โครงสร้างการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา …….. เวลา 80 ชวั่ โมง
หนว่ ยท่ี ชอ่ื หนว่ ยการ มาตรฐานการ สาระสาคญั เวลา น้าหนกั
เรยี นรู้ เรยี นรู้ (ชั่วโมง) คะแนน
1 ตัวช้ีวัด
เรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์ 1.กระวนการทาง - วิทยาศาสตร์เป็นการศึกษา 6
วทิ ยาศาสตร์ เก่ียวกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ส.1-2
- วธิ ีการทาง วิธีการและขั้นตอนท่ีใช้เพ่ือตอบ
วิทยาศาสตร์ ปัญหาที่สงสัย เรียกว่า วิธีการทาง
- ทักษะกระวนการ วิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหา
ทางวทิ ยาศาสตร์ ความรู้อย่างเป็นระบบผู้เรียนควร
ฝึ ก ฝ น ทั ก ษ ะ ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง
วิทยาศาสตร์ให้เกิดความชานาญ
เพื่อให้สามารถค้นหาคาตอบได้
อย่างถูกต้อง เม่ือทาการศึกษาและ
แสวงหาความรู้ โดยใชก้ ระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์แล้วผู้เรียนจะเกิด
จติ วทิ ยาศาสตร์
โครงสร้างการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา……… เวลา 80 ช่ัวโมง
หน่วยท่ี ชอื่ หนว่ ยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั
เรยี นรู้ ตัวชวี้ ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
2
ส่ิงมชี ีวติ 1.การปรับ มาตรฐาน ว 1.1 สิ่งมีชีวติ ทั้งพชื และสตั ว์ 6
โครงสร้างของ
กับ ส่ิงมีชีวติ เข้าใจความหลากหลาย ต่างๆ จะมโี ครงสรา้ งและ ส.2-3
ส่ิงแวดล้อ
ของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ ลักษณะท่ีเหมาะสมในแต่ละ
ม
ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต สิ่งมีชีวิต แหลง่ ท่อี ยู่ เพ่ือให้ดารงชวี ิต
และความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมี และอยูร่ อดได้ ซง่ึ ในแหลง่ ท่ี
ชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆใน อย่หู น่งึ
ระบบนิเวศ การถ่ายทอด
พลังงาน การเปลี่ยนแปลง
แทนท่ีในระบบนิเวศ ความ
หมายของประชากรปัญหา
และผลกระทบท่ีเกิดข้ึนท่ีมี
ต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม แนวทางในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
การแกไ้ ขปญั หาสง่ิ แวดลอ้ ม
ร ว ม ทั้ ง น า ค ว า ม รู้ ไ ป ใ ช้
ประโยชน์
ป. 5/1 บรรยายโครงสร้าง
และลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่
เหมาะสมกับการดารงชีวิต ซ่ึง
เป็นผลมาจากการปรับตัวของ
สิง่ มชี วี ิตในแตล่ ะแหลง่ ทอ่ี ยู่
โครงสร้างการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา……… เวลา 80 ช่ัวโมง
หน่วยท่ี ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก
เรยี นรู้ ตัวชว้ี ดั (ชัว่ โมง) คะแนน
2 2. ความสัมพันธ์ มาตรฐาน ว 1.1 ส่ิ ง มี ชี วิ ต จ ะ มี 4
สิง่ มีชวี ติ กับ ของสิง่ มชี วี ิตและ เข้าใจความหลากหลายของระบบ ความสัมพันธ์ซึ่งกัน ส.4
ส่ิงแวดล้อม สง่ิ มชี ีวิตใน
ส่ิงแวดลอ้ ม นิเวศ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงไมม่ ี และกัน เพื่อประโยชน์
ชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และความสัมพันธ์
ระหว่างสง่ิ มีชีวิตกับสิ่งมีชวี ติ ตา่ งๆ ใน ต่อการดารงชีวิต เช่น
ระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน ความสัมพันธ์กันด้าน
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบ การกินกันเป็นอาหาร
นิเวศความหมายของประชากร เป็นแหล่งท่ีอยู่อาศัย
ปัญหาแลผลกระทบท่มี ีต่อทรพั ยากร และแหลง่ หลบภยั
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทาง
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และการแกไ้ ขปญั หาสิ่งแวดล้อมรวม
ทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ป. 5/2. อธบิ ายความสมั พนั ธ์
ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับ
ส่ิงไม่มีชีวิต เพื่อประโยชน์ต่อการ
ดารงชีวติ
โครงสร้างการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา ……… เวลา 80 ช่ัวโมง
หน่วยท่ี ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก
เรียนรู้ ตัวช้วี ดั (ชว่ั โมง) คะแนน
2 3 ความสมั พันธ์ มาตรฐาน ว 1.1 สิ่งมชี วี ติ จะมีความ 4
สิ่งมชี ีวิตกบั ของสง่ิ มชี ีวติ และ เข้าใจความหลากหลายของ สัมพันธ์กับส่ิงไม่มีชีวิต ส.5
สิง่ แวดลอ้ ม สิ่งไมม่ ชี วี ติ ใน
สิ่งแวดลอ้ ม ระบบนิเวศ ความสัมพนั ธ์ระหว่าง เพื่อประโยชน์ต่อการ
สง่ิ ไม่มชี ีวติ กับสิ่งมชี ีวติ และความ
สัมพนั ธ์ระหว่างส่งิ มีชวี ติ กบั ส่ิงมี ดารงชวี ติ เชน่ อากาศ
ชวี ติ ต่างๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ย ท่ีใช้ในการหายใจ ใช้
ทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลง ดินและหินเป็นท่ีอยู่
แทนที่ในระบบนิเวศความหมาย อาศัยหรือแหล่งหลบ
ของประชากร ปญั หาผลกระทบที่ ภยั
มี ต่ อ ท รั พ ย า ก ร ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ
สิ่งแวดล้อม แนวทางในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
ก า ร แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม
รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ป.5/2 อธบิ ายความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งส่ิงมีชีวติ กบั สิ่งมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับ
สิ่งไม่มีชีวิต เพ่ือประโยชน์ต่อการ
ดารงชวี ติ
โครงสร้างการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา ……… เวลา 80 ชั่วโมง
หน่วยท่ี ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก
การเรียนรู้ ตัวชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
2
สิง่ มชี วี ิตกับ 4.โซอ่ าหาร มาตรฐาน ว 1.1 ส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ 6
ส่ิงแวดลอ้ ม
เข้าใจความหลากหลายของระบบ ต้องการพลังงานเพื่อ ส.6-7
นเิ วศ ความสมั พันธ์ระหวา่ งสิง่ ไม่มี การดารงชีวิต และการ
ชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และความสัมพันธ์ ทากิจกรรมต่าง ๆ ซึ่ง
ระหวา่ งส่ิงมชี ีวิตกบั สง่ิ มีชีวติ ตา่ งๆ ใน พลังงานน้ีส่ิงมีชีวิตจะ
ระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน ได้จากการกินอาหาร
การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบ โดยในแต่ละแหล่งที่อยู่
นิเวศความหมายของประชากร สง่ิ มีชีวติ ตา่ ง ๆ ท่ีอาศัย
ปญั หาแลผลกระทบท่ีมีต่อทรพั ยากร อยู่รวมกันจะมีความ
ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทาง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันใน
ในการอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ ด้ า น ก า ร กิ น อ า ห า ร
และการแก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อม และมีการถ่ายทอ ด
รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ พลัง งาน ต่อกั นเป็ น
ทอด ๆ ในรูปแบบของ
ป.5/3 เขียนโซ่อาหารและระบุ โซอ่ าหาร
บ ท บ า ท ห น้ า ที่ ข อ ง สิ่ ง มี ชี วิ ต ที่ เ ป็ น
ผผู้ ลิตและผู้บรโิ ภคในโซ่อาหาร
โครงสรา้ งการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา………. เวลา 80 ชวั่ โมง
หน่วยท่ี ช่ือหน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก
เรียนรู้ ตัวชีว้ ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
2 5.การดูแลรกั ษา มาตรฐาน ว 1.1 สงิ่ มชี วี ิตและสง่ิ แวดล้อม 4
ส.7-8
สงิ่ มีชีวติ กับ ส่งิ แวดลอ้ ม เข้าใจความหลากหลายของ ในธรรมชาติล้วนมีความ
สิ่งแวดลอ้ ม
ระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จึง
ส่ิงไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับ ทาให้เกดิ ความสมดลุ ขึน้
ส่ิงมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ การ ในธรรมชาติ เมื่อมนุษย์
ถา่ ยทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลง ทาลายส่ิงแวดล้อมจึง
แทนท่ีในระบบนิเวศความหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ
ของประชากร ปัญหาแลผลกระทบ สิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม
ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและ ดังนั้น จึงควรจะมีการ
สง่ิ แวดลอ้ ม แนวทางในการอนุรักษ์ รักษาส่ิงแวดล้อมและ
ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข
ปญั หาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนาความรู้ ทรัพยากรธรรมชาติด้วย
ไปใชป้ ระโยชน์ วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เกิด
ความสมดลุ
ป.5/4 ตระหนกั ในคณุ ค่าของ
สิง่ แวดล้อมทีม่ ีตอ่ การดารงชีวิตของ
ส่งิ มีชวี ิต โดยมสี ่วนร่วมในการดแู ล
สิ่งแวดล้อม
โครงสรา้ งการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา……… เวลา 80 ช่ัวโมง
หน่วยที่ ชื่อหน่วย มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนัก
การเรยี นรู้ ตัวชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
2 6.ลักษณะทาง มาตรฐาน ว 1.3 ส่ิงมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และ 4
สง่ิ มีชวี ิตกับ พนั ธุกรรมของ เข้าใจกระบวนการและ มนุษย์ เม่ือโตเต็มที่จะมีการ ส.8-9
สิง่ แวดลอ้ ม มนุษย์ ความสาคัญของการถ่ายทอด สืบพันธ์ุเพื่อเพ่ิมจานวนและ
ลักษณะทางพันธุกรรม สาร ดารงพันธ์ุ โดยลูกที่เกิดมาจะ
พันธุกรรม การเปล่ียนแปลง ได้รับการถ่ายทอดลักษณะทาง
ทางพันธกุ รรมท่ีมผี ลตอ่ ส่ิงมี พันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มี
ชีวิต ความหลากหลายทาง ลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะ
ชีวภาพและวิวัฒนาการของ แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
ส่ิงมีชีวิต รวมท้ังนาความรู้ไป โดยลักษณะทางพันธุกรรมของ
ใชป้ ระโยชน์ ส่ิงมีชีวิตจะอยู่ในยีน ซึ่งยีน คือ
ห น่ ว ย พั น ธุ ก ร ร ม ที่ ท า ห น้ า ที่
ป.5/1 อธิบายลักษณะทาง ควบคุมและถ่ายทอดลักษณะ
พันธุกรรมท่ีมกี ารถ่ายทอด ทางพันธุกรรมของสิ่งมชี ีวิต
จากพอ่ แม่สลู่ ูกของพืช สัตว์
และมนุษย์
โครงสร้างการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา ……… เวลา 80 ชั่วโมง
หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วยการ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา น้าหนกั
เรียนรู้ ตวั ชีว้ ดั (ชวั่ โมง) คะแนน
2 7. การถา่ ยทอด มาตรฐาน ว 1.3 สิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และ 4
สง่ิ มีชวี ติ กบั ลักษณะทาง เข้าใจกระบวนการและ มนุษย์ เม่ือโตเต็มที่จะมีการ ส.9-10
ส่งิ แวดลอ้ ม พนั ธุกรรมของ ความสาคัญของการถ่าย สืบพันธ์ุเพื่อเพิ่มจานวนและ
มนุษย์ ทอดลักษณะทางพันธุกรรม ดารงพันธ์ุ โดยลูกที่เกิดมาจะ
สารพันธุกรรม การเปลยี่ น ได้รับการถ่ายทอดลักษณะทาง
แปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผล พันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มี
ต่อสิ่งมีชีวิต และมีความ ลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะ
หลากหลายทางชีวภาพและ แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน
วิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต โดยคนเราจะมีลักษณะคลา้ ย
ร ว ม ทั้ ง น า ค ว า ม รู้ ไ ป ใ ช้ คลึงกับคนในครอบครัวของเรา
ประโยชน์ ลักษณะต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกันน้ี
เป็นการถ่ายทอดลักษณะบาง
ป.5/1 อธิบายลักษณะทาง ลักษณะจากบรรพบรุ ษุ สู่ลูก
พนั ธุกรรมท่มี ีการถา่ ยทอด หลาน เรียกว่า การถ่ายทอด
จากพ่อแมส่ ลู่ ูกของพืช สัตว์ ลักษณะทางพันธุกรรม ซ่ึงบาง
และมนุษย์ ลักษณะจ ะเหมือ นพ่อหรื อ
เหมือนแม่ หรืออาจมีลักษณะ
เหมือนปู่ ย่า ตา ยาย
โครงสร้างการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา………. เวลา 80 ชวั่ โมง
หนว่ ยท่ี ชือ่ หน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั
เรียนรู้ ตัวชี้วดั (ช่ัวโมง) คะแนน
2 8. การถา่ ยทอด มาตรฐาน ว 1.3 สิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ 2
สิง่ มีชีวิตกับ ลกั ษณะทาง เข้าใจกระบวนการและ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มท่ี ส.10
ส่งิ แวดล้อม พันธกุ รรมของ
ความสาคัญของการถ่ายทอด จะมีการสืบพันธ์ุเพ่ือเพิ่ม
สัตว์ ลั ก ษ ณ ะ ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม ส า ร
พันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทาง จ า น ว น แ ล ะ ด า ร ง พั น ธ์ุ
พันธุกรรมท่ีมีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความ โดยลูกท่ีเกิดมาได้รับการ
ห ล า ก ห ล า ย ท า ง ชี ว ภ า พ แ ล ะ ถ่ายทอดลักษณะทาง
ววิ ัฒนาการของส่ิงมีชีวิต รวมทั้งนา พันธุกรรมจากพ่อแม่ทา
ความร้ไู ปใช้ประโยชน์ ใ ห้ มี ลั ก ษ ณ ะ ท า ง
พั น ธุ ก ร ร ม ท่ี เ ฉ พ า ะ
ป.5/1 อธิบายลักษณะทาง แตกต่างจากสิ่งมีชีวิต
พันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดจากพ่อ
แม่สู่ลกู ของพืช สตั ว์ และมนษุ ย์ ชนิดอื่น โดยสัตว์จะมี
ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ลั ก ษ ณ ะ
ทางพันธุกรรม เช่น สีขน
ลักษณะของขน ลักษณะ
ใบหู
สอบกลางภาคเรียนท่ี 1 10
โครงสรา้ งการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา………. เวลา 80 ชวั่ โมง
หน่วยท่ี ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา น้าหนัก
เรยี นรู้ ตัวชี้วัด (ช่ัวโมง) คะแนน
2 9. การถ่ายทอด มาตรฐาน ว 1.3 สิ่งมีชีวิตท้ังพืช สัตว์ 4
สง่ิ มชี วี ติ กบั ลกั ษณะทาง เข้าใจกระบวนการและ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มท่ีจะ ส.11
สงิ่ แวดล้อม พันธกุ รรมของพชื ความสาคัญของการถ่ายทอด มีการสืบพันธ์ุเพื่อเพิ่ม
ลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทาง จานวนและดารงพันธุ์ โดย
พั น ธุ ก ร ร ม ที่ มี ผ ล ต่ อ สิ่ ง มี ชี วิ ต ลูกท่ีเกิดมาจะได้รับการ
ความหลากหลายทางชีวภาพและ ถ่ า ย ท อ ด ลั ก ษ ณ ะ ท า ง
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้ง พันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้
นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ มีลักษณะทางพันธุกรรมที่
เฉพาะและแตกต่างจาก
ป.5/1 อธิบายลักษณะทาง สิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน โดยพืช
พันธุกรรมท่ีมีการถ่ายทอดจาก
พ่อแม่สู่ลูกของพืช สัตว์ และ จะมีการถ่ายทอดลักษณะ
มนุษย์ ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม เ ช่ น
ลกั ษณะของใบ สีดอก
โครงสรา้ งการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา………. เวลา 80 ช่วั โมง
หนว่ ยท่ี ชอื่ หน่วยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนัก
เรียนรู้ ตวั ช้วี ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
3 1 แรงลพั ธ์ มาตรฐานที่ ว 2.2 แรงลัพธ์ คือ ผลรวม 6
แรงใน เข้าใจธรรมชาติของแรงใน ข อ ง แ ร ง ห ล า ย แ ร ง ที่ ส.12-13
ชีวติ ประจาวนั ชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่ กระทาต่อวัตถุเดียวกัน
กระทาต่อวัตถุ ลักษณะการ ในทิศทางเดียวกัน หรือ
เคลื่อนท่ีแบบต่าง ๆ ของวัตถุ ผลต่างของแรงสองแรงท่ี
รวมท้ังนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ กระทา ต่อวัตถุในทิศ
ทางตรงข้ามกัน สาหรับ
ป.5/1 อธิบายวิธีการหาแรง วัตถุที่อยู่นิ่งแรงลัพธ์จะมี
ลัพธ์ของแรงหลายแรงในแนว ค่าเป็นศูนย์
เดียวกนั ทก่ี ระทาต่อวัตถุในกรณีท่ี
วัต ถุอ ยู่ น่ิง จา ก หลั กฐ า นเ ชิ ง
ประจกั ษ์
ป.5/2 เขียนแผนภาพแสดง
แรงที่กระทาต่อวัตถุท่ีอยู่ในแนว
เดียวกันและแรงลัพธ์ท่ีกระทาต่อ
วัตถุ
ป.5/3 ใช้เครือ่ งชั่งสปริงในการ
วัดแรงท่กี ระทาต่อวตั ถุ
โครงสร้างการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา………. เวลา 80 ช่ัวโมง
หนว่ ยที่ ชอื่ หน่วยการ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั
เรียนรู้ ตัวชีว้ ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
3 2. แรงเสยี ด มาตรฐานท่ี ว 2.2 แรงเสียดทานเป็นแรง 4
แรงใน ทาน เข้าใจธรรมชาติของแรงใน ท่ีเกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของ ส.13-14
ชีวิตประจาวัน ชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ี วัตถุสองช้ิน โดยผิววัตถุหนึ่ง
กระทาต่อวัตถุ ลักษณะการ ต้านทานการเคล่ือนที่ของผิว
เคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ วัตถุอีกผิวหนึ่ง ซึ่งแรงเสียด
ร ว ม ทั้ ง น า ค ว า ม รู้ ไ ป ใ ช้ ทานจะมีทิศตรงข้ามกับการ
ประโยชน์ เคลื่อนท่ีของวัตถุนั้นๆ ซ่ึงแรง
เ สี ย ด ท า น มี ผ ล ท า ใ ห้ วั ต ถุ ที่
ป.5/3 ระบุผลของแรง กาลังเคลอื่ นท่ีเกิดการเคล่ือน
เ สี ย ด ท า น ท่ี มี ผ ล ต่ อ ก า ร ทีช่ ้าลงหรือหยดุ น่งิ
เปล่ียนแปลงการเคลื่อนท่ีของ
วตั ถุจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
ป.5/4 เขียนแผนภาพแสดง
แรงเสียดทานและแรงท่ีอยู่ใน
แนวเดียวกันทกี่ ระทาต่อวตั ถุ
โครงสรา้ งการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา………. เวลา 80 ชั่วโมง
หน่วยท่ี ช่อื หนว่ ยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนกั
เรียนรู้ ตวั ชีว้ ดั (ช่ัวโมง) คะแนน
3
แรงในชีวติ 3.ประโยชนข์ อง มาตรฐานที่ ว 2.2 แรงเสียดทานมี 4
ประจาวัน
แรงเสียดทาน เข้าใจธรรมชาติของแรงใน ประโยชนใ์ น ส.15
ชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทา ชวี ิตประจาวันหลาย
ต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนท่ีแบบ กจิ กรรม ประโยชนจ์ าก
ต่าง ๆ ของวัตถุรวมท้ังนาความรู้ไป แรงเสยี ดทานบาง
ใช้ประโยชน์ กิจกรรมต้องลดแรงเสียด
ทาน และในบางกจิ กรรม
ป.5/3 ระบุผลของแรงเสียด ตอ้ งเพ่มิ แรงเสยี ดทาน
ท า น ท่ี มี ต่ อ ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ก า ร
เคลื่อนท่ีของวัตถุจากหลักฐานเชิง
ประจักษ์
4 1. ตวั กลางของ มาตรฐาน ว 2.3 เสียงเกิดจากการส่ัน 4
พลังงาน เสียง ส.16
เสียง เข้าใจความหมายของพลังงาน ของแหล่งกาเนิดเสียง
การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอน และอาศัยตัวกลางในการ
พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร เคลื่อนท่ี ซ่ึงตัวกลางของ
แ ล ะ พ ลั ง ง า น พ ลั ง ง า น ใ น ชี วิ ต เ สี ย ง จ ะ มี ด้ ว ย กั น 3
ประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ประเภท คือ ของแข็ง
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง ของเหลว และแก๊ส โดย
แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้ง เสียงจะเดินทางผ่าน
นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ตั ว ก ล า ง ท่ี มี ส ถ า น ะ
ของแข็งได้ดีกว่าตัวกลาง
ป.5/1 อธิบายการได้ยินเสียงผ่าน ท่ีมีสถานะของเหลวและ
ตวั กลางจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ สถานะแกส๊ ตามลาดบั
โครงสร้างการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา………. เวลา 80 ชัว่ โมง
หน่วยที่ ช่ือหนว่ ย มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระสาคญั เวลา นา้ หนกั
การเรยี นรู้ ตัวชีว้ ัด (ชวั่ โมง) คะแนน
4
พลงั งานเสียง 2. การไดย้ ิน มาตรฐาน ว 2.3 ตัวกลางของเสียง คือ 4
เสียงผา่ น
ตวั กลาง เข้าใจความหมายของพลังงาน วัตถุหรือส่ิงต่างๆ ที่เสียง ส.17
3.การเกดิ การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอน สามารถเดินทางผ่านได้มี
เสียงสงู เสยี ง
ตา่ พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร 3 ประเภท ได้แก่ ของแข็ง
แ ล ะ พ ลั ง ง า น พ ลั ง ง า น ใ น ของเหลว และอากาศ โดย
ชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน เ สี ย ง จ ะ เ ดิ น ท า ง ผ่ า น
ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับเสียง ตวั กลางทเ่ี ปน็ ของ
แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้ง แข็งได้ดีกว่าและเร็วกว่า
นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ตัวกลางที่เป็นของเหลว
และอากาศ ตามลาดับ
ป.5/1 อธิบายการได้ยินเสียง องค์ประกอบ 3 อย่าง
ผ่านตัวกลางจากหลักฐานเชิง ได้แก่ แหล่งกาเนิดเสียง
ประจกั ษ์ ตัวกลางเสียง และอวัยวะ
รบั เสยี ง(หู)
ป.5/2 ระบตุ ัวแปร ทดลอง แ ห ล่ ง ก า เ นิ ด เ สี ย ง 4
และอธิบายลักษณะและการเกิด เรียกว่า ระดับเสียง เกิด ส.18
เสยี งสูง เสียงตา่ ความเรว็ ในการสนั่
ส ะ เ ทื อ น ข อ ง วั ต ถุ ท่ี เ ป็ น
แหล่งกาเนิดเสียง โดย
จานวนคร้ังของการสั่นใน
1 วินาที เรียกว่า ความถ่ี
ของเสียง มีหน่วยเป็น คร้ัง
ต่อวินาที หรือเฮิรตซ์ (Hz)
โดยแหล่งกาเนิดเสียงท่ีส่ัน
ด้วยความเร็วสูง (ความถ่ี
สูง) จะเกิดเสียงสูง (เสียง
แหลม) ส่ันด้วยความเร็ว
ต่า (ความถ่ีต่า) จะเกิด
เสยี งตา่ (เสยี งทุม้ )
โครงสรา้ งการสอน วชิ าวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา………. เวลา 80 ชัว่ โมง
หน่วยที่ ชือ่ หนว่ ยการ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา นา้ หนัก
เรยี นรู้ ตัวช้วี ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
4 4.การเกดิ เสียง มาตรฐาน ว 2.3 เสียงดัง เสียงค่อย เป็น 4 20
พลงั งาน ดงั เสยี งคอ่ ย เข้าใจความหมายของพลังงาน สมบัติของเสียงท่ี เรียกว่า ส.19
เสยี ง การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน ความดังของเสียง ข้ึนอยู่กับ
พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาณพลังงานของเสียง
สสารและพลังงาน พลังงานใน จากแหล่งกาเนิดเสียงท่ี
ชวี ติ ประจาวัน ธรรมชาตขิ องคล่ืน เดินทางมาถึงหูของผู้รับ
ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้องกับเสียง เสียง ถ้าแหล่งกาเนิดเสียง
แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า สนั่ ด้วยพลังงานมากจะทาให้
รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ เกิดเสยี งดัง แต่ถ้าแหลง่
กาเนิดเสียงสั่นด้วยพลังงาน
ป.5/3 ออกแบบการทดลอง น้อยจะเกดิ เสยี งคอ่ ย
และอธิบายลักษณะและการเกิด
เสียงดัง เสยี งค่อย
ป.5/4 วัดระดับเสียงโดยใช้
เคร่อื งมอื วดั ระดบั เสียง
5.มลพษิ ทาง ป.5/5 ตระหนักในคณุ ค่าของ การรับฟังเสียงท่ีดังมาก 4
เสียง ความรู้เรอื่ งระดับเสยี งโดยเสนอ ๆ เปน็ เวลานาน ๆ ทาใหเ้ กิด ส.20
แนะแนวทางในการหลีกเลี่ยง อันตรายต่อเย่ือแก้วหูได้
และลดมลพษิ ทางเสียง เสียงบางเสียงแม้ว่าจะดังไม่
มากจนมีอันตรายต่อเย่ือ
แก้วหู แตก่ ่อใหเ้ กิดความรู้
สึกหงุดหงิดและราคาญ โดย
เ สี ย ง ที่ มี ลั ก ษ ณ ะ เ ช่ น น้ี
เรียกว่า มลพิษทางเสียง ซ่ึง
การป้องกันและหลีกเลี่ยง
มลพิษทางเสียงสามารถทา
ไดห้ ลากหลายวธิ ี
สอบปลายภาคเรียนที่ 1
สัปดาห์ที่ 1
โรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา
แผนการจดั การเรียนรู้
ภาคเรยี นที่ ……1…/……………….. ช่ือผสู้ อน ….…………………………………………………...
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 3 คาบ
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ เรื่อง วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้วี ดั
-
2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ วิธีการและข้ันตอนท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ดาเนินการเพ่ือค้นคว้าหา ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 2) ทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ และ 3) จิตวทิ ยาศาสตร์
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ ขั้นตอนการทางานอย่างเป็นระบบท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ ซ่ึงมี 5 ข้ันตอน ได้แก่ การต้ังคาถาม การคาดคะเนคาตอบหรือตั้งสมมติฐาน การรวบรวมข้อมูลหรือการ
ทดลอง การวิเคราะห์ขอ้ มลู และการสรุปผล
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายกระบวนการทางวทิ ยศาสตรไ์ ด้อยา่ งถูกต้อง (K)
2. ฝึกใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้อยา่ งถูกตอ้ ง (P)
3. รบั ผิดชอบตอ่ งานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย (A)
4. สาระการเรียนรู้
-
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบที่ 1
ขัน้ นา
ข้ันกระต้นุ ความสนใจ
1. ครทู กั ทายกับนักเรียน แล้วแจง้ จุดประสงค์เรยี นรู้ทจ่ี ะเรยี นในวนั น้ีให้นกั เรยี นทราบ
2. ครูใหน้ ักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี น เพอ่ื วดั ความรู้เดมิ ของนกั เรียนก่อนเข้าสู่บทเรียน (เวลา 20 นาท)ี
3. ครสู นทนากบั นักเรยี นเพื่อทบทวนความรเู้ ดิมเก่ียวกบั กระบวการทางวิทยาศาสตร์ท่ไี ด้เรียนมาตง้ั แต่ชั้น ป.4
4. ครสู ่มุ เลอื กตวั แทนนักเรียน 3-4 คนให้ออกมาหนา้ ชน้ั เรียน พร้อมตัง้ คาถามวา่ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
คอื อะไร และมีความสาคัญอย่างไรโดยให้ตวั แทนนักเรียนตอบคาถามทลี ะคน
(แนวตอบ : กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คอื วิธีการและขั้นตอนที่ใช้ดาเนนิ การคน้ คว้าหาความรูท้ าง
วิทยาศาสตรอ์ ยา่ งเปน็ ระบบ)
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)
5. นักเรยี นเรียนรคู้ าศัพทท์ เี่ กยี่ วขอ้ งกับการเรยี นในบทที่ 1 โดยเลอื กตวั แทนนกั เรียนใหเ้ ปน็ ผู้อ่านนา 1 คน
แลว้ ใหน้ กั เรยี นทั้งหอ้ งอ่านตาม ดังนี้
Scientic method (ไซอนิ ’ทฟิ ิค‘เม็ธธดั ) วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์
Science process Skill (‘ไซอนิ ซ‘โพรเซ็ซ ซกลิ ) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
Science attitude (ไซอนิ ’ทฟิ ิค‘แอท็ ทิทิวต) จติ วิทยาศาสตร์
Science instruments (ไซอิน’ทิฟิค‘อินสตรู มนิ ท) อปุ กรณ์วทิ ยาศาสตร์
Laboratory (ละ’บอระทริ) หอ้ งปฏิบัตกิ าร
ข้ันสอน
ขน้ั สารวจคน้ หา
1. ครูให้นักเรียนสังเกตภาพจากหนังสือเรียนหน้า 3 แล้วถามนักเรียนว่า นักเรียนคิดว่าเด็ก 2 คน ในภาพกาลังทา
อะไร แล้วเก่ยี วขอ้ งกบั วิธีการทางวทิ ยาศาสตรห์ รือไม่
2. นักเรยี นทกุ คนช่วยกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับภาพในหนังสือเรียนหนา้ 3 อยา่ งอิสระ
(แนวตอบ : เด็ก 2 คน กาลังทาการทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ขา้ มาเกยี่ วข้อง)
3. นักเรียนแบ่งกลุ่ม 3-4 คน จากน้ันแต่ละกลุ่มร่วมกันทากิจกรรมนาสู่การเรียน โดยดูภาพสถานการณ์ จากหนังสือ
หน้า 4 แล้วช่วยกันตอบคาถาม โดยเขียนคาตอบลงในสมุด หรือทาในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 แล้วให้
นาเสนอคาตอบของกลมุ่ หน้าชั้นเรยี น เพ่อื อภิปรายและสรุปคาตอบร่วมกนั
คาบที่ 2
ข้ันสารวจคน้ หา
4. ครจู ัดกิจกรรมนาเสนอคาตอบของนักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ใหน้ า่ สนใจ และให้นกั เรียนร่วมกันสรปุ คาตอบท่ีถกู ตอ้ ง
(หมายเหตุ: ครเู รม่ิ ประเมินนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม)
5. ครูให้สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาข้อมูลและภาพท่ีเกี่ยวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์จากหนังสือเรียนหน้า 5
จากนน้ั ครตู ้ังคาถามว่า วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์มีก่ีขั้นตอน อะไรบ้าง แล้วขออาสาสมัครนักเรียน 2-3 คน เพ่ือตอบ
คาถาม
(แนวตอบ : วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มี 5 ข้ันตอน ได้แก่ ระบุปัญหา ต้ังสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล
และสรุปผล)
6. ครูให้คาชมเชยหรอื มอบรางวัลให้กบั นกั เรียนทตี่ อบคาถาม เพ่ือเปน็ การเสรมิ แรงในการกลา้ แสดงออก
7. ครูยกตัวอย่างสถานการณ์ว่า “หากในเช้าวันหน่ึง เม่ือนักเรียนมาถึงห้องเรียน แล้วพบว่า มีขนมหนึ่งกล่องวางอยู่
บนโต๊ะตนเอง โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร นักเรียนคิดว่าควรทาอย่างไร” จากน้ันให้นักเรียนช่วยกันตอบคาถามตาม
ประเดน็ ดงั น้ี
1) นักเรียนรู้สึกอยา่ งไรกบั สง่ิ ที่เกดิ ขน้ึ
(แนวตอบ : รสู้ ึกแปลกใจ และเกดิ ความความสงสยั )
2) นักเรียนจะทาอย่างไรเพื่อใหห้ ายสงสัย
(แนวตอบ : ค้นหาคาตอบ เช่น ถามจากเพื่อนๆว่า เป็นของขนมของใคร และใครนามาวางไว้ หรือไปสังเกต
กล่องขนมใกล้ๆ โดยสังเกตวา่ เปน็ ขนมอะไร และคาดวา่ น่าจะเปน็ ขนมของใคร)
8. นักเรียนแต่ละกลุ่มไปศึกษาเนื้อหาเก่ียวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในหนังสือเรียน และจากส่ือดิจิทัลในหนังสือ
เรียนหนา้ 6 โดยใช้โทรศัพทม์ อื ถือสแกน QR Code เร่อื งการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์
9. นกั เรียนศึกษาตวั อย่างการใช้วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์จากหนังสือเรียนหน้า 7 จากนั้นให้สมาชิกแต่ละคนนาข้อมูลที่
ศึกษาได้มาอภิปรายและรว่ มกันสรปุ ผลภายในกลุ่ม
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )
10. ครูสมุ่ หยิบบตั รข้อความท่เี ก่ียวกับการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เตรียมไว้ แล้วสุ่มเรียกนักเรียนทีละคนให้ตอบว่า
เป็นวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ในข้นั ตอนใด
คาบท่ี 3
ขั้นอธบิ ายความรู้
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นครูอธิบายเพ่ิมเติมให้นักเรียนเข้าใจว่า
วิทยาศาสตร์เปน็ การศกึ ษาเก่ียวกับส่ิงต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ซึ่งในการศึกษาเก่ียวกับสิ่งต่างๆรอบตัว เราต้องใช้วิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์มาค้นคว้าหาความรู้หรอื คน้ หาคาตอบของสงิ่ ท่ีเราสงสัย
2. ครูจับสลากเลือกลาดับของแต่ละกลุ่มให้ออกมานาเสนอผลการทากิจกรรม โดยให้นักเรียนกลุ่มที่ถูกเลือกเป็น
อันดับแรกสง่ ตวั แทนออกมานาเสนอผลการอภปิ รายและร่วมกันสรปุ ผลภายในกล่มุ ทีละกลุ่มจนครบ
ขัน้ สรุป
ขนั้ ขยายความเข้าใจ
1. ครูสนทนากับนักเรยี นเพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกับเน้ือหาที่ไดเ้ รียนผา่ นมาจากหนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 บท
ที่ 1 เรียนรกู้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยสมุ่ เรยี กช่ือนักเรียนให้ออกมาเลา่ ว่าตนเองไดร้ บั ความรู้อะไรบ้าง
2. นักเรยี นทากจิ กรรมฝกึ ทักษะบทท่ี 1 จากหนงั สอื เรยี น หน้า 17 ลงในสมุดหรือทาในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5
เลม่ 1
3. นักเรยี นเขยี นสรปุ ความรู้เกีย่ วกบั เรอื่ งที่ได้เรยี นผ่านมาจากบทที่ 1 ในรปู แบบต่างๆ เช่น แผนผงั ความคิด
แผนภาพ หรืออ่ืนๆลงในสมดุ
ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครสู ุ่มเลอื กนักเรียน 4-5 คนใหอ้ อกมาพดู สรุปเกีย่ วกบั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท์ ไ่ี ด้เรียนผ่านมา
2. ครูถามประเดน็ คาถามเกยี่ วกับวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ จากนัน้ ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามทีละคนเพ่ือตรวจสอบความรู้
ความเขา้ ใจของนักเรียนแต่ละคน
3. ครปู ระเมินผลจาการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคาถาม พฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล พฤติกรรมการทางานงาน
กลุ่ม และจาการนาเสนอผลการทากิจกรรมหนา้ ชั้นเรยี น
4. ครตู รวจการทาแบบทดสอบก่อนเรยี นหนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
5. ครูตรวจสอบผลการทากจิ กรรมนาสู่การเรยี นจากสมดุ หรอื ในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
6. ครตู รวจผลการทากจิ กรรมสรุปความร้เู กี่ยวกบั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากสมุด
7. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมฝึกฝนทักษะบทที่ 1 ในสมุด หรอื ในแบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
6. การวดั และประเมินผล
การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการวดั ผล เคร่อื งมือวดั เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
จุดประสงค์ 1.คาถามกระตุ้น
ความคิด 70% ขึ้นไป ถือวา่
ความร้คู วามเข้าใจ (K) 1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมิน
คาถาม
2. อธิบายกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
ทักษะ/ 1. ฝึกใช้กระบวนการทาง 1. แบบฝึกหัด 70% ขึน้ ไป ถือวา่
กระบวนการ (P) วิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง วทิ ยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
คุณลกั ษณะนิสัย (A) 1. สังเกตจากการเรียนมคี วาม 1. แบบสงั เกต
รบั ผิดชอบต่องานทสี่ ัง่ และสง่ งาน พฤติกรรม 70% ขน้ึ ไป ถือว่า
ไดท้ นั ตามท่กี าหนด ผา่ นเกณฑ์การ
2. สงั เกตจากการเรียนใฝ่เรยี นรู้ ประเมิน
3. สังเกตจากการมุง่ มน่ั ในการ
ทางาน
7. ส่ือ/แหลง่ การเรียนรู้
7.1 สือ่ การเรยี นรู้
1) แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2) หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 รเู้ รียนวิทยาศาสตร์
3) QR Code การใช้วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์
4) บัตรขอ้ ความ
5) สมุดประจาตวั นกั เรยี น
6) แบบทดสอบหลงั เรยี น
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งเรียน
2) หอ้ งปฏิบตั ิการวทิ ยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ นต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ............................................ครผู ู้สอน ลงช่ือ...................................................ฝ่ายวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่ือ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
สปั ดาห์ท่ี 1-2
โรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู้
ภาคเรยี นที่ ……1…/…….……... ช่อื ผู้สอน ….…………………………………………………...
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 จานวน 3 คาบ
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 เรียนร้วู ิทยาศาสตร์ เรื่อง ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ช้ีวัด
-
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คือ ทักษะท่ีเปน็ ความชานาญและความสามารถในการสืบเสาะเพ่ือค้นหาคาตอบ
และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยนักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ออกเปน็ 2 ขั้น ทกั ษะขน้ั พนื้ ฐาน 8 ทกั ษะ และทักษะขั้นผสม 6 ทักษะ รวม 14 ทักษะ ซ่ึงในช้ันเรียนนี้นักเรียนต้องเรียนรู้
ทักษะ 3 ทักษะ คือ ทักษะการจัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซของวัตถุ และ
ทักษะการสรา้ งแบบจาลอง
จิตวิทยาศาสตร์ คอื ลักษณะนิสยั ของบคุ คลทีเ่ กิดขน้ึ จากการศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ จิตวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยลักษณะต่าง ๆ เช่น ความมีเหตุมีผล ความสนใจใฝ่รู้ ความมุ่งม่ัน ความอดทน
ความรับผดิ ชอบ ความซ่ือสตั ย์ ความละเอยี ดรอบคอบ
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ได้อยา่ งถกู ต้อง (K)
2. ฝึกใช้ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง (P)
3. รบั ผิดชอบต่องานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย (A)
4. สาระการเรียนรู้
-
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1
ข้ันนา
ขัน้ กระตนุ้ ความสนใจ
1. ทบทวนความรวู้ ิธีการทางวทิ ยาศาสตรจ์ ากชวั่ โมงท่ีแล้ว
1) วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์มีกขี่ ้นั ตอน อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : วิธีการทางวิทยาศาสตร์ มี 5 ข้ันตอน ได้แก่ ระบุปัญหา ตั้งสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมลู และสรปุ ผล)
2. นักเรยี นศึกษาภาพและแนวคดิ สาคญั ของหน่วยการเรียนรูท้ ่ี 1 เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
3. นักเรียนดูภาพ แลว้ ช่วยกนั ตอบคาถามสาคัญประจาบทว่า
1) นักเรียนคิดวา่ นกั วทิ ยาศาสตรม์ ีลกั ษณะอยา่ งไร
(แนวตอบ : เป็นคนช่างสังเกต มคี วามรอบคอบ มีวนิ ยั มีความอดทน)
ฃ ข้ันสอน
ขน้ั สารวจค้นหา
1. ครูต้ังคาถามเพ่ือกระต้นุ ความคดิ นักเรยี นวา่ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์คืออะไร นักเรียนรู้จักหรือไม่ จากน้ัน
ให้นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นไดอ้ ย่างอสิ ระ
(แนวตอบ : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ทักษะทางสติปัญญาท่ีเป็นความสามารถหรือความชานาญท่ี
นักวิทยาศาสตรน์ ามาใชใ้ นการสืบเสาะเพอื่ ค้นหาความรู้ หรือการแก้ไขปญั หาตา่ งๆได้อย่างถูกต้องเหมาะสม)
2. ครนู าดอกไมม้ าใหน้ ักเรยี นชว่ ยกันสังเกตจากนน้ั ใหบ้ อกสง่ิ ทสี่ ังเกตได้ โดยครูเขียนสิ่งที่นักเรียนช่วยกันบอกตอบไว้บน
กระดาษ
3. ครูอธิบายว่าคาตอบของนักเรียนเกิดข้ึนจากการสังเกต ซ่ึงเป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สาคัญของ
นกั วิทยาศาสตรท์ กั ษะหน่ึง
4. ครูสนทนากบั นกั เรยี นเพือ่ ทบทวนความรูเ้ ดิมเกยี่ วกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ท่ีนักเรียนได้เรียนมาตั้งแต่ช้ัน ป.4 แล้วโดยต้ังคาถามว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มี
ความสาคญั ต่อการเรยี นวทิ ยาศาสตรอ์ ย่างไร จากน้ันให้นักเรยี นทุกคนชว่ ยกนั แสดงความคดิ เหน็
(แนวตอบ : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะที่เราต้องนามาใช้ในการสืบเสาะเพ่ือค้นหาความรู้ หรือ
การแก้ไขปัญหาต่างๆในการเรียนวิทยาศาสตรไ์ ด้อย่างเหมาะสม)
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
5. ครใู หน้ กั เรียนจับกลุม่ เดมิ จากช่วั โมงทีแ่ ลว้ จากนั้นใหร้ ่วมกันศกึ ษาข้อมลู จากเกี่ยวกบั ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ จากหนังสือเรียนหน้า 8-13
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม)
6. ครูชแ้ี จงใหน้ กั เรียนเข้าใจว่า จะใหส้ มาชิกแตล่ ะกลุ่มร่วมกันทากิจกรรมเพ่ือศึกษาเกยี่ วกบั ทกั ษะการหาความสมั พนั ธ์
ของสเปซกับเวลา โดยครูแจกอุปกรณ์ให้นักเรียนกลุ่มละ 1 ชดุ ประกอบดว้ ย เทียนไข 1 เล่ม จานโลหะ 1 ใบ และไม้
ขดี ไฟ 1 กล่อง
7. ครตู งั้ คาถามเพื่อให้นักเรยี นช่วยกนั คดิ ก่อนทากจิ กรรมวา่ เม่อื จุดเทียนไขทง้ิ ไว้ 10 นาที ผลจะเปน็ อย่างไร แล้วให้
นกั เรียนทาการทดลอง ดังน้ี
1) ชว่ ยกันต้ังสมมติฐานแล้วบนั ทึกลงในสมุดประจาตวั
2) สังเกตและวดั ขนาดของเทียนไขก่อนจดุ
3) จุดเทียนไขตง้ั ทิ้งไวบ้ นจานโลหะ 10 นาที จากน้ันสังเกต
4) ดับเปลวเทียนทีเ่ ทียนไข จากน้นั วัดขนาดเทียนไขทเ่ี หลือโดยใช้ไม้บรรทดั
5) ร่วมกันอภิปรายและสรปุ ผลภายในกลุม่
6) นาเสนอผลการทดลองทห่ี นา้ ช้ันเรียน
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม)
คาบท่ี 2
ข้นั อธิบายความรู้
1. ครูจับสลากเลือกลาดับของแต่ละกลุ่มให้ออกมานาเสนอผลการทากิจกรรม โดยให้นักเรียนกลุ่มท่ีถูกเลือกเป็นอันดับ
แรกส่งตัวแทนออกมานาเสนอผลการทดลองทีละกลุ่มจนครบ จากนั้นให้นักเรียนทุกกลุ่มร่วมกันอภิปรายผลการทา
กิจกรรมจนสรปุ ไดว้ า่ เม่อื จดุ เทียนไขท้ิงไว้ 10 นาที ขนาดของเทียนไขเปลี่ยนแปลงไปโดยมขี นาดเล็กลง
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุม่ )
2. ครูให้ความรู้ความเข้าใจกับนักเรียนเพ่ิมเติมว่า การทากิจกรรมจุดเทียนไข เป็นการให้นักเรียนได้ใช้วิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ และใช้ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ทักษะการหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา ทักษะการ
จดั กระทาและสื่อความหมายขอ้ มูลและทักษะการสร้างแบบจาลอง ซ่ึงในการทากิจกรรมการทดลองจะทาให้นักเรียน
เกิดจิตวิทยาศาสตรด์ ้วย
3. นักเรียนแต่ละคนนาข้อมูลท่ีบันทึกได้จากการทากิจกรรมมาจัดทาข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เช่น สร้างแผนผัง แผนภาพ
ตารางบันทึกขอ้ มลู หรือการเขียนบรรยาย เพ่ือเกบ็ เป็นผลงานของตนเอง
4. ครูสุ่มเลือกนักเรียนตามเลขที่จานวน 3-5 คนให้ออกมาเพื่ออธิบายหรือสาธิตการใช้ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ทคี่ รสู ุ่มเลอื กให้ 2-3 ทกั ษะ จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นท่ีเหลอื ชว่ ยกันอภปิ รายว่าถกู ตอ้ งหรอื ไม่ โดยครูคอยช้ีแนะ
ในสว่ นทบ่ี กพร่อง
คาบที่ 3
ข้ันสรุป
ข้นั ขยายความเข้าใจ
1. ครตู ้งั คาถามเพื่อเช่ือมโยงเร่อื งท่ีไดเ้ รียนรู้จากช่ัวโมงทีแ่ ลว้ วา่ บคุ คลที่มจี ติ วิทยาศาสตร์ จะมีลกั ษณะอยา่ งไรบา้ ง
จากนนั้ ใหน้ ักเรยี นช่วยกนั เลือกคาตอบอย่างอสิ ระ
(แนวตอบ : เชน่ มวี นิ ยั สนใจใฝเ่ รียนรู้ มรี ะเบียบละเอยี ดรอบคอบ มคี วามอดทน มีความใจกวา้ ง ฟงั ความเห็นของ
ผูอ้ ่ืน)
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
2. ครูให้นักเรียนจับคู่กบั เพื่อนโดยใชก้ ารเรยี นรู้แบบร่วมมือ เทคนิคคู่คิด (Think-Pair-Share) แลว้ ให้ศึกษาเน้ือหา
เกย่ี วกับจติ วทิ ยาศาสตรเ์ พม่ิ เติม จากหนงั สือเรยี นหนา้ 14-15
3. ครูอธบิ ายเก่ยี วกับจติ วิทยาศาสตรใ์ หน้ ักเรียนเข้าใจเพม่ิ เตมิ วา่ จติ วิทยาศาสตร์ คือ ลักษณะนิสัยของบคุ คลที่เกดิ ขึน้
จากการศึกษาหาความร้ทู างวิทยาศาสตรโ์ ดยใช้กระบวนการทาง จิตวิทยาศาสตรป์ ระกอบด้วยลกั ษณะตา่ งๆ เชน่ มี
เหตุผล สนใจใฝร่ ู้ อดทน รับผดิ ชอบ ซื่อสตั ย์ ละเอยี ดรอบคอบ
4. ครสู นทนากับนกั เรียนเพื่อทบทวนความรู้ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั เน้อื หาทไ่ี ด้เรียนผ่านมาจากหนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 บทท่ี 1
เรียนร้กู ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยสุม่ เรยี กชอ่ื นกั เรียนให้ออกมาเลา่ วา่ ตนเองได้รับความรู้อะไรบา้ ง
5. นักเรยี นเขียนสรุปความรเู้ กี่ยวกบั เรอื่ งท่ีได้เรียนผ่านมาจากบทที่ 1 ในรูปแบบต่างๆ เช่น แผนผังความคิด แผนภาพ
หรอื อน่ื ๆลงในสมดุ
6. นักเรยี นแตล่ ะคนศึกษาแผนผังความคิด (Mind Mapping) สรปุ สาระสาคญั ประจาบทที่ 1 จากหนังสือเรยี นหนา้ 16
เพื่อตรวจสอบกับการเขียนสรุปความร้ทู ีน่ กั เรียนทาไว้ในสมุด
7. นกั เรียนทากจิ กรรมฝกึ ทักษะบทท่ี 1 จากหนงั สอื เรียน หนา้ 18 ข้อ 1-5 ลงในสมุดหรอื ทาในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์
ป.5 เลม่ 1
8. ให้นักเรียนแตล่ ะคนทากิจกรรมทา้ ทายการคดิ ขน้ั สูง จากแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)
9. ครูมอบหมายงานให้นกั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 3-4 จากนัน้ ศึกษากจิ กรรมสร้างสรรค์ผลงานจากหนังสือหน้า 19 แล้ว
ให้ปฏิบัตกิ จิ กรรมตามขนั้ ตอน โดยใหร้ ่วมกันทากจิ กรรมนอกเวลาเรียน แลว้ นามาสง่ เพ่ือนาเสนอผลงานหน้าช้ันเรยี น
ตอ่ ไป
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม)
10. นกั เรียนทาทบทวนทา้ ยหนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เรอ่ื ง เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ จากในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
11. ครูใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียนของหนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เพ่อื ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจหลังเรียน
ข้ันตรวจสอบผล
1. ครถู ามประเดน็ คาถามเกีย่ วกับวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และจติ วทิ ยาศาสตร์
จากนั้นใหน้ กั เรยี นตอบคาถามทีละคนเพื่อตรวจสอบความร้คู วามเข้าใจของนกั เรยี นแตล่ ะคน
2. ครปู ระเมนิ ผลจาการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤติกรรมการทางานงาน
กล่มุ และจาการนาเสนอผลการทากิจกรรมหนา้ ชัน้ เรยี น
3. ครตู รวจการทาแบบทดสอบหลังเรียนหนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 เรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
4. ครูตรวจสอบผลการทากจิ กรรมนาสู่การเรยี นจากสมุดหรือในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
5. ครูตรวจสอบผลการทากจิ กรรมทดลองการจุดเทียนไขจากสมดุ และการนาเสนอแบบจาลอง
6. ครตู รวจผลการทากจิ กรรมสรปุ ความรเู้ กย่ี วกบั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรจ์ ากสมุด
7. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมฝกึ ฝนทกั ษะบทที่ 1 ในสมุด หรือในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
8. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมท้าทายความคิดข้ันสงู ในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
9. ครูตรวจช้นิ งาน/ผลงานแบบจาลองการเจริญเติบโตของพชื และสตั ว์ และการนาเสนอชิ้นงาน/ผลงาน หนา้ ชั้นเรยี น
10. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมทบทวนท้ายหนว่ ยเรยี นรทู้ ี่ 1 เรื่อง เรยี นรู้วิทยาศาสตร์
6. การวัดและประเมินผล
การวดั และประเมินผล วิธกี ารวัดผล เคร่ืองมอื วัด เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
จุดประสงค์ 1.คาถามกระตุ้น
ความคิด 70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
ความร้คู วามเข้าใจ (K) 1. สังเกตจากการซักถาม ตอบ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมิน
คาถาม
2. อธิบายทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ได้อยา่ งถูกต้อง
ทกั ษะ/ 1. ฝึกใช้ทักษะกระบวนการทาง 1. ผลงานแบบจาลอง 70% ข้ึนไป ถือว่า
กระบวนการ (P) วทิ ยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
การเจริญเติบโตของพืช ผา่ นเกณฑ์การ
คุณลักษณะนิสยั (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมีความ
รับผิดชอบต่องานท่ีสง่ั และสง่ งาน และสตั ว์ และการ ประเมนิ
ได้ทนั ตามท่กี าหนด
2. สงั เกตจากการเรยี นใฝ่เรยี นรู้ นาเสนอชิ้นงาน/
3. สงั เกตจากการมุ่งมน่ั ในการ
ทางาน ผลงาน
1. แบบสงั เกต 70% ขนึ้ ไป ถอื วา่
พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
ประเมิน
7. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
7.1 ส่ือการเรยี นรู้
1) แบบทดสอบหลงั เรียน
2) หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.5 หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 1 รู้เรยี นวิทยาศาสตร์
3) วัสดุ-อปุ กรณก์ ิจกรรมสรา้ งสรรค์ผลงาน
4) บัตรภาพ
5) สมดุ ประจาตัวนักเรียน
7.2แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารวิทยาศาสตร์
3) อนิ เทอรเ์ น็ต
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ............................................ครูผูส้ อน ลงช่อื ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชอ่ื ................................................... ผ้บู ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท์ ่ี 2-3
โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนที่ ……1…/…….……... ชอื่ ผูส้ อน ….…………………………………………………
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5 จานวน 3 คาบ
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 2 สงิ่ มีชีวิตกับสิง่ แวดล้อม เรอ่ื ง การปรบั โครงสรา้ งของส่ิงมีชีวติ 1
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชวี้ ัด
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ชี้วดั ป.5/1 บรรยายโครงสร้างและลกั ษณะของสงิ่ มีชวี ิตทเี่ หมาะสมกบั การดารงชวี ิตซึ่งเปน็ ผลจากการปรบั ตัวของ
สงิ่ มีชวี ิตในแต่ละแหลง่ ที่อยู่
2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
ส่ิงมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีโครงสร้างและลักษณะที่เหมาะสมในแต่ละแหล่งท่ีอยู่ ซ่ึงเป็นผลมาจากการปรับตัวของ
ส่งิ มชี ีวิตเพือ่ ดารงชีวติ และอยรู่ อดได้ในแตล่ ะแหลง่ ท่ีอยู่
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. บรรยายโครงรา้ งหรือลักษณะสง่ิ มีชวี ิตทเี่ หมาะสมต่อการดารงชวี ติ ในแหลง่ ทอ่ี ยู่ได้(K)
2. สารวจและสบื คน้ เกี่ยวกับโครงสร้างหรอื ลักษณะของส่ิงมีชีวิตทีเ่ หมาะสมต่อการดารงชีวติ ในแหล่งท่ีอยู่ได้ (P)
3. แสดงความสนใจ และมคี วามกระตือรอื ร้นในการสบื คน้ ขอ้ มูล (A)
4. สาระการเรียนรู้
อธิบายโครงสรา้ งและลักษณะของสิง่ มชี ีวิตท่ีเหมาะสมต่อการดารงชวี ติ ในแต่ละแหลง่ ท่ีอยู่
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1
ขั้นนา
ขน้ั กระตุ้นความสนใจ
1. ครใู หน้ ักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น เพ่ือวัดความรเู้ ดมิ ของนกั เรียนกอ่ นเขา้ สูบ่ ทเรียน (เวลา 20 นาที )
2. ครกู ระตุ้นความสนใจ โดยการนาภาพชา้ งทีอ่ าศยั อยู่ในปา่ และปลาท่ีอาศยั อยู่ตามแนวปะการงั มาใหน้ ักเรยี นดู
3. ครูตงั้ คาถามเพอ่ื กระตนุ้ ความคิดนกั เรยี น เช่น
1) โครงสร้างและลกั ษณะของช้างและเป็นเป็นอย่างไร
2) ชา้ งและปลามลี ักษณะแตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : แตกต่างกนั ชา้ งอาศยั อยู่บนบกใช้ขาในการว่ิงหรือเดิน แต่ปลาอาศัยอยใู่ นน้าใชค้ รบี ใน
การว่ยนา้ และเคล่อื นที่)
4. ครอู ธบิ ายเพิ่มเตมิ ว่า จากส่ิงท่ีนักเรียนสังเกตเหน็ คือ โครงสรา้ งและลักษณะของส่ิงมีชีวติ ทีแ่ ตกต่างกนั ตามแหลง่ ท่ี
อยอู่ าศัย
5. ครถู ามคาถามเพิ่มเติมว่า สาเหตุท่ีทาใหโ้ ครงสร้างของสง่ิ มีชวี ติ แตกตา่ งกนั คืออะไร ให้นักเรยี นชว่ ยกันระดม
ความคิดและแสดงความคดิ เห็นรว่ มกนั ในการตอบคาถาม
ข้ันสอน
ขนั้ สารวจค้นหา
1. นักเรียนอา่ นสาระสาคัญและดภู าพหน้าหนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 2 สิ่งมชี วี ิตกับส่งิ แวดลอ้ มจากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์
ป.5 เลม่ 1 หนา้ 20 จากนน้ั ครูถามนักเรยี นว่า นกั เรียนรู้จักสงิ่ มชี ีวิตในภาพหรอื ไม่ และส่ิงมชี ีวิตในภาพอาศัยอยู่ท่ใี ด
แลว้ ใหน้ ักเรยี นชว่ ยกันตอบคาถามอย่างอสิ ระ
(แนวตอบ : เปด็ อาศัยอยูบ่ นบก แตม่ เี ท้าเป็นพังผดิ ใช้สาหรับวา่ ยนา้ ได้ และมีปกี สาหรับบนิ หนีอันตรายได้)
2. นกั เรยี นดภู าพในหนา้ บทท่ี 1 ชวี ติ สมั พนั ธ์จากหนังสือเรียนหน้า 21 แลว้ ชว่ ยกันตอบคาถามสาคญั ประจาบทวา่
สงิ่ มชี ีวติ ตา่ งๆ ดารงชวี ติ อยูใ่ นสิง่ แวดล้อมอย่างไร โดยให้ครูอธบิ ายเพ่มิ เตมิ บางส่วนเพื่อเชอ่ื มโยงกบั กจิ กรรมที่ผา่ น
(แนวตอบ : สง่ิ มีชีวิตจะปรับโครงสรา้ งและลักษณะของตนเองให้เหมาะสมกับสงิ่ แวดลอ้ มมากท่ีสดุ เพ่ือใหส้ ามารถ
ดารงชวี ติ และอยรู่ อด)
3. นักเรียนเรยี นรคู้ าศัพท์เกย่ี วข้องกับการเรียนในบทท่ี 1 โดยขอตัวแทน 1 คน เปน็ ผ้นู าอ่านและให้นักเรียนคนอนื่ ๆ
อา่ นตาม ดงั น้ี
Habotat (‘แฮ็บบแิ ท็ท) แหล่งที่อยู่
Food chain (ฟูด เชน) โซ่อาหาร
Producer (พรึ‘ดิวเซอ) ผู้ผลิต
Consumer (คอนซูเมอ) ผ้บู รโิ ภค
คาบที่ 2
ข้นั สารวจค้นหา
4. นักเรียนแตล่ ะคนทากจิ กรรมนาสกู่ ารเรียนจากหนงั สือเรยี นหนา้ 22 แลว้ บันทึกลงในสมุดหรือทาแบบฝึกหดั
วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
5. นกั เรยี นศกึ ษาเน้ือหาและดูภาพจาหนังสือเรียนหนา้ 23 จากน้ันชว่ ยกันตอบคาถามวา่
1) สงิ่ มีชีวติ ในภาพมโี ครงสรา้ งหรือมลี กั ษณะทเี่ หมาะสมกบั แหล่งที่อย๋อู ย่างไรบ้าง
(แนวตอบ : เช่น กระบองเพชรเปลีย่ นใบเป็นหนามเพ่ือลดการการคายนา้ โกงกางมรี ากค้าจุนป้องกนั ไม่ให้
ตน้ ไมโ้ ค่นลม้ เม่ือมีน้าสงู หมขี ั้วโลกมขี นหนาและมีไขมันใตผ้ ิวหนังมากเพ่ือป้องกนั ความหนาว อูฐมีหนอกสะสม
ไขมันและมีขนตายาวเพื่อป้องกันฝนุ่ ทรายเข้าตา สุนัขพันธเุ์ ซนตเ์ บอร์นารด์ อย่ใู นประเทศเขตหนาวจงึ มขี นเพื่อ
ป้องกันความหนาวเย็น)
6. ครูให้นกั ร้ ียนเลม่ เกม เพือ่ แบ่งนักเรียนออกเปน็ กลมุ่ กลมุ่ ละ 3-4 คน โดยอธิบายวธิ กี ารเลน่ เกมให้นักเรยี นฟังจน
เขา้ ใจ จากน้ันใหเ้ ล่มเกม 3 คร้ัง จนได้กลมุ่ ครบทกุ คน ดังนี้
เกมนเ้ี ปน็ เกมทราใหน้ ักเรยี นทาตามคาสง่ั ทีอ่ ย่ใู นเนอ้ื รอ้ งของเพลง ถา้ นักเรียนคนใดไม่สามารถ
ทาตามคาสงั่ ในเนอื้ เพลงได้ จะถกู ลงโทษดว้ ยวิธีการต่างๆ เช่น การเต้นตามเพลง การร้องเพลง หรืออ่ืนๆ
ตามความเหมาะสม หากนกั รเี ยนกล่มุ ใดจับกลมุ่ ครบตามคาส่ังเรียบรอ้ ยใหน้ งั่ ลง โดยมีเนอื้ เพลง ดงั นี้
มอื ซ้ายยกข้ึนชู มือขวาก็ถูสะโพกเบาๆ /มือซ้ายยกข้ึนชู มือขวาก็ถูสะโพกเบาๆ / เสร็จแล้ว
หมุนรอบตวั เรา / เสร็จแล้วหมนุ รอบตวั เรา / สองมอื จบั เขา่ ให้จบั กลมุ่ …..คน
ตวั อยา่ ง เช่น
จบั กลมุ่ 3 คน
จับกลมุ่ 4 คน
7. เม่อื นักเรยี นแบง่ กล่มุ เรียบร้อยแล้ว ครูใหท้ บทวนสาระสาคัญจากหนังสอื เรียนหน้า 23 อีกคร้งั
8. ครเู ปิด PPT เรื่องโครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวติ ในแหลง่ ท่อี ย่ใู หน้ ักเรียนดู จากนนั้ ถามคาถามกระตุน้ ความคิด
โดยใหน้ กั เรีนแต่ละกลมุ่ อภปิ รายและหาคาตอบรว่ มกัน เชน่
1) พืชหรอื สตั วช์ นดิ ใดมกี ารปรับโครงสร้างให้เหมาะสมกับแหลง่ ท่ีอยู่อาศัย และโครงสรา้ งอยา่ งไร
(แนวตอบ : เชน่ ผกั ตบชวาปรบั โครงสรา้ งใหล้ าตน้ เปน็ โพรง ทาให้นา้ หนกั เบา จงึ ลอยน้าได้ดี ปลาอาศยั อยู่ใน
นา้ จึงพฒั นาครีมแทนขา เพ่ือชว่ ยในการเคล่ือนท่ีในนา้ )
คาบท่ี 3
ข้ันอธบิ ายความรู้
1. สมาชิกแต่ละกล่มุ รว่ มกันอภปิ รายและสรปุ ผลจากการเรยี นรู้ เรอ่ื งโครงสร้างและลักษณะของส่ิงมีชีวิตในแหล่งท่ีอยู่
ภายในกลมุ่
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานาเสนอผลงานของกลุ่มหน้าช้ันเรียน โดยครูสุ่มจับสลากเลือกนักเรียนทีละ
กลุ่ม
3. นักเรียนแต่ละกล่มุ ออกมานาเสนอหน้าช้ันเรยี น จากนน้ั ร่วมกันอภปิ รายและสรุปผลเกี่ยวกับโครงสร้างของสิ่งมีชีวิต
ทีเ่ หมาะสมตอ่ การดารงชีวิตในแหล่งอยู่
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
ขัน้ สรุป
ขั้นขยายความเข้าใจ
1. ครขู ออาสาสมัคร 2 คน ใหย้ กตัวอย่างสง่ิ มีชีวิตทม่ี ีการปรับโครงสรา้ งและลักษณะทเี่ หมาะสมต่อการดารงชีวติ ใน
แหลง่ ท่อี ยดู่ ังนี้
คนที่ 1 ใหย้ กตวั อยา่ งพืช 2 ตัวอยา่ ง
คนที่ 2 ใหย้ กตัวอยา่ งสัตว์ 2 ตวั อย่าง
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)
ข้ันตรวจสอบผล
1. ครตู รวจสอบผลการทาแบบทดสอบก่อนเรียนเพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจก่อนเรียน
2. ครูตรวจผลการทากิจกรรมนาสกู่ ารเรยี นในสดุ หรอื แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
6.การวดั และประเมนิ ผล
การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เครอื่ งมอื วัด เกณฑก์ าร
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1.คาถามกระตุ้น
ความรู้ความ 1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบ ความคิด 70% ขนึ้ ไป ถอื วา่
เขา้ ใจ (K) คาถาม ผ่านเกณฑ์การ
ประเมิน
ทักษะ/ 2. บรรยายโครงรา้ งหรือลักษณะ 1. การสรุปผลจากการ 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
กระบวนการ (P) สง่ิ มีชีวิตทีเ่ หมาะสมต่อการดารง เรียนรู้ เรอื่ งโครงสรา้ ง ผา่ นเกณฑ์การ
ชีวิตในแหลง่ ทีอ่ ยไู่ ด้ และลักษณะของ ประเมนิ
สิ่งมชี ีวติ ในแหลง่ ทอ่ี ยู่
1.สารวจและสืบคน้ เกี่ยวกบั
โครงสรา้ งหรือลกั ษณะของ
สง่ิ มชี ีวติ ท่ีเหมาะสมตอ่ การ
ดารงชวี ิตในแหล่งทอ่ี ยู่ได้
คณุ ลักษณะนิสยั (A) 1. สังเกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสงั เกต 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
รบั ผิดชอบตอ่ งานทส่ี ่งั และส่งงาน พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
ได้ทนั ตามท่ีกาหนด ประเมิน
2. แสดงความสนใจ และมีความ
กระตือรือร้นในการสบื คน้ ข้อมลู
7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 ส่ือการเรยี นรู้
1) แบบทดสอบก่อนเรยี น
2) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 2 ส่งิ มชี ีวติ กบั สง่ิ แวดลอ้ ม
3) PowerPoint เรอื่ ง การปรบั โครงสร้างของสิง่ มชี วี ติ
4) สมดุ ประจาตวั นกั เรียน
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องเรียน
2) บริเวณภายในโรงเรยี น
3) อินเทอรเ์ นต็
8. กิจกรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
........................................................................................... .................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
.
ลงช่อื ............................................ครูผ้สู อน ลงชื่อ...................................................ฝ่ายวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหท์ ี่ 3
โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจดั การเรียนรู้
ภาคเรียนที่ ……1…/…….……... ชอื่ ผสู้ อน ….…………………………………………………
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 จานวน 3 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 ส่งิ มีชีวติ กับส่งิ แวดลอ้ ม เร่ือง การปรับโครงสรา้ งของส่ิงมีชีวติ 2
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ดั
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต
และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบ
นิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปญั หาส่ิงแวดลอ้ มรวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้ีวดั ป.5/1 บรรยายโครงสรา้ งและลักษณะของส่งิ มชี ีวติ ทเ่ี หมาะสมกบั การดารงชวี ติ ซ่ึงเป็นผลจากการปรับตัวของ
สิ่งมีชีวติ ในแต่ละแหล่งท่ีอยู่
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
สิ่งมีชีวิตท้ังพืชและสัตว์มีโครงสร้างและลักษณะท่ีเหมาะสมในแต่ละแหล่งท่ีอยู่ ซ่ึงเป็นผลมาจากการปรับตัวของ
สงิ่ มชี วี ิตเพ่อื ดารงชีวติ และอย่รู อดได้ในแตล่ ะแหล่งท่ีอยู่
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. บรรยายโครงรา้ งหรือลักษณะสิง่ มชี วี ติ ท่ีเหมาะสมต่อการดารงชีวิตในแหล่งท่อี ยู่ได้(K)
2. สารวจและสืบค้นเกย่ี วกบั โครงสร้างหรือลกั ษณะของสิ่งมชี ีวิตทีเ่ หมาะสมต่อการดารงชวี ติ ในแหลง่ ที่อยไู่ ด้ (P)
3. แสดงความสนใจ และมคี วามกระตือรือร้นในการสืบค้นข้อมลู (A)
4. สาระการเรยี นรู้
อธิบายโครงสร้างและลกั ษณะของสงิ่ มชี วี ิตที่เหมาะสมตอ่ การดารงชีวิตในแตล่ ะแหล่งท่ีอยู่
5. กิจกรรมการเรียนรู้
คาบที่ 1
ขั้นนา
ขน้ั กระตนุ้ ความสนใจ
1. ครถู ามคาถามทบทวนความร้เู ดมิ จากชว่ั โมงท่ีแล้วว่า สาเหตทุ ่ีทาใหโ้ ครงสรา้ งของสิ่งมชี วี ติ แตกตา่ งกัน คืออะไร ให้
นกั เรียนช่วยกนั ระดมความคิดและแสดงความคดิ เหน็ ร่วมกันในการตอบคาถาม
2. ครูส่มุ เลือกตัวแทนนกั เรยี นประมาณ 2-3 คนเพื่อตอบคาถาม เม่อื นักเรียนตอบคาถามแลว้ ครูสรปุ เพิ่มเติมวา่
สาเหตทุ ี่ทาให้โครงสร้างของสิ่งมชี ีวติ แตกตา่ งกันเปน็ ผลมาจากสภาพแหลง่ ท่ีอยู่อาศยั
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นกั เรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
ขั้นสอน
ข้นั สารวจคน้ หา
1. นักเรียนเข้ากล่มุ ที่แบ่งไวจ้ ากช่ัวโมงท่แี ลว้ จากนัน้ ร่วมกันทากจิ กรรมท่ี 1 เรือ่ งโครงสร้างของสง่ิ มีชวี ิต
ตอนท่ี 1-2 โดยปฏิบตั กิ จิ กรรม ดังนี้
1) ศึกษาข้ันตอนการทากิจกรรมจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 24-25 อย่างละเอียด หากมีข้อสงสัยให้
สอบถามครู
2) ร่วมกันกาหนดปญั หาและตงั้ สมมตฐิ านในการทากจิ กรรม แล้วบันทึกผลลงในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5
เลม่ 1
3) ร่วมกันทากิจกรรมตามขั้นตอนให้ครบถ้วนและถูกต้องทุกขั้นตอน จากน้ันบันทึกผลลงในสมุดหรือลงใน
แบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลุม่ )
คาบท่ี 2
ขนั้ อธบิ ายความรู้
1. สมาชิกแต่ละกลุ่มรว่ มกันอภิปรายและสรุปผลจากการทากิจกรรมภายในกลุม่
2. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ส่งตัวแทนออกมานาเสนอผลงานของกลมุ่ หน้าช้ันเรยี น โดยครสู ุม่ จับสลากเลอื กนกั เรียนทลี ะกลุ่ม
3. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน จากนั้นร่วมกันอภิปรายและสรุปผลเกี่ยวกับ โครงสร้างของ
สิ่งมีชีวิตทเี่ หมาะสมตอ่ การดารงชีวิตในแหลง่ อยู่
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่
คาบที่ 3
ขั้นสรุป
ขน้ั ขยายความเข้าใจ
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปสาระสาคัญท่ีเก่ียวกับการปรับโครงสร้างของส่ิงมีชีวิตให้มีความเหมาะสมต่อการ
ดารงชีวติ ในแหล่งทอ่ี ย่อู าศยั เพือ่ เสริมความรู้ทบี่ กพรอ่ งใหม้ ีความเขา้ ใจมากขน้ึ
2. นกั เรียนแตล่ ะคนทากิจกรรมหนูตอบไดจ้ ากหนังสือเรียนหนา้ 25 ลงในสมุดหรือทาในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5
เลม่ 1
3. ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนแต่ละคนทาพัฒนาการเรยี นร้ทู ่ี 1 จากหนังสอื เรยี น หน้า 28 ไปทาเป็นการบ้าน โดยให้ทา
ลงในสมุดหรอื ให้ทาลงในใบงาน เรื่อง การปรับโครงสร้างของส่งิ มชี วี ติ ที่ครแู จกใหแ้ ล้วนามาส่งครูในชัว่ โมงถดั ไป
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)
ขั้นตรวจสอบผล
1. นักเรยี นแต่ละคนสรปุ ความร้จู ากการเรยี นเรือ่ ง โครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ตามที่ตนเข้าใจ
จนสรปุ ไดว้ ่า ส่งิ มชี วี ติ ทงั้ พชื และสัตว์มีโครงสร้างและลักษณะของส่ิงมีชีวิตที่เหมาะสมในแต่ละแหล่งท่ีอยู่ ซ่ึงเป็น
ผลมาจากการปรบั ตัวของสิง่ มชี วี ติ เพอื่ ดารงชวี ิตและอย่รู อดได้ในแตล่ ะแหล่งท่ีอยู่
2. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมท่ี 1 เร่ือง การปรับโครงสร้างของสิ่งมีชีวิต ในสมุดหรือแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์
ป.5 เล่ม 1
3. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมหนตู อบไดใ้ นสมุด หรอื ในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
4. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ที่ 1 จากในสมุดหรือใบงาน เร่ือง การปรับโครงสร้างของ
สิ่งมชี วี ิต
6.การวดั และประเมินผล
การวัดและประเมนิ ผล วิธีการวัดผล เคร่ืองมือวดั เกณฑก์ าร
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1.คาถามกระตนุ้ 70% ข้นึ ไป ถือว่า
ความรูค้ วาม 1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบ ความคดิ ผา่ นเกณฑ์การ
เข้าใจ (K) คาถาม ประเมิน
ทกั ษะ/ 2. บรรยายโครงรา้ งหรอื ลกั ษณะ 1. กิจกรรมพฒั นาการ 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
กระบวนการ (P) ส่งิ มชี ีวิตท่ีเหมาะสมตอ่ การ เรยี นรูท้ ่ี 1 ผา่ นเกณฑ์การ
ดารงชวี ิตในแหล่งทีอ่ ยู่ได้ 2. ใบงานท่ี 2.1 ประเมนิ
1.สารวจและสืบคน้ เก่ยี วกับ
โครงสรา้ งหรอื ลกั ษณะของ
สิ่งมีชีวิตทีเ่ หมาะสมตอ่ การ
ดารงชวี ิตในแหล่งทอ่ี ยู่ได้
คณุ ลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. สงั เกตจากการเรยี นมคี วาม 1. แบบสังเกต 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
รบั ผิดชอบต่องานท่สี ่ังและสง่ งาน พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
ได้ทนั ตามทก่ี าหนด ประเมนิ
2. แสดงความสนใจ และมีความ
กระตือรอื ร้นในการสบื ค้นขอ้ มูล
7. สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้
7.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 ส่งิ มีชีวิตกบั ส่งิ แวดล้อม
2) วสั ดุ-อุปกรณก์ ารทดลองในกจิ กรรมที่ 1
3) ใบงานที่ 2.1 เร่อื ง ความสมั พนั ธข์ องส่ิงมีชีวติ
4) สมดุ ประจาตวั นักเรยี น
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) บริเวณภายในโรงเรยี น
3) อนิ เทอรเ์ น็ต
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครผู สู้ อน ลงช่อื ...................................................ฝ่ายวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่ือ................................................... ผูบ้ ริหาร
(...........................................................)
ใบงาน
เรือ่ ง การปรับโครงสร้างของสง่ิ มชี วี ติ
ให้นักเรียนแบง่ กลุ่ม แล้วรว่ มกนั ปฏิบตั ิกจิ กรรม ดงั น้ี
1) สืบคน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั โครงสรา้ งของพชื และสตั วท์ ี่เหมาะสมต่อการดารงชีวติ ในแหลง่
ที่อย่มู าอยา่ งละ 2 ชนดิ (ไมซ่ ้ากบั ในบทเรียน)
2) นาขอ้ มูลมาจดั ทาเปน็ บัตรภาพความรู้
3) สง่ ตวั แทนออกมานาเสนอผลงานหนา้ ชนั้ เรียน
ภาพนี้ คอื
ส่ิงมีชวี ติ นมี้ โี ครงสรา้ งท่เี หมาะสมกับท่อี ยู่อาศยั ดงั น้ี
ภาพนี้ คือ
ส่ิงมีชวี ิตน้ีมโี ครงสร้างทเ่ี หมาะสมกับที่อยูอ่ าศัย ดงั นี้
ใบงาน เฉลย
เร่อื ง การปรับโครงสรา้ งของส่ิงมชี ีวติ
ให้นักเรียนแบง่ กลุ่ม แลว้ ร่วมกันปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ดงั นี้
1) สืบคน้ ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของพชื และสตั ว์ทเี่ หมาะสมตอ่ การดารงชีวิตในแหล่ง
ที่อยมู่ าอยา่ งละ 2 ชนดิ (ไม่ซา้ กับในบทเรยี น)
2) นาขอ้ มลู มาจัดทาเป็นบัตรภาพความรู้
3) สง่ ตวั แทนออกมานาเสนอผลงานหนา้ ช้นั เรยี น
วาดภาพ หรือตดิ ภาพ ภาพนี้ คอื กระตา่ ยข้วั โลก
สิ่งมีชีวติ นี้มีโครงสรา้ งทเ่ี หมาะสมกบั ที่อยู่อาศยั ดังนี้
กระตา่ ยขว้ั โลกจะมเี ปลีย่ นสีขนจากสนี ้าตาลเป็นสขี าว
และสร้างช้ันขนหนาเพ่ือให้รา่ งกายอบอุ่นในฤดูหนาว
วาดภาพ หรือตดิ ภาพ ภาพนี้ คือ บัวเผื่อน
ส่งิ มีชวี ิตนีม้ โี ครงสรา้ งที่เหมาะสมกบั ที่อย่อู าศยั ดังน้ี
บวั เผอื่ นจะปรับโครงสรา้ งของปากใบให้มาอยดู่ ้านบน
ของใบบวั เพอ่ื ชว่ ยในการคายนา้
สปั ดาห์ท่ี 4
โรงเรียนขจรเกียรตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคเรยี นที่ ……1…/…….……... ชอ่ื ผสู้ อน ….…………………………………………………
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 สิ่งมชี ีวติ กับส่ิงแวดลอ้ ม เร่ือง ความสมั พนั ธ์ของส่ิงมีชีวติ กับสิง่ มชี ีวติ
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชวี้ ดั
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาส่งิ แวดลอ้ มรวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชวี้ ัด ป.5/2 อธิบายความสัมพนั ธ์ระหว่างสิง่ มีชีวิตกบั สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสง่ิ ไม่มีชีวติ
เพอื่ ประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
สิง่ มชี ีวติ จะมคี วามสมั พันธซ์ ง่ึ กนั และกนั เพ่ือประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ เช่น ความสมั พันธ์กนั ด้านการกนิ กนั เป็น
อาหาร เป็นแหลง่ ท่ีอยู่อาศัยและแหลง่ หลบภัย
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ งสง่ิ มชี วี ิตกบั สง่ิ มชี วี ติ ในแหลง่ ทอ่ี ยู่เดียวกันได้ (K)
2. สารวจความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิ่งมีชวี ติ กบั ส่ิงมชี วี ติ ในแหลง่ ท่ีอยเู่ ดยี วกนั ได้ (P)
3. มคี วามรับผิดชอบในการส่งงานตรงเวลา (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ในแหล่งที่อยหู่ น่ึงๆ สง่ิ มชี ีวิตมีความสัมพันธ์ ซึ่งกนั และกนั เพื่อประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ
5. กิจกรรมการเรียนรู้
คาบที่ 1
ขน้ั นา
ขนั้ กระตุ้นความสนใจ
1. ครใู ชก้ ารเล่มเกมเสือกนิ วัว เพ่ือกระตนุ้ ความสนใจของนักเรียน โดยขออาสาสมัครนกั เรยี น 10 คน ออกมาเลน่ เกม
2. ครอู ธิบายวิธีการเลม่ เกมให้นักเรียนฟัง จากน้นั เล่มเกมเสือกินวัวประมาณ 2 ครั้ง โดยมกี ตกิ าและวิธกี ารดังนี้
กตกิ าและวิธีการเลน่ เกม
1) ครูทาสลากเพ่ือกาหนดผู้ท่ีจะเล่นเป็นเสือ วัว และต้นไม้ โดยให้เสือมี 1 สลาก วัว 2
สลาก และต้นไม้ 7 สลาก จากนั้นใหอ้ าสาสมัครนกั เรียนจับสลากทีท่ าไว้
2) ให้นกั เรยี นท่ีเป็นต้นไม้จับมือเป็นวงกลม และใหน้ กั เรยี นทีเ่ ปน็ ววั อย่ภู ายในวงกลม
3) ครูให้สัญญาณเร่ิมเกม นักเรียนท่ีเป็นเสือต้องแตะตัววัวให้ได้ โดยพยายามเข้าไปใน
วงกลมของต้นไม้ วัวต้องพยายามหนีเสือไม่ให้ถูกแตะได้ และต้นไม้ต้องพยายามไม่ให้
เสือเขา้ มาในวงกลม ในกรณีที่เสอื เข้ามาแลว้ ตอ้ งพยายามไม่ใหเ้ สอื ออกจากวงกลมได้
4) ววั สามารถเข้าและออกจากวงกลมของต้นไม้ได้อย่างอิสระ
5) เกมจะสิ้นสุดลงเมื่อวัวตัวใดตัวหนึ่งถูกเสือแตะครบ 2 ครั้ง และวัวตัวดังกล่าวต้องมา
เปน็ เสือแทน
3. ครูตั้งคาถามเพิ่มเติมว่า นักเรียนคิดว่าวันน้ีเราจะเรียนเกี่ยวกับอะไร โดยให้นักเรียนช่วยกันระดมความคิด และครู
ส่มุ เลือกนกั เรียน 2-3 คน เพื่อมาสรุปแนวคดิ ทไี่ ด้จากนักเรียนทั้งหมด
(แนวตอบ : เก่ียวกบั สิง่ มชี ีวิตหรอื ความสมั พันธข์ องส่ิงมีชีวิตกบั ส่ิงมชี ีวติ )
(หมายเหตุ: ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)
ขั้นสอน
ขั้นสารวจค้นหา
1. นักเรียนศึกษาเนื้อหาหัวข้อความสัมพันธ์ในส่ิงแวดล้อมและดูภาพ จากหนังสือเรียนหน้า 29 จากนั้นช่วยกับตอบ
คาถามสาคญั ประจาบทวา่ ส่ิงมชี วี ิตกบั ส่งิ ไม่มชี ีวิตในสง่ิ แวดล้อมมีความสัมพันธ์กันอย่างไร โดยให้ครูอธิบายในส่วน
ที่บกพร่อง
(แนวตอบ : สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมจะมีความสัมพันธ์กันในหลายๆด้าน เช่นความสัมพันธ์
แหล่งท่ีอยูอ่ าศัย ดา้ นแหลง่ หลบภยั และด้านแหล่งอาหาร)
2. นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 3-4 คน จากนั้นครูทบทวนสาระสาคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตให้
นกั เรียนฟังอีกคร้ัง
(แนวตอบ : มกี ารถา่ ยทอดพลังงานตอ่ ๆ กนั เป็นทอดๆ)
3. ครูเปิด PPT เรอ่ื ง ความสมั พันธ์ระหว่างสง่ิ มชี ีวิตกับส่ิงมีชีวิตให้นักเรียนดู จากนั้นถามกระตุ้นความคิดโดยให้แต่ละ
กลมุ่ อภปิ รายและหาคาตอบรว่ มกนั เช่น
1) กวางกบั เสอื มีความสัมพนั ธก์ นั แบบใด
(แนวตอบ : มีความสัมพันธ์กันดา้ นแหลง่ อาหาร โดยกวางเป็นแหล่งอาหารของเสือ)
2) พ่อนกกับลกู นกมีความสัมพนั ธ์กันแบบใด
(แนวตอบ : พอ่ นกกับลกู นกมีความสัมพนั ธด์ า้ นการเลย้ี งดลู กู อ่อน)
คาบที่ 2
ขน้ั อธบิ ายความรู้
1. นักเรียนแต่ละกล่มุ ร่วมกันอภปิ รายและสรุปผล เรื่อง ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิ่งมีชวี ติ กับส่งิ มชี วี ิตภายในกลุม่
2. ให้นักเรียนรว่ มกันตงั้ คาถาม จานวน 5 ข้อ
3. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการอภิปรายร่วมกันหน้าช้ันเรียน จากน้ันร่วมกันถามคาถามกระตุ้น
ความคิดกับเพือ่ นในหอ้ งเรยี น
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )
ข้นั สรปุ
ขั้นขยายความเข้าใจ
1. สมาชิกภายในกลุ่มแต่ละกลุ่มช่วยกันศึกษาข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตจากหนังสือเรียน หน้า
32-33 จากน้นั ครูขออาสาสมัครตวั แทนนกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ กลุ่มละ 1 คน ออกมา
สรุปเน้อื หาทศี่ ึกษาให้เพ่อื นในห้องฟัง
2. ครูอาจสรปุ ความสัมพนั ธ์ระหว่างส่งิ มีชวี ิตกบั สง่ิ มชี ีวิตใหน้ ักเรยี นฟงั อีกครั้ง เพ่อื ใหน้ กั เรยี นมีความเข้าใจมากขึ้น
ขั้นตรวจสอบผล
1. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้จากการเรียนจนได้ข้อสรุปว่า สิ่งมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน เพื่อเป็น
ประโยชน์ต่อการดารงชีวิต โดยแบ่งความสัมพันธ์เป็น 4 ด้าน คือ ด้านแหล่งท่ีอยู่อาศัย ด้านแหล่งอาหาร ด้าน
แหล่งสืบพนั ธ์แุ ละเลีย้ งดลู กู ออ่ น และด้านแหล่งหลบภัย
6.การวดั และประเมนิ ผล
การวดั และประเมนิ ผล วธิ กี ารวัดผล เครื่องมือวัด เกณฑก์ าร
จดุ ประสงค์ 1.คาถามกระตุ้น ประเมินผล
ความคดิ 70% ขึ้นไป ถอื วา่
ความรูค้ วาม 1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบ ผ่านเกณฑ์การ
เข้าใจ (K) คาถาม 1. ผลการสรุป ประเมนิ
ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง
ทกั ษะ/ 2. อธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ ง สิ่งมีชวี ิตกบั สิ่งมชี ีวติ 70% ข้ึนไป ถือวา่
กระบวนการ (P) สง่ิ มีชีวิตกบั สงิ่ มชี ีวติ ในแหลง่ ที่อยู่ ผ่านเกณฑ์การ
เดยี วกันได้ ประเมิน
1. สารวจความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง
สงิ่ มีชวี ิตกับส่งิ มีชีวิตในแหลง่ ท่ีอยู่
เดียวกันได้
คุณลกั ษณะนิสัย (A) 1. สงั เกตจากการเรยี นมีความ 1. แบบสังเกต 70% ขึน้ ไป ถือว่า
รบั ผิดชอบตอ่ งานทสี่ ง่ั พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
2. ความรบั ผดิ ชอบในการส่งงาน ประเมนิ
ตรงเวลา
7. ส่ือ/แหลง่ การเรียนรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.5 หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 สงิ่ มชี ีวติ กบั สง่ิ แวดลอ้ ม
2) PowerPoint เรอื่ ง ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ กบั สิ่งมีชวี ิต
3) ใบงาน เรอ่ื ง ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี ีวติ กับสง่ิ มชี ีวติ
7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) อนิ เทอรเ์ นต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................. ..............
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ............................................ครผู ู้สอน ลงชือ่ ...................................................ฝ่ายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชอ่ื ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหท์ ่ี 4
โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา
แผนการจดั การเรียนรู้
ภาคเรยี นท่ี ……1…/…….……... ช่อื ผูส้ อน ….…………………………………………………
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 สง่ิ มีชวี ติ กับสิง่ แวดล้อม เร่อื ง ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวติ กับสิง่ มชี ีวิต 2
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปัญหาส่ิงแวดลอ้ มรวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้วี ดั ป.5/2 อธิบายความสมั พนั ธ์ระหว่างสิ่งมชี วี ิตกบั ส่ิงมชี ีวติ และความสัมพันธ์ระหวา่ งสิง่ มชี ีวิตกบั ส่ิงไม่มีชีวิต
เพ่อื ประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
สง่ิ มีชีวิตจะมคี วามสมั พนั ธซ์ ึ่งกนั และกัน เพ่ือประโยชน์ตอ่ การดารงชวี ติ เช่น ความสัมพนั ธ์กนั ด้านการกนิ กันเป็น
อาหาร เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหลบภัย
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่างสงิ่ มีชวี ติ กบั ส่ิงมชี วี ติ ในแหล่งทีอ่ ยูเ่ ดยี วกันได้ (K)
2. สารวจความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชีวติ กบั ส่ิงมีชีวิตในแหล่งที่อยเู่ ดียวกันได้ (P)
3. มคี วามรับผิดชอบในการส่งงานตรงเวลา (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ในแหลง่ ที่อยู่หน่ึงๆ สง่ิ มีชีวติ มีความสมั พนั ธ์ ซ่งึ กนั และกัน เพื่อประโยชน์ต่อการดารงชีวติ
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1
ข้นั นา
ขน้ั กระต้นุ ความสนใจ
1. ครูทบทวนความรู้เดิมจากช่ัวโมงที่แล้ว โดยให้นักเรียนร่มกันแสดงความคิดเห็น ส่ิงมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตใน
สงิ่ แวดล้อมมีความสมั พนั ธก์ นั อย่างไร
(แนวตอบ : สิ่งมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิตที่อยู่ในส่ิงแวดล้อมจะมีความสัมพันธ์กันในหลายๆด้าน เช่นความสัมพันธ์
แหล่งทอี่ ยู่อาศัย ด้านแหล่งหลบภัย และดา้ นแหล่งอาหาร)
ขัน้ สอน
ขั้นสารวจคน้ หา
1. นักเรียนทากิจกรรมที่ 2 เรื่องศึกษาความสัมพันธใ์ นส่ิงแวดล้อม ตอนที่ 1 โดยปฏิบัติกจิ กรรม ดังน้ี
1) ศึกษาข้ันตอนการทากิจกรรมจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 30 อย่างละเอียด หากมีข้อสงสัยให้
สอบถามครู
2) ร่วมกนั กาหนดปญั หาและต้งั สมมตฐิ านในการทากจิ กรรม แล้วบันทึกผลลงในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5
เลม่ 1
3) รว่ มกันทากจิ กรรมตามขน้ั ตอนให้ครบถ้วนและถูกต้องทุกขัน้ ตอน จากน้นั บันทึกผล
(หมายเหต:ุ ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )
คาบที่ 2
ข้นั อธิบายความรู้
1. นกั เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายและสรปุ ผลจากการทากจิ กรรมภายในกลุม่
2. ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มสง่ ตัวแทนออกมานาเสนอผลงานของกลุ่มหน้าชน้ั เรียน
3. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน จากนั้นร่วมกันอภิปรายและสรุปผลเก่ียวกับ
ความสมั พันธ์ของสง่ิ มีชวี ติ ในสง่ิ แวดล้อม
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ )
ขน้ั สรปุ
ข้ันขยายความเข้าใจ
1. นกั เรยี นแตล่ ะคนทากิจกรรมเสริมกรเรียนรู้จากใบงาน เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต จากน้ันครู
และนกั เรยี นรว่ มกันเฉลยคาตอบในใบงานน้ี
2. ครูมอบหมายให้นักเรียนทุกคนไปทากิจกรรมเสริมการเรียนรู้จากใบงาน เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับ
สิง่ มชี วี ติ ทบ่ี า้ นของฉนั เปน็ การบ้านและนามาส่งในชวั่ โมงถดั ไป
(หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)
ข้ันตรวจสอบผล
1. ครูตรวจผลการทากิจกรรมที่ 2 เร่ือง ศึกษาความสัมพันธ์ในส่ิงแวดล้อม ตอนที่ 1 ในสมุดหรือแบบฝึกหัด
วิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
2. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมในใบงาน เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิต และใบงาน เรื่อง
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ มชี วี ติ กบั สิ่งมีชวี ิตทบ่ี ้านของฉนั
6.การวัดและประเมินผล
การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวัดผล เครอ่ื งมอื วัด เกณฑก์ าร
จดุ ประสงค์ ประเมนิ ผล
1.คาถามกระตนุ้ 70% ขึน้ ไป ถือวา่
ความรู้ความ 1. สังเกตจากการซักถาม ตอบ ความคดิ ผา่ นเกณฑ์การ
เขา้ ใจ (K) คาถาม ประเมิน
2. อธิบายความสมั พันธ์ระหว่าง 1. ใบงาน เรอ่ื ง
ทกั ษะ/ สิ่งมชี วี ิตกบั สง่ิ มชี วี ิตในแหล่งทอ่ี ยู่ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง 70% ขน้ึ ไป ถือว่า
กระบวนการ (P) เดยี วกนั ได้ สง่ิ มชี ีวติ กับสิ่งมีชวี ติ ผา่ นเกณฑ์การ
2. ใบงาน เรือ่ ง ประเมิน
1.สารวจความสมั พนั ธ์ระหว่าง ความสมั พันธ์ระหวา่ ง
สง่ิ มชี ีวติ กบั สง่ิ มีชวี ติ ในแหล่งที่อยู่ ส่ิงมีชีวติ กบั สิ่งมชี ีวิตท่ี
เดียวกันได้ บ้านของฉัน
คณุ ลักษณะนิสัย (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมคี วาม 1. แบบสังเกต 70% ขน้ึ ไป ถือวา่
รบั ผิดชอบต่องานท่สี ัง่ พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
2. ความรบั ผดิ ชอบในการสง่ งาน ประเมิน
ตรงเวลา
7. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอ่ื การเรยี นรู้
1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 สิ่งมีชีวิตกับส่ิงแวดลอ้ ม
2) วัสด-ุ อปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรมท่ี 2 ตอนที่ 1
3) ใบงาน เรอื่ ง ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ิตกับสิ่งมีชวี ติ
4) ใบงาน เร่อื ง ความสมั พันธร์ ะหว่างสิ่งมีชวี ติ กับสง่ิ มชี วี ิตท่ีบ้านของฉัน
5) สมุดประจาตัวนักเรียน
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องเรยี น
2) บรเิ วณภายในโรงเรยี น
3) บ้านของฉนั
4) อนิ เทอรเ์ นต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ............................................ครผู สู้ อน ลงช่อื ...................................................ฝ่ายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
ใบงาน
เร่ือง ความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ มีชวี ติ กบั สิ่งมชี วี ติ
คาช้ีแจง ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ี
1) ส่งิ มีชีวิตกับส่ิงมชี วี ิตมคี วามสมั พนั ธ์กนั หรือไม่ เพ่ืออะไร
2) ภาพน้ี คือ
มคี วามสัมพันธ์กันแบบใด อย่างไร
3) ภาพน้ี คอื
มีความสัมพนั ธ์กันแบบใด อย่างไร
4) ภาพนี้ คอื
มีความสัมพันธ์กันแบบใด อย่างไร