The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by darinkhatsanit, 2021-06-21 06:12:02

แผนการจัดการเรียนรู้ 2564

ilovepdf_merged

เฉลย

ใบงาน

เรือ่ ง หนา้ ท่แี ละชนิดของลำตน้

คำชแี้ จง : ใหน้ กั เรยี นพจิ ารณาคำถาม และนำคำศัพท์ที่กำหนดให้มาตอบคำถามให้ถกู ต้อง

Creeping stem Tuber Bulb Rhizome

Tendril climber Twinter Corm Root climber

Cladophyll Stem spine Climbing stem

1. ลำตน้ ท่ีประกอบด้วยขอ้ และปล้อง ซง่ึ ปลอ้ งมตี าทบี่ ุ๋มลงไป เช่น มนั ฝรง่ั เปน็ ตน้

ตอบ Tuber

2. ลำตน้ ที่เปลย่ี นแปลงไปคล้ายใบ ทำหนา้ ทีส่ ังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้

ตอบ Cladophyll

3. ลำต้นออ่ น ตง้ั ตรงไมไ่ ด้ ต้องเลื้อยไปบนผิวดนิ เชน่ แตงโม

ตอบ Creeping stem

4. ลำต้นตงั้ ตรงมลี กั ษณะอวบใหญ่ มใี บชขู น้ึ สูง เชน่ เผือก แห้ว

ตอบ Corm

5. ลำตน้ ตงั้ ตรง มขี ้อปลอ้ งสั้นมากดา้ นล่างของลำตน้ มรี ากเป็นกระจกุ เช่น หอม

ตอบ Bulb

6. ลำต้นอยู่ใตด้ ิน เหน็ ข้อปล้อง ตามข้อมใี บสีนำ้ ตาล เชน่ ขงิ ข่า

ตอบ Rhizome

7. ลำต้นไตข่ นึ้ สงู ไปตามหลัก หรอื ตน้ ไม้ที่อยู่ตดิ กนั เช่น เฟ่ืองฟา้ พลดู ่าง

ตอบ Climbing stem

8. ลำตน้ พนั หลักเป็นเกลียวขึน้ ไป เช่น เถาวลั ย์

ตอบ Twinter

9. ลำต้นเปลี่ยนเปน็ หนาม เชน่ มะนาว สม้ ชนดิ ต่าง ๆ

ตอบ Stem spine

10. ลำตน้ เปลี่ยนเป็นมือเกาะ เชน่ แตงกวา บวบ

ตอบ Tendril climber

แบบประเมนิ แบบจำลอง

คำช้แี จง : ใหผ้ ูส้ อนประเมินแบบจำลอง แลว้ ขดี ✓ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดับคะแนน

ลำดับที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
4321
1 การออกแบบ
2 การเลือกใชว้ สั ดุ รวม
3 ความสมบรู ณ์
4 ความตรงต่อเวลา

ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมนิ
................./................../..................

เกณฑ์การประเมนิ แบบจำลอง

ประเดน็ ทป่ี ระเมนิ ระดบั คะแนน
1. การออกแบบ
4 32 1

ออกแบบจำลองก่อนลง ออกแบบแบบจำลองกอ่ น ออกแบบแบบจำลองกอ่ น สร้างแบบจำลองได้
มือปฏิบตั ิ วางแผนและ สอดคล้องกับจุดประสงค์
ดำเนินการสรา้ ง ลงมอื ปฏิบัติ วางแผนและ ลงมอื ปฏบิ ัติ วางแผนและ บางส่วน โดยไม่ได้
แบบจำลองได้สอดคลอ้ ง ออกแบบและวางแผน
กับจุดประสงค์ ดำเนินการสรา้ ง ดำเนินการสร้าง ดำเนินการ

แบบจำลองได้สอดคลอ้ ง แบบจำลองได้สอดคล้อง

กับจุดประสงคเ์ ป็นส่วน กบั จุดประสงค์บางสว่ น

ใหญ่

2. การเลือกใชว้ ัสดุ เลอื กใชว้ สั ดุได้เหมาะสม เลือกใชว้ สั ดุไดเ้ หมาะสม เลอื กใชว้ สั ดุได้เหมาะสม เลอื กใช้วัสดุไม่เหมาะสม
และใช้งบประมาณอยา่ ง แต่ใช้งบประมาณสงู พอสมควร และใช้ และใชง้ บประมาณสงู มาก
ประหยดั งบประมาณสูง

3. ความสมบูรณ์ แบบจำลองมีความ แบบจำลองมีความ แบบจำลองมีความ แบบจำลองไมแ่ ขง็ แรง
แขง็ แรง ทนทาน สวยงาม แขง็ แรง ทนทาน และใช้ แขง็ แรง ทนทาน แต่ไม่ และไม่สามารถใช้งานได้
4. ความตรงต่อ และใชง้ านไดจ้ รงิ งานได้จริง สามารถใชง้ านได้จรงิ จริง
เวลา
ส่งแบบจำลองภายใน สง่ แบบจำลองช้ากว่าเวลา สง่ แบบจำลองชา้ กว่าเวลา สง่ แบบจำลองช้ากว่าเวลา
เวลาทกี่ ำหนด ที่กำหนด 1 วัน ท่กี ำหนด 2 วัน ทกี่ ำหนด 3 วันขึ้นไป

เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ

ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ

14-16 ดีมาก

11-13 ดี

8-10 พอใช้

ตำ่ กว่า 8 ปรบั ปรงุ

แบบประเมินการปฏบิ ตั ิการ

คำชแี้ จง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ การปฏิบตั ิการของนกั เรียนตามรายการที่กำหนดแลว้ ขดี ✓ลงในชอ่ งท่ตี รงกับระดบั คะแนน

ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
4321
1 การปฏิบัติการทดลอง
2 ความคล่องแคล่วขณะปฏบิ ตั กิ าร รวม
3 การนำเสนอ

ลงชอื่ ................................................... ผู้ประเมิน
................./................../..................

เกณฑ์การประเมนิ การปฏบิ ัติการ

ประเดน็ ท่ีประเมนิ ระดับคะแนน

1. การปฏบิ ตั กิ าร ทดลอง 43 2 1

2. ความคล่องแคล่ว ทำตามทดลองตามขั้นตอน ทำตามทดลองตามขั้นตอนและ ต้องให้ความช่วยเหลือบา้ งในการ ต้องให้ความช่วยเหลือ
ขณะปฏิบตั ิการ และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง แต่ ทำ ก า รทดลอ ง แ ละ ก า รใช้ อย่างมากในการทำการ
ถูกต้อง อาจตอ้ งไดร้ ับคำแนะนำบา้ ง อปุ กรณ์ ท ด ล อ ง แ ล ะ ก า ร ใ ช้
อุปกรณ์
มคี วามคล่องแคล่วในการทำ มีความคล่องแคล่วในการทำการ ขาดความคลอ่ งแคล่วในขณะการ ท ำ ก า ร ท ด ล อ ง เ ส ร ็ จ ไ ม่
การทดลองโดยไม่ต้องได้รับ ทดลองแต่ต้องได้รับคำแนะนำ ทำการทดลองจึงทำการทดลอง ทันเวลา และทำอุปกรณ์
คำชีแ้ นะ และทำการทดลอง บ้าง และทำการทดลองเสร็จ เสร็จไม่ทันเวลา เสยี หาย
เสรจ็ ทันเวลา ทันเวลา

3. การบันทึก สรุปและ บันทึกและสรปุ ผลการ บันทึกและสรุปผลการทดลองได้ ต้องให้คำแนะนำในการ บันทึก ต้องให้ความช่วยเหลือ
การนำเสนอผลการ ทดลองไดถ้ กู ตอ้ ง รัดกุม ถูกต้อง แต่การนำเสนอผลการ สรปุ และนำเสนอผลการทดลอง อย่างมากในการบันทึก
ทดลอง นำเสนอผลการทดลองเปน็ ทดลองยังไมเ่ ปน็ ขั้นตอน สรุป และนำเสนอผลการ
ขน้ั ตอนชัดเจน ทดลอง

เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ

11-12 ดมี าก

9-10 ดี

6-8 พอใช้

ตำ่ กวา่ 6 ปรบั ปรงุ

แบบประเมนิ ชิ้นงาน

คำชแ้ี จง : ใหผ้ ู้สอนประเมินช้ินงานตามรายการทก่ี ำหนดแลว้ ขดี ✓ ลงในชอ่ งที่ตรงกบั ระดบั คะแนน

ลำดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32

1 ความถูกต้องของชิน้ งาน

2 การจัดรูปแบบช้นิ งาน

3 ความตรงตอ่ เวลา

รวม

รายการประเมนิ ลงช่ือ ............................................... ผูป้ ระเมิน
................./................/................

เกณฑ์การประเมินชน้ิ งาน

ระดับคะแนน

4 3 21

1. ความถกู ต้องของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานไม่ถูกต้อง และ
ชิน้ งาน
ครบทุกหวั ข้อ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบท ุ กห ั วข ้ อเพ ี ยง ไม่ครบตามหัวข้อที่

ใหญ่ บางส่วน กำหนด

2. การจัดรูปแบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ ไม่
ชนิ้ งาน
ความคิดสร้างสรรค์ และมี ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน ่ าสนใจเพ ี ยง มีความนา่ สนใจ

ความน่าสนใจ ใหญ่ บางสว่ น

3. ความตรงต่อเวลา ส่งช้นิ งานภายในเวลาท่ี ส่งช้ินงานช้ากวา่ เวลาท่ี ส่งชิน้ งานชา้ กว่าเวลาท่ี ส่งช้ินงานชา้ กวา่ เวลา

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ทกี่ ำหนด 3 วันขน้ึ ไป

เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ

ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

10-12 ดีมาก

7-9 ดี

4-6 พอใช้

0-3 ปรบั ปรงุ

บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้

กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพ่ิมเติม รหสั วิชา ว30243

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง โครงสร้างหน้าท่ีของพืชดอก ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 3 เรือ่ ง โครงสรา้ งหนา้ ท่ีลำต้น เวลา 5 ช่ัวโมง

1. ผลการจดั การเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปญั หาและอุปสรรค
............................................................................................................................................................... ...............
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
................................................................. ............................................................................................... ..............
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชื่อ.....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจดั การเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพิ่มเติม รหัสวิชา ว30243
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งหนา้ ทข่ี องพืชดอก
เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 4 เร่อื ง โครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี องใบ โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม

ผสู้ อน นางสาวดาริน คาดสนิท

1. ผลการเรยี นรู้

สังเกตและอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบพชื จากการตัดตามขวาง

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายโครงสร้างภายในใบพชื จากการตัดตามขวางได้ (K)
2. อธบิ ายโครงสรา้ งภายนอกของใบพชื ได้ (K)
3. เปรียบเทียบการจัดเรยี งของเส้นใบของพืชแตล่ ะชนิดได้ (P)
4. ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของใบพชื (A)

3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถิน่
พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา
สาระการเรียนร้แู กนกลาง

- ใบมีหน้าท่ีสังเคราะห์ด้วยแสง แลกเปลี่ยนแก๊ส
และคายน้ำ ใบของพืชดอกประกอบด้วย ก้านใบ
แผ่นใบ เส้นกลางใบ และเส้นใบ พืชบางชนิดอาจ
ไม่มกี า้ นใบ ที่โคนก้านใบอาจพบหรอื ไมพ่ บหใู บ

- โครงสรา้ งภายในของใบตัดตามขวางประกอบดว้ ย
เนือ้ เยื่อ 3 กลุม่ ได้แก่ เอพิเดอรม์ ิส มีโซฟิลล์ และ
เน้อื เย่อื ทอ่ ลำเลยี ง

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด

ใบเป็นอวยั วะทีเ่ จริญออกไปบริเวณดา้ นข้าง อยู่บรเิ วณดา้ นขา้ ง อยบู่ ริเวณข้อปล้องของลำต้นและกิ่ง
ทำหน้าที่หลกั ในการสรา้ งอาหารโดยการสงั เคราะห์ด้วยแสง

5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี นและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวนิ ยั
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุ่งม่นั ในการทำงาน
1) ทักษะการระบุ
2) ทกั ษะการสังเกต
3) ทกั ษะการทดลอง
4) ทักษะการเปรยี บเทยี บ
5) ทกั ษะการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต

6. กิจกรรมการเรยี นรู้

แนวคิด/รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ช่ัวโมงที่ 1

ข้ันนำ

ขน้ั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)

1. ครูนำใบพืชมาให้นักเรียนสังเกตและศึกษาโครงสร้างภายนอกของใบ แล้วถามคำถามกระตุ้น
ความคิดของนกั เรยี น โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- ลักษณะของใบพชื ทั่วไปเปน็ อย่างไร
(แนวตอบ: มีลกั ษณะแบน ผวิ ใบดา้ นบนคอ่ นข้างมนั ส่วนใหญ่มสี ีเขียว)
- หน้าท่ีหลักสำคัญของใบพชื คอื อะไร
(แนวตอบ: สังเคราะห์ดว้ ยแสง เพ่อื ผลิตอาหารให้กบั พืช)
- ลกั ษณะของใบพืชทั่วไปเหมาะสมต่อการสรา้ งอาหารของพืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: ช่วยเพิ่มพน้ื ท่ีผิวในการรบั แสง ซง่ึ มีผลตอ่ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง)

ขัน้ สอน

ข้นั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน สำรวจต้นไม้หรือสวนพฤกษศาสตร์ภายในโรงเรียน แล้วเลือก
ต้นไม้ตัวอย่างมา 1 ชนดิ จากน้นั บนั ทึกช่ือตน้ ไม้ สงั เกตและวาดภาพลักษณะภายนอกของใบไม้ลง
ในสมุดบนั ทึก
2. ใหน้ ักเรียนเกบ็ ใบไม้ตัวอยา่ งเพ่อื ทำกิจกรรม โครงสร้างภายนอกและโครงสรา้ งภายในของใบไม้
3. ให้นักเรยี นศึกษาขอ้ มลู เก่ยี วกบั โครงสร้างภายนอกของใบไม้ จากนนั้ ระบอุ งคป์ ระกอบทศ่ี กึ ษาได้
จากแหล่งการเรยี นรู้ลงในสมดุ บันทกึ
4. ให้นักเรียนศึกษาโครงสร้างภายในของใบจากแหลง่ การเรียนรู้ เช่น อินเทอร์เน็ต หรือ หนังสือเรียน
ชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
5. ครเู ขยี นคำศพั ทบ์ นกระดาน และให้นกั เรยี นสบื ค้นความหมายของคำศพั ท์ ตอ่ ไปน้ี
- Upper epidermis
(แนวตอบ: หมายถึง เอพเิ ดอร์มิส (Epidermis) ดา้ นบน อยบู่ รเิ วณชัน้ ของเซลล์ท่ีอยูน่ อกสดุ ดา้ นบน
ของใบพชื )
- Lower epidermis
(แนวตอบ: หมายถึง เอพิเดอร์มิส (Epidermis) ด้านล่าง อยู่บริเวณชั้นของเซลล์ที่อยู่นอกสุด
ดา้ นลา่ งของใบพืช)
- Vascular bundle
(แนวตอบ: หมายถึง กลมุ่ ท่อลำเลยี งทีแ่ ทรกอยู่ในชน้ั มโี ซฟลิ ล์ (Mesophyll) ในบริเวณกา้ นใบ เส้น
ใบและเสน้ ใบย่อยประกอบดว้ ยไซเล็ม (Xylem) และ โฟเอ็ม (Phloem))
- Bundle sheath
(แนวตอบ: หมายถงึ มัดทอ่ ลำเลียงที่ลอ้ มรอบดว้ ยกลมุ่ เซลล์ ซ่ึงชว่ ยทำให้มัดทอ่ ลำเลยี งแข็งแรงขึ้น)
- Palisade mesophyll
(แนวตอบ: หมายถงึ เซลล์ทรี่ ูปร่างยาวเรยี งตวั กันเป็นแถวตั้งฉากกับผวิ ใบ อยตู่ ิดกับชั้นเอพิเดอร์มิส
(Epidermis) ด้านบนของใบพืชโดยไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ ภายในมีคลอโรพลาสต์
(Chloroplast) จำนวนมาก จงึ เป็นบริเวณทมี่ กี ารสงั เคราะห์ดว้ ยแสงมากที่สุด)
- Spongy mesophyll
(แนวตอบ: หมายถงึ เปน็ เซลล์ทมี่ ีรปู รา่ งคอ่ นคา่ งกลมเรยี งตัวหลวมๆ อย่างไม่เปน็ ระเบยี บ อยู่ถัดลง
มาจากแพลิเซดมีโซฟิลล์ (palisade mesophyll) จนถึงเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ด้านล่าง
ภายในเซลลม์ ีคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) จำนวนมากแต่นอ้ ยกว่าแพลิเซดมีโซฟิลล์)

ขน้ั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
6. ให้แต่ละกลุม่ สง่ ตวั แทนออกมานำเสนอผลจากการสบื ค้นโครงสรา้ งภายในและภายนอกของใบไม้
7. นกั เรยี นและครูร่วมกันอภิปรายโครงสรา้ งภายในและภายนอกของใบไม้

ช่วั โมงที่ 2

ขั้นสอน

ขัน้ ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่มเดิม และใช้ใบไม้ตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจสวนพฤกษศาสตร์ เพื่อทำกิจกรรม
ศึกษาโครงสร้างภายนอกและโครงสร้างภายในของใบไม้ ในตอนที่ 2 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษา
โครงสร้างภายในของพืชใบเลย้ี งเดี่ยวและพชื ใบเลี้ยงคู่ด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ได้
2. ให้นักเรยี นภายในกลุ่มแบ่งหนา้ ที่ ความรบั ผิดชอบของแต่ละคน โดยให้สมาชกิ ในกลุ่มมีบทบาทและ
หนา้ ท่ขี องตนเอง ดังนี้
- สมาชกิ คนท่ี 1 ทำหนา้ ท่ี ศกึ ษาและทำความเข้าใจขั้นตอนการทำกจิ กรรม
- สมาชิกคนที่ 2 ทำหน้าที่ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการกิจกรรมโครงสร้างภายนอกและโครงสร้าง
ภายในของใบไม้ ในตอนที่ 2
- สมาชกิ คนท่ี 3 ทำหนา้ ที่ ทำกิจกรรมตามขน้ั ตอน
- สมาชิกคนที่ 4 ทำหนา้ ที่ บนั ทึกผลกิจกรรม และนำเสนอผลการทำกิจกรรม

ข้ันที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
3. ให้ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอผลการทำกจิ กรรมหนา้ ชน้ั เรยี น
4. นกั เรยี นและครูรว่ มกันอภิปรายผลการทำกิจกรรม
5. ครถู ามคำถามทา้ ยกจิ กรรม โดยมีแนวคำถามดังน้ี
- ลักษณะภายนอกของใบท่ีเห็นสามารถจำแนกได้หรือไม่วา่ พชื ชนดิ ใดเป็นพชื ใบเลี้ยงคู่และพืชชนิด
ใดเป็นพชื ใบเลยี้ งเดี่ยว
(แนวตอบ: ได้ เน่ืองจากพชื ใบเล้ยี งคู่จะมีเส้นใบแยกออกจากเสน้ กลางใบและแตกแขนงเปน็ ร่างแห
ส่วนพืชใบเลี้ยงเดย่ี วจะมเี สน้ ใบเรยี งขนานกนั ไปทงั้ ตลอดใบ ไม่มีการแตกแขนง)
- โครงสร้างภายในใบของพชื ใบเลยี้ งคแู่ ละพืชใบเล้ียงเดี่ยวเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ: การจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อในบริเวณชั้นมีโซฟิลล์ (Mesophyll) แตกต่างกัน โดยพืชใบ
เลี้ยงคู่จะพบทั้งแพลิเซดมีโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) และสปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy
mesophyll) แต่พชื ใบเลี้ยงเดย่ี วสว่ นใหญ่มักพบเพยี งสปันจีมโี ซฟิลลล์ อ้ มรอบมดั ท่อลำเลียง
- โครงสร้างและการเรยี งตัวของเซลล์ในเน้ือเย่ือช้นั ตา่ ง สัมพนั ธ์กับหนา้ ที่ของใบหรอื ไม่

(แนวตอบ: ชั้นนอกสุดเป็นเน้ือเยือ่ เอพิเดอร์มิส (Epidermis) ที่บางเซลล์เปล่ียนแปลงรปู ร่างไปเป็น
เซลล์คุม (Guard cell)ทำหน้าที่ควบคุมการเปิด-ปิดของปากใบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคายน้ำของพืช
นอกจากน้ีภายในเซลลค์ มุ มีคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)) ชว่ ยในการสงั เคราะหด์ ้วยแสง เซลล์เอพิ
เดอร์บางเซลล์ สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นขนเพื่อปกป้องผิวใบ ชั้นถัดจากเอพิเดอร์มิสด้านบนลง
มาเป็นเซลล์รูปรา่ งยาวเรียงชิดกนั เรยี กวา่ แพลเิ ซดมโี ซฟิลล์ (Palisade mesophyll) ไมม่ ชี ่องวา่ ง
ระหว่างเซลล์ แต่ละเซลลจ์ ะมีคลอโรพลาสต์อย่หู นาแน่น จงึ ทำให้มองเหน็ ผวิ ใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม
กวา่ ผิวใบด้านลา่ ง ทำให้ใบพืชดงึ พลังงานแสงมาใช้ในกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงได้ ช้ันถัดจาก
แพลิเซดมีโซฟิลล์ลงมามีเซลล์ขนาดเล็ก กระจายอยู่ทั่วไปเรียงตัวอย่างหลวม ๆ มีช่องว่างระหว่าง
เซลล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สและไอน้ำระหว่างใบกับบรรยากาศเรียกเซลล์กลุ่มนี้ว่า
สปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy Mesophyll) ในเนื้อเยื่อชั้นนี้จะมีมัดท่อลำเลียงแทรกอยู่ มัดที่ใหญ่ที่สุด
คอื เสน้ กลางใบ ถ้าเป็นเสน้ ท่กี ระจายตามแผ่นใบจะเล็กกว่า ภายในมดั ทอ่ ลำเลยี งประกอบดว้ ย ท่อ
ลำเลียงไซเลม (Xylem) ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและธาตุอาหารต่าง ๆ จากรากมาสู่ใบ ท่อลำเลียงโฟล
เอ็ม (Phloem) ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงไปยังส่วนลำต้น
และราก หลอ่ เลย้ี งใหพ้ ชื ดำรงชวี ิตอย่ไู ด้)

ช่วั โมงท่ี 3

ข้นั สอน

ข้ันท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบค้นและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับชนิดและหน้าที่ของใบพืช
นอกเหนือจากการสงั เคราะห์ด้วยแสง เพ่ือทำใบงานท่ี 1.4.6 เรอื่ ง ชนิดและหนา้ ท่ีของใบพืช
2. ครเู ขยี นคำศพั ทต์ อ่ ไปน้บี นกระดาน แล้วใหน้ ักเรยี นรว่ มกันสืบคน้ ความหมายและหน้าที่ของคำศัพท์
ดังนี้
- Cotyledon
(แนวคำตอบ: หมายถงึ ใบเล้ยี งซงึ่ ทำหนา้ ทส่ี ะสมอาหารเพื่อเลย้ี งต้นออ่ นขณะงอก โดยพชื ใบเลี้ยงคู่
มีใบเลยี้ ง 2 ใบ แต่ถา้ เป็นพชื ใบเล้ยี งเด่ียวมใี บเล้ยี งเพียงใบเดยี ว)
- Foliage leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบแท้เป็นส่วนของพืชท่ีเกดิ จากตาใบทำหนา้ ทส่ี รา้ งอาหารดว้ ยกระบวนการ
สังเคราะหด์ ้วยแสง แลกเปลยี่ นแกส๊ และคายน้ำ)
- Simple leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบเดี่ยวที่มีแผ่นใบเพียงแผ่นเดียวหรือใบเดียวติดอยู่กับก้านใบที่แตก
ออกมาจากลำต้นหรอื กิ่ง เชน่ มะม่วง กล้วย หรอื ชมพ)ู่

- Compound leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบประกอบคือใบที่แยกออกมาเป็นแผ่นเล็กๆ ตง้ั แต่ 2 ใบข้ึนไป)
- Leaflet
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบย่อยทต่ี ดิ อยู่กบั กา้ นใบกา้ นเดียว)
- Petiolule
(แนวคำตอบ: หมายถึง ก้านใบของใบย่อย)
- Modified leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดในพืชบางชนิดที่อาจมีหน้าที่พิเศษ ทำให้ใบมีการ
เปล่ยี นแปลงไปจากใบแท้ทมี่ ลี ักษณะแผ่นแบนไปเปน็ ลักษณะอืน่ ท่ีเหมาะสมกับหนา้ ที่)
- Storage leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบที่สะสมอาหาร คือใบที่เปลี่ยนแปลงเป็นแหล่งเก็บสะสมอาหารจึงมี
ลักษณะอวบหนา เช่น ใบว่านหางจระเข้)
- Bract
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบประดับ คือใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับดอก ส่วนมากอยู่บริเวณก้าน
ดอก มีสเี ขียว สว่ นมากอยบู่ ริเวณก้านดอก มสี เี ขยี วมใี บประดับทสี่ วยงามคลา้ ยกลีบดอก ทำหน้าที่
ล่อแมลงเชน่ หน้าววั คริสต์มาส เฟ่ืองฟา้ เปน็ ต้น)
- Scale leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบเกร็ด คอื ใบที่เปลยี่ นมากจากใบแทเ้ พ่ือทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับตา
และยอดอ่อน พบในเผอื ก ตน้ พแี คน ขงิ ข่า แหว้ จนี เป็นตน้ )
- Floating leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ทุ่นลอยหรือพืชน้ำบางชนิดที่สามารถลอบน้ำอยูไ่ ด้ โดยอาศัยก้านใบพองโต
ออก ภายในมีเออยู่กันอย่างหลวมๆ และมีช่องว่างอากาศทำให้มีอากาศอยู่มาก จึงช่วยพยุงลำต้น
ลอยนำ้ ได้ เช่น ผักตบชวา)
- Leaf tendril
(แนวคำตอบ: หมายถึง มอื เกาะ คือ ใบที่เปลีย่ นแปลงไปเป็นมือเกาะเพ่ือยดึ และพยงุ ลำต้นให้สูงข้ึน
อาจเปล่ียนแปลงมาจากใบท้ังใบ หรอื ส่วนใดสว่ นหน่งึ ของใบ เช่น บานบรุ สี ีม่วง มะระ ดองดึง หวาย
ลิง เปน็ ตน้ )
- Leaf spine
(แนวคำตอบ: หมายถงึ หนาม คอื ใบทเี่ ปลย่ี นแปลงเป็นหนาม เพ่อื ปอ้ งกนั อนั ตรายจากสัตว์ และลด
การคายน้ำ ซึ่งหนามที่เกิดอาจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งใบกลายเป็นหนาม หรือบางส่วนของใบ
กลายเป็นหนาม เช่น หนามของเหงือกปลาหมอเปลี่ยนแปลงมาจากขอบใบและหูใบ หนามของต้น
กระบองเพชรเปลยี่ นแปลงมาจากใบ หนามมะขามเทศเปล่ียนแปลงมาจากหใู บเปน็ ต้น)

- Carnivorous leaf
(แนวคำตอบ: หมายถึง ใบกับดักแมลง คอื ใบท่เี ปล่ยี นแปลงไปเปน็ กับดกั แมลงหรอื สัตวเ์ ล็ก ภายใน
กับดักจะมีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารจำพวกโปรตีน พบในต้นกาบหอยแครง หม้อข้าวหม้อแกงลิง
หยาดนำ้ คา้ ง เป็นตน้ )
- Vegetative reproductive organ
(แนวคำตอบ: หมายถงึ ใบขยายพันธ์ุ คอื ใบทเ่ี ปล่ียนแปลงไปเพ่ือช่วยขยายพันธ์ุ โดยบรเิ วณของใบ
มลี กั ษณะเวา้ เข้าเล็กน้อย และมตี าที่งอกต้นเลก็ ๆ ออกมา เช่น ต้นโคมญีป่ ่นุ เศรษฐพี ันล้านเป็นตน้ )

ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. สุ่มตวั แทนกลมุ่ ออกมานำเสนอใบงานเรอื่ ง ชนิดและหนา้ ทขี่ องใบ
4. นกั เรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายความรู้ท่ีได้จากใบงานเรอื่ ง ชนดิ และหนา้ ท่ีของใบ
5. ครถู ามคำถาม แล้วให้นกั เรยี นยกมืออธบิ ายคำตอบของตนเอง โดยมีแนวคำถาม ดงั นี้
- เพราะเหตใุ ดใบของพชื จงึ มลี ักษณะแบน
(แนวตอบ: ใบพืชท่ีมีลกั ษณะแบน เพือ่ เพม่ิ พน้ื ท่ผี วิ ในการรับแสงส่งผลดีต่อกระบวนการสังเคราะห์
ดว้ ยแสงของพชื )
- ยกตวั อยา่ งพชื ทีม่ ีกาบใบทีน่ ักเรยี นรู้จักมาอย่างน้อย 3 ตวั อย่าง
(แนวตอบ: ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูและคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างพืชที่มีกาบใบ ได้แก่ ข้าว
กวนอมิ พทุ ธรกั ษา กล้วย)
- ยกตัวอย่างพชื ทีม่ ใี บเด่ยี วทน่ี ักเรียนรจู้ ักมาอย่างน้อย 3 ตวั อยา่ ง
(แนวตอบ: ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูและคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างพืชที่มีใบเดี่ยว ได้แก่
มะละกอ มันสำปะหลัง ฟกั ทอง ตำลึง ตาล กลว้ ย ชมพู่ มะมว่ ง)
- ยกตัวอยา่ งพืชท่ีมใี บประกอบท่ีนกั เรียนรจู้ ักมาอยา่ งนอ้ ย 3 ตวั อยา่ ง
(แนวตอบ: ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครูและคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างพืชที่มีใบประกอบ ได้แก่
มะขาม กระถนิ มะพร้าว)

ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้ (Expand)
6. ให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้ เลือกพืชตัวอย่างมา 1 ชนิด แล้วทำรายงาน เรื่อง ความสำคัญของใบพืช
ภายในรายงานต้องมีเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างภายในและภายนอกของพืช ชนิดและหน้าที่
ของใบพืชตัวอย่าง โดยต้องมีองค์ประกอบของรายงานครบถ้วน ได้แก่ 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำ
นำ 4) สารบญั 5) สารบญั ตาราง 6) สารบัญรปู ภาพ 7) บทนำ 8) เน้อื หา 9) สรปุ 10) บรรณานุกรม
และ 11) ภาคผนวก
7. ครูถามคำถามและเฉลยคำตอบของ Topic Question เพื่อทบทวนและขยายความเข้าใจของ
นักเรยี นโดยมีแนวคำถาม ดังนี้

- วาสควิ ลารแ์ คมเบียม (Vascular cambium) พบในอวยั วะใดของพืช
(แนวตอบ: ราก (Root) ลำต้น (Stem) และใบ (Leaf))
- จากภาพ พืชชนิดนม้ี กี ารจดั เรยี งเสน้ ใบเป็นอย่างไร และเนอื้ เยื่อชนิดน้พี บในอวัยวะใดของพืช

(แนวตอบ: พืชชนิดนี้เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งมีเส้นใบมีเส้นใบแยกออกจากเส้นกลางใบและแตกแขนง
เปน็ รา่ งแห และเน้อื เยอื่ ในภาพพบท่ีบรเิ วณราก)
- โครงสร้างภายในลำต้นเมื่อตัดตามขวางของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่แตกต่างกันหรือไม่
อยา่ งไร
(แนวตอบ: ลำตน้ พชื ใบเล้ียงค่มู คี อร์เทกซ์ (Cortex) แคบ ในชน้ั สตลี (Stele) มกี ลมุ่ ท่อลำเลียงหลาย
กลุ่มเรียงเป็นระเบียบ เห็นขอบเขตพิธ (Pith) ชัดเจน ส่วนลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีคอร์เทกซ์แคบ
เชน่ กนั ชน้ั สตีลมีกลมุ่ ท่อลำเลียงกระจายทั่วไป มองไมเ่ ห็นขอบเขตพธิ )
- แก่นไม้และกระพไ้ี ม้แตกตา่ งกันอย่างไร
(แนวตอบ: แก่นไม้ คือ เซลล์ของต้นไม้ที่ไม่ทำงานแล้ว และแปรสภาพมาจากกระพี้ เป็นส่วนท่ีเนื้อ
ไม้มีความแข็งแกร่งและหนาแน่น ส่วนกระพี้ไม้ คือ เนื้อไม้ที่มีการเจริญเติบโตอยู่ระหว่างเปลือก
ชั้นในและแกน่ ไม้ มหี น้าทล่ี ำเลียงน้ำและอาหาร)
- ใบและลำต้นของกระบองเพชรแตกตา่ งไปจากพืชทัว่ ไปอย่างไร เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : ใบของต้นกระบองเพชรมีการลดรูปเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเป็นหนาม เพื่อลด
กระบวนการคายน้ำของพืช เนื่องจากกระบองเพชรเป็นพืชในเขตร้อน จำเป็นต้องรักษาน้ำเอาไว้
และลำต้นของกระบองเพชร มีลักษณะอวบอ้วน บางชนิดเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่คล้ายใบ
(Cladophyll) มีสเี ขยี ว สามารถสงั เคราะหด์ ้วยแสงได้)

ขั้นสรปุ

ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝึกหัดในแบบฝึกหัดชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ตรวจใบงานเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของใบพืช
3. ประเมินรายงาน เรื่อง ความสำคัญของใบพืช
4. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
5. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่

7. การวัดและประเมินผล

รายการวัด วิธีการ เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ

7.1 ประเมินระหว่าง - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
รายบคุ คล
การจดั กจิ กรรม - ระดับคุณภาพ 2
- ใบงานเรอ่ื ง ผ่านเกณฑ์
การเรียนรู้ ชนดิ และหน้าที่ของใบ
- แบบประเมนิ รายงาน - ระดับคุณภาพ 2
1) กิจกรรมนำสู่การ - สังเกตจากการตอบ - สมุดบันทกึ ผา่ นเกณฑ์
- ระดับคณุ ภาพ 2
เรยี น คำถามและแสดงความ - แบบประเมนิ การ ผา่ นเกณฑ์
นำเสนอผลทำกิจกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
- การตอบคำถาม คดิ เห็น - แบบสังเกตพฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์
การทำงานรายบุคคล - ระดับคุณภาพ 2
2) โครงสรา้ งและ - ตรวจใบงาน เรอื่ ง - แบบสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
การทำงานกลุ่ม
หน้าทข่ี องใบ ชนิดและหน้าที่ - แบบประเมิน
คณุ ลักษณะ
- กิจกรรม ศกึ ษา ของใบ อันพงึ ประสงค์
โครงสรา้ งภายใน - ตรวจรายงาน เรือ่ ง

ของใบไม้ ความสำคัญของใบพืช

- ตรวจสมดุ บันทึก

2) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ

การทำกิจกรรม ผลทำกิจกรรม

3) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม

ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล

4) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม

ทำงานกลุม่ การทำงานรายบุคคล

5) คณุ ลักษณะ - สงั เกตความมีวินัย

อันพึงประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ และมุง่ มั่น

ในการทำงาน

7.3 การประเมนิ - ตรวจใบงาน 1.4.6 - แบบประเมนิ ชน้ิ งาน/ - ระดับคุณภาพ 2
ชิน้ งาน/ภาระงาน เรอ่ื ง ชนิดและหน้าท่ี ภาระงาน (รวบยอด) ผา่ นเกณฑ์
(รวบยอด) ของใบ - แบบประเมนิ ผังมโน
- ตรวจรายงาน เรื่อง ทศั น์
ความสำคญั ของใบพืช

8. ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้

8.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนังสือเรยี นชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 โครงสรา้ งและหน้าท่ีของดอก
2) แบบฝึกหัดชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 โครงสร้างและหนา้ ที่ของดอก
3) วัสดุอปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการกจิ กรรมโครงสรา้ งภายนอกและโครงสรา้ งภายในของใบไม้
3) ใบงานเรื่อง ชนดิ และหน้าที่ของใบ

8.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งปฏิบัติการชวี วทิ ยา
2) อินเทอร์เน็ต
3) สวนพฤกษศาสตร์

ใบงาน
เร่ือง ชนิดและหน้าท่ีของใบ

คำชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นศึกษาโครงสรา้ งภายในของใบพืช 4 ชนดิ แลว้ ตอบคำถามตอ่ ไปนี้

โครงสรา้ งภายในของใบ ก. ข้าว ข. อ้อย ค. ขา้ วโพด ง. บวั สาย

1. ใบพืชแตล่ ะชนิดลว้ นมีส่วนประกอบหลักทเี่ หมอื นกนั อะไรบา้ ง
ตอบ

2. คลอโรพลาสตพ์ บในเนอื้ เย่อื ชั้นใดและเซลลท์ ี่พบคลอโรพลาสต์มีรูปรา่ งก่ีแบบ
ตอบ

3. ปากใบสว่ นใหญ่พบทีบ่ รเิ วณเนื้อเยื่อชัน้ ใด
ตอบ

4. ใบมีหนา้ ท่ีสำคัญกับพืชอย่างไร
ตอบ

5. bulliform cell คืออะไร และมีความสำคญั อยา่ งไรกบั พืช
ตอบ

ใบงาน เฉลย
เรื่อง ชนิดและหน้าท่ีของใบ

คำช้แี จง : ใหน้ กั เรยี นศึกษาโครงสรา้ งภายในของใบพชื 4 ชนดิ แลว้ ตอบคำถามต่อไปนี้

โครงสร้างภายในของใบ ก. ขา้ ว ข. ออ้ ย ค. ข้าวโพด ง. บวั สาย

1. ใบพืชแตล่ ะชนดิ ลว้ นมสี ว่ นประกอบหลกั ท่เี หมอื นกัน อะไรบ้าง
ตอบ ใบพชื ประกอบไปด้วยเอพเิ ดอร์มิสซง่ึ บางเซลลเ์ ปลี่ยนแปลงรปู รา่ งไปเปน็ ปากใบ กล่มุ มดั ท่อ
ลำเลียงท่มี ไี ซเล็มและโฟลเอม็ เป็นองค์ประกอบ มีโซฟิลลท์ ่ีภายในมีคลอโรพลาสต์

2. คลอโรพลาสตพ์ บในเนอ้ื เยอ่ื ช้ันใดและเซลล์ท่ีพบคลอโรพลาสต์มรี ูปร่างก่แี บบ
ตอบ ช้นั มโี ซฟลิ ล์ ซึ่งพบในเซลล์รปู รา่ ง 2 แบบ คอื รปู ร่างเรยี วยาว และรูปรา่ งกลม

3. ปากใบสว่ นใหญ่พบทบ่ี ริเวณเน้อื เยื่อช้ันใด
ตอบ เอพิเดอร์มิส (upper epidermis) ดา้ นหลงั ใบ

4. ใบมีหน้าท่ีสำคัญกบั พชื อยา่ งไร
ตอบ หนา้ ทีห่ ลัก คือ สังเคราะหด์ ว้ ยแสง นอกจากน้ีใบทำหนา้ ทสี่ ะสมอาหาร ปอ้ งกันอันตราย ชว่ ย
พยุงลำตน้ ยึดเกาะ และลดรูปกลายเปน็ หนามในพชื บางชนดิ เพ่อื ลดการคายน้ำ

5. bulliform cell คืออะไร และมีความสำคญั อย่างไรกบั พชื
ตอบ เปน็ เซลล์ขนาดใหญ่ ผนังเซลล์บาง รปู ร่างคล้ายถุงภายในบรรจนุ ำ้ เมื่อพืชขาดนำ้ มีผลทำใหบ้ ลั ลิ
ฟอรม์ เซลล์สูญเสยี นำ้ เซลล์จงึ เหย่ี วส่งผลใหใ้ บมว้ นงอได้ เพ่ือลดการคายนำ้ ของพชื

แบบประเมินรายงาน

คำช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนประเมินรายงาน แลว้ ขีด ✓ลงในช่องทีต่ รงกบั ระดบั คะแนน

ลำดบั ที่ รายการประเมิน 4 ระดับคะแนน 1
รวม 32

1 ความถกู ต้องของเนือ้ หา
2 ความสมบรู ณข์ องรปู เล่ม
3 ความตรงต่อเวลา

ลงชื่อ ................................................... ผปู้ ระเมนิ
................./................../..................

เกณฑ์การประเมินรายงาน

ประเดน็ ท่ีประเมิน ระดับคะแนน
1. ความถูกตอ้ ง
432 1
ของเนอ้ื หา
เนื้อหาสาระของ เน้ือหาสาระของ เนอื้ หาสาระของ เนอ้ื หาสาระของ
2. ความสมบูรณ์ รายงานไม่ถกู ต้องเปน็
ของรูปเลม่ รายงานถูกตอ้ งครบถว้ น รายงานถกู ต้องเป็นส่วน รายงานถกู ตอ้ งบาง สว่ นใหญ่
องคป์ ระกอบไม่
3. ความตรงตอ่ ใหญ่ ประเด็น ครบถ้วน ไมเ่ ปน็
เวลา ระเบียบ และรูปเลม่ ไม่
มีองค์ประกอบครบถ้วน มีองค์ประกอบครบถว้ น มอี งค์ประกอบครบถว้ น สวยงาม
ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาที่
สมบรู ณ์ มคี วามเปน็ สมบรู ณ์ มคี วามเปน็ สมบูรณ์ แตย่ ังไมเ่ ปน็ กำหนด 3 วนั ข้นึ ไป

ระเบียบ และรูปเล่ม ระเบยี บ แต่รปู เลม่ ไม่ ระเบยี บ และรูปเลม่ ไม่

สวยงาม สวยงาม สวยงาม

ส่งช้นิ งานภายในเวลาท่ี ส่งชิ้นงานช้ากว่าเวลาท่ี ส่งชิ้นงานชา้ กวา่ เวลาที่

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน

เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ

11-12 ดีมาก

9-10 ดี

6-8 พอใช้

ต่ำกวา่ 6 ปรบั ปรงุ

แบบประเมนิ การปฏบิ ตั ิการ

คำชแี้ จง : ให้ผสู้ อนประเมนิ การปฏิบัติการของนักเรยี นตามรายการท่กี ำหนดแล้วขดี ✓ลงในช่องทต่ี รงกบั ระดับคะแนน

ลำดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
4321
1 การปฏบิ ตั ิการทดลอง
2 ความคลอ่ งแคลว่ ขณะปฏิบัตกิ าร รวม
3 การนำเสนอ

ลงช่อื ................................................... ผู้ประเมนิ
................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมินการปฏบิ ตั ิการ

ประเด็นทีป่ ระเมิน 4 ระดบั คะแนน 2 1
3

1. การปฏิบัติการ ทำตามทดลองตามขั้นตอน ทำตามทดลองตามขั้นตอน ต้องให้ความช่วยเหลือบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลืออยา่ ง

ทดลอง และใชอ้ ปุ กรณ์ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ในการทำการทดลอง และ มากในการทำการทดลอง

ถูกต้อง แต่อาจต้องได้รับ การใชอ้ ุปกรณ์ และการใชอ้ ปุ กรณ์

คำแนะนำบา้ ง

2. ความคล่องแคล่ว มีความคล่องแคล่วในการทำ มีความคล่องแคล่วในการ ข า ด ค ว า ม ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว ทำการทดลองเสร็จไม่

ขณะปฏบิ ัตกิ าร การทดลองโดยไม่ต้องได้รบั คำ ทำการทดลองแต่ต้องได้รับ ในขณะการทำการทดลอง ทันเวลา และทำอุปกรณ์

ชี้แนะ และทำการทดลองเสรจ็ คำแนะนำบ้าง และทำการ จึงทำการทดลองเสร็จไม่ เสียหาย

ทันเวลา ทดลองเสรจ็ ทันเวลา ทนั เวลา

3. การบันทึก สรุป บนั ทกึ และสรุปผลการทดลอง บันทึกและสรุปผลการ ต้องให้คำแนะนำในการ ต้องให้ความช่วยเหลืออยา่ ง

และการนำเสนอ ได้ถูกต้อง รดั กมุ นำเสนอผล ทดลองได้ถูกต้อง แต่การ บันทึก สรุป และนำเสนอ มากในการบันทึกสรุป และ

ผลการทดลอง การทดลองเป็นขั้นตอนชดั เจน นำเสนอผลการทดลองยงั ไม่ ผลการทดลอง นำเสนอผลการทดลอง

เป็นขน้ั ตอน

บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้

กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววทิ ยาเพิ่มเตมิ รหัสวิชา ว30243

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรือ่ ง โครงสรา้ งหนา้ ทขี่ องพืชดอก ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 4 เรือ่ ง โครงสรา้ งหนา้ ที่ของใบ เวลา 3 ช่ัวโมง

1. ผลการจดั การเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปญั หาและอุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
.................................................... ............................................................................................................ ..............
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอ่ื .....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดารนิ คาดสนิท)
………/………../…….....

แผนการจดั การเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพม่ิ เติม
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เรอื่ ง โครงสร้างหน้าทข่ี องพืชดอก เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 5 เรอ่ื ง การแลกเปล่ียนแกส๊ และการคายน้ำของพืช โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
ผู้สอน นางสาวดารนิ คาดสนิท

1. ผลการเรยี นรู้

สืบค้นขอ้ มลู สังเกต และอธบิ ายการแลกเปล่ียนแก๊สและการคายน้ำของพชื

2. จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายการแลกเปล่ยี นแก๊สและการคายนำ้ ของพืชได้ (K)
2. วิเคราะห์ปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ การคายนำ้ ของพืชได้ (P)
3. รับผิดชอบต่อหน้าทแี่ ละงานทไ่ี ดรบั มอบหมาย (A)

3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนร้ทู อ้ งถ่นิ
พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

- พืชมีการแลกเปลี่ยนแก๊สและการคายน้ำผ่านทาง
ปากใบเป็นส่วนใหญ่ ปากใบพบได้ที่ใบและลำต้น
อ่อนเมื่อความชื้นสัมพทั ธ์ในอากา ภายนอกต่ำกวา่
ความชื้นสัมพัทธ์ภายในใบพืชทำให้น้ำภายในใบ
พืชระเหยเป็นไอออกมาทางรูปากใบ เรียกว่า การ
คายน้ำ

- ความชื้นในอากาศ ลม อุณหภูมิ สภาพน้ำในดิน
ความเข้มของแสง เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้ำ
ของพชื

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด

ในการสร้างอาหาร พืชต้องการแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็นสารตั้งต้นในกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง รากพืชดูดน้ำจากดินและลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆทางไซเล็ม ส่วนแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์นั้นพืชได้รับจากกระบวนการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ใน
บรรยากาศจะแพรผ่ า่ นเขา้ ไปในพืชทางรูปากใบ เรียกว่าการคายน้ำ

5. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มีวนิ ัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุ่งม่ันในการทำงาน
1) ทกั ษะการระบุ
2) ทกั ษะการสังเกต
3) ทกั ษะการทดลอง
4) ทกั ษะการเปรยี บเทยี บ
5) ทักษะการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ

6. กิจกรรมการเรียนรู้

แนวคิด/รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนคิ : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ชั่วโมงที่ 1

ข้ันนำ

ขน้ั ท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engage)

1. ครูใชค้ ำถามกระตุ้นความคดิ ของนกั เรยี น โดยมแี นวคำถาม ดังนี้
- การคายน้ำของพชื (Transpiration) สว่ นใหญ่เกิดขน้ึ ท่ใี ด
(แนวตอบ: สว่ นใหญ่เกดิ ขน้ึ ทีใ่ บ)
- เซลลช์ นดิ ใดมสี ่วนชว่ ยควบคุมสมดลุ ของนำ้ ภายในรา่ งกายของพชื
(แนวตอบ: เซลล์คุม (Guard cell))
- นักเรียนคิดว่า “ปากใบของพืช (Stomata)” เปรยี บเสมือนอวัยวะใดบา้ งของรา่ งกาย เพราะเหตุใด
นกั เรียนจงึ คดิ เชน่ น้นั
(แนวตอบ: ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของนักเรียน และดุลยพินิจของครู โดยมีแนวทางในการตอบ คือ
จมกู เพราะ ทำหน้าทแี่ ลกเปลี่ยนแกส๊ )
- ต้นไม้บางชนิดมีรอยแตกบริเวณลำต้น นักเรียนคิดว่า รอยแตกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีประโยชน์
กบั พชื หรือไม่
(แนวตอบ: เลนทิเซล (Lenticel) เป็นรอยแตกที่เกิดจากการแบ่งเซลล์ของคอร์กแคมเบียม (Cork
Cambium) ทำให้ลำต้นมีรัศมีกว้างขึ้น ส่งผลให้บริเวณเปลือกไม้เกิดรอยแตกและน้ำภายในลำต้น
บางส่วน จึงระเหยออกมาทางเลนทิเซล)

ขนั้ สอน

ขน้ั ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ใหน้ กั เรยี นแบง่ กลุ่ม กล่มุ ละ 6 คน โดยสมาชกิ ภายในกลุ่มแบง่ หน้าทีอ่ อกเป็น 2 ทมี เพื่อศึกษาใบ
ความรู้
- ทีมที่ 1 ศกึ ษาใบความรู้ เรอ่ื ง การปรับตัวโครงสร้างภายในใบของพชื
- ทีมท่ี 2 ศกึ ษาใบความรู้ เรือ่ ง กลไกการเปดิ -ปดิ ของปากใบ
2. ให้ทีมที่ 1 ของแตล่ ะกลุ่มสรุปใบความรเู้ ป็นแผนผงั มโนทัศน์ เร่ือง การปรับตัวโครงสร้างภายในใบ
ของพชื
3. ให้ทีมที่ 2 ของแต่ละกลุ่มสรุปกลไกการเปิด-ปิดของปากใบ ลงในกระดาษรายงาน ในรูปแบบที่
ตนเองเขา้ ใจ
4. จากน้นั ให้สมาชิกของแตล่ ะทมี แลกเปลี่ยนความรู้กนั ภายในกลุ่ม

ขน้ั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
5. ครสู ุ่มตัวแทนกลมุ่ ออกมานำเสนอและอธบิ ายความรู้ท่ไี ด้จากการแลกเปลย่ี นความรู้ภายในกลุ่ม
6. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากการศึกษาใบความรู้เรื่อง การปรับตัวโครงสร้างภายในใบ
ของพชื และ ใบความรู้ เรื่อง กลไกการเปิด-ปดิ ของปากใบ
7. ให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นว่า “ปัจจัยใดบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคาย
นำ้ ของพืช” โดยมีแนวคำตอบ ดงั น้ี
(แนวตอบ: ขึน้ อยู่กับความคิดเห็นของนักเรียน และดลุ ยพนิ ิจของครู โดยมีแนวคำตอบ ดังน้ี
ปจั จยั ท่ีมีผลต่อการคายนำ้ ของพืช มีทง้ั ปัจจัยภายในและภายนอก ดงั น้ี
1. ปจั จัยภายใน มดี งั น้ี
- ขนาดและรปู รา่ งของใบ
- การจดั เรยี งตัวของใบ
- จำนวนราก
2. ปัจจยั ภายนอก มดี งั นี้
- อุณหภูมิ
- ความเข้มของแสง
- ความช้นื ในอากาศ
- แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
- สภาพน้ำในดนิ
- ความกดอากาศ
- กระแสลม

ชั่วโมงท่ี 2

ขั้นสอน

ขนั้ ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษากจิ กรรม เร่ือง การคายนำ้ ของพืช โดยมีจุดประสงค์เพื่อ
1) ศึกษารูปแบบการคายน้ำของพืช 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการคายน้ำของพืช 2. ให้สมาชิก
ภายในกลุ่มแบง่ หนา้ ทแ่ี ละความรับผิดชอบ โดยสมาชิกในกล่มุ มีบทบาทและหนา้ ที่
- สมาชกิ คนที่ 1 เตรียมวัสดุอุปกรณท์ ี่ใชใ้ นกจิ กรรมการคายน้ำของพชื
- สมาชกิ คนที่ 2 และ 3 ทำการทดลอง
- สมาชิกคนท่ี 4 บันทึกผลและนำเสนอผลทไ่ี ดจ้ ากการทำกิจกรรม

ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
2. ครสู มุ่ ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอผลการทำกจิ กรรมหนา้ ช้ันเรยี น
3. นักเรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายผลกจิ กรรม โดยครถู ามคำถามท้ายกจิ กรรม โดยมีแนวคำถาม ดงั น้ี
- พชื คายนำ้ ออกมาในรปู อะไร
(แนวตอบ: ไอน้ำ)
- จากกจิ กรรมการคายน้ำของพชื ในขวดท่ี 1 และขวดท่ี 2 ใหผ้ ลเหมอื นหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน พืชในขวดที่ 2 มีอัตราการคายน้ำมากกว่าพืชในขวดที่ 1 เนื่องจากใบพืช
ในขวดที่ 1 ถูกเคลอื บด้วยน้ำมนั พืช ส่งผลใหป้ ากใบพชื ปดิ )

ช่วั โมงที่ 3

ข้ันสอน

ขัน้ ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ศึกษากิจกรรม เรื่อง ปากใบของพืช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาลกั ษณะเซลลค์ ุมและปากใบพชื ดว้ ยกล้องจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสงได้
2. ให้สมาชิกภายในกลุ่มแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ โดยสมาชิกในกลุ่มมีบทบาทและหน้าที่ของ
ตนเอง ดงั น้ี
- สมาชกิ คนท่ี 1 เตรียมวสั ดุอุปกรณท์ ่ใี ชใ้ นกจิ กรรมการปากใบของพชื
- สมาชิกคนท่ี 2 และ 3 ทำการทดลอง
- สมาชกิ คนที่ 4 บนั ทกึ ผลการทำกจิ กรรม
- สมาชิกคนที่ 5 และ 6 นำเสนอผลท่ีได้จากกจิ กรรม

ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. ครสู มุ่ ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหนา้ ชน้ั เรยี น
4. นกั เรยี นและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรมจากนั้น ครูถามคำถามทา้ ยกิจกรรม ดังนี้
- ปากใบ (Stomata) มลี ักษณะอยา่ งไร เซลลท์ ่ีเปน็ องค์ประกอบของปากใบแตกต่างจากเซลล์อ่ืนใน
ช้ันเอพิเดอร์มิส (Epidermis) อย่างไร
(แนวตอบ: เป็นช่องว่างที่บริเวณขอบมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วแดงประกัน 1 คู่ เรียกว่า เซลล์คุม
(Guard cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่เปลี่ยนไปทำหน้าที่เฉพาะในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ซึ่ง
แตกต่างไปจากเซลลอ์ ่นื ในชั้นเอพิเดอร์มสิ )
- ความหนาแน่นของปากใบ (Stomata) ในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ด้านบนและด้านล่างของ
ใบพชื แตล่ ะชนดิ แตกต่างกันหรอื ไม่อย่างไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน พืชบกส่วนใหญ่จะพบปากใบพชื ในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ด้านล่าง
มากกวา่ )
- ความหนาแน่นของปากใบ (Stomata) พชื ในแตล่ ะกลุ่ม สามารถอธิบายอะไรไดบ้ ้าง อยา่ งไร
(แนวตอบ: พืชที่มีปากใบ (Stomata) จำนวนน้อยกว่าพืชปกติ มีแนวโน้มว่าสภาพแวดล้อมของ
พืชประเภทนี้ มีอากาศค่อนข้างร้อน หรือร้อนจัด นอกจากนี้พืชบางชนิดไม่มีปากใบ มีแนวโน้ม
ว่าสภาพแวดลอ้ มของพชื ประเภทน้ลี ้วนประกอบไปดว้ ยน้ำ หรอื อย่ใู ตน้ ้ำ)

ขั้นท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
5. ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ ชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
6. ให้นักเรียนตอบคำถาม Topic Question โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- หากตดั ใบพชื ออกจนหมด พชื ยงั คงคายน้ำได้หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: ได้ เพราะพืชอาจคายน้ำออกทางเลนทิเซล (Lenticel) หรือรอยแตกบริเวณลำต้น)
- แสงมีผลตอ่ การเปดิ -ปิดของปากใบพืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: แสงส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มขึ้น ความ
เข้มข้นของสารละลายภายในเซลล์คุม (Guard cell) จึงเพิ่มขึ้น น้ำจากเซลล์ข้างเคียงจึงออสโม
ซิส (Osmosis) เข้าสู่เซลล์คุม ทำให้เซลล์คุมเต่ง ปากใบพืชจึงเปิด เมื่อไม่มีแสงกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสงของพชื เพื่อผลิตน้ำตาลจึงหยุดลง ส่งผลให้ความเข้มขน้ ของสารละลายภายใน
เซลล์คุมลดลง ปริมาณน้ำภายในเซลลค์ ุมจึงออสโมซสิ ออกจากเซลล์ เซลล์คุมเหี่ยว ปากใบพืชจึง
ปิด
- จงเปรียบเทียบอตั ราการคายน้ำของต้นจามจรุ ีทีป่ ลูกบริเวณริมถนนกบั บริเวณอุทยาน
(แนวตอบ: ต้นจามจุรีที่ปลูกบริเวณริมถนนมีอัตราการคายน้ำต่ำกว่าบริเวณอุทยา เนื่องจาก
ปริมาณแก๊สคาร์บอน (CO2) ริมถนนมีปริมาณสูงกว่า ส่งผลให้ปากใบพืชหรี่ลง อัตราการคายน้ำ
ของพชื จึงต่ำลง)

- หากปลกู พืชในสภาพดนิ ท่ีไม่อ้มุ น้ำ พืชจะมกี ลไกรกั ษาดลุ ยภาพของนำ้ อย่างไร
(แนวตอบ: พชื จะสงั เคราะห์กรดแอบไซซกิ (Abscisic acid, ABA) ทำใหป้ ากใบพืชปดิ เพ่อื ลดการ
สูญเสียน้ำภายในรา่ งกายของพชื )

- อตั ราการคายน้ำมผี ลต่อการดดู น้ำและธาตุอาหารของพชื หรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: อตั ราการคายน้ำของพชื มผี ลทำให้รากพชื ดูดน้ำและธาตุอาหารท่ีอยูภ่ ายในดินมากขึ้น
เน่ืองจากมแี รงดึงจากการคายนำ้ (Transpiration pull))

- ความกดอากาศมผี ลตอ่ อตั ราการคายน้ำของพชื อย่างไร
(แนวตอบ: ในบริเวณทมี่ คี วามกดอากาศตำ่ ไอนำ้ ที่อย่ภู ายในใบจะระเหยออกมาไดง้ ่าย แต่ถ้าความ
กดอากาศสงู ไอน้ำในใบจะระเหยออกมาไดน้ ้อยลง)
- จงเปรยี บเทียบอตั ราการคายน้ำระหว่างใบของตน้ มะมว่ งกบั ใบของต้นคณุ นายตื่นสาย
(แนวตอบ: ใบของต้นมะม่วงมีอตั ราการคายทสี่ ูงกว่าใบของตน้ คุณนายตน่ื สาย เนื่องจากใบพืชที่มี
ขนาดใหญ่และกวา้ งจะคายนำ้ ได้มากกวา่ ใบพืชที่มีขนาดเลก็ )
- การจัดเรยี งตัวของใบมีผลต่ออัตราการคายนำ้ ของพชื อยา่ งไร
(แนวตอบ: ถา้ ใบพืชอยู่ตรงข้ามกบั ดวงอาทิตย์เป็นมุมแคบจะเกดิ การคายน้ำไดน้ ้อยกว่าใบที่ทำมุม
กวา้ ง)

ขั้นสรปุ

ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ หดั ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
2. ครูใชแ้ นวคำถาม Topic Question เพอ่ื ทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี น โดยมแี นวคำถามดังน้ี
- เซลล์คุม (Guard cell) และปากใบของสาหร่ายหางกระรอก และใบกระเพรามีความเหมือนและ
แตกต่างกนั อย่างไร
(แนวตอบ: เหมอื นกัน คือ มีลักษณะเหมอื นเมลด็ ถ่วั ประกบกนั 1 ค)ู่
- อตั ราการคายน้ำของตน้ มะมว่ งในเวลาเชา้ และบ่ายมคี วามแตกตา่ งกันหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน ต้นมะม่วงจะมีอัตราการคายน้ำในเวลาเช้าต่ำกว่าเวลาบ่าย เนื่องจากใน
เวลาบ่าย ความเข้มของแสงจะสูงข้นึ ทำให้ปากใบพชื ยง่ิ เปดิ มากขึ้น แตถ่ า้ ความเข้มแสงมีมากเกิด
กว่าปกติ ปากใบพืชจะหร่ีลงจนกระท่ังปากใบปิด เพอ่ื ลดการสญู เสยี นำ้ ภายในรา่ งกายของพืช)
3. ครูประเมนิ ผลการทำกจิ กรรม
4. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
5. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม

7. การวัดและประเมนิ ผล

รายการวัด วธิ ีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมนิ

7.1 ประเมินระหว่าง - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
รายบคุ คล
การจดั กจิ กรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
- แบบประเมนิ แผนผงั ผา่ นเกณฑ์
การเรยี นรู้ มโนทัศน์
- แบบฝกึ หดั ชวี วิทยา - ระดบั คณุ ภาพ 2
1) กิจกรรมนำส่กู าร - สังเกตจากการตอบ ม.5 เลม่ 1 ผา่ นเกณฑ์
- ระดบั คุณภาพ 2
เรยี น คำถามและแสดงความ - แบบประเมินการ ผา่ นเกณฑ์
นำเสนอผลทำกิจกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
- การตอบคำถาม คดิ เหน็ - แบบสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
การทำงานรายบุคคล - ระดับคุณภาพ 2
2) การแลกเปลี่ยน - ตรวจแผนผังมโนทัศน์ - แบบสงั เกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
การทำงานกลุ่ม
แกส๊ และการคาย เรื่อง การปรับตัว - แบบประเมนิ
คุณลกั ษณะ
นำ้ ของพชื ของพชื โครงสร้างภายในใบ อันพงึ ประสงค์

ของ

พชื และกลไกการเปดิ -

ปิดของปากใบ

- ตรวจแบบฝกึ หัด
ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1

3) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ

การทำกิจกรรม ผลทำกจิ กรรม

4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม

ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล

5) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม

ทำงานกลุ่ม การทำงานรายบุคคล

6) คุณลักษณะ - สงั เกตความมวี นิ ยั

อันพงึ ประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และม่งุ มัน่

ในการทำงาน

8. ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้

8.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) หนังสือเรยี นชีววิทยา ม.5 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 2 โครงสร้างและหนา้ ท่ีของดอก
2) แบบฝกึ หัดชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 2 โครงสร้างและหนา้ ที่ของดอก
3) ใบความรู้ เร่ือง การปรับตัวโครงสรา้ งภายในใบของพืช
4) ใบความรู้ เรื่อง กลไกการเปดิ -ปดิ ของปากใบ
5) วัสดุอปุ กรณท์ ่ีใช้ในกจิ กรรมการคายน้ำของพืช
6) วัสดุอุปกรณ์ที่ใชใ้ นกิจกรรมการปากใบของพชื

ใบความร้ทู ่ี 1
เรอ่ื ง การปรับตัวโครงสรา้ งภายในใบของพชื

นอกจากพชื มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายนอกใหเ้ หมาะสมกับหนา้ ท่ีแล้ว พืชยังมีการปรับตัว
ของโครงสร้างภายในของใบ ทำให้พืชนั้นสามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่
เหมาะสมต่าง ๆ เช่น พืชที่ขึ้นในที่แห้งแล้ง นอกจากจะมีการลดรูปของใบให้เล็กลงหรือกลายเป็นหนามแล้ว
ใบพืชยังมีการปรับตัวของโครงสร้างภายในของใบเพื่อลดการสูญเสีย น้ำโดยชั้นเนื้อเยื่อผิวจะมีคิวติเคิลหนา
มีปากใบแบบ sunken stomata ที่เซลล์คุมอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเซลล์ผิว (รูป ก) และในพืชบางชนิดมี
โครงสร้างพิเศษ เรยี กว่า stomatal crypt (รปู ข) โดยชนั้ เน้อื เย่ือผิวเว้าเป็นแอ่ง มปี ากใบอยู่ในบริเวณน้ีและ
ยังมีขนยาวปกคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้พืชที่ขึ้นในที่แห้งแล้งบางชนิด โครงสร้างภายในของใบบริ เวณ
เนื้อเยื่อผิว หรือบริเวณเนื้อเยื่อพื้นในมีโซฟิลล์ อาจมีเซลล์ขนาดใหญ่ท่ีทำหน้าที่เก็บสะสมน้ำ เรียกว่า
water storage tissue (รูป ค) ส่วนพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำ ก็มีการปรับตัวของโครงสร้าง
เหมือนกัน โดยในชั้นมีโซฟิลล์มักจะมีช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space) จำนวนมากหรือมีขนาด
ใหญ่ เพ่อื กกั เก็บอากาศ ช่วยเพ่ิมปริมาณออกซเิ จนและช่วยใหพ้ ืชลอยน้ำได้ (รปู ง)

ใบความร้ทู ี่ 2
เรอ่ื ง กลไกการคายนำ้ ของพืช

การคายน้ำของพืช คือ กระบวนการที่พืชกำจัดน้ำออกมาในรูปของไอน้ำ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ปากใบ
ประมาณ 80 – 90 % หรือเกิดขนึ้ ที่ผิวใบประมาณ 10 % หรอื ตามรอยแตกของลำตน้

ในแต่ละวันร่างกายพืชต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่ปัจจัยภายในและภายนอก โดยการ
เปิด-ปิดของปากใบพืชเป็นกลไกรักษาน้ำในร่างกายของพืชให้อยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งปากใบพืชเปิด-ปิดได้
อย่างไร นักเรยี นจะได้ศกึ ษาดังต่อไปน้ี

การเปิด-ปดิ ของปากใบเกดิ จากการตอบสนองของพืช แบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะ ดงั นี้
1. การตอบสนองตอ่ แสง (Blue light) แสงจากดวงอาทติ ยก์ ระต้นุ ใหเ้ อนไซม์ H+- ATPase ไปกระตนุ้ ให้
ตัวรับแสงหรือโฟโตรีเซปเตอร์ (PHOT1) ปั๊มไฮโดรเจนไอออนออกจากเซลล์คุม โพแทสเซียมไอออนจึงเข้าสู่
เซลล์คุมและไปกระตุ้นให้คลอไรด์ไอออนเข้าสู่เซลล์คุมด้วย ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารละลายภายใน
เซลลค์ ุมสูง น้ำจากบรเิ วณขา้ งเคียงจงึ ออสโมซิสเขา้ มา จนกระท่งั เซลล์คุมเตง่ ปากใบพชื จงึ เปิด

2. การตอบสนองต่อฮอรโ์ มนพืช (ABA) เมื่อร่างกายพืชขาดน้ำ ส่วนหนึ่งที่ทำใหพ้ ืชเปดิ ปากใบ คือ
พชื จะหล่งั ABA ส่งผลให้ตัวรับแสงหรือโฟโตรเี ซปเตอร์ (PHOT1) หยุดปั๊มไฮโดรเจนไอออนออกจาก
เซลล์คมุ โพแทสเซียมไอออนไหลออกจากเซลล์คุมและไปกระตุ้นให้คลอไรด์ไอออนออกจากเซลล์คุม
ดว้ ย ส่งผลใหค้ วามเขม้ ขน้ ของสารละลายภายในเซลล์ต่ำลง นำ้ จากบรเิ วณขา้ งเคยี งจงึ ออสโมซิสออก
จากเซลล์ ทำให้เซลลเ์ หยี่ ว ปากใบพืชจึงปิด

แบบประเมนิ ผงั มโนทศั น์

คำชีแ้ จง ให้ผสู้ อนประเมนิ ชนิ้ งาน/ภาระงาน แลว้ ขดี ✓ลงในชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน

ลำดบั ท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
4 321

1 ความสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์

2 ความถูกต้องของเนอ้ื หา

3 ความคิดสรา้ งสรรค์

4 ความตรงต่อเวลา

รวม

ลงช่ือ ................................................... ผ้ปู ระเมิน
................./................../..................

เกณฑก์ ารประเมินผงั มโนทศั น์

ประเด็นท่ปี ระเมิน 4 ระดบั คะแนน 1
32

1. ความ ผังมโนทศั น์สอดคล้อง ผงั มโนทัศน์สอดคลอ้ ง ผงั มโนทศั นส์ อดคล้อง ผงั มโนทัศน์ไม่

สอดคลอ้ งกบั กบั จุดประสงคท์ ุก กบั จดุ ประสงคเ์ ปน็ สว่ น กับจดุ ประสงค์บาง สอดคล้องกับ

จุดประสงค์ ประเดน็ ใหญ่ ประเด็น จุดประสงค์

2. ความถูกต้อง เน้อื หาสาระของผังมโน- เนือ้ หาสาระของผังมโน- เนือ้ หาสาระของผงั มโน- เนอ้ื หาสาระของผงั มโน-

ของเนอ้ื หา ทศั น์ถกู ต้องครบถว้ น ทศั น์ถูกตอ้ งเปน็ สว่ น ทศั นถ์ ูกตอ้ งบาง ทศั นไ์ มถ่ ูกตอ้ งเปน็ สว่ น

ใหญ่ ประเดน็ ใหญ่

3. ความคดิ ผงั มโนทศั นแ์ สดงถงึ ผังมโนทศั นแ์ สดงถึง ผงั มโนทศั น์มีความ ผงั มโนทศั นไ์ ม่มีความ

สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ ความคดิ สร้างสรรค์ นา่ สนใจ น่าสนใจ

แปลกใหม่ สวยงาม

4. ความตรงต่อ ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิ้นงานช้ากวา่ เวลาที่ ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาท่ี ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาท่ี

เวลา กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน กำหนด 3 วันขน้ึ ไป

เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ

14-16 ดมี าก

11-13 ดี

8-10 พอใช้

ต่ำกวา่ 8 ปรบั ปรงุ

บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพิม่ เตมิ รหสั วิชา ว30243

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 1 เรื่อง โครงสรา้ งหน้าทข่ี องพชื ดอก ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 5 เรื่อง โครงสร้างหน้าท่ีของใบ เวลา 3 ชั่วโมง

1. ผลการจัดการเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

......................................................... ........................................................................................... ..........................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปญั หาและอุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
........................................................................................................................................................................ ......
..............................................................................................................................................................................
......................................................... .................................................................................................................... .

ลงชอ่ื .....................................................ผู้สอน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจัดการเรยี นรู้ รหัสวิชา ว30243
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชีววิทยาเพม่ิ เตมิ
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งหน้าทีข่ องพชื ดอก เวลา 2 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 6 เรอื่ ง การลำเลยี งน้ำของพืช โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
ผู้สอน นางสาวดารนิ คาดสนทิ

1. ผลการเรยี นรู้

สืบคน้ ข้อมูล และอธิบายกลไกการลำเลยี งนำ้ และธาตอุ าหารของพืช

2. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธิบายกลไกการลำเลียงน้ำของพชื ได้ (K)

2. เปรียบเทียบรปู แบบการลำเลยี งน้ำแบบอโพพลาสตแ์ ละแบบซิมพลาสต์ได้ (P)

3. รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าท่ีและงานท่ีได้รับมอบหมาย (A)

3. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถนิ่

- พืชดูดน้ำและธาตุอาหารต่าง ๆ จากดิน โดยเซลล์ พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา

ขนรากแล้วลำเลียงผ่านชั้นคอร์เทกซ์เข้าสู่เนื้อเย่ือ

ลำเลียงน้ำในชั้นสตีล ซึ่งเป็นการดูดน้ำจากดินสู่

เนื้อเยือ่ ลำเลียงน้ำในแนวระนาบ และลำเลียงไปยัง

สว่ นต่าง ๆ ของพืชในแนวด่ิง

- ในสภาวะปกติการลำเลียงน้ำจากรากสู่ยอดของ

พืชอาศยั แรงดงึ จากการคายน้ำ ร่วมกบั แรงโคฮีชัน

แรงแอดฮชี ัน

- ในภาวะที่บรรยากาศมีความชื้นสัมพทั ธ์สูงมากจน

ไม่สามารถเกิดการคายน้ำได้ตามปกติ น้ำที่เข้าไป

ในเซลล์รากจะทำใหเ้ กิดแรงดันเรียกว่าแรงดนั ราก
ทำใหเ้ กดิ ปรากฏการณ์กตั เตชนั

4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด

พืชมีระบบลำเลียงเพื่อใช้ลำเลียงน้ำ แร่ธาตุตา่ งๆจากดนิ ไปสูส่ ่วนต่างๆ ของพืช โดยการลำเลียงนำ้ ใช้
ท่อลำเลียง เรียกว่า ไซเลม ( Xylem) เมื่อพืชสร้างอาหารแล้วก็จะลำเลียงไปสู่ส่วนต่างๆของพืชโดยอาศัย

ท่อลำเลียง เรียกว่า โฟลเอม ( Phloem ) โดยระบบการลำเลียงน้ำและอาหารแตกต่างกันระหว่างพืชใบ
เลย้ี งคู่และพืชใบเลีย้ งเด่ยี ว การคายนำ้ มสี ว่ นชว่ ยในการลำเลยี งน้ำของพืช

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี นและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มวี ินัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ม่งุ มั่นในการทำงาน
1) ทกั ษะการระบุ
2) ทักษะการสังเกต
3) ทักษะการทดลอง
4) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
5) ทักษะการจำแนกประเภท
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต

6. กจิ กรรมการเรยี นรู้

แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ช่วั โมงท่ี 1

ขนั้ นำ

ขนั้ ที่ 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engage)

1. ครกู ระต้นุ ความสนใจของนักเรียนโดยถามคำถาม Prior Knowledge โดยมแี นวคำถามดังนี้
- เนื้อเยือ่ ทอ่ ลำเลยี งน้ำและแรธ่ าตุของพชื คอื อะไร
(แนวตอบ: ท่อไซเล็ม (Xylem))
2. ครูถามให้นักเรียนคิดต่อไปว่า “พืชขนาดใหญ่หรือพืชที่มีความสูงมากจำเป็นต้องมีท่อลำเลียงน้ำ

(Xylem) หรือไมเ่ พราะเหตุใด”
(แนวตอบ: จำเปน็ เพราะท่อลำเลยี งนำ้ หรือไซเล็ม (Xylem) ใชส้ ำหรบั ลำเลยี งนำ้ และธาตุอาหาร
จากรากไปยังส่วนตา่ ง ๆ)

ขน้ั สอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบค้นรูปแบบการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารในแนวระนาบ
จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต หรือหนังสือเรียนชีววิทยา เล่ม 1 แล้วสรุปลงใน
กระดาษ A4 พรอ้ มนำเสนอในรูปแบบท่ีสวยงาม
2. ใหต้ ัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอผลงานหนา้ ชัน้ เรยี น
3. นักเรียนและครูรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการสืบค้นรูปแบบการลำเลยี งนำ้ และธาตอุ าหาร

ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูเขยี นคำศพั ทบ์ นกระดาน ดังตอ่ ไปนี้
- Apoplast
- Symplast
- Plasmodesmata
- Casparian strip
- Cytoplasm
- Cell wall
- Endodermis
- Cortex
5. ให้นักเรียนลอกคำศัพท์บนกระดานลงในสมุดบันทึก แล้วเขียนความหมายของคำศัพท์แต่ละคำ
พร้อมอธิบายความเชอื่ มโยงของคำศัพท์กับการลำเลยี งน้ำของพชื โดยมแี นวคำตอบดงั น้ี

- Apoplast

(แนวตอบ: น้ำในดินจะเข้าสู่รากผ่านชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) ของรากไปจนถึงชั้นเอนโดเดอร์มิส

(Endodermis) โดยน้ำจะผ่านจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งทางผนังเซลล์ หรือผ่านทาง

ช่องว่างระหวา่ งเซลล์)

- Symplast

(แนวตอบ: นำ้ จะเคลอื่ นผา่ นเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนง่ึ ทางไซโทพลาซึม (Cytoplasm) พลาสโมเด

สมา (Plasmodesmata) และเยื่อหุ้มเซลล์ (Plasma membrane) ผ่านชั้นเอนโดเดอร์มิส

(Endodermis) ก่อนเขา้ สไู่ ซเลม (Xylem) ตอ่ ไป)

- Plasmodesmata
(แนวตอบ: ทำหนา้ ทเ่ี ชอ่ื มเซลล์ทอี่ ยใู่ กลเ้ คยี งกัน เพอ่ื ช่วยในการขนถ่ายสงิ่ ๆตา่ งๆระหว่างเซลล์พืช
แบบอโพพลาสต์ (Apoplast) เชน่ น้ำ สารอาหาร และ ฮอรโ์ มน เปน็ ต้น)
- Casparian strip
(แนวตอบ: ทำหนา้ ทป่ี ้องกนั การเคล่ือนที่ของน้ำและธาตุอาหาร เมอื่ เซลล์มอี ายมุ ากขนึ้ จะมีลิกนิน
(Lignin) มาสะสม)
- Cytoplasm
(แนวตอบ: เป็นส่วนหนึ่งของโพรโทพลาสซึม (protoplasm) ที่อยู่รอบ ๆ นิวเคลียส (Nucleus)
ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิตภายในเซลล์เป็นของเหลว ซึ่งภายในมีหลายอย่างที่สำคัญเช่น คลอโรพ
ลาสต์ (Chloroplast) ในคลอโรพลาสต์มีคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เอาไว้สังเคราะห์แสง มีออ
แกเนล (Organelle) ซึ่งทำให้เซลล์มีชีวิตอยู่ได้เป็นต้น ซึ่งสามารถพบได้ทั้งเซลล์พืชและเซลล์
สตั ว์)
- Cell wall
(แนวตอบ: ผนงั เซลล์ เป็นสว่ นทอ่ี ยรู่ อบนอกของเซลล์ ทำหน้าที่เสริมความแขง็ แรง เป็นตัวค้ำจุน
โครงสร้างทำให้เซลล์คงรูป ชว่ ยปกป้องเซลล์และมีกลไกคดั กรองสารทผ่ี ่านเขา้ -ออกเซลลด์ ว้ ยผนัง
เซลลข์ องพชื ทำหน้าท่ปี อ้ งกันการขยายตวั มากเกินไปหากนำ้ ไหลผา่ นเขา้ สภู่ ายในเซลล์)
- Endodermis
(แนวตอบ: เป็นชั้นของเซลล์ที่อยู่ถัดจากชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) เข้าไป ประกอบด้วยเซลล์เพียง
แถวเดียวโดยมีคิวทิน (Cutin) เคลือบอยู่บนผนังชั้นนอกของเซลล์ ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อภายใน
เน่ืองจากเซลล์ช้ันนี้มผี นงั เซลลบ์ าง บางส่วนของเซลลช์ นั้ นี้มีผนังเซลลบ์ าง บางสว่ นของเซลล์ชั้นนี้
จะยื่นออกไป ทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตตุ ่าง ๆ เซลล์ชั้นนีม้ ักจะพบในราก (Root) มากกว่าในลำ
ต้น (Stem))
- Cortex
(แนวตอบ: เป็นชั้นของเซลล์ที่อยู่ถัดจากชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ส่วนใหญ่ประกอบด้วย
เซลล์พาเรงคิมา (Parenchyma) เรียงตัวกันหลายแถว ไม่มีครอโรพลาสต์ (Chloroplast) ทำ
หนา้ ทส่ี ะสมอาหาร จะเหน็ ได้ชัดในพืชใบเล้ียงเดย่ี ว)
6. ให้นักเรียนจับคู่แลกเปล่ียนความรู้ ความหมาย และความเชื่อมโยงของคำศัพท์กบั การลำเลยี งนำ้
ของพืชระหว่างค่ขู องตนเอง

ช่ัวโมงท่ี 2

ขัน้ สอน

ขนั้ ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน สืบค้นรูปแบบการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารในแนวดิ่งจาก
แหล่งการเรยี นรู้ เช่น อนิ เทอร์เน็ต สอ่ื มีเดียคิวอารโ์ ค้ด เรอื่ ง แรงดงึ จากการคายน้ำของพชื
2. ครถู ามคำถามใหน้ ักเรียนร่วมกันสืบค้นคำตอบ ต่อไปนี้
- ภายในรากมแี รงดึงชนิดใดบ้างทสี่ ่งผลใหน้ ้ำจากดินเขา้ มาในทอ่ ไซเล็ม
(แนวตอบ: แรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) แรงดันราก (Root pressure) แอดฮี
ชนั (Adhesion) และ โคฮชี นั (Coesion))
- ปรากฏการณก์ ตั เตชัน (Guttation) เกิดขน้ึ เมอื่ พืชอย่ใู นสภาพแวดลอ้ มอย่างไร
(แนวตอบ: ความชนื้ สัมพัทธ์สูง ในเวลากลางคืน)
- ปรากฏการณ์กัตเตชัน (Guttation) แตกตา่ งกบั การคายน้ำของพืชท่ัวไปอย่างไร
(แนวตอบ: โดยทั่วไปพืชจะคายน้ำในรูปแบบไอน้ำ แต่ปรากฏการณ์กัตเตชัน (Guttation) พืช
จะคายน้ำในรปู แบบหยดนำ้ )
3. ใหน้ ักเรยี นทำใบงานเรือ่ ง การลำเลียงนำ้ ของพืช

ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูสมุ่ เรียกนักเรยี นออกมานำเสนอใบงานประมาณ 2-3 คน
5. นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภิปรายผลจากการนำเสนอ และสรปุ ความรู้ท่ีได้จากการทำใบงานเพ่ือให้
ไดป้ ระเด็นดงั ต่อไปน้ี
1) กระบวนการคายน้ำของพืชมีข้นั ตอนเปน็ อยา่ งไร
2) รูปการลำเลียงน้ำแบบอโพพลาสตแ์ ละแบบซิมพลาสตแ์ ตกตา่ งกันอย่างไร
3) ปรากฏการณ์กัตเตชนั (Guttation) จะเกิดขึน้ ในสภาวะใด

ขน้ั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
6. ให้นักเรียนตอบคำถามท้าทายการคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) โดยครูถามคำถามแล้วให้นักเรียนตอบ
คำถามลงในสมดุ บนั ทกึ ของตนเอง แล้วใหน้ ักเรียนเสนอคำตอบของตนเอง โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- แคสพาเรียนสติปในชน้ั เอนโดเดอร์มิสส่งผลต่อการลำเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืชอย่างไร
(แนวตอบ: แคสพาเรียนสตริป (Casparian strip) คือ สารซูเบอริน (suberin) ทีสะสมตัวที่ผนัง
ด้านรัศมี (Radial wall) และด้านตัดขวาง (Transverse wall) ของเซลล์ ทำให้น้ำและธาตุ
อาหารรวมท้ังน้ำตาลซูโครส (Sucrose) ไม่สามารถผา่ นได้ จึงต้องเปล่ียนรูปแบบการลำเลียงผ่าน

ทางไซโทพลาซึม (Symplast) หรือช่องว่างระหว่างเซลล์เรียกว่า พลาสโมเดสมาตา
(Plastmodesmata) เท่านนั้ )
7. ใหน้ ักเรียนทำผงั มโนทัศน์ เร่ือง การลำเลียงน้ำและธาตอุ าหารของพชื
8. ครูมอบหมายการบ้านใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดในแบบฝกึ หัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1

ขนั้ สรุป

ข้ันที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจใบงานเรือ่ ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช
2. ครตู รวจแบบฝึกหดั ในแบบฝึกหัดชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1
3. ครปู ระเมนิ ผังมโนทศั น์ เรื่อง การลำเลยี งน้ำและธาตุอาหารของพืช
4. ครตู รวจสอบคำศัพทเ์ กีย่ วกับเรื่อง การลำเลียงน้ำของพชื ในสมดุ บนั ทกึ
5. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนกั เรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่ โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่

7. การวดั และประเมินผล

รายการวัด วิธีการ เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ

7.1 ประเมนิ ระหว่าง - แบบสงั เกตพฤติกรรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
รายบุคคล
การจดั กจิ กรรม - ระดบั คุณภาพ 2
- ใบงานเรื่อง ผา่ นเกณฑ์
การเรียนรู้ การลำเลียงน้ำของพืช
- แบบประเมินผงั - ระดบั คุณภาพ 2
1) กจิ กรรมนำส่กู าร - สังเกตจากการตอบ มโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์
- แบบฝกึ หัด - ระดับคณุ ภาพ 2
เรียน คำถามและแสดงความ ชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 ผา่ นเกณฑ์
- สมดุ บนั ทึก - ระดับคุณภาพ 2
- การตอบคำถาม คดิ เห็น ผ่านเกณฑ์
- แบบประเมนิ การ - ระดับคุณภาพ 2
2) การลำเลยี งน้ำ - ตรวจใบงาน นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
- แบบสังเกตพฤติกรรม
ของพชื เร่ือง การลำเลียงน้ำ การทำงานรายบุคคล
- แบบสงั เกตพฤติกรรม
ของพืช การทำงานกลุ่ม
- แบบประเมนิ
- ตรวจผงั มโนทศั น์การ คณุ ลกั ษณะ
อนั พงึ ประสงค์
ลำเลยี งน้ำและธาตุ

อาหารของพชื

- ตรวจแบบฝกึ หดั
ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1

- ตรวจสมุดบนั ทึก

3) การนำเสนอผล - ประเมนิ การนำเสนอ

การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม

4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม

ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล

5) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม

ทำงานกลุม่ การทำงานรายบุคคล

6) คณุ ลกั ษณะ - สังเกตความมีวินัย

อนั พึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ ม่นั

ในการทำงาน

8. สือ่ /แหลง่ การเรียนรู้

8.1 ส่อื การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี นชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 โครงสร้างและหน้าท่ขี องดอก
2) แบบฝึกหดั ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 โครงสร้างและหนา้ ท่ีของดอก
3) ใบงานท่ี 1.6.7 เรอื่ ง การลำเลียงนำ้ และธาตุ

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารชวี วิทยา
2) อินเทอร์เน็ต
3) สือ่ มิเดยี ควิ อารโ์ ค้ด เรือ่ ง แรงดงึ จากการคายนำ้ ของพืช

ใบงาน
เรอื่ ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช
คำชแ้ี จง : พจิ ารณาหมายเลข 1-11 ในภาพท่ีกำหนดให้ แล้วระบชุ อื่ ลงในตาราง และนำหมายเลขมาเติมลงใน
ช่องว่างให้ถูกต้อง

หมายเลข ชือ่ เรยี ก

1

2

3

4

5

12 6

7

8

9

10

11

12

เมื่อน้ำที่อยู่ภายในดินออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ขนราก พืชจะลำเลียงน้ำแบบ ……………… ผ่าน ไซโทพลา
ซึม หรือช่องว่างระหว่างเซลล์ที่เรียกว่า ……………… เรียกรูปแบบการลำเลียงน้ำแบบนี้ว่า ……………… อีก
รูปแบบหนึ่งน้ำจะถูกลำเลียงผ่าน ……………… เรียกรูปแบบการลำเลียงน้ำแบบนี้ว่า ……………… เมื่อมาถึงชั้น
……………… ซ่งึ เป็นชัน้ ที่มีสารซูเบอรนิ มาสะสมตามผนังเซลลเ์ ปน็ แถบ เรยี กวา่ ……………… ทำให้น้ำไม่สามารถ
ผ่านไปได้ จงึ ต้องลำเลียงนำ้ ในรูปแบบ ……………… ผา่ นเข้าไปในช้นั สตีล น้ำจะเปลีย่ นรูปแบบเปน็ ………………
เท่านั้น กอ่ นเขา้ สู่ทำลำเลยี งไซเล็มทำใหส้ ารที่มขี นาดใหญ่ไม่สามารถเข้าสู่ท่อลำเลียงไซเลม็ ได้

ใบงาน เฉลย
เรือ่ ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช

คำชี้แจง : พจิ ารณาหมายเลข 1-11 ในภาพที่กำหนดให้ แล้วระบชุ ่ือลงในตาราง และนำหมายเลขมาเติมลงใน

ชอ่ งว่างให้ถูกตอ้ ง

หมายเลข ชื่อเรยี ก

1 ซิมพลาสต์ (Symplast)

2 เอพเิ ดอรม์ สิ (Epidermis)

3 อโพพลาสต์ (Apoplast)

4 คอร์เทกซ์ (Cortex)

5 เพริไซเคลิ (Pericycle)

12 6 ไซเล็ม (Xylem)

7 โฟลเอ็ม (Phloem)

8 เอนโดเดอรม์ ิส (Endodermis)

9 พลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata)

10 ผนังเซลล์ (Cell wall)

11 แคสพาเรียนสตริป (Casparian strip)

12 สตลี (Steal)

เมื่อน้ำที่อยู่ภายในดินออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ขนราก พืชจะลำเลียงน้ำแบบ ……1…,3……… ผ่าน
ไซโทพลาซึม หรอื ชอ่ งว่างระหว่างเซลล์ที่เรียกว่า ………9……… เรยี กรปู แบบการลำเลียงน้ำแบบน้ีว่า ……1 …………
อีกรูปแบบหนึ่งน้ำจะถูกลำเลียงผ่าน ………10……… เรียกรูปแบบการลำเลียงน้ำแบบนี้ว่า ………3……… เมื่อมาถึง
ชั้น ………8……… ซึ่งเป็นชั้นที่มีสารซูเบอริน0มาสะสมตามผนังเซลล์เป็นแถบ เรียกว่า ………1…1…… ทำให้น้ำไม่

สามารถผ่านไปได้ จึงต้องลำเลียงน้ำในรูปแบบ ……1………… ผ่านเข้าไปในชั้นสตีล น้ำจะเปลี่ยนรูปแบบเป็น

………3……… เท่าน้ัน ก่อนเข้าสู่ทำลำเลียงไซเลม็ ทำให้สารท่ีมีขนาดใหญ่ไมส่ ามารถเข้าสทู่ ่อลำเลยี งไซเลม็ ได้

บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพ่ิมเตมิ รหัสวิชา ว30243

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 1 เรอื่ ง โครงสรา้ งหน้าทข่ี องพชื ดอก ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 6 เร่อื ง การลำเลยี งนำ้ ของพืช เวลา 3 ชั่วโมง

1. ผลการจดั การเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปัญหาและอุปสรรค
............................................................................................................................................................... ...............
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................... ........................................................................................................... ...............

ลงช่อื .....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดารนิ คาดสนิท)
………/………../…….....

แผนการจดั การเรียนรู้

กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพ่มิ เตมิ รหัสวิชา ว30243

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 เร่ือง โครงสร้างหน้าท่ีของพชื ดอก ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7 เรื่อง ธาตอุ าหารของพืช เวลา 3 ช่ัวโมง

ผ้สู อน นางสาวดาริน คาดสนทิ โรงเรยี นบา้ นแพงพิทยาคม

1. ผลการเรียนรู้

สืบคน้ ขอ้ มูล อธบิ ายความสำคญั ของธาตุอาหาร และยกตวั อย่างธาตอุ าหารท่ีสำคัญทีม่ ผี ลต่อการ

เจริญเตบิ โตของพชื

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายความสำคญั ของธาตอุ าหารทม่ี ีต่อพืชได้ (K)
2. เปรียบเทียบลกั ษณะของพชื ท่ขี าดธาตุอาหารชนดิ ต่าง ๆ ได้ (P)
3. ตระหนกั ถึงความสำคัญของธาตุอาหารที่มีตอ่ พืช (A)

3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรทู้ ้องถน่ิ
พิจารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา
สาระการเรียนรู้แกนกลาง

- พืชแต่ละชนิดต้องการปริมาณและชนิดของธาตุ
อาหารแตกต่างกัน สามารถนำความรู้เกี่ยวกับ
สมบัติของธาตุอาหารชนิดต่าง ๆ ที่มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของพืชในสารละลายธาตุอาหาร
เพ่ือใหพ้ ืชเจรญิ เติบโตไดต้ ามทีต่ ้องการ

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด

พชื จำเปน็ ต้องมีการใช้ธาตุอาหาร ซึ่งดูดมาจากดินโดยรากและลำเลยี งผา่ นไปกับน้ำ เพ่ือนำไปสร้าง

อาหารในกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ดงั น้นั ธาตอุ าหารมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพืช

5. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี นและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ัย

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รียนรู้

1) ทักษะการสังเกต 3. ม่งุ มัน่ ในการทำงาน

2) ทกั ษะการระบุ

3) ทักษะเปรยี บเทยี บ

4) ทักษะการจำแนกประเภท

5) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มลู

3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

6. กิจกรรมการเรียนรู้

แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ชว่ั โมงที่ 1

ขัน้ นำ

ขน้ั กระตุน้ ความสนใจ (Engage)

1. ครูกระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี นโดยการตง้ั คำถามเพ่ือทดสอบความรู้เดิม โดยการสุม่ ถามนักเรียน
จำนวน 1-2 คน โดยมีแนวคำถามดงั น้ี
- จงยกตัวอย่างธาตุที่นักเรียนรู้จักในชีวิตประจำวัน มา 2-3 ตัวอย่างพร้อมบอกประโยชน์ของธาตุ
เหลา่ น้นั มาพอสังเขป
(แนวตอบ: เหล็ก (Fe) ใช้ในการทำอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตะกั่ว (Pb) ใช้ในการทำแบตเตอรี่ และ
แคลเซยี ม (Ca) เก่ยี วขอ้ งกับเรื่องสุขภาพเชน่ การดูแลกระดูก และ ฟัน เปน็ ต้น)

2. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยการเปรียบเทียบร่างกายของมนุษย์เหมือนกับต้นไม้ 1 ต้น
แล้วใหน้ ักเรียนระดมความคิดวา่ ถ้าหากรา่ งกายมนษุ ย์ไมไ่ ดร้ บั สารอาหารจะมลี กั ษณะเป็นอย่างไร
(แนวตอบ: คำตอบขนึ้ อย่กู บั การแสดงความคิดเห็นของนักเรียนและดุลยพินิจของ เช่น ผอมเป็นโรค
ไมม่ ีแรงหรอื เคลอ่ื นไหวได้)

3. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 ทีม โดยเลือกตามความสมัครใจ ร่วมกันทายคำตอบว่าลักษณะ
ต้นไม้ ใน PowerPoint Presentation เรื่อง ลักษณะต้นไม้ที่ขาดธาตุอาหาร นั้นขาดธาตุอาหาร
ชนดิ ใดโดยมแี นวภาพดังน้ี

AB

CD

EF

4. ครเู ฉลยคำตอบและให้คะแนนแกน่ กั เรียนในทมี ที่ชนะ คนละ 3 คะแนน โดยมีแนวคำตอบดังน้ี
(แนวคำตอบ: ภาพ A ธาตแุ คลเซียม (Ca))
(แนวคำตอบ: ภาพ B ธาตไุ นโตรเจน (N))
(แนวคำตอบ: ภาพ C ธาตุฟอสฟอรัส (P))
(แนวคำตอบ: ภาพ D ธาตโุ พแทสเซียม (K))
(แนวคำตอบ: ภาพ E ธาตแุ มกนเี ซยี ม (Mg))
(แนวคำตอบ: ภาพ F ธาตกุ ำมะถนั (S))

ข้นั สอน

ข้นั ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหน้าที่และความสำคัญของธาตุที่มีตอ่ พชื
จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ต หรือ หนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม1 โดยให้แต่ละ
กลมุ่ ส่งตวั แทนออกมาจบั สลากหมายเลข 1-13 โดยแตล่ ะหมายเลขให้ศกึ ษาธาตอุ าหาร ดังน้ี
- ธาตุแคลเซียม (Ca)
- ธาตุไนโตรเจน (N)
- ธาตฟุ อสฟอรสั (P)
- ธาตโุ พแทสเซียม (K)
- ธาตแุ มกนีเซยี ม (Mg)
- ธาตกุ ำมะถนั (S)
- ธาตเุ หล็ก (Fe)
- ธาตคุ ลอรนี (Cl)
- ธาตโุ บรอน (B)
- ธาตสุ งั กะสี (Zn)
- ธาตุแมกกานสี (Mn)
- ธาตทุ องแดง (Cu)
- ธาตุโมลิบดนิ มั (Mo)
2. ใหน้ กั เรยี นนำข้อมลู ทสี่ ืบค้นจากแหลง่ การเรียนรู้ จากการสำรวจพื้นที่บริเวณใกล้เคียงว่ามีต้นไม้ที่มี
ลักษณะดังกลา่ วหรือไม่ บันทึกภาพและรวบรวมไว้ในรายงานของกลมุ่ ตนเอง

ช่ัวโมงที่ 2

ขัน้ สอน

ขน้ั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
1. ให้แต่ละกลุม่ สง่ ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูลเก่ยี วกับหนา้ ท่ีและความสำคัญของธาตุท่ีมีต่อพืช
หนา้ ชัน้ เรยี น
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากการนำเสนอของตัวแทนกลุ่ม แล้วให้นักเรียนสรุปหน้าที่
ความสำคญั ของธาตุแตล่ ะชนดิ ท่เี พือ่ นนำเสนอลงในสมุดบันทึกของตนเอง
3. หลังจากตัวแทนกลุ่มนำเสนอจบแล้ว ครูให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับธาตุอาหารโดยมี
แนวคำถามดงั น้ี

- นักเรยี นคดิ วา่ ธาตุอาหารมีความสำคัญกบั พชื หรอื ไม่
(แนวตอบ: สำคัญ เนือ่ งจากมสี ่วนชว่ ยในการเจรญิ เตบิ โต สรา้ งเอนไซมบ์ างชนดิ ทีม่ คี วามสำคัญใน
การดำรงชวี ติ ต่อพืช)
- นกั เรยี นคิดว่า พืชสามารถขาดธาตอุ าหารชนดิ ใดชนดิ หนง่ึ ได้หรือไม่
(แนวตอบ: ไมไ่ ด้ เพราะธาตุแตล่ ะชนิดล้วนมีความสำคัญ แต่พืชแต่ละชนดิ ต่างมีลักษณะท่ีแตกต่าง
กัน จงึ อาจมคี วามต้องการของธาตแุ ตล่ ะชนดิ ไม่เทา่ กัน)
- นกั เรียนสามารถสรุปได้หรือไม่วา่ ธาตอุ าหารแบ่งออกเปน็ กปี่ ระเภท
(แนวตอบ: 2 ประเภท คือ
1. ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca)
แมกนเี ซยี ม (Mg) กำมะถัน (S)
2. ธาตุอาหารรอง ได้แก่ เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) โมลิบดินมั (Mo) แมกกานีส (Mn) ทองแดง (Cu)
โบรอน (B) คลอรนี (Cl)

จากนัน้ ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ ว่า “พืชนำธาตอุ าหารท่ีอยู่ภายในดินไปใช้ในรูปของสารละลาย ซ่ึง
จะถกู ลำเลยี งเข้าสู่ท่อไซเลม็ (Xylem) ไปยงั เซลลต์ ่างๆ ของพชื ธาตุอาหารท่พี ืชลำเลยี งเขาไปในไซ
เล็มนั้นเป็นสารอนินทรีย์ ที่ประกอบด้วยธาตุอาหารหลายชนิด ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการ
เจริญเติบโตของพืช”

ช่ัวโมงท่ี 3

ข้นั สรปุ

ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Expand)
1. ให้นักเรียนทำแผนผังมโนทัศน์ เรื่อง ธาตุอาหารของพืช บนกระดาษ A4 พร้อมตกแต่งให้สวยงาม
โดยสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ เช่นอนิ เทอรเ์ นต็ หรอื หนงั สอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
เป็นต้น
2. ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหัดในแบบฝึกหัดชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
3. ให้นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคำถาม Topic Question โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- การเคลื่อนที่ของน้ำแบบอโพพลาสต์ (Apoplasmic pathway) เกิดขึ้นเมื่อใด และมีลักษณะ
อย่างไร
(แนวตอบ: น้ำเข้าสู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และก่อนเข้าสู่ท่อลำเลียงไซเล็ม (Xylem) โดย
นำ้ จะเคลื่อนทีไ่ ปตามผนงั เซลล์ (Cell wall))

- การเคล่ือนที่ของน้ำแบบซิมพลาสต์ (Simplast) เกิดข้นึ เมอ่ื ใด และมลี กั ษณะอยา่ งไร
(แนวตอบ: เกิดขึ้นเมื่อน้ำเข้าสู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และผ่านชั้นเอนโดเดอร์มิส
(Endodermis) โดยนำ้ จะเคล่ือนที่ผ่านทางไซโทพลาซึม (Cytoplasm) และช่องวา่ งระหว่างเซลล์ที่
เรียกวา่ พลาสโมเดสมาตา (Plastmodesmata))
- พลาสโมเดสมาตา (Plastmodesmata) คอื อะไร
(แนวตอบ: ชอ่ งว่างระหว่างเซลล์)
- ตน้ สนอาศัยกลไกใดในการลำเลียงนำ้ จากปลายรากไปส่ปู ลายยอด
(แนวตอบ: แรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) ประกอบกับภายในท่อลำเลียงมีแรงโคฮี
ชนั (Coesion) และแอดฮีชนั (Adhesion))
- แรงโคฮชี นั (Coesion) และแอดฮชี ัน (Adhesion) แตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ: แรงโคฮีชัน (Coesion) เป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่างโมเลกุลน้ำ 2 โมเลกุลมาเชื่อมกันส่วน
แรงแอดฮชี ัน (Adhesion) เกดิ ขึ้นระหวา่ งโมเลกุลน้ำกบั ผนังทอ่ ลำเลียง)
- ในสภาวะท่ีอากาศมคี วามชื้นสมั พัทธส์ งู จะส่งผลต่อแรงภายในทอ่ ไซเล็ม (Xylem) อยา่ งไร
(แนวตอบ: ในวันที่อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์สูง ปากใบพืชจะปิด แต่รากพืชยังคงดูดน้ำอยู่
ตลอดเวลาทำใหเ้ กิดแรงดนั ภายในราก ทำใหภ้ ายในลำตน้ พชื มีแรงดนั น้ำสูง)
- รไู ฮดาโทด (Hydathodes) เหมอื นหรอื แตกตา่ งกบั ปากใบอย่างไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกนั รูไฮดาโทด (Hydathodes) เปน็ สว่ นปลายของทอ่ ไซเลม็ (Xylem) ทอี่ ยูต่ าม
ขอบใบ (Leaf margin) แต่ปากใบ (Stomata) คือส่วนหนึ่งของเซลล์คุม (Guard cell) ที่พัฒนา
เปลี่ยนแปลงรูปร่างมาจากเนื้อเยื่อเจริญ (Meristem) ที่อยู่ในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) ส่วน
ใหญม่ กั พบในบรเิ วณท้องใบ)
- หากดนิ มีธาตอุ าหารนอ้ ย รากพืชจะลำเลียงอาหารแบบใด
(แนวตอบ: ไม่ได้ เพราะธาตุแต่ละชนดิ ลว้ นมีความสำคัญ แต่พืชแต่ละชนิดต่างมีลักษณะที่แตกต่าง
กัน จงึ อาจมีความต้องการของธาตแุ ต่ละชนิดไม่เทา่ กัน)
- หากใบพืชทีเ่ จรญิ ใหมห่ งิกงอ ตายอดไม่เจริญ มีจดุ ดำทเ่ี สน้ ใบ พืชชนดิ นี้ขาดธาตุอาหารอะไร
(แนวตอบ: ธาตแุ คลเซยี ม (Ca))
- ธาตอุ าหารชนิดใดบ้างท่ีพชื ต้องการในปริมาณมากและน้อย ตามลำดับ
(แนวตอบ: ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca)
แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก ธาตุอาหารรอง ได้แก่
เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) โมลิบดินัม (Mo) แมกกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) คลอรีน (Cl)
เป็นธาตุอาหารทีพ่ ืชต้องการในปริมาณนอ้ ย แตข่ าดไม่ได้)


Click to View FlipBook Version