131 คนที่ เพศ จังหวัด กิจกรรมย่อยที่ชอบ ความคิดเห็นต่อกิจกรรมจิต อาสา 13 1 1 2 3 14 2 1 4 1 15 1 1 3 4 16 1 2 5 2 17 1 3 5 5 18 2 3 3 3 19 2 2 2 2 20 2 2 1 2 21 1 3 3 3 22 1 3 3 4 23 1 1 2 3 24 2 1 4 1 25 1 1 3 4
บทที่ 8 สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐานการวิจัย สมมติฐานในการวิจัยเป็นประเด็นที่ผู้วิจัยได้ทำการพยากรณ์ผลการวิจัยไว้ล่วงหน้าอย่าง มีหลักเหตุและผล โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ซึ่งอาจจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ได้สำหรับวิจัยบางเรื่องอาจไม่ได้มีการตั้งสมมุติฐานนั้น ก็สามารถทำได้เพราะต้องรอผลสรุป จากการวิจัยเท่านั้น องค์ประกอบของสมมติฐาน องค์ประกอบของสมมติฐานมีดังนี้ 1. สมมติฐานการวิจัย เป็นการเขียนลักษณะของข้อความที่แสดงถึงความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปร มีขอบเขตที่ชัดเจน มีความเฉพาะเจาะจงและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 2. สมมติฐานการวิจัย จะต้องสามารถทำการทดสอบทางสถิติได้ 3. สมมติฐานการวิจัย มีความสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับ เรื่องที่ศึกษา โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารเกี่ยวกับกับทฤษฎีหลักการ หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ศึกษา มายืนยัน ตัวอย่างเช่น ตัวอย่างของสมมติฐาน ชื่องานวิจัย การพัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา วัตถุประสงค์งานวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การเรียนรู้ 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชา วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 3. เพื่อศึกษาทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในของนักศึกษาที่มีต่อหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สมมติฐานงานวิจัย 1. หนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน
134 3. ทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมการเรียนรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้น 4. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อหนังสืออิเลคทรอนิกส์อยู่ในระดับมาก จากสมมุติฐานที่วางไว้ ให้สังเกต ตัวเอียง จะเป็นประเด็นที่จะนำไปทดสอบสมมุติฐาน ประเภทของสมมติฐาน สมมติฐานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ (ยุทธ ไกยวรรณ์, 2548 และวัลลภ รัฐฉัตรานนท์, 2554) 1. สมมติฐานการวิจัย (research hypothesis) เป็นข้อความที่บรรยายถึงประเด็น ที่ผู้วิจัยคาดการณ์หรือพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจากการศึกษาไว้ล่วงหน้า โดยแสดงถึงทิศทางของการ ทดสอบสมมติฐานที่สอดคล้องกับเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. สมมติฐานทางสถิติ (statistical hypothesis) เป็นสมมติฐานที่ใช้สำหรับการทดสอบ ทางสถิติโดยเขียนอยู่ในรูปของประโยคสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ทำการแปลงสมมติฐานการวิจัย ไปเป็นสมมติฐานทางสถิติซึ่งการเขียนสมมติฐานในลักษณะนี้จะมีอยู่ 2 แบบคือ แบบที่ 1 สมมติฐานหลัก หรือ สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (null hypothesis) ซึ่งนิยม เขียนด้วยสัญลักษณ์H0 แบบที่ 2 สมมติฐานรอง หรือ สมมติฐานทางเลือก (alternative hypothesis) ซึ่งนิยม เขียนด้วยสัญลักษณ์H1 สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการเขียนสมมติฐานทางสถิติจะใช้สัญลักษณ์ ที่แทนค่าพารามิเตอร์ (parameter) ซึ่งเป็นค่าของประชากรสัญลักษณ์ที่ใช้มีดังตารางที่ 8.1 ตารางที่ 8.1 สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการเขียนสมมติฐานทางสถิติ สถิติ สัญลักษณ์สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ประชากร กลุ่มตัวอย่าง 1. ค่าเฉลี่ย (มิว) x 2. ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ซิกม่า) S 3. ความแปรปรวน 2 S 2 4. สหสัมพันธ์ (โร) R หรือ r
135 การเขียนสมมติฐาน สมมติฐานการวิจัยมีหลักการเขียนหลังจากที่ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องแล้ว และมีผลของการสมมติฐานของงานของผู้อื่นที่เหมือนกันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถตั้งสมมติฐานและใช้สถิติในการทดสอบได้ถูกหลัก โดยสมมติฐาน จะแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ต้องการศึกษา ถ้างานวิจัยนั้นยังไม่มีใครเคยศึกษามา ก่อนก็ไม่ควรตั้งสมมติฐานหรืออาจจะตั้งสมมติฐานหลักเพียงอย่างเดียว ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ อาจตั้งสมมติฐานได้หลายประเด็น ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้ดังนั้น สมมติฐานสามารถเขียนได้ 2 แบบดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2546 และพรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2557) 1. สมมติฐานหลัก ใช้ในกรณีที่ผู้วิจัยไม่มีทราบงานวิจัยจะมีผลไปในการทิศทางใด ตัวอย่าง สมมติฐานการวิจัย ทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมการเรียนรู้กับกิจกรรมโครงงานไม่แตกต่างกัน สมมติฐานทางสถิติ H0: 1= 2 โดย 1 แทน ทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2 แทน ทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยกิจกรรมโครงงาน 2. สมมติฐานรอง ใช้ในกรณีที่ผู้วิจัยได้ข้อสรุปจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยว่ามี ทิศทางที่แน่ชัดว่าไปในแนวใด ตัวอย่าง สมมติฐานการวิจัย นักศึกษามีทักษะการวิจัยเพิ่มขึ้นจากการเรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สมมติฐานทางสถิติ H1 : หลัง>ก่อน โดย ก่อน แทน ทักษะการวิจัยของนักศึกษาก่อนเรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์ หลัง แทน ทักษะการวิจัยของนักศึกษาหลังเรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์ สมมติฐานในลักษณะนี้นักวิจัยมีความเชื่อว่าโดยทางทฤษฎีค่า 1 ควรจะมีค่ามากกว่า 2 หรือทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์กว่าทักษะการวิจัยของนักศึกษา ที่เรียนด้วยแผนการสอนปกติ การทดสอบสมมติฐานลักษณะนี้จึงเป็นการทดสอบสมมติฐาน แบบทางเดียว (one-tailed test)
136 และในกรณีที่สมมติฐานในลักษณะที่ไม่ได้กำหนดทิศทางที่แน่นอนดังนั้นการทดสอบ สมมติฐานลักษณะนี้จึงเป็นการทดสอบสมมติฐานแบบสองทาง (two - tailed test) สมมติฐานการวิจัย ทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์กับนักศึกษาที่เรียนด้วย แผนการสอนปกติแตกต่างกัน สมมติฐานทางสถิติ H1 : 1 2 โดย 1 แทน ทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์ 2 แทน ทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยแผนการสอนปกติ ความสำคัญของสมมติฐานการวิจัย การตั้งสมมติฐานเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ทำให้นักวิจัยไม่หลังประเด็นของการศึกษา ซึ่งความสำคัญของสมมุติฐานมี4 ประการ โดยสรุปจากล้วน สายยศและอังคณา สายยศ (2543) ได้ดังนี้คือ 1. เป็นกรอบที่ทำการควบคุมให้นักวิจัยมีการการดำเนินการในขอบเขตที่ชัดเจน เพราะ นักวิจัยทำการวิจัยเฉพาะสมมติฐานที่ตั้งไว้เท่านั้น 2. เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างแนวความคิดหรือทฤษฎีกับเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา 3. เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในการทำวิจัย เพราะจุดเริ่มต้นของวิจัยคือการ ตั้งสมมติฐานที่เป็นตัวกำหนดให้ได้ข้อมูล เพื่อมาวิเคราะห์และทดสอบว่าเป็นจริงหรือไม่ตามที่ได้ คาดการณ์ไว้ 4. ช่วยให้นักวิจัยสร้างหรือพัฒนา หรือหาเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ ตรงตามสมมุติฐานที่วางไว้ อีกทั้งช่วยทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง ส่งผลให้ได้ผลตาม ที่วัตถุประสงค์ที่วางไว้ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสมมติฐาน ผู้วิจัยควรมีความรู้หรือความเข้าใจศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบสมมติฐานซึ่งได้สรุป จากยุทธ ไกยวรรณ์(2546) ดังนี้คือ 1. ระดับความมีนัยสำคัญ (level of significance) คือระดับความน่าจะเป็นของการสรุปผล ที่อาจเกิดความผิดพลาดบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ โดยสรุปว่า H0 ที่มีอยู่นั้นไม่จริงหรือไม่ถูกต้อง ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้แทนระดับความมีนัยสำคัญคือ “” (Alpha) ค่าระดับความมีนัยสำคัญนั้นเป็นค่า ที่กำหนดโดยนักวิจัย ค่าที่ใช้โดยทั่วไปได้แก่ ความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 .01 และ .001 ซึ่งมีความหมายว่า ถ้ากำหนดระดับความมีนัยสำคัญ 0.05 หมายถึง การทดสอบสมมติฐานครั้งนั้นมี ความน่าจะเป็นที่จะสรุปผลผิดในลักษณะที่ปฏิเสธ H0 ที่ระดับ .05 หรือถ้ามีการทดสอบซ้ำ 100 ครั้ง
137 โอกาสที่จะสรุปผลผิดในลักษณะที่ปฏิเสธ H0 นั้น มีอยู่เพียง 5 ครั้ง ส่วนที่ระดับอื่น ๆ ก็แปลในทำนอง เดียวกัน 2. บริเวณของการปฏิเสธสมมติฐาน (region of rejection) คือกลุ่มของค่าสถิติที่ก่อให้เกิด การปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. บริเวณของการยอมรับสมมติฐาน (region of acceptance) คือกลุ่มของค่าสถิติ ที่ก่อให้เกิดการยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 4. ค่าวิกฤต (critical value) คือ ค่าสถิติที่เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ สมมติฐาน หรือเป็นจุดแบ่งระหว่างบริเวณของการยอมรับกับบริเวณของการปฏิเสธ 5. ความคลาดเคลื่อน 5.1 ชนิดที่1 (type I error) คือความน่าจะเป็นหรือโอกาสในการสรุปผลคลาดเคลื่อน โดยการปฏิเสธ H0 ที่ถูกสัญลักษณ์ที่ใช้คือ “” (alpha) เช่นเดียวกับระดับความ มีนัยสำคัญ 5.2 ชนิดที่2 (type II error) คือความน่าจะเป็นหรือโอกาสในการสรุปผลคลาดเคลื่อน โดยการยอมรับ H0 ที่ผิดสัญลักษณ์ที่ใช้คือ “” (beta) การสรุปผลการทดสอบสมมติฐาน การสรุปผลการทดสอบสมมติฐาน เป็นการสรุปผลจากการรวบรวมผลการวิเคราะห์จากกลุ่ม ตัวอย่าง ซึ่งการทดสอบสมมติฐานนั้นเป็นไปได้2 กรณีคือสมมติฐานอาจถูกปฏิเสธหรือยอมรับก็ได้ สามารถสรุปได้ดังตารางที่ 8.2 ตารางที่8.2 การสรุปจากการทดสอบสมมติฐาน การตัดสินใจ สภาพตามความเป็นจริง H0 (ถูกต้องหรือเป็นจริง) H0 (ผิดหรือเป็นเท็จ) ปฏิเสธ H0 ความคลาดเคลื่อนชนิดที่ 1 (type I error)() อำนาจของการทดสอบ หรือตัดสินใจถูกต้อง(1-) ยอมรับ H0 ตัดสินใจถูกต้อง หรือข้อสรุปที่ถูกต้อง(1-) ความคลาดเคลื่อนชนิดที่ 2 (type II error)() อำนาจของการทดสอบ คือความน่าจะเป็นหรือโอกาสที่ปฏิเสธ H0 ที่ผิด (1-) ความสัมพันธ์ ระหว่างความคลาดเคลื่อนชนิดที่ I, II และอำนาจการทดสอบ ถ้าค่า เพิ่มขึ้นค่า จะลดลงและ อำนาจของการทดสอบ (1-) จะเพิ่มขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าค่า มีความสัมพันธ์ในทางตรงกับ อำนาจของการทดสอบแต่มีสัมพันธ์ในทางกลับกับ
138 สำหรับการทดสอบสมมติฐานทางสถิติ มีขั้นตอนดังนี้ 1. กำหนดสมมติฐานหลัก H0 และสมมติฐานรอง H1 โดยยึดสมมุติฐานการวิจัยที่วางไว้ 2. เลือกใช้ค่าสถิติที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยคำนึงถึงข้อตกลงเบื้องต้นของการใช้ค่าสถิติ แต่ละค่าเสียก่อน 3. กำหนดค่าวิกฤตหรือระดับความมีนัยสำคัญ เช่น 0.05 0.01 หรือ 0.001 4. ทำการวิเคราะห์หาค่าสถิติ 5. สรุปผลการทดสอบเพื่ออ้างอิงไปสู่ประชากรที่ศึกษา โดยมีหลักในการตัดสินใจคือ ผลการวิเคราะห์มีการคำนวณค่า p-value มาให้ในตารางจะแสดงในคอลัมน์ของ sig(2-tailed) เราสามารถนำค่า sig (2-tailed) มาพิจารณาเพื่อปฏิเสธหรือยอมรับสมมติฐานหลัก (H0) โดยมีหลัก พิจารณาดังนี้ 5.1 ถ้าตั้งสมมุติฐานแบบทางเดียว ให้นำค่า sig(2-tailed) หารด้วย 2 แล้วนำค่าผลหารที่ ได้ไปเปรียบเทียบกับค่า ถ้ามีค่าน้อยกว่า เป็นการยอมรับ H1 5.2 ถ้าตั้งสมมุติฐานแบบสองทาง ให้นำค่า sig(2-tailed) ไปเปรียบเทียบกับ ได้เลยถ้า มีค่าน้อยกว่า เป็นการยอมรับ H1 สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐาน สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐานในที่นี้ จะนำเสนอที่เกี่ยวกับการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ ประชากร การทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนและการเปรียบเทียบพหุคูณ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สถิติสำหรับการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม การวิจัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ ประชากร สามารถแบ่งได้ดังนี้ 1.1 การทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม ระหว่าง ค่าเฉลี่ยของ ตัวอย่างกับเกณฑ์ (one-sample t-test) เป็นการทดสอบค่าเฉลี่ยของตัวอย่างกลุ่มเดียวกับการ เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสือ อิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้กับคะแนน 80 คะแนน หรือ การเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อหนังสืออิเลคทรอนิกส์ อยู่ในระดับ มาก (เกณฑ์ 4.00)
139 สมมติฐานการทดสอบเป็นดังนี้ H0: x = H1: x ≠ H1: x < H1: x > คือ เกณฑ์ 4.00 1) ในกรณีทราบค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลของกลุ่มประชากร ( ) สูตร S n X Z − = ; df = n- 1 โดยที่ x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง แทน ค่าเฉลี่ยของประชากรที่กำหนดขึ้นมาทดสอบ s แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง df แทน ชั้นความเป็นอิสระ โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่ม 2. การแจกแจงของประชากรเป็นโค้งปกติ (normal distribution) 3. ข้อมูลอยู่ในมาตราอันตรภาค (interval scale) ขึ้นไป 4. ทราบความแปรปรวนของประชากร ( 2 ) 2) ในกรณีที่ไม่ทราบค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มประชากร ต้องพิจารณา ถึงขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 2.1) ถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ (การวิจัยที่สามารถควบคุมตัวแปรเกินได้ เป็นอย่างดี อาจถือว่า n ≥ 30 เป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ แต่การวิจัยในทางสังคมศาสตร์หรือ ทางการศึกษานั้น การควบคุมตัวแปรเกินต่าง ๆ ทำได้ค่อนข้างยาก จึงถือว่า กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ คือ n ≥ 100) สูตร S n X Z − = ; df = n– 1
140 โดยที่ x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง แทน ค่าเฉลี่ยของประชากรที่กำหนดขึ้นมาทดสอบ s แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง df แทน ชั้นความเป็นอิสระ โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่ม 2. การแจกแจงของประชากรเป็นโค้งปกติ 3. ข้อมูลอยู่ในมาตราอันตรภาคขึ้นไป 4. ไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร 5. กลุ่มตัวอย่างมีขนาดตั้งแต่ 100 ขึ้นไป 2.2) ถ้ากลุ่มตัวอย่างมีขนาดเล็ก (n <100 ถือเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กในการ วิจัยทางสังคมศาสตร์หรือทางการศึกษา) สูตร S n X t − = ; df = n– 1 โดยที่ x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง แทน ค่าเฉลี่ยของประชากรที่กำหนดขึ้นมาทดสอบ s แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง df แทน ชั้นความเป็นอิสระ โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่ม 2. การแจกแจงของประชากรเป็นโค้งปกติ 3. ข้อมูลอยู่ในมาตราอันตรภาคขึ้นไป 4. ไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร 5. กลุ่มตัวอย่างมีขนาดน้อยกว่า 100
141 1.2 การทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระกัน (dependent t-test) เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่ม ที่มีความสัมพันธ์กัน หรือเป็นการทดสอบจากประชากรเพียงกลุ่มเดียวแต่ทำการทดสอบ 2 ครั้ง โดยการทดสอบแต่ละครั้งจะต้องมีเวลาที่ห่างกันแบ่งได้หลายลักษณะ เช่น 1.2.1 กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวแต่เก็บข้อมูล 2 ครั้ง เช่น เก็บก่อน - หลังจากทดลอง การทดสอบซ้ำอีกครั้งฯ 1.2.2 กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม แต่จับคู่เหมือนกัน จับคู่สมาชิกในกลุ่ม ให้มีลักษณะ เท่าเทียมกันแล้วแบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1.2.3 กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม มีความสัมพันธ์กัน เช่น เปรียบเทียบความประหยัด ระหว่างสามีภรรยา พี่กับน้อง ฯ ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาที่เรียน ด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้หรือ การเปรียบเทียบภาวะของความเครียดของคู่แฝด สมมติฐานการทดสอบเป็นดังนี้ H0: 1 = 2 H1 : x ≠ H1 : x < H1 : x > สูตร โดยที่ t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณาใน t – distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนคู่ของคะแนนหรือจำนวนตัวอย่าง D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนแต่ละคู่ 2 D แทน ผลรวมของกำลังสองของผลต่างของแต่ละคู่ df แทน ชั้นความเป็นอิสระ 1 ( ) 2 2 − − = n N D D D t
142 1.3 การทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระกัน (Independent t - test) เป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่ม ที่มีความเป็น อิสระจากกัน ตัวอย่างเช่น - การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ของนักศึกษา ที่มีเพศสภาพต่างกัน หรือ - การเปรียบเทียบทักษะการวิจัยของนักศึกษาที่เรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์ วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้กับการเรียนการสอนที่ใช้โครงงาน สมมติฐานการทดสอบเป็นดังนี้ H0: 1 = 2 H1 : 1 ≠ 2 โดยมีกรณีในการทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระกัน ดังนี้ 1.3.1 กรณีค่าความแปรปรวนของประชากร 2 กลุ่มมีค่าเท่ากัน (1 2 =2 2 ) หรือ ในกรณีกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มมีจำนวนเท่ากัน (t-test แบบ pooled variance) เมื่อสุ่มตัวอย่าง ขนาด n1และn2 มาโดยอิสระจากกัน มีการแจกแจงแบบปกติ ที่มีค่าเฉลี่ย 1และ 2 ความแปรปรวน 1 2 และ 2 2 ซึ่งไม่ทราบค่า แต่ทราบว่า 1 2 = 2 2 โดย n1และ n2 น้อยกว่า 30 ใช้สูตร t – test (t-test แบบ pooled variance ) สูตร สูตร โดยที่ x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างของแต่ละกลุ่ม 2 p s แทน ค่าความแปรปรวนร่วม df แทน ชั้นความเป็นอิสระ 2 1 2 1 2 2 1 2 1 1 = + − + − = df n n n n s x x t p ( ) ( ) 2 1 1 1 2 2 2 2 2 2 1 1 + − − + − = n n n s n s Sp
143 1.3.2 ความแปรปรวนของประชากร 2 กลุ่มมีค่าไม่เท่ากัน (1 2 ≠2 2 ) (t-test แบบ separated variance) เมื่อสุ่มตัวอย่างขนาด n1และ n2 มาโดยอิสระจากกัน มีการแจกแจง แบบปกติ ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1และ 2ความแปรปรวนเท่ากับ 1 2 และ 2 2 ซึ่งไม่ทราบค่า แต่ทราบว่า 1 2 2 2 โดย n1 และ n2น้อยกว่า 30 ใช้สูตร t – test (t-test แบบ separated variance) สูตร เนื่องจากการทดสอบทั้ง 2 กรณีข้างต้นเกี่ยวข้องกับการทราบค่าของความแปรปรวน 1 2 และ 2 2 ว่าเท่ากันหรือไม่ ดังนั้นในการวิเคราะห์ข้อมูลกรณีตัวย่าง 2 กลุ่ม จึงจำเป็นต้องทำการ ทดสอบความเท่ากันของความแปรปรวน โดยใช้สถิติทดสอบ F-test ก่อนเพื่อเลือกใช้ให้ถูกต้องดังนี้ สูตร 2 min 2 max S S F = ; โดยที่ x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างของแต่ละกลุ่ม 2 s แทน ค่าความแปรปรวนของแต่ละกลุ่ม df แทน ชั้นความเป็นอิสระ F แทน ค่าทดสอบความเท่ากันของความแปรปรวน t –test เป็นการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 ค่า (2 กลุ่ม) แต่ถ้ามี 3 กลุ่ม ต้องทดสอบ ถึง 3 ครั้ง กล่าวคือ กลุ่มที่ 1 – กลุ่มที่ 2, กลุ่มที่ 2 – กลุ่มที่ 3 และกลุ่มที่ 2 – กลุ่มที่ 3 ซึ่งทำให้ เสียเวลา และความคลาดเคลื่อน ประเภทที่ 1 (Type I error) จะเพิ่มขึ้น เช่น กำหนด = 0.5 ถ้าทดสอบ t –test 3 ครั้ง จะทำให้ ที่ได้จะเท่ากับ 1- (1- ) k−1 เมื่อ k คือจำนวนกลุ่มผลที่ได้ จะทำให้ค่าความน่าจะเป็นที่ 1 แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ โดยบังเอิญมากขึ้น ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหา ดังกล่าว ในการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองค่าจึงทดสอบด้วยการวิเคราะห์ ความแปรปรวน ด้วยสถิติ F –test 1 1 1 2 : 2 2 2 2 1 1 2 1 2 2 2 2 1 2 2 2 1 2 1 1 2 − + − + = + − = n n s n n s n s n s df n s n s x x t
144 ในการทดสอบค่าเฉลี่ยกรณีหนึ่งหรือสองกลุ่ม ในทางปฏิบัติจะมีการใช้ t–test เป็นส่วนมาก ทั้งนี้เพราะเหตุผลดังนี้ 1.ข้อตกลงเบื้องต้นของ Z-test มีการระบุว่า จะใช้ได้เมื่อทราบค่าความแปรปรวน ของประชากร แต่ในทางปฏิบัติผู้วิจัยไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร แต่ใช้t–test ได้กรณี ที่ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร 2. เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่มาก ทำให้ค่าองศาแห่งความเป็นอิสระ (degree of Freedom : df) มีค่ามากขึ้นตามลำดับค่าวิกฤตของ t กับค่าวิกฤตของ Z ก็จะมีค่าใกล้เคียงกันมาก ขึ้นตามลำดับเช่นกัน จนในที่สุดองศาแห่งความเป็นอิสระที่ ค่าวิกฤตของ t กับค่าวิกฤตของ Z ที่ระดับนัยสำคัญเดียวกัน จะมีค่าเท่ากันพอดีเช่น Z(.05) = t(.05)(df =) = 1.645 เป็นต้น 2. การทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน การทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (analysis of variance: ANOVA) เป็นเทคนิคการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงกลุ่มกับตัวแปรเชิงประมาณ เช่น อาชีพผู้ปกครองกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา อาชีพเป็นตัวแปรเชิงกลุ่มและเป็นตัวแปร อิสระ (independent Variable) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นตัวแปรเชิงปริมาณและเป็นตัวแปรตาม ต้องการศึกษาว่าอาชีพต่างๆ มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เป็นตัวแปรตาม (dependent variable) จะสัมพันธ์หรือแตกต่างกันหรือไม่ การทดสอบความแปรปรวนนั้น ในกรณีที่มีตัวแปรอิสระ 1 ตัวจะเรียก One – way ANOVA, 2 ตัว เรียก Two –way ANOVA และถ้ามีตัวแปรอิสระ 3 ตัว ก็จะเป็นการวิเคราะห์ 3–way ANOVA ซึ่งการวิเคราะห์และการตีความก็ยากขึ้นตามลำดับ สมมติฐานการทดสอบเป็นดังนี้ 0 1 2 3 H : = = 1 1 2 H : อย่างน้อย 1 คู่ ; i j ; i,j =1,2,3 ถ้าผลการทดสอบคือปฏิเสธ H0 จะไม่สามารถสรุปได้ว่าค่าเฉลี่ยของประชากร ใดบ้างที่ต่างกัน อาจจะเป็นประชากรที่ 1 ต่างจาก 2 หรือต่างจาก 3 หรือ 2 ต่างจาก 3 หรือแตกต่าง กันทั้ง 3 ประชากรก็ได้ ดังนั้นถ้าผลการทดสอบคือปฏิเสธสมมติฐาน H0 จะต้องทำการทดสอบ เพิ่มเติมต่อไปว่าประชากรใดบ้างที่มีค่าเฉลี่ยแตกต่างกัน โดยการทดสอบครั้งละคู่ แต่ถ้าผลการ ทดสอบคือยอมรับสมมติฐาน H0 นั้นจะสรุปได้ว่าเฉลี่ยของทั้ง 3 ประชากรไม่แตกต่างกัน จะไม่ต้อง ทำการทดสอบเพิ่มเติมต่อไป ตัวอย่างการวิเคราะห์ นักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรที่แตกต่างกัน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่างกันเท่ากับว่ามีหลักสูตรของนักเรียนเกิน 2 หลักสูตร ที่ต้องการทดสอบ
145 สูตร H0 : 1 = 2 = 3 H1 :i ≠ j อย่างน้อย 1 คู่ ; i j โดยที่ I = อาชีพผู้ปกครอง ที่ i ; i = 1,2,3 มีเงื่อนไขในการคำนวณดังนี้ 1. สุ่มตัวอย่างจากประชากรที่ i มาขนาด ni (n ไม่เท่ากันก็ได้) อย่างเป็นอิสระกัน 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแต่ละประชากร (อาชีพผู้ปกครอง) ต้องมีการ แจกแจงแบบปกติ 3. 2 7 2 2 2 1 = = ... = โดยที่ 2 i แทนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแปรปรวน ของประชากรที่ i ค่าความแปรปรวนของข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมด สามารถแยกได้เป็นตามแหล่งกำเนิด ใหญ่ๆ ได้ 2 แหล่ง คือ 1. ค่าความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม (between groups) เป็นผลมาจากการได้รับ treatment ที่แตกต่างกันโดยการคำนวณจากสูตร 1.1 การแปรผันที่เกิดจาก treatment ต่างกัน (SSb: sum of square, between groups sum of square) สูตร N T n T SS k j j j b 2 .. 1 2 . − = การแปรผันโดยรวมทั้งหมด (SSt : total sum of square, sum square) สูตร = − = = k j N T j n i ij x t SS 1 2 .. 1 2 2. การแปรผันที่เกิดขึ้นภายในกลุ่ม treatment เดียวกัน (SSw : error sum of square, within groups sum square, residual sum square) สูตร t b ss ss w SS = −
146 โดยที่ Ti แทน ผลรวมของคะแนน n ค่าในแต่ละกลุ่ม T แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด Nj แทน จำนวนข้อมูลในแต่ละกลุ่ม K แทน จำนวนกลุ่ม Xij แทน ข้อมูลตัวที่ I ในกลุ่ม j − X j แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม j − X แทน ค่าเฉลี่ยรวม = K j 1 = j n i ij X 1 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสองทุกๆค่าในทุกกลุ่ม นำค่า SSb SSw SSt มาสร้างเป็นตารางวิเคราะห์ความแปรปรวน ค่า SSb หรือ SSw และ SSt เมื่อหารด้วยค่าองศาอิสระ (df) ของแต่ละตัวจะหมายถึง ความแปรปรวน (mean of square : MS) โดยมี df T = N – 1 , df B = K – 1 และ df W = N – K เมื่อ N คือจำนวนข้อมูลหรือกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดและ K คือจำนวนกลุ่ม การคำนวณค่าสถิติ F – test ในการวิเคราะห์ความแปรปรวนเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 3 ค่าขึ้นไปนั้นจะใช้ F – test สำหรับการทดสอบ ซึ่งในกรณีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวนี้ ค่า F หาได้จาก อัตราส่วนความแปรปรวน โดยหาจากความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม (SS B ) หารด้วยความแปรปรวน ภายในกลุ่ม (SS W ) ซึ่งมีค่า df แทน K – 1 (degree of freedom for the numerator) และ df แทน N – K (degree of freedom for the denominator) การหาค่า F – test สามารถสรุปได้ ดังตารางที่ 8.3 ดังนี้ ตารางที่ 8.3 การแสดงค่าผลการวิเคราะห์จากการคำนวณหาค่า F-test Source of variation SS df MS F Between groups SSb K – 1 SSb / K – 1 MSb/ MSw Within groups SSw N -K SSw/N - K Total SSb+ SSw N – 1 ข้อตกลงเบื้องต้น 1. ข้อมูลได้มาอย่างสุ่มและอิสระต่อกัน 2. ความแปรปรวนในแต่ละกลุ่มเท่ากัน (homogeneity of variance) 3. ตัวแปรตามมีระดับการวัดเป็นอันตรภาคชั้นขึ้นไปและมีการแจกแจงแบบปกติ ในแต่ละกลุ่ม
147 4. สำหรับการวิจัยเชิงทดลองนั้น คุณลักษณะของข้อมูล ควรมีลักษณะดังนี้ 4.1 ก่อนการได้รับ treatment หรือก่อนการทดลอง การตอบสนองของ กลุ่มเป้าหมายมีความสม่ำเสมอกัน (homogeneous of baseline) 4.2 ลักษณะทั่วไปของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่มต้องมีลักษณะคล้ายคลึงกัน การเปรียบเทียบพหุคูณ การเปรียบเทียบพหุคูณ (multiple comparison) จะทำการทดสอบหลังจากการทดสอบ F–test จะเห็นว่าเป็นการทดสอบโดยรวม (overall test) ซึ่งเป็นการทดสอบว่าจะมีค่าเฉลี่ยแตกต่าง กันหรือไม่ถ้าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก็จะบอกเพียงว่ามีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 1 คู่ที่มีค่า แตกต่างกันแต่จะไม่บอกว่าเป็นคู่ใด ซึ่งเราจะต้องทำการทดสอบหลังการวิเคราะห์ (post hoc test) วิธีการทดสอบดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกว่า “การเปรียบเทียบพหุคูณ” ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกัน โดยแบ่ง ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. การเปรียบเทียบพหุคูณที่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับความเท่ากันของค่าความแปรปรวน เช่น 1.1 วิธีการทดสอบของเชฟเฟ่ (Scheffe’) 1.2 Tukey’s HSD (Honestly significance difference) 1.3 Newman Neuls method 1.4 LSD 2. การเปรียบเทียบพหุคูณที่ไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับความเท่ากันของค่าความแปรปรวน 2.1 Tamhane’s T2 2.2 Dunnett’s T3 2.3 Gamea-Howell 2.4 Dunnett’s C ในที่นี้จะอธิบายการเปรียบเทียบพหุคูณเฉพาะมีเงื่อนไขความเท่ากันของความแปรปรวน และบางวิธีที่นิยมใช้กัน 3 วิธีดังนี้ 1. Least - Significant Different (LSD) วิธีการเปรียบเทียบพหุคูณแบบ LSD หรือ Fisher’s Least – Significant Different เป็นเทคนิคที่ R.A. Fisher ได้พัฒนาขึ้นหรือเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยประชากรครั้งละหลายคู่ สูตร LSD = t1-/2 MSE ni n j 1 1 + ค่า MSE ได้จากการคำนวนหาค่าความแปรปรวน ONE way ANOVA
148 โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. คำนวณค่า LSD 2. คำนวณความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย − Xi - − Xj 3. นำค่า − Xi - − Xj เปรียบเทียบกับ ค่า LSD 3.1 ถ้า ค่า − Xi - − Xj >ค่า LSD แสดงว่า 1 2 3.2 ถ้า ค่า − Xi - − Xj ค่า LSD แสดงว่า 1 = 2 2. Turkey’s Honestly Significant Different (HSD) เป็นวิธีการเปรียบเทียบภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจำนวนกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มมีขนาดเท่ากัน (n n n n n) 1 = 2 = 3 = ... = K = โดยมีสูตรดังนี้ (Diekhoff,1992 : 178) สูตร HSD = q ( ) n MS df K W w , , q หาได้จากตารางค่าวิกฤติของ Studentized rough statistic โดย W df มาจาก การวิเคราะห์ ความแปรปรวนซึ่งมีค่า N-K วิธี HDS มีขั้นตอนดังนี้ 1. คำนวณค่า HSD 2. คำนวณค่า Xi − X j 3. เปรียบเทียบค่า Xi − X j กับค่า HSD โดย 3.1 ถ้า Xi − X j > HSD แสดงว่า i j 3.2 ถ้า Xi − X j HSD แสดงว่า i = j 3. The Sheffe’s Post hoc Comparison (Sheffe’s) การเปรียบเทียบพหุคูณโดยวิธี Sheffe’s นั้นสามารถใช้ได้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาด เท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ โดยใช้สูตร (Byrkit, 1975 : 276-277
149 สูตร CVd = ) 1 1 ( 1)( *)( )( i j W n n K − F MS + df1 = K −1,dfL = N − K * F แทน ค่า F ที่เปิดจากตารางค่าวิกฤตของ F โดยมี MSW แทน ค่าที่ได้จากการคำนวณความแปรปรวนภายในกลุ่ม ซึ่งได้จากตารางการวิเคราะห์ ความแปรปรวน ขั้นตอนการเปรียบเทียบพหุคูณโดยวิธีของ Sheffe’s มีดังนี้ 1. คำนวณค่า CVd 2. คำนวณค่า Xi − X j 3. เปรียบเทียบ Xi − X j กับค่า CVd โดย 3.1 ถ้า Xi − X j CVd แสดงว่า i j 3.2 ถ้า Xi − X j < CVd แสดงว่า i = j 4. ไคว์สแควร์ 2 ตัวอย่างข้อมูลเพื่อการคำนวณสถิติทดสอบสมมุติฐาน สำหรับตัวอย่างในการวิเคราะห์นี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่อง การพัฒนานิทาน สร้างสรรค์ความคิด สำหรับนักเรียน ระดับประถมศึกษาปีที่5 (รายละเอียดอยู่ในภาคผนวก ช) คน ที่ เพศ อาชีพ คะแนน ทักษะการคิด ก่อนเรียน คะแนน รวม กิจกรรม คะแนน ผลสัมฤทธิ์หลัง เรียน (40) คะแนนทักษะ การคิดหลัง เรียน (50) คะแนนความ พึงพอใจ(40) 1 ช ราชการ 15 7.6 32 41 38 2 ช ค้าขาย 12 6.4 35 42 37 3 ช รับจ้าง 12 7.8 34 40 39 4 ญ รับจ้าง 14 8 32 39 35 5 ญ รับจ้าง 5 8.4 31 44 38 ….
150 คน ที่ เพศ อาชีพ คะแนน ทักษะการคิด ก่อนเรียน คะแนน รวม กิจกรรม คะแนน ผลสัมฤทธิ์หลัง เรียน (40) คะแนนทักษะ การคิดหลัง เรียน (50) คะแนนความ พึงพอใจ(40) 44 ช รับจ้าง 11 7.2 35 41 37 45 ช ค้าขาย 15 8 30 43 38 46 ช รับจ้าง 9 8 34 49 36 47 ญ ราชการ 13 7.4 33 48 35 48 ช ราชการ 17 7.6 31 44 40 49 ช รับจ้าง 15 7.2 35 45 37 50 ญ ราชการ 13 7.4 33 48 35 ตารางที่ 8.4 ตัวอย่างข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทดสอบสมมุติฐาน จากข้อมูลดังกล่าว มีการตั้งทดสอบสมมุติฐานไว้ดังนี้ 1. คะแนนทักษะความคิดของนักเรียน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยนิทานสร้างสรรค์ความคิด หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนที่มีเพศต่างกันมีคะแนนทักษะการคิดต่างกัน 4. นักเรียนที่มีผู้ปกครองที่มีอาชีพต่างกันมีคะแนนทักษะการคิดต่างกัน ก่อนดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยโปรแกรม Excel จะต้องจัดเตรียมคำสั่ง Add in ใน Excel ก่อน จึงจะดำเนินการได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. เลือกคำสั่ง File จากนั้นเลือกคำสั่ง option แล้วเลือก Add-In 2. ในกล่อง Add-in ให้เลือก Analysis ToolPak เพื่อให้ได้คำสั่ง data analysis ในโปรแกรม Excel มีผลดังภาพที่ 8.1
151 ภาพที่ 8.1 วิธีการจัดเตรียม คำสั่ง Add in ใน Excel เพื่อใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการทดสอบสมมุติฐานด้วยโปรแกรม Microsoft Excel จากข้อมูลในตัวอย่างการการคำนวณเพื่อทดสอบสมมุติฐาน ตารางที่ 8.4 จะนำมาทำการ วิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมุติฐาน มีผลตามตัวอย่างดังนี้ 1. การทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม ระหว่างค่าเฉลี่ยของตัวอย่างกับเกณฑ์ (One-Sample t--test หรือ t-test pair) ในที่นี้จะทำการทดสอบสมมุติฐานในตัวอย่างที่วางไว้ว่า ข้อที่ 1 คะแนนทักษะความคิดของนักเรียน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ขั้นตอนในการทดสอบ ขั้นที่1 ตั้งสมมุติฐานเพื่อการทดสอบ 1) สมมุติฐานในการวิจัย คือ คะแนนทักษะความคิดของนักเรียน สูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80
152 2) สมมุติฐานทางสถิติ H0 : = 80 H1 : ≥ 80 ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ ( )= .05 ขั้นที่ 3 คำนวณค่า One-Sample t-test มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1) ก่อนการวิเคราะห์ - ผู้ป้อนข้อมูลจะต้องเพิ่มข้อมูลใหม่อีก 1 คอลัมน์ ซึ่งข้อมูลนี้เราจะใส่เกณฑ์ ที่วางไว้ลงไป ในที่นี้เกณฑ์คือ คะแนนเฉลี่ยร้อยละของทักษะการคิดที่มีคะแนนเต็มคือ 50 ฉะนั้น จะต้องปรับเกณฑ์นี้ให้เป็นคะแนนดิบ ร้อยละ 80 ของคะแนน 50 ได้เท่ากับ 40 หรือจะใส่ข้อมูล หลอก (dummy) และดังภาพที่ 8.2 ภาพที่ 8.2 การใส่เกณฑ์การทดสอบ เพื่อทำการเปรียบเทียบแบบ one-sample t-test 2) เลือกคำสั่ง Data Analysis เพื่อเลือกคำสั่ง t-test two-sample assuming unequal variance 3) ช่อง variable 1 range ใส่ข้อมูลคะแนนทักษะการคิด และ ช่อง variable 2 range ใส่ข้อมูลเกณฑ์ หรือ ใส่ข้อมูลหลอก 4) ช่อง Hypothesized Mean Difference ให้ใส่เลข 0 ในกรณีใส่เกณฑ์ ให้ใส่เลข 36 ในกรณีใส่ข้อมูลหลอก 5) ช่อง Labels ให้คลิก ✓ เนื่องจากในช่วงที่กำหนด มีชื่อหัวแถว จึงต้องคลิก เครื่องหมายถูก เพื่อบอกว่ามีชื่อหัวแถว 6) ช่อง Alpha ทำการระบุค่าระดับความเชื่อมั่นที่ต้องการ เช่น 0.05 หรือ 0.01 7) ส่วน output option เป็นการกำหนดสถานที่แสดงผลการวิเคราะห์
153 ผลปรากฏดังภาพที่ 8.3 ภาพที่8.3 ผลการคำนวณค่า one-sample t-test โดยใช้ Excel ขั้นที่ 4 สรุปผลจากการทดสอบ จากผลลัพธ์จะได้ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการคิด เท่ากับ 44.06 ค่าความ แปรปรวนเท่ากับ 7.61เมื่อทำการทดสอบสมมุติฐาน ปรากฏค่า t Critical one-tail มีค่าเท่ากับ 10.41 มีP(T<=t) one-tail ที่ระดับ 2.58674E-14 (E- หมายถึง ทศนิยม ตามจำนวนที่ติดลบ) เท่ากับ 0.000000000000025 ซึ่งค่าน้อยกว่าค่า (.05) ที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 2 ดังนั้นหมายความว่า ปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 นั่นคือ สมมุติฐานที่ตั้งไว้ว่าคะแนนทักษะกาคิดของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2. การทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระกัน (Dependent t-test) ในที่นี้จะทำการทดสอบสมมุติฐานในตัวอย่างที่วางไว้ว่า ข้อที่ 2 คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยนิทานสร้างสรรค์ ความคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขั้นตอนในการทดสอบ ขั้นที่ 1 ตั้งสมมุติฐานเพื่อการทดสอบ 1) สมมุติฐานในการวิจัย คือ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน ด้วยนิทานสร้างสรรค์ความคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) สมมุติฐานทางสถิติ H0 : หลัง = ก่อน H1 : หลัง > ก่อน
154 ขั้นที่ 2 กำหนด ระดับนัยสำคัญ ( )= .05 ขั้นที่ 3 คำนวณ ค่า One-Sample t-test มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1) เลือกคำสั่ง Data Analysis เพื่อเลือกคำสั่ง t-test Paired two sample for mean 2) ใส่ข้อมูลหลังเรียนในช่อง variable 1 range โดยทำการเลือกช่องในข้อมูลที่ต้อง กี่ทั้งหมด และ ใส่ข้อมูลก่อนเรียนในช่อง variable 2 rangeโดยทำเหมือนกับข้อมูลหลังเรียน 3) ช่อง Hypothesized Mean Difference ให้ใส่เลข 0 (ค่าความแตกต่างของ สมมุติฐานของ Mean ของกลุ่มตัวอย่าง โดยปกติ เรามักจะกำหนด ให้เป็น 0 คือไม่แตกต่างกัน) 4) ช่อง Labels ให้คลิก ✓เพื่อให้ผลของข้อมูลปรากฏชื่อตัวแปรที่ทำการวิเคราะห์ 5) ช่อง Alpha ทำการระบุค่าระดับความเชื่อมั่นที่ต้องการ เช่น 0.05 หรือ 0.01 6) ส่วน output option เป็นการกำหนดสถานที่แสดงผลการวิเคราะห์ ผลปรากฏดังภาพที่ 8.4 ภาพที่8.4 คำสั่ง t-test Paired two sample for meanเพื่อการทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระกัน
155 7) ได้ผลดังภาพที่ 8.5 ภาพที่8.5 ผลการวิเคราะห์คำสั่ง t-test Paired เพื่อทดสอบสมมุติฐานคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนกับก่อนเรียน ขั้นที่4 สรุปผลจากการทดสอบ จากผลลัพธ์ตารางทำให้ทราบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนเท่ากับ 12.62 ค่าความแปรปรวนเท่ากับ 11.71 คะแนนหลังเรียนเท่ากับ 32.88 ค่าความ แปรปรวนเท่ากับ 2.72 เมื่อทำการทดสอบสมมุติฐาน ปรากฏค่า t คือ 34.73 Sig ที่ระดับ 1.79E-36 ซึ่งหมายถึง ค่าที่ได้มีค่าน้อยกว่าค่า (.05) ที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 2 ดังนั้น จึงปฏิเสธ H0 และยอมรับ H1 นั่นคือสมมุติฐานที่ตั้งไว้ว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งในที่นี้ผู้วิจัยสามารถเขียนระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .001 ได้เช่นกัน 3. การทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระกัน(Independent t - test) ในที่นี้จะทำการทดสอบสมมุติฐานในตัวอย่างที่วางไว้ว่า ข้อที่ 3 นักเรียนที่มีเพศต่างกันมีคะแนนทักษะการคิดต่างกัน ขั้นตอนในการทดสอบ ขั้นที่ 1 ตั้งสมมุติฐานเพื่อการทดสอบ 1) สมมุติฐานในการวิจัย คือ นักศึกษาที่มีเพศต่างกันมีคะแนนทักษะการคิดต่างกัน 2) สมมุติฐานทางสถิติเป็นการทดสอบแบบสองทางดังนี้ H0 : ชาย= หญิง H1 : ชาย≠ หญิง
156 ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ ( )= .05 ขั้นที่ 3 คำนวณค่า Independent t - test มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1) ก่อนคำนวณหาค่า ผู้ป้อนข้อมูลจะต้องจัดกระทำข้อมูลใหม่โดยแยกข้อมูลเพศ ชายและเพศหญิงด้วยคำสั่ง sort case ในคอลัมน์เพศ ซึ่งข้อมูลก็จะทำการจัดกลุ่มให้อยู่เป็นช่วงที่ ติดกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเลือกข้อมูลของคะแนนทักษะการคิดแต่ละเพศ แล้วทำการสร้าง คอลัมน์ใหม่ขึ้นมาตามคะแนนที่ได้ของเพศชายและหญิง ดังภาพที่ 8.6 ภาพที่ 8.6 แสดงผลการจัดกระทำข้อมูลใหม่โดยแยกข้อมูลเพศชายและเพศหญิง
157 2) เลือกคำสั่ง Data Analysis เพื่อเลือกคำสั่ง t-test two-sample assuming equal variance 3) ช่อง variable 1 range ใส่ข้อมูลคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศชาย ในช่อง variable 1 range และ ช่อง variable 2 range ใส่ข้อมูลคะแนนทักษะการคิดของนักเรียน เพศหญิง 4) ช่อง Hypothesized Mean Difference ให้ใส่เลข 0 (ค่าความแตกต่างของ สมมุติฐานของ Mean ของกลุ่มตัวอย่าง โดยปกติ เรามักจะกำหนด ให้เป็น 0 คือไม่แตกต่างกัน) 5) ช่อง Labels ให้คลิก ✓ เนื่องจากในช่วงที่กำหนด มีชื่อหัวแถว จึงต้องคลิก เครื่องหมายถูก เพื่อบอกว่ามีชื่อหัวแถว 6) ช่อง Alpha ทำการระบุค่าระดับความเชื่อมั่นที่ต้องการ เช่น 0.05 หรือ 0.01 7) ส่วน output option เป็นการกำหนดสถานที่แสดงผลการวิเคราะห์ ผลปรากฏดังภาพที่ 8.7 ภาพที่ 8.7 ผลการวิเคราะห์คำสั่ง t-test two-sample assuming equal variance เพื่อทดสอบ สมมุติฐานคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศชายและเพศหญิง ขั้นที่4 สรุปผลจากการทดสอบ จากผลลัพธ์ตารางแสดงคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศชายเท่ากับ 44.14 ค่าความแปรปรวนเท่ากับ 6.75 มีจำนวน 36 คน ส่วนคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศเพศหญิง เท่ากับ 43.79 ค่าความแปรปรวนเท่ากับ 10.95 มีจำนวน 14 คน แต่ต้องพิจารณาความเท่ากันของความแปรปรวนโดยใช้สถิติทดสอบ F-test ก่อนเพื่อจะเลือกใช้สถิติ t-test แบบใดระหว่าง equal variances assumed หรือ unequal
158 variances assumed ซึ่ง Pooled Variance มีค่าเท่ากับ 7.89 โดยมีค่า Hypothesized Mean Difference เท่ากับ 0 นั้นหมายความว่า ความแปรปรวนของทั้งสองกลุ่มเท่ากัน จึงใช้สูตรนี้ได้ (Pooled Variance or Equal variances assumed) ขั้นต่อไปคือ พิจารณาสมมุติฐานที่วางไว้ในแต่ละกรณี ถ้า กรณี ก H1 :: ชาย≠ หญิง เป็นแบบไม่มีทิศทางจะมากหรือน้อยก็ได้ ผลพบว่า ค่า t Critical two-tail เท่ากับ 2.01มีค่านัยสำคัญ P(T<=t) two-tail ที่ระดับ .69 ซึ่งมีค่ามากกว่า (.05) ที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 2 ดังนั้นเป็นการยอมรับ H0 และปฏิเสธ H1นั่นคือ ปฏิเสธสมมุติฐานที่ ตั้งไว้ว่า ผลคือนักเรียนที่มีเพศต่างกันมีคะแนนทักษะการคิดไม่ต่างกัน กรณี ข H0 : ชาย>หญิง และ กรณี ค H1 : ชาย<หญิง เป็นแบบมีทิศทางผล พบว่า ค่า t Critical one-tail เท่ากับ 1.68 มีค่านัยสำคัญ P(T<=t) one-tail ที่ระดับ .34 ซึ่งมีค่ามากกว่า (.05) ที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 2 ดังนั้นเป็นการยอมรับ H0 เช่นกัน 4. การทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่มขึ้นไป ในที่นี้จะทำการทดสอบสมมุติฐานในตัวอย่างที่วางไว้ว่า ข้อที่ 4 นักเรียนที่มีผู้ปกครองอาชีพต่างกันมีคะแนนทักษะการคิดต่างกัน ขั้นตอนในการทดสอบ ขั้นที่ 1 ตั้งสมมุติฐานเพื่อการทดสอบ 1.สมมุติฐานในการวิจัยคือ นักเรียนที่มีผู้ปกครองอาชีพต่างกันมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน ต่างกัน 2. สมมุติฐานทางสถิติ H0 : 1= 2= 3 H0 : i≠jอย่างน้อย 1 คู่; i j ; i-j =1,2,3 ขั้นที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญ ( ) = .05 ขั้นที่ 3 คำนวณค่า Independent t - test มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1) ก่อนคำนวณหาค่า ผู้ป้อนข้อมูลจะต้องจัดกระทำข้อมูลใหม่โดยแยกข้อมูลของ อาชีพผู้ปกครองของนักเรียน ด้วยคำสั่ง sort case ในคอลัมน์อาชีพ ซึ่งข้อมูลก็จะทำการจัดกลุ่มให้อยู่ เป็นช่วงที่ติดกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการเลือกข้อมูลของทักษะการคิดของนักเรียน ที่ผู้ปกครอง มีอาชีพต่างกัน 2) จัดข้อมูลคะแนนทักษะการคิดของนักเรียน ที่ผู้ปกครองมีอาชีพต่างกันใหม่ ดังภาพที่ 8.8
159 ภาพที่8.8 การจัดข้อมูลคะแนนทักษะการคิดของนักเรียน ที่ผู้ปกครองมีอาชีพต่างกัน 3) เลือกคำสั่ง Data Analysis เพื่อเลือกคำสั่ง Anova : single factor 4) ช่อง input range ทำการเลือกข้อมูลทั้งหมดที่ได้จัดข้อมูลที่แยกตามอาชีพ ผู้ปกครองแล้ว 5) Grouped by : เป็นการกำหนดว่าจะให้แบ่งกลุ่มในการเปรียบเทียบจากข้อมูล ในส่วนของ columns คอลัมน์ หรือ rows แถว ซึ่งที่นี้เลือก คอลัมน์ 6) ช่อง Labels ให้คลิก ✓เนื่องจากในช่วงที่กำหนด มีชื่อหัวแถว จึงต้องคลิก เครื่องหมายถูก เพื่อบอกว่ามีชื่อหัวแถว 7) ช่อง Alpha ทำการระบุค่าระดับความเชื่อมั่นที่ต้องการ เช่น 0.05 หรือ 0.01 8) ส่วน output option เป็นการกำหนดสถานที่การแสดงผลการวิเคราะห์ ผลแสดงผลปรากฏดังภาพที่ 8.9 ภาพที่8.9 ผลการวิเคราะห์คำสั่ง ANOVA : single factor เพื่อทดสอบสมมุติฐานคะแนนทักษะการ คิดของนักเรียน ที่มีอาชีพผู้ปกครองต่างกัน
160 ขั้นที่ 4 สรุปผลจากการทดสอบ จากผลลัพธ์ตาราง ANOVA ทำให้ทราบว่าทักษะการคิดของนักเรียนที่มีอาชีพ ผู้ปกครองพบว่า นักเรียนที่มีผู้ปกครองค้าขายมีคะแนนทักษะการคิดโดยเฉลี่ย 44.18 ค่าความ แปรปรวน 5.56 มีจำนวนนักเรียน จำนวน 11 คน ส่วนอาชีพอื่นๆ ก็แปลความหมายเช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาค่า F-test มีค่าเท่ากับ 0.103 มีค่า P-value เท่ากับ 0.90 มีมากกว่า ค่า (.05) เป็นการยอมรับ H0 แสดงว่าความแปรปรวนของทุกกลุ่มเท่ากันนั่นคือยอมรับ H0 แปลผลได้ว่า ทักษะการคิดของนักเรียน ที่มีอาชีพผู้ปกครองต่างกัน มีผลไม่แตกต่างกันส่วนการ เปรียบเทียบรายคู่ ไม่ต้องทำการวิเคราะห์ต่อ เพราะการทดสอบค่าความแปรปรวนไม่ต่างกัน แต่ในกรณีที่ ค่า F-test มีค่าP-value น้อยกว่า ค่า (.05) เป็นการยอมรับ H1 เราจะต้องดำเนินการวิเคราะห์เปรียบเทียบรายคู่โดยใช้การคำนวณหาค่า t-test two-sample assuming unequal variance เพื่อทำการเปรียบเทียบภายหลัง (Post Hoc Test) เพื่อพิจารณา ว่าอาชีพของผู้ปกครองคู่ใดของนักเรียนที่มีคะแนนทักษะการคิดต่างกันต่อไป
161 สรุป สมมติฐานในการวิจัยเป็นประเด็นที่ผู้วิจัยได้ทำการพยากรณ์ผลการวิจัยไว้ล่วงหน้าอย่าง มีหลักเหตุและผล โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความสำคัญของสมมุติฐานจะช่วย เป็นกรอบที่ทำการควบคุมให้นักวิจัยมีการการดำเนินการในขอบเขตที่ชัดเจน เพราะช่วยเชื่อมโยง ระหว่างแนวความคิดหรือทฤษฎีกับเรื่องที่ศึกษา อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของวิจัย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรง กับวัตถุประสงค์ ช่วยให้นักวิจัยสร้างหรือพัฒนาหาเครื่องมือมาเก็บรวบรวมข้อมูล อีกทั้งยังช่วยใน การวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง ส่งผลให้ได้ผลตามที่วัตถุประสงค์ที่วางไว้สำหรับสถิติเพื่อทดสอบ สมมุติฐานมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย และประเภทของข้อมูล เพราะ ถ้านักวิจัยไม่คำนึงถึงสองประเด้ฯนี้ ก็จะทำให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดได้ โดยสถิติสำหรับ การทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของประชากร การทดสอบสมมติฐานด้วยการ วิเคราะห์ความแปรปรวนและการเปรียบเทียบพหุคูณ เป็นต้น
162 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงอธิบายประเภทของสมมติฐาน พร้อมทั้งยกตัวอย่างของงานวิจัยมา 5 เรื่อง 2. จงอธิบายถึงความสำคัญของสมมติฐานการวิจัยพอสังเขป 3. จงอธิบายลักษณะของสถิติสำหรับการทดสอบสมมุติฐานแต่ละประเภทพอสังเขป 3.1 การทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 1 กลุ่ม ระหว่างค่าเฉลี่ยของตัวอย่างกับเกณฑ์ (one-sample t-test) 3.2 การทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระกัน (dependent t-test) 3.3 การทดสอบค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระกัน (Independent t-test) 3.4 การทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน 4. จากข้อมูลในตารางให้ทำการตั้งสมมุติฐานเพื่อทำการทดสอบ ตามข้อที่ 3.1-3.4 พร้อม ทั้งแปลผล โดย - เพศ ลงรหัส ชายคือ 1 หญิงคือ 2 - กิจกรรมย่อยที่ชอบ ลงรหัส ทาสีคือ 1 วาดรูปคือ 2 ทำความสะอาดสถานที่ คือ 3 ทำกิจกรรมกับผู้สูงวัยคือ 4 และ การหนังสือให้คนตาบอดคือ 5 - ความคิดเห็นต่อกิจกรรมจิตอาสา ลงรหัส น้อยที่สุดคือ 1 น้อยคือ 2 - ปานกลางคือ 3 มากคือ 4 และมากที่สุดคือ 5 คนที่ เพศ กิจกรรมย่อยที่ชอบ ความคิดเห็นก่อนทำ กิจกรรมจิตอาสา ความคิดเห็นหลังทำ กิจกรรมจิตอาสา 1 1 3 1 4 2 2 2 2 3 3 2 4 2 5 4 2 3 2 4 5 1 1 3 4 6 1 5 2 3 7 1 5 2 4 8 2 3 3 4 9 2 2 2 5 10 2 1 2 5
163 คนที่ เพศ กิจกรรมย่อยที่ชอบ ความคิดเห็นก่อนทำ กิจกรรมจิตอาสา ความคิดเห็นหลังทำ กิจกรรมจิตอาสา 11 1 3 3 3 12 1 3 2 5 13 1 2 3 4 14 2 4 1 3 15 1 3 1 3 16 1 5 2 3 17 1 5 1 2 18 2 3 3 2 19 2 2 2 2 20 2 1 2 3 21 1 3 3 2 22 1 3 1 4 23 1 2 3 2 24 2 4 1 4 25 1 3 1 4
บทที่ 9 การนำเสนอผลการวิจัย สำหรับบทนี้ เป็นการกล่าวถึงหลักและวิธีการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การสรุป การอภิปรายข้อเสนอแนะ และการเขียนรายงานการวิจัย ที่มีการเขียนร้อยเรียงและสัมพันธ์กัน โดยยึดวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นหลักที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงผลของงานวิจัยได้รวดเร็วและชัดเจนขึ้น การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยทางการศึกษา จะปรากฏอยู่ในบทที่4 ของการ วิจัย โดยมีรูปแบบของคำอธิบาย ตารางหรือแผนภูมิ ที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจยิ่งขึ้น การนำเสนอข้อมูล อาจนำเสนอแบบใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล การนำเสนอผลประกอบไปด้วย 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ข้อมูลเบื้องต้น อธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานที่วางไว้ของการวิจัย สำหรับรูปแบบการนำเสนอแต่ละวิธีมีลักษณะ ดังนี้ 1. การนำเสนอแบบตาราง เป็นการนำเสนอที่เป็นการสรุปข้อมูลให้อยู่ภายใต้ตาราง ที่กำหนด นิยมใช้กับผลที่เป็นเชิงปริมาณที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย และหา ความสัมพันธ์ของข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว 2. การนำเสนอแบบข้อความ เป็นการนำเสนอแบบข้อความที่บรรยายสั้นๆ ผสมกับข้อมูล ที่เป็นตัวเลข จะเห็นการนำเสนอแบบนี้ได้ในบทคัดย่อและบทสรุปผลการวิจัยทั่วไปของบทที่ 5 3. การนำเสนอแบบผสมกึ่งตารางกึ่งข้อความ เป็นการนำเสนอแบบตารางกับการบรรยาย ข้อความที่มีความสอดคล้องกัน มีการจัดระเบียบเป็นหมวดหมู่ ทำให้อ่านและทำความเข้าใจได้รวดเร็ว และง่ายขึ้น ตัวอย่างการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับตัวอย่างการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้จะเป็นแบบ กึ่งตารางกึ่งข้อความดังนี้ 1. ตัวอย่างการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เป็นการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มเป้าหมาย ดังตารางที่ 9.1 ตารางที่ 9.1 แสดงจำนวนและร้อยละของข้อมูลเบื้องต้นของนักเรียน ข้อมูลเบื้องต้น จำนวน (n) ร้อยละ (%) เพศ ชาย 40 66.67 หญิง 20 33.34
166 ข้อมูลเบื้องต้น จำนวน (n) ร้อยละ (%) อาชีพผู้ปกครอง ข้าราชการ 12 20.00 ค้าขาย 18 30.00 ลูกจ้าง 30 50.00 จากตารางที่ 9.1 พบว่าข้อมูลเบื้องต้นของนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีจำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 และเพศหญิง 20 คน คิดเป็นร้อยละ 33.34 ส่วนอาชีพผู้ปกครอง พบว่าเป็น ลูกจ้าง มีจำนวนมากที่สุด 30 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 รองลงมาคือค้าขาย จำนวน 18 คน คิดเป็น ร้อยละ 30 การอธิบายท้ายตารางโดยทั่วไป จะอธิบายถึงคืที่สูงสุด และค่าที่รองลงมา เพื่อให้ผู้อ่านทราบ ว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีลักษณะข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างไร 2. ตัวอย่างการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐานการวิจัย เป็นการแสดงถึงสถิติเบื้องต้น ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น โดยมีการอธิบายถึงลักษณะของประเด็นที่เก็บข้อมูลมาตามวัตถุประสงค์ ที่ได้จากการจาก กลุ่มเป้าหมาย ดังตาราง 9.2 – 9.7 ตารางที่ 9.2 แสดงค่าเฉลี่ย (s) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( x ) ของคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของเยาวชนของนักเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเยาวชน ค่าเฉลี่ย ( x ) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (s) ระดับ คุณลักษณะ 1. มีสายใยและความผูกพันกับสมาชิก ในครอบครัว 4.50 0.61 มากที่สุด 2. มีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ เจริญเติบโตสมวัย 4.22 0.64 มาก 3. มีบุคลิกภาพที่เหมาะสมมั่นคง มี ความเคารพและภาคภูมิใจในตนเอง 4.28 0.61 มาก 4. มีวัฒนธรรมที่ดีงาม เข้าใจหลักการที่ ถูกต้องของศาสนา 4.19 0.65 มาก 5. มีความสามารถในการสื่อสาร มากกว่า 1 ภาษา 4.17 0.61 มาก 6. รู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ เข้าใจถึงสาระประโยชน์ 4.24 0.61 มาก *** 4.26 0.61 มาก
167 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเยาวชน ค่าเฉลี่ย ( x ) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (s) ระดับ คุณลักษณะ 10. รู้จักปรับเปลี่ยนแนวคิดและพัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง 4.32 0.65 มาก รวม 4.43 0.58 มาก จากตารางที่ 9.2 พบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเยาวชนของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ ในระดับมาก ( x = 4.43, S= 0.58) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่าข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ข้อ 1 มีสายใยและความผูกพันกับสมาชิกในครอบครัว มีคุณลักษณะระดับมากที่สุด ( x = 4.50, S= 0.61) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรองลงมา คือ ข้อ 10 รู้จักปรับเปลี่ยนแนวคิดและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีคุณลักษณะระดับมาก ( x = 4.32, S = 0.65) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ข้อ 5 5. มีความสามารถในการสื่อสารมากกว่า 1 ภาษา มีคุณลักษณะระดับมาก ( x =4.17, S = 0.61) การอธิบายท้ายตารางโดยทั่วไปเริ่มต้นนั้น จะการอธิบายค่าเฉลี่ยสูงสุด ค่ารองลงมาและค่า ต่ำที่สุด เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่ากลุ่มตัวอย่างมีลักษณะตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้เด่น ๆ เป็นอย่างไร ตารางที่ 9.3 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะความคิดของนักเรียนกับเเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม 50 คะแนน หลังจากการเรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมการเรียนรู้ คะแนน n S เกณฑ์ คะแนน t คะแนนทักษะความคิด 50 44.06 2.77 40 10.41*** p***มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 จากตารางที่ 9.3 พบว่าผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะความคิดของนักเรียนกับเเกณฑ์ ร้อยละ 80 หลังจากการเรียนด้วยหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 44.06 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.77 สูงว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม 50 คือ 40 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
168 ตารางที่ 9.4 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยนิทานสร้างสรรค์ความคิดหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน คะแนน n S t ก่อนเรียน 50 12.62 3.42 34.73***หลังเรียน 50 32.88 1.65 p***มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 จากตารางที่ 9.4 พบว่าทักษะการคิดของนักรียนก่อนเรียนด้วย นิทานสร้างสรรค์ความคิด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.62 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 11.71 และทักษะการคิดหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 32.88 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.74 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าคะแนนทักษะการคิดหลังเรียนของเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ตารางที่ 9.5 ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดของนักเรียนที่มีเพศต่างกัน คุณลักษณะ นักเรียน ชาย(36 คน) หญิง (14คน) t X S X S ทักษะการคิดของนักเรียน 44.14 2.60 43.79 3.31 2.01 จากตารางที่ 9.5 พบว่าคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศชายเท่ากับ 44.14 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 6.75 มีจำนวน 36 คน ส่วนคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศเพศหญิง เท่ากับ 43.79 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10.95 มีจำนวน 14 คน เมื่อทำการเปรียบเทียบทักษะ การคิดพบว่า เพศชายและหญิงมีทักษะการคิดไม่แตกต่างกัน ตารางที่ 9.6 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีผู้ปกครองอาชีพ ต่างกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน SS df MS F ระหว่างกลุ่ม 1.63 2 0.81 0.10 ภายในกลุ่ม 371.15 47 7.89 รวม 372.82 49 จากตารางที่ 9.6 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มี ผู้ปกครองอาชีพต่างกัน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จำแนกตามอาชีพผู้ปกครองไม่มี ความแตกต่างกัน
169 ตารางที่ 9.7 แสดงค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีผู้ปกครองอาชีพต่างกัน อาชีพผู้ปกครอง ค้าขาย รับจ้าง ข้าราชการ X S X S X S ค้าขาย (11 คน) 44.18 2.36 43.86 2.86 44.27 3.01 รับจ้าง (24 คน) 0.32 0.41 ข้าราชการ (15 คน) 0.09 p* มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 9.7 แสดงผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จำแนกตามอาชีพผู้ปกครองเป็นรายคู่ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จำแนกตามอาชีพ ผู้ปกครองไม่มีความแตกต่างกัน ตารางที่ 9.8 ประสิทธิภาพของหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เล่มที่ คะแนนประสิทธิภาพ กิจกรรมที่ 1 85.00 กิจกรรมที่ 2 82.44 กิจกรรมที่ 3 81.28 กิจกรรมที่ 4 81.98 กิจกรรมที่ 5 81.00 คะแนนเฉลี่ยร้อยละของกิจกรรม 83.00 คะแนนเฉลี่ยร้อยละของผลลัพธ์ ทักษะการวิจัย (E2) 81.33 จากตารางที่ 9.8 หนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นไปตาม เกณฑ์ 80/80 คือ 83.00/81.33 เมื่อพิจารณาเป็นรายกิจกรรมพบว่าทุกกิจกรรมมีประสิทธิภาพสูง กว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐาน
170 การเขียนบทสรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ สำหรับการเขียนบทสรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ เป็นบทสุดท้ายที่นักวิจัยจะต้องทำการสรุปผล โดยย่อ และทำการวิเคราะห์ถึงผลที่ปรากฏออกของงานวิจัย และทำการแสนอแนะของการนำผลไปใช้ใน การทำวิจัยในครั้งต่อไป มีรูปแบบของการนำเสนอตามหัวข้อดังนี้ 1. การเขียนส่วนนำของบท สำหรับการเขียนส่วนนำของบทนี้ การสรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ ผู้วิจัยทำการสรุป ประเด็นที่สำคัญตั้งแต่บทที่ 1 และบทที่ 3 โดยบรรยายเป็นความเรียงอย่างย่อส่วน ตั้งแต่วัตถุประสงค์ ขอบเขตการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย และสถิติที่ใช้ให้เป็นเนื้อความเดียวกันทั้งหมด ตัวอย่าง การรายงานผลการพัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรม การเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาทักษะวิจัย จากการ ใช้หนังสืออิเลคทรอนิกส์และศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อหนังสืออิเลคทรอนิกส์สำหรับ กลุ่มตัวอย่าง ได้ทำการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster Random Sampling) จากประชากร คือนักศึกษา ที่เรียนวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จำนวน 12 ห้องเรียน มีทั้งหมด 485 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษา จำนวน 3 ห้อง จำนวน 145 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ หนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัย และพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะการวิจัยและแบบ ประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทดสอบค่าเฉลี่ย t-test โดยมีผลการสรุปดังนี้ 2. การเขียนสรุปผล เป็นการนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากบทที่ 4 ทุกประเด็นตามวัตถุประสงค์หรือ สมมุติฐานที่วางไว้ มาทำการย่อส่วนให้ได้สาระของผลทั้งหมด โดยข้อสรุปห้ามใส่ความคิดเห็นส่วนตัว ของผู้วิจัยลงไป ตัวอย่างข้างล่างนี้ มาจากการนำเสนอข้อมูลจาก ตาราง 9.1-9.7 เพื่อให้เห็นลักษณะของ การเขียนสรุปผลให้กระชับและตรงตามผลที่ได้ ดังนี้ 1. ข้อมูลเบื้องต้นของนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีจำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 และเพศหญิง 20 คน คิดเป็นร้อยละ 33.34 ส่วนอาชีพผู้ปกครอง พบว่าเป็นลูกจ้าง มีจำนวน มากที่สุด 30 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00 รองลงมาคือค้าขาย จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 30 2. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเยาวชนของนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นประเด็น พบว่าการมีสายใยและความผูกพันกับสมาชิกในครอบครัว มีค่าเฉลี่ยมาก ที่สุด มีคุณลักษณะระดับมากที่สุด ประเด็นรองลงมาคือการรู้จักปรับเปลี่ยนแนวคิดและพัฒนาตนเอง
171 อย่างต่อเนื่อง มีคุณลักษณะระดับมาก และประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ การมีความสามารถ ในการสื่อสารมากกว่า 1 ภาษา มีคุณลักษณะระดับมาก 3. หนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 คือ 83.00/81.33 เมื่อพิจารณาเป็นรายกิจกรรมพบว่าทุกกิจกรรมมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐาน 4. ผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะความคิดของนักเรียนหลังจากการเรียนด้วย หนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 5. ผลการเปรียบเทียบคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนหลังเรียนด้วยนิทานสร้างสรรค์ ความคิดสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 6. คะแนนทักษะการคิดของนักเรียนเพศชายและหญิงที่เรียนด้วยด้วยนิทานสร้างสรรค์ มีทักษะการคิดไม่แตกต่างกัน 7. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีผู้ปกครองอาชีพต่างกันพบว่าไม่มี ความแตกต่างกัน 3. การเขียนอภิปรายผลการวิจัย การเขียนอภิปรายผลเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัยที่ได้ตามประเด็นของ วัตถุประสงค์หรือสมมุติฐานของการวิจัย โดยการให้เหตุผลว่าเหตุใดผลการวิจัยจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งผู้วิจัยต้องทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 มาสนับสนุน หรือถ้าไม่มีเอกสารไม่ครบประเด็นดังกล่าว ผู้วิจัยจะต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งอาจ เป็นในลักษณะที่คล้อยตามหรือขัดแย้งก็ได้ พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ผลวิจัยของตนเองจากข้อค้นพบ ในขณะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในการจดบันทึกต่าง ๆ ที่แทรกในผลการวิจัย สิ่งที่สำคัญ ต้องให้ได้คำตอบเหตุผลที่แท้จริงของการวิจัย โดยมีข้อควรระวังในการเขียนอภิปรายผลดังนี้ 1. การเขียนสนับสนุนผลการวิจัยที่ได้ ผู้วิจัยต้องหาเหตุผลที่เป็นไปในทิทางหรือทำนอง เดียวกัน และหลักการเขียนอาจทำการยกสมมุติฐานและผลการสรุปมาอภิปรายเป็นข้อ ๆ 2. ในกรณีที่ผลสรุปของวิจัยไม่ตรงกับทฤษฎีที่วางไว้ ผู้วิจัยจะต้องอภิปรายผลให้ชัดเจน ว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากอะไร มีเงื่อนไขของการให้ได้ของผลสรุปอย่างไร และผู้วิจัยจะต้องค้นคว้า หาข้อมูลมาอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อหาข้อสรุปให้ได้ และจะต้องนำข้อมูลที่หามาได้แทรกเพิ่มเติมไป ในเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ด้วย 3. การอภิปรายผลจะไม่ใช้แต่ความคิดของผู้วิจัย ผู้วิจัยจะต้องหาเหตุผลหรือข้อมูล จากผู้อื่นมาสนับสนุนให้มีความน่าเชื่อถือของการวิจัยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าผู้วิจัยไม่สามารถหาเหตุผล จากผู้อื่นได้ ผู้วิจัยจะต้องให้เหตุผลจากข้อค้นพบในขั้นตอนของการดำเนินการวิจัยที่แสดงถึงเหตุผล เฉพาะกลุ่มก็สามารถอภิปรายได้เช่นกัน
172 ตัวอย่างที่ 1 จากงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีผลการวิเคราะห์ข้อมูลจาก ตัวอย่างการ เขียนสรุปผลข้อที่ 3 ข้างต้น จะทำการอภิปรายผลดังนี้ 1. หนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 คือ 83.00/81.33 เมื่อพิจารณาเป็นรายกิจกรรมพบว่าทุกกิจกรรมมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนด ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐาน * สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ หนังสืออิเลคทรอนิกส์ที่ผู้วิจัยได้สร้าง และพัฒนาขึ้นได้ผ่านกระบวนการสร้างตามขั้นตอนที่ถูกหลักการ โดยมีการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งรูปแบบการสร้างหนังสือที่ดี มีการใช้นวัตกรรมและสื่อที่หลากหลายรูปแบบมาประกอบ สิ่งเหล่านี้ ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหนังสืออิเลคทรอนิกส์ยังได้ผ่านกระบวน ตรวจสอบคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งผ่านการประเมินความถูกต้องในเรื่องของการจัดรูปเล่ม การจัดภาพ การเรียงลำดับเนื้อหา การใช้ภาษาและการดำเนินเรื่อง และหนังสืออิเลคทรอนิกส์ มีการหาประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน ** ซึ่งสอดคล้องกับ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์,2557) ได้ระบุถึง ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรมว่า มี 3 ขั้นตอนคือ การทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว แบบกลุ่มและแบบภาคสนาม กระบวนการนี้เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันผลของการใช้นวัตกรรมได้ว่า ผู้เรียนจะมีการเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเนื่องตามลำดับและมีการเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น และประกันได้ว่าผู้เรียนมีความรู้ถ้าได้เรียนผ่านนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ(ผู้วิจัยสามารถเพิ่มเอกสาร ที่สนับสนุนได้อีก) ***และสอดคล้องกับ *** *** ที่ได้ทำการพัฒนาหนังสือหนังสืออิเลคทรอนิกส์เรื่อง การถ่ายภาพบุคคล สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี (อาทิตย์ อินมา, 2560 : 34-35) พบว่าหนังสือ อิเลคทรอนิกส์มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยการวิจัยได้มีการทดลอง 3 ขั้นตอนเช่นกัน จากตัวอย่าง การอภิปรายผล ผู้วิจัยมีการเขียนเน้น ประเด็นสนับสนุนผลการวิจัย โดยให้ เหตุผลสนับสนุนตามผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐาน ในสัญลักษณ์* หนึ่งดอก เป็นข้อค้นเท็จจริงของการดำเนินการวิจัย และสัญลักษณ์** สองดอก เป็นการใช้ข้อมูลจากเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลการวิจัยของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องมาเขียนสนับสนุน 4. การเขียนข้อเสนอแนะ เป็นการเขียนที่ระบุถึงแนวทางการนำผลการวิจัยไปใช้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มผู้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัย และกลุ่มที่สนใจในการต่อยอดงานวิจัยที่มีประเด็นที่เหมือน หรือคล้ายคลึง กัน โดยการเสนอแนะต้องเสนอแนะในกรอบของผลการวิจัยเท่านั้น และต้องมีการระบุถึงรายละเอียด ของการเสนอแนะให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้นำผลงานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดีและ ข้อเสนอแนะต้องไม่ใช่จากข้อคิดเห็นของผู้วิจัย โดยข้อเสนอแนะงานวิจัยมี 2 ลักษณะ คือ 4.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ เป็นการเสนอให้แก่กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่ม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัย ทราบว่าผลการวิจัยที่ได้มาทั้งหมด สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไร ได้บ้างและใช้อย่างไร 4.2 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป เป็นการเสนอแนะให้ผู้สนใจหรือผู้เกี่ยวข้อง ในในการต่อยอดงานวิจัยที่มีประเด็นที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน ถึงแนวทางในการดำเนินการวิจัยว่า
173 ควรทำประเด็นใดเพิ่มเต็ม หรือมีกระบวนการไหนที่จะต่อยอด รวมทั้งข้อระมัดระวังในการทำการวิจัย เกิดความผิดพลาด ตัวอย่าง ข้อเสนอแนะนำผลการวิจัยไปใช้ พัฒนาหนังสืออิเลคทรอนิกส์วิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีข้อเสนอดังนี้ 1. นักศึกษาหรือนักวิจัยที่มีความสนใจในหนังสืออิเลคทรอนิกส์ ต้องมีการฝึกปฏิบัติ ในการทำงานวิจัยของตนเองอย่างต่อเนื่อง และทำการทบทวนในประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัย โดยผู้วิจัย มีแบบฝึกหัดให้มีการทบทวนความรู้และความเข้าใจอยู่ตลอดเวลา 2.ผู้สอนควรมีกิจกรรมที่มีการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเพิ่มเติม และ มีรูปแบบของกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในรูปออนไลน์และออนไซต์ในการทำให้การเรียนรู้ผ่านหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เรียนมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น 3. มหาวิทยาลัย ควรทำการสนับสนุนให้มีการสร้างหนังสืออิเลคทรอนิกส์ในรายวิชาอื่น เพื่อให้เป็นทางเลือกในการให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรนำหนังสืออิเลคทรอนิกส์มาใช้ร่วมกับสถานการณ์จริง มีการลงพื้นที่ของการวิจัยจริง เพื่อที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจในสถานการณ์ที่อาจทำให้งานวิจัยมีข้อผิดพลาด และทำให้มีการ ระมัดระวังในกระบวนการของการวิจัยที่มีคุณภาพมากขึ้น 2. ควรเพิ่มกิจกรรมสำหรับการเรียนแบบออนไลน์ในโปรแกรมหรือแอปพริเคชั่นที่ทันสมัย อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ดึงดูดใจและเสริมสร้างทักษะของผู้เรียนได้ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและ พัฒนาผู้เรียนได้อย่างหลากหลาย ข้อสังเกตการเสนอแนะในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการแบ่งข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ที่เป็นรูปธรรม ที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำผลไปใช้ได้จริงของ รูปแบบที่นำเสนอ รูปแบบของรายงานการวิจัย รูปแบบของรายงานการวิจัยนั้นมีความแตกต่างกันตามหลักหรือกฏเกณฑ์ของหน่วยงาน ของผู้ทำวิจัยสังกัดอยู่ หรือตามรูปแบบของหน่วยที่ให้ทุน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด รูปแบบการ รายงานการวิจัยก็จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน สำหรับรูปแบบข้างล่างนี้ มีรายละเอียดโดยการสรุปได้ ดังนี้ 1. ส่วนประกอบตอนต้น ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ คือ 1.1 ปกนอก อยู่หน้าสุดของเล่ม มีระบุข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่วิจัยออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1.1.1 ปกหน้า ประกอบด้วย 1) ตอนบนของปก ระบุชื่อเรื่อง ถ้าชื่อยาวให้ทำเป็นหน้าจั่วกลับ 2) ตอนกลางของปก ระบุชื่อ-สกุลของผู้วิจัย ไม่มีคำนำหน้าหรือยศ
174 3) ตอนล่างของปก ระบุสถานที่ทำงาน/สถานที่ศึกษา ปีพ.ศ. ถ้าเป็น วิทยานิพนธ์ ภาคนิพนธ์ให้ตามรูปแบบแต่ละสถาบัน 1.1.2 สันปก (ในกรณีเล่มปริญญานิพนธ์) ชื่อเรื่องวิจัย ชื่อผู้วิจัย ปี พ.ศ. 1.1.3 ปกหลัง ว่างเปล่า 1.2 ใบรองปกหน้า อยู่ถัดจากปกนอก เป็นกระดาษเปล่าสีขาว 1.3 ปกในมีข้อความเหมือนปกนอก 1.4 หน้าอนุมัติมีเฉพาะปริญญานิพนธ์/ภาคนิพนธ์ ให้ตามรูปแบบแต่ละสถาบัน 1.5 บทคัดย่อ เป็นข้อความที่ย่อส่วนมาจากบทที่ 1 บทที่ 3 และบทที่ 5 โดยมี2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การเกริ่นนำ เป็นการเขียนข้อความที่ให้เป็นเนื้อความเดียวกันทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์ ขอบเขตของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย และสถิติที่ใช้และส่วนที่ 2 คือผลสรุปที่ได้มาจากบทที่ 5 ที่ตอบผลของการวิจัยตามวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐาน 1.6 กิตติกรรมประกาศ เป็นข้อความขอบคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการทำวิจัย ด้านต่าง ๆ ใช้ยืนยันคุณภาพของงาน ที่ช่วยให้ผู้อ่านเกิดความมั่นใจ โดยเขียนแบบกระชับและไม่ ยกยอเกินไป 1.7 สารบัญ เป็นการเขียนลำดับบทและเนื้อหาแต่ละบท โดยมีเลขหน้ากำกับ 1.8 สารบัญตารางเป็นการเขียนลำดับตารางในแต่ละบท มีส่วนประกอบ 3 ส่วนได้แก่ 1.8.1 เลขที่ตาราง เรียงตามลำดับเลขที่แต่ละบท เช่น บทที่1 ตารางที่ 1.1 ตารางที่ 1.2 ตามลำดับ 1.8.2 ชื่อตาราง ทำการระบุต่อจากเลขที่ตาราง โดยมีชื่อตรงมาเนื้อหาในตาราง 1.8.3 เลขที่หน้าตาราง ทำการระบุหน้าที่ปรากฏตาราง 1.9 สารบัญภาพ หรือแผนภูมิกราฟ เป็นการเขียนลำดับภาพในแต่ละบทมีรูปแบบ การเขียน เหมือนกับสารบัญตาราง 2. ส่วนเนื้อเรื่อง แบ่งเป็น 5 บท คือ 2.1 บทที่ 1 บทนำ 2.2 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 2.4 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2.5 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 3. ส่วนประกอบตอนท้าย ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ 3.1 หน้าบอกตอนของบรรณานุกรม 3.2 บรรณานุกรม 3.3 หน้าบอกตอนของภาคผนวก 3.4 ภาคผนวก 3.5 ประวัติของผู้วิจัย 3.6 ใบรองปกหลัง อยู่ก่อนจากปกหลัง เป็นกระดาษเปล่าสีขาว
175 แนวทางการใช้ประโยชน์ในการวิจัย สำหรับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ หรือการวิจัยอื่น ๆ มีคุณค่าต่อวงการศึกษา มากเพียงใด สามารถพิจารณาจากผลและประโยชน์ของการวิจัยที่ทำ ซึ่งผลการวิจัยโดยภาพรวม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้ 1. ประโยชน์เชิงนโยบาย ที่มีผลงานวิจัยที่เป็นแนวคิดในการประกาศใช้กฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ หรือ นโยบายของการพัฒนา การส่งเสริม การสนับสนุน หรือเป็นมาตรฐานของ องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ผลการวิจัยสำรวจพบว่า เยาวชนไทยถูกชักจูงให้เป็นทำความผิด หรือหลงผิด บ่อยครั้ง อันเนื่องมาจากการ รู้ไม่เท่าทันสื่อและสังคม จึงมีการออกนโยบายของโรงเรียน หรือสถานศึกษา เกี่ยวกับการส่งเสริมกิจกรรมให้ผู้เรียนรู้เท่าทันสื่อต่าง ๆ และการเป็นผู้นำ 2. ประโยชน์เชิงพณิชย์ ที่มีผลงานวิจัยที่เกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งก่อให้เกิด รายได้ หรือนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และจัดจำหน่าย 3. ประโยชน์เชิงวิชาการ ที่มีผลงานวิจัยเพื่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือ มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อเอาผลไปต่อยอด เช่น ผลการวิจัยที่ได้ ทำนวัตกรรมเรียนรู้ที่ทำให้เด็กมีลักษณะของกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ดี ก็สามารถนำเอา นวัตกรรมดังกล่าวไปใช้กับสถานที่อื่น ๆ เป็นต้น 4. ประโยชน์เชิงสาธารณะ ที่มีผลงานวิจัยที่นำมาเผยแพร่แก่สาธารณชนในเรื่องต่าง ๆ ทีทำ ให้คุณภาพชีวิต ทั้งเรื่อง ความรู้ เศรษฐกิจ สุขภาพของประชาชนดีขึ้น เช่น ผลการวิจัยเรื่องระยะ การแปรงฟันของเยาวชนที่ทำให้ฟันผุน้อยลง พบว่าจะต้องใช้เวลา 2 นาที มีหลักการแปรงฟันที่ดี 5. ประโยชน์เชิงพื้นที่ เป็นใช้ให้เกิดประโยชน์จากผลงานวิจัย โดยเจาะจงพื้นที่นั้น ๆ ให้เกิด เช่น ผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาภาษาไทยของนักเรียนที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร 6. ประโยชน์ทางอ้อมของงานสร้างสรรค์ที่มีผลงานวิจัยในการสร้างสรรค์คุณค่าทางจิตใจ ยกระดับจิตใจ ก่อให้เกิดสุนทรียภาพ สร้างความสุข เช่น ผลการพัฒนาการละเล่นพื้นบ้าน การปามอ เพื่อการแข่งขัน ผลที่ได้คือ วิธีและอุปกรณ์การเล่นที่ถูกกฏกติกา แต่มีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ ความสุข สนาน และการสร้างมิตรภาพของผู้เล่น โดยหลักเกณฑ์การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์นั้น ผู้วิจัยต้องยึดผลตามวัตถุประสงค์ที่ ระบุไว้เมื่อมีผลปรากฏ ผู้วิจัยก็สามารถนำไปสู่การใช้ผลงานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรมตามข้อเสนอแนะ ของการนำผลไปใช้ และสิ่งที่จะเป็นตัวการันตีได้ดียิ่งขึ้นคือ การรับรองการใช้ประโยชน์ ของผลงานวิจัยจากบุคคลหรือหน่วยงานที่นำผลของเราไปใช้ประโยชน์
176 สรุป การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล มีการนำเสนอทั้งในรูปแบบของตาราง ข้อความ บรรยาย หรือแบบผสม โดยนำเสนอตามลักษณะข้อมูลเบื้องต้น และวัตถุประสงค์หรือสมมุติฐาน ที่วางไว้ที่มีการเขียนร้อยเรียงและสัมพันธ์กัน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงผลของงานวิจัยได้รวดเร็วและ ชัดเจนขึ้น ส่วนการสรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ เป็นบทสุดท้ายที่นักวิจัยทำการสรุปผลโดยย่อ และ ทำการวิเคราะห์ถึงผลที่ปรากฏออกของงานวิจัย และทำการแสนอแนะของการนำผลไปใช้ในการทำวิจัย ในครั้งต่อไป โดยการเขียนข้อสรุปนั้น เป็นการสรุปย่อให้ได้สาระของข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์อย่าง ครบถ้วน การอภิปรายเป็นการนำผลสรุปในแต่ละประเด็น มาหาข้อมูลสนับสนุนผลที่เป็นเหตุและผล ที่ทำให้ได้ข้อสรุปเป็นเช่นนั้น ซึ่งอาจคล้อยตามหรือขัดแย้งก็ได้เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยไม่มีความคิดเห็นส่วนตัวของผู้วิจัย ส่วนข้อเสนอแนะ เป็นแนวทางการนำผลการวิจัยไปใช้ให้แก่ ผู้สนใจหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการนำผลวิจัยไปใช้และการทำวิจัยครั้งต่อไป โดยการเสนอแนะ จะเป็นในรูปธรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รูปแบบของรายงานการวิจัย นักวิจัยต้องยึดของรูปแบบวิจัยตามหน่วยงานต้นสังกัดหรือ หน่วยงานผู้ให้ทุน ซึ่งรูปแบบการรายงานการวิจัยโดยทั่วไปประกอบด้วย ส่วนประกอบตอนต้น ประกอบด้วย ปกนอก ใบรอง ปกใน หน้าอนุมัติบทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง และสารบัญภาพ ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย บทที่ 1 – 5 และส่วนประกอบตอนท้าย ประกอบด้วย บรรณานุกรม ภาคผนวก ประวัติของผู้วิจัย และใบรองปกหลัง
177 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงอธิบายวิธีการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยพอสังเขป 2. จงหาตัวอย่างแบบฝึกหัดท้ายบทของบทที่ 7 ข้อที่ 4 และบทที่ 8 ข้อที่ 4 ที่ได้ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลมาแล้วนั้น จงทำการเสนอผลการวิเคราะห์แบบกึ่งตารางและบรรยาย เป็นข้อความ 3. จงทำการสรุปผลจากการนำเสนอข้อมูลในข้อที่ 2 4. จงยกตัวอย่างงานวิจัยมา 1 เรื่อง พร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงการเขียนอภิปรายผลการวิจัยนั้น มีองค์ประกอบของการเขียนเป็นอย่างไร 5. จากงานวิจัยที่นำมาในข้อที่ 4 จงพิจารณาถึงรูปแบบของรายงานการวิจัยว่ามีลักษณะ ที่คล้ายคลึงหรือแตกต่างกันอย่างไร 6. จงหางานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ดังต่อไปนี้ 6.1 เชิงนโยบาย 6.2 เชิงพณิชย์ 6.3 เชิงวิชาการ 6.4 เชิงสาธารณะ 6.5 เชิงพื้นที่ 6.6 ประโยชน์ทางอ้อมของงานสร้างสรรค์
บทที่ 10 การประเมินผลงานวิจัย การใช้ประโยชน์ และแนวโน้มการพัฒนาการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ งานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ทุกเรื่องไม่ใช่ว่าจะมีคุณภาพเป็นที่เชื่อถือได้เสมอไป บางเรื่องเมื่อทำการประเมินแล้วพบว่า มีความน่าเชื่อถือน้อยหรือขาดความน่าเชื่อถือเลยก็มี ซึ่งความเชื่อถือนี้ผู้อ่านหรือผู้นำไปใช้พิจารณาจาก 2 ประเด็นคือ 1 กระบวนการดำเนินการวิจัยที่ถูก หลักเกณฑ์และมีความน่าเชื่อถือ และ 2 การนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากน้อยเพียงใด สำหรับเนื้อหา ในบทนี้จะกล่าวถึงหลักการประเมินผลงานวิจัยจากผลงานวิจัยและแนวโน้มการพัฒนาการวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ถึงงานวิจัยได้ว่ามีคุณภาพ หรือมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด รวมถึงแนวโน้มของการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อไป การประเมินผลงานวิจัย การประเมินผลงานวิจัย โดยทั่วไปมีเกณฑ์การพิจารณาไว้ ดังนี้ 1. ด้านคุณค่างานวิจัย เป็นการพิจารณาถึงประโยชน์หรือความสำคัญของงานวิจัย ที่ได้ระบุไว้ในประโยชน์ที่ได้รับของการวิจัย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ 1.1 เป็นวิจัยเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาเยาวชน เป็นต้น 1.2 เป็นวิจัยเพื่อใช้ในการหาวิธีการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเช่น แนวโน้มของ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเยาวชน เช่น การกลั่นแกล้งกัน การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เป็นต้น 1.3 เป็นวิจัยเพื่อการพัฒนาได้นวัตกรรมใหม่ เช่น การสร้างนวัตกรรมการพัฒนาทักษะ การคิดแบบวิจารณญาณ เป็นต้น 2. ด้านคุณภาพ เป็นการพิจารณาถึงความถูกหลักการของกระบวนการวิจัยทำวิจัยตั้งแต่ ต้นจนจบ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ 2.1 ชื่อวิจัย มีเกณฑ์พิจารณาคือ มีการระบุให้เห็นถึงขอบข่ายของปัญหาว่าทำเรื่อง อะไร ใช้ภาษาสั้น กะทัดรัด ให้ได้ใจความ 2.2 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา มีเกณฑ์พิจารณา ดังนี้ 2.2.1 เขียนให้เห็นถึงความจำเป็นหรือความสำคัญของปัญหาที่ศึกษา โดยมี เอกสารอ้างอิงและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา มีข้อมูลอ้างอิงต่าง ๆ และเสนอประเด็นต่าง ๆ เป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่อง และมีความเชื่อถือได้ของแหล่งข้อมูล โดยสิ่งนี้เป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผู้วิจัย ทำการศึกษาค้นคว้า 2.2.2 เขียนถึงขอบเขตของแนวคิด/ทฤษฎี/หลักการ/ประเด็นที่ต้องการศึกษาที่มี ความสัมพันธ์ระหว่างกันและความเกี่ยวข้องกับปัญหาอย่างแท้จริง
180 2.2.3 เขียนถึงหลักเหตุผลที่เพียงพอในการเลือกคุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องการศึกษา และแสดงถึงความสัมพันธ์กับปัญหาที่วิจัยกับคุณลักษณะดังกล่าว มีการนำงานวิจัย เด่น ๆ มาสนับสนุนเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางศึกษา ค้นพบอะไรที่ได้ที่ทำให้ทราบถึงแนวทางการทำ วิจัยที่ถูกต้อง 2.3 ขอบเขตของการวิจัย มีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ 2.3.1 การกำหนดขอบเขตของการวิจัย ต้องมีความสอดคล้องกันกับชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3.2 ประชากรและตัวอย่าง มีวิธีการเลือกและการกำหนดขนาดของตัวอย่าง ที่ถูกหลัก 2.3.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา มีการระบุถึงแนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ ที่ศึกษา โดยผ่านการ วิเคราะห์เอกสารออกมาเป็นกรอบแนวคิดที่ชัดเจน 2.4 นิยามศัพท์เฉพาะ มีเกณฑ์พิจารณาคือ มีการนิยามที่ชัดเจนสอดคล้องกับผลการ วิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องและใช้เหมือนกันทั้งฉบับ 2.5 สมมุติฐานสมมติฐาน มีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ 2.5.1 มีการตั้งมาจากผลการสรุปหรือเหตุผลจากผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือ สอดคล้องกับทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับ 2.5.2 สมมุติฐานสามารถทดสอบได้ 2.5.3 สมมุติฐานมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย 2.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ 2.6.1 มีแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้ของเอกสารที่อ้างอิง 2.6.2 ทฤษฎีและการวิจัย มีความเกี่ยวข้องกับการวิจัย 2.6.3 เอกสารและงานวิจัยมีความสัมพันธ์กับผลสรุปและอภิปรายผล 2.6.4 เอกสารและงานวิจัยมีสัมพันธ์กับการกำหนดกรอบความคิด 2.6.5 มีการจัดลำดับเอกสารอย่างเหมาะสมและสรุปผลการศึกษา 2.7 วิธีดำเนินการวิจัย มีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ 2.7.1 มีกระบวนการดำเนินการวิจัยอย่างชัดเจนและเป็นขั้นตอน 2.7.2 มีวิธีการเลือกและการกำหนดขนาดของประชากร/ตัวอย่าง ที่ถูกหลัก 2.7.3 มีวิธีการหาคุณภาพที่ถูกวิธีและครบถ้วนของนวัตกรรมและเครื่องมือวิจัย 2.7.4 เครื่องมือที่ใช้สามารถรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ 2.8 การวิเคราะห์ข้อมูล มีเกณฑ์พิจารณาคือ ใช้สถิติวิเคราะห์สอดคล้องกับประเภท ของข้อมูล และสมมุติฐานในการวิจัย 2.9 การสรุปผลการวิจัย มีเกณฑ์พิจารณาดังนี้ 2.9.1 มีการอธิบายให้เห็นถึงผลตามวัตถุประสงค์/สมมุติฐานที่ชัดเจน เน้นจุดสำคัญ ของข้อมูล และโดยใช้ข้อความที่กระชับ 2.9.2 มีการสรุปผลภายในขอบเขตของเครื่องมือ