42วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ลูกจากปอกเปลือก คว้านเอาเนื้อด้านในหั่นเป็นชิ้น ๆ 500 กรัม- หัวกะทิ 200 มิลลิลิตร- หางกะทิ 250 มิลลิลิตร- น้ำตาลทรายขาว 80 กรัม- เกลือ ½ ช้อนชา- ใบเตยมัด 1 มัดวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ทัพพี- หม้อ- ถ้วยตวงวิธีการทำ1. ต้มหางกะทิพร้อมใบเตยพอร้อน ใส่ลูกจากลงไป ต้มจนลูกจากใกล้สุก เติมน้ำตาลลงไปคนให้ละลาย ชิมรสตามชอบ ตัดรสด้วยเกลือป่นเล็กน้อย2. พอเนื้อลูกจากสุกในแบบที่ชอบแล้ว ราดด้วยหัวกะทิสดลงไปอีกครั้ง พอเดือดปุด ๆ ปิดไฟ ยกลง (ระวังอย่าให้กะทิแตกมันจะไม่สวย)3. พร้อมตักเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางสาวศรีสมร จงเจิดสินครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับอำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการเบอร์โทรศัพท์08 1356 8117Facebook: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ ระดับอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ข้อมูลการติดต่อ
43ขนมข้าวตอกตั้งสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสมุทรสาครความเป็นมา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองสมุทรสาคร ตระหนักถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลัง Soft Power ของท้องถิ่น จึงได้ดำเนินการเสนอนโยบาย “Sweet Heritage” ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาอาหารไทยที่เสี่ยงต่อการสูญหาย ควบคู่กับการสร้างรายได้จริงให้กับประชาชนตามแนวทาง “Learn to Earn” ด้วยเหตุนี้ จึงได้จัดทำ “หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น การทำขนมข้าวตอกตั้ง จำนวน 5 ชั่วโมง” ขึ้น เพื่อใช้เป็นกลไกในการถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการจุดเด่น/อัตลักษณ์เป็นขนมมงคลโบราณตำรับบ้านบ่อ ตำบลบ้านบ่อ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ที่สื่อความหมายถึง “ความเจริญรุ่งเรืองและสติปัญญาที่แตกฉาน” โดดเด่นด้วยกรรมวิธีการคั่วข้าวตอกให้แตกบานสวยงามตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ผสานความนุ่มนวลของกะทิและน้ำตาลปี๊บ พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์จาก \"ควันเทียนและดอกนมแมว\" รสชาติแห่งอดีตที่หาทานยากในปัจจุบันผลิตอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ให้แก่เยาวชนและประชาชนผู้สนใจ ได้มีส่วนร่วมในการสืบสานรสชาติแห่งอดีต ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
44วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวตอก - น้ำตาลปี๊บ- กะทิ - ถั่วลิสงคั่ว- งาขาวคั่ว - ธัญพืช- กลิ่นควันเทียนหรือดอกนมแมว (ตามตำรับโบราณ)วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อหรือกระทะสำหรับเคี่ยวน้ำตาล- เตาแก๊สหรือเตาถ่าน- ถาดผสม- พายหรือไม้พายสำหรับคน- ถ้วยตวง/ ช้อนตวง- ถาดหรือพิมพ์สำหรับขึ้นรูป- ถุงมือหรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อนวิธีการทำ1. นำน้ำตาลปี๊บและกะทิใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อน เคี่ยวให้ละลายและเหนียวได้ที่2. ใส่ถั่วลิสงคั่วและงาขาวลงไป คนให้เข้ากัน3. ใส่ข้าวตอกลงไปคลุกเคล้าให้ส่วนผสมเคลือบข้าวตอกทั่วถึง4. ยกลงจากเตา จากนั้นเทใส่ถาดหรือพิมพ์ที่เตรียมไว้5. เกลี่ยให้แน่นและเสมอกัน พักไว้ให้เย็น6. เมื่อตัวขนมเซตตัวแล้ว ตัดเป็นชิ้นตามต้องการ พร้อมรับประทานหรือจำหน่ายได้ข้อมูลการติดต่อนางสาวสุธีรา หุมอาจนักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ หัวหน้างานการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง สกร. ระดับอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครเบอร์โทรศัพท์ 09 5954 2252Line: Sute3ra Facebook: Waenwaen Suteeraข้อมูลการติดต่อ
45ขนมข้าวห่อ (หมี่ถ่อง)สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดราชบุรีความเป็นมา สำหรับประเพณีเรียกขวัญเดือนเก้าในอำเภอสวนผึ้งนั้น กำนันสกล คุณาพิทักษ์ กล่าวว่า ประเพณีเรียกขวัญเดือนเก้าเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน ตามตำนานกะเหรี่ยงเล่าว่า ในสมัยที่คนกะเหรี่ยงอยู่ทางตอนเหนือของจีน ชาวกะเหรี่ยงพบกับความทุกข์ยากอย่างสาหัส เกิดโรคระบาดทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก ชาวกะเหรี่ยงจึงได้จัดพิธีเรียกขวัญในเดือนเก้า เพื่อให้หายจากความทุกข์โศกเศร้า โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ลูกหลานสุขสบาย ปราศจากโรคภัย มีความสุข ความเจริญ อายุมั่น ขวัญยืน มีความรักสามัคคี ซึ่งช่วงระยะเวลาในการเรียกขวัญ คือ เดือนเก้า ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ฝนตกชุก อากาศเย็น เป็นช่วงที่ชาวบ้านเจ็บป่วยจากโรคไข้มาลาเรีย โรคไข้เลือดออกได้ง่าย นอกจากนี้เดือนดังกล่าว ยังเป็นเดือนที่สัตว์จำศีลไม่ปรากฏตัวให้เห็น เป็นช่วงที่นายพรานปิดป่า ส่วนที่หมู่บ้านนั้นเป็นช่วงหลังจากเก็บเกี่ยว ชาวกะเหรี่ยงจึงว่างจากการทำงานจึงจัดพิธีที่ลูกหลานจะได้กลับมาพบหน้ากัน และมีการทำขนมข้าวห่อ (หมี่ถ่อง)จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมข้าวห่อสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ซึ่งหาได้จากธรรมชาติในชุมชน ไปจนถึงกระบวนการทำที่ต้องอาศัยความร่วมมือของคนในครอบครัวและเครือญาติ การทำขนมข้าวห่อจึงเป็นกิจกรรมที่ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย และเป็นพื้นที่การเรียนรู้ระหว่างรุ่นสู่รุ่น
46วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียว - ใบตอง- ตอกไม้ไผ่ - น้ำตาลปี๊บ- มะพร้าว - น้ำผึ้ง- กะทิวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ - กะละมัง- หวด - เต่าถ่าน- ที่ขูดมะพร้าว - ทัพพีวิธีการทำขั้นตอนการทำตัวข้าวห่อ1. ล้างข้าวเหนียวแล้วเอาไปผึ่งให้แห้ง2. นำใบตองมาฉีกเช็ดให้สะอาด3. นำตอกไม้ไผ่แช่น้ำ4. นำใบตองมาห่อข้าวเหนียวเป็นรูปทรงกรวย5. นำข้าวเหนียวที่ห่อเสร็จเรียบร้อยแล้วมาแช่น้ำไว้ 1 คืน 6. นำข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้ 1 คืน ไปต้มจนกว่าข้าวเหนียวจะสุกขั้นตอนการทำน้ำจิ้มข้าวห่อ1. นำมะพร้าวมาขูดเป็นลักษณะเส้นหยาบ2. เคี่ยวน้ำตาลปี๊บ ให้เดือดมีลักษณะเป็นสีน้ำตาล โดยใช้ไฟอ่อนในการเคี่ยว3. นำมะพร้าวขูดใส่ลงไปในกระทะ เติมน้ำกะทิเล็กน้อย4. เคี่ยวต่อไปจนกว่าจะแห้ง เป็นสีน้ำตาลข้อมูลการติดต่อนางสาวนุชดา โป่งประดิษฐ์ ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลตะนาวศรี สกร. ระดับอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีเบอร์โทรศัพท์ 09 3380 9163 ข้อมูลการติดต่อ
47ขนมขุยหนู (ขี้หนู) สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสุพรรณบุรีความเป็นมา เป็นขนมไทยโบราณที่หาทานยากในปัจจุบัน มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น “ขนมขี้หนู” เนื่องจากลักษณะของขนมที่เป็นผงละเอียดคล้ายเม็ดทรายหรือขุยดินที่หนูคุ้ยออกมาจากรู จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่ลุ่มและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคกลางมาตั้งแต่อดีต จึงมีการปลูกต้นตาลตามหัวไร่ปลายนาเป็นจำนวนมาก จึงนิยมนำลูกตาลสุกมาทำขนมไทย โดยขนมขุยหนูจะใช้เนื้อตาลเป็นส่วนผสมเพราะเนื้อตาลจะช่วยเพิ่มทั้งสีเหลืองตามธรรมชาติ และเพิ่มกลิ่นหอมเฉพาะตัวของตาลเข้าไปในเนื้อแป้งที่ละเอียด ทำให้ขนมขุยหนูมีรสชาติและเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากขนมขุยหนูที่ใช้เพียงน้ำเชื่อมดอกไม้หอมเพียงอย่างเดียว เป็นการสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ โดยผู้สูงอายุในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันจุดเด่น/อัตลักษณ์ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน สืบสานตำนานขนมไทย อนุรักษ์คู่สุพรรณบุรี
48วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเจ้า - น้ำใบเตย- แป้งมันสำปะหลัง - มะพร้าวขุด- น้ำตาลทราย - เกลือ- น้ำเปล่าวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อนึ่ง- กะละมัง- ถ้วยตวง- ถ้วย- กระทะ- ไม้พาย- กระชอน วิธีการทำ1. นำน้ำตาลทรายกับน้ำเปล่ามาต้มทำเป็นน้ำเชื่อมจากนั้นพักไว้ให้เย็น2. นำแป้งข้าวเจ้าคลุกกับเนื้อตาลสุกมานวดจนแป้งจับตัวเป็นก้อน3. นำแป้งมาฝนในกระชอน ให้แป้งออกมาเป็นขุย ๆโดยใช้ผ้าขาวบางรองที่ซึ้งแล้วนึ่งให้แป้งสุกประมาณ 20 นาที4. นำน้ำเชื่อมใส่ลงไปในแป้งจากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขณะที่ยังร้อนอยู่จนแป้งขนมมีลักษณะร่วนซุย ไม่ติดกันเป็นก้อนและมีสีสันตามที่ต้องการจากนั้นปิดปากชามด้วยพลาสติกแรปหรือฟิล์มถนอมอาหาร เป็นเวลา 20 นาทีข้อมูลการติดต่อนางธนัปภรณ์ วงศ์คำครูศูนย์การเรียนรู้ศกร. ระดับตำบลทับตีเหล็ก สกร. ระดับอำเภอเมืองสุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ : 0 3552 1934Facebook: สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ข้อมูลการติดต่อ
49ขนมไข่ปลาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสมุทรสงครามความเป็นมา ขนมไข่ปลา มีต้นกำเนิดมาจากพิธีกรรมทางศาสนา ในอดีตมักจะทำขนมไทยมงคลเมนูนี้ในเทศกาลสำคัญ เพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษ และทำถวายวัดในงานบุญประเพณีต่าง ๆ ขนมไข่ปลา ลักษณะสีเหลืองนวล มีรูปร่างเป็นเส้นไขว้พาดกัน คล้ายกับไข่ของปลาสลิด เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แถมยังเป็นขนมไทยที่หาทานได้ยากมากจนเวลาต่อมาก็ได้มีการดัดแปลงสูตรเพื่อให้อร่อยเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น โดยยังคงใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และทำขึ้นเพื่อเลี้ยงแขกจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมไทยพื้นบ้าน ใช้สำหรับงานมงคล งานเทศกาลทำบุญตามประเพณีต่าง ๆ จุดเด่นของขนมคือ รูปทรงขนมที่มีเอกลักษณ์ มีกลิ่นหอม ประกอบกับความเหนียวนุ่ม หวาน มัน เค็ม กำลังดี ขนมไข่ปลาจึงอร่อยติดลิ้นของผู้ที่ลิ้มลองได้ไม่ยาก แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในขนมไทยโบราณ แต่ขนมไข่ปลานั้นมีความพิเศษแปลกใหม่ ไม่แพ้ขนมไทยยอดนิยม เรียกได้ว่าเป็นขนมโบราณ ที่ไม่โบราณสมชื่อ รสชาตินั้นอร่อยล้ำไปไกลมาก ในหนึ่งชิ้นประกอบด้วย รสชาติหวาน มัน เค็ม เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่มกำลังดี ถือเป็นภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น
50วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ส่วนผสมน้ำเชื่อม- น้ำลอยดอกมะลิ600 มล.- น้ำตาลทราย 250 กรัมส่วนผสมแป้ง- แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วยตวง- แป้งข้าวจ้าว 1/3 ถ้วยตวง- เนื้อฟักทองนึ่งสุก 100 กรัม- น้ำกะทิ 90 - 95 มล.- มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 250 กรัม- เกลือป่นเล็กน้อยวัสดุ/อุปกรณ์- กระทะทองเหลือง - กระชอนสำหรับตักขนม- ถ้วยใส่น้ำเชื่อม - ถาด- ถ้วยใส่มะพร้าวขูด - ช้อน- กระทงใบตอง วิธีการทำ1. ขั้นตอนแรกในการทำขนมไข่ปลา เริ่มจากการใส่แป้งทั้งสองชนิด คือ แป้งข้าวเหนียว และแป้งข้าวจ้าวลงไปในชามผสม ตามด้วยเนื้อฟักทองนึ่งสุก 2. นำเนื้อมะพร้าวทึนทึกที่ขูดไว้มาห่อด้วยผ้าขาวบาง และนำไปนึ่งให้ร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้มะพร้าวบูดง่าย3. ปั้นแป้งที่นวดไว้เป็นรูปไข่ปลา โดยปั้นให้เป็นเส้นให้ตรงกลางพองปลายเรียว แล้วบีบปลายเส้นเข้าหากันให้เป็นรูปเป็นร่างไข่4. ใส่น้ำลอยดอกมะลิ และน้ำตาลทรายลงไปในหม้อ ก่อนจะเปิดเตาด้วยไฟอ่อนค่อนกลาง 5. ปรับไฟเป็นอ่อนแล้วนำตัวขนมไข่ปลา ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปต้มในหม้อ จากนั้นตักขึ้นและนำไปแช่ในน้ำเชื่อมเป็นเวลา 10 นาที 6. ตักตัวขนมไข่ปลาที่เตรียมไว้มาคลุกกับเนื้อมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ก่อนจะนำไปจัดใส่กระทงใบตองให้สวยงามพร้อมเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางสาวถาวร คุณชื่น ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลจอมปลวก สกร. ระดับอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงครามเบอร์โทรศัพท์ 08 4449 8094Facebook: ศกร. ระดับตำบลจอมปลวก ข้อมูลการติดต่อ
51ขนมแฉ่งม้า หรือแซงมาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดกาญจนบุรีความเป็นมา ขนมแฉ่งม้า หรือ “แชงมา”เป็นชื่อเรียกโบราณของขนมปลากริมไข่เต่า ซึ่งปรากฏหลักฐานในเพลงกล่อมเด็กและตำราอาหาร แม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ในอดีตขนมชนิดนี้เป็นการรวมตัวกันของขนมสองชนิดที่มีรสชาติแตกต่างกันอย่างลงตัว คือ ขนมปลากริม (รสหวาน) และ ขนมไข่เต่า (รสเค็ม) โดยมีคำกล่าวว่าหากจะกินให้ได้รสชาติต้องนำมาผสมรวมกันในถ้วยเดียว ซึ่งในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและภาคกลางยังคงรักษาชื่อเรียกและวิธีการทำแบบดั้งเดิมนี้ไว้เพื่อสะท้อนถึงภูมิปัญญาในการสร้างสมดุลของรสชาติจุดเด่น/อัตลักษณ์ รสชาติเนื้อสัมผัส เนื้อขนมสีขาว นุ่ม หนึบ ตัดกับความหอมมันของถั่วลิสงคั่ว ให้รสชาติหวาน เค็ม กลมกล่อมมีการสืบทอดความรู้และสูตรการทำถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในชุมชน เพื่อรักษาเอกลักษณ์รสชาติโบราณนี้ไว้
52วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเจ้า - แป้งมันสำปะหลัง- กะทิสด - เกลือ- น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลมะพร้าว- ใบเตยหอมวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- อ่างผสมแป้ง- หม้อสำหรับต้มกะทิและน้ำเชื่อม- กระชอน (สำหรับตักแป้ง)- ถ้วยสำหรับจัดเสิร์ฟวิธีการทำ1. นวดแป้ง ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน นวดด้วยน้ำอุ่นจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน2. ปั้นแป้ง แบ่งแป้งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งปั้นเป็นเส้นเรียว (ปลากริม) อีกส่วนปั้นเป็นก้อนกลม (ไข่เต่า)3. ต้มแป้ง นำแป้งที่ปั้นแล้วไปต้มในน้ำเดือดจนลอยขึ้นมา(แสดงว่าสุก) แล้วตักขึ้นพักในน้ำเย็น4. ทำน้ำปรุงรส 4.1 ส่วนปลากริม เคี่ยวน้ำตาลปึกกับน้ำจนข้นแล้วใส่เส้นปลากริมลงไปผสม 4.2 ส่วนไข่เต่า ต้มกะทิกับเกลือและใบเตยให้มีความเค็มมัน นำก้อนไข่เต่าลงไปผสม5. การจัดเสิร์ฟ ตักทั้งสองส่วนใส่ถ้วยรวมกันในสัดส่วนที่พอดีเพื่อให้รสชาติหวานและเค็มตัดกันอย่างลงตัวข้อมูลการติดต่อนางสาวสุธินันท์ เรืองอุไรครูศูนย์การเรียนรู้ สกร. ระดับอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรีเบอร์โทรศัพท์ 08 2253 3142Line ID: Soi_04032539 ข้อมูลการติดต่อ
53ขนมต๋ายลืมสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดลพบุรีความเป็นมา “ขนมต๋ายลืม” หรือบางพื้นที่ออกเสียงว่า “จ๋ายลืม”เป็นขนมพื้นบ้านโบราณของชาวลาวเวียง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่ถูกกวาดต้อนจากเวียงจันทน์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคกลางของไทยราวสมัยรัชกาลที่ 3 - 5 ขนมชนิดนี้จึงเป็นมากกว่าอาหารหวาน แต่เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าวิถีชีวิต ความเชื่อ และความละเอียดประณีตของผู้คนกลุ่มนี้ได้อย่างสวยงาม ชาวลาวเวียงเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถด้านงานหัตถกรรม งานทอผ้า งานจักสาน และยังมีภูมิปัญญาด้านอาหารที่โดดเด่น โดยเฉพาะอาหารที่ทำจากวัตถุดิบพื้นบ้าน เช่น มะพร้าว ใบตอง “ขนมต๋ายลืม” จึงเกิดขึ้นจากการใช้ของง่าย ๆ ที่หาได้ในชุมชน แต่ใส่ใจในรายละเอียดจนกลายเป็นของหวานที่ลงตัวจุดเด่น/อัตลักษณ์ มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ลักษณะเด่นของขนม ทำจากกะทิ น้ำตาล และมะพร้าว วางเรียงบนใบตอง ที่ประดิษฐ์เป็นกระทง ส่งกลิ่นหอมอบอวล
54วิธีการทำ1. นำแป้งข้าวจ้าว แป้งท้าวยายม่อม แป้งถั่วเขียว น้ำตาลทราย เกลือ ผสมให้เข้ากัน2. นำกะทิ กะทิอบควันเทียน ตั้งไฟอ่อน นำแป้งที่ผสมแล้วค่อย ๆ เทลงไป คนให้เข้ากัน เคี่ยวจนแป้งกะทิเซตตัว ปิดไฟ ตักใส่ภาชนะ ตกแต่งให้สวยงามพร้อมเสิร์ฟวัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวจ้าว - น้ำตาลทรายขาว 500 กรัม- แป้งถั่วเขียว - เกลือครึ่งช้อนโต๊ะ- แป้งท้าวยายม่อม- กะทิกล่องอบควันเทียน 1,000 กรัม- กะทิกล่อง 1,000 กรัม- สาคู- งาดำ- งาขาววัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อ- ทัพพี- ใบตองข้อมูลการติดต่อนางสาวชญานิษฐ์ ตะวันแสงเพชรครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลป่าตาล สกร. ระดับอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรีเบอร์โทรศัพท์ 08 0054 5869Line: chayanisth ข้อมูลการติดต่อ
55ขนมตาล (ตาลเนื้อนุ่ม หอมฟุ้งชวนลอง)สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสระบุรีความเป็นมา “ขนมตาล” เป็นขนมไทยดั้งเดิมที่มีประวัติความเป็นมายาวนานคู่กับสังคมไทย โดยขนมชนิดนี้ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาประยุกต์เป็นของหวานที่มีเอกลักษณ์ทั้งสี กลิ่น และรสชาติเชื่อกันว่าขนมตาลมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และปรากฏหลักฐานชัดเจนขึ้นในสมัยอยุธยาโดยใน \"คำสวดสุบินกุมาร\" (พ.ศ. 2134) มีบทกวีกล่าวถึง “โตนดเต้าแลจาวตาล เป็นเครื่องหวานเพชรบุรี” แสดงให้เห็นว่าคนไทยรู้จักนำตาลมาทำของหวานนานแล้ว ในอดีตขนมตาลมักทำกันในงานมงคลหรือเทศกาลต่าง ๆ จุดเด่น/อัตลักษณ์ “กลิ่นเนื้อตาลสุก” ที่หวานและหอมนวลละมุน ซึ่งได้จากการนำเนื้อตาลสุกงอมมาคั้นและพักไว้ (การเกรอะตาล) กลิ่นนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เลียนแบบได้ยากด้วยสารสังเคราะห์
56วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- เนื้อลูกตาลสุกยีแล้ว 400 กรัม - แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม - แป้งมัน 60 กรัม - น้ำตาลทราย 800 กรัม- กะทิ 800 มิลลิลิตร- มะพร้าวทึนทึกขูด- ผงฟู 30 กรัม- น้ำเปล่า 1,000 มิลลิลิตรวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระชอน- กะละมัง- ถ้วยตะไล- ทัพพี- ช้อน- ถุงมือหรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อนวิธีการทำ1. ผสมแป้ง: นำน้ำตาลทรายและกะทิคนให้ละลายจากนั้นใส่แป้งข้าวเจ้าและเนื้อลูกตาลลงไป ผสมให้เข้ากันจนเนียนไม่มีเม็ดแป้ง2. พักแป้ง: กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอนตาถี่1 รอบ จากนั้นใส่ผงฟูลงไป คนให้เข้ากัน แล้วพักแป้งทิ้งไว้ประมาณ 30 - 60 นาที (เพื่อให้ผงฟูทำงานและแป้งอิ่มตัว)3. เตรียมภาชนะ: เรียงถ้วยตะไลลงในซึ้ง นึ่งถ้วยให้ร้อนก่อนประมาณ 5 นาทีเพื่อไม่ให้ขนมติดถ้วย4. นึ่งขนม: ตักแป้งหยอดลงในถ้วยให้เต็ม โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด นึ่งด้วยไฟแรงน้ำเดือดจัดประมาณ 15-20 นาที5. จัดเสิร์ฟ: พักขนมให้เย็นลงเล็กน้อยก่อนแคะออกจากถ้วยพร้อมรับประทานข้อมูลการติดต่อนางสาวกัญญาณัฐ แก้งวังครูศกร. ระดับตำบลห้วยบง สกร. ระดับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสระบุรีเบอร์โทรศัพท์ : 09 3570 2459Facebook: ศูนย์การเรียนรู้ตำบลห้วยบงข้อมูลการติดต่อ
57ขนมถั่วแปบไส้กุ้งสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ความเป็นมา ขนมถั่วแปบ เป็นขนมไทยโบราณที่ตั้งชื่อตามรูปทรงของฝักถั่วแปบ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง นิยมใช้ในงานมงคลงานประเพณี และงานบุญสำคัญต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยโบราณดั้งเดิมนั้นขนมถั่วแปบเป็น “ไส้หวาน” ที่ทำจากถั่วทองนึ่งคลุกเคล้ากับงา น้ำตาล และมะพร้าวขูดฝอย ต่อมาได้มีการประยุกต์ตำรับชาววังโดยรังสรรค์เป็น “ไส้คาว” เรียกว่า “ขนมถั่วแปบไส้กุ้ง” ซึ่งใช้กุ้งฝอยหรือกุ้งสับผัดกับมะพร้าวขูดฝอย ทำให้ขนมถั่วแปบมีให้เลือกลิ้มลองถึงสองรสชาติ นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการเพิ่มความน่ารับประทานด้วยการใช้สีสันจากธรรมชาติ เช่น สีเขียวจากน้ำใบเตยและสีฟ้าจากน้ำดอกอัญชัน จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมถั่วแปบไส้กุ้ง เป็นขนมไทยชาววังโบราณที่ผสานความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลประจวบคีรีขันธ์อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยแป้งนุ่มละมุน ซ่อนรสกลมกล่อมของไส้กุ้งทะเลหัวหินสดใหม่ ที่คลุกเคล้าเข้ากับความหอมมันของมะพร้าวท้องถิ่น
58วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ส่วนผสมตัวแป้ง1 . แป้งข้าวเหนียว 200 กรัม2. ขมิ้นผง 1 - 2 ช้อนชา3. น้ำต้มใบเตยหรือน้าอุ่น 100 - 150 กรัม4. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา5. มะพร้าวขูดขาว 300 - 500 กรัม6. เกลือสำหรับคลุกกับมะพร้าวตามชอบส่วนผสมไส้กุ้ง1. รากผักชี 20 - 25 กรัม2. กระเทียมไทย 30 - 40 กรัม3. พริกไทยเม็ด 10 - 15 กรัม4. น้ำมันพืชสำหรับผัด5. เนื้อกุ้งสดสับหยาบ 150 - 200 กรัม 6. น้ำสะอาด 150 - 200 กรัม 7. น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลมะพร้าว 250-300 กรัม8. เกลือป่น 1 - 3 ช้อนชา9. น้ำตาลทราย 50 - 100 กรัม 10. มะพร้าวขูดขาว 300 - 500 กรัม11. กุ้งแห้งป่น 50 - 100 กรัม 12. ถั่วเขียวซีกต้มสุกบดหยาบ 100 กรัม 13. ใบมะกรูดหั่นฝอยส่วนผสมกะทิที่ใช้รับประทาน1. หัวกะทิ 500 กรัม2. น้ำตาลทราย 1 - 3 ช้อนโต๊ะ 3. เกลือป่น 1 - 2 ช้อนชา 4. แป้งข้าวเจ้า 1 - 2 ช้อนโต๊ะ วิธีการทำวิธีทำตัวแป้ง1. ผสมมะพร้าวขูดขาวกับเกลือให้มีรสเค็มเล็กน้อย นำไปนึ่ง 5 นาที พักไว้ให้เย็น 2. ผสมแป้งข้าวเหนียวกับขมิ้นผง ค่อย ๆ ใส่น้ำอุ่นแล้วนวดจนแป้งนุ่ม พักแป้งในภาชนะปิดสนิท 10 - 15 นาที 3. แบ่งแป้งเป็นก้อนกลมขนาด 10 -20 กรัม กดให้แบนเล็กน้อย 4. นำไปต้มในน้ำเดือดจนสุกลอย ต้มต่ออีก 1 นาที แล้วตักขึ้นวางบนมะพร้าวนึ่งที่เตรียมไว้ 5. ตักไส้ใส่ตรงกลาง พับครึ่งแป้งแล้วบีบขอบให้ติดกันวิธีทำไส้กุ้ง1. โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด ผัดกับน้ำมันให้หอม ใส่เนื้อกุ้งสับผัดให้สุก เติมน้ำสะอาด ปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ 2. ใส่สีส้ม มะพร้าวขูดขาว และถั่วเขียวซีก ผัดให้เข้ากัน 3. ใส่กุ้งแห้งผัดจนแห้งพอดี (ไม่แฉะเกินไป) ปิดไฟแล้วโรยใบมะกรูด พักให้เย็นแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ข้อมูลการติดต่อนางสาวทิพวัลย์ ร่วมวงษ์ครู สกร.ระดับอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เบอร์โทรศัพท์ 09 7169 5392Line: trippingtip Facebook: ครูทิพ สกร. ข้อมูลการติดต่อ
59ขนมบุหลันดั้นเมฆ สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดสิงห์บุรีความเป็นมา บุหลันดั้นเมฆ กำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ “บุหลันลอยเลื่อน”ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2บุหลันดั้นเมฆ คือ ส่วนกลางตัวขนมที่ทำจากไข่แดงสื่อถึงดวงจันทร์ในเวลากลางคืน และส่วนสีฟ้าของตัวขนมเปรียบเหมือนสีของก้อนเมฆยามค่ำคืน นอกจากนั้น ขนมไทยบุหลันดั้นเมฆ ยังใช้เสี่ยงทายเรื่องหน้าที่การงาน โดยทำนายจากการหยอดส่วนของไข่แดงหรือดวงบุหลัน ถ้าออกมากลมสวยงาม อาจได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แต่ถ้าบิดเบี้ยวไม่สวยแสดงว่าต่อไปหน้าที่การงานจะไม่ดีจุดเด่น/อัตลักษณ์ บุหลันดั้นเมฆ ขนมไทยโบราณที่หาทานได้ยากในสมัยปัจจุบัน ขนมที่มีสีม่วงของดอกอัญชัน ตรงกลางหยอดเป็นสังขยาไข่ ที่ได้ชื่อว่าบุหลันดั้นเมฆ เพราะส่วนกลางตัวขนมที่ทำจากไข่แดง สื่อถึงดวงจันทร์ในเวลากลางคืน และส่วนสีฟ้าของตัวขนม เปรียบเหมือนสีของก้อนเมฆยามค่ำคืน
60วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ตัวขนม- แป้งข้าวจ้าว 80 กรัม- แป้งท้าวยายม่อม 10 กรัม - น้ำตาลทราย 100 กรัม- น้ำอัญชัน 250 กรัม- เกลือ 1.5 กรัม- กลิ่นมะลิ 1 - 2 หยดหน้าขนม- ไข่แดง (ไข่ไก่) 3 ฟอง - น้ำตาลมะพร้าว 15 กรัม- กะทิ 30 กรัมวิธีการทำวิธีการทำตัวขนม1. เตรียมนึ่งถ้วยตะไล และทำบุหลันดั้นเมฆ ใส่น้ำในลังถึงประมาณครึ่งนึงของลังถึง ต้มจนน้ำเริ่มเดือด2. นำแป้งข้าวจ้าว และแป้งท้าวยายม่อมมาผสมรวมให้เข้ากัน ทยอยเติมน้ำอัญชันลงไป คนให้แป้ง ไม่เป็นเม็ด ใส่น้ำตาลทราย เกลือ และกลิ่นมะลิ3. นึ่งขนมบุหลัน ตักน้ำแป้งที่เตรียมไว้หยอดลงในถ้วยตะไลที่ร้อนจัด ประมาณ ¾ ของถ้วยตะไล วิธีการทำหน้าขนม1. ในชามผสมเล็ก ใส่ไข่แดงที่เตรียมไว้ น้ำตาลมะพร้าวกะทิลงไป ใส่ใบเตยตีให้เข้ากัน และนำไปกรอง 1 ครั้ง2. นําไข่แดงหยอดลงตรงรอยบุ๋มตรงกลางให้เต็ม จากนั้นนึ่งต่อ 3 - 5 นาที3. เมื่อนึ่งจนบุหลันดั้นเมฆสุก พักไว้ให้เย็น เมื่อหายร้อนแคะขนมออกจากถ้วย พร้อมรับประทานข้อมูลการติดต่อนางสาวฐิพาภรณ์ กิจบรรจงครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลบางพุทรา สกร. ระดับอำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีเบอร์โทรศัพท์ 06 1628 1938Line : 0616281938 Facebook: Thipa Kijbunjongข้อมูลการติดต่อ
61ขนมปั้นสิบ/ปั้นขลิบสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดเพชรบุรีความเป็นมา ขนมปั้นขลิบ หรือที่เรียกกันว่า ปั้นสิบ เป็นขนมไทยโบราณที่มีต้นกำเนิดจากภาคใต้ ทำจากแป้งห่อไส้(นิยมไส้ปลา) แล้วพับปิดขอบให้เป็นเกลียวเล็ก ๆ (ขลิบ) ขนาดพอดีคำโดยชื่อ ปั้นสิบ มาจากการพับแป้ง 10 ครั้ง หรือใช้ 10 นิ้วทำ ส่วนชื่อ ปั้นขลิบ มาจากการพับขอบให้ติดกัน (ขลิบ) มีลักษณะคล้ายกะหรี่ปั๊บแต่เล็กกว่าและแป้งกรอบกว่า นิยมทานคู่กับชาหรือกาแฟจุดเด่น/อัตลักษณ์รูปร่าง : ขนาดเล็กพอดีคำ เหมือนกะหรี่ปั๊บ แต่ผิวเรียบ ไม่มีลวดลายซับซ้อนเนื้อสัมผัส : แป้งจะกรอบแข็งกว่ากะหรี่ปั๊บไส้ : นิยมไส้ปลา เช่น ปลาอินทรีย์ปลากะพง ปรุงรสแบบเค็มหวาน หรือไส้หมู ไส้ถั่ว
62วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งอเนกประสงค์ ตราว่าว 1 กิโลกรัม- ไชโป้วหวาน (หั่นละเอียด) 500 กรัม - หอมหัวใหญ่ (หั่นละเอียด) 500 กรัม- เนย 5 ช้อนโต๊ะ - น้ำมันพืช 2 ชวด- ไข่ไก่ 2 ฟอง- น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม- ถั่วลิสง (คั่วบด) 500 กรัม- แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ- น้ำเปล่า 1 แก้ว- รากผักชี 4 ราก พริกไทยเม็ด 5 เมล็ด โขลกรวมกันให้ละเอียดวิธีการทำการทำไส้1. นำน้ำมันพืช รากผักชี พริกไทย ใส่กระทะผัดรวมกัน ใส่ไชโป้วหวาน 2. หอมหัวใหญ่ ผัด 5 นาที ใส่น้ำตากปี๊บ ผัดจนน้ำตาลละลาย ใส่ถั่วคั่วบด 3. ผัดจมพอเหนียวยัดไส้ได้ ยกลงพักให้เย็นการนวดแป้ง1. นำแป้งว่าว แป้งข้าวเจ้า เทใส่กะละมัง ค่อย ๆใส่น้ำเปล่านวดให้เข้ากัน2. เติมน้ำมันพืช ใส่เนย ไข่ไก่ นวดจนแป้งเนียน ใส่ภาชนะห้ามโดนลมการปั้น1. ปั่นไส้เป็นลูกกลม ๆ แบ่งแป้งออกมาปั้นเป็น ก้อนเล็กกลมใช้ไม้นวดรีดแป้งให้เป็นแผ่นกลม แบนและบาง ใส่ไส้พอประมาณลงไปตรงกลางแผ่นแป้ง พับขอบแป้งให้ปลายติดกันทั้งสองข้าง ใช้นิ้วค่อย ๆ บีบปลายแผ่นแป้ง2. จีบให้สวยงาม ตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไปใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อน ใส่ปั้นขลิบ ลงไปทอด3. คนตลอดเป็นระยะ เมื่อสุกเหลืองนำขึ้นพักให้เย็น แล้วสามารถนำมารับประทานข้อมูลการติดต่อนางน้ำอ้อย อ่อนสอาด ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เบอร์โทรศัพท์ 0 3246 1021Facebook : สกร. ระดับอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ข้อมูลการติดต่อ
63ขนม “ม้าฮ่อ” ส้มโอขาวแตงกวาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดชัยนาท ความเป็นมา ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “ม้าฮ่อ” (Ma Hor) อาหารว่างไทยโบราณ ท่ามกลางความหลากหลายของอาหารไทยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ “ม้าฮ่อ” คือหนึ่งในอาหารว่างคำเล็กที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ทั้งรูปลักษณ์ที่งดงาม รสชาติที่กลมกล่อมชื่อ “ม้าฮ่อ” มีการสันนิษฐานถึงความหมายอยู่หลายประการ บ้างก็ว่ามาจากสำนวนไทยโบราณที่ว่า “ม้าดีดกะโหลก” ซึ่งหมายถึงอาการดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง อาจสื่อถึงรสชาติที่แปลกใหม่ ส่วนประกอบของม้าฮ่อ จะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ ตัวผลไม้ และตัวไส้ ตัวผลไม้จะเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มโอ สับปะรด ส้มเขียวหวาน มะยงชิดส่วนตัวไส้ 3 เกลอ ทำจากกระเทียม รากผักชี พริกไทยโขลก นำไปผัดกับน้ำมัน ให้หอม ใส่น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลโตนด หมูสับ เกลือ ถั่วลิสงคั่วบดผัดจนเหนียวเข้ากันให้ได้รสหวาน รสเค็ม ก่อนนำไปปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้ววางลงบนผลไม้ที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยใบผักชีและพริกชี้ฟ้าซอยจุดเด่น/อัตลักษณ์ “ม้าฮ่อ” (Ma Hor) อาหารว่างไทยโบราณ ท่ามกลางความหลากหลายของอาหารไทยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ “ม้าฮ่อ” คือหนึ่งในอาหารว่างคำเล็กที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ทั้งรูปลักษณ์ที่งดงาม รสชาติที่กลมกล่อม
64 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- สามเกลอ (กระเทียม พริกไทย รากผักชี) - น้ำตาลโตนด- ถั่วลิสง- เกลือ- หมูบด- น้ำมันพืช- ส้มโอ- ผักชีวิธีการทำ ส่วนประกอบของม้าฮ่อ จะมีด้วยกัน 2 ส่วน คือ ตัวผลไม้ และตัวไส้ 1. เตรียมผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว โดยหั่นเป็นชิ้น เช่น ส้มโอ สับปะรด ส้มเขียวหวาน มะยงชิด 2. ส่วนตัวไส้ 3 เกลอ ทำจากกระเทียม รากผักชี พริกไทยโขลก นำไปผัดกับน้ำมันให้หอม ใส่น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลโตนด หมูสับ เกลือ ถั่วลิสงคั่วบด 3. ผัดจนเหนียวเข้ากันให้ได้รสหวานเค็ม ก่อนนำไปปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้ววางลงบนผลไม้ที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยใบผักชี และพริกชี้ฟ้าซอยข้อมูลการติดต่อศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอมโนรมย์เลขที่ 509/2 หมู่ที่ 4 ตำบลคุ้งสำเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทเบอร์โทรศัพท์ 0 5649 1590Facebook: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอมโนรมย์ ข้อมูลการติดต่อ
65ขนมสัมปันนีสำนักงาน สกร. ประจำกรุงเทพมหานครความเป็นมา หนึ่งในขนมไทยโบราณที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของคนไทยได้อย่างชัดเจน คือ “ขนมสัมปันนี”ขนมชนิดนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่รัชสมัย พระนารารายณ์มหาราชโดยมีต้นกำเนิดมาจากท้าวทองกีบม้าซึ่งความหมายของ “ขนมสัมปันนี” แปลว่า “อันเป็นที่รัก”ทั้งยังเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะในราชสำนักรวมถึงงานพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน งานทำบุญ หรือเทศกาลสำคัญ “ขนมสัมปันนี” มีลักษณะเด่นคือเนื้อขนมร่วนละเอียด หอมละมุน และละลายในปากอย่างนุ่มนวล มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากน้ำลอยดอกไม้หรือกลิ่นมะลิ หรืออาจจะใช้วิธีอบควันเทียน ทั้งยังมีสีสันสวยงาม ซึ่งช่วยเสริมให้ขนมดูงดงามและมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงความประณีตอ่อนช้อยและรสนิยมทางศิลปะของคนไทยในอดีตได้อย่างน่าชื่นชม จุดเด่น/อัตลักษณ์ “ขนมสัมปันนี” ไม่เพียงแค่เนื้อสัมผัสละมุน ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มิใช่เพียงมีรสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความประณีต ความงดงาม และภูมิปัญญาทางอาหารของคนไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบสานต่อไป
66 วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งมันสำปะหลัง 5 ถ้วย- เทียนสำหรับอบขนม- น้ำตาลทราย 2 ถ้วย- กะทิสด 3 ถ้วย- สีผสมอาหารสีเขียวและแดง (หรือสีอื่นตามชอบ)- แป้งนวล (สำหรับโรยขนม)วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ (ทองเหลืองหรือเทฟลอน) - มันสำปะหลังให้สุก และเคี่ยวน้ำตาลกับกะทิ- พายไม้/พายซิลิโคน - พิมพ์กดขนม - เทียนอบขนม - ชามผสม - ผ้าขาวบาง/ฝาปิด - กระชอน/ตะแกรงร่อนแป้ง วิธีการทำ1. นำแป้งมันไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนจนแป้งสุกโดยสังเกตจากแป้งจะลื่น ไม่ติดกระทะ2. ใส่แป้งลงในหม้อที่มีฝาปิด แหวกแป้งเป็นช่องตรงกลาง จุดเทียนสำหรับอบ ดับไฟให้เหลือแต่ควันแล้วใส่ถ้วยเล็ก ๆนำไปวางไว้ตรงกลางแป้ง ปิดฝา อนควันเทียน 3 รอบ รอบละ 15 -20 นาที (หรืออบข้ามคืนจะทำให้ขนมหอมยิ่งขึ้น)3. ใส่น้ำตาลทรายลงในกระทะทองเหลืองแล้วกรองกะทิใส่ตามลงไป นำขึ้นตั้งไฟกลางคนเบา ๆ จนน้ำตาลทรายละลาย หมั่นปาดขอบกระทะด้วย แต่ไม่ต้องคนบ่อยมากรอจนเดือดจากนั้นลดเป็นไฟอ่อน เคี่ยวต่อจนเริ่มเป็นยางมะตูมยกลงจากเตา ใช้พายคนจนน้ำเชื่อมขุ่นคล้ายนมข้น พักทิ้งไว้จนอุ่น4. แบ่งแป้งคั่วเป็น 2 ถ้วย แล้วหยดสีผสมอาหารลงไปคนผสมให้เข้ากัน จากนั้นแบ่งแป้งเป็น 2 ส่วน ใส่ลงไปในน้ำเชื่อมแล้วคนให้ส่วนผสมจับกันเป็นก้อนแล้วใช้มือนวดต่อจนเนียน5. โรยแป้งนวลบาง ๆ ลงในพิมพ์ปั้นส่วนผสมเป็นก้อนกลมแล้วใส่ลงไปในพิมพ์ กดจนแน่น เคาะออกจากพิมพ์ จัดเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางสาวพัชราภรณ์ ชาวดร ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับแขวงทุ่งมหาเมฆสกร. ระดับเขตสาทร กรุงเทพมหานครเบอร์โทรศัพท์ 0 2212 5396 ข้อมูลการติดต่อ
67 ขนมหันแกสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดอ่างทองจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมมงคลโบราณที่หายาก มีต้นกำเนิดและเป็นที่เลื่องลือในชุมชนบ้านประขาว ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยไส้ทำจากถั่วเขียวบดคล้ายเม็ดขนุน แต่เคล็ดลับพิเศษคือการชุบด้วยไข่ขาวและนำไปทอดจนเหลืองหอมความเป็นมา ที่มาและต้นกำเนิดขนมหันแก เป็นขนมไทยแท้ที่มีประวัติยาวนานในตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมักถูกเรียกคู่กันกับขนมมงคลชนิดอื่นแต่มีความเป็นเอกลักษณ์ในด้านกรรมวิธีการทำที่ไม่เหมือนใคร โดยความหมายมงคลในสมัยโบราณ ขนมหันแกนิยมใช้ในพิธีแต่งงาน (ขันหมาก) และงานมงคล จะถูกจัดอยู่ในขันหมากโท (ชุดพานขันหมาก)ของฝ่ายเจ้าสาว เพื่อใช้ในงานหมั้นและแต่งงาน กรรมวิธีการทำ เดิมทีเป็นขนมที่นำไข่ขาวที่เหลือจากการทำขนมเครื่องทอง (ที่ใช้แต่ไข่แดง) มาดัดแปลงโดยนำไส้ถั่วกวนมาหุ้มด้วยไข่ขาวและทอด ถือเป็นภูมิปัญญาที่ประณีต ทำให้ได้ขนมที่มีรสชาติหวานมันและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์
68วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์ วัตถุดิบ ได้แก่- มะพร้าวขูดละเอียด 500 กรัม - เกลือป่น 1 กรัม- น้ำกะทิ 500 กรัม - น้ำตาลทราย 200 กรัม- แป้งข้าวจ้าว 100 กรัม - ไข่เป็ด 10 ฟอง- ถั่วซีก/ถั่วเหลือง 1,000 กรัม - น้ำมันพืช 2 ขวดวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- หม้อไฟฟ้า- หม้อนึ่ง- กระทะวิธีการทำ1. นำถั่วเขียวและถั่วซีกมาล้างให้สะอาดและแช่น้ำไว้หนึ่งคืนตอนเช้าครบหนึ่งคืน นำมาล้างให้สะอาด2. น้ำถั่วที่แช่น้ำแล้วมานึ่ง 30 - 40 นาทีพักไว้ให้เย็นแล้วนำมาตำให้ละเอียด3. นำส่วนผสมมากวน ประกอบด้วย ถั่วเหลืองที่นึ่งแล้วกะทิ มะพร้าว น้ำตาลทราย เกลือเล็กน้อย4. การกวนใช้ไฟกลาง เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 4 ชั่วโมง จนแห้งไม่ติดมือ หลังจากนั้นนำมาพักให้เย็น5. การปั้นเราจะนิยมปั้นทรงกลม ๆ แล้วกดให้แบนเล็กน้อย6. การชุบทอด นำถั่วที่ปั้นเสร็จแล้วมาคลุกกับแป้งข้าวจ้าว แล้วนำมาชุบกับไข่ขาว ลงทอดในน้ำมันร้อนเดือด7. หลังจากทอดเสร็จแล้วนำมาพักทิ้งไว้ซักครู่ แล้วนำมาจัดเรียงใส่ภาชนะข้อมูลการติดต่อนางสาวพรพรรณ วินิจฉัย ครูศูนย์การเรียนรู้ สกร. ระดับอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทองเบอร์โทรศัพท์ 06 2312 8042 Line ID : katoon_1128 Facebook: มายาวีปูเปรี้ยว ข้อมูลการติดต่อ
69ขนมหินฝนทองสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนครปฐม ความเป็นมา ขนมหินฝนทอง มีต้นกำเนิดจากภูมิปัญญาสมัยกรุงศรีอยุธยา ในฐานะ \"เสบียงยุทธศาสตร์\" ของกองทัพไทย โดยมีจุดเด่น 3 ประการ คือ 1. การพรางพยัคฆ์ ทำรูปลักษณ์ให้เหมือนก้อนหินสีดำสนิทเพื่อพรางตาจากศัตรู ไม่ให้รู้ว่าเป็นอาหาร 2. การถนอมอาหารชั้นสูง ใช้เทคนิคเคี่ยวจนเหนียวและอบควันเทียน ทำให้เก็บได้นานนับเดือนในสภาพอากาศร้อนชื้นโดยไม่บูดเสีย 3. โอสถในเนื้อขนม ผสมผงถ่านกาบมะพร้าวเพื่อช่วยดูดซับสารพิษและแก้ท้องเสียให้ทหารยามเดินป่า ในปัจจุบันขนมหินฝนทองได้รับการฟื้นฟูโดยศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เพื่ออนุรักษ์ขนมที่เสี่ยงต่อการสูญหายให้กลายเป็น Soft Power ผ่านหลักสูตร“Learn to Earn”เพื่อสืบสานมรดกไทยและสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนจุดเด่น/อัตลักษณ์ หินพรางตาโอสถในเนื้อขนม มรดกกรุงเก่าที่กลับมามีชีวิต โดดเด่นด้วยสีดำนิลสอดไส้ความนุ่มหนึบ อบร่ำกลิ่นหอมกรุ่น ตามตำรับวิทยาลัยในวัง
70วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่ - ข้าวคั่ว/ถั่วเขียวคั่ว บดละเอียด 150 กรัม - แป้งข้าวเจ้าคั่ว 250 กรัม - หัวกะทิ ส่วนที่ 1 350 กรัม - หัวกะทิ ส่วนที่ 2 200 กรัม - ผงกาบมะพร้าวเผา 50 กรัม - น้ำตาลทราย 350 กรัม - ทองคำเปลว 100% 10 แผ่น - เทียนอบขนมอย่างดี 1 แท่งวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่ - ภาชนะสำหรับอบควันเทียน - กระชอนตาถี่/ผ้าขาวบาง - เครื่องชั่งดิจิทัล - ถ้วยตวง/ช้อนตวง - หม้อ/กระทะทอง - พายยาง/ทัพพี - เตาแก๊ส/เตาไฟฟ้า - ถาด/ภาชนะสำหรับพักส่วนผสมให้เย็น - แผ่นรองนวด - ภาชนะสำหรับจัดเสิร์ฟวิธีการทำ1. เตรียมแป้ง นำแป้งข้าวเจ้าที่คั่วสุกแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปอบควันเทียนเพื่อให้มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์2. เตรียมกะทิสีดำ ผสมหัวกะทิส่วนที่ 1 กับผงกาบมะพร้าวเผา คนให้เข้ากันแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อให้ได้น้ำกะทิที่เนียนละเอียด3. เคี่ยวน้ำปรุง เติมหัวกะทิส่วนที่ 2 และน้ำตาลทรายลงไปในน้ำกะทิสีดำ คนจนน้ำตาลละลายหมด4. กวนขนม ตั้งไฟกลางค่อนแรงจนเดือด แล้วเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน เคี่ยวต่อจนส่วนผสมข้นเหนียว5. ผสมและปั้น ค่อย ๆ เทแป้งและข้าวคั่วลงผสม นวดจนเข้ากันดีและปั้นได้ ปั้นเป็นรูปทรงก้อนหินน้ำหนัก6. อบและตกแต่ง นำขนมที่ปั้นเสร็จแล้วไปอบควันเทียนข้อมูลการติดต่อนางสาวรัชนก โชติวิไลวรรณ ครูศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)เบอร์โทรศัพท์ 0 2431 3623 / 0 6189 6926Facebook: ศกภ.วิทยาลัยในวัง ข้อมูลการติดต่อ
71ขนมหินฝนทองสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาความเป็นมา หินฝนทอง เป็นหินที่ใช้พิสูจน์ว่าเป็นทองแท้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ขนมหินฝนทองเป็นขนมไทยชนิดหนึ่งที่ปรากฏหลักฐาน มาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา สุดยอดแห่งขนมมงคล ที่ทรงคุณค่า บรรพบุรุษคิดค้นขนมนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นเสบียงไว้กินตอนออกรบข้าศึก ซึ่งเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง เมื่อศัตรูเห็นจะได้คิดว่าอันนี้เป็นก้อนหิน กินไม่ได้ แล้วไม่ได้ปล้นเสบียงไปเสีย โดย “หิน” คือความมั่นคงดุจดั่งหินผา “ทอง” คือการรวมความเป็นสิริมงคลทุกสารทิศ ตัวขนมทำจากวัตถุดิบที่เรียบง่าย คือ ข้าวเสาไห้คั่ว แป้งข้าวเจ้าคั่ว กะทิ น้ำตาลมะพร้าว น้ำลอยดอกมะลิ ถ่านกะลามะพร้าวนำมากวนและปั้นเป็นก้อน ๆ มีลักษณะคล้ายกับหินดำที่ใช้ฝนทองในอดีตเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นทองแท้จุดเด่น/อัตลักษณ์ ตัวขนมทำจากวัตถุดิบที่เรียบง่าย คือ แป้งข้าวเจ้าคั่ว กะทิ น้ำตาลมะพร้าว น้ำลอยดอกมะลิ ถ่านกะลามะพร้าว นำมากวนและปั้นเป็นก้อนๆ มีลักษณะคล้ายกับหินดำที่ใช้ฝนทองในอดีตเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นทองแท้หรือไม่ \"
72วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่ - ผงข้าวเสาไห้คั่ว - แป้งข้าวเจ้าคั่ว 500 กรัม - กะทิสด 1 กิโลกรัม - เกลือครึ่งช้อนโต๊ะ - น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม - กาบมะพร้าวเผาครึ่งช้อนโต๊ะ - เทียนอบควันเทียน วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่ - กระทะ - ครก วิธีการทำ1. นำข้าวเสาไห้มาหุงสุก แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง 2. ติดไฟในเตาอังโล่ด้วยถ่าน รอให้ไฟคุ นำตะแกรงย่างวางบนเตา จากนั้นนำกาบมะพร้าววางบนตะแกรง 3. รอให้ไฟไหมกาบมะพร้าวเป็นถ่าน นำไปแช่น้ำ แล้วนำขึ้นขูดเอาส่วนที่เป็นผงสีดำ 4. นำผงถ่านข้อที่ 2 ผสมกับหัวกะทิ 2 ถ้วยตวง คนให้เข้ากันนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง 5. ตั้งกระทะ เทส่วนผสมข้อที่ 3 ลงกระทะ ตามด้วยหัวกะทิ 1 ถ้วยตวง และน้ำตาลทราย คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน 6. เปิดไฟให้ไฟอ่อน เคี่ยวส่วนผสมในกระทะ ห้ามคนเด็ดขาด รอให้เหนียว นำลงจากเตา พักไว้ให้เย็น ได้เป็นกะทิดำ 7. ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อน เทแป้งข้าวเจ้าลงคั่ว ให้แป้งแห้งดีจากนั้นนำไปกรอง แล้วพักไว้ให้เย็น 8. ตักส่วนผสมข้อที่ 4 (กะทิดำ) ใส่อ่างผสม ตามด้วยส่วนผสมข้อที่ 1 (ข้าวแห้งคั่วบด) และส่วนผสมข้อที่ 59. (แป้งข้าวเจ้าคั่ว) คนให้ส่วนผสมเขากันดี นวดให้เหนียวเนียน สามารถปั้นเป็นก้อนได้ เป็นใช้ได้ นำส่วนผสมข้อที่ 6 มาขึ้นรูปปั้นให้เป็นลักษณะของก้อนหินขนาดชิ้นงานตามชอบ จากนั้นนำไปอบควันเทียน ประมาณ 8 ชั่วโมง เมื่ออบได้ที่ นำขนมออกมาติดทองคำเปลว จัดใส่ภาชนะเสิร์ฟข้อมูลการติดต่อนางดาธิณี ตามเพิ่ม ศกร. ระดับตำบลหนองน้ำใส สกร. ระดับอำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เบอร์โทรศัพท์ 06 8373 1678 ข้อมูลการติดต่อ
73ขนมเหนียวสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัด/นนทบุรี ความเป็นมา ขนมเหนียว เป็นขนมพื้นบ้านของไทย และมีความเกี่ยวข้องกับประเพณีและพิธีกรรมของไทย มักใช้ในงานบุญ งานเทศกาล และการทำบุญตักบาตร เนื่องจากเป็นขนมที่ทำจากข้าวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งในด้านของความเหนียวของขนมนั้นยังเปรียบเสมือนความรัก ความสามัคคี และความผูกพันของคนในครอบครัวและชุมชน จึงนิยมทำในโอกาสการรวมตัวของผู้คนที่เป็นมงคลซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมเหนียว เนื้อนุ่มหนึบ หอมหวานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น รสชาติเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ความอร่อยแบบดั้งเดิม
74วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเหนียว- แป้งข้าวจ้าว- หัวกะทิ- น้ำเปล่า- เกลือ- มะพร้าวขูด- ข้าวพอง- น้ำเชื่อม (น้ำตาลมะพร้าว ผสมกับน้ำเปล่า)วิธีการทำวิธีการทำ น้ำเชื่อมนำน้ำตาลมะพร้าว ใส่ลงหม้อพร้อมด้วยน้ำเปล่า ตั้งไฟแรงให้น้ำตาลมีกลิ่นหอม สักครู่ก็เบาไฟ เป็นไฟอ่อน เคี่ยวจนน้ำตาลมีลักษณะข้น ปิดไฟ พักไว้วิธีการทำ ตัวขนม1. แป้งข้าวเหนียว 2 กก. และแป้งข้าวเจ้า 0.5 กก. ผสมกับน้ำเปล่านวดผสมกันให้แป้งนิ่มไม่ติดมือ แล้วแยกแป้ง ผสมสีตามใจชอบ2. คลึงให้เป็นเส้นยาว ๆ แล้วตัดเป็นชิ้นยาวพอดีคำ และนำมะพร้าวขูดขาวไปนึ่งประมาณ 5-10 นาที หลังจากนั้นยกลงใส่ถาดโรยเกลือเล็กน้อย เตรียมสำหรับคลุกแป้ง3. ตักแป้งขึ้นคลุกด้วยมะพร้าวขูด หลังจากนั้นจัดใส่จานตักเสิร์ฟพร้อมข้าวพองและน้ำเชื่อมที่เคี่ยวไว้ข้อมูลการติดต่อนายเอกพล จำปาทองครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลไทรม้า สกร. ระดับอำเภอเมืองนนทบุรีสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนนทบุรี เบอร์โทรศัพท์ 06 1397 4641 ข้อมูลการติดต่อ
75
76
77ขนมกลีบดอกลำดวนสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดศรีสะเกษความเป็นมาต้นลำดวนเป็นต้นไม้ที่มีดอกสีเหลืองนวลกลิ่นหอมอ่อน ๆ และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ จนได้รับสมญาว่า “เมืองดอกลำดวน”เมื่อดอกลำดวนบาน จะส่งกลิ่นหอมอบอวล ชาวบ้านจึงนำลักษณะของดอกลำดวนที่มีกลีบสวยงาม 3 กลีบมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ขนมไทยโบราณที่เรียกว่า “ขนมกลีบดอกลำดวน” เพื่อสื่อถึงความงดงาม ความอ่อนหวาน และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ขนมชนิดนี้จึงกลายเป็นขนมพื้นบ้านและของฝากที่สะท้อนวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ จุดเด่น/อัตลักษณ์ รูปร่างขนมมีลักษณะเป็นกลีบดอก 3 กลีบ คล้ายดอกลำดวน สีของขนมขาวนวล หรือเหลืองอ่อน สื่อถึงดอกลำดวนมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายกลิ่นดอกไม้หรือควันเทียน เนื้อขนม ร่วน นุ่ม กรอบเล็กน้อย ละลายในปากเป็นขนมที่สะท้อน ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น
78วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งอเนกประสงค์ 380 กรัม - น้ำตาลไอซิ่ง 150 กรัม- เกลือ 2 ช้อนชา - น้ำมันพืช 150 มิลลิลิตร- สีผสมอาหาร ¼ ช้อนชา วัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ชามผสม - ช้อนหรือพายสำหรับคนแป้ง- ถาดอบ - กระดาษรองอบ- เตาอบ - ตะแกรงพักขนมวิธีการทำเตรียมแป้ง1. วอร์มเตาอบโดยใช้ไฟบนและล่างที่อุณหภูมิ 160องศาเซลเซียส2. นำแป้งอเนกประสงค์มาร่อนกับน้ำตาลไอซิ่ง 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้ขนมร่วนและเบา3. นำแป้งที่ร่อนแล้วมาผสมเกลือ และทยอยเทน้ำมันลงไปทีละน้อย คนเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ จนเนื้อแป้งเกาะกัน4. แบ่งแป้งเป็น 2 ถ้วย โดยถ้วยแรกมีปริมาณ ¾ ของแป้งทั้งหมด ส่วนถ้วยที่ 2 คือแป้งส่วนที่เหลือนำแป้งถ้วยที่ 2 มาผสมกับสีผสมอาหารจนเข้ากันดีพักแป้งทั้ง 2 ถ้วยประมาณ 10 - 15 นาทีขึ้นรูป อบขนม1. นำแป้งสีขาวมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดปริมาณ 20 กรัม ตัดออกเป็น 4 ส่วน แต่เราจะใช้แค่ 3 ส่วน มาประกอบสามกลีบ2. นำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ขนาดปริมาณ 5 กรัม เพื่อนำไปวาง ตรงกลางเป็นเกสร3. นำ “ขนมกลีบดอกลำดวน” เข้าอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เวลา 15 นาที จากนั้นนำออกมาพักให้เย็น เมื่อพัก “ขนมกลีบดอกลำดวน” จนเย็นแล้วเราสามารถนำ “ขนมกลีบดอกลำดวน” มาอบควันเทียนได้ ข้อมูลการติดต่อนางสาวอินทิรา ภูมิวงศ์, นางสาวมนัสนันท์ พร้อมญาติ, นายชนกันต์ คงคูณ ครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลหญ้าปล้อง, ศกร. ระดับตำบลหนองไผ่ สกร. ระดับอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษเบอร์โทรศัพท์ 08 1549 7172, 09 3323 6945Line : Intira Facebook : อินทิรา ภูมิวงศ์ ข้อมูลการติดต่อ
79ขนมก้อนขี้ม้าสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดมุกดาหารความเป็นมา ขนมก้อนขี้ม้า เป็นขนมพื้นบ้านโบราณของกลุ่มชาติพันธุ์ไทแสก ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในตำบลบ้านเหล่า อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ขนมนี้เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตของไทแสกที่เน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ มะพร้าวทึนทึก และน้ำตาลอ้อย ทำให้สามารถทำขนมได้ง่ายในชีวิตประจำวันและในโอกาสสำคัญทางศาสนาและชุมชนขนมก้อนขี้ม้า จึงสะท้อนถึงความเรียบง่าย การประหยัด และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน “ขนมก้อนขี้ม้า” เกิดจากลักษณะของขนมที่มีรูปร่างเป็นก้อนกลมเล็กสีออกน้ำตาลเข้มหรือดำคล้ายก้อนขี้ม้าแห้ง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อเรียกขานตามลักษณะนั้นด้วยอารมณ์ขันและความเป็นกันเองในวิถีชีวิตชนบท โดยไม่ได้มีความหมายในเชิงลบ แต่เป็นการตั้งชื่อเพื่อให้จดจำได้ง่าย ขนมชนิดนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่ผู้คนยังพึ่งพาวัตถุดิบพื้นบ้าน ไม่ต้องซื้อของจากตลาด วัตถุดิบหลักคือ ข้าวเหนียว น้ำตาล มะพร้าวทึนทึก ซึ่งหาได้จากทุกครัวเรือนจุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมก้อนขี้ม้า เป็นขนมแห่งความสามัคคีในชุมชน ในอดีตเมื่อถึงวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ บุญข้าวจี่ หรือบุญเดือนหก ชาวบ้านจะช่วยกันตำข้าว คั้นกะทิ และปั้นขนมก้อนเล็ก ๆ เพื่อนำไปถวายพระ และแจกเด็ก ๆในหมู่บ้าน ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเอื้อเฟื้อและน้ำใจของคนในชุมชน
80วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียว 2 กก. - ข้าวหอมมะลิ2 กก.- น้ำตาลอ้อย - น้ำมันหมู- มะพร้าวทึนทึก - เกลือวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- ครกกระเดืองตำข้าว- กระทะวิธีการทำ1. แช่ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ ไว้ 1 คืน เพื่อความนุ่มเหนียวกำลังดีทำให้ปั้นเป็นก้อนขนมได้ง่าย ไม่แตกหรือร่วน2. นำข้าวเหนียวและข้าวหอมมะลิที่แช่มาตำด้วยครกกระเดือง เพื่อเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม ปั้นง่าย รสชาติหอมหวาน และสุกสม่ำเสมอ3. นำข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิที่ตำแล้ว นวดกับน้ำเปล่า แล้วพักทิ้งไว้ จนแป้งคงตัว4. ทำไส้ขนม โดยนำมะพร้าวทึนทึก มาขูดและนำไปคั่วกับน้ำตาลอ้อย เกลือเล็กน้อย5. นำแป้งที่พักไว้มาปั้นแล้ว ใส่ไส้มะพร้าวที่ทำไว้ แล้วนำไปทอดจนเป็นสีน้ำตาลข้อมูลการติดต่อนางนิตยา ผิวผ่อง ครูศูนย์การเรียนรู้ตำบลบ้านเหล่า สกร. ระดับอำเภอคำชะอี สำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดมุกดาหารเบอร์โทรศัพท์08 4169 2539Facebook: ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหารข้อมูลการติดต่อ
81ขนมเกษรดอกลำเจียกสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ความเป็นมา ชื่อของขนม “เกสรดอกลำเจียก” มาจากการนำรูปลักษณ์ของ “เกสรดอกลำเจียก” หรือ “ดอกเตยปาหนัน” (Pandanus tectorius) มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์รูปทรงของขนม ดอกลำเจียก เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะตัว โดยเฉพาะในเวลากลางคืน มีลักษณะเป็นช่อยาว สีขาวนวลอมเหลือง ถูกห่อหุ้มด้วยกาบใบประดับ ตัวขนมที่สำเร็จแล้ว จะมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกเรียวยาว มีสีเหลืองนวลจากไส้มะพร้าวที่กวนกับน้ำตาล และห่อหุ้มด้วยแผ่นแป้งบาง ๆ ที่มีสีขาวหรือสีอ่อน ๆ จากธรรมชาติ ทำให้ดูคล้ายกับเกสรของดอกลำเจียกที่โผล่ออกมาจากกาบหุ้มอย่างสวยงาม ด้วยเหตุนี้ ชื่อของขนมจึงเป็นการบ่งบอกถึงที่มาของแรงบันดาลใจและยกย่องความงามของดอกไม้ไทยชนิดนี้ได้อย่างลงตัวจุดเด่น/อัตลักษณ์กลิ่นแป้งคั่ว: แป้งข้าวเหนียวที่ถูกความร้อนบนกระทะจะมีกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายข้าวคั่วอ่อน ๆ เสริมให้ขนมมีมิติมากขึ้นสีสันมงคล: มักนิยมทำเป็นสีธรรมชาติอ่อน ๆ เช่น สีขาวจากแป้ง หรือสีเขียวจากใบเตย เพื่อคงความเรียบหรูและน่ารับประทาน
82วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- แป้งข้าวเหนียว (อบควันเทียน) 2 ถ้วย- น้ำดอกอัญชัน หรือน้ำลอยดอกมะลิ 1/4 ถ้วย- มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 2 ถ้วย- น้ำตาล 3/4 ถ้วย- น้ำใบเตยหรือน้ำลอยดอกมะลิ 1/4 ถ้วย- แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนตวงวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ- ตะแกรงร่อนแป้ง- ผ้าขาวบางวิธีการทำ1. ตั้งกระทะแบนด้วย ไฟอ่อนที่สุด(แนะนำกระทะทองเหลืองหรือเทฟลอน)2. นำแป้งที่เตรียมไว้ใส่ตะแกรง แล้วค่อย ๆ ร่อนสะบัดลงบนกระทะให้กระจายตัวเป็นแผ่นวงกลมบาง ๆคล้ายตาข่าย (เส้นเส้นแป้งต้องสานกันพอสมควรเพื่อให้ม้วนได้)3. ทิ้งไว้สักครู่พอให้แป้งเริ่มสุกและเกาะตัวกัน(แป้งจะเปลี่ยนสีเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับไหม้)4. วางไส้ที่ปั้นไว้ตรงขอบแป้งด้านใดด้านหนึ่ง5. ใช้พายเล็ก ๆ หรือปลายนิ้วค่อย ๆ ม้วนแผ่นแป้งล้อมรอบไส้ให้กลมสวยงาม (ต้องรีบม้วนขณะที่แป้งยังร้อนเพราะถ้าเย็นแป้งจะกรอบและแตก)6. ตักขึ้นใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แล้วนำไปอบควันเทียนอีกครั้งประมาณ 15 - 30 นาที เพื่อเพิ่มความหอมข้อมูลการติดต่อนายรัชพัชรชัย วงศ์ทองเจริญครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบชุมแสง สกร. ระดับอำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์เบอร์โทรศัพท์ 08 6261 5193Line: 0862615193 ข้อมูลการติดต่อ
83ขนมข้าวงาโคสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดอุดรธานีความเป็นมา ชาวพวน อำเภอบ้านผือ อุดรธานี ฉลองปีใหม่ในช่วงสงกรานต์ หรือวันที่ 13 เดือนเมษายนเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 เมษายน ด้วยการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เนื่องจากเชื่อว่าการข้ามปีนั้นคือสังขารข้ามเข้าสู่อายุดวงชะตาใหม่ จึงให้ความสำคัญการทำบุญเป็นอย่างมาก ทั้งอาหารคาวหวานต่างๆ ที่นำไปทำบุญก็เป็นอาหารที่ชาวบ้านคัดสรรอย่างดีและร่วมแรงร่วมใจกันมาทำบุญ หนึ่งในนั้นคือ “ข้าวงาโค” ประเพณีการกวนข้าวงาโคทำในช่วงสงกรานต์จุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมที่ชาวไทพวนอำเภอบ้านผือ ได้สืบถอดถึงวัฒนธรรมชาวไทพวนทำจากข้าวและธัญพืชที่มีประโยชน์ “ข้าวงาโค” คือ การนำข้าวเหนียวนึ่งมากวน ใส่น้ำใบเตย ใส่ส่วนผสมที่เป็นพืชที่มีในท้องถิ่น และทำส่วนผสมทุกอย่างให้สุก เช่น งาขาว งาดำ เผือก มัน ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ลูกเดือย ข้าวโพด เม็ดบัว มะพร้าว น้ำตาล เกลือ กวนเข้าด้วยกันเมื่อสุกแล้ว นำใส่ภาชนะ (ถาดหรือกระด้ง) รสชาติข้าวงาโค จะหอม หวาน มัน
84วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์วัตถุดิบ ได้แก่- ข้าวเหนียวนึ่งสุก - ถั่วเหลืองซีกนึ่งสุก- กะทิ - ลูกเดือยสุก- น้ำตาลทราย - งาดำและงาขาวคั่ว- เกลือ - ข้าวโพดต้ม- ถั่วลิสงคั่ว - น้ำใบเตย - ถั่วแดงต้มสุกวัสดุ/อุปกรณ์ได้แก่- กระทะ - เตาถ่าน- ไม้พาย - ใบตอง- ถาดกลมหรือถาดเหลี่ยมวิธีการทำ1. นำข้าวเหนียวนึ่งพักไว้ และนำมาผสมกับน้ำใบเตยและกะทิลงเคี่ยวในกระทะ และนำข้าวเหนียวคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำตาลทราย เกลือป่น ถั่วลิสงคั่ว งาขาวถั่วแดง ลูกเดือย ถั่วเหลืองนำกวนในกระทะเตาถ่านกวนจนส่วนผสมเข้ากันจับตัวเป็นก้อน และไม่ติดกระทะ2. นำข้าวงาโคที่กวนได้ที่แล้ว นำมาใส่ถาดโรยด้วยงาขาวและงาดำ แล้วพักไว้ให้เย็นเพื่อรอตัดเป็นชิ้น ข้อมูลการติดต่อนางสาวพัชราวดี นาทันครูสกร. ระดับอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีเบอร์โทรศัพท์ 0 4228 2920Facebook: สกร. ระดับอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ข้อมูลการติดต่อ
85ขนมข้าวโจ้โรยงาสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดขอนแก่นความเป็นมา “ข้าวโจ้โรยงา” เป็นขนมพื้นถิ่นโบราณของอำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น เกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในยุคที่ข้าวยากหมากแพง หลายครอบครัวมีฐานะยากจน และมีลูกหลายคน ไม่มีเงินที่จะซื้อข้าว หรืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีราคาแพงมาให้ลูกหลานไว้บริโภค บรรพบุรุษจึงคิดค้นหาวิธีการที่จะเพิ่มปริมาณข้าวในมื้ออาหาร ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อความอิ่มท้อง และมีรสชาติ จึงเสาะแสวงหา วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นที่มีอยู่ ตามสวน ไร่นา เช่น ฟักทอง มัน เผือก กลอย นำมาผสมกับข้าวเหนียว เติมกะทิ และน้ำตาลเพื่อเพิ่มรสชาติและตั้งชื่อว่า “ข้าวโจ้โรยงา” โดย “โจ้” เป็นภาษาถิ่นภาคอีสาน ความหมาย คือ นําทุกอย่างมารวมกัน จุดเด่น/อัตลักษณ์ “โจ้” ภาษาถิ่นภาคอีสาน ความหมายคือ นําทุกอย่างมารวมกัน เป็นขนมที่สะท้อนวิถีชีวิตเรียบง่ายและความพอเพียง ของชาวอีสาน รูปลักษณ์ เรียบง่าย แต่แฝงด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรม และความทรงจำของวิถีชุมชนมีรสชาติหวานมัน กลมกล่อม จากงาคั่วหอม กะทิ และน้ำตาลโตนด ดังนั้น หลาย ๆครอบครัว จึงได้นำแนวคิดของบรรพบุรุษตามภูมิปัญญา คัดเลือกวัตถุดิบต่าง ๆ มาจัดทำเป็นขนมเพื่อการบริโภคในครัวเรือน ให้กับครอบครัว ลูกหลาน ได้รับประทานอาหารที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น หลากหลาย และอิ่มนานและสืบทอดการทำขนมข้าวโจ้โรยงา ต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 ขนมข้าวโจ้โรยงา ได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่นสู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย 1 จังหวัด 1 เมนูเชิดชูอาหารถิ่น จังหวัดขอนแก่น “รสชาติที่หายไป\" และได้รับการเผยแพร่ในระดับประเทศ รวมถึงสื่อรายการโทรทัศน์ “รายการครัวคุณต๋อย” ส่งผลให้ขนมข้าวโจ้โรยงา ขนมพื้นถิ่นโบราณของ อ. เปือยน้อย จ.ขอนแก่น กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง
86วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- ฟักทอง - มันม่วง - มัน- ข้าวสารข้าวเหนียวเคี้ยวงู - กะทิกล่อง - น้ำตาลมะพร้าว/น้ำตาล- ธัญพืช - มะพร้าว - ที่ขูดมะพร้าวส่วนผสม/น้ำกะทิใบเตย- น้ำตาลมะพร้าว 250 มิลลิลิตร- น้ำตาลทรายแดง 250 มิลลิลิตร- กะทิ 500 มิลลิลิตร- น้ำใบเตย 500 มิลลิลิตร- เกลือ 1 กรัมส่วนผสม/ข้าวโจ้โรยงา- ข้าวเหนียว 500 กรัม- ฟักทอง มันม่วง 200 กรัม- น้ำกะทิใบเตย 250 มิลลิลิตร- งาดำ งาขาว 5 กรัม- น้ำตาลทราย- เกลือ 1 กรัม- ถั่วเหลือง 10 กรัม- มะพร้าวขูด 200 กรัมวิธีการทำนำข้าวเหนียวและฟักทองนึ่งมาคลุกให้เข้ากันเติมน้ำกะทิผสมกันเล็กน้อย เติมน้ำตาลมะพร้าวน้ำตาลทราย เกลือ และมะพร้าวทึนทึกขูด คลุกผสมเสิร์ฟโรยงาและมะพร้าวทึนทึกขูดข้อมูลการติดต่อ1. ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น - นายสัญญพงศ์ ดีบุญมี ณ ชุมแพ ผู้อำนวยการ สกร. ระดับอำเภอเปือยน้อย โทร. 09 5172 6862 - นางสาวณัฐชยาพร ศักดิ์สิทธิ์ ครู ศกร. ระดับตำบลขามป้อม สกร. ระดับอำเภอเปือยน้อย โทร. 06 1105 75962. วิทยากรท้องถิ่น คุณแม่พิมพ์วรา เอื้ออภิวัชร์ โทร. 09 4516 50883. ช่องทางชุมชน เช่น การออกบูธ งานวัฒนธรรรม ท้องถิ่น หรือสื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ข้อมูลการติดต่อ
87ขนมข้าวต้มเขาควายสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดนครพนมความเป็นมา ข้าวต้มเขาควาย จะทำในช่วงที่มีงานบุญชาวผู้ไทอุ่มเหม้าสืบทอดการทำข้าวต้มเขาควายมาหลายชั่วอายุคน โดยมีรูปร่างเรียวยาว โค้งมนคล้าย “เขาควาย” ข้าวต้มเขาควายจะทำในช่วงที่มีงานบุญประเพณีที่จัดขึ้นในชุมชน เช่นบุญขึ้นบ้านใหม่ บุญประจำปี บุญห่อข้าวประดับดินห่อข้าวสาก รวมถึงงานมงคลในชุมชนที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา ข้าวต้มเขาควาย จึงถือเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าผู้ไทอุ่มเหม้า เป็นขนมโบราณที่คนสมัยก่อนทำขึ้นมาให้คนในครอบครัวได้กินแทนที่จะกินแค่ข้าวเหนียวนึ่งสุกก็เปลี่ยนเป็นข้าวต้มที่ใส่ไส้กล้วยและถั่วเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและความแปลกใหม่อร่อยอิ่มด้วย จุดเด่น/อัตลักษณ์ ขนมโบราณที่คนสมัยก่อนทำขึ้นมาให้คนในครอบครัวได้กินแทนที่จะกินแค่ข้าวมีรูปร่างเรียวยาว โค้งมนคล้าย “เขาควาย” และ เป็นสินค้าโอทอป (OTOP) ใช้เป็นขนมหวานรับแขกบ้านแขกเมือง
88วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- ข้าวเหนียว กข.6 : แช่น้ำให้นุ่ม (อาจผสมกะทิหรือเกลือตามสูตรดั้งเดิม)- กล้วยน้ำว้าสุก : เลือกกล้วยในพื้นที่ที่หวาน ธรรมชาติ- ถั่วดำ : ต้มสุกเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสและโปรตีน- ใบตองและตอก : ต้องใช้ใบตองกล้วยน้ำว้าและตอกไม้ไผ่ที่เหลาจนเนียนวิธีการทำ1. ฉีกใบตองกว้างประมาณ 8 - 10 ซม. ขนาดเท่ากัน1 คู่ ทำใบตองเป็นรูปกรวยสวยงาม ห้ามให้มีรู2. นำข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในกรวยใบตองพร้อมกล้วยและถั่ว3. ปิดกรวยใบตองตามรูปทรงของกรวยให้เรียบร้อยมิดชิด4. เมื่อทำได้สองชิ้นแล้ว นำมาประกบกัน มัดด้วยตอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้จะได้ข้าวต้มรูปทรงคล้ายเขาควาย5. นำไปต้มให้สุกใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ชั่วโมงจนข้าวเหนียวสุก กล้วยสุกมีสีแดงสวย รับประทานได้เลยข้อมูลการติดต่อนายวุฒิชัย ขันติยะครูศูนย์การเรียนรู้ ศกร. ระดับตำบลอุ่มเหม้า สกร. ระดับอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมเบอร์โทรศัพท์ 09 8765 4261Line: Mr.Woottichai Facebook: ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลอุ่มเหม้า ข้อมูลการติดต่อ
89ขนมข้าวหัวเฮ๊าะไทดำสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดเลยความเป็นมา ขนมข้าวหัวเฮ๊าะไทดำ เป็นขนมหวานชนิดหนึ่งของไทดำ เป็นขนมโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่น สู่รุ่นมาอย่างยาวนาน เป็นขนมที่ใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่หาได้ในชุมชน เป็นขนมหวานของชาวไทดำที่ทำสืบทอดต่อกันมา สมัยโบราณชาวไทดำทำไว้เพื่อต้อนรับแขกที่มาเยือน และใช้เป็นขนมหวานในพิธีกรรมต่าง ๆ ของไทดำ ขนมข้าวหัวเฮ๊าะไทดำ เป็นขนมที่ทำมาจากข้าวเหนียวโดยนำข้าวสารข้าวเหนียวที่เป็นข้าวอินทรีย์ที่เพาะปลูกในชุมชนเป็นวัตถุดิบหลัก นำข้าวเหนียวไปหนึ่งให้สุก ใส่ภาชนะ ผสมกับน้ำตาลกะทิ โรยด้วยมะพร้าวขูด น้ำตาล งาดำ/งาขาวคั่ว และเกลือเล็กน้อยเราสามารถทำได้หลากหลายสีสันขึ้นอยู่กับความชอบของเเต่ละภูมิภาคขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และกระบวนการจุดเด่น/อัตลักษณ์ ชาวไทดำดั้งเดิมไม่นิยมอาหารใส่กะทิในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับขนมในพิธีกรรมอย่างข้าวหัวเฮ๊าะ จะมีการปรุงด้วยข้าวเหนียวใหม่ที่นุ่มและหอมเป็นพิเศษ เพื่อให้เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับถวายผีบรรพบุรุษเสน่ห์ขนมไทยแท้โบราณ เวลารับประทานหลังจากคลุกคล้ำส่วนผสม โรยน้ำตาล รสชาติมีความกลมกล่อมมากขึ้น
90วัตถุดิบ และวัสดุ/อุปกรณ์- มะพร้าว 20 ลูก- กะทิ 1 กล่อง- ข้าวสาร 3 กิโลกรัม- น้ำตาลทราย 10 กิโลกรัม- น้ำตาลมะพร้าว 1 กิโลกรัม- งาขาว 2 กิโลกรัม- งาดำ 2 กิโลกรัม- งาชีม่อน 2 กิโลกรัมวิธีการทำ1. นำข้าวเหนียวไปแช่น้ำใบเตย 1 - 2 ชั่วโมง 2. นึ่งข้าวเหนียวให้สุกใส่ภาชนะ3. นำกะทิและน้ำตาล มาเคียวให้สุกพักให้เย็น4. นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดเป็นเส้น ๆ ใส่ภาชนะ5. นำงาขาวหรืองาดำคั่วให้สุก6. นำข้าวเหนียว กะทิและน้ำตาลที่เคี่ยวไว้ คนให้เข้ากัน ใส่เกลือ ใส่งา โรยมะพร้าวขูด จัดใส่ภาชนะ พร้อมรับประทานข้อมูลการติดต่อนางรุ่งนภา เทศก์ธรรม นางนภัสวรรณ พงษ์สัมพันธ์ ครูศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เบอร์โทรศัพท์ 08 1184 9923, 0 4282 1580Facebook: ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยFacebook: rakreanrooข้อมูลการติดต่อ
91ขนมข้าวเหนียวแก้วดอกดินสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดบึงกาฬความเป็นมา “ดอกดิน” เป็นพืชขนาดเล็ก ไม่มีใบ มีชีวิตอยู่แบบกาฝาก ขึ้นตามรากไม้หรือหญ้า ลำต้นเกาะอยู่ตามรากไม้ใต้ดิน เช่น รากไผ่หรือรากหญ้าคา ลำต้นตรงก้านดอกสีขาวนวล ดอกโผล่มาเหนือดิน กลีบดอกเป็นหลอด สีม่วงเข้ม ตอนปลายเป็นแฉก พบในที่ร่มและชื้นช่วงฤดูฝน ดอกดินจะออกดอกปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ทั้งต้นและดอกนำมาทำขนมดอกดิน สีของขนมมีสีน้ำเงินเข้ม เหมาะที่จะนำมาทำขนมข้าวเหนียวแก้วส่วนมากนำมาแช่ข้าวเหนียว แล้วนึ่ง เพื่อให้มีสีสันสวยงาม เหมือนข้าวเหนียวดำแต่จะมีความนิ่มมากกว่าข้าวเหนียวดำ ต่อมาเนื่องจากมีสีสวยงามจึงนำมาทำเป็นขนมข้าวเหนียวแก้วดอกดินจุดเด่น/อัตลักษณ์ เป็นขนมมงคล เชื่อว่าความเหนียวของข้าวเหนียวสื่อถึงความรักความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น เป็นปึกแผ่น จึงนิยมใช้ในงานมงคล และสามารถเก็บรักษาได้นาน