The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

(ฉบับสมบูรณ์) หนังสือ sweet heritage สืบสานตำนานขนมไทยพื้นถิ่น 26.05.69-บีบอัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือ sweet heritage สืบสานตำนานขนมไทยพื้นถิ่น 26.05.69-บีบอัด

(ฉบับสมบูรณ์) หนังสือ sweet heritage สืบสานตำนานขนมไทยพื้นถิ่น 26.05.69-บีบอัด

142วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- หัวไชเท้าขูดฝอย ½ กิโลกรัม - เกลือ 1 ช้อนชา- แป้งข้าวจ้าว ½ กิโลกรัม - น้ำเปล่า 2 ลิตร- พริกไทย 1 ช้อนชา - น้ำมัน- กระเทียม 5 กรัม - น้ำตาลทรายวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่ - กระทะสำหรับทอด - เครื่องปั่น- หม้อนึ่ง - หม้อสำหรับผสมแป้ง-ถาดสี่เหลี่ยม ขนาด 12 X 12 นิ้ว - ไม้พาย- กระชอนกรองน้ำมัน - ตะหลิววิธีการทำ1. นำหัวไชเท้าขูดฝอย กระเทียม ปั่นรวมกันจนละเอียด(เติมน้ำพอประมาณเพื่อให้เครื่องปั่นได้)2. นำหัวไชเท้าที่ปั่นแล้วมาผสมกับแป้งข้าวจ้าว พริกไทยเกลือ กวนให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง3. นำส่วนผสมทั้งหมด มาตั้งกระทะและคนให้สุก เป็นเนื้อเดียวกันจนแห้งจับเป็นก้อน (ใช้ไฟกลาง คนตลอดเวลา) ใช้เวลากวน ประมาณ 20 นาที4. ทาน้ำมันในถาดสีเหลี่ยมให้ทั่ว และนำแป้งที่กวนสุกแล้วตักใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้ทั่วและแน่นและเต็มภาชนะ5. ต้มน้ำให้เดือดแล้วนำขนมที่เตรียมไว้ในถาด มานึ่งให้สุก ใช้เวลาประมาณ 20 - 25 นาที (ใช้ไฟแรง)6. เมื่อนึ่งขนมสุกแล้ว ยกลงจากกระทะ และพักไว้ จนเย็น7. เมื่อขนมเย็นแล้ว นำมาตัดเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ8. ตั้งกระทะ เติมน้ำมันพืชครึ่งกระทะ(ใช้ไฟแรง) รอจนน้ำมันร้อนแล้วนำขนมมาทอดจนสุกเหลือกรอบ แล้วตักขึ้นพักไว้ในภาชนะที่เตรียมไว้ รอให้อุ่น แล้วนำมารับประทานพร้อมน้ำตาลทรายข้อมูลการติดต่อนางอมรรัตน์ ทีปะปาลครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลระดับโคกกลอย สกร. ระดับอำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงาเบอร์โทรศัพท์ 06 2874 2466Line: บีเหลียม Facebook: ครูบีเหลียน กศน.ตำบลโคกกลอยข้อมูลการติดต่อ


143ขนมไชเถ่าก้วยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดระนองความเป็นมา “ขนมไชเถ่าก้วย” เป็นขนมพื้นบ้านที่ได้รับอิทธิพลจากชาวจีนฮกเกี้ยนซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดระนอง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เดิมทีเป็นขนมที่นิยมทำในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลตรุษจีน งานไหว้เจ้า งานบุญประจำปีของชุมชน และงานมงคลต่าง ๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่และงานแต่งงาน ปัจจุบันความนิยมลดลงเนื่องจากมีขนมสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ทำให้ขนมพื้นถิ่นชนิดนี้มีความเสี่ยงที่จะสูญหาย จึงมีแนวคิดในการจัดทำหลักสูตร “ขนมไชเถ่าก้วย” เพื่อสืบทอดภูมิปัญญา สร้างอาชีพเสริมแก่ชุมชน และส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจังหวัดระนองให้คงอยู่สืบไป “ไชเถ่า” (ไชเท้า) หมายถึง หัวไชเท้า (หรือหัวผักกาดขาว)“ก้วย” หมายถึง ขนม หรือของกินที่ทำจากแป้ง เมื่อรวมกันจึงหมายถึง “ขนมหัวไชเท้า”จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมไชเถ่าก้วย มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึง “ความเจริญรุ่งเรือง ความเหนียวแน่น และความอุดมสมบูรณ์”เป็นขนมที่นิยมทำในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลตรุษจีน งานไหว้เจ้า


144วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- หัวไชเท้า 500 กรัม - หมูสามชั้น 200 กรัม - ถั่วลิสง (ต้มสุก) 50 กรัม - เกลือ 1 ช้อนชา - น้ำมันพืช - แป้งข้าวเจ้า 150 กรัม- พริกชี้ฟ้าแดง - เห็ดหอมแห้ง 25 กรัม - ใบกุยช่าย- พริกขี้หนูสวน - กระเทียม (สับ) 12 กรัม - กุ้งแห้ง 40 กรัม- ซีอิ๊วดำหวาน - พริกไทยขาว 1 ช้อนชา - มะขามเปียก- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ - น้ำพริกเผา 3 ช้อนโต๊ะ - ใบกุยช่าย- น้ำตาลทราย - กุ้งแห้ง 40 กรัม - ซอสปรุงรสฝาเขียว - ไข่ไก่ - ถั่วงอก - แป้งมันสำปะหลัง 15 กรัม วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ - มีด - ตะหลิว- ซึ้ง - กระบวย - จาน- ถาดนึ่ง - มีดขูดหัวไชเท้า - ถ้วย-กะลังมัง - มีดปอกวิธีการทำ1. ขูดหัวไชเท้าเป็นเส้น โรยเกลือ ทิ้งไว้ 5 นาที ใส่น้ำแล้วจึงขยำ บีบน้ำออก2. เห็ดหอมแห้งแช่น้ำจนนิ่ม ซอยบาง ๆ พักไว้3. กุ้งแห้งแช่น้ำให้นุ่ม แล้วสะเด็ดน้ำออก พักไว้4. แล่หนังหมูสามชั้นออก แล้วสับหยาบ ๆ พักไว้5. ผสมแป้งทั้งสองชนิด แล้วใส่หัวไชเท้าขูดลงไป นวดให้เข้ากันดี ปรุงรสด้วยพริกไทยขาว และน้ำปลา ถ้าแห้งให้ใส่น้ำ300 - 350 มิลลิลิตร ลงไปทีละนิด ให้ส่วนผสมหนืด ๆ ใส6. ใส่หมูสามชั้น กุ้งแห้ง เห็ดหอม ถั่วลิสง และกระเทียมเข้าด้วยกัน7. เทส่วนผสมใส่ถาด ขนาด 8x8 นิ้ว นำไปนึ่งในลังถึงไฟแรงประมาณ 50 นาที จนสุกดี พักจนเย็น8. นำออกจากพิมพ์ ตัดเป็นชิ้นตามต้องการ9. เมื่อต้องการรับประทาน ให้ตั้งกระทะใส่น้ำมัน นำขนมลงไปผัดรวมกับใบกุยช่าย และถั่วงอกจนสุก 10. ผสมน้ำส้มสายชู กับน้ำพริกเผาเพื่อเป็นน้ำจิ้มข้อมูลการติดต่อนายชาญวิทย์ ปลีวิสัยครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลเขานิเวศน์ สกร. ระดับอำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนองเบอร์โทรศัพท์ 08 0398 2733Line: touch-kungข้อมูลการติดต่อ


145ขนมตาหยาบสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสตูลความเป็นมา เดิมทีขนมชนิดนี้มาจากประเทศมาเลเซีย โดยมีชื่อเรียกว่า “ขนมตาหยับ” ด้วยการสืบทอดและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยและมาเลเซีย เมื่อเข้ามาในประเทศไทยชื่อจึงถูกเรียกเพี้ยนไปจนกลายเป็น “ขนมตาหยาบ” ปัจจุบันโดดเด่นด้วยแป้งม้วนสีเขียวมรกตจากใบเตยหอมห่อหุ้มไส้มะพร้าวผัดน้ำตาลโตนด รสละมุน สะท้อนถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของดินแดนอาเซียนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมมงคลพื้นบ้านประจำตำบลขอนคลาน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล สีที่นิยมใช้ในการทำขนมใช้สีจากธรรมชาติสีเขียวสกัดจากใบเตย สีชมพูจากดอกเฟื้องฟ้าสีม่วงจากดอกอัญชัน ช่วยสร้างจุดเด่นเรื่องความใส่ใจสุขภาพ อร่อย ทำง่าย รับประทานคู่กับ ชา กาแฟ


146วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ส่วนผสมแป้ง 1.แป้งสาลี 200 กรัม2.แป้งข้าวเหนียว 25 กรัม3.เกลือ 1/4 ช้อนชา 4.น้ำตาลทราย 50 กรัม5.มะพร้าวขูด 600 กรัม ส่วนผสมไส้1.ไข่ไก่ 1 ฟอง2.น้ำใบเตยสด 420 มิลลิลิตร 3.นำไปเคี่ยวกับน้ำตาลตามความชอบ วิธีการทำ1. ผสมแป้งปรุงสี: นำแป้งสาลี แป้งข้าวเหนียว เกลือ และไข่ไก่มาผสมรวมกัน ค่อย ๆ นวดให้เข้ากัน พร้อมกับเติมน้ำใบเตยลงไปเพื่อให้แป้งออกสีเขียวสวยงาม นวดจนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน2. ผสมส่วนที่เหลื่อและพักแป้ง: ใส่น้ำใบเตยส่วนที่เหลือทั้งหมดลงไปผสมคนให้เข้ากันจนเป็นแป้งละลายดี3. กานทำแผ่นแป้งบนกระทะ: ตั้งกระทะให้ร้อนโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ทาน้ำมันหรือเนยบาง ๆ เพื่อไม่ให้แป้งติดกระทะจากนั้นตักแป้งหยอดลงลงไปแล้ววนให้เป็นแผ่นกลมบาง ๆ ทั่วกระทะ4. การห่อไส้: ปิดฝารอจนแป้งสุก เมื่อสุกแล้วเปิดฝาตักแผ่นแป้งลงมาพักไว้ให้พอเย็น ใส่ไส้มะพร้าวที่เตรียมไว้ตรงกลาง แล้วม้วนพับให้เป็นแท่งกลมสวยงาม พร้อมจัดเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนายสุมาตรา บูเก็มครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลขอนคลาน สกร. ระดับอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เบอร์โทรศัพท์ 08 3639 7451Facebook: สกร. ระดับอำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ข้อมูลการติดต่อ


147ขนมต้มใบมะพร้าวสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดกระบี่ความเป็นมา ขนมใบมะพร้าว (หรือใบพ้อ/ใบลาน ในอดีต)และชาวบ้านร่าหมาด ตำบลเกาะกลาง ได้คิดภูมิปัญญาดัดแปลงจากใบกะพ้อ มาเป็นใบมะพร้าว เนื่องจากในพื้นที่มีการปลูกต้นมะพร้าวจำนวนมาก ขนมต้มใบมะพร้าว มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมมลายู-อิสลามมาเป็นขนม/อาหารที่สำคัญอย่างยิ่งใน “เทศกาลฮารีรายอ” (Hari Raya) ทั้งอีดิลฟิตรี (รายอหลังสิ้นสุดการถือศีลอด) และ “อีดิลอัฎฮา” โดยนำใบมะพร้าว มาสานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือข้าวหลามตัดอย่างสวยงาม ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะเรียกว่า “ตูปะ” (Tupat) สัญลักษณ์การสานใบมะพร้าวที่ซับซ้อน เปรียบเหมือนการยอมรับความผิดพลาดและการให้อภัยซึ่งกันและกัน จุดเด่น/อัตลักษณ์ เอกลักษณ์คือการนำใบมะพร้าวอ่อนมาสานเป็นรัง เพื่อให้สามารถห่อข้าวเหนียวได้ดี ส่วนข้าวที่อยู่ด้านในคือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ณ ชุมชนบ้านร่าหมาด ตำบลเกาะกลาง จังหวัดกระบี่ ประเพณีการทำ “ขนมต้มใบมะพร้าว” ยังคงได้รับการสืบสานอย่างเข้มแข็ง ชาวบ้านร่าหมาด ตระหนักดีว่า แม้ใบกะพ้อจะเป็นวัสดุดั้งเดิม แต่ทรัพยากรที่มีอยู่มากที่สุดในชุมชนของพวกเขาคือ \"ต้นมะพร้าว\" ด้วยเหตุนี้ ภูมิปัญญาชาวบ้านจึงได้คิดดัดแปลง โดยนำ “ใบมะพร้าว” มาใช้แทนใบกะพ้อ จึงกลายเป็น “ขนมต้มใบมะพร้าว”


148วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียวเขี้ยวงู (แช่น้ำ 3 - 4 ชม.) 500 กรัม- กะทิสด 300 มิลลิลิตร- น้ำตาลทราย 4-5 ช้อนโต๊ะ (ปรับตามชอบ)- เกลือป่น 1 ช้อนชา- ถั่วดำ (ต้มสุก) 1/2 ถ้วย (ใส่หรือไม่ก็ได้)วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ - ทัพพี- กะละมัง - กระชอนข้อมูลการติดต่อนางสาวกิ่งแก้ว ไทรทอง ครูศูนย์การเรียนรู้ เบอร์โทรศัพท์ 08 7284 2004 นางสาวสุพัตรา ละงู นักเทคโนโลยีสารสนเทศ เบอร์โทรศัพท์ 09 5676 1669สกร. ระดับอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่Facebook: สกร. ระดับอำเภอเกาะลันตา ข้อมูลการติดต่อวิธีการทำ1. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำกะทิ ปรุงรสด้วยเกลือ ตามปริมาณที่เหมาะสม2. ใส่ขนมต้มใบมะพร้าวลงไปในกระทะ รอจนน้ำกะทิเดือด3. เมื่อน้ำกะทิแห้ง ให้ผัดขนมจนกว่าน้ำกะทิแห้งดี4. นำขนมขึ้นจากกระทะพักไว้ให้อุ่น รับประทานคู่กับกาแฟโบราณและน้ำตาลแดง


149ขนมปูตูฮาลือบอสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนราธิวาสความเป็นมา ขนมปูตูฮาลือบอเป็นมรดกภูมิปัญญาทางอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาสที่มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับวิถีชีวิตในช่วงฤดูมรสุม โดยมีจุดเด่นจากการนำมันสำปะหลังสดมาเป็นวัตถุดิบหลักผสมกับเม็ดฮาลือบอหรือลูกซัด ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยสร้างความอบอุ่นและขับลมในร่างกาย ขนมชนิดนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงกุศโลบายในการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาเพื่อดูแลสุขภาพตามสภาพภูมิอากาศที่ชื้นแฉะ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้คนในพื้นที่ผ่านรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมปูตูฮาลือบอเป็นขนมพื้นบ้านเอกลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาส ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านการใช้มันสำปะหลังสดผสมเม็ดฮาลือบอหรือลูกซัด สมุนไพรพื้นถิ่นกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีจุดเด่นที่เนื้อเหนียวนุ่มจากการนึ่งแบบโบราณ สอดไส้น้ำตาลแว่นหวานละมุน และโรยมะพร้าวขูดขาวอย่างลงตัว ขนมชนิดนี้จึงเป็นทั้งอาหารว่างรสเลิศและสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาวนราธิวาสที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน


150วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- มันสำปะหลังขูด 2 กก. - แป้งข้าวจ้าว 300 - 500 ก.- น้ำตาลแว่น 500 ก. - ขิงแก่ 100 - 200 ก.- หอมแดง 5 - 10 หัว - กระเทียม 5 - 10 กลีบ- ตะไคร้ 2 - 3 ต้น - ขมิ้น 50 - 80 ก.- เม็ดฮาลือบอ (ลูกซัด) 5 - 8 ช้อนโต๊ะ- มะพร้าวทึนทึกขูดขาว 2 - 3 ลูก- เกลือป่น 1 - 2 ช้อนชาวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- โถนึ่งปูตู (ตะเกียงนึ่ง) - หม้อต้มน้ำ- ผ้าขาวบาง - เหล็กที่ขูดมัน- ภาชนะผสมวิธีการทำ1. การเตรียมวัตถุดิบ- เนื้อมัน: ปอกเปลือก ล้าง ขูดละเอียด แล้วใช้ผ้าขาวบางบีบน้ำออกให้เนื้อแห้งร่วนแต่พอปั้นได้- เครื่องเทศ: แช่เม็ดฮาลือบอ (ลูกซัด) ในน้ำจนหอม ส่วนขิงหอมแดง กระเทียม ตะไคร้ บดให้ละเอียดที่สุด- ไส้และหน้า: สับน้ำตาลแว่นเป็นชิ้นเล็ก และนำมะพร้าวขูดไปนึ่ง 5 นาทีแล้วคลุกเกลือเตรียมไว้2. การผสมส่วนประกอบ- ผสมมันสำปะหลังขูด แป้งข้าวจ้าว (ทยอยใส่) เม็ดฮาลือบอและสมุนไพรบดทั้งหมดเข้าด้วยกัน- นวดด้วยมือให้เข้ากันจน เนื้อร่วนซุย ไม่แฉะ และกลิ่นสมุนไพรกระจายทั่ว3. การบรรจุและนึ่ง- เตรียมหม้อ:ต้มน้ำให้เดือด วางโถนึ่ง (ตะเกียง) บนปากหม้อปูผ้าขาวบางรองไว้- ใส่พิมพ์: ตักแป้งใส่ครึ่งพิมพ์ วางน้ำตาลแว่นตรงกลาง แล้วตักแป้งกลบทับจนเต็ม (ห้ามกดแน่น เพื่อให้ไอน้ำผ่านได้)- นึ่ง: ปิดผ้าขาวบาง นึ่งประมาณ 3 - 4 นาที จนแป้งนุ่มและน้ำตาลละลาย4. การจัดเสิร์ฟ- ยกออกจากพิมพ์ วางบนใบตองหรือจาน โรยหน้าด้วยมะพร้าวทึนทึกคลุกเกลือข้อมูลการติดต่อนางสาวนูรีดา ดารามั่น ครู สกร. ระดับอำเภอเมืองนราธิวาสเบอร์โทรศัพท์ 09 8706 0578Line: 0987060578Facebook: สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนราธิวาส0ข้อมูลการติดต่อ


151ขนมฝามีสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดชุมพรความเป็นมา ขนมฝามี เป็นขนมพื้นบ้านของชาวอำเภอท่าแซะ ที่เคยมีมาในสมัยโบราณ นิยมทำในงานบุญถวายพระ งานประเพณี งานเลี้ยงภายในหมู่บ้าน ไว้รับประทานในครัวเรือน หรือมอบเป็นของฝากเพื่อแสดงน้ำใจต่อกัน ขนมฝามีจึงเป็นสัญลักษณ์ของความเอื้อเฟื้อความผูกพัน และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันของคนชุมชนอย่างแท้จริงขนมฝามีทำจากวัตถุดิบพื้นบ้านที่หาได้ง่าย ได้แก่ แป้งข้าวจ้าว(สมัยก่อนนำเมล็ดข้าวเหนียวมาโม่ให้เป็นแป้ง) น้ำกะทิ และน้ำตาล นำไปทำให้สุก จะได้ขนมเนื้อนุ่ม ละมุน มีกลิ่นหอมของกะทิและน้ำตาลอย่างเป็นเอกลักษณ์ คำว่า “ฝามี” มีที่มาจากลักษณะของขนมที่มีผิวหน้าด้านบนเรียบเนียน บางพื้นที่เรียกขนมชนิดนี้ว่า “ขนมฝามีหน้าไหม้” เนื่องจากนิยมทำให้ผิวหน้าด้านบนเกรียมนิด ๆ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติที่โดดเด่นเฉพาะตัว ขนมฝามีจึงไม่ใช่เพียงของหวานพื้นบ้านเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็น ถึงภูมิปัญญาของคนท่าแซะในการนำวัตถุดิบที่หาง่ายในชุมชนมาแปรรูปเป็นขนมที่เปี่ยมด้วยรสชาติและคุณค่าจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมฝามี มีเอกลักษณ์จากการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น ได้แก่ แป้งข้าวจ้าว น้ำกะทิสด และน้ำตาลมะพร้าว วัตถุดิบเหล่านี้เป็นผลผลิตจากวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอท่าแซะมีมะพร้าวจำนวนมาก จึงทำให้รสชาติของขนมมีความหอมมันจากกะทิ และหวานละมุนจากน้ำตาลมะพร้าว อีกทั้งขนมฝามี มีลักษณะเนื้อขนมนุ่ม ผิวหน้ามีความฟูเล็กน้อย ด้านล่างอาจมีความกรอบเล็กน้อยจากการสัมผัสความร้อน ทำให้เกิดรสสัมผัสที่นุ่ม หอม และรับประทานง่าย ขนมฝามีจึงเป็นขนมพื้นบ้านที่สะท้อนภูมิปัญญาอาหารของชุมชนท้องถิ่น


152วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวจ้าว 500 กรัม- น้ำตาลทราย 200 กรัม- น้ำกะทิ 500 กรัม- เนื้อมะพร้าวขูด 200 กรัมวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- เตาถ่าน - กระทะ - ตะหลิว - น้ำมันพืช- ฝาหม้อวิธีการทำ1. เตรียมแป้งข้าวจ้าว น้ำกะทิ น้ำตาลทราย และมะพร้าวขูด ให้พร้อมสำหรับการทำขนม2. นำแป้งข้าวจ้าวมาผสมกับน้ำกะทิ คนให้เข้ากันจนแป้งละลายดีและมีลักษณะเป็นน้ำแป้งเนียน ไม่จับตัวเป็นก้อน3. ใส่น้ำตาลทรายลงในส่วนผสมแป้ง คนให้ละลายเข้ากันดี จนได้รสหวานพอดี 4. ใส่เนื้อมะพร้าวขูด คนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน5. นำกระทะมาตั้งไฟ โดยใช้ไฟปานกลาง เมื่อกระทะเริ่มร้อน จึงใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย6. เมื่อน้ำมันเริ่มร้อนได้ที่ หยอดแป้งที่เตรียมไว้ลงในกระทะ ให้เป็นแผ่นบาง ๆ7. นำฝาหม้อมาปิดที่ตัวแป้งกับกระทะ8. ทิ้งไว้สักพักให้ตัวแป้งเริ่มมีกลิ่นหอม ก็ลองเปิดฝาดูเมื่อสุกได้ที่จะเห็นผิวด้านนอกของแป้งมีสีเหลือง ขอบแป้งจะมีความกรอบเล็กน้อย9. ตักมาใส่ภาชนะ ควรรับประทานขณะยังอุ่นอยู่ข้อมูลการติดต่อนายกฤษฎา พรหมภากรครูศูนย์การเรียนชุมชน สกร. ระดับอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรเบอร์โทรศัพท์ 09 2963 2326Line: Chille2535 ข้อมูลการติดต่อ


153ขนมม่อฉีสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดพัทลุงความเป็นมา “ม่อฉี” หรือที่หลายคนขนานนามว่าโมจิเมืองไทย เป็นขนมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของดินแดนภาคใต้ได้เป็นอย่างดี ตัวขนมมีลักษณะเป็นก้อนแป้งทรงกลมเนื้อนุ่มหนืด สอดไส้ด้วยส่วนผสมของวัตถุดิบในท้องถิ่นอย่างน้ำตาลแว่น ถั่ว งา และเกลือ ให้รสชาติที่หวานมันและกลมกล่อม ประวัติของขนมม่อฉีนั้น มีความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2484) เมื่อกองทัพเรือญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรมด้านอาหารระหว่างทหารญี่ปุ่นและชาวบ้านในพื้นที่ โดยทหารญี่ปุ่นได้สอนวิธีการทำขนมที่ประยุกต์มาจาก “โมจิ” โดยเลือกใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นที่มีอยู่มาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ สำหรับชื่อเรียก“ม่อฉี” นั้น สันนิษฐานว่าเกิดจากการเรียกชื่อเพี้ยนมาจากคำว่า “โมจิ” จนกลายเป็นสำเนียงที่คุ้นหูชาวใต้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ในปัจจุบันขนมม่อฉีจะไม่ได้มีวางขายอย่างแพร่หลายทั่วไป แต่ยังคงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวปากพะยูนร่วมกันสืบสานไว้ โดยเฉพาะที่ “หลาดใต้ถุน” ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดดั้งเดิม ขนมชนิดนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นของหวานรสเลิศแต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และรอคอยให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองสัมผัสถึงความละเมียดละไมของภูมิปัญญาชาวใต้สืบไปจุดเด่น/อัตลักษณ์ “ขนมม่อฉี คือ ขนมพื้นบ้านโบราณที่สะท้อนภูมิปัญญาชาวบ้าน ใช้วัตถุดิบง่าย ๆ จากท้องถิ่น มีรสหวานมัน เนื้อนุ่มหนึบ เป็นมรดกความอร่อยที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน”


154วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ส่วนผสมไส้น้ำผึ้งแว่น (หรือน้ำตาลปี๊บ) 150 กรัมน้ำตาลทรายแดง 50 กรัมงาคั่ว 3 ช้อนโต๊ะถั่วลิสงคั่วบดหยาบ 1/2 ถ้วยส่วนผสมแป้งแป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยขี้ผึ้ง (ใช้ทาถาดหรือใบตองกันติด) เล็กน้อยแป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติมน้ำสะอาดประมาณ 1 - 1½ ถ้วย (สำหรับนวดแป้ง)วิธีการทำนำแป้งไปคั่วให้หอม แล้วพักให้แป้งเย็น สามารถตั้งไว้ได้ 1 -2 วัน วิธีการทำขี้ผึ้ง นำขี้ผึ้งจากรังผึ้งหรือรังชันรง นำมาเคี่ยวตั้งไฟและรอให้เย็น ก็จะได้ขี้ผึ้งที่แข็งพร้อมที่จะนำมาใช้ทาที่มือเพื่อไม่ให้แป้งติดมือ วิธีการทำแป้ง นำแป้งข้าวเหนียว (พิเศษ) มาผสมน้ำเปล่าอย่าให้เหลวหรือแข็งจนเกินไป แล้วมาปั้นเป็นก้อน ตั้งกระทะและน้ำเปล่าให้ร้อน พอน้ำเปล่าเดือดนำแป้งใส่ลงไป พอแป้งสุกก็นำขึ้นจากกระทะ แล้วนำมาตีตอนยังแป้งร้อน ๆ จะได้แป้งที่เหนียวหนืดและนิ่ม พร้อมที่จะนำมาทำขนม วิธีการทำไส้นำถั่วลิงสงคั่วมาตำในละเอียด แล้วนำไปคั่วตั้งไฟให้ร้อน ให้หอม วิธีทำขนม นำแป้งมา 1 หยิบมือ นำมาทำให้แป้งบาง แล้วนำไส้มาใส่บนแป้งแล้วมาคลุกด้วยแป้งข้าวจ้าว สามารถนำมาทานได้เลยข้อมูลการติดต่อนางสาวนิตยา สันหมุดครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลเกาะหมาก สกร. ระดับอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โทร. 08 9296 7422Line: nittanutty Facebook: ศกร. ระดับตำบลเกาะหมากข้อมูลการติดต่อ


155ขนมม่อฉีสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสงขลาความเป็นมา “ม่อฉี” โมจิเมืองไทยของชาวสงขลา ขนมมีลักษณะเป็นแป้งหนืด ๆ ก้อนกลม ๆ ข้างในเป็นไส้น้ำตาลทรายแดง ถั่ว งา เป็นขนมที่อาจจะไม่ได้เก่าแกโบราณหลายร้อยปี แต่ก็มีประวัติเรื่องเล่าอิงถึงสมัยสงครามโลกครั้งงที่ 2 ขนมชนิดนี้มีลักษณะและชื่อที่ใกลเคียงกับชื่อของ “โมจิ” มาก จากคําบอกเล่าของแม่ป้าน้อย นางสุกเนี่ยว สุวรรณโน เมื่อครั้งยังเป็นเด็กวัย 13 ปี อาศัยอยูที่บ้านแม่เตย ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้มีทหารญี่ปุ่นให้ไปซื้อวัตถุดิบ ประกอบด้วย มะพร้าว ข้าวสารเหนียว (แป้งข้าวเหนียว) งา ถั่ว และน้ำตาล เพื่อมาทำขนม และให้เธอช่วยทำจนได้เรียนรู้ทั้งวิธีทำและชื่อขนม “โมจิ” คนไทยเรียกเพี้ยนไปเป็น “ม่อฉี” และได้นําสูตรนี้มาทำกิน ทำขาย และถ่ายทอดต่อรุ่นสู่รุ่น จนตกทอดมาถึง “ป้าน้อย” ผู้สืบสานการทำม่อฉีในปัจจุบัน ปัจจุบัน ป้าน้อยทำหน้าที่เป็นวิทยากรสอนทำขนมมอฉี ของศูนย์สงเสริมการเรียนรู้ระดับอำภอหาดใหญ่ แม้ม่อฉีจะไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไป แต่ยังพบเห็นได้ในพื้นที่สงขลา และได้แพร่ไปยังจังหวัดใกล้เคียง กลายเป็นขนมขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่งของภาคใต้ ที่อยากเชิญชวนใหทุกคนได้ลองลิ้มรสและสัมผัสจุดเด่น/อัตลักษณ์ จุดเด่นของม่อฉีอยู่ที่เนื้อสัมผัสและกลิ่นหอม ๆ โดยจะมีกรรมวิธีการทำ โดยการนำแป้งข้าวเหนียวมานวดให้นิ่ม และนำไปนึ่งจนสุกใสเป็นฟอง ก่อนจะนำมาห่อไส้ที่อัดแน่นไปด้วยความหวานมันจากน้ำตาลโตนด ถั่วลิสงคั่วบด และงาขาวที่ตำพอแตกให้ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ตัดรสด้วยเกลือเล็กน้อย แล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ พอดีคำ


156วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเหนียว - แป้งข้าวจ้าวคั่วสุก- มะพร้าวคั่ว - น้ำตาลทรายแดง - งาคั่ว - ถั่วลิสงคั่ว วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ไม้พาย- หม้อ- กะละมังวิธีการทำขั้นตอนการผสมไส้ต้มน้ำกับน้ำตาลทรายแดง ให้ละลาย เป็นน้ำเชื่อม พักไว้ผสมมะพราวคั่ว งาขาวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว และใส่น้ำเชื่อม คลุกให้เข้ากัน พักไว้ขั้นตอนการผสมแป้ง1.ผสมแป้งข้าวเหนียวกับน้ำนวดให้นุ่มเป็นเนื้อเดียวกัน2. นำแป้งที่ได้ไปต้มในน้ำเดือดจนสุกลอยขึ้นมาตักพักไว้ จากนั้นมาแป้งมากวนให้เป็นเนื้อเดียวกันจนนิ่มและใส3. นำแป้งที่กวนเสร็จมาแล้วปั้นเป็นก้อน ๆ พอดีคำ และแผ่ออกเป็นแผ่นกลมๆ ตักไส้ใส่ตรงกลางรวบชายแป้งให้แน่น แล้วนํามาคลุกแป้งข้าวจ้าวข้อมูลการติดต่อนางสาวจาริยา หมัดหมานครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลคอหงส์สกร. ระดับอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเบอร์โทรศัพท์ 09 4320 1646 Line: Jariya.nadol ข้อมูลการติดต่อ


157ขนมลาบ้านหอยรากสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชความเป็นมา ขนมลาเป็นขนมพื้นบ้านภาคใต้ที่มีความสำคัญทั้งในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ โดยเฉพาะในประเพณีสารทเดือนสิบ ซึ่งเป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวนครศรีธรรมราชในการอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ ขนมลาถูกใช้แทนเสื้อผ้าและเครื่องใช้ในโลกหลังความตาย ตามความเชื่อของชาวใต้ โดยลักษณะเด่นของขนมลาอยู่ที่การวาดลวดลายด้วยแป้งบนกระทะร้อน ซึ่งเป็นขนมที่ทั้งสวยงามและมีรสชาติอร่อยจุดเด่น/อัตลักษณ์ การทำขนมลาบ้านศรีสมบูรณ์(หอยราก) หมู่ที่ 2 ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีจุดเด่นในการผลิตขนมลา โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้ส่วนผสมของน้ำตาลจากที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน และการให้ความสำคัญของขนมลาในฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หล่อเลี้ยงชีวิต หล่อเลี้ยงชุมชนมาอย่างยาวนานและด้วยความพิเศษของรสชาติ ความนุ่ม กลิ่นน้ำตาลจาก และเส้นสีทอง ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชุมชนที่สะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาได้อย่างลึกซึ้ง


158วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวสาร 5 กก. - ข้าวเหนียว 2.5 กก.- แป้งมัน 1 กก. - น้ำตาลจาก 3 กก.- ไข่แดง 2 ฟอง - น้ำตาลทราย 1 กก. - น้ำมันพืช 1 ขวดวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระสอบสำหรับแช่ข้าวสาร - เครื่องโม่แป้ง- ผ้าขาวบาง - เครื่องหีบแป้ง- เครื่องตีแป้ง - กระทะ- กระป๋องที่เจาะรูเล็ก ๆ สำหรับสะบัดแป้ง (ส่ายน้ำแป้ง) - แท่งไม้ไผ่เหลากลมวิธีการทำขั้นตอนการเตรียมแป้งสำหรับทำขนมลา1. นำข้าวสารและข้าวเหนียวใส่กระสอบแช่น้ำ หมักไว้ 2 คืน จากนั้นล้างให้สะอาดให้หมดกลิ่น2. เอาข้าวสารและข้าวเหนียวที่ได้แช่น้ำไว้ 2 คืนแล้ว นำไปโม่เป็นแป้งแล้วใส่ถุงผ้าขาวบาง แขวนไว้ให้สะเด็ดน้ำหรือใช้เครื่องหีบแป้งจะทำให้แป้งแห้งเร็ว3. นำแป้งที่สะเด็ดน้ำแล้ว นำไปโม่รวมกับแป้งมันโดยผสมน้ำตาลจากและน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ประมาณ 2 ชั่วโมง จะได้แป้งสำหรับการทำลาขั้นตอนการทำลาแผ่น1. เริ่มต้นด้วยการเตรียมแป้ง โดยนำแป้งที่เตรียมไว้ผสมน้ำตาลจากใสเพื่อให้แป้งอ่อนตัว ตีผสมจนเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน โดยเอามือจุ่มในแป้งแล้วยกดู หากแป้งเป็นสายไม่ขาดถือว่าใช้ได้2. เช็ดกระทะ โดยการนำไข่แดงสุกผสมน้ำมันทาลงบาง ๆให้ทั่วกระทะป้องกันไม่ให้แป้งติดกระทะ การเช็ดกระทะ 1 ครั้ง สามารถทำแผ่นลาได้ 2 แผ่น 3. นำแป้งใส่กระป๋องที่เจาะรูเล็ก ๆ สะบัดแป้ง (ส่ายน้ำแป้ง) ให้เป็นวงจนทั่วกระทะ ตัวแป้งที่ดีจะทำให้ได้เส้นที่มีขนาดเล็กเท่ากับเส้นด้ายและเส้นจะไม่ขาด 4. เมื่อแป้งสุกแล้วใช้แท่งไม้ไผ่เหลากลมแซะตัวแป้งออกจะได้ลาเป็นแผ่นใหญ่ข้อมูลการติดต่อนายทวนชัย จันทร์ศรีคงครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลหูล่อง สกร. ระดับอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชเบอร์โทรศัพท์ 09 5781 3788Line: 0957813788ข้อมูลการติดต่อ


159ขนมสาคูมะพร้าวอ่อนสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดตรังความเป็นมา “สาคูต้น” คือแป้งที่ได้จากเนื้อในลำต้นของต้นสาคูผสมผสานกับมะพร้าวอ่อนที่ให้รสชาติหวานมัน หอมสดชื่น ขนมชนิดนี้มักทำในโอกาสสำคัญ เช่น งานบุญ งานประเพณีงานมงคล และการรวมญาติ เนื่องจากเป็นขนมที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือของคนในครอบครัวและชุมชน แสดงถึงความสามัคคีและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อมา เมื่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป การทำขนมสาคูต้นมะพร้าวอ่อนได้รับการพัฒนาและปรับปรุงสูตรให้เหมาะกับความสะดวกและความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น แต่ยังคงรักษารสชาติและเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ขนมชนิดนี้จึงกลายเป็นขนมพื้นบ้านที่สร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอนาโยง และเป็นสินค้าชุมชนที่ช่วยสร้างรายได้ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านให้คงอยู่สืบไปจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมพื้นบ้านประจำตำบลโคกสะบ้า อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เม็ดแป้งมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีชมพูอ่อน ไม่ขาวใสเหมือนแป้งมันสำปะหลัง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายไม้แห้งหรือกลิ่นธรรมชาติ เนื้อสัมผัสเหนียวหนึบแต่ลื่น ละลายในปาก


160วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- เม็ดสาคูต้น 100 กรัม - น้ำตาลทรายแดง 200 กรัม- น้ำมะพร้าว 500 มิลลิลิตร - ใบเตย 3 - 5 ใบ- หัวกะทิ 300 มิลลิเมตร - เกลือครึ่งช้อนชา- เนื้อมะพร้าวอ่อนและข้าวโพดหวานตามชอบวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ- ทัพพี- ที่ขูดมะพร้าววิธีการทำ1. ต้มน้ำมะพร้าวใส่ใบเตยต้มให้เดือดจัด2. เมื่อน้ำเดือดแล้ว เทเม็ดสาคูให้กระจายตัวและรีบคนอย่างรวดเร็ว ไม่ให้สาคูจับตัวกันเป็นก้อน3. พอสาคูเริ่มสุก หรี่ไฟอ่อนใส่น้ำตาลทรายลงไป คนตลอดเวลา ป้องกันสาคูที่ติดก้นหม้อไหม้ ใช้เวลาต้มสาคูประมาณ 7- 10 นาที พร้อมเติมเนื้อมะพร้าว4. ต้มหัวกะทิและใส่เกลือชิมรสตามชอบ พร้อมตักสาคูต้นใส่ภาชนะ พร้อมราดน้ำกะทิข้อมูลการติดต่อครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลโคกสะบ้า สกร. ระดับอำเภอนาโยง จังหวัดตรังเลขที่ 60 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง 92170เบอร์โทรศัพท์ 0 7529 9253Facebook: สกร. ระดับอำเภอนาโยง-ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอนาโยงข้อมูลการติดต่อ


161ขนมอาแปบากาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดยะลาความเป็นมา ขนมอาแปบากา (หรืออาแปแลแง/ตือปงอาแป) เป็นขนมที่มีความนิยมมากในสมัยโบราณของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ (จ. ยะลา) สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะใช้วัตถุดิบหลักในท้องถิ่นที่หาง่าย คือ กล้วยและมะพร้าว ขนมอาแปบากา ทำจากกล้วย แป้ง ไข่ น้ำตาล กินกับมะพร้าว รสชาติหวานมัน มีลักษณะคล้ายขนมรังไข่ ปัจจุบันเป็นของกินเล่น และสามารถขายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันจะมาขายตามร้านค้าต่าง ๆ ในหมู่บ้าน รสชาติอร่อยกินพร้อมกับมะพร้าว หวาน มันเค็ม นอกจากนี้ขนมอาแปบากายังสามารถใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา เช่น ในงานศพงานแต่งงาน งานเข้าสุนัต เป็นต้นจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมโบราณพื้นบ้านประจำอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นและมีเอกลักษณ์จากกล้วยและมะพร้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในท้องถิ่น ทำให้นุ่ม หอม หวาน มัน


162วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเจ้า 2 กิโลกรัม - กล้วย 1 หวี- ไข่ไก่ 15 ฟอง - ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ- ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ - น้ำ 600 ลิตร - เกลือป่น 1/2ช้อนชา - น้ำตาลแว่น 1/2 กก.- น้ำตาลทราย 1/2 กก. - น้ำมันพืช 1 ถ้วยตวงวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ - ถาด - ตะหลิว- กะละมัง - เตาถ่านหรือเตาแก๊สวิธีการทำ1. นํากล้วย 1 หวี หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ บดคลุกให้ละเอียด2. นำไข่ไก่จำนวน 15 ฟอง มาตีให้เข้ากัน และเทลงในภาชนะกล้วยที่บดแล้ว3. นำน้ำตาลทรายน้ำตาลมะพร้าว เกลือ ใส่น้ำหรือน้ำร้อนผสมทั้งหมด คนให้ละลาย4. นำแป้งข้าวเจ้า มาผสมกับกล้วยบดและไข่ น้ำตาลทราย น้ำตาลมะพร้าว เกลือ ที่คนละลายแล้ว ใส่ผงฟู ยีสต์แล้วคลุกคล้าวให้เข้ากัน นวดประมาณ 5 นาที ให้แป้งและเครื่องปรุงต่าง ๆ เป็นเนื้อเดียวกัน ดูความเหนียวของแป้ง อย่าให้เหนียวหรือเหลวเกินไป แล้วพักแป้งไว้สัก 4- 5 ชั่วโมงเพื่อให้แป้งนุ่มฟู5. นํากระทะ ตั้งบนเตาถ่าน เมื่อกระทะร้อนพอสมควรนำน้ำมันพืชเกลี่ยให้ทั่วกระทะ นําแป้งที่หมักไว้ใส่ลงกระทะครึ่งถ้วยตวง แล้วเกลี่ยให้แบนพอประมาณ นาน 2-3 นาที ให้แป้งเหลืองสุก แล้วพลิกอีกด้านหนึ่ง พอสุกแล้วยกลงจากเตา6. นำมะพร้าวน้ำหอมทึนทึกมาขุดเป็นเส้น ผสมกับเกลือผงเล็กน้อย คลุกให้เข้ากัน เพื่อแต่งหน้าขนมให้มีรสชาติหวานตัดกับมะพร้าวมันเค็มเล็กน้อย 7. แป้งขนมที่สุกแล้ว จัดใส่จานรองด้วยใบกล้วย โรยด้วยมะพร้าวบนแป้งขนมที่สุกแล้ว พร้อมรับประทานข้อมูลการติดต่อนายตูแวรอดี ดาจูดา ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลอัยเยอร์เวง สกร. ระดับอำเภอเบตง จังหวัดยะลาเบอร์โทรศัพท์ 09 5439 7118 ข้อมูลการติดต่อ


163ขนมอี๋สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดภูเก็ตความเป็นมา ขนมอี๋ เป็นขนมพื้นบ้านของจังหวัดภูเก็ต มีลักษณะเป็นแป้งเหนียวสีขาวนวล ต้มในน้ำเชื่อมหวานหอมนิยมรับประทานคู่กับน้ำเต้าหู้หรือน้ำกะทิ มีรสชาติ หวานหอม กลมกล่อมรับประทานง่าย จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในจังหวัดภูเก็ต ความเป็นมาของขนมนั้นสันนิษฐานว่า ได้รับอิทธิพลมาจากขนมบัวลอยของจีน เนื่องจากขนมทั้งสองชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกันโดยขนมบัวลอยของจีนนั้นทำจากแป้งข้าวเหนียวนึ่ง ต้มในน้ำเชื่อม รับประทานคู่กับน้ำเชื่อมหรือน้ำเต้าหู้ในสมัยโบราณจุดเด่น/อัตลักษณ์ “ขนมอี๋ภูเก็ต” เป็นขนมมงคลสัญลักษณ์แห่งความกลมเกลียวและโชคดี ด้วยแป้งทรงกลมสีแดงชมพูสื่อถึงความรักและความมั่งคั่ง นิยมใช้ไหว้ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อคุ้มครองครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข เชื่อว่าหากรับประทานแล้วจะช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรง อายุยืนยาว และทำให้คนในครอบครัวหวนกลับมาพร้อมหน้ากันอย่างสมบูรณ์ ขนมชนิดนี้ถือเป็นขนมมงคลที่มักทำรับประทานในงานบุญต่าง ๆ เช่น งานมงคลสมรส งานขึ้นบ้านใหม่ งานไหว้บรรพบุรุษ เป็นต้น ปัจจุบันขนมยังคงเป็นขนมที่ได้รับความนิยมในจังหวัดภูเก็ต มักนิยมรับประทานเป็นของว่างหรือของหวานในงานต่าง ๆ


164วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม- สีผสมอาหาร/สีจากดอกไม้ธรรมชาติ- น้ำสะอาดสำหรับต้ม และปั้นแป้ง- น้ำตาลทรายขาว- เกลือป่น- ขิงแก่หั่น 4 - 5 แว่นวิธีการทำ1. นำแป้งข้าวเหนียวร่อนผ่านกระชอน แบ่งไว้เป็น 2 ถ้วย เตรียมไว้2. ผสมสีผสมอาหารหรือสีจากดอกไม้ธรรมชาติกับน้ำ 1 ถ้วย เทลงในถ้วยแป้งนวดจนเป็นก้อนแป้งสีชมพูนวล3. นวดแป้งที่เหลือกับน้ำเปล่า 1 ถ้วย จนกลายเป็นก้อนแป้งสีขาวเนื้อเดียวกัน4. ปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดตามต้องการ นำไปต้มในน้ำเดือดจนลูกลอยขึ้น ตักพักไว้5. ตั้งหม้อต้มน้ำเชื่อม ใส่น้ำตาล เกลือ และขิงแก่ รอจนละลายดี ยกขึ้นข้อมูลการติดต่อนางวิลาวรรณ ศรีเปารยะ ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลเชิงทะเลเบอร์โทรศัพท์08 4195 8558Facebook: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอถลาง “สกร. ระดับอำเภอถลาง”ข้อมูลการติดต่อ


ที่ปรึกษานางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้นางรุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้นางสาววัชรีวรรณ กันเดช รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้คณะผู้จัดทำนายภูมิศักดิ์ ภูมิเขียว นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษรักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้นายทศพล ราชเดิม นักวิชาการศึกษาชำนาญการนางสาวณัชนา หงษาวงษ์ นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการนางสาวณัฐกมล เขมะบาล นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการนางสาวภัทรสุดา ศรีพรหม นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการนายไพฑูรย์ ภูนพผา นักวิชาการศึกษานางสาวไลลา และโวหาร นักวิชาการศึกษาออกแบบปก/รูปเล่มนางสาวณัชนา หงษาวงษ์ นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการนางสาวไลลา และโวหาร นักวิชาการศึกษา


Click to View FlipBook Version