The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by darinkhatsanit, 2021-06-21 06:12:02

แผนการจัดการเรียนรู้ 2564

ilovepdf_merged

6. ครนู ำรูปภาพ หรอื เปิดภาพจาก PowerPoint Presentation เรือ่ ง โปรตีนท่ีเรียงตัวอยู่บนเย่ือหุ้ม
ไทลาคอยด์ (Thylakoid) ตามภาพตวั อยา่ ง ดังนี้

ขัน้ ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
7. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียน 6 คน ตอบคำถามชื่อโปรตีนหมายเลข 1-6 ซึ่งจัดเรียงตัวอยู่บนเยื่อหุ้ม
ไทลาคอยด์ (Thylakoid)
8. หลังจากตอบคำถามบนกระดาน ครูให้ตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอใบงานที่ 2.3.3 เรื่อง ปฏิกิริยา
แสง
9. นกั เรียนและครูร่วมกันอภปิ รายผลจากการทำกิจกรรมและการทำใบงานภายในห้องเรยี น

10. ครสู ่มุ เรียกนักเรียน 3-4 คน ออกมาสรปุ ข้นั ตอนการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนแบบไม่เป็นวฏั จกั ร
11. ครสู ุม่ เรียกนักเรยี น 3-4 คน ออกมาสรปุ ขน้ั ตอนการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนแบบเปน็ วัฏจักร
12. ครูถามคำถามเพอ่ื ทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ดังนี้

- ผลิตภณั ฑ์ท่ไี ด้จากขน้ั ตอนการถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนแบบไม่เป็นวัฏจักรคืออะไร
(แ น ว ต อ บ : NADPH (Nicotinamide adenine dinucleotide phosphate) แ ล ะ ATP
(Adenosine triphosphate))

- ผลติ ภัณฑท์ ่ไี ด้จากข้ันตอนการถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบเป็นวฏั จกั รคืออะไร
(แนวตอบ: ATP (Adenosine triphosphate))

- โปรตีนตวั รับอเิ ล็กตรอนชนิดใดมีผลต่อรปู แบบการถา่ ยทอดอิเล็กตรอนในปฏกิ ริ ิยาแสง
(แนวตอบ: เฟอริดอกซนิ (Ferredoxin))

- โปรตีนตัวรบั อเิ ล็กตรอนชนดิ ใดทำหนา้ ที่สงั เคราะหพ์ ลังงาน ATP
(แนวตอบ: ไซโทโครมคอมเพล็กซ์ (Cytochrome complex))

13. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม ตามความสมัครใจ จากนั้นครูให้นักเรียนแต่ละทีมร่วมกัน
แข่งขนั ตอบคำถามโดยมกี ตกิ าในการเล่น ดงั นี้

- ครอู า่ นคำถามเพยี งคร้งั เดียว โดยคำถามมีจำนวน 8 ขอ้
- กลุ่มใดยกมอื กอ่ นมสี ิทธิ์ตอบคำถาม

- หากตอบถูกไดข้ ้อละ 5 คะแนน หากตอบผดิ จะถกู หัก 3 คะแนน
- 40 คะแนน จะถูกหารเหลือ 20 คะแนนเพ่อื เป็นคะแนนเกบ็
14. ครูเริม่ ถามคำถาม ดังน้ี
- โฟโตเรสไพเรชนั (Photorespiration) เกิดข้ึนในระบบแสงใด

(แนวตอบ: ระบบแสง II (PSII))
- โฟโตออกซิเดชนั (Photooxidation) คืออะไร

(แนวตอบ: ปฏกิ ิรยิ าที่เกดิ ข้ึนจากพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ไปกระตุ้นโมเลกลุ ของคลอโรฟิลล์เอ
(Chlorophyll A) ส่งผลใหเ้ กิดการถา่ ยทอดอเิ ล็กตรอนไปยังตัวรบั )
- น้ำท่อี ยใู่ นคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) จะแตกตวั ใหโ้ ปรตอนและอิเล็กตรอนก่ตี ัว ถ้าหากในคลอ
โรพลาสต์มีน้ำอยู่ 20 โมเลกุล
(แนวตอบ: น้ำ 20 โมเลกลุ แตกตวั ใหโ้ ปรตอน 40 ตัว และอิเล็กตรอน 40 ตวั )
- ตวั รบั อเิ ล็กตรอนตัวสุดท้ายของกระบวนการถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบไม่เป็นวัฏจกั รคืออะไร
(แ น ว ต อ บ : NADP (Nicotinamide adenine dinucleotide phosphate) ร ี ด ั ก เ ท ส
(Reductase))
- ตวั รับอเิ ล็กตรอนตัวสดุ ท้ายของกระบวนการถา่ ยทอดอเิ ล็กตรอนแบบเปน็ วฏั จกั รคืออะไร
(แนวตอบ: ไม่มี เนื่องจาก เฟอริดอกซิน (Ferredoxin) ส่งอิเล็กตรอนไปยังไซโทโครมคอมเพล็กซ์
(Cytochrome complex) และส่งต่อไปยังพลาสโทควินโนน (Plastoquinone) และส่งต่อไปยัง
ระบบแสง I (PS)I แลว้ ส่งตอ่ ใหเ้ ฟอรดิ อกซนิ วนเวียนเปน็ วฏั จกั รเดมิ )
- หากวดั ค่า pH ของสโตรมา (Stroma) ในขณะทเี่ กิดการถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนจะเปน็ อย่างไร
(แนวตอบ: pH มีค่าสูง เนื่องจากความเข้มข้นของโปรตอนในสโตร (Stroma) มาค่อนข้างต่ำกวา่
ความเข้มข้น ของโปรตอนในลเู มน (Lumen))
- ในปฏกิ ิรยิ าแสงพลงั งาน ATP (Adenosine triphosphate) ถกู สร้างข้นึ ในกระบวนการใดบ้าง
(แนวตอบ: ปฏิกิริยาโฟโตฟอสโฟรีเลชัน (Photophosphorylation) และเคมิออสโมซิส
(Chemiosmosis))
- เอนไซม์ชนิดใดทำหน้าที่สังเคราะห์ ATP (Adenosine triphosphate) ในปฏิกิริยาแสง (Light
reaction)
(แนวตอบ: เอนไซมเ์ อทพี ซี ินเทส (ATP synthase))

ขั้นสรุป

ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ครใู หน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ หัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
2. ให้นกั เรียนทำแผนผังมโนทัศน์ เรือ่ ง ปฏิกริ ิยาแสง แล้วนำเสนอในรปู แบบที่สวยงาม

3. ให้นกั เรยี นตอบคำถาม H.O.T.S. ลงในสมุดบนั ทึก
4. ครูสุ่มเรียกนักเรียน 3-4 คน นำเสนอคำตอบ H.O.T.S. จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย

คำตอบท่ถี กู ตอ้ ง โดยมีแนวคำถาม ดงั น้ี
- หากระบบแสงได้รับแสงที่มีความยาวคลื่น 550 682 และ 701 นาโนเมตรตามลำดับ จะเกิดการ

ถ่ายทอดอเิ ล็กตรอนเหมอื นกนั หรือไม่อยา่ งไร
(แนวตอบ: ไมเ่ หมือนกนั หากระบบแสง (Photosystem: PS) ไดร้ ับพลงั งานแสงทีค่ วามยาวคลื่น
ท่ีระบบแสง II (Photosystem II: PsII) ต้องได้การกระตุ้นจากพลังงานแสงประมาณ 680 และ
700 นาโนเมตร ตามลำดบั ถา้ แสงมเี พียงความยาวคลื่น 682 นาโนเมตร จะมีเพียงระบบแสงที่ II
ทีไ่ ดร้ ับการกระตุ้น จึงไมเ่ กดิ กระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน แต่ถา้ แสงท่ีความยาวคล่นื 701 นา
โนเมตร จะกระตุ้นเพียงระบบแสง II ทำให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักร
ได้ (Cyclic Electron transfer) แตกต่างจากกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบไม่เปน็ วัฏจักร
(Non-Cyclic electron transfer) ที่ระบบแสงจำเป็นต้องถูกกระตุ้นพร้อมกันทั้งระบบแสง I
(Photosystem I: PSI) และระบบแสง II)

ช่วั โมงท่ี 2

ขน้ั สอน

ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียน สืบค้นข้อมูลการทดลองของ เมลวิน คัลวิน (Melvin Calvin) และแอนดรู เอเบนสัน
(Andrew A.Benson) จากแหล่งการเรียนรู้ทางอินเทอร์เน็ต ห้องสมุด หรือ หนังสือเรียน
ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
2. ให้นักเรียนสรุปย่อผลการทดลองของเมลวิน คัลวิน (Melvin Calvin) และ แอนดรู เอ เบนสัน
(Andrew A.Benson) ลงในกระดาษ A4 เพือ่ เปน็ ชนิ้ งานส่งทา้ ยช่ัวโมง
3. ใหน้ กั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน โดยใหส้ มาชกิ ภายในกลุม่ สบื คน้ ขอ้ มูล ดังน้ี
- สมาชิกคนที่ 1 ศกึ ษา เรอ่ื ง ปฏกิ ริ ิยาทีเ่ กดิ ข้ึนในข้นั คารบ์ อกซเิ ลชัน (Carboxylation)
- สมาชิกคนท่ี 2 ศึกษา เร่ือง ปฏิกริ ยิ าทเ่ี กดิ ขน้ึ ในขนั้ รีดักชัน (Reduction)
- สมาชกิ คนท่ี 3 ศกึ ษา เรอ่ื ง ปฏกิ ิรยิ าทีเ่ กดิ ขน้ึ ในขน้ั รเี จเนอเรชัน (Regeneration)
4. ให้นักเรียนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น แล้วให้นักเรียนทำใบงานเรื่อง การตรึงแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixation)

ขนั้ ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
5. ครูสุ่มตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอใบงาน เรื่อง การตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
(Carbondioxide fixation)
6. ให้นักเรยี นจดบันทึกคำศัพท์ เพอื่ ศึกษาและหาความหมายเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องกับกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง แลว้ บันทึกลงในสมุดบันทึก
- Carboxylation (คารบ์ อกซเิ ลชนั )
- Reduction (รีดักชนั )
- Regeneration (รีเจเนอเรชนั )
- Photorespiration (โฟโตเรสไพเรชัน)
7. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม ตามความสมัครใจ จากนั้นให้ตัวแทนกลุ่มจับสลากเพื่อร่วม
ตอบคำถาม
8. ครูอา่ นคำถาม และเฉลยคำตอบ โดยมีแนวคำถาม ดงั น้ี
- คำถามข้อที่ 1 : หากในบรรยากาศจำลองที่หนึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์ 38 โมเลกุล พืช A จะผลิต
น้ำตาลได้กโ่ี มเลกุล
- คำถามขอ้ ที่ 2 : ในการผลิตนำ้ ตาล 3 โมเลกลุ ของพชื ชนิดหนง่ึ จะต้องใช้พลังงานก่ี ATP
- คำถามข้อท่ี 3 : RuBP และ RuBisCo คอื อะไร และแตกต่างกันอยา่ งไร
- คำถามข้อที่ 4 : หากในวันหนึ่งปริมา ณออกซิเจนในบรรยากาศมีมากกว่าแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) จะส่งผลอยา่ งไร เพราะเหตุใด

ชว่ั โมงท่ี 3

ขัน้ สอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับเอนไซม์รูบิสโก (Rubisco) ว่าเป็นเอนไซม์ที่สามารถจับกับออกซิเจน
(Oxygen) และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ ดังนั้นออกซิเจนในบรรยากาศจึงสามารถแย่ง
จับกับเอนไซม์รูบิสโกได้ จากนั้นครูตั้งคำถามเพื่อระดมความคิดของนักเรียนต่อว่า “หาก
ออกซิเจนจับกบั เอนไซมร์ ูบิสโก จะเป็นอย่างไร”

2. ให้นักเรียนสืบคน้ กระบวนการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) แลว้ สรุปลงในสมดุ บันทึก
ของตนเอง

3. ให้นักเรียนจบั คู่กบั เพื่อนแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไดจ้ ากการสืบค้นแล้วทำผังสรุปเร่ือง โฟโตเรสไพเรชัน
(Photorespiration) พร้อมนำเสนอในรูปแบบที่สวยงาม

ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ครสู มุ่ ตวั แทนออกมา 4-5 คู่ ออกมานำเสนอผังสรุป
5. ครูเพม่ิ เติมข้อมูลท่ีนักเรียนออกมานำเสนอ
6. ครนู ำภาพมาให้นักเรยี นเปรียบเทียบผลติ ภัณฑ์ทเี่ กิดขึน้ จากการจับแกส๊ ออกซิเจน (Oxygen) และ
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) โดยมีแนวโน้มภาพตวั อยา่ ง ดังนี้

7. ครถู ามคำถามแลว้ ให้นักเรียนยกมอื ตอบคำถามตอ่ ไปนี้
- เมื่อออกซิเจน (Oxygen) และคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) จับ RuBP จะให้ PGA ก่ี

โมเลกลุ ตามลำดับ
- นกั เรียนคิดวา่ โฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) มปี ระโยชนก์ บั พืชอยา่ งไร
- สารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการโฟโตเรสเรชัน (Photorespiration) จะถูกเปลี่ยนเป็น

คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) โดยผา่ นออรแ์ กเนลล์ (Organelle) ใดบ้าง

ขั้นที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
8. ให้นักเรียนตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจในบทเรยี นโดยให้นักเรยี นตอบคำถาม Topic Question
ลงในสมุดบนั ทึก
9. ครูและนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายคำตอบ โดยมีแนวตอบของแต่ละข้อ ตอ่ ไปน้ี
- ปฏิกิริยาแสง (Light reaction) คอื อะไรและเกดิ ขึน้ ท่ีใด
(แนวตอบ: คือ ปฏิกิรยิ าที่พชื ดดู กลนื แสงไว้ในคลอโรพลาสต์ (Chloroplast) และเปล่ยี นพลังงาน
แสงใหเ้ ป็นพลงั งานเคม)ี

- ในปฏิกิริยาแสง (Light reaction) การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักร (Cyclic electron
Transfer) และไมเ่ ป็นวัฏจกั ร (Non-Cyclic electron transfer) แตกตา่ งกนั หรอื ไม่อย่างไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักร จักร (Cyclic electron
Transfer) ให้พลังงานเพียง ATP (Adenosine triphosphate) แต่การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบ
ไมเ่ ป็นวัฏจักร (Non-Cyclic electron transfer) ให้พลงั งาน ATP และ NADPH)

- กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสงมกี ขี่ นั้ ตอน แต่ละขัน้ ตอนเกดิ ขน้ึ ท่ีใด
(แนวตอบ: 2 ขั้นตอน คือ ปฏิกิริยาแสง (Light reaction) เกิดขึ้นที่เยื่อหุ้มไทลาคอยด์
(Thylakoid) และการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixaion) เกิดขึ้นที่สโตรมา
(Stroma))

- เอนไซม์ชนิดใดมีผลต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซดใ์ นอากาศ
(แนวตอบ: เอนไซม์รบู ิสโก (Rubisco))

- ในวัฏจักรคัลวิน (Calvin cycle) สารประกอบคาร์บอนที่เสถียรตัวแรกคืออะไร เกิดขึ้นในขั้นตอน
ใด
(แนวตอบ: ฟอสโฟกลเี ซอเรต (Phosphoglycerate) หรอื PGA)

- โฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) คอื อะไร
(แนวตอบ: กระบวนการท่ีออกซเิ จน (Oxygen) จับกบั เอนไซมร์ บู สิ โก (Rubisco))

- กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงแตกต่างกับโฟโตเรสไพเรชัน (Photorespiration) อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกนั ทเี่ อนไซม์รบู ิสโก (Rubisco))

- สารอนิ ทรีย์ที่เกิดขึ้นจะถูกลำเลียงผ่านไปยังออแกเนลล์ (Organelle) ใดบา้ ง
(แนวตอบ: เพอรอกซโิ ซม (Peroxisome) และไมโทคอนเดรยี (Mitochondria))
- สารอนิ ทรีย์ทเี่ กดิ ขึน้ จะถกู ลำเลยี งไปสลายทย่ี ังออร์แกเนลล์ (Organelle) ใดบา้ ง
(แนวตอบ: เพอรอกซโิ ซม (Peroxisome))
- โฟโตเรสไพเรชนั (Photorespiration) เปน็ ประโยชน์กับพืชอย่างไร
(แนวตอบ: ช่วยลดอนั ตรายจากสารพลงั งานสูงเหลือใช้จากปฏิกริ ยิ าแสง (Light reaction))

ขัน้ สรุป

ข้ันท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝีกหดั ในแบบฝึกชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
2. ตรวจใบงานเรื่อง ปฏิกริ ิยาแสง
3. ตรวจใบงานเรอื่ ง การตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์
4. ครูประเมนิ แผนผังมโนทศั น์ เรือ่ ง ปฏกิ ริ ิยาแสง โดยใชแ้ บบประเมินชน้ิ งาน
5. สังเกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่

7. การวดั และประเมนิ ผล

รายการวดั วธิ ีการ เครือ่ งมือ เกณฑ์การประเมนิ

7.1 ประเมินระหวา่ ง

การจัดกิจกรรม

การเรียนรู้

1) กจิ กรรมนำสกู่ าร - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
รายบุคคล
เรียน และแสดงความคิดเห็น

- การตอบคำถาม

2) กระบวนการ - ตรวจใบงานเรอ่ื ง - ใบงาน - ระดับคุณภาพ 2
เรอ่ื ง ปฏกิ ริ ยิ าแสง ผ่านเกณฑ์
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง ปฏิกริ ิยาแสง - ใบงาน
เรื่อง การตรึงแกส๊
- ตรวจใบงานเรอื่ ง คาร์บอนไดออกไซด์
- แบบประเมินชิ้นงาน
การตรึงแก๊ส - แบบฝึกหดั ชวี ะวิทยา
ม.5 เล่ม 1
คารบ์ อนไดออกไซด์

- ประเมินแผนผังมโนทัศน์

เร่อื ง ปฏกิ ริ ิยาแสง

- ตรวจแบบฝึกหดั ชวี ะวิทยา

ม.5 เล่ม 1

3) การนำเสนอผล - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม
นำเสนอผลทำกิจกรรม ผา่ นเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบคุ คล - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2

5) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
ทำงานกลมุ่ การทำงานรายบคุ คล
- แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ 2
6) คณุ ลักษณะ - สังเกตความมวี ินัย
อนั พึงประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ การทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
ในการทำงาน
- แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2

คุณลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์

อันพงึ ประสงค์

8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้

8.1 ส่อื การเรยี นรู้
1) หนังสือเรยี นชีววิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 การสังเคราะห์ของแสง
2) แบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 การสงั เคราะห์ของแสง
3) ใบงานเร่ือง ปฏิกิริยาแสง
4) ใบงานเรื่อง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
5) PowerPoint Presentation เร่ือง โปรตนี ทเี่ รียงตวั อยู่บนเย่ือหุม้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid)

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) อนิ เทอร์เน็ต
2) ห้องสมุด

ใบงาน
เร่อื ง ปฏิกิริยาแสง
ตอนที่ 1 การถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอนแบบไม่เป็นวัฏจกั ร
คำช้ีแจง : พิจารณาภาพ แล้วนำตวั อักษรไปเติมลงในช่องวา่ งหน้าขอ้ ความทีก่ ำหนดให้

F

C D G
A E

B

________ 1. H2O
________ 2. P700
________ 3. Hydrolysis
________ 4. ADP + Pi → ATP
________ 5. P680
________ 6. NADP+ + H+ → NADPH
________ 7. Ferredoxin
ตอนท่ี 2 การถ่ายทอดอิเลก็ ตรอนแบบเปน็ วัฏจักร
คำช้ีแจง : พจิ ารณาภาพและนำตัวอกั ษรหนา้ ขอ้ ความที่กำหนดใหไ้ ปเติมลงในกล่องใหถ้ ูกตอ้ ง

ก. อิเลก็ ตรอนถกู ส่งตอ่ ไปยงั
ไซโทโครมคอมเพล็กซ์

ข. อเิ ลก็ ตรอนถกู ส่งกลบั มายังระบบ
แสง I

ค. เกดิ การสังเคราะหพ์ ลงั งานงาน
ATP และ NADPH

ง. แสงกระตุ้นระบบแสง I เกดิ การ
ถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอนไปยงั เฟอริ
ดอกซนิ

จ. เกิดการสงั เคราะห์พลังงานเพยี ง
ATP เทา่ นน้ั

ใบงาน เฉลย
เร่ือง ปฏิกิรยิ าแสง
ตอนท่ี 1 การถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอนแบบไม่เปน็ วฏั จกั ร F
คำช้ีแจง : พิจารณาภาพ แล้วนำตวั อักษรไปเติมลงในช่องว่างหน้าขอ้ ความที่กำหนดให้

C D G
A E

B

____C____ 1. H2O
____E____ 2. P700
____B____ 3. Hydrolysis
____D____ 4. ADP + Pi → ATP
____A____ 5. P680
____G____ 6. NADP+ + H+ → NADPH
____F____ 7. Ferredoxin
ตอนที่ 2 การถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจกั ร
คำช้ีแจง : พจิ ารณาข้อความที่กำหนดใหแ้ ละนำตัวอักษรหน้าไปเติมลงในกลอ่ งสี่เหลย่ี มใหถ้ กู ต้อง

ก. อิเลก็ ตรอนถกู ส่งตอ่ ไปยงั
‘ง. ไซโทโครมคอมเพลก็ ซ์
ก. ข. อิเลก็ ตรอนถูกส่งกลับมายังระบบ

แสง I
จ. ค. เกดิ การสงั เคราะห์พลงั งาน ATP

และ NADPH
ง. แสงกระตนุ้ ระบบแสง I เกดิ การ

ถ่ายทอดอิเลก็ ตรอนไปยงั ตัวรบั
อเิ ล็กตรอนเฟอรดิ อกซนิ
ข. จ. เกิดการสังเคราะหพ์ ลังงานเพียง
ATP เทา่ นนั้

ใบงาน

เรอ่ื ง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

ตอนที่ 1

คำชี้แจง : พจิ ารณาคำและนำตวั อกั ษรหนา้ คำท่ีกำหนดให้ไปเตมิ ลงในกลอ่ งส่เี หล่ียมในภาพใหถ้ กู ตอ้ ง

A. light I. O3

B. Mitochondria J. O2

C. Chloroplst K. ADP + Pi

D. FADH2 L. NADP+ + Pi

E. NADPH M. Calvin cycle

F. ATP N. Kreb’s cycle

G. CO O. glucose

H. CO2 P. PGA

Stroma Outermembran
Granum Inteermembrane
Innesrmpaecme brane

ตอนท่ี 2
คำชี้แจง : พิจารณาภาพต่อไปนี้ แล้วนำคำท่กี ำหนดให้เตมิ ลงในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง

RuBP Glucose Regeneration G3P

G3P carboxylation CO2 PGA

PGAL Ru5P Reduction G3P

ใบงาน เฉลย
เร่อื ง กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง

ตอนท่ี 1

คำชแี้ จง : พิจารณาคำและนำตวั อกั ษรหน้าคำที่กำหนดให้ไปเตมิ ลงในกลอ่ งสีเ่ หลยี่ มในภาพให้ถกู ตอ้ ง

A. light

B. Mitochondria

C. Chloroplst

D. FADH2
E. H2O
F. ATP

G. CO

H. CO2 C
I. O3
J. O2
K. ADP + Pi
L. NADP+ + Pi
M. Calvin cycle

N. Kreb’s cycle A
O. glucose

P. PGA

EH

L

Strom F Outermembran
a Granu Inteermembrane

m Innesrpmaceembrane

JO

ตอนที่ 2
คำชแ้ี จง : พจิ ารณาภาพตอ่ ไปนี้ แลว้ นำคำทีก่ ำหนดให้เตมิ ลงในช่องว่างให้ถูกต้อง

RuBP Glucose Regeneration G3P

G3P carboxylation CO2 PGA

PGAL Ru5P Reduction G3P

CO2

RuBP PGA
carboxylation

Ru5P PGAL
Regeneration Reduction

G3P G3P

G3P
glucose

แบบประเมินชนิ้ งาน

คำชแี้ จง : ให้ผู้สอนประเมินชิ้นงานตามรายการท่กี ำหนดแล้วขีด ✓ ลงในช่องท่ีตรงกับระดับคะแนน

ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 1
432

1 ความถกู ตอ้ งของชนิ้ งาน

2 การจัดรูปแบบชนิ้ งาน

3 ความตรงตอ่ เวลา

รวม

รายการประเมนิ ลงชือ่ ................................................... ผู้ประเมิน
................./................/................

เกณฑ์การประเมนิ ชนิ้ งาน

ระดับคะแนน

4 3 21

1. ความถกู ตอ้ งของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไมถ่ กู ต้อง และ

ชน้ิ งาน ครบทุกหัวขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่

2. การจดั รูปแบบ ใหญ่ บางส่วน กำหนด
ชิน้ งาน
ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ

ความคดิ สร้างสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มีความน่าสนใจ

มีความน่าสนใจ ใหญ่ บางส่วน

3. ความตรงตอ่ เวลา ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาที่ ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาที่ สง่ ชิ้นงานชา้ กวา่ เวลา

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ที่กำหนด 3 วันขึน้ ไป

เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ

10-12 ดมี าก

7-9 ดี

4-6 พอใช้

0-3 ปรับปรุง

บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้

กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพิ่มเตมิ รหัสวิชา ว30243

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่อื ง การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 11 เรอ่ื ง กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง เวลา 3 ช่ัวโมง

1. ผลการจดั การเรยี นรู้

............................................................................................................................. .................................................

..............................................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................

............................................................................................................................. .................................................

2. ปญั หาและอุปสรรค
................................................ ..................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ............................................................ ..............
............................................................................................................................. .................................................

ลงช่ือ.....................................................ผู้สอน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจัดการเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพิม่ เติม รหสั วิชา ว30243

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 2 เรอื่ ง การสงั เคราะห์ด้วยแสง ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 12 เร่อื ง กลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช เวลา 2 ชั่วโมง

ผสู้ อน นางสาวดารนิ คาดสนทิ โรงเรียนบ้านแพงพทิ ยาคม

1. ผลการเรียนรู้

เปรียบเทยี บกลไกการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C3 พืช C4 และ พืช CAM

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายโครงสร้างของใบพชื C3 และ C4 ได้ (K)
2. เปรยี บเทียบกลไกการตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ได้ (P)
3. ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของการใช้จากลำตน้ ของพชื (A)

3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรทู้ ้องถ่ิน
พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนร้แู กนกลาง

- พชื C4 ตรงึ คารบ์ อนอนินทรีย์ 2 คร้งั ครัง้ แรก เกดิ ข้ึนท่เี ซลล์
มโี ซฟิลล์ โดย PEP และเอนไซมเ์ พบคารบ์ อกซเิ ลส ได้
สารประกอบที่มีคารบ์ อน4 อะตอม คอื OAA ซง่ึ จะมี
การเปลี่ยนแปลงทางเคมีได้สารประกอบทีม่ ีคารบ์ อน
4 อะตอม คือ กรดมาลิก ซ่งึ จะถูกลำเลียงไปจนถึง
เซลล์บันเดิลชที และปล่อยคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นคลอ
โรพลาสตเ์ พือ่ ใช้ในวัฏจักรคัลวนิ ตอ่ ไป

- พชื CAM มกี ลไกในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์คล้าย
พืช C4 แต่มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์ทั้ง 2 ครั้งใน
เซลล์เดียวกัน โดยเซลล์มีการตรึงคาร์บอนอนินทรีย์
ครั้งแรกในเวลากลางคืนและปล่อยออกมาในเวลา
กลางวนั เพือ่ ใชใ้ นวัฏจกั รคัลวินต่อไป

4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด

พืชแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการตรึง CO2 ไม่เท่ากัน พืชที่มีการตรึง CO2 ในวัฏจักรคัลวิน แล้วได้
สารประกอบคาร์บอนที่เสถียรชนิดแรกเปน็ สารที่มีคาร์บอน 3 อะตอมเรียกว่าพืช C3 ต่อมามีการศึกษา พบว่า
พืชบางชนิดสามารถสร้างสารประกอบคาร์บอนที่เสถียรชนิดแรกเป็นสารที่มีคาร์บอน 4 อะตอม ด้วยกลไกท่ี
นอกเหนือไปจากวฏั จกั รคัลวิน เรยี กพชื กลุม่ นีว้ ่า C4

5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มวี ินัย

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รียนรู้

1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มงุ่ มั่นในการทำงาน

2) ทักษะการระบุ

3) ทักษะการเชือ่ มโยง

4) ทกั ษะการวเิ คราะห์

5) ทักษะการเปรียบเทยี บ

6) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มูล
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต

6. กจิ กรรมการเรียนรู้

แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ช่ัวโมงท่ี 1

ขน้ั นำ

ขน้ั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรยี น โดยแจกบัตรคำ กิจกรรมพืชชนิดต่าง ๆ ให้กบั นักเรยี น ซ่งึ บัตรคำ

จะมีประเภทของพชื ตา่ ง ๆ เช่น ขา้ วเจ้า ขา้ วสาลี ถ่วั สบั ประรด กระบองเพชร เปน็ ต้น
2. ครูเขยี น คำว่า พชื C3 พืช C4 และพชื CAM บนกระดาน
3. ครูพดู ประเภทของพืชแลว้ ให้นกั เรยี นยนื ขึน้ ตามประเภทของพชื แลว้ ออกมาเขยี นชอ่ื พชื บน

กระดานหน้าช้ันเรียนตามประเภทท่ีครูกำหนด ยกตัวอย่างเช่น
(แนวคำตอบ: พืช C3 เช่น ขา้ วสาลี พชื C4 เช่น ขาวโพด และ พืช CAM เชน่ สบั ประรด กระบองเพชร

เป็นต้น)

4. ครใู ห้นกั เรียนศึกษาเน้อื หาเร่อื งกลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพืช ในบทเรยี นก่อนจะ
เฉลยคำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง

ขัน้ สอน

ขน้ั ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ใหน้ กั เรยี นจบั กลมุ่ ประเภทของพชื ทีน่ ักเรยี นออกมาเขียนช่ือหนา้ ช้นั เรยี น โดยแบง่ กลมุ่ ออกเปน็ 3

กลุ่ม ดังนี้
- กลมุ่ ท่ี 1 คือ กลมุ่ ทน่ี กั เรยี นเขยี นช่ือพชื ในกล่มุ พืช C3
- กลุ่มที่ 2 คือ กลมุ่ ท่ีนักเรยี นเขยี นชอ่ื พืชในกลมุ่ พชื C4
- กลุม่ ท่ี 3 คือ กลุ่มท่นี ักเรียนเขยี นชื่อพชื ในกลมุ่ พืช CAM
2. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาลักษณะ โครงสร้างภายในของใบ และตัวอย่างพืชตามชนิดของพืช
ทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย แล้วสรุปลงในกระดาษ A4
3. ให้นักเรียนส่งตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูลของกลุ่มตนเอง หลังจากนั้นนักเรียนและครูร่วมกัน
อภปิ รายถงึ ความแตกตา่ งของโครงสร้างภายในใบซงึ่ แตกต่างกนั ดังน้ี
“ ใบพืช C3 จะมีเซลล์ในชั้นมีโซฟิลล์ (Mesophyll) 2 ชนิด คือ แพลิเซดมีโซฟิลล์ (Palisade Mesophyll)
และสปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy Mesophyll) และจะพบครอโรพลาสต์ (Chloroplast) ภายในมีโซฟิลล์ ทั้ง 2
ชนิดอย่างชัดเจน และบันเดิลชีท (Bundle sheath) อาจมีหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งหากมีบันเดิลชีทมักไม่พบครอโรพ
ลาสตใ์ นบนั เดลิ ชที สว่ นโครงสรา้ งของใบพชื C4 พบว่ามเี ซลลม์ ีโซฟลิ ล์อยู่ติดกับบนั เดิลชีท มีพลาสโมเดสมาตา
(Plastmodesmata) เชื่อมระหว่าเซลล์ทั้งสองชนิด นอกจากนี้ยังพบครอโรพลาสต์ในเซลล์มีโซฟิลล์และ
บันเดลิ ชีทอยา่ งชดั เจน”
4. จากนั้นให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเดิม เพื่อสืบค้นจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด หรือ
หนงั สอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 เก่ียวกับเรือ่ ง กลไกการตรงึ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ของพชื ตามชนดิ ของพืช
ทไ่ี ดร้ บั มอบหมายแลว้ สรุปลงในกระดาษ A4 พร้อมนำเสนอในรปู แบบท่นี า่ สนใจ

ข้นั ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
5. ครูและนักเรียนรว่ มกันอภิปรายผลจากการสืบค้นขอ้ มูล โดยครูนำภาพสรุปโครงสรา้ งและกลไกการ

ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพชื แต่ละประเภทมาให้ นักเรียนศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ตัวอย่างภาพ

6. เพอื่ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจมากข้ึน ครเู ขยี นคำถามบนกระดานแลว้ ให้นักเรียนจดคำถามและตอบคำถามลงใน
สมุด

7. จากน้นั ให้นักเรยี นจบั ค่แู ลกเปลีย่ นคำตอบของตนเอง แล้วอภปิ รายหาคำตอบท่ถี กู ต้อง
8. ครูอ่านคำถามและให้ตัวแทนคู่ของตนเองลุกขึ้นตอบคำถามทีละคู่ โดยนักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย
ถงึ คำตอบทถ่ี ูกต้อง ดังน้ี

- จงยกตัวอย่างพชื C3 มาอย่างนอ้ ย 4 ชนิด
(แนวตอบ: ขน้ึ อย่กู ับดลุ ยพินิจของครู ตัวอยา่ งเชน่ มะมว่ ง ขา้ ว ข้าวสาลี ถวั่ ขา้ วบาเลย่ ์)

- จงยกตัวอย่างพืช C4 มาอยา่ งนอ้ ย 4 ชนดิ
(แนวตอบ: ขึ้นอยู่กับดลุ ยพนิ จิ ของครู ตัวอย่างเช่น ขา้ วโพด ออ้ ย บานไมร่ โู้ รย ขา้ วฟา่ ง)
- จงยกตวั อย่างพืช CAM มาอยา่ งน้อย 4 ชนดิ
(แนวตอบ: ขนึ้ อยกู่ บั ดลุ ยพนิ จิ ของครู ตวั อยา่ งเช่น สบั ปะรด กระบองเพชร วา่ นหางจระเข้
ศรนารายณ์)
- จงเปรียบเทยี บโครงสรา้ งภายในของพืช C3 และ C4
(แนวตอบ: โครงสร้างภายในของใบ C3 ประกอบด้วย mesophyll cell 2 แบบ คือ palisade mesophyll
และ spongy mesophyll และมีกลุ่มเนื้อเยื่อลำเลียงแทรกอยู่ อาจมีกลุ่มเซลล์ล้อมรอบกลุ่มท่อลำเลียง ซ่ึง
เรยี กว่า bundle sheath cell ส่วนโครงสรา้ งภายในของพืช C4 ประกอบด้วย epidermal cell, mesophyll
cell และ bundle sheath cell ทมี่ ีคลอโร- พลาสต์ ซ่งึ bundle sheath cell เปน็ เซลลท์ ีอ่ ย่ลู อ้ มรอบมัดท่อ
มดั ลำเลยี งนำ้ (vascular bundle))

- นักเรียนคิดว่ากลไกการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3 และ C4 เหมือนหรือแตกต่างกัน
อยา่ งไร

(แนวตอบ: แตกต่างกัน เนื่องจาก พืช C3 บางชนิดไม่พบ bundle sheath cell บางชนิดมี
Bundle sheath cell ซึ่งแตกต่างจากเนื้อเยื่อใบของพืช C4 ซึ่งจะพบ bundle sheath cell ที่มีคลอโรพลา
สต์อย่างชัดเจน ดังนั้น คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเมือผ่านเข้าสู่ปากใบพืช C3 จะเข้าสู่วัฏจักรคัลวิน
สว่ นพืช C4 คารบ์ อนไดออกไซดท์ ี่ผา่ นเข้าส่ปู ากใบจะถกู เปล่ียนให้เปน็ สารทม่ี ีคารบ์ อน 4 อะตอมก่อน)

- นักเรียนคิดว่ากระบวนการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3 และ C4 เหมือนหรือแตกต่าง
กันอยา่ งไร

(แนวตอบ: กลไกการตรึงเหมือนกัน แตกต่างกันที่เวลาในการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช
CAM จะเกดิ ขนึ้ ในเวลากลางคนื )

- ตำแหน่งที่เกิดการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช C3 C4 และ CAM เกิดขึ้นตำแหน่งเดียวกนั
หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: พืช C3 C4 และ CAM มีกลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดท์ ี่มีโซฟลิ ลเ์ ซลล์เหมือนกนั แต่ต่างกัน
ทีว่ ฏั จักรคัลวิน (Calvin cycle) ในพชื C4 เกดิ ขึ้นท่ี Bundle sheath cell)

ขั้นสรปุ

ขั้นท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ใหน้ กั เรยี นตรวจสอบความถูกต้องจากการแบง่ ประเภทของบัตรคำทน่ี กั เรยี นไดร้ ับวา่ จำแนกประเภทของพชื
ถูกต้องหรอื ไม่ จากการทำกจิ กรรมต้นชว่ั โมง

2. ให้นักเรยี นทำแบบฝกึ หัดชีววิทยา ม.5 เลม่ 1
3. ให้นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 5-6 คน สรา้ งแบบจำลองโครงสร้างของใบพืช C3 และ C4 โดยใชว้ สั ดุ
ทเ่ี หมาะสม พร้อมเขียนกลไกการตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ลงในกระดาษ A4
4. ครใู หน้ ักเรยี นตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยตอบคำถาม Topic Question จากนั้นครู
เฉลยคำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง ดังนี้
- เพราะเหตุใดพชื C4 จึงมกี ลไกการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์แตกตา่ งจากพืช C3

(แนวตอบ: เพราะโครงสรา้ งของใบพืช C3 และพืช C4 แตกตา่ งกัน)
- พชื C4 มกี ลไกการเพมิ่ ความเขม้ ข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide) อยา่ งไร

(แนวตอบ: มกี ารตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ 2 ครั้ง โดยคร้งั แรกเกิดขึ้นที่มีโซฟลิ ลเ์ ซลล์ โดยใช้
เอนไซม์ PEP carboxylase ไดส้ ารอินทรีย์ตัวแรกท่ีมคี าร์บอน 4 อะตอม ซงึ่ สารตวั น้จี ะสลายตัวปลอ่ ย
คารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ใหก้ ับรูบสิ โก (Rubisco) โดยตรงในบนั เดิลชีท (BundleSheath)
เซลล์)

- สารประกอบคาร์บอนทเ่ี สถียรชนดิ แรกของพชื C3 และ C4 คอื อะไร ตามลำดบั
(แนวตอบ: PGA และ OAA ตามลำดับ)
- พืช C3 และ C4 มเี อนไซมท์ ่ีใช้ตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixation) ในอากาศ
แตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน พชื C3 ใชเ้ อนไซมร์ บู ิสโก (Rubisco) สว่ นพืช C4 ใช้ PEP carboxylase)
- คารบ์ อนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ท่เี ข้าสู่วฏั จักรคลั วิน (Calvin cycle) ในพืช C3 และ C4
แตกต่างกันหรอื ไม่อยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกตา่ งกัน พืช C4 จะเกดิ วัฏจกั รคัลวนิ (Calvin cycle) ทบี่ นั เดลิ ชที (Bundle
Sheath) แต่พชื C3 เกดิ ข้นึ ท่ีตำแหนง่ ใดกไ็ ด้ทม่ี คี ลอโรพลาสต์ (Chloroplast))

ช่ัวโมงท่ี 2

ขน้ั สอน

ข้นั ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ใหน้ ักเรยี นสืบคน้ ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมของพืช CAM (Crassulacean acid Metabolism

Plant)
2. จากน้นั ใหน้ ักเรยี นทำใบงานที่ 2.4.5 เรอื่ ง กลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดข์ องพชื CAM

3. ใหน้ กั เรียนศกึ ษาข้อมูลท่ีได้จากการสบื คน้ ข้อมลู ทำใบงานท่ี 2.4.5 เรื่อง กลไกการตรึงแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื CAM

ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ครสู ุ่มตวั แทนนักเรยี นออกมานำเสนอใบงาน

5. นกั เรยี นและครูรว่ มกันอภปิ รายวา่ “ในเวลากลางคนื พชื ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไดแ้ ต่ไม่
สามารถสรา้ งนำ้ ได้ เพราะขาด NADPH และ ATP พืช CAM (Crassulacean acid Metabolism Plant) จงึ
ตอ้ งตรึงแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ไว้ ในรูปสารท่ีประกอบด้วยคารบ์ อน 4 อะตอม เพ่ือเก็บสะสมไว้ก่อน เมื่อพืช
ได้รับแสงในเวลากลางวันจงึ สามารถสรา้ ง NADPH และ ATP มาใช้ในกระบวนการสรา้ งน้ำตาลได้”
6. ครอู ธิบายเพม่ิ เตมิ วา่ “พชื ท่มี กี ารตรงึ คารบ์ อนไดออกไซด์ลกั ษณะเชน่ นี้วา่ (Crassulacean acid
Metabolism Plant) เรยี กยอ่ ๆ วา่ พชื CAM เนื่องจากการคน้ พบกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซดแ์ บบน้ี
ในพชื พวกวงศ์ (Crussulace) เป็นพืชอวบน้ำ ขยายพนั ธุ์ได้ง่าย โดยใชส้ ว่ นประกอบต่าง ๆ ของพชื เช่น เช่น
กหุ ลาบหิน คว่ำตายหงายเป็น ต่อมาในภายหลังพบวา่ พชื ท่ีข้นึ ในท่ีแลง้ เชน่ กระบอกเพชร หรือกล้วยไม้
รวมท้ังสบั ปะรด ก็มกี ารตรึงแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ลักษณะนเ้ี ช่นกัน”

ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Expand)
7. เพื่อขยายความรขู้ องนักเรยี น ครูเขยี นตารางเปรียบเทยี บโครงสร้างและกลไกการตรงึ แกส๊

คารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื C3 C4 และ CAM บนกระดานแลว้ ใหน้ ักเรยี นจดคำถามลงในสมุดและเตมิ คำตอบ
ลงในตาราง

หัวข้อเปรียบเทยี บ พชื C3 พชื C4 พืช CAM

บนั เดิลชที
คลอโรพลาสตท์ ่ีบันเดิลชีท
จำนวนครั้งทมี่ กี ารตรึง
CO2
ช่วงเวลาในการตรึง CO2
ตำแหนง่ ทีม่ กี ารตรีง CO2
ตำแหนง่ ท่ีเกดิ วัฏจกั รคัลวนิ
สารตวั แรกท่ีเกิดจากการ
ตรึง CO2
สารท่ใี ชต้ รึง CO2
การเกิดโฟโตเรสไพเรชนั
8. ครูเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง ดังนี้

หัวข้อเปรยี บเทยี บ พืช C3 พืช C4 พชื CAM
อาจมีหรอื ไม่มี
บนั เดลิ ชีท ไมม่ ี มี -
คลอโรพลาสต์ทบี่ ันเดิลชีท มี -
จำนวนครง้ั ทมี่ กี ารตรึง 1
CO2 22
ชว่ งเวลาในการตรึง CO2 เช้า
ตำแหนง่ ท่ีมกี ารตรึง CO2 มโี ซฟลิ ล์ เช้า กลางคนื
ครง้ั ที่ 1 มโี ซฟลิ ล์ -
ตำแหน่งทีเ่ กดิ วัฏจกั รคลั วิน ตำแหน่งใดก็ได้ทีม่ ี ครั้งที่ 2 บันเดิลชีท
ตำแหนง่ ใดกไ็ ด้ท่ี
คลอโรพลาสต์ มโี ซฟลิ ล์ มีคลอโรพลาสต์

สารตัวแรกท่เี กิดจากการ PGA OAA OAA
ตรึง CO2

สารทีใ่ ช้ตรึง CO2 RuBP PEP PEP
ต่ำมาก ตำ่ มาก
การเกิดโฟโตเรสไพเรชนั สงู

9. ให้นักเรยี นทำแบบฝึกหัดชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
10. ให้นักเรยี นทบทวนความรู้ ความเข้าใจในหัวข้อนี้โดยใหน้ กั เรยี นตอบคำถาม Topic Question
แลว้ รว่ มกนั เฉลยคำตอบดังนี้
- พืช C4 และพืช CAM (Crassulacean acid Metabolism Plant) มกี ลไกการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากอากาศแตกต่างกันอยา่ งไร

(แนวตอบ: แตกต่างกันที่ เวลาในการตรึงคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ของพชื C4 เกดิ ขน้ึ ในเวลา
กลางวนั แต่พชื CAM เกิดข้ึนในเวลากลางคืน)

- เพราะเหตุใดพชื CAM (Crassulacean acid metabolism plant) จึงจำเปน็ ตอ้ งตรงึ
คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide fixation) ในเวลากลางคนื

(แนวตอบ: เพราะ สภาพแวดล้อมของพชื CAM (Crassulacean acid Metabolism Plant)
เป็นบริเวณท่รี ้อนจัด)

- สารประกอบคาร์บอนท่ีเสถียรชนิดแรกของพชื CAM (Crassulacean acid metabolism
Plant) คอื อะไร

(แนวตอบ: ออกซาโลอะซีเตต (Oxaloacetate) หรอื OAA)
- พืช CAM (Crassulacean acid metabolism plant) สงั เคราะห์กรดมาลิก (Malic acid) แล้วลำเลียงไป
สะสมที่ใด ซง่ึ แตกตา่ งกับพืช C4 หรอื ไม่ อย่างไร

(แนวตอบ: แวคิวโอล (Vacuole แตกตา่ งกบั พชื C4 ทไ่ี มม่ ีการสะสมกรดมาลิก (Malic acid) ไว้ใน
ออรแ์ กเนลล์ (Organelles) ใด)

- หากเปรียบเทยี บระหว่างพชื C3 กบั พืช CAM พืชชนิดใดมอี ตั ราการเกิดโฟโตเรสไพเรชนั
(Photorespiration) ที่มากกวา่ เพราะเหตุใด

(แนวตอบ: พชื C3 เพราะ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ท่ีเข้าสวู่ ฏั จกั รคลั วิน (Calvin cycle) มา
จากบรรยากาศโดยตรง ซง่ึ แตกตา่ งกับคารบ์ อนได้ทีเ่ ขา้ สู่วัฏจักรคัลวนิ ของพืช CAM ซ่งึ ได้มาจากการสลายตวั
ของกรดมาลิก (Malic acid))

ขนั้ สรุป

ขน้ั ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
2. ตรวจใบงานที่ 2.4.5 เรือ่ ง กลไกการตรึงแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื CAM
3. ประเมินแบบจำลองโครงสร้างของใบพชื C3 และ C4 โดยใช้แบบประเมนิ ชน้ิ งาน
4. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนกั เรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
5. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุม่ โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกล่มุ

7. การวัดและประเมนิ ผล

รายการวดั วิธีการ เครือ่ งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ

7.1 ประเมนิ ระหวา่ ง - สังเกตจากการตอบคำถาม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
การจดั กจิ กรรม และแสดงความคิดเห็น รายบุคคล
การเรยี นรู้ - ระดบั คณุ ภาพ 2
1) กจิ กรรมนำสูก่ าร - ใบงานที่ 2.4.5 เรอ่ื ง ผ่านเกณฑ์
เรียน กลไกการตรึงแกส๊
- การตอบคำถาม - ระดับคุณภาพ 2
- แบบประเมินชิน้ งาน ผา่ นเกณฑ์
2) กลไกการตรึงแก๊ส - ตรวจใบงานที่ 2.4.5 เรื่อง - แบบฝึกหัดชวี ะวทิ ยา - ระดับคณุ ภาพ 2
คารบ์ อนไดออกไซด์ กลไกการตรึงแกส๊ ผ่านเกณฑ์
ของพชื คารบ์ อนไดออกไซดข์ องพชื ม.5 เลม่ 1 - ระดบั คณุ ภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
CAM - แบบประเมนิ การ - ระดบั คุณภาพ 2
- ประเมินแบบจำลอง นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
โครงสร้างของใบพืช C3 และ
C4 - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
- ตรวจแบบฝกึ หดั ชีวะวทิ ยา การทำงานรายบุคคล
ม.5 เลม่ 1 - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
การทำงานกลุ่ม
3) การนำเสนอผลการ - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมิน
คุณลกั ษณะ
ทำกิจกรรม ผลทำกจิ กรรม อนั พงึ ประสงค์

4) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล

5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทำงานกลุ่ม การทำงานรายบุคคล

6) คุณลกั ษณะ - สังเกตความมีวินัย
อันพึงประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมัน่
ในการทำงาน

การวัดและประเมนิ ผล

8. สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้

8.1 สื่อการเรียนรู้

1) หนงั สอื เรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 การสงั เคราะห์ของแสง
2) แบบฝึกหดั ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 การสงั เคราะห์ของแสง
3) ใบงานท่ี 2.4.5 เร่ือง กลไกการตรึงแก๊ส
4) บตั รคำชนิดของพืช

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏบิ ัติการชีววทิ ยา
2) อนิ เทอรเ์ นต็
3) ห้องสมดุ

ตัวอย่างบตั รคำ

สับปะรด ว่านหางจระเข้

มะม่วง ขา้ วโพด

ออ้ ย บานไมร่ ู้โรย

ขา้ วสาลี ขา้ วบาเลย่ ์

ใบงานท่ี 2.4.5
เรื่อง กลไกการตรึงแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพืช CAM
คำชแี้ จง : ให้นักเรียนพจิ ารณาภาพกลไกการตรงึ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ของพืช CAM และตอบคำถามตอ่ ไปน้ี

1

2
3

1. จากภาพ เพราะเหตใุ ดพืช CAM จงึ มกี ารตรึงคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากบรรยากาศในเวลากลางคนื

ตอบ __________________________________________________________________________________________

2. จากภาพ นักเรียนคดิ ว่าเอนไซม์หมายเลข 1 คอื อะไร

ตอบ __________________________________________________________________________________________

3. จงเปรียบเทียบเอนไซมห์ มายเลข 1 กบั เอนไซม์รูบสิ โก

ตอบ _________________________________________________________________________________________

4. จากภาพ ออร์แกเนลลห์ มายเลข 2 คืออะไร และเกบ็ สะสมสารหมายเลข 3 คือ สารชนดิ ใด ตามลำดบั

ตอบ __________________________________________________________________________________________

5. จากภาพ จงอธบิ ายกลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของพชื CAM

ตอบ __________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________
______________________________________________________________________________________________

ใบงานที่ 2.4.5 เฉลย
เร่ือง กลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพืช CAM

คำช้แี จง : ใหน้ กั เรยี นพิจารณาภาพกลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ของพชื CAM และตอบคำถามตอ่ ไปน้ี

1

2

3

1. จากภาพ เพราะเหตใุ ดพชื CAM จงึ มกี ารตรึงคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากบรรยากาศในเวลากลางคนื

ตอบ ในตอนกลางวันมีสภาพอากาศทีร่ ้อนและความชืน้ น้อย รูปากใบของพืช CAM จะปิด เพื่อลดการสญู เสียน้ำ ส่วนใน
เวลากลางคืนรูปากใบจงึ เปดิ

2. จากภาพ นกั เรยี นคดิ วา่ เอนไซมห์ มายเลข 1 คืออะไร

ตอบ PEP carboxylase

3. จงเปรียบเทียบเอนไซมห์ มายเลข 1 กับเอนไซมร์ ูบสิ โก

ตอบ PEP carboxylase มีประสิทธภิ าพในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าเอนไซม์รูบิสโก เนื่องจากเอนไซม์ รูบิสโก
นอกจากจบั กบั CO2 ไดด้ แี ล้วยังสามารถจบั กับ O2 ไดด้ เี ชน่ กนั

4. จากภาพ ออรแ์ กเนลลห์ มายเลข 2 คอื อะไร และเกบ็ สะสมสารหมายเลข 3 คอื สารชนดิ ใด ตามลำดบั

ตอบ แวลควิ โอล และกรดมาลกิ

5. จากภาพ จงอธิบายกลไกการตรงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซดข์ องพชื CAM

ตอบ เมื่อถึงเวลากลางคืน ปากใบพืชเปิดทำให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในใบได้ และมีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
ครั้งแรกด้วยเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่ารูบิสโก นั่นคือ PEP carboxylase จากนั้น PEP จึงเปลี่ยนเป็น
สารประกอบที่มีคาร์บอน 4 อะตอม คือ OAA แต่ไม่เสถียรจึงเปลี่ยนรูปเป็น malate ซึ่งจะลำเลียงมาไว้ที่แวคิว-
โอลในรูปของกรดมาลิก เมื่อมีแสงในเวลาเช้ากรดมาลิกจะลำเลียงเข้าสู่คลอโรพลาสต์ แล้วปลดปล่อย
คาร์บอนไดออกไซด์เข้าสวู่ ัฎจักรคลั วินเพือ่ ผลิตน้ำตาลตอ่ ไป

แบบประเมินชนิ้ งาน

คำชแี้ จง : ให้ผู้สอนประเมนิ ชิ้นงานตามรายการท่กี ำหนดแล้วขีด ✓ ลงในช่องท่ีตรงกับระดับคะแนน

ลำดับท่ี รายการประเมนิ 4 ระดบั คะแนน 1
32

1 ความถกู ตอ้ งของชนิ้ งาน

2 การจัดรูปแบบชนิ้ งาน

3 ความตรงตอ่ เวลา

รวม

ลงชอ่ื ................................................... ผู้ประเมิน
................./................/................

เกณฑ์การประเมนิ ชนิ้ งาน

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน

1. ความถกู ตอ้ งของ 4 3 21

ชน้ิ งาน ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไมถ่ กู ต้อง และ

ครบทุกหัวขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่

ใหญ่ บางส่วน กำหนด

2. การจดั รูปแบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ชิน้ งาน
ความคดิ สร้างสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มีความน่าสนใจ

มีความน่าสนใจ ใหญ่ บางส่วน

3. ความตรงตอ่ เวลา ส่งชนิ้ งานภายในเวลาที่ ส่งช้นิ งานช้ากวา่ เวลาที่ สง่ ช้นิ งานชา้ กว่าเวลาที่ สง่ ชิ้นงานชา้ กวา่ เวลา

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ที่กำหนด 3 วันขึน้ ไป

เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ

ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ

10-12 ดมี าก

7-9 ดี

4-6 พอใช้

0-3 ปรบั ปรุง

บันทกึ หลังแผนการจดั การเรยี นรู้ รหัสวิชา ว30243
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพ่มิ เตมิ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 2 เรื่อง การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 12 เร่อื ง กลไกการตรงึ แก๊สคาร์บอนไดออกไซดข์ องพืช เวลา 2 ชั่วโมง

 ด้านความรู้

 ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น

 ดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

 ดา้ นความสามารถทางวิทยาศาสตร์

 ดา้ นอืน่ ๆ (พฤติกรรมเด่น หรือพฤตกิ รรมทีม่ ปี ัญหาของนกั เรียนเป็นรายบุคคล (ถ้ามี))

 ปัญหา/อปุ สรรค

 แนวทางการแก้ไข

ลงชอื่ .....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจดั การเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพ่มิ เตมิ รหัสวิชา ว30243

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรอ่ื ง การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 13 เรอื่ ง ปจั จัยท่ีมีผลต่อการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื เวลา 4 ช่ัวโมง

ผสู้ อน นางสาวดารนิ คาดสนิท โรงเรียนบา้ นแพงพิทยาคม

1. ผลการเรยี นรู้

สืบค้นข้อมูล อภิปราย และสรุปปัจจัยความเข้มของแสง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์และ

อุณหภูมทิ ่มี ีผลต่อการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพชื

2. จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายโครงสร้างของใบพชื C3 และ C4 ได้ (K)
2. เปรยี บเทียบกลไกการตรึงแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ได้ (P)
3. ตระหนกั ถงึ คุณค่าของการใช้จากลำต้นของพชื (A)

3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรทู้ ้องถิ่น
พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

- ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่นความ
เข้มของแสง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์
อุณหภูมิ ปรมิ าณนำ้ ในดนิ ธาตุอาหาร อายุใบ

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด

การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชมีความสำคัญอย่างมากเพราะไม่เพียงแต่ผลิตอาหารให้แก่ผู้บริโภค
แต่ยังเป็นการลดแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ และเพมิ่ แกส๊ ออกซเิ จนใหแ้ ก่ระบบนิเวศอีกด้วย ดังนัน้ การศึกษา
เกี่ยวกับปจั จัยทีม่ ีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงจึงมีความสำคญั จากการศึกษาพบว่า อัตราการสังเคราะห์
ด้วยแสงขน้ึ อยกู่ บั ปจั จยั หลายประการ

5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มวี นิ ยั
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
1) ทกั ษะการระบุ
2) ทกั ษะการสังเกต
3) ทักษะการจดั กลมุ่
4) ทกั ษะการเชอ่ื มโยง
5) ทกั ษะการวเิ คราะห์
6) ทกั ษะการเรียงลำดบั
7) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
8) ทกั ษะการรวบรวมขอ้ มูล
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ

6. กิจกรรมการเรียนรู้

 แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ชว่ั โมงท่ี 1

ข้ันนำ

ขั้นท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)

1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยถามคำถามทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนโดยใช้คำถาม
ดังนี้ ให้นกั เรยี น เขียนสมการสงั เคราะหด์ ้วยแสง
2. ใหน้ กั เรียนแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ 3-4 คน แล้วให้แต่ละกลุ่มร่วมกนั วเิ คราะหว์ า่ ปัจจัยใจใดท่ีมีผลตอ่ การ
สังเคราะห์ดว้ ยแสงบา้ ง
3. ครูส่งลูกบอลให้แต่ละกลุ่มส่งลูกบอลไปเรื่อย ๆ แล้วเปิดเพลงจนกว่าครูจะปิดเพลง ลูกบอลอยู่ท่ี
กลมุ่ ใด ใหก้ ลุ่มนั้นลกุ ขน้ึ ตอบคำถาม
4. นักเรยี นและครรู ว่ มกันอภปิ รายผลจากการตอบคำถามของตวั แทนกล่มุ โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- ปจั จัยท่ีมผี ลต่อการสังเคราะห์ดว้ ยแสงมอี ะไรบ้าง
(แนวคำตอบ: ได้แก่ แสงและความเข้มของแสง ความเข้มของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ
อายุใบ ปรมิ าณน้ำท่พี ืชได้รับ ธาตอุ าหาร)

ขน้ั สอน

ข้ันท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรยี นสืบคน้ และศึกษาหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เลม่ 1 เกีย่ วกับแสงและความเข้มของแสงมี
ผลอย่างไรต่อกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน เพื่อทำกิจกรรม เรื่อง ความเข้มของแสง โดยให้สมาชิกภายใน
กลุม่ แบ่งบทบาทและหนา้ ท่กี ัน ดังนี้
- สมาชิกคนที่ 1: สืบค้นขอ้ มูลจากแหล่งการเรยี นรตู้ ่าง ๆ เช่น อินเทอร์เนต็ หรือ ห้องสมดุ
- สมาชิกคนท่ี 2 และ 3 : วเิ คราะห์และบันทึกผลการทำกจิ กรรม
- สมาชกิ คนท่ี 4 : นำเสนอผลการทำกจิ กรรม
3. ในระหว่างการทำกิจกรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขั้นตอนการทดลองที่ตนเองสงสัย เช่น
เพราะเหตุใดจึงต้องเติมแอลกอฮอล์ และปิโตรเลียมอีเทอร์ แล้วให้สมาชิกร่วมกันสืบค้นจาก
แหล่งข้อมลู เพือ่ ตอบคำถาม
4. หลังจากทำกจิ กรรมแล้วให้นักเรยี นศึกษาโครงสร้างของเย่ือหุม้ ไทลาคอยด์ (Thylakoid) ในหนังสือ
เรียนล่วงหนา้

ขนั้ ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
5. ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอผลท่ไี ด้จากการทำกิจกรรมหนา้ ชั้นเรยี น
6. นักเรียนและครรู ว่ มกันอภปิ รายผลจากการทำกจิ กรรม
7. ครูถามคำถามท้ายกจิ กรรม แล้วให้นักเรยี นตอบคำถามลงในสมุดบนั ทึกของตนเอง
8. นกั เรียนและครรู ่วมกนั เฉลยคำตอบ โดยมีแนวตอบคำถาม ดังน้ี
- ความเขม้ ของแสงมีผลตอ่ การสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื อย่างไร
(แนวตอบ: ความเขม้ ของแสงทีเ่ พิ่มขนึ้ ส่งผลใหอ้ ตั ราการสงั เคราะหแ์ สงเพม่ิ ขึ้น)
- ในที่ไม่มีแสง อัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชทั้ง 3 ชนิดเป็นอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเปน็
เชน่ นนั้
(แนวตอบ: อัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นลบ เนื่องจากกระบวนการหายใจมีมากกว่า
อตั ราการตรึงคาร์บอนไดออกไซดเ์ พ่อื ใช้ในการสังเคราะหด์ ้วยแสง)
- ไลทค์ อนเพนเซชนั พอยท์ (Light Compensation Point) คืออะไร
(แนวตอบ: จดุ ทค่ี วามเข้มแสงทำให้อัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซดส์ ุทธิเป็นศูนย์ เนื่องจากอัตรา
การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหายใจเท่ากับอัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จาก
กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง)

- จากกราฟไลทค์ อนเพนเซชนั พอยท์ของต้นอ้อย ข้าว และมะม่วงมีค่าเท่ากันหรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: ไลท์คอมเพนเซชันพอยท์ของอ้อยและข้าวมีประมาณเท่ากนั ประมาณ 30 ไมโครโมลโฟ
ตอนต่อเมตรวินาที ส่วนไลท์คอมเพนเซชันพอยท์ของมะม่วงประมาณ 100 ไมโครโมลโฟตอนต่อ
เมตรวินาที จะเห็นว่าพืชทั้ง 3 ชนิดต่างมีอัตราการหายใจและอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงท่ี
แตกตา่ งกัน)
- จุดอมิ่ ตวั ของแสงคอื อะไร
(แนวตอบ: จุดที่เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของแสงแล้วอัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิจะไม่
เพ่มิ ขน้ึ )
- จากกราฟจดุ อิม่ ตวั ของแสงของต้นอ้อย ขา้ ว และมะม่วงมคี า่ เท่ากันหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: จากกราฟออ้ ยมจี ดุ อิม่ ตวั ของแสงประมาณ 1,500 ไมโครโมลโฟตอนต่อเมตรวินาที ข้าว
มีจุดอิ่มตัวของแสงมากกว่า 2,000 ไมโครโมลโฟตอน แต่การทดลองนี้ข้าวมีความเข้มแสงเพียง
2,000 ไมโครโมลโฟตอนตอ่ เมตรวนิ าที ส่วนมะมว่ งน่าจะมจี ดุ อิ่มตวั ของแสงประมาณ 1,500 ไมโคร
โมลโฟตอนต่อเมตรวินาที เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีอัตราการหายใจและอัตราการสังเคราะห์ด้วย
แสงที่แตกต่างกัน ดังนั้น อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชจึงเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มของ
แสงในแต่ละวนั )

ชว่ั โมงท่ี 2
ข้ันสอน

ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม 4 คน ทำกิจกรรม เรื่อง การวัดอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชที่ความ
เขม้ ของแสงต่าง ๆ โดยมจี ดุ ประสงค์เพ่ือ 1) วัดอตั ราการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพืชท่ีความเข็มของ
แสงต่าง ๆ 2) วิเคราะห์ผลความเข็มของแสงที่มีผลต่อการสังเคราะห์ดว้ ยแสง โดยสมาชิกในกลุม่ มี
บทบาทและหน้าท่ีของตนเอง ดงั นี้

- สมาชิกคนที่ 1 : ทำหน้าที่เตรียมวัสดุอุปกรณ์กิจกรรมการวัดอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของ
พชื ทค่ี วามเข้มของแสงต่าง ๆ
- สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหน้าที่อ่านวธิ กี ารทำกจิ กรรม และนำมาอธิบายใหส้ มาชกิ ภายในกลมุ่ ฟงั
- สมาชิกคนที่ 3 : ทำหน้าที่บันทกึ ผลการทำกิจกรรม
- สมาชิกคนท่ี 4 : ทำหน้าทน่ี ำเสนอผลการทำกจิ กรรม
2. ในระหว่างการทำกิจกรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขั้นตอนการทดลองที่ตนเองสงสัย เช่น
เพราะเหตุใดการทดลองนี้จึงต้องใช้สารโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต แล้วให้สมาชิกร่วมกันสืบค้น
จากแหล่งขอ้ มูลเพ่ือตอบคำถาม

ขน้ั ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
3. ให้แต่ละกลุม่ สง่ ตัวแทนกลุม่ ออกมานำเสนอผลท่ไี ด้จากการทำกจิ กรรมหน้าชั้นเรยี น
4. ครแู ละนักเรียนร่วมกนั อภิปรายผลจากการทำกจิ กรรม
5. ครถู ามคำถามท้ายกจิ กรรม แล้วใหน้ ักเรียนตอบคำถามลงในสมดุ บันทึก
6. ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั เฉลยคำตอบ โดยมีแนวตอบคำถาม ดังนี้
- การเลอ่ื นโคมไฟให้อยู่ในตำแหนง่ ท่ีแตกต่างกันมีผลต่อความเข้มขน้ ของแสงที่สาหร่ายหางกระรอก
ได้รับอยา่ งไร
(แนวตอบ: ระยะห่างโคมไฟมาก ความเข้มแสงจะน้อย ในทางกลับกันระยะห่างโคมไฟน้อย ความ
เขม้ แสงจะมาก)
- ความเขม้ ของแสงมีผลตอ่ อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: มีผล เน่อื งจากถ้าเพิ่มความเข้มของแสงมากข้ึน อตั ราการสงั เคราะห์ด้วยแสงจะเพิ่มข้ึน
แตจ่ ะเพ่มิ ขึน้ ไดร้ ะดับหนง่ึ เมื่อเพ่มิ ความเขม้ แสงอตั ราการสังเคราะห์แสงจะไมเ่ พ่ิมขน้ึ )

ขั้นที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
7. เพื่อทดสอบความเขา้ ใจครูเขยี นคำถามบนกระดานแล้วให้นักเรียนลอกโจทย์แลว้ ตอบคำถามลงใน
สมดุ บนั ทกึ ของตนเอง โดยมีคำถาม ดงั น้ี
- ขา้ วมีจุดอมิ่ ตัวของแสงและไลทค์ อมเพนเซชนั พอยทเ์ ป็นเท่าใด
(แนวตอบ: ข้าวมีจุดอิ่มตัวของแสงประมาณ 2,000 ไมโครโมลของโฟตอนต่อตารางเมตรวินาที
และมไี ลทค์ อมเพนเซชนั พอยทป์ ระมาณ 30 ไมโครโมลของโฟตอนต่อตารางเมตรวินาที)
- ไลท์คอมเพนเซชันพอยท์ (Light Compensation Point) ของออ้ ยเปน็ เทา่ ใด
(แนวตอบ: ประมาณ 30 ไมโครโมลของโฟตอนต่อตารางเมตรวินาที)
- นักเรียนคิดว่าไลท์คอมเพนเซชันพอยท์ (Light Compensation Point) ของพืชแต่ละชนิดเท่ากัน
หรือไม่ เพราะเหตใุ ด
(แนวตอบ: ไม่เท่ากัน เพราะพืชแต่ละชนิดมีอัตราการหายใจและอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง
ตา่ งกัน)
- เพราะเหตุใด พชื ทอ่ี ย่ใู นท่ีร่มจงึ มีไลท์คอมเพนเซชนั พอยท์ (Light Compensation Point) ต่ำกว่า
พืชท่ีอยูก่ ลางแจ้ง
(แนวตอบ: พืชท่อี ยใู่ นทรี่ ม่ อัตราการหายใจตำ่ กวา่ พชื ที่อยู่กลางแจ้ง ดงั น้นั ไลท์คอมเพนเซชันพอยท์
(Light Compensation Point) ของพชื ในท่ีร่มจึงตำ่ กว่า)

ชว่ั โมงที่ 3

ข้ันสอน

ขน้ั ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูทบทวนความรู้เดมิ ของนกั เรียนโดยใชค้ ำถามจากคาบทแี่ ลว้ โดยมแี นวคำถามดังน้ี
- ปจั จยั ใดบา้ งท่มี ผี ลตอ่ การสงั เคราะหแ์ สง นอกจากความเขม็ แสงแลว้ มปี จั จยั อะไรอีกบา้ ง
2. เพื่อทบทวนความรู้เดมิ ของนกั เรียน ให้นักเรียนบันทึกกราฟความเข้มข้นของแสงต่ออตั ราการตรึง
คารบ์ อนไดออกไซดข์ องตน้ ข้าว ข้าวโพด และออ้ ย
3. ครูมอบหมายให้นักเรียนสืบค้นความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีผลต่อการตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์ของต้นข้าว ข้าวโพด และอ้อยอย่างไร ใหน้ กั เรียนบันทึกผลลงในกระดาษกราฟ
4. ครูให้นักเรียนเปรียบเทียบระหว่างกราฟความเข้มข้นของแสงกับความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ของตน้ ขา้ ว ขา้ วโพด และออ้ ย

ขน้ั ท่ี 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
5. ครูให้นักเรียนโยนลูกบอลยางต่อไป จนกระทั่งครูนับเลข 1-10 บอลยางอยู่ที่นักเรียนคนใด ให้
นักเรยี นทีถ่ อื บอลยางลุกขึ้นตอบคำถาม ประมาณ 2-3 คน
6. ครถู ามคำถาม โดยมแี นวคำถามดงั น้ี
- จากกราฟท่นี กั เรยี นบนั ทกึ มีลกั ษณะอย่างไร
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน แต่ลักษณะกราฟควรมีลักษณะที่สูงชันขึ้นในช่วงแรก
และคงทีใ่ นชว่ งหลัง)
- จากข้อมูลที่นักเรียนบันทึกผล คาร์บอนไดออกไซด์คอมเพนเซชันพอยท์ของพืชแต่ละชนิดเป็น
อย่างไร
(แนวตอบ: ข้าวโพดและอ้อยซึ่งเป็นพืช C4 มีคาร์บอนไดออกไซด์คอมเพนเซชันพอยท์ที่ต่ำกว่าข้าว
ซ่งึ เป็นพืช C3)
- จากข้อมลู จดุ อิ่มตวั ของคาร์บอนไดออกไซด์ของพชื แต่ละชนดิ เป็นอยา่ งไร
(แนวตอบ: จดุ อมิ่ ตวั ของคาร์บอนไดออกไซด์ของขา้ วโพดสงู กว่าอ้อยและข้าว ตามลำดับ ดังนั้นพืช
C4 มีจุดอมิ่ ตวั ของคาร์บอนไดออกไซดต์ ่ำกวา่ พืช C3)
7. นักเรียนและครูรว่ มกันอภิปรายกราฟความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศท่ีมผี ลตอ่ การ
ตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ของตน้ ขา้ ว ข้าวโพด และอ้อย

ขน้ั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
8. ใหน้ ักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
9. ให้ตอบคำถามท้าทายการคิดขั้นสูง H.O.T.S. ว่าเพราะเหตุใด พืช C3 จึงมีจุดอิ่มตัวของ
คาร์บอนไดออกไซด์สงู กว่าพชื C4
(แนวตอบ: พชื C4 มีกลไกเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเซลล์บนั เดลิ ชที ทำให้เอนไซม์
รบู สิ โกของพืช C4 จึงทำงานไดด้ กี วา่ ส่งผลใหอ้ ตั ราการตรึงคาร์บอนไดออกไซดส์ ุทธเิ ข้าสู่ระยะอ่ิมตัว
ประมาณ 350 ppm ในขณะที่เอนไซม์รูบิสโกของพืช C3 ต้องการความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงถึง 650 ppm จึงจะทำให้อัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
สทุ ธเิ ข้าสู่ช่วงระยะอ่มิ ตวั )

ชั่วโมงท่ี 4

ข้นั สอน

ขัน้ ที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูถามคำถามทบทวนความรู้เดิมว่า ปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชได้แก่
อะไรบ้าง
(แนวตอบ: แสงและความเข้มของแสง ความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ อายุใบ ปริมาณ
น้ำทพ่ี ืชไดร้ ับ ธาตอุ าหาร)
2. ใหน้ กั เรยี นศึกษาและสบื คน้ ข้อมูลในหนงั สือเรยี นชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1
3. ครูเกริ่นนำต่อไปว่า วันนี้จะมาศึกษาอุณหภูมิ อายุใบ ปริมาณน้ำที่พืชได้รับ และธาตุอาหาร ให้
นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม โดยให้ตัวแทนกลุ่มออกมาจับสลากหมายเลข 1-4 โดยแต่ละ
หมายเลขให้แตล่ ะกลมุ่ ศึกษาหวั ข้อ ตอ่ ไปนี้
- หมายเลข 1 ศึกษาหัวข้อ อุณหภูมิ
- หมายเลข 2 ศึกษาหวั ขอ้ อายุใบ
- หมายเลข 3 ศกึ ษาหวั ข้อ ปริมาณนำ้ ทพี่ ืชได้รับ
- หมายเลข 4 ศกึ ษาหัวข้อ ธาตอุ าหาร
4. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปเนื้อหาตามหัวข้อที่กลุ่มตนเองได้รับมอบหมายลงในสมุดบันทึกของ
ตนเอง
5. ให้แตล่ ะกลุ่มสง่ ตวั แทนกลมุ่ ออกมานำเสนอหัวขอ้ ที่ตนเองไดร้ บั หน้าชั้นเรียน
6. นกั เรยี นบนั ทกึ ขอ้ มลู และสรปุ ใจความสำคัญจากการนำเสนอของเพ่ือนกลุ่มอื่น

ข้นั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explain)
7. ครูสุ่มตวั แทนนักเรยี น 3-4 คน สรุปปัจจยั ท่ีมีผลต่อการสงั เคราะห์ด้วยแสง
8. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง เพื่อให้
ข้อสรุปว่า พืชจำเป็นต้องการแสง ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิที่พอเหมาะ นอกจากนี้
อายุของใบ ปริมาณน้ำและธาตุอาหารที่พืชได้รับล้วนส่งผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพืช
9. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียน 1 คน ลุกขึ้นตอบคำถามจากคำถามท้าทายการคิดขั้นสูง จากนั้นครูและ
นักเรยี นร่วมอภปิ รายคำตอบจากคำถามทา้ ทายการคิดข้ันสูง โดยใหม้ ีแนวคำถามดังนี้
- หากนำสตรอวเ์ บอรร์ ีไปปลกู ท่ปี ระเทศอียปิ สจ์ ะเป็นอย่างไร
(แนวตอบ: สตรอว์เบอร์รีไมเ่ จริญและตายลงในทส่ี ดุ เน่ืองจากอุณหภูมิไม่เหมาะสมต่อการทำงาน
ของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ด้วยแสงของ ส่งผลให้สตรอว์เบอร์รีไม่สามารถสร้าง
อาหารและเจริญเติบโตได้ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงประมาณ 17-20
องศาเซลเซียส)
10. เพือ่ ทบทวนความเขา้ ใจของนกั เรยี น ครูถามคำถามต่อไปน้ี
- อุณหภมู มิ ผี ลตอ่ การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื อยา่ งไร
(แนวตอบ: อุณหภมู ทิ ี่เหมาะสมจะส่งผลให้พชื มีอัตราการสังเคราะห์ดว้ ยแสงไดด้ ี ซงึ่ พชื แตล่ ะชนิด
มีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงที่ต่างกัน พืช C3 สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ดีในช่วงอุณหภูมิ
1-45 องศาเซลเซียส สว่ นพชื C4 สามารถสังเคราะห์แสงได้ดีในช่วงอุณหภูมิ 8-58 องศาเซลเซียส
เนื่องจากอุณหภูมิที่เหมาะสมมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสง)
- อายขุ องใบมีผลตอ่ การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื อยา่ งไร
(แนวตอบ: ใบที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีความสามารถในการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงกว่าใบพืชที่แก่
หรอื ออ่ น เนื่องจากออร์แกเนลล์ (Organelles) ท่ภี ายในใบทแ่ี ก่ เร่ิมเส่อื มลง สว่ นใบท่อี อ่ นเกินไป
การพัฒนาของเซลล์และสารบางชนิดยงั ไม่สมบรู ณ์)
- นำ้ มีผลต่อการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืชอย่างไร
(แนวตอบ: น้ำมีผลต่อการเปิด-ปิดของปากใบ หากพืชขาดน้ำอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง
จะลดลง เนือ่ งจากปากใบพืชจะปิด เพ่อื รกั ษาสมดุลนำ้ ในรา่ งกายพชื )
- ธาตอุ าหารชนดิ ใดมผี ลตอ่ การสังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพืช จงยกตัวอยา่ ง
(แนวตอบ: ธาตุแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญในสารประกอบคลอโรฟิลล์ ธาตุเหล็กเป็น
องคป์ ระกอบสำคญั ระบบแสงII)

ข้นั ท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
11. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดชีววิทยา ม.5 เล่ม 1
12. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน ทำรายงาน เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง
ของพชื แล้วนำเสนอในรูปแบบที่สวยงาม
13. ใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เร่อื ง การสงั เคราะหด์ ้วยแสง
14. ให้นกั เรียนตรวจสอบความเข้าใจตนเอง โดยพจิ ารณาข้อความใน Self Check วา่ ถูกหรือผิดแล้ว
บนั ทึกลงในสมดุ หากพิจารณาข้อความไมถ่ ูกต้อง ใหก้ ลับไปทบทวนเน้ือหาตามท่หี วั ข้อกำหนดให้
15. ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดประจำหน่วยการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนตอบคำถามลงในสมุดบันทึก
จากน้ันครเู ฉลยคำตอบทถี่ กู ต้อง ดงั น้ี
(แนวตอบ Unit Question
1. 1.1 มาจากน้ำเพียงอย่างเดียว
1.2 มาจากกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงเพ่อื ผลติ อาหาร ส่งผลให้พืชมีการเจรญิ เตบิ โต
1.3 มีแนวโน้มลดลง เน่อื งจากตน้ หลวิ ไม่สามารถสร้างอาหาร ส่งผลใหต้ ้นหลวิ ไมเ่ จรญิ และตายใน
ทีส่ ุด
2. 2.1 โจเซฟ พรสิ ตล์ ีย์
2.2 แสง
3. เพราะบริเวณที่แบคทีเรียมาเกาะกลุ่ม คือ บริเวณที่มีปริมาณออกซิเจน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้
จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่ายสไปโรไจรา
4. โมเลกุลน้ำ
5. ออกซิเจน
6. แตกต่างกนั หลอดทดลองท่ีเตมิ เกลอื เฟอริกจะมีเกิดฟองแกส๊ ออกซิเจนเกิดขนึ้ เนอื่ งจากเกลือริก
ทำหน้าที่เป็นตัวรับไฮโดรเจนที่แตกตัวมาจากโมเลกุลน้ำ ส่วนหลอดทดลองที่ไม่เติมเกลือเฟอริก
จะไมม่ ีแก๊สออกซิเจนเกดิ ขน้ึ
7. A เตมิ ADP + Pi
B เติม NADP+
C เติม NADP+ และ ADP + Pi
D เติม CO2 และใหแ้ สงทค่ี วามเขม้ เหมาะสม
8. หมายเลข 1 ไทลาคอยด์
หมายเลข 2 สโตรมาลาเมลลา
หมายเลข 3 กรานุม
หมายเลข 4 เยื่อหมุ้ ไทลาคอยด์
หมายเลข 5 สโตรมา
9. ได้ เพราะกะหลำ่ ปลสี ีม่วงใชส้ ารคลอโรฟิลล์ แคโรทีนอยด์ และแอนโทไซยานนิ

10. อาศยั การดูดกลนื แสงของรงควตั ถุท่ีความยาวคลน่ื ต่าง ๆ มาใช้ในปฏิกิรยิ าแสงเพ่ือผลิตพลังงาน
เคมีมาใช้สำหรับกระบวนการสร้างนำ้ ตาลในพชื

11. 2 ข้นั ตอน ได้แก่ ปฏิกริ ยิ าแสงและการตรงึ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
12. เกดิ ข้ึนบนเย่อื หุ้มไทลาคอยด์ โดยปฏิกริ ยิ าแสงเป็นปฏิกริ ยิ าท่ีเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงาน

เคมี เพอ่ื นำไปใช้ในกระบวนการผลติ น้ำตาล
13. บรเิ วณ A คือ PSII

บรเิ วณ B คือ ไซโทโครม
บริเวณ C คือ PSI
บริเวณ D คอื ATP synthase
14. กระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เกดิ ขึน้ ภายในคลอโรพลาสตบ์ ริเวณสโตรมา
ขน้ั ตอนหมายเลข 1 คือ คาร์บอกซิเลชนั
ขนั้ ตอนหมายเลข 2 คอื รดี กั ชนั
ขั้นตอนหมายเลข 3 คือ รเี จเนอเรชนั
บรเิ วณ A คอื RuBP
บรเิ วณ B คอื PGA
บริเวณ C คือ G3P
บริเวณ D คอื PGAL
บริเวณ E คือ น้ำตาลกลูโคส0
15. หมายเลข 1 คอื ออกซิเจน
หมายเลข 2 คอื ATP
หมายเลข 3 คือ NADPH
หมายเลข 4 คอื นำ้ ตาลกลโู คส
16. แผนผังการถา่ ยทอดอิเลก็ ตรอนแบบไม่เปน็ วัฏจักร

แผนผงั การถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบเป็นวัฏจักร

17. กระบวนการแตกตวั ของนำ้ เนื่องจากแสง สามารถเขียนสมการได้ ดังนี้
H2O 12O2 + 2H+ + 2e-

18. กระบวนการท่พี ลังงานแสงไปกระตุน้ ใหโ้ มเลกลุ สารเกดิ การถ่ายทอดอเิ ลก็ ตรอนไปยังตวั รบั
อิเลก็ ตรอน

19. Chemiosmosis คือ กระบวนการลดความแตกต่างของระดับโปรตอน ซึ่งกระบวนการนี้ส่งผลให้
เกิดการสร้างพลังงาน ATP ส่วน Oxidative phosphorylation คือ กระบวนการสร้างพลังงาน
ATP โดยอาศัยพลังงานแสงช่วยให้กระตุ้นให้อิเล็กตรอนที่อยู่ในภายในโมเลกุลเกิดการถ่ายทอด
เปน็ ลำดับ

20. โฟโตเรสไพเรชัน คือ กระบวนการที่ออกซิเจนจับกับเอนไซม์รูบิสโก มักเกิดขึ้นในวันที่มีแสงแดด
จดั อากาศร้อน และบริเวณทมี่ สี ภาวะแห้งแล้ง

21. แตกต่างกัน ผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง คือ ฟอสโฟกลีเซอเรต
ส่วนผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เกิดจากกระบวนการโฟโตเรสไพเรชัน คือ ไดฟอสโฟกลีโคเลสและฟอส
โฟกลีเซอเรต1

22. พืช C4 มีกระบวนการตรึงสารประกอบอินทรีย์ของคาร์บอน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในเซลล์
มีโซฟิลล์ เป็นการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเปลี่ยนเป็นกรดมาลิกและส่งไปยังเซลล์บันเดิลชีท
และเกิดการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งท่ีสอง ในเซลลบ์ ันเดิลชที กรดมาลิกจะถูกเปล่ียนเป็นแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเข้าสู่วัฏจักรคัลวินต่อไป กระบวนการดังกล่าวทำให้พืชซึ่งอาจรับแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากบรรยากาศน้อยสามารถเพ่ิมความเข้มขน้ ของคาร์บอนไดออกไซด์ในเซลล์
บันเดลิ ชที ได้มากขน้ึ

23. ในสภาวะที่ร้อนและมีความชื้นในอากาศน้อย พืช CAM จะปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้ำโดยการ
ลดรูปของใบให้มีขนาดเล็กลงและปิดรูปากใบในเวลากลางวัน หรือมีลำต้นและใบอวบน้ำเพ่ือ
สงวนนำ้ ไว้ใชใ้ นกระบวนการตา่ งๆ ในเวลากลางคืนรูปากใบของพืช CAM จะเปิดเพ่ือกรดมาลิกที่
เกิดขึน้ ขณะท่ีปากใบปิดจะถกู เปลยี่ นเป็นคารบ์ อนไดออกไซดเ์ พ่ือนำเขา้ สวู่ ฏั จักรคลั วิน

24. หวั ข้อเปรียบเทียบ พืช C3 พืช C4 พืช CAM
จำนวนครงั้ ที่มกี ารตรึง CO2 1 22
ขอ้ สารทใ่ี ชต้ รึง CO2 RuBP
24.1 ตำแหนง่ ท่มี ีการตรีง CO2 มโี ซฟลิ ล์ PEP PEP

24.2 คร้ังที่ 1 มโี ซฟลิ ล์ -

คร้งั ท่ี 2 บนั เดิลชีท

24.3 ช่วงเวลาในการตรงึ CO2 กลางวัน กลางวนั กลางคนื

24.4 ผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เกิดจากการตรึง PGA OAA OAA
CO2

25. แสงและความเข้มของแสง ความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ อายุใบ ปริมาณน้ำที่พืช
ไดร้ ับ ธาตอุ าหาร

26. 26.1 A มแี นวโน้มเปน็ พชื C4 สว่ น B มีแนวโน้มเป็นพชื C3
26.2 จุดที่ความเขม้ แสงทำให้อัตราการตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศนู ย์
26.3 จุดที่เมื่อเพิ่มความเข้มข้นของแสงแล้วอัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิจะไม่เพิ่มข้ึน
เน่ืองจากท่คี วามเข้มแสง 1,000 ไมโครโมลโฟตอนต่อเมตรวนิ าที พชื ชนิด A อัตราสงั เคราะห์ด้วย
แสงสงู กวา่ พชื ชนดิ B เพราะเอนไซม์รูบิสโกในพชื ชนิด A จับกบั คารบ์ อนไดออกไซดไ์ ดด้ ี

27. 27.1 A คอื คารบ์ อนไดออกไซดค์ อมเพนเซชนั พอยต์
27.2 B คือ จุดอม่ิ ตวั ของคารบ์ อนไดออกไซด์
27.3 C มีแนวโน้มเป็นพืช C4 ส่วน D มีแนวโน้มเป็นพืช C3 เพราะ พืช C3 คาร์บอนไดออกไซด์
คอมเพนเซชนั พอยต์สูงกว่าพืช C4

28. พืชแต่ละชนิดมีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงที่ต่างกัน พืช C3 สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ดี
ในชว่ งอุณหภูมิ 1-45 องศาเซลเซยี ส ส่วนพชื C4 สามารถสงั เคราะหแ์ สงไดด้ ีในช่วงอณุ หภูมิ 8-58
องศาเซลเซยี ส

29. น้ำมผี ลตอ่ การเปดิ -ปดิ ของปากใบ หากพืชขาดน้ำอัตราการสังเคราะห์ดว้ ยแสงจะลดลง เน่ืองจาก
ปากใบพืชจะปดิ เพ่อื รักษาสมดลุ น้ำในรา่ งกายพชื

30. ธาตุแมกนีเซียม และไนโตรเจน เป็นธาตุอาหารทีส่ ำคัญในกระบวนการสงั เคราะห์คลอโรฟิลล์ ถ้า
ขาดธาตุเหล่านี้พืชจะสร้างคลอโรฟิลล์ไม่ได้ ใบจะเหลืองซีดที่เรียกว่า คลอโรซิส ทำให้การ
สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงลดลงเน่อื งจากใบขาดคลอโรฟลิ ล์)

16. ให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาหัวข้อนี้มาตอบคำถาม Topic Question โดยครูอ่าน
คำถาม แล้วให้นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคำถาม โดยมีแนวตอบคำถาม ดังน้ี

- ความเข้มข้นของแสงมีผลตอ่ อตั ราการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: ความเข้มของแสงมากขึ้น อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นได้
ระดับหน่งึ เมือ่ เพ่มิ ความเข้มแสงอัตราการสงั เคราะหแ์ สงจะไมเ่ พิ่มขนึ้ )

- จงเปรยี บเทียบไลต์คอมเพนเซชนั พอยต์และคารบ์ อนไดออกไซด์คอมเพนเซชันพอยต์ของพืช C3
และพืช C4
(แนวตอบ: ไลท์คอมเพนเซชนั พอยต์ของพืช C3 ต่ำกว่าพืช C4 แต่พืช C3 คาร์บอนไดออกไซด์คอม
เพนเซชนั พอยต์สูงกว่าพืช C4)
- จงเปรียบเทยี บจุดอ่ิมตวั ของแสงและคารบ์ อนไดออกไซดข์ องพชื C3 และพืช C4
(แนวตอบ: พชื C4 มจี ุดอิ่มตัวของแสงสงู กว่าพชื C3 และพืช C4 มจี ดุ อม่ิ ตัวของคารบ์ อนไดออกไซด์
ต่ำกว่าพชื C3)
- อุณหภูมมิ ผี ลตอ่ กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: อุณหภูมิมผี ลต่อการทำงานของเอนไซม์ท่ีเกีย่ วข้องกบั กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสม เอนไซม์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พืชมีอัตราการ
สังเคราะหด์ ว้ ยแสงไดด้ ี ซึง่ พชื แตล่ ะชนดิ ตา่ งมอี ณุ หภูมทิ เ่ี หมาะสมแตกต่างกัน)
- จงยกตัวอยา่ งผลกระทบจากกรณีทพ่ี ชื ไดร้ บั นำ้ ไมเ่ พียงพอมาอย่างน้อย 2 ตัวอยา่ ง
(แนวตอบ: ปากใบพชื จะปิดเพื่อรักษาสมดุลของนำ้ ในร่างกาย อตั ราการสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง
เน่อื งจากน้ำเปน็ สารตั้งตน้ ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง)
- ธาตุอาหารใดบ้างท่ีมีผลตอ่ อัตราการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื
(แนวตอบ: ธาตุแมกนเี ซยี ม ธาตเุ หล็ก ธาตแุ มกนีเซยี ม และธาตุไนโตรเจน)
- คลอโรซิสท่ีเกดิ ข้ึนกับพืชเปน็ อย่างไร และเกดิ ขน้ึ จากสาเหตุใด
(แนวตอบ: ทำให้พืชมีใบที่เหลืองซีด ซึ่งเกิดจากพืชขาดธาตุ 2 ชนิด คือ แมกนีเซียมและ
ไนโตรเจน)
17. ให้นักเรียนศึกษา Biology in real life เรื่อง ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ แล้วให้นักเรียนทำผัง
สรุปวา่ ปรากฏการณ์นีม้ คี วามเกยี่ วขอ้ งกบั กระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงอย่างไร

ข้นั สรุป

ขัน้ ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝกึ หัดในแบบฝึกชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
2. ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เรอ่ื ง การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
3. ครูประเมินรายงาน เรอื่ ง ปจั จัยทมี่ ีผลต่อการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
4. ประเมนิ การทำกิจกรรมของนักเรยี นในชนั้ เรยี น โดยใช้แบบประเมนิ การปฏิบตั ิการ
5. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานของนกั เรยี นโดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่

7. การวัดและประเมินผล

รายการวัด วธิ ีการ เครอื่ งมอื เกณฑ์การประเมนิ

7.1 ประเมินระหวา่ ง - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
การจดั กจิ กรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
การเรยี นรู้ และแสดงความคดิ เหน็ รายบุคคล
1) กจิ กรรมนำสู่การ ผา่ นเกณฑ์
เรยี น - ประเมินรายงาน เรื่อง ปัจจัย - แบบประเมนิ รายงาน
- การตอบคำถาม ที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วย - แบบฝึกหัดชวี ะวิทยา
2) ปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อ แสง
การสงั เคราะห์ - ตรวจแบบฝกึ หดั ชวี ะวทิ ยา ม.5 เล่ม 1
ดว้ ยแสงของพชื ม.5 เล่ม 1

3) การนำเสนอผล - ป ร ะ เ ม ิ น ก า ร น ำ เ ส น อ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คุณภาพ 2
การทำกิจกรรม
ผลทำกิจกรรม นำเสนอผลทำกิจกรรม ผา่ นเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ
ทำงานรายบุคคล - ส ั ง เ ก ต พ ฤ ต ิ ก ร ร ม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2

5) พฤตกิ รรมการ การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
ทำงานกลุ่ม
- สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
6) คุณลักษณะ
อนั พึงประสงค์ การทำงานรายบคุ คล การทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์

7.2 ประเมินหลังการจดั - สังเกตความมวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2
กจิ กรรมการเรียนรู้
1) ทำแบบทดสอบ และม่งุ มนั่ ในการทำงาน คุณลกั ษณะอันพงึ ผ่านเกณฑ์
หลังเรยี น
ประสงค์

- ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน - แบบทดสอบหลังเรยี น - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การ หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2

สงั เคราะห์ด้วยแสง การสังเคราะห์ด้วย

แสง

8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้

8.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 2 การสังเคราะห์ของแสง
2) แบบฝึกหดั ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 2 การสงั เคราะห์ของแสง
3) แบบทดสอบหลงั เรียนหน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2 การสังเคราะห์ด้วยแสง
4) วัสดอุ ุปกรณ์กจิ กรรมการวัดอัตราการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืชทีค่ วามเข้มของแสงตา่ ง ๆ

8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องปฏบิ ตั กิ ารชีววิทยา
2) อนิ เทอร์เนต็
3) หอ้ งสมดุ

แบบประเมินรายงาน

คำช้ีแจง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ รายงาน แลว้ ขีด ✓ลงในช่องทีต่ รงกบั ระดบั คะแนน

ลำดบั ที่ รายการประเมนิ 4 ระดับคะแนน 1
รวม 32

1 ความถูกต้องของเนือ้ หา
2 ความสมบรู ณข์ องรปู เล่ม
3 ความตรงต่อเวลา

ลงชื่อ ................................................... ผูป้ ระเมนิ
................./................../..................

เกณฑ์การประเมินรายงาน

ประเดน็ ท่ีประเมิน ระดับคะแนน
1. ความถูกตอ้ ง
432 1
ของเนอ้ื หา
เน้อื หาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เนอื้ หาสาระของ เนอ้ื หาสาระของ
2. ความสมบูรณ์ รายงานไม่ถกู ต้องเปน็
ของรูปเลม่ รายงานถูกตอ้ งครบถว้ น รายงานถกู ตอ้ งเป็นส่วน รายงานถูกตอ้ งบาง สว่ นใหญ่
องคป์ ระกอบไม่
3. ความตรงตอ่ ใหญ่ ประเด็น ครบถ้วน ไมเ่ ป็น
เวลา ระเบียบ และรปู เลม่ ไม่
มีองค์ประกอบครบถ้วน มีองค์ประกอบครบถว้ น มอี งค์ประกอบครบถว้ น สวยงาม
ส่งชน้ิ งานชา้ กว่าเวลาที่
สมบรู ณ์ มคี วามเปน็ สมบรู ณ์ มคี วามเปน็ สมบูรณ์ แตย่ ังไมเ่ ปน็ กำหนด 3 วนั ข้นึ ไป

ระเบียบ และรูปเล่ม ระเบยี บ แต่รปู เลม่ ไม่ ระเบียบ และรูปเลม่ ไม่

สวยงาม สวยงาม สวยงาม

สง่ ช้นิ งานภายในเวลาท่ี ส่งชิ้นงานชา้ กว่าเวลาท่ี สง่ ชิ้นงานช้ากวา่ เวลาที่

กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ

11-12 ดีมาก

9-10 ดี

6-8 พอใช้

ต่ำกว่า 6 ปรบั ปรงุ

แบบประเมินการปฏบิ ตั กิ าร

คำชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนประเมินการปฏิบตั กิ ารของนกั เรยี นตามรายการทก่ี ำหนดแลว้ ขีด ✓ลงในช่องทีต่ รงกบั ระดบั คะแนน

ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
4321
1 การปฏิบัตกิ ารทดลอง
2 ความคล่องแคล่วขณะปฏิบตั กิ าร รวม
3 การนำเสนอ

ลงชอ่ื ................................................... ผปู้ ระเมิน
................./................../..................

เกณฑ์การประเมินการปฏิบตั ิการ

ประเด็นท่ปี ระเมนิ 4 ระดับคะแนน 2 1
3

1. การปฏิบัติการ ทำตามทดลองตามขั้นตอน ทำตามทดลองตามขั้นตอน ต้องให้ความช่วยเหลือบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลอื อย่าง

ทดลอง และใชอ้ ปุ กรณไ์ ด้อยา่ งถกู ตอ้ ง และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ในการทำการทดลอง และ มากในการทำการทดลอง

ถูกต้อง แต่อาจต้องได้รับ การใช้อปุ กรณ์ และการใช้อปุ กรณ์

คำแนะนำบา้ ง

2. ความคล่องแคล่ว มีความคล่องแคล่วในการทำ มีความคล่องแคล่วในการ ข า ด ค ว า ม ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว ทำการทดลองเสร็จไม่

ขณะปฏบิ ัติการ การทดลองโดยไมต่ อ้ งได้รับคำ ทำการทดลองแต่ต้องได้รับ ในขณะการทำการทดลอง ทันเวลา และทำอุปกรณ์

ชแ้ี นะ และทำการทดลองเสรจ็ คำแนะนำบ้าง และทำการ จึงทำการทดลองเสร็จไม่ เสยี หาย

ทันเวลา ทดลองเสรจ็ ทนั เวลา ทนั เวลา

3. การบันทึก สรุป บนั ทึกและสรุปผลการทดลอง บันทึกและสรุปผลการ ต้องให้คำแนะนำในการ ต้องให้ความช่วยเหลืออย่าง

และการนำเสนอ ไดถ้ ูกตอ้ ง รัดกมุ นำเสนอผล ทดลองได้ถูกต้อง แต่การ บันทึก สรุป และนำเสนอ มากในการบันทึกสรุป และ

ผลการทดลอง การทดลองเปน็ ขั้นตอนชดั เจน นำเสนอผลการทดลองยังไม่ ผลการทดลอง นำเสนอผลการทดลอง

เปน็ ขั้นตอน

เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ

11-12 ดมี าก

9-10 ดี

6-8 พอใช้

ต่ำกวา่ 6 ปรับปรงุ

บนั ทึกหลงั แผนการจดั การเรยี นรู้ รหสั วิชา ว30243
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วิทยาเพิม่ เตมิ
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เร่ือง การสงั เคราะหด์ ้วยแสง เวลา 4 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 13 เร่ือง ปัจจยั ทมี่ ีผลต่อการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช

 ดา้ นความรู้

 ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

 ดา้ นคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

 ดา้ นความสามารถทางวิทยาศาสตร์

 ด้านอน่ื ๆ (พฤติกรรมเดน่ หรือพฤติกรรมทม่ี ปี ัญหาของนักเรยี นเปน็ รายบุคคล (ถ้ามี))

 ปัญหา/อุปสรรค

 แนวทางการแก้ไข

ลงชื่อ.....................................................ผสู้ อน
(นางสาวดารนิ คาดสนทิ )
………/………../…….....

แผนการจดั การเรียนรู้ รหัสวิชา ว30243
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชีววิทยาเพม่ิ เตมิ
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 3 เรอ่ื ง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต เวลา 1 ชั่วโมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 14 เรอื่ ง วัฏจกั รของพืชดอก โรงเรียนบา้ นแพงพิทยาคม
ผูส้ อน นางสาวดารนิ คาดสนทิ

ผลการเรียนรู้

อธบิ ายวฏั จกั รชีวิตแบบสลบั ของพชื ดอก

สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด

พืชแตล่ ะตน้ ไม่ว่าจะเปน็ พืชดอกหรือพชื ไร้ดอกจะมีชว่ งระยะทแี่ ตกตา่ งกัน 2 ระยะสลบกัน คือ ระยะ
ทส่ี ร้างสปอร์ เรียกวา่ ระยะสปอโรไฟต์ (Sporophyte) แล้วระยะที่สร้างเซลล์สบื พันธุ์ เรยี กวา่ ระยะแกมโี ท
ไฟต์ (Gametophyte) พืชดอกเป็นพชื ท่ีมีวิวฒั นาการสูงทส่ี ุดในอาณาจกั รพืช มีการสบื พันธุแ์ บบอาศัยเพศ
โดยมีดอกเป็นอวัยวะท่ีทำหน้าทสี่ รา้ งสปอร์ แลว้ เจรญิ เปน็ แกมีโทไฟต์ที่ทำหนา้ ที่สร้างเซลล์สืบพนั ธุ์ ดังนั้นวฏั
จักรชีวิตของพชื ดอกจงึ เป็น วฏั จกั รชวี ิตแบบสลบั (Alternation of generation)

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. สืบคน้ ข้อมูลและอธบิ ายวัฏจักรชวี ติ ของพชื ดอกได้ (K)
2. วิเคราะหแ์ ละสรปุ เกีย่ วกับวฎั จกั รชีวิตของพชื ได้ (P)
3. รบั ผิดชอบต่อหนา้ ท่ีและงานที่ไดร้ ับมอบหมาย (A)

สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น

1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ

1) ทกั ษะการระบุ
2) ทกั ษะการเชอื่ มโยง
3) ทักษะการรวบรวมขอ้ มูล
3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต

คุณลักษณะอันพึงประสงค์

1. มวี นิ ัย
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน


Click to View FlipBook Version