The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมพลังชุมชนฯ-บีบอัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tumsandee, 2021-09-08 06:20:17

รวมพลังชุมชนฯ-บีบอัด

รวมพลังชุมชนฯ-บีบอัด

รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี

ภายใต้โครงการเสรมิ สรา้ งสงั คมพหุวัฒนธรรมทเ่ี ข้มแขง็ จังหวัดปตั ตานี
ประจำ�ปีงบประมาณ ๒๕๖๔

รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี

ภายใตโ้ ครงการเสรมิ สร้างสงั คมพหุวัฒนธรรมทเี่ ขม้ แขง็ จังหวัดปัตตานี
ประจำ�ปีงบประมาณ ๒๕๖๔

ผจู้ ดั พิมพ ์ ส�ำนกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดปตั ตานี
โทร. 073-331740
https://www.m-culture.go.th/pattani
ปที ่ีพิมพ์ พ.ศ. 2564
จำ� นวนพมิ พ์ 900 เล่ม

ทป่ี รึกษา นางศศเิ พญ็ ละมา้ ยพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี
นางสาวสถาพร ไชยผลอินทร ์ นักวชิ าการวัฒนธรรมช�ำนาญการพิเศษ

บรรณาธกิ าร นางกมลธน สงิ หม์ ณี นกั วิชาการวฒั นธรรมช�ำนาญการ
นางสวรรยา โต๊ะจิ นกั วิชาการวัฒนธรรมชำ� นาญการ
นางคนงึ นิจ สาโร นักวชิ าการวัฒนธรรมช�ำนาญการ
นายนอิ ามัน นเิ ดรห์ ะ เจ้าหน้าที่บนั ทึกขอ้ มลู

ออกแบบ/จดั พมิ พ ์ ร้านตะวัน พริน้ ติ้ง
367 ถนนธรรมนญู วิถี ตำ� บลหาดใหญ่ อำ� เภอหาดใหญ่
จงั หวดั สงขลา 90110
โทร. 074-893344
อเี มลล์ [email protected]

- สารบญั - ๒๕

ผลการดำ�เนินงานของ
๑ ๓ ผลการดำ�เนนิ งานของ
อำ�เภอโคกโพธิ์
บทสรุป บทนำ� อำ�เภอกะพอ้
สำ�หรบั ผ้บู รหิ าร
๖๗ ๘๗ ๑๐๗
๕๓

ผลการดำ�เนนิ งานของ ผลการดำ�เนินงานของ ผลการดำ�เนินงานของ ผลการดำ�เนนิ งานของ

อำ�เภอทงุ่ ยางแดง อำ�เภอปะนาเระ อำ�เภอมายอ อำ�เภอแมล่ าน

๑๒๗ ๑๕๑ ๑๖๙ ๑๘๙

ผลการดำ�เนนิ งานของ ผลการดำ�เนินงานของ ผลการดำ�เนินงานของ ผลการดำ�เนนิ งานของ

อำ�เภอเมอื งปตั ตานี อำ�เภอไมแ้ กน่ อำ�เภอยะรงั อำ�เภอยะหรง่ิ

๒๑๕ ๒๔๑ ๒๖๗ ๒๘๙

ผลการดำ�เนินงานของ ผลการดำ�เนินงานของ บวร On Tour บรรณานกุ รม
จงั หวดั ปตั ตานี
อำ�เภอสายบรุ ี อำ�เภอหนองจกิ



บทสรุปส�ำหรบั ผู้บริหาร

กระทรวงวัฒนธรรม สนองนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยการนำ� มติ ทิ างดา้ นศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม มาใชใ้ นการขบั เคลอ่ื นยทุ ธศาสตรด์ า้ นความมน่ั คง
แผนพฒั นาเศรษฐกจิ ฉบบั ท่ี ๑๒ ยทุ ธศาสตรก์ ารเสรมิ สรา้ งความมน่ั คงแหง่ ชาตเิ พอ่ื พฒั นาประเทศ
สู่ความม่ันคง มั่งคั่งและยั่งยืน ก�ำหนดเป้าหมายเพ่ือให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มี
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีโอกาสในการศึกษาและประกอบอาชีพท่ีสร้างรายได้เพิ่มข้ึน
และเพ่ือใหป้ ระชาชนในพ้ืนท่จี ังหวัดชายแดนภาคใตท้ เี่ ป็นกลุ่มเปา้ หมาย มีโอกาสทางการศึกษา
และมคี วามรู้ ความเข้าใจหลักศาสนาทถี่ กู ตอ้ ง สามารถด�ำเนินชวี ิตร่วมกันอย่างปกติสุขในสังคม
ท่ีมคี วามหลากหลายทางวัฒนธรรม
ส�ำนักงานวัฒนธรรมจงั หวดั ปตั ตาน ี ซึ่งเป็นตัวแทนของกระทรวงวัฒนธรรมในสว่ นภมู ิภาค
ทม่ี บี ทบาทส�ำคญั ในการน�ำมติ ิทางศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม มาแก้ไขปัญหาและพฒั นาจังหวดั
ชายแดนใต้ ให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายของศาสนาและวัฒนธรรมในพ้ืนท่ี โดยใช้
กระบวนการชุมชนคุณธรรมน้อมน�ำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
ตามแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2559 – 2564) ที่มุ่งหวังให้ทุกคน
ทุกครอบครวั ทกุ ชมุ ชน ทกุ องค์กรและทุกหนว่ ยงาน มีคณุ ธรรม มีความจงรักภักดตี ่อสถาบันชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความสมานฉันท์ ยึดมั่นในหลักธรรมค�ำสอนทางศาสนา น้อมน�ำ
หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และวถิ วี ฒั นธรรมไทยทด่ี งี ามไปใชใ้ นการดำ� รงชวี ติ โดยเฉพาะ
สถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจังหวัดปัตตานีร่วมกับชมุ ชนคณุ ธรรมในพืน้ ท่จี ังหวดั ปัตตานี จำ� นวน
256 แห่ง ขับเคลื่อนการด�ำเนินงานตามแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับท่ี 1
(พ.ศ.2559 – 2564) อย่างต่อเนื่อง และในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนฉบับน้ี
ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี จึงได้รวบรวมผลการขับเคล่ือนการด�ำเนินงานของชุมชน
คุณธรรมในจังหวัดปัตตานี และหวังว่าทุกท่าน/ ทุกชุมชนจะเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทุกท่าน
ได้ก่อการดใี ห้เกิดขน้ึ แกช่ ุมชน สังคม ประเทศชาติ เพือ่ นำ� ไปสสู่ งั คมคณุ ธรรมท่มี คี วามรัก สามคั คี
มน่ั คง ม่ังคง่ั อยา่ งย่งั ยนื ตอ่ ไป

รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปัตตานี 1



บทน�ำ

ในสังคมแต่ละแห่งจะมีแนวทางในการสร้างความมั่นคงทางสังคมในการอยู่ด้วยกันได ้
ในความหลากหลายของศรทั ธาทางศาสนา ประเพณแี ละวฒั นธรรมตา่ งๆ แนวคดิ ของพหวุ ฒั นธรรม
ตามสาขาวชิ ามานษุ ยวทิ ยาวฒั นธรรมไดใ้ หค้ วามหมายของวฒั นธรรมไวว้ า่ “วฒั นธรรม” หมายถงึ
ผลรวม ของบรรดาสิ่งตา่ งๆ ทมี่ คี วามสลบั ซบั ซ้อนท่ปี ระกอบด้วยความรู้ ความเช่อื ศลิ ปวฒั นธรรม
ศีลธรรม กฎหมาย ประเพณี อุปนิสัย ตลอดจนพฤติกรรมอ่ืนๆ ที่มนุษย์แสดงออก นอกจากน้ัน
พระราชบญั ญตั วิ ัฒนธรรมแหง่ ชาติ ไดใ้ หค้ วามหมายของวฒั นธรรมไว้ว่า หมายถึง ลกั ษณะทแ่ี สดง
ความเจรญิ งอกงาม ความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ความกลมเกลยี วกา้ วหน้าของชาติ และศลี ธรรม
อนั ดขี องประชาชน
วัฒนธรรม คือส่ิงที่มนุษย์สร้างข้ึน ก�ำหนดข้ึน มิใช่ส่ิงท่ีมนุษย์ท�ำตามสัญชาตญาณ
อาจเป็นการประดิษฐ์วัตถุส่ิงของขึ้นใช้หรืออาจเป็นการก�ำหนดพฤติกรรมหรือความคิดตลอดจน
วิธีการหรือระบบการท�ำงาน วัฒนธรรมมีความหมายที่กว้างขวางและครอบคลุมเกือบจะทุกส่ิง
ทุกอย่างในการด�ำรงชีวิตร่วมกันและมนุษย์ใช้เป็นแนวทางในการอบรมศึกษาและถ่ายทอดไปสู่
สมาชกิ รุ่นใหม่ รวมทง้ั มกี ารปรับปรุงเปล่ยี นแปลง ใหส้ อดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทเี่ ปน็ อยู่
สังคมพหุวัฒนธรรม (Multicultural Society) เป็นสังคมท่ีประกอบด้วยกลุ่มคนที่มี
ความหลากหลาย มคี วามแตกตา่ งกนั ทางสงั คมและวฒั นธรรม ไมว่ า่ จะเปน็ ดา้ นศาสนา ภาษา การแตง่ กาย
การเปน็ อยู่ ฯลฯ เพราะแตล่ ะกลมุ่ ชนมคี วามเชอ่ื ความศรทั ธา ในศาสนาและวฒั นธรรมทแี่ ตกตา่ งกนั
การที่จะท�ำให้แต่ละคน สามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนหรือสังคมเดียวกัน ด้วยการพ่ึงพาอาศัย
ช่วยเหลอื กัน ไมม่ ีการเบยี ดเบยี นกัน ไมท่ �ำรา้ ยกันหรอื ไม่ละเมิดสทิ ธิของกนั และกัน แต่ละกลมุ่ ชน
สามารถประกอบพธิ กี รรมทางศาสนาไดต้ ามความเชอ่ื และศรทั ธาของตนเอง ไมม่ กี ารกดี กนั กา้ วกา่ ย
ลว่ งละเมดิ หรอื กอ่ กวนซงึ่ กนั และกนั ทำ� ใหส้ ามารถอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
สามารถพง่ึ พาอาศยั ซึง่ กันและกนั โดยไมม่ ปี ัญหาขัดแยง้ หรอื ความรุนแรงระหว่างกนั

รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี 3

ซงึ่ จงั หวดั ปตั ตานมี ปี ระชากรในพนื้ ทที่ มี่ สี ถานะเชงิ พหวุ ฒั นธรรม มภี าษา วฒั นธรรม วถิ ชี วี ติ
ความเป็นอยู่แตกต่างกัน ปัจจัยทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นส่ือส�ำคัญที่จะเช่ือมประชาชน
ใหส้ ามารถอยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ยา่ งสงบสขุ ในปจั จบุ นั มกี ารผสมผสานและแลกเปลย่ี นวฒั นธรรมอยอู่ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
ซ่ึงถือว่าเป็นลักษณะหนึ่งของแนวคิดของพหุวัฒนธรรม โดยแนวคิดพหุวัฒนธรรมได้มี
นกั วชิ าการใหน้ ยิ ามวา่ เปน็ ความคดิ ความเชอื่ ของกลมุ่ ชนทม่ี คี วามแตกตา่ งหลากหลาย ไดเ้ ชอ่ื มโยง
ความสัมพันธ์เกี่ยวกับประเพณี ความเช่ือและวิถีชีวิต เป็นความหลากหลายของวิถีชีวิตผู้คนที่มี
ความแตกตา่ งในภูมิหลงั และมาอยรู่ ่วมกันหรอื มปี ฏิสมั พันธ์กันในทางสังคม โดยให้ความส�ำคัญแก่
ความหลากหลายในวถิ ชี วี ติ ดา้ นการแตง่ กาย อาหารการกนิ และความเชอ่ื แลว้ แสดงออกทางวฒั นธรรม
ในรูปแบบความคิด เจตคติและพฤติกรรมท่ีหลากหลายต่างกัน หรือเป็นวัฒนธรรมท่ีเชื่อมโยงกับ
วถิ ชี วี ติ ของผคู้ นและสภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาตขิ องชมุ ชนจากตา่ งวฒั นธรรม เพราะฉะนน้ั แนวคดิ
พหวุ ฒั นธรรม หมายถงึ ความหลากหลายของวถิ ชี วี ติ ผคู้ นทม่ี คี วามแตกตา่ ง ในดา้ นชาตพิ นั ธ์ุ ศาสนา
ภาษา วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ โดยมีจุดเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน จ�ำนวน 3 อย่าง
ประกอบไปดว้ ย
1. ชาติ เปน็ ดินแดนที่อยู่อาศัย เปน็ เกยี รตภิ ูมิของไทย
2. ศาสนา ท่สี อนให้ทกุ คนเป็นคนดี
3. สถาบันพระมหากษตั ริย์ พระผู้ครองแผ่นดนิ โดยธรรมเพือ่ ประโยชน์สขุ ของพสกนกิ ร
ท้ังสามอย่างนี้จึงมีคุณูปการต่อชาวไทยทุกคน โดยเป็นเสาหลักส�ำคัญท่ีเป็นที่ยึดเหน่ียว
จิตใจ ของคนไทยให้เกิดความรัก ความสามัคคีและร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชาติบ้านเมืองเพ่ือ
ธำ� รงรกั ษาไวซ้ ง่ึ ความเปน็ ชาติ ศรทั ธา ยดึ มนั่ ในศาสนาและเคารพเทดิ ทนู ในสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์
ดังน้ัน คนไทยทุกคนจึงควรรักชาติ รักศาสนาและจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์
ด้วยใจอันบริสุทธ์ิ โดยยึดม่ันและปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนา น้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี 9 มาปฏิบัติ รว่ มกนั ธ�ำรงรกั ษาชาติดว้ ยการ
สืบสานวิถีวัฒนธรรมไทย ช่วยกันสร้างสังคมแห่งคุณธรรมให้มีการพัฒนาที่สมดุล ภาคภูมิใจ
ในอตั ลกั ษณค์ วามเปน็ ไทยและอยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ ภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม อนั จะเปน็ นโยบาย
สำ� คัญของรัฐบาลท่มี คี วามมุ่งมนั่ ท่ีจะแกไ้ ขปัญหาของสงั คมดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมของคนในชาติ
โดยสง่ เสริมใหน้ ำ� ศาสนา วัฒนธรรมและความเป็นไทยมาสร้างสรรค์สังคมไทยใหเ้ กดิ ความเขม้ แขง็
อยา่ งมคี ณุ ภาพและคณุ ธรรม สรา้ งค่านยิ ม จิตสำ� นึกทีด่ แี ก่ประชาชน เพือ่ ให้สงั คมเกิดความมั่นคง
สงบสขุ รม่ เยน็ ดว้ ยมติ ทิ างศาสนา รวมทง้ั ระบบเศรษฐกจิ เกดิ ความมงั่ คงั่ เขม้ แขง็ บนวถิ วี ฒั นธรรม
ไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างย่ังยืน โดยเป็นความร่วมมือ
ระหว่างภาครัฐกับประชาชน รวมท้ังมุ่งหวังท่ีจะเห็น ๓ สถาบันหลักของชาติมีความเข้มแข็ง
เป็นฐานรากเชื่อมร้อยให้บ้านเมืองสมานฉันท์และมั่นคงอย่างย่ังยืน จึงเป็นเหตุผลท�ำให้เกิดการ
รวบรวมผลการดำ� เนนิ การขบั เคลอื่ นการดำ� เนนิ งานตามแผนแมบ่ ทสง่ เสรมิ คณุ ธรรมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 1
(พ.ศ. 2559 – 2564) และสนองนโยบายของรฐั บาลในการแกไ้ ขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยการนำ� มติ ทิ างดา้ นศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรมมาใชใ้ นการขบั เคลอื่ นยทุ ธศาสตรด์ า้ นความมน่ั คง
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความม่ันคงแห่งชาติเพื่อพัฒนา
ประเทศสคู่ วามม่นั คง มัง่ คง่ั และย่งั ยืน

4 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี

อำ� เภอกะพ้อ

อ�ำเภอกะพ้อ ค�ำว่า “กะพ้อ”
เป็นช่ือของปาล์มชนิดหน่ึง อ�ำเภอกะพ้อ
เดมิ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของอำ� เภอสายบรุ ปี ระกาศ
แยกเป็น กิ่งอ�ำเภอกะพ้อ ตามประกาศ
กระทรวงมหาดไทยเม่ือวันท่ี 6 มีนาคม
พ.ศ. 2525 ตอ่ มาจงึ ไดม้ พี ระราชกฤษฎกี า
ยกฐานะเป็น อ�ำเภอกะพ้อ ต้ังแต่วันที่
4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา
อ�ำเภอกะพ้อ ประกอบดว้ ย 3 ต�ำบล ได้แก่ บ้านจาเราะกะพ้อ เป็นช่ือตามภาษามลายูท้องถ่ิน
ความหมายในภาษาไทยหมายถึงล�ำธาร หรือบ้าน
ธารกะพ้อ เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ทางประวัติศาสตร์
ในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา อายรุ าว ๑๓๗ ปี
๑. ต�ำบลกะรุบี บ้านบาโง (กะรุบี) เลา่ กนั วา่ ไดม้ โี ตะ๊ เภากบั เจา้ หมน่ื ไดพ้ ากนั
มาติดตามช้างเชือกส�ำคัญของเมืองอยุธยาคือช้าง
บ้านบาโงนั้นหมู่บ้านที่มีสภาพเป็นดินเป็นเนิน เผอื กงาดำ� ซง่ึ เปน็ ชา้ งคบู่ า้ นคเู่ มอื งของกษตั รยิ ส์ มยั
สว่ นกะรบุ นี น้ั คนเฒา่ คนแกเ่ ลา่ วา่ มลี งิ ตวั ใหญต่ วั หนง่ึ อยุธยา มหี ลักฐานทางประวัตศิ าสตร์คอื กโุ บร์หรือ
สันนิษฐานว่าเป็นจ่าฝูงของลิงได้หาบลูกกะรุบี สุสานของเภาเจ้าหมื่นและญาติจ�ำนวนมากฝังอยู่
จำ� นวนมาก เพอ่ื ไปเปน็ อาหารสำ� หรบั ฝงู ลงิ ทอ่ี ยใู่ นปา่ บริเวณน้ี พร้อมกนั น้มี อี าวุธ อาทิ กระดิ่ง ๒ คู่ หอก
ปรากฏวา่ เมื่อมาถึงท่ีบริเวณกลางทุ่งนาน้ันหาบได้ ๒ คู่ กระบ่ี ๑ อนั ซงึ่ เปน็ ตน้ ตระกลู ซบิ ะ ในปจั จบุ นั
หกั ลงมาในบรเิ วณนน้ั ในบรเิ วณนแี้ ตก่ อ่ นมตี น้ กะรบุ ี ในปี ๒๕๓๖ ได้แยกบ้านเจาะกะพ้อ
ข้ึนเป็นจ�ำนวนมาก และยังสามารถเป็นอาหาร ออกเป็นสองหมู่บา้ น คือ หมูท่ ี่ ๗ และหมูท่ ่ี ๒
แกส่ ัตว์มากินผลไมไ้ ดต้ ลอดท้งั ปี
ผู้บุกเบิกบ้านกะรุบีคนแรก คือ โต๊ะนิ
ซงึ่ มาจากเมอื งโกตาบารู อำ� เภอรามนั จงั หวดั ยะลา
การต้ังถิ่นฐานครั้งแรกน้ันจะอยู่ในที่ลุ่มเพ่ือเหมาะ
แก่การเพาะปลูก ในสมัยนั้นชาวบ้านจะท�ำ
การเพาะปลูกจ�ำพวกมันส�ำปะหลงั มันเทศ เผอื ก
ซงึ่ สามารถนำ� มารบั ประทานแทนขา้ วได้ การเดนิ ทาง
เพ่ือการซ้ือขายท่ีสายบุรีหรือที่ไกลๆ จาก
หมู่บ้านนั้นจะใช้การเดิน และการใช้เกวียนวัว
เกวียนควายเทา่ นน้ั
ซ่ึงต�ำบลกะรุบี มีการขับเคล่ือนชุมชน ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนจัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพื่อ
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้าง
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 7 ชมุ ชน ความเข้มแข็งของชุมชน ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม
ประกอบไปดว้ ย พหุวัฒนธรรม

1.๑ ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ ดารลุ อามาน ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
(บ้านเจาะกะพอ้ ) ในระดบั ต้นแบบ จัดกิจกรรมอบรมเพ่ือพัฒนาความรู้

ประวตั ิชมุ ชน บ้านเจาะกะพ้อใน เดิมชอื่ เกยี่ วกบั การเลยี้ งแพะ, การเลยี้ งปลาดกุ ในบอ่ ซเี มนต,์

6 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี

การท�ำปุ๋ย, การปลูกมะนาว, การปลูกกลว้ ยหักมกุ , ๔ ตน้ จงึ เรยี กบรเิ วณนว้ี า่ บาโงมาแจ และไดเ้ ปลย่ี นชอื่
การเลย้ี งชนั โรง, การทำ� นำ�้ สม้ ควนั ไม้ เพอื่ สรา้ งรายได้ ในปัจจุบันว่าบ้านบาลูกาต้ังอยู่ในหมู่ที่ ๔
ให้กบั คนในชุมชนในการพ่ึงพาตนเอง ในจ�ำนวน ๘ หมู่บา้ นของตำ� บลกะรุบี อำ� เภอกะพอ้
จงั หวัดปตั ตาน ี

ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
ชุมชนร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ชุมชนจัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพื่อ
ท�ำความสะอาดสถานพยาบาล เน่ืองในวันคล้าย การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพ้ืนที่ด้วยการ
วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร นำ� หลกั ทางศาสนามาประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ นการดำ� รงชวี ติ
มหาภูมพิ ลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพือ่ ให้มคี วามสขุ
สรา้ งความตระหนกั ใหก้ บั ประชาชนในการเสยี สละ ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เพื่อสว่ นรวม ซึง่ จะช่วยลดปัญหาทเี่ กดิ ข้ึนในสงั คม ชุมชนร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา
ชุมชน “ท�ำความดีด้วยหัวใจ” และต้ังปณิธาน
๑.2 ชุมชนคุณธรรมมัสยิดอัลมุนีร์ จิตอาสาพัฒนาชุมชนด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญา
(บ้านบือแนบดู ี) ระดับคุณธรรม ของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต
ประวัติชุมชน บ้านบาลูกาเดิมชื่อ ดว้ ยการปลกู ผกั สวนครวั สรา้ งความมนั่ คงทางอาหาร
บา้ นบอื แนบดุ ี คำ� วา่ บดุ ี เปน็ ชอื่ ตามภาษามลายทู อ้ งถน่ิ
ความหมายในภาษาไทยหมายถึง “บุญคุณ”
เปน็ หมบู่ า้ นทเี่ กา่ แกท่ างประวตั ศิ าสตร์ กอ่ ตงั้ มานาน
ราว ๔๐๐ ปี ผู้บุกเบิกยุคแรก คือ นางโต๊ะเกาะ
เป็นคนของเจ้าเมืองในสมัยนั้น มาจากเมือง
โกตาบารู อ�ำเภอรามัน จังหวัดยะลาในปัจจบุ นั ซ่ึง
เป็นคนท่ีรักใคร่ของโต๊ะกูดือบอง (ศพตั้งอยู่ท่ีบ้าน
คอลอกาปะในปจั จบุ นั ) หรอื มชี อ่ื เลน่ วา่ โตะ๊ นสิ มนั
การปกครองโดยกษตั รยิ เ์ มอื งโกตาบารู อำ� เภอรามนั
โดยมที อี่ ยอู่ าศยั ทนี่ ี้ เพอ่ื ชว่ ยเหลอื ราษฎรทยี่ ากลำ� บาก
รอบๆ ศาลาจะปลกู มะพรา้ วเปน็ สัญลกั ษณ์ ๔ มมุ

รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี 7

ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยทดี่ งี าม ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
ชุมชนร่วมกันท�ำความสะอาดบริเวณ ชมุ ชนไดร้ บั ตน้ ทนุ ทางการเกษตร คอื กอ้ น
มสั ยดิ และภายในมสั ยดิ เพอ่ื อำ� นวยความสะดวกแก่ เช้ือเห็ดนางฟ้า ซึ่งคนในชุมชนได้น�ำก้อนเชื้อเห็ด
ประชาชนที่มาประกอบศาสนกิจ ตลอดจนเพ่ือ ไปเพาะปลูกและจัดสร้างโรงเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้า
เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีงามระหว่าง จนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนด้วย
หนว่ ยงานภาครฐั และประชาชน ภายใตโ้ ครงการ ๑ การน้อมนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
ศุกร์ ๑ มสั ยดิ ๑ ศาสนสถาน ด้านวิถวี ฒั นธรรมไทยท่ีดงี าม
๑.3 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ ดารสุ ลาม จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถาน
บ้านเจาะกะพ้อ ระดบั คุณธรรม เนอื่ งในวนั ชาติ และวนั พอ่ แหง่ ชาติ ๕ ธนั วาคม เพอื่
ประวัติชุมชน บ้านเจาะกะพ้อ เดิมชื่อ รั ก ษ า วิ ถี วั ฒ น ธ ร ร ม ไ ท ย ด ้ า น ค ว า ม เ สี ย ส ล ะ
บา้ นจาเราะกะพ้อ เป็นชือ่ ตามภาษามลายทู อ้ งถิ่น ทำ� ประโยชนเ์ พ่ือผอู้ ่ืน
ความหมายในภาษาไทยหมายถึงล�ำธาร หรือบ้าน
ธารกะพ้อ เป็นหมู่บ้านท่ีเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ ๑.4 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ นรู ลุ ยากนี
ในสมัยกรุงศรอี ยธุ ยา (บา้ นบาโงยือแบง็ ) ระดบั คณุ ธรรม
ประวัติชุมชน บ้านบาโงยือแบ็งเป็น
ด้านหลักธรรมทางศาสนา หมู่บ้านท่ีเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ในสมัย
จัดกิจกรรมเมาลิดสัมพันธ์เพ่ือร�ำลึกถึง กรุงศรอี ยธุ ยา อายรุ าว 170 ปี บาโงยอื แบ็ง เปน็
ศาสดาของศาสนาอิสลาม และสนับสนุนให้คน ชอ่ื ตามภาษามลายทู อ้ งถน่ิ ความหมายในภาษาไทย
ในชมุ ชนยดึ หลกั คำ� สอนทางศาสนามาเปน็ แนวทาง หมายถึง เนิน, ควน โคก ยือแบง็ หมายถึง เครา
ในการด�ำเนนิ ชวี ิต มีเรื่องเล่าว่าในสมัยก่อนบริเวณน้ีมีผู้มีอิทธิพล
ท่มี าจากเมืองโกตาบารู อำ� เภอรามัน จังหวดั ยะลา
ในปจั จบุ นั ชอื่ โตะ๊ ปลบี สิ ไดฆ้ า่ โจรทชี่ อ่ื วา่ บอื แบง็ ตาย
จงึ ตง้ั ชอ่ื วา่ บาโงยอื แบง็ และบางความเชอื่ สนั นษิ ฐาน
ตามลักษณะท่ีตั้งภูมิประเทศของชุมชนเป็นที่สูง
คลา้ ยเครามนษุ ย์ จงึ เรยี กวา่ บา้ นบาโงยอื แบง็ นน่ั เอง

8 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปัตตานี

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
จัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพ่ือการพัฒนา และเสรมิ สรา้ งความรกั ความสามคั คี ความเสยี่ สละ
คณุ ภาพชวี ติ ประชาชนเพอื่ สรา้ งคณุ คา่ และเสรมิ สรา้ ง ในการท�ำเพอ่ื ผูอ้ ่ืน
ความเข้มแข็งของชุมชนในการอยู่ร่วมกันในสังคม
พหุวัฒนธรรม (ใช้กระบวนการชุมชนคุณธรรม) ๑.5 ชุมชนคุณธรรมมสั ยิดบาลูกา
อยา่ งมีความสุข (บา้ นกำ� ปงบาร)ู ระดับคณุ ธรรม
ประวัติชุมชน บ้านบาลูกา เดิมชื่อ
บา้ นบอื แนบดุ ี คำ� วา่ บดุ ี เปน็ ชอ่ื ตามภาษามลายทู อ้ งถนิ่
มีความหมายในภาษาไทย หมายถึง “บุญคุณ”
บา้ นบาลกู า เปน็ หมบู่ า้ นทเ่ี กา่ แกท่ างประวตั ศิ าสตร์
ก่อตั้งมานานราว ๔๐๐ ปี ผู้บุกเบิกยุคแรก คือ
นางโต๊ะเกาะ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองในสมัยนั้น และเป็น
คนท่ีรักใคร่ของโต๊ะกูดือบอง (ศพต้ังอยู่ท่ีบ้านคอ
ลอกาปะในปัจจุบัน) หรือมีชื่อเล่นว่า โต๊ะนิสมัน
ซึง่ คอยชว่ ยเหลอื ราษฎรท่ียากล�ำบาก รอบๆ ศาลา
จะปลกู มะพรา้ วเปน็ สญั ลกั ษณ์ ๔ มมุ ๔ ตน้ จงึ เรยี ก
บริเวณน้วี า่ บาโงมาแจ และได้เปล่ยี นชื่อในปจั จุบัน
ว่าบา้ นบาลกู า จนถงึ ปจั จบุ นั

ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
จัดกิจกรรมอบรมการเรียนรู้เศรษฐกิจ
พอเพียง เพื่อน�ำมาใช้ในครัวเรือนเพ่ือให้เกิด
ความยงั่ ยนื ทางดา้ นอาหาร ลดรายจา่ ยใหก้ บั ครวั เรอื น

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพ่ือการพัฒนา
ให้เข้าใจให้ลึกซ้ึงถึงแก่นแท้ของหลักศาสนาในการ
อยูร่ ว่ มกนั ในสงั คมพหุวัฒนธรรมอยา่ งมคี วามสุข

ด้านวิถวี ฒั นธรรมไทยท่ดี ีงาม
จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาคูน�้ำ เพื่อ
เฉลิมพระเกียรติเน่ืองในวันคล้ายวันสวรรคต
พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ บ ร ม ช น ก า ธิ เ บ ศ ร

รวมพลังชุมชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี 9

ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บริเวณริมแม่น้�ำสายบุรี และใช้เรือเป็นพาหนะ
จัดกิจกรรมเพาะปลูกแตงกวาลอยฟ้า ใ น ก า ร ข น ส ่ ง ห รื อ ก า ร ติ ด ต ่ อ ไ ป ม า ห า สู ่ กั น
เพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารพิษ แตใ่ นปจั จบุ นั เมอื่ ถงึ หนา้ ฝนนำ้� ไดท้ ว่ มหมบู่ า้ นทกุ ปี
ไวท้ านในครวั เรือน ท�ำให้มีการย้ายบ้านเรือนไปต้ังในที่สูง ท�ำให้
ไม่เหน็ สภาพบา้ นเรอื น อย่างในสมัยก่อนอกี เลย

ด้านวิถวี ัฒนธรรมไทยที่ดงี าม ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมพัฒนาคูคลอง บริเวณน้�ำตก จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์
นาวิน เพื่อสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทยในด้าน ทุกสัปดาห์อย่างต่อเน่ือง เพ่ือปลูกฝังคุณธรรม
ความเสยี สละ และความสามคั คใี นการทำ� ประโยชน์ จรยิ ธรรมใหแ้ ก่คนในชุมชน
เพ่ือสว่ นรวม ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
๑.6 ชุมชนคุณธรรมมัสยดิ คอลอกาปะฮ์ จัดกิจกรรมอบรมการเรียนรู้เศรษฐกิจ
(บ้านคอลอกาปะ) ระดับส่งเสรมิ คุณธรรม พอเพียง เพ่ือน�ำมาใช้ในชุมชน ให้เกิดความย่ังยืน
ประวัติชุมชน บ้านคอลอกาปะ เป็นชื่อ ทางดา้ นอาหารเพอ่ื บรโิ ภค
ตามภาษามลายูท้องถิ่น มีความส�ำคัญในการเป็น
เส้นทางสัญจรทางน�้ำท่ีส�ำคัญในสมัยก่อน เพ่ือ
ตดิ ตอ่ คา้ ขายกบั อำ� เภอสายบรุ ี มเี รอื โดยสารบรกิ าร
วนั ละ 1 เทย่ี ว บา้ นคอลอกาปะเปน็ หมบู่ า้ นทเ่ี กา่ แก่
ทางประวัตศิ าสตร์ในสมัยกรุงศรีอยธุ ยา มีอายุราว
200 ปี กาปะ หมายถึงนุน่ หรือส�ำลี ในสมยั กอ่ น
มีการปลูกกันมาก ใช้ส�ำหรับท�ำหมอน ท่ีนอน
จึงตั้งช่ือหมู่บ้านว่า คอลอกาปะ ตราบจนทุกวันนี้
บ้านคอลอกาปะ ในสมัยน้ันบ้านเรือนจะสร้าง

ด้านวิถวี ัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม
จัดกิจกรรมพัฒนาคูคลอง บริเวณน้�ำตก
นาวิน เพื่อสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทยในด้าน
ความเสยี สละ และความสามคั คใี นการทำ� ประโยชน์
เพื่อสว่ นรวม

10 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี

๑.7 ชุมชนคุณธรรมมัสยิดนูรุลอสิ ลาม ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ดี งี าม
ระดับส่งเสรมิ คุณธรรม จดั กจิ กรรมกำ� จดั วชั พชื และขดุ ลอกทราย
ประวัติชุมชน บ้านบาโง ความหมาย บรเิ วณฝายเกบ็ นำ�้ ในชมุ ชนเพอื่ เปน็ การสรา้ งประโยชน์
ตามภาษามลายูท้องถิน่ หมายถงึ ท่ีสงู หรอื เนินสงู ในพ้ืนท่ีสาธารณะของชุมชนให้เกิดความสะอาด
หรอื โคก ตามสภาพทต่ี ั้งของชุมชนท่ตี ง้ั อยูท่ ส่ี ูง และสะดวกต่อการใช้งาน
๒. ต�ำบลตะโละดือรามัน หมู่บ้าน
ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ตะโละดือรามันในอดีตได้มีคนช่ือ “ดือราแม”
จัดโครงการปลูกที่เรากิน กินท่ีเราปลูก ได้เข้ามาบุกเบิกพื้นท่ีท�ำกินร่วมกับเพื่อนๆ อีก
เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนใช้ท่ีดินว่างเปล่า ๒ - ๓ คน บนพ้ืนทีท่ ี่ดนิ มลี กั ษณะคล้ายอา่ วหรอื
ให้เกิดประโยชน์ ลดรายจ่าย สร้างรายได้แก่ แหลมที่ยื่นออกมาจากแนวตีนเขาท้ัง ๒ ด้าน
ครัวเรือน และด�ำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของ มรี อ่ งนำ�้ ไหลลงมาจากภเู ขา พอถงึ ฤดแู ลง้ นำ้� ในรอ่ ง
เศรษฐกิจพอเพียง จะแหง้ ทั้ง ๒ ดา้ น
ลกั ษณะของรอ่ งนำ้� ทางดา้ นทศิ ตะวนั ออก
ไหลมาจากอา่ วซาแด หรอื ดอื โละซาแด แลว้ ไหลลง
ทงุ่ นาดา้ นลา่ ง สว่ นรอ่ งนำ้� ทางดา้ นทศิ ตะวนั ตกไหล
มาจากภเู ขาเชน่ เดยี วกนั เรยี กวา่ หว้ ยบเู กะดกู ู หรอื
หว้ ยตน้ ไฝ่ (ภาษาถนิ่ เรยี กวา่ “จะเราปะฮงบโู ละห”์ )
จากการที่ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ ๒ - ๓
หมูบ่ ้านทีอ่ ยใู่ กล้เคียง ไม่ปรากฏวา่ มใี ครรูว้ า่ คนชอ่ื
“ดอื ราแม” เป็นคนมาจากไหน และลกู หลานของ
เขากไ็ มม่ ี ลกู หลานของนายดอื ราแม มี ๓ ตระกลู คอื
๑. ตระกลู วาบา
๒. ตระกลู แมดง
๓. ตระกูลมือฆา
ส่วนเพ่ือนๆ อีก ๒ คน น้ันทราบว่า
หนึ่งในนั้นมีชื่อว่า “นิยือซา” เป็นคนในตระกูล
“วาบา” ตราบทุกวันนี้ แต่อีกคนไม่ทราบชื่อและ
นามสกุลบุคคลทั้ง ๓ ท่ีเป็นรุ่นบุกเบิกพื้นที่ได้
ประกอบอาชีพท�ำนา ปลูกไม้ผล เช่น มะพร้าว
สะตอ มะปราง ฯลฯ คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่า
สมัยก่อนเป็นพ้ืนที่ท่ีมีความอุดมสมบูรณ์และ

รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี 11

เป็นพื้นท่ีท่ีน่ากลัวมาก เพราะว่ามีสัตว์ร้ายต่างๆ ๒.๑ ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ นรู ลุ ชารฟี
อาศยั อยเู่ ปน็ จำ� นวนมาก เชน่ เสอื หมี เหลา่ นเี้ ปน็ ตน้ (บ้านตะโลดือรามัน) ระดับต้นแบบ
ร่องน้�ำที่ไหลมารวมกันที่บาโระคอ แล้ว
ไหลลงสบู่ าโระหส์ อื นง มชี อื่ เรยี กวา่ “บาโระหส์ อื นง” ประวัติชุมชน บ้านตะโละดือรามัน
ท่ีไดม้ ชี อ่ื เรยี กว่า “สือนง” นั้น มีผเู้ ฒา่ ไดเ้ ลา่ ให้ฟงั เล่ากันว่าบริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านนี้ในอดีตผู้ท่ีเข้ามา
ว่าค�ำวา่ สอื นงคือการผกู เรอื เพราะสมัยกอ่ นตอ้ งใช้ ตง้ั รกรากทำ� มาหากนิ ชอ่ื “โตะ๊ ดอื รามนั ” โดยไดม้ า
เรือเป็นพาหนะในการข้ามฟาก ส่วนใหญ่นิยมใช้ ต้ังบ้านเรือนอยู่บริเวณหมู่บ้านในปัจจุบันซึ่ง
เรอื แจว ถา้ หากจะเดนิ ไปอกี ฟากฝง่ั หนงึ่ ตอ้ งเอาเรอื เปน็ ทดี่ อน ซง่ึ บรเิ วณนเี้ มอ่ื ถงึ ฤดฝู นนำ้� จะทว่ มเขา้ มา

ไปผกู ขา้ มกลบั มาฝง่ั เดมิ กเ็ อาเรอื ผกู เชน่ กนั ดงั นน้ั
จึงเรียกว่า “บาโระห์สือนง” จากบาโระห์สือนง
นำ้� ไหลลงคลองมาตี หรอื “สงู ามาต”ี ทไ่ี ดม้ ชี อ่ื เรยี กวา่
“มาต”ี เพราะเวลาถงึ ชว่ งฤดแู ลง้ นำ�้ ในแมน่ ำ้� สายนี้
จะแหง้ ดงั นน้ั จงึ เรยี กวา่ “สงู ามาต”ี ตามสภาพนำ�้
ลำ� นำ้� สายนไี้ ดไ้ หลลงสคู่ ลองทสี่ ะพะกอตอทเ่ี รยี กวา่
“กอตอ” เพราะสมยั กอ่ นมตี ำ� นานเลา่ กนั สบื มาวา่ ท่ี
บา้ นแหง่ นไ้ี ดม้ เี จา้ เมอื งไดม้ าสรา้ งพระราชวงั ดงั นนั้
จึงเรียกบ้านกอตอมาจนถึงทุกวันนี้ ล�ำน้�ำสายน้ี ในหมู่บ้านส่วนหนึ่งมีลักษณะเหมือนอ่าว ซึ่งใน
ได้ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยท่ีสายบุรี พ้ืนที่บ้าน ภาษามลายูเรียกว่า “ตะโละ” ต่อมาเมื่อมีใคร
ตะโละดือรามัน จะไปเยี่ยมญาติในหมู่บ้านบริเวณนี้ก็จะเรียกช่ือ
แต่ก่อนบ้านตะโละดือรามันจะมีปอเนาะ ตามสภาพภูมิศาสตร์และครอบครัวที่เข้ามาอาศัย
(โรงเรียนสอนศาสนา) ซึ่งปะดอเฮงเป็นคนท่ีเปิด ครง้ั แรกวา่ “ตะโละดอื รามนั ” และเรยี กมาจนปจั จบุ นั
ปอเนาะแห่งนี้ หลังจากน้ันก็มีคนมาเปิดกุโบร์
(สสุ าน) คือโต๊ะแวเฮง
ในหมบู่ า้ นตะโละดอื รามนั ยงั มอี กี สถานท่ี
หน่ึง เรียกว่า “ตะโละชาเด” ซึ่งตะโละ หมายถึง
พ้นื ทท่ี ีด่ นิ มลี ักษณะคล้ายๆ อ่าว หรือแหลม ท่ียืน่
ออกมาจากแนวตีนเขาท้งั ๒ ด้าน มรี อ่ งน้ำ� ไหลลง
มาจากภูเขา พอถึงฤดูแล้งน�้ำในร่องจะแห้งทั้ง ๒
ดา้ น สว่ นชาเด หมายถงึ ชอ่ื บคุ คลทบี่ กุ เบกิ สถานที่
แห่งนีเ้ ปน็ คนแรก สาเหตุท่ตี งั้ ชอ่ื ตะโละชาเด ก็คอื
ในคืนวันหนึ่ง มีชาเดได้ยินเสียงไก่ร้องที่อยู่ในเล้า
ใต้ถุนบ้าน ชาเดก็ลงจากบ้านไปดูก็เห็นเสืออยู่ใน ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
เลา้ ไก่ เสอื กำ� ลงั จะกนิ ไก่ ชาเดกเ็ อาพรา้ เพอื่ ทจี่ ะไป จัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพื่อการพัฒนา
ไลเ่ สอื ใหอ้ อกไปจากเลา้ ไก่ แตเ่ สอื กห็ นั มาเขา้ โจมตี คณุ ภาพชวี ติ ประชาชน โครงการสง่ เสรมิ การอยรู่ ว่ มกนั
ชาเด ชาเดก็ส้จู นเสือตวั น้นั ตาย ในสงั คม พหวุ ฒั นธรรมเพ่อื สรา้ งคุณคา่ และเพ่ิมราย
ซง่ึ ตำ� บลตะโละดอื รามนั มกี ารขับเคลอื่ น ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการ
ชมุ ชนดว้ ยการนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง อยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรม (ใชก้ ระบวนการชมุ ชน
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย คุณธรรม) เพื่อให้คนในชุมชน น�ำหลักธรรมทาง
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 6 ชมุ ชน ศาสนาไปปฏิบัติตามได้ถูกต้อง และน�ำไปปรับใช้
ประกอบไปดว้ ย ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมใหม้ คี วามสขุ

12 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี

ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ประวัตชิ มุ ชน บ้านกาหยี ชอ่ื ยอ่ ยอีกชอ่ื
ชุมชนจดั กิจกรรม ปรบั ปรุง แหล่งเรียนรู้ ที่เรียกภาษาชาวบ้าน ท่ีคนในละแวกนี้รู้จักดี คือ
ของชุมชนเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลัก บ้านกูแบบาเดาะ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก บริเวณ
เศรษฐกิจพอเพียงใหก้ บั คนในชุมชน ด้านในส่วนท่ีติดถนนสาย ๔๐๖๐ จะเรียกว่า
“กำ� ปงบาลกู า” เขา้ ไปในซอยเรยี กวา่ “บา้ นบาโระ”
หรอื เขา้ ไปอกี ทางทศิ ตะวนั ตก จะเรยี กวา่ “โตะบอมอ”
ส่วนทางทศิ ใตเ้ รียกวา่ “ปาลอตโี ด”

ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมบรรยายธรรมเพอื่ นำ� หลกั ธรรม
ทางศาสนาไปใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ

ด้านวิถวี ฒั นธรรมไทยทดี่ งี าม
จัดกิจกรรมปล่อยปลาเฉลิมพระเกียรติ
เน่ืองในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว เพ่ือสร้างความส�ำนึกในพระมหา-
กรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อ
ปวงชนชาวไทย

2.๒ ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ นรู ลุ ฮดู ากอื รนั ยี
(บา้ นกาหยี) ระดับคณุ ธรรม

ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จดั กจิ กรรมอบรมหลกั สตู รการทำ� ปยุ๋ หมกั
ชีวภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนในพื้นท่ี
สามารถเรยี นรกู้ ารทำ� ปยุ๋ หมกั ดว้ ยตนเอง ลดตน้ ทนุ
ในการท�ำเกษตรกรรม เพิ่มรายได้ และสง่ เสริมการ
เรยี นรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับคนในชมุ ชน

รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี 13

ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยทด่ี ีงาม อาศัยไม่มาก ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ
จัดกิจกรรมสวนหย่อมเฉลิมพระเกียรติฯ ท�ำสวน ท�ำไร่ เล้ียงปลา รับจ้างท่ัวไป แต่จะเน้น
เน่ืองในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ การจบั ปลา หอยทรายเปน็ อาหารทมี่ อี ตั ลกั ษณท์ โี่ ดดเดน่
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพ่ือส่งเสริมให้ประชาชน ในชุมชนแห่งนี้ เนื่องจากหอยดังกล่าว มีเฉพาะ
ในพื้นท่ีเกิดความรัก ความสามัคคีและความเป็น ในแมน่ ้�ำสายนเี้ ทา่ น้ัน
อนั หนง่ึ อันเดยี วกันในการทำ� เพ่ือส่วนรวม

๒.๓ ชมุ ชนคุณธรรมมัสยิดรอตุลยนั นะห์ ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
(บ้านป)ุ ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม ชุมชนจัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์
ประวัติชุมชน บ้านปุ เดิมเป็นพ้ืนท่ีของ ทุกสัปดาห์ เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับ
บ้านอุแตบือราแงและต่อมาได้แยกจากบ้าน คนในชุมชนไดน้ �ำไปปรบั ใช้ในการดำ� เนนิ ชีวิต ใหม้ ี
อแุ ตบือราแง ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เล่ากนั ว่าบริเวณ ความสุข
ท่ีต้ังของหมู่บ้านแห่งน้ี เดิมทีเป็นท่ีรกร้างเต็มไป ดา้ นวถิ วี ัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
ดว้ ยปา่ ยากตอ่ การเขา้ ถงึ เปน็ อยา่ งมาก และบรเิ วณ จัดกิจกรรมจิตอาสาท�ำความสะอาด
ด้านหลังหรอื ปลายสดุ ของชมุ ชนตดิ แมน่ �้ำไหลผ่าน บริเวณมัสยิด เพื่ออ�ำนวยความสะดวกแก่สัปปุรุษ
ส่แู มน่ ำ้� สายบรุ ี เปน็ บริเวณสำ� หรับการจบั ปลาและ ที่มาประกอบศาสนกิจท่ีมัสยิด ตลอดจนเพ่ือ
ลา่ สตั ว์ ในระยะเวลาตอ่ มา กไ็ ดม้ ผี คู้ นในระแวกนน้ั เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีงามระหว่าง
เขา้ ไปทำ� สวน และไดป้ กั หลกั สรา้ งบา้ น จนปจั จบุ นั หน่วยงานภาครัฐและประชาชน ภายใต้โครงการ
สามารถก่อต้งั เป็นหมบู่ า้ น ปา้ นปุ จนถึงปัจจบุ ัน ๑ ศกุ ร์ ๑ มสั ยดิ ๑ ศาสนสถาน
ลักษณะเด่นของชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่
อยใู่ นซอย ไมต่ ดิ ถนนใหญ่ เปน็ หม่บู ้านเลก็ ๆ ผูค้ น

14 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี

๒.๔ ชุมชนคุณธรรมมสั ยิดนูรอมี าน ด้านวิถวี ฒั นธรรมไทยท่ดี งี าม
(บา้ นตะโละโตะ๊ และห)์ ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จัดกิจกรรมปล่อยปลา เพ่ือสืบสาน
ประวัติชุมชน บ้านตะโละโตะและห์ วัฒนธรรมไทยด้านความรัก ความเสียสละและ
เปน็ หมบู่ า้ นใหมท่ แี่ ยกมาจากหมทู่ ี่ 4 บา้ นตะโละดอื รามนั ความเอ้ือเฟ้อื เผอ่ื แผใ่ ห้กบั ทกุ ชวี ติ
เล่ากันว่าบริเวณที่ต้ังของหมู่บ้านนี้ในอดีต ๒.๕ ชุมชนคุณธรรมมสั ยิดบาแต
ผู้ท่ีเข้ามาตั้งรกรากท�ำมาหากิน ชื่อ “โต๊ะและห์” ระดบั สง่ เสริมคุณธรรม
โดยไดม้ าต้งั บา้ นเรอื นอย่บู รเิ วณหมูบ่ า้ นในปจั จุบัน
ซึ่งเป็นท่ีดอน ซึ่งบริเวณนี้เม่ือถึงฤดูฝนน้�ำจะท่วม
เข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนหน่ึงมีลักษณะเหมือนอ่าว
ซงึ่ ในภาษามลายเู รยี กวา่ “ตะโละ” ตอ่ มาเมอ่ื มใี คร
จะไปเย่ียมญาติในหมู่บ้านบริเวณนี้ ก็จะเรียกชื่อ
ตามสภาพภูมิศาสตร์และครอบครัวท่ีเข้ามาอาศัย
ครงั้ แรกวา่ “ตะโละโตะ๊ และห์” และเรยี กมาจนถงึ
ปจั จบุ ัน

ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นบือแต หรือเดิมเรียก
จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์ กันวา่ “บ้านบาแต” มนี ามขานกันมากว่า ๑๓๐ ปี
ทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จากการบุกเบิกท่ีอยู่อาศัยมาจากบ้านตือปีรูโบะ
จริยธรรมให้กับคนในชุมชนด้วยการน�ำหลักของ อำ� เภอสายบรุ ี และตอ่ มาไดม้ กี ารพฒั นาหมบู่ า้ นใหม่
ศาสนามาใช้ในการดำ� รงชีวติ ใหม้ คี วามสุข มถี นนเขา้ มาในชมุ ชนไดอ้ ยา่ งสะดวก มไี ฟฟา้ มผี คู้ น
อาศยั อยมู่ าก อตั ลกั ษณท์ โ่ี ดดเดน่ ของชมุ ชนแหง่ นี้
เป็นชุมชนท่ีติดแม่น�้ำสายบุรี วิถีชีวิตส่วนใหญ่ของ
คนในชุมชนจะมีความผกู พนั กบั สายน้�ำ มกี ารเก็บ
หอยทรายเพ่ือการบริโภค และหากเหลือจาก
บรโิ ภคกจ็ ะมกี ารจำ� หนา่ ย ซง่ึ หอยดงั กลา่ ว มเี ฉพาะ
ในแมน่ ำ้� สายบรุ เี ทา่ นน้ั หว้ งเวลาทหี่ าหอยไดส้ ะดวก
คือช่วงน้�ำลด ระหว่างเดือน มีนาคม – มิถุนายน
นอกจากจะมีความผูกพันกับสายน�้ำแล้ว ชุมชน
ยังมีอาชีพท�ำสวนยางพารา และท�ำสวนผลไม้
เป็นอาชีพหลักอีกด้วย เรียกได้ว่า เป็นชุมชนที่มี
การผสมผสานระหวา่ งแหลง่ นำ้� กบั พนื้ ทที่ ำ� การเกษตร
ไดเ้ ป็นอย่างดี

รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี 15

ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
ชุมชนจัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์
เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหค้ นในชมุ ชนนำ� หลกั ธรรมทางศาสนา
มาปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดงี าม
จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์ ชุมชนจัดกิจกรรมปล่อยปลาเพื่อสืบสาน
ทุกสัปดาห์ เพื่อสร้างการรับรู้ท่ีถูกต้องเก่ียวกับ วิถีวัฒนธรรมไทยด้านความรัก ความเสียสละและ
การน�ำหลักศาสนามาปรับใช้ในการด�ำรงชีวิต ความเอือ้ เฟ้อื เผ่อื แผใ่ หก้ ับทุกชวี ิต
ใหม้ คี วามสขุ
๒.๖ ชุมชนคณุ ธรรมมัสยิดมะนงั มะดง
ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม

ประวตั ชิ มุ ชน เลา่ กนั วา่ หมบู่ า้ นนม้ี โี ตะ๊ ครู ๓. ต�ำบลปล่องหอย เมื่อประมาณ
อนั เปน็ ทย่ี อมรบั ของคนทว่ั ไปอยถู่ งึ ๖ คน ซง่ึ ถอื วา่
มีจ�ำนวนมากและยากที่จะเกิดข้ึน ชาวบ้านจาก ๒๐๐ ปมี าแลว้ ได้มีคนไทยชาวพุทธได้เดนิ ทางมา
หมู่บ้านอื่นๆ ในบริเวณข้างเคียงจึงเรียกหมู่บ้านนี้ จากบ้านกะลาพอ มาบุกเบิกบ้านปลองอ ซึ่งเป็น
ว่า “บ้านโต๊ะแน” (โต๊ะ เป็นค�ำท่ีชาวบ้านใช้เรียก ภาษายาวี และคนไทยพทุ ธทม่ี ชี อ่ื วา่ นายเหนยี่ ว ได้
ค�ำน�ำหน้าผู้น�ำศาสนาหรือผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ) เรยี กเปน็ ภาษาไทยวา่ ปลอ่ งหอย จนไดเ้ ปน็ ชอ่ื ของ
และเรียกมาจนปัจจุบัน แม้ว่าผู้น�ำศาสนาดังกล่าว ตำ� บลปลอ่ งหอยมาจนทุกวันน้ี
จะเสยี ชวี ติ ไปเป็นเวลานานแลว้ ก็ตาม ซง่ึ ตำ� บลปลอ่ งหอย มกี ารขบั เคลอ่ื นชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 7 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย

16 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวัดปตั ตานี

๓.๑ ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ โลทู ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยทีด่ ีงาม
(บ้านโลท)ู ระดบั ตน้ แบบ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถาน
ประวัติชุมชน บ้านโลทู หมู่ที่ ๖ ต�ำบล เพ่ือสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทยด้านความร่วมมือ
ปล่องหอย อำ� เภอกะพ้อ จงั หวดั ปตั ตานี ห่างจาก ในการกระท�ำความดเี พือ่ ส่วนรวม
อำ� เภอกะพอ้ ไปทางทศิ เหนอื ประมาณ ๑๐ กโิ ลเมตร
ชอ่ื เดมิ ของหมบู่ า้ นมชี อ่ื วา่ โลทู เปน็ ภาษา
โบราณท่ีใช้กับช้างและเป็นช่ือต้นไม้ชนิดหนึ่ง
ทข่ี น้ึ อยตู่ ามหมบู่ า้ น คนบกุ เบกิ ครง้ั แรกเปน็ คนไทย
ไมท่ ราบชอื่ บา้ นโลทไู ดร้ บั การคดั เลอื กเปน็ หมบู่ า้ น
หตั ถกรรมดเี ดน่ ประจำ� ปี ๒๕๕๐

ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา ๓.๒ ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดดารสุ ลาม
จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอื่ (บา้ นมะแนดาแล) ระดบั คณุ ธรรม
สรา้ งสรรคส์ นั ตสิ ขุ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ในชมุ ชน โดยสรา้ งจาก ประวัตชิ มุ ชน บา้ นมะแนดาแล หมูท่ ่ี ๒
ในจิตใจบุคคลพัฒนาไปยังครอบครัว และส่งเสริม ต�ำบลปล่องหอย อ�ำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี
ใหเ้ กดิ สันติสขุ ในสังคมสบื ไป อยู่หา่ งจากอ�ำเภอกะพ้อ ไปทางทิศเหนือประมาณ
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ๑๖ กิโลเมตร
ชุมชนได้รับมอบเมลด็ พนั ธ์ขุ า้ วโพดหวาน บ้านมะแนดาแล เริ่มตั้งข้ึนเม่ือประมาณ
และปุ๋ยตามโครงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ๕๐๐ ปกี อ่ น ตามคำ� บอกเลา่ ของผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ ในอดตี นน้ั
แจกจ่ายให้กับประชาชนในพ้ืนท่ี และเพื่อส่งเสริม บ้านมะแนดาแล มีช่ือเดิมว่า “หมู่บ้านบ่าว”
ให้เกษตรกรในชุมชนด�ำรงชีวิตตามหลักปรัชญา ปัจจุบันนี้บริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านดังกล่าวจะเป็น
ของเศรษฐกิจพอเพยี ง ทุ่งนา ซ่ึงต้ังอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
ในปัจจุบนั
หมู่บ้านบ่าว มีหัวหน้าหมู่บ้านที่ชื่อว่า
โต๊ะบ่าว เป็นผู้ปกครองหมู่บ้าน โดยให้ชาวบ้าน
ทเ่ี ปน็ ผชู้ ายมหี นา้ ทใี่ นการดแู ลรกั ษาหมบู่ า้ น ทำ� ให้

รวมพลังชุมชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี 17

บ้านโต๊ะบ่าวแต่การย้ายเข้ามาอยู่ใน
คร้ังน้ีก็ท�ำให้เกิดค�ำครหาข้ึนมาว่า
โต๊ะบ่าวนั้นได้ลูกเขยท่ีไม่ทราบ
หัวนอนปลายเท้า บ้างก็ว่าเป็นเพียง
คนท่ีเข้ามารับจ้างท�ำงานไปวันๆ
ก็ท�ำให้โต๊ะบ่าวน้ันอับอายขายหน้า
เปน็ อย่างมาก
ก็เลยได้ขับไล่ชายแปลก
หน้าและบุตรสาวออกจากหมู่บ้าน
เพอ่ื ใหพ้ วกเขาออกไปบกุ เบกิ หมบู่ า้ น
ชาวบ้านอย่กู นั อยา่ งมคี วามสุขเร่อื ยมา ใหม่ ซ่ึงบริเวณท่ีเขาและภรรยาเข้าไปบุกเบิกน้ัน
อยมู่ าวนั หนง่ึ ไดม้ ชี ายแปลกหนา้ ไดเ้ ดนิ ทาง ไมม่ ผี ใู้ ดกลา้ ไปเพราะมอี นั ตรายมากมาย โดยใจจรงิ
เข้ามาอาศยั อยใู่ นหมบู่ ้านบ่าว ชายแปลกหน้าผนู้ ้ัน ของโต๊ะบ่าวนั้น อยากให้ท้ังคู่เสียชีวิตโดยภัยร้าย
ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านรู้จักมาก่อน เขาได้เข้ามา จากสัตว์ปา่ แต่ไมเ่ ปน็ อย่างที่โต๊ะบ่าวหวังไว ้
เป็นลูกจ้างทำ� งานต่างๆ ในหมู่บา้ น และอาศยั อยทู่ ่ี จากการไปบุกเบิกหมู่บ้านใหม่นั้น ท�ำให้
กระทอ่ มทา้ ยหมบู่ ้าน ทงั้ คอู่ ยกู่ นั อยา่ งมคี วามสขุ โดยมชี าวบา้ นทยอยเขา้
วันหน่ึงได้มีผู้มิหวังดีจากถิ่นอ่ืน เข้ามา มาอาศัยในพ้ืนท่ีหมู่บ้านใหม่เร่ือยๆ และได้อยู่กัน
ท้าประลองโต๊ะบ่าว ผู้เป็นหัวหน้าของหมู่บ้าน จนมีลูกมากมาย
โดยหวงั จะยดึ ครองหม่บู ้านและจะทำ� การปกครอง จนกระทง่ั วนั หนง่ึ ไดม้ คี รสู อนสลิ ะ (ศลิ ปะ
หม่บู ้านแทนโตะ๊ บ่าว ณ วนั นน้ั ไมม่ ผี ูใ้ ดกลา้ ออกไป การตอ่ สอู้ ยา่ งหนง่ึ ของชาวมลาย)ู ซง่ึ เปน็ ผหู้ ญงิ เดนิ ทาง
ประลองดว้ ย เพราะเกรงกลวั ในความเกง่ กาจของคู่ มาจากอินโดนีเซีย เธอได้ท�ำการสอนสิละให้กับ
ตอ่ สู้ ทำ� ใหช้ าวบา้ นเกดิ ความหวาดหวนั่ ตอ่ อนั ตราย คนในหมู่บ้านของชายแปลกหน้า และเธอก็ได้เจอ
ทก่ี �ำลงั เกดิ ขึน้ กบั พชี่ ายทห่ี นอี อกมาจากเมอื งมาอกี ครงั้ พช่ี ายเธอ
เมอื่ ชายแปลกหนา้ ทอ่ี าศยั อยทู่ า้ ยหมบู่ า้ น คนนน้ั คอื ชายแปลกหนา้ นเ่ี อง เมอ่ื กอ่ นเธอและพชี่ าย
ทราบข่าว เขาจึงขอรับอาสาจากโต๊ะบ่าวเพื่อต่อสู้ เป็นบุตรชายและบุตรสาวของเจ้าเมืองมินังกาบาว
แทนชาวบ้านซ่ึงโต๊ะบ่าวก็ได้อนุญาตและได้ให้ ประเทศอินโดนีเซีย เธอได้ท�ำการตามหาพี่ชายไป
สัญญาไว้ว่า ถ้าการประลองครั้งน้ีชายแปลกหน้า ทุกที่เป็นเวลาหลายปีจนมาถึงท่ีหมู่บ้านน้ี สาเหตุ
เปน็ ฝา่ ยชนะ ตนจะยกบตุ รสาวใหเ้ ปน็ ภรรยา พรอ้ ม ของการทพี่ ช่ี ายของเธอไดห้ นอี อกจากเมอื งในครงั้ นน้ั
ทง้ั แบง่ พนื้ ทก่ี ารปกครองใหอ้ กี ครงึ่ หนงึ่ ของทงั้ หมด เปน็ เพราะพชี่ ายของเธอไดแ้ พก้ ารแขง่ ขนั สลิ ะทำ� ให้
การประลองในครง้ั นน้ั ไดท้ ำ� การประลองขนึ้ บรเิ วณ เกดิ ความอบั อายจึงหนอี อกมา พช่ี ายของเธอมชี ื่อ
บ้านมะกอในปัจจุบัน ผลการประลองครั้งนั้น เดิมวา่ “ตว่ นบาวก”์
ชายแปลกหน้าเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ โต๊ะบ่าว ฝา่ ยโตะ๊ บา่ วเมอ่ื ทราบวา่ ลกู ชายของตนนน้ั
ผู้เป็นผู้น�ำหมู่บ้านได้ท�ำตามสัญญาท่ีให้ไว้ก่อน เป็นถึงลูกเขยของเจ้าเมืองมินังกาบาว ประเทศ
การประลอง โดยการยกบุตรสาวให้เป็นภรรยาแก่ อนิ โดนเี ซยี กท็ ำ� ใหโ้ ตะ๊ บา่ วยอมรบั วา่ ตว่ นบาวกเ์ ปน็
ชายแปลกหนา้ พรอ้ มยกพนื้ ทก่ี ารปกครองใหค้ รง่ึ หนง่ึ ลกู เขยอย่างเตม็ ใจ
ดว้ ยความจำ� ใจ ต่อมาต่วนบาวก์ได้ปกครองหมู่บ้าน
ชายแปลกหนา้ เมอ่ื ไดแ้ ตง่ งานกบั บตุ รสาว อย่างสงบสุขเรื่อยมาและได้ต้ังชื่อหมู่บ้านใหม่น้ีว่า
ของโตะ๊ บา่ วแลว้ เขาไดย้ า้ ยจากกระทอ่ มเขา้ มาอยทู่ ี่ “บา้ นบือแนดาแล” ซง่ึ แปลว่า นาใน ซึ่งคอื คนใน

18 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี

พน้ื นาทต่ี ัง้ อยู่ในบริเวณหบุ เขา ปัจจุบนั ไดเ้ พ้ยี นมา
เปน็ “บา้ นมะแนดาแล”
สำ� หรบั บตุ รสาวและบตุ รธดิ าของตว่ นบาวก์
นั้นไม่ทราบว่ามีก่ีคน แต่ที่ผู้เล่าขานจ�ำได้ก็มี
ผู้สืบสกุลวายะ กับสกุลวาโยะ ซ่ึงปัจจุบัน
กลายมาเป็นนามสกลุ “วายะโยะ”

ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา 3.๓ ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ มะกอ
จดั กจิ กรรมอบรมใหค้ วามรแู้ กค่ นในชมุ ชน (บา้ นมะกอ) ระดับสง่ เสรมิ คุณธรรม
พร้อมกับส่งเสริมการประกอบศาสนกิจเพ่ือให้ ประวัติชุมชน ชื่อบ้านมะกอ มาจากช่ือ
ประชาชนในพื้นที่น�ำหลักทางศาสนามาใช้ในการ ตน้ ไมท้ มี่ ผี ลกนิ ได้ ภาษายาวเี รยี กวา่ “ปแิ นบอื ราแง”
ด�ำรงชวี ิตให้มีความสขุ แปลเปน็ ภาษาไทยวา่ “ลกู มะกอก” จากคำ� บอกเลา่
โดยคนรนุ่ เกา่ วา่ ผบู้ กุ เบกิ สรา้ งหมบู่ า้ น คอื นายวาเตะ
ซงึ่ มาจากบา้ นบอื เจาะ ตำ� บลพิเทน

ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
จัดอบรมเกษตรกรเพ่ือเพิ่มทักษะ
และส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรแก่คนในชุมชน
สรา้ งรายได้ใหก้ ับคนในชุมชนมากข้นึ

ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์เพ่ือ
อบรมใหค้ วามรแู้ กค่ นในชมุ ชนในการนำ� หลกั ธรรม
ทางศาสนามาปรบั ใช้ในการดำ� เนินชีวิต

ดา้ นวถิ ีวฒั นธรรมไทยท่ดี ีงาม
จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาชุมชน เน่ืองใน
วนั คลา้ ยวนั สวรรคตพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั “ปณธิ านความดี ทำ� ดเี รม่ิ ไดท้ ใ่ี จเรา”

รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี 19

ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จัดกิจกรรมปลูกพืชผักสวนครัว ร้ัวกินได้
เพอื่ สนบั สนนุ ในการทำ� เกษตร ลดรายจา่ ย เพม่ิ รายได้
และส่งเสริมการน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มาปรับใชพ้ ฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ีขึน้ ให้แก่ชุมชน

หนงึ่ ในดนิ พรซุ งึ่ สอ่ งแสงสวา่ งมาก เลยเรยี กหมบู่ า้ น
วา่ “มอแซง” ต้ังแตน่ นั้ เป็นตน้ มา

ด้านวิถวี ัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมจติ อาสาพฒั นาทำ� ความสะอาด จดั กจิ กรรมเรยี นรปู้ ระจำ� สปั ดาหใ์ นการนำ�
ชมุ ชน เพอ่ื สบื สานวถิ วี ฒั นธรรมไทยดา้ นความเสยี สละ หลักธรรมทางศาสนามาปรับใช้ในการด�ำรงชีวิต
ในการทำ� ความดเี พอื่ สว่ นรวม ให้มีความสุข

ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
จัดฝึกอบรมแก่เกษตรกรหลักสูตร
๓.๔ ชุมชนคณุ ธรรมมสั ยดิ มอแซง “การกรีดยางอย่างถูกวิธี” เพื่อส่งเสริมให้คน
(บ้านมอแซง) ระดับสง่ เสรมิ คณุ ธรรม ในชมุ ชนไดเ้ รยี นรแู้ ละสามารถกรดี ยางไดอ้ ยา่ งถกู วธิ ี
ส่งผลถึงการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับ
ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นมอแซง หมทู่ ี่ ๔ ตำ� บล คนในชุมชน
ปลอ่ งหอย อำ� เภอกะพอ้ จงั หวดั ปตั ตานี อยหู่ า่ งจาก
อ�ำเภอกะพ้อ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ประมาณ 10 กโิ ลเมตร
ประวตั คิ วามเปน็ มาของหมบู่ า้ น เดมิ มชี อื่
วา่ บ้าน “ปาโละ” เป็นหมู่บ้านเก่าแก่มานานกว่า
๒๕๐ ปี
ผบู้ กุ เบกิ คนแรกชอื่ กอื มอื โระ ไมท่ ราบวา่
เป็นคนมาจากไหน มาต้ังบ้านอยู่ริมคลอง ค�ำว่า
“มอแซง” มีท่ีมาจากการท่ีชาวบ้านเห็นหม้อลูก

20 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี

ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมจติ อาสาพฒั นาทำ� ความสะอาด จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์
ชมุ ชน เนอ่ื งในวนั คลา้ ยวนั สวรรคตพระบาทสมเดจ็ ทกุ สปั ดาห์ เพอ่ื ปลกู ฝงั ใหค้ นในชมุ ชนนำ� หลกั ธรรม
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เน่ืองในวันปิยมหาราช ทางศาสนาไปปรับใช้ในการด�ำรงชีวิตใหม้ คี วามสขุ
เพ่ือสร้างความส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ
สถาบันพระมหากษัตริย์ท่ีมีต่อปวงชนชาวไทย
และส่งเสริมให้คนในชุมชนเกิดความเสียสละ
ในการท�ำความดเี พ่อื สว่ นรวม

๓.๕ ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดปล่องหอย ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
(บา้ นคอกววั ) ระดบั สง่ เสริมคณุ ธรรม จัดกิจกรรมปลูกพันธุ์พืชผักสวนครัว
ประวตั ชิ ุมชน บา้ นคอกวัว ต้ังอยูห่ ม่ทู ี่ ๕ รว้ั กนิ ได้ เพอ่ื สนบั สนนุ ในการทำ� เกษตรแบบพอเพยี ง
ต�ำบลปล่องหอย อ�ำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ลดรายจ่าย สรา้ งรายได้ใหก้ ับคนในชุมชน
อยหู่ า่ งจากอำ� เภอกะพอ้ ไปทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ดา้ นวิถวี ฒั นธรรมไทยทีด่ ีงาม
ประมาณ ๔ กิโลเมตร ซึ่งมีหมู่บ้านใกล้เคียง จดั กจิ กรรมจติ อาสาพฒั นาทำ� ความสะอาด
ทนี่ บั ถอื ศาสนาอสิ ลามไดม้ าทำ� พธิ ลี ะหมาดทม่ี สั ยดิ บริเวณชุมชน เพื่อสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทยด้าน
ของหมบู่ า้ น เพราะบา้ นคอกววั เปรยี บเสมอื นชมุ ชน ความเสยี สละในการชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื ดว้ ยความเตม็ ใจ
ใหญ่ เนอ่ื งจากทตี่ งั้ ของหมบู่ า้ นตดิ กบั แมน่ ำ�้ สายบรุ ี
ในสมยั นน้ั การเดนิ ทางไปอำ� เภอสายบรุ ตี อ้ งเดนิ ทาง
ดว้ ยเรอื เทา่ นน้ั ในหมบู่ า้ นนยิ มเลยี้ งววั จงึ ไดท้ ำ� คอก
ไว้ใกลแ้ ม่นำ้� สายบุรี จงึ เรียกชื่อหมู่บา้ นตามคอกววั
ทม่ี ีวา่ “บ้านคอกววั ”

รวมพลังชุมชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี 21

๓.๖ ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ อลั เอยี ะตซิ อม ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม
(บ้านบือแนดาแล) ระดบั ส่งเสรมิ คณุ ธรรม จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาท�ำความ
ประวัติชุมชน บ้านบือแนดาแล เป็นช่ือ สะอาดบรเิ วณชมุ ชน เพอ่ื สบื สานวถิ วี ฒั นธรรมไทย
ตามภาษามลายทู อ้ งถนิ่ เดมิ อยรู่ วมกบั บา้ นปลอ่ งหอย ดา้ นความเสียสละในการทำ� ความดีเพื่อส่วนรวม
หมทู่ ่ี ๕ ตอ่ มาเมอื่ ประชากรหมทู่ ี่ ๕ มากขนึ้ ไดแ้ ยก
หมู่บ้านออกมาเป็นหมู่ที่ ๘ โดยใช้ช่ือว่าบ้าน
บอื แนลาแล หมายถงึ ที่นาท่ีมีหญ้าคาขนึ้ อยมู่ าก

ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์
ทกุ สปั ดาห์ เพอื่ ปลกู ฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในการนำ�
หลกั ธรรมทางศาสนามาปรับใชใ้ นการดำ� รงชวี ติ

ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ๓.๗ ชุมชนส่งเสริมคุณธรรมมัสยิด
จัดกิจกรรมปลูกพันธุ์พืชผัก ร้ัวกินได้ บาโงสาเมาะ ระดับสง่ เสริมคุณธรรม
เพื่อสนับสนุนในการทำ� เกษตร โดยน�ำหลักปรชั ญา ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นบาโงสาเมาะ หมทู่ ี่ 3
เศรษฐกจิ พอเพียงมาใช้พัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ให้ดีข้นึ ต�ำบลปล่องหอย อ�ำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี
อยู่หา่ งจากอ�ำเภอกะพ้อ ไปทางทศิ เหนือประมาณ
10 กโิ ลเมตร

บาโงสาเมาะ เป็นชื่อมาจากเนินท่ีมตี น้ ไม้
ชอ่ื สาเมาะ (ไมท่ ราบชื่อในภาษาไทย) เป็นหมู่บ้าน
เก่าแก่มานานกว่า 200 ปี มีผู้ใหญ่บ้านปกครอง
ตั้งแต่สมยั อดตี
22 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี

ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยทด่ี ีงาม ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จั ด กิ จ ก ร ร ม ก ว น อ า ซู ร อ สั ม พั น ธ ์ จัดกิจกรรมปลูกพันธุ์พืชผัก รั้วกินได้
เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนประเพณีอันดีงาม เพื่อสนับสนุนในการท�ำเกษตร ปลูกพืชผัก
ของชุมชน ร่วมสบื สานประเพณีพ้ืนบ้าน และสรา้ ง ในโรงเรยี น ปลกู ผกั สวนครวั ร้ัวกนิ ได้ และสง่ เสริม
ความสัมพนั ธ์ทดี่ ตี ่อกัน ระหว่างคนในชมุ ชน ทางการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ใหก้ ล่มุ เพาะปลูกมีคณุ ภาพชวี ติ ทีด่ ขี ้นึ ใหแ้ กช่ ุมชน

รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี 23



ิ์ธพโกคโอภเำอ�
�อำเภอโคกโพ ์ิธ

อำ� เภอโคกโพธ์ิ เมอื่ ประมาณ ร.ศ. 119 อำ� เภอโคกโพธข์ิ น้ึ อยกู่ บั เมอื งหนองจกิ
ซึ่งเปน็ 1 ใน 7 หวั เมืองท่แี ยกออกมาจากเมอื งปตั ตานเี ดมิ ได้แก่ ปตั ตานี หนองจกิ
ยะหรงิ่ สายบรุ ี ยะลา ระแงะ และรามนั ตอ่ มา ร.ศ. 125 ได้สถาปนาเป็นมณฑล
ปตั ตานีขน้ึ
โคกโพธไ์ิ ดย้ กฐานะเปน็ อำ� เภอแยกจากอำ� เภอหนองจกิ เปน็ อำ� เภอใหม่ มชี อ่ื วา่
อ�ำเภอเมืองเกา่ ตงั้ อย่ทู ่หี มู่ท่ี 1 บา้ นนาเกตุ ต�ำบลมะกรดู ตอ่ มาจึงไดเ้ ปล่ียนช่ือเป็น
อ�ำเภอมะกรดู ตามชื่อตำ� บลท่ีตงั้ ทวี่ ่าการอำ� เภอ
ปี พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว (รชั กาลท่ี 7) ได้เสดจ็
มาทอดพระเนตรสุริยุปราคา จึงได้พิจารณาหาสถานท่ีเป็นที่ประทับ และต้ังกล้อง
ดูดาว ทรงเห็นว่าหลังสถานีรถไฟโคกโพธ์ิซ่ึงเป็นท่ีว่าการอ�ำเภอในปัจจุบัน มีสภาพ
เหมาะสมได้สร้างพลับพลาและท่ีพักส�ำหรับเจ้าหน้าท่ี และเม่ือเสร็จการรับเสด็จ
ทกี่ อ่ สรา้ งนน้ั มอี าคารหลายหลงั ทส่ี ามารถใชเ้ ปน็ ทว่ี า่ การอำ� เภอและบา้ นพกั จงึ ไดย้ า้ ย
มาสถานทแี่ หง่ นี้ และปี พ.ศ. 2482 ไดเ้ ปลยี่ นชอ่ื จากอำ� เภอมะกรดู มาเปน็ อำ� เภอโคกโพธ์ิ
ตามชอ่ื ของตำ� บลของอำ� เภอโคกโพธจิ์ นปจั จบุ นั มอี ายถุ งึ 97 ปี อำ� เภอโคกโพธ์ิ ประกอบ
ดว้ ย 12 ตำ� บล ไดแ้ ก่

1. ต�ำบลควนโนรี ควนโนรีในสมัย ขับเคล่ือนด้วยพลังบวรตามแผนแม่บทส่งเสริม
คณุ ธรรมแหง่ ชาตฉิ บบั ท่ี 1 (พ.ศ. 2559 – 2564)
กอ่ นน้ันรอบๆ นั้นจะเป็นป่า เป็นหน�ำ ปัจจุบันน้ี จำ� นวน 2 ชมุ ชน ประกอบไปดว้ ย
กรดี ยาง สมยั กอ่ นกม็ กี ารตดั ยางเหมอื นกนั แตจ่ ะตดั ยาง
แบบพ้ืนบ้านแต่ส่วนใหญ่แล้วจะท�ำสวนท�ำไร่
และเล่นมโนราหก์ บั หนังตะลงุ
แต่ก่อนน้ันเป็นต�ำบลป่าไร่แต่พอแยก
ต�ำบลป่าไร่ไปอยู่อ�ำเภอแม่ลานท่ีนี่เลยเป็นควนโนรี
ทบ่ี า้ นชา้ งใหห้ มทู่ ี่ ๒ เพราะวา่ ตำ� บลปา่ ไรม่ ปี ระชากร
มากจึงแยกไปแต่ก่อนน้ันเขาแยกเอาบ้านช้างให้
ไปอยู่ที่อ�ำเภอแม่ลานด้วยแต่ทางอ�ำเภอโคกโพธิ์
ได้ขอไว้เพราะถ้าแยกไปโคกโพธิ์จะเงียบเหงาไม่มี
อะไรและในตอนนัน้ วัดช้างใหก้ ำ� ลังดงั มากเรื่องของ
อาจารยท์ มิ รกั ษา คนบา้ และคนทโี่ ดนคณุ ไสยใหห้ าย
โดยการรักษาด้วยสมุนไพรและน�้ำมนต์ วัดช้างให้
เลยเป็นท่ีเลื่องลืออีกครั้งหลังจากหลวงปู่ทวด
ได้มรณภาพไป
ซึ่งต�ำบลควนโนรี มีการขับเคลื่อนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

26 รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี

1.1 ชุมชนคณุ ธรรมวดั ภมรคติวัน ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
(บ้านแมก่ ัง) ระดบั คณุ ธรรม ชมรมผสู้ งู อายบุ า้ นคลองกลาง จดั กจิ กรรม
อบรมท�ำเครื่องแกง ซึ่งมีการน�ำวัตถุดิบท่ีมีอยู่
ในพน้ื ทมี่ าใชใ้ หเ้ กดิ มลู คา่ และสรา้ งรายไดใ้ หก้ บั คน
ในชุมชน และยังเป็นการให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรม
ทำ� รว่ มกนั สรา้ งความรกั ความสามคั คใี หค้ นในชมุ ชน

ประวัติชุมชน บ้านแม่กงั ในสมยั ก่อนนัน้
ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่า มีกั้งทองมาอยู่ท่ีแม่น้�ำ
คหู่ นงึ่ และตวั ใหญ่ เลยเรยี กวา่ “แมก่ ง้ั ”แตต่ อนหลงั ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยทดี่ งี าม
เพี้ยนมาเป็นแม่กัง ชาวบ้านจึงเรียกชื่อบ้านนี้ว่า ชุมชนมีการด�ำรงรักษาไว้ซ่ึงประเพณี
“บา้ นแม่กงั ” ชักพระใหค้ งอยอู่ ยา่ งต่อเนอื่ ง

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา 1.2 ชมุ ชนคุณธรรมวดั ราษฎรบ์ รู ณะ
จดั กจิ กรรมวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา (บา้ นชา้ งให)้ ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
โดยจดั ใหม้ กี ารทำ� บญุ ตกั บาตร เวยี นเทยี น เพอื่ รว่ มกนั ประวตั ิชุมชน เปน็ หมบู่ ้านต้งั อยหู่ มู่เดยี ว
สบื ทอดกจิ กรรมเนอื่ งในวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
และเพอ่ื ใหศ้ าสนกิ ชนในพน้ื ทย่ี ดึ มนั่ ในการประพฤติ
ปฏิบัติที่ดี โดยมีศาสนาเป็นแก่นกลางในการ
ด�ำเนนิ ชีวิตใหม้ ีความสขุ

รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี 27

กบั วดั ราษฎรบ์ รู ณะ (วดั ชา้ งให)้ ตามตำ� นานกลา่ ววา่ สุลต่าน (ปลาบ้า) ลงสู่แหล่งน�้ำธรรมชาติ
พระยาแก้มด�ำเจ้าเมืองไทรบุรี ต้องการหาชัยภูมิ เพ่ือเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น�้ำ
ส�ำหรับสร้างเมืองใหม่ให้กับน้องสาว จึงได้ ให้สามารถใช้ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งยั่งยืน
เสี่ยงอธิษฐานปล่อยช้างให้ออกเดินทางไปในป่า
โดยมีเจ้าเมืองและไพร่พลเดินติดตามไป จนมาถึง ด้านวถิ ีวฒั นธรรมไทยทีด่ ีงาม
วันหนึง่ ช้างได้หยดุ อยู่ ณ ท่แี ห่งหนึง่ แล้วร้องขน้ึ จดั พธิ สี รงนำ้� หลวงพอ่ ทวดเหยยี บนำ้� ทะเลจดื
สามครั้ง พระยาแกม้ ดำ� จึงไดถ้ อื เป็นนิมติ ท่ดี ี จะใช้ และพระอาจารย์ทิม ซึ่งเป็นประเพณีอันเก่าแก่
บรเิ วณนนั้ สรา้ งเมอื งแตน่ อ้ งสาวไมช่ อบ พระยาแกม้ คำ� ท่ีกระท�ำสืบเนื่องมาตั้งแต่พระครูวิสัยโสภณ (พระ
จงึ ให้สรา้ งวดั ณ บริเวณดังกล่าวแทน แลว้ ใหช้ ื่อว่า อาจารยท์ มิ ) อดตี เจา้ อาวาสวดั ชา้ งให้ ไดก้ ำ� หนดให้
“วดั ชา้ งให”้ แลว้ นมิ นตพ์ ระภกิ ษรุ ปู หนงึ่ ทช่ี าวบา้ น มีประเพณีน้ีข้ึน ภายในงานมีการจัดพิธีไหว้ครู
เรียกว่า “ท่านลงั กา” หรอื “สมเดจ็ พะโคะ” หรอื พธิ บี ชู าครู รวมถงึ การจดั พธิ บี ชู าสมเดจ็ หลวงพอ่ ทวด
“หลวงพ่อทวดเหยียบน�้ำทะเลจืด” มาจ�ำพรรษา เหยียบน�ำ้ ทะเลจืด วัดช้างให้ ข้นึ ในวันข้ึน 15 ค่ำ�
อยู่ทว่ี ดั แหง่ น้ี เดือน 5 ตามจันทรคติ และพิธีสรงน�้ำรูปเหมือน

ด้านหลักธรรมทางศาสนา สมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน�้ำทะเลจืด ในวันแรม
จดั กจิ กรรมวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา 1 ค�่ำ เดือน 5 เป็นประจ�ำทุกป ี

โดยการตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา เวียนเทียน
เพอ่ื ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนในพน้ื ทย่ี ดึ มน่ั ในการประพฤติ
ปฏบิ ตั ทิ ด่ี ี โดยมศี าสนาเปน็ แกน่ กลางในการดำ� เนนิ ชวี ติ

2. ต�ำบลโคกโพธ์ิ ชื่อทม่ี าของต�ำบล
โคกโพธ์ินน้ั แบง่ ออกเปน็ สองแนวทาง โดยสรุปคอื
- ในบริเวณต�ำบลโคกโพธิ์แต่เดิมน้ันมี
ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่มากอยู่ภายในบริเวณหมู่บ้าน
ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง และประกอบกับภูมิประเทศของหมู่บ้านที่มี
ชุมชนร่วมปล่อยพันธุ์ปลายี่สกและปลา ลกั ษณะตง้ั อยบู่ นภเู ขาขนาดยอ่ มทช่ี าวบา้ นมกั เรยี ก

กันว่าโคก เม่ือน�ำลักษณะสองประการนี้มารวม
เข้าด้วยกัน จึงเป็นที่มาของชื่อต�ำบลที่เรียกกันว่า
“ตำ� บลโคกโพธ์”ิ
- ในสมยั รชั กาลท่ี ๗ ทรงเสดจ็ ประพาสนนั้
อยู่ภายในบริเวณต�ำบลแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้าน
ขนาดเลก็ มจี ำ� นวนครวั เรอื น และประชากรอยนู่ อ้ ย
แตเ่ นอ่ื งดว้ ยขณะนน้ั มกี ารวางรางรถไฟเปน็ แนวผา่ น
ในบรเิ วณหมบู่ า้ นพอดจี งึ ทรงเสดจ็ ประพาสบรเิ วณ

28 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี

หลังสถานีรถไฟแห่งนั้นเพื่อทอดพระเนตรปรากฏ ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
การสรุ ยิ ปุ ราคา เมอ่ื เสดจ็ กลบั กม็ ไิ ดม้ กี ารรอื้ ท�ำลาย จดั กจิ กรรมวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
พลับพลาท่ีประทับ และเม่ือภายหลังได้มีการย้าย อย่างตอ่ เนอื่ ง โดยการทำ� บญุ ตกั บาตร เวียนเทยี น
ตวั อำ� เภอจากทเ่ี ดมิ คอื บรเิ วณบา้ นนาเกตมุ าตง้ั ใหม่ เพอ่ื ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนในพน้ื ทย่ี ดึ มน่ั ในการประพฤติ
ขนึ้ ทบี่ รเิ วณนจ้ี งึ เหน็ วา่ มลี กั ษณะของตำ� บล ปฏิบัติที่ดี โดยมีศาสนาเป็นแก่นกลางในการ
เป็นที่โคกสูงและมีต้นโพธิ์ใหญ่ท่ีเล่ากันว่ามี ดำ� เนนิ ชีวติ ใหม้ ีความสขุ
พระเจา้ อยหู่ วั องคห์ นง่ึ ทรงปลกู ไวใ้ นบรเิ วณหมบู่ า้ น
จงึ กลายเป็นที่มาของช่อื ต�ำบลโคกโพธ์ิ
ซึ่งต�ำบลโคกโพธิ์ มีการขับเคล่ือนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
2.1 ชุมชนคุณธรรมวัดมะเดื่อทอง
(บ้านกะโผะ) ระดับสง่ เสริมคุณธรรม

ประวัติชุมชน บ้านกะโผะ เป็นหมู่บ้าน ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
เกา่ แก่กวา่ ๒๐๐ ปี ตงั้ อยู่ในพนื้ ทีร่ าบ บา้ นกะโผะ ผู้น�ำชุมชนมีการส่งเสริมอาชีพให้กับ
เปน็ ชอื่ เรยี กตามชอ่ื ของตน้ ไมช้ นดิ หนง่ึ ซง่ึ มอี ยมู่ าก คนในชมุ ชนดว้ ยการสอนวธิ กี ารทำ� ปยุ๋ หมกั ไวจ้ ำ� หนา่ ย
บริเวณหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้านมีวัดที่เก่าแก่เป็นที่ สร้างรายได้ใหก้ ับคนในชมุ ชนเปน็ อย่างมาก
ปฏิบัตธิ รรมของชาวบา้ น มีช่อื ว่า “วดั มะเดอื่ ทอง”
วัดมะเดื่อทอง เปน็ ช่อื ท่ีเจา้ อาวาสคนแรก ทช่ี ่ือวา่
“พอ่ ทา่ นขาว” เปน็ คนตง้ั ชอื่ ให้ ซง่ึ เกยี่ วกบั ตน้ กะโผะ
หรืออีกช่ือหน่ึงเรียกว่า “ต้นมะเดื่อ” ก็หมายถึง
ต้นไม้ท่ีมีผลสามารถรับประทานได้ ส่วน “ทอง”
ก็เป็นสีของวัด ซึ่งกลายมาเป็น วัดมะเดื่อทอง
ท่ีชาวบา้ นกะโผะเรยี กกนั มาจนถงึ ปัจจบุ นั

รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี 29

ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยท่ีดงี าม (หลวงปู่แดง) อดีตเจ้าอาวาสวัด ศรีมหาโพธ์ิ
ชุมชนร่วมกันสืบสานประเพณีชักพระ เ พื่ อ ส ่ ง เ ส ริ ม ใ ห ้ ค น ใ น พ้ื น ที่ น� ำ ห ลั ก ธ ร ร ม
ซงึ่ เปน็ จดุ กำ� เนดิ ของหลวงพอ่ สพี ฒุ อดตี เจา้ อาวาส ทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการ
วดั มะเดอื่ ทอง ซง่ึ เปน็ ผสู้ บื สานประเพณชี กั พระของ ด�ำเนินชีวิตในทางท่ถี ูกตอ้ ง
อ�ำเภอโคกโพธิ์ และเรือพระของวัดมะเด่ือทอง ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จะเป็นเรือพระโบราณ หลวงพ่อสีพุฒได้ริเริ่มน�ำ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตัดเย็บว่าวจากผ้าร่ม
ช่างชาวบ้านมาช่วยกันประดิษฐ์เรือพระข้ึนโดยใช้ เพอ่ื สรา้ งรายไดใ้ หก้ บั คนในชมุ ชนโดยการใชค้ วามรู้
ไม้ตะเคียนท�ำเป็นแม่เรือ ท�ำเป็นซุ้มประตู ความสามารถผนวกกับวัตถุดิบที่มีในชุมชนมาใช้
และยอดเรือพระ แล้วให้แกะกนกลายไทยลงบน ใหเ้ กดิ เปน็ รายไดข้ องชุมชนตอ่ ไป
กระดาษเงิน กระดาษทอง ด้วยเคร่ืองมือท่ี
ชา่ งชาวบา้ นทำ� ขนึ้ เอง ซงึ่ เครอื่ งมอื ทใี่ ชแ้ กะลวดลายไทย
ใช้มาจนทุกวันน้ีเรียกว่า “เหล็กขุด” ชุมชนร่วม
ด�ำรงรักษาวิถวี ฒั นธรรมประเพณนี ้ไี ว้ตง้ั แต่โบราณ
จนถงึ ปจั จบุ นั

2.2 ชุมชนคุณธรรมวัดศรมี หาโพธิ์ ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยทดี่ งี าม
(บา้ นดอน) ระดับสง่ เสริมคุณธรรม จดั ประเพณพี ระผงิ ไฟซง่ึ จะจดั ขน้ึ หลงั จาก
ประวัติชุมชน ที่มาของชื่อ บ้านดอน วันมาฆบชู าไปหนึง่ วนั ถือได้ว่าเป็นการด�ำรงรกั ษา
มาจากสภาพภูมิทัศน์ของพื้นที่ส่วนที่อยู่ตรงกลาง วถิ ีวัฒนธรรมประเพณีให้คงอยูค่ สู่ ังคมสบื ไป
ของหมบู่ า้ นมสี ภาพทเี่ นนิ เขาเลก็ ๆ ชาวบา้ นจงึ เรยี ก
กันจนติดปากในช่ือว่า “บ้านดอน” ทั้งผู้คน
ในหมบู่ า้ นและหมบู่ า้ นใกลเ้ คยี งตา่ งกร็ วู้ า่ พนื้ ทสี่ ว่ นใหญ่
จะไม่ค่อยโดนภัยจากน�้ำท่วม นอกจากบ้านของ
ประชาชนทอี่ ย่ตู ิดกับลำ� คลองสาธารณะ

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จดั พธิ ีสะเดาะเคราะห,์ พิธีสวดภาณยกั ษ์
เนอื่ งในโอกาสครบรอบการสน้ิ บญุ พระครวู ริ ชั โสภณ

30 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี

3. ตำ� บลชา้ งใหต้ ก ในสมัยก่อนพ้ืนท่ี ซ่ึงในปัจจุบันน้ีไม้ท่ีเคยใช้ท�ำเสาธงต้นนั้นก็จะมี
ใหเ้ หน็ ลกั ษณะคลา้ ยตอไม้ อาจเนอ่ื งจากระยะเวลา
ในบรเิ วณนม้ี ชี าวบา้ นอาศยั อยปู่ ระมาณ ๕ - ๖ หลงั คาเรอื น ท่ียาวนานจึงท�ำให้ไม้เริ่มผุพังไป ส�ำหรับวัดแห่งนี้
ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ เพยี งชมุ ชนเลก็ ๆ เทา่ นนั้ สำ� หรบั ตำ� บล ได้รับพระราชทานชื่อเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๕
แห่งน้ีมีสถานที่เป็นเอกลักษณ์ คือ “วัดช้างให้ตก” ซ่ึงต�ำบลช้างให้ตก มีการขับเคล่ือนชุมชน
ซง่ึ เปน็ ตน้ กำ� เนดิ ของชอื่ ชมุ ชนบา้ นชา้ งใหต้ กแหง่ นี้ ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ต�ำนานวัดช้างให้ตกแห่งนี้ จากที่ หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
บรรพบุรุษได้เล่าสืบต่อกันมาได้บอกไว้ว่า มีช้าง ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
โขลงหน่ึงท่ีใช้ลากไม้ซุงผ่านมาละแวกใกล้ๆ น้ี และ ประกอบไปด้วย
มีช้างเชือกหน่ึงได้เดินแยกออกจากกลุ่มมาหยุดอยู่
บริเวณท่ีเป็นวัดในปัจจุบัน และก็ไม่ยอมกลับไป 3.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมวดั บนั ลอื คชาวาส
แต่เม่ือควาญช้างปลดไม้ซุงออกไป ช้างเชือกนั้นก็ (บ้านชา้ งใหต้ ก) ระดับคุณธรรม
ยอมเดินกลับไปเข้าโขลงแต่โดยดี ซึ่งเป็นท่ีมาของ ประวตั ชิ มุ ชน เดมิ เปน็ หมทู่ ี่ ๘ ของตำ� บล
ชื่อวดั ชา้ งให้ เน่อื งจากเชอื่ กันวา่ ช้างได้ให้ ไม้ซุงเพอื่ ป่าบอน ต่อมาแยกต�ำบลใหม่เป็นต�ำบลช้างให้ตก
ใช้ในการสร้างวัด หมู่ท่ี ๓ และเป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธิ์เพราะศพ
การกอ่ สรา้ ง “วดั ชา้ งใหต้ ก” นน้ั นา่ จะเรมิ่

ก่อสร้างเม่ือประมาณปี พ.ศ. ๒๓๓๒ ก่อนท่ีจะเร่ิม ท่านลังกาหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้�ำทะเลจืดที่
สร้างวัดแห่งนี้น้ันก็ได้มีการปักเสาธงสีเหลืองไว้ คณะศิษย์ได้หามกลับมาจากวัดเมืองไทรบุรีนั้นได้
ที่บริเวณน้ันเพ่ือเป็นการบอกให้ผู้คนได้รับรู้ว่าจะมี หยุดพักและนำ้� เหลืองไดไ้ หลลงพน้ื ดิน ณ ทแ่ี ห่งน้ี
การสรา้ งวดั ทบ่ี รเิ วณดงั กลา่ ว (ประเพณกี ารปกั เสาธง) คณะศิษย์จึงได้ท�ำไม้แก่นจันทร์ปักไว้ตามค�ำท่ีท่าน
นถี้ อื เปน็ สง่ิ ทบี่ รรพบรุ ษุ ไดท้ ำ� สบื ตอ่ กนั มาแตโ่ บราณ ลังกาหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้�ำทะเลได้สั่งเสียไว ้

รวมพลังชุมชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี 31

กาลตอ่ มาจงึ ไดเ้ กดิ เปน็ วดั ขนึ้ และใชช้ อื่ ตามหมบู่ า้ น
ชา้ งใหต้ กว่า “วัดชา้ งให้ตก” ค�ำว่าชา้ งใหอ้ อกและ
ช้างให้ตกนั้น สันนิษฐานว่า เรียกขานเพราะ
วดั ชา้ งใหอ้ อก ตง้ั อยทู่ ศิ ตะวนั ออกสว่ นวดั ชา้ งใหต้ ก
ตั้งอยทู่ ศิ ตะวันตกของภเู ขาสันกาลาคีรีเพราะภูเขา
แห่งน้มี คี วามสงู มากกัน้ วัดทั้ง 2 ไว้

และเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เม่ือท่านสิ้นบุญ
จากนนั้ มาชาวบา้ นจงึ ไดร้ ว่ มสบื สานประเพณสี รงนำ�้
ทำ� บญุ วนั วา่ งอยา่ งตอ่ เน่ืองสืบต่อกันมาจนปจั จุบัน

ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา 3.2 ชุมชนคณุ ธรรมวัดปุหรน
จัดกิจกรรมเนื่องในวันส�ำคัญทาง (บา้ นปุหรน) ระดับสง่ เสรมิ คณุ ธรรม
พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดท�ำบุญ ประวัติชุมชน สมัยก่อนมีพ่อค้าชาวจีน
ตกั บาตร เวียนเทยี น เพ่อื ให้พุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ผู้หน่ึงน�ำสินค้าผ่านหมู่บ้านเพื่อจะไปขายที่ตลาด
ยึดมั่นในการประพฤติปฏิบัติท่ีดี โดยมีศาสนาเป็น บา้ นโหนด โดยขากลับ
แก่นกลางในการด�ำเนินชีวิตให้มีความสุข ได้พาข้าวของจ�ำนวน
ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง มากใส่หลังช้างมาถึง
จั ด กิ จ ก ร ร ม อ บ ร ม ก า ร ท� ำ ไข ่ เ ค็ ม หน้าวัดปูแล้วหล่นจาก
เพ่อื สร้างอาชพี สร้างรายไดใ้ หแ้ กค่ นในชุมชน หลงั ชา้ ง ตอ่ มาชาวบา้ น
เรี ย ก ห มู ่ บ ้ า น น้ี ว ่ า
“บ้านปูหล่น” แต่เม่ือ
กาลเวลาผ่านไป
ชาวบา้ นพดู ตอ่ ๆ จงึ ทำ� ใหเ้ กดิ ความเพย้ี นจากบา้ นปหู ลน่
กลายเป็นบา้ นปุหรนจากนั้นเป็นต้นมา

ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมท�ำบุญตักบาตร เวียนเทียน
เพื่อร่วมกันสืบสานกิจกรรมเนื่องในวันส�ำคัญ
ทางพระพุทธศาสนา

ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยทีด่ ีงาม
จัดประเพณีแห่ผ้าห่มทวดหรือแห่ผ้าห่ม
สถูปพ่อทวดศรีแก้วซ่ึงเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก
และเปน็ ผสู้ รา้ งวดั บนั ลอื คชาวาส ซงึ่ ชาวบา้ นศรทั ธา

32 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปัตตานี

ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง พระยาภกั ดชี มุ พลและทหารคนสนทิ เพยี งไมก่ ค่ี รวั เรอื น
จัดอบรมเก่ียวกับการขายสินค้าผ่าน ต่อมาก็เร่ิมมีผู้คนย้ายเข้ามาอยู่เพ่ิมมากขึ้น
ชอ่ งทางออนไลน์ เพอ่ื ชว่ ยเพม่ิ ชอ่ งทางการขายสนิ คา้ ลูกหลานของพระยาภักดีชุมพลซ่ึงเป็นต้นตระกูล
และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับกลุ่มอาชีพลวดรองรับ ของนามสกุลพรหมสุข อินทรรักษา ทองบุญเอียด
ถว้ ยน�ำ้ ยาง ขนุ ภบิ าล จรณุ วฒุ แิ ละอน่ื ๆ หลกั ฐานทท่ี ำ� ใหท้ ราบวา่
พระยาภักดีชุมพลเดินทางมาจากไทรบุรีเน่ืองจาก
มีการติดต่อระหว่างญาติพ่ีน้องชาวทรายขาวที่อยู่
ไทรบุรีโดยมีการใช้ภาษาท่ีมีความคล้ายคลึงกัน

ดา้ นวิถวี ัฒนธรรมไทยทด่ี ีงาม
ร่วมสืบสานประเพณีชักพระ โดยการท�ำ
เรอื พระประเภทความคดิ สรา้ งสรรค์ และความสวยงาม
เพอ่ื สรา้ งใหเ้ กดิ ความรกั ความสามคั คแี ละดำ� รงรกั ษา ในตำ� บลบา้ นทรายขาวเนอ่ื งจากมลี กั ษณะ
วถิ วี ฒั นธรรมประเพณมี าตง้ั แตโ่ บราณจนถงึ ปจั จบุ นั ภมู ิประเทศท่ีเหมาะสม มภี ูเขาลอ้ มรอบ มแี หล่งน้�ำ
และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชน
ทรายขาวเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์
อนั ยาวนานหลายรอ้ ยปี มคี นไทยพทุ ธและไทยมสุ ลมิ
อาศยั รวมกนั และมคี วามสมั พนั ธอ์ นั แนบแนน่ จาก
ขอ้ สนั นษิ ฐานวา่ การอพยพมาจากเมอื งไทรบรุ หี รอื
รัฐเคดาร์เดินทางรอนแรมผ่านสถานท่ีต่างๆ ตง้ั แต่
บ้านน�้ำเชี่ยว บ้านคูหา สะบ้าย้อยและ
บา้ นนาโหนด จนถงึ บา้ นทรายขาว ตามตำ� นาน คำ� วา่
ทรายขาวนั้น ได้มาจากบนภูเขาสันกาลาคีรีมีทราย
4. ต�ำบลทรายขาว มีข้อสันนิษฐาน สีขาวบริสุทธิ์อยู่เป็นจ�ำนวนมากและได้ไหลตามน้�ำ
ลงมายงั พน้ื ราบลงสลู่ ำ� คลองบรเิ วณทงุ่ นาดขู าวโพลน
ว่า ในอดีตพระยาภักดีชุมพล (นายเพ็ง) ผู้เป็นกบฏ เม่ือชาวบ้านพบเห็นจึงเรียกบริเวณดังกล่าวว่า
อพยพหนีมาจากเมืองไทรบุรี ซ่ึงถูกตีเมืองจนแตก ทรายขาวและมาตงั้ ชมุ ชนแหง่ น้ี วดั ทรายขาวมอี ายุ
และตกเปน็ อาณานคิ มขององั กฤษ โดยทหารบางสว่ น ราว ๖๕๐ ปี และเป็นท่ีรวมจิตใจของชาวทรายขาว
ไดต้ งั้ ถน่ิ ฐานตามเสน้ ทางจากไทรบรุ ตี ง้ั แตบ่ า้ นนำ้� เชย่ี ว ท่ีนับถือศาสนาพุทธ ส่วนในหมู่บ้านควนลังงา
บ้านคูหา สะบ้าย้อยและบ้านนาโหนด ส�ำหรับ ปรากฏมีมัสยิดอายุกว่า ๓๐๐ ปี และบ่อน้�ำโบราณ
พระยาภกั ดชี มุ พลไดน้ ำ� ทหารคนสนทิ เดนิ ทางมาถงึ แสดงให้เห็นถึงความเป็นชุมชนเก่าแก่และภูมิหลัง
บ้านทรายขาวเห็นว่ามีท�ำเลที่ต้ังเหมาะสม มีความ อันยาวนานของชุมชนทรายขาวแห่งนี้
อุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ จึงตัดสินใจ
ตง้ั บา้ นเรอื น ณ ทแี่ หง่ นี้ ซงึ่ ในตอนนนั้ มคี รอบครวั ของ

รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปตั ตานี 33

บางหมู่บ้าน มีประวัติของหมู่บ้านที่เล่า และเรม่ิ สรา้ งวดั ทรายขาวขน้ึ ทางทศิ ตะวนั ออกของ
สืบต่อกันมา สะท้อนถึงที่มาของชุมชนทรายขาว หมู่บ้านจึงได้เรียกช่ือตามทิศว่า “บ้านตก” โดยมี
ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เชน่ หมบู่ า้ นหลวงจนั ทร์ มคี วามเกา่ แก่ วัดเป็นศูนย์กลาง เดิมเป็นป่าดงดิบ มีคลองจาก
กว่า ๑๕๐ ปี เดิมชื่อบ้านหลวงตาจันทร์ ซึ่งต้ังข้ึน น�้ำตกไหลผา่ น มที ี่ราบทุง่ หญา้ เป็นบางสว่ น มีความ
ตามช่ือของพระภิกษุรูปหนึ่งที่อพยพมาจาก อุดมสมบูรณ์ผลผลิตจากป่ามากมายแต่ปัจจุบันป่า
บา้ นทบั เทยี่ ง จงั หวดั ตรงั และเขา้ มาตง้ั รกรากในหมบู่ า้ น ได้ถูกท�ำลายเป็นท่ีอยู่อาศัย สวนผลไม้และนาข้าว
ดงั กลา่ ว ตอ่ มากเ็ รม่ิ มผี อู้ พยพเขา้ มาตง้ั ถน่ิ ฐานมากขนึ้
ชอื่ หมบู่ ้านหลวงตาจนั ทรเ์ รยี กเพยี้ นมาเปน็ หมบู่ า้ น
หลวงจันทร์ในปัจจุบัน
ส่วนหมู่บ้านล�ำอาน หมู่ท่ี ๖ นั้น เม่ือ
ประมาณ ๗๐ ปีที่แล้ว กลุ่มคนที่ก่อตั้งหมู่บ้านคือ
นางย่อ อพยพมาจากเมืองไทรบุรี นางเมาะยา
อพยพมาจากเมืองจีน นางล่อและนางเตะอพยพ
มาจากบ้านใหญ่ (เป็นอีกหมู่บ้านหน่ึงในต�ำบล ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
ทรายขาว) สาเหตุที่คนกลุ่มนี้อพยพมาตั้งถิ่นฐาน จัดกิจกรรมท�ำบุญตักบาตร เวียนเทียน
ที่หมู่บ้านล�ำอาน เน่ืองจากแต่ก่อนมีผู้คนหนีภัย แห่เทียนพรรษา ถวายผ้าอาบน�้ำฝน เพื่อร่วมกัน
สงครามมาอยู่ท่ีบ้านใหญ่ ต่อมาเมื่อบ้านใหญ่ สบื สานกจิ กรรมเนอ่ื งในวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
มจี ำ� นวนประชากรเพม่ิ มากขน้ึ คนกลมุ่ นจ้ี งึ ไดอ้ พยพ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
มาจับจองท่ีดินและต้ังท่ีอยู่อาศัยที่หมู่บ้านล�ำอาน
บ้านล�ำอานแต่เดิมมีชื่อว่า “บ้านล�ำหยัง” เหตุท่ีชื่อ ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
“ลำ� หยงั ” เนอื่ งจากมตี ำ� นานเลา่ วา่ สามนี างยอ่ ไดน้ ำ� กลมุ่ วสิ าหกจิ ชมุ ชนกลมุ่ แมบ่ า้ นเกษตรกร
ไม้ไผ่หน่ึงล�ำไปหย่ังลงในบึงเพ่ือวัดความลึกของบึง น้�ำตกทรายขาว ขับเคลื่อนการสร้างรายได้
บึงน้ันมีความลึกมากท�ำให้ต้องน�ำไม้ไผ่อีกหน่ึงล�ำ ให้กับคนในชุมชนด้วยการจัดท�ำผลิตภัณฑ์แปรรูป
มาผูกต่อเข้าด้วยกันและเม่ือหย่ังลงไปในน�้ำอีกคร้ัง
ปรากฏว่าไม้ไผ่ที่หยั่งลงไปนั้นถึงก้นบึงพอดี ต้ังแต่
นัน้ มาหมบู่ า้ นจงึ ได้ชือ่ วา่ “บ้านล�ำหยงั ” และเม่อื ปี
พ.ศ. ๒๕๔๑ บ้านล�ำหยังก็ได้เปล่ียนช่ือมาเป็น
“บ้านล�ำอาน”
ซึ่งต�ำบลทรายขาว มีการขับเคล่ือนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 4 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
จากวตั ถุดบิ ทมี่ อี ยู่ในชุมชน อาทิ กลว้ ยเสน้ ปรงุ รส
4.1 ชุมชนคุณธรรมวัดทรายขาว (กล้วยน้�ำว้า) ตะลิงปิงแช่อ่ิม ทุเรียนกวน
(บ้านทรายขาวตก) ระดับต้นแบบ ตามฤดูกาล ฯลฯ เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้
ประวัติชุมชน บ้านทรายขาวตก คาดว่า หล่อเลี้ยงชมุ ชน
คนกลุ่มแรกได้อพยพมาจากไทรบุรี จะมาอยู่ที่น่ี

34 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี

ด้านวิถวี ัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
ร่วมสืบสานประเพณีแห่ผ้าพระมหา จั ด กิ จ ก ร ร ม อ บ ร ม ท� ำ ปุ ๋ ย ชี ว ภ า พ
มุนินทโลกนาถ ตักบาตรเขารังเกียบ ซ่ึงเป็น เพ่ือลดต้นทุนในการท�ำการเกษตร สร้างรายได้
ประเพณีที่หล่อหลอมจากคนรุ่นสู่รุ่นท่ีเกิดจาก ลดรายจา่ ยใหก้ ับคนในชุมชน
ความศรัทธา สร้างให้เกิดความรัก ความสามัคคี
แก่คนในชุมชน

ดา้ นวิถวี ัฒนธรรมไทยท่ดี งี าม
จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีพระผิงไฟ
4.2 ชุมชนคุณธรรมวัดทรายขาว เพ่ือรักษาวิถีวัฒนธรรมประเพณีให้คงอยู่คู่ชุมชน
(บา้ นทรายขาวออก) ระดับต้นแบบ อยา่ งตอ่ เนอื่ งเปน็ ประจ�ำทุกปี
ประวัติชุมชน บ้านทรายขาวออก เดิม
ชาวบา้ นเรยี กวา่ “บา้ นทพี่ ล”ู เนอื่ งจากคนกลมุ่ แรก
จากไทรบรุ นี นั้ เรมิ่ ขยายทท่ี ำ� กนิ และสรา้ งบา้ นเรอื น
อาศยั ไปทางทศิ ตะวนั ออกจากชมุ ชนเดมิ จงึ เรยี กวา่
“บา้ นทรายขาวออก” ตามชอื่ ทศิ โดยในระยะหนง่ึ
ได้เรียกว่า “บ้านที่พลู” เน่ืองจากเป็นบริเวณพื้นที่
ที่มีการปลูกพลูไว้มากเพ่ือกินร่วมกับหมากซึ่งเป็น
ที่นยิ มของคนโบราณ สภาพเดมิ เป็นป่าและทุ่งหญ้า
แต่ปัจจุบันได้เปล่ียนเป็นสวนยางพารา สวนผลไม้
และนาข้าว ฯลฯ

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา 4.3 ชุมชนคุณธรรมมสั ยดิ นจั มดุ ดนี
ร่วมสืบสานกิจกรรมวันส�ำคัญทาง (บ้านควนลงั งา) ระดบั คุณธรรม
พระพทุ ธศาสนา เพอ่ื ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนในพนื้ ทยี่ ดึ มนั่ ประวัติชุมชน ตามค�ำบอกเล่าของ
ในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ด่ี ี โดยมศี าสนาเปน็ สอ่ื กลาง ชาวบ้าน หมู่ที่ ๔ ต�ำบลทรายขาว ได้เล่าว่า เดิม
ในการด�ำเนินชีวิต หมบู่ า้ นนเี้ รยี กวา่ “บา้ นควน” แตป่ จั จบุ นั ไดเ้ ปลย่ี น

มาเป็น “บ้านควนลังงา” เนื่องจากคนในชุมชน
สร้างโรงเรียนในเขตปอเนาะร้าง ซึ่งได้ย้ายมาจาก
มสั ยิดนัจมดุ ดีน และชาวบ้านตอ้ งการให้มีชอ่ื เรียก
โรงเรยี นทเ่ี ปน็ ทางการ ซง่ึ จากการสนั นษิ ฐานเชอื่ วา่
เดิมท่ีเรยี กกนั ในตอนแรกคอื “บา้ นควนกระดงั งา”

รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี 35

ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จดั ตง้ั กลมุ่ อาชพี ของชมุ ชนเพอื่ สอนวธิ กี าร
ท�ำขนมกะหรี่ปั๊บ ซ่ึงเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน
ทส่ี รา้ งรายได้ใหก้ ับคนในชุมชนไดต้ ลอดทง้ั ปี

เน่ืองจากในชุมชนมีต้นกระดังงา เม่ือเรียกกันมา
เร่ือยๆ จึงเปลี่ยนมาเป็นบ้านควนลังงาในปัจจุบัน
คนในชมุ ชนสว่ นใหญม่ อี าชพี ทำ� สวนผลไม้ ยางพารา
ท�ำนา คา้ ขาย และรับจ้าง ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยท่ีดงี าม
ภายในชุมชนแบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือ จัดกิจกรรมจิตอาสา เราท�ำความดี เพื่อ
บ้านตะหลิ่งออกและบ้านตะหล่ิงตก สาเหตุท่ีเป็น ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ดว้ ยการทำ� ความสะอาดบรเิ วณ
เชน่ นี้ เนอ่ื งจากในอดตี ชมุ ชนนม้ี บี รเิ วณตรงใจกลาง รอบศาสนสถานในพ้นื ท่ี

หมู่บ้านเป็นป่ารกและโขดหินท�ำให้ชาวบ้าน
ไม่สามารถสร้างบ้านเรือนและสัญจรไปมาได้
จึงท�ำให้แบ่งหมู่บ้านออกเป็นตะหล่ิงออกและ
ตะหลิ่งตก

ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา 4.4 ชมุ ชนคุณธรรมมัสยิดดารุสสะอาดะห์
จัดกิจกรรมวันอิลฎิลฟิตรี เพื่อส่งเสริมให้ (บา้ นลำ� อาน) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
เด็ก เยาวชนและคนในชุมชนน�ำหลักธรรม ประวตั ชิ มุ ชน หมบู่ า้ นลำ� อานแตเ่ ดมิ มชี อื่
ทางศาสนามาใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ ภายใต้ วา่ “บา้ นลำ� หยงั ” เน่อื งจากมีสามภี รรยาค่หู นึง่ คอื
ความหลากหลายทางพหุวัฒนธรรม นายลอ่ และนางยอ่ ไดน้ ำ� ไมไ้ ผห่ นง่ึ ลำ� ไปหยง่ั ลงในบงึ
เพื่อวัดความลึกของบึง ซึ่งบึงนั้นมีความลึกมาก
ทำ� ใหต้ อ้ งนำ� ไมไ้ ผม่ าอกี ลำ� มาผกู ตอ่ เขา้ ดว้ ยกนั และ
เมอื่ หยงั่ ลงในนำ�้ อกี ครง้ั ปรากฏวา่ ไมไ้ ผท่ ห่ี ยง่ั ลงไป
นั้นถึงก้นบึงพอดี ตั้งแต่น้ันมาหมู่บ้านนี้จึงช่ือว่า
“บา้ นล�ำหยงั ” และเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ไดเ้ ปลยี่ น
ชอื่ เรียกหมบู่ า้ นเปน็ “บ้านลำ� อาน”
หมบู่ า้ นลำ� อานกอ่ ตงั้ ขน้ึ เมอื่ ประมาณ ๗๐
ปที แี่ ลว้ โดยคนกลมุ่ แรกคอื นางยอ่ อพยพมาจาก
เมืองไทรบุรี นางเมาะยา อพยพมาจากเมืองจีน

36 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปัตตานี

และนายล่อ นางเตะ ซ่ึงได้ย้ายมาจากบ้านใหญ่
สาเหตทุ คี่ นกลมุ่ นอ้ี พยพมาตง้ั ถน่ิ ฐานทบ่ี า้ นลำ� อาน
เน่ืองจากหนีภัยสงครามมาอยู่ท่ีบ้านใหญ่ ต่อมา
ได้ย้ายมาอยู่บ้านล�ำอาน เน่ืองจากที่บ้านใหญ่
มปี ระชากรเพมิ่ มากขน้ึ คนกลมุ่ นจี้ งึ มาจบั จองทดี่ นิ
และต้งั เปน็ ที่อยู่อาศัยมาจนถงึ ปจั จุบัน

ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา 5. ตำ� บลท่าเรอื เดิมทอี ำ� เภอโคกโพธิ์
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรมจริยธรรม
เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนยึดม่ันในหลักธรรม มีท้ังหมด ๑๒ ต�ำบล ซึ่งต่อมาก็ได้มีแยกออกเป็น
ตามศาสนาทตี่ นนบั ถอื ปฏบิ ตั ใิ นวถิ ชี วี ติ และอยดู่ ว้ ยกนั ตำ� บลใหมเ่ กดิ ขนึ้ หนง่ึ ในตำ� บลทเ่ี พง่ิ เกดิ ขน้ึ มาใหม่
ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุข นั้นก็คือ “ต�ำบลท่าเรือ” ในอดีตหมู่บ้านท้ัง ๗
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ตำ� บลทา่ เรอื ปจั จบุ นั น้ี จะอยใู่ นความดแู ลของตำ� บล
จัดอบรมกระบวนการเรียนรู้หลักปรัชญา บางโกร๊ะ และต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๘ มี
เศรษฐกิจพอเพียง “ปลูกผักสวนครัวเพ่ือสร้าง การแยกบางหมบู่ า้ นของตำ� บลบางโกระ๊ ออกมาเปน็
ความมนั่ คงทางอาหารไวบ้ ริโภคในครวั เรอื น” เพ่อื ตำ� บลทา่ เรอื เน่ืองจากประชากรในตำ� บลบางโกระ๊
ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนในชุมชน โดยสามารถ มจี ำ� นวนมาก ทำ� ใหผ้ นู้ ำ� หมบู่ า้ นไมส่ ามารถดแู ลลกู บา้ น
พง่ึ ตนเองไดด้ ว้ ยการนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ได้ทวั่ ถงึ จึงได้ท�ำการแยกออกเป็นต�ำบลท่าเรือ
มาใช้ในการดำ� รงชวี ติ ส�ำหรับท่ีมาของชื่อต�ำบลท่าเรือน้ัน
ในอดีตต�ำบลแห่งน้ีจะมีท่าเทียบเรืออยู่ซ่ึงจะเป็น
แหลง่ ทำ� มาหากนิ ของชาวบา้ น และยงั ถอื เปน็ ศนู ยร์ วม
ชาวบ้านในสมัยน้ัน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่
มักจะทำ� อาชพี ค้าขายและจะใช้ทา่ เทียบเรอื ในการ
คมนาคม เม่ือประมาณ ๘๐ ปที ่ีผา่ นมา บา้ นเมอื ง
ของเราเจรญิ ขนึ้ การสญั จรทางนำ�้ กไ็ ดถ้ กู ลดบทบาท
ความสำ� คญั ลงไป ผคู้ นตา่ งหนั มาใชก้ ารสญั จรทางบก
ซ่ึงมีความสะดวกและรวดเร็วมากกว่า ด้วยเหตุน้ี
จึงได้มีการปรับเปล่ียนท่าเทียบเรือแห่งน้ีมาเป็น
สะพานข้ามคลอง และได้มีการตั้งช่ือสะพานว่า
“สะพานทา่ เรือ”

รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี 37

ซึ่งต�ำบลท่าเรือ มีการขับเคล่ือนชุมชน ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จั ด กิ จ ก ร ร ม ป ลู ก พื ช ผั ก ส ว น ค รั ว
ในศาสนสถาน โดยการตง้ั กลมุ่ เยาวชนเพอื่ นชว่ ยเพอื่ น
เพอ่ื ใหเ้ ยาวชนใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ กดิ ประโยชน์ หา่ งไกล
ยาเสพตดิ โดยรว่ มกนั ปลกู ผกั สรา้ งรายไดแ้ กต่ นเอง
และครอบครวั

หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยทด่ี งี าม

5.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ จะบงั ตกิ อบางโกระ ร่วมสืบสานวิถีชีวิตของท้องถ่ินผ่าน
(บ้านท่าเรอื ) ระดบั ส่งเสริมคุณธรรม กจิ กรรม “ลงแขกเกยี่ วขา้ ว” เพอ่ื แสดงใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ี
ประวัติชุมชน ทา่ เรือเป็นช่ือของหมูบ่ า้ น ชีวิตความเป็นอยู่ ความมีน�้ำใจ ท่ีมีการช่วยเหลือ
ทตี่ งั้ อยรู่ มิ คลองทา่ เรอื มปี ระวตั เิ ลา่ กนั วา่ ในสมยั กอ่ น ซ่ึงกันและกัน อีกท้ังยังสามารถช่วยสร้างความ
การสัญจรทางน้�ำ จะใช้คลองในการติดต่อซื้อขาย สมคั รสมานสามคั คขี องคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

สนิ ค้าและเปน็ ที่จอดเทยี บฝัง่ ต่อมาล�ำคลองสายนี้
ต้นื เขนิ ทำ� ให้การเดินทางไม่สะดวก จงึ เปลี่ยนไปใช้
เส้นทางอ่นื จึงเหลอื ไว้เพยี งชอ่ื เรยี กกนั ตอ่ ๆ มาว่า
“ท่าเรอื ” และใช้เป็นชอื่ หมบู่ า้ นจนถงึ ปจั จุบนั นี้

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา 5.2 ชุมชนคุณธรรมวัดนิคมควนเปล
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรมจริยธรรม (บา้ นควนเปล) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ ประวตั ชิ มุ ชน ในสมยั กอ่ น เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๔๕๐
อยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรม โดยการนำ� หลกั ธรรม ห มู ่ บ ้ า น ค ว น เ ป ล เ ป ็ น ที่ ดิ น ร ก ร ้ า ง ว ่ า ง เ ป ล ่ า
ทางศาสนาที่ตนนับถือมาเป็นแก่นกลางในการ ต่อมามีคนกลุ่มหน่ึงได้อพยพเข้ามาหาที่ท�ำกิน
ดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ ร่วมกนั ในสังคม และไดม้ าเจอของแปลกอยา่ งหนงึ่ คอื มตี น้ ไมใ้ หญ่
๒ ตน้ และมเี ชอื กโยงจากตน้ ไมห้ นงึ่ ไปยงั อกี ตน้ หนงึ่
พอมลี มพดั เชอื กเสน้ ดงั กลา่ วไดแ้ กวง่ มา ซง่ึ มองแลว้
คล้ายๆ กับเปล บุคคลเหล่าน้ันจึงได้ต้ังชื่อว่า
“บา้ นควนเปล” นบั จากน้นั เป็นต้นมา

38 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี

และเปน็ ไมพ้ น้ื สำ� หรบั สตรไี ทยคลอดลกู และตอ้ งอยไู่ ฟ
เพราะท�ำความร้อนได้ดี ส�ำหรับลูกพลาอ่อนเด็ก
นิยมน�ำมาใส่กระบอกไม้ไผ่เป็นกระสุนยิงเล่น
ลูกพลาเม่ือสุกจะมีสีด�ำ รสหวาน ท�ำให้บริเวณนี้
ชอ่ื เรยี กวา่ “ทงุ่ พลา” จงึ เปน็ ชอ่ื เรยี กมาจนถงึ ปจั จบุ นั

ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
ร ่ ว ม สื บ ส า น กิ จ ก ร ร ม วั น ส� ำ คั ญ
ทางพระพทุ ธศาสนาเพอื่ ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนในพนื้ ที่
ยดึ มน่ั ในการประพฤติปฏิบัติท่ีดี โดยมีศาสนาเป็น
แกน่ กลางในการดำ� เนนิ ชวี ติ ให้มคี วามสุข

ซ่ึงต�ำบลทุ่งพลา มีการขับเคล่ือนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย

ดา้ นวถิ วี ัฒนธรรมไทยทดี่ งี าม 6.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมวดั อรญั วาสกิ าราม
ร่วมสืบสานประเพณีวันว่าง เพ่ืออนุรักษ์ (บา้ นเกาะวิหาร) ระดบั ต้นแบบ
วิถีวัฒนธรรมอันดีให้คงอยู่สืบไป ส่งผลให้เกิด ประวตั ชิ มุ ชน ในสมยั กอ่ นบรเิ วณหมบู่ า้ น
สงั คมคณุ ธรรมอย่างย่ังยืน มลี ำ� หว้ ยเลก็ ๆ มนี ำ้� ไหลผา่ น ไดม้ ที วด (เงาะ) ซงึ่ เปน็
ชนพ้ืนเมืองออกมาจากเขาลงมาอาบน้�ำในล�ำห้วย

6. ต�ำบลทุ่งพลา ค�ำว่า “ทุ่งพลา”

เป็นชื่อเรียกบริเวณท่ีต้นพลาขึ้นอยู่กันหนาแน่น
ตน้ พลาเปน็ ไมย้ นื ตน้ เนอื้ แขง็ ชาวบา้ นนำ� ไปเผาถา่ น

รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปตั ตานี 39

และได้มีชาวบ้านเห็นจึงท�ำให้เรียกล�ำห้วยนั้นว่า ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยทด่ี ีงาม
“บา้ นหว้ ยเงาะ” เมอื่ เงาะเหน็ วา่ มคี นมาอยจู่ งึ หนไี ป จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาศาสนสถาน
อยทู่ ค่ี วนปากหลา ตอ่ มามกี ารขยายครวั เรอื น ขยาย เพอื่ สรา้ งความรกั ความสามคั คแี ละเทดิ ทนู สถาบนั
ทที่ ำ� กนิ ออกไปเรอื่ ยๆ จนเกดิ หมบู่ า้ นขนึ้ มาใหม่ และ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ได้มีพระสงฆ์มาจ�ำวัดอยู่ ณ ท่ีแห่งนั้น ชาวบ้าน
จึงเรียกขานที่ตรงน้ันว่า “วัดเกาะ” ต่อมาได้สร้าง
โรงเรียนจึงเอาชื่อวดั มาตั้งช่ือโรงเรยี นวา่ “โรงเรยี น
เกาะวิหาร” (ปัจจุบันเปลี่ยนช่ือเป็น โรงเรียน
วดั อรญั วาสกิ าราม) จงึ ทำ� ใหช้ อ่ื หมบู่ า้ นเปลย่ี นไปดว้ ย
จงึ เรียกหมบู่ า้ นน้ีวา่ “บา้ นเกาะวหิ าร” ต้ังแต่นัน้ มา
เป็นระยะเวลาเกือบ ๒๐๐ ปี จนถึงปจั จุบนั

ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา 6.2 ชมุ ชนคณุ ธรรมวดั อรญั วาสกิ าราม
รว่ มสบื สานวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา (บา้ นหว้ ยเงาะ) ระดบั ส่งเสรมิ คณุ ธรรม
โดยมีการท�ำบุญตักบาตร ถวายเทียนพรรษา
ถวายผา้ อาบนำ�้ ฝน เวยี นเทยี น เพอ่ื ทำ� นบุ ำ� รงุ อปุ ถมั ภ์
และค้มุ ครองศาสนาให้คงอยู่อยา่ งม่นั คง

ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นหว้ ยเงาะ ในสมยั กอ่ น
จัดกิจกรรมอบรมวิธีการเพาะต้นอ่อน บริเวณหมู่บ้านมีล�ำห้วยเล็กๆ มีทวดเงาะ ซึ่งเป็น
ทานตะวนั และการทำ� กระถางดว้ ยยางรถยนต์ เพอ่ื ชนพ้ืนเมืองลงมาจากเขาลงมาอาบน้�ำในล�ำห้วย
สร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือนให้กับคน และมีชาวบ้านเห็นจึงท�ำให้เรียกหมู่บ้านนี้ว่า
ในชมุ ชน “ห้วยเงาะ” เมื่อเงาะเห็นว่ามีคนอยู่อาศัย
จึงหนีไปอย่ทู ีค่ วนปากหลา

ด้านหลักธรรมทางศาสนา
รว่ มสบื สานวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
เพื่อให้พุทธศาสนิกชนในพื้นท่ียึดมั่นในการ
ประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ดี่ ี โดยมศี าสนาเปน็ แกน่ กลางในการ
ด�ำเนินชีวิตให้มีความสุข

40 รวมพลังชุมชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี

ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งจากจังหวัดต่างๆ และอ�ำเภอใกล้เคียงท�ำให้
จดั อบรมเกย่ี วกบั การปลกู ผกั และเลย้ี งสตั ว์ ชมุ ชนชาวพทุ ธขยายตวั ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ ชาวมสุ ลมิ
ให้กับคนในชุมชนเพ่ือให้คนในชุมชนน�ำไปใช้ ทเี่ คยอยใู่ นบรเิ วณบา้ นนาเกตจุ งึ ตอ้ งอพยพถอยรน่
ในการด�ำรงชีพเลยี้ งตนเองและครอบครัวตอ่ ไป เข้าไปอยูใ่ นบ้านคลองช้างจนถึงปจั จบุ ัน
ในอดีตต�ำบลนาเกตุเคยเป็นอ�ำเภอช่ือว่า
อ� ำ เ ภ อ ม ะ ก รู ด ขึ้ น ต ร ง กั บ เ มื อ ง ห น อ ง จิ ก
มีที่ว่าการอ�ำเภออยู่ในบริเวณโรงเรียนบ้านนาเกตุ
ในปัจจุบันและยังคงมีหลักฐานปรากฏให้เห็น คือ
รากฐานเสาทว่ี า่ การอำ� เภอเกา่ ตงั้ อยภู่ ายในโรงเรยี น
ช่ือนาเกตุนั้นจากค�ำให้การพบว่าเป็นไป
ในลักษณะเดียวกัน คือในสมัยก่อนบริเวณต�ำบล
นาเกตมุ กี ารทำ� นาอยา่ งกวา้ งขวาง มชี าวบา้ นไดท้ ำ� นา
แล้วขุดพบพระในทน่ี าของตนเอง แตพ่ บเพยี งส่วน
ทเ่ี ปน็ เกตพุ ระเทา่ นนั้ และเกตพุ ระพทุ ธรปู ทข่ี ดุ พบนี้
จึงเป็นที่มาของการต้ังชื่อบ้านว่า “บ้านหน้าเกตุ”
ต่อมาเรียกผิดเพ้ียนจนกลายเป็นนาเกตุจนถึง
ปจั จุบนั

ดา้ นวิถวี ัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม
จัดกิจกรรมหมู่บ้านศีล ๕ พัฒนา
ศาสนสถาน เพื่อสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทยด้าน
การสร้างความรัก ความสามคั คี แก่คนในชมุ ชน

7. ต�ำบลนาเกตุ แต่เดิมนั้นต�ำบล ซ่ึงต�ำบลนาเกตุ มีการขับเคลื่อนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นาเกตเุ ปน็ พน้ื ทชี่ มุ ชนดงั้ เดมิ ของมสุ ลมิ มหี ลกั ฐาน หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง อาทิ หลุมฝังศพชาวมุสลิม ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 3 ชมุ ชน
ที่อยู่ภายในบริเวณต�ำบล แต่ต่อมาภายหลัง ประกอบไปดว้ ย
เนอื่ งจากการอพยพเขา้ มาของชาวไทยพทุ ธตา่ งถน่ิ
7.1 ชุมชนคณุ ธรรมวดั หน้าเกตุ
(บา้ นนาเกต)ุ ระดบั สง่ เสริมคณุ ธรรม
ประวัติชุมชน หมู่ที่ ๑ บ้านนาเกตุ
เปน็ หมบู่ า้ นหนง่ึ ในตำ� บลมะกรดู ในสมยั กอ่ น ตอ่ มา

รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี 41

ได้แยกเป็นตำ� บลนาเกตุ เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เดมิ ด้านวิถวี ัฒนธรรมไทยทดี่ ีงาม
ชาวบ้านได้อพยพมาจากจังหวัดพัทลุง เพื่อมา จั ด กิ จ ก ร ร ม จิ ต อ า ส า บ� ำ เ พ็ ญ
ตงั้ รกรากทบี่ า้ นโคกนาว และไดถ้ างปา่ เพอื่ ใชเ้ ปน็ ทด่ี นิ สาธารณประโยชน์ เพื่อสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทย
ท�ำมาหากิน ในขณะที่ขุดดินอยู่น้ันได้เจอเกตุ ด้านความรัก ความเสียสละในการท�ำความดี
พระพุทธรูปซึ่งไม่ทราบว่าอยู่ในสมัยใดหรือบุคคล เพ่ือส่วนรวม
ใดนำ� มาฝงั ไว้ เพยี งแตม่ กี ารสนั นษิ ฐานวา่ คงมคี นฝงั ไว้
ในสมัยที่มีการท�ำศึกสงครามศาสนา ชาวบ้าน
จึงใช้ตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหน้าเกตุ” แต่มี
การเพี้ยนเป็น “บ้านนาเกตุ” จนถงึ ปจั จบุ นั
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมเพื่อเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาในรปู แบบการสอน และการปฏบิ ตั ิ
กรรมฐาน เพ่อื ใหป้ ระชาชนในพื้นที่น�ำหลักศาสนา
มาเป็นแนวทางในการด�ำเนินชีวิตใหม้ ีความสขุ

7.2 ชมุ ชนคณุ ธรรมวดั หวั ควน
(บา้ นหวั ควน) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ประวัติชุมชน เป็นพ้ืนที่ท่ีอยู่บริเวณ
ทางด้านเหนือของภูเขาเลยเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า
“บ้านหัวควน”

ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
กลมุ่ แมบ่ า้ นเกษตรบา้ นนาเกตุ รวมตวั กนั
เพื่อผลิตสินค้า OTOP ประเภทขนม ไว้จ�ำหน่าย
เช่น ขา้ วตัง ขนมดู ขนมลา ฯลฯ เป็นการรวมกลุม่
ของสตรีต�ำบลนาเกตุ เพ่ือสร้างรายได้ให้กับคน
ในชุมชน และให้คนในชุมชนใช้เวลาว่างให้เกิด
ประโยชน์

42 รวมพลังชุมชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี

ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา 7.3 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยิดบาโงซือดัง
จดั กจิ กรรมวนั สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา (บา้ นคลองชา้ งออก) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ด้วยการท�ำบุญตักบาตร เวียนเทียน เพื่อส่งเสริม
ให้คนในชุมชนยึดม่ันในการประพฤติปฏิบัติ
โดยน�ำหลักธรรมทางศาสนาเป็นแก่นกลางในการ
ด�ำเนนิ ชีวิตใหม้ คี วามสขุ
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
คนในชุมชนร่วมกันปลูกผักริมคลอง
ชลประทานเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ประชาชน

ประวัติชุมชน บ้านคลองช้างออก
เ ป ็ น ห มู ่ บ ้ า น ต้ั ง อ ยู ่ แ น ว เ ทื อ ก เ ข า ค ว น ล า แ ม
เป็นท่ีราบเชิงเขา เหมาะแก่การประกอบอาชีพ
ทางการเกษตร พืน้ ท่สี ่วนใหญเ่ ป็นท่ีปลูกยางพารา
เปน็ แบบรอ้ นชนื้ มปี รมิ าณนำ้� ฝนตกกระจายโดยทวั่ ไป

ในพ้ืนที่และพ้ืนที่ใกล้เคียง และยังเป็นการสร้าง ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ความมั่นคงทางอาหาร สร้างรายได้และสร้าง จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอื่
การมสี ว่ นรว่ มของชมุ ชนในการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างมีความสุข

ดา้ นวถิ วี ัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม
จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีวันสารท
เดอื นสบิ (รบั เปรต - สง่ เปรต) เพอ่ื สบื สานประเพณี
วฒั นธรรมของชมุ ชนให้คงอยคู่ สู่ งั คม

ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
คนในชมุ ชนมกี ารนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาของ

รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี 43

เศรษฐกจิ พอเพยี งมาปรบั ใชใ้ นชวี ติ ดว้ ยการปลกู พชื ผกั 8.1 ชมุ ชนคุณธรรมวัดนคิ มสถิต
สวนครวั ไวใ้ ชใ้ นครวั เรอื นและจำ� หนา่ ยเพอื่ สรา้ งรายได้ (บา้ นยางแดง) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ให้กบั ครอบครวั
ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยทีด่ งี าม

จัดกิจกรรมเพื่อสืบสานประเพณีเมาลิด ประวัติชุมชน บ้านยางแดง เดมิ ชาวบ้าน
ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของชาวมุสลิม มีการจัด เรยี กวา่ “บ้านพรจุ งเปือย” ตอ่ มาชาวบ้านไดเ้ รียก
กิจกรรมการละหมาดฮายัต การจัดงามเล้ียงเพื่อ ชื่อใหม่ว่า “บ้านยางแดง” เนื่องจากว่าบรเิ วณทีต่ งั้
รำ� ลึกท่านนบีและบรรพบรุ ุษ หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นยางและมีต้นยาง
ต้นหน่ึงที่มีล�ำต้นขนาดใหญ่มากชาวบ้านได้น�ำเอา
8. ต�ำบลนาประดู่ บ้านนาประดหู่ รือ เปลอื กตน้ ยางมลี กั ษณะสแี ดงสดมาทำ� เปน็ เชอื้ เพลงิ
สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านในสมัยนั้น เป็นเหตุ
ทช่ี าวบา้ นเรยี กกนั วา่ “บา้ นนาด”ู่ มที มี่ าจากสภาพ ใหช้ าวบา้ นไดเ้ รยี กชอื่ บา้ นนใี้ หมเ่ ปน็ “บา้ นยางแดง”
ภูมปิ ระเทศเช่นกัน เนื่องจากในอดตี บรเิ วณนี้ จะมี จนถงึ ปจั จุบัน
ต้นนาประดูเ่ ป็นจำ� นวนมาก ซึง่ หนง่ึ ในจ�ำนวนนัน้ ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
ก็จะมตี ้นประดเู่ ก่าแกอ่ ยู่ดว้ ย ลักษณะลำ� ต้นประดู่ จัดกิจกรรมแห่เทียนพรรษา ถวายผ้า
เก่าแก่จะโตกว่าต้นนาประดู่ปกติมากและต่อมา อาบนำ�้ ฝน เพอ่ื รว่ มกนั สบื ทอดกจิ กรรมเนอื่ งในวนั สำ� คญั
มีชาวมาเลย์มาท�ำการโค่นต้นนาประดู่เก่าแก่ลง ทางพระพุทธศาสนาและเพื่อให้พุทธศาสนิกชน
เพ่ือน�ำส่วนของล�ำต้นไปท�ำด้ามกริชและฝักกริช ในพน้ื ทยี่ ดึ มนั่ ในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ทิ ด่ี ี โดยมศี าสนา
ด้วยเหตุนี้จึงท�ำให้ชาวบ้านต่างพากันเรียกหมู่บ้าน เปน็ แกน่ กลางในการดำ� เนนิ ชีวติ ใหม้ คี วามสขุ
แหง่ น้ีวา่ “บ้านนาประดู่”
ซึ่งต�ำบลนาประดู่ มีการขบั เคล่ือนชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย

44 รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี

ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จัดกิจกรรม 90 วัน ปลูกผักสวนครัว
สร้างความม่ันคงทางอาหาร เพ่ือกระตุ้นให้

คนในชุมชนปลูกพืชผักสวนครัวในพ้ืนท่ีบริเวณ หมู่บ้านที่ผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข
หลงั บา้ นของตนเอง เพอ่ื เพมิ่ ความมน่ั คงทางอาหาร มคี วามรกั ความสามคั คแี ละความสมั พนั ธอ์ นั ดตี อ่ กนั
สร้างรายได้และลดรายจา่ ยใหก้ ับครัวเรือน ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยทีด่ ีงาม จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
จัดกิจกรรมจิตอาสาโดยการปลูกต้นไม้ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถน้อมน�ำหลักธรรม
และปล่อยปลาเพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจ�ำวันและสร้าง
ความเสียสละให้กับคนในชุมชน ซ่ึงเป็น ความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการอยู่ร่วมกัน
วิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามท่ีจะเป็นแบบอย่างให้กับ ในสังคมพหุวฒั นธรรมอย่างมีความสุข
เยาวชนต่อไป

8.2 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยิดมาดีนาตุสลาม
(บา้ นสลาม) ระดับสง่ เสริมคุณธรรม
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
ประวตั ชิ ุมชน บา้ นสลาม หมทู่ ี่ 8 ต�ำบล จดั กจิ กรรม ๙๐ วนั ปลกู ผกั สวนครวั สรา้ ง
นาประดู่ อำ� เภอโคกโพธิ์ จังหวัดปตั ตานี เดิมเปน็ ความมน่ั คงทางอาหาร ในสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาด
สว่ นหน่งึ ของบา้ นยางแดง หมู่ท ่ี 4 ไดแ้ ยกออกมา ของโรคโควิด - 19 เพอื่ ลดรายจา่ ยให้กบั ครัวเรอื น
ตงั้ เปน็ หมบู่ า้ นใหมช่ อ่ื วา่ “บา้ นสลาม” ในปี 2543
เพ่ือความคล่องตัวในการบริหารปกครองหมู่บ้าน
เนอ่ื งจากบา้ นยางแดงมจี ำ� นวนประชากรและจำ� นวน
ครัวเรือนค่อนข้างมาก ท�ำให้การดูแลทุกข์สุข
ของประชาชนไมท่ ัว่ ถงึ และไมค่ รอบคลมุ จงึ จ�ำเปน็
ตอ้ งจดั ตง้ั หมบู่ า้ นขน้ึ ใหม ่ ชอ่ื วา่ “บา้ นสลาม” คำ� ว่า
“สลาม” หมายถงึ สนั ติ หรอื “สนั ตสิ ขุ ” ซง่ึ หมายถงึ

รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี 45


Click to View FlipBook Version