The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

(ฉบับสมบูรณ์) หนังสือ sweet heritage สืบสานตำนานขนมไทยพื้นถิ่น 26.05.69-บีบอัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือ sweet heritage สืบสานตำนานขนมไทยพื้นถิ่น 26.05.69-บีบอัด

(ฉบับสมบูรณ์) หนังสือ sweet heritage สืบสานตำนานขนมไทยพื้นถิ่น 26.05.69-บีบอัด

ขขนมไทยพื้นถิ่นเปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงวิถีชีวิต ความเชื่อ และทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละภูมิภาคเข้าด้วยกันอย่างประณีต วัตถุดิบหลักมักถูกคัดสรรมาจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาลโตนด มะพร้าว และพืชพรรณต่าง ๆ ซึ่งถูกนำมาสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการปรุงที่หลากหลาย ทั้งการนึ่ง การต้ม การกวน หรือการผิง จนเกิดเป็นรสชาติและรูปลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การศึกษาและการอนุรักษ์ขนมไทยพื้นถิ่นจึงเป็นสิ่งสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งรากเหง้าแห่งความเป็นไทยให้คงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ คุณค่าสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันขนมไทยพื้นถิ่นกำลังเผชิญกับสภาวะความเสี่ยงต่อการสูญหาย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และการขาดช่วงของการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลัง ประกอบกับขั้นตอนการผลิตที่ยากลำบากและใช้เวลานาน ทำให้ความนิยมในตัวขนมดั้งเดิมลดน้อยลง การอนุรักษ์จึงมิใช่เพียงการรักษาสูตรอาหาร แต่คือการส่งเสริมให้เกิดความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม การสนับสนุนผู้ผลิตในท้องถิ่น ตลอดจนการประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ โดยยังคงไว้ซึ่งรสชาติและจิตวิญญาณดั้งเดิมเอกสารเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาอาชีพชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้กิจกรรมหลักที่ 3 มหกรรมวิชาการ “สกร. สร้างงาน สร้างรายได้” โดยใช้ชื่อกิจกรรม“Sweet Heritage สืบสานตำนานขนมไทย” ซึ่งสะท้อนบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์และต่อยอดอาชีพ โดยเนื้อหาในเล่มได้รวบรวมขนมพื้นถิ่นของแต่ละจังหวัดที่ได้มีการพัฒนาต่อยอดและอนุรักษ์ไว้ซึ่งทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การร่วมกันทำนุบำรุงและสืบสานมรดกแห่งรสชาติดั้งเดิมให้ดำรงอยู่ เพื่อรักษาตัวตนของชุมชนให้ยั่งยืนสืบไปจากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคตกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือจนกิจกรรมนี้บรรลุผลสำเร็จ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้ จะช่วยสื่อสารคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมและการใช้ต้นทุนทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนสืบไป(นางเกศทิพย์ ศุภวานิช) อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้


คกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามจุดเน้นการดําเนินงานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่อาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้จริง และการพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรอาชีพให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ ส่งเสริมแนวทาง “Learn to Earn” ควบคู่กับการเพิ่มทักษะ (Up-skill) ทบทวนทักษะ (Re-skill) การสร้างทักษะใหม่ (New-skill) เพื่อให้ผู้เรียนสร้างรายได้ทั้งในระหว่างเรียนและหลังจบการศึกษา สร้างโอกาสทางธุรกิจในชุมชนและการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่ม สามารถสร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และลดภาระพึ่งพิงทางสังคม โดยได้จัดกิจกรรม “Sweet Heritage สืบสานตำนานขนมไทย” ระหว่างวันที่ 17 - 18 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และผลิตภัณฑ์ชุมชนของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกแห่ง/กรุงเทพมหานคร และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอสู่สาธารณชนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกแห่ง/กรุงเทพมหานคร ดำเนินการสำรวจข้อมูลขนมไทยโบราณที่เสี่ยงจะสูญหายในพื้นที่ พร้อมจัดทำหรือพัฒนาหลักสูตรดังกล่าว โดยให้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ขนมไทยโบราณที่เสี่ยงจะสูญหายของหน่วยงาน/สถานศึกษาและจัดฝึกอบรมอาชีพให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ผลการดำเนินงานกิจกรรม “Sweet Heritage สืบสานตำนานขนมไทย” มีสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกแห่ง/กรุงเทพมหานคร ร่วมจัดกิจกรรมสาธิตและฝึกอาชีพให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ จำนวน 77 บูธ โดยมีหลักสูตรขนมไทย จำนวน 155 หลักสูตร ให้ประชาชนผู้สนใจได้เรียนรู้ด้านการประกอบอาชีพ ตามความต้องการ ความถนัด ความสนใจของตนเอง เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนรู้ให้สามารถนำไปประกอบอาชีพ พัฒนาอาชีพ หรือต่อยอดอาชีพได้ รวมถึงจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าจากกิจกรรมส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn)ที่ผ่านการฝึกอาชีพจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน หรือโครงการพัฒนาอาชีพชุมชนจากสถานศึกษาในสังกัด โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 8,700 คน ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ร่วมกิจกรรม พบว่า มีความคิดเห็นด้านการจัดกิจกรรมในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (?̅= 3.70)


ขหน้า หน้าภาคกลาง 37คำนำ ก ขนมกะทกรก 39บทสรุปผู้บริหาร ข ขนมแกงบวดลูกจาก 41สารบัญ ค ขนมข้าวตอกตั้ง 43ภาคเหนือ 1 ขนมข้าวห่อ (หมี่ถ่อง) 45ขนมกะเดียะ 3 ขนมขุยหนู 47ขนมข้าวปุกงา 5 ขนมไข่ปลา 49ขนมข้าวโปง 7 ขนมแฉ่งม้าหรือแซงมา 51ขนมข้าวหนึกงา 9 ขนมต๋ายลืม - เมืองลพบุรี 53ขนมดอกซ้อ 11 ขนมตาล ตาลเนื้อนุ่ม หอมฟุ้งชวนลอง 55ขนมต้ม 13 ขนมถั่วแปบไส้กุ้ง 57ขนมต้มขวีมะพร้าวอ่อน 15 ขนมบุหลันดั้นเมฆ 59ขนมตองก๋ง 17 ขนมปั้นสิบ/ปั้นขลิบ 61ขนมเทียนสลัดงา 19 ขนมม้าฮ่อ ส้มโอขาวแตงกวา 63ขนมไทยชุดตรีลลิณโกมล 21 ขนมสัมปันนี 65ขนมนวลแห้ว - บรรพตพิสัย 23 ขนมหันแก 67ขนมผักกาดโรยถั่วลิสง 25 ขนมหินฝนทอง 69ขนมมะพร้าวเต่า 27 ขนมหินฝนทอง 71ขนมวง 29 ขนมเหนียว 73ขนมวง (ไตลื้อ) 31 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 75ขนมวุ้นแห้วนากะทิสด 33 ขนมกลีบดอกลำดวน 77ขนมสี่ถ้วย 35 ขนมก้อนขี้ม้า 79


คหน้า หน้าขนมเกสรดอกลำเจียก 81 ขนมข้าวเหนียวหัวหงอก 125ขนมข้าวงาโค 83 ขนมไข่เต่า 127ขนมข้าวโจ้โรยงา 85 ขนมใบจาก 129ขนมข้าวต้มเขาควาย 87 ขนมหางหมา 131ขนมข้าวหัวเฮ๊าะไทดำ 89 ขนมเหนียว 133ขนมข้าวเหนียวแก้วดอกดิน 91 ภาคใต้ 135ขนมข้าวเหนียวหัวหงอก 93 ขนมกอและห์ลือเมาะ 137ขนมตดหมา 95 ขนมจั้งน้ำด่าง 139ขนมทับทิมกรอบจัมปาศรี - บรบือ 97 ขนมฉ้ายถาวโก้ย 141ขนมเทียนโบราณ 99 ขนมไชเถ่าก้วย 143ขนมเนียล 101 ขนมตาหยาบ 145ขนมฟักแฟงมะพร้าวอ่อน 103 ขนมใบมะพร้าว 147ขนมหนวดแมว 105 ขนมปูตูฮาลือบอ 149ขนมหยกมณี 107 ขนมฝามี 151ขนมหินฝนทอง 109 ขนมม่อฉี 153ขนมแหนบสาลี 111 ขนมม่อฉี 155ขนมอันซอม - น้ำขุ่น 113 ขนมลาบ้านหอยราก 157ข้าวหลามโบราณ 115 ขนมสาคูมะพร้าวอ่อน 159ภาคตะวันออก 117 ขนมอาแปบากา 161ขนมข้าวเกรียบอ่อนน้ำจิ้ม 119 ขนมอี๋ 163ขนมข้าวแดกงา 121 คณะผู้จัดทำ 165ขนมข้าวตูโบราณ ณ ระยอง 123


1


2


3ขนมกะเดียะสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดตากจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมที่มีรสชาติ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากใช้แป้งข้าวจ้าว น้ำกะทิสด แป้งมัน เกลือ น้ำตาลผสมกันอย่างลงตัว โดยนำมาห่อใบตอง และนำไปนึ่ง ซึ่งจะทำให้ขนมมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มและหนึบ เวลาขนมเย็นจะเด้งดึ๋ง รสชาติออกเค็มนิด ๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของขนมชนิดนี้ความเป็นมา ขนมกะเดียะเป็นขนมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาของคนทางภาคเหนือของไทย โดยมีการอพยพมาจากจังหวัดลำปาง เชียงใหม่ มาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอแม่ระมาด และได้นำวัฒนธรรมประเพณีในการทำขนมท้องถิ่นมาด้วย โดยเฉพาะการทำขนมกะเดียะ ซึ่งจะมีวัสดุ อุปกรณ์ที่มีอยู่ในครัวเรือน และหาได้ง่ายมาทำขนมและนิยมทำขนมวันออกพรรษา หรือเทศกาลต่าง ๆ


4วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวจ้าว 2 ถ้วยตวง (240g) - แป้งมัน 1/3 ถ้วยตวง (40 g)- น้ำตาล 1/2 ถ้วยตวง (90g) - เกลือ 1 ช้อนชา (5g)- กะทิ 2 1/2 ถ้วยตวง (650 g) - น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง (500 g)วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อนึ่ง - ทัพพี- น้ำสำหรับต้ม - หม้อกวน- เตาแก๊ส - ใบเตยวิธีการทำ1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมรวมกันให้เป็นเนื้อเดียวแล้วนำไปกรอง2. นำส่วนผสมที่ได้ตั้งไฟกวน พอให้แป้งจับเป็นก้อนแล้วยกลง3. ตักแป้งที่กวน ประมาณ 1 ช้อน เพื่อห่อใบตอง4. นำขนมที่ห่อใบตองไปนึ่ง เป็นเวลา20-25 นาทีข้อมูลการติดต่อนางสาวระพีพรรณ บึกหาญ ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลขะเนจื้อ สกร. ระดับอำเภอแม่ระมาดเบอร์โทร 08 9856 0352 Line: 7853jn Facebook: ศกร. ตำบลขะเนจื้อข้อมูลการติดต่อ


5ขนมข้าวปุกงาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนความเป็นมาข้าวปุกงาเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ (Shan)ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย อาหารชนิดนี้เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำวัตถุดิบหลักได้แก่ ข้าวเหนียว งา มาผ่านกระบวนการตำและผสมให้เกิดเป็นขนมที่มีรสชาติเค็มมันและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ข้าวปุกงาจึงนับเป็นอาหารที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นในอดีตข้าวปุกงามักถูกจัดทำขึ้นในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชุมชนมีผลผลิตข้าวใหม่และมีการรวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกันในหมู่บ้าน การทำข้าวปุกงาไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการประกอบอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นกิจกรรมทางสังคมที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้ร่วมแรงร่วมใจกัน เช่น การนึ่งข้าวเหนียว การตำข้าวในครกไม้ขนาดใหญ่ และการคลุกเคล้ากับงาคั่วกระบวนการดังกล่าวสะท้อนถึงความสามัคคีและการสืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นจุดเด่น/อัตลักษณ์ อัตลักษณ์ของข้าวปุกงา คือ อาหารพื้นบ้านไทใหญ่ที่ทำจากข้าวเหนียวตำกับงาคั่ว มีกลิ่นหอม เนื้อเหนียวนุ่ม สะท้อนภูมิปัญญาและความร่วมมือของชุมชน


6วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียวเขี้ยวงู- งาขี้ม่อน- เกลือ- น้ำตาลอ้อย หรือน้ำอ้อยเคี่ยววัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ครกไม้ขนาดใหญ่- หม้อ- ถุงมือ- ทัพพีวิธีการทำ1. การเตรียมข้าวเหนียว นำข้าวเหนียวมาล้างให้สะอาด แล้วแช่น้ำประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง จากนั้นนำไปนึ่งจนข้าวเหนียวสุกและนุ่ม2. การคั่วงา นำงาขี้ม่อนมาคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อน คั่วจนมีกลิ่นหอม นำมาตำจนเกิดน้ำมัน งาจับตัวเป็นก้อนผสมเกลือเล็กน้อย ชิมให้เกิดรสชาติกลมกล่อม แล้วพักไว้ให้เย็น3. การตำข้าวปุก นำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วใส่ลงในครกไม้ขนาดใหญ่ ใช้สากไม้ตำข้าวเหนียวจนเมล็ดข้าวแตกและเนื้อเหนียวเนียน ระหว่างตำให้นำงาที่คั่วไว้ ค่อยๆโรยให้ทั่วข้าว จนเกิดสีดำ และเหนียวจนยืด4. การจัดเสิร์ฟ ปั้นหรือกดข้าวปุกเป็นก้อนหรือแผ่น รับประทานคู่กับน้ำตาลอ้อยหรือน้ำอ้อยเคี่ยว ข้อมูลการติดต่อทรงชม สุนันท์ ครู ศกร. ระดับตำบลเมืองปอน สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนเบอร์โทรศัพท์ 08 0431 7555 ข้อมูลการติดต่อ


7ขนมข้าวโปงสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดพิจิตรความเป็นมา ขนมข้าวโปง (ขนมแดกงา) ตำหรับขนมไทยพื้นบ้าน ที่มาของข้าวโปง ได้รับการถ่ายทอดการทำอาหารจากบรรพบุรุษในการทำขนมไทยพื้นบ้าน ขนมข้าวโปงเป็นขนมที่คนชนชั้นขายแรงงาน มักจะนิยมกินกันเป็นอาหารว่าง เพราะขนมข้าวโปงทำมาจากแป้งข้าวเหนียวซึ่งจะทำให้คนที่รับประทานรู้สึกว่าอิ่มท้องได้นานกว่าข้าวปัจจุบันขนมข้าวโปงมีชื่อเรียก 3 ชื่อ คือ 1) ขนมข้าวโปง 2) ขนมข้าวเปียง 3) ขนมแดกงา ขนมข้าวโปงเป็นขนมไทยพื้นบ้านที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทยขนมชนิดนี้มักทำขึ้นในช่วงเทศกาลสำคัญหรือพิธีกรรมทางศาสนา จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมข้าวโปง (ขนมแดกงา) ตำหรับขนมไทยพื้นบ้าน ตำบลวังกรด จังหวัดพิจิตร ขนมข้าวโปงมักนิยมทำในช่วงฤดูหนาวและช่วงที่มีงานบุญใหญ่ เช่น บุญข้าวใหม่หรือบุญปีใหม่เมือง (สงกรานต์) นอกจากนี้ ยังเป็นขนมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในอดีต เพราะสามารถเก็บได้นาน


8วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่ส่วนผสมตัวขนมข้าวโปง ส่วนผสมไส้ขนมข้าวโปง- แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม - ถั่วลิสง 6 ขีด- เกลือ 1/2 ช้อนชา - น้ำอ้อย 1 กิโลกรัม- งาขาว 6 ขีด- งาดำ 6 ขีดวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ซึ้งนึ่งอาหาร - ถุงพลาสติก- เตา - กระทะ, ตะหลิว- ครก/เครื่องบด - ถาด, กะละมังวิธีการทำวิธีการทำตัวขนมข้าวโปง1. นำแป้งข้าวเหนียวและเกลือผสมให้เข้ากันจากนั้นค่อยๆเทน้ำอุ่น 2 ถ้วยตวงลงไป แล้วนวดแป้งให้เข้ากัน2. เมื่อผสมแป้งได้ที่แล้ว นำไปนึ่ง โดยใช้ไฟกลางประมาณ 1 ชั่วโมง3. คั่วงาขาว/งาดำ และตำให้ละเอียดวิธีการทำไส้ขนมข้าวโปง1. คั่วถั่วลิสงให้สุก จากนั้นนำไปตำหรือปั่น พอหยาบ ๆ2. นำน้ำอ้อยไปนึ่ง เพื่อทำการละลายน้ำอ้อยให้เป็นน้ำ 3. นำน้ำอ้อยที่ละลายแล้วมาคลุกเคล้ากับถั่วลิสงให้เป็นเนื้อเดียวกัน4. นำไส้ขนมข้าวโปงที่เสร็จแล้ว มาคลึงให้เป็นเส้น แล้วนำมาตัดความยาวประมาณ 1 นิ้วข้อมูลการติดต่อนางสาวอนุสรา แสงดาวศกร. ระดับตำบลวังกรด สกร. ระดับอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตรเบอร์โทรศัพท์ 09 1839 2586Line : Kkoy5700 ข้อมูลการติดต่อ


9ขนมข้าวหนึกงาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดน่านความเป็นมางาขี้ม่อน เป็นพืชล้มลุกมหัศจรรย์ที่เติบโตได้ดีในพื้นที่สูงและอากาศหนาวเย็นของภาคเหนือ โดยชาวล้านนาให้ความสำคัญกับธัญพืชชนิดนี้มาอย่างยาวนานในฐานะแหล่งพลังงานและสารอาหารชั้นเลิศ เมล็ดงาขี้ม่อนที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสสัมผัสกรุบมัน เมื่อนำมาคั่วให้สุกจนหอมฟุ้งและตำพอแตก จะปลดปล่อยน้ำมันธรรมชาติออกมา ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาในการดึงรสชาติจากธรรมชาติมาใช้เป็นเครื่องปรุงหลักในการสร้างสรรค์อาหารว่างที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เมื่อนำงาขี้ม่อนคั่วหอมมาผสมกับข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่นึ่งสุกใหม่จนร้อนจัด แล้วผ่านกระบวนการตำหรือ \"หนึก\" ในครกให้เมล็ดข้าวแหลกละเอียดจนเหนียวนุ่มเข้าเนื้อกับงาและเกลือป่น ก็จะได้เป็นข้าวหนึกงาจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นภูมิปัญญาของชาวล้านนาที่ใช้ความเหนียวนุ่มของข้าวเหนียวใหม่ ตำผสมกับงาขี้ม่อนคั่วหอมจนได้รสสัมผัสหวานมันปะแล่มเค็ม ที่ใช้ \"งาขี้ม่อน\" พืชพื้นถิ่นบนดอยสูง สร้างเอกลักษณ์กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่หาทานได้ยากจากภูมิภาคอื่น


10วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- งาขี้ม่อน- ข้าวเหนียวนึ่งสุก- เกลือวัสดุ/อุปกรณ์ ได้แก่- ครก- กระทะ- ตะหลิว วิธีการทำ1. ข้าวสารเหนียวล้างให้สะอาด แช่น้ำไว้ 1 คืน2. ล้างข้าวที่แช่ไว้ นึ่งไฟกลางประมาณ 25 - 30 นาที3. พอข้าวนึ่งสุก เทลงในภาชนะ คนข้าวให้ไอร้อนลดลง ก่อนใส่ไว้ในกล่องข้าว เพื่อเก็บความร้อน4. คั่วงาขี้ม่อน ใช้ไฟอ่อน ๆ จนมีกลิ่นหอม5. โขลกงาขี้ม่อนและเกลือให้ละเอียด6. ใส่ข้าวเหนียวร้อน ๆ ลงโขลกหรือผสมรวมกัน7. นวดข้าวหนึกงาจนเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นอันเสร็จข้อมูลการติดต่อนายจิรยุทธ์ กามนต์ ครู อาสาสมัคร กศน. สกร. ระดับอำเภอเฉลิมะพระเกียรติ จังหวัดน่านเบอร์โทรศัพท์: 09 0475 5632Facebook: สกร. ระดับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ข้อมูลการติดต่อ


11ขนมดอกซ้อสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดพะเยาความเป็นมา “ดอกซ้อ” เป็นดอกไม้พื้นถิ่นที่พบได้ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดพะเยา ดอกซ้อมีลักษณะสีเหลืองแกมน้ำตาลกลิ่นหอมอ่อน ๆ และมักผลิบานตามฤดูกาลท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขา ดอกซ้อจึงไม่เพียงเป็นพืชพื้นถิ่นที่งดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ชาวบ้านในอดีตมักนำดอกซ้อมาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำมาประกอบอาหารพื้นบ้านทำขนม หรือใช้เป็นส่วนผสมในสำรับอาหารพื้นถิ่นจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมมงคลพื้นถิ่นของชาวไทลื้อ ในอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีลักษณะเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มักนิยมทำขนมดอกซ้อในช่วงเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ เพื่อนำไปใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและถวายพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเนื่องจากดอกซ้อมีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับอาหาร นอกจากนี้การเก็บดอกซ้อยังเป็นกิจกรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เพราะชาวบ้านจะเก็บเฉพาะช่วงที่ดอกกำลังบานและไม่ทำลายต้นไม้เพื่อให้ธรรมชาติยังคงสมบูรณ์ต่อไป


12วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ผงดอกซ้อ - น้ำอ้อย 200 กรัม- แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม - น้ำเปล่า 1 ลิตรวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ- ทัพพี- ใบตอง วิธีการทำ1. นำดอกซ้อไปล้างให้สะอาด แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท2. นำดอกซ้อที่แห้งแล้วมาบดให้ละเอียดจนเป็นผง3. นำแป้งข้าวเหนียว น้ำอ้อย และผงดอกซ้อ มาผสมรวมกัน จากนั้นนวดให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว4. เมื่อได้แป้งที่ผสมเรียบร้อยแล้ว นำมาห่อด้วยใบตองให้เป็นห่อพอดีคำ จากนั้นนำไปนึ่งจนสุก ใช้เวลาประมาณ 30 - 45 นาทีข้อมูลการติดต่อนางสาวจิณณพัต เลิศอนันต์ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลสระ สกร. ระดับอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยาเบอร์โทรศัพท์ 06 2310 4596Line: pat9957Facebook: patty jinnapatข้อมูลการติดต่อ


13ขนมต้มสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ความเป็นมา “ขนมต้ม” เป็นขนมที่มีหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เข้ามาพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ และลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้า โดยเชื่อกันว่าพระพิฆเนศโปรดขนมนี้มาก ครั้งหนึ่งเสวยเข้าไปจนเต็มพุง เมื่อขี่หนูกลับวิมาน ระหว่างทางหนูมาเจองูตกใจจึงหยุดทันที พระพิฆเนศตกลงจากหลังหนู “พุงแตก” พระพิฆเนศเสียดายขนมจึงกอบเข้าใส่พุงใหม่แล้วเอาซากงูที่ตีตายแล้วมาพันพุงไว้ แล้วจึงกลับไปวิมาน ต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในพิธีบวงสรวงเทวดา ในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น ยกเสาเอก ตั้งศาลพระภูมิ ในประเพณีสู่ขอแต่โบราณในบางท้องที่ใช้ขนมต้มด้วยจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมต้ม คือ ขนมไทยโบราณที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมีลักษณะเฉพาะที่ผสมผสานความเหนียวนุ่มของแป้ง ความหวานหอมของไส้ และความมันของมะพร้าวได้อย่างลงตัว


14วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- มะพร้าวทึนทึกขูด 250 กรัม - น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม- แป้งข้าวเหนียว 250 กรัม- น้ำเปล่า วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะทองเหลือง หรือกระทะเทฟลอน- ทัพพี- อ่างผสม- ผ้าขาวบาง- กระต่ายขูดมะพร้าว- ตะแกรง- ที่ขูดมะพร้าววิธีการทำ1. ทำไส้ขนมต้มโดยใส่มะพร้าวขูด น้ำตาลมะพร้าว และน้ำลอยดอกมะลิลงในกระทะ ผัดจนแห้ง ยกลงจากเตา พักไว้พออุ่น ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดปลายนิ้วหัวแม่มือหรือขนาดตามชอบ พักไว้2. ทำแป้งขนมต้มโดยเทแป้งใส่อ่างผสม ค่อย ๆ เติมน้ำใบเตยลงไป นวดผสมจนเนื้อเนียน3. ตั้งหม้อเติมน้ำเปล่าใส่ใบเตยเพิ่มความหอม ต้มจนเดือด นำแป้งมาห่อไส้ขนมปั้นให้เป็นก้อนกลมแล้วใส่ลงไปต้มจนสุกลอยขึ้น เสร็จแล้วเอาไปคลุกกับมะพร้าวขูดผสมข้อมูลการติดต่อนางมาลี เพ็งดีผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอชนแดนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์เบอร์โทรศัพท์ 08 6747 4993Line: 08667474993Facebook: rakreanrooข้อมูลการติดต่อ


15ขนมต้มขวีมะพร้าวอ่อนสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดลำพูนความเป็นมา “ต้มขวีมะพร้าวอ่อน” เป็นของหวานพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาในชุมชนตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง โดยมีวัตถุดิบหลักคือ “ขวี หรือ ขุยไผ่” ซึ่งเป็นเมล็ดของต้นไผ่รวก ไผ่รวกเป็นพืชที่มีวงจรชีวิตยาวนาน โดยจะผลิดอกและติดเมล็ดเพียงครั้งเดียวในช่วงชีวิตที่ยาวนานถึง 30 - 100 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของไผ่ หลังจากผลิดอก ต้นไผ่รวกก็จะยืนต้นตายทั้งกอไปตามธรรมชาติ จึงทำให้ขุยไผ่นั้นเป็นของหายากเมื่อถึงฤดูกาลที่ไผ่ออกเมล็ด ชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันไปเก็บขุยไผ่ แล้วนำขุยไผ่ที่เก็บมาได้นำมาฝัดคัดแยกเมล็ดที่ลีบและสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ออก จากนั้นนำมาตำโดยใช้ครกกระเดื่อง ตำเอาเปลือกออกจนหมด และฝัดขุยไผ่จนเหลือเฉพาะเมล็ดซึ่งมีลักษณะคล้ายข้าวสารที่มีสีน้ำตาล ในอดีตยุคข้าวยากหมากแพงชาวบ้านได้นำขุยไผ่มารับประทานแทนข้าวจุดเด่น/อัตลักษณ์ “ต้มขวีมะพร้าวอ่อน” เป็นขนมไทยพื้นถิ่นโบราณของตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ที่ใช้ “ขุยไผ่รวก”ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติหายากเป็นส่วนประกอบหลัก สะท้อนภูมิปัญญาการดำรงชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาป่าและทรัพยากรธรรมชาติ


16วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ขุยไผ่ 1 ลิตร - น้ำตาลทรายขาว - มะพร้าวห้าวทำกะทิ 3 ลูก - เกลือครึ่งช้อนโต๊ะ- มะพร้าวอ่อน 1 ลูก - น้ำเปล่า 1 ลิตรวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ- ทัพพี- ที่ขูดมะพร้าววิธีการทำ1. แช่ขุยไผ่ประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดนิ่มและสุกง่ายขึ้น2. นำขุยไผ่ที่แช่แล้วไปต้มน้ำพอประมาณ แล้วตั้งไฟปานกลางต้มจนเมล็ดพองตัวและสุก3. นำมะพร้าวห้าวที่เตรียมไว้มาขูด เพื่อคั้นกะทิสด4. นำน้ำกะทิสดที่คั้นแล้วมาเคี่ยวให้แตกมัน เติมน้ำตาลทราย เกลือ น้ำเปล่าพอได้รสกลมกล่อม 5. ใส่ขุยไผ่ที่ต้มสุกลงไปผสมกัน และใส่มะพร้าวอ่อนลงไป ปิดไฟ ตักใส่ภาชนะพร้อมเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางสาวปิยนุช ณ คำตันครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับตำบลก้อ สกร. ระดับอำเภอลี้ จังหวัดลำพูนเบอร์โทรศัพท์ 08 9860 2593Line: 0898602593Facebook: ศกร. ตำบลก้อ อำเภอลี้ข้อมูลการติดต่อ


17ขนมตองก๋งสำนักงาน สกร ประจำจังหวัดแพร่ความเป็นมา ขนมตองก๋ง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวกะเหรี่ยงอำเภอลอง จังหวัดแพร่ มีลักษณะคล้ายข้าวต้มมัดแต่มีความโดดเด่นด้วยการใช้ “ใบตองก๋ง” ห่อเป็นรูปทรงกรวยสามเหลี่ยมยาวมัดรวมกันสามชิ้นด้วยตอกไม้ไผ่แล้วนำไปต้มจนสุก ขนมตองก๋ง มักจะใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆเช่น ประเพณีปีใหม่ของชาวกะเหรี่ยงที่มีความเชื่อว่า “ขนมใบตองก๋ง”ซึ่งมีส่วนผสม ได้แก่ ข้าวเหนียว มะพร้าวขูด ถั่วลิสง ถั่วดำน้ำตาลทรายแดง เกลือ เป็นวัตถุดิบ และข้าวเหนียวยังเปรียบเสมือนความเหนียวแน่นความปรองดองของคนในชนเผ่า นอกจากนี้ ยังถือได้ว่าเป็นการนำเอาวัสดุที่มีในท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ทำขนม จุดเด่น/อัตลักษณ์ ชาวกะเหรี่ยงหรือชาวปกาเกอะญอ จ.แพร่ มีความเชื่อว่า “ขนมใบตองก๋ง” เปรียบเสมือนความเหนียวแน่นความปรองดองของคนในชนเผ่า ซึ่งความเหนียวแน่นนี้จะไม่สามารถแยกคนในชนเผ่ากะเหรี่ยงออกจากกันได้ขนมมีลักษณะแปลกตา รสชาติอร่อยหอมหวาน และสามารถทำได้ทุกโอกาส ทั้งนี้ขนมยังมีเอกลักษณ์ในการห่อที่นำใบตองก๋งซึ่งวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์


18วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม - น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม- เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ - เกลือ ½ ช้อนโต๊ะ - มะพร้าวขูดฝอย 500 กรัม- ถั่วดำ 500 กรัม- ถั่วลิสง 500 กรัมวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ถาด- ชาม- ตะหลิว- ช้อน- ตะเกียบ- ซึ้งนึ่งขนม, ตะแกรง- ที่ขูดมะพร้าววิธีการทำ1. นำข้าวเหนียวที่ผ่านการแช่น้ำอย่างน้อย 2 ชั่วโมง คลุกเคล้ากับถั่วดำ ถั่วลิสง มะพร้าวขูดฝอย น้ำตาลทรายและเกลือ คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน2. นำใบตองก๋งม้วนเป็นกรวย จากนั้นตักส่วนผสมของขนมตองก๋งใส่กรวยที่ม้วนไว้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งให้ส่วนผสมลงไปในกรวย แล้วพับใบตองก๋งส่วนด้านบน3. ประกบขนมตองก๋ง 3 ชิ้น เข้าด้วยกัน แล้วมัดด้วยตอกไม้ไผ่4. นำขนมตองก๋งที่มัดรวมกันไว้ไปต้ม ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง5. เมื่อต้มขนมจนสุกแล้ว นำมาจัดใส่จาน โรยด้วยมะพร้าวขูดฝอยสามารถรับประทานได้เลยข้อมูลการติดต่อสกร. ระดับอำเภอลอง สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดแพร่เบอร์โทรศัพท์ 0 5458 1474Facebook: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ข้อมูลการติดต่อ


19ขนมเทียนสลัดงาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ความเป็นมา “ขนมเทียนสลัดงา” ถือเป็นขนมไทยโบราณประจำท้องถิ่นของอำเภอพิชัยที่มีการทำสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ขนมชนิดนี้มีลักษณะโดดเด่นคล้ายขนมกวนเนื้อแป้งเหนียวนุ่ม ห่อไส้มะพร้าวหวานมัน และคลุกด้วยงาขาวและงาดำคั่วจนส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติหวานมันกลมกล่อมกำลังดี ขนมเทียนสลัดงามักนิยมทำในช่วงเทศกาลสำคัญของชุมชน เช่น เทศกาลตรุษไทยและเทศกาลสงกรานต์ เพื่อนำไปใช้ในงานบุญ งานประเพณี หรือมอบเป็นของฝากเพื่อแสดงถึงความปรารถนาดีและความอบอุ่นของคนในท้องถิ่นภูมิปัญญาการทำขนมเทียนสลัดงาสะท้อนถึงการใช้วัตถุดิบพื้นบ้านที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เช่น ข้าวเหนียว จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมมีลักษณะเป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ เนื้อแป้งเหนียวนุ่มคล้ายขนมกวน ภายในสอดไส้มะพร้าวกวนรสหวานมัน และภายนอกคลุกด้วยงาขาวและงาดำคั่ว ใช้วัตถุดิบพื้นบ้านในท้องถิ่น ได้แก่ แป้งข้าวเหนียว มะพร้าว น้ำตาลปี๊บ งาขาว และงาดำ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในพื้นที่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดมะพร้าว งาขาว และงาดำ ซึ่งล้วนเป็นผลผลิตจากธรรมชาติในท้องถิ่น กระบวนการทำขนมต้องอาศัยความพิถีพิถันและความชำนาญ ตั้งแต่การเตรียมไส้มะพร้าวกวนที่หอมหวาน การหมักแป้งข้าวเหนียวให้ได้เนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่ม ไปจนถึงการปั้นขนมและคลุกงาคั่วให้ทั่วทั้งชิ้นทุกขั้นตอนล้วนสะท้อนถึงความใส่ใจและความประณีตของผู้ทำ


20วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่ - แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม- มะพร้าวขูดขาว 1.5 กิโลกรัม- น้ำตาลปี๊บ 300 กรัม- งาขาว/งาดำ - ใบตองส่วนผสมไส้มะพร้าว - มะพร้าวทึนทึก 1 กิโลกรัม - น้ำตาลปี๊บ 400 กรัม - แบะแซ 300 กรัม วิธีการทำวิธีทำไส้มะพร้าว1. นำมะพร้าวขูดขาวใส่ลงในกระทะ2. ใส่น้ำตาลปี๊บและแบะแซลงไป จากนั้นตั้งไฟอ่อน3. กวนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอย่างสม่ำเสมอ4. กวนต่อไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเริ่มเหนียวข้น5. เติมเกลือเล็กน้อยเพื่อตัดรสหวาน แล้วกวนต่อจนไส้แห้งพอปั้นได้6. ยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็นนำมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ เตรียมไว้เป็นไส้ขนม วิธีทำแป้งขนม 1. นำแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำสะอาด แช่ทิ้งไว้ 2. กระทะตั้งไฟนำกะทิใส่ลงไป พอกะทิเดือด แป้งข้าวเหนียวใส่ลงไป 3. ใช้ไม้พายกวนแป้งกับกะทิอย่างต่อเนื่องจนแป้งเริ่มสุก4. ใส่น้ำตาลปี๊บลงไป แล้วกวนต่อไปเรื่อย ๆ จนแป้งเหนียวและเนื้อเนียน 5. ใช้ไม้พายตักแป้งขึ้นดู หากแป้งยกขึ้นแล้วขาดออกจากกันแสดงว่าแป้งสุกได้ที่ 6. เทแป้งที่กวนเสร็จแล้วใส่ถาด พักทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน เพื่อให้แป้งเซตตัว ข้อมูลการติดต่อนางกฤศณา พิพัฒน์ศักดากร ครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับตำบลท่ามะเฟือง สกร. ระดับอำเภอพิชัย สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์เบอร์โทรศัพท์ 09 8853 2554 Line: ID: 0910433882 Facebook: มายาวีปูเปรี้ยวข้อมูลการติดต่อ


21ขนมชุดตรีลลิณโกมลสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดอุทัยธานีความเป็นมา ดอกบัวมิได้งดงามเพียงแค่รูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์มากมาย อาทิเช่น ช่วยบำรุงโลหิต เปี่ยมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัยและบำรุงสมอง ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ จึงได้นำส่วนประกอบต่าง ๆ ของดอกบัวอันล้ำค่า มาใช้เป็นส่วนผสมหลักในการทำขนมไทยชุดตรีลลิณโกมล โดยมีความหมายคำว่า “ตรี” แปลว่า สาม “ลลิณ” แปลว่า ดวงจันทร์/ดวงเดือน “โกมล” แปลว่า ดอกบัว ประกอบด้วย ขนมข้าวตูสายบัว ขนมอาลัวไส้เม็ดบัว และขนมวงเดือนดารา โดยเรียงลำดับในการรับประทานจากความหวานของขนมไทยที่แตกต่างกัน เพื่ออรรถรสในการรับประทานขนมไทย ซึ่งศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ได้ทำการศึกษาและคัดเลือกหลักสูตรขนมไทยเป็นที่นิยม จำนวน 3 ชนิด เพื่อนำมาทำการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขนมไทย และรวบรวมข้อมูลหลักสูตรตำรับ ขนมไทยจุดเด่น/อัตลักษณ์ ท่ามกลางสายน้ำ ดอกบัวบานสะพรั่ง งดงามดั่งดวงแก้ว เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่ง “ความบริสุทธิ์และความดีงาม” เปี่ยมด้วย “สายน้ำแห่งศรัทธา” หลั่งรินลงมาจากฟากฟ้า หล่อเลี้ยงจิตใจชาวพุทธ ดั่งประเพณีอันงดงาม “ตักบาตรเทโว” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ ดินแดนเมืองอุทัยธานีได้แก่ ขนมวงเดือนดารา และขนมอาลัวไส้เม็ดบัว และใช้การเล่าเรื่อง (Story telling) ผ่านคุณสมบัติ (Brand Attribute) ของผลิตภัณฑ์ โดยใช้ดอกบัวที่ให้คุณประโยชน์มากมายสามารถน ำมาเป็นส่วนประกอบของขนมไทยเพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับผลิตภัณฑ์


22วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ “ขนมข้าวตูสายบัว” ได้แก่- กะทิอบควันเทียน 1000 กรัม- แป้งข้าวเหนียว 16 กรัม- ข้าวคั่ว (โม่ละเอียด)- มะพร้าวทึนทึก 200 กรัม- สายบัว 200 กรัม- น้ำตาลปี๊ป 650 กรัมส่วนผสมไส้มะพร้าว ได้แก่ - มะพร้าวทึนทึก 1 กิโลกรัม - เทียนอบ - น้ำตาลปี๊บ 400 กรัม - พิมพ์ขนม - แบะแซ 300 กรัม - แบะแซ วัตถุดิบ “ขนมอาลัวไส้เม็ดบัว” ได้แก่- แป้งสาลี (ตราบัวแดง) 300 กรัม - น้ำมันพืช 50 กรัม- น้ำตาลทราย 300 กรัม - เกลือป่น1/4 ช้อนชา- เกลือป่น1 ช้อนชา - เม็ดบัวต้มสุก 250 กรัม - สีผสมอาหาร - น้ำมันพืช 50 กรัม- เม็ดบัวต้มสุก 250 กรัม - น้ำตาลทราย 175 กรัมวัตถุดิบ “ขนมวงเดือนดารา” ได้แก่- กะทิอบควันเทียน(อร่อยดี) 460 กรัม - ไข่ไก่ 4 ฟอง- ไข่เป็ด 2 ฟอง- เม็ดบัวนึ่งสุก 125 กรัม- น้ำตาลทราย 300 กรัม- แป้งสาลีคั่วสุก 200 กรัม- น้ำตาลสำหรับเบเกอร์รี่- น้ำตาลทรายเม็ดสีทองวิธีการทำ ขนมข้าวตูสายบัว1. แช่สายบัวในน้ำเกลือประมาณ 5 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำ2. ปั่นสายบัวในเครื่องปั่นให้พอหยาบ พักไว้ 3. ผสมกะทิ แป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลปี๊บ ลงในชามผสมให้เข้ากัน คนจนน้ำตาลละลาย 4. จากนั้นค่อย ๆ ใส่ข้าวคั่วกวนให้เข้ากัน จนเนื้อขนมไม่ติดกระทะ ปิดไฟ ยกลงจากเตาพักให้เย็น5. ชั่งขนมประมาณ 12 กรัม แล้วนำมาอัดใส่พิมพ์ขนมข้าวตู วิธีการทำ ขนมอาลัวไส้เม็ดบัว1. ล้างเม็ดบัวด้วยน้ำสะอาด แช่เม็ดบัวใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำดีเม็ดบัวออกแล้วต้มเม็ดบัวให้สุก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที 2. ปั่นเม็ดบัวที่ต้มสุกให้ละเอียด ใส่น้ำตาลทราย น้ำมันพืช และเกลือป่น ปั่นส่วนผสมให้เข้ากันจนละเอียด3. ตั้งกระทะทองเหลืองกวนด้วยไฟกลางค่อนอ่อน จนไส้ขนมล่อนจากกระทะ ชั่งน้ำหนักประมาณ 4 กรัม แล้วปั้นเป็นก้อนกลม พักไว้วิธีการทำ ขนมวงเดือนดารา1. แบ่งกะทิ 200 กรัม ปั่นผสมกับเม็ดบัวต้มสุกปั่นให้ละเอียด พักไว้2. ต้มกะทิส่วนที่เหลือใส่น้ำตาลทรายคนให้เข้ากัน ใช้ไฟอ่อนคนจนน้ำตาลละลาย3. ใส่ส่วนผสมที่ปั่นละเอียดลงในกระทะ เคี่ยวต่อจนข้นหนืด 4. แยกไข่แดงออกจากไข่ขาว ค่อย ๆ ใส่ไข่แดงกวนให้เข้า5. ร่อนแป้งสาลีที่คั่วสุกแล้ว ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน กรองด้วยกระชอนตาถี่6. ใส่แป้งสาลีลงในกระทะกวนด้วยไฟอ่อน จนส่วนผสมร่อนไม่ติดกระทะ ปิดไฟ ยกลงพักให้อุ่น7. นวดขนมจนเนื้อขนมเนียน แบ่งขนมเป็นก้อนกลม ๆ 9. วางขนมรูปดวงดาวลงบนขนมรูปดวงจันทร์เสี้ยว กดเล็กน้อยให้ขนมติดกัน ปัดด้วยผงน้ำตาล ข้อมูลการติดต่อนายบดินทร์ภัทร์ พุ่มพันธ์วงศ์ข้าราชการครู ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์จังหวัดอุทัยธานีเบอร์โทรศัพท์ 09 1869 2257Facebook: Badinphat Phumpanwong, มายาวีปูเปรี้ยวLine: boonchaya_phumข้อมูลการติดต่อ


23ขนมนวลแห้งสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนครสวรรค์ความเป็นมา “ขนมนวลแห้ว” มรดกแห่งภูมิปัญญา สู่ Soft Power ขนมไทยโบราณแห่งอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ย้อนรอยในอดีตจากวิถีชีวิตของชาวอำเภอบรรพตพิสัย มักทำนาข้าวเพียงปีละครั้ง หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว “แห้วนา”จะเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ “ยายนวล” หญิงชราผู้ริเริ่มนำหัวแห้วนามาโขลกคั้น และกรองด้วยผ้าขาวบาง พักให้ตกตะกอนจนกลายเป็น “แป้งนวลแห้ว” ซึ่งเป็นวัตถุดิบภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ราคาสูง และมีจำหน่ายเฉพาะในอำเภอบรรพตพิสัยเท่านั้น “ขนมนวลแห้ว” จึงเป็นขนมที่มี Story Telling ตามโครงการ “Sweet Heritage : ขนมไทยโบราณ Soft Powerท้องถิ่น จะคงอยู่ By สกร.” ปัจจุบันขนมนวลแห้วกำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบรรพตพิสัย จึงได้ถอดองค์ความรู้จากภูมิปัญญาและการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย จึงได้จัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองหลักสูตร “ขนมนวลแห้ว” ขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์ขนมไทยโบราณจุดเด่น/อัตลักษณ์ “ขนมนวลแห้ว” เป็นขนมหวานโบราณของชาวอำเภอบรรพตพิสัย เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มทานคู่กับกะทิเคี่ยวรสชาติหวานหอมกลิ่นอบควันเทียน รังสรรค์จาก “แป้งนวลแห้ว” วัตถุภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หายากมีราคาสูง และเสี่ยงต่อการสูญหาย ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดเอกลักษณ์แห่งวิถีชุมชนนี้ให้คงอยู่สู่คนรุ่นหลัง


24วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่ส่วนที่ 1 ตัวขนมนวลแห้ว- แป้งนวลแห้ว 150 กรัม- น้ำเปล่า 750 กรัม- น้ำตาล 15 กรัมส่วนที่ 2 น้ำกะทิเคี่ยว- กะทิอบควันเทียน 750 กรัม- น้ำตาลมะพร้าว 150 กรัม- เกลือ 1/4 ช้อนชา- ใบเตย 3-5 ใบวิธีการทำส่วนที่ 1 ตัวขนมนวลแห้ว1. ผสมแป้งนวลแห้ว และน้ำเปล่า คนให้แป้งละลาย2. กรองเศษแป้งด้วยผ้าขาวบาง3. เทน้ำตาลทราย คนให้น้ำตาลทรายละลาย4. กวนแป้งด้วยไฟกลางประมาณ 30 - 45 นาทีหรือจนกว่าเนื้อขนมเหนียวข้นมีสีน้ำตาลใส5. เทขนมใส่ถาดเกลี่ยเพื่อระบายความร้อน6. คลุมด้วยพลาสติกใสพักให้เย็นสนิท7. ตัดขนมนวลแห้วขนาดพอดีคำส่วนที่ 2 น้ำกะทิเคี่ยว1. ผสมกะทิน้ำตาลมะพร้าวและเกลือ2. ใส่ใบเตยเคี่ยวด้วยไฟอ่อน3. เคี่ยวจนน้ำตาลละลาย เดือดขอบหม้อและตักใบเตยออก4. ตักขนมนวลแห้วใส่ถ้วยราดด้วยน้ำตาลเคี่ยวส่วนที่ 1 ตัวขนมนวลแห้วส่วนที่ 2 น้ำกะทิเคี่ยวข้อมูลการติดต่อนางพิศมัย นันท์พงศ์ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบรรพตพิสัยศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์เบอร์โทรศัพท์06 5512 0613 ข้อมูลการติดต่อ


25ขนมผักกาดโรยถั่วลิสงสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดกำแพงเพชรความเป็นมา ต้นกำเนิดเกิดจากภูมิปัญญาของคนในชุมชนนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ที่ต้องการให้เด็ก ๆ กินผัก (หัวไชเท้า) จึงนำหัวไชเท้ามา ทำเป็นขนม ซึ่งใช้หัวไชเท้าเป็นส่วนประกอบหลัก เพราะมีวิตามินซีและใยอาหารสูง มีการส่งเสริมโดยได้รับการคัดเลือกในโครงการ “หนึ่งจังหวัด หนึ่งเมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ในปี 2568 (The Lost Taste)จุดเด่น/อัตลักษณ์รสชาติเนื้อสัมผัส เนื้อขนมสีขาว นุ่ม หนึบ ตัดกับความหอมมันของถั่วลิสงคั่ว ให้รสชาติหวาน เค็ม กลมกล่อม มีการสืบทอดความรู้และสูตรการทำถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในชุมชน เพื่อรักษาเอกลักษณ์รสชาติโบราณนี้ไว้


26วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- หัวผักกาด (หัวไชเท้า) - น้ำตาลทรายขาว - แป้งข้าวเจ้า - เกลือ- แป้งท้าวยายม่อม - ถั่วลิสงคั่ว- กะทิวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะทองเหลือง - ถ้วยตะไล- ทัพพี- เตาแก๊สวิธีการทำ1. แช่ขุยไผ่ประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดนิ่มและสุกง่ายขึ้น2. นำขุยไผ่ที่แช่แล้วไปต้มน้ำพอประมาณ แล้วตั้งไฟปานกลางต้มจนเมล็ดพองตัว และสุก3. นำมะพร้าวห้าวที่เตรียมไว้มาขูด เพื่อคั้นกะทิสด4. นำน้ำกะทิสดที่คั้นแล้วมาเคี่ยวให้แตกมันเติมน้ำตาลทราย เกลือ น้ำเปล่าพอได้รสกลมกล่อมใส่ขุยไผ่ที่ต้มสุกลงไปผสมกันข้อมูลการติดต่อ นางสาวสมฤดี สังขาว ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลนครชุม สกร. ระดับอำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เบอร์โทรศัพท์ 09 4467 1764 Line: Maysomdee Facebook: May Somruedeeข้อมูลการติดต่อ


27ขนมมะพร้าวเต่าสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดลำปางความเป็นมา ขนมไทยเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของคนไทยในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีขนมพื้นบ้านที่แตกต่างกันไปตามวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นและประเพณีของชุมชนนั้น ๆ การสำรวจข้อมูลขนมไทยเฉพาะถิ่นจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไปขนมมะพร้าวเต่า เป็นขนมพื้นบ้านที่มีความโดดเด่นของอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง โดยเฉพาะในตำบลนาโป่ง ขนมชนิดนี้ทำจากมะพร้าวขูด น้ำตาล และแป้งมะพร้าวเต่าซึ่งลูกมะพร้าวเต่าลักษณะภายนอกจะคล้ายกระดองเต่า จึงเป็นที่มาของชื่อ “ขนมมะพร้าวเต่า” ขนมนี้มักทำในช่วงเทศกาลหรืองานบุญ เช่น งานทำบุญหมู่บ้าน หรือประเพณีสรงน้ำพระ ในปัจจุบันการทำขนมมะพร้าวเต่าเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากคนรุ่นใหม่หันไปนิยมขนมสมัยใหม่ ทำให้ภูมิปัญญาการทำขนมพื้นบ้านนี้มีแนวโน้มที่จะสูญหายไป การสำรวจข้อมูลขนมมะพร้าวเต่าจึงมีความสำคัญ จุดเด่น/อัตลักษณ์ เนื้อสัมผัสที่นุ่มเนียนเหนียว หอมหวานมันจากแป้งที่ได้จากพืชตระกูลปรง (มะพร้าวเต่า) ผสมกับกะทิ และรสชาติเฉพาะตัว ทำให้เป็นขนมโบราณที่มีเสน่ห์ โดยเฉพาะความพิเศษของแป้งมะพร้าวเต่า ซึ่งมีความเหนียวหนึบคล้ายแป้งข้าวเจ้าแต่มีคุณสมบัติพิเศษและเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่นิยมทำในพื้นที่ในจังหวัดลำปาง (นาโป่ง)


28วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่ชั่งสัดส่วน สำหรับ 1 ถาด- แป้งมะพร้าวเต่า 250 มิลลิลิตร- กะทิ 1,000 มิลลิลิตร- น้ำใบเตย 150 มิลลิลิตร- น้ำตาล 350 มิลลิลิตรวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- เตาแก๊ส - กระทะ- ถาดใส่ขนม- ตะหลิว- มีด- กะละมัง- เครื่องปั่น- ถุงมือ- ใบตอง- กรรไกรวิธีการทำ1. นำสัดส่วนทุกอย่างมาผสมกันในภาชนะผสม2. ผสมให้เข้ากันจนส่วนผสมทุกอย่างเข้าเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน3. นำไปกรองแล้วเทใส่หม้อ4. นำหม้อไปตั้งไฟ (ใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง โดยจะใช้เตาแก๊สหรือเตาถ่านก็ได้แล้วแต่ความสะดวก)เคี่ยวจนส่วนผสมหนืดได้ที่5. พอได้ที่ นำมาเทใส่ถาด แล้วรอให้เซตตัว และตัดเสิร์ฟใส่ทอปปิ้งตามใจชอบ


29ขนมวงสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดเชียงรายความเป็นมา ขนมวง เป็นขนมชนิดหนึ่งของชาวล้านนา เป็นรูปวงกลมมีรูตรงกลางคล้ายกำไล ทำจากแป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำกะทิ และมะพร้าวขูด นำไปคลุกกับกล้วยหรือฟักทอง แล้วทำเป็นเส้นขดให้เป็นวงกลม ทอดในน้ำมันให้สุก พอขนมเย็นลงจึงนำไปชุบน้ำตาลอ้อยให้ทั่ว ชาวล้านนานิยมทำขนมนี้ในงานปอยหรืองานบุญ โดยในแต่ละพื้นที่อาจมีสูตรและส่วนผสมแตกต่างกันไปบ้างตามวิถีของชุมชนนั้น ๆ ความแตกต่างมันคือเสน่ห์ของขนมไทยพื้นบ้านอย่างแท้จริง ขนมวงเป็นขนมพื้นบ้านที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวล้านนาได้อย่างชัดเจน โดยมีอัตลักษณ์ รูปร่างและชื่อเรียกชื่อ “ขนมวง”จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมวง “โดนัทแห่งล้านนา/โดนัทคนเมือง” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ขนมหวานที่เคี้ยวเพลินเท่านั้น แต่เป็นขนมที่มีความผูกพันลึกซึ้งกับวัฒนธรรมการทำบุญของชาวเหนือมาอย่างยาวนาน นี่คืออัตลักษณ์และจุดเด่นที่ทำให้ขนมชนิดนี้มีความพิเศษเฉพาะตัวมาจากรูปทรงที่เป็นวง ซึ่งสื่อถึง ความต่อเนื่อง ความสมบูรณ์ และความเป็นมงคล ใช้วัตถุดิบพื้นถิ่น ปั้นด้วยมือเป็นวง มักทำใน งานบุญ งานประเพณี งานมงคล และงานชุมชนใช้เลี้ยงแขกหรือแบ่งปันกันในหมู่บ้าน สื่อถึงความเอื้อเฟื้อ


30วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม/แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม- แป้งข้าวเจ้า 30 กรัม - มะพร้าวขูดขาว 20 กรัม- กะทิ 1/2 ถ้วย - กล้วยน้ำว้าสุก 2 ลูก- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ - เกลือป่น 1/4 ช้อนชา- น้ำเปล่า - น้ำมันสำหรับทอดวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ - กระชอน - ไม้ตะเกียบ - ถาด- กะละมัง - บรรจุภัณฑ์วิธีการทำ1. ผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้าและกล้วยน้ำว้าสุกบด นวดให้พอเข้ากัน2. มะพร้าวขูด น้ำตาลปี๊บ และเกลือป่น นวดต่อให้เข้ากันแล้วค่อย ๆ เติมกะทิสำเร็จรูปลงไปทีละนิด นวดไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเข้ากัน และรวมตัวกันเป็นก้อน3. แบ่งแป้งเป็นก้อน ก้อนละประมาณ 35 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร จากนั้นคลึงแป้งเป็นเส้นยาว ๆ ไม่หนา แล้วนำปลายของเส้นแป้งมาติดกันให้เป็นวงกลม4. ตั้งน้ำมันให้ร้อน นำแป้งที่ปั้นไว้ลงไปทอดด้วยไฟกลาง5. ทอดจนขนมมีสีเหลืองทองทั้งสองด้าน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันบนตะแกรง6. ตั้งกระทะ แล้วใส่น้ำอ้อย น้ำตาลปี๊บ เกลือป่น และน้ำเปล่าลงไปคนผสมให้เข้ากัน จนละลาย แล้วนำไปลาดลงบนตัวแป้งที่ทอดเสร็จพร้อมจัดเสิร์ฟได้ข้อมูลการติดต่อนางสาวจิรดา ทาระกิจครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับตำบลแม่กรณ์ สกร. ระดับอำเภอเมืองเชียงราย สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเชียงรายเบอร์โทรศัพท์ 08 1784 7875 Facebook: ศกร. ตำบลแม่กรณ์ ข้อมูลการติดต่อ


31ขนมวง (ไตลื้อ)สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ความเป็นมา ขนมวง (ไตลื้อ) หรือ “ขนมต้องก้อง” เป็นขนมพื้นบ้านของชุมชนชาวไตลื้อ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นภูมิปัญญาทางอาหารที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวไตลื้อ มีลักษณะเป็นขนมแป้งทอดรูปวงกลม มีสีเหลืองทอง - หอมกรุ่น รังสรรค์จากวัตถุดิบในท้องถิ่นผสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สะท้อนวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และความผูกพันธ์ของคนในชุมชน วิถีแห่งความสามัคคี ขนมวงไตลื้อ นิยมทำในงานบุญ งานประเพณีและโอกาสสำคัญ เป็นกิจกรรมที่หลอมรวมคนในชุมชนให้มีส่วนร่วม ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การลงมือทำแสดงถึงน้ำใจและการแบ่งปัน แจกจ่ายแก่ผู้มาร่วมงาน สะท้อนความสามัคคี และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมวง (ไตลื้อ) หรือ ขนมต้องก๊อง เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาทางอาหารที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไตลื้อ มีลักษณะเป็นขนมแป้งทอดรูปวงกลม คล้ายห่วงหรือเกลียว มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยคำว่า “วง” สื่อถึงความกลมเกลียว ความสมัครสมาน และความมั่นคงของครอบครัวและชุมชม ทั้งนี้นิยมทำขนมวงในงานบุญ งานประเพณีหรือพิธีมงคล เพื่อใช้ถวายพระและแจกจ่ายแก่ผู้มาร่วมงาน อันถือเป็นการแสดงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตามวิถีชีวิตของชาวไตลื้อ


32วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเหนียว- แป้งข้าวเจ้า - กล้วยหอมทองสุก - น้ำตาลอ้อย- งาขี้ม่อน/ งาขาว- กะทิอบควันเทียน- น้ำมันพืช- เกลือวิธีการทำ1. ผสมแป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม แป้งข้าวจ้าว 50 กรัม2. กล้วยหอมทองสุก 5 - 8 ลูก ตามขนาดของกล้วยผสมให้เข้ากัน3. เติมกะทิ1,000 มิลลิลิตร และน้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร4. เติมเกลือ 2 ช้อนชา น้ำมันพืช 30 มิลลิลิตร5. ขึ้นรูปปั้นแป้งเป็นรูปวงกลม ขนาดพอดีคำ6. ตั้งกระทะน้ำมันให้โดยใช้ไฟแรง ให้น้ำมันร้อนจัด แล้วปรับไฟให้เป็นไฟปานกลาง7. นำแป้งทอดในน้ำมัน จนแป้งฟูและมีสีเหลืองทองข้อมูลการติดต่อนางสาวธิติวรรณ มงคลปัญญากุล ครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับตำบลดอยสะเก็ด ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่เบอร์โทร 08 9998 2279 Facebook: ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลลวงเหนือข้อมูลการติดต่อ


33ขนมวุ้นแห้วนากะทิสดสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดพิษณุโลกความเป็นมา “แห้วนา” เป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สำคัญของชุมชนตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยชุมชนยังคงปลูกแห้วนาตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ตั้งแต่การเตรียมดิน การปักดำต้นกล้าการบำรุงรักษา และการขุดหัวแห้วนาเมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยว สำหรับการทำแป้งแห้วนาของชุมชนหนองกุลา เป็นการผลิตในระดับครัวเรือนโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ด้วยเหตุนี้ ชุมชนตำบลหนองกุลา จึงนำ “แห้วนา” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นมาแปรรูปเป็น แป้งแห้วนา เพื่อนำไปประกอบอาหารและขนมพื้นบ้าน โดยหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยม คือ วุ้นแห้วนากะทิสด ซึ่งเป็นขนมที่มีรสชาติหวานมัน รับประทานง่าย และยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นเพื่อสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่าจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมพื้นถิ่นของชุมชนตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ใช้แป้งแห้วนาที่ผลิตจากหัวแห้วนาสดในพื้นที่เป็นวัตถุดิบหลัก สืบทอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษ มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม รับประทานคู่กับกะทิสดหอมมัน ให้รสชาติกลมกล่อม และสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนได้


34วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งแห้วนา 1 กิโลกรัม- น้ำเปล่า 5 กิโลกรัม- กะทิสด 2 กิโลกรัม- น้ำตาลปี๊บ 800 กรัม- เกลือป่น 1 ช้อนชาวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ ไม้พาย- ถาดเหลี่ยม- ถ้วยพร้อมฝา วิธีการทำ1. นำแป้งแห้วนา 1 กิโลกรัม ละลายกับน้ำเปล่า 5 กิโลกรัม ใช้ไม้พายกวนไฟอ่อน ๆ จนแป้งสุกเหนียว มีสีใส2. นำมาเทใส่ถาดเหลี่ยม เกลี่ยให้เรียบ หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วใช้มีดตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเล็กพอประมาณ 3. นำมะพร้าวขูด 2 กิโลกรัม ใส่น้ำอุ่นคั้นน้ำน้อย ๆ แล้วนำมาตั้งไฟอ่อน ๆ คนเรื่อย ใส่น้ำตาลปี๊บ 800 กรัม เกลือป่น 1 ช้อนชา คนให้น้ำตาลละลาย ชิมรสชาติหวานมันปิดไฟ ตั้งทิ้งไว้รอให้เย็น4. ตักวุ้นแห้วที่ตัดเป็นชิ้นใส่ถ้วย จากนั้นราดด้วยน้ำกะทิพอประมาณ พร้อมจัดเสิร์ฟรับประทานข้อมูลการติดต่อนางสาวกาญจนา อยู่นิ่ม ครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับตำบลบึงกอก สกร. ระดับอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลกเบอร์โทรศัพท์ 08 9858 2847Line: noikan Facebook: Kanchana Yoonimข้อมูลการติดต่อ


35ขนมสี่ถ้วยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสุโขทัยความเป็นมา ขนมสี่ถ้วย เป็นขนมโบราณที่มีไว้ในงานมงคลสมรส เพื่ออวยพรให้บ่าวสาวรักกันยืนยาว ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรโดยปราศจากคำพูด ในสมัยก่อน จะเป็นที่รู้กันว่า หากมีชาวบ้านพูดว่า “ไปกินสี่ถ้วย” ก็คือให้ทราบทั่วกันว่าจะไปงานแต่ง วัฒนธรรมนี้ว่ากันว่าเป็นความเชื่อเรื่อง การแต่งงานของคนแผ่นดินพระร่วงเดิม ก่อนจะมีการนับถือศาสนาพุทธ จวบจนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถึงกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังปรากฏการกินขนมเช่นนี้อยู่ แต่อาจลดความสำคัญเรื่องประเพณีไป หลงเหลือเพียงแค่การกินเพื่อความอร่อยเท่านั้น ขนมสี่ถ้วย ประกอบด้วย ไข่กบ (เม็ดแมงลักหรือเม็ดสาคู), นกปล่อย (ลอดช่องไทย), บัวลอย มะลิลอย หรือนางลอย (ข้าวตอก) และอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียว) ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนผสมสำคัญคือ “น้ำกะทิ” ราดเคล้าขลุกขลิกให้อร่อยเลิศขึ้นไปอีกจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นประเพณีดั้งเดิมที่เรียกว่า “กินสี่ถ้วย” ใช้เซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือนและบรรพบุรุษ เพื่อบอกกล่าวและขอขมาเมื่อมีการรับเขยหรือสะใภ้ใหม่เข้าตระกูล


36วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ไข่กบ (เม็ดแมงลัก)- นกปล่อย (ลอดช่อง)- มะลิลอย (ข้าวตอก)- อ้ายตื้อ (ข้าวเหนียวดำมูล) - น้ำกะทิวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ถ้วย- ช้อน- กระทะทองเหลือง- ทัพพีวิธีการทำวิธีทำไข่กบ (เม็ดแมงลัก)1. นำเม็ดแมงลัก 1 กรัม แช่น้ำเปล่า 1 ลิตร2. คนให้เม็ดแมงลักขึ้นฟูจนเต็มที่ เป็นอันใช้ได้วิธีทำนกปล่อย (ลอดช่อง)1. นำใบเตยปั่นกับน้ำปูนใส แล้วกรองแยกกาก พักไว้2. นำแป้งทั้ง 3 ชนิดใส่ลงภาชนะกวน3. เติมน้ำปูนใสใบเตยที่กรองไว้เติมลงไป4. คนผสมให้แป้งละลายเข้ากับน้ำปูนใสใบเตยจนหมดเม็ดแป้ง5. นำแป้งขึ้นตั้งไฟอ่อน กวนจนแป้งเนียน และสุกใส6. นำน้ำแข็งเติมใส่ในกะละมัง จนน้ำเย็นจัดรีบตักแป้งใส่ในกระบอกบีบเส้น บีบเว้นจังหวะ ให้เส้นสั้นยาวตามตวามชอบ7. แช่เส้นลอดช่องทิ้งไว้ใน น้ำเย็น 5 - 7 นาทีแล้วจึงช้อนขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำจัดเสิร์ฟวิธีทำมะลิลอย (ข้าวตอก)จะใช้เป็นข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าก็ได้ โดยวิธีทำ คือ นำข้าวเปลือกมารดน้ำให้เปียก คลุกให้ข้าวโดนน้ำทั่วกัน แล้วนำเอาผ้ามาคลุมประมาณ 8 ชั่วโมง หรือทิ้งไว้เลย 1 คืน วิธีทำอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียวดำมูล)1. วิธีเตรียมข้าวเหนียว นำข้าวเหนียวเขี้ยวงูผสมกับข้าวเหนียวดำ ล้างให้สะอาดใส่ตะกร้าที่แช่น้ำไว้แล้ว แช่ทิ้งไว้ 3 ชม.2. วิธีนึ่งข้าวเหนียว รินน้ำที่แช่ข้าวทิ้งให้หมด นำข้าวเหนียว ลงนึ่งจนสุก โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที 3. วิธีเตรียมน้ำกะทิ นำกะทิใส่หม้อ ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่น คนให้เข้ากัน ยกขึ้น ตั้งไฟคนให้ละลาย รอให้เดือดยกลง4. วิธีมูนข้าวเหนียว นำข้าวเหนียวนึ่งสุกเทใส่อ่างผสมเทน้ำกะทิที่เราเตรียมไว้ใส่คนให้เข้ากันเล็กน้อย ปิดฝาอบไว้ 10 นาที การทำน้ำกะทิ1. ตั้งกระทะไฟอ่อนแล้วใส่หัวกะทิคั้นสดลงไป2. ใส่น้ำตาลโตนดลงไปแล้วคนให้ละลายเข้ากัน3. ใส่เกลือป่นลงไป คนให้ทุกอย่างเข้ากัน เป็นอันใช้ได้ข้อมูลการติดต่อนายกิตติศักดิ์ แช่มชื่นนักวิชาการศึกษา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอสวรรคโลกเบอร์โทรศัพท์: 0 5564 1044Facebook: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอสวรรคโลก ข้อมูลการติดต่อ


37


38


39ขนมกะทกรกสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดปทุมธานีความเป็นมา ท่ามกลางสายธารแห่งความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมอาหารเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตซึ่งชุมชนบางคูวัดถือเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมดั้งเดิมอันแข็งแรง และมีความภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง อาหารจึงถือเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจที่จะฉายภาพความเป็นชาวบางคูวัดได้อย่างดีอาหารที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตำบลบางคูวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อาหารจึงเป็นสิ่งที่สามารถนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์อัตลักษณ์ ทั้งยังแสดงถึงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและประวัติศาสตร์จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมประจำถิ่นของชาวบางคูวัด ที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน “มีที่นี่เพียงที่เดียว” โดยจะมีรูปทรงคล้ายคลึงกับลูกกะทกรก


40วัตถุดิบ และวัสดุอุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ถั่วลิสง - น้ำตาลปี๊บ- ถั่วซีกคั่ว - ไข่- ถั่วซีกต้ม - มะพร้าว- งาขาวคั่ววัสดุอุปกรณ์ได้แก่- กระทะ - เตาวิธีการทำ1. ตัวไส้ของขนมกะทกรก เริ่มจากนำกระทะตั้งเตา ใส่ถั่วลิสงคั่ว ถั่วซีกคั่วและถั่วซีกต้ม ตามด้วยน้ำตาลปี๊บคนให้เข้าโดยใช้ไฟกลาง เพื่อให้น้ำตาลปี๊บละลาย จำเป็นต้องคนอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลไหม้ ข้อมูลการติดต่อ นายศิวภูมิ ศราภัยวานิชครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลบางคูวัด สกร.ระดับอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานีเบอร์โทรศัพท์ 08 9784 6077 ข้อมูลการติดต่อ2. เมื่อน้ำตาลและถั่วเข้ากันดีแล้ว ให้วางพักไว้ แล้วนำมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดพอดีคำ เมื่อปั้นเสร็จแล้ว นำไปชุบไข่ทอดแล้วทอดในน้ำมันด้วยไฟกลางสุกจนเป็นสีเหลืองทอง ขนมกะทกรกจึงเด่นด้วยรสหวานและเนื้อสัมผัสของถั่วกวนคลุกเคล้าละมุนเป็นเนื้อเดียว


41แกงบวดลูกจากสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสมุทรปราการความเป็นมา “ลูกจาก” เป็นผลไม้จากพืชจำพวกปาล์ม โดยมีสกุลเดียวและเป็นปาล์มเพียงชนิดเดียวที่เป็นพืชในป่าชายเลน จากถือเป็นพืชที่เก่าแก่มากชนิดหนึ่งที่มีซากดึกดำบรรพ์อายุถึง 70 ล้านปี ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในบริเวณน้ำจืดและน้ำกร่อยที่มีน้ำเค็มขึ้นถึง โดยมักจะขึ้นเป็นดงขนาดใหญ่ เรียกว่าป่าจาก หรือดงจาก และเมื่อพูดถึงลูกจากที่เรารู้จักกันนั้นก็มาจากต้นจากนั่นเอง ซึ่งลูกจากก็คือเนื้อในเมล็ดของผลจาก หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ลูกชิดกับลูกจากมาจากต้นเดียวกัน แต่ถ้าหากใครสังเกตจะเห็นว่าลูกจากจะมีลักษณะสีขาวขุ่นกว่าเนื้อลูกชิด ในอดีตประชาชนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลได้ใช้ประโยชน์ของต้นจากกันอย่างกว้างขวาง โดยมีความเชื่อว่าส่วนต่าง ๆของต้นจากนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายจุดเด่น/อัตลักษณ์ \"แกงบวด\" หมายถึง ขนมหวานที่ใช้ผลไม้ต่าง ๆ เช่น เผือก ฟักทอง หรือกล้วยมาหั่นต้มกับน้ำตาลและกะทิ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนดเพื่อเพิ่มรสหวานตามแบบฉบับของขนมไทยดั้งเดิม เช่นเดียวกับ \"แกงบวดลูกจาก\" ที่จะใช้วัตถุดิบที่มีในพื้นที่มาแปรรูป ทั้งนี้แกงบวดล้วนเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมการทำขนมในสมัยก่อนที่ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติที่อร่อยถูกปากจนถึงปัจจุบัน


Click to View FlipBook Version