ชาวประมงต้องหลบคลื่นอยู่ใต้ต้นรู (ต้นสน) ก ่ อ น ท่ี จ ะ ถึ ง เ ท ศ บ า ล เ มื อ ง ป ั ต ต า นี นั้ น
จากการใหก้ ารของผเู้ ชยี่ วชาญทงั้ ๓ ทา่ น ไดใ้ หก้ าร ให้มองทางด้านขวามือประมาณ ๒๐๐ เมตร
ที่เหมือนกันในการอธิบายถึงความเป็นมาของ จะเห็นหลังคาพระอุโบสถทรงไทยสวยงาม
หมู่บ้านรูสะมิแล ท่ีกล่าวถึงต้นรูท้ังเก้าต้น และ มงุ กระเบอ้ื งเคลอื บ สเี ขยี วสลบั สแี ดง เดน่ ชดั งามตา
การทเี่ รยี กวา่ รสู ะมแิ ล กเ็ พราะวา่ ยดึ ต้นรู (ต้นสน) ตงั้ แตร่ ะยะไกล หากใกลเ้ ขา้ มากจ็ ะเหน็ กฏุ ภิ กิ ษสุ งฆ์
ทั้งเก้าต้น จึงเป็นที่เรียกติดปากของชาวบ้านว่า ทรงไทยขนาดกะทัดรัดสีเหลือง หลังคาแดง
“รูสะมิแล” มาจนถงึ ทกุ วันนี้ ปลูกอยเู่ รยี งรายเปน็ แถวระเบียบเรียบร้อย
12. ต�ำบลสะบารัง ชุมชนสะบารัง ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรม
เป็นชุมชนท่ีอยู่ริมฝั่งแม่น�้ำปัตตานี ชาวบ้าน สวนะ (วันพระ) ห้ิวปิ่นโตเข้าวัด เพื่อส่งเสริมให้
ส่วนใหญ่จะเรียกชุมชนนี้ว่า “กือดาอาเนาะยอ” คนในชุมชนร่วมกันน้อมน�ำหลักธรรมทางศาสนา
เนอื่ งจากในอดตี มตี น้ มะพรา้ วขน้ึ อยเู่ ปน็ จำ� นวนมาก มาปรบั ใช้ในการด�ำเนินชวี ติ ให้มีความสขุ
แต่ปัจจุบันพ้ืนที่ส่วนใหญ่กลายเป็นบ้านเรือน
ของประชาชน ชาวบา้ นบางสว่ น จะรจู้ กั ชมุ ชนแหง่ นวี้ า่
กำ� ปงกอและ หรือซูงากอและ เพราะมเี รือกอและ
จอดเทียบฝง่ั อยู่เป็นจ�ำนวนมาก ปจั จุบนั จะไมค่ ่อย
มีเรือกอและให้เห็นมากนัก จะแทนท่ีด้วย
เรอื อวนลากและอวนรนุ ขนาดใหญ่ ชาวบา้ นจากทเ่ี คย
ออกเรอื หาปลาเองกต็ อ้ งมาเปน็ ลกู จา้ ง ชมุ ชนทเี่ คยกวา้ ง
ก็แออัดด้วยบ้านเรือนและผู้คนจากที่ต่างๆ
ท่ีเข้ามาอาศยั อยู่
ซ่ึงต�ำบลสะบารัง มีการขับเคล่ือนชุมชน ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กลมุ่ แมบ่ า้ นชมุ ชนคณุ ธรรมวดั นพวงศาราม
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย จัดอบรมการท�ำข้าวต้มใบกะพ้อ เพ่ือเป็น
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
12.1 ชมุ ชนคุณธรรมวัดนพวงศาราม
(บา้ นโคกส�ำโรง) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ประวัติชุมชน วัดนพวงศาราม ตั้งอยู่
หมู่ที่ ๑ ตำ� บลสะบารงั อำ� เภอเมอื งปตั ตานี จงั หวดั
ปัตตานี เมื่อเดินทางเข้ามาในจังหวัดปัตตานี
146 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี
การสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม ด้านหลักธรรมทางศาสนา
และสามารถน�ำความรู้ท่ีได้รับมาสร้างรายได้ จดั โครงการสง่ เสรมิ คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
ลดรายจ่าย ตอ่ ยอดในการประกอบอาชพี ตามหลัก เพ่ือมุ่งเน้นการอยู่ร่วมกัน เกิดกระบวนการเรียนรู้
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง เปิดโลกทัศน์การสร้างสมประสบการณ์ใหม่ๆ
ดา้ นวิถวี ฒั นธรรมไทยท่ีดงี าม และเพอ่ื สรา้ งผนู้ ำ� แหง่ การเรยี นรเู้ กย่ี วกับวชิ าศาสนา
ร่วมสืบสานประเพณีสารทเดือนสิบ เพ่ือ และแนวทางปฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ้ ง เพอ่ื เปน็ แกนหลกั สำ� คญั
ใหเ้ ดก็ เยาวชนและประชาชนในพน้ื ทดี่ ำ� รงรกั ษาไว้ ในการวางรากฐานการปฏิบัติตนท่ีถูกต้องในสังคม
ซงึ่ ประเพณที ้องถ่นิ ให้คงอยูค่ สู่ งั คมตอ่ ไป เสรมิ สรา้ งและพฒั นาจติ สำ� นกั ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
มีพฤติกรรมในเชิงสร้างสรรค์ รักในการท�ำความดี
รใู้ ห้ รเู้ สยี สละ มคี วามซอื่ สตั ยส์ จุ รติ มจี ติ สาธารณะ
ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม และเสรมิ สรา้ งความสามคั คี
ความปรองดอง ในระดบั ชมุ ชน หมบู่ า้ น สานสมั พนั ธ์
รว่ มกบั ภาครฐั ภาคเอกชน
12.2 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยดิ สะบารงั
(นรู ูลอสิ ลาม) ระดบั ส่งเสรมิ คณุ ธรรม
ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
รวมกลุ่มกันท�ำโรตีกรอบบิสมิลลาห์ ซ่ึง
ท่ีมาของชือ่ “บิสมิลลาห”์ มาจากคำ� กลา่ วกอ่ นเริ่ม
ทำ� สง่ิ ใดกต็ ามทกุ ๆ ครงั้ ของชาวมสุ ลมิ เปน็ คำ� มงคล
ที่ ๒ พนี่ อ้ งเลอื กมาใชเ้ ปน็ ยหี่ อ้ และบง่ บอกความเปน็
อาหารของชาวมุสลิมได้อย่างชัดเจน สร้าง
ใหเ้ กดิ รายได้แกค่ นในชุมชน
ประวัติชุมชน ในพื้นที่ต�ำบลสะบารัง ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยที่ดีงาม
ประกอบด้วย ๙ ชุมชน คือชมุ ชนสะบารงั , ชมุ ชน จัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณี
ยูโยดา่ นภาษ,ี ชมุ ชนบอื ติงตนั หยง, ชมุ ชนบอื ติงกำ�
ปงกู (บอื ตงิ มว่ ง), ชมุ ชนบอื ตงิ หะยแี ม, ชมุ ชนโรงอา่ ง, รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวัดปัตตานี 147
ชมุ ชนจอื แรบาต,ู ชมุ ชนปะการอ, ชมุ ชนโรงเหลา้
การกวนอาซูรอ เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม
ประเพณอี นั ดีงามของพ้นื ถ่นิ ให้คงอยูส่ ืบไป
มหานิกาย ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี
ชนดิ สามญั สรา้ งเมอ่ื ประมาณปี พ.ศ.๒๓๙๕ แดเ่ ดมิ
ย้ายจากบริเวณเมืองเก่าท่ีบ้านนา ต�ำบลกรือเซะ
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ปตั ตานี สตี ะวนั กรมการเมอื งปตั ตานี
สรา้ งขนึ้ เปน็ ทถี่ อื นำ้� พระพพิ ฒั นส์ ตั ยาประจำ� มณฑล
13. ต�ำบลอาเนาะรู สมัยก่อน ปัตตานี เดมิ ชือ่ ว่าวดั บางน�้ำจดื แตป่ ระชาชนท่ัวไป
เรียกว่าวัดกลาง ในระยะแรกของการเร่ิมสร้างวัด
เขาจะเรียกชุมชนอาเนาะรู ว่าปาตอนีอาเนาะรู ไม่มีถาวรวัตถุที่มั่นคง อีกท้ังพระสงฆ์จ�ำพรรษา
จะมีต้นสนจ�ำนวนมาก และจะมีชายทะเลอยู่หลัง ก็ไม่มีหลักฐานระบุแน่นอน จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๐
กุโบร์กูมุง ด้านหลังกุโบร์จะเป็นทะเลทราย ทะเล ทางคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้พระครูธรรมโมลี
จะงอกทรายขน้ึ มาเรอ่ื ยๆ ทำ� ใหช้ าวบา้ นมาจบั จองท่ี
เ พื่ อ เ ป ็ น ที่ อ ยู ่ อ า ศั ย แ ล ะ เ ป ็ น ห ลั ก แ ห ล ่ ง วดั มชั ฌมิ าวาส จงั หวดั สงขลา และคณะเดนิ ทางมา
การประกอบอาชีพ เช่น การหาของป่ามาขาย จดั การปกครอง ซง่ึ ขณะนนั้ เจา้ อธกิ ารสขุ เปน็ เจา้ อาวาส
การทำ� นาเกลอื การทำ� นา และการคา้ ขาย สมยั กอ่ น ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทชี่ มุ ชนอาเนาะรู จะเปน็ ปา่ ทอี่ ดุ มสมบรู ณ์ ชาวบา้ น พระราชทานสมณศักด์ิเป็นพระครูพิพัฒน์สมณกิจ
จะเก็บของป่ามาขายทตี่ ลาดเดชานชุ ติ และในปนี พ้ี ระครพู พิ ฒั นส์ มณกจิ กบั นางละนง แซเ่ ลา่
ด้านหลงั กุโบรจ์ ะเป็นทะเลทราย มตี ้นสน ได้จดั สรา้ งพระอุโบสถเปน็ ศิลปะแบบจีน
เรียงราย ท่ีชายหาดชาวบ้านน�ำมาเพาะขาย
ลูกต้นสน หรือท่ีชาวบ้านเรียกว่า “ปอฮงรู” หรือ ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
ตน้ สนนนั่ เอง ชาวบา้ นจงึ เรยี กชมุ ชนนว้ี า่ “อาเนาะร”ู จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็น
ซึ่งอาเนาะรู หมายถึง ลูกรู ย่อมาจาก ปอฮงรู สิริมงคลให้กับแผ่นดินและปวงชนชาวไทย
จึงเรยี กอาเนาะรูจนถงึ ปจั จุบนั ทุกหมู่เหล่า ในโอกาสวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ
ซ่ึงตำ� บลอาเนาะรู มีการขบั เคลอื่ นชมุ ชน ๕ ธนั วาคม และเพอื่ เปน็ สริ มิ งคลตอ่ คนในชมุ ชนตอ่ ไป
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
13.1 ชุมชนคณุ ธรรมวัดตานีนรสโมสร ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
(ชุมชนอาเนาะรู) ระดบั คุณธรรม กลมุ่ ชมรมแมบ่ า้ นตำ� รวจภธู รจงั หวดั ปตั ตานี
ประวัติชุมชน วัดตานีนรสโมสร ต้ังอยู่
เลขท่ี ๒๙๙ ถนนปัตตานีภิรมย์ ต�ำบลอาเนาะรู
อ�ำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี สังกัดคณะสงฆ์
148 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี
ร ่ ว ม กั บ ห ้ อ ง เ รี ย น ฝ ึ ก อ า ชี พ วิ ถี พุ ท ธ ชุ ม ช น ไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้�ำปัตตานีและยังมีท่าเรือ
คุณธรรมวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง ประมงขนาดเลก็ นำ� เรอื มาจอด เพอ่ื นำ� อาหารทะเลสดๆ
จัดอบรมการท�ำขนมขี้มอดแก่ผู้มาร่วมกิจกรรม มาขายทั้งตอนเช้าและตอนเย็นเป็นประจ�ำทุกวัน
Workshop “Food for Fun” ร่วมท�ำขนมขี้มอด ทำ� ใหช้ าวบา้ นทว่ั ไปเรยี กถนนสายนวี้ า่ “หวั ตลาด”
ขนมไทยโบราณของ เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพ ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
สร้างรายไดใ้ หแ้ กค่ นในชุมชน จัดกิจกรรมท�ำบุญตักบาตร เพื่อถวาย
เปน็ พระราชกศุ ล แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
วนั ชาติและวันพอ่ แหง่ ชาติ ๕ ธนั วาคม
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ดี งี าม ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
จัดประเพณีสารทเดือนสิบ เพ่ือสืบสาน ส่งเสริม สนับสนุน
ประเพณีของทอ้ งถ่นิ ใหค้ งอย่สู บื ไป แปลงปลูกผักตัวอย่าง และ
13.2 ชุมชนคุณธรรมหัวตลาด พฒั นาใหเ้ ปน็ ศนู ยเ์ รยี นรขู้ อง
ระดับต้นแบบ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน Good
mood farmers เกสร
ประวัติชุมชน ชุมชนคุณธรรมหัวตลาด อารมณ์ดี สร้างอาชีพและ
ตำ� บลอาเนาะรู อำ� เภอเมอื งปตั ตานี จงั หวดั ปตั ตานี สร้างรายไดใ้ ห้กบั คนในชุมชน
ค�ำว่า “หัวตลาด” ตามค�ำบอกเล่าของคนเก่าแก่ ด้านวถิ ีวฒั นธรรมไทยท่ีดงี าม
ซง่ึ อาศยั อยใู่ นถนนสายนม้ี าตง้ั แตส่ มยั โบราณ เลา่ ตอ่ ๆ จัดกิจกรรมบูรณาการ “รักษ์อาเนาะรู
กันมาว่า ถนนสายน้ีเดิมมีคนไทยเช้ือสายจีนอาศัย รกั ษ์อาเนาะซูงา” คอื คนในชุมชนร่วมกันเก็บขยะ
อยเู่ ปน็ สว่ นใหญ่ ซง่ึ ในอดตี ถนนสายนเ้ี จรญิ รงุ่ เรอื งมาก และพฒั นาคลองอาเนาะซงู า และจดั กจิ กรรมแสงสวา่ ง
และเป็นตัวเมืองของมณฑลปัตตานี ถนนสายนี้ แห่งสายน้�ำและศรัทธา ลอยกระทงสาย เพ่ือ
จะมีร้านค้าขายของช�ำ ซ่ึงจะมีเครื่องอุปโภคและ ขอขมาและขอบคุณคลอง เพื่อร่วมสืบสาน
บรโิ ภค เช่น ถว้ ยชาม น�้ำปลา นำ�้ ตาล สบู่ เปน็ ต้น วิถีวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ใหค้ งอยู่คูส่ งั คม
รวมทั้งยาแผนโบราณ เร่ิมขายตั้งแต่เช้าและเย็น
นอกจากเปดิ เปน็ รา้ นคา้ แลว้ ยงั มขี องทว่ี างขายรมิ ถนน
ซ่ึงมีท้ังอาหารสดและอาหารแห้ง นอกจากน้ี
จะมที า่ เรอื ขนาดเลก็ อยรู่ มิ แมน่ ำ�้ สำ� หรบั ใหค้ นขา้ มฝง่ั
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี 149
อำอ เภอไม้แกน่
อ�ำเภอไม้แก่น พ้ืนที่อ�ำเภอไม้แก่นเดิมเป็นส่วนหน่ึงของอ�ำเภอสายบุรี
ได้รับการยกฐานะเป็น กิ่งอ�ำเภอไม้แก่น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516
ถือเป็นก่ิงอ�ำเภอแห่งแรกของจังหวัดปัตตานี แบ่งเขตการปกครองเป็น 2 ต�ำบล
13 หมู่บ้าน
ต่อมาในวนั ที่ 28 พฤศจิกายน 2536 ไดแ้ บง่ แยกตำ� บลเพ่มิ อกี 2 ตำ� บล
โดยแบง่ พนื้ ทหี่ มู่ 2, 4, 7, 8 ของตำ� บลไมแ้ กน่ มาตงั้ เปน็ ตำ� บลตะโละไกรทอง และ
แบ่งพ้ืนท่ีหมู่ 3, 6, 7 ของต�ำบลไทรทอง มาตั้งเป็น ต�ำบลดอนทราย ท�ำให้
กิ่งอ�ำเภอไม้แกน่ มที ั้งหมด 4 ต�ำบล
ในปีถัดมาวันท่ี 7 เมษายน 2537 ได้มกี ารโอนพ้ืนทหี่ มู่ 9 (บ้านดอนทราย)
ของตำ� บลไทรทอง เขา้ ไปอยใู่ นเขตการปกครองของตำ� บลดอนทราย และจดั ตงั้ เปน็
หมทู่ ่ี 4 (บา้ นดอนทราย) ต�ำบลดอนทราย และต่อมาได้รับการยกฐานะเป็น
อำ� เภอไม้แก่น เมอ่ื วนั ท่ี 3 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2537
อำ� เภอไมแ้ กน่ ประกอบดว้ ย 4 ตำ� บล ได้แก่
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 4 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
1. ต�ำบลดอนทราย เดิมเคยเป็น 1.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยดิ ตะโละลาเวง
(บา้ นละเวง) ระดบั ต้นแบบ
หมู่บ้านริมฝั่งทะเล ราษฎรประกอบอาชีพประมง ประวัติชุมชน เป็นหมู่บ้านที่มีพ้ืนท่ี
เป็นหลกั สภาพพื้นท่เี ปน็ ท่ีลุ่ม ท�ำใหน้ ้ำ� จากอำ� เภอ ด้านทิศตะวันออกติดทะเลฝั่งอ่าวไทยตลอดแนว
บาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ไหลผ่านลงสู่ทะเล มีความยาวประมาณ ๔ กิโลเมตร อีกด้านหน่ึง
จงึ ทำ� ใหพ้ นื้ ทม่ี สี ภาพตน้ื เขนิ เปน็ ดนิ กรอ่ ย เปน็ ปา่ เสมด็ ติดคลองตะโละลาเวง มีทรัพยากรท่ีอุดมสมบรู ณ์
และมีการทับถมของทรายเกิดเป็นเนิน ชาวบ้าน
จึงเรียกพื้นที่ตรงน้ีว่า “บ้านดอนทราย” มาจนถึง
ปจั จบุ ัน
ซง่ึ ตำ� บลดอนทราย มกี ารขบั เคลอื่ นชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
152 รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี
ผเู้ ฒา่ ผู้แกเ่ ลา่ ต่อๆ กันมาว่า สมัยก่อนมนี กตัวใหญ่ 1.2 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดดารลุ อาบดี นี
บินมาเกาะที่บริเวณต้นไม้และนกได้ส่งเสียงร้อง (บา้ นดอนทราย) ระดับคุณธรรม
เตเวงๆ คนเฒ่าคนแก่ไดย้ นิ เลยน�ำมาตงั้ ช่อื หมบู่ า้ น
กลายเป็นบ้านละเวงในปจั จบุ ัน
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพ่ือการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของประชาชน เพ่ือให้คนในชุมชน
นำ� หลกั ธรรมทางศาสนามาปรบั ใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ
ให้มคี วามสขุ
ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นดอนทรายเดมิ เคยเปน็
หมู่บ้านริมฝั่งทะเล ประชาชนประกอบอาชีพ
จดั อบรมใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั โทษของแมลง ประมงเป็นหลัก สภาพพื้นที่เป็นท่ีลุ่ม ท�ำให้น้�ำ
กนิ พชื ทที่ ำ� รา้ ยพชื ผลทางการเกษตร ไดแ้ ก่ แมลงหวั ดำ� จาก อำ� เภอบาเจาะ จงั หวดั นราธวิ าส ไหลผา่ นลงสทู่ ะเล
ซึ่ ง ต อ น น้ี ต ้ น ม ะ พ ร ้ า ว ข อ ง ช า ว บ ้ า น ล ะ เ ว ง จงึ ทำ� ใหพ้ น้ื ทม่ี สี ภาพตนื้ เขนิ เปน็ ดนิ กรอ่ ย เปน็ ปา่ เสมด็
ได้รับความเสียหายบางส่วน ทางผู้ใหญ่บ้านพร้อม และมีการทับถมของทรายเกิดเป็นเนิน ชาวบ้าน
ชาวบา้ นไดร้ ว่ มกนั หารอื หาแนวทางแกไ้ ขเพอื่ ปอ้ งกนั จงึ เรยี กพนื้ ทต่ี รงนว้ี า่ “บา้ นดอนทราย” มาจนถงึ ปจั จบุ นั
โรคไม่ใหร้ ะบาดตอ่ ไป
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพ่ือการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนให้มีความสุข
มากยิ่งขึน้
ดา้ นวถิ วี ัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม
จดั กจิ กรรมสบื สานประเพณกี ารกวนอาซรู อ
เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม
ของพน้ื ถิน่ ใหค้ งอยคู่ ูช่ ุมชนสืบไป
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปัตตานี 153
ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ไมท่ ราบประเทศ จำ� นวน ๔ – ๕ คน มาต้ังถ่นิ ฐาน
ในพ้ืนทีบ่ า้ นปา่ ไหม้ ซึง่ อุดมสมบูรณ์ดว้ ยปา่ ไม้และ
จดั กลมุ่ ไขเ่ คม็ บา้ นดอนทราย เพอื่ สง่ เสรมิ สตั วน์ านาชนดิ ดว้ ยความไมร่ ชู้ าวบา้ นไดม้ กี ารเผาปา่
การใชเ้ วลาว่างให้เกดิ ประโยชน์ ทำ� ใหค้ นในชุมชน เพ่ือต้องการล่าสัตว์ ท�ำให้ป่าถูกไฟไหม้จนหมด
มีอาชีพเสริม และก่อเกิดรายได้ในครัวเรือนและ และสัตว์ล้มตายเป็นจ�ำนวนมาก ชาวบ้านไม่รู้
ชุมชน เรียกสถานที่อยู่อาศัยว่าอย่างไร เลยต้ังชื่อว่า
“บา้ นป่าไหม้” มาจนถงึ ทุกวันนี้
ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยท่ดี งี าม
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมละศีลอดในเดือนรอมฎอน
เพือ่ สืบสานวถิ ีวัฒนธรรมท้องถน่ิ ให้คงอยคู่ ู่สังคม จัดกิจกรรมบรรยายธรรมเพ่ือการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของประชาชน เพ่ือให้ประชาชน
ในพื้นที่สามารถน�ำหลักธรรมทางศาสนามาปรับใช้
ในการด�ำรงชีวติ ให้มีความสขุ
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพ่ือสร้างความรู้
ความเข้าใจเก่ียวกับการท�ำการเกษตรวิถีใหม่
สร้างอาชพี และสรา้ งรายได้ใหก้ บั คนในชมุ ชน
1.3 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยดิ ฮูแตฮางสุ
(บ้านปา่ ไหม้) ระดับคณุ ธรรม
ประวตั ชิ มุ ชน ในสมยั สงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ ดา้ นวถิ วี ฒั นธรรมไทยทีด่ ีงาม
ได้มีชาวบ้านเช้ือสายมลายูอพยพจากเมืองเก่า
จดั กจิ กรรมจติ อาสาพฒั นาทำ� ความสะอาด
บริเวณชายฝั่งทะเล เน่ืองในวันอนุรักษ์
ชายฝั่งสากล เพ่อื ใหเ้ กิดความตระหนกั ในการดูแล
รักษาสภาพแวดล้อม และอนุรักษ์พื้นท่ีชายฝั่ง
เป็นการร่วมกันพัฒนาและอนุรักษ์ชายฝั่งทะเล
154 รวมพลังชุมชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี
สร้างการรับรู้และตระหนักเก่ียวกับปัญหาขยะ จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอ่ื
ตลอดจนเปน็ การปลกู จติ สำ� นกึ ทดี่ ใี หก้ บั คนในชมุ ชน สร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ
1.4 ชุมชนคุณธรรมมัสยดิ ปูลากรอื งอ อยรู่ ว่ มกันในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมอยา่ งมคี วามสขุ
(บา้ นรงั มดแดง) ระดับสง่ เสริมคุณธรรม
ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จัดกลุ่มจักสานเสื่อกระจูด โดยร่วมกัน
จักสานเสื่อเพื่อจ�ำหน่าย สร้างรายได้ให้ครัวเรือน
และส่งเสริมให้สมาชิกในกลุ่มใช้เวลาว่างให้เกิด
ประโยชน์
ด้านวถิ ีวฒั นธรรมไทยท่ีดงี าม
จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีการกวน
อาซูรอ เพ่ือรักษามรดกทางวัฒนธรรมประเพณี
อันดงี ามของพืน้ ถิ่น ให้คงอยคู่ ชู่ ุมชนสืบไป
ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นรงั มดแดงในอดตี มคี นแก่
ช่ือนายบาราโหม ได้มาสร้างบ้านเป็นคนแรก
ในพนื้ ที่ จงึ มชี อ่ื เรยี กวา่ “บาราโหม” พอนายบาราโหม
เสียชีวิตลง จึงเปลี่ยนช่อื วา่ “ปลู ากรอื งอ” ซึง่ เป็น
ภาษามลายูท้องถ่ินหมายถึง “รังมดแดง” ทั้งน้ี
เนื่องจากในพ้ืนท่ีเป็นป่าและมีรังมดแดงมากมาย
จงึ เป็นท่ีมาของชื่อหมู่บา้ นมาจนถึงปัจจบุ นั
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
2. ตำ� บลตะโละไกรทอง สมัยกอ่ น
มีเรือสินค้าจากตรังกานูมาค้าขายสินค้าของใช้
ทองแดงทั้งหมดทางทะเล เม่ือมีพายุแรงพัดเรือ
จนกา้ นใบเรอื หกั เรอื จงึ ไมส่ ามารถลอ่ งไปในทศิ ทาง
ทตี่ ้องการได้ ท�ำให้เรอื ถกู พดั เขา้ มาทางอ่าวตะโละ
และในชว่ งนน้ั เปน็ ชว่ งนำ�้ ทว่ ม เรอื ลอ่ งมาตดิ ทอ่ี า่ วตะโละ
พอน้�ำลดลงท�ำให้เรือไม่สามารถออกจากอ่าวได้
รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี 155
จงึ ท�ำให้เรือจมลงเหลือแต่ก้านใบ ส่วนเจ้าของเรือ ประวัติชุมชน สมัยก่อนพื้นท่ีบริเวณ
กไ็ มท่ ราบวา่ ไปไหน เมอื่ ชาวบา้ นทราบวา่ เรอื มาตดิ ทอี่ า่ ว อุโบสถมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบเรียบ ชาวบ้าน
ตา่ งพากนั มาดเู รอื ทจี่ มอยทู่ อ่ี า่ ว มอี ยวู่ นั หนงึ่ ชาวบา้ น ละแวกนี้จึงเรียกว่า “ดินเสมอ” และกลายมาเป็น
มาพบเหน็ อา่ งทองลอยอยเู่ หนอื ผวิ นำ้� หมนุ อยรู่ อบๆ หมบู่ า้ นดินเสมอจนมาถึงปัจจุบนั หมบู่ ้านดินเสมอ
เสากา้ นเรอื เมอ่ื คนทพ่ี บเหน็ ทำ� ใหเ้ กดิ เสยี งอา่ งทองนนั้ ประกอบด้วยชุมชนไทยพุทธและชุมชนมุสลิม
กจ็ ะหายไป ซง่ึ ขนาดของอา่ งทองทพี่ บเหน็ มคี วามจุ จงึ เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม
สามารถใส่ข้าวสารได้สี่ลิตร ปัจจุบันบริเวณที่เรือจม
กลายเปน็ บงึ และพนื้ ดนิ สว่ นทเ่ี ปน็ พน้ื ดนิ มชี าวบา้ น ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
มาปลูกต้นมะพร้าว จึงมีการต้ังช่ือหมู่บ้านนี้ว่า
หมู่บ้านอ่างทอง ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเป็น จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
“หมบู่ า้ นตะโละไกรทอง” เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ
อยู่รว่ มกันในสงั คมพหวุ ัฒนธรรมอยา่ งมีความสุข
ดา้ นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ เก่ียวกับ
การท�ำการเกษตรวิถีใหม่ เพ่ือลดรายจ่าย
และเพ่ิมรายไดใ้ ห้กับคนในชุมชน
ซ่ึงต�ำบลตะโละไกรทอง มีการขับเคล่ือน
ชมุ ชนดว้ ยการนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 4 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
2.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมวดั โชติรส ด้านวถิ ีวัฒนธรรมไทยท่ดี ีงาม
(บา้ นดินเสมอ) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
จัดกิจกรรมประเพณีวันสารทเดือนสิบ
เพื่อรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่
คู่ชมุ ชนสืบไป
156 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี
2.2 ชมุ ชนคุณธรรมมัสยดิ บลิ ยา กลุ่มแปลงใหญ่สละอินโดบ้านบิลยา
(บ้านบลิ ยา) ระดับสง่ เสรมิ คณุ ธรรม รวมตัวกันปลูกและจ�ำหน่ายสละอินโดคุณภาพดี
สรา้ งรายได้ใหก้ ับคนในชมุ ชน
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
จดั กจิ กรรมกวนอาซรู อสมั พนั ธ์ เพอื่ สง่ เสรมิ
และสนับสนุนประเพณีอนั ดงี ามของชุมชน อนรุ กั ษ์
กจิ กรรมพนื้ บา้ นและสรา้ งความสมั พนั ธท์ ดี่ ตี อ่ กนั
ประวัติชุมชน บ้านบิลยา เดิมขึ้นอยู่กับ 2.3 ชุมชนคณุ ธรรมมสั ยิดตะโละแกตอง
การปกครองทอ้ งทขี่ องอำ� เภอสายบรุ ี และเปน็ หมทู่ ่ี ๘ (บา้ นตะโละไกรทอง) ระดับส่งเสรมิ คณุ ธรรม
ของตำ� บลไมแ้ กน่ จากทง้ั หมด ๑๒ หมบู่ า้ นของตำ� บล ประวัติชุมชน บ้านตะโละไกรทอง
ไมแ้ กน่ ตอ่ มาเมอ่ื กงิ่ อำ� เภอไมแ้ กน่ ไดป้ ระกาศและ เปน็ ชมุ ชนทม่ี คี วามอดุ มสมบรู ณ์ ชาวบา้ นสว่ นใหญ่
จดั ตงั้ ตำ� บล เมอ่ื วนั ท่ี ๖ ตลุ าคม ๒๕๓๖ ซง่ึ มผี ลตง้ั แต่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม บ้านตะโละไกรทอง
วนั ที่ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๓๖ ใหต้ ำ� บลตะโละไกรทอง ติดกับบ้านปาเส ต�ำบลไม้แก่น และบ้านบิลยา
แยกจากตำ� บลไมแ้ กน่ โดยมบี า้ นบลิ ยา หมทู่ ี่ ๔ เปน็ ตำ� บลตะโละไกรทอง บา้ นตะโละไกรทองจะมี ๒ ฤดู
เขตการปกครองของตำ� บลตะโละไกรทองถงึ ปจั จบุ นั คอื ฤดูฝนและฤดูรอ้ น สถานทสี่ ำ� คญั คือโรงเรยี น
บา้ นตะโละไกรทอง และมัสยิดตะโละไกรทอง
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
เพ่ือสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมพหุวัฒนธรรม
ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
ดา้ นหลกั ธรรมทางศาสนา
กิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
เพ่ือสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการอยู่ร่วมกัน
ในสงั คมพหุวัฒนธรรมให้มคี วามสุข
รวมพลังชุมชนคุณธรรมจังหวัดปตั ตานี 157
2.4 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ สเุ หรา่ ปาซาห์
กำ� ปงลาโอะ ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม
ประวัติชุมชน บ้านทะเลเป็นหมู่บ้าน
ขนาดเล็ก เป็นทร่ี าบลุม่ มีคลองสาธารณะ ๑ สาย
ด้านหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ไหลออกทะเลบา้ นละเวง ตำ� บลดอนทราย สภาพดนิ
เป็นดินร่วนเหมาะแก่การเพาะปลูก สภาพอากาศ
จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ เก่ียวกับ มี ๒ ฤดู คอื ฤดูร้อนกับฤดฝู น มีประชากรอาศัยอยู่
การท�ำการเกษตรวิถีใหม่ เพื่อลดรายจ่าย ประมาณ ๖๙๓ คน ๑๒๐ ครัวเรอื น
และเพม่ิ รายได้ใหก้ บั คนในชุมชน
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
เพ่ือสร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ
อยูร่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ัฒนธรรม
ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยท่ดี งี าม ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
จดั กจิ กรรมสบื สานประเพณกี ารกวนอาซรู อ ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพ่ือ
เพ่ือรักษา สืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ลดคา่ ใชจ้ า่ ยและเพมิ่ รายไดจ้ ากผลผลติ ทางการเกษตร
ของพนื้ ถนิ่ ใหค้ งอยูค่ ชู่ มุ ชนสบื ไป ใหก้ บั คนในชุมชน
158 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี
ด้านวิถวี ฒั นธรรมไทยทด่ี ีงาม 3.1 ชมุ ชนคุณธรรมวดั สารวนั
(บา้ นสารวนั ) ระดบั ตน้ แบบ
จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีการกวน
อาซูรอ เพื่อรักษา สืบสานวัฒนธรรมประเพณี
อนั ดงี ามของพนื้ ถนิ่ ใหค้ งอย่คู ชู่ มุ ชนสบื ไป
ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นสารวนั หมทู่ ่ี ๒ ตำ� บล
ไทรทอง เดิมชื่อ “ยะลุตง” เน่ืองจากเม่ือก่อน
มตี น้ ไมใ้ หญอ่ ยตู่ น้ หนง่ึ ภาษามลายเู รยี กวา่ ตน้ ยะลตู ง
3. ต�ำบลไทรทอง เดิมมีต้นไม้ แปลว่า ต้นตีนเป็ดดำ� มวี ัดคอื วัดลตุ ง ผู้ท่สี รา้ งวดั
คอื หลวงปทู่ วด หรอื นายบวั (บา้ งกเ็ รยี ก นายบญุ )
อยตู่ น้ หนง่ึ คอื “ตน้ ไทร” ซง่ึ มขี นาดใหญม่ ากมอี ายุ ซง่ึ เดมิ เปน็ มสุ ลมิ โดยกำ� เนดิ และไดห้ นอี อกจากบา้ น
มากกวา่ รอ้ ยปี ตงั้ อยรู่ มิ คลองตรงขา้ มสถานตี ำ� รวจภธู ร ไปบวช ต่อมาได้กลับมาสร้างวัดที่โคกทิตหมาน
แต่เน่ืองจากสถานที่คับแคบไม่เหมาะที่จะต้ังวัด
ตอ่ ไป อกี ทง้ั ทศิ ตะวนั ออกตดิ กบั แมน่ ำ้� และทศิ ตะวนั ตก
ตดิ กบั รอ่ งนำ�้ ทไี่ หลลงสคู่ ลองเจา้ พระยาสรุ ยิ าสนุ ทร
บวรภคั ดสี รุ วงั ศา เจา้ เมอื งสายบรุ สี มยั นนั้ ไดส้ งั่ ยา้ ยวดั
ไปสร้างทีบ่ ้านยะลุตง ซงึ่ เปน็ วดั ขนาดเล็กเรียกชอื่
วดั วา่ “วดั ลตุ ง” ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ทางราชการ
ไดเ้ ปลยี่ นชอื่ วดั ใหมเ่ รยี กวา่ “วดั สารวนั ” และตง้ั ชอื่
หมบู่ า้ นนว้ี า่ “บา้ นสารวนั ” มาจนถงึ ปจั จบุ นั
อ�ำเภอไมแ้ ก่น (ทเ่ี ดมิ ) มตี �ำนานเลา่ วา่ ต้นไทรต้นน้ี
มผี ดี มุ าก ชาวไทยมสุ ลมิ เรยี กวา่ “ปอโฮงยอื ราฮาต”ู ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
แปลว่า ต้นไทรผีดุ ต่อมาภายหลังต้นไทรต้นน้ี
ถูกโค่นท้ิงไป และเม่ือ พ.ศ. ๒๕๐๘ นายสมาศ จัดกิจกรรมอบรมบ่มเพาะความดี
อมาตยกูล ซึ่งด�ำรงต�ำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมจรยิ ธรรม นำ� สงั คมสสู่ นั ตสิ ขุ เพอ่ื
ปัตตานีในสมัยนั้น ได้ปลูกต้นไทรต้นอ่ืนทดแทน นำ� หลกั ธรรมทางศาสนามาปรบั ใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ
ใหม้ ีความสุข
ตง้ั อยใู่ นบรเิ วณโรงเรยี นชมุ ชนบา้ นไทรทองประชานกุ ลู
ซึ่งในปัจจุบันโรงเรียนดังกล่าวได้ยุบลงแล้ว และ
เปน็ ทตี่ ง้ั ขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำ� บลไทรทองในปจั จบุ นั
ซึ่งต�ำบลไทรทอง มีการขับเคล่ือนชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 6 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปัตตานี 159
ด้านหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
สมาชกิ กลมุ่ วสิ าหกจิ ชมุ ชนแปรรปู ผลผลติ
การเกษตรบ้านสารวัน ท�ำการผลิตถ่ัวค่ัวทราย
ซง่ึ เปน็ ผลติ ภณั ฑช์ มุ ชนทขี่ นึ้ ชอื่ ของหมบู่ า้ น และไดร้ บั
การสนับสนุนส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงจากภาครัฐ
แลว้ น�ำมาแปรรปู เปน็ ถว่ั คว่ั ทราย สามารถสง่ เสริม
เศรษฐกจิ ชมุ ชน สรา้ งรายได้ใหก้ บั คนในชมุ ชน
ดา้ นวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม แปลเป็นไทยว่า โคก ส่วนค�ำว่า “นิบง” เป็นชื่อ
ของตน้ ไม้ คอื “ตน้ โอน” เนอ่ื งจากมตี น้ โอนประหลาด
จัดกิจกรรมประเพณีลงเล เป็นประเพณี อยู่ต้นหนง่ึ ซ่ึงไมเ่ หมือนกบั ตน้ หลา่ วโอนทั่วไป คอื
ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยในงาน โดยทั่วไปต้นโอน 1 ต้น จะมียอดเพียงยอดเดียว
ประเพณี จะมีการท�ำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เทวดา แต่ต้นโอนต้นนี้ ซ่ึงงอกอยู่บนโคก มีเพียงต้นเดียว
และโอปาติกะหรือวิญญาณท้ังหลาย ซ่ึงมี แตม่ ยี อดอยทู่ ั้งหมด 7 ยอด ซ่ึงเปน็ ทม่ี าของค�ำว่า
ทา้ วเวสสวุ รรณเปน็ ประธาน พธิ กี รรมจะจดั ขน้ึ บรเิ วณ “บาโงนิบง” ต่อมาเมื่อมีการต้ังหมู่บ้านขึ้นมา
ริมชายหาด ชาวบ้านจะร่วมกันท�ำแพและบนแพ ชาวบา้ นจงึ ไดต้ งั้ ชอ่ื หมบู่ า้ นแหง่ นวี้ า่ “บา้ นโคกนบิ ง”
จะท�ำเป็นบ้าน เพื่อน�ำของเซ่นไหว้ใส่ไว้บนแพ มาจนถงึ ปัจจบุ ัน
แลว้ ไปลอยลงสทู่ ะเล โดยมคี วามเชอ่ื วา่ นำ� ความทกุ ข์
หรอื สง่ิ ไมด่ ที ง้ั หลายลอยไปกบั ทะเล เปน็ การปดั เปา่ ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
สงิ่ ชวั่ รา้ ยใหพ้ น้ ไปจากหมบู่ า้ น ปลอ่ ยเคราะหก์ รรม
ส่ิงไม่ดีที่เกิดข้ึนในหมู่บ้านให้ลอยไปกับทะเล ส่งเสริมการเรียนตัฟซีรอัลกุรอานเพื่อ
หา่ งไกลส่งิ ไม่ดีไม่รา้ ยท้งั หลาย ทบทวน และสรา้ งความเขา้ ใจในความหมายเพม่ิ ขน้ึ
อีกท้ังยังสอดแทรกการอบรมคุณธรรม จริยธรรม
เพอื่ สรา้ งความเขม้ แขง็ ของชมุ ชน เขา้ ใจและปฏบิ ตั ิ
ในชวี ิตประจำ� วันได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
3.2 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ อดั ดารลิ คอยรยี ะห์ ดา้ นหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
ระดับสง่ เสรมิ คุณธรรม จั ด กิ จ ก ร ร ม ป ลู ก ผั ก ส ว น ค รั ว เ พื่ อ
สรา้ งความมนั่ คงทางอาหาร สง่ เสรมิ ใหช้ าวบา้ นในชมุ ชน
ประวัติชุมชน บ้านโคกนิบง มีประวัติ หันมาปลูกผักสวนครัว ลดรายจ่ายในครัวเรือน
เลา่ ตอ่ กนั มา เดมิ นนั้ มชี อื่ เรยี กวา่ “บาโงนบิ ง” ซง่ึ บาโง และสรา้ งรายไดใ้ หก้ ับครัวเรือน
160 รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี
ด้านวถิ ีวัฒนธรรมไทยท่ดี งี าม “กูแบปงี ะ” ซ่งึ แปลเป็นภาษาไทยวา่ “ปลักแตน”
และตอ่ มาทางราชการใหต้ ง้ั ชอื่ หมบู่ า้ นขนึ้ ชาวบา้ น
จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีท้องถิ่น ก็เลยต้ังชื่อหมู่บ้านแห่งน้ีว่า “บ้านปลักแตน”
กิจกรรมกวนอาซูรอสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมและ จนมาถึงปจั จบุ นั
สนับสนุนประเพณีอันดีงามของชุมชน อนุรักษ์
กจิ กรรมพ้ืนบา้ น และสร้างความสมั พันธท์ ี่ดตี อ่ กนั ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
ของคนในชมุ ชน
จดั กจิ กรรมบรรยายธรรม เพอื่ การพฒั นา
คณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนใหส้ ามารถอยดู่ ว้ ยกนั ได้
อยา่ งมีความสขุ ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จัดกิจกรรมการตัดเย็บผ้าละหมาด เพื่อ
สร้างอาชีพและสร้างรายไดใ้ หก้ บั คนในชุมชน
3.3 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ นรู ุลฮดู ดา
(บา้ นปลกั แตน) ระดับคณุ ธรรม
ด้านวิถีวฒั นธรรมไทยทดี่ งี าม
จดั กจิ กรรมจติ อาสาพฒั นา ทำ� ความสะอาด
ประวัติชุมชน บ้านปลักแตน หมู่ท่ี ๔ และปรับภูมิทัศน์ศาสนสถาน เน่ืองในวัน
ต�ำบลไทรทอง มีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยก่อนมีปลัก
ขนาดใหญ่มากและในปลักแห่งน้ีมีน้�ำลึกและน�้ำขัง
ตลอดปี รอบๆ ปลกั จะมตี น้ ไมข้ นาดใหญอ่ ยหู่ ลายชนดิ
ขนึ้ เปน็ ปา่ ทบึ และเปน็ ทอี่ ยอู่ าศยั ของสตั วม์ พี ษิ รวมทง้ั
ตวั แตน ซงึ่ ตวั แตนทอี่ าศยั อยใู่ นปลกั แหง่ นเ้ี ปน็ ตวั แตน
ท่ี มี ข น า ด ใ ห ญ ่ แ ล ะ ท� ำ รั ง อ ยู ่ เ ต็ ม ไ ป ห ม ด ซึ่ ง
ชาวบ้านแถวนี้รู้จักกันดีและไม่มีใครเข้าไปในปลัก
แห่งน้ีเพราะกลัวแตน ชาวบ้านเรียกปลักแห่งนี้ว่า
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปตั ตานี 161
คล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อสร้างจิตส�ำนึกให้แก่
คนในชุมชนในการบ�ำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์
ตอ่ ชุมชนและสังคมส่วนรวม
3.4 ชุมชนคุณธรรมมสั ยิดทา่ ชา้ ง ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
(บ้านท่าช้าง) ระดับส่งเสรมิ คณุ ธรรม
จดั กจิ กรรมการปลกู ผกั สวนครวั ในบรเิ วณ
พน้ื ทโ่ี รงเรยี น น้อมนำ� แนวพระราชด�ำรขิ องสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สู่แผนปฏิบัติการ ๙๐ วัน ปลูกผักสวนครัว
เพอ่ื สรา้ งความม่นั คงทางอาหารให้กบั คนในชมุ ชน
ด้านวถิ ีวฒั นธรรมไทยท่ีดีงาม
จัดกิจกรรมกวนอาซูรอสัมพันธ์ เพ่ือ
ประวัติชุมชน บ้านท่าช้าง เดิมจะมีชื่อ ส่งเสริมและสนับสนุนประเพณีอันดีงามของชุมชน
เรียกว่า “บาลกุ า” แปลว่า “ป่าดง” ด้วยสมยั นน้ั และสรา้ งความสัมพนั ธท์ ีด่ ีตอ่ กันของคนในชุมชน
ปัตตานีเป็นหัวเมืองทางใต้ซึ่งจะมีพระยาปกครอง
เมอื ง มอี ยวู่ นั หนงึ่ คณะของเจา้ พระยาตานไี ดเ้ คลอื่ น
ขบวนชา้ งเพอื่ ออกไปเยยี่ มเยยี นราษฎรทางตอนใต้
ของเมอื ง โดยขบวนจะเดินทางไปเรอ่ื ยๆ และแวะ
เยย่ี มราษฎรตามหวั เมอื งตา่ งๆ ซงึ่ มจี ดุ หมายปลายทาง
คือ บ้านโกตาบารูแม (จังหวัดยะลาปัจจุบัน)
ในขณะที่ขบวนช้างได้เคลื่อนขบวนไปถึงจุดน้ีได้มี
ช้างเผือกเชือกหนึ่งหยุดเดินกะทันหัน และไม่ยอม
เดนิ ทางตอ่ ไปโดยไมท่ ราบสาเหตุ ดงั นนั้ เจา้ พระยาตานี 3.5 ชุมชนคุณธรรมมัสยิดดารุลอาซีกีน
จึงได้บอกให้ขบวนช้างหยุดพัก เพ่ือให้ช้าง (บา้ นพงกาเนะห)์ ระดบั ส่งเสรมิ คณุ ธรรม
ได้พักผ่อนและอาบน�้ำท่ีท่าน�้ำแห่งนี้ ซ่ึงในขบวนนี้
ไดม้ คี นจนี เดนิ ทางมาดว้ ย จงึ ไดเ้ รยี กทา่ นำ้� แหง่ นว้ี า่
“ท่าช้าง” ดังน้ันชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า
“บา้ นท่าชา้ ง” จนถึงปจั จุบนั
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา ประวัติชุมชน เป็นท่ีราบลุ่ม สภาพดิน
เป็นดินร่วนปนเหนียวเหมาะแก่การเพาะปลูก
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม ท�ำเกษตรกรรม ท�ำนา นอกจากนี้ยังมีการท�ำสวน
เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ มะพร้าว การปลูกยางพารา ปลูกผักสวนครัว
อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ประชาชนส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพ ท�ำนา ท�ำสวน
มะพร้าว สวนปาล์ม ประเพณที ่สี �ำคัญของอิสลาม
เมาลิด อาซูรอ ถือศีลอดเดือนรอมฎอนและ
วันฮารีรายอ
162 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี
ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา ต้นไม้ใหญ่เป็นจ�ำนวนมาก ซึ่งต้นไม้ท่ีขึ้นส่วนใหญ่
จะเป็นป่าไม้ยาง แปลเป็นค�ำมลายูว่า “ฮูแตกูวิง”
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม ชาวบ้านเลยต้ังชื่อหมู่บ้านตามต้นไม้ยางมาจนถึง
เพ่ือสร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ ปัจจุบนั
อยรู่ ่วมกันในสงั คมพหวุ ัฒนธรรมอย่างมคี วามสุข
ดา้ นหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต จั ด อ บ ร ม คุ ณ ธ ร ร ม จ ริ ย ธ ร ร ม
ถั่วลิสงเพื่อเริ่มต้นฤดู เพ่ือสร้างความรู้ ความเข้าใจท่ีถูกต้องและ
การผลิตใหม่ (field สร้างความเข้มแข็งของชุมชน เข้าใจและปฏิบัติ
day) เพ่ือพัฒนา ในชีวติ ประจำ� วันไดอ้ ย่างถูกต้อง
ศั ก ย ภ า พ ก า ร ผ ลิ ต
ถ่ั ว ลิ ส ง ค ร บ ว ง จ ร
เพิ่มรายได้ให้กับคน
ในชมุ ชน
ด้านวถิ วี ัฒนธรรมไทยทด่ี งี าม ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
จัดกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ เพ่ือส่งเสริม จัดกิจกรรมการตัดเย็บผ้าละหมาด
และสนบั สนนุ ประเพณอี นั ดงี ามของชมุ ชน อนรุ กั ษ์ เพ่อื สรา้ งอาชพี และสรา้ งรายไดใ้ หก้ ับคนในชุมชน
กจิ กรรมพน้ื บา้ น และสรา้ งความสัมพนั ธ์ท่ดี ีต่อกนั
3.6 ชมุ ชนคณุ ธรรมบา้ นกูวิง
ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม
ประวัติชุมชน บ้านกูวิงเป็นชุมชนท่ีมี
รวมพลังชุมชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี 163
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 4 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
4.1 ชุมชนคณุ ธรรมบา้ นปาเส
ระดบั สง่ เสริมคุณธรรม
ด้านวิถีวฒั นธรรมไทยท่ีดีงาม
จัดกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ เพ่ือส่งเสริม
และสนบั สนนุ ประเพณอี นั ดงี ามของชมุ ชน อนรุ กั ษ์
กิจกรรมพนื้ บ้านและสร้างความสัมพนั ธท์ ่ีดีต่อกนั
4. ต�ำบลไม้แก่น เป็นต�ำบลท่ีใช้
ชอื่ ตำ� บลชอื่ เดยี วกบั ชอ่ื อำ� เภอไมแ้ กน่ จงั หวดั ปตั ตานี
เดมิ เปน็ ตำ� บลหนงึ่ ของอำ� เภอสายบรุ ี ตำ� บลไมแ้ กน่ ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นปาเส มพี นื้ ทสี่ ว่ นใหญ่
มเี รอ่ื งเลา่ ลอื ตอ่ กนั มาจนกลายเปน็ ตำ� นานวา่ ตำ� บล ทำ� การเกษตรกรรม ทำ� สวนยางพารา และการประมง
ไม้แก่นมีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหน่ึง คือ “ต้นหว้า” ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนอกบ้าน
โดยคนไทยมุสลิมในพื้นท่ีเรียกว่า “ต้นกรือแย” ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศเปน็ ทรี่ าบลมุ่ สภาพดนิ เปน็ ดนิ รว่ น
มีลักษณะประหลาด คือ มีแก่นท้ังต้น ชาวบ้าน ปนทราย มีพ้ืนที่อยู่ติดทะเล สภาพภูมิอากาศ
ไดน้ ำ� ชนิ้ สว่ นแกน่ หวา้ ไปถวายเจา้ พระยาผคู้ รองเมอื ง มี ๒ ฤดู คือฤดรู อ้ นเรมิ่ ต้งั แตเ่ ดือน กมุ ภาพันธ์ –
สายบุรีในสมัยน้ัน ปรากฏว่าแก่นไม้ท่ีน�ำไปถวาย กันยายน และฤดูฝนเร่ิมต้ังแต่เดือน ตุลาคม –
กลายไปเปน็ “แกน่ ไมท้ อง” ชาวบา้ นจงึ พากนั เชอื่ วา่ มกราคม
“ต้นหว้า” ต้นนี้เป็นต้นไม้ศักด์ิสิทธ์ิ ต่อมา
ได้สร้างวัดบริเวณที่ต้นหว้าขึ้น ช่ือ “วัดไม้แก่น” ด้านหลักธรรมทางศาสนา
และมกี ารจดั ตงั้ ตำ� บลชอื่ วา่ ตำ� บลไมแ้ กน่ แตค่ นไทย จัดกิจกรรมบรรยายคุณธรรมจริยธรรม
มสุ ลมิ เรยี กวา่ “ตำ� บลกรอื แย” หรอื “มเู กม็ กรอื แย” และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เพ่ือ
ซ่ึงแปลความหมายว่า ต้นหรือแก่นหว้า เป็นท่ีมา สร้างความรัก ความสามัคคีให้กับคนในชุมชน
ของช่อื ตำ� บลไมแ้ ก่น จนถึงปจั จบุ นั ใ ห ้ ส า ม า ร ถ อ ยู ่ ร ่ ว ม กั น ไ ด ้ อ ย ่ า ง มี ค ว า ม สุ ข
ภายใตส้ งั คมพหวุ ัฒนธรรม
ด้านหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
ซ่ึงต�ำบลไม้แก่น มีการขับเคล่ือนชุมชน จัดกิจกรรมตามโครงการนวัตกรรม
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภาชนะบรรจอุ าหารจากใบจาก เพอื่ พฒั นาคณุ ภาพ
164 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี
ชีวิตชุมชน ลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับคน จึงท�ำให้ชาวบ้านล้มตายเป็นจ�ำนวนมาก และมีวัด
ในชมุ ชน อยแู่ หง่ หนง่ึ คอื วดั มหนั ตคาม (วดั บา้ นใหญ)่ สรา้ งขนึ้
เป็นวัดเม่ือประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๕ เดิมต้ังอยู่
ด้านวถิ วี ฒั นธรรมไทยท่ีดีงาม ณ ท่ีหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียงกันท่ีตั้งอยู่
ในปจั จบุ นั ชาวบา้ นเรยี กวา่ “วดั บา้ นใหญ”่ ตามชอ่ื
จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับภูมิทัศน์ บา้ น ผทู้ สี่ รา้ งวัดรู้จักกนั ดใี นนามวา่ “พระมืด”
ศาสนสถาน และกิจกรรมการออกหน่วยแพทย์
เคลือ่ นที่ เพ่ือบริการตรวจสขุ ภาพให้แก่ประชาชน ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ในพนื้ ท่ี
จัดกิจกรรมโครงการธรรมะสานใจ
คา่ ยพทุ ธบตุ ร (คนดมี ศี ลี ธรรมประจำ� ใจ) เพอ่ื สง่ เสรมิ
ใหเ้ ดก็ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมทด่ี งี าม มคี ณุ ธรรมประจำ� ใจ
4.2 ชุมชนคุณธรรมวัดมหตั คาม ดา้ นหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
(บ้านใหญ่) ระดับต้นแบบ
จดั อบรมเพอื่ สรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกบั
การควบคุมโรคเหี่ยวกล้วย พร้อมสาธิตขั้นตอน
การอบดนิ เพอื่ กำ� จดั เชอ้ื สาเหตุ โรคเหย่ี วของกลว้ ยหนิ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเช้ือจะเข้าท�ำลายและ
อาศัยอยู่ในท่อน�้ำและท่ออาหารต้นกล้วย ท�ำให้
ต้นกล้วยแสดงอาการเห่ียวที่บริเวณใบธง (ใบอ่อน)
ใบเปลย่ี นสเี ปน็ สเี หลอื ง และขยายไปยงั ใบลา่ งอน่ื ๆ
หากปล่อยทิ้งไว้ต้นจะแห้ง เพ่ือลดค่าใช้จ่ายและ
เพ่ิมรายได้ให้กับคนในชมุ ชน
ประวัติชุมชน ชุมชนบ้านใหญ่ หมู่ท่ี ๓
ต�ำบลไม้แก่น อ�ำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี
ต้ังชุมชนมาพร้อมกับวัดประมาณ ก่อนปี ๒๓๙๕
เม่ือก่อนเป็นชุมชนใหญ่มาก มีบ้านปลูกติดๆ กัน
แมววงิ่ ไปตามบา้ นตา่ งๆ โดยทแี่ มวไมต่ อ้ งลงพนื้ ดนิ เลย
ดงั นนั้ จงึ เปน็ ทมี่ าของคำ� เรยี ก “บา้ นใหญ”่ และตอ่ มา
ได้เกิดโรคระบาดหรอื ทช่ี าวบ้านเรียกวา่ “โรคห่า”
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี 165
ดา้ นวิถีวฒั นธรรมไทยทีด่ ีงาม ด้านหลกั ธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมสวดมนตพ์ ระคาถามหาจกั รพรรดิ จัดกจิ กรรมทำ� บญุ ตักบาตร ฟังพระธรรม
๑๐๘ จบ เพ่ือน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ เทศนาและเวียนเทียน เนื่องในวันส�ำคัญ
ในหลวง รชั กาลที่ ๙ ทางพระพทุ ธศาสนา เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เยาวชนและ
ประชาชนไดเ้ ขา้ วดั ทำ� บญุ ตกั บาตร ใหท้ าน รกั ษาศลี
ฟังธรรมเทศนา ปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนาและ
เวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จ
พระสัมมาสมั พุทธเจ้า
4.3 ชมุ ชนคณุ ธรรมวัดไมแ้ ก่น
(บา้ นไมแ้ กน่ ) ระดับคุณธรรม
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จัดกิจกรรมศึกษาดูงานเพ่ือแลกเปล่ียน
ความรใู้ นการพัฒนาฟารม์ ฯ ใหเ้ ข้มแข็งย่ังยนื
ประวัติชุมชน มีชาวนาคนหน่ึงออกไป
ไถนาตามปกติ ขณะท่ีก�ำลังไถนาอยู่นั้นด้ามคันไถ
เกดิ หลดุ ออกมา ชาวนาไดไ้ ปหาไมเ้ พอื่ ทจ่ี ะมาเคาะ
ดา้ มคนั ไถและไดพ้ บแกน่ ไมอ้ นั หนงึ่ ซง่ึ เปน็ แกน่ ไมห้ วา้
จึงได้น�ำมาเคาะด้ามคันไถ แต่ชาวนาแปลกใจ ดา้ นวิถวี ฒั นธรรมไทยท่ีดงี าม
ว่าท�ำไมแก่นไม้น้ีแข็งผิดปกติจึงน�ำแก่นไม้มาผ่าดู
ก็พบว่า ภายในแก่นไม้ที่ผ่าออกมาน้ันเป็นทองค�ำ
จนเปน็ ทโ่ี ดง่ ดงั ไปทว่ั หมบู่ า้ น ในสมยั นน้ั มพี ระยาแขก
ปกครองอยู่ จึงได้ส่งคนไปน�ำแก่นไม้นั้นไปแอบ
จนถงึ ทกุ วนั น้ี ยังไม่ทราบวา่ แกน่ ไม้น้นั ไปอยู่ท่ีไหน
ชาวบ้านจึงเรียกหมู่บ้านน้ีว่า “บ้านไม้แก่น”
มาจนถึงทกุ วนั น้ี
166 รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี
จัดกิจกรรมประเพณีลงเล ซ่ึงเป็น อยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
ขนบธรรมเนยี มประเพณขี องทอ้ งถน่ิ ทก่ี ำ� ลงั สญู หาย ด้วยการน�ำหลักธรรมทางศาสนามาปรับใช้
ใหค้ งอย่คู ่ชู มุ ชนสบื ไป ในการด�ำรงชวี ติ
4.4 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยดิ กะรือจุ
(บ้านกระจดู ) ระดบั สง่ เสริมคณุ ธรรม
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จัดอบรมเกี่ยวกับการตลาดมะพร้าว
เพื่อสร้างให้เกิดองค์ความรู้ในการท�ำการตลาด
เพ่ือจ�ำหน่ายมะพร้าวส่งออก สร้างรายได้
และสรา้ งอาชีพใหก้ บั คนในชุมชน
ประวัติชุมชน สมัยก่อนบ้านกระจูดมี ดา้ นวถิ ีวัฒนธรรมไทยทดี่ งี าม
ทงุ่ กระจดู เปน็ จำ� นวนมากอยบู่ รเิ วณทา้ ยหมบู่ า้ นตดิ กบั
เขตบา้ นไมแ้ กน่ มปี ระชาชนอาศยั อยปู่ ระมาณ ๒-๓ จัดกิจกรรมเมาลิด เพ่ือสืบสาน
หลงั คาเรอื น ทกุ ปเี มอื่ ถงึ ฤดฝู น นำ้� ทว่ มชาวบา้ นจาก วิถีวัฒนธรรมท้องถน่ิ ใหค้ งอยสู่ บื ไป
หมู่บ้านใกล้เคียงที่เล้ียงสัตว์จะอพยพสัตว์มาเลี้ยง
ที่หมู่บ้านแห่งนี้เพราะหมู่บ้านกระจูดเป็นดินทราย
นำ้� ไมท่ ว่ มขงั ชาวบา้ นทไี่ ดม้ าเลยี้ งสตั วก์ ไ็ ดจ้ บั จองทด่ี นิ
ในหมู่บ้านแห่งน้ีเพื่อไว้เลี้ยงสัตว์และสร้างบ้าน
อยอู่ าศยั ทำ� ใหม้ ปี ระชากรเพม่ิ ขน้ึ และดว้ ยทห่ี มบู่ า้ น
แห่งนี้มีทุ่งกระจูดเป็นจ�ำนวนมากชาวบ้านก็เลย
เรยี กหมบู่ า้ นแหง่ นวี้ า่ “บา้ นกระจดู ” จนถงึ ปจั จบุ นั
ดา้ นหลักธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมอบรมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เพอ่ื
สร้างความเข้มแข็งของชุมชนคุณธรรมในการ
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปัตตานี 167
YARANG @PATTANI
อำ� เภอยะรงั
อำ� เภอยะรัง ค�ำว่า”ยะรัง” สันนิษฐานวา่ เป็นค�ำแผลงมาจากคำ� วา่ “บราแว”
ในภาษามลายูท้องถน่ิ ซึง่ ตรงกับภาษาไทยว่า “พะวัง” หรอื “พระราชวงั ” สาเหตุ
ที่ได้เรียกพื้นที่แถบน้ีว่า “บราแว” หรือ “พระราชวัง” นั้น เน่ืองมาจากว่ามีหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์ท่ีแสดงให้เห็นว่า พื้นท่ีแห่งน้ีเคยเป็นท่ีตั้งของเมืองโบราณ ชื่อ
“โกตามาหาลิไฆ” ปัจจุบันยงั มีซากกำ� แพงดิน คเู มือง สระ (บอ่ โบราณ) และซากปรกั
หกั พงั ของโบราณสถานหลายแหง่ ในพนื้ ท่ี หมทู่ ี่ 3 บา้ นปราแว ตำ� บลยะรงั จากคำ� วา่
“ปราแว” ซ่งึ แปลวา่ “พระราชวงั ” หรือ “พระวงั ” หลายรอ้ ยปี ตอ่ มาก็กลายเป็น
“ยะรงั ” เมื่อต้งั ช่ือต�ำบลกไ็ ดน้ ำ� ชอ่ื นม้ี าต้ังเป็นช่ือของต�ำบล
อ�ำเภอยะรงั ประกอบไปดว้ ย 12 ตำ� บล ได้แก่
1. ต�ำบลยะรัง ค�ำว่า “ยะรัง” ซึ่งต�ำบลยะรัง มีการขับเคล่ือนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สันนิษฐานว่า เป็นค�ำแผลงมาจากค�ำว่า “บราแว” หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ในภาษามาลายูท้องถ่ิน ซ่ึงตรงกับภาษาไทยว่า ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 3 ชมุ ชน
“พะวัง” หรือ “พระราชวัง” สาเหตุท่ีได้เรียกพื้นท่ี ประกอบไปด้วย
แถบนี้ว่า “บราแว” หรือ “พระราชวัง” น้ัน เนื่อง
มาจากว่ามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดง 1.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยิดปะฮงกูวา
ให้เห็นว่า พ้ืนท่ีแห่งนี้เคยเป็นที่ต้ังของเมืองโบราณ (บา้ นปายอเมาะซแู มง็ ) ระดบั คณุ ธรรม
ช่ือ “โกตามาหาลิไฆ” ปัจจุบันยังมีซากก�ำแพงดิน ประวัติชุมชน หมู่บ้านจาเละ เป็นค�ำ
คูเมือง สระ (บ่อโบราณ) และซากปรักหักพัง ท่ีเพ้ียนมาจากค�ำว่า “จอและห์” ซ่ึงเป็นภาษา
ของโบราณสถานหลายแห่งในพ้ืนท่ี หมู่ที่ ๓
บา้ นปราแว ตำ� บลยะรงั จากคำ� วา่ “ปราแว” ซง่ึ แปลวา่
“พระราชวัง” หรือ “พระวัง” หลายร้อยปีต่อมา
กก็ ลายเปน็ “ยะรงั ” เมอ่ื ตงั้ ชอื่ ตำ� บลกไ็ ดน้ ำ� ชอ่ื นมี้ า
ตั้งเป็นช่ือของต�ำบล จนถึงปัจจุบัน
170 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปตั ตานี
มลายโู บราณซงึ่ มคี วามหมายวา่ จดุ ทแ่ี ตม้ บนหนา้ ผาก ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
ของผู้คนท่ีนับถือศาสนาฮินดู – พราหมณ์ หรือ จัดกิจกรรมกวนอาซูรอสัมพันธ์เป็น
เปน็ สถานทที่ ำ� พธิ กี รรมของศาสนาฮนิ ดู – พราหมณ์ ประจ�ำทุกปี เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่
ในสมยั กอ่ นหรอื อกี ความหมายหนงึ่ คอื เปน็ ศนู ยก์ ลาง และยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคีให้กับ
หรือจุดศูนย์กลางของการท�ำพิธี ผู้เฒ่า ผู้แก่ คนในชุมชนเพิ่มมากขึ้น
ในหมู่บ้านจาเละ เล่าว่าเป็นหมู่บ้านที่มีนานแล้ว
ต้ังแต่สมัยโบราณตามที่ปรากฏร่องรอยของ 1.2 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดรอฎอต้ลุ นาอีม
ซากโบราณสถานและโบราณวัตถุท่ีเจอในเขต (บ้านบิลยาลีมอ) ระดับส่งเสริมคุณธรรม
หมู่บ้านจาเละ ผู้คนในหมู่บ้านจาเละจะมี
นามสกลุ ฮะซา (อาสา) ซง่ึ มคี วามหมายวา่ “ดงั้ เดมิ ”
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรมทุกวันศุกร์ เพื่อ
สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรมใหก้ บั คนในชมุ ชนในการ
อยรู่ ว่ มกนั ภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรมอยา่ งมคี วามสขุ
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประวัติชุมชน ความเป็นมาของ
ผนู้ ำ� ชมุ ชนสนบั สนนุ ใหป้ ระชาชนอยอู่ ยา่ ง บ้านบนิ ยาลีมอ “บนิ ยา” คอื ต้นลำ� ไย “ลมี อ” คือ
พอมพี อกนิ ปลกู พชื ผกั สวนครวั ผลไม้ ไวร้ บั ประทาน หา้ รวมกนั คอื ตน้ ลำ� ไยหา้ ตน้ สมยั กอ่ นทจ่ี ะมาเปน็
ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน ชอ่ื หมบู่ า้ นน้ี มนี กั ทอ่ งเทย่ี วกลมุ่ หนง่ึ เดนิ ทางมาถงึ
ท่ีชุมชนแห่งนี้และได้พบเห็นล�ำไย ๕ ต้น และ
ได้หยุดพักใต้ต้นล�ำไยดังกล่าว รับประทานอาหาร
เช็ดเน้อื เชด็ ตัว จากน้ันจงึ ไดต้ ้ังช่อื ล�ำไย ๕ ต้นนวี้ ่า
“บนิ ยาลมี อ” เปน็ ชอ่ื ของชมุ ชนในเวลาตอ่ มาจนถงึ
ปัจจุบนั
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละครั้ง
เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนน้อมน�ำหลักธรรม
ทางศาสนามาปรบั ใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปตั ตานี 171
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชาวบ้านคิดระยะทางให้ใกล้ข้ึนโดยขุดสายน�้ำใหม่
สนับสนุนให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัว ใหต้ รง ซง่ึ มีความหมายว่าตรอซนั นน้ั เอง และเพ้ียน
ไว้ทานและจ�ำหน่าย สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับ มาเป็น ตารอซัน จนถึงปัจจุบัน
ครัวเรือน ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละ
2 คร้ัง เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคน
ในชมุ ชนในการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ ภายใตส้ งั คม
พหวุ ัฒนธรรม
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม
จัดกิจกรรมกวนอาซูรอสัมพันธ์ เพื่อสร้าง
ความรกั ความสามัคคแี ละสืบสานประเพณีทอ้ งถิ่น
ให้คงอยู่คู่ชุมชน
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สง่ เสรมิ ใหค้ นในชมุ ชนปลกู พชื ผกั สวนครวั
ไว้ทานในครัวเรือน เพ่ือลดรายจ่ายให้กับคน
ในชุมชน
1.3 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยิดตารอซัน
ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม
ประวัติชุมชน ค�ำว่า “ตรอซัน” เป็นค�ำ
เพ้ียนจากค�ำว่า ตรุสซัน ซ่ึงมีความหมายว่า “ตรง”
ซึ่งเดิมนั้น ณ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเกิดใหม่
มีสายแม่น้�ำปัตตานีจากบันนังสตาถึงปะนาเระ
บราโหม ปัตตานี ซึ่งแม่น้�ำคดเค้ียวตามธรรมชาติ
172 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปตั ตานี
2. ตำ� บลกระโด เขา้ ใจกนั วา่ ในสมยั กอ่ น 3.1 ชมุ ชนคุณธรรมวัดมหิงษ์สุวรรณนิมิต
(บ้านลานควาย) ระดบั สง่ เสริมคุณธรรม
เ ป ็ น ส ถ า น ท่ี พั ก ข อ ง ไ พ ร ่ พ ล ไ ด ้ ม า ห ยุ ด พั ก ประวัติชุมชน บ้านลานควาย รุ่นทวด
ชั่วคราวในระหว่างเดินทาง และใช้เป็นแหล่ง เลา่ ใหฟ้ งั วา่ แตเ่ ดมิ เปน็ พน้ื ทเ่ี ลยี้ งควายของขา้ ราชการ
การละเลน่ ตา่ งๆ เชน่ การละเลน่ สะบา้ ในลานกวา้ ง ระดับ “พระยา” ท่านหน่ึง ครั้นเลิกใช้ประโยชน์
จงึ เรยี กทแ่ี ห่งนีว้ ่า “กระโด” ซ่งึ ไม่มีคำ� แปล แลว้ จงึ มพี น้ื ทว่ี า่ งเปลา่ ชาวบา้ นซงึ่ เปน็ “ไทยพทุ ธ”
ได้อพยพจากพัทลุง นครฯ เข้ามาตั้งถิ่นฐาน
จงึ เรียกกันว่า “บ้านลานควาย” จากนน้ั จงึ สรา้ งวดั
เลก็ ๆ ขนึ้ เพอ่ื ประกอบศาสนกจิ ต่อมาได้พฒั นายก
ฐานะเปน็ วดั ถกู ตอ้ งตามราชการ ชาวบา้ นกย็ งั เรยี ก
ชอ่ื ตามหมบู่ า้ นวา่ “วดั บา้ นลานควาย” แลว้ จงึ มชี อ่ื
ทางราชการว่า “วดั มหงิ ษส์ ุวรรณนิมิต”
3. ต�ำบลกอล�ำ ในสมัยก่อนมีบึงใหญ่ ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ที่นี่จึงเป็น เดอื นละคร้งั เพือ่ ปลกู ฝงั คณุ ธรรม จริยธรรมใหก้ ับ
จุดศูนย์รวมของคนในหมู่บ้านใกล้เคียง บ้านเรือน คนในชมุ ชน ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรม
ในสมัยก่อนนั้นได้มีการปลูกบ้านใกล้ๆ กัน และ อย่างมีความสุข
มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจ�ำนวนมาก จะเดินไปไหนมา
ไหนจึงต้องระวัง คนในสมัยก่อนส่วนใหญ่จะด�ำรง
ชวี ิตอยคู่ กู่ ับบงึ ใหญ่ หรือเรยี กว่า (กอแล) และที่น่มี ี
(กอแล) ที่ใหญ่และมีน�้ำเป็นจ�ำนวนมากพอที่จะ
ท�ำให้ชาวบ้านด�ำรงชีวิตประจ�ำวันได้ จึงท�ำให้
ชาวบ้านอาศัยอยู่รวมกันในหมู่บ้านกอแลตั้งแต่นั้น
เป็นต้นมา จึงเรียกชื่อหมู่บ้านแห่งน้ีว่า “กอแล”
หรือ “กอล�ำ”
รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี 173
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการศกึ ษานอกโรงเรียน (กศน.) เขา้ มาสอนหนังสือ
สง่ เสรมิ ใหค้ นในชมุ ชนปลกู พชื ผกั สวนครวั มีหน่วยงานพัฒนาชุมชนเข้ามาฝึกอาชีพให้กับ
ไว้ทานในครัวเรือน ช่วยลดรายจ่ายให้กับคน ประชาชนทว่ี า่ งงาน หลงั ฤดทู ำ� นามเี กษตรกรเขา้ มาสอน
ในชุมชน การแปรรูปผลผลิตการเกษตรจากพืช และอีก
หลายๆ หน่วยงานที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละคร้ัง
เพ่ือปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จดั กจิ กรรมประเพณลี ากพระ เพอื่ สบื สาน คนในชุมชนร่วมกันท�ำนาเพ่ือส่งเสริม
ประเพณีท้องถ่ินให้คงอยู่คู่สังคม ให้คนในชุมชนเห็นถึงคุณค่าของการด�ำเนินชีวิต
ต า ม แ น ว พ ร ะ ร า ช ด� ำ ริ เ ก่ี ย ว กั บ ห ลั ก ป รั ช ญ า
เศรษฐกิจพอเพียง
3.2 ชุมชนคุณธรรมมิสยดิ มฟี ตาฮลู ญนั นะห์ 3.3 ชุมชนคุณธรรมมัสยิดลาโตห์
กแู บสรี า ระดบั ส่งเสริมคณุ ธรรม (บ้านละหารยามู) ระดับส่งเสริมคุณธรรม
ประวัติชุมชน บ้านกูแบสีรา เป็นหมู่บ้าน ประวัติชุมชน กอล�ำ เป็นภาษามลายู
ท่ีกันดาร ถนนเป็นถนนลูกรังตลอดสาย ประชาชน พื้นเมือง แปลว่า สระ ในอดีตจะมีสระน้�ำใหญ่
ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งชาวบ้านจะน�ำน�้ำในสระนี้ไปใช้ประโยชน์ ต่อมา
พ.ศ.2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชาวบ้านจึงอพยพมาอยู่รอบๆ สระแห่งนี้ จึงเรียก
รัชกาลที่ 10 ได้เสด็จมาทรงเยี่ยมราษฎรที่ ชมุ ชนนข้ี นึ้ มาวา่ บา้ นละหารยามู ปจั จบุ นั สระแหง่ น้ี
บ้านกูแบสีรา ท�ำให้ราษฎรในชุมชนได้รับความ ได้ทับถมไปแล้ว
สะดวกสบาย มีถนน มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้
ความชว่ ยเหลอื ประชาชนไดเ้ รยี นหนงั สอื มศี นู ยพ์ ฒั นา
เด็กเล็ก มีศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
174 รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจังหวดั ปตั ตานี
ด้านหลักธรรมทางศาสนา 4. ต�ำบลเขาตูม มาจากภาษามลายู
จดั กจิ กรรมบรรยายธรรม สปั ดาหล์ ะ 1 ครงั้
เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน พ้ืนเมือง คือ “บูเก๊ะตง” ค�ำว่า “บูเก๊ะ” แปลว่า
ในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขภายใต้สังคม ภูเขา “ตง” แปลว่าหีบหรือกล่อง มีต�ำนานเล่าว่า
พหุวัฒนธรรม บนบูเก๊ะตง มีถ้�ำ ภายในมีหีบสมบัติของนางไม้
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เชน่ เครอ่ื งประดบั จาน ชาม ผใู้ ดจะใชส้ ามารถไปยมื
ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัว เอามาใช้ได้ เมื่อใช้เสร็จต้องน�ำไปเก็บคืนไว้ท่ีเดิม
ไว้ทานและจ�ำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย นานไปสมบตั เิ หลา่ นไี้ ดห้ ายสาบสญู ชาวบา้ นจงึ เรยี ก
ให้กับคนในชุมชน ภูเขาลูกนีว้ า่ “บเู ก๊ะตง” หรือ “ภูเขาตง” ตอ่ มาได้
เพีย้ นเปน็ “เขาตมู ” จนถึงปัจจุบัน
ซึ่งต�ำบลเขาตูม มีการขับเคลื่อนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
4.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยดิ ดารุลอามาน
(บา้ นบูเกะดาตู) ระดับคุณธรรม
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม
จัดกิจกรรมตาดีกาสัมพันธ์ปีละครั้ง เพ่ือ
ส่งเสริมให้คนในชุมชนเกิดความรัก ความสามัคคี
และร่วมกันสืบสานประเพณที อ้ งถิ่นใหค้ งอยู่สบื ไป
รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี 175
ประวตั ิชุมชน ชุมชนแห่งน้ีได้จัดต้ังข้ึนมา 5. ต�ำบลประจัน ค�ำว่า ประจัน เป็น
โดยแกนน�ำจัดต้ังหมู่บ้าน คือ นายสาและ จารง
(นายบ้าน) ก�ำนันเขาตูม เป็นหมู่บ้านทางตอนใต้ ค�ำทับศัพท์แทนภาษามลายู คือ ค�ำว่า “ปรือแจ”
ของต�ำบลเขาตูมและตอนใต้ของอ�ำเภอยะรัง หรือ “ปรือแจแม” หรือแปลเป็นภาษาไทย คือ
จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ล้อมรอบ สถานท่ีที่เราจะต้องจ�ำไว้ ตามต�ำนานเล่าว่า
ด้วยภูเขาและทุ่งนา อากาศเย็นสบายตามประสา เมอ่ื ประมาณ 300 ปมี าแลว้ ไดม้ กี องคาราวานตดิ ตาม
ชนบท หมู่บ้านเกิดขึ้นปลายๆ สมัยกรุงศรีอยุธยา ชา้ งเผอื กมาจากทอ้ งถนิ่ หนงึ่ ในจงั หวดั ยะลาไดเ้ ดนิ ทาง
บูเกะดาตู เป็นภาษามลายูเดิม บูเกะ เท้าเปล่า เมื่อมาถึงประจัน เป็นเวลาค�่ำคืน
แปลว่า ภูเขา ดาตู แปลว่า คนพูดเก่ง บูเกะดาตู ทอ้ งฟา้ มดื มวั ทำ� ใหม้ องไมเ่ หน็ ทางจงึ เกดิ หลงทางขนึ้
จงึ หมายถงึ วา่ ภเู ขาฝงั ศพโตะ๊ ครพู ดู เกง่ ปจั จบุ นั หลมุ ฝงั ศพ ไม่รู้จะไปทิศทางไหน จึงได้เดินวนไปวนมา และ
ของทา่ นยงั อยทู่ เ่ี ดมิ นานๆ ทจี ะมลี กู หลานไปเย่ียม บังเอิญกองคาราวานนั้น ได้มองเห็นแสงตะเกียง
ด้านหลักธรรมทางศาสนา จากบา้ นของชาวบา้ นละแวกนน้ั จงึ คดิ วา่ นา่ จะเปน็
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม ทุกคืนวันศุกร์ แสงตะเกียงจากบ้านท่ีเราได้เดินทางผ่านมา
เพ่ือให้คนในชุมชนน้อมน�ำหลักธรรมทางศาสนา เมอื่ ตอนเยน็ จงึ หายจากการหลงทาง กองคาราวาน
มาปรับใช้ในการด�ำเนินชีวิต จึงตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านปรือแจ” หรือ “บ้าน
ประจัน”
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 5.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยิดบราโอ
จัดอบรมเก่ียวกับการแปรรูปผลผลิต (บ้านบราโอ) ระดบั ส่งเสริมคุณธรรม
ทางการเกษตรเพื่อสร้างอาชีพ ลดรายจ่าย
สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
176 รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี
ประวัติชุมชน ในอดีตชุมชนแห่งน้ีอยู่ใน ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
หมู่ท่ี ๖ ต�ำบลประจัน อ�ำเภอยะรัง หรือเรียกว่า จัดกิจกรรมกวนอาซูรอสัมพันธ์ เพ่ือสร้าง
บ้านกูนิง มีสถาบันการศึกษาปอเนาะอยู่ ๒ แห่ง ความรัก ความสามัคคีและร่วมกันสืบสานประเพณี
ซ่ึงอยู่ห่างไกลจากเส้นทางคมนาคม ท�ำให้ชาวบ้าน ท้องถ่ินให้คงอยู่สืบไป
พักอาศัย และเรียนอยู่กับปอเนาะ ๒ แห่งน้ี
เป็นประจ�ำ ระยะหลังๆ มีประชากรเพ่ิมมากข้ึน
จึงจ�ำเป็นต้องเพ่ิมจ�ำนวนปอเนาะข้ึนมา เกิด
การแบ่งแยกหมู่บ้านข้ึนใหม่กลายเป็นหมู่ท่ี ๑
ต�ำบลประจัน อ�ำเภอยะรัง หรือท่ีเรียกกัน
จนถึงปัจจุบนั วา่ “บ้านบราโอ”
ด้านหลักธรรมทางศาสนา 6. ต�ำบลปิตูมุดี ค�ำว่า “ปิตูมุดี”
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละคร้ัง
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในการอยู่ร่วมกัน เป็นภาษามลายูท้องถ่ิน “ปิตู” แปลว่าประตู มุดี
อย่างมีความสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม เพี้ยนมาจาก “บูดี” แปลว่า ต้นโพธิ์ รวมกันแล้ว
แปลว่า “ประตูโพธิ์”
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สง่ เสรมิ ใหค้ นในชมุ ชนปลกู พชื ผกั สวนครวั
ไว้ทานและจ�ำหน่ายเพ่ือสร้างรายได้ ลดรายจ่าย
ให้กับคนในชุมชน
ความเป็นมาดั้งเดิม มีต้นโพธ์ิอยู่ต้นหนึ่ง
ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน และเป็นทางเข้าทางเดียว
เท่าน้ันท่ีราษฎรในหมู่บ้านใช้เป็นเส้นทางในการ
ไปทำ� นา และออกจากท้องนากลับบ้าน หรือน�ำวัว
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจงั หวดั ปัตตานี 177
ควายออกไปเล้ียง หรือไปไหนๆ ก็ต้องใช้แต่ เพ่ือปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน
ทางใตต้ น้ โพธน์ิ เี้ ปน็ ทางเขา้ ออก ดงั นน้ั จงึ เรยี กทแี่ หง่ นี้ น�ำไปปรับใช้ในการด�ำรงชีวิตให้มีความสุขภายใต้
จนติดปากว่า ปิตูมุดี ในปัจจุบันต้นโพธ์ิต้นใหญ่ สังคมพหุวัฒนธรรม
ดังกล่าวได้ตายไปแล้ว ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งต�ำบลปิตูมุดี มีการขับเคลื่อนชุมชน จัดกิจกรรมมอบต้นกล้าพืชผักสวนครัว
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับประชาชนในชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ประชาชน
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย ในพน้ื ทนี่ ำ� หลกั เศรษฐกจิ พอเพยี งมาใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
ประกอบไปดว้ ย
6.1 ชุมชนคุณธรรมมสั ยดิ ราบอ
(บา้ นบาซาเอ) ระดับส่งเสรมิ คุณธรรม
6.2 ชุมชนคณุ ธรรมมัสยิดบาซาเวาะเซง็
(บ้านบาซาเวาะเซ็ง) ระดบั ต้นแบบ
ประวัติชุมชน ในอดีตมีการค้าขาย ประวตั ชิ มุ ชน เปน็ ชมุ ชนทตี่ ง้ั อยบู่ นเสน้ ทาง
จากจังหวัดปัตตานีไปเมืองยะลา ชาวบ้านจาก สิโรรสปัตตานี – ยะลา ท่ี ก.ม. ๑๖ อ�ำเภอยะรัง
บือแนกอและจะไปค้าขายในเมืองยะลาต้องอาศัย จงั หวดั ปตั ตานี เปน็ เสน้ ทางหลกั ทม่ี ผี คู้ นไปมาหาสกู่ นั
เดินเท้าหรือเกวียนเมื่อมาถึงจุดที่ชุมชนแห่งน้ี และนายเซ็ง (เวาะเซ็ง) ซ่ึงปลูกศาลากระท่อม
มดื พอดตี อ้ งรบี หาทนี่ อนหรอื ทพ่ี กั เกวยี นและสนิ คา้ เพอ่ื การคา้ ขายใหก้ บั ผคู้ นทส่ี ญั จรไปมา และเมอ่ื มคี น
ถา้ ไปตอ่ จะมดื นา่ กลวั มกี ารปลน้ สนิ คา้ จงึ ตอ้ งหยดุ พกั ที่ต้องการหยุดท่ีกระท่อมนายเซ็ง จึงบอกว่าจะลง
ทน่ี ่ี พอรงุ่ เชา้ ของอกี วนั เดนิ ทางตอ่ ไปยงั เมอื งยะลา ท่ีบาซาเวาะเซ็ง (กระท่อมนายเซ็ง) จนกลายเป็น
เม่ือคร้ังมีชาวบ้านที่มาพักที่นี่บ่อยๆ ได้แนวคิด “บ้านบาซาเวาะเซ็ง” จนถึงปัจจุบัน
ยา้ ยถน่ิ ฐานตง้ั หลกั ปกั ฐานทน่ี ี่ จงึ สรา้ งชมุ ชนแหง่ นวี้ า่
“บ้านราบอ” จวบจนปจั จบุ นั
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละครั้ง
178 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี
ด้านหลักธรรมทางศาสนา นางเมาะมาวี จนเปน็ ทกี่ ลา่ วขานของชาวบา้ นทว่ั ไป
จดั กจิ กรรมบรรยายธรรม สปั ดาหล์ ะ ๒ ครงั้ และมักเรียกจนติดปากว่าเป็น “บ้านเมาะมาวี”
เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน จนกลายเป็นชือ่ ของตำ� บลเมาะมาวี จนถงึ ปจั จบุ นั
ในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขภายใต้สังคม ซึ่งต�ำบลเมาะมาวี มีการขับเคลอื่ นชุมชน
พหวุ ฒั นธรรม ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ส่งเสริมให้คนในชุมชนใช้เวลาว่างให้เกิด ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประโยชน์ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว เพ่ือสร้าง ประกอบไปด้วย
รายได้ให้กับตนเองและครอบครัว
7.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ ฆอวาอดี ลุ -อสิ ลามยี ะห์
(บา้ นต้นมะขาม) ระดับคณุ ธรรม
ประวัติชุมชน ยือลาปัน เป็นชื่อของ
ยุ้งข้าว ซ่ึงสมัยก่อนหมู่บ้านอยู่ห่างไกลจากบ้าน
เวลาไปท�ำนา ท�ำสวน น�ำข้าวกลับบ้านไม่ไหวเลย
7. ตำ� บลเมาะมาวี “เมาะ” เปน็ ภาษา ทำ� ยงุ้ ขา้ วอยใู่ นทงุ่ นา ชาวบา้ นจะอยเู่ ปน็ ชมุ ชนกลมุ่
เลก็ ๆ ๓ กลมุ่ ลอ้ มรอบย้งุ ข้าวนี้ ซง่ึ จะมีชุมชนบลูกา
ยาวี ซึ่งแปลว่า แม่หรือยาย ตามค�ำบอกเล่าของ ก�ำปงบือเจาะ ก�ำปงเบอกัสปีแซ เวลาชาวบ้านออก
คนเฒ่าคนแก่ เมาะมาวีนั้นเป็นช่ือของนางมาวีที่ เดินทางมุ่งหน้าไปทางยุ้งข้าวจะถามกันว่าไปไหน
คนทั่วไปนับถือและเล่ือมใสศรัทธา เป็นคนท่ี คำ� ตอบเปน็ เสยี งเดยี วกนั วา่ “ไปยอื ลาปนั ” หลายปี
ศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ ชาวบา้ นทมี่ ีความเดือดรอ้ นจะมาบนบาน ต่อมาจึงมีถนนหนทางเข้ามาชาวบ้านขยับขยาย
ศาลกล่าวหรือมารักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยกับ สร้างบ้านใกล้ๆ ยุ้งข้าวนี้มากขึ้น จนกลายเป็น
ชุมชนใหญ่ เรียกว่า “ชุมชนบ้านยือลาปัน” หรือ
“บา้ นตน้ มะขาม” มาจนถึงปัจจบุ นั
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดอบรมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคน
ในชุมชน เพ่ือให้คนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้
อย่างมีความสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
รวมพลงั ชุมชนคุณธรรมจังหวัดปัตตานี 179
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 7.2 ชมุ ชนคุณธรรมวัดอัมพวนาราม
ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัว (บา้ นเกาะบาตอ) ระดับสง่ เสริมคณุ ธรรม
ไว้ทานและจ�ำหน่าย ลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้กับ ประวตั ชิ มุ ชน สมยั กอ่ นในตำ� บลเมาะมาวี
ครัวเรือน มีสภาพการคมนาคมไม่สะดวก พาหนะ
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม ในการเดนิ ทางสว่ นใหญจ่ ะเปน็ เกวยี นหรอื การสญั จร
จัดกิจกรรมเมาลิดสัมพันธ์ในช่วงเดือน ดว้ ยการเดนิ เทา้ บา้ นเรอื นแตล่ ะหลงั ปลกู อยใู่ นระยะ
พฤศจกิ ายนของทกุ ปี เพอ่ื สรา้ งความรกั ความสามคั คี ห่างกันมาก หนึ่งในน้ันมีบ้านของเกาะบาตอ
และได้มีส่วนร่วมในการสืบสานวิถีวัฒนธรรม ตงั้ อยแู่ ละเมอื่ ผคู้ นสญั จรถงึ บรเิ วณนมี้ กั จะแวะพกั ท่ี
ท้องถิ่นให้คงอยูส่ ืบไป “เกาะบาตอ” เกาะ หมายถึง เกาะ (ล้อมรอบ
จะเปน็ เกาะ) บาตอ เปน็ ภาษามลายู แปลวา่ หลงั คา
ในระยะเวลาต่อมา ผู้คนบริเวณน้ีเร่ิมมีการค้าขาย
หลังคากระเบื้องแดง จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านนี้
ว่า “บ้านเกาะบาตอ” มาจนถึงปัจจุบันนี้
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม
เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน
เพื่อให้คนในชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมี
ความสุขภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
180 รวมพลังชมุ ชนคุณธรรมจงั หวัดปตั ตานี
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัว
ไว้ทาน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม ซึ่งในสมัยก่อนรอบๆ หมู่บ้านเป็นพ้ืนที่นา
จดั กจิ กรรมประเพณลี ากพระ เพอื่ สบื สาน เม่ือถึงฤดูฝน น�้ำจะท่วมนาและมีเกาะอยู่ตรงกลาง
ประเพณีท้องถ่ินให้คงอยู่สืบไป และค�ำว่า “ตะเยาะฆอ” เป็นช่ือของบุคคลส�ำคัญ
ของหมู่บ้าน และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ตะเยาะฆอ
8. ต�ำบลระแว้ง ตามภาษามลายู ได้แบกหินก้อนใหญ่จากต�ำบลสะก�ำ อ�ำเภอมายอ
จงั หวดั ปตั ตานี ดว้ ยการเดนิ เทา้ ไมใ่ ชย้ านพาหนะใดๆ
พื้นเมือง ตรงกับค�ำว่า อาเนาะกาซอ ซ่ึงชื่อของ และเหตุการณ์อีกมากมายที่บ่งบอกว่า ตะเยาะฆอ
ต�ำบลระแว้งไปตรงกับชื่อของหมู่ท่ี ๖ บ้านระแว้ง เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษเกินกว่าคนธรรมดา
ตำ� บลระแวง้ โดยลกั ษณะเดน่ ของหมบู่ า้ นนี้ ราษฎร ทั่วไป จึงกลายเป็นชื่อ “บ้านปูลาตะเยาะฆอ”
ในหมู่บ้านน้ี ร้อยละ ๘๐ มีชื่อสกุลว่า “กาซอ” จนถึงปัจจุบัน
ท�ำให้สอดคล้องกับค�ำว่า อาเนาะกาซอ ซ่ึงหมายถึง ด้านหลักธรรมทางศาสนา
“พาน” และค�ำว่า “กาซอ” ก็เป็นช่ือสกุลของ จัดกิจกรรมบรรยายธรรมสัปดาห์ละคร้ัง
ราษฎรในต�ำบลระแว้ง ซ่ึงมีอยู่ทุกหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนน้อมน�ำหลักธรรม
ซึ่งต�ำบลระแว้ง มีการขับเคลื่อนชุมชน ทางศาสนามาปรบั ใชใ้ นการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามสขุ
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ประกอบไปดว้ ย จัดแปลงผักชุมชน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้
8.1 ชุมชนคณุ ธรรมมสั ยิดดารลุ ตกั วา ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับคน
(บา้ นปูลาตะเยาะฆอ) ระดบั ตน้ แบบ ในชมุ ชน ลดรายจา่ ย สรา้ งรายไดใ้ หก้ บั คนในชมุ ชน
ประวตั ชิ มุ ชน คำ� วา่ “ปลู า” หมายถงึ เกาะ
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี 181
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 4 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม 9.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมวดั โคกหญ้าคา
จัดกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ เพื่อสร้าง (บา้ นโคกหญา้ คา) ระดับต้นแบบ
ความรัก ความสามัคคีและร่วมสืบสานประเพณี
ท้องถิ่นใหค้ งอยคู่ ู่สังคม ประวัติชุมชน ลักษณะพ้ืนท่ีในต�ำบล
คลองใหมเ่ ปน็ พน้ื ทอ่ี ดุ มสมบรู ณ์ มลี กั ษณะเปน็ เกาะ
มีน้�ำล้อมรอบ ซ่ึงทุกๆ ปีชุมชนที่อยู่ในต�ำบล
คลองใหม่ถูกน�้ำท่วมเป็นประจ�ำ แต่ด้วยความโชคดี
ทวี่ า่ ชมุ ชนแหง่ นไ้ี มถ่ กู นำ้� ทว่ ม เพราะมพี นื้ ทเ่ี ปน็ เนนิ
หรอื พนื้ ทส่ี งู ทเี่ ราเรยี กกนั วา่ “โคก” และเตม็ ไปดว้ ย
หญ้าคาปกคลุมพ้ืนที่ส่วนใหญ่ จึงเป็นท่ีมา
ของการตง้ั ชอื่ ชมุ ชนแหง่ นว้ี า่ “ชมุ ชนบา้ นโคกหญา้ คา”
จวบจนปัจจุบัน
9. ต�ำบลคลองใหม่ ต�ำบลคลองใหม่ ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ส่งเสริมให้คนในชุมชนเข้าวัดท�ำบุญ
มีสภาพพ้ืนที่เป็นท่ีราบลุ่ม มีคลองกั้นระหว่าง ตักบาตร ฟังเทศน์ในวันส�ำคัญทางศาสนา เพื่อ
เขตอำ� เภอแมล่ านและอำ� เภอหนองจกิ ตอ่ มาคลอง ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้กับคนในชุมชน
ตื้นเขิน ท�ำให้เกิดน้�ำท่วมพ้ืนที่ในอ�ำเภอใกล้เคียง
เป็นประจ�ำทุกปี ทางชลประทานเห็นความส�ำคัญ
จึงได้ขุดคลองข้ึนมาใหม่ เพ่ือให้น้�ำระบายได้เร็วขึ้น
จึงเรียกกันต่อมาว่า “คลองใหม่” จึงได้ตั้งชื่อเป็น
ต�ำบลคลองใหม่จวบจนปัจจุบัน
ซงึ่ ตำ� บลคลองใหม่ มกี ารขบั เคลอื่ นชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
182 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัว
ไว้ทาน เพื่อลดรายจ่ายให้กับครัวเรือน
9.2 ชมุ ชนคุณธรรมมัสยดิ สเุ หรา่ กาแลสะนอ ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(บ้านกาแลสะนอ) ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จดั กจิ กรรมปลกู ตน้ กลา้ เพอื่ สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็
ประวัติชมุ ชน มีสภาพพื้นที่เป็นท่ีราบลุ่ม เยาวชนและประชาชนเหน็ คณุ คา่ ของการดำ� เนนิ ชวี ติ
มีล�ำคลองหลายสาย ชาวบ้านในพ้ืนที่ประกอบ ตามแนวพระราชด�ำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
อาชีพ ท�ำนา ท�ำสวน เพราะคลองในหมู่บ้านนี้ พอเพียงให้มีความสุข
เปน็ ทา่ เรอื ใหญ่ บรเิ วณทา่ เรอื นนั้ มตี น้ ประดู่ ชาวบา้ น
น�ำผลผลิตท่ีได้มาแลกเปลี่ยนซ้ือขาย ใช้เรือ
เปน็ พาหนะทช่ี าวบา้ นใชบ้ รรทกุ สนิ คา้ มาขาย “ทา่ ”
ภาษายาวี เรยี กวา่ “กาแล” ประดู่ เรยี กวา่ “สะนอ”
โดยชาวบ้านทุกคนได้ตั้งชื่อหมู่บ้านน้ีว่า “บ้าน
กาแลสะนอ” จนถึงปัจจุบัน
9.3 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดกอตอระนอ
(บา้ นกอตอระนอ) ระดับส่งเสริมคณุ ธรรม
ด้านหลักธรรมทางศาสนา ประวัติชุมชน ประวัติความเป็นมาต�ำบล
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละคร้ัง คลองใหม่ (สุไหงบารู) เป็นการขุดเขื่อนแม่น้�ำ
เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน
ให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี 183
ปัตตานี เน่ืองจากล�ำน�้ำปัตตานีเดิมเม่ือไหลผ่าน 9.4 ชุมชนคณุ ธรรมมสั ยิดอีซอลชี เู นาะญ์
ถึงบ้านปรีกี ก็ไหลวกไปต�ำบลคอลอตันหยง ต�ำบล ระดบั ส่งเสริมคณุ ธรรม
ยาบี ซ่ึงอยู่ในเขตอ�ำเภอหนองจิก แล้วจึงแยกออก ประวตั ชิ มุ ชน บา้ นโฉลง หมทู่ ่ี ๕ เปน็ หนงึ่
มาที่อาเนาะปูโละ ต�ำบลยะรัง สู่ปากแม่น้�ำเมือง ใน ๖ หมู่บ้านของต�ำบลคลองใหม่ อ�ำเภอยะรัง
ปัตตานี ต�ำบลสะบารัง ดังนั้นเรือแพท่ีมาค้าขายกับ จังหวัดปัตตานี ซึ่งบ้านโฉลงเป็นหมู่บ้านท่ีล้อมรอบ
เมืองยะลา ต่อมามีประชาชนจ�ำนวนหน่ึงได้อพยพ ไปด้วยแม่น้�ำคลองตุหยงเป็นแนวเขตล้อมรอบ
ย้ายถิ่นฐานเข้ามาในบริเวณนี้ จึงได้มีการแบ่งเขต พนื้ ทที่ เ่ี ปน็ ทร่ี าบลมุ่ ใชท้ ำ� นาซงึ่ ประชาชนในหมบู่ า้ น
หมู่บ้านและช่ือบ้าน กลายเป็นชื่อว่า “หมู่บ้าน จะใช้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และบางส่วนใช้ปลูก
กอตอระนอ” จึงได้เรียกชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน ยางพารา ซ่ึงเป็นพืชเศรษฐกิจของหมู่บ้าน ชุมชน
ด้านหลักธรรมทางศาสนา บ้านโฉลง
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละครั้ง
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขภายใต้ จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์ ทุกวัน
สังคมพหุวัฒนธรรม (ยกเว้นวันศุกร์) เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม
ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ให้สามารถใช้ชีวิต
อยา่ งมคี วามสุข ภายใต้สงั คมพหวุ ฒั นธรรม
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จดั กจิ กรรมเมาลดิ เพอื่ สรา้ งใหเ้ กดิ ความรกั ผู้น�ำชุมชนสนับสนุนให้คนในพ้ืนท่ีอยู่
ความสามัคคีและร่วมกันสืบสานประเพณีท้องถ่ิน อยา่ งพอมี พอกนิ ปลกู พชื ผกั สวนครวั ไวร้ บั ประทาน
ให้คงอยู่คู่สังคม ลดรายจ่าย เพ่ิมรายได้ให้กับครัวเรื่อน
184 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวัดปตั ตานี
10. ตำ� บลวดั ตำ� บลวดั เปน็ ตำ� บลหนงึ่ และหยุดพักที่ชุมชนแห่งน้ี อีกท้ังพ้ืนที่บริเวณน้ี
มลี กั ษณะเปน็ เกาะมนี ำ�้ ลอ้ มรอบเกาะ และเปน็ พน้ื ที่
ท่ีมีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่เมืองโบราณยะรัง ท่ีมีต้นหวายเป็นจ�ำนวนมากรอบเกาะน้ี ประชาชน
เคยเป็นแหล่งที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่สมัยโบราณ ต่างมาพักอาศัยกันบนเกาะแห่งนี้ และมีการขยาย
หมู่บ้านน้ีมีวัดเดียว ส่วนใหญ่เป็นคนนับถือศาสนา ครัวเรือนเป็นจ�ำนวนมาก จึงก่อให้เกิดชุมชนน้ี
อสิ ลาม คนจงึ เรยี กตดิ ปากกนั วา่ “บา้ นวดั ” ปจั จบุ นั และเรียกว่า “ชุมชนเกาะหวาย” จนถึงปัจจุบัน
จึงเรียกต�ำบลน้ีว่า “ต�ำบลวัด” ด้านหลักธรรมทางศาสนา
คนในชุมชนเข้าวัดท�ำบุญ ตักบาตร
ฟังเทศน์ในวันส�ำคัญทางศาสนาอย่างต่อเน่ือง เพื่อ
เป็นแบบอย่างท่ีดีให้กับคนรุ่นหลัง
ซึ่งต�ำบลวัด มีการขับเคลื่อนชุมชน ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คนในชุมชนปลูกผักสวนครัวไว้ทาน
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย และจำ� หนา่ ย เพอื่ ลดรายจา่ ยและสรา้ งรายไดใ้ หก้ บั
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน ครวั เรอื น
ประกอบไปดว้ ย
10.1 ชุมชนคุณธรรมวัดคามวาสิการาม
(บา้ นเกาะหวาย) ระดบั คุณธรรม
ประวัติชุมชน สมัยก่อนประชาชน 11. ตำ� บลสะดาวา คำ� วา่ “สะดาวา”
ชาวไทยพทุ ธมอี ยไู่ มก่ ค่ี รวั เรอื นและมปี ระชาชนอพยพ
หนีจากน�้ำท่วม ทั้งครอบครัวจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง มาจากภาษามลายูว่า “สะดาวอ” ซึ่งมคี วามหมาย
ว่า ดินปืน เพราะสมัยก่อนบริเวณพื้นท่ีแห่งนี้
ชาวบา้ นมอี าชพี ทำ� ดนิ ปนื ขาย เลยไดช้ อื่ วา่ “สะดาวา”
มาจนถึงบัดนี้
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปตั ตานี 185
ซึ่งต�ำบลสะดาวา มีการขับเคล่ือนชุมชน ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัว
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย ไวท้ าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับคนในชุมชน
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
11.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยดิ ดารสุ ลาม
(บา้ นอบี ๊)ุ ระดับสง่ เสรมิ คณุ ธรรม
ประวัติชุมชน ค�ำว่า “อีบุ๊” แปลมาจาก ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม
ค�ำว่าอีบู ซึ่งแปลว่า เจ้าของหรือแม่ แต่เดิมอีบุ๊ จัดกิจกรรมละศีลอด เดือนรอมฎอน
จะเป็นคลองสองข้างทางเรียกเป็นภาษายาวีว่า (ปีละคร้ัง) เพ่ือร่วมกับสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น
“กาแลแน” โดยน�ำค�ำน้ีมาแปลงจากค�ำว่าอีบู ให้คงอยู่สืบไป
อีกคร้ังหน่ึง โดยท่ีกาแลแนเป็นภาษายาวี แปลว่า
คลองเลก็ แตเ่ ดมิ หมบู่ า้ นแหง่ นม้ี เี จา้ ของคลองชอ่ื วา่
โต๊ะแน เป็นบคุ คลคนแรกทอ่ี าศยั อยูใ่ นหมู่บ้านและ
เป็นเจ้าของพื้นท่ีน้ี เรียกว่า “คลองโต๊ะแน” หรือ
“กาแลโต๊ะแน” ส่วนค�ำว่า “อีบุ๊” เดิมจะเป็นช่ือ
ตามสถานที่อยู่ของผู้ใหญ่บ้านและเรียกอย่างน้ี
จนถึงปัจจุบัน ส่วนกาแลแนเป็นหนึ่งชุมชนอยู่
ในเขตบา้ นอบี แุ๊ ละเพยี้ นเปน็ “อบี ”ุ๊ จวบจนปจั จบุ นั
ด้านหลักธรรมทางศาสนา 12. ต�ำบลสะนอ มีชาวบ้านเล่าว่า
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละครั้ง
เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน สมัยโบราณบริเวณนี้ มีต้นไม้ชนิดหน่ึงช่ือว่า
ให้สามารถด�ำรงชีวิตให้มีความสุขภายใต้สังคม ต้นประดู่ มีดอกสีเหลืองบานสะพร่ังท้ังหมู่บ้าน
พหุวัฒนธรรม ซ่ึงชาวบ้านที่นับถือศาสนาอิสลามพูดภาษามลายู
ว่า “สะนอ” ซ่ึงหมายถึง ประดู่ น่ันเอง
186 รวมพลงั ชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี
ซึ่งต�ำบลสะนอ มีการขับเคลื่อนชุมชน ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัวไว้
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย ทานและจ�ำหน่าย สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับ
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน ครัวเรือน
ประกอบไปด้วย
12.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมัสยิดนูรุลญันนะฮ์
ระดับส่งเสริมคุณธรรม
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
จัดกิจกรรมจิตอาสา เพื่อสร้างจิตส�ำนึก
ใหค้ นในชมุ ชนบำ� เพญ็ ตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ อ่ สว่ นรวม
และสรา้ งความจงรกั ภกั ดตี อ่ สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์
ให้เป็นท่ีประจักษ์ต่อสาธารณะต่อไป
ประวัติชุมชน ความหมายของค�ำว่า
“คางา” หมายถงึ “ขนำ� นา” คนในละแวกนสี้ ว่ นใหญ่
มีอาชีพท�ำนา เม่ือตื่นเช้าออกไปประกอบภารกิจ
ท�ำนา ซึ่งทุกคนต้องเอาอาหารใส่ปิ่นโตไปทาน
ชว่ งพกั กลางวนั เจา้ ของทนี่ ากต็ อ้ งทำ� ทพ่ี กั ซงึ่ ภาษาไทย
เรียกวา่ “ขน�ำนา” แตภ่ าษามลายเู รยี กวา่ “คางา”
มาจนถึงทุกวันนี้
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมเรียนรู้ประจ�ำสัปดาห์
ทกุ วนั จนั ทรถ์ งึ ศกุ ร์ เพอ่ื สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ใหก้ บั คนในชมุ ชน ในการอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ
ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี 187
12.2 ชมุ ชนคุณธรรมมสั ยิดสะนอ
(บา้ นสะนอ) ระดบั คณุ ธรรม
ประวัติชุมชน สมัยโบราณในละแวก
หมู่บ้านนี้มีต้นไม้ชนิดหน่ึงช่ือว่า “ต้นประดู่”
มดี อกสเี หลอื งบานสะพรง่ั ทงั้ หมบู่ า้ น คำ� วา่ “สะนอ”
มีความหมายว่า ต้นประดู่ จึงกลายเป็นช่ือ “บ้าน
สะนอ” จวบจนปัจจุบัน
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
สง่ เสรมิ ใหค้ นในชมุ ชนปลกู พชื ผกั สวนครวั
ไว้ทานและจ�ำหน่าย สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับ
ครัวเรือน
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จัดกิจกรรมบรรยายธรรม สัปดาห์ละคร้ัง
เพ่ือส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับคนในชุมชน
และเพื่อให้คนในชุมชนสามารถน�ำหลักธรรม
ทางศาสนาไปปรับใช้ในการด�ำรงชีวิตให้มีความสุข
ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
188 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปัตตานี
อำ� เภอยะหร่งิ
อ�ำเภอยะหริ่ง ต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เดิมยะหริ่งเป็นเพียงชุมชนในเขต
ของเมอื งปตั ตานี ครน้ั ถงึ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทรต์ อ้ งการลดอำ� นาจและอาณาเขตเมอื ง
ให้เล็กลง เพื่อให้ง่ายต่อการปกครองจึงต้ังเมืองข้ึนต่างหาก ยะหริ่งเดิมเป็น
ช่อื หมบู่ ้าน ตัง้ อยทู่ ่ีบ้านยือรงิ หมู่ที่ ๔ ต�ำบลตันหยงดาลอ บนฝ่งั แมน่ ำ�้ ยามตู อนบน
อยู่ในความปกครองของเมืองปัตตานีและอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ส�ำเร็จราชการ
เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นราชอาณาเขตของไทยมาแต่โบราณ ระหว่างปีระกา
เอกศกจลุ ศกั ราช ๑๑๕๑ (พ.ศ. ๒๓๓๒) ถงึ ปกี นุ ตรศี กจลุ ศกั ราช ๑๑๕๓ (พ.ศ. ๒๓๓๔)
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
เลื่อนยศ พระยาสุวรรณคีรีสมบัติ (บุญหุ้ย) ข้ึนเป็นเจ้าพระยาสงขลา ให้เมืองสงขลา
ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และให้ก�ำชับหัวเมืองแขกข้างทะเลหน้าด้วย เม่ือเมืองปัตตานี
ไดร้ บั โปรดเกลา้ ฯ ใหแ้ ยกเปน็ ๗ หวั เมอื ง ซงึ่ มี เมอื งยอื รงิ หรอื ยะหรง่ิ เปน็ หวั เมอื งหนง่ึ
เจา้ เมอื งมรี าชทนิ นามวา่ พระยาพพิ ธิ เสนามาตยาธบิ ดศี รสี รุ สงคราม เจา้ เมอื งคนแรก
คือพระยายะหร่ิง (ฟาย) ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้แยกการบังคับบัญชาจาก
เมืองนครศรีธรรมราช มาขึ้นอยู่ในความบังคับบัญชาของพระยาสุวรรณคีรีสมบัติ
(บุญหุ้ย) ผู้ส�ำเร็จราชการเมืองสงขลา
วธิ กี ารปกครองในสมยั นนั้ พระยาเมอื งเปน็ ประธาน มศี รตี ะวนั เปน็ กรรมการ
ท่ีปรึกษา โปรดเกล้าฯ พระราชทานผลประโยชน์รายได้และรายจ่ายให้อยู่ใน
ความรบั ผดิ ชอบของพระยาเมอื งและศรตี ะวนั กรรมการทงั้ สบิ แตม่ กี ารถวายตน้ ไมเ้ งนิ ทอง
เป็นราชบรรณาการ 3 ปีต่อคร้ัง สภาพการเป็นอยู่อย่างน้ีมาช้านาน
อ�ำเภอยะหร่ิง ประกอบด้วย 18 ต�ำบล ได้แก่
190 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวัดปัตตานี
มีการจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนที่จะเป็น
มัสยิดคุณธรรมนั้น มีกลุ่มผู้น�ำกลุ่มหน่ึงในชุมชน
มีแนวคิดและได้จัดประชุมหารือร่วมกับชาวบ้าน
เพื่อได้มีการเสนอข้อคิดเห็นในการจัดตั้งเป็นมัสยิด
คุณธรรมข้ึนมา เพื่อเพ่ิมความรู้ความเป็นอยู่
ใหค้ นในชมุ ชนไดเ้ รยี นรหู้ ลกั การตา่ งๆ ทต่ี อ้ งปฏบิ ตั ิ
และการมีความสามัคคีในการจัดท�ำกิจกรรมต่างๆ
ท่ีเกี่ยวกับมัสยิด รวมไปถึงการจัดตั้งผู้น�ำเพื่อดูแล
ความสะอาดของมัสยิด การสร้างวินัยในชุมชนและ
1. ตำ� บลจะรงั ต�ำบลจะรัง ในอดีตนั้น การสร้างคนในชุมชนให้เป็นคนดีของสังคม
เป็นป่า ซึ่งมีสัตว์ป่า ประเภทเสือ ออกมาให้เห็น
เปน็ บางครงั้ บางคราว ปา่ ในอดตี ของตำ� บลจะรงั นน้ั เปน็ ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ป่าทึบมากมองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้และต้นไม้
ในสมัยน้ัน หน่ึงต้น ๓ - ๔ คนโอบ ส่วนใหญ่แล้ว จัดกิจกรรมละหมาดตารอเวียะในเดือน
จะเป็นต้นตะเคียน และพอตกตอนกลางคืนผู้คน รอมฎอน ทงั้ นเี้ พอ่ื นำ� หลกั ธรรมทางศาสนามาปรบั ใช้
ในการด�ำเนินชีวิตให้มีความสุข
ในสมัยนั้นก็ไม่ออกไปไหนแล้วเพราะว่าผีเยอะ
ฉะนั้นแล้ว ป่าทึบในภาษาอิสลามเรียกว่า จือแร
และต่อมาเพี้ยนเสียงเป็น “จะรัง”
ซึ่งต�ำบลจะรัง มีการขับเคลื่อนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทด่ี งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
1.1 ชมุ ชนคุณธรรมมัสยดิ ตเู วาะดาระ ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(บา้ นตเู วาะ) ระดับคุณธรรม
จัดกิจกรรมอบรมการท�ำเกษตร เพื่อให้
สมาชิกในชุมชนได้น�ำความรู้และทักษะการเรียนรู้
ไปปรับใช้เพ่ือประสิทธิภาพผลิตผลทางการเกษตร
ให้เกิดมูลค่ามากขึ้น
ประวัติชุมชน ชุมชนบ้านตูเวาะ
เป็นชุมชนที่มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข มีความ
สามคั คี ชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกนั เปน็ ชมุ ชนทมี่ คี วามเหน็
เหมือนกัน ไม่มีการแบ่งพวก เป็นชุมชนที่อบอุ่น
รวมพลังชุมชนคณุ ธรรมจังหวัดปัตตานี 191
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
จัดกิจกรรมอาซูรอสัมพันธ์ เพ่ือส่งเสริม
วัฒนธรรมท้องถ่ินและสร้างการมีส่วนร่วมของ
คนในชุมชน
3.1 ชุมชนคุณธรรมวัดป่าศรี
(บ้านป่าศรี) ระดับต้นแบบ
2. ต�ำบลตอหลัง ท่ีมาของชื่อหมู่บ้าน
ตอหลงั มาจากคำ� บอกเลา่ ของผเู้ ฒา่ ผแู้ ก่ หมบู่ า้ นน้ี
แต่ก่อนนานมาแล้วมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีช่ือว่า
“เตาลัน” ตามภาษามลายู ซึ่งมีขนาดใหญ่และ
มกี ง่ิ ใบรม่ เยน็ มบี รเิ วณกวา้ งมากและมผี ง้ึ จำ� นวนมาก
มาพกั เปน็ ระยะเวลานาน รวมทง้ั มนษุ ยด์ ว้ ย ซงึ่ เปน็ ประวตั ชิ มุ ชน ชมุ ชนวดั ปา่ ศรี เปน็ หมบู่ า้ น
ท่ีร่มเย็นเลยตั้งแต่ช่ือว่า “เตาลัน” ซึ่งแปลว่า ขนาดกลาง ตั้งอยู่ในต�ำบลตะโละ อ�ำเภอยะหร่ิง
ทพ่ี กั ผอ่ น ซง่ึ เปน็ ทพี่ กั ของสตั วต์ า่ งๆ รวมทงั้ มนษุ ยด์ ว้ ย จังหวัดปัตตานี โดยมีระยะห่างจากที่ว่าการอ�ำเภอ
จากการพูดท่ีไม่ชัดเจนของชาวบ้านจากตอแล ยะหริ่ง จ�ำนวน 12 กิโลมตร ชื่อหมู่บ้านตั้งตาม
จึงเพ้ียนเป็น เตาลัน และนานๆ ต่อมาได้มี ช่ือวัดป่าศรี เพราะวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของ
การเปล่ียนแปลงชื่อจาก เตาลัน เป็น ตอหลัง คนในชุมชน จึงน�ำช่ือมาต้ังเป็นสิริมงคลต่อชุมชน
จนถึงปัจจุบัน ว่า “บ้านป่าศรี” จวบจนปัจจุบัน
3. ต�ำบลตะโละ “ตะโละ” เป็นภาษา ด้านหลักธรรมทางศาสนา
จดั กจิ กรรมวนั ธรรมสวนะ (วนั พระ) ถวาย
มลายู แปลว่า “อ่าว” เน่ืองจากบริเวณที่ตั้งเดิม สังฆทาน สวดมนต์ ถวายภัตตาหารและรับศีล
มีลักษณะเป็นบึงใหญ่ต่อมาตื้นเขิน ตะโละ เพอ่ื ไปประกอบศาสนกจิ ในฐานะเปน็ พทุ ธศาสนกิ ชน
จึงแบ่งหมู่บ้านออกเป็น ๕ หมู่บ้าน ห่างจาก
ท่ีว่าการอ�ำเภอ ๑๕ กิโลเมตร
ซ่ึงต�ำบลตะโละ มีการขับเคล่ือนชุมชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 2 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
192 รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวดั ปตั ตานี
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กจิ กรรมตา่ งๆ และการสรา้ งคนในชมุ ชนใหเ้ ปน็ คนดี
ของสังคม
ขยายผลโครงการอันเน่ืองมาจาก
พระราชดำ� ริ เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับ ด้านหลักธรรมทางศาสนา
คนในชุมชนด้วยการน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี งมาปรับใช้ในการด�ำรงชีวิตให้มีความสุข จัดอบรมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อให้
ประชาชนเรยี นรกู้ ารอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรม
อยา่ งมคี วามสขุ เคารพในความแตกตา่ งทงั้ เชอ้ื ชาติ
ศาสนา เกิดส�ำนึกในความสมานฉันท์ ร่วมส่งเสริม
ให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม เสริมสร้าง
ความปรองดองใหก้ บั คนในชมุ ชน
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
จัดกิจกรรมประเพณีพระผิงไฟ เพ่ือ
สืบสานประเพณีท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป
ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จดั กจิ กรรมปลกู ผกั สวนครวั ปลอดสารพษิ
เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหค้ นในชมุ ชนปลกู ผกั สวนครวั ไวท้ านเอง
และส่งเสริมให้คนในชุมชนน้อมน�ำหลักปรัชญา
เศรษฐกจิ พอเพยี งมาเปน็ แนวทางในการดำ� เนนิ ชวี ติ
ให้มีความสุข
3.2 ชมุ ชนคุณธรรมมัสยิดเปาะปารมยั ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม
(บ้านเปาะกูแม) ระดับส่งเสริมคุณธรรม
จัดกิจกรรมเมาลิดสัมพันธ์ เพ่ือร่วม
ประวัติชุมชน ชุมชนบ้านเปาะกูแม สืบสานประเพณีท้องถ่ินให้คงอยู่คู่สังคม
เป็นชุมชนท่ีมีความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เปน็ ชมุ ชนทมี่ คี วามเหน็ เหมอื นกนั ไมม่ กี ารแบง่ พวก
เปน็ ชมุ ชนทอี่ บอนุ่ มกี ารจดั ตง้ั กลมุ่ เศรษฐกจิ พอเพยี ง
ก่อนที่จะเป็นมัสยิดคุณธรรมนั้นได้มีกลุ่มผู้น�ำ
กลุ่มหนง่ึ ในชุมชนมแี นวคิดและจดั ประชุมหารือกัน
กับชาวบ้านเพื่อให้มีการเสนอข้อคิดเห็นในการ
จัดต้ังเป็นมัสยิดคุณธรรมข้ึนมา เพื่อเพิ่มความรู้
ความเป็นอยู่ให้คนในชุมชนได้เรียนรู้หลักการต่างๆ
ที่ต้องปฏิบัติ และการมีความสามัคคีในการจัดท�ำ
รวมพลังชมุ ชนคณุ ธรรมจังหวดั ปัตตานี 193
แปลว่า ปูน รวมความหมายแปลว่า อ่าวปูน
ในสมัยก่อนกล่าวกันว่า บริเวณพื้นตรงนี้ เป็นท่ี
เกบ็ เปลอื กหอย เปน็ เปลอื กหอยขาวหรอื หอยแครง
4. ตำ� บลตะโละกาโปร์ “เกาะกาโปร”์ เพราะวา่ หอยขาว เปน็ หอยประจำ� อา่ ว จดั ตง้ั ขน้ึ เมอื่
วนั ที่ 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2540 ตามประกาศกระทรวง
เปน็ ภาษามลายทู อ้ งถนิ่ คำ� วา่ “เกาะ” แปลวา่ เตาเผา มหาดไทยเปน็ 1 ใน 18 ต�ำบล ของอ�ำเภอยะหรง่ิ
เตาเผานี้ ทำ� จากดนิ เหนยี ว คำ� วา่ “กาโปร”์ แปลวา่ ปนู จงั หวดั ปตั ตานี มรี ะยะหา่ งจากอำ� เภอยะหรงิ่ ไปทาง
ต่อมาภายหลังได้เรียกว่า “ตะโละกาโปร์” ทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ประมาณ 3 กโิ ลเมตร
ในสมยั กอ่ น เลา่ กนั วา่ บรเิ วณพน้ื ทห่ี มทู่ ่ี ๑
บ้านปาตา และหมู่ที่ ๒ ตะโละอาโหร์ เป็นท่ี
เก็บเปลือกหอย โดยน�ำเปลือกหอยเหล่าน้ีล้างน�้ำ ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ให้สะอาดน�ำไปเผาไฟจนสุก แล้วน�ำมาละลายกับ ส่งเสริมให้คนในชุมชนร่วมกันละหมาด
น้�ำตามอัตราส่วนท่ีเหมาะสมจะกลายเป็นปูนขาว วนั ศกุ ร์ เพอ่ื ใหค้ นในชมุ ชนนำ� หลกั ธรรมทางศาสนา
ชาวบ้านน�ำปูนขาวนี้มาทานร่วมกับหมาก และ มาปรับใช้ในการด�ำรงชีวิตให้มีความสุข
จำ� หนา่ ยใหพ้ อ่ คา้ ทล่ี อ่ งเรอื มารบั ซอ้ื และเปน็ ทร่ี จู้ กั
อยา่ งแพรห่ ลาย เขาจงึ เรยี กตำ� บลนวี้ า่ “ตะโละกาโปร”์
เปน็ ภาษามลายทู อ้ งถนิ่ คำ� วา่ “ตะโละ” แปลวา่ อา่ ว
เนอื่ งจากวา่ พน้ื ทขี่ องตำ� บลนตี้ ดิ กบั อา่ ว คำ� วา่ “กาโปร”์
แปลว่า ปูน สันนิษฐานว่า เป็นเปลือกหอยขาว
หรอื หอยแครง เพราะวา่ หอยขาวเปน็ หอยประจำ� อา่ ว
และหาได้จากป่าชายเลน ชาวบ้านจะเก็บหอยมา
กินเน้ือและเป็นสินค้าส่งออกของชาวบ้านในชุมชน
ซ่ึงต�ำบลตะโละกาโปร์ มีการขับเคลื่อน
ชมุ ชนดว้ ยการนอ้ มนำ� หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปดว้ ย
4.1 ชมุ ชนคณุ ธรรมมสั ยดิ อลั บะฮร์ ลุ วาซอี ะฮ์ ด้านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
(บ้านปาตา) ระดับต้นแบบ
ประวัติชุมชน ตะโละกาโปร์ เป็นภาษา จัดตั้งกองทุน SEARIKAT KEMATIAN
มลายพู น้ื บา้ น คำ� วา่ “ตะโละ” แปลวา่ อา่ ว “กาโปร”์ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่เข้าร่วมกองทุน
194 รวมพลงั ชุมชนคณุ ธรรมจงั หวดั ปตั ตานี
จนเรียกช่ือหมู่บ้านน้ีจนติดปากจนถึงปัจจุบันและ
ใช้หมู่บ้านน้ีเป็นช่ือเรียกของต�ำบลว่า “ต�ำบล
ตันหยงดาลอ”
ซงึ่ ตำ� บลตนั หยงดาลอ มกี ารขบั เคลอื่ นชมุ ชน
ด้วยการน้อมน�ำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักธรรมทางศาสนาและด้านวิถีวัฒนธรรมไทย
ทดี่ งี ามภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม จำ� นวน 1 ชมุ ชน
ประกอบไปด้วย
ด้านวิถีวัฒนธรรมไทยท่ีดีงาม 6.1 ชุมชนคณุ ธรรมมสั ยดิ ตนั หยงดาลอ
(บา้ นจาบงั โตะ๊ ก)ู ระดบั สง่ เสรมิ คณุ ธรรม
จัดกิจกรรมมอบเคร่ืองอุปโภค บริโภค
ให้กับคนในชุมชน เพื่อสืบสานวิถีวัฒนธรรมไทย
ด้านการเสียสละ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
5. ตำ� บลตนั หยงจงึ งา เป็นท่ีมาของ ประวตั ชิ มุ ชน มสั ยดิ ตนั หยงดาลอ ตง้ั อยทู่ ่ี
บา้ นจาบงั โตะ๊ กู หมทู่ ี่ ๕ ตำ� บลตนั หยงดาลอ อำ� เภอ
ต้นไม้สองชนิด คือ ต้นพิกุล (ภาษามลายูท้องถ่ิน ยะหร่ิง จังหวัดปัตตานี ชุมชนบ้านจาบังโต๊ะกู
เรียกว่า ปาหนตันหยง) และต้นตะเคียน (ภาษา เป็นชุมชนที่มีความสามัคคี ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน
มลายูท้องถิ่น เรียกว่า ปาหนจึงงา) จึงกลายมาเป็น เปน็ ชมุ ชนทม่ี คี วามเหน็ เหมอื นกนั ไมม่ กี ารแบง่ พวก
ชื่อต�ำบล “ตันหยงจึงงา” จวบจนปัจจุบัน เป็นชุมชนที่อบอุ่น มีการจัดต้ังกลุ่มแม่บ้าน
ท�ำไข่เค็มและขนมข้าวพอง
ด้านหลักธรรมทางศาสนา
ส่งเสริมการละหมาดวันศุกร์ เพ่ือให้
6. ต�ำบลตันหยงดาลอ แบ่งค�ำว่า
ตันหยงดาลอ ออกเป็นสองค�ำ คือค�ำว่า “ตันหยง”
และ “ดาลอ” ซง่ึ “ตนั หยง” แปลวา่ แหลม และ
“ดาลอ” แปลวา่ ตน้ ไม้ และตอ่ มามชี าย ๒ คนพน่ี อ้ ง
เขาจะไปตัดต้นไม้ต้นน้ัน แต่ตัดเท่าไรก็ไม่ขาด
ชายคนพจี่ งึ อธษิ ฐานวา่ “ถา้ ตดั ตน้ ไมต้ น้ นขี้ าด กจ็ ะ
สร้างมัสยิดให้ ๑ แห่ง” ในท่ีสุดก็สามารถตัดได้
จึงสร้างมัสยิดใช้ช่ือว่า “มัสยิดตันหยงสุไหงยาลอ”
แตค่ นในแถบนนั้ สว่ นมากจะพดู ผดิ เปน็ ตนั หยงดาลอ
รวมพลงั ชมุ ชนคุณธรรมจังหวัดปตั ตานี 195