92วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม - กะทิ 500 มิลลิลิตร- น้ำตาล 250 กรัม - เกลือ ¼ ช้อนชา- งาคั่ว 3 ช้อนชา - น้ำดอกดิน/น้ำใบเตย/น้ำอัญชันวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- เตาแก๊ส - หวด- กระทะทองเหลือง - หม้อ- ถาด - ตะหลิววิธีการทำ1. วิธีนึ่งข้าวเหนียว นำข้าวเหนียวล้างสะอาด แกว่งด้วยสารส้ม เพื่อให้ข้าวเหนียวใส แช่น้ำสะอาด ประมาณ 3 ชั่วโมง นำไปนึ่งให้ข้าวเหนียวสุก เทข้าวเหนียวใส่อ่างผสม2. วิธีเตรียมน้ำใบเตย นำใบเตยล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ นำใส่เครื่องปั่น ปั่นกับน้ำ แล้วคั้นพักไว้3. วิธีเตรียมน้ำกะทิ นำกระทะตั้งไฟปานกลาง ใส่น้ำกะทิใส่น้ำตาล เกลือ คนส่วนผสมละลายเข้ากัน เตรียมไว้4. ใส่กะทิที่ละลายเตรียมไว้และข้าวเหนียว คนข้าวเหนียวให้เข้ากับกะทิ ใส่น้ำใบเตยที่คั่นไว้ กวนให้เข้ากัน5. เทใส่กระทะใส่น้ำตาลเพิ่มนมแมวเคี้ยวจนแห้ง นำข้าวเหนียวแก้วเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ ตัดเป็นชิ้นขนาดตามชอบ6. วิธีเตรียมงา นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ ใส่งาขาว ลงคั่วให้เหลือง และหอม เทใส่ถ้วยเตรียมไว้7. โรยด้วยงาคั่ว จัดเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางรุ่งนภา ภู่แม่น้ำครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลคำนาดี สกร. ระดับอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬเบอร์โทรศัพท์ 08 7221 4633 ข้อมูลการติดต่อ
93ขนมข้าวเหนียวหัวหงอกสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดชัยภูมิความเป็นมา ข้าวเหนียวหัวหงอก หรือข้าวเหนียวคลุกมะพร้าว เป็นขนมไทยพื้นบ้านที่นิยมมากในภาคอีสาน และภาคเหนือ ลักษณะของขนม ที่มาของชื่อ “หัวหงอก” มาจากลักษณะของมะพร้าวขูดสีขาวที่โรยอยู่บนข้าวเหนียว ดูคล้ายกับผมหงอกบนศีรษะ รสชาติมีรสสัมผัสเหนียวนุ่มจากข้าวเหนียว ตัดกับความมันของเนื้อมะพร้าว และมีความหวานเค็มจากน้ำตาลทรายผสมเกลือจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมมีความเหนียวนุ่มโรยหน้าด้วยงา
94วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1 กิโลกรัม- มะพร้าวทึนทึกขูด 600 กรัม- น้ำตาลทราย 100 กรัม- เกลือ 1 ช้อนชาครึ่ง- น้ำใบเตย, น้ำอัญชัน, งาขาว (ใช้สำหรับแช่ข้าวเหนียว)วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ซึงนึ่งข้าว - กาละมัง- ทัพพี - กระต่ายขูดมะพร้าววิธีการทำ1. แช่ข้าวเหนียวด้วยน้ำสมุนไพรที่เตรียมไว้ 5- 6ชม.2. นำไปนึ่งด้วยไฟแรง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วนำมาพักให้อุ่นตัว3. นำมะพร้าวที่ขูดเตรียมไว้คลุกกับเกลือ นำขึ้นตั้งไฟประมาณ 10 นาที แล้วนำมาพักให้อุ่นตัว4. นำข้าวเหนียวนึ่งที่เตรียมไว้ขยี้ให้เมล็ดข้าวแตกออกจากกัน5. คลุกด้วยน้ำตาล เกลือ แล้วชิมรสตามต้องการหรือรับประทานพร้อมกล้วยหอมสุก ช่วยเพิ่มรสชาติข้อมูลการติดต่อนางปกาสิตา บูรณะถาวรครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับตำบลบ้านยาง สกร. ระดับอำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิเบอร์โทรศัพท์ 0 4422 9869Facebook: สกร. ระดับอำเภอเกษตรสมบูรณ์จังหวัดชัยภูมิ ข้อมูลการติดต่อ
95ขนมตดหมาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดอำนาจเจริญความเป็นมา เครือตดหมา เป็นพืชไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ลำต้นขนาดเล็กสีเขียว มีกลิ่นเหม็นเขียวจัด ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหอกหรือเรียวยาว ปลายแหลม ดอกช่อสีขาว-ม่วงอ่อนมีกลิ่นเหม็น มักขึ้นตามที่รกร้างและป่าโปร่ง เครือตดหมาเป็นสมุนไพรมากประโยชน์ทั้งเป็นยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยระบายความร้อนในร่างกาย ช่วยขับลม ช่วยย่อย ชาวบ้านนิยมนำมาปลูกใกล้บ้าน เพื่อเก็บไว้กิน ขนมตดหมาเป็นขนมพื้นบ้านถิ่นอีสานใต้ เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน คนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนทำกินในครัวเรือน โดยใช้รากหรือใบตดหมามาเป็นส่วนผสม ขนมตดหมาเป็นขนมที่เกือบสูญหายไปเพราะคนรุ่นใหม่ไม่นิยมและไม่รู้จัก จึงมีการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนมไทยถิ่นโบราณให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักมากขึ้นจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมตดหมา เป็นขนมพื้นบ้านภูมิปัญญาและบริบทท้องถิ่นอีสานใต้ มีลักษณะเมื่อย่างสุกแล้วเนื้อแป้งแห้งเกรียม กลิ่นหอม รสชาติหวาน มัน กลมกล่อม
96วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- น้ำรากเครือตดหมา 1 ลิตร - เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ- แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม - กะทิ- น้ำตาลทราย 500 กรัม - น้ำเปล่า- แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม - มะพร้าวทึนทึกขูด- ใบตองวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- เตาถ่าน - ถ่าน - เหล็กย่างวิธีการทำ1. นำรากเครือตดหมา ครึ่งกิโล มาขูดล้างน้ำทำความสะอาดจากนั้นหั่นเป็นแว่น ๆ นำไปตากแดด 1 แดด จากนั้นนำไปตำให้ละเอียด เนื้อที่ได้จากการตำนำไปต้มน้ำประมาณ 1 ลิตร กรองเอาแต่น้ำพักไว้2. ใช้แป้งข้าวเหนียว 1 ถุง (1 กิโลกรัม) กะทิ น้ำตาลทราย ครึ่งกิโล (เพิ่มหรือลดความหวานได้ตามชอบ) ผสมกัน3. ใช้มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น ครึ่งกิโล พักไว้4. นำน้ำตดหมาที่พักไว้ผสมกับแป้ง น้ำตาล มะพร้าวทึนทึก ใส่เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เพิ่มแป้งข้าวจ้าว100 กรัม ผสมกันให้เข้าที่ หากเหนียวเกินไปสามารถเพิ่มน้ำเปล่าได้5. นำไปห่อด้วยใบตอง จากนั้นนำไปย่างบนไฟอ่อน ๆดูให้ขนมสุกดี เป็นอันเสร็จเรียบร้อยข้อมูลการติดต่อนางสาวสมจิตย์ รอดคำทุยครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลหนองมะแซว สกร. ระดับอำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เบอร์โทรศัพท์ 08 0737 3294Line: viewiq Facebook: สมจิตย์ รอดคำทุยข้อมูลการติดต่อ
97ขนมทับทิมกรอบจัมปาศรี สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดมหาสารคามความเป็นมา “ทับทิมกรอบมันแกวบรบือ” คืออัญมณีแห่งรสสัมผัสที่ถือกำเนิดจากเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ของอำเภอบรบือจังหวัดมหาสารคาม พื้นที่ราบสูงสลับเนินดินลูกคลื่นแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งบ่มเพาะธรรมชาติชั้นเลิศ ด้วยสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์และลมที่พัดผ่านเนินเขาตลอดเวลา ส่งผลให้ “มันแกวบรบือ” มีคุณภาพโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยเนื้อสัมผัสที่ขาวอวบ กรอบแน่น และมีรสหวานฉ่ำน้ำจุดเด่น/อัตลักษณ์ “มันแกวบรบือ” พืช GI อัตลักษณ์แห่งมหาสารคาม เติบโตท่ามกลางความท้าทายของดินทรายและไอเค็มจากแร่เกลือหินใต้ดิน จนกลายเป็นเงื่อนไขพิเศษที่เคี่ยวกรำให้เนื้อสัมผัสขาวอวบแน่น กรอบฉ่ำน้ำ และมีรสหวานละมุนตัดเค็มปะแล่มอย่างลงตัว ถือเป็นเพชรเม็ดงามใต้ผืนดินที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ในความแห้งแล้งของอำเภอบรบือได้อย่างน่าอัศจรรย์เป็นพิเศษ เมื่อนำมาปรุงเป็นขนมหวานจึงให้ความรู้สึกสดชื่นและคงความกรอบ ได้ยาวนานกว่าการใช้แห้วทั่วไป ถือเป็นการผสมผสานศาสตร์แห่งดินเข้ากับศิลป์แห่งอาหารได้อย่างลงตัว เปลี่ยนพืชพื้นถิ่นให้กลายเป็นขนมหวานเลิศรสที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งของทรัพยากรในแดนอีสานได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
98 วิธีการทำ1. เตรียมมณี (ย้อมสี): นำมันแกวหั่นเต๋าไปล้างและพักให้พอหมาด แช่ในน้ำสีแดง 15 -20 นาทีจนสีซึมสวย แล้วตักขึ้นพักบนตะแกรง (ไม่ต้องแห้งสนิทเพื่อให้แป้งติดดี)2. นวลมณี (คลุกแป้ง): นำมันแกวที่ย้อมสีแล้วมาคลุกแป้งมันสำปะหลังให้หนาและทั่วถึง จากนั้นใส่ตะแกรงเขย่าเบา ๆเพื่อสะบัดแป้งส่วนเกินออก ป้องกันน้ำเชื่อมขุ่น3. ต้มทับทิม: ใส่ลงในน้ำเดือดจัด เมื่อขนมลอยขึ้นให้ต้มต่ออีก 1 นาทีเพื่อให้แป้งใสเป็นเงา แล้วตักขึ้นน็อกในน้ำเย็นจัดทันทีเพื่อให้แป้งเหนียวนุ่มและมันแกวยังคงความกรอบ4. ทำน้ำกะทิและอบควันเทียน: ต้มหัวกะทิ น้ำตาล เกลือ และใบเตยด้วยไฟกลางพอให้ละลาย (อย่าให้กะทิแตกมัน) เมื่อเย็นลงให้นำไปอบควันเทียนทิ้งไว้ 30 นาที เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมละมุนวัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ตัวทับทิมกรอบ- มันแกวปลอกเปลือกหั่นเต๋า 450 กรัม- แป้งมันสำปะหลัง 120 กรัม- สีแดง (น้ำหวานกลิ่นสละ น้ำแดงเข้มข้น) 4 - 5 ช้อนโต๊ะ- น้ำสะอาด 1,000 มิลลิลิตรวัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์น้ำกะทิ- กะทิ 500 มิลลิลิตร- น้ำตาลทราย 120 กรัม - เกลือ ½ ช้อนชา- ใบเตย 2 ใบข้อมูลการติดต่อนางสาวฐานิต ธรรมโคตร เบอร์โทรศัพท์06 4025 7886นางสาวละอองดาว ไวทำ เบอร์โทรศัพท์09 4392 3997ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบรบือ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคามFacebook: NV Tanitข้อมูลการติดต่อ
99ขนมเทียนโบราณ ฅนยางตลาด ไส้กุ้งก้ามครามสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ความเป็นมา อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามคราม ซึ่งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อของอำเภอยางตลาด ชาวบ้านในพื้นที่จึงได้มีการนำวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพอย่างกุ้งก้ามคราม มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างเอกลักษณ์ให้กับอาหารท้องถิ่นจากแนวคิดดังกล่าว จึงเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “ขนมเทียนโบราณ ฅนยางตลาด ไส้กุ้งก้ามคราม” โดยนำกุ้งก้ามครามซึ่งเป็นวัตถุดิบเด่นของท้องถิ่นมาปรุงเป็นไส้ขนม ผสมผสานกับกรรมวิธีการทำขนมเทียนแบบดั้งเดิม ทำให้เกิดรสชาติที่แปลกใหม่ มีความหอมมัน และกลมกล่อม แตกต่างจากขนมเทียนทั่วไป อีกทั้งยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาการประยุกต์ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขนมเทียนโบราณ “ฅนยางตลาด ไส้กุ้งก้ามคราม” จึงไม่เพียงเป็นขนมพื้นบ้านที่สืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของชุมชน อำเภอยางตลาด โดยมีการพัฒนาให้เป็นสินค้าท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนรวมทั้งเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารพื้นถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นจุดเด่น/อัตลักษณ์ “ขนมพื้นถิ่น รสชาติมีอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาชุมชน สร้างคุณค่าและรายได้” โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทำขนมไทยโบราณ ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ สามารถต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน อันเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
100 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบสำหรับแป้งห่อ- แป้งข้าวเหนียว 1 กก. - แป้งข้าวจ้าว 150 ก.- กะทิ 500 ก. - น้ำเปล่า 350 มล.- น้ำตาล/น้ำตาลปี๊บ 75 ก. - เกลือแกง 1 ชช.- ใบเตย (สำหรับผสมสีเขียว)วัตถุดิบไส้กุ้งก้ามคราม (ไส้เค็ม)-ถั่วเขียวเลาะเปลือก 250 ก. - เนื้อกุ้งก้ามคราม 250 ก.- น้ำตาล/น้ำตาลปี๊บ 450 ก. - กะทิ 500 ก.- เกลือแกง 1 - 2 ชช. - น้ำเปล่า 150 มล.- น้ำมันพืชสำหรับทาใบตอง- สามเกลอ (กระเทียม 100 ก. รากผักชี 3 - 5 ราก พริกไทย ½-1 ชช.)วิธีการทำวิธีทำแป้งห่อนำแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวจ้าว น้ำตาล/น้ำตาลปี๊บ เกลือแกงมาผสมให้เข้ากัน นำน้ำกะทิทยอยเทลงนวดแป้งจนกะทิหมดจากนั้นให้เติมน้ำเปล่าลงไป ทีละน้อยนวดแป้งไปเรื่อย ๆ จนแป้งเนียนเป็นเนื้อเดียวกันวิธีทำไส้กุ้งก้ามคราม (ไส้เค็ม)1. นำกระเทียม รากผักชี พริกไทย โขลกให้ละเอียด2. นำถั่วเขียวเลาะเปลือกล้างน้ำเปล่าจนสะอาดแล้วแช่น้ำ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้น นำถั่วเขียวเลาะเปลือกมานึ่งให้สุกใช้เวลา ประมาณ 20 - 30 นาที3. เตรียมเนื้อกุ้งก้ามครามสับพอประมาณ4. นำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ (ข้อ1 - 3) มาผัดให้เข้ากันแล้วนำส่วนผสมทั้งหมดมาปรุงรสชาติ และผัดไปเรื่อย ๆ ให้ส่วนผสมเข้ากัน หมายเหตุ: สามารถเพิ่มเติมรสชาติได้ขั้นตอนการเตรียมใบตองห่อขนมและห่อขนม1. นำใบตองกล้วยน้ำว้า/ใบตองกล้วยตานี มาตัดเป็นวงรี ขนาดความกว้าง 7 ซม. ความยาว 20- 24 ซม. นำน้ำมันมาทาที่ด้านใน หรือด้านที่สัมผัสกับขนมเพื่อป้องกันไม่ให้ขนมติดใบตอง2. นำไส้ที่ปั้นเตรียมไว้มาห่อด้วยแป้งเป็นก้อนกลม ๆเตรียมไว้จับใบตองให้เป็นรูปทรงกรวยแล้วใส่ขนมลงไปพับใบตองด้านที่สั้นที่สุด หรือด้านที่เข้าหาตัวลงไป พับใบตองทางด้านซ้ายเข้าหาตรงกลาง และด้านขวาทำแบบเดียวกัน หลังจากนั้นพับลงมาแล้วสอดเก็บปลายใบตองให้เรียบร้อย 3. การนึ่งขนมเทียน นำขนมเทียนที่ห่อเสร็จเรียบร้อยแล้วไปนึ่งโดยใช้ไฟแรง ประมาณ 30 - 40 นาทีข้อมูลการติดต่อนายนิตินัย คนเพียร ครู คศ.1 สกร. ระดับอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธ์เบอร์โทรศัพท์08 4404 6435Line: anandakonpian Facebook: สกร. ระดับอำเภอยางตลาดข้อมูลการติดต่อ
101ขนมเนียลสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสุรินทร์ความเป็นมา ขนมเนียล เป็นขนมพื้นบ้านโบราณของชาวไทยเชื้อสายเขมรแถบอีสานใต้ (สุรินทร์- ศรีสะเกษ) ที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำตาลอ้อยและมะพร้าวขูด มีเอกลักษณ์คือการนึ่งบน “เนียล”(กะลามะพร้าวผ่าครึ่งเจาะรู) ให้ความหอมกลิ่นมะพร้าวคั่วเนื้อเหนียวหนึบ รสหวานมัน หากินยากในปัจจุบัน มักใช้ประกอบพิธีความเชื่อเรื่องการทำบุญและเซ่นไหว้ศาลปู่ตา คำว่า “เนียล” มาจากภาษาเขมรถิ่นไทย แปลว่า \"ทะนาน\" ซึ่งใช้กะลามะพร้าวผ่าครึ่งตวงข้าวสารในสมัยโบราณ มีจุดกำเนิด จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ต้องการทำขนมง่าย ๆ จากวัตถุดิบในครัวเรือน (แป้งข้าวเหนียว, น้ำตาลอ้อย, มะพร้าว) โดยนำกะลามาเจาะรูที่ก้นเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์นึ่งบนหม้อ ทำให้อบอวลด้วยกลิ่นหอมของมะพร้าวและใบตองที่รองด้านล่าง เป็นขนมที่มักทำขึ้นหลังฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อเซ่นไหว้ศาลปู่ตา (เทพอารักษ์) และเพื่อแจกจ่ายกันในชุมชนจุดเด่น/อัตลักษณ์ วิธีการทำแบบดั้งเดิมจะนึ่งด้วยกะลามะพร้าว (เนียล) วางบนหม้อนึ่งที่กำลังเดือดทีละอัน ทำให้ได้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนการนึ่งในซึ้งทั่วไป รสชาติและเนื้อสัมผัสจะเหนียวหนึบหนับ รสหวานกลมกล่อมจากน้ำตาลอ้อย มีความมันจากมะพร้าวแก่และนุ่มนวลจากมะพร้าวทึนทึกผสมกัน มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์จากกะลามะพร้าวที่ถูกความร้อนผสมกับกลิ่นมะพร้าวขูดและน้ำตาลอ้อย ตัวขนมจะมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้มตามสีของน้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดงที่ใช้
102 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- มะพร้าวขูด - น้ำตาลอ้อย- มะพร้าวขูดฝอย - เกลือ- น้ำมะพร้าว - ใบเตย- แป้งข้าวเหนียว - แป้งข้าวเจ้าวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ/กาต้มน้ำ - ทัพพี- กะลามะพร้าวผ่าครึ่งเจาะรูตรงกลาง- ใบตองแห้งวิธีการทำ1. ผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า น้ำตาลอ้อยเกลือ มะพร้าวขูด และมะพร้าวขูดฝอยคลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้ 30 นาที2. ตั้งหม้อดินหรือกาต้มน้ำ เอาใบเตยใส่น้ำมะพร้าวต้มจนเดือด 3. นำส่วนผสมที่เตรียมไว้ใส่ลงในกะลามะพร้าวผ่าครึ่งบนหม้อดินหรือกาต้มน้ำที่ต้มน้ำมะพร้าวที่ใส่ใบเตยเตรียมไว้ 4. นำใบตองแห้งปิดบนส่วนผสมแล้วปิดฝาหม้อนึ่งจนสุกข้อมูลการติดต่อนายคุณภัทร อินทรนุชครูศูนย์การเรียนรู้ สกร. ระดับอำเภอเมืองสุรินทร์จังหวัดสุรินทร์เบอร์โทรศัพท์ 0 4406 2025Facebook: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองสุรินทร์ข้อมูลการติดต่อ
103ขนมฟักแฟงมะพร้าวอ่อนสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดร้อยเอ็ดความเป็นมา ฟักแฟง หรือที่ชาวบ้านบางพื้นที่เรียกว่า “ฟัก” เป็นพืชผักพื้นบ้านที่มีการปลูกและบริโภคกันมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฟักแฟงเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น และสามารถปลูกได้ตามสวนครัวหรือพื้นที่เกษตรของครัวเรือนทั่วไป ชาวบ้านนิยมปลูกไว้เพื่อใช้ประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน เนื่องจากมีรสชาติอ่อน นุ่ม และสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น มีใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สำหรับในพื้นที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ฟักแฟงถือเป็นพืชพื้นบ้านที่มีอยู่ทั่วไปในชุมชน ชาวบ้านในอดีตมักนำฟักแฟงที่ปลูกได้จากสวนครัวมาประกอบอาหารในครัวเรือน และด้วยภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น จึงได้มีการนำฟักแฟงมาประยุกต์ทำเป็นขนมหวานพื้นบ้าน โดยผสมผสานกับวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น แป้ง กะทิ และน้ำตาลกลายเป็น “ขนมฟักแฟง” ที่มีรสชาติหวานมัน หอมกะทิ และมีเนื้อสัมผัสนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์กับชีวิตประจำวันต่อไปจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมฟักแฟงใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทำจากฟักแฟง แป้ง กะทิ น้ำตาล รสหวานมัน หอมกะทิ เนื้อนุ่ม เหนียวเล็กน้อย สะท้อนภูมิปัญญาชุมชน นิยมทำในงานบุญ และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้
104 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งมัน 200 กรัม - แป้งข้าวจ้าว 80 กรัม- น้ำตาลทราย 100 กรัม - น้ำตาลมะพร้าว 50 กรัม- น้ำกะทิ 120 มิลลิลิตร - เนื้อมะพร้าวอ่อน 2 ลูก- เกลือป่น 1/2 ช้อนชาวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ - ทัพพี- ถ้วยผสม - ช้อนตวง- ถ้วยตวง - เตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้า- ภาชนะสำหรับใส่ขนมวิธีการทำ1. เตรียมฟักแฟง - ล้าง ปอกเปลือก ขูดเป็นเส้น และบีบน้ำออกพอหมาด2. เตรียมมะพร้าวอ่อน - ปอกเปลือกและหั่นหรือขูดเป็นชิ้นพอดีคำ3. ผสมส่วนผสมแห้ง - ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล และเกลือให้เข้ากัน4. เติมกะทิ-ค่อย ๆ เติมกะทิลงไป คนจนส่วนผสมเนียน5. ใส่ฟักแฟงและมะพร้าวอ่อน – คลุกเคล้าให้กระจายทั่วส่วนผสม6. นึ่งขนม - เทใส่พิมพ์ นึ่งในหม้อนึ่งประมาณ 30 - 35 นาทีจนสุก7. พักขนมให้เย็น - ยกออกจากหม้อนึ่ง พักให้เย็นก่อนรับประทานหรือบรรจุภาชนะข้อมูลการติดต่อนางสาวรำเพย สัตยาคุณครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลโหรา สกร. ระดับอาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ดเบอร์โทรศัพท์ 06 1264 1993Line: rampoey5480 ข้อมูลการติดต่อ
105ขนมหนวดแมวสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสกลนครความเป็นมา ขนมหนวดแมวมีต้นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ของไทย ขนมหนวดแมวเป็นขนมพื้นบ้าน โดยดอกที่มีลักษณะคล้ายหนวดแมว จึงได้ชื่อว่า ขนมหนวดแมว ในอดีตนิยมทำในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยว และนิยมทำขนมหนวดแมวในงานกฐินเพื่อถวายพระและเลี้ยงแขกที่มาทำบุญ และถือเป็นกิจกรรมรวมกลุ่มของคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำขนมไว้แบ่งปันทำบุญหรือไว้ขายในงานบุญประเพณี เช่น บุญข้าวประดับดิน บุญข้าวสาก บุญกฐิน หรืองานเทศกาลท้องถิ่นต่าง ๆ ขนม “หนวดแมว” เป็นชื่อขนมหวานที่มีลักษณะเหมือนหนวดแมวอาจมีที่มาจากความเชื่อเรื่องหนวดแมวเป็นสิ่งนำโชค โดยเฉพาะในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและไทยที่เชื่อว่าการเก็บหนวดแมวที่หลุดร่วงเองตามธรรมชาติจะช่วยเสริมโชคลาภ ความหมายเชิงสัญลักษณ์นี้ทำให้ขนมชนิดนี้อาจถูกนำมาตั้งชื่อ เพื่อสื่อถึงความหมายมงคลโดยที่มาของชื่อ “หนวดแมว” มาจากลักษณะทางกายภาพของขนมที่คล้ายกับหนวดของแมวจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมมงคลพื้นบ้านประจำอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดกลนคร เป็นขนมหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสรรพคุณของขนมหนวดแมวคือฤทธิ์เย็นแก้ร้อนใน ชาวบ้านชอบทำไปถวายพระสงฆ์ ในช่วงเทศกาลงานบุญต่าง ๆ งานบุญประจำปี จะหากินได้อยากมาก จะต้องเป็นคนเฒ่าคนแก่เท่านั้นที่จะทำขนมหนวดแมวเป็น โดย 1 ปีเท่านั้นถึงจะได้หัวต้นหนวดแมวมาทำเป็นขนมหนวดแมวมารับประทาน
106 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- หัวหนวดแมว - น้ำตาลทรายแดง 500 กรัม- กะทิ 1 กล่อง/ลูก - เกลือ- น้ำปูนใส 500 มิลลิลิตร - น้ำเปล่า 50 มิลลิลิตร- ใบเตย - งาวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ - ไม้พาย- ทัพพี - เตา- ถาด, มีดปาด - ถ่าน วิธีการทำ1. ล้างและปอกหัวหนวดแมว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ปั่นกับน้ำเล็กน้อยจนละเอียด2. เติมน้ำเพิ่ม ประมาณ 2 ลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาเฉพาะน้ำแป้ง3. พักน้ำแป้งให้ตกตะกอน 1 คืน4. ระหว่างแช่ ควรถ่ายน้ำวันละ 3-6 ครั้ง เพื่อลดสารเบื่อเมา5. เทน้ำสีเหลืองทิ้ง แล้วเติมน้ำใหม่ คนให้เข้ากัน พักต่ออีก1 คืน ทำซ้ำ 3 - 4 รอบ จนน้ำใส6. ตักแป้งที่ตกตะกอน ตากแดดให้แห้งสนิท แล้วเก็บในภาชนะปิดมิดชิด(หัวสด 5 กก. จะได้เนื้อแป้งประมาณ 1 กก.)การผสมแป้งหนวดแมว1. ผสมแป้ง 1 กก. กับน้ำปูนใส 3 แก้ว และน้ำเปล่า 1 แก้วคนให้เข้ากัน2. ตั้งไฟกลาง กวนตลอดจนแป้งเหนียวและใสขึ้น (สุกแล้วปิดไฟทันที)3. เทใส่พิมพ์ พักให้เย็นจนแข็งตัว4. ทำน้ำเชื่อม: เคี่ยวน้ำตาลกับน้ำเล็กน้อย ใส่ใบเตยตั้งไฟกลางเคี้ยวจนน้ำตาลละลาย5. ทำกะทิ: เคี่ยวกะทิ ใส่ใบเตยและเกลือเล็กน้อยตั้งไฟกลางเคี้ยวจนหอม6. ตัดแป้งเป็นชิ้นเต๋า ราดน้ำเชื่อมกันติดมีดเวลาปาด7. จัดใส่ถ้วย ราดน้ำเชื่อมและกะทิ พร้อมเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนายอนุวัตร แก่นท้าวครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลคำสะอาด สกร. ระดับอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครเบอร์โทรศัพท์ 08 8548 5905 Facebook: ศกร. ระดับตำบลคำสะอาด ข้อมูลการติดต่อ
107ขนมหยกมณีสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดหนองบัวลำภูความเป็นมา ขนมไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรร วัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน เนื่องด้วยขนมไทยแต่ละชนิดล้วนมีเสน่ห์มีรสชาติ ที่แตกต่างกันออกไปในรายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ การทําอาหารจึงมีความหลากหลายตามลักษณะของแต่ละท้องถิ่น ขนมหยกมณีเป็นขนมไทยประเภทนึ่งและเป็นอาหารว่างที่ได้รับความนิยมจากคนทุกวัย ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองหนองบัวลำภูจึงได้เพิ่มโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนจึงจัดทำหลักสูตรการทำขนมหยกมณี ให้เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับประชาชนจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมหยกมณีเป็นขนมพื้นบ้านที่คนไทยทั่วไปรู้จักกันดีมีคุณค่าทางโภชนาการสูง คนไทยตั้งแต่โบราณมักจะทำขึ้นเนื่องในวันสำคัญต่าง ๆ ตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคลและงานพิธี ขนมหยกมณีเป็นขนมมงคล นิยมใช้ในงานสำคัญ เช่น งานแต่งงานหรืองานขึ้นบ้านใหม่ เพราะเชื่อว่าชื่อ “หยก”เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง โชคลาภและความสมบูรณ์ หยกมณีคือ ขนมไทยชนิดหนึ่งที่เหมาะกับคนชอบทานหวานโดยเฉพาะ จะมาพร้อมกับมะพร้าวขูดโรยหน้า ทำให้ความอร่อยเพิ่มมากขึ้น
108วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- กะทิ350 มิลลิลิตร - แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ- เกลือ ½ ช้อนชา - เนื้อมะพร้าว 120 กรัม- เกลือ 1/2 ช้อนชา - สาคู 1 กิโลกรัมวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อนึ่งสแตนเลส - ถาดสแตนเลส - ที่ขูดมะพร้าว - หม้อ- ทัพพี - มีด วิธีการทำ1. ต้มน้ำเปล่าให้เดือด จากนั้นใส่เม็ดสาคูลงไปต้ม ต้มไปสักพัก สาคูสุก 50% ให้ใส่น้ำใบเตยและน้ำตาลทรายลงไป คนผสมให้เข้ากัน ต้มต่อและคนตลอด ต้มจนสุกตามที่ต้องการ ปิดไฟ ยกมาตักใส่ถาดส่วนหนึ่ง อีกส่วนใส่ถุงบีบ2. เอากะทิละลายกับแป้งข้าวโพด ให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน เติมเกลือลงไปคนผสมให้ละลายนำไปตั้งไฟ ต้มแค่ร้อนไม่ต้องให้เดือด (ถ้าเดือดกะทิแตกมัน แยกชั้นได้) ปิดไฟ ยกมาพัก เตรียมนำไปทานคู่หยกมณี3. เอาเนื้อมะพร้าวไปนึ่ง เวลา 10 นาทีพักให้เย็นใส่เกลือลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันไว้คลุกกับขนมหยกมณี พร้อมเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางสาวฉวีวรรณ คำฆ้องครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลหัวนา สกร. ระดับอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภูเบอร์โทรศัพท์ 08 0065 1642 ข้อมูลการติดต่อ
109ขนมหินฝนทองสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนครราชสีมาความเป็นมา “ขนมหินฝนทอง”เป็นหนึ่งในขนมไทย หอม หวานละลายในปาก ที่มีทั้งคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ไม่น้อยกว่าขนมชนิดอื่น แต่ปัจจุบันขนมชนิดนี้กำลังจะหายไปจากสังคมไทยตลอดกาล เพราะเหลือไม่ถึง10 ที่ ในประเทศไทยที่มีขาย ขนมหินฝนทอง เป็นขนมไทยโบราณสูตรเก่าแก่ที่มีเรื่องราวบันทึกไว้ตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีปรากฏอยู่บทเสภาวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน และปรากฏอยู่ในบันทึกของขุนหลวงหาวัดเกี่ยวกับขนมไทยชนิดต่าง ๆ ว่า “...ถนนย่านป่าขนมชาวบ้านย่านนั้น ทำขนมขาย แลนั่งร้านขายขนมชะมดกงเกวียนสามเกลอหินฝนทอง” สมัยโบราณเขาจะทำขนมชนิดนี้เป็นเสบียงในการออกรบกับข้าศึก เนื่องจากเป็นขนมที่แห้งและเก็บไว้ได้นานจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมมีรูปลักษณ์คล้ายกับหินที่เขาใช้ฝนทองเพื่อตรวจเช็คเวลาซื้อทองว่าเป็นทองแท้หรือไม่ สมัยโบราณจะทำเป็นขนมก้อนใหญ่ แต่ปัจจุบันจะปั้นเป็นลักษณะคล้ายหินแม่น้ำสีดำก้อนพอดีคำและติดทองคำเปลว
110 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้างจ้าว 2 กิโลกรัม- ข้าวตากคั่ว 500 กรัม- หัวกะทิ 2 กิโลกรัม- หางกะทิ 500 กรัม- น้ำกากมะพร้าวเผา 5 ถ้วยตวง- ทองคำบริสุทธิ์- เทียนอบวิธีการทำ1. นำแป้งข้าวจ้าวคั่วให้สุก (ใช้ไฟอ่อนประมาณ 1ชั่วโมง)จากนั้นอบเทียน 1 ชั่วโมง 2. คั่วข้าวตากจนเหลือง แล้วนำไปโม่ให้ละเอียด แล้วใช้ตะแกรงร่อน3. เผากากมะพร้าว ประมาณ 5 ลูก ตำให้ละเอียด นำมาผสมน้ำ แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ให้ได้5 ถ้วยตวง4. นำหัวกะทิ น้ำตาลทราย ลงใส่กระทะ ตั้งไฟให้เดือด แล้วใส่หางกะทิ ตามด้วยน้ำกากมะพร้าว (ไม่ต้องคนมากปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นยางมะตูม)5. นำแป้งกับข้าวตากคั่วผสมกัน จากนั้นนำกะทิ มาใส่นวดแล้วปั้นเป็นรูปก้อนหินเล็กๆ และปิดทอง จากนั้นนำไปอบเทียน (ถ้าจะให้หอมอบเทียน 2 ครั้ง ภายใน 1 คืน)ข้อมูลการติดต่อนางธนาภรณ์ กึบขุนทดครูศูนย์การเรียนรู้ สกร. ระดับอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมาเบอร์โทรศัพท์ 08 3370 0911 ข้อมูลการติดต่อ
111ขนมแหนบสาลีสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดหนองคายความเป็นมา แหนบสาลี คำว่า “แหนบ” หมายถึงการหนีบ หรือการห่อ และ “สาลี” หรือ “บักสาลี” มาจากภาษาถิ่นที่ใช้เรียก ข้าวโพด (ข้าวโพดข้าวเหนียว) แหนบสาลี เป็นขนมพื้นบ้านโบราณ ที่ทำจากข้าวโพด ผสมมะพร้าวอ่อน นำไปห่อด้วยเปลือกข้าวโพด ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ธรรมชาติเป็นขนมที่สะท้อนวิถีเกษตรกรรมของชุมชนตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย เป็นวิถีชีวิตที่สืบสานกันมาแต่โบราณ สมัยก่อนจะทำทานในครัวเรือน ต่อมาจะทำทานเมื่อมีงานบุญประเพณีต่าง ๆ ในชุมชน ปัจจุบันเริ่มหาทานได้ยาก เป็นขนมที่เสี่ยงต่อการถูกลืมจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมพื้นบ้าน ที่หาทานได้ที่ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหวัดหนองคาย สื่อความหมายถึงการอยู่ร่วมกันของคนในครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลี่ยวกัน “แหนบสาลี” มีความหอมหวานมัน จากมะพร้าวอ่อนและข้าวโพดที่เก็บจากต้น สด ใหม่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น
112 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวโพดหวาน 10 ฝัก - มะพร้าวอ่อน 3 ลูก- แป้งสาคู500 กรัม - แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม- น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม - เกลือ 2 ช้อนชาวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- มีด - ถุงมือ- ชามผสม - ซึ้งนึ่ง/ลังถึง- ทัพพี/ช้อน - ที่ขูดมะพร้าว- กระชอนวิธีการทำ1. ปอกมะพร้าวแล้วขูดเป็นเส้น ๆ2. นำเม็ดสาคูมาล้างน้ำ เทน้ำออกพักไว้3. แกะเปลือกข้าวโพด ระวังอย่าให้เปลือกข้าวโพดแตกเลือกเปลือกชั้นในที่ทำความสะอาดเตรียมไว้สำหรับห่อ4. ฝานข้าวโพดลงในชามผสม นำน้ำตาลปี๊บ เกลือ แป้งสาคู แป้งข้าวเจ้า มะพร้าวขูดเส้น เทลงในชามผสมคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน 5. ห่อส่วนผสมด้วยเปลือกข้าวโพดที่เตรียมไว้ พับปลายข้างใดข้างหนึ่งเข้า เพื่อไม่ให้น้ำข้าวโพดไหลออก วางในซึ้งเตรียมนึ่ง6. ตั้งหม้อให้ร้อน นำขนมแหนบสาลีที่ห่อเสร็จแล้วไปนึ่ง ประมาณ 20 นาที หรือจนขนมแหนบสาลีสุก พร้อมเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางสาวปนัดดา อุ่นพรมมีครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลบ้านเดื่อ สกร. ระดับอำเภอเมืองหนองคาย สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดหนองคายเบอร์โทรศัพท์ 0 4241 4122 ข้อมูลการติดต่อ
113ขนมอันซอม - น้ำขุ่นสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดอุบลราชธานีความเป็นมา “ขนมอันซอม” เป็นขนมจากใบมะพร้าว ตามประวัติเป็นขนมที่มีชื่อเสียงของเขตอีสานใต้ การจะทำขนมให้อร่อยต้องอาศัยความชำนาญ เนื้อขนมจึงจะนุ่ม ไม่แข็งกระด้างหรือแฉะเละจนกินไม่อร่อย เล่ากันว่า คนที่ทำได้มักหวงวิชา ไม่ยอมบอกให้คนอื่นที่ไม่ใช่ลูกหลาน เลยกลายเป็นขนมที่สืบสกุลไปในที่สุด ขนมจากใบมะพร้าว ทำมาจากข้าวเหนียว แล้วนำไปนึ่งให้สุกสามารถรับประทานได้เลย ขนมไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์แต่เริ่มหาทานยากในปัจจุบัน ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอน้ำขุ่น เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดหลักสูตรการทำขนมอันซอม จำนวน ๖ ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่สนใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปทำเป็นอาชีพหรือเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ มีงานทำและสอดคล้องตามนโยบายและจุดเน้นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไปจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมอันซอม (หรืออันซอมกะบ็อง/เสลอะโดง) เป็นขนมพื้นบ้านเขมร-อีสาน ที่โดดเด่นด้านความเป็นสิริมงคลห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าวอ่อนเป็นมัด/พวง ใช้ในประเพณีสำคัญ เช่น แซนโฏนตา มีรสชาติหวานมัน หอมกะทิและใบตอง รสสัมผัสเหนียวนุ่ม นิยมไส้กล้วยหรือมะพร้าว เชื่อว่าช่วยเสริมความสามัคคี และเก็บได้นาน
114วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- ข้าวเหนียว- กะทิ- เกลือ- ถั่วดำ (ถั่วดำต้ม หรือถั่วดำผัดกับข้าวเหนียว)- กล้วยน้ำว้าสุกงอม- ใบมะพร้าวอ่อน- เชือก (สำหรับมัด)วิธีการทำ1. เตรียมข้าวเหนียว: แช่ข้าวเหนียวในน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนำมาผัดกับกะทิเล็กน้อยที่เคี่ยวจนมีน้ำกะทิแห้งลง เติมเกลือและถั่วดำ ผัดให้เข้ากันจนข้าวเหนียวเกือบสุก พักไว้2. เตรียมไส้: หั่นกล้วยน้ำว้าสุกงอมเป็นชิ้น ๆ3. ห่อข้าวต้ม: - เตรียมใบมะพร้าวอ่อน โดยตัดเฉียงปลายด้านหนึ่งให้เหลือส่วนท้ายไว้พอที่จะปิดข้าวได้ - วางใบมะพร้าวโดยให้ด้านในหงายขึ้น - ตักข้าวเหนียวผัดใส่ลงไปประมาณ 1/3 ของใบ - วางกล้วยลงตรงกลาง จากนั้นตักข้าวเหนียวทับลงไปให้มิด -ใช้ใบมะพร้าวส่วนที่เหลือพับปิดข้าวให้มิด แล้วรีดเบา ๆ - มัดให้แน่นด้วยเชือก - หากต้องการทำสัญลักษณ์สำหรับข้าวที่มีไส้และไม่มีไส้ ให้ทำสัญลักษณ์ไว้ก่อนมัดเพื่อความสะดวกในการแยก4. ต้มข้าวต้ม: นำข้าวต้มที่ห่อเสร็จแล้วไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรือจนข้าวเหนียวสุกข้อมูลการติดต่อครูศูนย์การเรียนรู้ สกร. ระดับอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานีเบอร์โทรศัพท์ 0 4542 9619Facebook: สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ข้อมูลการติดต่อ
115ข้าวหลามโบราณสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดยโสธร ความเป็นมา ข้าวหลามโบราณ ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านขนมไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย ในแต่ละภูมิภาค การส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องข้าวหลามโบราณ ไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดองค์ความรู้แก่คนรุ่นหลัง แต่ยังเป็นการสร้างSoft Power เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ด้านทักษะอาชีพ ข้าวหลามเป็นขนมพื้นบ้าน ที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของคนไทย ที่รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า โดยใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียวกะทิน้ำตาล และถั่วดำ ก่อนนำไปเผาจนสุกมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ข้าวหลามมักทำในงานบุญ หรือเทศกาลสำคัญของชุมชน สื่อถึงความสามัคคีและความอุดมสมบูรณ์ปัจจุบันข้าวหลามเริ่มเสี่ยงต่อการสูญหาย จากการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวิถีชีวิต หลักสูตรนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กเยาวชนประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นฝึกทักษะการทำข้าวหลามอย่างถูกวิธีและตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมพร้อมทั้งสามารถพัฒนาต่อยอดให้ข้าวหลามอยู่ร่วมกับสังคมสมัยใหม่ได้สถานศึกษาจึงเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาอาชีพและการมีงานทำ เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพ สามารถสร้างรายได้ให้มีความมั่นคงจุดเด่น/อัตลักษณ์ ข้าวหลามโบราณ อำเภอไทยเจริญ เป็นขนมพื้นถิ่นของชุมชน ที่สืบทอดภูมิปัญญาการทำจากรุ่นสู่รุ่น ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ข้าวเหนียวพื้นบ้าน กะทิจากมะพร้าวสด และน้ำตาล นำมาบรรจุในกระบอกไม้ไผ่แล้วเผาด้วยเตาถ่านตามวิธีดั้งเดิม ทำให้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากไม้ไผ่ เนื้อข้าวเหนียวนุ่ม รสชาติหวานมัน เป็นเอกลักษณ์ ของขนมพื้นบ้านที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน
116วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- ข้าวเหนียวเขี้ยวงู2 กก. (แช่น้ำ 4 - 6 ชม.) - กะทิสด 2,000 มล.- น้ำตาลทราย 1 กก. - ถั่วดำ 250 ก. (ต้มสุกแล้วพักให้เย็น)- เกลือป่น 1 ชต. - กระบอกไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะ- ใบตอง สำหรับปิดปากกระบอกวิธีการทำ1. เตรียมวัตถุดิบ ล้างข้าวเหนียวที่แช่น้ำแล้วให้สะอาดพักให้สะเด็ดน้ำ ต้มถั่วดำจนสุกนุ่ม พักไว้2. ปรุงน้ำกะทิผสมหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือคนจนน้ำตาลละลายหมด3. กรอกลงกระบอก นำข้าวเหนียวผสมกับถั่วดำ แล้วกรอกใส่กระบอกไม้ไผ่ประมาณ 3/4 ของกระบอก(อย่าให้แน่นเกินไป)4. เติมน้ำกะทิเทน้ำกะทิที่ผสมไว้ลงในกระบอก ให้ระดับน้ำกะทิสูงกว่าข้าวเหนียวประมาณ 1- 2 ซม.5. ปิดจุก ใช้ใบตองปิดปากกระบอกให้แน่น6. เผาข้าวหลาม นำไปเรียงตั้งบนเตาถ่าน ใช้ไฟร้อนปานกลาง หมุนกระบอกเรื่อย ๆเพื่อให้สุกทั่วกันประมาณ 1 ชั่วโมง สังเกตเมื่อขอบปากกระบอกเริ่มมีน้ำมันกะทิเดือดออกมา และกระบอกกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม แสดงว่าสุกแล้ว7. พักและจำหน่าย พักให้เย็นลง ปอกเปลือกไม้ไผ่ชั้นนอกออกก่อนรับประทานข้อมูลการติดต่อนางญาณวิภา พิมพ์นนท์ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลคำไผ่ สกร. ระดับอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร เบอร์โทรศัพท์ 09 3545 2794 Line: 0991670404ข้อมูลการติดต่อ
117
118
119ข้าวเกรียบอ่อนน้ำจิ้มสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดจันทบุรีความเป็นมา ชาวจันทบุรีมีวิถีการกินที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ของคนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ หลายพื้นเพรวมกันอยู่ เมนูหลายอย่างของชาวจันทบุรีเลยยังมีรสนิยมดั้งเดิมแฝงอยู่ไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์รสโอชะอย่างเช่น “ข้าวเกรียบอ่อนน้ำจิ้ม” ของว่างเนื้อนิ่ม หอม พร้อมน้ำจิ้มกุ้ง ข้าวเกรียบอ่อนเป็นแป้งนึ่งอย่างหนึ่ง สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอาหารการกินที่สืบทอดมาจากชาวญวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ยิ่งเมื่อได้เห็นน้ำจิ้มกุ้งใส ๆ ที่เสิร์ฟคู่กันก็ยิ่งทำให้ข้อสันนิษฐานนี้ดูเข้าเค้ามากขึ้นไปอีก กรรมวิธีการทำข้าวเกรียบอ่อนก็คือการนำแป้ง (แป้งมันผสมแป้งข้าวเจ้า) ไปเกลี่ยบนปากหม้อให้เป็นแผ่นบางก่อนจะปิดฝานึ่งให้สุก แล้วแซะออกเสิร์ฟตอนอุ่น ๆ ร้อน ๆ แบบไม่ต้องมีใส้อะไรเลย เหมาะกับคนรักแป้งนุ่ม ๆ นิ่ม ๆ เป็นอย่างยิ่งจุดเด่น/อัตลักษณ์ โดดเด่นด้วยแผ่นแป้งหนานุ่มละมุนแบบไร้ไส้ ทานคู่กับน้ำจิ้มกุ้งสูตรเฉพาะที่ใช้กุ้งแห้งป่น พริกสด และกระเทียม ครบเครื่องรสหวานเค็มเปรี้ยว เพิ่มมิติความหอมสดชื่นด้วย “น้ำมะปิ๊ด” วัตถุดิบท้องถิ่นจันทบุรีที่ช่วยชูรสให้กลมกล่อมและเป็นเอกลักษณ์
120วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ- กุ้งแห้ง 3 ขีด - พริกสด 1 ขีด- กระเทียม 1 ขีด - น้ำตาลทราย 0.5 กิโลกรัม- มะปี๊ด 0.5 กิโลกรัม - น้ำสะอาด 0.5 ลิตร- น้ำปลา (พอประมาณ) - น้ำมันพืช (พอประมาณ)วัสดุ/อุปกรณ์หม้อฝ่า มัดปากหม้อด้วยผ้าขาวบางวิธีการทำการทำข้าวเกรียบอ่อนนำแป้งข้าวเจ้ามาผสมกับแป้งมัน คลุกเคล้าให้เข้ากันหลังจากนั้นให้เติมน้ำลงไป แล้วคนให้เข้ากันจนเหลวพอดี พอได้แป้งแล้ว ให้ก่อไฟตั้งหม้อให้น้ำในหม้อเดือด แล้วจึงนำแป้งมาเทลงบนผ้าขาวบางที่ขึงบนหม้อ ทำการเกลี่ยให้เป็นวงกลม แล้วจึงปิดฝาหม้อ รอให้สุกแล้วจึงทำการตักขึ้นจากเตาการทำน้ำจิ้มข้าวเกรียบอ่อนเริ่มจากนำกุ้งแห้งมาตำให้ละเอียด หลังจากนั้นจึงนำพริกสดและกระเทียมไปตำให้ละเอียด หลังจากนั้นจึงนำมาผสมให้เข้ากัน พอผสมให้เข้ากันแล้ว จึงปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย มะปี๊ด แล้วก็น้ำปลาตามความต้องการของรสชาติแค่นี้ก็จะได้น้ำจิ้มข้อมูลการติดต่อนางสาวนภัฑฆษร เจริญสุขครูศูนย์การเรียนรู้ สกร. ระดับอำเภอชลุง จังหวัดจันทบุรีเบอร์โทรศัพท์ 08 1761 9882 ข้อมูลการติดต่อ
121ขนมข้าวแดกงาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสระแก้วความเป็นมา “ขนมข้าวแดกงา”คือ ขนมไทยโบราณพื้นบ้าน ในสมัยโบราณในฤดูหนาวคนอีสานจะนิยมทำรับประทานกัน เพราะส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพการทำนาและทำนาข้าวเหนียว ครอบครัวจะมีลูกหลานมากจึงทำขนมชนิดนี้เลี้ยงลูกหลาน และประกอบกับพอถึงหน้าเทศกาล บุญประเพณีการทำบุญกลางบ้านของคนในชุมชนจะทำขนมข้าวแดกงาไปร่วมงานบุญและไว้เลี้ยงลูกหลาน โดยสมัยก่อนจะใช้ครกตำข้าวเหนียว แต่ปัจจุบันใช้แป้งข้าวเหนียวแทน และสมัยก่อนไม่มีงาขาว จึงใช้แต่งาดำ ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ขนมมีให้เลือกหลากหลายขนมข้าวแดกงา จึงเป็นขนมที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก เริ่มหารับประทานได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีวิธีการขั้นตอนการทำยากอีกทั้งยังเป็นขนมโบราณ จึงไม่ค่อยมีคนสนใจทำขายหรือทำรับประทาน สกร. ระดับอำเภอคลองหาด เห็นความสำคัญของขนมไทยพื้นถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญหาย จึงได้จัดทำหลักสูตรการทำขนมข้าวแดกงาขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่สืบทอดมาแต่โบราณ อันนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดให้ขนมไทยโบราณสามารถอยู่ร่วมกับยุคสมัยใหม่ได้จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมข้าวแดกงา เป็นขนมพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ด้านกลิ่นหอมของถั่วคั่วและงาคั่ว เนื้อเหนียวหนึบรสชาติหวาน มัน และสะท้อนภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาแปรรูปเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีคุณค่า
122วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม- ถั่วลิสง 0.5 กิโลกรัม- น้ำตาลปี๊บ 0.5 กิโลกรัม- งาดำ 2.5 ขีด- งาขาว 2.5 ขีด- เกลือป่น 2 ข้อนชา- ดอกอัญชัน 2 ขีดวิธีการทำ1. นำแป้งข้าวเหนียวผสมกับเกลือในสัดส่วนที่เหมาะสม แล้วเติมน้ำสะอาดพร้อมนวดส่วนผสมให้เข้ากัน จนเนื้อแป้งมีความเนียนนุ่มโดยระวังไม่ให้เนื้อแป้งแข็งหรือแฉะจนเกินไปหากต้องการเพิ่มสีสันสามารถใช้น้ำจากดอกอัญชันแทนน้ำสะอาดในการนวดแป้งเพื่อให้เนื้อแป้งมีสีม่วงอมน้ำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ และดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น2. การคั่วงา เริ่มจากการตั้งไฟระดับอ่อนแล้วนำงาดำลงคั่ว หมั่นคนอย่างสม่ำเสมอจนงาเริ่มส่งเสียงแตกเล็กน้อย จึงเติมงาขาวลงไปคั่วต่อจนงาขาวมีสีเหลืองนวลและส่งกลิ่นหอม จากนั้นยกลงพักไว้ให้เย็นสนิท แล้วจึงนำไปบดโดยแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่บดพอหยาบ เพื่อคงเนื้อสัมผัส และส่วนที่บดละเอียดเพื่อให้ได้กลิ่นหอมและรสชาติที่เข้มข้น3. การทำไส้ นำถั่วลิสงที่คั่วแล้ว และงาบดหยาบมาผสมกับถั่วลิสงและเกลือป่น 2 ช้อนชา คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำตาลปี๊บลงไป แล้วคลุกเคล้าจนส่วนผสมทั้งหมดเนียนเป็นเนื้อเดียวกันจนสามารถปั้นเป็นก้อนได้4. การนึ่งแป้ง นำใบตองมารองก้นทาด้วยน้ำมันพืชบาง ๆ เพื่อป้องกันเนื้อแป้งติดใบตอง โดยปั้นแป้งเป็นก้อน จากนั้นนำไปนึ่งด้วยไฟแรงจนแป้งสุกได้ที่ (โดยใช้เวลา 15 นาที)5. การปั้น นำแป้งที่นึ่งสุกแล้ว วางลงบนถาดที่โรยด้วยงาบดละเอียด นำแป้งมาคลึงให้เป็นแผ่นแบนแล้วบรรจุไส้ลงไป พับปิดให้มิดชิด ก่อนจะนำไปคลุกกับงาบดละเอียดอีกครั้งข้อมูลการติดต่อนางสาวสาวิตรี ครุฑอินทร์ ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลคลองไก่เถื่อน สกร. ระดับอำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้วเบอร์โทรศัพท์ 06 4936 5673 ข้อมูลการติดต่อ
123ข้าวตูโบราณ ณ ระยองสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดระยอง ความเป็นมา ข้าวตูโบราณ เป็นขนมพื้นบ้านที่มีมาแต่โบราณของชาวไทย และได้รับการสืบทอดในพื้นที่จังหวัดระยองมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในชุมชนเกษตรกรรมที่มีการปลูกข้าวและมะพร้าวเป็นอาชีพหลัก ข้าวตูถือเป็นขนมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเรียบง่าย และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวระยองได้เป็นอย่างดีในอดีต ชาวบ้านนิยมทำข้าวตูในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว หรือในงานบุญประเพณีต่าง ๆ เช่น งานบุญเดือนสาม งานสารทไทย และงานทำบุญเลี้ยงพระเนื่องจากเป็นขนมที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ได้แก่ ข้าวเหนียว น้ำตาลมะพร้าว มะพร้าว และงา ต่อมาข้าวตูโบราณของเมืองระยองได้รับการพัฒนาในด้านรูปแบบและการจัดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการจำหน่ายและการเป็นของฝาก แต่ยังคงรักษาสูตรดั้งเดิมและรสชาติแบบพื้นบ้านไว้จุดเด่น/อัตลักษณ์ การทำข้าวตูโบราณต้องอาศัยความประณีต ความอดทนและความสามัคคีของคนในครัวเรือนหรือในชุมชนโดยเฉพาะขั้นตอนการกวนข้าวตู ซึ่งต้องใช้แรงและประสบการณ์ เพื่อให้เนื้อขนมมีความเหนียวนุ่ม หอม และมีรสชาติกลมกล่อม จึงมักเป็นกิจกรรมที่คนในครอบครัวช่วยกันทำ สร้างความอบอุ่นและความผูกพันระหว่างคนในชุมชน
124วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียวขาว (คั่วและโม่ละเอียด) - งาขาวคั่ว- น้ำตาลมะพร้าวแท้ - เกลือป่นเล็กน้อย- มะพร้าวชูดขาววัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะทองเหลืองหรือกระทะหนา- เตาถ่านหรือเตาแก๊ส- ไม้พายสำหรับกวน- ชามผสม- ถาดหรือพิมพ์สำหรับขึ้นรูปวิธีการทำ1. นำข้าวเหนียวมาล้างให้สะอาดแล้วแช่น้ำประมาณ 3 -4ชั่วโมงสะเด็ดน้ำ นำไปตากแดดให้แห้งคั่วข้าวเหนียวด้วยไฟอ่อนจนมีกลิ่นหอม นำไปโม่หรือบดให้ละเอียด พักไว้2. คั่วมะพร้าวขูดด้วยไฟอ่อนจนเหลืองหอมคั่วงาขาวให้สุกและมีกลิ่นหอมใส่น้ำตาลมะพร้าวลงกระทะ เติมเกลือเล็กน้อยเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนละลาย3. กวนข้าวตูใส่แป้งข้าวเหนียวลงในกระทะน้ำตาลค่อย ๆ กวนให้เข้ากันจนเนื้อเหนียวใส่มะพร้าวคั่วและงาขาว กวนต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี ปิดไฟ พักให้คลายร้อนเล็กน้อย4. นำข้าวตูมากดลงพิมพ์หรือปั้นเป็นชิ้นพอดีคำตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมหรือทรงตามต้องการ พักให้เซตตัว พร้อมรับประทานข้อมูลการติดต่อนางสาวสุพิชฌาย์ บำรุงสุนทรครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลทับมา สกร. ระดับอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองเบอร์โทรศัพท์ 0 3861 4758Facebook: สกร. ระดับอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ข้อมูลการติดต่อ
125ขนมข้าวเหนียวหัวหงอกสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดปราจีนบุรี ความเป็นมา ขนมข้าวเหนียวหัวหงอก เป็นขนมไทยโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทางด้านรูปลักษณ์และรสชาติ โดยมีส่วนประกอบหลักจากข้าวเหนียวเขี้ยวงู มะพร้าวขูดน้ำตาลทราย และเกลือ บางสูตรอาจมีการเติมงาคั่วเพื่อเพิ่มความหอม ชื่ออันเป็นเอกลักษณ์นี้มีที่มาจากรูปลักษณ์ของมะพร้าวขูดสีขาวบริสุทธิ์ที่โรยอยู่ด้านบนคล้ายกับเส้นผมขาวหรือ “ผมหงอก” ของผู้สูงอายุ ซึ่งแฝงไปด้วยความหมายอันเป็นมงคล สื่อถึงความมีอายุยืนยาวและการได้รับพรให้อยู่เย็นเป็นสุข ภูมิปัญญาแห่งท้องถิ่น โดยข้าวเหนียวหัวหงอกสะท้อนถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและการเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่หาได้ง่ายในชุมชน มาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่ให้พลังงานสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการ ครบถ้วนตามศาสตร์แห่งภูมิปัญญาไทยจุดเด่น/อัตลักษณ์ ข้าวเหนียวหัวหงอกเป็นมากกว่าขนมหวานทั่วไป หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งมรดกทางภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความปรารถนาดีที่สืบทอดมาจากบรรพชนจนถึงปัจจุบัน ขนมชนิดนี้จึงมิได้ให้เพียงรสชาติที่เลิศรส แต่ยังแฝงไว้ด้วยความห่วงใยในสุขภาพและคำอวยพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับประทานอย่างแท้จริง
126วิธีการทำ1. การเตรียมข้าวเหนียว: นำข้าวเหนียวแช่น้ำ 3 - 6 ชั่วโมง ก่อนนึ่ง จากนั้นนำมานึ่งข้าวเหนียวให้สุกจนมีสัมผัสที่นุ่มนวลพอเหมาะ (หากนึ่งควรพรมน้ำเล็กน้อยระหว่างนึ่งเพื่อให้เมล็ดข้าวมีความชุ่มชื้น)2. การเตรียมมะพร้าวและผสม: นำข้าวเหนียวที่สุกร้อนมาคลุกเคล้ากับมะพร้าวทึนทึกขูดยาว โดยเลือกมะพร้าวที่มีความแก่พอดี เพื่อให้ได้สัมผัสที่กรุบกรอบและรสชาติมัน3. การปรุงรส: เสริมรสชาติด้วยเกลือป่นเล็กน้อย เพื่อตัดความหวานและดึงความมันจากเนื้อมะพร้าวให้โดดเด่น กลมกล่อมยิ่งขึ้น4. การเพิ่มกลิ่นหอม: โรยงาขาวที่ผ่านการคั่วจนมีสีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอมกรุ่น เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานวัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียวเขี้ยวงู500 กรัม - มะพร้าวทึนทึกขูดขาว 250 - 300 กรัม- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา- งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ- น้ำตาลทราย ตามความชอบวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หวดนึ่งข้าวเหนียว - กะละมัง- ทัพพี - ที่ขูดมะพร้าวข้อมูลการติดต่อนางสาวศศินุช พูลจวงครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลเมืองเก่า สกร. ระดับอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีLine: sasi911 Facebook: ศกร. ระดับตำบลเมืองเก่า ตำบลเมืองเก่า ข้อมูลการติดต่อ
127ขนมไข่เต่าสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดตราดความเป็นมา เสน่ห์ที่ลุ่มลึกของไข่เต่าเมืองตราด ไม่ได้อยู่ที่ขนาดเพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ความลับ ซึ่งซ่อนอยู่ภายในแป้งเหนียวนุ่ม ขนมชนิดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาตั้งรกรากในย่านคลองบางพระ โดยมีการนำเทคนิคการทำ “ถังหยวน” หรือบัวลอยมีไส้มาประยุกต์ใช้ แต่ทว่าชาวตราดได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นรสชาติท้องถิ่นด้วยการใช้ “ถั่วเขียวเลาะเปลือกกวน”ที่นึ่งจนหอม ฟู นำมาปรุงรสให้มีความมันและเค็มเล็กน้อย เพื่อจำลองให้เป็น “ไข่แดง” ของเต่าทะเลที่ซ่อนอยู่ข้างใน เมื่อกัดผ่านแป้งข้าวเหนียวลงไป รสสัมผัสที่หวานของน้ำกะทิจะถูกตัดด้วยความมันเค็มของไส้ถั่ว เกิดเป็นรสชาติที่สมดุลอย่างน่าอัศจรรย์ หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือน้ำกะทิ อันเลื่องชื่อของเมืองตราดมะพร้าวที่ปลูกตามแนวชายฝั่งทะเลตราดนั้นขึ้นชื่อว่ามีความมันและเข้มข้นสูงกว่ามะพร้าวในที่ราบลุ่ม เมื่อนำมาคั้นเป็นหัวกะทิสดผสมกับน้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลอ้อยที่เคี่ยวจนหอมกรุ่น กลิ่นกะทิจะโชยมาปะทะจมูกทันทีที่ตักขึ้นมา รสชาติที่ได้จึงมีความนัว และความหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจุดเด่น/อัตลักษณ์ ไข่เต่าเมืองตราด คือ ขนมที่ผสมผสาน วัฒนธรรมไทย - จีน เข้ากับ ธรรมชาติชายฝั่ง จนเกิดเป็นขนมบัวลอยลูกใหญ่สอดไส้ถั่วกวนที่มีรสชาติหวานตัดเค็ม และหอมมันกะทิเป็นเอกลักษณ์ ในวิถีชีวิตของชาวตราด บัวลอยไข่เต่าไม่ใช่แค่ของหวานยามว่าง แต่มันคือ “ขนมแห่งความเป็นสิริมงคล” เรามักจะเห็นควันกรุ่นจากหม้อบัวลอยในงานมงคลหรืองานทำบุญบ้านเสมอ เพราะความกลมของแป้งสื่อถึงความรักความผูกพันที่กลมเกลียวส่วนชื่อ “ไข่เต่า” ก็สื่อถึงคำอวยพรให้มีอายุยืนยาวดั่งพญาเต่าทะเล ปัจจุบัน แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปและไข่เต่าทะเลบนหาดทรายจะเริ่มหาดูได้ยากขึ้น แต่ “ไข่เต่า” ยังคงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่กินได้ของชาวตราด เป็นขนมที่บรรจุทั้งเรื่องราวของธรรมชาติ ความอบอุ่นของครอบครัว และรสมือที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนไว้ในถ้วยใบเล็ก ๆ ใบเดิม
128วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม - แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ- น้ำตาลทราย 800 กรัม - เกลือป่น 1 ช้อนชา- ถั่วเขียวกะเทาะเปลือก 500 กรัม - หัวกะทิ 4 ถ้วยตวง- น้ำใบเตย 1 ถ้วยตวง - น้ำเปล่า- ใบเตย 3 ใบ - งาขาว งาดำ คั่วสุก- น้ำดอกอัญชันผสมมะนาวเล็กน้อย 1 ถ้วยตวงวิธีการทำ1. แช่ถั่วเขียวกะเทาะเปลือกทิ้งไว้อย่างน้อย 5 ชั่วโมง2. นำถั่วที่แช่แล้วมาล้างให้สะอาดมานึ่งจนสุกนิ่ม แล้วนำมาปั่นรวมกับหัวกะทิ3. นำถั่วที่ปั่นแล้วเทใส่กระทะ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือเล็กน้อย4. นำส่วนผสมใส่ในกระทะตั้งไฟใส่น้ำตาลและเกลือลงไป กวนไปเรื่อยจนส่วนผสมเหนียวจนสามารถปั้นเป็นก้อนได้ รอจนถั่วกวนเย็น5. นำถั่วกวนมาปั้นเป็นลูกกลม ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ1.5 ซม. ปั้นเสร็จแล้วพักไว้ เตรียมไว้สำหรับทำไส้ขนม6. นำแป้งข้าวเหนียวมาแบ่ง 3 ส่วนเท่า ๆ กัน7. ส่วนแรกนวดกับน้ำเปล่า ส่วนที่สองนวดกับน้ำอัญชัน ส่วนที่สามนวดกับน้ำใบเตย นวดจนแป้งเนียนเข้ากันดี แล้วนำมาปั้นเป็นก้อนกลม ขนาดใหญ่กว่าส่วนไส้เล็กน้อย8. นำแป้งที่ปั้นแล้วมาแผ่เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วเอาไส้ใส่ลงไปห่อไส้ให้มิด แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด รอจนแป้งสุกลอยขึ้นมาแล้วตักใส่ในน้ำเย็นพักไว้9. นำหัวกะทิ 3 ถ้วยตวง ใส่ลงในหม้อ ใส่แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะเกลือ 1 ช้อนชา และน้ำตาลทราย 100 กรัม ใบเตยหั่นเป็นท่อน ๆ ตั้งไฟอ่อน ๆ คนให้เข้ากันจนแป้งสุกดี ยกลงจากเตา10. ตักตัวขนมไข่เต่าใส่ในน้ำกะทิ โรยด้วยงาขาวและงาดำคั่วพร้อมรับประทานได้ข้อมูลการติดต่อนายฐิติรัตน์ มีเกียรติครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลเกาะกูด สกร. ระดับอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราดเบอร์โทรศัพท์ 06 1558 5885Facebook: สกร. ระดับอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราดข้อมูลการติดต่อ
129ขนมใบจากสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดชลบุรีความเป็นมา ขนมใบจาก เป็นขนมไทยที่มาจากภูมิปัญญาของคนโบราณสมัยก่อน คือการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติทั้งผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากใบจากในการเป็นภาชนะห่ออาหารหรือขนมชนิดนั้น ๆภูมิปัญญาของคนโบราณ คือขนมไทยแท้ๆ ที่ได้จาก แป้งที่โม่จากข้าว มะพร้าวที่ให้กะทิ และน้ำตาลที่ได้จากอ้อยหรือมะพร้าว เป็นการสร้างมูลค่าของต้นจากให้สูงขึ้น จึงน่าจะเป็นอีกอาชีพที่ทำเงินสร้างรายได้ในการประกอบอาชีพมาสร้างรายได้และการมีงานทำอย่างยั่งยืนของคนในชุมชนจุดเด่น/อัตลักษณ์ จากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ในชุมชนบ้านบางหักเป็นป่าชายเลน ชาวชุมชนบ้านบางหัก อ. พานทอง จ. ชลบุรีจึงมีวิถีชีวิตผูกพันและใช้ประโยชน์จาก “ต้นจาก” ซึ่งเป็นพืชประจำถิ่นมานาน ขนมจากมะพร้าวอ่อนเป็นขนมพื้นบ้านโบราณในชาวชุมชนบ้านบางหัก มาจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นในตำบลบางหักทำด้วยแป้งข้าวเหนียว มักใช้ข้าวเหนียวดำ ใส่มะพร้าวทึนทึกที่ขูดหยาบ ๆ และน้ำตาลมะพร้าวกับเกลือเล็กน้อย เสร็จแล้วห่อด้วยใบจาก จบด้วยไม้กลัด แล้วย่างไฟอ่อน ได้กลิ่นหอมของใบจากเป็นอันว่าขนมกำลังสุก ย่างต่อให้ใบจากไหม้เล็กน้อยถึงจะอร่อยจริง เพราะแป้งจะแห้งกำลังดี แกะกินแล้วไม่เหนียวติดมือ
130วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- แป้งข้าวเหนียวขาว 1 กิโลกรัม- น้ำตาลแดง 1 กิโลกรัม- มะพร้าวอ่อนผสมมะพร้าวทึนทึกขูด 2 กิโลกรัม- เกลือป่น 1 ช้อนชา- ใบจาก ไม้กลัด - น้ำมันพืช 1 ขวด- กะทิ 1 กิโลกรัม- ถ่านวิธีการทำ1. ผสมแป้งข้าวเหนียว เคล้าให้เข้ากัน ตามด้วยเนื้อมะพร้าวนวดพอเข้ากัน2. ใส่น้ำตาลแดง นวดให้เข้ากันดี คอยดูลักษณะแป้งถ้าข้นมากจึงเติมน้ำ ให้ข้นพอประมาณ ไม่เหลวไป ถือว่าใช้ได้3. ตักใส่ใบจากที่เตรียมไว้ หุ้มปลายเข้าหากันและกลัดด้วยไม้กลัด4. ย่างด้วยไฟอ่อนหรือไฟปานกลาง สังเกตลักษณะการสุกจากการที่ขนมจากแข็งตัวขึ้นและมีกลิ่นหอมข้อมูลการติดต่อนางสาวศศิธร รักษาสุข ครูศูนย์การเรียนรู้ นางสาวณัฐทิตา พูลชนะ ครูศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลบางหัก สกร. ระดับอำเภอพานทอง สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดชลบุรีเบอร์โทรศัพท์ 0 3845 1907 Facebook: ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลบางหัก อำเภอพานทองข้อมูลการติดต่อ
131ขนมหางหมาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดฉะเชิงเทราความเป็นมา “ขนมหางหมา” เป็นขนมไทยโบราณพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นสูตรขนมที่ได้รับการสืบทอดในตระกูลของคุณแม่ปราณี คงสุวรรณ มายาวนานกว่า 90 ปี โดยในอดีตเป็นขนมที่ทำให้ลูกหลานและคนในครอบครัวรับประทานเป็นประจำ เนื่องจากในสมัยโบราณครอบครัวในชนบทมักมีลูกหลานจำนวนมาก ขนมจึงเป็นสิ่งที่หาซื้อกินได้ยาก ครอบครัวจึงต้องทำขนมกินเองจึงเกิดเป็นภูมิปัญญา “ขนมหางหมา” เป็นขนมที่ทำง่ายวัตถุดิบที่ใช้ทำขนมหาง่าย ทำได้ปริมาณมากจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมไทยโบราณพื้นบ้านประจำตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่หาทานยากและมีเอกลักษณ์ที่เนื้อแป้งนุ่ม หอม หวาน มัน ใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
132วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งอเนกประสงค์ 1 กิโลกรัม - น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม- ไข่ไก่ 25 ฟอง - กะทิ1 กิโลกรัม- เกลือป่น 2 ช้อนชา - น้ำตาลทราย 2 ขีด- ใบเตย 2 ขีด - งาขาวคั่ว งาดำคั่ว (ตามชอบ)วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ- กระทะ- ตะหลิววิธีการทำ1. ผสมแป้งอเนกประสงค์ น้ำตาลปี๊บ ไข่ไก่ กะทิ และเกลือผสมคนให้เข้ากัน จากนั้นใช้ผ้าขาวบางกรองแป้งที่ผสมแล้วเพื่อให้ได้เนื้อแป้งที่เนียน2. ใส่งาขาวคั่ว/งาดำคั่ว (ตามชอบ) คนพอเข้ากัน3. นำกระทะตั้งไฟให้ร้อน ทาด้วยนำมันบาง ๆ จากนั้นใช้ไฟอ่อน หยอดแป้งลงในกระทะตามปริมาณที่เหมาะสม(ทำให้แป้งบานเป็นวงกลมให้บางที่สุด) ม้วนแป้งให้กลมเป็นแท่งยาว ๆ4. ตักพักในภาชนะให้คลายร้อน พร้อมรับประทานข้อมูลการติดต่อนางสุนีย์ เกษมสวัสดิ์ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลบางวัว สกร. ระดับอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราเบอร์โทรศัพท์ 08 6412 0958Line: sunee9152Facebook: ศกร. ระดับตำบลบางวัว อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราข้อมูลการติดต่อ
133ขนมเหนียวสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนครนายกความเป็นมา ขนมเหนียวเป็นขนมไทยโบราณ ที่มีต้นกำเนิดจากวัฒนธรรมการกินข้าวเหนียวของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลมาจากชาวมอญ ขนมมีลักษณะเป็นแป้งข้าวเหนียวต้มสุก คลุกมะพร้าวขูด หอมมัน เสิร์ฟคู่กับข้าวพองกรอบ และน้ำตาลปี๊บเคี้ยวหวาน ฉ่ำ เป็นขนมมงคลที่มักทำในงานสำคัญ มีความหมายถึงความเหนียวแน่นรักใคร่ เป็นขนมที่มักทำในงานบุญ งานมงคล หรือต้อนรับแขก เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาแต่โบราณ ปัจจุบันพบชุมชนชาวมอญอาศัยอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก มีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนานผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์สำคัญ คือ\"การนับถือผีบรรพบุรุษมอญ\" (ผีมอญ) ประเพณีการรําผีมอญจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมมีลักษณะเป็นแป้งข้าวเหนียวต้มสุก คลุกมะพร้าวขูด หอมมัน เสิร์ฟคู่กับข้าวพองกรอบ และน้ำตาลปี๊บเคี้ยวหวาน ฉ่ำ เป็นขนมมงคลที่นิยมทำในงานสำคัญ ในงานบุญ งานมงคล หรือต้อนรับแขก มีความหมายถึงความเหนียวแน่นรักใคร่ เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาแต่โบราณงานบุญและการนับถือผีบรรพบุรุษยังคงสืบทอดในท้องถิ่น รวมถึงวัฒนธรรมทางด้านอาหาร เช่น ข้าวแช่ (เปงซงกราน)ที่มีเครื่องเคียงหลากหลาย ขนมจีน (คะนอมจิน) กินกับนายาแกงปลา หรือแกงบอน แกงพื้นถิ่น เช่น แกงกระเจี๊ยบแกงมะดาด แกงบอน แกงส้มมอญใส่กระชาย และมีขนมหวาน ตามเทศกาลอย่าง กระยาสารท และขนมเหนียว เป็นต้น
134วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ตัวแป้ง- แป้งข้าวเหนียว 250 กรัม- แป้งข้าวจ้าวหรือแป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ- กะทิ100 กรัม- น้ำเปล่า 100 มิลลิลิตรน้ำเชื่อม- น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม- น้ำเปล่า 100 มิลลิลิตรมะพร้าวโรยหน้า- มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 250 กรัม- เกลือ ¼ ช้อนชา- ข้าวพอง (ข้าวเหนียวนึ่งตากแห้งแล้วนำมาทอด)วิธีการทำ1. เคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวกับน้ำเปล่าในหม้อด้วยไฟอ่อนจนเหนียวเป็นยางมะตูม (ระวังอย่าให้ไหม้)แล้วพักไว้ให้เย็น2. ผสมแป้งข้าวเหนียวกับกะทิหรือน้ำเปล่า (อาจเติมน้ำใบเตยหรือน้ำอัญชันเพื่อให้มีสีสัน) นวดจนแป้งเนียนนุ่มไม่ติดมือ3. ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมหรือทรงยาวรีตามชอบ แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด เมื่อแป้งสุกแป้งจะลอยขึ้นมา ให้ต้มต่ออีก 1 - 2 นาทีเพื่อให้สุกทั่วถึง4. ตักแป้งที่สุกแล้วขึ้นมาสะเด็ดน้ำ แล้วนำไปคลุกกับมะพร้าวขูดที่เตรียมไว้ทันทีเพื่อให้มะพร้าวติดทั่วตัวขนมข้อมูลการติดต่อนางสาวปัญชญา ทุมมากรณ์ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลพิกุลออก สกร. ระดับอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เบอร์โทรศัพท์ 08 8960 9145Line: krukai701 Facebook: Krukai Thaimusicข้อมูลการติดต่อ
135
136
137ขนมกอและห์ลือเมาะสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดปัตตานีความเป็นมา ขนมกอและห์ลือเมาะ เป็นขนมพื้นบ้านที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัดปัตตานีโดยมีการสืบทอดการทำขนมชนิดนี้จากบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน คำว่า “กอและห์ลือเมาะ” มาจากภาษามลายูท้องถิ่นซึ่งสะท้อนถึงลักษณะของขนมที่ทำจากแป้งและกะทิ แล้วนำไปปรุงร่วมกับน้ำตาลให้มีรสหวานมัน กลิ่นหอม ขนมชนิดนี้มักปรากฏในงานบุญ งานประเพณี งานเลี้ยง และการรวมตัวของคนในชุมชน ถือเป็นอาหารที่แสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ในพื้นที่จังหวัด ปัตตานี ขนมกอและห์ลือเมาะยังคงได้รับความนิยมและมีการทำกันอย่างแพร่หลายในหลายอำเภอโดยเฉพาะในชนบทที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม วัตถุดิบหลักมักได้จากทรัพยากรในท้องถิ่น เช่น แป้งข้าวจ้าว กะทิสด และน้ำตาลทำให้ขนมมรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบันขนมกอและห์ลือเมาะไม่ได้เป็นเพียงอาหารพื้นบ้านเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาส่งเสริมเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนและสื่อในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดปัตตานีให้คงอยู่สืบไปจุดเด่น/อัตลักษณ์ “กอและห์ลือเมาะ ขนมเนื้อนุ่ม อร่อยถึงใจ ละไมถึงเครื่อง” ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นสะท้อนวิถีชีวิตของคนในชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีสำคัญ เช่น งานแต่ง งานฮารีรายอ และกิจกรรมชุมชน ให้ความสำคัญต่อการแบ่งปันระหว่างครัวเรือน
138วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่ส่วนที่ 1 ขนม- แป้งข้าวจ้าว - หัวกะทิ - เกลือป่น - น้ำตาลทราย - น้ำปูนใสส่วนที่ 2 ซามา ( เครื่องเคียง)- วุ้นเส้น - ปลานึ่ง - มะละกอสับ - พริกไทยดำ - ตะไคร้ - ขิง- กระเทียม - หอมแดง - กุ้งฝอยวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ - ทัพพี- หม้อ - เตาแก๊สวิธีการทำ1.ผสมแป้งข้าวจ้าว น้ำตาลทราย เกลือป่น หัวกะทิ น้ำสะอาดในภาชนะที่เตรียมไว้ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน กรองใส่กระทะ2. ช่วงแรกเปิดไฟกลางค่อนไปทางอ่อนใส่ใบเตย พอขนมเริ่มข้นก็ลดไฟอ่อน ต้องระวังก้นไหม้ต้องคนตลอดเวลาพอใบเตยสุกสักพักก็ตัดออก ต้องคนตลอดเพราะถ้าไหม้สีขนมไม่สวย ใช้เวลาคนประมาณ 1 ชั่วโมง 3. วิธีเช็คขนมว่าได้ที่หรือยัง ใช้ช้อนตักขนมรอให้เย็น ถ้าแกะออกจากช้อนแสดงว่าได้ที่แล้ว ตักขนมใส่ในภาชนะรอให้เย็นสนิทขนมจะแข็งขึ้น 4. โขลกพริกไทยดำ ขิง กระเทียม หอมแดง 5. กระทะตั้งไฟใส่หัวกะทิใส่เครื่องที่โขลกไว้ใส่เกลือน้ำตาลทราย น้ำปลา มะละกอสับ ปลานึ่งบี้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ6. ใส่กุ้งฝอยและวุ้นเส้นผัดจนน้ำกะทิแห้ง พอขนมเย็นแล้วตัดให้เป็นชิ้น ๆ และตัดวุ้นเส้นไว้หน้าขนมข้อมูลการติดต่อนางสาวณูรมา มิมอครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลไม้แก่นสกร. ระดับอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานีเบอร์โทรศัพท์ 08 6289 9809Facebook: สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดปัตตานีข้อมูลการติดต่อ
139ขนมจั้งน้ำด่างสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีความเป็นมา กีจ่าง หรือ จั้ง ขนมหวานโบราณ ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้ที่มีรูปทรงกระบอก สีเหลืองใส คล้ายข้าวต้มสามเหลี่ยม จะกินเปล่า ๆก็อร่อยนุ่มลิ้น หรือจะเพิ่มความหวานจิ้มน้ำตาลโตนดก็อร่อยไปอีกแบบหรือจะให้ถึงใจต้องใส่ในน้ำเชื่อมเติมน้ำแข็งลงไปรับรองจะติดใจ หลาย ๆ คนคงนึกถึง ขนมจั้ง ซึ่งเป็นชื่อทั้งถิ่นที่คนในชุมชนพื้นที่อำเภอท่าชนะ มักจะเรียกขนมชนิดนี้ว่า จั้ง หรือ จั้งน้ำด่าง ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น ขนมจ้าง ขนมซั้ง ขนมจั้ง กีจ่าง เป็นต้น และในปัจจุบันวัฒนธรรมการกินขนมจั้ง เริ่มเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย ขนมจ่าง กีจ่าง หรือ จั้ง เป็นขนมประเพณีของจีน ทำขายกันในเทศกาลบ๊ะจ่าง ปลายเดือน 6 และค่อนข้างจะขายดี เพราะเป็นขนมประเพณีไหว้บรรพบุรุษคนจีน ที่คนจีนเคารพนับถือมาก การทำขนมจ่างเป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ที่คนเฒ่าคนแก่เท่านั้นที่ทำขนมชนิดนี้ได้ ต่อมาได้แพร่หลายไปในหลายประเทศ เนื่องจากคนจีนสมัยก่อนได้อพยพย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น บ้างก็ไปทำการค้า บ้างก็ไปทำงานดั่งคำกล่าว เสื่อผืนหมอนใบ กระทั่งสืบทอดลงมายังภาคใต้บ้านเรา เสน่ห์และลักษณะที่ดีของขนมจั้ง คือ ใสเหมือนแก้ว ไม่มีรสขม และเหนียวนุ่มขนมจั้ง นิยมทำกันมากในอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมที่มีรูปทรงกระบอกยาว ห่อด้วยใบมะพร้าว เนื้อขนมจั้งสีเหลืองใสหรือสีอำพันจากน้ำด่าง เมื่อแกะใบออกจะมีกลิ่นหอมของน้ำด่าง
140วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ใบมะพร้าว 1 กิโลกรัม - น้ำด่าง 3 ขวด- ข้าวเหนียวตรางู 1 กิโลกรัม - เชือกฟาง 1 มัด- น้ำตาลโตนด 1 กิโลกรัม - แบะแซ 1 ถุงวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กะละมัง - หม้อหรือกระทะ- ถ่าน - ถาด- ช้อนตัก - กล่องบรรจุภัณฑ์- น้ำเปล่า 20 ลิตร - เตาถ่านวิธีการทำขั้นตอนการแช่ข้าวเหนียว1. นำข้าวเหนียวที่เตรียมไว้มาล้างน้ำให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า2. นำน้ำด่างมาแช่กับข้าวเหนียวแล้วซาวข้าวเหนียวให้ทั่วทิ้งไว้ข้ามคืนหรือประมาณ 5-8 ชั่วโมง ในขณะที่แช่ข้าวเหนียวกับน้ำด่างให้หมั่นคนข้าวเหนียวเพื่อกลับด้านให้น้ำด่างซึมทั่วข้าวเหนียวอย่างน้อย 2 ครั้งเป็นอย่างต่ำขั้นตอนการห่อขนมจั้งน้ำด่าง1. นำใบมะพร้าวอ่อนที่เตรียมไว้มาจัด รูปทรงของขนมจั้งน้ำด่าง จะมีลักษณะรูปทรงยาว เมื่อได้ขนาดที่ต้องการแล้ว นำข้าวเหนียวตักใส่ลงไปพอประมาณ แล้วห่อปิดให้มิด 2. นำเชือกมามัดตัวขนมจั้งให้แน่นและจัดรูปทรงให้ดูสวยงาม 3. นำจั้งที่ห่อเสร็จแล้วมาจัดเรียงใส่ถังปี๊บสำหรับต้มกับน้ำด่างที่เหลือผสมกับน้ำสะอาดใส่พอท่วมตัวขนมจั้ง ต้มไว้ประมาณ3 - 4 ชั่วโมงข้อมูลการติดต่อนางสาวรจนา ใจตรงครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลประสงค์ สกร. ระดับอำเภอท่าชนะเบอร์โทร์ 08 5473 6321Line: 0854736321 Facebook: Rod Jaitrong ข้อมูลการติดต่อ
141ขนมฉ้ายถาวโก้ยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดพังงาความเป็นมา ขนมฉ้ายถาวโก้ย (หรือขนมหัวไชเท้า) เป็นอาหารว่างของชาวจีนฮกเกี้ยนและกวางตุ้ง ที่อพยพไปที่พังงา ภูเก็ต ได้นำขนมชนิดนี้มาเผยแพร่ ซึ่งในภาษาจีนกลางเรียกว่า “ไฉ่เท่ากัว” ส่วนคนแต้จิ๋วเรียกว่า “ไชเท้าก้วย” และชาวฮกเกี้ยน ภูเก็ต พังงา เรียกว่า “ฉ้ายถาวโก้ย”เป็นขนมโบราณ หาทานยากมาก มีความหมายมงคล เกี่ยวกับชีวิตคู่ครองรักมีความสุขและเจริญรุ่งเรืองจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมฉ้ายถาวโก้ย หรือขนมหัวไซเท้า มีกลิ่นเฉพาะของขนมที่เป็นเอกลักษณ์ ของกลิ่นหัวไชเท้า กลิ่นกระเทียมและรสชาติของพริกไทยมีความเผ็ดร้อนแบบเบา ๆ เนื้อขนมมีความหนึบมัน กรอบนอกนุ่มในมีความหอมชวนลิ้มลอง รับประทานคู่กับน้ำตาลทรายแดงอร่อยแบบโบราณ และหาทานยาก เพราะขั้นตอนการทำต้องทำให้ผ่าน 3 สุก