1. พืชดอกมีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ หรือ alternation of generation ประกอบด้วยระยะสปอโร
ไฟต์ (Sporophyte) และระยะแกมีโทไฟต์ (Gametophyte) ในระยะสปอโรไฟต์เซลล์ต้นกำเนดิ
จะมีโครโมโซม (Chromosome) 2 ชุด (2n) เจริญมาจากเอ็มบริโอ (Embryo) ซึ่งพัฒนามาจาก
ไซโกต (Zygote) เป็นระยะทีม่ กี ารสร้างสปอร์ (Spore) โดยการแบง่ เซลล์แบบไมโอซิส (Meiosis)
ในระยะแกมีโทไฟต์ซึ่งเจริญมาจากสปอร์มีเซลล์ต้นกำเนิดที่มีโครโมโซม 1 ชุด (n) เป็นระยะที่
สรา้ งเซลลส์ ืบพนั ธ์แุ ละเกดิ การปฏิสนธิ
2. หมายเลข 1 ฐานรองดอก (receptacle)
หมายเลข 2 กลีบเลยี้ ง (sepal)
หมายเลข 3 กลีบดอก (petal)
หมายเลข 4 ออวุล (ovule)
หมายเลข 5 รังไข่ (ovary)
หมายเลข 6 กา้ นชูเกสรเพศเมยี (style)
หมายเลข 7 ยอดเกสรเพศเมยี (stigma)
หมายเลข 8 อบั เรณู (anther)
หมายเลข 9 ก้านชูอับเรณู (filament)
3. เกสรเพศผู้ (Stamen) เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกลีบดอก (Petal) เข้ามา ทำหน้าที่สร้างเซลลส์ ืบพันธ์ุ
เพศผู้ ซึ่งเกสรเพศผู้มักมีหลายอันและเรียงตัวเป็นวง แต่ละอันประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ก้านชู
เกสรเพศผู้ (Flament) และอับเรณู (Anther) ภายในอับเรณูมีถุงเรณู (Pollen sac) ที่บรรจุเรณู
ทำหนา้ ท่เี ป็นเซลลส์ บื พนั ธ์เุ พศผู้
4. ในพืชดอกเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ เรียกว่า เรณู หรือ Pollen เจริญอยู่ภายในโพรงเรณู (Pollen sac)
ของอับเรณู (Anther) การพัฒนาเรณู (Pollen) เริ่มจากไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (Microspore
mother cell) ที่มีโครโมโซม (Chromosome) 2 ชุด แบ่งตัวแบบไมโอซิส (Meiosis) ได้เซลล์
ใหม่ 4 เซลล์เรียกว่าไมโครสปอร์ (Microspore) ซึ่งมีจำนวนโครโมโซม 1 ชุดจากนั้นไมโครสปอร์
จะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส (Mitosis) ได้นิวเคลียส 2 นิวเคลียส และสร้างผนังหนา 2 ชั้นหุ้ม
รอบเซลลโ์ ครงสรา้ งท่เี กิดขึ้นหลงั การแบ่งเซลล์น้ีเรยี กวา่ เรณู
5. ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect flower) หมายถึง ดอกที่มีทั้งเกสรเพศผู้ (Stamen) และเกสรเพศ
เมยี (Pistil) อยู่ในดอกเดียวกนั เชน่ มะมว่ ง กหุ ลาบ ชบา ต้อยตงิ่ มะเขือ พรกิ บัว ผกั บงุ้
ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (Imperfect flower) หมายถึง ดอกที่มีเพียงเกสรเพศผู้ (Stamen) หรือ
เกสรเพศเมีย (Pistil) อยา่ งใดอย่างหนงึ่ เชน่ ขา้ วโพด ตำลึง ฟกั ทอง มะละกอ เงาะ มะยม
6. จากภาพคือดอกทานตะวัน เมื่อพิจารณาจำนวนดอกบนก้านดอกแล้ว ดอกทานตะวันจัดเป็นดอก
ประเภท ดอกชอ่ (Inflorescence) คือเป็นดอกทีป่ ระกอบด้วยดอกย่อยหลายดอกอยู่บนแกนช่อ
ดอกเดียวกัน ดอกทานตะวันจัดเป็นดอกช่อแบบเฮด (Head) คือเป็นดอกช่อที่ก้านช่อดอกจะหด
ส้นั และขยายแผอ่ อกเป็นวงคลา้ ยจานเรียกวา่ ฐานดอกร่วม (Common receptacle) สว่ นท่เี หน็
คล้ายเป็นกลบี ดอกติดอยทู่ ีว่ งรอบนอกของฐานดอกรว่ มคือ ดอกยอ่ ยท่เี รียกว่าดอกย่อยวงนอกซ่ึง
มักเป็นดอกเพศเมีย ถัดเข้ามาจะเห็นดอกย่อยมีลักษณะเป็นหลอดอยู่เบียดกันแน่นบริเวณตรง
กลางของฐานดอกร่วม เรียกว่าดอกย่อยวงใน มกั เป็นดอกสมบรู ณ์เพศ (Perfect flower)
7. การปฏสิ นธิคู่ คือการปฏสิ นธิทเ่ี กดิ ขึ้นภายในออวลุ (Ovule) พชื ดอก โดยเกิดการปฏิสนธิ 2 ครั้ง
พร้อมกนั จากสเปริ ์มนวิ เคลียส (Sperm nucleus) 2 ตัว มรี ายละเอยี ดดังน้ี
- เมือ่ หลอดเรณู (Pollen tube) เจริญมาจนถึงถุงเอ็มบริโอ (Embryo sac) หลอดเรณูจะแทรกเข้า
ถงุ เอ็มบรโิ อผ่านรูไมโครไพล์ (Micropyle) แล้วปลดปล่อย สเปิร์มนิวเคลยี สทัง้ สองเขา้ ภายใน
- การปฏสิ นธเิ กิดขึ้นในถุงเอม็ บริโอ (Embryo sac) 2 ครัง้ ครงั้ แรก คือ การปฏสิ นธริ ะหว่างสเปิร์ม
นิวเคลียสหนึ่งกับเซลล์ไข่ (Egg cell) ได้ไซโกต (Zygote) ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นเอ็มบริโอ
(Embryo) และครั้งที่สอง คือ การปฏิสนธิระหว่างสเปิร์มนิวเคลียสอีกตัวหนึ่งกับโพลาร์นิวคลิไอ
(Polar nuclei) ได้เซลล์ต้นกำเนิดเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) ซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นเอนโด
สเปิรม์
8. 1) รงั ไข่ (Ovary) จะเจรญิ ไปเปน็ ผล (Fruit)
2) ออวลุ (Ovule) จะเจริญไปเป็นเมล็ด (Seed)
3) ไข่ (Egg) จะเจรญิ ไปเปน็ ไซโกต (Zygote) และพฒั นาตอ่ ไปเป็นเอ็มบริโอ (Embryo)
4) ผนังออวุล (Integument) จะเจรญิ ไปเปน็ เปลอื กหมุ้ เมล็ด (Seed coat)
5) ผนังรังไข่ (Ovary wall) จะเจรญิ ไปเป็นเปลือกและเน้อื ของผล
6) โพลาร์นิวคลีไอ (Polar nuclei) จะเจรญิ ไปเปน็ เอนโดสเปริ ม์ (Endosperm)
9. ตัวอย่างพืชที่เมื่อเมล็ดเจริญเต็มที่แล้วยังมีเอนโดสเปิร์ม (Endosperm) อยู่ภายในเช่น ละหุ่ง
ขา้ ว ข้าวโพด ขนุน มะพร้าว เปน็ ต้น
ใบเลี้ยง เอนโดสเปริ ม์
โคลอี อพไทล์ รากแรกเกดิ
พลูมลู
โคลีโอไรซา
10. A คอื เอนโดสเปิรม์ (Endosperm)
B คือ ใบเลย้ี ง (Cotyledon)
C คือ เอม็ บริโอ (Embryo)
D คอื เปลือกห้มุ เมลด็ (Seed coat)
11. 11.1 การงอกโดยชใู บเลย้ี งขน้ึ เหนือดิน (Epigeal germination)
11.2 A คอื ใบเลีย้ ง (Cotyledon)
B คอื ใบแท้ (Foliage leaf)
C คือ ไฮโพคอทิล (Hypocoty)
D คอื เอพคิ อทิล (Epicoty)
12. ข้าวเหนียว น้ำและเนื้อมะพร้าว คือ เอนโดสเปิร์ม (Endosperm) ส่วนเนื้อมะม่วง คือ ผนังผลชนั้
กลาง (Mesocarp)
13. สภาพเมล็ดที่ยังคงมีชีวิตแต่ไม่สามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ ช่วยป้องกันอันตรายจากปัจจัยภายใน
และปัจจัยภายนอกท่ีมผี ลต่อการงอกของเมล็ดพันธ์ุ
14. ปัจจัยภายใน ได้แก่ เปลือกหุ้มเมล็ด (Seed coat) เอ็มบริโอ (Embryo) เอนโดสเปิร์ม
(Endosperm) และสารเคมหี รอื ฮอร์โมนพืชบางชนิด ตวั อยา่ งวธิ ีแกไ้ ขสภาพพักตวั เมล็ดเน่ืองจาก
เปลอื กหุม้ เมลด็ ทำได้โดย
15. ผลดีตอ่ โกงกางจากการไม่มีสภาพพักตวั ของเมล็ด คือ ทำใหโ้ กงกางมีโอกาสทจี่ ะรอดชีวิตและแพร่
พันธม์ุ ากขึ้น เนอื่ งจากการท่ีเมล็ดของโกงกางงอกตัง้ แต่อยู่บนตน้ เม่ือฝักตกลงมาปักลงบนดินเลน
ก็จะได้โกงกางต้นใหม่ได้เลย ถ้าเมล็ดโกงกางมีการพักตัวและไม่งอกตั้งแต่อยู่บนต้น โอกาสที่จะ
รอดชวี ิตและแพร่พันธุจ์ ะน้อยมาก เนอ่ื งจากฝักของต้นโกงกางลอยน้ำได้ จึงถูกน้ำพัดพาได้ง่ายทำ
ให้โอกาสทจี่ ะเจรญิ เตบิ โตเปน็ ต้นบนดนิ เลนเป็นไปไดย้ ากนัน่ เอง
16. มะเขือเทศมีเมล็ดทีเ่ พาะข้นึ ได้นาก เนื่องจากผิวของเมลด็ มีสารทีย่ บั ย้งั การงอกของเมล็ดเคลือบอยู่
ซอ่ื วา่ กรดแอบไซซกิ (Abscisic acid) ถ้าจะเพาะเมล็ดมะเขือเทศให้มโี อกาสงอกมากทีส่ ุดจะต้อง
นำเมล็ดไปล้างกอ่ นเพอ่ื เอาสารเคมีทเี่ คลือบเมล็ดอยู่ออกไป แลว้ ผง่ึ ให้แห้งก่อนนำไปเพาะ
17. ออกซิเจนช่วยในกระบวนการสลายสารอาหารเพื่อให้พลังงานที่จำเปน็ ต่อการงอกเมล็ด ส่วนน้ำมี
ส่วนช่วยทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตวั ลงและเป็นตัวกระตุ้นปฏิกริ ิยาทางชวี เคมี กระตุ้นการสร้าง
เอนไซมช์ ว่ ยย่อยสารอาหารทีส่ ะสมภายในเมลด็
18. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid)
19. เมลด็ ขณะงอกมีอัตราการหายใจสูง เพอื่ นำออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการสลายสารอาหารเพื่อให้
ได้พลงั งานซึง่ จะนำไปใชใ้ นกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism) ต่างๆของเซลล์
20. จากตารางบันทึกผลนำข้อมูลทีไ่ ด้มาคำนวนหาค่าดัชนีการงอกได้จากสตู ร
ดัชนกี ารงอกของเมล็ดพันธุ์ = ผลบวกของ(จำนวจนำเนมวลนด็ วทนั ่งี หอกลงัในเพแาตะ่ละวนั )
จากสูตร ดชั นีการงอกของเมลด็ พนั ธุ์จากแหล่งที่ 1 = 10 + 40 + 45 = 22.3
34 5
ดชั นีการงอกของเมล็ดพันธ์ุจากแหลง่ ท่ี 2 = 12 + 18 + 25 + 35 = 19.3
34 56
ดชั นกี ารงอกของเมลด็ พนั ธุ์จากแหล่งที่ 2 = 6 + 12 + 20 + 20 + 36 = 22
23 4 5 6
ดังนั้น ควรเลือกเมลด็ พันธจุ์ ากแหลง่ ท่ี 1 เพราะมคี า่ ดชั นกี ารงอกมากทส่ี ุดซงึ่ แสดงใหเ้ ห็นว่าเมล็ด
พันธ์ุจากแหล่งน้ีมคี วามแขง็ แรงมากทสี่ ดุ
ข้นั สรปุ
ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ตรวจแบบฝึกหดั ในแบบฝึกหัดชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1
2. ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 การสบื พันธุข์ องพชื ดอกและการเจรญิ เติบโต
3. ประเมนิ รายงาน เรื่อง โครงสรา้ งและปจั จยั ท่มี ผี ลต่อการงอกของเมล็ด โดยใชแ้ บบประเมนิ ช้ินงาน
4. ประเมินผงั มโนทศั น์ เรื่อง ปจั จัยทม่ี ีผลตอ่ การงอกเมล็ด โดยใช้แบบประเมินช้ินงาน
5. ประเมินการปฏบิ ตั กิ ารโดยใชแ้ บบประเมินปฏบิ ตั ิการจากการทำกิจกรรม
6. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานของนกั เรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบุคคล
7. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่
การวัดและประเมนิ ผล
รายการวดั วิธกี าร เครอื่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ
ประเมินระหว่าง - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - รอ้ ยละ 60 ผ่าน
การจัดกจิ กรรม และแสดงความคิดเห็น
การเรียนรู้ รายบุคคล เกณฑ์
1) กจิ กรรมนำสู่การ - ประเมินรายงาน เรือ่ ง
โครงสรา้ งและปัจจยั ที่มีผล - แบบประเมินช้นิ งาน - ระดบั คุณภาพ 2
เรยี น ต่อการงอกของเมล็ด - แบบฝึกหัดชวี วิทยา ผ่านเกณฑ์
- การตอบคำถาม
2) การงอกของเมลด็ - ประเมินผงั มโนทัศน์ เรื่อง ม.5 เลม่ 1
ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การงอก
พชื เมลด็
- ตรวจแบบฝกึ หดั ชวี วิทยา
ม.5 เลม่ 1
3) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม
นำเสนอผลทำ ผ่านเกณฑ์
กจิ กรรม
4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบุคคล
การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
5) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทำงานกล่มุ การทำงานรายบคุ คล
การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
6) คณุ ลกั ษณะ - สงั เกตความมีวินัย - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ 2
อันพงึ ประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น
ในการทำงาน คณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ประเมินหลงั การจดั - ตรวจแบบทดสอบ
กจิ กรรมการเรยี นรู้ หลงั เรยี นหน่วยการ อันพงึ ประสงค์
1) ทำแบบทดสอบ
เรยี นรู้ที่ 3 การสบื พนั ธ์ุ - แบบทดสอบหลงั - ร้อยละ 60 ผ่าน
หลังเรียน ของพืชดอกและการ
เจรญิ เติบโต เรียน เกณฑ์
หน่วยการเรียนรู้ที่
3 การสบื พันธข์ุ อง
พืชดอกและการ
เจรญิ เติบโต
ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้
สอ่ื การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 การสืบพันธุข์ องพชื ดอกและการ
เจรญิ เตบิ โต
2) แบบฝึกหดั ชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 3 การสบื พันธ์ขุ องพชื ดอกและการ
เจรญิ เติบโต
3) แบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต
4) วัสดอุ ปุ กรณ์กจิ กรรมการงอกเมล็ด
5) วสั ดุอปุ กรณ์กจิ กรรมการตรวจสอบคณุ ภาพเมล็ดพนั ธ์ุ
แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องปฏิบตั ิการชีววทิ ยา
2) อนิ เทอรเ์ น็ต
3) ควิ อาร์โคด้ จากหนังสือเรยี นชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 เรือ่ ง การงอกของเมล็ด
แบบประเมนิ ช้นิ งาน
คำช้แี จง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ช้ินงานตามรายการทก่ี ำหนดแล้วขดี ✓ ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั ระดับคะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมิน 4 ระดับคะแนน 1
32
1 ความถกู ตอ้ งของชน้ิ งาน
2 การจัดรปู แบบช้ินงาน
3 ความตรงตอ่ เวลา
รวม
ลงช่อื .............................................. ผปู้ ระเมนิ
................./................/................
เกณฑก์ ารประเมินชน้ิ งาน
รายการประเมนิ ระดับคะแนน
1. ความถกู ตอ้ งของ 4 3 21
ชิ้นงาน ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไม่ถูกต้อง และ
ครบทุกหวั ขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่
ใหญ่ บางสว่ น กำหนด
2. การจัดรปู แบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ชนิ้ งาน
ความคิดสรา้ งสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มคี วามน่าสนใจ
มีความนา่ สนใจ ใหญ่ บางสว่ น
3. ความตรงตอ่ เวลา สง่ ชนิ้ งานภายในเวลาท่ี ส่งชนิ้ งานช้ากวา่ เวลาที่ สง่ ช้นิ งานช้ากว่าเวลาที่ สง่ ช้นิ งานชา้ กวา่ เวลา
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ทก่ี ำหนด 3 วันข้นึ ไป
เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรับปรงุ
แบบประเมินการปฏบิ ัตกิ าร
คำช้ีแจง : ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติการของนักเรียนตามรายการทีก่ ำหนดแล้วขดี ✓ลงในช่องท่ตี รงกบั ระดับคะแนน
ลำดับท่ี รายการประเมิน ระดับคะแนน
4321
1 การปฏบิ ัติการทดลอง
2 ความคล่องแคล่วขณะปฏบิ ตั ิการ รวม
3 การนำเสนอ
ลงชื่อ ................................................... ผู้ประเมนิ
................./................../..................
เกณฑก์ ารเกณฑ์การประเมนิ การปฏบิ ัติการ
ประเดน็ ทีป่ ระเมิน 4 ระดับคะแนน 2 1
3
1. การปฏิบัติการ ท ำ ต า ม ท ด ล อ ง ต า ม ทำตามทดลองตามขั้นตอน ต้องให้ความช่วยเหลือ ต้องให้ความช่วยเหลือ
ทดลอง ขั้นตอนและใช้อุปกรณ์ได้ และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง บ ้ า ง ใ น ก า ร ท ำ ก า ร อย่างมากในการทำการ
อยา่ งถูกต้อง ถูกต้อง แต่อาจต้องได้รับ ทด ล อง แ ล ะ กา ร ใช้ ทดลอง และการใช้
คำแนะนำบ้าง อปุ กรณ์ อปุ กรณ์
2 . ค ว า ม มีความคล่องแคล่วในการ มีความคล่องแคล่วในการทำ ขาดความคล่องแคล่ว ทำการทดลองเสร็จไม่
ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว ทำการทดลองโดยไม่ต้อง การทดลองแต่ต้องได้รับ ใ น ข ณ ะ ก า ร ท ำ ก า ร ท ั น เ ว ล า แ ล ะ ท ำ
ขณะปฏบิ ตั กิ าร ได้รบั คำชี้แนะ และทำการ คำแนะนำบ้าง และทำการ ทดลองจึงทำการทดลอง อปุ กรณเ์ สยี หาย
ทดลองเสร็จทันเวลา ทดลองเสร็จทนั เวลา เสรจ็ ไมท่ นั เวลา
3. การบันทึก สรุป บันทกึ และสรปุ ผลการ บันทึกและสรุปผลการ ต้องให้คำแนะนำในการ ต้องให้ความช่วยเหลือ
แ ล ะ ก า ร ทดลองไดถ้ กู ต้อง รดั กุม ทดลองได้ถูกต้อง แต่การ บ ั น ท ึ ก ส ร ุ ป แ ล ะ อย่างมากในการบันทึก
นำเสนอผลการ นำเสนอผลการทดลอง นำเสนอผลการทดลองยังไม่ นำเสนอผลการทดลอง สรุป และนำเสนอผล
ทดลอง เปน็ ขัน้ ตอนชดั เจน เปน็ ข้ันตอน การทดลอง
เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
11-12 ดมี าก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ตำ่ กวา่ 6 ปรบั ปรุง
บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้ รหสั วิชา ว30243
ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพม่ิ เตมิ
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 เร่อื ง การสบื พนั ธขุ์ องพืชดอกและการเจรญิ เติบโต เวลา 4 ชั่วโมง
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 17 เรอื่ ง การงอกของเมลด็ พชื
1. ผลการจดั การเรยี นรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
............................................................................................................................................................... ...............
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
................................................................................................................................................ ..............................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................... ...................................
ลงชื่อ.....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชวี วทิ ยาเพ่มิ เตมิ รหัสวิชา ว30243
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 เรอ่ื ง การตอบสนองของพชื ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 17 เร่อื ง การตอบสนองของพืชตอ่ สารเคมี เวลา 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นางสาวดารนิ คาดสนทิ โรงเรยี นบ้านแพงพทิ ยาคม
1. ผลการเรียนรู้
สืบค้นข้อมูล อธิบายบทบาทและหน้าที่ของออกซิน ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน เอทิลีน และกรด
แอบไซซิก และอภิปรายเกย่ี วกับการนำไปใช้ประโยชนท์ างการเกษตร
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายบทบาทหน้าท่ีของออกซิน ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลนิ เอทลิ ีน และกรดแอบไซซิกได้ (K)
2. สามารถประยุกต์ใชส้ ารเคมีท่ีมโี ครงสร้างคลา้ ยฮอร์โมนพืชกับพืช เพ่ือประโยชน์ทางการเกษตรได้ (P)
3. รบั ผิดชอบต่อหนา้ ท่ีและงานที่ได้รบั มอบหมาย (A)
3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถิน่
พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- พืชสร้างสารควบคมุ การเจริญเติบโตหลายชนิดท่สี ่วน
ต่าง ๆ ซึ่งสารนี้เป็นสิ่งเร้าภายในที่มีผลต่อการ
เจริญเติบโตของพืช เช่น ออกซิน ไซโทไคนิน จิบเบอ
เรลลนิ เอทลิ ีน และกรดแอบไซซกิ
4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
สารเคมที ีพ่ ืชผลิตขึน้ เองตามสว่ นต่างๆ ของพชื เป็นส่งิ เรา้ ภายในท่ีมีผลต่อการเจรญิ เติบโตของพชื เป็น
ส่ิงเร้าภายในที่มผี ลต่อการเจริญเติบโตของพืช มนุษย์จึงศกึ ษาโครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของสารเคมีเหล่านี้และ
สังเคราะห์สารเหล่านี้ขึ้นมาประยุกต์ใช้กบพืชเพื่อควบคุมการเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิต และยืดอายุผลิต
ของพืช
5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียนและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มีวนิ ยั
2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรียนรู้
1) ทักษะการระบุ 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
2) ทักษะการสังเกต
3) ทกั ษะการเปรยี บเทียบ
4) ทกั ษะการรวบรวมข้อมูล
5) ทักษะการนำความรู้ไปใช้
3. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
6. กิจกรรมการเรียนรู้
แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ช่ัวโมงที่ 1
ขัน้ นำ
ขน้ั ที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครูให้นักเรยี นทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เรื่อง การตอบสนองของพชื
2. ครใู ห้นกั เรยี นรบั ชมวีดิทัศน์ เรื่อง การตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ของพชื เมื่อนกั เรียนชมการตอบสนองต่อ
สิง่ เร้าของพชื แล้ว ครถู ามคำถาม Big Question กอ่ นเริม่ บทเรียนโดยให้นักเรียนเขียนคำตอบลงใน
สมดุ บันทกึ ก่อนเขา้ สบู่ นเรียน เมอื่ เรียนจบหน่วยแล้วครูจึงเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง โดยมีแนวคำถาม
ดังนี้
- สิ่งเร้ามีผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื อย่างไร
(แนวตอบ: สิ่งเรา้ ท่ีมากระตุน้ พชื อาจอยู่ในสารเคมี หรอื สงิ่ แวดลอ้ ม เมื่อพืชตอบสนองต่อส่ิงเร้าที่มา
กระตุ้น บางชนิดจะช่วยเรง่ การเจริญเติบโต บางชนิดมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช นอกจากน้ี
พชื บางชนิดอาจมีการตอบสนองต่อส่ิงแวดล้อมในทิศทางท่ีสัมพันธ์กับสิ่งเร้า บางชนิดไม่สัมพันธ์กับ
สงิ่ เรา้ )
- การตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ ของพชื มคี วามสำคญั อย่างไร
(แนวตอบ: สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนต้องมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นเพื่อดำรงชีวิตอยู่ใน
สภาพแวดลอ้ มได้ ตัวอยา่ งเช่น พชื จะโคง้ ไปทางที่มีความเขม้ ข้นของแสงมากกวา่ เพ่อื ใหไ้ ด้รับแสงท่ี
เพียงพอต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง นอกจากนี้พืชยงั มีการตอบสนองต่อพืชยังตอบสนองต่อสารเคมี
หรือฮอร์โมน เช่น การปิดปากใบเมือ่ พชื อยใู่ นสภาวะเครยี ด)
- เราสามารถนำความรู้เกี่ยวกบั การตอบสนองต่อส่งิ เร้าของพืชมาประยุกต์ใช้ได้อยา่ งไร
(แนวตอบ: เพ่มิ ผลผลติ ยดื อายผุ ลผลิต นำไปประยกุ ต์ใช้ในเกษตรกรรม)
ขน้ั สอน
ขน้ั ที่ 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. นกั เรียนและครูร่วมกนั อภิปรายคำตอบ Prior Knowledge โดยมแี นวคำถามดงั นี้
- สารเคมีที่มผี ลตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื มีอย่างไรบา้ ง
(แนวตอบ: มีทั้งเร่งการเจริญเติบโต เช่น ทำให้เซลล์ยืดยาว มีขนาดเพิ่มขึ้น มีการแบ่งเซลล์มากข้ึน
และยับยง้ั การเจรญิ เติบโต)
2. ครูเกริ่นนำว่า “สารเคมีที่พืชผลิตขึ้นเพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมาบ้างแล้วจากบทเรียน
ก่อนหน้านี้ เช่น เมื่อพืชอยู่ในสภาวะเครียด ซึ่งเกิดจากดนิ มสี ภาพเป็นกรด พืชจะหลัง่ ฮอรโ์ มนชนิด
หนึ่งที่เรียกว่า กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) หรือสารเคมีบางชนิดที่มีผลไปยังยั้งการงอกของ
เมล็ด”
3. ให้นักเรียนศึกษาความหมายของคำว่าสารควบคุมการเจริญเติบโต (Plant Growth Regulators;
PGRs) ของพืชกับฮอร์โมนพืช (Plant hormones) ในหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 เพ่ือ
กจิ กรรม เรอ่ื ง การตอบสนองตอ่ แสงของปลายโคลอี อพไทล์ (Coleoptile) ของพชื
4. ใหน้ ักเรยี นแบง่ กลุ่มออกเป็น กลุ่มละ 5-6 คน ทำกจิ กรรม เรื่อง การตอบสนองต่อแสงของปลายโคลี
ออพไทล์ (Coleoptile) ของพชื
5. ให้สมาชกิ ภายในกลุม่ แบ่งภาระหนา้ ท่รี ับผดิ ชอบ โดยสมาชิกในกลมุ่ มีบทบาทและหน้าท่ีของตนเอง
ดงั นี้
- สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ทเี่ ตรยี มวัสดุอุปกรณ์กจิ กรรมการตอบสนองต่อแสงของปลายโคลีออพไทล์
(Coleoptile) ของพชื
- สมาชกิ คนท่ี 2 : ทำหน้าทอี่ า่ นวธิ กี ารทำกิจกรรม และนำมาอธิบายให้สมาชิกภายในกลุม่ ฟงั
- สมาชิกคนที่ 3 และ 4 : ทำหนา้ ที่บันทกึ ผลการทำกิจกรรม
- สมาชกิ คนท่ี 5 และ 6 : ทำหน้าท่ีนำเสนอผลท่ีได้จากการทำกจิ กรรม
6. ในระหว่างการทำกจิ กรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตัง้ คำถามขน้ั ตอนการทำกจิ กรรมที่ตนเองสงสัย เช่น
แล้วให้สมาชกิ ร่วมกนั สบื ค้นจากแหล่งขอ้ มลู เพื่อตอบคำถาม
ขน้ั ท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
7. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายในกล่มุ ต้งั คำถาม และนำเสนอผลจากการสืบค้นคำตอบ
8. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นักเรียน จากนั้นครูนำ ภาพการทดลองของชาลส์ ดาร์วินและฟรานซิส ดาร์วิน ซึ่งเป็น
นักวทิ ยาศาสตรท์ ค่ี น้ พบฮอรโ์ มนพืชเปน็ ครงั้ แรก ตัวอยา่ งภาพ
9. ครสู ุ่มเรยี กเลขท่ขี องนักเรียนลุกขึ้นตอบคำถามจากภาพ ดงั นี้
- นกั เรยี นคดิ วา่ พชื ต้นใดเอนเข้าหาแสงบ้าง เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: พืชต้นที่ 1 4 และ 5 เน่อื งจากบรเิ วณปลายยอดพืชสามารถผลติ ออกซนิ ได้)
- นกั เรียนคิดว่า พืชตน้ ใดไม่เอนเข้าหาแสงบ้าง เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: พืชตน้ ที่ 2 และ 3 เนือ่ งจากบรเิ วณปลายยอดพืชไม่สามารถผลิตออกซนิ ได้)
- นกั เรยี นคิดว่าภาพการทดลองของชาลส์ ดาร์วนิ และฟรานซิส ดารว์ นิ สอดคล้องกบั กิจกรรม เร่ือง
การตอบสนองต่อแสงของปลายโคลอี อพไทล์ (coleoptile) ของพืช หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: สอดคล้องกนั ซงึ่ สารเคมที ี่อยู่บริเวณปลายโคลีออพไทลจ์ ะตอบสนองต่อแสงทำให้ส่วน
ยอดโค้งเข้า หาแสง หากพืชไม่มีปลายยอด หรือบริเวณปลายยอดไม่ไดร้ บั แสง ปลายยอดของพชื
จะไมโ่ คง้ งอเขา้ หาแสง)
10. เมื่อนักเรียนตอบคำถามแล้ว ให้นักเรียนคิดต่อไปว่าถ้าครูผ่าปลายยอดของพืชออกไปแล้วนำ
แผ่น วนุ้ มาคั่นกลางระหว่างปลายยอดกับลำตน้ พชื พชื จะเอนเขา้ หาแสงอีกหรือไม่ โดยครูอาจนำ
ภาพการทดลองของปีเตอร์ บอยเซน-เจนเซน นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์กมาให้นักเรียนเห็น
ภาพชดั ขน้ึ ตวั อย่างภาพ
11. แล้วถา้ ครูนำแผน่ วุ้นไปวางไว้ยอดพืช B ของภาพการทดลองของชาลส์ ดาร์วินและฟรานซิส ดาร์
วนิ ยอดพืช B จะเอนเข้าหาแสงหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(แนวตอบ: ไมโ่ ค้งงอ เน่อื งจากสารเคมีทีผ่ ลิตบริเวณปลายยอดไม่สามารถเคลื่อนทไ่ี ด้)
12. ครูให้นักเรียนศึกษากลไกการเอนเข้าหาแสงของปลายยอดพืชจากคิวอาร์โค้ด เรื่อง การโค้งงอ
ของโคลีออพไทล์พชื ในหนังสอื ชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 แล้วบนั ทกึ ขอ้ มลู ลงในสมดุ บันทึกของตนเอง
13. ครูเสริมและเพิ่มเติมข้อมูล หากข้อมูลทนี่ ักเรยี นออกมานำเสนอยังไม่สมบรู ณ์
14. นักเรียนและครรู ่วมกันอภิปรายผลจากการทำกิจกรรม
15. ครถู ามคำถามท้ายกิจกรรม และเฉลยคำถามทา้ ยกจิ กรรม โดยมแี นวคำถาม ดงั น้ี
- การเจริญของต้นกลา้ ของขา้ วโพดทง้ั 3 กลุม่ เหมือนหรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
(แนวตอบ: แตกต่างกัน มีเพยี งตน้ กล้ากลุม่ ท่ี 3 (ค.) เท่านนั้ ท่ีโคง้ เขา้ หาแสง)
- นักเรยี นสรุปผลการทดลองนี้วา่ อยา่ งไร
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน โดยมีแนวการตอบ คือ ปลายยอดที่ได้รับแสงจะส่งผล
ให้ลำต้นพชื เอนเขา้ หาแสง หากปลายยอดถกู ตัดหรือไมไ่ ด้รบั แสงจะไมท่ ำให้พชื เอนเข้าหาแสง)
ชั่วโมงท่ี 2
ข้ันสอน
ข้นั ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครูเกริ่นนำว่า นักเรียนพอรู้ว่าออกซินส่งผลอย่างไรต่อพืชมาบ้างแล้ว นอกจากออกซินแล้วยังมี
ฮอร์โมนชนดิ อ่นื ทสี่ ่งผลตอ่ การเจริญของพืช
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มออกมาจับสลาก
หมายเลข ซง่ึ แตล่ ะหมายเลขให้ศกึ ษาฮอรโ์ มนพชื ตอ่ ไปนี้
- หมายเลข 1 ศกึ ษาออกซิน
- หมายเลข 2 ศึกษาไซโทไคนนิ
- หมายเลข 3 ศึกษาจิบเบอเรลลิน
- หมายเลข 4 ศกึ ษาเอทลิ ีน
- หมายเลข 5 ศกึ ษากรดแอบไซซิก
3. หลังจากนั้นครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน โดยสมาชิกต้องมาจากกลุ่มเดิมที่อยู่กลุ่ม
หมายเลข 1 2 3 4 และ 5
4. ใหส้ มาชกิ ภายในกลมุ่ แลกเปล่ยี นความรู้เกยี่ วกบั ฮอร์โมนพชื ตา่ ง ๆ
5. ครูแจกใบงานเร่อื ง ฮอร์โมนพชื แล้วใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มลงมือทำใบงาน
ข้ันท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
1. ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูลที่กลุ่มตนเองได้รับ ส่วนนักเรียนคนอื่น ๆ ให้บันทึก
ขอ้ มลู การนำเสนอลงในสมุดบันทกึ ของตนเอง
2. หลังจบการนำเสนอครบทุกกลุ่ม นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลจากการทำใบงานว่า
“ฮอร์โมนพืชเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มผี ลต่อการเจริญเติบโตของพืช มีทั้งเร่งการเจรญิ เติบโตและ
ยับยั้งการเจริญเติบโต ดังนั้น มนุษย์จึงเล็งเห็นประโยชน์ของฮอร์โมนพืชเหล่านี้ จึงสังเคราะห์
สารเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนพืช เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เช่น NAA แทนออก
ซิน BAP แทนไซโทไคนนิ ”
ชั่วโมงที่ 3
ข้นั สอน
ขั้นที่ 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูเกริ่นนำว่า นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลของฮอร์โมนพืชชนิดต่าง ๆ และสารเคมีสังเคราะห์มี
โครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนพืชมาบ้างแล้ว ดังนั้น เพื่อให้นักเรียนได้ทดลองใช้เคมีสังเคราะห์กับพชื
ศึกษาดกู ารเปลยี่ นแปลงของพืชจากการทำกจิ กรรมในหนังสอื เรยี นชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
2. ให้นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 5-6 คน ทำกจิ กรรม เร่ือง อทิ ธพิ ลของสารควบคมุ การเจริญเติบโตของ
พชื
3. ใหส้ มาชกิ ภายในกล่มุ แบ่งภาระหน้าทรี่ ับผดิ ชอบ โดยสมาชิกในกลุม่ มีบทบาทและหน้าที่ของตนเอง
ดงั นี้
- สมาชิกคนที่ 1 : ทำหน้าที่เตรียมวัสดอุ ุปกรณ์กิจกรรมอิทธิพลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโตของ
พืช
- สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหน้าที่อ่านวิธีการทำกิจกรรม และนำมาอธบิ ายให้สมาชกิ ภายในกลุม่ ฟัง
- สมาชิกคนท่ี 3 และ 4 : ทำหนา้ ท่บี นั ทกึ ผลการทำกจิ กรรม
- สมาชิกคนที่ 5 และ 6 : ทำหนา้ ท่นี ำเสนอผลท่ไี ด้จากการทำกจิ กรรม
4. ในระหวา่ งการทำกิจกรรมใหส้ มาชิกภายในกลุ่มต้ังคำถามข้ันตอนการทำกิจกรรมท่ีตนเองสงสัย เช่น
แล้วใหส้ มาชกิ รว่ มกันสบื ค้นจากแหลง่ ข้อมลู เพอื่ ตอบคำถาม
ข้ันที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Expand)
5. ครมู อบหมายการบ้านให้นักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เล่ม 1
6. ให้นักเรียนทำผังมโนทัศน์ เรื่อง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ลงในกระดาษ A4 พร้อม
ตกแตง่ ให้สวยงาม และนำเสนอหน้าช้ันเรยี น
8. ให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกล้วยไม้ในห้องปฏิบัติการโดยใช้ฮอร์โมนพืช
เพื่อใหน้ ักเรียนได้ศกึ ษาการใช้ฮอรโ์ มนรว่ มกันระหวา่ งออกซนิ (Auxin) และไซโทไคนนิ (Cytokinin)
ควบคมุ การเจรญิ เตบิ โตของแคลลสั (Callus)
9. ครูถามคำถามท้าทายการคิดขั้นสูงว่า ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชบนอาหารแข็งของพืชชนิดหน่ึง
เพื่อใหไ้ ด้ตน้ อ่อนที่แข็งแรงและปราศจากโรคก่อนนำไปปลูกลงดนิ ควรใหป้ รมิ าณออกซนิ แก่แคลลัส
ปรมิ าณเทา่ ใดบ้าง เพราะเหตใุ ด
(แนวตอบ: ควรให้ในปรมิ าณทเี่ หมาะสมเป็นสดั ส่วนกับไซโทไคนนิ (Cytokinin) หากตอ้ งการกระตุ้น
แคลลัส (Callus) ให้เจริญเป็นยอดควรใชป้ รมิ าณออกซิน (Auxin) นอ้ ยกว่าไซโทไคนิน (Cytokinin)
และหากต้องการกระต้นุ แคลลัสใหเ้ จริญเป็นราก (Root) ควรใชป้ รมิ าณออกซนิ มากกว่าไซโทไคนิน)
ขนั้ สรุป
ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของตนเองให้นักเรียนตอบคำถามในกรอบ Topic Question โดยครู
และ นักเรียนรว่ มกันอภิปรายคำตอบทีถ่ กู ต้อง
- สารควบคมุ การเจรญิ เติบโตของพชื คืออะไร
(แนวตอบ: เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ครอบคลุมทั้งฮอร์โมนพืชและสารเคมีสังเคราะห์ที่มี
โครงสรา้ งและสมบัติคล้ายทางเคมกี บั ฮอร์โมนพืช)
- เพราะเหตใุ ดปลายยอดอ่อนของพืชจงึ เอนเข้าหาแสง
(แนวตอบ: เน่ืองจากบริเวณปลายยอดมีฮอร์โมนออกซนิ ท่เี คล่ือนท่ีไปบรเิ วณท่ีไมม่ ีแสง ทำให้บรเิ วณ
ทไ่ี ม่โดนแสงเจรญิ มากกว่าด้านทไ่ี ม่โดนแสง ส่งผลใหป้ ลายยอดออ่ นโคง้ หรอื เอนเขา้ หาแสง)
- แหลง่ สรา้ งหลักของฮอร์โมนออกซินและไซโทไคนินอย่ทู ่สี ว่ นใดของพชื
(แนวตอบ: ตายอดเป็นแหล่งสำคัญในการสร้างออกซิน (Auxin) ส่วนเนื้อเยื่อเจริญปลายรากเป็น
แหลง่ สรา้ งไซโทไคนนิ (Cytokinin))
- จงเรียงลำดับปริมาณความเข้มข้นของออกซินที่เหมาะสมต่อการเจริญของอวัยวะพืชจากมากไป
นอ้ ย
(แนวตอบ: ลำต้น (Stem) ตา (Buds) และราก (Root) ตามลำดบั )
- ยกตวั อย่างสารสังเคราะหท์ ่ใี ชแ้ ทนฮอร์โมนออกซนิ และไซโทไคนนิ มอะไรบ้าง
(แนวตอบ: NAA 2,4-D และ 2,4,5-T ใช้แทนออกซิน (Auxin) ส่วนไคเนติน (Cytokinin) และBAP
ใชแ้ ทน (Cytokinin))
- จบิ เบอเรลลนิ (Gibberellin) ถกู คน้ พบในสง่ิ มีชีวิตชนดิ ใด และมบี ทบาทกบั พืชอยา่ งไร
(แนวตอบ: เชือ้ รา Gibberella fujikuroi ซง่ึ จบิ เบอเรลลนิ (Gibberellin) ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์
และช่วยขยายขนาดเซลล์ ทำให้เซลล์ยาวขึ้น กระตุ้นการงอกเมล็ด ส่งเสริมการงอกของตาและ
ยับยัง้ การงอกของราก)
- การงอกของเมลด็ พชื ใบเล้ียงเดย่ี วเกี่ยวขอ้ งอย่างไรกบั ฮอรโ์ มนจิบเบอเรลลิน (Gibberellin)
(แนวตอบ: ฮอร์โมนจบิ เบอเรลลิน (Gibberellin) มผี ลยับยัง้ การงอกของเมลด็ )
- เอทลิ ีน (Ethylene) แตกต่างจากฮอร์โมนพชื ชนดิ อื่นอยา่ งไร
(แนวตอบ: มสี ถานะเปน็ แกส๊ )
- เอทิลนี (Ethylene) มบี ทบาทสำคัญกับพชื อย่างไร
(แนวตอบ: กระตนุ้ การสุกของผลไม้ กระต้นุ การออกดอกของสบั ปะรด)
- กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) มบี ทบาทสำคัญกับพชื อย่างไร
(แนวตอบ: ทำให้พืชดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม เช่น ทำให้ปากใบพืชปิดเมื่อพืชอยู่ใน
สภาวะแล้ง)
2. ครตู รวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี นหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4
3. ครูตรวจแบบฝึกหดั ในแบบฝกึ หดั ชีววทิ ยา ม.5 เลม่ 1
4. ครูตรวจใบงาน เร่อื ง ฮอร์โมนพชื
5. ครูประเมนิ การปฏิบตั ิการจากการทำกิจกรรม โดยใช้แบบประเมินการปฏบิ ตั ิการ
6. ครปู ระเมินผงั มโนทัศน์ เรื่อง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช โดยใชแ้ บบประเมินชน้ิ งาน
7. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานของนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
8. สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่ โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม
7. การวดั และประเมินผล
รายการวัด วิธีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ์การประเมิน
7.1 การประเมนิ ก่อน - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน - แบบทดสอบก่อนเรียน - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
เรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4
- แบบทดสอบกอ่ น
ตอบสนองของพชื การตอบสนองของพชื
เรยี น หน่วยการ
เรียนรู้ที่ 4 การ
ตอบสนองของพชื
7.2 ประเมินระหว่าง
การจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้
1) กิจกรรมนำสกู่ าร - สงั เกตจากการตอบคำถาม - แบบสังเกตพฤติกรรม - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
เรียน และแสดงความคดิ เหน็ รายบุคคล
- การตอบคำถาม
2) การตอบสนองของ - ตรวจใบงานเรื่อง ฮอรโ์ มนพืช - ใบงานเรอ่ื ง - ระดบั คณุ ภาพ 2
พชื ตอ่ สารเคมี - ตรวจผงั มโนทศั น์ เรอื่ ง สาร ฮอร์โมนพชื ผา่ นเกณฑ์
ควบคุมการเจริญเตบิ โตของ - แบบประเมินชนิ้ งาน
พืช
3) การนำเสนอผล - ประเมินการนำเสนอ - แบบประเมินการ - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำกจิ กรรม ผลทำกจิ กรรม นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
- สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
4) พฤติกรรมการ การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
ทำงานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
การทำงานรายบุคคล การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
5) พฤติกรรมการ - สังเกตความมีวินยั - แบบประเมนิ - ระดับคุณภาพ 2
ทำงานกลมุ่ ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมน่ั คุณลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทำงาน อนั พึงประสงค์
6) คณุ ลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์
8. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนงั สือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 การตอบสนองของพืช
2) แบบฝกึ หดั ชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 4 การตอบสนองของพืช
3) แบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 4 การตอบสนองของพืช
4) ใบงานเรื่อง ฮอร์โมนพืช
5) วสั ดุอุปกรณ์กจิ กรรมการตอบสนองต่อแสงของปลายโคลีออพไทล์ (Coleoptile) ของพชื
6) วสั ดุอปุ กรณ์กิจกรรม เร่อื ง อิทธพิ ลของสารควบคุมการเจรญิ เติบโตของพืช
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏิบตั ิการชีววิทยา
2) อนิ เทอร์เน็ต
ใบงาน
เรื่อง ฮอร์โมนพืช
คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนพจิ ารณาสมบัตขิ องฮอร์โมนพชื ที่กำหนดให้ แลว้ ทำเครอ่ื งหมาย ✓ ลงในตาราง
ฮอร์โมนพชื
สมบัติ ออกซนิ ไซโทไคนนิ จิบเบอเรลลิน เอทลิ ีน กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)
สรา้ งจากใบและตา
สร้างจากเนื้อเยื่อบริเวณปลายยอด
และราก
มสี ถานะเป็นแกส๊ พบในผลไมส้ กุ
พบในน้ำมะพร้าว หรือสารสกัดจาก ✓
ยสี ต์
สกัดได้จากเชื้อรา Gibberella
fujikuroi
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะมีผลไป
ยับการเจริญของตาข้าง แต่ส่งเสริม
การเจริญของราก
มีผลทำให้ลำต้นยืดยาว กระตุ้นการ
งอกของเมล็ด
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะช่วย
ส่งเสริมการเจริญของตาข้าง แต่
ยับยัง้ การเจริญของราก
ช่วยทำให้ผลของพืชบางชนิดเจริญ
แบบ parthenocarpy
พืชจะผลิตขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะขาด
นำ้ มผี ลทำให้ปากใบปดิ
เรง่ การไหลของน้ำยาง
มผี ลทำใหป้ ากใบเปิดในท่ที ีไ่ ม่มีแสง
เคลอื่ นย้ายผ่านทางไซเล็ม
กระต้นุ การออกดอกของสับปะรด
ฮอร์โมนพืช
สมบัติ ออกซิน ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลนิ เอทลิ นี กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)
มีผลทำให้เมล็ดอยู่ในสภาพพักตวั
หากได้รับในปริมาณมากเกินไป จะ
ส่งผลให้มากเกินไป ลำต้นจะยาว ใบ
ไม่ขยายตัว บริเวณยอดจะโค้งงอ
คล้ายตาขอ ลำต้นทั้งหมดจะมีสีขาว
ซีดเนอื่ งจากไม่มีคลอโรฟีลล์
ใชเ้ ปน็ สารกำจัดวัชพืช
เฉลยใบงาน เฉลย
เร่ือง ฮอร์โมนพืช
คำชี้แจง : ใหน้ ักเรียนพิจารณาสมบัตขิ องฮอร์โมนพชื ท่ีกำหนดให้ แลว้ ทำเครือ่ งหมาย ✓ ลงในตาราง
ฮอรโ์ มนพืช
สมบัติ ออกซนิ ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน เอทลิ นี กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)
สรา้ งจากใบและตา ✓
สร้างจากเนื้อเยื่อบริเวณปลายยอด ✓ ✓ ✓
และราก ✓ ✓
มีสถานะเปน็ แก๊ส พบในผลไม้สกุ ✓ ✓
✓ ✓
พบในน้ำมะพร้าว หรือสารสกัดจาก ✓
ยสี ต์ ✓ ✓
สกัดได้จากเชื้อรา Gibberella
fujikuroi
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะมีผลไป
ยับการเจริญของตาข้าง แต่ส่งเสริม
การเจริญของราก
มีผลทำให้ลำต้นยืดยาว กระตุ้นการ
งอกของเมล็ด
ถ้าพืชได้รับในปริมาณมากจะช่วย
ส่งเสริมการเจริญของตาข้าง แต่
ยับย้ังการเจรญิ ของราก
ช่วยทำให้ผลของพืชบางชนิดเจริญ
แบบ Parthenocarpy
พืชจะผลิตขึ้นเมื่ออยู่ในสภาวะขาด
น้ำ มผี ลทำให้ปากใบปิด
เร่งการไหลของน้ำยาง
มีผลทำให้ปากใบเปดิ ในที่ที่ไมม่ แี สง
เคล่อื นย้ายผา่ นทางไซเล็ม
กระตุน้ การออกดอกของสบั ปะรด ✓
ฮอร์โมนพชื
สมบัติ ออกซนิ ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ เอทลิ นี กรดแอบไซซิก
(Auxin) (Cytokinins) (Gibberellin) (Ethylene) (abscisicacid)
มีผลทำให้เมลด็ อยู่ในสภาพพักตัว ✓
หากได้รับในปริมาณมากเกินไป จะ ✓
ส่งผลให้มากเกินไป ลำต้นจะยาว ใบ
ไม่ขยายตัว บริเวณยอดจะโค้งงอ ✓
คล้ายตาขอ ลำต้นทั้งหมดจะมีสีขาว
ซีดเน่อื งจากไม่มคี ลอโรฟลี ล์
ใช้เป็นสารกำจัดวชั พืช
แบบประเมินชน้ิ งาน
คำชแ้ี จง : ให้ผูส้ อนประเมนิ ช้นิ งานตามรายการท่กี ำหนดแลว้ ขีด ✓ ลงในชอ่ งท่ีตรงกับระดับคะแนน
ลำดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 1
432
1 ความถูกตอ้ งของชิ้นงาน
2 การจัดรปู แบบช้นิ งาน
3 ความตรงต่อเวลา
รวม
รายการประเมิน ลงช่ือ ................................................... ผู้ประเมิน
................./................/................
เกณฑก์ ารประเมินชน้ิ งาน
ระดบั คะแนน
4 3 21
1. ความถกู ตอ้ งของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ช้นิ งานไมถ่ กู ต้อง และ
ชิ้นงาน ครบทกุ หัวขอ้ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ไม่ครบตามหัวข้อที่
2. การจดั รปู แบบ ใหญ่ บางส่วน กำหนด
ชิ้นงาน
ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ
ความคดิ สรา้ งสรรค์ และ ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ไม่มีความน่าสนใจ
มคี วามน่าสนใจ ใหญ่ บางส่วน
3. ความตรงต่อเวลา ส่งช้นิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานช้ากว่าเวลาท่ี ส่งช้นิ งานชา้ กว่าเวลาที่ สง่ ชิ้นงานชา้ กวา่ เวลา
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน ที่กำหนด 3 วันขึน้ ไป
เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรับปรุง
บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้ รหัสวิชา ว30243
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววิทยาเพม่ิ เตมิ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การตอบสนองของพชื เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 18 เร่อื ง การตอบสนองของพืชตอ่ สารเคมี
1. ผลการจดั การเรียนรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปญั หาและอุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ........................................................... ...............
ลงช่ือ.....................................................ผ้สู อน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ รายวชิ า ชวี วทิ ยาเพม่ิ เติม รหสั วิชา ว30243
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 4 เร่อื ง การตอบสนองของพืช ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 19 เรอื่ ง การตอบสนองของพืชต่อส่ิงแวดล้อม เวลา 3 ช่ัวโมง
ผู้สอน นางสาวดาริน คาดสนทิ โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม
1. ผลการเรียนรู้
สืบคน้ ข้อมูล ทดลอง และอภิปรายเกยี่ วกับส่ิงเร้าภายนอกท่มี ผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. สืบค้นขอ้ มูล ทดลอง และอภปิ รายเกี่ยวกบั สง่ิ เรา้ ภายนอกท่มี ผี ลตอ่ การเจริญเติบโตของพืชได้ (K)
2. เปรยี บเทียบผลการทดลองกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของนักวิทยาศาสตร์ในอดตี ได้ (P)
3. รบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่และงานที่ไดร้ บั มอบหมาย (A)
3. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน
พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- แสงสว่าง แรงโน้มถ่วงของโลก สารเคมี และน้ำ เป็น
สิง่ เร้าภายนอกท่ีมีผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื
- ความรู้เกี่ยวกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายในและส่ิง
เร้าภายนอกที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ควบคุมการเจริญเติบโตของ
พชื เพิม่ ผลผลติ และยดื อายุผลผลิตได้
4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปัจจัยจากภายในและปัจจัย
ทางด้านสิ่งแวดล้อมพืชจะเจริญเติบโตได้ดีนั้นต้องอาศัยการพึ่งพาทั้ง 2 ปัจจัยจึงจะทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางสรีรวทิ ยา พืชสามารถตอบสนองต่อปจั จัยภายนอกได้เชน่ เดียวกับส่ิงมชี ีวิตอื่นๆ โดยอาจ
เรียกปจั จยั เหลา่ นีว้ ่า สิง่ เร้า (Stimulus)
5.สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี นและคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการส่อื สาร 1. มีวินยั
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้
1) ทกั ษะการระบุ 3. ม่งุ มน่ั ในการทำงาน
2) ทักษะการสังเกต
3) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
4) ทักษะการรวบรวมขอ้ มลู
5) ทกั ษะการนำความรไู้ ปใช้
3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
6. กิจกรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนิค : แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
ชวั่ โมงที่ 1
ขัน้ นำ
ขน้ั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. กอ่ นเข้าสูบ่ ทเรยี นครถู ามคำถาม Prior Knowledge โดยมแี นวคำถามดังน้ี
- วา่ พืชมีการตอบสนองตอ่ สง่ิ เร้าจากสภาพแวดล้อมภายนอกอยา่ งไร
(แนวตอบ: เมื่อพืชได้รับสัญญาณจากสิ่งเร้าจากภายนอกที่มากระตุ้น พืชจะส่งสัญญาด้วยการผลิต
สารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมนพืช ลำเลียงไปทั่วร่างกายของพืช ทำให้เซลล์มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
ทม่ี ากระต้นุ สง่ ผลใหพ้ ชื เกิดการเปล่ยี นแปลงทางสรรี วทิ ยา เพอื่ ความอยู่รอดในสภาพแวดล้อม)
2. ครูนำภาพการตอบสนองของพชื ต่อสิ่งแวดล้อมมาให้นกั เรียนร่วมกันทายว่า เป็นการตอบสนองของ
พชื ตอ่ สิง่ ใด ตวั อยา่ งภาพ
(แนวตอบ: เปน็ การตอบสนองต่อแสง)
3. หลังจากนั้นครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนว่าบริเวณปลายยอดพืชจะโค้งหาแสงเนื่องจากมี
ฮอรโ์ มนชนดิ ใดเปน็ ตัวกระตุ้น
(แนวตอบ: ออกซนิ (Auxin))
4. ครูเกริ่นนำต่อไปว่าการโค้งงอของปลายยอดพืชแสดงให้เห็นว่าพืชมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มา
กระตุ้น และการโค้งงอหรือการแสดงออกของพืชเกิดขึ้นได้เนื่องจากภายในเซลล์มีกระบวนการ
สื่อสารระหวา่ งเซลล์ซ่ึงนกั เรียนจะได้เรียนในหัวข้อตอ่ ไปนี้
ข้ันสอน
ขั้นท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ครถู ามคำถามโดยมแี นวคำถามดังนี้
- กระบวนการส่อื สารระหว่างเซลลป์ ระกอบด้วยขัน้ ตอนใดบา้ ง แต่ละขั้นตอนเป็นอยา่ งไร
แล้วให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ เช่น หนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 สื่อ
อนิ เทอร์เน็ต จากน้นั ใหน้ กั เรียนบันทึกขอ้ มูลลงในสมดุ บนั ทึกของตนเอง
ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู้ (Explain)
2. ให้นกั เรียนจับคูแ่ ลกเปลย่ี นขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการสบื ค้นกับค่ขู องตนเอง
3. ครสู มุ่ ตวั แทนคอู่ ธิบายกระบวนการสอ่ื สารระหว่างเซลล์ใหเ้ พอ่ื นในหอ้ งฟัง
4. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายว่า “การตอบสนองของพืชต่อสิ่งเร้าจากสภาพแวดลอ้ มภายนอกมี
ความเกี่ยวข้องกับกระบวนการสือ่ สารระหว่างเซลล์ ตัวอยา่ งเช่น การปิดปากใบของพชื ในกรณีท่ีพืช
อยู่ในสภาวะเครียด เช่น พืชได้รับสัญญาณว่าปริมาณน้ำในดินไม่เพียงพอ ภายในเซลล์พืชจะมีการ
สง่ สญั ญาณหรือฮอร์โมนพืช ในท่นี คี้ ือ กรดแอบไซซิกไปทั่วรา่ งกายพืช หลังจากนนั้ พืชจะตอบสนอง
ตอ่ สิ่งเร้าที่มากระต้นุ ด้วยการปิดปากใบพืช”
5. ครสู ุ่มตวั แทนคู่อกี หนึง่ คู่ให้ยกตวั อย่างเหตุการณอ์ ืน่ นอกเหนอื จากการปดิ ปากใบพชื
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างคำตอบ เช่น การโค้งงอเข้าหาแสงโดยมีออกซิน
(Auxin) เป็นสัญญาณและแสงเป็นสิ่งเร้า การชอนไขของราก (Root) โดยมีฮอร์โมนไซโทไคนิน
(Cytokinin) ช่วยทำให้รากยดื ยาวขึ้นและมนี ำ้ และธาตอุ าหารเปน็ สิ่งเรา้ )
ชั่วโมงท่ี 2
ขัน้ สอน
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจค้นหา (Explore)
1. ใหน้ ักเรยี นยกตัวอยา่ งส่งิ เร้าทม่ี ผี ลต่อพชื ทีน่ ักเรยี นรูจ้ กั มาคนละ 1 อย่าง
(แนวตอบ: พิจารณาคำตอบของนักเรียน ตัวอย่างคำตอบเช่น แสง น้ำ ความชื้น สารเคมี แรงโน้ม
ถ่วง การสมั ผสั )
2. หลังจากนักเรียนตอบคำถามครบทกุ คนแลว้ ให้นักเรียนจับกลุ่ม 5-6 เพื่อให้นักเรียนร่วมกันสืบค้น
ข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ เช่น หนังสือเรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 สื่ออินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับสิ่งเร้าที่
นกั เรียนตอบมาน้ัน จัดว่าเปน็ สิ่งเรา้ ประเภทใด
3. ครูเกร่นิ นำตอ่ ไปว่า จะเหน็ ว่าสิง่ ทน่ี ักเรยี นยกตวั อย่างมาเป็นการตอบสนองท่ีมีทิศทางสัมพันธ์กับส่ิง
เร้าที่มากระตุ้น หรือเรียกว่า ทรอปิกมูฟเมนต์ (Tropic movement) จากนั้นให้นักเรียนทำ
กจิ กรรม เร่ือง การตอบสนองของพชื ตอ่ แรงโนม้ ถ่วงของโลก
4. ให้สมาชิกภายในกลุ่มแบง่ ภาระหน้าท่ีรับผดิ ชอบ โดยสมาชิกในกลุ่มมีบทบาทและหน้าท่ีของตนเอง
ดังน้ี
- สมาชกิ คนที่ 1 : ทำหนา้ ทีเ่ ตรียมวัสดุอปุ กรณ์กิจกรรม เรอ่ื ง การตอบสนองของพชื ต่อแรงโน้ม ถ่วง
ของโลก
- สมาชกิ คนที่ 2 : ทำหนา้ ท่ีอ่านวธิ กี ารทำกิจกรรม และนำมาอธิบายใหส้ มาชกิ ภายในกลมุ่ ฟงั
- สมาชิกคนท่ี 3 และ 4 : ทำหนา้ ที่บนั ทึกผลการทำกิจกรรม
- สมาชิกคนที่ 5 และ 6 : ทำหน้าทีน่ ำเสนอผลทไ่ี ดจ้ ากการทำกิจกรรม
5. ในระหว่างการทำกิจกรรมให้สมาชิกภายในกลุ่มตั้งคำถามขั้นตอนการทำกิจกรรมที่ตนเองสงสัย
แล้วใหส้ มาชกิ ร่วมกันสบื ค้นจากแหล่งขอ้ มลู เพื่อตอบคำถาม
ขั้นที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
6. ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลจากการทำกิจกรรม และอธิบายข้อสงสัยที่สมาชิก
ภายใน กลมุ่ ตัง้ คำถาม และนำเสนอผลจากการสบื คน้ คำตอบ
7. ครูพิจารณาผลจากการทำกิจกรรมและผลจากการสืบค้นข้อสงสัยในขั้นตอนการทำกิจกรรมของ
นกั เรยี น
8. ครเู สรมิ และเพม่ิ เติมข้อมลู หากข้อมูลทีน่ ักเรียนออกมานำเสนอยังไมส่ มบูรณ์
9. นกั เรียนและครูร่วมกนั อภิปรายผลจากการทำกิจกรรม
10. ครูถามคำถามทา้ ยกิจกรรม และเฉลยคำถามทา้ ยกิจกรรม โดยมีแนวคำถามดงั น้ี
- การทดลองนคี้ วรมสี มมติฐานอย่างไร
(แนวตอบ: พืชมีการตอบสนองต่อปัจจัยภายนอก ดงั นัน้ ปลายยอดพชื จะเจริญเข้าหาแสงซึ่งเป็นทิศ
ทางตรงขา้ มกบั การเจริญของรากทม่ี ีทิศทางเดยี วกับแรงโนม้ ถว่ ง
- ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคมุ คอื อะไร
(แนวตอบ: ตวั แปรต้น คือ ตำแหนง่ ของเมล็ดถ่วั ทีจ่ ดั อย่ใู นลกั ษณะที่ต่างกนั
ตวั แปรตาม คอื การโค้งงอของปลายรากและปลายยอด
ตัวแปรควบคุม คือ ชนิดและขนาดของเมล็ดพืช คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ปริมาณความชื้นและ
อากาศภายในกลอ่ ง รวมท้ังปรมิ าณแสงที่เมล็ดพืชไดร้ บั )
- หากไม่ใช้พลาสตกิ ดำมาคลุมกลอ่ ง นักเรียนคดิ วา่ จะไดผ้ ลการทดลองเหมือนกนั หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ: ไม่เหมือนกัน เพราะแสงมีผลต่อการเจริญปลายยอดและปลายราก)
ขัน้ สรุป
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
1. ครูมอบหมายให้นักเรียนทำการบ้านในแบบฝกึ หดั ชวี วทิ ยา ม.5 เลม่ 1
2. หลังจากทำกิจกรรมเสรจ็ แล้ว นกั เรียนและครอู าจรว่ มกันอภิปรายหาข้อสรุปใหไ้ ด้ว่าการเคลื่อนไหว
แบบทรอปิกมูฟเมนต์ (Tropic movement) เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มีทิศทางสัมพันธก์ ับส่งิ
เร้าภายนอก ได้แก่ แสง แรงโน้มถ่วง สารเคมี น้ำหรือความชื้น และการสัมผัส โดยทิศทางที่พืช
ตอบสนองมี 2 แบบ คือ เบนเขา้ หา (Positive tropism) และ เบนออก (Negative tropism)
3. ครูถามคำถามท้าทายการคิดขั้นสูง (H.O.T.S) เพื่อทดสอบความเข้าใจและนำความรู้ที่ได้จากการ
เรียนหัวข้อนี้มาตอบคำถาม จากนั้นนักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายคำตอบที่ถูกต้อง โดยมีแนว
คำถามดังนี้
- หากทดลองนำพืชไปปลุกในยานอวกาศที่ลอยคว้างอยู่ในอวกาศ โดยภายในยานยังคงมีออกซิเจน
และแสงเพียงพอตอ่ การเจริญของพืชนกั เรียนคิดวา่ พืชจะมลี ักษณะอย่างไร
(แนวตอบ: พืชจะมีรูปรา่ งที่แตกตา่ งกนั ไม่มีรูปแบบท่ีแน่นอนเนือ่ งจากขาดแรงโน้มถ่วง โดยเฉพาะ
รากพืชจะเจริญหาเขา้ หาความชื้นหรอื บรเิ วณท่มี อี าหาร ส่วนปลายยอดพืชจะเจริญเขา้ หาแสง)
ชว่ั โมงที่ 3
ขั้นสอน
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Explore)
1. ครูเกริ่นนำว่า นอกจากพืชจะเคลื่อนที่สัมพันธ์กับสิ่งเร้าแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวอีกแบบหนึ่งที่ไม่
สัมพนั ธ์กบั ส่ิงเรา้ ภายนอกเรยี กวา่ อะไร
(แนวตอบ: การเคล่อื นไหวท่ีตอบสนองตอ่ แรงโนม้ ถว่ งของโลก (Geotropism หรือ Gravitropism))
2. ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวแบบแนสติก (Nastic movement) จากแหล่งการ
เรยี นรู้ เชน่ หนงั สอื เรียนชีววทิ ยา ม.5 เล่ม 1 สอื่ อนิ เทอรเ์ น็ต
3. ใหน้ กั เรยี นยกตัวอยา่ งการเคลอ่ื นไหวแบบแนสตกิ (Nastic movement)
ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explain)
4. ครเู ขียนคำถามบนกระดานแล้วให้นกั เรยี นตอบคำถามลงในสมดุ บนั ทึก ดังนี้
- สิ่งเรา้ ทีม่ ากระต้นุ ใหด้ อกบวั หบุ และบานคอื อะไร
(แนวตอบ: แสงไปกระตนุ้ ให้การเจริญของกลมุ่ เซลล์แตกต่างกนั โดยในชว่ งที่มแี สงกลุ่มเซลล์ด้านใน
จะเจรญิ เรว็ กวา่ กลุ่มเซลลด์ า้ นนอก ทำใหด้ อกบัวบาน แตใ่ นชว่ งไม่มีแสงกลมุ่ เซลลด์ ้านนอกจะเจริญ
เร็วกวา่ กล่มุ เซลลด์ ้านใน ทำให้ดอกบัวหุบ)
- สิง่ เร้าทีม่ ากระต้นุ ใหใ้ บไมยราบหุบและกางคืออะไร
(แนวตอบ: เมอื่ สมั ผัสจะทำให้แรงดันเต่งภายในเซลล์พลั ไวนัส (Pulvinus) ลดลงอยา่ งรวดเรว็ เซลล์
จึงสูญเสียน้ำ ทำให้ใบไมยราบหุบ เมื่อเวลาผ่านไปน้ำจากเซลล์ข้างเคียง ทำให้แรงดันเต่งภายใน
เซลล์พลั ไวนสั เพิ่มข้ึน เซลล์เตง่ สง่ ผลใหใ้ บไมยราบกางออก)
- การหบุ และบานของดอกบัวกบั การหุบและกางของไมยราบแตกต่างกนั อย่างไร
(แนวตอบ: ต่างกันสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยการหุบและบนของดอกบัวมีแสงเป็นสิ่งเร้า ส่วนการหุบ
และกางของไมยราบจะมกี ารสมั ผสั เปน็ ส่ิงเร้า)
5. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายว่า “การเคลื่อนไหวแบบแนสติก (Nastic movement) จะมีแสง
และอุณหภูมิเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้เกิดการหุบและบานของดอกไม้
เนือ่ งจากการเจรญิ ของเซลลภ์ ายในและภายนอกท่ีแตกต่างกัน นอกจากน้ีจะส่งผลต่อกลุ่มเซลล์บาง
ชนดิ ทำให้เกิดการหบุ และกางของพชื บางชนดิ ”
6. ครูอธิบายต่อไปว่านอกจากส่ิงเร้าภายนอกแล้วพืชยังตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายใน ทำให้พืชมีการ
เคลื่อนไหว 2 แบบ คือ การเคลื่อนไหวแบบส่ายหรือนิวเทชันมูฟเมนต์ (Nutation movement)
และการเคลอื่ นไหวแบบบดิ
7. ครูให้นักเรียนศึกษาข้อมูลจากหนังสือเรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของพืชที่
ตอบสนองต่อเร้าภายใน
ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขา้ ใจ (Expand)
8. ครูยกตัวอย่างการนำความรู้เกี่ยวกับการตอบสนองของพืชมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
มนุษย์อาศัยการเคลื่อนไหวแบบเป็นเกลียวของพืชมาดัดแปลงให้พุ่มไม้เล้ือยมีรูปร่างต่าง ๆ โดยนำ
เหลก็ มาดดั ให้เป็นรปู ตา่ ง ๆ
9. ให้นกั เรียนยกตวั อย่าง 1 ตัวอยา่ งเกยี่ วกับการนำความรู้ท่ีไดจ้ ากการศึกษาเรื่อง การตอบสนองของ
พชื มาประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจำวัน ลงในกระดาษ A4 พร้อมนำเสนอหน้าชัน้ เรยี น
10. ให้นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 4 เร่อื ง การตอบสนองของพืช
11. เพอ่ื ตรวจสอบความเข้าใจของตนเองใหน้ ักเรยี นตอบคำถามในกรอบ Topic Question โดยนักเรียน
และครรู ่วมกันอภิปรายคำตอบทถ่ี ูกต้อง
- ปัจจัยท่มี ีผลต่อการเจรญิ เติบโตของพชื ไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง จงยกตัวอย่าง
(แนวตอบ: สารเคมีหรือสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และสภาพแวดล้อม เช่น แสง น้ำหรือ
ความชน้ื แรงโนม้ ถว่ ง และการสมั ผัส)
- พืชตอบสนองต่อส่งิ เรา้ หรือปัจจัยที่มากระตุ้นอย่างไร
(แนวตอบ: ใช้กระบวนการสื่อสารระหว่างเซลล์ โดยเซลลพ์ ืชจะมีการรับสัญญาณ ส่งสัญญาณ และ
ตอบสนองตอ่ ส่ิงเรา้ )
- เพราะเหตุใดปลายยอดพืชจึงเอนเขา้ หาแสง และปลายรากพืชจงึ เจรญิ ไปในทิศทางเดียวกับแรงโน้ม
ถว่ ง
(แนวตอบ: เพราะปลายยอดพืชมีการตอบสนองต่อแสง (Positive phototropism) ส่วนรากพืช
ตอบสนองตอ่ แรงโนม้ ถว่ ง (Positive geotropism)
- การหบุ และบานของดอกบวั เป็นการตอบสนองของพชื ต่อเร้าชนิดใด เหมือนหรือแตกต่างกับการหุบ
และกางใบของตน้ ไมยราบอย่างไร
(แนวตอบ: เป็นการเคลื่อนไหวแบบแนสติก (Nastic movement) หรือเป็นการตอบสนองที่มี
ทิศทางไม่สัมพันธ์กับสิ่งเร้า ซึ่งการหุบและบานของดอกบัวเป็นการตอบสนองต่อแสง ส่วนการหุบ
และกางของใบไมยราบเปน็ การตอบสนองต่อการสัมผสั )
- การเคล่อื นไหวแบบแนสตกิ (Nastic movement) คอื อะไร
(แนวตอบ: การตอบสนองที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์กับสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยมีปัจจัยภายนอกที่สำคัญ
คือ แสงและอุณหภูมิ)
12. ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความที่อยู่ในกรอบ Self Check ว่าถูกหรือผิด
แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามที่หัวข้อ
กำหนดให้
13. ให้นักเรยี นทำแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เร่อื ง การตอบสนองของพชื
14. ครูหมอบหมายให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดประจำหน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 โดยให้นักเรียนตอบคำถามลง
ในสมุดบนั ทกึ ของตนเอง
15. ครเู ฉลยแบบฝกึ หัดประจำหน่วยการเรียนรูท้ ่ี 4 ดงั น้ี
(แนวตอบ:
1. ต้องเป็นสารอินทรีย์ที่ประกอบไปด้วยธาตุ C (คาร์บอน) H (ไฮโดรเจน) หรือ O (ออกซิเจน) โดย
อาจเป็นสารที่พืชสร้างขึ้น หรือเป็นสารสังเคราะห์ที่มนุษย์สร้างขึ้น และต้องเป็นสารที่ไม่เป็นธาตุ
อาหารของพืช แต่เป็นสารที่มีผลตอ่ การเปลีย่ นแปลงทางสรีรวิทยาของพืช เช่น การสังเคราะหด์ ้วย
แสง การหายใจ การเจริญเติบโตของพชื
2. เพราะบริเวณตายอดมีการสร้างฮอร์โมนออกซิน (Auxin) ในปริมาณมาก ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้ทำ
หน้าท่ยี ับย้ัง การแตกก่งิ กา้ นและการเจริญของตาข้าง
3. พืชชนิดนี้จะเจริญเติบโตสูงขึ้น แต่จะไม่มีการเจริญเติบโตของราก เนื่องจากออกซิน (Auxin) ที่มี
ปรมิ าณมากเกนิ ไปจะกระตุ้นให้เน้อื เยอ่ื ยืดตวั ขยายขนาด แต่ยับยง้ั การเจรญิ เติบโตของราก
4. โดยทั่วไปพืชแต่ละส่วนต้องการปริมาณออกซิน (Auxin) ที่แตกต่างกัน โดยลำต้น (Stem) ตา
(Buds ) และราก (Root) ต้องการความเข้มข้นออกซิน (Auxin) ที่เหมาะสม คือ 10-4-10-5, 10-8-
10-9และ 10-10-10-11ตามลำดับ
5. ฮอร์โมนออกซนิ (Auxin) และไซโทไคนิน (Cytokinin) ในสดั สว่ นทเ่ี หมาะสม เนือ่ งจากไซโทไค
นินจะกระตนุ้ การเกิดยอดและออกซินกระตุน้ การเกิดรากพชื
6. เอทิลีน (Ethylene) ช่วยเร่งการสุกของผลไม้ กระตุ้นการหลุดร่วงของใบ และการผลัดใบตาม
ฤดูกาล โดยเอทิลีนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เช่น ใช้ในการบ่มผลไม้
กระตุ้นการออกดอกของสบั ปะรด กระตนุ้ การเกิดดอกเพศเมยี มากข้ึนในพชื ตระกูลแตง เรง่ การไหล
ของน้ำยาง และเพิ่มปรมิ าณนำ้ ยางของมะละกอ เพื่อผลติ ปาเปน (Papain)
7. อัตราการแบ่งเซลล์มากที่สุด คือ ตำแหน่ง d รองลงมา a b และ c ตามลำดับ ส่วนบริเวณที่มี
ปรมิ าณออกซนิ (Auxin) มากท่ีสุด คอื ตำแหน่ง d รองลงมา คือ c b และ a ตามลำดบั
8. 1) การเคลอื บเมล็ดด้วยฮอร์โมน
2) เมล็ดที่เคลือบด้วยจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) จะงอกเร็วกว่าเมล็ดที่เป็นชดุ ควบคมุ ส่วนเมล็ด
ที่เคลือบด้วยกรดแอบไซซิก (Abscisic acid) เมล็ดจะไม่งอก ดังนั้น ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินมีผล
กระตุ้นการงอกเมลด็ แตก่ รดแอบไซซิกมผี ลยับยง้ั การงอกของเมลด็
9. จบิ เบอเรลลนิ (Gibberellin) เน่ืองจากถา้ พชื ขาดฮอร์โมนชนดิ นจี้ ะทำใหพ้ ชื มลี กั ษณะเตยี้ และแคะ
แกร็น
10. อาศยั หลกั การเดียวกบั ฮอร์โมนเอทลิ ีน (Ethylene) ซงึ่ เป็นฮอร์โมนทีเ่ ร่งการสุกของผลไม้
11. การเคลื่อนไหวแบบแนสติกมูฟเมนต์ (Nastic movement) เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช
โดยมีแสงและอุณหภูมิเป็นปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงมีส่วนทำให้กลุ่มเซลล์ด้านในและด้านนอกเจริญ
แตกต่างกัน ทำให้ดอกไม้บานและบาน การเปลี่ยนแปลงของแรงดันเต่งที่กลุ่มเซลล์พัลไวนัส
(Pulvinus)ทำใหเ้ กดิ การหุบและกางของต้นไมยราบ
12. ต้นกาบหอยแครง เน่ืองจากภายในใบพืชจะมีกล่มุ เซลลท์ ี่ไวต่อส่เิ ราทอ่ี ยูท่ างด้านในของใบ เมื่อแมลง
บินมาสมั ผสั จะสูญเสียน้ำ ใบจึงหบุ ทันที แลว้ จึงปลอ่ ยเอนไซม์ออกมาย่อยโปรตีนและดูดซึมเข้าสู่ใบ
ส่วนใบกระถินจะหุบใบในเวลากลางคืนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงแรงดันของกลุ่มเซลล์พัลไวนัส
(Pulvinus)เชน่ เดยี วกับไมยราบ
13. การเคล่อื นไหวแบบส่าย (Nutation movement)
14. การเคลือ่ นไหวแบบแนสติก (Nastic movement)
15. 15.1) Positive phototropism
15.2) Positive chemotropism
15.3) Negative phototropism
15.4) Negative geotropism
15.5) Positive hydrotropism
ข้ันสรุป
ข้ันท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจแบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยที่ 4 การตอบสนองของพืช
2. ครตู รวจแบบฝกึ หดั ในแบบฝึกหัดชวี วิทยา ม.5 เลม่ 1
3. ครปู ระเมนิ การปฏิบัตกิ ารจากการทำกิจกรรม โดยใชแ้ บบประเมินการปฏบิ ตั กิ าร
4. ครูประเมินชิ้นงาน เรื่อง การตอบสนองของพืช มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้แบบ
ประเมนิ ชิ้นงาน
5. สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานของนักเรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
6. สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่
7. การวดั และประเมินผล
รายการวัด วธิ กี าร เคร่ืองมอื เกณฑ์การประเมิน
7.1 ประเมนิ ระหว่าง - แบบสังเกตพฤติกรรม - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
รายบคุ คล - ระดับคณุ ภาพ 2
การจดั กิจกรรม - แบบประเมนิ ช้นิ งาน
- แบบฝึกหัดชีววิทยา ผ่านเกณฑ์
การเรยี นรู้ ม.5 เลม่ 1
1) กจิ กรรมนำสูก่ าร - สงั เกตจากการตอบคำถาม
เรยี น และแสดงความคดิ เห็น
- การตอบคำถาม
2) การตอบสนองของ - ตรวจชน้ิ งานเร่อื ง
พืชต่อสง่ิ แวดล้อม การตอบสนองของพชื
- ตรวจแบบฝกึ หัดชวี วิทยา
ม.5 เลม่ 1
3) การนำเสนอผล - ประเมนิ การนำเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
การทำกิจกรรม ผลทำกจิ กรรม
- สังเกตพฤติกรรม นำเสนอผลทำกจิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ การทำงานรายบุคคล
ทำงานรายบคุ คล - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทำงานรายบุคคล
5) พฤติกรรมการ - สังเกตความมวี ินยั การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
ทำงานกลุ่ม ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมัน่
ในการทำงาน - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
6) คณุ ลกั ษณะ - ตรวจแบบทดสอบ
อันพึงประสงค์ หลงั เรียนหนว่ ยการ การทำงานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
เรียนรทู้ ่ี 4 การตอบสนอง
7.2 ประเมนิ หลงั การจดั ของพชื - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2
กจิ กรรมการเรียนรู้
1) ทำแบบทดสอบ คณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
หลงั เรยี น
อันพงึ ประสงค์
- แบบทดสอบหลังเรียน - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4
การตอบสนองของพืช
8. สือ่ /แหลง่ การเรยี นรู้
8.1 สื่อการเรยี นรู้
1) หนังสอื เรียนชีววิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 4 การตอบสนองของพืช
2) แบบฝกึ หัดชวี วิทยา ม.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 4 การตอบสนองของพืช
3) แบบทดสอบหลงั เรยี น หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 4 การตอบสนองของพืช
4) วสั ดอุ ปุ กรณ์กิจกรรมการตอบสนองของพืชต่อแรงโน้มถ่วงของโลก
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งปฏิบตั กิ ารชวี วิทยา
2) อนิ เทอร์เน็ต
แบบประเมนิ ช้นิ งาน
คำชแี้ จง : ใหผ้ สู้ อนประเมนิ ชิ้นงานตามรายการท่ีกำหนดแล้วขดี ✓ ลงในช่องทต่ี รงกบั ระดับคะแนน
ลำดบั ท่ี รายการประเมิน ระดบั คะแนน 1
432
1 ความถกู ต้องของช้นิ งาน
2 การจดั รปู แบบชน้ิ งาน
3 ความตรงตอ่ เวลา
รวม
รายการประเมิน ลงชอื่ ................................................... ผู้ประเมิน
................./................/................
เกณฑก์ ารประเมนิ ชนิ้ งาน
ระดบั คะแนน
4 321
1. ความถกู ตอ้ งของ ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานมีความถูกต้อง ชิ้นงานไม่ถกู ต้อง และไม่
ช้ินงาน ครบทกุ หัวข้อ ครบทุกหัวข้อเป็นส่วน ครบทุกหัวข้อเพียง ครบตามหัวข้อทกี่ ำหนด
ใหญ่ บางส่วน
2. การจดั รูปแบบ ชิ้นงานมีระเบียบ มี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานมีระเบียบ และมี ชิ้นงานไม่มีระเบียบ ไม่มี
ชิ้นงาน
ความคดิ สรา้ งสรรค์ และมี ความน่าสนใจเป็นส่วน ความน่าสนใจเพียง ความนา่ สนใจ
ความนา่ สนใจ ใหญ่ บางสว่ น
3. ความตรงตอ่ ส่งช้นิ งานภายในเวลาที่ ส่งชิน้ งานชา้ กว่าเวลาท่ี สง่ ช้ินงานชา้ กว่าเวลาที่ สง่ ชิน้ งานงช้ากวา่ เวลาที่
เวลา
กำหนด กำหนด 1 วัน กำหนด 2 วัน กำหนด 3 วันขนึ้ ไป
เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรับปรงุ
แบบประเมินการปฏบิ ตั ิการ
คำชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนประเมินการปฏิบตั กิ ารของนกั เรยี นตามรายการทก่ี ำหนดแลว้ ขีด ✓ลงในช่องท่ีตรงกบั ระดับคะแนน
ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 1
432
1 การปฏิบัตกิ ารทดลอง
2 ความคล่องแคล่วขณะปฏิบตั กิ าร
3 การนำเสนอ
รวม
ลงชอ่ื ................................................... ผปู้ ระเมิน
................./................../..................
เกณฑ์การประเมินการปฏิบตั ิการ
ประเด็นท่ปี ระเมนิ 4 ระดบั คะแนน 2 1
3
1. การปฏิบัติการ ทำตามทดลองตามขั้นตอน ทำตามทดลองตามขั้นตอน ต้องให้ความช่วยเหลือบ้าง ต้องให้ความช่วยเหลอื อย่าง
ทดลอง และใชอ้ ปุ กรณไ์ ด้อยา่ งถกู ตอ้ ง และใช้อุปกรณ์ได้อย่าง ในการทำการทดลอง และ มากในการทำการทดลอง
ถูกต้อง แต่อาจต้องได้รับ การใช้อปุ กรณ์ และการใช้อปุ กรณ์
คำแนะนำบา้ ง
2. ความคล่องแคล่ว มีความคล่องแคล่วในการทำ มีความคล่องแคล่วในการ ข า ด ค ว า ม ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว ทำการทดลองเสร็จไม่
ขณะปฏบิ ัติการ การทดลองโดยไมต่ อ้ งได้รับคำ ทำการทดลองแต่ต้องได้รับ ในขณะการทำการทดลอง ทันเวลา และทำอุปกรณ์
ชแ้ี นะ และทำการทดลองเสรจ็ คำแนะนำบ้าง และทำการ จึงทำการทดลองเสร็จไม่ เสยี หาย
ทันเวลา ทดลองเสรจ็ ทนั เวลา ทนั เวลา
3. การบันทึก สรุป บนั ทึกและสรุปผลการทดลอง บันทึกและสรุปผลการ ต้องให้คำแนะนำในการ ต้องให้ความช่วยเหลืออย่าง
และการนำเสนอ ไดถ้ ูกตอ้ ง รัดกมุ นำเสนอผล ทดลองได้ถูกต้อง แต่การ บันทึก สรุป และนำเสนอ มากในการบันทึกสรุป และ
ผลการทดลอง การทดลองเปน็ ขั้นตอนชดั เจน นำเสนอผลการทดลองยงั ไม่ ผลการทดลอง นำเสนอผลการทดลอง
เปน็ ขั้นตอน
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคณุ ภาพ
11-12 ดมี าก
9-10 ดี
6-8 พอใช้
ต่ำกวา่ 6 ปรับปรงุ
บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ รหสั วิชา ว30243
ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ รายวิชา ชีววทิ ยาเพิ่มเตมิ
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เร่อื ง การตอบสนองของพชื เวลา 3 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 19 เรอ่ื ง การตอบสนองของพืชตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม
1. ผลการจดั การเรียนรู้
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ปัญหาและอุปสรรค
................................................ ..................................................................................... .........................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. แนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ.....................................................ผู้สอน
(นางสาวดาริน คาดสนทิ )
………/………../…….....