The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lalida.p, 2023-06-18 23:43:29

การวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้

การวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้

คณะครุศาสตรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผู ชวยศาสตราจารยดร.รุ งลาวัณยจันทรัตนา การว ิ จ ั ยและพ ั ฒนา นว ั ตกรรมการเร ี ยนร ู  ResearchandDevelopmentinInnovationandLearning


การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ Research and Development in Innovation and Learning ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ Research and Development in Innovation and Learning


ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้= Research and development in innovation and learning.-- ยะลา : คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, 2565. 227 หน้า. 1. นวัตกรรมการศึกษา -- การวิจัย. I. ชื่อเรื่อง. 371.33 ISBN 978-616-8297-22-3 ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา จัดพิมพ์โดย : คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 133 ถ.เทศบาล 3 ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา 95000 โทรศัพท์073 299 626 พิมพ์ที่ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 133 ถ.เทศบาล 3 ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา 95000 โทรศัพท์073 299 699 พิมพ์ครั้งที่ : 1 จำนวนหน้า : 227 หน้า จำนวนที่พิมพ์: 50 เล่ม ราคา : - บาท


คำนำ ตำราการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้รหัสวิชา 1104302 เล่มนี้ได้พัฒนามาจาก ตำราวิจัยทางการทางการศึกษา ซี่งมีรหัสวิชา 1104302 เช่นกัน โดยมีการปรับปรุงเนื้อหา ให้มีครอบคลุมและทันสมัย ในทุกขั้นตอนในการทำวิจัยและการพัฒนาการเรียนรู้ที่มีเนื้อหาในการ พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น ที่ให้มีการตอบโจทย์ถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศอย่าง ก้าวกระโดดก้าวกระโดดของโลกที่มีผลกระทบต่อทุกองค์กรในสังคม โดยวงการทางการศึกษาจะได้ รับผลกระทบค่อนข้างมาก ที่เกิดเป็นแรงกระเพื่อมในทุกจุดของการศึกษาตั้งแต่การศึกษาระดับ เด็กเล็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่จะต้องปรับตัวให้เข้าและก้าวทันต่อการเรียนรู้ทุกที่ ทุกเวลา ตำราเล่มนี้ได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาตั้งแต่การศึกษาสภาพปัญหาในการทำวิจัย การกำหนดเรื่อง วิจัย การออกแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การเลือกกลุ่มเป้าหมาย การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย และการเขียนรายงานการวิจัย รวมถึงตัวอย่าง หัวข้อแนวโน้มการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่นำไปใช้ประกอบในการพัฒนาวงการศึกษา รวมถึงเป็นคู่มือในการ ทำวิจัยในสถานศึกษาของบุคลากรทางการศึกษา ผู้เขียนหวังว่าตำราเล่มนี้สามารถใช้ประโยชน์ต่อการ หาความรู้เพิ่มเติมให้กับผู้สนใจได้เป็นอย่างดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา มกราคม 2565


ประวัติผู้เขียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา การศึกษา กศ.บ. (วัดผลการศึกษา) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศษ.ม. (วัดผลและวิจัยการศึกษา) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศษ.ด. (การวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประสบการณ์การทำงาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนใต้มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา บรรณาธิการวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สาขาสังคมศาสตร์ บรรณาธิการวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา สาขาวิทยาศาสตร์ ผู้อำนวยการสถาบันฝึกอบรมพัฒนาชายแดนใต้มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กรรมการสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา คณบดีคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา


ประสบการณ์ในการทำงานวิจัย รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2544). การประเมินโครงการพลเรือน ตำรวจและทหารที่ 4 ส่วนแยก 2. ยะลา : กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2547). ความต้องการศึกษาของชุมชนในวิทยาลัยชุมชนจังหวัด. นราธิวาส : วิทยาลัยชุมชนจังหวัดนราธิวาส. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2548). ความต้องการศึกษาของชุมชนในวิทยาลัยชุมชนจังหวัด ยะลา. ยะลา : วิทยาลัยชุมชนจังหวัดยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2548). ความต้องการศึกษาของชุมชนในวิทยาลัยชุมชนจังหวัด ปัตตานี. ปัตตานี : วิทยาลัยชุมชนปัตตานี. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2547). ทัศนะของประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม. ยะลา : กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2547). การประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสโดย สถานีวิทยุกระจายเสียงของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา. (วส. 912 สนภ.4 นทพ.). ยะลา : หน่วยบัญชาการทหารพัฒนากองบัญชาการทหารสูงสุด. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2547). การประเมินแผนงาน/โครงการในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้. ยะลา : หน่วยบัญชาการทหารพัฒนากองบัญชาการทหารสูงสุด. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา. (2547). พฤติกรรมการทุจริตการสอบของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ยะลา. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2548). โครงการวิจัยและประเมินผลการบริหารจัดการของ เทศบาลนครยะลา. ยะลา : เทศบาลนครยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2549). โครงการวิจัยและประเมินผลการบริหารจัดการของ เทศบาลนครยะลา ปีที่สอง. ยะลา : เทศบาลนครยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา. (2549). การพัฒนาชุดการสอนวิชาวิจัยทางการศึกษา. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2555). โครงการประเมินผลแผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ประจำปีบประมาณ พ.ศ.2555 จังหวัดสตูล. ยะลา : ศูนย์อำนวยการ บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2555). การประเมินโครงการครูพันธุ์ใหม่พิชิตผลสัมฤทธิ์ทาง การศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555. ยะลา : สำนักบริหารยุทธศาสตร์ และบูรณาการศึกษาที่ 12. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2555). รายงานผลการประเมินความพึงพอใจของผู้มาขอรับ บริการต่อการให้บริการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา. ยะลา :องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2556). โครงการประเมินผลแผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ประจำปีบประมาณ พ.ศ.2556 จังหวัดสตูล. ยะลา : ศูนย์อำนวยการ บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้.


อุไรรัตน์ ยามาเร็ง และรุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา. (2556). การจัดการความรู้สู่การพัฒนาหลักสูตร ท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม. ยะลา : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช). รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา. (2556). แนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยใช้ผลการประเมินตาม เกณฑ์การบริหารจัดการภาครัฐคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา. (2557). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา ฮุสนา ดือเร๊ะ และรอซาดา อาแว (2559). การวิเคราะห์พหุระดับตัวแปร ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียน เอกชนสอนศาสนา สามจังหวัดชายแดนภาคใต้. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2559). การประเมินโครงการจัดตั้งห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP). ยะลา : กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร. วิไลวัลย์ แก้วตาทิพย์ รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา อารยา ชินวรโกมล เวคิน วุฒิวงศ์ และนันทา จันทร์แก้ว. (2559). การกระจายตัวและการใช้ประโยชน์ป่าสาคูในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัด ยะลา นราธิวาส และปัตตานี. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. โครงการถอดบทเรียนเพื่อการเรียนรู้: การศึกษารูปแบบการ ดำเนินโครงการของเทศบาลนครยะลาสู่ความสมานฉันท์ (Best Practice to Harmony) ยะลา : เทศบาลนครยะลา นัททีขจรกิตติยา อัปสร อีซอ รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา เวคิน วุฒิวงศ์และดุษฎีนาคเรือง. (2559). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและค่านิยมร่วมในการดำเนินธุรกิจตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในพื้นที่สามจังหวัด ชายแดนภาคใต้. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. ริสมา สาเมาะ รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและเวคิน วุฒิวงศ์. (2559). การประเมินโครงการบริการ วิชาการภายใต้ท่าสาปโมเดล จังหวัดยะลา. ยะลา : มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. อิศรัฏฐ์รินไธสง นิเวศน์อรุณเบิกฟ้า พันธุ์พิพิธ พิพิธพันธุ์ เจ๊ะเหล๊าะ แขกพงศ์ ภัสร์ธีรา ฉลองเดช วาริน นาราวิทย์ ทวนธง ครุฑจ้อน รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา วสิน ทับวงษ์มูฮํามัด นิเกาะ กุลธีรา ทองใหญ่ และณัฏฐินีปิยะศิริพนธ์. (2562). การศึกษารูปแบบการเมืองการ ปกครองและอัตลักษณ์ที่สอดคล้องกับพหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรมและพัฒนา มนุษย์


บทความวิชาการ รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและอุไรรัตน์ ยามาเร็ง. (2557). การประเมินโครงการครูพันธุ์ใหม่พิชิต ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. ในการประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ครั้งที่ 2 : 2557 "บูรณาการสหวิทยาการงานวิจัยสู่มาตรฐานสากล". (229-240) ภูเก็ต : มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนาและคณะ. (2558). รายงานการประเมินผลแผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้พ.ศ. 2555 (จังหวัดสตูล) ในการประชุมวิชาการและนำเสนอ ผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ 20-22 พฤษภาคม 2558 “สหวิทยาการ งานวิจัย และนวัตกรรมอุดมศึกษา เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา. (2558). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 10(2), 91-106. อับดุลรอมัน แมเราะซุลกีฟลีแยนา มาลีกีสาเสรีมะและโมฮำหมัด เจ๊ะบือราเฮง และ รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา. (2559). การสืบทอดวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้าน กรณีศึกษา : การแสดง หนังตะลุงเทศบาลตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา. ในการประชุมวิชาการและ นำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติครั้งที่ 5: 24-26 เมษายน 2559 “สร้างสรรค์ งานวิจัย จากคลังปัญญาท้องถิ่นสู่สากล” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. รุสมีนีดือราแม โรสมานีหะ ยาวารีสาแล๊ะ นาอีหม๊ะ กาเจ และรุ้งลาวัณย์จันทรัตนา. (2559). การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำข้าวเหนียวหม้อข้าวหม้อแกงลิง ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา. ในการประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและ นานาชาติ ครั้งที่ 5: 24-26 เมษายน 2559 “สร้างสรรค์งานวิจัย จากคลังปัญญาท้องถิ่นสู่ สากล” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ยุวรีนิลแท้, สารีนา อาแซมูฮัยนียามิง, ชาญยุทธ มากแสงอำพล บัวแก้ว และรุ้งลาวัณย์จันทรัตนา. (2558). การพัฒนาโปรแกรมการออกกำลังกายโดยออกแบบท่าทางจากการละเล่น พื้นเมือง“ซีละ” ในการประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 8 ประจำปี2562 "สร้างสรรค์ งานวิจัย สู่การพัฒนาท่้องถิ่นที่ยั่งยืน" วันที่ 10 กรกฎาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา ซูไนซะห์ลีมิง, อาฟีซา อีแต, อับดุลฮากิม เจ๊ะสนิ, สาลาฮูดิน บูรอดียา, เนาฟาน เจ๊ะโด อับดุลรอฮิม รอยิง และรุ้งลาวัณย์จันทรัตนา. (2558). การพัฒนาการละเล่นกีฬาพื้นบ้าน “ตะกร้อ ขนไก่” เพื่อเกมส์การแข่งขัน. ในการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติด้านอิสลาม ศึกษาและการศึกษาเพื่อพัฒนา ครั้งที่ 2 คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. 14 มีนาคม 2559 นัททีขจรกิตติยา อัปสร อีซอ รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา เวคิน วุฒิวงศ์และดุษฎีนาคเรือง. (2559). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและค่านิยมร่วมในการดำเนินธุรกิจตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในพื้นที่สามจังหวัด


ชายแดนภาคใต้. ในการประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 5: 24-26 เมษายน 2559 “สร้างสรรค์งานวิจัย จากคลังปัญญาท้องถิ่นสู่สากล” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. Risma Samoh Runglawan Chantarattana and Vakin Wutthiwong. Assessment of Academic Service Project in Thasap Sub- district. In the 5th National and International Academic Conference under the theme of ‚Think Globally, Act Locally: Paradigms in Research Creativity. during 24-26 April 2016. of Yala Rajabhat University. วิไลวัลย์แก้วตาทิพย์รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา อารยา ชินวรโกมล เวคิน วุฒิวงศ์และนันทา จันทร์แก้ว สภาวการณ์ปัจจุบันพืชสาคูในพื้นที่ภาคใต้ในจังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานี. วารสาร มหาวิทยาลัยทักษิณ. 21(1) รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา วิไลวัลย์แก้วตาทิพย์นันทา จันทร์แก้ว เวคิน วุฒิวงศ์อารยา ชินวรโกมล และฟาดีล๊ะเซะบิง. การใช้ประโยชน์ป่าสาคูในพื้นที่ภาคใต้จังหวัดยะลา นราธิวาส และ ปัตตานี. ในการประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 6 18 ตุลาคม 2560“สร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคง และยั่งยืน ในยุค Thailand 4.0” ณ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี. รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา ศิริชัย นามบุรีและอัสมา โต๊ะยอว์. (2561). การประเมินโครงการจัดตั้ง ห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP). วารสารมหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา. 13(2) กรกฎาคม-ธันวาคม 25561. การบริการวิชาการ โครงการนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Innovation Hub – Creative Economy เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก นวัตกรรมของประเทศตามนโยบาย ประเทศไทย 4.0 โครงการ“พัฒนาผลิตภัณฑ์Yala Bird City”ร่วมกับเทศบาลนครยะลา โครงการเยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจเคารพสิทธิในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยความร่วมมือ ระหว่าง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปี2562 สิ่งประดิษฐ์หรืองานสร้างสรรค์ รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา. (2563). คู่มือการละเล่นพื้นบ้าน “ปามอ” เพื่อการแข่งขัน มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลาได้รับการจดลิขสิทธ์ ประเภทวรรณกรรม ลักษณะงาน งานนิพนธ์. ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2563. ทะเบียนข้อมูลเลขที่ ว.044175. คำขอแจ้งข้อมูลเลขที่ 383821 รุ้งลาวัณย์จันทรัตนา. (2566).คู่มือรูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะครูสำหรับนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับการจดลิขสิทธ์ประเภทวรรณกรรม ลักษณะงาน งานนิพนธ์. ณ วันที่ 25 มกราคม 2566. ทะเบียนข้อมูลเลขที่ ว.049968. คำขอแจ้งข้อมูล เลขที่ 425840


สารบัญ หน้า คำนำ สารบัญ สารบัญภาพ สารบัญตาราง บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นของการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 1 การวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 1 ประโยชน์และความสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 2 แนวโน้มการทำวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการศึกษา 4 แนวทางการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 9 ประเภทการวิจัย 10 การออกแบบการวิจัย 11 การเขียนเค้าโครงการวิจัย 12 จรรยาวิชาชีพของนักวิจัยและแนวทางปฏิบัติ 14 จริยธรรมการทำวิจัยในมนุษย์ 14 สรุป 16 แบบฝึกหัดท้ายบท 17 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย 19 ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย 19 หลักเกณฑ์การค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง 20 หลักการเขียนเอกสารที่เกี่ยวข้อง 20 ขั้นตอนการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง 21 แหล่งของเอกสารที่เกี่ยวข้อง 23 วิธีการเขียนอ้างอิงเอกสาร 26 กรอบความคิดในการวิจัย 29 สรุป 33 แบบฝึกหัดท้ายบท 34 บทที่ 3 หลักการเขียนบทนำการวิจัย 35 หลักการเขียนชื่อเรื่องวิจัย 35 หลักการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 36 หลักการเขียนคำถามวิจัย 38


สารบัญ (ต่อ) หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย 39 หลักการเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 40 หลักการเขียนนิยามศัพท์เฉพาะ 42 สรุป 44 แบบฝึกหัดท้ายบท 45 บทที่ 4 วิธีดำเนินการวิจัย 47 ประชากรและตัวอย่าง 47 ตัวแปรการวิจัย 53 วิธีดำเนินการวิจัย 56 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 57 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 57 กรอบการดำเนินการวิจัย 58 สรุป 60 แบบฝึกหัดท้ายบท 61 บทที่ 5 เครื่องมือสำหรับการวิจัย 63 นวัตกรรมการเรียนรู้ 63 เครื่องมือสำหรับการวิจัย 64 - แบบสอบถาม 64 - การสังเกต 69 - การสัมภาษณ์ 70 - แบบทดสอบ 71 - การสะท้อนคิด 74 หลักการสร้างเครื่องมือในการวิจัย 75 วิธีการสร้างเครื่องมือการวิจัยทางออนไลน์ 77 วิธีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 78 สรุป 79 แบบฝึกหัดท้ายบท 80


สารบัญ (ต่อ) บทที่ 6 คุณภาพของเครื่องมือวิจัยและนวัตกรรมการเรียนรู้ 81 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัยและนวัตกรรมการเรียนรู้ 81 คุณภาพของเครื่องมือวิจัย 82 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเที่ยงตรง 85 การคำนวณหาคุณภาพของเครื่องมือด้วยโปรแกรม Microsoft Excel 94 สรุป 109 แบบฝึกหัดท้ายบท 110 บทที่ 7 สถิติเบื้องต้นสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล 113 สถิติในการวิจัย 113 ประเภทของข้อมูล 113 การเตรียมข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ทางสถิติ 116 หลักการเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล 117 ความผิดพลาดและข้อควรระวังในการใช้สถิติในการวิจัย 118 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 118 วิธีการคำนวณหาค่าสถิติเบื้องต้น ด้วยโปรแกรม Microsoft Excel 123 สรุป 129 แบบฝึกหัดท้ายบท 130 บทที่ 8 สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐานการวิจัย 133 องค์ประกอบของสมมติฐาน 133 ประเภทของสมมติฐาน 134 การเขียนสมมติฐาน 135 ความสำคัญของสมมติฐานการวิจัย 136 คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสมมติฐาน 136 การสรุปผลการทดสอบสมมติฐาน 137 สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐาน 138 การเปรียบเทียบพหุคูณ 147 ตัวอย่างข้อมูลเพื่อการคำนวณสถิติทดสอบสมมุติฐาน 149 วิธีการทดสอบสมมุติฐานด้วยโปรแกรม Microsoft Excel 151 สรุป 161 แบบฝึกหัดท้ายบท 162


สารบัญ (ต่อ) บทที่ 9 การนำเสนอผลการวิจัย 165 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 165 ตัวอย่างการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 165 การเขียนบทสรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ 170 รูปแบบของรายงานการวิจัย 173 แนวทางการใช้ประโยชน์ในการวิจัย 175 สรุป 176 แบบฝึกหัดท้ายบท 177 บทที่ 10 การประเมินผลงานวิจัย การใช้ประโยชน์และแนวโน้มการพัฒนา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 179 การประเมินผลงานวิจัย 179 แนวโน้มการพัฒนาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 181 สรุป 185 แบบฝึกหัดท้ายบท 186 บรรณานุกรม 187 ภาคผนวก 191 ก ข้อมูลตัวอย่างสำหรับคำนวณหาค่าความยากง่ายและค่าอำนาจจำแนก 192 ข ข้อมูลตัวอย่างสำหรับคำนวณหาค่าอำนาจด้วย t-test 193 ค ข้อมูลตัวอย่างสำหรับคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใช้สูตร Kr20 194 ง ข้อมูลตัวอย่างสำหรับคำนวณหาค่าความคงที่ภายในแบบสัมประสิทธิ์แอล ฟ่าของครอนบาค (Cronbach’salphacoefficient) 196 จ ข้อมูลตัวอย่างสำหรับคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม (E1/E2) 198 ฉ ข้อมูลตัวอย่างสำหรับคำนวณหาค่าความถี่และร้อยละ 200 ช ข้อมูลตัวอย่างสำหรับคำนวณหาค่าสถิติทดสอบสมมุติฐาน 202 อภิธานศัพท์ 206


สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1.1 ความสอดคล้องของยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ และ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 5 1.2 กรอบแนวคิดแผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2560 - 2579 6 2.1 หน้าเว็บไซต์ฐานข้อมูลวารสารในประเทศไทย (Journal Link) 23 2.2 หน้าเว็บไซต์ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index : TCI) 24 2.3 หน้าเว็บไซต์โครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย 24 2.4 หน้าเว็บไซต์ห้องสมุดงานวิจัย สำนักงานวิจัยแห่งชาติ. 25 2.5 หน้าเว็บไซต์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) ของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 25 2.6 หน้าเว็บไซต์ฐานข้อมูลวารสาร Scopus 26 2.7 กรอบแนวคิดการวิจัยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของ นักศึกษา 30 2.8 กรอบแนวคิดกรอบความคิดการประเมินโครงการจัดตั้งห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP) 32 4.1 ขั้นตอนดำเนินการวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอก กรอบของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 59 5.1 ตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่าแบบพรรณนา 66 5.2 ตัวอย่างแบบสอบถามออนไลน์เรื่องพฤติกรรมด้านความรักและ ความศรัทธาในวิชาชีพครู ใน Google Forms 77 6.1 โครงสร้างแสดงวิธีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย 82 6.2 วิธีการหาความเที่ยงตรง 85 6.3 วิธีการหาความเชื่อมั่น 89 6.4 แสดงข้อมูลการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาค่า IOC 95 6.5 คำสั่งคำนวณหาค่า IOC โดยการหาค่าเฉลี่ย 95 6.6 แสดงค่า IOC ของข้อคำถามและการแปลผล 96 6.7 แสดงผลการป้อนข้อมูลการให้คะแนนตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน 97 6.8 แสดงผลคะแนนรวมและเรียงลำดับของเด็กกลุ่มสูงและต่ำ 98 6.9 แสดงข้อมูลแบบการให้คะแนนแต่ละข้อไม่เท่ากัน 99 6.10 แสดงกลุ่มของเด็กกลุ่มสูงและกลุ่มสูง เพื่อหาค่าอำนาจจำแนกแบบ t-test 100 6.11 คำสั่ง Data Analysist-test : Two–Sample Assuming Equal Variances 101


สารบัญภาพ (ต่อ) 6.12 แสดงวิธีการคำนวณค่าอำนาจจำแนกด้วยค่า t-test Two–Sample Assuming Equal Variances 101 6.13 แสดงค่าอำนาจจำแนกด้วยค่า t-test Two–Sample Assuming Equal Variances 102 6.14 แสดงข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นจากสูตร Kr20 103 6.15 วิธีการป้อนและคำนวณหาค่าความเชื่อมั่นแบบการหาความคงที่ภายในโดย ใช้สูตร Kr20 105 6.16 แสดงผลของคะแนนระหว่างการทำกิจกรรมภายใต้การใช้หนังสือ อิเลคทรอนิกส์5 ชุดย่อย คะแนนทักษะการทำวิจัย และคะแนนสอบหลัง เรียน 107 7.1 ตัวอย่างการป้อนข้อมูลจากการเปลี่ยนรหัสจากเครื่องมือการวิจัย 125 7.2 คำสั่ง Data Analysis เพื่อเลือกคำสั่ง Descriptive Statistics 126 7.3 วิธีการใช้คำสั่งคำนวณหาค่าสถิติเบื้องต้นด้วยโปรแกรม Microsoft Excel 127 7.4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติเบื้องต้น 127 8.1 วิธีการจัดเตรียม คำสั่ง Add in ใน Excel เพื่อใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล 151 8.2 การใส่เกณฑ์การทดสอบ เพื่อทำการเปรียบเทียบแบบ one-sample t-test 152 8.3 ผลการคำนวณค่า one-sample t-test โดยใช้ Excel 153 8.4 คำสั่ง t-test Paired two sample for meanเพื่อการทดสอบค่าเฉลี่ยของ ประชากร 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระกัน 154 8.5 ผลการวิเคราะห์ คำสั่ง t-test Paired เพื่อทดสอบสมมุติฐานคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียน 155 8.6 แสดงผลการจัดกระทำข้อมูลใหม่โดยแยกข้อมูลเพศชายและเพศหญิง 156 8.7 ผลการวิเคราะห์คำสั่ง t-test two-sample assuming equal variance เพื่อทดสอบสมมุติฐานคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศชายและเพศ หญิง 157 8.8 การจัดข้อมูลคะแนนทักษะการคิดของนักเรียน ที่ผู้ปกครองมีอาชีพต่างกัน 159 8.9 ผลการวิเคราะห์คำสั่ง ANOVA : single factor เพื่อทดสอบสมมุติฐาน คะแนนทักษะการคิดของนักเรียน ที่มีอาชีพผู้ปกครองต่างกัน 159


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1.1 การวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดปัญหาการวิจัย สำหรับการจัดการศึกษาตาม มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 4.1 แสดงจำนวนประชากรและจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มจากประชากร 51 4.2 แสดงจำนวนของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละคณะ 55 5.1 ตัวอย่างแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข 66 5.2 แสดงการแปลงผลการตอบแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 67 7.1 สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลประเภทต่างๆ 117 8.1 สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการเขียนสมมติฐานทางสถิติ 134 8.2 การสรุปจากการทดสอบสมมติฐาน 137 8.3 การแสดงค่าผลการวิเคราะห์จากการคำนวณหาค่า F-test 146 8.4 ตัวอย่างข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทดสอบสมมุติฐาน 150 9.1 แสดงจำนวนและร้อยละของข้อมูลเบื้องต้นของนักเรียน 165 9.2 แสดงค่าเฉลี่ย (s) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( x ) ของคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของเยาวชนของนักเรียน 166 9.3 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะความคิดของนักเรียนกับเเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม 50 คะแนน หลังจากการเรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์ วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 167 9.4 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียนด้วยนิทานสร้างสรรค์ความคิดหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน 168 9.5 ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดของนักเรียนที่มีเพศต่างกัน 168 9.6 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีผู้ปกครอง อาชีพต่างกัน 168 9.7 แสดงค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีผู้ปกครองอาชีพ ต่างกัน 169 9.8 ประสิทธิภาพของหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การเรียนร 169


บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นของการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ การวิจัยความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพประเทศชาติในทุกวงการ ผลของการ วิจัยทำให้ประเทศชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพราะวิจัยเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ ที่อาศัยหลักเหตุและผลที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการหาผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ ผลผลิตจาก การวิจัยจึงเป็นการรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับสังคมและประเทศมาใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือ พัฒนาสิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง สำหรับวิจัยทางการศึกษาในรูปแบบของหลักการบริหาร การนิเทศ การพัฒนาการจัดการ เรียนรู้พัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนก็เช่นกัน เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อวงการทางการศึกษา ที่ใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ครูผู้สอน โรงเรียน ผู้บริหาร รวมถึงผู้ปกครอง ผลการวิจัยทำให้ได้ข้อมูล ที่เป็นความรู้ข้อเท็จจริงในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ทฤษฎีวิธีหรือ กระบวนการ เครื่องมือ ตลอดจนวิธีการต่าง ๆ ก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการจัด การศึกษาที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ช่วยให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ส่งผลต่อการ พัฒนาคนสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน การวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบันเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ที่สังคมในทุก มิติต้องมีการปรับตัวกันค่อนข้างมาก รวมถึงสังคมทางการศึกษา ที่จะต้องเกิดการจัดการเรียนรู้ สมัยใหม่ที่ทันต่อสถานการณ์ (New Normal Education) แบบก้าวกระโดด ที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ ดีขึ้น ง่ายขึ้น เร็วขึ้น มากขึ้น ได้ทุกสถานที่ และมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนทุกด้านดีขึ้น ทำให้ผู้เรียนตรง กับเป้าหมายของสังคมและโลก สิ่งที่ทำให้การศึกษาเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ถือเป็น ‘นวัตกรรม’ การเรียนรู้ และการเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ได้ต้องผ่านกระบวนการการวิจัย ที่สรุปผลของประโยชน์ จากการใช้นวัตกรรมที่ดี ซึ่งสถานศึกษาจะต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยสร้างสร้างสรรค์นวัตกรรม การเรียนรู้มาใช้ในการจัดการศึกษา สร้างสิ่งใหม่ที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่นำมาใช้ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านหลักสูตร นวัตกรรมด้านการเรียน การสอน นวัตกรรมด้านสื่อและเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการวัดและประเมินผล และนวัตกรรม ด้านการบริหารและบริการ เพื่อตอบโจทย์การศึกษาวิถีใหม่ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการวิจัยเพื่อพัฒนา การเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญในวงการศึกษาอย่างคุณอนันต์


2 ประโยชน์และความสำคัญของการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้มีความสำคัญสำหรับวงการศึกษาในปัจจุบันและ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ตอบโจทย์ ของความต้องการและสภาพที่แท้จริงของสังคมได้เป็นอย่างดี สำหรับประโยชน์และความสำคัญของ การวิจัยโดยภาพรวมมีดังนี้ 1. การวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา การวิจัยประเภทนี้เป็นการหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาการคิด ไม่เป็นของเด็กไทย ปัญหาของการเรียนแบบออนไลน์ที่น่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ หรือปัญหาการกลั่นแกล้ง กันในสถานศึกษา เป็นต้น การแก้ปัญหาดังกล่าวจึงมีการทำวิจัยเพื่อหาวิธีการจัดการเรียนการสอน ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีระบบการคิดที่ดี ตัวอย่างงานวิจัย - การพัฒนาการคิดวิเคราะห์โดยกระบวนการคิดวิเคราะห์ 5W1H สำหรับนักเรียน - การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ STEAM เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียน 2. การวิจัยเพื่อหาวิธีการป้องกันปัญหา การวิจัยประเภทนี้เป็นการหาแนวทางในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น เช่น พฤติกรรมที่ไม่ พึงประสงค์ของผู้เรียน เพื่อหาแนวทางในการป้องกัน ตัวอย่างงานวิจัย - แนวทางการป้องกันภัยเด็กไทยติดเกมออนไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย - พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น - การป้องกันการคบเพื่อนต่างเพศและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร - การศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนเจนเนอเรชั่นแซด ในยุค New Normal - การจัดการเรียนรู้ยุค New Normal วิถีชีวิตใหม่ ความท้าทายของครูไทย 3. การวิจัยเพื่อการพัฒนา การวิจัยประเภทนี้เป็นการหาแนวทางในการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ แล้วให้ดียิ่งขึ้นไป เช่น การสร้างนวัตกรรมทางการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียน เรียนอย่างสนุก เข้าถึง ได้ทุกเวลา หรือนวัตกรรมทางด้านสื่อ ด้านการพัฒนาหลักสูตร หรือด้านการประเมินผลตามสภาพ ที่แท้จริงของผู้เรียน ทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ตัวอย่างงานวิจัย - การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ร่วมกับแนวคิดห้องเรียนกลับด้านเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นสำหรับนักศึกษาครู - การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบโครงงาน (Project-based Learning : PBL) - การบริหารการจัดการเรียนรู้ในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ของโรงเรียน - การออกแบบการศึกษาในชีวิตวิถีใหม่:


3 - การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การฟัง การพูด จากสื่อสมัยใหม่ สำหรับนักศึกษา สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ด้วยรูปแบบการ สอน 6Ts ประกอบสื่อวิดีทัศน์ - การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการฟังภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจโดยการจัดการ เรียนรู้ผ่าน พอดคาสต์ของนักเรียน ตัวอย่างการวิจัยทางการศึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรม โดยทั่วไปได้มีการจัดทำโดยแบ่งตาม ระดับชั้นเรียนของผู้เรียนหรือแบ่งตามกลุ่มเป้าหมายของงานวิจัย หรืออาจจะแบ่งตามพฤติกรรมการ เรียนรู้ของผู้เรียน โดยมีตัวอย่างดังนี้ 1. งานวิจัยด้านความรู้/พฤติกรรมพุทธิพิสัย (knowledge) งานวิจัยประเภทนี้ จะเป็น การพัฒนาพฤติกรรมทางด้านสมอง ไม่ว่าจะเป็น ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ การสร้างสรรค์ หรือการประเมิน ดังตัวอย่าง - การจัดการเรียนรู้วิชาสังคมโดยใช้เทคนิคเค ดับเบิลยู แอลพลัสเพื่อพัฒนาทักษะการคิด ของนักเรียน - การใช้กิจกรรมการเล่นเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางการใช้ภาษาของเด็กออทิสติก - การใช้กลวิธีสตาร์ทเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนสรุปความภาษาอังกฤษและ การคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน - การสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการสอนที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทาง คณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการความรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ - การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยกระบวนการเผชิญ สถานการณ์ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ - พัฒนาพจนานุกรมการสื่อสารแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมความรู้คำศัพท์และการอ่าน ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน - การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสำหรับนักเรียน - ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มพูนทักษะ ในการฟัง - พูดภาษาอังกฤษ - การใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการและเว็บบล็อก เพื่อเพิ่มพูนความสามารถ ในการเขียนภาษาอังกฤษและแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเขียนของนักเรียนระดับก้าวหน้า - การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนของการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ TGT 2. งานวิจัยด้านเจตคติ/พฤติกรรมจิตพิสัย (Affective) งานวิจัยประเภทนี้ จะเป็นการ พัฒนาพฤติกรรมที่เป็นคุณลักษณะทางด้านจิตใจ เช่น การเป็นคนมีจิตอาสา ความรับผิดชอบ ความเครียด ความเป็นผู้นำ เป็นต้น ดังตัวอย่าง - การเสริมสร้างความมีจิตอาสา วินัยในตนเอง ความรับผิดชอบ ประหยัดและออม โดยใช้ ภาคีเครือข่าย - ประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการสอน CIPPA เพื่อลดความวิตกกังวลในการเรียน วิชาการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียน


4 - ผลของโปรแกรมพัฒนาผู้เรียนที่มีต่อความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของ นักเรียน - ผลของการใช้กระบวนการเผชิญสถานการณ์และกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ที่มีต่อการ สร้างมโนทัศน์ประชาธิปไตย - ผลการใช้กระบวนการเผชิญสถานการณ์ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องหลักธรรม 3. งานวิจัยด้านทักษะ/พฤติกรรมทักษะ (Psychomotor) งานวิจัยประเภทนี้ จะเป็นการ พัฒนาพฤติกรรมทักษะทางด้านเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการปฏิบัติหรือการทำ กิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประสานการทำงานของสมองหรือสติปัญญาและกล้ามเนื้อ เช่น ทักษะ ด้านกีฬา ทักษะการอ่านออกเสียง เป็นต้น ดังตัวอย่าง - การใช้เทคนิคการเสริมแรงทางบวกเพื่อพัฒนาทักษะการดูแลผิวของนักเรียนสมองพิการ - การใช้เทคนิคการขับร้องเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านทำนองเสนาะของนักเรียน - การพัฒนากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับนักเรียน - การพัฒนาการละเล่นพื้นบ้าน “ปามอ” เพื่อการแข่งขัน - การพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์โดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐาน ของนักเรียน - การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันกีฬาฟุตบอลสำหรับนักเรียน - การพัฒนาทักษะความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นกีฬาบาสเกตบอลโดยการใช้ โปรแกรมการฝึกตาราง 9 ช่องของนักเรียน แนวโน้มการทำวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สังคมปัจจุบันนี้และอนาคตข้างหน้า เป็นสังคมฐานความรู้ ที่เน้นการเรียนรู้ทุกที่ ทุกเวลา ที่สร้างให้เกิดนวัตกรรม ในวงการศึกษานโยบายของรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญ ที่ใช้การวิจัยมาเป็น เครื่องมือในการแก้ปัญหามาตลอด แนวโน้มการสนับสนุนการวิจัยจึงพุ่งไปในด้านที่ตอบสนอง ต่อนโยบายและยุทธศาสตร์ของการศึกษาชาติ ในลักษณะของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development – R @ D) ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าจะสร้างความเจริญเติบโตและสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน ดังนั้น เป้าหมายการวิจัยของประเทศ จึงควรมีลักษณะที่สมดุลระหว่างการวิจัย 3 รูปแบบ คือ 1. การวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้พื้นฐานหรือประยุกต์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านวิชาการ รูปแบบนี้ยังผสมผสานไปกับการผลิตผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุ มีผล คืออย่างมีวิจารณญาณ โดยปูพื้นฐานของกระบวนการคิดตั้งแต่ระดับเด็กเล็กจนถึงโต 2. การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือหาหนทางพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลหรือหน่วยงาน ภาครัฐ เป็นการสร้าง “ผู้เรียนให้เป็นคนมีคุณภาพ ไม่เป็นปัญหาของสังคมและประเทศ 3. การวิจัยเพื่อพัฒนาสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา รัฐบาลให้การสนับสนุน เพราะถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผู้เรียนให้ตรงตามเหมายของประเทศ


5 ตัวอย่างที่1 การวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดปัญหาการวิจัยจากยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ดังภาพที่ 1.1 และ 1.2 ภาพที่ 1.1 ความสอดคล้องของยุทธศาสตร์ชาติแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ที่มา (กระทรวงศึกษาธิการ, ออนไลน์)


6 ภาพที่ 1.2 กรอบแนวคิดแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ที่มา (กระทรวงศึกษาธิการ, ออนไลน์) จากความสอดคล้องของยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 และกรอบแนวคิดแผนการศึกษาแห่งชาติ จึงมาวิเคราะห์ ถึงยุทธศาสตร์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่มี 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งในที่นี้จะทำการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อ ทำการวิจัย โดยจะยกตัวอย่างดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ เป้าหมายที่ 2 คนทุกช่วงวัยในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้และ พื้นที่พิเศษได้รับการศึกษาและเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ตัวชี้วัดที่สำคัญ อาทิเช่น ร้อยละของนักเรียนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดน ภาคใต้และพื้นที่พิเศษ ที่มีคะแนนผลการสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) แต่ละวิชา ผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไปเพิ่มขึ้น วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน แนวโน้มของนักเรียนมีพฤติกรรมด้านการคิดที่เป็นฐานของการ เรียนรู้ ไม่หลากหลาย งานวิจัยที่ทำ นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาระบบคิด เช่น การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณขารณ์เป็นต้น ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เป้าหมายที่ 7 ครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาสมรรถนะ ตามมาตรฐาน


7 ตัวชี้วัดที่สำคัญ อาทิเช่น ร้อยละของครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาทุกระดับและ ประเภทได้รับการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ไม่มีองค์ความรู้ด้านการ ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อนำมาพัฒนาผู้เรียน งานวิจัยที่ทำ กระบวนการทำวิจัยในชั้นเรียน สำหรับบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนา ความคิดอย่างเท่าทันของผู้เรียน สำหรับ ครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ตัวอย่าง 2 การวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดปัญหาการวิจัยการจัดการศึกษาระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวอย่างการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดปัญหาการวิจัยในการจัดการศึกษาระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานนี้ เป็นแนวทางในการช่วยให้คณาจารย์หรือบุคลากรของสถานศึกษาได้มองเห็นแนวทางใน การกำหนดปัญหาการวิจัยที่อยู่ใกล้ตัว โดยยึดแหล่งการกำหนดปัญหาจากผลการประเมินคุณภาพ การศึกษาตามมาตรฐานของแต่ละดับ โดยมีรายละเอียดตารางที่ 1.1 ดังนี้ ตารางที่ 1.1 การวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดปัญหาการวิจัย สำหรับการจัดการศึกษาตามมาตรฐาน การศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานการศึกษา วิเคราะห์ถึง สาเหตุปัญหาที่ แท้จริง แนวทางพัฒนา/แก้ไข แนวคิด/ทฤษฎี/ นวัตกรรม ด้านที่ ๑ มาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน - พิจารณาจาก ตัวบ่งชี้ที่ไม่ผ่าน การประเมิน โดยสรุปผลต้อง -แก้ไขหรือ -ป้องกันหรือ -พัฒนาหรือ - ยังไม่มีการ ดำเนินการ - พิจารณาจาก ตัวบ่งชี้ที่ไม่ผ่าน การประเมิน โดยสรุปผลต้อง - แก้ไขหรือ - ป้องกันหรือ - พัฒนาหรือ การสร้างนวัตกรรมด้าน การบริหารจัดการ และการพัฒนาผู้เรียน มาตรฐานที่ ๑ ผู้เรียนมีสุขภาวะที่ดีและมีสุนทรียภาพ มาตรฐานที่ ๒ ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ ๓ ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่อง มาตรฐานที่ ๔ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่าง เป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่าง มีสติสมเหตุผล มาตรฐานที่ ๕ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็น ตามหลักสูตร มาตรฐานที่ ๖ ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน รักการ ทำงาน สามารถทำงานร่วม กับผู้อื่นได้และมีเจตคติ ที่ดีต่ออาชีพสุจริต


8 มาตรฐานการศึกษา วิเคราะห์ถึง สาเหตุปัญหาที่ แท้จริง แนวทางพัฒนา/แก้ไข แนวคิด/ทฤษฎี/ นวัตกรรม ด้านที่ ๒ มาตรฐานด้านการจัดการศึกษา -ยังไม่มีการ ดำเนินการ การสร้างนวัตกรรมด้าน การบริหารจัดการ การ และการพัฒนาผู้เรียน และการสร้าง ความสัมพันธ์กับชุมชน/ การจัดกิจกรรม มาตรฐานที่ ๗ ครูปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่อย่าง มีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผล มาตรฐานที่ ๘ ผู้บริหารปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ อย่างมีประสิทธิภาพและ เกิดประสิทธิผล มาตรฐานที่ ๙ คณะกรรมการสถานศึกษา และ ผู้ปกครอง ชุมชนปฏิบัติงาน ตามบทบาทหน้าที่อย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล มาตรฐานที่ ๑๐ สถานศึกษามีการจัดหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้และกิจกรรม พัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนอย่างรอบด้าน มาตรฐานที่ ๑๑ สถานศึกษามีการจัดสภาพแวดล้อม และการบริการที่ส่งเสริม ให้ผู้เรียนพัฒนาเต็ม ศักยภาพ มาตรฐานที่ ๑๒ สถานศึกษามีการประกันคุณภาพ ภายในของสถานศึกษาตามที่ กำหนดในกฎกระทรวง ด้านที่ ๓ มาตรฐานด้านการสร้างสังคมแห่งการ เรียนรู้ มาตรฐานที่ ๑๓ สถานศึกษามีการสร้าง ส่งเสริม สนับสนุน ให้สถานศึกษาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้านที่ ๔ มาตรฐานด้านอัตลักษณ์ของสถานศึกษา มาตรฐานที่ ๑๔ การพัฒนาสถานศึกษาให้บรรลุ เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ ปรัชญา และจุดเน้นที่ กำหนดขึ้น ด้านที่ ๕ มาตรฐานด้านมาตรการส่งเสริม มาตรฐานที่ ๑๕ การจัดกิจกรรมตามนโยบาย จุดเน้น แนวทางการปฏิรูปการศึกษา เพื่อพัฒนาและส่งเสริม สถานศึกษาให้ยกระดับคุณภาพสูงขึ้น จากตารางที่ 1.1 ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาจากมาตรฐานในแต่ละด้าน โดยใช้ผลการประเมินของสถานศึกษาเป็นหลัก ถ้าผู้วิจัยพบว่า มีการประเมินไม่ผ่านในมาตรฐานใด มาตรฐานหนึ่งนั้น ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาดังกล่าวว่าเกิดอะไร จากนั้นผู้วิจัยจะ ทำการหาแนวคิดทฤษฎีต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งในประเด็นนี้ก็คงเกี่ยวกับ


9 การบริหารจัดการสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้ของครู หรือการมีส่วนเกี่ยวข้องของชุมชน จากนั้นให้ นำมาใช้ในการกำหนดปัญหาวิจัยและในลำดับถัดไปคือ ผู้วิจัยจะต้องทำการออกแบบการวิจัยเพื่อให้ ได้คำตอบของการวิจัยที่ถูกต้อง และสามารถตอบโจทย์ของสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง แนวทางการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ มีแนวทางหรือขั้นตอนเหมือนกับวิจัยทั่ว ๆ ไป เหมือนที่กล่าวไว้ในลักษณะของการวิจัยคือ มีระบบของการทำงานที่อาศัยกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถสรุปแนวทางของการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบดังนี้ (ณรงค์ โพธิ์พฤกษา นันท์, 2550 ; ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล, 2545 และพิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2551 อ้างถึงในรุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2561 : 9-10) 1. ขั้นกำหนดปัญหาการวิจัย มีขั้นตอนดังนี้ 1.1 วิเคราะห์สภาพปัญหาหรือสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นประเด็นของการทำวิจัย ตั้งแต่สภาพปัญหาใหญ่ระดับประเทศหรือระดับชาติ มาจนถึงภูมิภาค หรืออาจจะเป็นสภาพปัญหา ที่เกิดในสถานการณ์ขององค์กร 1.2 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวคิด ทฤษฎีเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย หรือในการสร้างนวัตกรรม และเครื่องมือต่าง ๆ 1.3 วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการดำเนินการทั้งระบบ เช่น สามารถหาคำตอบได้ โดยการทำวิจัยมีประโยชน์ต่อการพัฒนาต่าง ๆ มีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาหรือเพื่อพัฒนา สิ่งต่าง ๆ หรือสอดคล้องกับนโยบายขององค์กร 2. ขั้นกำหนดขอบเขตการวิจัย โดยการกำหนดนวัตกรรมในการแก้ปัญหา/กลุ่มเป้าหมาย/ ระยะเวลาจากการศึกษาในขั้นที่ 1.2 3. ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลมีขั้นตอนดังนี้ 3.1 สร้างและทดลองใช้นวัตกรรมหรือเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการกำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล โดยทำการกระบุว่าเป็น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพหรือเชิงปริมาณ จะใช้ค่าสถิติใดในการวิเคราะห์ในการหาคุณภาพของ เครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูล หรือวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมุติฐาน 5. ขั้นสรุปผล เป็นการสรุปผล อภิปราย ข้อเสนอแนะ โดยมีการประมวลผลจากบทที่ 1 บทที่ 3 และบทที่ 4 นำมาสรุป อภิปราย เสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้และการทำวิจัยในครั้ง ต่อไป สำหรับแนวทางการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดหัวข้อการวิจัยนั้น ผู้วิจัยต้องวิเคราะห์ สภาพปัจจุบันหรือปัญหาที่เกิดขึ้น โดยยึดเกณฑ์ต่าง ๆ ในการวิเคราะห์ เช่น กฎหมาย พระราชบัญญัติ แผนพัฒนาด้านต่าง ๆ นโยบาย เป้าหมาย กรอบการทำงาน สภาพปัจจุบันที่เกี่ยวข้องจากแหล่งที่ เชื่อถือได้ เพื่อที่ได้ทราบถึงสภาพความเป็นจริงในทุก ๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง และหาแนวทางในการพัฒนา


10 หรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งผลการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากต่อการกำหนดปัญหาการ วิจัยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทการวิจัย ประเภทของการวิจัยสามารถแบ่งตามเกณฑ์ต่าง ๆ แต่ที่แบ่งโดยทั่วไปมีดังนี้(รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2561 : 10-12) 1. ศาสตร์สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1.1 การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (scientific research) เป็นการวิจัยที่มีการทดลองหรือ และประดิษฐ์สิ่งใหม่ ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่สามารถพิจารณาจากสาขาดังต่อไปนี้ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและ เภสัช สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย 1.2 การวิจัยทางสังคมศาสตร์ (social research) เป็นการวิจัยที่เก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ ที่สามารถพิจารณาจากสาขา ดังต่อไปนี้สาขาปรัชญา สาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาสังคมวิทยา สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ สาขาการศึกษา 2. ระเบียบวิธีวิจัย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ 2.1 การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (historical research) เป็นการวิจัยที่เก็บรวบรวมข้อมูล ที่ผ่านมาแล้วในอดีตอย่างมีระบบ และมีการตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง เพื่อนำมาสรุปอย่างมีเหตุผลและบรรยายได้ว่า มีอะไรเกิดขึ้นในอดีต 2.2 การวิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา (descriptive research) เป็นการวิจัยที่เก็บ รวบรวมข้อมูลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร การวิจัยประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นการสำรวจ เกี่ยวกับ ความคิดเห็น เจตคติ พฤติกรรมต่าง ๆ 2.3 การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) เป็นการวิจัยที่มีการหาเหตุและผล ของการทดลองต่าง ๆ โดยการวิจัยประเภทนี้ต้องมีการควบคุมตัวแปรต้น เพื่อดูผลตัวแปร เพื่อจะได้ ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3. การวิเคราะห์ข้อมูล สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เป็นการวิจัยที่มีการเก็บรวบรวม ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอผลการวิจัยที่เป็นข้อความบรรยายลักษณะ สภาพ เหตุการณ์ ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีข้อมูลที่ตัวเลขทางสถิติมาสนับสนุน การวิจัยประเภทนี้ มุ่งอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้ต่าง ๆ เพื่อทำการสรุปผลงาน 3.2 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นการวิจัยที่มีการเก็บรวบรวม ข้อมูล การวิเคราะห์ในรูปเชิงปริมาณ ส่วนการสรุปผลและนำเสนอมีทั้งสองรูปแบบคือ เชิงปริมาณ และบรรยายโดยมุ่งอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยผ่านการวิเคราะห์ตัวเลข แล้วทำการบรรยายให้ เหตุผลออกมาเป็นข้อความ


11 4. ประโยชน์การนำไปใช้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้ 4.1 การวิจัยพื้นฐาน (basic research หรือ pure research หรือ theoretical research) เป็นการวิจัยที่ศึกษาค้นคว้าในทางทฤษฎีหรือในห้องทดลองเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับ สมมติฐานของปรากฏการณ์และความจริงที่สามารถสังเกตได้หรือเป็นการวิเคราะห์หาคุณสมบัติ โครงสร้างหรือความสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อตั้งและทดสอบสมมติฐานทฤษฎีและกฎต่าง ๆ โดยมิได้มุ่งหวัง ที่จะใช้ประโยชน์โดยเฉพาะ 4.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied research) เป็นการวิจัยที่ศึกษาเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็นการนำเอาความรู้และ วิธีการต่าง ๆ ที่ได้จากการวิจัยขั้นพื้นฐานมาประยุกต์ใช้อีกต่อหนึ่ง หรือหาวิธีใหม่ๆ เพื่อบรรลุ เป้าหมายที่ได้ระบุไว้แน่ชัดล่วงหน้า 4.3 การพัฒนาทดลอง (experimental development) เป็นการวิจัยที่ทำอย่างเป็น ระบบโดยใช้ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัยและประสบการณ์ที่มีอยู่ มาสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์หรือ เครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่อาจเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม หรือเพื่อการปรับปรุง สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นให้ดีขึ้น การออกแบบการวิจัย การออกแบบการวิจัยเป็นการกำหนดรายละเอียดในกิจกรรมต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า ที่จะทำการ วิจัยโดยครอบคลุมตั้วแต่ต้นจนจบงานวิจัย เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ สามารถ ตอบโจทย์ปัญหาการวิจัยได้อย่างครบถ้วน รวมถึงช่วยให้ผู้วิจัยทราบถึงค่าใช้จ่ายของการวิจัย เพราะมี การระบุถึง เวลา กำลังคน และงบประมาณที่ใช้ สำหรับหลักและขั้นตอนการออกแบบการวิจัยมีดังนี้ ประเด็นของการวิเคราะห์ การออกแบบ การกำหนดชื่อเรื่องหรือปัญหาการ วิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย ประโยชน์หรือผลที่จะได้รับ ประชากร กลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมาย/ ข้อมูลที่ ต้องการศึกษา นวัตกรรมหรือเครื่องมือที่ใช้ ข้อมูลการวิจัย แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องที่นำมาสร้างเป็นประเด็นในการ เก็บข้อมูล แหล่งของข้อมูล การได้มาซึ่งข้อมูลให้มีความรวดเร็ว ง่าย สะดวก และถูก จริยธรรม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล มีการทดลองเพื่อให้ได้มา ซึ่งข้อมูล หรือ เครื่องมือที่ใช้


12 ประเด็นของการวิเคราะห์ การออกแบบ กลุ่มเป้าหมาย เป็นใครและอยู่ที่ไหน วิธีการเลือก ขนาดหรือจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ การเก็บข้อมูล ใครเป็นผู้เก็บ เวลาที่ใช้ในการเก็บ กระบวนการหรือรูปแบบในการเก็บ ข้อควรระวังในการเก็บ การวิเคราะห์ข้อมูล การแบ่งประเภทของข้อมูลที่ได้ ตัวแปรที่ทำการวิเคราะห์ สถิติในการวิเคราะห์/ข้อจำกัดของการใช้สถิติ ภาพรวมของการวิจัย ค่าใช้จ่ายในแต่ละขั้นตอน เวลาที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ผู้ร่วมทำงานวิจัย จากประเด็นที่ใช้สำหรับการออกแบบข้างต้น ผู้วิจัยจะต้องวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน เพื่อตอบ คำถามทั้งหมดตามประเด็นที่กำหนดไว้ จะทำให้ผู้วิจัยสามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำการวิจัยสำเร็จได้ดี เพียงใด การเขียนเค้าโครงการวิจัย เค้าโครงการวิจัยเป็นแผนการวิจัยที่วางและเขียนไว้ล่วงหน้าก่อนลงมือดำเนินการวิจัย การเขียนเค้าโครงต้องผ่านการคิดวิเคราะห์สภาพปัจจุบันหรือสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องของการทำวิจัย ที่ผ่านมา เพื่อนำมาสร้างแปลนงานวิจัย ที่จะทำให้ผู้วิจัยไม่หลุดประเด็นสำคัญของการวิจัย อีกทั้งยัง ช่วยกำหนดเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการ เพราะการดำเนินการดังกล่าวช่วยในการประหยัด เวลา แรงงาน ทั้งยังช่วยขจัดความซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วย สำหรับหลักการเขียนเค้าโครงการวิจัย นั้นจะต้องพิจารณาก่อนว่า การทำวิจัยครั้งนี้จะไปนำเสนอองค์กรใดหรือหน่วยงานใด เพราะรูปแบบ ของเค้าโครงการวิจัยแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับเค้าโครงการวิจัยโดยทั่วไปมี ส่วนประกอบตามรายละเอียดที่สำคัญดังนี้(จรัญ จันทลักขณาและกษิดิศ เอื้อเชี่ยวชาญกิจ, 2548 ; ธีรวุฒิ เอกะกุล, 2549 และอุทัย บุญประเสริฐ, 2552) 1. ชื่อเรื่องหรือหัวข้อปัญหาวิจัย เป็นการสื่อให้ทราบถึงเรื่องที่จะทำวิจัย โดยมี ส่วนประกอบอยู่ 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นขอบเขตของแนวคิดทฤษฎีประเด็นที่ต้องการศึกษา และส่วนที่ เป็นประชากรหรือเป้าหมาย ซึ่งระบุถึงขอบเขตอย่างชัดเจนว่าทำเรื่องอะไร ทำกับใคร ใช้ภาษาที่สั้น กะทัดรัด ให้ได้ใจความ และหลีกเลี่ยงการใช้คำย่อและการใช้ภาษาไทยผสมกับภาษาอังกฤษ แต่ถ้า เป็นคำศัพท์เฉพาะทางวิชาการก็สามารถใช้ได้


13 2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เป็นการเขียนโดยแสดงถึงเหตุผลหรือ ความสำคัญของปัญหา จากภาพกว้างมาสู่ภาพเล็กลงถึงเรื่องที่จะทำการวิจัย เพื่อให้เห็นความ เชื่อมโยงของการนำเข้าสู่ปัญหาวิจัย 3. คำถามการวิจัย เป็นการเขียนประโยคคำถามที่ผู้วิจัยต้องการค้นหาคำตอบและช่วยให้ ผู้วิจัยทราบว่าจะต้องดำเนินงานวิจัยอย่างไรเพื่อให้ได้ทำตอบ โดยการเป็นถอดคำถามมาจาก วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4. วัตถุประสงค์การวิจัย เป็นการเขียนขยายรายละเอียดของชื่อเรื่องหรือหัวข้อปัญหาวิจัย ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และมีความสอดคล้องกับคำถามวิจัย เพราะวัตถุประสงค์เป็นการระบุถึงการได้มาซึ่ง คำตอบในคำถามวิจัยทุกข้อ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการป้องกันการนำประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมาเขียน เป็นวัตถุประสงค์ 5. สมมติฐาน เป็นการเขียนเพื่อการพยากรณ์หรือการคาดคะเนคำตอบของการวิจัยอย่างมี เหตุมีผล การวิจัยบางเรื่องไม่จำเป็นจะต้องตั้งสมมติฐานไว้ล่วงหน้าก็ได้และอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ 6. ขอบเขตการวิจัย เป็นการเขียนเพื่อกำหนดกรอบการวิจัยตามขอบเขตด้านประชากร หรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษา ด้านเนื้อหาแนวคิดทฤษฎีส่วนด้านสถานที่ดำเนินการวิจัย และ ด้านระยะเวลาของการดำเนินการ และอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ 7. ข้อตกลงเบื้องต้น เป็นการเขียนระบุถึงเงื่อนไขที่ต้องยอมรับเป็นพื้นฐานสำหรับความ เข้าใจร่วมกันในการวิจัยนั้น ๆ โดยข้อตกลงเบื้องต้นเป็นข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐาน ซึ่งการกำหนดข้อตกลง เบื้องต้นจะต้องอาศัยทฤษฎีหลักการ และกฎต่าง ๆ และอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ 8. นิยามศัพท์เฉพาะ เป็นการเขียนถึงความหมายของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเฉพาะ เรื่องนั้นๆ โดยพิจารณาว่าคำศัพท์นั้นมีความเฉพาะทางวิชาการหรือที่มีหลายความหมายหรือ มีความหมายไม่แน่นอน หรือเป็นคำศัพท์เชิงปฏิบัติการเฉพาะ 9. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการเขียนถึงประโยชน์หรือความสำคัญของการศึกษา ค้นคว้าที่จะเกิดขึ้นเมื่อวิจัยดำเนินการเสร็จสิ้น โดยหลักการเขียนให้ผู้วิจัยระบุถึงกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งที่เป็นบุคคล องค์กรระดับเล็กและระดับใหญ่ ที่สามารถนำผลงานวิจัยไปใช้ ประโยชน์ซึ่งแนวทางอาจจะเป็นการนำไปพัฒนา ปรับปรุงแก้ไข หรือป้องกัน สิ่งที่จะต้องระมัดระวัง ในการเขียนคือ อย่านำเอาวัตถุประสงค์มาเขียน 10. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการเขียนระบุถึง แนวคิด ทฤษฎีหลักการและ งานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะมีประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเฉพาะกรณีศึกษา โดยมีการเรียบเรียงให้สอดคล้องและร้อยเรียงกันทั้งหมด 11. กรอบความคิด เป็นการกำหนดสิ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษา เช่น คุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมายกับแนวคิด ทฤษฎี หรือโครงสร้าง ตามขอบเขตของเนื้อหาวิจัย ที่ต้องการศึกษา หรือความสัมพันธ์กัน โดยมีการกำหนดเป็นแผนภาพ 12. วิธีดำเนินการวิจัย เป็นการระบุถึงแบบแผนการวิจัย ประชากร กลุ่มตัวอย่าง หรือ กลุ่มเป้าหมาย วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ ข้อมูลต่าง ๆ กรอบการดำเนินการวิจัย สถิติที่ใช้สำหรับการคำนวณและเกณฑ์ในการแปลผลข้อมูล


14 13. ระยะเวลาในการดำเนินการ เป็นการกำหนดระยะเวลาของการทำวิจัยตั้งแต่ต้น จนจบ ในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจนเพื่อให้การดำเนินงานต่าง ๆ เสร็จสิ้นในระยะเวลาที่กำหนด โดยแยกเป็นกิจกรรมย่อยตามความเหมาะสม 14. สถานที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการระบุสถานที่ที่จะทำการวิจัยหรือเก็บข้อมูล ให้ชัดเจนและมีความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ 15. อุปกรณ์และงบประมาณ เป็นการระบุเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการวิจัยและ งบประมาณค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน สิ่งที่ควรดำเนินการในการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์และ งบประมาณได้แก่ 15.1 ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จำเป็นในการวิจัยและอุปกรณ์การวิจัยที่มีอยู่ แล้วให้ชัดเจน 15.2 ระบุรายละเอียดค่าใช้จ่ายตามหมวดเงินให้ถูกต้องชัดเจน 15.3 จำแนกค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินการ สำหรับรายละเอียดในแต่ละหัวข้อของการเขียนเค้าโครงการวิจัยนั้น จะไปปรากฏ อยู่ในบทที่ 2 – 6 จรรยาวิชาชีพของนักวิจัยและแนวทางปฏิบัติ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (2555) ทำการกำหนดจริยธรรมของนักวิจัยเพื่อให้ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ร่วมงานและบุคคลทั่วไปที่ระบุถึงจรรยาวิชาชีพของนักวิจัยไว้ว่า นักวิจัยต้องมี จริยธรรมและเป็นแบบอย่างที่ดีต่อผู้อื่น มีการทำวิจัยอย่างเต็มความสามารถ มีอิสระทางวิชาการ มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำวิจัย ส่วนจรรยาบรรณวิชาชีพในการทำวิจัยและแนวทางปฏิบัตินั้น นักวิจัยต้องใช้ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ มีการดำเนินการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบและตาม ระเบียบแบบแผนวิธีการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับของศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากขั้นตอนก่อนการดำเนินงาน วิจัยจนถึงการนำผลงานวิจัยออกไปเผยแพร่สู่สาธารณชน โดยมีการรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานและ จริยธรรมการวิจัย ตั้งแต่ก่อนการดำเนินงาน ระหว่างการดำเนินงาน และหลังการดำเนินงานวิจัย โดยมีการระวัง มิให้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพวิจัยงนี้คือ การคัดลอกงานหรือผลงานของผู้อื่น มาเป็นของตน หรือการคัดลอกผลงานของตนเอง การปกปิด บิดเบือน แก้ไขข้อมูล ข้อความ การสร้าง ข้อมูลเท็จ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือความลับของกลุ่มเป้าหมายของการวิจัย สำหรับ รายละเอียดต่าง ๆ สามารถไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้ จริยธรรมการทำวิจัยในมนุษย์ จริยธรรมเป็นหลักหลักให้ปฏิบัติโดยมีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับในกลุ่มบุคคลหรือ สังคมให้ยึดถือปฏิบัติกัน และมีความสอดคล้องกับหลักสากล และไม่ขัดต่อวัฒนธรรม ประเพณีของ ท้องถิ่น โดยสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (2555) ได้กำหนดหลักจริยธรรมและแนว ทางการคุ้มครองอาสาสมัครวิจัยไว้ว่าประกอบด้วยหลัก 3 ประการ ได้แก่ หลักความเคารพในบุคคล หลักคุณประโยชน์ที่ไม่ก่ออันตราย และหลักความยุติธรรม โดยหลักการดังกล่าวจะเป็นการสร้างความ


15 เชื่อมั่นว่าอาสาสมัครที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการทดลองของการวิจัยจะได้รับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครงการวิจัยและหลังเสร็จสิ้นการวิจัย และทำให้ได้ผลการศึกษาวิจัยที่เชื่อถือได้ โดยการขอจริยธรรมการทำวิจัยในนมนุษย์มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 1. ผู้วิจัยมีการเขียนข้อเสนอโครงร่างการวิจัยที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ถูกต้อง (Scientific validity) 2. ผู้วิจัยมีการระบุถึงในระเบียบวิธีวิจัย หรือวิธีดําเนินการวิจัย ก่อนจะดําเนินการใด ๆ กับ อาสาสมัคร เช่น การตรวจคัดกรอง (screening) ผู้วิจัยต้องเขียนขั้นตอนกระบวนการขอความยินยอม ก่อน ได้แก่ ผู้ที่จะทําหน้าที่ขอความยินยอม สถานที่ที่จะขอความยินยอม การให้ข้อมูลคําอธิบาย ฯลฯ ตอบข้อสงสัย ให้เวลาตัดสินใจโดยอิสระ ก่อนลงนามให้ความยินยอม 3. เพื่อแสดงว่าผู้วิจัยจะปฏิบัติตามหลักจริยธรรมการวิจัยในคน (Ethical principles) ผู้วิจัยจะต้องเขียน หัวข้อ “ข้อพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัย (Ethical consideration)” โดยวิเคราะห์ตามหลักจริยธรรมการวิจัย ในคน 3 ข้อ แต่ละข้อผู้วิจัยทําอย่างไรตามที่ได้กล่าวไว้ใน แนวทางปฏิบัติข้างต้น ได้แก่ - หลักความเคารพในบุคคล (Respect for person) โดยการขอความยินยอมจากผู้ที่เป็น กลุ่มประชากร เป้าหมายของการวิจัย ให้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในการวิจัย - หลักการให้ประโยชน์ไม่ก่อให้เกิดอันตราย (Beneficence/Non-maleficence) โดยระบุ ว่าอาสาสมัคร จะได้รับประโยชน์หรือไม่ ประโยชน์อะไร หรือประโยชน์อื่น ๆ อาจเกิดความเสี่ยงอะไร ต่อตัวอาสาสมัคร ผู้วิจัยจะเก็บรักษาความลับของอาสาสมัครโดยในแบบบันทึกข้อมูลจะไม่มี identifier ที่จะระบุถึงตัวอาสาสมัคร - หลักความยุติธรรม (Justice) คือ มีเกณฑ์การคัดเข้าและออกชัดเจน ไม่มีอคติมีการ กระจายประโยชน์และความเสี่ยงอย่างเท่าเทียมกันโดยวิธีการสุ่ม 4. ผู้วิจัยเสนอตารางแผนการดําเนินการวิจัย ทั้งนี้ขั้นตอนการทดลองกับอาสาสมัคร การเก็บข้อมูล จะต้องดําเนินการหลังจากข้อเสนอโครงร่างการวิจัยได้รับการพิจารณาอนุมัติหรือ รับรองจากคณะกรรมการ จริยธรรมการวิจัยแล้วเสมอ


16 สรุป การวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เป็นกระบวนการหรือวิธีการที่อาศัยกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้นวัตกรรมต่างๆ เช่น นวัตกรรมด้านหลักสูตร นวัตกรรมด้านการเรียนการสอน นวัตกรรมด้านสื่อและเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านการวัดและประเมินผล และนวัตกรรมด้านการบริหาร และบริการ มาใช้ในการการพัฒนาในวงการศึกษา หรือเป็นการแก้ไขหรือป้องกันปัญหา โดยแนวโน้ม การทำวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการศึกษา มีทิศทางที่มองสังคมปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า ให้เกิด เป็นสังคมฐานความรู้ ที่เน้นการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ที่สร้างให้เกิดนวัตกรรมในวงการศึกษา 3 รูปแบบ คือ การวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้พื้นฐานหรือประยุกต์ การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือหาหนทางพัฒนา ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐ และการวิจัยเพื่อพัฒนาสถานศึกษาและบุคลากร ทางการศึกษา สำหรับรูปแบบการวิจัยสามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ เช่น แบ่งตามการวิเคราะห์ข้อมูล ตามศาสตร์ที่ศึกษา ตามระเบียบวิธีวิจัย และตามประโยชน์การนำไปใช้ซึ่งผู้วิจัยต้องทำการออกแบบ การวิจัย โดยกำหนดรายละเอียดในกิจกรรมต่าง ๆ ในกระบวนการวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้ได้ คำตอบหรือผลที่มีความเชื่อถือได้ และตรงกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ สามารถตอบโจทย์ปัญหาการวิจัย ได้เป็นอย่างดี รวมถึงช่วยให้ผู้วิจัยทราบถึงค่าใช้จ่ายของการวิจัย เพราะมีการระบุถึง เวลา กำลังคน และงบประมาณที่ใช้ และสิ่งสำคัญของการเป็นนักวิจัย คือการมีจรรยาวิชาชีพของนักวิจัย ที่เป็น กฎระเบียบที่ให้นักวิจัยพึงปฏิบัติและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักวิจัยอื่น คือการทำวิจัยอย่างเต็ม ความสามารถ มีอิสระทางวิชาการ และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย โดยนักวิจัยต้องพึงระวังการ ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพวิจัยคือ การคัดลอกงานหรือผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน การคัดลอกผลงานของตนเอง การปกปิด บิดเบือน แก้ไขข้อมูล ข้อความ การสร้างข้อมูลเท็จ และการ เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือความลับของผู้รับการวิจัย และสิ่งที่นักวิจัยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของ กลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยนั้นคือ การมีจริยธรรมการทำวิจัยในมนุษย์ เพราะเป็นการที่นักวิจัยให้ ความเชื่อมั่นกับอาสาสมัครในการวิจัยว่าจะได้รับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรีความปลอดภัยและความ เป็นอยู่ที่ดีตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโครงการวิจัยและหลังเสร็จสิ้นการวิจัย และทำให้ได้ผลการ ศึกษาวิจัยที่เชื่อถือประกอบด้วยหลักความเคารพในบุคคล หลักคุณประโยชน์ ไม่ก่ออันตรายและหลัก ความยุติธรรม ในบทถัดไป จะเป็นการศึกษาถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ว่ามีความสำคัญกับปัญหา การวิจัยอย่างไร เพื่อให้ผู้วิจัยได้มีการวางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีและทำให้ผู้วิจัยมี แนวทางในการดำเนินการวิจัยได้ถูกต้องหรือผิดพลาดน้อยที่สุด


17 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ให้นักศึกษานิยามของการวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 2. จงยกตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ทั้งด้าน สมอง ด้านเจตคติ และด้านทักษะ อย่างละ 1 เรื่อง 3. ประโยชน์ของการวิจัยของ ตัวอย่างงานวิจัยที่นักศึกษา ค้นคว้ามาในข้อที่ 2 มีประโยชน์ อะไรบ้าง 4. จงยกตัวอย่างนวัตกรรมมา 5 รูปแบบที่ส่งเสริมคุณลักษณะดังต่อไปนี้ 4.1 ด้านทักษะการคิดวิเคราะห์ 4.2 ด้านคุณลักษณะของจิตอาสา 4.3 ด้านทักษะการพัฒนากล้ามเนื้อของเด็กปฐมวัย 5. จงอธิบายคุณลักษณะของจรรยาบรรณของนักวิจัยอย่างสังเขป 6. จงให้เหตุผลของการทำจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์


บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เป็นการศึกษารายละเอียดของเนื้อหามีความสำคัญ กับปัญหาการวิจัย โดยการรวบรวมหลักการ ทฤษฎี องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่มีการทำมาก่อน ให้เป็นข้อมูล พื้นฐานให้ผู้วิจัยได้วางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการศึกษาเอกสาร และงานวิจัยนั้นจะศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี หลักการและงานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะมี ประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเฉพาะกรณีศึกษา หรือกระบวนการหรือผลของการวิจัยของผู้อื่น ที่มีความเกี่ยวข้องกับการวิจัย ทำให้ผู้วิจัยมีแนวทางในการดำเนินการวิจัยได้ถูกหลักหรืออาจจะทำให้ เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด สำหรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย มีความหมาย 3 ส่วนได้แก่ เอกสาร คือ หนังสือ ตำรา รายงานทางราชการต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลจากฐานข้อมูล งานวิจัย คือ ผลงานวิจัยที่ ได้ดำเนินงานเสร็จสิ้นที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่ทำ ที่สามารถอ้างอิงได้ซึ่งผู้วิจัยจะต้องคำนึงถึง แหล่งที่มาของเอกสารว่ามีความเชื่อถือได้ ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะช่วยสนับสนุนให้นักวิจัยได้ผลงานวิจัยให้เกิด ความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น โดยประโยชน์ของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่ได้จากการสรุปจากเกียรติ สุดา ศรีสุข (2549) บุญชม ศรีสะอาด (2546) และผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล (2545) สรุปพอสังเขปได้ ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้วิจัยทราบถึงสภาพอดีต ปัจจุบันของปัญหาการวิจัยได้อย่างถ่องแท้ ทำให้ช่วย ในการกำหนดชื่อเรื่องให้มีความชัดเจน โดยมีประเด็น และขอบเขตที่ต้องการศึกษา 2. ช่วยให้ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบแนวคิด ทฤษฎีหรือหลักการต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการวิจัย ได้อย่างเหมาะสม เพราะผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารของผู้อื่น และนำมาประยุกต์ใช้กับงานวิจัยได้อย่าง เหมาะสม 3. ช่วยให้ผู้วิจัยนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการอภิปรายผลการวิจัยให้สมบูรณ์และ ครบถ้วนทั้งประเด็นที่สอดคล้องและขัดแย้งกัน 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพและความน่าเชื่อถือของรายงานการวิจัย ว่าผู้วิจัยได้ศึกษาเป็นอย่างดี เพื่อให้งานวิจัยผิดพลาดน้อยที่สุด และสิ่งที่สำคัญช่วยให้ผู้วิจัยไม่ทำงาน ซ้ำซ้อนกับนักวิจัยอื่น ๆ


20 หลักเกณฑ์การค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง หลักเกณฑ์ในการเลือกศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เพื่อให้เอกสารนั้นมีประโยชน์ สูงสุด มีหลักเกณฑ์ดังนี้ (สุทิติขัตติยะและวิไลลักษณ์ สุวจิตตานนท์, 2559 และผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล, 2545) ได้ดังนี้ 1. เอกสารมีความทันสมัย โดยเน้นที่งานวิจัยเป็นหลักที่ต้องมีความทันสมัย โดยงานวิจัยที่ จะนำมาอ้างอิงไม่ควรเกิน 5 ปีแต่ถ้าเป็นแนวคิด ทฤษฎี ที่เป็นต้นตำรับที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่ เพราะเป็นประเด็นที่ความสำคัญ ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเกิน 5 ปี ก็นำมาใช้ในการ อ้างอิงได้ 2. มีการจดบันทึกเนื้อหาสาระที่สำคัญ เอกสารที่นำมาอ้างอิงต้องมีการจดบันทึกเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องกับการวิจัยอย่างถูกต้องและครบถ้วน และมีการอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลเพื่อใช้ในการศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติม และแหล่งอ้างอิงนั้นต้องมีความน่าเชื่อถือ 3. มีการทำการวิเคราะห์เอกสารอย่างถ่องแท้ผู้วิจัยต้องวิเคราะห์เอกสารเพื่อให้เกิดความ เข้าใจว่ามีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับการวิจัยอย่างไร ทั้งประเด็น แนวคิด ทฤษฎีขอบเขตการ วิจัย ผลการวิจัย มีความเหมือนความต่างกันอย่างไร เพื่อให้ได้ประเด็นที่ศึกษาครบถ้วน 4. มีการเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกัน ผู้วิจัยต้องเลือกเนื้อหาให้มีความ เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกัน เพราะจะทำให้ผู้วิจัยสามารถมองเห็นถึงองค์รวมของประเด็นปัญหา ที่ต้องการทำได้ หลักการเขียนเอกสารที่เกี่ยวข้อง การเขียนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีหลักการเพื่อให้นักวิจัยได้นำเอกสารไปใช้ ประโยชน์ในงานวิจัยได้อย่างมีคุณภาพ ไว้ดังนี้(พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2557 และยุทธ ไกยวรรณ์, 2548 อ้างถึงในรุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2561 : 19) 1. ทำการอ้างอิงเอกสารที่ทำการคัดลอกทุกประโยค ในกรณีที่ผู้วิจัยไม่มีการเรียบเรียง ใหม่ให้เป็นภาษาของตนเองแต่เอาเอกสารของผู้อื่นมาทั้งหมด จะต้องอ้างอิงโดยระบุเลขหน้า แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้วิจัยจะต้องทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ อย่างถ่องแท้เป็นสำนวน หรือคำพูดของตนเอง การกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้วิจัยเข้าใจในเนื้อหาอย่างแท้จริง 2. ทำการแยกหมวดหมู่ เป็นประเด็นอย่างชัดเจน ผู้วิจัยไม่ควรนำผลการวิจัยมาเขียน และเรียงต่อ ๆ กันโดยไม่ได้โยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผลการวิจัยเหล่านั้น ไม่มีการแยกหัวข้อ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นผู้วิจัยควรทำแยกหมวดหมู่ หัวเรื่องเป็นประเด็นต่าง ๆ อย่างชัดเจน และ เขียนผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องตามหมวดหมู่ แต่ต้องทำการร้อยเรียงเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงปีที่พิมพ์ของงานวิจัย และไม่แยกงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศออกจากกัน 3. ทำการวิเคราะห์ถึงความสอดคล้องของเอกสาร การเขียนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ เมื่อผู้วิจัยนำเอกสารมาจากหมวดหมู่แล้ว ในลำดับต่อมาคือการพิจารณาผลงานวิจัยที่มีความ สอดคล้องกัน ก็สามารถนำเสนอผลการวิจัยประเด็นเดียวกันแล้วทำการอ้างอิงหลายคนได้


21 4. ทำการอ้างอิงเอกสารโดยดูจากต้นฉบับ ถ้าผู้วิจัยมีการอ้างอิงเอกสารจากบุคคลที่สาม ผู้วิจัยควรมีการตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของต้นฉบับด้วย 5. ทำการสรุปประเด็นหรือหัวเรื่องที่นำเสนอทุกเรื่อง ผู้วิจัยต้องทำการสรุปและทำการ สังเคราะห์ประเด็นหรือหัวเรื่องที่นำเสนอทุกเรื่อง จากการนำเอกสารที่มีเนื้อหา แนวคิดหรือหลักการ เหมือนกัน จากผู้เขียนหลายท่านตามแนวคิดของผู้วิจัยเอง เพื่อให้เข้าใจในหัวเรื่องนั้น ๆ ซึ่งอาจ ใช้คำว่า “จากแนวคิดที่มีผู้ให้ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า.....” หรือ “จากแนวคิดที่ได้กล่าวมานั้น สรุปได้ว่า........” ขั้นตอนการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง สำหรับขั้นตอนการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้วิจัยสามารถกำหนดขอบเขตของการ ทำงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบงาน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนผลงานวิจัยให้เกิดความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น มีขั้นตอนการศึกษาเอกสารดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2546 และวัลลภ รัฐฉัตรานนท์, 2554 อ้างถึงใน รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2560 : 20) 1. กำหนดขอบเขตของเนื้อหาที่ต้องการศึกษา ขั้นนี้เป็นการวิเคราะห์ถึงขอบเขตของ เนื้อหาสาระที่ต้องการศึกษาจากปัญหาการวิจัย ซึ่งได้แก่ บริบทที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมาย หรือ ระเบียบแบบแผน หลักการ แนวคิด ทฤษฎีแนวการดำเนินการหรือองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง และ ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. กำหนดลักษณะและประเภทเอกสารที่ต้องการ ขั้นนี้เป็นการคัดเลือกประเภทของ เอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยต้องคำนึงถึงความเชื่อถือของการได้มายังเอกสารนั้น ๆ ด้วยซึ่งในปัจจุบันใน การเลือกเอกสารประเภทอิเล็คทรอนิค ผู้วิจัยต้องพิจารณาถึงความเชื่อถือของแหล่งที่ได้มาซึ่งเอกสาร 3. การอ่านเอกสารอย่างพินิจพิจารณา ขั้นนี้เป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องมีความละเอียดในการ อ่านเอกสาร และจดบันทึกเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยมีการบันทึกแหล่งที่มา ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่องปีที่พิมพ์ สาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นงานวิจัยจะต้องมีการเพิ่มวัตถุประสงค์ สมมุติฐาน วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล และผลการวิจัย 4. การประมวลผลการศึกษาค้นคว้า ขั้นนี้ผู้วิจัยจะต้องทำการจัดหมวดหมู่ของเอกสาร และทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสาร 5. เขียนรายงานผลการศึกษาค้นคว้า ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมากที่สุด เพราะเป็นการสรุป ความคิดรวบยอดของผู้วิจัยที่ได้ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ โดยแสดงให้เห็นถึงกรอบแนวคิดของ ปัญหาที่ผู้วิจัยต้องการทำเพราะจะทำให้เห็นขอบเขตของการศึกษาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่าง ขอบเขตของเนื้อหาในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ชื่องานวิจัย : รูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยการบูรณาการนวัตกรรม การสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ตอนที่ 1 นวัตกรรมการสอน (Instructional Innovation) ตอนที่ 2 การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning)


22 ตอนที่ 3 การสอนโดยใช้วรรณกรรมเป็นฐาน (Literature-based Approach) ตอนที่ 4 ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) ทั้ง 4 ตอนนี้จะมีหัวข้อย่อย เช่น ความหมาย องค์ประกอบ รูปแบบการประเมิน การวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้มีความสมบูรณ์และลดความผิดพลาดในขั้นตอนของการวิจัยที่อาจจะเกิดขึ้น ชื่องานวิจัย : การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะ การคิดและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียน การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active learning) 1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 1.2 ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 1.3 รูปแบบวิธีการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 2. การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2.1 การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active learning) 2.2 ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 2.3 ความสอดคล้องระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกกับทักษะของผู้เรียน ในศตวรรษที่21 ชื่องานวิจัย: การพัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของ นักศึกษาครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและได้นำเสนอตามลำดับหัวข้อต่อไปนี้ 1. หลักสูตรครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2.1 หนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2.2 ประเภทของหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2.3 องค์ประกอบของหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2.4 ลักษณะสำคัญของหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2.5 การสร้างคู่มือครู 2.6 ประสิทธิภาพของหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. ทักษะการทำวิจัย 5. ความพึงพอใจ


23 แหล่งของเอกสารที่เกี่ยวข้อง แหล่งเอกสารที่สำคัญสำหรับการทำวิจัยในปัจจุบันคือ เว็ปไซค์(website) ของฐานข้อมูล งานวิจัยทั่วโลก ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานของเอกชน ซึ่งผู้วิจัยสามารถสืบค้นได้ทุกที่ แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังในการค้นคว้าข้อมูล นั้นก็คือความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับของ สากลหรือไม่ สำหรับเว็ปไซค์ของฐานข้อมูลที่เป็นงานวิจัยหรือบทความวิชาการ ที่มีคุณภาพ มีกระบวนการประเมินคุณภาพ มีตัวอย่างฐานข้อมูลดังนี้ 1. ฐานข้อมูลวารสารในประเทศไทย (Journal Link) เป็นฐานข้อมูลชี้แหล่งวารสาร ในประเทศไทย อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างห้องสมุดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ผู้ใช้สามารถเข้าถึง แหล่งจัดเก็บวารสารทั้งภาษาไทยและต่างประเทศได้อย่างสะดวกรวดเร็วและทันสมัย ภาพที่ 2.1 หน้าเว็บไซต์ฐานข้อมูลวารสารในประเทศไทย (JournalLink) ที่มา ฐานข้อมูลวารสารในประเทศไทย (ออนไลน์). 2. ฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index: TCI) เป็นฐานข้อมูลวารสารวิชาการที่มีคุณภาพและผ่านการประเมินตามเกณฑ์คุณภาพของประเทศไทย โดยบันทึกรายการอ้างอิงทุกประเภท ทั้งที่เป็นบทความจากวารสารไทย หนังสือ/รายงานการวิจัยไทย บทความจากการประชุมวิชาการไทย และวิทยานิพนธ์ไทย


24 ภาพที่ 2.2 หน้าเว็บไซต์ฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index:TCI) ที่มา ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (ออนไลน์). 3. เครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLIS – Thai library Integrated System) เป็นเว็บไซต์ที่แสดงถึงเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบทความงานวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ของทุกหน่วยงานรวมไว้ที่เดียวกัน ภาพที่ 2.3 หน้าเว็บไซต์โครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย ที่มา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) (ออนไลน์)


25 ภาพที่ 2.4 หน้าเว็บไซต์ห้องสมุดงานวิจัย สำนักงานวิจัยแห่งชาติ. ที่มา สำนักงานวิจัยแห่งชาติ(ออนไลน์) 4. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(eBook) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ภาษาไทยที่นักวิจัยสามารถ สืบค้นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ภาพที่ 2.5 หน้าเว็บไซต์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (eBook) ของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่มา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (ออนไลน์).


26 5. ฐานข้อมูลวารสารต่างประเทศ ได้แก่ Scopus, ISI, TCI และค่า JIF ภาพที่ 2.6 หน้าเว็บไซต์ฐานข้อมูลวารสาร Scopus ที่มา Scopus (online). วิธีการเขียนอ้างอิงเอกสาร การเขียนอ้างอิงเอกสารที่ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจากของผู้อื่นมาใช้ในผลงานของตน เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะเป็นการให้เกียรติต่อผลงานทางปัญญาที่ผู้อื่นได้ทำไว้และยังทำให้ผู้สนใจ คนอื่น ๆ สามารถติดตามถึงงานเดิมได้ การเขียนอ้างอิงสามารถทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับองค์กร ที่นักวิจัยสังกัดได้ให้หลักเกณฑ์ไว้ ซึ่งผู้วิจัยต้องใช้ให้เหมือนกันทั้งเล่ม สำหรับการอ้างอิงเอกสาร สำหรับในงานวิจัยมี 2 ลักษณะ ดังนี้คือ อ้างอิงในเนื้อหา และบรรณานุกรม โดยความเหมือนและ ความต่างของเอกสารอ้างอิงและบรรณานุกรมมีดังนี้คือ เอกสารอ้างอิง (references List) เป็นการรวบรวมเฉพาะรายการเอกสารที่ถูกอ้างไว้ ในส่วนเนื้อเรื่องแต่ละบท ดังนั้นจำนวนรายการเอกสารที่อ้างอิงท้ายบทจึงเท่ากันกับอ้างอิงในเนื้อเรื่อง บรรณานุกรม (bibliography) เป็นการรวบรวมรายการเอกสารที่ใช้อ้างอิงในแต่ละบท ทั้งหมดและรวมทั้งเอกสารอื่น หากเห็นว่าเอกสารนั้นมีความสำคัญ เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ ดังนั้นจำนวนรายการเอกสารที่อ้างอิงท้ายบทจึงอาจมีมากกว่าหรือเท่ากันกับอ้างอิงในเนื้อเรื่อง สำหรับหลักการเขียนบรรณานุกรมในที่นี้จะขอเลือกใช้รูปแบบการเขียน APA (American Psychological Association) ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ตามที่องค์กรที่ผู้วิจัยขอทุน เป็นผู้กำหนด ซึ่งเป็นรูปแบบการลงรายการทางบรรณานุกรมที่เป็นที่นิยมใช้ในสาขาวิชา จิตวิทยา การศึกษา และสาขาสังคมศาสตร์อื่น ๆ มีหลักการเขียนดังนี้ โดยตัวอย่างการเขียนเอกสาร อ้างอิงในที่นี้ จะยกเอาวิธีการอ้างอิง APA7 (American Psychological Association) มีดังนี้


27 1. การเขียนอ้างอิงในเนื้อหา 1.1 การเขียนอ้างอิงหนังสือทั้งเล่ม (ชื่อผู้แต่ง, ปีพิมพ์) 1.2 การอ้างอิงเฉพาะข้อความบางหน้า (ชื่อผู้แต่ง, ปีพิมพ์,น./ *) ใช้ P แทน หน้า 1.3 การเขียนระบุที่มาของเนื้อหาไว้หน้าข้อความที่อ้างอิง ชื่อผู้แต่ง (ปีพิมพ์,น. *) หมายเหตุ 1. ถ้าไม่ปรากฏปีที่พิมพ์ ให้ใส่เฉพาะเลขหน้า 2. มีผู้แต่ง 2 - 7 คน ให้ลงชื่อผู้แต่งทุกคนคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค ตามด้วย คําว่า และ หรือ and หรือ & หลังจากนั้น ให้ใส่ผู้แต่งคนแรกและคณะ หรือ et al. 3. ในกรณีนำการอ้างอิงมากจากงานตั้งแต่ 2 เรื่องขึ้นไป ให้มีเครื่องหมายอัฒภาค ( ; ) คั่นระหว่างรายการอ้างอิงแต่ละรายการ 2. การเขียนบรรณานุกรม 2.1 การอ้างอิงจากหนังสือ 2.1.1 หนังสือทั่วไป ชื่อผู้แต่ง(สถาบัน).//(ปีที่พิมพ์).//ชื่อเรื่อง.//(ครั้งที่พิมพ์).//สถานที่พิมพ์: //สำนักพิมพ์. หมายเหตุ 1. ครั้งที่พิมพ์ จะใส่เมื่อพิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นต้นไป 2. มีผู้แต่งตั้งแต่ 1 –7คน ให้ใส่ชื่อทุกคน ถ้ามีผู้แต่งตั้งแต่ 7คนขึ้นไป ให้ใส่ชื่อคนแรกและคณะ 3. กรณีไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง.//(ปีที่พิมพ์).//(ครั้งที่พิมพ์).//สถานที่พิมพ์: //สำนักพิมพ์. 4. หนังสือรวมเรื่อง มีชื่อ บรรณาธิการ ผู้รวบรวม หรือผู้เรียบเรียง ชื่อบรรณาธิการ. (บ.ก.) หรือ ชื่อผู้รวบรวม หรือ ผู้เรียบเรียง. (ปีพิมพ์). .//(ปีที่พิมพ์).// ชื่อเรื่อง.//(ครั้งที่พิมพ์).//สถานที่พิมพ์: //สำนักพิมพ์. 5. ชื่อผู้แต่งต้นฉบับ.//(ปีพิมพ์).//ชื่อเรื่องที่แปล [ชื่อต้นฉบับ] (ชื่อผู้แปล, ผู้แปล).//สถานที่ พิมพ์: //สำนักพิมพ์. (ต้นฉบับพิมพ์ ปี ค.ศ. หรือ พ.ศ.) 2.2 การอ้างอิงจากบทความ 2.2.1 ในวารสาร 1) ในรูปแบบรูปเล่มหนังสือ ชื่อผู้แต่ง.//(ปีที่พิมพ์).//ชื่อบทความ.//ใน/ชื่อบรรณาธิการ/(บ.ก.),/ชื่อหัวข้อการ ประชุม./ชื่อการประชุม/(หน้า)../ฐานข้อมูล. 2. ในรูปแบบวารสาร ชื่อผู้แต่ง.//(ปีที่พิมพ์).//ชื่อบทความ.//ชื่อวารสาร.//ปีที่(ฉบับที่),/หน้า./http://doi.org/ เลข doi


28 2.2.2 บทความหนังสือพิมพ์ ชื่อผู้แต่ง.//(ปี,/เดือน/วัน).//ชื่อบทความ.//ชื่อหนังสือพิมพ์.//หน้า. 2.3 การอ้างอิงจากวิทยานิพนธ์ 2.3.1. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตที่ ไม่ได้ตีพิมพ์ ชื่อผู้แต่ง./(ปีที่เผยแพร่)./ชื่อวิทยานิพนธ์/[วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต ไม่ได้ ตีพิมพ์หรือวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตไม่ได้ตีพิมพ์]./ชื่อมหาวิทยาลัย. 2.3.2. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต จากเว็บไซต์(ไม่อยู่ในฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์) ชื่อผู้แต่ง/(ปีที่เผยแพร่)./ชื่อวิทยานิพนธ์/[วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือ วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]./ชื่อเว็บไซต์./URL 2.3.3. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต จากฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์ ชื่อผู้แต่ง./(ปีที่เผยแพร่)./ชื่อวิทยานิพนธ์/(หมายเลข UMI หรือ เลขลำดับอื่น ๆ)/ [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, ชื่อมหาวิทยาลัย]/ ชื่อฐานข้อมูล. 2.4 รายงานการประชุมวิชาการหรือการสัมมนาทางวิชาการ 2.4.1 เอกสารหรือโปสเตอร์ ชื่อผู้แต่ง.//(ปีที่พิมพ์).//ชื่อบทความ./ใน/ชื่อเอกสารการประชุมหรือสัมมนา, (หน้า/เลขหน้า).//สถานที่พิมพ์: /สำนักพิมพ์. 2.4.2 บทคัดย่ออิเล็กทรอนิกส์ ชื่อผู้แต่ง.//(ปีที่พิมพ์).//ชื่อบทความ./ใน/ชื่อเอกสารการประชุมหรือสัมมนา, (หน้า/เลขหน้า).//สถานที่พิมพ์: /สำนักพิมพ์.//ชื่อเวปไซต์. 2.5 สื่อภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว เว็บบล็อก 2.5.1 เสียง หรือ เพลง ผู้ผลิต.//(ปีที่พิมพ์).//ชื่อผลงาน.//ในชุดผลงาน.//ชื่อเวปไซต์. 2.5.2 ภาพเคลื่อนไหว ผู้ผลิต. และ ผู้อำนวยการ//(ปีที่พิมพ์).//ชื่อผลงาน./ประเทศ//บริษัทที่ผลิต..// ชื่อเวปไซต์. 2.5.3 สื่อวิดีทัศน์จาก YouTube หรือจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ผู้ผลิต//(ปี,/เดือน//วัน).//ชื่อผลงาน.//ชื่อเวปไซต์. หมายเหตุ เอกสารไม่ปรากฏ ปีที่พิมพ์ ให้ใส่คำย่อ ม.ป.ป.หรือ (n.d.) หมายถึง no date of publication เอกสารไม่ปรากฏ เมืองที่พิมพ์ ให้ใส่คำย่อ ม.ป.ท.หรือ (n.p.) หมายถึง no place


29 เอกสารไม่ปรากฏ สำนักพิมพ์ ให้ใส่คำย่อ ม.ป.พ. หรือ (n.p.) หมายถึง no publisher กรอบความคิดในการวิจัย กรอบความคิดในการวิจัยเป็นสิ่งที่แสดงถึง พื้นฐานทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ซึ่งประกอบด้วยตัวแปรที่ศึกษาที่มีความสัมพันธ์กันกับกลุ่มเป้าหมายของการวิจัย โดยกรอบความคิด จะได้มาหลังจากที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างละเอียด โดยหลักการเขียนกรอบ ความคิด จะต้องเขียนให้ตรงประเด็นในด้านเนื้อหาสาระของตัวแปรให้ง่ายแก่ความเข้าใจ และเขียน ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ สำหรับกรอบความคิดมีประโยชน์ที่ได้ทำการสรุปดังนี้ (ยุทธไกยวรรณ์, 2545 และวิชิต สุรัตน์เรืองชัย, 2550) 1. บอกถึงตัวแปรที่ศึกษา เพราะกรอบความคิดชี้ให้เห็นตัวแปรที่ศึกษาว่ามีลักษณะ อย่างไร และต้องเก็บรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนตามคุณลักษณะที่ได้ระบุไว้ 2. ช่วยออกแบบการวิจัยได้ชัดเจน ในกรณีการวิจัยเป็นประเภทการทดลอง ผู้วิจัย สามารถวางแผนเก็บข้อมูล ทั้งประเภทของเครื่องมือที่ใช้ และช่วงเวลาที่กำหนดได้อย่างเหมาะสม 3. ช่วยระบุถึงวิธีวิเคราะห์ข้อมูล เพราะกรอบความคิดบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร ลักษณะของการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ ผู้วิจัยจึงมองเห็นขั้นตอนของการวิเคราะห์ ข้อมูลว่า จะใช้สถิติตัวใดให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย 4. ช่วยในการสรุปผลการวิจัย เพราะทำให้ผู้วิจัยเห็นผลลัพธ์ของการศึกษาอย่างชัดเจน และสามารถสรุปถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ อย่างมีเหตุมีผล จากประโยชน์ทั้ง 3 ข้อที่ผ่านมา และในส่วนนี้จะโยงไปถึงผลจากการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ทฤษฎี หรือโครงสร้าง ตามขอบเขตของเนื้อหาวิจัย ได้ตรงประเด็นตามกรอบความคิด ตัวอย่างกรอบความคิด ตัวอย่าง 1 ชื่อเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2557 : 64) วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อค้นหาปัจจัยในองค์ประกอบด้านตัวผู้เรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางบ้าน และด้าน สถานศึกษา ที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา กำหนดขอบเขตด้านเนื้อหาตามแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา โดยมีกรอบ เนื้อหาดังนี้คือ 1) ด้านผู้เรียน 2) ด้านสภาพแวดล้อมทางบ้าน 3) ด้านสถานศึกษา และ4) คุณลักษณะ การคิดนอกกรอบ


30 2. ตัวแปร 2.1 ตัวแปรทำนาย ได้แก่ ปัจจัยที่ค้นพบในองค์ประกอบด้านผู้เรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางบ้าน และปัจจัยด้านสถานศึกษา 2.2 ตัวแปรเกณฑ์ ได้แก่ คุณลักษณะการคิดนอกกรอบ กรอบความคิด ภาพที่ 2.7 กรอบแนวคิดการวิจัยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา ตัวอย่าง 2 ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการจัดตั้งห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP). (รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา และคณะ, 2559: 44) (โครงการระยะที่ 1) วัตถุประสงค์หลัก 1. เพื่อศึกษาความก้าวหน้า สภาพปัญหาและอุปสรรค ในการดำเนินการโครงการ การจัดตั้งห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP) วัตถุประสงค์รอง 1. เพื่อศึกษาความรู้และทักษะแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะครูวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อศึกษาสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ และเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่เกิดจากโครงการ SMP 3. เพื่อศึกษาคุณลักษณะและพฤติกรรมด้านความขยันหมั่นเพียร กระตือรือร้น ความรับผิดชอบ ความมีวินัย และความพึงพอใจต่อโปรแกรม SMP 4. เพื่อศึกษาความต้องการและความคาดหวังของผู้บริหารโรงเรียน และครูที่มีต่อโครงการ SMP 5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจและสภาพปัญหาอุปสรรคของผู้บริหารโรงเรียนและครูที่มีต่อ โครงการ SMP ด้านผู้เรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางบ้าน ด้านสถานศึกษา คุณลักษณะการคิดนอกกรอบ


Click to View FlipBook Version