31 ขอบเขตของการประเมิน 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ได้กำหนดรูปแบบการประเมินโครงการตามแนวคิดของ CIPP Model และผลลัพธ์ของโครงการได้แก่ 1.1 ความรู้และทักษะแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 และสมรรถนะครูวิทยาศาสตร์ ของครู 1.2 สมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คุณลักษณะและพฤติกรรมด้านความขยันหมั่นเพียร กระตือรือร้น ความรับผิดชอบ ความมีวินัย และความพึงพอใจต่อโปรแกรม SMP ของผู้เรียน 1.3 ความต้องการและความคาดหวัง ความพึงพอใจและสภาพปัญหาอุปสรรคของ ผู้บริหารโรงเรียนและครูที่มีต่อโครงการ SMP
32 ภาพที่ 2.8 คิดกรอบความคิดการประเมินโครงการจัดตั้งห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP) - บุคลากร - วัสดุอุปกรณ์ - เครื่องมือเครื่องใช้ - อาคารสถานที่ - งบประมาณ ประเมินปัจจัยเบื้องต้น Input Evaluation ประเมินสภาวะแวดล้อม Context Evaluation - หลักการและเหตุผล - วัตถุประสงค์ของโครงการ - เป้าหมายของโครงการ - การเตรียมการภายในโครงการ - กระบวนการและกิจกรรมการดำเนินโครงการ -บริหารจัดการโครงการ - พัฒนาศักยภาพครูผู้สอน - พัฒนาห้องปฏิบัติการวิทย์ฯ,คณิตฯ - พัฒนาและปรับปรุงห้องวิทย์ฯ,คณิตฯ - จัดการเรียนการสอนเสริม - ศึกษาดูงาน จัดค่ายไอซีทีและค่าย English Camp - การนิเทศ กำกับ และติดตาม - การประเมินผลกระบวนการ ประเมินกระบวนการ Process Evaluation ประเมินผลผลิต Product Evaluation ผลลัพธ์สู่ผู้เรียนเกิด - สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 - ศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ - เจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ - คุณลักษณะและพฤติกรรมขยันหมั่นเพียรต่อการเรียน - ความกระตือรือร้น,ความรับผิดชอบและความมีวินัย - ความพึงพอใจต่อโปรแกรมSMP ผลลัพธ์สู่ครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เกิด - ความรู้และทักษะแห่งอนาคตในศตวรรษที่ 21 - สมรรถนะครูวิทยาศาสตร์ - ความต้องการและความคาดหวังที่มีต่อโครงการ SMP - ความพึงพอใจและสภาพปัญหาต่อโครงการ SMP ผลลัพธ์สู่ผู้บริหารโรงเรียนเกิด - ความต้องการและความคาดหวังที่มีต่อโครงการ SMP - ความพึงพอใจและสภาพปัญหาต่อโครงการ SMP
33 สรุป การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องของการวิจัยเป็นการช่วยให้ผู้วิจัยทราบถึงสภาพปัจจุบันของ ปัญหาการวิจัยอย่างถ่องแท้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี หรือหลักการต่าง ๆ รวมถึง งานวิจัยที่ผ่านมา และช่วยลดความผิดพลาดอันเกิดจากงานวิจัย ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของงานวิจัย ยิ่งขึ้น โดยหลักเกณฑ์การค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง คือ ต้องมีความทันสมัย มีความถูกต้องครบถ้วน มีการอ้างอิงข้อมูล และมีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับงานวิจัย โดยผู้วิจัยมีการกำหนดและ วิเคราะห์ขอบเขตของเนื้อหาที่ต้องการศึกษา อย่างพินิจพิจารณาโดยละเอียด และต้องทำการ วิเคราะห์และสังเคราะห์ จัดเป็นหมวดหมู่ของเอกสาร มีการเขียนเอกสารที่ร้อยเรียงกัน และสิ่งที่ สำคัญจะต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มา เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้นิพนธ์เดิม และแหล่งของเอกสารต้อง มีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับของสากล ซึ่งหลักการเขียนอ้างอิงเอกสาร ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ของหน่วยงานที่ผู้วิจัยสังกัดหรือได้รับทุน สำหรับหลักการเขียนกรอบความคิด มีการเขียนให้ตรงประเด็นในด้านเนื้อหาสาระหรือ คุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษาหรือตัวแปรที่จะศึกษา และเขียนให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ และสอดคล้องกับเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ได้ทำการศึกษามา เพราะกรอบความคิดจะช่วยบอกถึงขั้นตอนของการเก็บรวบรวมข้อมูล การออกแบบการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกหลักทางสถิติและขั้นตอนการสรุปผลการวิจัย ที่ทำให้งานวิจัยสามารถสรุป ถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ อย่างมีเหตุมีผล เมื่อผู้วิจัยได้ศึกษาถึงหลักการกำหนดปัญหาการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือ การเขียนเค้าโครงการวิจัย ซึ่งมีส่วนประกอบตามรายละเอียด ในบทที่ 1 คือบทนำในงานวิจัย สำหรับการเขียนบทนำเป็นการนำหัวข้อที่ได้เขียนในตัวเค้าโครงของ การวิจัยมาจับเรียงตามหัวข้อหลักของรูปแบบงานวิจัยที่จะมีรายละเอียดในบทที่ 3 ต่อไป
34 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงสรุปประเด็นของหลักเกณฑ์การค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2. จากปัญหาวิจัยที่กำหนดให้นักศึกษาระบุถึงประเด็นของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ว่ามีหัวข้ออะไรบ้าง - การพัฒนาการคิดวิเคราะห์โดยกระบวนการคิดวิเคราะห์ 5W1H สำหรับนักเรียน - การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การฟัง การพูด จากสื่อสมัยใหม่ สำหรับนักศึกษา สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร ด้วยรูปแบบการ สอน 6Ts ประกอบสื่อวิดีทัศน์ - การใช้เทคนิคการขับร้องเพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านทำนองเสนาะของนักเรียน 3. จงเขียนกรอบความคิดในการวิจัยจากข้อคำถามที่ 2 4. จงยกตัวอย่างการอ้างอิงท้ายเล่มในรูปแบบที่เป็นดังนี้ 4.1 หนังสือ 4.2 บทความจากวารสารในรูปแบบออนไลน์และเล่มวารสาร 4.3 วิทยานิพนธ์ 4.4 รายงานการประชุมวิชาการหรือการสัมมนาทางวิชาการ 4.5 สื่อภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว เว็บบล็อก
บทที่ 3 หลักการเขียนบทนำของการวิจัย หลักการกำหนดปัญหาการวิจัยและการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในบทที่ผ่านมา เมื่อผู้วิจัยได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ การเขียนเค้าโครงการวิจัย ซึ่งมีส่วน ประกอบตามรายละเอียดในบทที่ 1 โดยเค้าโครงการวิจัยที่ดีนั้นจะเป็นแผนการดำเนินการทำวิจัยที่ดี ด้วยเช่นกัน เพราะมีการระบุถึงขอบเขตในการทำวิจัยอย่างละเอียด แต่สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือผู้วิจัยจะต้องทราบถึงหลักการและวิธีการเขียนหัวข้อต่าง ๆ ในเค้าโครงเป็นอย่างดี เพราะสิ่งเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงคุณภาพของงานวิจัยที่มีการเขียนที่สอดคล้องและร้อยเรียงกันไป สำหรับการเขียนบทนำ มีหัวข้ออันได้แก่ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คำถามวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย ประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รับและนิยามศัพท์เฉพาะ โดยได้มีการอธิบายถึงหลักการเขียนดังนี้ หลักการเขียนชื่อเรื่องวิจัย หลักการเขียนชื่อเรื่องวิจัยหรือชื่อปัญหาการวิจัยนั้นมีส่วนประกอบหลัก ๆ 2 ส่วนได้แก่ ส่วนที่เป็นขอบเขตของแนวคิด ทฤษฎี หรือประเด็นที่ต้องการศึกษา และส่วนที่เป็นประชากรหรือ เป้าหมายที่ โดยการเขียนชื่อเรื่องนั้นต้องเขียนเป็นคำนามที่ระบุถึงขอบเขตอย่างชัดเจนว่าทำเรื่อง อะไร ทำอย่างไร ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงกระบวนการหรือวิธีการหรือการใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ทำกับใคร โดยใช้ภาษาสั้น กะทัดรัด ให้ได้ใจความ และหลีกเลี่ยงการใช้คำย่อและการใช้ภาษาไทยผสมกับ ภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเป็นคำศัพท์เฉพาะทางวิชาการก็สามารถใช้ได้ ตัวอย่าง ชื่องานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย โดยใช้ชุดกิจกรรม 5S Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดี อ.เมือง จ.ยะลา แนวคิด/ทฤษฎี/ประเด็น : ชุดกิจกรรม/การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ประชากร/เป้าหมาย : นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดี อ.เมือง จ.ยะลา ชื่องานวิจัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา แนวคิด/ทฤษฎี/ประเด็น : ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบ ประชากร/เป้าหมาย : นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
36 หลักการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เป็นการเขียนที่แสดงถึงเหตุผลหรือ ความสำคัญของปัญหาที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาว่าที่ผ่านมามีประเด็นที่สำคัญที่มีผลกระทบต่องานวิจัย อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือสภาพปัญหาที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการวิจัย ผนวกกับแนวคิดทฤษฎีหลักการของประเด็นที่จะศึกษาจากผลการศึกษาที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้ มองเห็นความสำคัญของการศึกษาเรื่องนี้ที่เป็นเหตุผลสำคัญของการดำเนินการวิจัย สำหรับหลัก วิธีการเขียนหัวข้อนี้มีดังนี้(ธีรวุฒิ เอกะกุล, 2549; บุญชม ศรีสะอาด, 2546และรวีวรรณ ชินะตระกูล, 2542) มีดังนี้ 1. เขียนให้เห็นถึงความจำเป็นในการขยายความรู้โดยผู้วิจัยเขียนบรรยายและขยาย ความให้เห็นความจำเป็นว่า ผลลัพธ์ของงานวิจัยที่จะได้นั้นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมและเผยแพร่ ออกไป เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงหรือเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิจัยนั้น ๆ ให้ดี ยิ่งขึ้นไป 2. เขียนให้เห็นถึงความสำคัญในการได้ค้นพบความรู้ใหม่หรือสิ่งใหม่ โดยผู้วิจัยเขียน ความสำคัญให้มีความต่อเนื่องกันจากอดีตที่ผ่านมาแล้วมีการดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ขึ้นหรือเป็นเรื่องใหม่ใหม่ โดยใช้เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ มาช่วยเพื่อให้ได้ผลวิจัยที่ดีตรงกับเป้าหมาย ที่วางไว้ 3. เขียนให้เห็นถึงความรู้หรือข้อค้นพบที่ยังไม่ชัดเจน โดยผู้วิจัยเขียนให้เห็นประเด็นที่ยัง คลุมเคลือ ที่ผู้วิจัยต้องการพิสูจน์โดยมีหลักเหตุและผลของการได้มาซึ่งผลลัพธ์ ที่นำไปสู่ การทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าเพิ่มเติม 4. เขียนให้เห็นถึงความสำคัญและที่มาของปัญหาวิจัย โดยผู้วิจัยต้องใช้ข้อมูลหรือทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่เป็นพื้นฐานของการวิจัย และเสนอประเด็นเป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง และแสดงถึงความเป็นจริงที่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาเรื่องนี้ 5. เขียนให้เห็นถึงที่มาปัญหาที่ต้องการศึกษา โดยผู้วิจัยต้องเขียนให้เห็นสภาพของปัญหา ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับผู้วิจัยเหตุใดที่ทำให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาหัวข้อปัญหานั้น วิธีการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เป็น 3 ช่วงคือ ช่วงที่ 1 เป็นการเขียนถึงสภาพทั่วไปแบบกว้าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีปัญหาที่เกี่ยวข้อง กับงานวิจัยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือสภาพปัญหาที่มีผลกระทบโดยตรงต่อ การวิจัยแบบกว้าง ๆ ช่วงที่ 2 เป็นการเขียนถึงขอบเขตของแนวคิด/ทฤษฎี/ประเด็นที่ต้องการศึกษาว่ามีหลักการ มีความสำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องต่อการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวมาในช่วงที่ 1 หรืออาจ กล่าวได้ว่า หาความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องระหว่างช่วงที่ 1 กับช่วงที่ 2 หากเป็นไปได้ควรหยิบยก งานวิจัยเด่น ๆ มากล่าวด้วยเพื่อจะได้ทราบว่ามีงานวิจัยใดบ้างที่มีผู้ทำมาแล้ว มีแนวทางศึกษาหรือข้อ ค้นพบอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการทำให้ผู้วิจัยผู้อ่านเกิดความมั่นใจในแนวทางที่จะวิจัยมากขึ้น
37 ช่วงที่3 เป็นการเขียนถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้วิจัยต้องการศึกษางานวิจัยนี้ ที่มีผลกระทบ ต่อช่วงที่ 1 และบริบทที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา สำหรับช่วงนี้จะนำเอาวัตถุประสงค์และเขียนประโยชน์ ที่คาดว่าจะได้รับของงานวิจัยมาเขียนเป็นร้อยเรียงต่อท้ายจากหลักการดังกล่าว ในการเขียนหลักการแต่ละช่วงนั้น อาจมีย่อหน้า 1–3 ย่อหน้า ถ้าประเด็นในการเขียนมี ความสำคัญที่ต้องอธิบายให้กระจ่างและมีความชัดเจนยิ่งขึ้น และสิ่งที่ควรระวังในการเขียน อย่าใช้ วิธีการตัดต่อข้อความเป็นขนมชั้น และไม่ปะติดปะต่อเป็นเรื่องเดียวกัน และอย่าใช้เหตุผลหรือสามัญ สำนึกของตนเองมาอธิบายโดยไม่มีเหตุผลตามหลักการมาสนับสนุน ตัวอย่าง ชื่องานวิจัย รูปแบบการพัฒนาครูนักพัฒนาสำหรับนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ครูเป็นอาชีพที่มีความสำคัญ เมื่อพิจารณาเฉพาะวิชาชีพครูให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่า ครูต้อง รับภาระหน้าที่ต่อสังคมและชาติบ้านเมือง ในการสร้างเยาวชน เพราะครูเป็นผู้ปลูกฝังความรู้สึก ความคิดและจิตใจและพัฒนาเยาวชนให้มีความเจริญในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เยาวชนเหล่านั้นเป็นกำลัง สำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป จึงขออัญเชิญพระราโชวาทของพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว ราชการที่ 10 ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยครู ณ.อาคารใหม่ สวนอัมพร วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 มากล่าวในที่นี้ ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่ง ว่า ….......ความสำคัญของครูนั้นมีผลต่อความเจริญของบุคคลและชาติบ้านเมือง การพัฒนาครูเพื่อให้ เป็นบุคคลนำสิ่งต่าง ๆ ที่ดีงามไปขยายผลต่อไปนั้นเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง การพัฒนาครู ให้มีความ พร้อมในทุก ๆ ด้านที่จะเป็นครูที่มีคุณค่าต่อประเทศ.....…..การพัฒนาครูเพื่อให้มีศักยภาพเป็นครู นักพัฒนาที่สามารถจัดการเรียนรู้ในทุกมิติที่เสริมสร้างเยาวชนที่จะเป็นกำลังหลักของชาติในการ พัฒนาประเทศ ...... ถ้าให้นักศึกษาครู ที่จะเป็นครูในอนาคต ได้รับการพัฒนาให้เกิดคุณลักษณะ ดังกล่าว บนฐานคิดของการสร้างครู ของนักศึกษาตั้งแต่เริ่มแรกของการย่างก้าวสู่การสมัครเรียนครู เพื่อให้เป็นครูที่เป็นครูนักพัฒนา มีอุดมการณ์ความเป็นครู คงทำให้โรงเรียน นักเรียน และชุมชน มีความเจริญอย่างยั่งยืน (ช่วงที่ 1 เป็นการเขียนถึงสภาพทั่วไปหรือสภาพปัญหาแบบกว้าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมี ความสำคัญของการพัฒนาครู) ……. รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะของครูนักพัฒนาจะต้องมีองค์ประกอบ ผู้วิจัยนำผลมา วิเคราะห์และสังเคราะห์ ให้เหมาะสมกับการสร้างเสริมคุณลักษณะความเป็นครูให้เป็นครูนักพัฒนา นั้นมีนักวิชาการได้ศึกษาถึงกิจกรรมที่เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณลักษณะดังกล่าวไว้ดังนี้4 ลักษณะ
38 (ช่วงที่ 2 เป็นการเขียนถึงขอบเขตของแนวคิด/ทฤษฎี/ประเด็นที่ต้องการศึกษาว่ามี หลักการในการสร้างรูปแบบการพัฒนาครูอย่างไร) จากแนวคิดดังกล่าว สิ่งสำคัญของการเป็นครูนักพัฒนาสำหรับผู้วิจัยนั้นคือ รูปแบบ การพัฒนาคุณลักษณะของครูนักพัฒนา นั้นเป็นอย่างไร และจากแนวทางในการพัฒนาครู ตามคุณลักษณะข้างต้น จะต้องทำอย่างไร เพื่อการผลิตบัณฑิตครูให้มีลักษณะของครูนักพัฒนา เพื่อใช้ เป็นแนวทางในการพัฒนานักศึกษา และสามารถสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้จากการเชื่อมโยงความรู้ เชิงทฤษฎีลงสู่การปฏิบัติจริง เพื่อใช้ประโยชน์ในโรงเรียนและชุมชนของตนเอง กระบวนข้างต้น จะหล่อหลอมให้นักศึกษาครูเป็นครูนักพัฒนามีคุณสมบัติที่โดดเด่น ผลงานดังกล่าวจะเป็นองค์ความรู้ และเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานผลิตและพัฒนาครูไปใช้ในการพัฒนาคุณลักษณะของครูนักพัฒนา ให้เกิดผลลัพธ์ที่เกิดจากกับผู้เรียนที่เป็นเยาวชน และส่งผลกระทบต่อไปยังประเทศชาติให้เกิด การพัฒนาอย่างยั่งยืน (ช่วงที่3 เป็นการเขียนถึงเหตุผลสำคัญหรือเหตุดลใจให้ผู้วิจัยต้องการศึกษางานวิจัยนี้ จะปรากฏในตัวเข้มหนาเอียงเป็นวัตถุประสงค์ของการวิจัย ส่วนตัวเอียงเป็นประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับจากการวิจัย) หลักการเขียนคำถามวิจัย คำถามวิจัยเป็นการเขียนประโยคคำถามที่ผู้วิจัยต้องการค้นหาคำตอบและช่วยให้ผู้วิจัย ทราบว่าจะต้องดำเนินงานวิจัยอย่างไรเพื่อให้ได้ทำตอบ ซึ่งหลักการเขียนคำถามวิจัยได้มีแนวทาง ในการเขียนคำถามจากหัวข้อวิจัยไว้3 ลักษณะ ดังนี้ (พิเชฐ สัมปทานุกุล, 2555; ทรงศรี สรณสถาพร และอัจฉราพร จันทรศร, 2545 และองอาจ นัยพัฒน์,2551 อ้างถึงในรุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2561 40-41) 1. ประเด็นคำถามเชิงบรรยาย โดยคำถามจะถามว่า “อะไร” ซึ่งรูปแบบการวิจัยเป็นการ วิจัยเชิงสำรวจโดยคำถามจะเป็นดังตัวอย่างดังนี้ รูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยการบูรณาการนวัตกรรม การสอนเพื่อส่งเสริม ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 มีลักษณะอย่างไร ประสิทธิภาพของชุดการสอนวิชาวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เป็นอย่างไร ครูยุคดิจิตอลมีพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนแต่ละด้านเป็นอย่างไร 2. ประเด็นคำถามเพื่อหาความสัมพันธ์โดยคำถามจะถามว่า “อะไรสัมพันธ์กับอะไร ซึ่งรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์โดยคำถามจะเป็นดังตัวอย่างดังนี้ มีตัวแปรระดับนักเรียนใดบ้างที่มีสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน กับ ผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียนวิชา คณิตศาสตร์เป็นอย่างไร มีปัจจัยอะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา
39 3. ประเด็นคำถามเชิงเปรียบเทียบ โดยคำถามจะถามว่า “มีความแตกต่างระหว่างกลุ่ม หรือไม่” ซึ่งรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยคำถามจะเป็นดังตัวอย่างดังนี้ นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยที่แตกต่างกัน มีคุณลักษณะความกล้า แสดงออกต่างกันหรือไม่ ผลการเปรียบเทียบคะแนน ONET ของโรงเรียนขนาดเล็ก ในจังหวัดยะลา ในแต่ละกลุ่ม สาระวิชาแตกต่างหรือไม่ คุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษาแต่ละคณะและแต่ละชั้นปี มีความแตกต่างกัน อย่างไร หลักการเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัยเป็นการขยายรายละเอียดของปัญหาการวิจัยให้ทราบถึงเป้าหมายของ การศึกษามากยิ่งขึ้น และมีความสอดคล้องกับคำถามวิจัย เพราะวัตถุประสงค์เป็นการระบุถึง การได้มาซึ่งคำตอบในคำถามวิจัยทุกข้อ สำหรับหลักการเขียนวัตถุประสงค์มีดังนี้ (ณรงค์ โพธิ์พฤกษา นันท์,2550; พรรณีลีกิจวัฒนะ, 2557 และวัลลภ รัฐฉัตรานนท์, 2554) มีดังนี้ 1. เขียนให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับปัญหาการวิจัยและตอบคำถามการวิจัย โดยเขียน ในทุกประเด็นว่าต้องการศึกษาเรื่องอะไร โดยวิธีการใด เช่น การศึกษา การสำรวจ การทดลอง การเปรียบเทียบ การพัฒนา การสร้าง การหาความสัมพันธ์ และศึกษากับใคร 2. วัตถุประสงค์ที่เขียนทุกข้อสามารถหาข้อมูลได้โดยเขียนประโยคที่พิจารณาแล้วว่าผู้วิจัย สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ตามที่เขียนไว้ 3. เขียนจำนวนข้อของวัตถุประสงค์ตามคำถามวิจัย โดยเขียนให้สอดคล้องกับคำถามวิจัย ในแต่ละข้อ โดยทำการเรียงตามลำดับการเกิดก่อน – หลัง หรือตามความสำคัญของปัญหาก็ได้ ตัวอย่าง 1 ชื่องานวิจัย การพัฒนาชุดการสอนวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษา ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา คำถามวิจัย 1. ประสิทธิภาพของชุดการสอนวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้มีผลตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 หรือไม่ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา จากการจัดการเรียนการสอนชุดการสอนวิชาวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างไร 3. ทักษะการวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษา จากการจัดการเรียนการสอนชุดการสอนวิชา เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างไร 4. ความพึงพอใจในของนักศึกษาที่มีต่อชุดการสอนวิชาเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นอย่างไร
40 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการสอนวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 (วัตถุประสงค์ทั่วไป) 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา จากการจัดการเรียนการสอนชุดการสอน วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้(วัตถุประสงค์เฉพาะ ตั้งแต่ ข้อที่ 2 -4) 3. เพื่อศึกษาทักษะการวิจัยทางการศึกษาของนักศึกษา จากการจัดการเรียนการสอนชุดการ สอนวิชาเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในของนักศึกษาที่มีต่อชุดการสอนวิชาเพื่อพัฒนานวัตกรรมการ เรียนรู้ ตัวอย่าง 2 ชื่องานวิจัย การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะการ การคิด เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คำถามวิจัย 1. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะการการ คิด เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างไร 2. ทักษะการการคิดของผู้เรียนจากการใช้รูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกมีการพัฒนาอย่างไร 3. ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนจากการใช้รูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก มีการ พัฒนาอย่างไร 4. ความพึงพอใจในของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะการการคิด เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (วัตถุประสงค์ทั่วไป) 2. เพื่อศึกษาทักษะการการคิดของผู้เรียนจากการใช้รูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (วัตถุประสงค์ เฉพาะ ตั้งแต่ ข้อที่ 2 -4) 3. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนจากการใช้รูปแบบการเรียนรู้ เชิงรุก 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) หลักการเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับหรือผลที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการระบุถึงประโยชน์หรือ ความสำคัญของการวิจัยที่จะเกิดขึ้นเมื่อการวิจัยได้ดำเนินการเสร็จสิ้น โดยหลักการเขียนนั้น ผู้วิจัย จะต้องคิดถึงกลุ่มที่ได้รับประโยชน์หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของการวิจัย ทั้งที่เป็นบุคคล องค์กรหรือ ระดับประเทศ ที่สามารถนำผลไปใช้ประโยชน์ซึ่งแนวทางของการได้ประโยชน์ ทำให้เห็นผลที่ได้ส่วน บุคคล หรือองค์กร โดยการนำไปพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขหรือป้องกัน สิ่งที่จะต้องระมัดระวังในการเขียน
41 ครั้งนี้คือ อย่านำเอาวัตถุประสงค์มาเขียนในส่วนนี้เด็ดขาด (ธีรวุฒิ เอกะกุล,2549 และรวีวรรณ ชินะตระกูล, 2542) ตัวอย่าง 1 ชื่องานวิจัย ผลการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active learning ของนักเรียน ในกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ผลการวิจัยเป็นแนวทางในการพัฒนานักเรียน ด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 และสามารถ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของต้นแบบในสถานศึกษาอื่น ๆ (ต่อผู้เรียน) 2. ได้แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active Learning สำหรับคณาจารย์บุคลากร ทางการศึกษา ที่สนใจที่นำแนวทางไปประยุกต์และพัฒนาต่อยอด (ต่อคณาจารย์) 3. โรงเรียนสามารถนำไปกำหนดนโยบายในการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายในรูปแบบการ เรียนรู้แบบเชิงรุก ที่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และกระตุ้นให้ คณาจารย์ได้เพิ่มทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ทันต่อเหตุการณ์ ตัวอย่าง 2 ชื่องานวิจัย การพัฒนาชุดการสอนวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผลการวิจัยครั้งนี้มีประโยชน์ทั้งผู้เรียนและผู้สอนดังรายละเอียด ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ตลอดเวลาทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และทักษะการทำวิจัยของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและกลุ่มบุคคลดีขึ้น และเป็นแนวทางในการพัฒนา ความสามารถของผู้เรียนในการเรียนระดับต่อ ๆ ไป ผู้สอน 1. ทำให้ได้ชุดการสอนวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. สามารถพัฒนาทักษะการทำวิจัยของนักศึกษาให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร โดยครูผู้สอนสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปต่อยอดไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนในด้านอื่น และ ขยายความรู้สู่เพื่อนครูต่อไป ผู้บริหาร 1. สามารถนำชุดการสอนใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนในระดับชั้นอื่น ๆ และหมวดวิชาอื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพด้านผู้เรียนให้ได้ตามมาตรฐานการศึกษา ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับของการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการแยกเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับ ประโยชน์ คือ ผู้เรียน ครู และผู้บริหาร และประโยชน์ที่ได้คือ นำไปพัฒนาในกลุ่มเป้าหมายอย่างไร หรือกลุ่มเป้าหมายนำไปใช้ให้ก่อประโยชน์อย่างไร
42 หลักการเขียนนิยามศัพท์เฉพาะ นิยามศัพท์เฉพาะเป็นการให้ความหมายของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเฉพาะเรื่องนั้น ๆ คำศัพท์ที่ทำการนิยามในงานวิจัยแต่ละเรื่องนั้น ต้องพิจารณาว่าคำศัพท์นั้นมีความเฉพาะทางวิชาการ หรือมีหลายความหมายหรือมีความหมายที่ไม่แน่นอน หรือเป็นคำศัพท์เชิงปฏิบัติการเฉพาะงาน การได้มาซึ่งคำศัพท์ที่ต้องนิยาม มีแหล่งที่มาดังนี้คือ (รวีวรรณ ชินะตระกูล, 2542 และนภาภรณ์ จันทรศัพท์และคณะ, 2545) 1. ส่วนที่เป็นขอบเขตของแนวคิด/ทฤษฎี/ประเด็นที่ต้องการศึกษาของชื่อปัญหาและ วัตถุประสงค์การวิจัย 2. ส่วนประกอบย่อยของแนวคิด/ทฤษฎี/ประเด็นที่ต้องการศึกษา 3. กลุ่มเป้าหมายที่มีคุณลักษณะเฉพาะ แต่ถ้าเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยทั่วไปก็ไม่ต้องนิยาม ตัวอย่าง 1 ชื่องานวิจัย คุณลักษณะของครูนักพัฒนา สำหรับนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณลักษณะของครูนักพัฒนา สำหรับนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา นิยามศัพท์เฉพาะ ครูนักพัฒนา หมายถึง ครูที่มีคุณลักษณะในด้านจิตวิญญาณความเป็นครู การพัฒนาทักษะ ชีวิตในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาทักษะอาชีพ ในศตวรรษที่ 21 และการพัฒนาทักษะทางสังคม พหุวัฒนธรรม ด้านจิตวิญญาณความเป็นครูหมายถึง ครูที่มีความรักศิษย์และเมตตาต่อศิษย์ มีความ เชื่อมั่นและศรัทธาต่อวิชาชีพ มีคุณธรรมและจริยธรรม มีการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ และเป็น แบบอย่างที่ดีและมีความเป็นกัลยาณมิตร การพัฒนาทักษะชีวิต ในศตวรรษที่ 21 หมายถึง ครูที่มีคุณลักษณะการตระหนักรู้และ เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น การคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ การจัดการ อารมณ์และความเครียด และการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น การพัฒนาทักษะอาชีพ ในศตวรรษที่ 21 หมายถึง ครูที่มีคุณลักษณะที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้และเป็นนักวิจัยและประเมิน การพัฒนาทักษะทางสังคมพหุวัฒนธรรม หมายถึง ครูที่มีทักษะการสร้างความสัมพันธ์ และการอยู่ร่วมกันในสังคม การยอมรับความหลากหลายและการเคารพสิทธิ การทำงานร่วมกันเป็น ทีมและการเป็นสมาชิกที่ดี การวางแผน การปรับตัว และการแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และการ ควบคุมอารมณ์และการแสดงออกทางสังคม
43 ตัวอย่าง 2 ชื่องานวิจัย การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะ การการคิด เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียน วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมทักษะ การการคิด เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักเรียน นิยามศัพท์เฉพาะ การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่นำมาใช้ ในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก Active learning ประกอบด้วย การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning) การเรียนรู้เชิง ประสบการณ์ (Experiential Learning) การเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด (Thinking Based Learning) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (ProjectBased Learning) และการเรียนรู้โดยการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียนของนักเรียน จากการใช้รูปแบบกสนเนรบยรู้เชิงรุก ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้การจัดการเรียนรู้แบบ เชิงรุก (Active Learning) ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หมายถึง พฤติกรรมของนักเรียนที่เกิดจากการจัดการ เรียนรู้แบบเชิงรุก ได้แก่ ทักษะการทำงานร่วมกัน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการ ใช้สื่อ เทคโนโลยีและสารสนเทศ ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และทักษะการ เห็นอกเห็นใจ การเป็น พลเมือง
44 สรุป การเขียนบทนำของงานวิจัย เป็นการขยายเค้าโครงการวิจัยที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการ มาก่อน โดยมีส่วนประกอบคือ ชื่อโครงการวิจัย ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คำถามของ การวิจัย วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ขอบเขตของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีดำเนินการวิจัย ระยะเวลาในการดำเนินการ สถานที่ในการเก็บ รวบรวมข้อมูล โดยจะต้องอิงตามเกณฑ์ขององค์กรที่สังกัดหรือแหล่งทุนวิจัย สำหรับหลักการเขียนชื่อเรื่องวิจัย ต้องเขียนเป็นคำนามที่ระบุถึงขอบเขตอย่างชัดเจนว่า ทำเรื่องอะไร ทำอย่างไร ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงกระบวนการหรือวิธีการหรือการใช้นวัตกรรมต่าง ๆ ทำกับใคร โดยใช้ภาษาสั้น กะทัดรัด ให้ได้ใจความ ส่วนการเขียนความเป็นมาและความสำคัญ ของปัญหา เป็นการเขียนที่แสดงถึงเหตุผลหรือความสำคัญของปัญหาที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาว่าที่ผ่าน มามีประเด็นที่สำคัญที่มีผลกระทบต่องานวิจัยอย่างไร ผนวกกับแนวคิดทฤษฎีหลักการของประเด็น ที่จะศึกษาจากผลการศึกษาที่ผ่านมา เพื่อช่วยให้มองเห็นความสำคัญของการศึกษาเรื่องนี้ที่เป็น เหตุผลสำคัญของการดำเนินการวิจัย สำหรับคำถามวิจัยจะเป็นการเขียนประโยคคำถาม ที่ช่วยให้ ผู้วิจัยทราบว่าจะต้องดำเนินงานวิจัยอย่างไรเพื่อให้ได้คำตอบ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ การวิจัยเพราะเป็นการเขียนขยายรายละเอียดของปัญหาการวิจัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเขียนจำนวนข้อ ของวัตถุประสงค์ตามคำถามวิจัย และเรียงตามความสำคัญของประเด็นปัญหา และประโยชน์ที่คาด ว่าจะได้จะเป็นการเขียนให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อวิจัยดำเนินการเสร็จสิ้น โดยผลดังกล่าว อาจจะเป็นการนำผลที่ได้ไปพัฒนา ปรับปรุงแก้ไข หรือป้องกัน ตามกลุ่มเป้าหมายหรือผู้มีส่วนได้ส่วน เสียนำเอาไปใช้ประโยชน์ และนิยามคำศัพท์เฉพาะ เป็นการเขียนคำศัพท์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการ วิจัยโดยคำศัพท์นั้นอาจจะมีหลายความหมายหรือมีความหมายไม่แน่นอน และเป็นคำศัพท์ที่มี ความเฉพาะในงานวิจัยในเชิงปฏิบัติการ เมื่อผู้วิจัยได้ศึกษาถึงหลักการกำหนดปัญหาการวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และวางแผนการ วิจัยโดยเขียนเป็นเค้าโครงการวิจัยแล้ว โดยเขียนตามหลักการที่อยู่ในบทที่ 3 แล้ว ในลำดับถัดไป คือการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีดำเนินการวิจัย ที่ประกอบด้วย ประชากร ตัวอย่าง หรือกลุ่มเป้าหมาย วิธีการเลือกตัวอย่าง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ กรอบการดำเนินการวิจัย และสถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล โดยจะมี รายละเอียดในบทถัดไป
45 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จากชื่อปัญหาการวิจัยที่กำหนดมาให้ จงระบุถึงขอบเขตของหลักการเขียนชื่อ - การสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการสอนที่ส่งเสริมทักษะ กระบวนการทาง คณิตศาสตร์โดยใช้การจัดการความรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ของนักเรียนชั้นปีที่ 6 โรงเรียนบาละ - การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนบ้านยะหา โดยกระบวนการเผชิญสถานการณ์ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ - การพัฒนาพจนานุกรมการสื่อสารแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมความรู้คำศัพท์และ การอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนไทยระดับประถมศึกษา ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 2. จงยกตัวอย่างการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหางานวิจัยมา 1 เรื่อง พร้อมทั้งอธิบายหลักการเขียนที่ระบุไว้มีทั้งหมด 3 ส่วน ว่าปรากฏอยู่ที่ส่วนไหนของตัวอย่าง 3. จงอธิบายหลักการเขียนคำถามการวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยพอสังเขป พร้อมทั้ง หาตัวอย่างมาประกอบ 4. จงยกตัวอย่างของประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ของงานวิจัยมา 1 เรื่อง แล้วทำการวิเคราะห์ ว่ามีการระบุถึงผู้ที่จะนำประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดจากการวิจัยเป็นใคร และจะใช้ประโยชน์อย่างไร 5. จงอธิบายหลักการเขียนนิยามคำศัพท์เฉพาะ พอสังเขป และยกตัวอย่างงานวิจัยมา 1 เรื่องแล้วทำการหาความสัมพันธ์ระหว่างเอกสารที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 กับนิยามคำศัพท์มี ความเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันอย่างไร
บทที่ 4 วิธีดำเนินการวิจัย การนำเสนอวิธีดำเนินการวิจัย เป็นการระบุถึงแบบแผนการวิจัยที่ประกอบด้วย ประชากร ตัวอย่าง หรือกลุ่มเป้าหมาย วิธีการเลือกตัวอย่าง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ รวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ กรอบการดำเนินการวิจัย สถิติที่ใช้สำหรับการคำนวณ และเกณฑ์ในการแปลผลข้อมูล ที่ปรากฏอยู่ในบทที่ 3 ของรายงานวิจัย โดยหัวข้อดังกล่าวผู้วิจัยต้อง ทำการออกแบบหรือวางแผนในการดำเนินการในแต่ละส่วนมีรายละเอียดในการดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ประชากรและตัวอย่าง ประชากรและตัวอย่างเป็นกลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยที่ต้องการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลมา โดยมีคุณลักษณะดังนี้ 1.1 ประชากร หมายถึง กลุ่มหรือหน่วยเป้าหมายที่ต้องการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีก็ได้ แต่ในการวิจัยทางด้านการศึกษา ส่วนใหญ่และเป็นกลุ่มบุคคล ซึ่งประชากรสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.1.1 ประชากรแบบจำกัด หมายถึง กลุ่มเป้าหมายที่มีจำนวนจำกัด สามารถบอกถึง จำนวนได้อย่างแน่นอน เช่น นักศึกษาในสถาบันต่าง ๆ บุคลากรครูในจังหวัดยะลา เป็นต้น 1.1.2 ประชากรแบบไม่จำกัด หมายถึง กลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่มาก ไม่สามารถ นับจำนวนได้เช่น จำนวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมโครงการ OPEN HOUSE ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 1.2 ตัวอย่าง หมายถึง เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่ได้ผ่านการเลือก ตามหลักการ โดยสาเหตุที่งานวิจัยต้องใช้ตัวอย่างแทนประชากร อันเนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูล จากประชากรที่มีจำนวนมากหรือใหญ่เกินไปจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ 1.2.1 เสียเวลา เสียแรงงาน และเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลที่จำนวนมาก และอาจจะเก็บได้ไม่ครบ 1.2.2 มีความยากต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้ครบตามจำนวนประชากร และเวลาที่จำกัด 1.2.3 มีความเสี่ยงในงานวิจัย เช่น การเก็บข้อมูลในพื้นที่เสี่ยงหรือทุรกันดาร หรือเด็กติดยาเสพติดในสลัม หรือการหาสาเหตุของการทำร้ายตนเองของนักเรียน ซึ่งจะต้องให้ได้ กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง แต่มีความเสี่ยงต่อการได้มาซึ่งข้อมูล 1.2.4 เพื่อให้ผู้วิจัยมีเวลาในการตรวจสอบความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะมี การใช้เวลาที่เหลือจากการเก็บรวบรวมข้อมูล
48 วิธีการเลือกตัวอย่าง การเลือกตัวอย่างจากประชากรนั้นจะต้องพิจารณาถึงหลักการเลือก เพื่อไม่ให้เกิด การลำเอียง และให้ตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดี ที่ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด จึงจะต้องมีวิธีการเลือกตัวอย่างเพื่อลดความผิดพลาดอันเกิดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2546 : 38 - 40) 1.1ศึกษาวัตถุประสงค์ของการวิจัยอย่างละเอียดว่าต้องการรู้อะไร กับใครหรือใครเป็น ผู้ให้คำตอบ และมีลักษณะอย่างไร 1.2 วางแผนเลือกตัวอย่างว่าจะเลือกโดยวิธีใดและจำนวนเท่าไรตามที่กำหนดไว้ ซึ่งจำนวนของตัวอย่าง โดยจะต้องคำนึงถึงงบประมาณ กำลังคนวิจัย และให้ถูกหลักของวิธีการเลือก ตัวอย่างดังนี้คือ 1.2.1 ความเสมอเหมือนของประชากรที่ศึกษา ถ้าตัวอย่างมีลักษณะที่เหมือนกับ ประชากรก็เอามาจำนวนน้อย แต่ถ้าตัวอย่างมีลักษณะที่แตกต่างกับประชากรมากก็เอามาจำนวนมาก 1.2.2 จำนวนตัวแปรที่จะศึกษา ถ้างานวิจัยนั้นมีการระบุตัวแปรที่หลากหลายและ จำนวนมาก ก็ต้องใช้ตัวอย่างมาก เพื่อให้ครอบคลุมตัวแปรที่ต้องการศึกษา แต่ถ้ามีการศึกษาตัวแปร จำนวนน้อยก็ใช้ตัวอย่างจำนวนน้อย 1.2.3 วิธีการเลือกตัวอย่างจะต้องไม่ลำเอียงเอาตามความชอบหรือตามความสะดวก ของผู้วิจัย เพราะอาจจะทำให้เจออุปสรรคต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ 1.3 รวบรวมรายชื่อหรือทำบัญชีรายชื่อของประชากรทั้งหมดเพื่อให้ทราบถึงขนาดของ ประชากร 1.4 ทำการเลือกตัวอย่าง การที่จะได้ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรนั้น จะต้อง มีวิธีการคัดเลือกหาขนาดตัวอย่างที่เรียกกันว่า การคัดเลือก เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่มาจากตัวอย่างที่เป็น ตัวแทนที่ดี สามารถสรุปถึงประชากรได้โดยไม่มีค่าความคลาดเคลื่อน ซึ่งมีวิธีการเลือกตัวอย่างดังนี้ 1.4.1 เลือกโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็น (Non probability sampling) มี4 วิธีคือ 1) เลือกโดยบังเอิญ (Accidental sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างโดย บังเอิญ โดยไม่คำนึงถึงคุณลักษณะของประชากร จนกว่าจะได้จำนวนตามที่กำหนด เช่น การเก็บ ข้อมูลจากนักเรียนที่มาเดินชมงานวันวิทยาศาสตร์ หรือในงานวันเด็ก โดยไม่มีการระบุลักษณะพิเศษ เพิ่มเติมมา 2) เลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างตาม จุดมุ่งหมายของการวิจัย หลักการทั่ว ๆ ไปของการเลือกกลุ่มแบบนี้ ก็คือการเลือกกรณีที่คิดว่า กลุ่มเป้าหมายเป็นตัวแทนของประชาชน สิ่งที่พึงระวังคือ ผู้วิจัยจะต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี และไม่ลำเอียงในการเลือก เช่น การเลือกเด็กที่มีความสามารถพิเศษในการเล่นกีฬายิมนาสติกและ เป็นผู้ที่มีผลการเรียนดี 3) เลือกแบบโควตา (Quota sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างที่ใช้หลัก เดียวกับการสุ่มตัวอย่างแบบตามระดับชั้น แต่จะไม่ใช้หลักการความน่าจะเป็น ซึ่งจะพัฒนาจากการ สุ่มโดยบังเอิญ โดยจะมีเป้าหมายของการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการกำหนดสัดส่วนและจำนวน
49 ตัวอย่างของประชากรที่มีคุณสมบัติบางประการที่ต้องการเก็บข้อมูล เช่น ต้องการจำนวนครูที่เป็นเพศ ชายมากกว่าเพศหญิง 4) เลือกแบบก้อนหิมะ (Snowball sampling) เป็นการเลือกตัวอย่างที่มี คุณลักษณะตรงตามจุดมุ่งหมาย แล้วให้ตัวอย่างเหล่านี้แนะนำคนอื่นมาอีกเหมือนกับลูกโซ่ เช่น การหานักเรียนที่พูดภาษาญี่ปุ่นและอาหรับได้ เมื่อเจอหนึ่งคนแล้วก็ถามถึงคนต่อไปเรื่อย ๆ 2.4.2 เลือกโดยคำนึงถึงความน่าจะเป็น (Probability sampling) มี4 วิธีคือ 1) เลือกแบบสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เป็นวิธีที่ง่ายและ สะดวกในการปฏิบัติแต่ต้องคำนึงถึงว่าหน่วยประชากรจะต้องมีโอกาสในการถูกเลือกเท่า ๆ กันและ หน่วยประชากรสามารถผสมหรือรวมกันได้หรือมีลักษณะที่เหมือนกันการสุ่มอย่างง่ายมี2 วิธีดังนี้ - การจับฉลาก เป็นการสุ่มโดยการทำบัญชีของกลุ่มประชากรขึ้นมาทั้งหมด พร้อมทั้งทำหมายเลขกำกับในแต่ละหน่วยประชากร จากนั้นก็ทำการจับฉลากโดยมีความน่าจะเป็นที่ ทุกหน่วยประชากรจะเป็นตัวแทนของประชากร - การใช้ตารางการสุ่ม เป็นการทำบัญชีของกลุ่มประชากรขึ้นมาทั้งหมด เหมือนกับการจับฉลาก แต่จะแตกต่างกันตรงที่จะต้องทำตารางการสุ่มขึ้นมาแล้วทำการสุ่มจากตาราง การสุ่ม วิธีการสุ่มแบบนี้จะไม่เหมาะกับประชากรที่มีสมาชิกในกลุ่มแตกต่างกันมาก และจะต้องพิจารณารายชื่อในบัญชีจะต้องมีครบถ้วนตามความเป็นจริงด้วยจึงจะได้ผลดี 2) เลือกแบบสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified sampling) จะใช้ในประชากรที่มี ความแตกต่างกันเห็นได้ชัดเจน โดยมีวิธีการสุ่มโดยการแบ่งหน่วยประชากรตามความแตกต่างของ กลุ่ม จากนั้นทำการสุ่มภายในกลุ่มนั้น ๆ โดยการเลือกสุ่มตามสัดส่วนของจำนวนสมาชิกในกลุ่มย่อย ตัวอย่าง ประชาชนในประเทศไทย - แบ่งประชาชนในประเทศไทยตามภาคต่าง ๆ - สุ่มประชาชนที่อาศัยในแต่ละจังหวัดในแต่ละภาคออกมาเป็นสัดส่วน 3) เลือกแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster sampling) จะใช้กับประชากรที่มีกลุ่มใหญ่ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันแต่มีหลายกลุ่ม ตัวอย่างการสุ่ม ประชาชนในแต่ละภาค - การสุ่มจะทำการแบ่งประชาชนที่อาศัยในแต่ละจังหวัดออกเป็นอำเภอ และในงานวิจัยในชั้นเรียนที่มีการเลือกนักเรียนในแต่ละห้อง -การสุ่มห้องเรียนเพื่อนำมาใช้ในการวิจัยในชั้นเรียน อันเนื่องมาจากว่า นักเรียน ในแต่ละห้องจะมีเด็กที่มีความรู้ความสามารถที่มีตั้งแต่ เด็กกลุ่มเก่ง เด็กกลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน ที่เหมือนกันทุกห้อง จึงใช้สุ่มแบบแบ่งกลุ่ม 4) เลือกแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) จะใช้การสุ่ม หลายประเภทเข้าด้วยกันขึ้นอยู่กับประชากรที่ต้องการสุ่มว่ามีความหลากหลายหรือคล้ายคลึงกัน
50 การประมาณขนาดตัวอย่าง การประมาณค่าขนาดตัวอย่าง มีขั้นตอนของกระบวนการเลือกตัวอย่าง ที่มี 6 ขั้นตอน คือ (Howell, 2010; Kerlinger and Lee, 2000 อ้างถึงในนงลักษณ์ วิรัชชัย, ออนไลน์) 1. การกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้สถิติพื้นฐานและสถิติทดสอบ (Test statistics) 2. การกำหนดลักษณะประชากรและตัวอย่าง 3. การกำหนดนัยสำคัญ (Significance level =) และอำนาจในการทดสอบ (power of test ) 4. กำหนดขนาดตัวอย่าง 5. การกำหนดวิธีการเลือกตัวอย่าง 6. การดำเนินการเลือกตัวอย่าง สำหรับการประมาณขนาดของตัวอย่าง มีหลายวิธีดังนี้ 1. Taro Yamane (Y. Taro, 1970 : 125 อ้างถึงใน อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์, ออนไลน์) โดยสูตรของ Taro Yamane ใช้สำหรับการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) เท่านั้น ดังนั้นวิจัยเชิง สหสัมพันธ์ (Correlational research) หรืองานวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) จึงต้อง ใช้วิธีอื่น โดยสูตรของ Yamane ใช้กับประชากรจำกัด ที่ทราบดีว่ามีประชากรทั้งหมดกี่คน ถ้าไม่ ทราบหรือเป็นประชากรอนันต์ ก็ไม่สามารถใช้ได้ และต้องใช้กับงานวิจัยเชิงสำรวจที่มีแผนการเลือก ตัวอย่างแบบ simple random sampling เท่านั้น ถ้าใช้แผนการสุ่มแบบอื่นก็ใช้ไม่ได้ สูตร โดยที่ n คือ จำนวนตัวอย่าง N คือ จำนวนประชากร e คือ ค่าความคลาดเคลื่อนโดยเทียบสัดส่วนจาก 1 2. Krejcie, Robert V. and Morgan, Daryle W.(1970 : 608-609) ซึ่ง K.V. Krejcie และ D.W. Morgan ได้จัดทำตารางระบุจำนวนของตัวอย่างที่จะเลือก เมื่อทราบจำนวนประชากรตั้งแต่ ประชากร 10 คนไปจนถึง 1 แสนคน ดังตาราง 4.1 ( ) 2 1 N e N n + =
51 ตารางที่ 4.1 แสดงจำนวนประชากรและจำนวนตัวอย่างที่เลือกจากประชากร จำนวน ประชากร จำนวน ตัวอย่าง จำนวน ประชากร จำนวน ตัวอย่าง จำนวน ประชากร จำนวน ตัวอย่าง 10 10 220 140 1200 291 15 14 230 144 1300 297 20 19 240 148 1400 302 25 24 250 152 1500 306 30 28 260 155 1600 310 35 32 270 159 1700 313 40 36 280 162 1800 317 45 40 290 165 1900 320 50 44 300 169 2000 322 55 48 320 175 2200 327 60 52 340 181 2400 331 65 56 360 186 2600 335 70 59 380 191 2800 338 75 63 400 196 3000 341 80 66 420 201 3500 346 85 70 440 205 4000 351 90 73 460 210 4500 354 95 76 480 214 5000 357 100 80 500 217 6000 361 110 86 550 226 7000 364 120 92 600 234 8000 367 130 97 650 242 9000 368 140 103 700 248 10000 370 150 108 750 254 15000 375 160 113 800 260 20000 377 170 118 850 265 30000 379 180 123 900 269 40000 380 190 127 950 274 50000 381 200 132 1000 278 75000 382 210 136 1100 285 100000 384
52 จากตารางที่ 4.1 แสดงว่าถ้าประชากรมีจำนวน 7000 ผู้วิจัยจะเลือกตัวอย่างจำนวน 364 คน ถ้าประชากรมี 75,000 คน ผู้วิจัยจะเลือกตัวอย่างมา 382 คน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเมื่อ ประชากรมีจำนวนน้อย การเลือกตัวอย่างจะมีจำนวนมาก เช่น ประชากรมีจำนวน 15 คน ตัวอย่างก็ 14 คน 3. G-Power เป็นวิธีการกำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มีรุ่น G*Power G*Power 3 และ 3.1 (Faul, Erdfelder, Lang & Buchner, 2007; Faul, Erdfelder, Buchner & Lang, 2009; Buchner, 2010 อ้างถึงในนงลักษณ์ วิรัชชัย, ออนไลน์ ) มี 4 ขั้นตอน คือ 3.1 เลือกวิธีการวิเคราะห์ทางสถิติที่เหมาะสมกับปัญหาวิจัยที่ต้องการจากเมนูหลัก ซึ่งมีสถิติให้เลือกใช้ 5 กลุ่มได้แก่ t-test z-test F-test, 2 - test, และ exact test) แต่ละกลุ่มมี สถิติทดสอบอีกหลายประเภท เช่น กลุ่ม t-test มีสถิติทดสอบในโปรแกรม G*Power ถึง 12 ประเภท 3.2 เลือกวิธีการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบหนึ่งในห้าแบบข้างต้น เช่น เลือก t-independent samples จากกลุ่ม t-test (รายละเอียดอยู่ในบทที่ 8) 3.3 ป้อนข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ขนาดตัวอย่างตามที่กำหนด และ ทำการคำนวณหา ผลลัพธ์ที่ต้องการ ตัวอย่าง 1 ชื่องานวิจัย การพัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์ในวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ประชากรและตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จำนวน 13 ห้องเรียน มีจำนวนนักศึกษาทั้งหมด จำนวน 446 คน 2. ตัวอย่าง ตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ทำการเลือกตัวอย่างโดยวิธีการเลือกแบบสุ่มแบบ แบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) จากประชากร ได้ตัวอย่างเป็นนักศึกษา 3 ห้องเรียน ได้แก่ หลักสูตรปฐมวัย หลักสูตรอังกฤษ และหลักสูตรคอมพิวเตอร์ศึกษา มีนักเรียนจำนวน 121 คน ตัวอย่าง 2 ชื่องานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย โดยใช้ชุดกิจกรรม 5S Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบุดี อ.เมือง จ.ยะลา กรณีที่มี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านบุดี อ.เมือง จ.ยะลา เพียง 1 ห้อง กลุ่มเป้าหมาย ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้าน บุดี อ.เมือง จ.ยะลา มีจำนวน 23
53 ตัวแปรการวิจัย ตัวแปรการวิจัย คือ คุณลักษณะของตัวอย่างที่สามารถแปรค่าหรือแปรเปลี่ยนได้ ตามที่ผู้วิจัย กำหนดเพื่อศึกษา เช่น เพศ มี 2 ค่าคือ เพศชาย และเพศหญิง ระดับของการศึกษา เช่น ระดับประถม ระดับมัธยม จนถึงปริญญาเอก หรือถ้าต้องการศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มี 5 ค่าคือ เกรด F- D หรือจะเป็นคะแนนตั้งแต่คะแนนต่ำสุดไปจนถึงคะแนนเต็ม ขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าของ ผู้วิจัยว่าต้องการแบบใด โดยสามารถแปรเปลี่ยนหรือเปลี่ยนค่าได้ตามคุณลักษณะของตัวแปร 1 ประเภทของตัวแปร ตัวแปรสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ (ยุทธ ไกยวรรณ์, 2546 : 59-61) 1.1 แบ่งตามรูปแบบของความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการกระทำ ในงานวิจัย 1) ตัวแปรที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการกระทำ เช่น เพศ อายุ ระดับชั้น ตำแหน่งหน้าที่ 2) ตัวแปรที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการกระทำ เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความถนัด เจตคติความรู้ความสามารถ ทักษะต่าง ๆ 1.2 แบ่งตามลักษณะของตัวแปรทางการศึกษา 1) ตัวแปรทางกายภาพ เช่น เพศอายุระดับการศึกษา ฯลฯ 2) ตัวแปรทางพฤติกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ - ด้านพุทธิพิสัย (cognitive variable) ได้แก่ พฤติกรรมทางด้านสมอง คือ ความรู้ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมิน การสร้างสรรค์ - ด้านจิตพิสัย (affective variable) เช ่น ทัศนคติคว ามพึง พ อ ใ จ ความรับผิดชอบ ความต้องการ ฯลฯ - ด้านทักษะพิสัย (psychomotor variable) เช่น ความสามารถทางด้านการ กีฬา การดนตรีฯลฯ 1.3 แบ่งตามลักษณะงานวิจัย 1) ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น (independent variable) หมายถึง ตัวแปรที่เกิดขึ้นก่อนและเป็นตัวเหตุทำให้เกิดผลตามมา 2) ตัวแปรตาม (dependent variable) หมายถึงตัวแปรที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากตัว แปรอิสระ คือเป็นตัวแปรที่เป็นผลเมื่อตัวแปรอิสระเป็นเหตุนั้นเอง ซึ่งในการวิจัยเชิงทดลองตัวแปร อิสระหรือตัวแปรต้น อาจเรียกได้ว่าตัวแปรทดลองหรือตัวแปรที่จัดกระทำขึ้น ส่วนตัวแปรตามในการวิจัยเชิงทดลอง อาจเรียกชื่อได้ว่าตัวแปรที่ถูกกำหนด คือเป็นผลที่ถูกกำหนด เนื่องจากตัวแปรที่ทดลองนั้นเอง 3) ตัวแปรแทรกซ้อนหรือตัวแปรเกิน (extraneous variable) ซึ่งเป็นตัวแปร ที่ไม่ต้องการศึกษาของงานวิจัยในขณะนั้น มีลักษณะเหมือนตัวแปรอิสระตัวแปรแทรกซ้อน จะส่งผลมารบกวนตัวแปรอิสระที่ศึกษาทำให้ตัวแปรตามคลาดเคลื่อนได้ตัวแปรชนิดนี้ต้องทำการ ควบคุมให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ผู้วิจัยสามารถคาดการณ์ถึงตัวแปรชนิดนี้ได้ล่วงหน้าได้จึงทำการควบคุมได้ ล่วงหน้า
54 4) ตัวแปรสอดแทรก (interventing variable) เป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อตัว แปรตามคล้าย ๆ ตัวแปรแทรกซ้อนแต่มีลักษณะต่างกันตรงที่ว่า ตัวแปรชนิดนี้ผู้วิจัยไม่สามารถ คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างและเมื่อใด จึงทำให้ไม่สามารถหาทางควบคุมได้ เช่น ความกังวล ภาวะของสุขภาพ ความตื่นเต้นเป็นต้น ตัวอย่าง ชื่องานวิจัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา กำหนดขอบเขตด้านเนื้อหาตามแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ ที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษา โดยมีกรอบเนื้อหาดังนี้คือ 1.1 องค์ประกอบด้านผู้เรียน 1.2 องค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อมทางบ้าน 1.3 องค์ประกอบด้านสถานศึกษา 1.4 คุณลักษณะการคิดนอกกรอบ 2. ตัวแปร 2.1 ตัวแปรทำนาย ได้แก่ องค์ประกอบด้านผู้เรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางบ้านและ ด้านสถานศึกษา 2.2 ตัวแปรเกณฑ์ได้แก่ คุณลักษณะการคิดนอกกรอบ 3. ขอบเขตด้านประชากรและตัวอย่าง ประชากร คือ นักศึกษาภาคปกติมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2556 จำนวน 5,761 คน ตัวอย่าง สำหรับวิธีการเลือกตัวอย่าง ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกโดยสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. กำหนดสัดส่วนของแต่ละคณะ โดยเทียบสัดส่วนของขนาดตัวอย่าง 2. เลือกตัวอย่างนักศึกษาแต่ละชั้นปี โดยทำการสุ่มอย่างง่าย 3. ทำการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลาก โดยใช้ระดับชั้นปีเป็นหน่วยในการสุ่มแบบ สัดส่วนของชั้นเรียน 4. ทำการสุ่มอย่างง่ายจำนวนนักศึกษาตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ ผู้วิจัยมีการกำหนด จํานวนตัวอย่างจากประชากร ทั้งหมด 5,761 คน ผู้วิจัยทำการกำหนดขนาดของตัวอย่าง โดยใช้เกณฑ์ถ้า ประชากรมีจำนวนเป็นหลักพัน ใช้ตัวอย่าง 10 - 15 % ซึ่งจะได้จำนวนตัวอย่าง มากกว่าการใช้ตารางการกำหนดขนาดของ Krejcie and Morgan (1970) และสูตร Yamane Taro (1973) ซึ่งจะได้ขนาดตัวอย่างไม่ถึง 400 คน ฉะนั้นผู้วิจัยใช้ 10% ของ 5,761 คน จะได้ขนาดตัวอย่าง 576 คน แต่ผู้วิจัยสามารถเก็บข้อมูลได้ทั้งสิ้น 619 ชุด ซึ่งสามารถแสดงจำนวนตัวอย่างในแต่ละคณะ ได้ผลดังตาราง 4.2
55 ตารางที่ 4.2 แสดงจำนวนของตัวอย่างในแต่ละคณะ สาขาวิชา ชั้นปี จำนวนประชากร (คน) จำนวนตัวอย่าง (คน) จำนวนตัวอย่างที่ เก็บจริง (คน) ครุศาสตร์ 1 194 19 24 2 133 13 17 3 118 12 14 4 127 13 14 5 94 9 10 รวม 666 67 79 มนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ 1 463 46 50 2 449 45 48 3 435 43 45 4 417 42 43 5 194 19 20 รวม 1,958 196 206 วิทยาการจัดการ 1 250 25 26 2 184 18 21 3 353 35 37 4 280 28 32 รวม 1,067 107 116 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและ การเกษตร 1 456 46 47 2 474 47 49 3 450 45 47 4 499 50 55 5 191 19 20 รวม 2,070 207 218 รวมทั้งสิ้น 5,761 576 619 ที่มา (รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2558: 60)
56 4. ขอบเขตของระยะเวลา ระยะเวลาศึกษา มีการดำเนินการ 1 ปีการศึกษา ตัวอย่าง 2 ชื่องานวิจัย การประเมินโครงการการจัดตั้งห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP) ขอบเขตด้านตัวแปร ผู้วิจัยไม่ได้ทำการระบุ เพราะไม่ได้ทำการทดสอบสมมุติฐาน ขอบเขตด้านเนื้อหา ผู้วิจัยกำหนดรูปแบบการประเมินโครงการการจัดตั้งห้องเรียนพิเศษ Science and Mathematics Program (SMP) โดยอาศัยกรอบการประเมินตามแนวคิดของ CIPP Model มาพัฒนาเป็นขอบเขตการประเมิน ขอบเขตด้านระยะเวลา ระยะเวลาศึกษา มีการดำเนินการ 4 เดือน คือ พฤษภาคม – สิงหาคม 2559 ขอบเขตด้านสถานที่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูวิทยาศาสตร์ และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโปรแกรมด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ที่เข้าร่วมโครงการโดยเลือกพัฒนา กลุ่มเป้าหมายที่เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาควบคู่สามัญในสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน จังหวัดยะลา จำนวน 6 โรงเรียน วิธีดำเนินการทำวิจัย วิธีดำเนินการทำวิจัย ขั้นนี้เป็นการระบุถึงขั้นตอนของการดำเนินการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นการสร้าง เครื่องมือหรือนวัตกรรมต่าง ๆ จนถึงขั้นของการได้มายังข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายจนเสร็จสิ้น สำหรับขั้น ตอนนี้หลักการเขียนจะแบ่งเป็นช่วง ๆ ตามลักษณะงานวิจัยแต่ละเรื่อง แต่จะมีหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้คือ ขั้นที่ 1 ขั้นการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์เอกสารเหล่านี้ ออกมาเป็นกรอบแนวคิด และคุณลักษณะของข้อมูลที่ต้องการศึกษา ขั้นที่ 2 ขั้นดำเนินการสร้างนวัตกรรม/เครื่องมือ สำหรับงานวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยในขั้นตอนนี้มีการระบุรายละเอียดของนวัตกรรม/เครื่องมือว่าเป็นประเภทใด มีลักษณะอย่างไร มีการให้คะแนนหรือแปลผลคะแนนเป็นอย่างไร มีวิธีการหาคุณภาพของนวัตกรรม/เครื่องมือจาก ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการหาคุณภาพโดยการทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ขั้นที่ 3 ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลจริงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการกำหนดระยะเวลาและ วิธีการดำเนินการให้เห็นเป็นขั้นตอน แล้วทำการสรุปผลวิจัย หมายเหตุงานวิจัยบางเรื่องได้มีการเขียนวิธีดำเนินการวิจัย โดยแยกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ตามแบบฟอร์มของหน่วยงานที่กำหนดไว้ แต่ทั้งนี้งานวิจัยจะต้องมีรายละเอียดของการเก็บรวบรวม ข้อมูลครบทุกประเด็น
57 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการระบุว่าผู้วิจัยจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากร หรือ ตัวอย่าง หรือกลุ่มเป้าหมายได้โดยวิธีการใด โดยทำการบรรยายเป็นขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อให้ได้ ข้อมูลที่ครบถ้วน ดังตัวอย่าง ตัวอย่าง ชื่องานวิจัย: การพัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์ (e-book) วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การเรียนรู้สำหรับนักศึกษาครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้รายงานได้ดำเนินการทดลองตามขั้นตอนดังนี้ 1. ให้นักศึกษาทดสอบวัดความรู้ก่อนเรียน (Pre-test) และวัดทักษะการทำวิจัย 2. ใช้หนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยดำเนินการดังนี้ 2.1 ผู้รายงานแนะนำการใช้หนังสืออิเลคทรอนิกส์โดยบอกวัตถุประสงค์ของการเรียน ด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์และบทบาทของนักเรียนในการปฏิบัติกิจกรรมของหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2.2 ดำเนินการตามกระบวนการที่ได้วางไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้โดยครูเป็นเพียงผู้ ช่วยเหลือในเวลาที่ผู้เรียนเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์เท่านั้นช่วยให้ผู้เรียน เป็นอิสระ โดยเน้นที่ “กระบวนการ”และ“ผลลัพธ์” ของการเรียนการสอน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมี บทบาทรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง 3. หลังจากที่ดำเนินการใช้หนังสืออิเลคทรอนิกส์สิ้นสุดลงแล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบ หลังเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดความรู้และทักษะการทำวิจัยชุดเดียวกับที่ใช้ในการ ทดสอบก่อนเรียนและประเมินความพึงพอใจ 4. ตรวจให้คะแนนการทดสอบหลังเรียนเพื่อนำไปวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการระบุถึงสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ในแต่ละส่วน ซึ่งสามารถแยก สถิติออกเป็น 2 ส่วนคือ สถิติสำหรับการหาคุณภาพของเครื่องมือ/นวัตกรรม และสถิติสำหรับการ วิเคราะห์ข้อมูล โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการวิจัย ว่าต้องการผลที่เป็น สถิติสำหรับวิเคราะห์ ข้อมูลพื้นฐาน และสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมุติฐาน ตัวอย่าง ชื่องานวิจัย : การพัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้รายงานได้วิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ สถิติสำหรับการหาคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ 1. การหาคุณภาพและประสิทธิภาพหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 1.1 ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยหาค่าเฉลี่ย ( x ) และหาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) 1.2 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 จาก E1/E2
58 2. การหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ 2.1 ค่าความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างแบบทดสอบแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.2 คุณภาพของแบบทดสอบ 1) ค่าความยากง่าย (p) 2) ค่าอำนาจจำแนก (B) 3) ค่าความเชื่อมั่น (reliability) แบบอิงเกณฑ์โดยใช้สูตรของ Lovett 3. แบบวัดทักษะการทำวิจัย 3.1 ค่าความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างแบบวัดแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 4.1 ค่าความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อคำถามแต่ละข้อกับจุดประสงค์การวัด 4.2 ค่าอำนาจจำแนก โดยการทดสอบค่าที(t-test) 4.3 ค่าความเชื่อมั่นใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (-Coefficient)ของครอนบา (Cronbach alpha coefficient) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.1 ค่าเฉลี่ย (mean) 1.2 ร้อยละ (percentage) 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) 2. สถิติในการทดสอบสมมติฐาน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและ หลังเรียน ของนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์(t–test dependent) กรอบการดำเนินการวิจัย กรอบการดำเนินการวิจัยเป็นการนำเสนอแผนผังของการดำเนินการวิจัยหลังจากที่ผู้วิจัย วางแผนการดำเนินการวิจัยแล้ว โดยทำการสรุปวิธีดำเนินการวิจัยเป็นแผนผังที่ทำให้สามารถมองเห็น ขั้นตอนอย่างชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อการทำให้ทราบว่า ขณะนี้ผู้วิจัยดำเนินการอยู่ในขั้นไหน ซึ่งทำให้ผู้วิจัยได้วางแผนระยะเวลาของการดำเนินการวิจัยได้ทันตามเวลาที่กำหนดไว้ ตัวอย่าง ชื่องานวิจัย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของนักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏยะลา
59 ขั้นตอนดำเนินการวิจัย มีขั้นตอนตามภาพที่ 4.1 ขั้นตอนการดำเนินการ กระบวนการ ผลที่ได้รับ ภาพที่ 4.1 ขั้นตอนดำเนินการวิจัยเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะการคิดนอกกรอบของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่มา (รุ้งลาวัณย์ จันทรัตนา, 2558 : 65) ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวกับ ปัจจัยและคุณลักษณะ การคิดนอกกรอบ ศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ ปัจจัยที่สัมพันธ์/มี อิทธิพล 1. แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์/ ส่งผลต่อการคิดนอกกรอบ 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กรอบแนวคิด และ ตัวแปร กำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง กำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. หาข้อมูลจำนวนประชากรและชื่อนักศึกษา 2. กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง 3. เลือกตัวอย่าง ชื่อและจำนวน นักศึกษาที่เป็น กลุ่มตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือ การสร้างเครื่องมือ 1. กำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ 2. กำหนดโครงสร้างตัวแปร 3. ตรวจสอบโครงสร้างตัวแปร 4. สร้างเครื่องมือ 5. ตรวจสอบความตรง และหาค่าความเที่ยง คำนิยามและ โครงสร้างตัวแปร แบบวัด คุณลักษณะ ทั้งหมด การเก็บรวบรวม ข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ดำเนินการสอบถาม 2. ตรวจสอบ ลงรหัสแบบวัดแบบสอบถาม ได้แบบสอบถาม คืนตามจำนวน การนำเสนอ ผลการวิจัย การนำเสนอผลการวิจัย 1. สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และ ข้อเสนอแนะ 2. จัดทำรายงานการวิจัย ผลการวิจัย และ ข้อเสนอแนะ การวิเคราะห์ ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2. วิเคราะห์ปัจจัย/และทำการยืนยันปัจจัย ผลการวิเคราะห์ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ การคิดนอกกรอบ
60 สรุป การนำเสนอวิธีดำเนินการวิจัย ในบทนี้เป็นการบอกรายละเอียดของการดำเนินการวิจัย ประกอบด้วยหัวข้อหลัก คือ ขอบเขตของการวิจัยที่ระบุถึง ประชากร ตัวอย่างหรือกลุ่มเป้าหมาย วิธีการเลือกตัวอย่าง การประมาณขนาดตัวอย่าง และลักษณะของตัวแปร (ถ้ามี) วิธีดำเนินการของ การวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และกรอบการดำเนินการวิจัย โดยวิธีดำเนินการวิจัย เป็นการระบุ ถึงขั้นตอนของการดำเนินการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นการสร้างเครื่องมือหรือนวัตกรรมต่าง ๆ จนถึงขั้นของการ ได้มายังข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายจนเสร็จสิ้น ซึ่งงานวิจัยบางเรื่องได้มีการเขียนวิธีดำเนินการวิจัย โดยแยกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ตามแบบฟอร์มของหน่วยงานที่กำหนดไว้ แต่ทั้งนี้งานวิจัยจะต้อง มีรายละเอียดของการเก็บรวบรวมข้อมูลครบทุกประเด็น ส่วนวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นบรรยาย เป็นขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบว่าผู้วิจัยจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายได้โดยวิธีการอย่างไร และ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการระบุถึงสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละส่วน ซึ่งสามารถ แยกสถิติสำหรับการหาคุณภาพของเครื่องมือ และสถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล และกรอบ การดำเนินการวิจัย เป็นการนำเสนอแผนผังของการดำเนินการวิจัยหลังจากที่ผู้วิจัยวางแผน การดำเนินการวิจัยแล้ว โดยทำการสรุปวิธีดำเนินการวิจัยเป็นแผนผังที่ทำให้สามารถมองเห็นขั้นตอน อย่างชัดเจน เมื่อผู้วิจัยมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถเขียนงานวิจัยตั้งแต่ชื่อปัญหาการวิจัย บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ได้แล้วนั้น สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อก็คือการสร้างหรือพัฒนาเครื่องมือสำหรับการวิจัยให้มีคุณภาพ และเลือกใช้ เครื่องมือให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยจะมีรายละเอียดในบทถัดไป
61 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จากชื่อปัญหาการวิจัยที่กำหนดมาให้ จงระบุถึงประชากรและตัวอย่าง ตามรายละเอียด ดังนี้ 1.1 ประชากรคือ 1.2 ตัวอย่างคือ 1.3 วิธีการเลือกตัวอย่าง 1.4 ขนาดของตัวอย่าง 2. สาเหตุใดนักวิจัยจึงไม่เก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรทั้งหมดที่งานวิจัยระบุไว้ จงอธิบาย 3. จงยกงานวิจัยที่มีประชากรแบบไม่จำกัดและแบบจำกัด มาอย่างละ 5 เรื่อง 4. มีงานวิจัยเรื่องหนึ่ง ระบุจำนวนประชากรว่ามีทั้งหมด 2,558 คน ถ้านักวิจัยคนนี้ต้องการ กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตร Taro Yamane และใช้ตารางของ Krejcie, Robert V. and Morgan จะได้ตัวอย่างจำนวนเท่าไหร่ 5. จงยกตัวอย่างงานวิจัยมา 1 เรื่อง พร้อมทั้งอธิบายถึงวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยสรุป ตั้งแต่ต้นจนเสร็จงานวิจัย 6. จงยกตัวอย่างงานวิจัยมา 1 เรื่อง พร้อมทั้งบรรยายถึงสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ในแต่ละ ส่วน ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ/นวัตกรรม และสถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล
บทที่ 5 เครื่องมือสำหรับการวิจัย สำหรับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้นั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในการ กระบวนการวิจัยก็คือ การได้มาซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเครื่องมือการวิจัย จะมี 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นวัตกรรมการเรียนรู้หรือ สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ เป็นต้น ซึ่งผู้วิจัยต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับรายละเอียดของสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้ เพื่อผลที่ได้จากการวิจัยตรงตามที่วัตถุประสงค์ที่วางไว้และเชื่อถือได้ นวัตกรรมการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่นักวิจัยได้คิดค้น สร้างสรรค์หรือดัดแปลง พัฒนาสิ่งที่มีอยู่มาใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อกิจกรรมการจัดการเรียน มีความหมายดังนี้ นวัตกรรม หมายถึง สิ่งที่ประดิษฐ์คิดค้นหรือสร้างสรรค์ขึ้นมา หรือมีการพัฒนาจากสิ่งเดิมให้ มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ โดยรูปแบบของนวัตกรรมอาจเป็นสิ่งของ ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี กระบวนการความคิด หรือกระบวนการดำเนินการ เป็นต้น และเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดประโยชน์สังคมในรูปแบบของการใช้งานตามศาสตร์ต่าง ๆ การเรียนรู้หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากสมองทำการรับรู้ต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ผ่านสื่อ สัมผัส คือ ตา จมูก หู ปาก ลิ้น ผิวสัมผัส โดยมีความรู้สึกเข้ามาผนวก บวกกับระบบการรับรู้ทาง อารมณ์ โดยมีการประมวลผลจากข้อมูลเก่า แล้วผ่านระบบคิดวิเคราะห์แล้วสรุปเป็นความคิด รวบยอด ทำให้เกิดการเรียนรู้และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้ง 3 ด้านคือ ด้านสมอง ด้านจิตใจ และ ด้านทักษะ จนกลายเป็นนิสัย หรือความชำนาญในการปฏิบัติ นวัตกรรมการเรียนรู้หมายถึง สิ่งที่ประดิษฐ์คิดค้นที่สร้างสรรค์ขึ้นมา เป็นสิ่งของ ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี กระบวนการความคิด หรือกระบวนการดำเนินการ เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนหรือพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ ในระบบสมอง ความรู้สึกและอารมณ์ หรือทักษะ ยังผลให้เกิดปัญญาและ จิตปัญญา และด้านทักษะ จนเป็นนิสัย หรือความชำนาญในด้านต่าง ๆ นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะยุคการเปลี่ยนแปลง มี 2 รูปแบบ ดังนี้คือ 1. นวัตกรรมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี (Technology-based Learning) ได้แก่ การเรียนรู้ บนคอมพิวเตอร์การเรียนรู้บนเว็บ (Web-based Learning) ห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual Classrooms) เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Social Networking) การจัดการความรู้ (Knowledge Management) กระดานแสดงความคิดเห็นออนไลน์(Application Padlet) ที่เป็นทั้ง วิดิทัศน์การใช้ภาพและเสียง โปรแกรมประยุกต์ เทคโนโลยีการสื่อสาร 2. นวัตกรรมการเรียนรู้ด้านกระบวนการ ได้แก่ การเรียนรูจากปญหาหรือการเรียนรูแบบ PBL (Problem - Based Learning) เทคนิคการจัดกิจกรรมในการพัฒนาคุณลักษณะ ได้แก่
64 กระบวนการสะท้อนคิด แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC หรือ Professional Learning Community) การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop Meeting) วางแผนพัฒนาแบบการ มีส่วนร่วม เทคนิคการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น Think Pair share หรือ การการใช้แผนที่ความคิด (Mind mapping) การเสวนา การสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาทักษะการคิดด้วยหมวก 6 ใบ เป็นต้น เครื่องมือสำหรับการวิจัย เครื่องมือสำหรับการวิจัย มีหลายประเภท มีลักษณะ วิธีการสร้าง วิธีการใช้ ประโยชน์ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป โดยการเลือกใช้เครื่องมือแต่ละประเภทนั้น ผู้วิจัยจะต้องพิจารณา ถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยว่าต้องการข้อมูลแบบใด วิธีใด ที่จะให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องที่สุด สำหรับเครื่องมือสำหรับการวิจัยมีดังนี้ 1. แบบสอบถาม แบบสอบถาม (questionnaire) เป็นชุดของข้อคำถามที่สร้างขึ้นมาตามทฤษฎี หลักการของเรื่องที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ที่ผู้วิจัยได้ ทำการศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 แบบสอบถามส่วนนี้จะเป็นการถามถึง คุณลักษณะด้านต่าง ๆ ของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล คุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ ต้องการวัด ได้แก่ ความรู้ การรับรู้ อารมณ์ความรู้สึก ความคิดเห็น ทักษะต่าง ๆ ความพึงพอใจ ที่ได้แสดงออกมา โดยแบบสอบถามจะช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้ครบถ้วน แบบสอบถาม ในงานวิจัยจะใช้ชื่อตามความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น แบบสอบถามพฤติกรรมการรับรู้เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในเยาวชน แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหนังสืออิเลคทรอนิกส์ แบบวัดเจตคติของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความเป็นคนทันคน สำหรับรายละเอียดของการสอบถามมีดังนี้ (ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ, 2543 และวาโร เพ็งสวัสดิ์, 2546) โครงสร้างของแบบสอบถาม โครงสร้างของแบบสอบถาม ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี้คือ ส่วนแรก เป็นแบบสอบถามปลายปิด ที่ถามเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวกับคุณลักษณะ ของกลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือที่ช่วยในการเก็บรวมรวมข้อมูล คือ แบบสำรวจรายการหรือข้อคำถาม ปลายเปิด ส่วนที่สอง เป็นแบบสอบถามคุณลักษณะหรือพฤติกรรมที่ต้องการวัด ที่สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เครื่องมือที่ช่วยในการเก็บรวมรวมข้อมูล คือ แบบสำรวจรายการหรือแบบ มาตราส่วนประมาณค่า รายละเอียดในส่วนนี้อาจมีมากกว่า 1 ตอน ตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ที่วางไว้ ส่วนสุดท้าย เป็นแบบสอบถามปลายเปิด ซึ่งไม่กำหนดคำตอบแต่จะเปิดให้ผู้ตอบแสดง ความคิดเห็นในการตอบอย่างอิสระ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้
65 ประเภทของแบบสอบถาม 1 แบบสอบถามปลายปิด (closed form) แบบสอบถามประเภทนี้ มีข้อคำถาม และคำตอบให้ผู้ตอบเลือกตอบ โดยตัวเลือกที่ใช้มีหลายรูปแบบ ดังนี้ 1.1 แบบสอบถามให้ตอบเพียง 1 คำตอบ ตัวอย่าง เพศ ชาย หญิง 1.2 แบบสอบถามหลายคำตอบ เป็นการถามให้ผู้ตอบสามารถเลือกตอบคำตอบ ได้มากกว่า 1 ข้อ ตัวอย่าง กิจกรรมนอกหลักสูตรที่นักเรียนต้องการ มีอะไรบ้าง ทัศนศึกษา English Camp จิตอาสา อื่นๆ ระบุ......... 1.3 แบบสำรวจรายการ เป็นการถามให้ผู้ตอบเลือกตอบ เพียง 2 คำตอบ เช่น ใช่ – ไม่ใช่, มี – ไม่มี, เห็นด้วย – ไม่เห็นด้วยหรือชอบ – ไม่ชอบเป็นต้น ตัวอย่าง - ฉันสามารถใช้ภาษามลายูในการสื่อสารได้ ใช่ ไม่ใช่ - ฉันชอบทำสื่อออนไลน์ ชอบ ไม่ชอบ 1.4 แบบมาตราส่วนประมาณค่า เครื่องมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของแบบสอบถาม ปลายปิดเช่นเดียวกันกับแบบสำรวจรายการ โดยใช้วัดระดับของความรู้สึก เจตคติพฤติกรรมต่าง ๆ ข้อมูลที่ได้จะมีความต่อเนื่องเป็นระดับ โดยทั่วไปใช้ตั้งแต่ 3 – 9 ระดับ ขึ้นอยู่กับวัยวุฒิหรือคุณวุฒิ ของกลุ่มเป้าหมาย โดยระดับของคุณลักษณะจะใช้กี่ระดับก็ได้และใช้จำนวนคี่ เพื่อให้ค่าตรงกลางแทน ค่าเฉลี่ยของมาตรานั้น ๆ ประเภทของมาตราส่วนประมาณค่าแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้คือ 1) มาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข รูปแบบนี้เป็นการให้ความหมาย ระดับของคุณลักษณะที่ต้องการวัดเป็นแบบง่ายที่สุด โดยมีการให้ความหมายของตัวเลขต่าง ๆ ตัวอย่าง คำชี้แจง แบบประเมินนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการกลั่นแกล้งในกลุ่ม นักรียน โดยมีเกณฑ์การประเมินดังนี้ 5 หมายถึง ระดับคุณภาพ มากที่สุด 4 หมายถึง ระดับคุณภาพ มาก 3 หมายถึง ระดับคุณภาพ ปานกลาง
66 2 หมายถึง ระดับคุณภาพ น้อย 1 หมายถึง ระดับคุณภาพ น้อยที่สุด ตารางที่5.1 ตัวอย่างแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข ข้อที่ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 5 4 3 2 1 1 นักเรียนล้อชื่อพ่อแม่กัน 2 นักเรียนทำร้ายร่างกายกัน 3 …… 2) มาตราส่วนประมาณค่าแบบพรรณนา รูปแบบนี้เป็นแบบคำบรรยาย บอกระดับของคุณลักษณะนั้น ๆ แทนที่ระดับของความรู้สึก ว่าเป็นอย่างไร ตัวอย่าง คำชี้แจง : ให้ทำเครื่องหมายตรงระดับพฤติกรรมของนักเรียน ภาพที่5.1 ตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่าแบบพรรณนา 3) มาตราส่วนประมาณค่าแบบกราฟ มาตราส่วนแบบนี้มีการแบ่ง คุณลักษณะเป็นช่วงระดับที่มีระดับความเข้ม ความถี่ มีคำบรรยายอยู่ด้านข้าง ผู้วัดต้องพิจารณาว่า มีคุณลักษณะตรงกับช่วงใดก็บันทึกในช่วงนั้นต่างจากแบบตัวเลขตรงที่ใช้แทนรหัสเลข ตัวอย่าง คำชี้แจง : จงพิจารณาถึงพฤติกรรมของนักเรียน โดยทำเครื่องหมาย ตรงจุดใด ก็ได้บนเส้นนอนว่ามีค่าระดับใด ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น รู้สึกชอบเมื่อเห็น เพื่อนถูกกลั่นแกล้ง ทำเฉยเมยเมื่อ เห็นเพื่อนถูกกลั่น แกล้ง เมื่อถูกเพื่อนกลั่นแกล้งแล้วนิ่ง เฉยไม่โต้ตอบ เมื่อถูกเพื่อนกลั่น แกล้งแล้วโต้ตอบทันที
67 นักศึกษาจะพยายามคิดและแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้อื่น หากมีใครตั้งคำถามหรือปัญหาให้แสดงความคิดเห็น ไม่เคยเลย ทุกครั้ง ลักษณะสำคัญของเครื่องมือประเภทนี้มี4 ประการคือ 1. มีระดับความเข้มข้นให้ผู้ตอบ เลือกตอบตามระดับความคิดโดยเหตุผลสภาพความเป็น จริงของตนเอง ซึ่งจะมีระดับความเข้มดังนี้ 1.1 เทคนิคของเทอร์สโตน (Thurstone technique) มีระดับความเข้ม 3 ระดับ 1.2 เทคนิคของลิเคิร์ก (Likert technique) มีระดับความเข้ม 5 ระดับ 1.3 เทคนิคของออสกู้ด (Osgood; Semantic differential technique) มีระดับ ความเข้ม 11 ระดับ 2. ระดับที่ผู้วิจัยเลือกใช้เพื่อสร้างเครื่องมือนั้น อาจเป็นชนิดที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในข้อเดียวกัน หรือมีเฉพาะด้านบวกหรือมีเฉพาะด้านลบ โดยที่อีกด้านหนึ่งจะเป็นศูนย์หรือระดับ ที่น้อยมาก 3. บางข้อคำถามมีลักษณะเชิงนิมานหรือทางบวก (positive Scale) บางข้อคำถามมี ลักษณะเชิงนิเสธหรือทางลบ (negative Scale) 4. สามารถแปลงผลการตอบเป็นคะแนนได้ ดังตาราง 5.2 ตารางที่5.2 แสดงการแปลงผลการตอบแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า เกณฑ์การให้คะแนน + - เห็นด้วยอย่างยิ่ง มากที่สุด ทุกครั้ง ดีมาก 5 1 เห็นด้วย มาก บ่อยครั้ง ดี 4 2 ไม่แน่ใจ ปานกลาง บางครั้ง ปานกลาง 3 3 ไม่เห็นด้วย น้อย นานครั้ง พอใช้ 2 4 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง น้อยที่สุด ไม่เคยเลย ปรับปรุง 1 5 1.5 แบบสอบถามแบบจัดอันดับความสำคัญ เครื่องมือชนิดนี้มีตัวเลือกหลายตัว เพื่อให้ผู้ตอบได้จัดอันดับความสำคัญของประเด็นตามวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ทราบว่าเรื่องใด ประเด็นใด มีความสำคัญมากกว่าหรือน้อยกว่า ตัวอย่าง นักศึกษาชอบทำกิจกรรมอะไร เรียงลำดับความชอบ ....... ทัศนศึกษา
68 ....... เข้าค่ายอาสา ....... กิจกรรมพัฒนาทักษะ ....... English Camp ....... อื่น ๆ ระบุ………… 2. แบบสอบถามปลายเปิด (open form) แบบสอบถามประเภทนี้ไม่กำหนด คำตอบ แต่จะเปิดให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นในการตอบอย่างอิสระ ตัวอย่าง นักเรียนควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งกันในกลุ่มเพื่อน ............................................................................................................................. ....... .................................................................................................................................... หลักการสร้าง หลักการสร้างเครื่องมือประเภทนี้ มีดังนี้ 1. ข้อคำถามอย่าให้ข้อความยาวเกินไปจนหาประเด็นที่สำคัญไม่เจอ และอาจทำให้ ผู้ตอบเกิดความเบื่อหน่ายในการตอบ จนไม่ให้ความร่วมมือ 2. ข้อคำถามต้องเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ยั่วยุให้ผู้ตอบตอบด้วยความเต็มใจ 3. ข้อคำถามต้องใช้ภาษาที่เหมาะสมกับผู้ตอบ โดยคำนึงถึงวัยวุฒิและคุณวุฒิ 4. ข้อคำถามต้องไไม่เป็นคำถามชนิดที่แนะแนวให้แก่ผู้ตอบ ประโยชน์ของการสอบถาม การสอบถามมีประโยชน์ดังนี้ 1. สามารถใช้ถามกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก ๆ ในเวลาเดียวกันก็ได้ โดยใช้เวลาในการ เก็บรวบรวมข้อมูลน้อย 2. สามารถให้ผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้ตามเหตุผลของแต่ละคน 3. สามารถปรับปรุงแบบสอบถามให้มีคุณภาพโดยใช้เทคนิคทางสถิติ ข้อเสียของการสอบถาม ข้อเสียของการสอบถามมีดังนี้ 1. การไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ตอบอย่างเต็มที่จากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1.1 ไม่มีการชี้แจงแบบสอบถามอย่างชัดเจน ว่าผลที่ได้ผู้วิจัยต้องการนำไปทำ อะไร ทำให้ผู้ทำแบบสอบถามไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการ 1.2 แบบสอบถามใช้ภาษาที่ไม่เข้าใจมีจำนวนข้อมากเกินไป ทำให้ผู้ตอบเกิด ความรำคาญ เพราะเสียเวลาที่จะตอบหรือไม่มีเวลา 1.3 ผู้ตอบเกิดความกลัว เพราะคำตอบที่ได้อาจจะมีผลกระทบต่อผู้ตอบ ผู้วิจัย จึงจะต้องระบุให้เห็นว่าการตอบนั้นจะไม่มีผลกระทบในทางลบ แต่อย่างใด และที่สำคัญผู้วิจัยไม่ เปิดเผยข้อมูลของผู้ตอบแก่สาธารณชน
69 2. ข้อคำถามถามกำกวม เยิ่นเย้อ ผู้ตอบสามารถตีความได้หลายแง่หลายมุม 2. แบบสังเกต การสังเกต (observation) เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่ง ที่ให้ผู้วิจัยใช้ประสาทสัมผัส โดยสายตาทำการสังเกตและเฝ้าคอยประเด็นของสถานการณ์ที่ต้องการ ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ในงานวิจัย การสังเกตสามารถใช้ได้ทุกเวลาแต่ต้องไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว และควรบันทึกสิ่งที่สังเกต ได้เป็นระยะตามห้วงเวลา โดยผู้วิจัยจะต้องไม่สอดแทรกความคิดเห็น เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ข้อมูล ผิดจากความเป็นจริง สำหรับรายละเอียดของการสังเกตมีรายละเอียดดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2546; พรรณี ลีกิจวัฒนะ ,2557 และวัลลภ รัฐฉัตรานนท์, 2554) หลักในการสังเกต ในการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลนั้นควรมีหลักการดังนี้ 1. ผู้สังเกตต้องได้รับการฝึกฝนของวิธีการสังเกตและการจดบันทึกสิ่งที่ปรากฏจริง โดยห้ามใช้ความเห็นหรือประสบการณ์ของตนเองมาตัดสินพฤติกรรมบุคคล 2. การสังเกตแต่ละครั้งจะต้องมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจนว่าสังเกตเรื่องอะไร 3. การสังเกตควรมีการกำหนดวันเวลาสถานที่ให้ชัดเจน 4. การสังเกตต้องทำเป็นสถิติได้เช่น การสังเกตพฤติกรรมการกลั่นแกล้งของ นักเรียน ทุกวัน เป็นช่วงเวลา 5. ต้องสังเกตพฤติกรรมที่บุคคลทำเสมอ ๆ บ่อย ๆ เป็นนิสัยของผู้สังเกต ไม่ควรนำ ผลการสังเกตเพียงไม่กี่ครั้ง ไปทำการสรุปว่าบุคคลนั้นต้องมีพฤติกรรมเช่นนั้นเสมอไป รูปแบบของการสังเกต การสังเกตมีอยู่ 2 รูปแบบคือ 1.การสังเกตที่เป็นทางการ เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมภายใต้สถานการณ์หรือ สิ่งแวดล้อมที่มีการควบคุม หรือมีการวางแผน เช่น มีการกำหนดเวลาไว้ล่วงหน้าว่าจะสังเกต พฤติกรรมเมื่อไร ใช้เวลานานเท่าใด สังเกตพฤติกรรมในสภาพการณ์อย่างไร เช่น สังเกตพฤติกรรม การมีสมาธิในขณะเด็กอยู่ตามลำพัง 2.การสังเกตไม่เป็นทางการ เป็นการสังเกตพฤติกรรมในภาวะสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติที่ไม่ได้มีการปรับปรุงแต่งแต่อย่างใดเลย เช่น การสังเกตพฤติกรรมของการเป็นผู้นำของ นักเรียน หรือพฤติกรรมจิตอาสา ข้อควรระวังในการสังเกต เพื่อให้ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตนั้นมีความเที่ยงตรงและสามารถนำไปสรุปผลได้ดี ผู้สังเกตควรระมัดระวังเรื่องดังนี้ 1. ผู้สังเกตไม่ควรทำตัวให้มีอิทธิพลต่อผู้ถูกสังเกต อย่าให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวว่ากำลังถูก สังเกต เพราะจะทำให้ผู้ถูกสังเกตมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ 2. ผู้สังเกตต้องไม่ให้ประสบการณ์หรือทัศนคติส่วนตัวไปมีอิทธิพลต่อการสังเกต
70 3. การสรุปหรือตีความหมายข้อมูล ต้องมีข้อมูลที่ละเอียดมากพอจากการสังเกต หลายครั้ง ผู้สังเกตอย่าสรุปจากข้อมูลที่ได้เพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น การบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกต ในการบันทึกจากการสังเกตนั้นสามารถใช้เครื่องมือหลายประเภทมาช่วยได้เช่น แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า หรือ การจดบันทึกพฤติกรรมโดยตรงที่เห็นจริง ลักษณะที่ดีที่ในการบันทึกพฤติกรรมจากแบบสังเกตมีดังนี้ 1.ระบุวัน เวลา สถานที่ 2.บันทึกทุกอย่างให้ละเอียดที่สุด รวมทั้งสภาพแวดล้อมและบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ นั้นด้วย 3.บันทึกข้อมูลตลอดเหตุการณ์เพื่อป้องกันข้อมูลที่สำคัญขาดหายไป 4.ใช้ภาษาเข้าใจง่าย อย่าให้เกิดการตีความ 5.ผู้สังเกตต้องไม่บรรยายความคิดเห็นหรือแสดงอารมณ์ 6.มีการลงลายเซ็นของผู้สังเกตกำกับไว้ทุกครั้ง 3. แบบสัมภาษณ์ แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่ง ที่ให้ผู้วิจัยเข้าไปพูดคุยซักถามกับ กลุ่มเป้าหมายอย่างมีจุดหมายตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เพราะทำให้เข้าใจถึงความต้องการ ความรู้สึก ความคาดหวัง ความสนใจ เจตคติหรือลักษณะพัฒนาการของบุคคลได้เป็นอย่างดีสิ่งที่สำคัญของ ผู้สัมภาษณ์คือบุคลิกภาพที่ดี เพราะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เกิดความเชื่อถือไว้วางใจและเป็นมิตรต่อ ผู้สัมภาษณ์ข้อมูลที่จะได้ตรงตามวัตถุประสงค์มากขึ้น สำหรับเครื่องมือที่ช่วยในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ เครื่องมืออัดเสียง เครื่องถ่ายภาพ แต่ผู้สัมภาษณ์ต้องขออนุญาต ผู้ถูกสัมภาษณ์ก่อนทุกครั้ง สำหรับรายละเอียดของการสัมภาษณ์มีดังนี้(ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ, 2543) ประเภทของการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง เป็นการสัมภาษณ์ที่ใช้กับเหตุการณ์ทั่วไป แบบที่ไม่เป็นทางการ ผู้ถูกสัมภาษณ์จะตอบคำถามตามโอกาสต่าง ๆ ทำให้ได้ข้อมูลไม่เป็นระบบ ระเบียบ โดยข้อมูลส่วนนี้จะนำเอาไปเป็นส่วนประกอบขยายความถามต่อในครั้งถัดไป 2. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ใช้กับเหตุการณ์ที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะทำให้ได้ ข้อมูลที่เป็นระเบียบ เพราะการสัมภาษณ์ตรงประเด็น ช่วยขจัดการออกนอกเรื่องของผู้ถูกสัมภาษณ์ และผู้ให้สัมภาษณ์. ขั้นตอนการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์มี 3 ขั้นตอนดังนี้ 1. การเริ่มต้น เป็นช่วงแรกของการสัมภาษณ์ที่ผู้สัมภาษณ์ทำการชี้แจงถึง จุดมุ่งหมายของการสัมภาษณ์ และขณะเดียวกันก็สร้างบรรยากาศให้แก่ผู้ถูกสัมภาษณ์ให้มีความรู้สึก เป็นกันเอง เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด
71 2. การสัมภาษณ์ เป็นช่วงของการถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ซึ่งผู้สัมภาษณ์ใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นมาในการซักถามในแต่ละประเด็น เพื่อไม่ให้การสัมภาษณ์ ออกนอกวัตถุประสงค์ 3. การจบการสัมภาษณ์ เป็นช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ ซึ่งช่วงนี้ผู้สัมภาษณ์ต้อง ตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาว่าครบถ้วนหรือไม่ ตรงและครบกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ มีการตรวจสอบข้อมูล ที่ได้ให้มีความเข้าใจตรงกัน ข้อควรระวังในการสัมภาษณ์ ควรมีข้อระวังในการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ มีดังต่อไปนี้ 1. ก่อนสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์ต้องสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง มีการใช้ถ้อยคำ ภาษาที่เข้าใจง่ายและสุภาพ เพื่อลดความกังวลของผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่กังวล 2. เวลาสัมภาษณ์แต่ละครั้งไม่ควรนานกว่า 60 นาทีเพราะถ้านานเกินไปอาจเกิด ความเบื่อหน่ายของผู้ถูกสัมภาษณ์ และทำให้ไม่อยากตอบข้อมูล 3. ควรบอกให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ให้รู้ล่วงหน้าว่ามีการบันทึก ไม่ควรบันทึกขณะ สัมภาษณ์ แต่ควรจดทันทีหลังสัมภาษณ์เสร็จ 4. ผู้สัมภาษณ์มีการนัดเวลาผู้ถูกสัมภาษณ์ก่อนทุกครั้ง และผู้สัมภาษณ์จะต้องรักษา เวลานัดหมายอย่างเคร่งครัด 4. แบบทดสอบ แบบทดสอบ (testing) เป็นชุดของข้อคำถามที่สร้างขึ้นมาตามหลักการ แนวคิดและ ทฤษฎีของหลักการสร้าง รวมถึงคำอธิบายในรายละเอียดของเรื่องที่ต้องการทดสอล โดยมีประเด็น ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยแบบทดสอบเป็นเครื่องมือวัดสมรรถภาพทางสมองส่วนใหญ่ และ สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท โดยในที่นี้จะอธิบายถึงแบบทดสอบแบ่งตามรูปแบบคำถามและวิธี ตอบ สำหรับรายละเอียดของการทดสอบมีดังนี้ (ณรงค์โพธิ์พฤกษานันท์, 2550 และวาโร เพ็งสวัสดิ์ ,2546) ประเภทแบบทดสอบแบ่งตามรูปแบบคำถามและวิธีตอบ แบบทดสอบแบ่งตามรูปแบบคำถามและวิธีตอบ สามารถจำแนกได้2 ประเภท ดังนี้คือ 1.1 แบบทดสอบแบบปรนัย (objective test) ได้แก่ 1.1.1 แบบทดสอบถูก– ผิด (true–false) 1.1.2 แบบทดสอบจับคู่ (matching) 1.1.3 แบบทดสอบเติมคำ (completion) 1.1.4 แบบทดสอบเลือกตอบ (multiple choices) 1.2 แบบทดสอบแบบอัตนัย (subjective test) 1.2.1 แบบจำกัดคำตอบ (strict answer) 1.2.2 แบบไม่จำกัดคำตอบ (non-strict answer)
72 หลักการสร้างแบบทดสอบแบบปรนัย หลักการสร้างข้อสอบแบบปรนัยโดยภาพรวมมีดังนี้ 1.เขียนคำชี้แจงให้ชัดเจน 2.ข้อคำถามต้องมีความหมายที่ชัดเจน ว่าต้องการคำตอบอะไร และแต่ละข้อต้องมีที่ สำคัญเพียงเรื่องเดียว หรือใจความเดียว 3.ข้อคำถามต้องเป็นจริงหรือไม่จริงตามสากล หลีกเลี่ยงข้อความที่เกิดจากการ ตัดสินใจหรือความเห็นเฉพาะบุคคล 4.ข้อคำถามมีการใช้คำกะทัดรัดได้ใจความและรัดกุม และใช้ข้อความธรรมดาและ ชัดเจนและคำถาม ต้องมีเพียงคำตอบเดียว 5.ข้อคำถามมีการจัดเรียงตามเนื้อหาอย่างสมเหตุสมผล 6. หลีกเลี่ยงประโยคปฏิเสธ และประโยคปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ หากถ้ามีต้องมีการเน้น ประโยคปฏิเสธ เช่น ขีดเส้นหรือทำตัวหนาที่คำปฏิเสธ 7.ข้อคำถามที่มีการกำหนดว่าผิดหรือถูก จะต้องเป็นส่วนสำคัญมิใช่เติมคำว่า "ไม่" ลงไปทำให้ข้อความที่ถูกกลายเป็นข้อความผิด 8.หลีกเหลี่ยงข้อความที่เป็นเครื่องชี้คำตอบหรือช่วยให้คำตอบถูกหรือผิดเด่นชัดขึ้น เช่น คำว่าทุกๆทั้งหมด เสมอ ไม่มีเลยเป็นไปไม่ได้ทั้งสิ้น ทั้งนั้น คำเหล่านี้เป็นคำที่แสดงว่าผิด มากกว่าถูก ส่วนคำว่าบ่อย ๆบางครั้ง บางทีอาจจะคำเหล่านี้เป็นคำที่แสดงว่าถูกมากกว่าผิด 9.ข้อคำถามเป็นเรื่องที่หาข้อยุติไม่ได้ ให้ระบุแหล่งที่มาของปัญหา 10. หลีกเลี่ยงข้อคำถามที่เป็นคำสั่ง เพราะคำสั่งนั้นบอกไม่ได้ว่าผิดหรือถูก 11. อย่าเขียนข้อคำถามที่มีการแนะคำตอบหรือโยงให้ตอบในข้ออื่นได้ ต้องเขียนแต่ ละข้อเป็นอิสระแก่กัน 12. ถ้าข้อคำถามให้มีคำตอบเป็นจำนวนที่มีหน่วย ควรระบุหน่วยให้ชัดเจน 13. ควรหลีกเลี่ยง ตัวเลือกตอบประเภท"ถูกทุกข้อ " หรือ"ผิดทุกข้อ" เพราะจะทำให้ ผู้ตอบเดาได้ง่าย 14. ข้อคำตอบต้องมีลักษณะเป็นเอกพันธ์ (homogeneous) หรือเป็นเรื่องเดียวกัน 15. ควรมีการจัดเรียงคำตอบตามเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง เช่น เรียงตามลำดับเหตุการณ์ เรียงจากมากไปหาน้อย หรือเรียงจากน้อยไปหามาก เป็นต้น ประโยชน์ของแบบทดสอบแบบปรนัย แบบทดสอบแบบปรนัยมีประโยชน์ดังนี้ 1. เป็นการสร้างประเด็นข้อคำถามได้ครอบคลุมเนื้อหาวิชา เพราะสร้างได้หลายข้อ 2.สามารถสร้างข้อคำถามได้หลายวิชา 3.การให้คะแนนของคำถามเป็นปรนัย ตรวจได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถให้ใคร ตรวจก็ได้เพราะตรวจเหมือนกัน มีความยุติธรรมในการตรวจ 4. เป็นแบบทดสอบที่สามารถใช้วัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยได้ทั้ง 6 ขั้น 5. มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาสูง เพราะสามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้ครอบคลุม ครบถ้วน
73 ข้อเสียของแบบทดสอบแบบปรนัย แบบทดสอบแบบปรนัยมีข้อเสียดังนี้ 1. เป็นแบบทดสอบที่สามารถเดาข้อสอบได้ง่าย ตามสัดส่วนของจำนวนคำตอบ 2. ถ้าใช้แบบทดสอบที่มีข้อคำตอบที่น้อย จะทำให้มีผลเสียดังนี้คือ 2.1 ไม่สามารถวัดพฤติกรรมทางพุทธิพิสัยขั้นสูงได้ 2.2 มีค่าความเชื่อมั่นในระดับต่ำ เพราะคำตอบมีน้อยข้อ ทำให้ผู้ตอบสามารถ เดาคำตอบได้ง่าย 2.3 ไม่สามารถวินิจฉัยข้อบกพร่องในการเรียนได้เพราะประเด๊นข้อคำถามที่น้อย ทำให้ไม่ครบคลุมกับสิ่งที่ต้องการวัด 3. ถ้าใช้แบบทดสอบที่มีคำตอบหลายข้อ จะสร้างยากและเสียเวลาในการออก และ ถ้าทำการทดสอบกับผู้สอบน้อย ก็จะไม่คุ้มทุนที่สร้าง 4. ถ้าออกข้อสอบไม่ดีไม่ถูกหลักการสร้าง ก็จะวัดพฤติกรรมระดับขั้นต้น คือ ความรู้ ความจำและความเข้าใจ เท่านั้น 5. การออกข้อสอบวัดพฤติกรรมขั้นสูงค่อนข้างยากและใช้เวลา เช่น การวัด การวิเคราะห์สังเคราะห์การประเมินผล การสร้างสรรค์ ถ้าออกข้อคำถามจะสร้างโดยการให้ตอบสั้น ๆ 6. ถ้าเขียนข้อคำถามไม่ดีคือไม่ชัดเจน คลุมเคลือ และมีประเด็นสำคัญหลายข้อ ก็ทำให้มีหลายคำตอบ ซึ่งเป็นผลให้เกิดความลำบากในการให้คะแนน การตรวจให้คะแนนจึงขาด ความเป็นปรนัย และตรวจให้คะแนนยากมาก การตรวจให้คะแนนของแบบทดสอบแบบปรนัย การตรวจให้คะแนนของแบบทดสอบแบบปรนัยประเภทนี้ ผู้ออกข้อคำถามสามารถ ทำเฉลยไว้ล่วงหน้าได้ การตรวจก็เพียงเอาคำเฉลยไปเทียบกับสิ่งที่ตอบ และต้องมีการกำหนดคะแนน ให้เท่ากันทุกข้อ โดยไม่มีการหักคะแนน หรือมีการติดลบเมื่อตอบผิด หลักการสร้างแบบทดสอบแบบอัตนัย แบบทดสอบแบบอัตนัยมีหลักการสร้างดังนี้ 1. เขียนคำชี้แจงให้ชัดเจน 2. มีการกำหนดเวลาในการตอบ ให้เหมาะสมกับข้อคำถามและกลุ่มผู้ตอบ 3. มีการสร้างข้อคำถามแบบความเรียง ชัดเจน และไม่คุมเคลือ 4. พิจารณาเนื้อหา ข้อคำถามให้ครอบคลุมกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 5. พิจารณาถึงทักษะการเขียนตอบของผู้ตอบ ว่าสามารถตอบได้มากน้อยเพียงใด จึงจะออกแบบทดสอบประเภทนี้ ประโยชน์ของแบบทดสอบแบบอัตนัย แบบทดสอบแบบอัตนัยมีประโยชน์ดังนี้ 1. สามารถวัดพฤติกรรมขั้นสูงได้ดีกว่าแบบทดสอบปรนัย 2. สามารถวัดเจตคติได้และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้ตอบได้เป็นอย่างดี 3. เป็นการประหยัดเวลาในการสร้างแบบทดสอบ
74 ข้อเสียของแบบทดสอบแบบอัตนัย แบบทดสอบแบบอัตนัยมีข้อเสียดังนี้ 1. ข้อสอบไม่ครอบคลุมเนื้อหาสาระวิชาที่ต้องการ เพราะออกประเด็นข้อคำถาม ได้เพียงไม่กี่ข้อ ที่จะให้ผู้ตอบในเวลาที่จำกัด 2. ไม่มีความเป็นปรนัยในการการตรวจให้คะแนน ในกรณีที่ให้ผู้ตรวจหลายคน 3. แบบทดสอบนี้ไม่เหมาะกับผู้ตอบที่ไม่มีความสามารถในการเขียนบรรยาย อาจทำ ให้เสียเปรียบ 5. การสะท้อนคิด การสะท้อนคิด เป็นเครื่องมือที่ให้ผู้เรียนทำการทบทวน ความคิด ความรู้สึก หรือ ความรู้อย่างถี่ถ้วน โดยทำการวิเคราะห์แยกแยะประเด็นต่าง ๆ ในแง่บวก แง่ลบ ในข้อมูลที่ตนเองได้ พบได้ยินและสัมผัส แล้วนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนั้นให้เกิดเป็นการเรียนรู้และเกิด ความรู้ร่วมกัน แล้วนำไปใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ของตนเอง ประโยชน์ของการสะท้อนความคิด 1. ทำให้ทราบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ครูวางเป้าหมายไว้ 3. กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความระมัดระวังในสิ่งที่ตนเองกำลังจะกระทำในสิ่งต่าง ๆ 4. ทำให้ผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ และเกิดการบูรณาการ องค์ความรู้บนฐานของความรู้เดิม 5. ทำให้ผู้เรียนตะหนักว่า ซึ่งที่ตนเองรู้น้อย หรือยังไม่รู้ และต้องการรู้อะไรอีก เพิ่มขึ้น
75 ตัวอย่างแบบบันทึกการสะท้อนคิด กิจกรรมที่ 1 ขั้นที่ 1 แนวคำถามลักษณะและมีความสำคัญของครูนักพัฒนา 1. ครูนักพัฒนามีลักษณะและมีความสำคัญอย่างไร ............................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................... 2. ตัวเราเองมีคุณลักษณะครูนักพัฒนา ด้านใดบ้าง ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... 3. ทำอย่างไร ให้เรามีพฤติกรรมเป็น ครูนักพัฒนา ............................................................................................................................. ............................... ............................................................................................................................. ............................... ขั้นที่ 2 แบบบันทึกการสะท้อนคิดของ กิจกรรมที่ 1 การจัดกิจกรรมนี้ ทำให้ตัวเราเปลี่ยนแปลงคือ .................................................................................................................................. .......................... ........................................................................................................ .................................................... ขั้นที่ 3 แบบบันทึกผลลัพธ์สู่ผู้เรียน ถ้านักเรียนที่เราสอน เจอตัวเราที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในขั้นที่ 2 คิดว่านักเรียนจะรู้สึก อย่างไร ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ............................... หลักการสร้างเครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือในการวิจัยที่ได้กล่าวมาข้างต้น มีการหลักการสร้างโดยภาพรวมมีรายละเอียดดังนี้ 1. เครื่องมือในการวิจัยที่ที่ไม่ใช่ มีวิธีการดำเนินการสร้างเครื่องมือที่เป็นระบบตาม ระเบียบวิธีวิจัยมีหลักการดังนี้ 1.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีหลักการต่างๆ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์ของ การวิจัยที่วางไว้ แล้วนำมากำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษาที่ปรากฏอยู่ในบทที่ 2 ของงานวิจัย ส่วนใหญ่
76 1.2 นิยามคำศัพท์เฉพาะของคุณลักษณะที่ต้องการศึกษา โดยมีการระบุรายละเอียด ของคุณลักษณะนั้น ๆ ให้ออกมาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์หรือองค์ประกอบย่อยที่สามารถวัดได้ ที่ผ่าน การวิเคราะห์และสังเคราะห์ในขั้นที่ 1 1.3 กำหนดเครื่องมือที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และเหมาะสมกับ คุณลักษณะตามคำนิยามเฉพาะในข้อที่ 1.2 แล้วดำเนินการสร้างเครื่องมือตามกรอบแนวคิด โดยคำนึงถึงหลักการสร้างของเครื่องมือแต่ละประเภท พร้อมระบุส่วนประกอบของเครื่องมือ ซึ่งได้แก่ ชื่อเครื่องมือและคำชี้แจง 1.4 นำเครื่องมือที่สร้างเสร็จในขั้นที่ 1.3 ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาถึงคุณภาพ (รายละเอียดอยู่บทที่ 6) อย่างน้อย 3 ท่าน 1.5 นำเครื่องมือที่ได้จากการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไปปรับปรุงแก้ไขตาม คำแนะนำ แล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประชากร เพื่อหาคุณภาพของเครื่องมือ เช่น การหาค่าความเชื่อมั่น ค่าอำนาจจำแนก ตามคุณลักษณะของเครื่องมือ 1.6 นำเครื่องมือที่ผ่านการทดลองใช้ในข้อ 1.5 ไปปรับปรุงแก้ไขตามประเด็นที่เกิด ความผิดพลาด เพื่อให้เครื่องมือมีคุณภาพยิ่งขึ้น 1.7 ทำการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายตามที่ได้กำหนดแผนการ ดำเนินไว้ 2. เครื่องมือในการวิจัยที่เป็นแบบทดสอบในเนื้อหาวิชาการ มีหลักการ วิธีการ ดำเนินการสร้างที่เป็นระบบตามระเบียบวิธีวิจัยมีหลักการดังนี้ 2.1 ทำการตารางวิเคราะห์หลักสูตรเพื่อพิจารณาถึงความสอดคล้องของสาระวิชากับ จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.2 พิจารณาถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ต้องการอย่างถี่ถ้วน และกำหนดคุณลักษณะ ย่อยของพฤติกรรมการเรียนรู้ที่สามารถวัดได้อย่างแท้จริง 2.3 กำหนดประเภทของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับรายวิชาและกลุ่มเป้าหมาย 2.4 สร้างข้อคำถามให้ถูกหลักการสร้างของแบบทดสอบแต่ละประเภท พร้อมทั้งระบุ ส่วนประกอบของเครื่องมือ ซึ่งได้แก่ ชื่อเครื่องมือและคำชี้แจง 2.5 นำแบบทดสอบสร้างเสร็จในขั้นที่ 2.4 ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาถึงคุณภาพ อย่างน้อย 3 ท่าน 2.6 แบบทดสอบที่ได้จากการตรวจสอบความเที่ยงตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไปปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำ แล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ใกล้เคียงกับกลุ่มประชากร เพื่อหาคุณภาพของ เครื่องมือ เช่น การหาค่าความเชื่อมั่น ค่าอำนาจจำแนก ค่าความยากง่าย ตามคุณลักษณะของ เครื่องมือ 2.7 นำแบบทดสอบที่ผ่านการทดลองใช้ในข้อ 1.5 ไปปรับปรุงแก้ไขตามประเด็นที่ เกิดความผิดพลาด เพื่อให้เครื่องมือมีคุณภาพยิ่งขึ้น 2.8 ทำการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายตามที่ได้กำหนดแผน การดำเนินไว้
77 วิธีการสร้างเครื่องมือการวิจัยทางออนไลน์ การสร้างเครื่องมือวิจัยออนไลน์ในปัจจุบันมีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อดำเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูล เป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว ประหยัด เข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยเครื่องมือออนไลน์มีจุดเด่น หลายประการ คือ ค่าลงทุนน้อยประหยัด เวลาและค่าใช้จ่ายของเครื่องมือ ลดขั้นตอนการทำงาน มีความสะดวก ถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ตอบกลับก็ง่าย สามารถส่งได้ครั้งละมาก ๆ การตอบของ กลุ่มเป้าหมายมีอย่างสะดวกใจมากกว่า และสิ่งที่สำคัญการวิเคราะห์ข้อมูลไม่ต้องยุ่งยาก สามารถ วิเคราะห์ขั้นสูงกว่าอย่างง่ายดาย สำหรับโปรแกรมการสร้างเครื่องมือการวิจัยทางออนไลน์มีหลาย โปรแกรม ในที่นี้จะเสนอโปรแกรม Google ฟอร์มดังนี้ 1. การสร้างเครื่องมือการวิจัยทางออนไลน์ด้วยโปรแกรมนี้ ผู้วิจัยจะต้องเป็น USER Gmail 2. คลิกไปที่ “App -> Google Forms 3. เลือก untitled form ดังรูปทำการใส่รายละเอียดของแบบสอบถาม ได้แก่ ชื่อเครื่องมือ คำชี้แจง ที่เกี่ยวข้องดังตัวอย่าง ภาพที่ 5.2 ตัวอย่างแบบสอบถามออนไลน์เรื่องพฤติกรรมด้านความรักและความศรัทธาในวิชาชีพครู ใน Google Forms 4. เลือกคำสั่งตามลักษณะของข้อความหรือข้อคำถาม 4.1 สร้างข้อความคำชี้แจง ให้เลือกคำสั่งเป็น text 4.2 สร้างข้อความย่อหน้า ให้เลือกคำสั่งเป็น paragraph 4.3 สร้างข้อคำถามเป็นคำตอบสั้น ให้เลือกคำสั่งเป็น short answer 4.4 สร้างเป็นแบบสำรวจรายการ ที่เลือกได้เพียงคำตอบเดียว เช่น เพศ ให้เลือกคำสั่ง เป็น dropdown
78 4.5 สร้างเป็นแบบสำรวจรายการ ที่เลือกได้หลายคำตอบ เช่น วิชาที่ชอบ ให้เลือกคำสั่ง เป็น check boxs 4.6 สร้างแบบมาตราส่วนประมาณค่า เช่น ลักษณะของนักศึกษา ให้เลือกคำสั่งเป็น multiple choice 4.7 สร้างแบบมาตราส่วนประมาณค่า 10 ระดับให้เลือกคำสั่งเป็น liner scale 4.8 สร้างแบบเลือกตอบ มีระดับจากมากไปหาน้อยหรือน้อยไปหามาก มีให้เลือก 5 ระดับให้เลือกคำสั่งเป็น trick box grid โดยการเพิ่มข้อคำถามไปเรื่อย ๆ รายละเอียดขึ้นอยู่กับ version ของ Google และที่สำคัญอย่าลืมทำการบันทึกด้วย จากนั้นทำการคัดลอก link ส่งให้กลุ่มเป้าหมายจัดทำ ***ข้อมูลที่ได้จากการตอบของกลุ่มเป้าหมาย จะปรากฏใน กล่องจดหมายของผู้วิจัยที่ได้ทำ การสมัครไว้ตั้งแต่ต้น วิธีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ นวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มีอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งงานวิจัยในชั้น เรียนและสถานศึกษาในปัจจุบันจะมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก สำหรับขั้นตอนการสร้างและการพัฒนา นวัตกรรมเหล่านี้มีขั้นตอนดังนี้ (สำนักพัฒนาการฝึกหัดครู สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ : 2544) ดังนี้ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่ต้องการ โดยมีการพิจารณา นวัตกรรมที่ต้องการ เพื่อนำมาใช้ในการวิจัย คือ 1.1 นวัตกรรมนั้นมุ่งสู่ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์การวิจัยอย่างไร 1.2 นวัตกรรมนั้นสามารถนำมาใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร 1.3 นวัตกรรมนั้นมีโครงสร้างและรูปแบบเป็นอย่างไร 2.กำหนดเป็นกรอบแนวคิดของนวัตกรรม และทำการนิยามคำศัพท์เฉพาะ แล้วดำเนินการ สร้างนวัตกรรม ตามหลักการสร้างตามกรอบแนวคิด 3. นำนวัตกรรมที่สร้างไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาถึงคุณภาพ 4. ทำการปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรมตามคำแนะนำ แล้วนำไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ใกล้เคียงกับ กลุ่มประชากร เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม แล้วทำการปรับปรุงแก้ไข โดยการคำนวณหาค่า ประสิทธิภาพของนวัตกรรมมีรายละเอียดในบทที่ 6 ประสิทธิภาพของนวัตกรรม
79 สรุป นวัตกรรมการเรียนรู้และเครื่องมือสำหรับการวิจัย เพื่อใช้ในการเก็บและรวบรวมข้อมูล เป็นสิ่งที่นักวิจัยประดิษฐ์คิดค้นหรือสร้างสรรค์ขึ้นมา หรือมีการพัฒนาจากของเดิม ๆ เพื่อนำมาใช้ ให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ โดยนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะยุคการเปลี่ยนแปลง มี 2 รูปแบบ คือ นวัตกรรมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมการเรียนรู้ด้านกระบวนการ ส่วนเครื่องมือสำหรับการวิจัยมีหลายประเภทได้แก่ การสอบถาม แบบสังเกต การสัมภาษณ์ และแบบทดสอบ การสะท้อนคิด ซึ่งเครื่องมือแต่ละประเภทมีหลักการสร้าง วิธีการการใช้งาน ที่ไม่เหมือนกัน โดยการเลือกใช้เครื่องมือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ งานวิจัย เพื่อให้ผลที่ออกมาเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และสิ่งที่สำคัญของของนวัตกรรม และเครื่องมือนั้นก็คือ การเข้าใจและมีหลักการสร้างเครื่องมือที่เชื่อถือได้ว่า ตรงกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีคุณลักษณะที่ชัดเจนสามารถเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบถ้วน และครอบคลุม มีการทดลองเพื่อหาคุณภาพตามเกณฑ์ที่วางไว้ และสามารถนำไปใช้จริงกับ กลุ่มเป้าหมายตามที่ได้วางแผนไว้แล้วได้ข้อมูลที่มีความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้วิจัยได้ทำการสร้างนวัตกรรมหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเสร็จแล้ว สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือคุณภาพของเครื่องมือและนวัตกรรม เพราะถ้าไม่มีคุณภาพแล้ว ข้อมูลที่เก็บมา ได้ก็ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ผลการวิจัยที่ได้ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการวิจัยได้เลย สำหรับ การหาคุณภาพของเครื่องมือวิจัยและนวัตกรรมนั้น จะมีรายละเอียดในบทถัดไป
80 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงอธิบายลักษณะเด่นและวิธีการใช้ของเครื่องมือการวิจัยของแต่ละประเภทดังนี้ 1.1 แบบสอบถาม 1.2 แบบสังเกต 1.3 แบบสัมภาษณ์ 1.4 แบบสะท้อนคิด 2. จงสร้างเครื่องมือวัดคุณลักษณะที่สนใจ เช่น จิตอาสา ความเป็นผู้นำ ความรู้เรื่องการบวก ลบ คูณ หาร ของผู้เรียน โดยมีหลักฐานประกอบดังนี้ 2.1 ความหมาย ลักษณะ องค์ประกอบ ของคุณลักษณะที่สนใจ จากนักวิชาการ 5 ท่าน 2.2 ระบุถึงลักษณะร่วมที่เหมือนกันจิตอาสา จากนักวิชาการ 2.3 เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ 2.4 ทำการสร้างเครื่องมือที่เหมาะสมในการเก็บรวมรวมข้อมูล 3. จงบรรยายวิธีการสร้างนวัตกรรมที่สนใจมา 1 อย่าง โดยมีการถึงบรรยายหลักการสร้าง ที่เกิดจากการวิเคราะห์ และสังเคราะห์จาก นักวิชาการที่เคยสร้างเครื่องมือมาก่อนจำนวน 5 ท่าน