ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
4. ครูตรวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝึกหัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
5. ครูประเมินรายงาน เรื่อง ธาตอุ าหารของพชื
6. ครูประเมนิ ผังมโนทัศน์ เร่อื ง ธาตุอาหารของพืช
7. สังเกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
8. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่
7. การวดั และประเมนิ ผล
รายการวดั วิธกี าร เครือ่ งมอื เกณฑก์ ารประเมิน
7.1 ประเมินระหว่าง
- สังเกตจากการตอบ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจัดกจิ กรรม คำถามและแสดงความ รายบคุ คล
การเรียนรู้ คิดเห็น - ระดบั คุณภาพ 2
1) กิจกรรมนำสูก่ าร - ตรวจรายงาน เรื่อง - แบบประเมนิ รายงาน ผ่านเกณฑ์
ธาตอุ าหารของพชื - แบบประเมนิ ผังมโน
เรยี น - ตรวจแผนผังมโนทัศน์ ทัศน์ - ระดับคณุ ภาพ 2
- การตอบคำถาม เรือ่ ง ธาตอุ าหารของพชื - แบบฝึกหัดชวี วทิ ยา ผ่านเกณฑ์
2) ธาตอุ าหารของพชื - ตรวจแบบฝึกหัด ม.5 เลม่ 1 - ระดับคุณภาพ 2
ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 - สมดุ บันทึก ผา่ นเกณฑ์
2) การนำเสนอผลการ - ตรวจสมดุ บนั ทกึ - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำกจิ กรรม - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ การ ผ่านเกณฑ์
ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกิจกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
3) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผา่ นเกณฑ์
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล
- สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
4) พฤติกรรมการ การทำงานรายบคุ คล การทำงานกลมุ่
ทำงานกลุม่ - สงั เกตความมีวินัย - แบบประเมนิ
ใฝ่เรียนรู้ และม่งุ มั่น คุณลักษณะ
5) คณุ ลกั ษณะ ในการทำงาน อันพึงประสงค์
อนั พงึ ประสงค์
8. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้
8.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนังสือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 1 โครงสร้างและหนา้ ท่ขี องดอก
2) แบบฝกึ หัดชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 โครงสรา้ งและหน้าที่ของดอก
3) PowerPoint เร่ือง ต้นไม้ท่ีขาดสารอาหาร
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏิบัติการทดลองชวี วิทยา
2) อินเทอร์เน็ต
แบบประเมนิ ผงั มโนทศั น์
คำช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนประเมินผังมโนทศั น์ แลว้ ขดี ✓ลงในช่องทต่ี รงกับระดับคะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน
4 321
1 ความสอดคล้องกบั จุดประสงค์
2 ความถูกตอ้ งของเน้ือหา
3 ความคดิ สรา้ งสรรค์
4 ความตรงต่อเวลา
รวม
ลงชอ่ื ................................................... ผ้ปู ระเมนิ
................./................../..................
เกณฑก์ ารประเมนิ ผังมโนทัศน์
ประเดน็ ทป่ี ระเมนิ ระดับคะแนน
4 32 1
ผงั มโนทัศนไ์ ม่
1. ความ ผังมโนทศั น์สอดคล้อง ผังมโนทัศนส์ อดคลอ้ ง ผงั มโนทัศน์สอดคลอ้ ง สอดคลอ้ งกับ
จดุ ประสงค์
สอดคลอ้ งกับ กับจุดประสงค์ทุก กบั จดุ ประสงคเ์ ป็นสว่ น กับจดุ ประสงค์บาง
เน้ือหาสาระของผงั มโน
จุดประสงค์ ประเดน็ ใหญ่ ประเด็น ทศั น์ไม่ถูกต้องเปน็ สว่ น
ใหญ่
2. ความถูกต้อง เนือ้ หาสาระของผงั มโน เน้อื หาสาระของผงั มโน เนอื้ หาสาระของผงั มโน ผงั มโนทศั นไ์ ม่มคี วาม
นา่ สนใจ
ของเน้ือหา ทัศน์ถูกตอ้ งครบถ้วน ทัศนถ์ กู ตอ้ งเปน็ ส่วน ทัศน์ถกู ตอ้ งบาง
ใหญ่ ประเด็น
3. ความคิด ผังมโนทศั น์แสดงถงึ ผังมโนทัศนแ์ สดงถึง ผงั มโนทศั นม์ ีความ
สร้างสรรค์ ความคดิ สรา้ งสรรค์
เป็นระบบ ความคดิ สรา้ งสรรค์ แต่ นา่ สนใจ แตย่ ังไม่เป็น
ยงั ไมเ่ ป็นระบบ ระบบ
4. ความตรงต่อ ส่งชน้ิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กว่าเวลาท่ี ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาท่ี สง่ ชิน้ งานช้ากวา่ เวลาท่ี
เวลา กำหนด กำหนด 1 วนั กำหนด 2 วนั กำหนด 3 วันข้ึนไป
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
14-16 ดีมาก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ต่ำกวา่ 8 ปรับปรุง
แบบประเมนิ รายงาน
คำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนประเมนิ รายงาน แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั ระดับคะแนน
ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ 4 ระดบั คะแนน 1
32
1 ความถกู ต้องของเนอื้ หา
2 ความสมบรู ณ์ของรปู เลม่
3 ความตรงต่อเวลา
รวม
ลงชอ่ื ................................................... ผ้ปู ระเมิน
................./................../..................
เกณฑ์การประเมินรายงาน
ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ ระดับคะแนน
1. ความถูกตอ้ ง
432 1
ของเนอ้ื หา
เนื้อหาสาระของ เนอ้ื หาสาระของ เน้ือหาสาระของ เน้ือหาสาระของ
2. ความสมบูรณ์ รายงานไมถ่ กู ตอ้ งเป็น
ของรปู เลม่ รายงานถูกต้องครบถ้วน รายงานถกู ต้องเปน็ ส่วน รายงานถกู ต้องบาง สว่ นใหญ่
องคป์ ระกอบไม่
3. ความตรงตอ่ ใหญ่ ประเดน็ ครบถว้ น ไม่เปน็
เวลา ระเบยี บ และรปู เล่มไม่
มอี งค์ประกอบครบถว้ น มอี งค์ประกอบครบถ้วน มอี งคป์ ระกอบครบถว้ น สวยงาม
สง่ ช้นิ งานชา้ กวา่ เวลาท่ี
สมบูรณ์ มีความเปน็ สมบูรณ์ มคี วามเป็น สมบรู ณ์ แตย่ งั ไมเ่ ปน็ กำหนด 3 วนั ข้ึนไป
ระเบียบ และรปู เล่ม ระเบยี บ แตร่ ปู เล่มไม่ ระเบียบ และรปู เล่มไม่
สวยงาม สวยงาม สวยงาม
ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ สง่ ชิน้ งานช้ากว่าเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาที่
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
11-12 ดีมาก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ตำ่ กว่า 6 ปรบั ปรุง
บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววทิ ยาเพิม่ เตมิ รหสั วิชา ว30243
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง โครงสร้างหนา้ ทข่ี องพืชดอก ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 7 เรือ่ ง ธาตอุ าหารของพชื เวลา 3 ชั่วโมง
1. ผลการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................ ..................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
................................................................................................................................................ ..............................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงช่อื .....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....
แผนการจดั การเรยี นรู้ รหัสวิชา ว30243
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชีววิทยาเพ่ิมเติม
หน่วยการเรียนรู้ที่ เรื่อง โครงสร้างหน้าท่ีของพืชดอก เวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 8 เร่อื ง การลำเลียงอาหารของพืช โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
ผู้สอน นางสาวดาริน คาดสนิท
1. ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายกลไกการลำเลียงอาหารในพชื
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายกลไกการลำเลียงอาหารของพชื ได้ (K)
2. วเิ คราะห์กลไกการลำเลียงอาหารของพชื ได้ (P)
3. ตระหนักถึงความสำคัญของพืช (A)
3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรูท้ อ้ งถน่ิ
พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
- อาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
จากแหล่งสรา้ ง จะถูกเปลยี่ นแปลงเปน็ ซโู ครส และ
ลำเลียงผ่านทางท่อโฟลเอ็ม โดยอาศัยกลไก การ
ลำเลียงอาหารในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงดันน้ำ ไป
ยงั แหล่งรบั
4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
การสรา้ งอาหารของพืชเกิดจากกระบวนกรสงั เคราะห์ด้วยแสงจนได้ผลผลติ เป็นน้ำตาล และมกั สะสม
อยู่ในรปู ของแป้ง ซ่งึ เปน็ คารโ์ บไฮเดรต การสร้างอาหารของพืชส่วนใหญจ่ ะเกิดขน้ึ ที่ใบ แลว้ ลำเลยี งอาหาร
ไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพืช
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวนิ ัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
1) ทกั ษะการสังเกต
2) ทักษะการระบุ
3) ทกั ษะเปรียบเทยี บ
4) ทกั ษะการจำแนกประเภท
5) ทักษะการรวบรวมข้อมูล
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ชวั่ โมงท่ี 1
ข้นั นำ
ข้ันท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engage)
1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นโดยนำลูกบอลมา 1 ลูก จากนั้นเปิดเพลงขึ้นมา1 เพลง แล้วให้
นักเรียนส่งลูกบอลต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเพลงหยุด ลูกบอลอยู่ที่นักเรียนคนใด ให้นักเรียนคน
น้ันยืนขน้ึ แล้วตอบคำถาม Prior knowledge
2. ครถู ามคำถาม Prior knowledge โดยมีแนวคำถามดังน้ี
- เนือ้ เย่ือท่ที ำหน้าทล่ี ำเลยี งอาหารของพชื ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง
3. เมื่อนักเรียนตอบคำถามแล้วให้นักเรียนที่ยืนเลือกเพื่อนมาอีก 1 คน เพื่ออภิปรายคำตอบของ
นกั เรียน จากน้นั ครเู ฉลยคำตอบท่ีถูกต้อง โดยมแี นวคำตอบดังน้ี
(แนวคำตอบ: เนื้อเยื่อที่ทำหน้าทีล่ ำเลียงอาหารของพืชไดแ้ ก่ เนื้อเยื่อลำเลียงโฟลเอ็ม (Phloem)
ซง่ึ ประกอบดว้ ย ซฟี ทวิ บ์ (Sieve tube member) และเซลลค์ อมพา-เนียน (Companion cell))
ขน้ั สอน
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนแบง่ กลมุ่ ออกเปน็ 3 กลุ่ม ตามความสมคั รใจ เพอ่ื ศึกษาเน้อื หา เรอื่ ง การลำเลยี งน้ำของ
พืช แล้วให้แต่ละกลุ่มสง่ ตัวแทนกลุ่มออกมาจับสลากหมายเลข 1-3 โดยแต่ละหมายเลขให้แต่ละ
กล่มุ ศึกษาหัวข้อต่อไปนี้
หมายเลข 1 : ศึกษาการพองของเปลือกของลำต้นเหนอื รอยควั่น
หมายเลข 2 : ศึกษาการลำเลยี งน้ำตาลในพืชโดยใช้ 14C (คาร์บอน-14)
หมายเลข 3 : ศกึ ษาการลำเลยี งอาหารภายในท่อโฟลเอม็ (Phloem) โดยเพลีย้ ออ่ น
2. ให้แต่ละกลุ่มสรุปสาระสำคัญของหัวข้อที่ศึกษาลงในกระดาษ A4 โดยสมาชิกทุกคนจะต้องมี
ขอ้ สรปุ เปน็ ของตนเอง
ข้ันที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
3. ใหแ้ ต่ละกลุ่มส่งตวั แทนออกมานำเสนอสาระสำคญั หน้าชน้ั เรียน
4. ขณะที่ตัวแทนกลุ่มนำเสนอข้อมูล ให้นักเรียนในห้องเขียนคำถามที่ตนเองสงสัย หรือตั้งคำถามลง
ในสมุดบนั ทกึ ของตนเอง
5. ครูสุ่มนักเรียน 5-6 คน อ่านคำถามของตนเอง แล้วให้กลุ่มนักเรียนที่นำเสนอตอบคำถามและ
อธบิ ายคำตอบของเพือ่ นให้เข้าใจ
6. ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า “การสร้างอาหารของพืชเกิดจากการกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจน
ได้ผลผลิตเป็นน้ำตาล และมักสะสมอยู่ในรูปแบบของแป้ง ซึ่งเป็นคารโ์ บไฮเดรต การสร้างอาหาร
ของพชื สว่ นใหญจ่ ะเกดิ ขึน้ ท่ีใบ และลำเลียงอาหรไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพืช”
ชวั่ โมงท่ี 2-3
ข้ันสอน
ขั้นที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นกั เรียนศึกษา เร่อื ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพืช จากวดี ทิ ศั น์ เรื่อง การลำเลยี งในโฟลเอ็ม
2. ใหน้ กั เรียนสรุปความรู้และสาระสำคญั ลงในสมดุ บนั ทกึ ของตนเอง
ข้ันท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
3. ใหน้ ักเรยี นจับคู่ แลกเปลี่ยนความรู้และสาระสำคัญ เรอ่ื ง กลไกการลำเลียงอาหารของพืช ให้กับคู่
ของตนเอง โดยมีประเด็นหลกั ในการอภปิ รายดงั น้ี
1) สามารถยกตวั อยา่ งการลำเลยี งสารอาหารของพืชท่ไี ด้จากกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงได้
2) อธบิ ายกลไกที่ทำให้เกิดการลำเลียงสารอาหารของพชื ได้
4. ใหน้ ักเรยี นแต่ละคูท่ ำแผน่ พับ เรอื่ ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพืช
5. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียน 2-3 คู่ นำเสนอข้อมูลในแผ่นพับ และอธิบายกลไกการลำเลียงอาหารของ
พชื ในประเดน็ ต่อไปน้ี
1) ยกตวั อย่างการลำเลยี งสารอาหารของพชื ทีไ่ ด้จากกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
2) อธิบายกลไกท่ที ำใหเ้ กดิ การลำเลยี งสารอาหารของพืช
6. นักเรยี นและครูร่วมกนั อภปิ รายผลทีไ่ ด้จากการทำกิจกรรมภายในหอ้ งเรยี น
ขนั้ สรปุ
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
1. ให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์และจัดทำแผ่นพับ เรื่อง พืชสร้างอาชีพ โดยข้อมูลภายในแผ่นพับ
เก่ียวข้องกับอาชีพท่ีต้องอาศยั ความรู้เก่ียวกับโครงสร้างและหน้าที่ของพชื เช่น ชาวสวนยางพารา
ไมห้ อมส่งออก เป็นต้น โดยสืบค้นจากแหล่งการเรียนรู้ตา่ งๆ เช่น อินเทอร์เน็ต และ หนังสือเรียน
ชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
2. ใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี นหนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งและหน้าทีข่ องพืชดอก
3. ครูมอบหมายการบา้ นใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกหดั ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
4. ให้นักเรียนทำรายงาน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก โดยสรุปความรู้จากหน่วยการ
เรยี นร้ทู ่ี 1 ทั้งหมด โดยตอ้ งมอี งคป์ ระกอบของรายงานครบถ้วน ดังน้ี 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำ
นำ 4) สารบัญ 5) สารบัญตาราง 6) สารบัญรูปภาพ 7) บทนำ 8) เนื้อหา 9) สรุป 10)
บรรณานุกรม และ 11) ภาคผนวก
5. ใหน้ ักเรยี นทำ Topic Question โดยให้นกั เรยี นลอกโจทย์และตอบคำถามลงในสมุดบนั ทึกของ
ตนเองโดยมีแนวคำถาม ดังนี้
- ทิศทางการลำเลียงน้ำกบั อาหารของพชื เหมือนหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกัน พืชจะลำเลยี งนำ้ จากรากไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื และพชื จะลำเลยี งอาหาร
จากแหลง่ สรา้ ง เช่น ใบ (Leaf) ไปยังสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื )
- การลำเลยี งอาหารและการลำเลียงน้ำของพืชเหมือนหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน น้ำจะออสโมซิส (Osmosis) เขา้ สู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และถูก
ลำเลียง 2 รูปแบบ คือ แบบซิมพลาสต์ (Simplast) และแบบอโพพลาสต์ (Apoplast) ไปตามไซ
โทพลาสซึม (Cytoplasm) และผนังเซลล์พืช (Cell wall) ตามลำดับ เข้าสู่ท่อลำเลียงไซเล็ม
(Xylem) และอาศัยแรงดึงจากการคายน้ำ (Transpiration pull) รวมทั้งแรงแอดฮีชัน
(Adhesion) และโคฮีชัน (Coesion) ช่วยในการลำเลียงน้ำจากปลายรากไปยังยอด ส่วนการ
ลำเลียงอาหารอาศัยการแพร่แบบแอคทีพทรานสปอร์ต (Active transport) และน้ำจากเซลล์
ข้างเคียงออสโมซิสเข้าสู่ท่อลำเลียงโฟลเอ็ม (Phloem) ผลักดันให้อาหารถูกลำเลียงไปยังเซลล์
เป้าหมาย)
- พืชลำเลยี งอาหารไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ในรูปแบบใด
(แนวตอบ: สารละลายซูโครส (Sucrose))
- การลำเลยี งอาหารของพืชจากแหล่งสรา้ งไปยังท่อลำเลียงใช้กระบวนการใด
(แนวตอบ: กระบวนการแพร่แบบแอคทีฟทรานสปอร์ต (Active transport))
- กลไกใดที่มีสว่ นช่วยให้พืชลำเลยี งอาหารไปตามท่อลำเลียงอย่างต่อเน่ือง
(แนวตอบ: การออสโมซสิ (Osmosis) ของน้ำจากเซลล์ขา้ งเคียง)
6. ใหน้ ักเรยี นตรวจสอบตนเองดว้ ยการทำ Self Check และ Unit Question โดยมีแนวคำถามดังนี้
6.1 จงเปรียบเทยี บเนื้อเยอื่ ต่อไปน้ี
6.1.1 พาเรงคมิ า (Parenchyma) กับคอลเลงคิมา (Clorenchyma)
(แนวตอบ: พาเรงคิมา (Parenchyma) มีเนื้อเยื่อที่บางสม่ำเสมอกัน แต่คอลเลงคิมา
(Clorenchyma) มเี น้ือเยอื่ ทีบ่ างไม่สม่ำเสมอกัน และพาเรงคิมาเป็นเนื้อเย่ือพ้ืนในส่วนประกอบ
ตา่ ง ของพืช ทำให้มหี นา้ ที่ทีห่ ลากหลาย เชน่ สงั เคราะห์ด้วยแสง สะสมอาหารและสารต่าง ส่วน
คอลเลงคมิ า ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงแกโ่ ครงสรา้ งพชื )
6.1.2 ไซเลม็ (Xylem) กบั โฟลเอม็ (Phloem)
(แนวตอบ: ไซเล็ม (Xylem) และโฟลเอ็ม (Phloem) เป็นเนื้อเยื่อลำเลียงที่มีเนื้อเยื่อพาเรงคิมา
(Parenchyma) ช่วยสะสมอาหาร และไฟเบอร์ (Fiber) ช่วยเพิ่มความแข็งแรง แต่ไซเล็ม
แตกต่างกับโฟลเอ็ม คือ ไซเล็มมีเซลล์ลำเลียงน้ำ ประกอบไปด้วย เทรคีด (Tracheid) ซึ่งเป็น
เซลล์ที่มีรูปร่างยาวเรียว ทรงกระสวย มีรูพรุนด้านข้าง เเละ เวสเซล (Vessel) เป็นเซลล์ที่มี
รูปร่างอ้วนสนั้ ทรงกระบอกหวั ทา้ ยมรี ูทะลุต่อกันเหมือนท่อประปา ทง้ั สองเซลล์เป็นเซลล์ที่ไม่มี
ชีวิต ส่วนโฟลเอ็ม (Phloem) มีเซลล์ลำเลียงอาหาร ประกอบไปด้วย ซีฟทิวบ์ (Sieve tube) ใช้
ลำเลียงอาหาร เป็นเซลล์ที่มีชีวิต เเต่ไม่มีนิวเคลียส (Nucleus) เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการลำเลียง
อาหาร ถูกควบโดยเซลล์คอมพาเนียน (Companion cell) ที่หัวท้ายมีตะเเกรง เรียกว่า ซีฟ
เพลต (sieve plate))
6.1.3 คอรก์ แคมเบยี น (Cork cambium) กับ วาสควิ ลารแ์ คมเบยี ม (Vascular cambium)
(แนวตอบ: คอร์กแคมเบียม (Cork cambium) เป็นเยื่อเจริญด้านข้างที่อยู่ระหว่างคอร์ก (cork)
กับ โฟลเอ็ม (Phloem) ส่วนวาสคิวลาร์แคมเบียม (Vascular cambium) เป็นเนื้อเยื่อเจริญ
ด้านขา้ ง (Lateral meristem) อยรู่ ะหว่างไซเล็ม (Xylem) กบั โฟลเอม็ (Phloem))
6.1.4 เอพิเดอรม์ สิ (Epidermis) กับ เอนโดเดอร์มิส (Endodermis)
(แนวตอบ: เอพิเดอร์มิส (Epidermis) และเอนโดเดอร์มิส (Endodermis) เป็นเซลล์ที่เรียงตัว
แถวเดียว โดยเอพิเดอร์มิสเป็นชั้นที่อยู่นอกสุด ส่วนเอนโดเดอร์มิสเป็นชั้นที่อยู่ในสุดของคอร์
เทกซ์ (Cortex))
6.1.5 ไฟเบอร์ (Fiber) กับ สเกลอรีด (Sceried)
(แนวตอบ: ไฟเบอร์ (Fiber) และสเกลอรดี (Sceried) เป็นเนอ้ื เยอ่ื สเกอเรงคิมา (Sclerenchyma)
ซง่ึ ไฟเบอรม์ ลี ักษณะเป็นเส้นใย มีรูปร่างยาวเรียว หวั ท้ายแหลม สว่ นสเกลอรดี มรี ปู รา่ งหลายแบบ
เช่น รปู ดาว รูปหลายเหล่ยี ม
6.2 จากภาพ ก. ข. ค. และ ง. เป็นโครงสรา้ งของอวยั วะและพชื ชนิดใด เพราะเหตใุ ด
ก. ข.
ค. ง.
(แนวตอบ: ภาพ ก. ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เนื่องจากกลุ่มมัดท่อลำเลียง (Vascular bundle)
กระจายอยู่ในช้ันสตลี (Stele))
(แนวตอบ: ภาพ ข. รากพืชใบเลี้ยงคู่ เนื่องจากมีจำนวนแฉกของไซเล็ม (Xylem) ประมาณ 3-4
แฉก)
(แนวตอบ: ภาพ ค. ใบของพืชทั่วไป (พืช C3) เนื่องจากภายในโครงสร้างใบมีเซลล์ 2 ชั้น คือ แพ
ลิเซดมีโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) กบั สปันจมี โี ซฟิลล์ (Spongy mesophyll))
(แนวตอบ: ภาพ ง. ลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่ เนื่องจากมัดท่อลำเลียง (Vascular bundle) เรียง
ตวั อย่างเปน็ ระเบียบ)
6.3 จากภาพบริเวณหมายเลข 1 2 และ 3 คอื บรเิ วณใด และเปน็ เน้อื เย่ือประเภทใด (ภาพ 1.70 จาก
หนงั สือชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้างและหน้าทข่ี องพืชดอก)
(แนวตอบ: บริเวณหมายเลข 1 คือ บริเวณเปลี่ยนแปลงสภาพและเจริญเต็มที่ของเซลล์ (Region
Of cell differentiation and maturation))
(แนวตอบ: บรเิ วณหมายเลข 2 คอื บรเิ วณยดื ตามยาวของเซลล์ (Region of cell elongation))
(แนวตอบ: บรเิ วณหมายเลข 3 คือ บริเวณการแบง่ เซลล์ (Region of cell division))
(แนวตอบ: บริเวณหมายเลข 4 คอื หมวกราก (Root cap))
6.4 กระเทียม ไชเท้า แคร์รอต มันฝรั่ง เป็นส่วนประกอบที่นิยมนำมาทำอาหาร ส่วนประกอบเหล่านี้
คือส่วนใดของพืช
(แนวตอบ: กระเทียม คอื ส่วนของใบ (Leaf))
(แนวตอบ: ไชเท้า และแคร์รอต คอื ส่วนของราก (Root))
(แนวตอบ: มนั ฝร่งั คือ ส่วนของลำตน้ (Stem))
6.5 จงระบสุ ่วนประกอบจากภาพนี้ (ภาพ 1.71 จาก หนังสอื ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้าง
และหน้าท่ีของพชื ดอก)
(แนวตอบ: หมายเลข 1 คอื เอพิเดอรม์ ิส (Epidermis))
(แนวตอบ: หมายเลข 2 คอื แพลิเซดมโี ซฟิลล์ (Palisade mesophyll))
(แนวตอบ: หมายเลข 3 คือ สปันจีมโี ซฟลิ ล์ (Spongy mesophyll))
(แนวตอบ: หมายเลข 4 คอื กลุม่ มัดทอ่ ลำเลยี ง (Vascular bundle))
(แนวตอบ: หมายเลข 5 คอื เซลลค์ มุ (Guard cell))
6.6 การจัดเรียงตัวของมัดท่อลำเลียงในรากและลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวเหมือนหรื v
แตกตา่ งกนั อยา่ งไร
แนวตอบ: สามารถสรปุ เปน็ ตาราง ดังน้ี
ส่วนของพชื พชื ใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดยี่ ว
ราก ท่อไซเล็ม (Xylem) จะเรียงตัวเป็นแฉก ท่อไซเล็ม (Xylem) จะเรียงตัวอยูร่ อบๆ พธิ
(Root) และมีท่อโฟลเอ็ม (Phloem) แทรกตัว (Pith) และมีท่อโฟลเอ็ม (Phloem) แทรกตัว
อยู่ระหว่างแฉก อยู่ระหวา่ งท่อไซเลม็
ลำต้น ท่อไซเล็ม (Xylem) และท่อโฟลเอ็ม ท ่ อ ไ ซ เ ล็ ม (Xylem) แ ล ะ ท ่ อ โ ฟ ล เ อ็ ม
(Stem) (Phloem) จะเรียงตัวอยา่ งเปน็ ระเบยี บ (Phloem) จะเรียงตัวกระจัดกระจาย ไม่เป็น
ระเบียบ
6.7 พืชนำน้ำและธาตุอาหารท่อี ยู่ในดนิ ไปใช้ได้อยา่ งไร จงอธบิ ายพอสงั เขป
(แนวตอบ: บริเวณปลายรากพืชมีหมวกราก (Root cap) ที่หลั่งเมอื กออกมา ทำให้รากชอนไชลง
ไปในดินได้สะดวกมากขึ้น ประกอบกับธาตุอาหารที่ละลายในน้ำในรูปสารละลาย แพร่เข้าสู่ราก
(Root) ทำใหพ้ ืชสามารถนำธาตอุ าหารที่อยูภ่ ายในดินไปใชใ้ นการเจริญเติบโตได้)
6.8 โครงสร้างภายนอกของใบ ประกอบไปด้วยอะไรบา้ ง
(แนวตอบ: โครงสร้างภายนอกของใบ (Leaf) ประกอบด้วย ก้านใบ (Petiole) แผ่นใบ (blade)
เสน้ ใบ (Vein) และ หูใบ (Stipule)
6.9 คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) พบในโครงสร้างภายในของใบที่สว่ นใด
(แนวตอบ: พบในชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) เนื่องจากภายในเซลล์คุมมีคลอโรพลาสต์
(Chloroplast) และชนั้ มีโซฟิลล์ (Mesophyll))
6.10 แพลิเซดมีโซฟลิ ล์ (Palisade mesophyll) แตกต่างกับสปนั จีมีโซฟลิ ล์ (Spongy mesophyll)
(แนวตอบ: แพลิเซดโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) มีรูปร่างเรียวตัวในแนวตั้งฉากกับเอพิเดอร์
มิส (Epidermis) ส่วนสปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy mesophyll) มีรูปร่างค่อนข้างกลม เรียงตัว
หลวม ๆ ไมเ่ ปน็ ระเบยี บ)
6.11 จงอธิบายความแตกตา่ งระหว่างใบเด่ียว (Simple leaf) กับใบประกอบ (Compound leaf) และ
ยกตวั อย่างพชื ท่มี ีใบเดย่ี วและใบประกอบมาอยา่ งน้อย 3 ชนดิ
(แนวตอบ: ใบเดี่ยวมีแผ่นใบเพียงแผ่นเดียวติดกับก้านใบที่แตกออกมาจากลำต้น หรือกิ่ง เช่น
ชมพู่ มะมว่ ง ส่วนใบประกอบ เปน็ ใบทีแ่ ยกออกเปน็ ใบเลก็ ๆ ต้งั แต่ 2 ใบขน้ึ ไป ติดกบั กา้ นใบกา้ น
เดียว เช่น ใบมะขาม กระถิน)
6.12 จากภาพ บรเิ วณ A คอื อะไร ทำหนา้ ทีอ่ ะไร
A
(แนวตอบ: เลนทิเซล (Lenticel) เป็นรอยแตกบริเวณเปลือกของลำตน้ ทำหนา้ ทีค่ ายน้ำ)
6.13 จงอธิบายกลไกการเปิด-ปิดใบของปากใบ
(แนวตอบ: เมื่อพชื ไดร้ บั แสง จะมกี ารลำเลียงโพแทสเซยี ม (K) ไอออนเข้าสู่เซลลค์ ุม (Guard cell)
มากขึ้น ส่งผลใหค้ วามเข้มขน้ ของสารละลายภายในเซลล์คุมเพ่มิ มากขนึ้ น้ำจากเซลลข์ ้างเคียง จึง
แพร่เข้าสู่เซลล์คุม ทำให้เซลล์คุมเต่ง ปากใบจึงเปิด ในทางตรงข้ามเมื่อพืชไม่ได้รับแสง การ
ลำเลียงโพแทสเซียมไอออนเข้าสู่เซลล์คุมจะลดลง ทำให้ความเข้มข้นของสารละลายภายในเซลล์
คมุ ลดลง น้ำภายในเซลล์คมุ จงึ แพร่ออกทำให้เซลลเ์ หีย่ ว ปากใบจึงปิด)
6.14 ปัจจัยภายในทมี่ ีผลต่อการคายน้ำของพืชไดแก่อะไรบา้ ง และมผี ลอยา่ งไร
(แนวตอบ: ปจั จัยภายในทีม่ ผี ลตอ่ การคายน้ำของพชื มีดังนี้
1) ขนาดและรูปร่างของใบ (Leaf) ใบพืชทม่ี ขี นาดใหญ่และกว้างจะมกี ารคายนำ้ มากกว่า
2) การจัดเรียงตัวของใบ ถ้าพืชหันทิศทางอยู่ในมุมที่ตรงกันข้ามกับแสงอาทิตย์เป็นมุมกว้างจะ
คายนำ้ ได้มากกว่า
3) จำนวนราก (Root) พชื ที่มรี ากจำนวนมาก จะคายน้ำได้มากกวา่ )
6.15 ความเขม้ ของแสงมีผลต่อการคายน้ำของพชื อยา่ งไร
(แนวตอบ: ความเข้มของแสงมาก จะส่งผลให้ปากใบของพืชเปิดมากขึ้น เกิดการคายน้ำมากขึ้น
ในทางตรงขา้ มถ้าความเขม้ แสงน้อย ปากใบของพชื จะหรีล่ งและทำให้พืชคายน้ำลดลง)
6.16 ในช่วงเดอื นเมษายนพืชจะมอี ัตราการคายนำ้ เป็นอยา่ งไรเม่ือเทียบกบั ชว่ งเดอื นธนั วาคม
(แนวตอบ: ช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงท่ีมีอุณหภมู ิสูง จะทำให้ปากใบพืชเปิดกว้างจะทำให้ปากใบ
เปิด เกิดการคายน้ำไดม้ ากและรวดเร็วกว่าในชว่ งเดือนธันวาคมซึ่งมีอณุ หภูมติ ่ำกว่า แต่ในบางวัน
ของช่วงเดือนเมษายนที่มีอุณหภูมิสูงมากเกินไป ปากใบพืชจะปิดเนื่องจากพืชต้องรักษาน้ำไว้
ภายในร่างกาย)
6.17 ในวนั ที่มกี ารจราจรแออดั ปากใบพชื ทีป่ ลูกอยู่บริเวณรมิ ถนนจะมีลกั ษณะเปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ: วันที่มีการจราจรแออัด มีความเป็นไปได้ว่า ปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
(CO2) ในอากาศค่อนข้างสงู กวา่ วันปกติ ดังนัน้ ปากใบของพืชในบริเวณนัน้ จะหรี่ลง)
6.18 ปากใบแบบจมและแบบยกสงู พบได้ในพืชชนิดใด ตามลำดบั
(แนวตอบ: ปากใบพชื แบบจม พบได้ในพชื ท่อี ย่บู รเิ วณแหง้ แลง้ เช่น กระบองเพชร ส่วนปากใบพชื
แบบยกสงู พบไดใ้ นพชื ท่ีเจริญอยูใ่ นนำ้ หรอื ท่ีชน้ื แฉะ เช่น หญา้ ชายเลน เปน็ ตน้ )
6.19 หากนักเรียนต้องการให้พืชมีอัตราการคายน้ำมากท่ีสุด จะจำลองสภาพแวดล้อมให้กับพืชชนิดน้ี
อยา่ งไร
(แนวตอบ: บริเวณนั้นต้องมีแสงพอเหมาะ มีลมพัด อุณหภูมิสูง และมีปริมาณแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซดต์ ำ่ (CO2))
6.20 จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการคายน้ำมากที่สุด จะจำลองสภาพแวดล้อมให้กับพืชชนิดนี้
อยา่ งไร
(แนวตอบ: การคายน้ำของพืชออกทางปากใบ หรือออกทางบริเวณรอยแตกของลำต้น จะทำให้
เกดิ แรงดึงจากการคายน้ำ ส่งผลให้รากพืชดดู นำ้ ทีอ่ ยภู่ ายในดนิ ได้มากขึน้
6.21 พิจารณาภาพที่กำหนดให้ แล้วตอบคำถามต่อไปนี้ (ภาพ 1.73 จากหนังสือชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
หน่วย 1 โครงสร้างและ หน้าท่ขี องพืชดอก)
6.21.1 จากภาพเปน็ ปรากฏการณ์ใด
(แนวตอบ: กตั เตชัน (Guttation))
6.21.2 บรเิ วณทเี่ กดิ ปรากฏการณ์นีม้ ลี ักษณะอากาศอย่างไร
(แนวตอบ: บรเิ วณนนั้ มสี ภาวะอากาศท่ีมีความชน้ื สัมพทั ธส์ งู มาก และนำ้ ในดนิ มปี รมิ าณมากพอ)
6.21.3 หากเคลือบใบด้วยน้ำทาเล็บ บริเวณแผ่นใบปรากฏการณ์นี้จะยังคงเกิดขึ้นหรือไม่เพราะ
เหตุใด
(แนวตอบ: เกิดขึ้น เนื่องจากรูไฮดาโทด (Hydathodes) อยู่ตามขอบใบ (Leaf margin) หรือ
ปลายใบ (Leaf apex)
6.22 จากภาพ จงตอบคำถามต่อไปน้ี (ภาพ 1.73 จาก หนังสือชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้าง
และหนา้ ท่ขี องพชื ดอก)
6.22.1 ภาพ A B และ C คือเซลลช์ นดิ ใด
(แนวตอบ: A คอื ซฟี เพลท (Sieve tube หรือเซลลต์ ะแกรง (Sieve tube member))
(แนวตอบ: B คือ เซลล์คอมพาเนยี น (Companion cell)
(แนวตอบ: C คอื ซีฟทิวบเ์ มมเบอร์ (Sieve tube member))
6.22.2 จากภาพเปน็ เน้ือเยอื่ ประเภทใด
(แนวตอบ: โฟลเอ็ม (Phloem))
6.22.3 เน้อื เยือ่ ชนิดนพี้ บในอวัยวะใดของพืชบา้ ง
(แนวตอบ: ราก (Root) ลำต้น (Stem) และใบ (Leaf))
6.23 กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) มีผลตอ่ พืชอย่างไร พืชจะหลั่งฮอรโ์ มนชนดิ นเี้ มอ่ื ใด
(แนวตอบ: ทำให้ปากใบพืชปดิ เพอ่ื ลดการสญู เสียน้ำ)
6.24 การจัดเรียงตัวของมัดท่อลำเลียงในรากและลำต้นพืชใบเลียงคู่ และพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเหมือนหรือ
แตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวตอบ: เมือ่ พชื อยูใ่ นสภาวะเครียด เชน่ น้ำในดินมีปรมิ าณนอ้ ย)
6.25 น้ำและธาตอุ าหารในรากพชื จะเคลื่อนที่เขา้ สูท่ อ่ ลำเลียงไซเล็ม (Xylem) ไดก้ ่ีวิธี อะไรบ้าง
(แนวตอบ: 2 วิธี คือ แบบอโพพลาสต์ (Apoplast) เข้าสู่เซลล์ขนราก (Root hair cell) และ
แบบซมิ พลาสต์ (Simplast) เขา้ สเู่ ซลล์ขนราก)
6.26 หากทดลองคว่นั เปลือกไม้จนถึงชั้นแคมเบียม (Cambium) ของต้นทานตะวัน และคว่ันเปลือกต้น
ไผใ่ นความลึกทเี่ ท่ากัน เม่ือผา่ นไประยะหน่ึงนักเรียนคิดวา่ ผลจะเป็นอยา่ งไร
(แนวตอบ: ต้นทานตะวันจะเจริญไม่ดี และตายในเวลาต่อมา เนื่องจากต้นทานตะวันไม่สามารถ
ลำเลียงอาหารได้ เพราะทอ่ โฟลเอม็ (Phloem) หลุดออกไปพร้อมกับเปลือกไม้)
6.27 ทิศทางในการลำเลียงน้ำและธาตุอาหารของพืชแตกต่างกับทิศทางในการลำเลียงอาหารของพืช
หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกนั คือ พืชจะลำเลียงนำ้ และธาตอุ าหารจากรากไปสสู่ ่วนต่าง ๆ ของพืช และ
พชื จะลำเลยี งอาหารจากใบไปส่สู ว่ นต่าง ๆ ของพืช)
6.28 กระบวนการลำเลยี งอาหารของพืชเรยี กวา่ อะไร
(แนวตอบ: ทรานสโลเคชนั (Translocation))
6.29 ดินตัวอย่าง 3 บรเิ วณ ปรมิ าณ 100 กรัม มีประมาณธาตุอาหาร ดังตารางที่ 1.3 จงตอบคำถาม
6.29.1 ดินบรเิ วณใดพชื จะเติบโตไดด้ ีทสี่ ดุ
(แนวตอบ: ดนิ C)
6.29.2 หากจำเป็นต้องเลือกระหว่างดินบริเวณ A กับ B มาปลูกต้นมะม่วง นักเรียนจะเลือกดิน
บริเวณใด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: ดิน A เพราะมีธาตอุ าหารหลักและธาตอุ าหารรอง ซ่งึ ธาตอุ าหารรอง เปน็ ธาตอุ าหาร
ท่ีพืชตอ้ งการในปรมิ าณน้อย แต่ขาดไม่ได้)
6.30 จงตอบคำถามต่อไปนี้ (ตาราง 1.3 จาก หนังสือชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วย 1 โครงสร้างและ
หน้าที่ของพืชดอก)
6.30.1 จากภาพเป็นเน้ือเยือ่ ประเภทใด
(แนวตอบ: เนือ้ เยือ่ ลำเลียง (Vascular tissue))
6.30.2 จงระบุสว่ นประกอบและหนา้ ท่ีของ A B และ C
(แนวตอบ: A คือ ซฟี ทวิ บ์ (Sieve tube))
(แนวตอบ: B คอื เวสเซล (Vessel))
(แนวตอบ: C คือ เซลล์คอมพาเนยี น (Companion cell))
(แนวตอบ: D คอื เทรคีด (Tracheid))
6.30.3 หากท่อลำเลียงในภาพไม่มีส่วนประกอบ B จะเปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ: ท่อลำเลียงไม่สามารถลำเลียงอาหารได้ เนื่องจาก C มีนิวเคลียสที่ควบคุมการทำงาน
ของทอ่ ลำเลยี ง)
6.31 อาหารท่ีพืชสร้างขนึ้ เคลอื่ นที่ไปตามท่อลำเลยี งในรูปใด
(แนวตอบ: น้ำตาลซูโครส (Sucrose))
6.32 อาหารสะสมของพชื คืออะไร มีวธิ ีนำมาทดสอบอย่างไร
(แนวตอบ: แป้งสามารถทดสอบได้โดยการหยดสารละลายไอโอดีน หากส่วนประกอบของพืชมี
แป้งสะสมอยู่สารละลายไอโอดีนจะเปลย่ี นเป็นสมี ่วง)
6.33 การลำเลียงนำ้ มีความสมั พันธ์กับการลำเอยี งอาหารของพชื หรือไม่อย่างไร
(แนวตอบ: สัมพันธ์กัน เนื่องจากน้ำจากท่อไซเล็ม (Xylem) จะออสโมซิส (Osmosis) เข้าสู่ท่อ
โฟลเอ็ม (Phloem) ในบริเวณแหล่งสร้าง เพื่อลำเลียงน้ำตาลซูโครส (Sucrose) ไปยังแหล่งใช้
หรอื แหลง่ สะสม น้ำจะออสโมซสิ ออกสู่ท่อไซเล็ม)
6.34 รูปแบบในการลำเลยี งมคี วามสัมพนั ธ์กบการลำเลียงสารอาหารของพชื หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: การออสโมซิส (Osmosis) และการแพร่แบบแอคทีฟทรานสปอร์ต (Active
Transport)
6.35 พืชชนิดหนึ่งมีความสูงจากรากไปยังยอด 35.25 เมตร อยากทราบว่าพืชชนิดนี้จะลำเลียงอาหาร
จากยอดไปสะสมไว้ที่รากจะต้องใช้เวลาเท่าใด (อัตราเร็วในการลำเลียงอาหารของพืชชนิดนี้
เป็นไปตามผลการทดลองของซิมเมอร์แมน)
(แนวตอบ: อัตราเรว็ ในการลำเลียงอาหารของพชื ตามผลการทดลองของซิมเมอรแ์ มนมคี ่าเท่ากับ
100 เซนติเมตรต่อชั่วโมง หรือ 1 เมตรต่อชั่วโมง ถ้าพืชสูง 35.25 เมตร จะใช้เวลาเท่ากับ 35.25
ชว่ั โมง หรือ 1 วัน 11 ชว่ั โมง 25 นาท)ี
7. ครูมอบหมายให้นักเรียนสรุปเนื้อหาเรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก โดยสรุปเป็นแผนผัง
มโนทัศน์
ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
8. ตรวจแบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 1
9. ครตู รวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝึกหดั ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
10. ครูประเมนิ แผ่นพับ เรือ่ ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพชื
11. ครูประเมินแผน่ พบั เรื่อง พืชสร้างอาชพี
12. ครปู ระเมนิ รายงาน เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของพชื
13. ครูประเมนิ แผนผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง โครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องพืชดอก
14. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
15. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ
7. การวดั และประเมินผล
รายการวดั วิธีการ เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมนิ
7.1 ประเมนิ ระหวา่ ง
- สังเกตจากการตอบ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจัดกจิ กรรม คำถามและแสดงความ รายบคุ คล - ระดบั คณุ ภาพ 2
การเรียนรู้ คิดเหน็ ผ่านเกณฑ์
1) กิจกรรมนำสกู่ าร - ตรวจแผ่นพบั เร่อื ง - แบบประเมินแผน่ พับ
กลไกการลำเลยี ง - แบบประเมินรายงาน - ระดับคณุ ภาพ 2
เรยี น อาหาร - แบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม. ผ่านเกณฑ์
- การตอบคำถาม ของพชื 5 - ระดับคณุ ภาพ 2
2) การลำเลียงน้ำ - ตรวจแผ่นพับ เรือ่ ง เลม่ 1 ผ่านเกณฑ์
ของพืช พืชสรา้ งอาชพี - สมุดบนั ทกึ - ระดบั คณุ ภาพ 2
- ตรวจ รายงาน เรอ่ื ง ผา่ นเกณฑ์
3) การนำเสนอผล โครงสร้างและหน้าที่ - แบบประเมนิ การ
การทำกิจกรรม ของพชื ดอก นำเสนอผลทำกจิ กรรม - ระดับคุณภาพ 2
- ตรวจแบบฝกึ หัดหลัง - แบบสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
4) พฤติกรรมการ เรียนชีววิทยา ม.5 การทำงานรายบุคคล
ทำงานรายบคุ คล เลม่ 1 - แบบสงั เกตพฤติกรรม
- ตรวจสมุดบนั ทกึ การทำงานกลุ่ม
5) พฤตกิ รรมการ - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมนิ รายงาน
ทำงานกล่มุ ผลทำกิจกรรม - แบบประเมนิ แผน่ พับ
- สังเกตพฤติกรรม - แบบประเมิน
6) คุณลกั ษณะ การทำงานรายบุคคล คุณลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์ - สงั เกตพฤติกรรม อันพึงประสงค์
การทำงานรายบุคคล
- สงั เกตความมีวนิ ัย
ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ ม่นั
ในการทำงาน
รายการวดั วิธีการ เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมนิ
- รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
7.2 ประเมินหลังการจัด - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั เรียน
กิจกรรมการเรียนรู้ หลงั เรยี นหนว่ ยการ หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2
1) ทำแบบทดสอบ เรียนรทู้ ี่ 2 โครงสร้าง โครงสร้างและหนา้ ที่
หลงั เรยี น และหน้าท่ีของพชื ดอก ของพืชดอก
7.3 การประเมิน - ตรวจแผนผงั มโนทศั น์ - แบบประเมนิ แผนผัง - ระดบั คณุ ภาพ 2
ชน้ิ งาน/ภาระงาน เรือ่ ง โครงสร้างและ มโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์
(รวบยอด) หน้าท่ีของพชื ดอก
8. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้
8.1 ส่อื การเรียนรู้
1) หนงั สือเรยี นชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 1 โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องดอก
2) แบบฝึกหดั ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 โครงสร้างและหนา้ ท่ีของดอก
3) แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง โครงสรา้ งและหน้าท่ีของพชื ดอก
3) วดี ทิ ศั น์ เรอ่ื ง กลไกการลำเลยี งอาหารของพืช
จาก (https://www.youtube.com/watch?v=aAy0qTKc66U)
4) ลูกบอล
8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารชวี วิทยา
2) อนิ เทอร์เนต็
3) ส่ือมเี ดียควิ อารโ์ คด้
แบบประเมินแผ่นพบั
คำชีแ้ จง : ใหผ้ ูส้ อนประเมนิ แผน่ พบั ตามรายการทก่ี ำหนดแล้วขีด ✓ ลงในช่องที่ตรงกบั ระดับคะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
4321
1 ความถูกตอ้ งของเนื้อหา
2 การจดั รูปแบบเนอ้ื หา
3 ความตรงต่อเวลา
รวม
ลงชอ่ื ................................................... ผปู้ ระเมนิ
................./................/................
เกณฑ์การประเมนิ แผน่ พับ
รายการประเมิน ระดับคะแนน
32
4 1
1. ความถูกตอ้ งของ เนื้อหามีความถูกต้อง ครบ เนื้อหามีความถูกต้อง เนื้อหามีความถูกต้อง ครบ เนื้อหาไม่ถูกต้อง และไม่
เน้อื หา
ทุกหวั ขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ทกุ หวั ขอ้ เพยี งบางส่วน ครบตามหวั ขอ้ ที่กำหนด
ใหญ่
2. การจดั รูปแบบ รูปแบบการจัดวางเนื้อหา ร ู ปแบบการจ ั ดวาง รูปแบบการจัดวางเนื้อหามี รูปแบบการจัดวางเนื้อหา
เนอ้ื หา
เป็นระเบียบ มีความคิด เนื้อหามีระเบียบ และมี ระเบ ี ยบ และม ี ความ ไม่มีระเบียบ ไม่มีความ
สร้างสรรค์ และมีความ ความน่าสนใจเป็นส่วน น่าสนใจเพียงบางสว่ น นา่ สนใจ
น่าสนใจ ใหญ่
3. ความตรงต่อเวลา ส่งแผ่นพับภายในเวลาท่ี ส่งแผ่นพับชา้ กว่าเวลา สง่ แผน่ พับชา้ กว่าเวลาท่ี สง่ แผน่ พบั ช้ากว่าเวลาที่
กำหนด ทก่ี ำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน กำหนด 3 วนั ขึน้ ไป
เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
10-12 ดีมาก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรบั ปรุง
แบบประเมนิ รายงาน
คำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนประเมนิ รายงาน แลว้ ขดี ✓ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั ระดับคะแนน
ลำดบั ท่ี รายการประเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32
1 ความถกู ต้องของเนอื้ หา
2 ความสมบรู ณ์ของรปู เลม่
3 ความตรงต่อเวลา
รวม
ลงชือ่ ................................................... ผู้ประเมนิ
................./................../..................
เกณฑ์การประเมินรายงาน
ประเดน็ ทีป่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
1. ความถูกตอ้ ง
432 1
ของเนอ้ื หา
เนื้อหาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เนื้อหาสาระของ เนื้อหาสาระของ
2. ความสมบูรณ์ รายงานไมถ่ ูกตอ้ งเปน็
ของรปู เลม่ รายงานถูกต้องครบถ้วน รายงานถกู ต้องเป็นสว่ น รายงานถูกตอ้ งบาง สว่ นใหญ่
องค์ประกอบไม่
3. ความตรงตอ่ ใหญ่ ประเดน็ ครบถว้ น ไมเ่ ปน็
เวลา ระเบียบ และรปู เล่มไม่
มอี งค์ประกอบครบถ้วน มอี งคป์ ระกอบครบถว้ น มอี งคป์ ระกอบครบถว้ น สวยงาม
ส่งชิ้นงานชา้ กว่าเวลาท่ี
สมบูรณ์ มีความเป็น สมบรู ณ์ มคี วามเปน็ สมบรู ณ์ แต่ยังไม่เป็น กำหนด 3 วันข้ึนไป
ระเบียบ และรปู เล่ม ระเบยี บ แต่รปู เล่มไม่ ระเบยี บ และรูปเล่มไม่
สวยงาม สวยงาม สวยงาม
ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ สง่ ชิน้ งานช้ากว่าเวลาที่ ส่งช้ินงานชา้ กวา่ เวลาที่
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วนั
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
11-12 ดีมาก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ตำ่ กว่า 6 ปรบั ปรงุ
แบบประเมนิ ผลงานแผนผงั มโนทัศน์
คำช้ีแจง : ให้ผ้สู อนประเมนิ ผลงาน/ชิ้นงานของนักเรียนตามรายการที่กำหนด แลว้ ขีด ✓ลงในช่องทีต่ รงกับ
ระดับคะแนน
ลำดับที่ รายการประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ
4 3 21
1 ความสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์ทกี่ ำหนด
2 ความถกู ต้องของเนอื้ หา
3 ความคดิ สร้างสรรค์
4 ความเปน็ ระเบียบ
รวม
ลงชือ่ ................................................... ผูป้ ระเมนิ
............../................./................
เกณฑก์ ารประเมินผังมโนทศั น์
ประเด็นทปี่ ระเมิน ระดบั คะแนน
4 32 1
ผังมโนทศั น์ไม่
1. ความ ผงั มโนทศั นส์ อดคลอ้ ง ผงั มโนทัศน์สอดคลอ้ ง ผังมโนทัศนส์ อดคล้อง สอดคล้องกบั
จดุ ประสงค์
สอดคล้องกับ กับจดุ ประสงคท์ กุ กบั จดุ ประสงค์เป็นสว่ น กับจดุ ประสงคบ์ าง เน้ือหาสาระของผังมโน
ทศั น์ไมถ่ ูกตอ้ งเป็นส่วน
จดุ ประสงค์ ประเดน็ ใหญ่ ประเดน็ ใหญ่
ผงั มโนทัศนไ์ มม่ คี วาม
2. ความถูกต้อง เนอื้ หาสาระของผังมโน เน้ือหาสาระของผงั มโน เน้อื หาสาระของผังมโน นา่ สนใจ
ของเนอ้ื หา ทัศนถ์ ูกต้องครบถว้ น ทศั น์ถูกต้องเปน็ สว่ น ทศั น์ถกู ตอ้ งบาง สง่ ช้นิ งานช้ากว่าเวลาท่ี
กำหนด 3 วันขนึ้ ไป
ใหญ่ ประเดน็
3. ความคิด ผังมโนทศั นแ์ สดงถึง ผังมโนทัศน์แสดงถึง ผงั มโนทัศน์มคี วาม
สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์
เปน็ ระบบ ความคดิ สร้างสรรค์ แต่ นา่ สนใจ แตย่ ังไมเ่ ป็น
4. ความตรงต่อ
เวลา สง่ ชิ้นงานภายในเวลาที่ ยังไม่เปน็ ระบบ ระบบ
กำหนด
ส่งช้ินงานช้ากว่าเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาท่ี
กำหนด 1 วนั กำหนด 2 วัน
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
14-16 ดีมาก
11-13 ดี
8-10 พอใช้
ตำ่ กว่า 8 ปรับปรงุ
บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วิทยาเพม่ิ เตมิ รหสั วิชา ว30243
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 เรือ่ ง โครงสร้างหนา้ ที่ของพืชดอก ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เร่ือง การลำเลียงอาหารของพืช เวลา 3 ช่ัวโมง
1. ผลการจัดการเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปญั หาและอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................................................. .................
................................................................................................................. .............................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ.....................................................ผู้สอน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....
แผนการจดั การเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพม่ิ เตมิ รหัสวิชา ว30243
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เร่อื ง การสงั เคราะห์ด้วยแสง ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 9 เร่อื ง การคน้ ควา้ ทเ่ี กย่ี วข้องกับกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง เวลา 3 ชั่วโมง
ผสู้ อน นางสาวดาริน คาดสนิท โรงเรยี นบา้ นแพงพทิ ยาคม
1. ผลการเรยี นรู้
สืบค้นข้อมูลและสรุปการศึกษาที่ได้จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตเกี่ยวกับกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายและสรปุ การทดลองของนกั วิทยาศาสตรใ์ นอดตี ท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงได้
(K)
2. เปรียบเทยี บผลการทดลองกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของนักวทิ ยาศาสตร์ในอดตี ได้ (P)
3. รับผดิ ชอบต่อหน้าทีแ่ ละงานท่ีได้รับมอบหมาย (A)
3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถิน่
พิจารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา
สาระการเรียนร้แู กนกลาง
- การศึกษาค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตทำให้ได้
ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมา
เป็นลำดับข้ันจนได้ข้อสรปุ ว่าคาร์บอนไดออกไซด์และ
น้ำเป็นวัตถุดิบที่พืชใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วย
แสงและผลผลิตท่ีได้ คือ น้ำตาล ออกซิเจน
4. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนการสร้างอาหารของพืช โดยมีใบเป็นอวัยวะสำคัญ ภายในใบ
ของพืชมีสารคลอโรฟิลล์ที่สามารถนำพลังงานแสงมาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี และมีเอนไซม์ที่สามารถ
ตรึงแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากอากาศมาผลิตอาหารเก็บไวใ้ นรปู สารอนิ ทรีย์ได้
5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี นิ ยั
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รียนรู้
1) ทกั ษะการสรุปย่อ 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
2) ทกั ษะการเชือ่ มโยง
3) ทกั ษะการวิเคราะห์
4) ทกั ษะการสำรวจค้นหา
5) ทกั ษะการรวบรวมข้อมูล
3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ
6. กิจกรรมการเรียนรู้
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ชวั่ โมงท่ี 1
ขัน้ นำ
ขัน้ ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครูให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
2. ให้นักเรียนทำกิจกรรมเรื่อง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ภายในห้องเรียน เพื่อกระตุ้นความ
สนใจของนกั เรียน ดงั น้ี
- ครูมีจดหมายมาให้นักเรียน โดยในกระดาษจดหมายจะมีคำถาม Big Question อยู่เพียง 3
คำถาม ส่วนกระดาษที่เหลือเป็นเพียงกระดาษเปล่า โดยภายในคำถามจะมีหมายเลขข้อกำกับไว้
เชน่ ข้อ 1 “กระบวนการสังเคราะหแ์ สงเกดิ ขึ้นทีบ่ ริเวณใดของต้นมะมว่ ง”
- ครสู ุ่มแจกจดหมายให้นักเรียนแต่ละคน จากน้ันให้นกั เรยี นเปิดซองจดหมาย นกั เรียนคนใดท่ีเปิด
ไดค้ ำถามใหน้ ักเรียนจำคำถามหรอื หมายเลขท่กี ำกบั ข้อคำถามนน้ั ไว้ จากนนั้ ให้นำกระดาษใสซ่ อง
จดหมายตามเดมิ แล้วใหน้ กั เรยี นสง่ จดหมายต่อไปจนกวา่ ครจู ะส่งั ให้หยุดสง่ จดหมาย
- ใหน้ ักเรยี นเปิดซองจดหมายอกี ครง้ั นกั เรยี นคนใดท่ีไดค้ ำถามให้นกั เรียนยนื ข้ึน
- ครูอ่านคำถาม แล้วให้นักเรียนจับคู่กับคนที่ได้คำถามเดียวกัน แล้วร่วมกันตอบคำถาม Big
Question
- ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายคำตอบของคำถาม Big Question โดยมีแนวคำถามดงั นี้
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื แต่ละชนิดมขี ้นั ตอนท่ีแตกต่างกนั หรอื ไม่อยา่ งไร
(แนวตอบ: ไม่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่มี 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง และการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2))
- ต้นมะม่วง ข้าวโพด และกระบองเพชรมีกลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่แตกต่างกัน
หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน เนื่องจากต้นมะม่วง ต้นข้าวโพด มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจาก
กระบองเพชรซ่งึ เปน็ ในเขตรอ้ น ดงั น้ัน เวลาในการเปดิ ปิดปากใบ (Stomata) ของกระบองเพชร
จึงแตกต่างไปจากพืชทว่ั ไป ซง่ึ มผี ลต่อการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ของพืช)
- สภาพแวดล้อมส่งผลกระบวนการผลติ อาหารของพืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศและน้ำเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญใน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น ในวันที่สภาพแวดล้อมมีความเหมาะสม เช่น มีความเข้ม
แสงและคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสม มีอุณหภูมิ น้ำ และธาตุอาหารในดินเหมาะสมต่อการ
เจริญของพชื จะสง่ ผลให้พืชเกดิ กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงไดด้ )ี
3. ให้นักเรียนแต่ละคนบันทึกคำถาม Understanding check ลงในสมุดบันทึกของตนเอง แล้ว
พจิ ารณาข้อความตามความเข้าใจของนกั เรยี นวา่ ถูก หรือผิด โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- น้ำเปน็ ทงั้ สารตง้ั ต้นและผลติ ภณั ฑ์ของกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง
- กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงเกิดข้นึ ที่ใบเทา่ นน้ั
- แก๊สทีพ่ ืชใช้ในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงมีสว่ นชว่ ยทำใหไ้ ฟตดิ
- ในวนั ที่มีอากาศมีอณุ หภมู สิ งู พชื จะมีอตั ราการสงั เคราะห์ด้วยแสงสูงข้นึ
- อากาศทพ่ี ชื ผลติ ขึ้นจากกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง คอื แปง้
4. ใหน้ ักเรียนจับคู่ และแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นระหวา่ งคูข่ องตนเอง
5. ครูสุม่ ตัวแทน 5-6 คู่ ตอบคำถามและเสนอความคดิ เห็นของคูต่ นเองภายในห้องเรียน
ชั่วโมงที่ 2
ขั้นสอน
ขัน้ ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูถามคำถาม prior knowledge แล้วให้นักเรียนร่วมกันสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้
เพ่ิมเตมิ เชน่ อินเทอรเ์ นต็ หรอื หนงั สอื ชีววิทยาเลม่ 1 หน่วย 3 การสังเคราะหข์ องแสง เพ่ือตอบ
คำถามโดยมีแนวคำถามดงั น้ี
- นักวทิ ยาศาสตร์ได้ศึกษาคน้ คว้าเก่ียวกับกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงอย่างไร
(แนวตอบ: ทดลองปลูกต้นไม้ในสภาวะต่าง ๆ โดยศึกษาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากน้ำหนักของต้นไม้
การดำรงอยู่ได้ของสิ่งมีชีวิต เช่น หนู รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
เช่น น้ำ แสง)
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุม่ ออกเป็น 8 กลุ่ม จากนั้นส่งตัวแทนกลุ่มมาจับสลากหมายเลข 1-8 โดยแต่ละ
หมายเลขใหน้ กั เรียนแต่ละกลมุ่ ศกึ ษา ดังนี้
หมายเลข 1 ศึกษาการทดลองของ ฌอง แบบติสท์ แวน เฮลมองท์
(Jean Baptiste van Helmont)
หมายเลข 2 ศึกษาการทดลองของ โจเซฟ พริสต์ลยี ์
(Joseph Priestley)
หมายเลข 3 ศึกษาการทดลองของ แจน อนิ เก็น ฮูซ
(Jan IngenHousz)
หมายเลข 4 ศึกษาการทดลองของ นโิ คลาส ธโี อดอร์ เดอ โซซูร์
(Nicolas Theodore de Soussure)
หมายเลข 5 ศึกษาการทดลองของ จเู ลียส ซาส
(Julius Sachs)
หมายเลข 6 ศึกษาการทดลองของ แวน นีล
(Van Niel)
หมายเลข 7 ศึกษาการทดลองของ โรบนิ ฮลิ ล์
(Robin Hill)
หมายเลข 8 ศึกษาการทดลองของ แดเนยี ล อารน์ อน
(Daniel Arnon)
3. ครูกำหนดเวลาให้นักเรยี น 20 นาที จากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มบันทึกข้อมูลท่ีได้จากการสบื ค้น
ลงในกระดาษ A4 พร้อมนำเสนอขอ้ มูลในรูปแบบที่น่าสนใจหนา้ ชน้ั เรียน
ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ให้นักเรียนกลุ่มที่จับได้หมายเลข 1-4 ออกมานำเสนอข้อมูลตามสลากตามหมายเลขที่กลุ่มของ
ตนเองได้รับ โดยอาจนำเสนอในรูปของแผนผังมโนทัศน์ แผ่นพับ รายงาน หรือแสดงข้อมูลบน
แผน่ ฟวิ เจอรบ์ อรด์
5. ให้นักเรียนที่นั่งอยู่ภายในห้องเรียนเลือกการทดลองที่ตนเองสนใจ แล้วเขียนคำถามลงในสมุด
บันทึกของตนเอง อย่างน้อย 2 คำถาม โดยการทดลองที่นักเรียนสนใจอาจมีมากกว่า 2 การ
ทดลอง
6. ครูสมุ่ ตัวแทนนักเรยี นโดยจับสลากเรยี กเลขท่ีของนักเรียนประมาณ 10 คน
7. ให้ตวั แทนนกั เรยี นยนื ข้ึน แลว้ ระบวุ ่าตนเองสนใจการทดลองของนักวทิ ยาศาสตรท์ ่านใด จากน้ัน
อ่านคำถามของตนเอง
8. ครูสุ่มเรียกสมาชิกภายในกลุม่ ที่ศึกษาการทดลองที่ตัวแทนนักเรียนสนใจตอบคำถามและอธบิ าย
คำตอบใหเ้ พ่อื นฟัง
9. ครูพจิ ารณาและเพ่ิมเตมิ คำตอบของนักเรยี นใหส้ มบรู ณข์ ึ้น
ช่วั โมงที่ 3
ขั้นสอน
ขน้ั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ให้นักเรียนกล่มุ ทจ่ี ับไดห้ มายเลข 5-8 ออกมานำเสนอขอ้ มูลทแี่ ตล่ ะกลุ่มจบั สลากตามหมายเลขท่ี
กลุ่มของตนเองได้ศึกษา โดยอาจนำเสนอในรูปของผังมโนทัศน์ แผน่ พบั รายงาน หรือแสดงข้อมูล
บนแผน่ ฟวิ เจอร์บอรด์
2. ให้นักเรียนที่นั่งอยู่ภายในห้องเรียนเลือกการทดลองที่ตนเองสนใจ แล้วเขียนคำถามลงในสมุด
บันทึกของตนเอง อย่างน้อย 2 คำถาม โดยการทดลองที่นักเรียนสนใจอาจมีมากกว่า 2 การ
ทดลอง
3. ครสู ุ่มตวั แทนนกั เรยี นโดยจับสลากเรียกเลขท่ขี องนกั เรยี นประมาณ 10 คน
4. ให้ตัวแทนนกั เรยี นยนื ขึ้น แลว้ ระบวุ ่าตนเองสนใจการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตรท์ า่ นใด จากนน้ั
อา่ นคำถามของตนเอง
5. ครูสุ่มเรียกสมาชิกภายในกลุ่มที่ศึกษาการทดลองที่ตัวแทนนักเรียนสนใจตอบคำถามและอธิบาย
คำตอบใหเ้ พือ่ นฟัง
6. ครูพจิ ารณาและเพิ่มเตมิ คำตอบของนกั เรียนให้สมบรู ณ์ขึน้
ชั่วโมงท่ี 4
ขน้ั สอน
ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ตามความสมัครใจ กลุ่มละ 3-4 คน ทำใบงาน เรื่อง การทดลองการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง
2. ให้นักเรียนนักเรียนจับกลุ่มเดิม จากนั้นให้นักเรียนสืบค้นจากแหล่งการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ
ปฏิกิริยารีดอกซ์ (Redox reaction) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง โดยครูอาจ
เขียนคำศัพท์ต่อไปนี้บนกระดาน แล้วให้นักเรียนเขียนความหมายของคำศัพท์บนกระดานลงใน
สมุดบันทกึ
- Redox (ปฏกิ ิริยารีดอกซ์)
- Oxidation (ปฏกิ ิรยิ าออกซิเดชนั )
- Reduction (ปฏิกริ ยิ ารดี กั ชนั )
- ตวั Oxidize
- ตัว Reduce
3. ครูยกตัวอย่างปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับการทดลองการสังเคราะห์ด้วยแสง แล้วให้นักเรียนตอบ
คำถาม ตัวอย่างเชน่
3.1 Fe3++ e- →Fe2+ เปน็ ปฏกิ ริ ิยาชนดิ ใด และ Fe3+ เรยี กว่าอะไร
(แนวตอบ: Reduction เรียก Fe3+ ว่า ตัวออกซิไดซ์)
3.2 NADP++ H2O → NADPH + H+ + O2 เรียก NADP+และ H2O ว่าอะไร
(แนวตอบ: เรียก NADP+ ว่า ตัวออกซิไดซ์ และ H2O เปน็ ตัวรดี วิ ซ)์
ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. ครสู ุ่มตัวแทนกลุ่มให้ออกมานำเสนอใบงานหน้าช้ันเรียน
4. นักเรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการทำใบงานในประเดน็ ดังต่อไปนี้
1) นักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองการสังเคราะห์ของแสงที่ได้ข้อสรุปว่า “พืชทำให้อากาศเสย
เปลี่ยนเป็นอากาศดีได้สำเร็จก็ต่อเมื่อมีแสงและพืชเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารอินทรีย์ ”
คือแจน อินเก็น ฮูซ
2) ฌอง แบบตสิ ท์ แวน เฮลมองท์ได้ทำการทดลองการสังเคราะห์ด้วยแสงโดยการปลูกต้นหลวิ แล้ว
ไดข้ อ้ สรุปว่า “นำ้ หนักของต้นหลวิ ทเ่ี พม่ิ ขึ้นได้มาจากนำ้ เพียงอยา่ งเดยี ว”
ข้นั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
5. ให้นักเรียนทำแผ่นพับสรุปเกี่ยวกับการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับ
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
6. ใหน้ ักเรยี นสรปุ สาระสำคัญและเสนอความคิดเหน็ ว่าผลการทดลองของนกั วทิ ยาศาสตร์ในอดตี ที่
เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีส่วนสนับสนุนข้อเท็จ จริงของกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสงในปจั จบุ ันอยา่ งไร
7. ให้นักเรียนนำความรู้ทไ่ี ด้จากการศึกษาเนอ้ื หามาตอบคำถาม Topic Question ลงในสมุดบนั ทกึ
โดยมีแนวตอบ ดงั นี้
- จากการทดลองของ ฌอง แบบติสท์ แวน เฮลมองท์ (Jean Baptiste van Helmont) ทำไมต้อง
ปิดฝาเฉพาะเวลารดนำ้
(แนวตอบ: เพื่อควบคุมปริมาณดินไมใ่ ห้สูญหายโดยวิธีอืน่ ๆ เช่น ลมพัด สตั ว์คุย้ เข่ยี เปน็ ต้น หรือ
ป้องกนั ไมใ่ หใ้ บไม้ หรอื ส่งิ อ่ืนปะปนลงไปในดนิ เพอื่ ใหป้ รมิ าณดนิ คงท่ี ทำให้สรุปผลการทดลองได้
ถูกต้อง)
- การทดลองของนักวิทยาศาสตร์คนใดสามารถระบุได้ว่า แก๊สที่ทำให้เทียนไขดับส่งผลให้หนูตาย
และแกส๊ ท่ที ำให้หนตู ายสง่ ผลใหเ้ ทยี นไขดับคอื แกส๊ ชนดิ เดียวกัน และเป็นแกส๊ อะไร
(แนวตอบ: โจเซฟ พริสตล์ ีย์ (Joseph Priestley) ไดท้ ำการทดลองไว้วา่ แกส๊ ชนิดเดียวกนั ซ่งึ
เป็นแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2))
ขัน้ สรปุ
ขน้ั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 การสังเคราะหด์ ้วยแสง
2. ครถู ามคำถาม Topic Question เพือ่ ทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยมีแนวคำถามดังนี้
- สารอินทรีย์ที่สะสมในส่วนต่าง ๆ ของพืชมาจากไหน และเป็นสารชนิดใด สามารถตรวจสอบได้
อยา่ งไร
(แนวตอบ : มาจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ประเภทแป้ง สามารถ
ตรวจสอบโดยหยดสารละลายไอโอดีน)
- จากการทดลองของนกั วิทยาศาสตรห์ ลายท่านสามารถสรปุ ไดห้ รือไม่วา่ แสงเปน็ ปัจจยั สำคญั ตอ่
กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง
(แนวตอบ : ได้ เนื่องจากการทดลองของแจน อินเก็น ฮูซ (Jan IngenHousz) แสดงให้เห็นว่า
แสงเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช หากไม่มีแสง พืชไม่สามารถเปลี่ยน
อากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้ หรือทำให้หนูดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งสนับสนุนการทดลองของโจเซฟ
พริสต์ลีย์ (Joseph Priestley) และการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นต่อมาจนกระท่ัง
ปัจจบุ นั )
- แก๊สออกซเิ จนท่ไี ด้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขน้ึ มาจากสารตั้งต้นชนดิ ใด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : น้ำ เพราะการทดลองของแวน นีล (Van Niel) แสดงให้เห็นว่าออกซิเจน (Oxygen)
อะตอมของแกส๊ ออกซเิ จน เปน็ อะตอมเดียวกับออกซิเจนอะตอมของนำ้ )
- ในการทดลองของโรบนิ ฮิลล์ (Robin Hill) เกลอื เฟอรกิ (Fe3+) เปล่ยี นไปเป็นเกลอื เฟอรสั (Fe2+)
ได้อย่างไร
(แนวตอบ : ไดร้ ับไฮโดรเจนอะตอม (Hydrogen atom) ทีแ่ ตกตวั ออกมาจากโมเลกลุ ของนำ้ )
- ในการทดลองของโรบิน ฮิลล์ (Robin Hill) เกลือเฟอริก (Fe3+) ที่เติมลงไปในหลอดทดลองทำ
หนา้ ท่ีเหมือนกับสารใดในการทดลองของแดเนยี ล อารน์ อน (Daniel Arnon)
(แนวตอบ : NADP+ : Nicotinamide adenine dinucleotide phosphate (NADP) คือ นิโคติ
นาไมด์อะดีนีนไดนิวคลีโอไตด์ฟอสเฟต เป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นตัว รับไฮโดรเจน
ในกระบวนการสังเคราะหแ์ สงซึง่ เมื่อรับไฮโดรเจนแลว้ จะอยใู่ นรปู ของ NADPH2)
- จากการทดลองของเองเกลมัน (T.W. Engelmann) ไดข้ ้อสรุปวา่ อย่างไร
(แนวตอบ : คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เป็นสารสีที่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานแสง เพื่อใช้ในการ
สงั เคราะหอ์ าหาร โดยการทดลองแสดงให้เหน็ วา่ บริเวณท่มี แี บคทีเรียมารวมกลมุ่ คอื บรเิ วณท่มี ี
แกส๊ ออกซิเจน (Oxygen) ซ่งึ ได้จากการสังเคราะห์ดว้ ยแสง)
- จากการทดลองของแดเนยี ล (Daniel Arnon) สาร NADP+ ที่เติมลงไปมผี ลต่อการสรา้ ง ATP
(Adenosine triphosphate) และ O2 หรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : มีผลต่อการสร้างออกซิเจน (O2) แต่ไม่มีผลต่อการสังเคราะห์ ATP (Adenosine
Triphosphate))
- จากการทดลองของนักวทิ ยาศาสตร์ในอดตี ปจั จยั ใดบ้างที่มีผลตอ่ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพชื
(แนวตอบ : แสง นำ้ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ NADP+ และ ADP + P+)
3. ครตู รวจแบบฝึกหัดชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
4. ครปู ระเมนิ ชิ้นงาน เช่น แผน่ พับ รายงาน ผังสรปุ โดยใช้แบบประเมินชนิ้ งาน
5. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
6. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่ โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ
7. การวดั และประเมนิ ผล
รายการวดั วิธกี าร เครอ่ื งมือ เกณฑ์การประเมิน
7.1 การประเมินกอ่ น - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
เรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3
- แบบทดสอบก่อน สงั เคราะห์ดว้ ยแสง การสงั เคราะห์ด้วย
เรียน หน่วยการ แสง
เรียนรู้ท่ี 3 การ
สังเคราะหด์ ้วยแสง
7.2 ประเมนิ ระหว่าง
การจัดกจิ กรรม
การเรียนรู้
1) กิจกรรมนำสกู่ าร - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
รายบุคคล
เรยี น และแสดงความคดิ เหน็ - ระดบั คุณภาพ 2
- แบบประเมนิ ชนิ้ งาน ผา่ นเกณฑ์
- การตอบคำถาม - แบบฝกึ หัดชวี วทิ ยา
2) การค้นควา้ ที่ - ตรวจแผน่ พับสรุปเกี่ยวกบั ม. 5 เลม่ 1
เกีย่ วขอ้ งกับ การทดลองของ
กระบวนการ นักวิทยาศาสตร์ ในอดีตท่ี
สังเคราะห์ด้วยแสง เก่ยี วข้องกับกระบวนการ
สงั เคราะห์ด้วยแสง
รายการวัด วธิ กี าร เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมิน
- ตรวจแบบฝึกหดั ชวี วทิ ยา ม.
5 เลม่ 1
3) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมินการ - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์
- สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
4) พฤตกิ รรมการ การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
ทำงานรายบุคคล - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตความมวี ินัย - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
ทำงานกล่มุ ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมน่ั คณุ ลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อนั พึงประสงค์
6) คุณลกั ษณะ
อันพึงประสงค์
8. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
8.1 ส่ือการเรยี นรู้
1) หนังสอื เรียนชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 2 การสังเคราะห์ของแสง
2) แบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 การสังเคราะห์ของแสง
3) แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอื่ ง การสงั เคราะห์ด้วยแสง
4) จดหมายคำถาม Big question
8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งปฏิบัตกิ ารชีววทิ ยา
2) อนิ เทอร์เน็ต
บันทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพิม่ เติม รหัสวิชา ว30243
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 9 เร่อื ง การคน้ ควา้ ทเี่ กยี่ วข้องกับกระบวนการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง เวลา 3 ชั่วโมง
1. ผลการจัดการเรียนรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................. .................................................................................................. ...............
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
..................................................................................................................................... .........................................
............................................................................................................. .................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................... ........................................................................................... ..............
............................................................................................................................. .................................................
ลงชือ่ .....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดารนิ คาดสนิท)
………/………../…….....
แผนการจดั การเรียนรู้
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วิทยาเพิม่ เติม รหสั วิชา ว30243
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 เรื่อง การสงั เคราะห์ด้วยแสง ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 5
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 10 เรอ่ื ง โครงสร้างคลอโรพลาสต์ เวลา 3 ช่ัวโมง
ผู้สอน นางสาวดาริน คาดสนิท โรงเรยี นบา้ นแพงพิทยาคม
1. ผลการเรียนรู้
อธบิ ายขน้ั ตอนท่ีเกดิ ข้ึนในกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื C3
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายข้นั ตอนท่ีเกิดขึ้นในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื ได้ (K)
2. วิเคราะหผ์ ลติ ภณั ฑท์ ่ีไดใ้ นแตล่ ะขัน้ ตอนของกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงได้ (P)
3. ใฝร่ แู้ ละรบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ที่ท่ไี ด้รบั มอบหมาย (A)
3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรูท้ ้องถน่ิ
พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมี 2 ขั้นตอนคือ
ปฏกิ ิรยิ าแสง และการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์
- ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็น
พลังงานเคมี โดยแสงออกซิไดซ์โมเลกุลสารสีที่ไทลา
คอยด์ของคลอโรพลาสต์ ทำให้เกิดการถ่ายทอด
อิเล็กตรอน ได้ผลิตภัณฑ์เป็น ATP และ NADPH+ H+
ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์
- การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดในสโตรมา โดยใช้
RuBP และเอนไซม์รูบิสโก ได้สารท่ีประกอบด้วย
คาร์บอน 3 อะตอม คือ PGA โดยใช้ ATP และ
NADPH ที่ได้จากปฏิกิริยาแสงไปรีดิวซ์สารประกอบ
คาร์บอน 3 อะตอม ได้เป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 3
อะตอม คือ PGAL ซึ่งส่วน หนึ่งจะถูกนำไปสร้าง
RuBP กลับคืนเป็นวัฏจักรโดยพืช C3 จะมีการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์ด้วยวัฏจกั รคัลวินเพยี งอย่างเดียว
4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
คลอโรพลาสต์สว่ นใหญม่ รี ูปร่างกลมรี มคี วามยาวประมาณ 5 ไมโครเมตร กว้าง 2 ไมโครเมตร หนา
1-2 ไมโครเมตร พบมากในเซลล์ของใบ ซึ่งแต่ละเซลล์ของพืชจะมีจำนวนคลอโรพลาสต์แตกต่างกัน ทั้งน้ี
ขึน้ อยู่กบั ชนดิ ของเซลล์และชนิดของพืช
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี นและคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ยั
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. ม่งุ ม่นั ในการทำงาน
1) ทกั ษะการระบุ
2) ทักษะการเชอ่ื มโยง
3) ทกั ษะการรวบรวมข้อมลู
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ช่วั โมงท่ี 1
ขน้ั นำ
ขน้ั ที่ 1กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. ครูเปดิ ส่ือวีดทิ ศั น์ เรอ่ื ง ปฏิกริ ยิ าแสง (Light Reaction) เพ่อื กระต้นุ ความสนใจของนักเรียน
2. หลงั จากดวู ดี ิทัศน์ ใหน้ ักเรียนเขยี นคำถามท่ีตนเองสงสยั 1 คำถาม และลงชอ่ื ท่ีมุมกระดาษ จากน้ัน
พับกระดาษให้เป็นสลาก แลว้ รวบรวมสง่ มาใหค้ รูประจำช้นั เพือ่ ทำกิจกรรม ดังน้ี
- ครสู มุ่ หยิบสลากขึน้ มา 1 คำถาม แลว้ ใหเ้ จา้ ของคำถามออกมาเขยี นคำถามบนกระดาน
- ครสู ุ่มนักเรียนอกี หน่ึงคน ตอบคำถามบนกระดาน
- ครูส่มุ หยิบสลากคำถามตอ่ ไป แต่ใหเ้ จ้าของคำถามคนกอ่ นหน้าเป็นฝ่ายตอบคำถาม
- ครสู มุ่ หยิบสลากไปอีกประมาณ 4-5 สลาก
3. ใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ คำถามลงในสมุดบนั ทกึ และคำตอบของเพื่อนลงในสมดุ บันทกึ
4. ครูสุ่มเลขที่ตามวันที่สอน แล้วให้นักเรียนลุกขึ้นตอบคำถาม Prior knowledge เพื่อกระตุ้นความ
สนใจของนกั เรยี นกอ่ นเริ่มบทเรยี น โดยมแี นวคำถามดังน้ี
- กลไกการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื เปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ: กลไกการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสงเพื่อ
เปลี่ยนพลังงานแสงให้กลายเป็นพลังงานเคมี และกระบวนการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
จากบรรยากาศ โดยใช้พลังงานเคมเี ปล่ียนสารตงั้ ต้นให้เปน็ ผลิตภัณฑ์)
ข้นั สอน
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาเรื่อง โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ในหนังสือเรียน
ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ใหน้ ักเรียนแบ่งกลุ่มตามความสมคั รใจ กลุ่มละ 4-5 คน ทำใบงานเรอ่ื ง โครงสร้างและหน้าที่ของ
คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ตอนท่ี 1
ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. ให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนกลุ่มออกมานำเสนอใบงานเรือ่ ง โครงสร้างและหนา้ ที่ของ
คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ตอนท่ี 1 หน้าช้นั เรยี น
4. นักเรียนและครรู ่วมกนั อภปิ รายผลจากการทำใบงาน โดยใชค้ ำถาม ดังนี้
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีเยอ่ื หมุ้ กีช่ ้นั
(แนวตอบ: มี 2 ชั้น คือเยื่อหุ้มชั้นนอก (Outer membrane) และเยื่อหุ้มชั้นใน (Inner
membrane))
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) สว่ นมากพบมากท่ีส่วนประกอบใดของพืช
(แนวตอบ: ใบ (Leaf))
- ปฏิกริ ยิ าแสงเกิดข้ึนทีบ่ รเิ วณใดในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
(แนวตอบ: เย่ือห้มุ ไทลาคอยด์ (Thylakoid))
- การตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) เกดิ ข้นึ ทบ่ี รเิ วณใดในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
(แนวตอบ: สโตรมา (Stroma))
ช่ัวโมงท่ี 2
ขัน้ สอน
ขัน้ ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูใหน้ กั เรยี นศกึ ษากราฟการดูดกลนื แสงของใบพืชตวั อย่าง ในหนังสือเรยี นชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
2. ครูเขยี นคำถามต่อไปนี้ บนกระดาน แล้วให้นักเรยี นสบื คน้ ข้อมลู แล้วตอบคำถามลงในสมดุ บนั ทกึ
- สารสีทีส่ กัดไดจ้ ากใบพชื ได้แก่อะไรบา้ ง
(แนวตอบ: คลอโรฟิลล์เอ (Chlorophyll A) คลอโรฟิลล์บี (Chlorophyll B) แคโรทีนอยด์
(Carotenoids))
- อตั ราการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงเกิดขึน้ มากในชว่ งความยาวคลนื่ เท่าใด
(แนวตอบ: ประมาณชว่ งความยาวคล่นื 400-500 และช่วง 600-700 นาโนเมตร)
3. ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพื่อศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มสารสีที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาแสงทั้งในพืชและ
สง่ิ มชี ีวิตอนื่ จากแหล่งการเรยี นรู้ เช่น อินเทอร์เนต็ ห้องสมดุ หนงั สือเรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
ขน้ั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
4. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนยกตัวอย่างสารสีที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงที่พบทั้งในพืชและสิ่งมีชีวติ
อื่น โดยแต่ละคำตอบต้องไม่ซ้ำกัน จากนั้นให้นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เพื่อศึกษาเนื้อหา
ดังน้ี
- กลุ่มท่ี 1 คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)
- กลุ่มท่ี 2 แคโรทนี อยด์ (Carotenoids)
- กลุ่มที่ 3 ไฟโคบิลนิ (Phycobilin)
- กลมุ่ ที่ 4 แบคเทอรโิ อคลอโรฟิลล์ (Bacteriochlorophyll)
5. ให้ทง้ั 4 กลุม่ ตงั้ คำถามมาอยา่ งน้อย 5 คำถาม
- กลุ่มที่ 1 ตั้งคำถามเกี่ยวกับสารสีแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) แล้วให้กลุ่มที่ 2 ร่วมกันระดม
ความคิด อธิบายคำตอบ
- กลุ่มที่ 2 ตั้งคำถามเกี่ยวกับสารสีไฟโคบิลิน (Phycobilin) แล้วให้กลุ่มที่ 3 ร่วมกันระดมความคิด
อธบิ ายคำตอบ
- กลมุ่ ท่ี 3 ตง้ั คำถามเกยี่ วกับสารสีแบคเทอรโิ อคลอโรฟิลล์ (Bacteriochlorophyll) แลว้ ให้กลุ่มท่ี 4
รว่ มกนั ระดมความคิดอธบิ ายคำตอบ
- กลุ่มท่ี 4 ตั้งคำถามเก่ียวกับสารสีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) แลว้ ให้กลมุ่ ที่ 1 ร่วมกันระดมความคิด
อธบิ ายคำตอบ
5. นักเรียนและครรู ่วมกันเฉลยคำตอบที่ถกู ตอ้ ง
6. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับสารสี ได้แก่ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) แคโรทีนอยด์
(Carotenoids) ไฟโคบลิ ิน (Phycobilin) และ แบคเทอริโอคลอโรฟิลล์ (Bacteriochlorophyll)
ชว่ั โมงที่ 3
ขั้นสอน
ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นักเรียนจับกลุม่ 5-6 คน ทำกิจกรรม ความสามารถในการดดู กลนื แสงของสารสีชนิดต่าง ๆ จาก
หนังสอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ให้สมาชิกภายในกลุ่มแบ่งภาระหน้าที่รับผิดชอบ โดยสมาชิกในกลุ่มมีบทบาทและหน้าที่ของตนเอง
ดงั นี้
- สมาชิกคนท่ี 1 : ทำหน้าที่เตรียมวัสดุอุปกรณ์ของกจิ กรรมความสามารถในการดูดกลนื แสงของ สาร
สชี นดิ ต่าง ๆ
- สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหน้าท่ีอ่านวธิ กี ารทำกจิ กรรม และนำมาอธิบายใหส้ มาชกิ ภายในกลุ่มฟงั
- สมาชกิ คนที่ 3 และ 4 : ทำหนา้ ที่บันทึกผลการทำกจิ กรรม
- สมาชิกคนท่ี 5 และ 6 : ทำหนา้ ทน่ี ำเสนอผลทไี่ ดจ้ ากการทำกิจกรรม
3. ในระหว่างการทำกิจกรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขั้นตอนการทดลองที่ตนเองสงสัย เช่น
เพราะเหตุใดจึงต้องเติมแอลกอฮอล์ และปิโตรเลียมอีเทอร์ แล้วให้สมาชิกร่วมกันสืบค้นจาก
แหล่งข้อมูลเพ่ือตอบคำถาม
ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายในกลุ่มตั้งคำถาม และนำเสนอผลจากการสืบค้นคำตอบ
5. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นักเรยี น
6. นกั เรยี นและครรู ่วมกันเพม่ิ เตมิ ขอ้ มูล หากขอ้ มูลท่นี ักเรยี นออกมานำเสนอยังไม่สมบรู ณ์
7. นกั เรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการทำกิจกรรม
9. ครถู ามคำถามท้ายกิจกรรม โดยใหน้ ักเรียนร่วมกนั ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม โดยมแี นวคำถาม ดังนี้
- เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ้ งสกัดสารสจี ากใบไม้และผักตา่ ง ๆ ออกมากอ่ นที่จะนำไปทดสอบการดูดกลืนแสง
(แนวตอบ: เพอ่ื ให้สารสีอยูใ่ นสภาพสารละลาย)
- ใบไมแ้ ละผกั ต่าง ๆ มีสารสเี หมือนหรอื แตกตา่ งกัน อย่างไร
(แนวตอบ: มสี ารสีเหมือนกัน แตแ่ ตกตา่ งกันทป่ี ริมาณ ซง่ึ มีมากหรือนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั พืชแต่ละชนิด)
10. ให้นักเรียนศึกษา เรื่อง โครงสร้างสารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ในกรอบ Biology Focus เพื่อให้
นกั เรยี นเขา้ ใจถึงหลักการการสกัดสารสีคลอโรฟิลล์มากข้นึ
11. ครูถามคำถามทบทวนความรู้ เรื่อง โครงสร้างของเยื่อหุ้มไทลาคอยด์ (Thylakoid) ก่อนเริ่มเข้าสู่
หวั ขอ้ ถัดไป ดงั น้ี
- เยื่อหุม้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid) เปน็ ส่วนที่กนั ระหวา่ งอะไร
(แนวตอบ: สโตรมา (Stroma) กบั ลเู มน (Lumen))
- กลมุ่ โปรตนี ทีจ่ ัดเรยี งอยบู่ นเยื่อหมุ้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid) ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
(แนวตอบ: ระบบแสง I ระบบแสง II และไซโทโครมคอมเพล็กซ์ (Cytochrome complex))
- ระบบแสง I รบั พลงั งานแสงข้นั ต่ำที่สดุ เท่าใด
(แนวตอบ: 700 นาโนเมตร)
- ระบบแสง II รบั พลงั งานแสงข้ันตำ่ ทส่ี ดุ เท่าใด
(แนวตอบ: 680 นาโนเมตร)
- ไซโทโครมคอมเพล็กซ์ (Cytochrome complex) ทำหนา้ ที่อะไร
(แนวตอบ: ส่งผา่ นอเิ ล็กตรอน)
ขัน้ ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
12. ใหน้ กั เรียนทำใบงาน เร่ือง โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องคลอโรพลาสต์ ในตอนที่ 2
13. ให้นกั เรียนทำแบบฝกึ หัดชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
14. ครูถามคำถาม H.O.T.S. แล้วให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาบทเรียนในหัวข้อนี้มาตอบ
คำถาม ลงในสมดุ โดยมีแนวคำถามดังน้ี
- สารสีมีบทบาทในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอย่างไร หากไม่มีสารสีจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อ
กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
(แนวตอบ : ช่วยในการดูดกลืนแสงส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดอิเล็กตรอนเป็นลำดับ ซึ่งการเคลื่อนท่ี
ของอิเลก็ ตรอนก่อให้เกิดพลังงานเคมี หากไมม่ สี ารสี พชื จะไมส่ ามารถดดู กลืนแสงและผลิตพลังงาน
เคมี เพ่ือใชใ้ นกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงหรอื ผลิตอาหารได้)
ขนั้ สรปุ
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจแบบฝึกหัดในแบบฝกึ ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ครตู รวจใบงานเรื่อง โครงสร้างและหน้าท่ีของคลอโรพลาสต์
3. ครปู ระเมินชนิ้ งาน เชน่ ผงั มโนทัศน์ แผน่ พับ รายงาน และป้ายนิเทศ โดยใชแ้ บบประเมินชนิ้ งาน
4. ครูประเมนิ การปฏิบัตกิ ารจากการทำกจิ กรรม โดยใชแ้ บบประเมนิ การปฏบิ ตั กิ าร
5. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ
7. การวัดและประเมินผล
รายการวดั วิธกี าร เครื่องมอื เกณฑ์การประเมนิ
7.1 ประเมนิ ระหว่าง - สงั เกตจากการตอบคำถามและ - แบบสงั เกตพฤติกรรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจัดกจิ กรรม แสดงความคิดเห็น รายบุคคล - ระดบั คุณภาพ 2
การเรียนรู้
1) กจิ กรรมนำสู่การ - ตรวจใบงานเรือ่ ง - ใบงานเรื่อง ผา่ นเกณฑ์
เรยี น โครงสรา้ งและหน้าท่ีของ โครงสรา้ งและหน้าท่ี
- การตอบคำถาม คลอโรพลาสต์ ของคลอโรพลาสต์
2) โครงสร้างคลอโร - ตรวจชนิ้ งานสรปุ เรอ่ื ง
พลาสต์ โครงสร้างคลอโรพลาสต์ - แบบประเมนิ ชนิ้ งาน
3) การนำเสนอผลการ - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ทำกิจกรรม ผลทำกิจกรรม นำเสนอผลทำกิจกรรม ผ่านเกณฑ์
4) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
5) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทำงานกลมุ่ การทำงานรายบคุ คล การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
6) คุณลักษณะ - สงั เกตความมวี นิ ัย - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพ 2
อนั พึงประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งม่นั คณุ ลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อนั พงึ ประสงค์
8. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
8.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 การสังเคราะห์ของแสง
2) แบบฝึกหดั ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 การสงั เคราะห์ของแสง
3) ใบงานเรื่อง โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
4) วสั ดอุ ปุ กรณ์ของกจิ กรรมความสามารถในการดดู กลืนแสงของสารสีชนดิ ต่าง ๆ
5) วีดิทัศน์ เรอ่ื ง ปฏิกริ ิยาแสง (Light Reaction)
จาก https://www.youtube.com/watch?v=tzKEnpCJlcU
8.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องปฏิบัติการชวี วทิ ยา
2) อินเทอร์เนต็
ใบงาน
เรือ่ ง โครงสร้างและหน้าท่ีของคลอโรพลาสต์
ตอนที่ 1 โครงสร้างคลอโรพลาสต์
คำชแ้ี จง : พิจารณาภาพโครงสรา้ งของคลอโรพลาสต์ แลว้ เตมิ คำตอบลงในตาราง
3 4
12
56 78
1. ___________________ 5. ___________________
2. ___________________ 6. ___________________
3. ___________________ 7. ___________________
4. ___________________ 8. ___________________
ตอนที่ 2 สารสใี นสิง่ มีชวี ิต
คำช้แี จง : จงเตมิ เคร่ืองหมาย + และ - ลงในตารางทีก่ ำหนดให้ หากส่งิ มชี ีวติ ชนดิ น้นั มสี ารสีเปน็ องคป์ ระกอบ
ใหเ้ ตมิ เคร่ืองหมาย + หากไม่มีใหเ้ ติมเครอ่ื งหมาย -
สารสที พี่ บในส่งิ มชี ีวติ ชนิดต่าง ๆ
สง่ิ มีชีวติ คลอโรฟลิ ล์ แคโรทนี อยด์ ไฟโคบิลิน แบคเทอรโิ อคลอโรฟลิ ล์
ABCD A B CD
มอส
สาหรา่ ยสีเขยี ว
สารหร่ายสแี ดง
ไซยาโนแบคทีเรยี
กรนี แบคทีเรยี
ใบงาน เฉลย
เร่ือง โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องคลอโรพลาสต์
ตอนท่ี 1 โครงสรา้ งคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
คำช้ีแจง : พจิ ารณาภาพโครงสร้างของคลอโรพลาสต์ แล้วเตมิ คำตอบลงในตาราง
3 4
12
56 78
1. เย่อื หุ้มชั้นนอก (Outer membrane)
2. เย่อื หุ้มชั้นใน (Inner membrane)
3. ช่องว่างระหวา่ งเยื่อหุ้มชัน้ นอกและช้ันใน
4. สโตรมา (Stroma)
5. กรานมุ (Granum)
6. ไทลาคอยด์ (Thylakoid)
7. สโตรมาลาเมลลา (Stroma lamella)
8. ลเู มน (Lumen)
183
ตอนท่ี 2 สารสใี นส่ิงมีชวี ิต เฉลย
คำช้แี จง : จงเตมิ เครื่องหมาย + และ - ลงในตารางท่กี ำหนดให้ หากส่งิ มีชวี ิตชนดิ นน้ั มีสารสีเป็นองค์ประกอบ
ให้เติมเครื่องหมาย + หากไม่มีให้เตมิ เครื่องหมาย -
สารสีท่ีพบในสิง่ มชี ีวิตชนดิ ต่าง ๆ
สง่ิ มชี ีวิต คลอโรฟิลล์ แคโรทนี อยด์ ไฟโคบิลนิ แบคเทอริโอคลอโรฟิลล์
ABCD ABCD
มอส ++- - + - ----
พชื ดอก ++- - + - ----
สาหรา่ ยสีเขยี ว + + - - + - ----
สารหรา่ ยสีแดง + - - - + + ----
ไซยาโนแบคทีเรยี + - - + + + ----
กรีนแบคทีเรยี - - - - + - + - +/- +/-
แบบประเมนิ ช้ินงาน
คำชแี้ จง : ให้ผู้สอนประเมินชิน้ งานตามรายการทก่ี ำหนดแลว้ ขดี ✓ ลงในช่องทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
ลำดบั ที่ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
4321
1 ความถกู ต้องของช้ินงาน
2 การจดั รูปแบบช้ินงาน
3 ความตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงชอื่ ................................................... ผปู้ ระเมนิ
................./................/................
เกณฑ์การประเมนิ ชน้ิ งาน
รายการประเมิน ระดบั คะแนน
32
4 1
1. ความถูกตอ้ งของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไมถ่ กู ต้อง และ
ชน้ิ งาน ครบทุกหวั ข้อ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่
ใหญ่ บางส่วน กำหนด
2. การจดั รูปแบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ช้นิ งาน
ความคิดสร้างสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไมม่ คี วามนา่ สนใจ
มีความน่าสนใจ ใหญ่ บางส่วน
3. ความตรงตอ่ เวลา ส่งช้ินงานภายในเวลาที่ สง่ ชิ้นงานชา้ กว่าเวลาที่ ส่งชน้ิ งานชา้ กว่าเวลาที่ ส่งชิ้นงานชา้ กวา่ เวลา
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ทีก่ ำหนด 3 วันขึน้ ไป
เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรบั ปรงุ
แบบประเมินการปฏบิ ตั ิการ
คำชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนประเมินการปฏิบตั กิ ารของนกั เรยี นตามรายการทก่ี ำหนดแลว้ ขีด ✓ลงในช่องท่ีตรงกบั ระดับคะแนน
ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 1
432
1 การปฏิบัตกิ ารทดลอง
2 ความคล่องแคล่วขณะปฏิบตั กิ าร
3 การนำเสนอ
รวม
ลงชอ่ื ................................................... ผปู้ ระเมิน
................./................../..................
เกณฑ์การประเมินการปฏิบตั ิการ
ประเด็นท่ปี ระเมนิ 4 ระดบั คะแนน 2 1
3
1. การปฏิบัติการ ทำตามทดลองตามขั้นตอน ทำตามทดลองตามขั้นตอน ต้องให้ความช่วยเหลือบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลอื อย่าง
ทดลอง และใชอ้ ปุ กรณไ์ ด้อยา่ งถกู ตอ้ ง และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ในการทำการทดลอง และ มากในการทำการทดลอง
ถูกต้อง แต่อาจต้องได้รับ การใช้อปุ กรณ์ และการใช้อปุ กรณ์
คำแนะนำบา้ ง
2. ความคล่องแคล่ว มีความคล่องแคล่วในการทำ มีความคล่องแคล่วในการ ข า ด ค ว า ม ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว ทำการทดลองเสร็จไม่
ขณะปฏบิ ัติการ การทดลองโดยไมต่ อ้ งได้รับคำ ทำการทดลองแต่ต้องได้รับ ในขณะการทำการทดลอง ทันเวลา และทำอุปกรณ์
ชแ้ี นะ และทำการทดลองเสรจ็ คำแนะนำบ้าง และทำการ จึงทำการทดลองเสร็จไม่ เสยี หาย
ทันเวลา ทดลองเสรจ็ ทนั เวลา ทนั เวลา
3. การบันทึก สรุป บนั ทึกและสรุปผลการทดลอง บันทึกและสรุปผลการ ต้องให้คำแนะนำในการ ต้องให้ความช่วยเหลืออย่าง
และการนำเสนอ ไดถ้ ูกตอ้ ง รัดกมุ นำเสนอผล ทดลองได้ถูกต้อง แต่การ บันทึก สรุป และนำเสนอ มากในการบันทึกสรุป และ
ผลการทดลอง การทดลองเปน็ ขั้นตอนชดั เจน นำเสนอผลการทดลองยงั ไม่ ผลการทดลอง นำเสนอผลการทดลอง
เปน็ ขั้นตอน
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
11-12 ดมี าก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ต่ำกวา่ 6 ปรับปรงุ
บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววทิ ยาเพิ่มเติม รหัสวิชา ว30243
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 เรอ่ื ง การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรอื่ ง โครงสร้างคลอโรพลาสต์ เวลา 3 ชั่วโมง
1. ผลการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปญั หาและอุปสรรค
................................................ ..................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชื่อ.....................................................ผู้สอน
(นางสาวดาริน คาดสนิท)
………/………../…….....
แผนการจัดการเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพม่ิ เตมิ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เร่ือง การสังเคราะห์ด้วยแสง เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 11 เรื่อง กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง โรงเรียนบา้ นแพงพทิ ยาคม
ผ้สู อน นางสาวดารนิ คาดสนิท
1. ผลการเรียนรู้
อธิบายขั้นตอนทีเ่ กดิ ข้นึ ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื C3
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายโครงสรา้ งของใบพชื C3 และ C4 ได้ (K)
2. เปรียบเทยี บกลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ (P)
3. ตระหนักถงึ คณุ ค่าของการใช้จากลำต้นของพชื (A)
3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้ทู ้องถิ่น
พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมี 2 ขั้นตอน คือ
ปฏิกิรยิ าแสง และการตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์
- ปฏิกิริยาแสงเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนพลังงานแสงเป็น
พลังงานเคมี โดยแสงออกซิไดซ์โมเลกุลสารสีที่ไทลา
คอยด์ของคลอโรพลาสต์ ทำให้เกิดการถ่ายทอด
อิเล็กตรอน ได้ผลิตภัณฑ์เป็น ATP และ NADPH+ H+
ในสโตรมาของคลอโรพลาสต์
- การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดในสโตรมา โดยใช้
RuBP และเอนไซม์รูบิสโก ได้สารที่ประกอบด้วย
คาร์บอน 3 อะตอม คือ PGA โดยใช้ ATP และ
NADPH ที่ได้จากปฏิกิริยาแสงไปรีดิวซ์สารประกอบ
คาร์บอน 3 อะตอม ได้เป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 3
อะตอม คอื PGAL ซงึ่ ส่วนหน่งึ จะถูกนำไปสร้าง RuBP
กลับคืนเป็นวัฏจักรโดยพืช C3 จะมีการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์ด้วยวฏั จกั รคลั วนิ เพยี งอย่างเดียว
4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
พืชต้องการแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็นวัตถุดิบในกระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง โดยมีครอ
โรพลาสต์เป็นออแกเนลล์สำคัญพบในทุกเซลล์ของอวัยวะพืชที่มีสีเขียว กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพืชสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง (Light reaction) และการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซด์
5.สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มวี นิ ัย
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
1) ทักษะการสังเกต
2) ทักษะการระบุ
3) ทกั ษะการเชอ่ื มโยง
4) ทกั ษะการวิเคราะห์
5) ทักษะการเปรยี บเทียบ
6) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มลู
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต
6. กิจกรรมการเรียนรู้
แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ชั่วโมงท่ี 1
ข้นั นำ
ขั้นที่ 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยการทบทวนความรู้เดิม เรื่อง โครงสร้างครอโรพลาสต์
จากน้ันนำการสุ่มเลขท่ีนักเรยี น จำนวน 2-3 คน เพ่ือตอบคำถาม โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) มีเยอื่ หมุ้ กีช่ ้นั
(แนวตอบ: มี 2 ชั้น คือ เยื่อหุ้มชั้นใน (Inner membrane) และเยื่อหุ้มชั้นนอก (Outer
Membrane))
- คลอโรพลาสต์ (Chloroplast) ส่วนมากพบมากท่สี ว่ นประกอบใดของพืช
(แนวตอบ: ใบ (Leaf))
- ปฏกิ ริ ยิ าแสง (Light reaction) เกิดขน้ึ ทีบ่ รเิ วณใดในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
(แนวตอบ: เย่อื หุม้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid))
- การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxidefixation) เกิดขึ้นที่บริเวณใดในคลอโรพลาสต์
(Chloroplast)
(แนวตอบ: สโตรมา (Stroma))
2. ให้นักเรียนแบง่ กลุ่มออกเป็น 4 กลุม่ โดยครใู ห้นักเรยี นนับเลข 1-4 เรยี งตอ่ กนั
- นกั เรียนที่นบั ไดห้ มายเลข 1 คอื กลมุ่ ท่ี 1
- นักเรยี นทน่ี ับไดห้ มายเลข 2 คือ กลมุ่ ที่ 2
- นักเรียนทนี่ บั ไดห้ มายเลข 3 คอื กลมุ่ ท่ี 3
- นกั เรียนทีน่ ับได้หมายเลข 4 คอื กลมุ่ ที่ 4
ข้นั สอน
ข้นั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ให้นกั เรียนรวมกลุ่มของตนเอง รว่ มกนั สืบคน้ ข้อมลู เก่ียวกับปฏิกริ ิยาแสง เพอื่ ตอบคำถามดงั นี้
- ใหก้ ลมุ่ ท่ี 1 ตอบคำถาม : แอนเทนนา (Antenna) คอื อะไร มีหนา้ ทสี่ ำคัญอยา่ งไร
(แนวตอบ: กล่มุ ของสารสี ทำหนา้ ที่รับและส่งพลังงานแสง)
- ใหก้ ลมุ่ ท่ี 2 ตอบคำถาม : จงอธิบายการสง่ ต่ออิเลก็ ตรอนของโมเลกลุ สารสไี ปยงั โมเลกลุ พเิ ศษ
(แนวตอบ: เมื่อแสงมากระทบกับโมเลกุลของสารสี สารสีจะดูดกลืนแสงส่งผลให้อิเล็กตรอน
เคลื่อนที่จากสถานะพื้นไปยังสถานะกระตุ้น ส่งผลให้โมเลกุลสารสีที่อยู่ข้างเคียงเกิดการส่งต่อ
อิเลก็ ตรอนตอ่ เนอ่ื งไปยังโมเลกุลสารสีพิเศษ)
- ใหก้ ลุ่มที่ 3 ตอบคำถาม : สารสีมีบทในกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงอยา่ งไร
(แนวตอบ: สารสที ำหน้าท่ีดูดกลนื แสง ซงึ่ สำคญั ตอ่ การเกิดปฏกิ ริ ยิ าแสง (Light reaction))
- ให้กลุ่มที่ 4 ตอบคำถาม : หากไม่มีสารสจี ะส่งผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอยา่ งไร
(แนวตอบ: ไม่มีพลังงานเคมีท่ีใช้กระตุน้ กระบวนการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ทำให้
พืชไม่สามารถผลิตพลงั งานได้)
2. ให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระดับของอิเล็กตรอนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
พลงั งาน จากหนังสือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
3. ครแู จกใบงานเร่ือง ปฏิกิรยิ าแสง ให้นกั เรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกนั สบื ค้นขอ้ มูลเพ่ือทำใบงาน
4. ครมู อบหมายให้นักเรียนทุกกลุ่มทำใบงาน โดยให้แต่ละกลมุ่ ศกึ ษาหัวขอ้ ดงั น้ี
- ใหก้ ลุม่ ท่ี 1 และ 2 ศึกษา เรอื่ ง การถา่ ยทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เป็นวฏั จักร
- ใหก้ ลมุ่ ที่ 3 และ 4 ศึกษา เรอ่ื ง การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเปน็ วฏั จักร
5. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาสารประกอบโปรตีนเชิงซ้อนซึ่งทำหน้าที่รับส่งอิเล็กตรอน แล้ว
รว่ มกันสรปุ ลงในสมดุ บนั ทกึ