The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เทอม 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2022-06-06 21:43:36

โครงสร้างและแผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เทอม 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โครงสร้างและแผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เทอม 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

6.การวัดและประเมินผล

การวดั และประเมินผล วิธีการวัดผล เครือ่ งมอื วดั เกณฑก์ าร
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
70% ขน้ึ ไป ถือวา่
ความรูค้ วาม 1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบ 1.คาถามกระตนุ้ ผา่ นเกณฑ์การ
เขา้ ใจ (K) คาถาม ความคดิ ประเมนิ

2. อธบิ ายลักษณะทางพันธุกรรมท่ี 70% ขึ้นไป ถอื วา่
ผา่ นเกณฑ์การ
มกี ารถ่ายทอดจากพ่อแม่สลู่ กู ของ ประเมนิ

มนษุ ยไ์ ด้ 70% ขึ้นไป ถือวา่
ผ่านเกณฑ์การ
ทกั ษะ/ 1. สารวจและเปรียบเทยี บเกี่ยวกับ 1. แผนภมู ิ เร่ือง ประเมิน
กระบวนการ (P)
การถ่ายทอดลกั ษณะทาง ครอบครัวของตนเอง
คุณลกั ษณะนสิ ัย (A)
พนั ธุกรรมของตนเองกบั คนใน

ครอบครวั ได้

1. สังเกตจากการเรยี นมคี วาม 1. แบบสังเกต

รบั ผิดชอบต่องานท่ีส่งั ส่งงานตรง พฤติกรรม

เวลา

2. ใหค้ วามรว่ มมือในการเรยี นรู้

7. สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้
7.1 สอื่ การเรยี นรู้

1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.5
2) วสั ดุ-อปุ กรณก์ ิจกรรมสรา้ งสรรค์ผลงาน
3) ใบงาน เร่อื ง การสารวจลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของคนในครอบครวั
4) สมุดประจาตัวนักเรยี น

7.2 แหลง่ การเรียนรู้

1) หอ้ งเรยี น
2) ห้องสมดุ
3) อินเทอร์เนต็

. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................. ...........................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

ลงช่อื ............................................ครผู สู้ อน ลงชอ่ื ...................................................ฝา่ ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่ือ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหท์ ี่ 10

โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา

แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรียนที่ ……1…/…….……... ชอื่ ผ้สู อน ….…………………………………………………
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 สิ่งมชี วี ิตกับส่ิงแวดลอ้ ม เรอื่ ง การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสัตว์

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวัด

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปลี่ยนแปลงทางพนั ธกุ รรมท่ีมผี ลต่อสิง่ มชี ีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ฒั นาการของสง่ิ มีชวี ิต รวมทั้งนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ตัวชี้วดั ป.5/1 อธบิ ายลักษณะทางพนั ธุกรรมท่มี กี ารถา่ ยทอดจากพอ่ แม่สลู่ กู ของพชื สัตว์ และมนุษย์

2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

สิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มที่จะมีการสืบพันธุ์เพื่อเพิ่มจานวนและดารงพันธ์ุ โดยลูกท่ีเกิดมาจะได้รับ
การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมจากพอ่ แม่ทาให้มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน โดยสัตว์จะ
มีการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม เชน่ สขี น ลักษณะของขน ลกั ษณะใบหู

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. อธิบายลักษณะทางพันธุกรรมทม่ี กี ารถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของสัตวไ์ ด้ (K)
2. สารวจและสบื ค้นขอ้ มลู เกย่ี วกบั การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของสตั ว์ได้ (P)
3. มุง่ มน่ั ในการทางานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

ลักษณะทางพนั ธกุ รรมทม่ี กี ารถา่ ยทอดจากพอ่ แม่สูล่ กู ของพืช สตั ว์ และมนษุ ย์

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้

คาบท่ี 1

ขน้ั นา

ขนั้ กระตุ้นความสนใจ

1. ครูสนทนากบั นักเรยี นเกยี่ วกับเร่อื งการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของมนษุ ย์ท่ไี ด้เรียนผ่านมาจากชว่ั โมงที่ผ่าน
มาเพ่ือทบทวนบทเรียน

2. ครูกระต้นุ ความสนใจของนักเรยี นก่อนที่จะเข้าสู่บทเรยี น โดยนาภาพตัวอย่างครอบครวั สัตว์ 1 ชนิด มาให้นกั เรียน
สงั เกต เชน่ ครอบครวั สนุ ัข โดยมพี ่อ แม่ และลูกสุนัข จากนัน้ สมุ่ เลือกนักเรียนเพ่ือตอบคาถาม ดังน้ี
1) ลักษณะใดบา้ งที่ลกู สุนัขไดร้ บั การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมจากพ่อสุนัข
(แนวตอบ ข้นึ อยกู่ ับดุลยพินจิ ของครผู ู้สอน)
2) ลักษณะใดบา้ งทล่ี ูกสนุ ัขได้รับการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากแม่สุนัข
(แนวตอบ ขน้ึ อยูก่ บั ดุลยพนิ ิจของครูผสู้ อน)
3) ลักษณะใดบ้างทล่ี ูกสนุ ขั มแี ตกต่างจากพ่อและแม่สนุ ัข
(แนวตอบ ขึน้ อยู่กับดุลยพนิ ิจของครผู ู้สอน)
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)

ขนั้ สอน

ขั้นสารวจค้นหา
1. นักเรียนแต่ละคนศึกษาข้อมูลในหัวข้อ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสัตว์ และตัวอย่างแผนผังการ

ถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมจากเซลล์สืบพันธ์ุของกระต่าย จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หน้า 58-
59

2. ครูใหน้ ักเรียนแบง่ กลุ่มแบบคละความสามารถ (เก่ง-ค่อนข้างเก่ง-ปานกลาง-อ่อน) จากนั้นมอบหมายให้นักเรียนแต่

ละกลุ่มไปสืบค้นข้อมูลเก่ียวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากเซลล์สืบพันธุ์ของสัตว์มากลุ่มละ 1 ชนิด
จากแหลง่ ขอ้ มูลตา่ งๆ

3. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปข้อมูล จากน้ันนาข้อมูลมาเขียนเป็นแผนผังแสดงลักษณะการถ่ายทอดลักษณะทาง

พันธุกรรมจากเซลลส์ ืบพนั ธข์ุ องสตั ว์ลงในกระดาษแขง็ แผน่ ใหญ่ พรอ้ มตกแต่งใหส้ วยงาม

คาบท่ี 2

ข้ันอธบิ ายความรู้
1. นักเรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกนั อภิปรายและสรปุ ผลจากการทากจิ กรรมภายในกลุม่
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลงานหน้าช้ันเรียนจนครบ จากนั้นให้นักเรียนทุกคนร่วมกันอภิปรายและ

สรุปผลเกยี่ วกับลักษณะการถา่ ยทอดทางพันธุกรรมจากเซลล์สบื พนั ธ์ขุ องสัตวต์ ่างๆ ทีแ่ ต่ละกลมุ่ เลือกสบื คน้ มา
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม)

ขัน้ สรปุ

ข้ันขยายความเข้าใจ
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันศึกษาตัวอย่างการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของพืชต่าง ๆ จากหนังสือเรียน หน้า

59

2. ครูให้นักเรียนศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสัตว์เพิ่มเติมจากสื่อ QR Code โดยให้นักเรียนใช้

โทรศัพทส์ แกน QR Code ที่หนงั สือเรียน หน้า 59 จากนัน้ ใหร้ ว่ มกันสรุปความรูท้ ศ่ี กึ ษาร่วมกัน

3. ครูขออาสามาสมคั รนกั เรียนกลุม่ ละ 2-3 คน ให้ยกตัวอย่างสัตว์ 1 ชนิด พร้อมบอกลักษณะทางพันธุกรรมของสัตว์

ท่ีสามารถถ่ายทอดได้

4. ครแู จกใบงาน เร่อื ง การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมของสตั ว์ แล้วนามาส่งในชัว่ โมงถัดไป

(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นกั เรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)

ขั้นตรวจสอบผล
1. ครูให้นกั เรยี นร่วมกันสรุปความรู้เก่ียวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสัตว์ โดยให้ยกตัวอย่างลักษณะท่ี

สัตว์สามารถถ่ายทอดได้คนละ 1 ลกั ษณะ

2. ครูประเมินผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤติกรรมการ

ทางานกลุม่ และจากการนาเสนอผลการทากิจกรรมหนา้ ชนั้ เรยี น

3. ครูตรวจสอบผลการเขียนแผนผังแสดงลักษณะการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากเซลล์สืบพันธุ์ของสัตว์จาก

กระดาษแข็งแผน่ ใหญ่

4. ครตู รวจสอบผลการทาใบงาน เร่อื ง การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมของสัตว์

6.การวัดและประเมินผล

การวดั และประเมินผล วิธกี ารวัดผล เครอื่ งมือวดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
70% ขน้ึ ไป ถือวา่
ความรคู้ วาม 1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบ 1.คาถามกระต้นุ ผา่ นเกณฑ์การ
เขา้ ใจ (K) คาถาม ความคดิ ประเมนิ

2. อธบิ ายลักษณะทางพันธุกรรมท่ี 70% ขึน้ ไป ถอื วา่
ผา่ นเกณฑ์การ
มกี ารถา่ ยทอดจากพอ่ แม่สู่ลกู ของ ประเมนิ

สตั วไ์ ด้ 70% ข้นึ ไป ถือวา่
ผา่ นเกณฑ์การ
ทกั ษะ/ 1. สารวจและสบื ค้นขอ้ มลู เก่ียวกบั 1. การเขียนแผนผงั ประเมนิ
กระบวนการ (P)
การถา่ ยทอดลักษณะทาง แสดงลกั ษณะการ
คณุ ลักษณะนิสัย (A)
พันธุกรรมของสัตว์ได้ ถ่ายทอดลักษณะทาง

พันธกุ รรมจากเซลล์

สบื พันธ์ขุ องสัตว์จาก

กระดาษแข็งแผน่ ใหญ่

1. สังเกตจากการเรยี นมคี วาม 1. แบบสังเกต

รบั ผิดชอบตอ่ งานท่สี ่งั สง่ งานตรง พฤติกรรม

เวลา

7. ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้
7.1 ส่ือการเรียนรู้

1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 2 สง่ิ มชี วี ิตกบั สิ่งแวดลอ้ ม

2) แบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 ส่งิ มชี ีวิตกบั ส่งิ แวดล้อม
3) สมดุ ประจาตวั นกั เรยี น
4) กระดาษแข็งแผน่ ใหญ่
5) QR Code เร่ือง การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของสัตว์
6) ใบงาน เรื่อง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสัตว์

7.2 แหลง่ การเรียนรู้

1) ห้องเรยี น

2) ห้องสมดุ

3) อินเทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

ลงช่อื ............................................ครูผ้สู อน ลงชือ่ ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงชื่อ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

ใบงาน

เร่อื ง การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมของสตั ว์

คาช้แี จง ให้นักเรียนดูภาพการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของครอบครวั แมว แลว้ ตอบคาถาม

 ลกั ษณะใดบา้ งที่ลกู แมวได้รบั การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมจากพ่อแมว
 ลกั ษณะใดบ้างท่ลี ูกแมวไดร้ ับการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมจากแม่แมว
 ลกั ษณะใดบ้างทีล่ กู แมวแตกต่างจากพ่อแมวและแม่แมว

ใบงาน

เฉลยเร่อื ง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสตั ว์

คาช้ีแจง ให้นกั เรียนดภู าพการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของครอบครัวแมว แลว้ ตอบคาถาม
เชน่ ภาพครอบครวั แมว มี พ่อ แม่ และลกู แมว

 ลกั ษณะใดบา้ งท่ลี ูกแมวได้รับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแมว
 ลกั ษณะใดบา้ งท่ลี กู แมวได้รบั การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมจากแม่แมว
 ลักษณะใดบ้างทล่ี กู แมวแตกตา่ งจากพ่อแมวและแม่แมว

สัปดาห์ที่11

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ฒั นา

แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรยี นท่ี ……1…/……..……... ชอื่ ผสู้ อน ….…………………………………………………
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 สิ่งมีชีวิตกับสง่ิ แวดล้อม
เรอ่ื ง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมของ
พืช 1

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้วี ดั

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมผี ลตอ่ สิ่งมชี ีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ฒั นาการของสิ่งมชี วี ิต รวมท้ังนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ตัวช้ีวดั ป.5/1 อธิบายลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดจากพอ่ แม่สลู่ ูกของพชื สตั ว์ และ
มนุษย์

2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด

สิ่งมีชีวิตท้ังพืช สัตว์ และมนุษย์ เม่ือโตเต็มท่ีจะมีการสืบพันธ์ุเพื่อเพิ่มจานวนและดารงพันธุ์ โดยลูกที่เกิดมาจะได้รับ
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะแตกต่างจากส่ิงมีชีวิตชนิดอื่น โดยพืช
จะมีการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม เชน่ ลักษณะของใบ สีดอก

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธิบายลักษณะทางพนั ธุกรรมท่ีมกี ารถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ูล่ ูกของพืชได้ (K)
2. สารวจและสืบคน้ ขอ้ มลู เกีย่ วกบั การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมของพืชได้ (P)
3. มคี วามสนใจและกระตอื รือรน้ ในการเรียนรู้ (A)

4. สาระการเรียนรู้

ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมท่มี ีการถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ่ลู ูกของพืช สตั ว์ และมนษุ ย์

5. กิจกรรมการเรียนรู้

คาบที่ 1

ข้นั นา

ขน้ั กระตุ้นความสนใจ
1. ครทู กั ทายกบั นักเรียน แลว้ แจง้ ผลการเรียนรู้ที่จะเรียนในวันน้ีใหน้ ักเรียนทราบ
2. ครูสนทนากับนักเรยี นเกย่ี วกับเรือ่ ง การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมของมนุษย์และสตั วท์ ่ไี ดเ้ รียนผา่ นมาจาก

ช่ัวโมงที่ผ่านมา

3. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นก่อนท่จี ะเข้าสบู่ ทเรียน โดยนาตวั อยา่ งกุหลาบและดาวเรืองมาให้นักเรยี นสังเกต

จากนนั้ สมุ่ เลือกนกั เรยี นเพอ่ื ตอบคาถาม ดังนี้
1) กุหลาบกับดาวเรืองมีลักษณะภายนอกทีเ่ ราสงั เกตไดเ้ หมือนกันหรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร

(แนวตอบ แตกตา่ งกนั เช่น กุหลาบมลี าตน้ เปน็ หนาม มใี บกว้าง และมีดอกสีแดง แตด่ าวเรอื งลาตน้ ไมเ่ ปน็
หนาม ใบมีลักษณะเป็นแขนงเลก็ ๆ และมดี อกสเี หลอื ง)
2) ลักษณะทางพนั ธุกรรมท่กี ุหลาบสามารถถ่ายทอดให้กับรุ่นลกู รนุ่ หลานนา่ จะมีอะไรบา้ ง
(แนวตอบ ลาต้นเปน็ หนาม มใี บกวา้ ง และดอกมีกลนิ่ หอม)
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)

4. ครูให้คาชมเชยนกั เรยี นที่ตอบคาถาม แลว้ มอบรางวัลหรือของขวญั ให้เปน็ กาลงั ใจ

ขั้นสอน
ขน้ั สารวจคน้ หา

1. นกั เรียนศกึ ษาข้อมลู ในหวั ข้อ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของพืช จากหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1

หน้า 60

2. ครูใหน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ เดิมจากช่ัวโมงก่อน จากนน้ั มอบหมายใหน้ ักเรยี นแต่ละกลมุ่ ไปสบื คน้ ข้อมลู เก่ียวกบั การ

ถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมจากเซลลส์ ืบพนั ธข์ุ องพชื 1 ชนิด จากแหล่งขอ้ มูลต่าง ๆ

คาบที่ 2

ข้ันอธบิ ายความรู้
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายและสรุปผลจากการทากิจกรรมภายในกลุ่ม เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทาง

พันธกุ รรมจากเซลล์สืบพนั ธขุ์ องพืช 1 ชนิด
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม)

ข้ันสรปุ

ขน้ั ขยายความเข้าใจ
1. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ช่วยกนั ศึกษาตวั อย่างการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมของพืชต่าง ๆ จากหนังสือเรียน หนา้

61

2. ครูขออาสามาสมัครนักเรียนกลุ่มละ 1 คน ให้ยกตัวอย่างพืช 1 ชนิด พร้อมบอกลักษณะทางพันธุกรรมที่พืช

สามารถถา่ ยทอดได้

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบคุ คล)

ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครใู หน้ กั เรยี นดูตารางตรวจสอบตนเอง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 61 จากนั้นถามนักเรียนเป็นรายบุคคล

ตามรายการข้อ 1-5 จากตาราง เพ่ือเป็นการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียนหลังจากการเรียน หาก
นกั เรียนคนใดตรวจสอบตนเองโดยให้อยู่ในเกณฑ์ควรปรับปรุง ให้ครูทบทวนบทเรียนหรือหากิจกรรมอ่ืนซ่อมเสริม
เพ่ือใหน้ ักเรยี นมคี วามรู้ความใจในบทเรียนมากข้นึ

2. ครูประเมินผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤติกรรมการ

ทางานกลุม่ และจากการนาเสนอผลการทากิจกรรมหน้าชั้นเรียน

6.การวัดและประเมินผล วธิ ีการวดั ผล เครื่องมอื วัด เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล 70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
จุดประสงค์ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมิน
ความรูค้ วาม 1. สังเกตจากการซักถาม ตอบ 1.คาถามกระตุ้น
เข้าใจ (K) คาถาม ความคดิ 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์การ
ทกั ษะ/ 2. อธบิ ายลกั ษณะทางพันธุกรรมท่ี ประเมนิ
กระบวนการ (P) มีการถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ูล่ ูกของ
พืชได้ 70% ขึ้นไป ถอื วา่
ผ่านเกณฑ์การ
1. สารวจและสบื ค้นขอ้ มลู เก่ียวกบั 1. ผลการสรุป ประเมนิ
การถา่ ยทอดลกั ษณะทาง
พนั ธุกรรมของพชื ได้

คุณลักษณะนสิ ยั (A) 1. สังเกตจากการเรียนมคี วาม 1. แบบสงั เกต
รบั ผดิ ชอบต่องานท่สี ั่ง สง่ งานตรง พฤติกรรม
เวลา
2. มคี วามสนใจและกระตือรือร้น
ในการเรยี นรู้

7. ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้
7.1 ส่ือการเรยี นรู้

1) หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 สิง่ มชี วี ติ กับส่ิงแวดลอ้ ม
2) แบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 2 สงิ่ มชี ีวิตกับสิ่งแวดลอ้ ม
3) สมุดประจาตวั นกั เรยี น

7.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) ห้องสมุด
2) ห้องเรยี น
3) อนิ เทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................ ................
................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผูส้ อน ลงช่อื ...................................................ฝ่ายวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

สปั ดาห์ที่ 11

โรงเรยี นขจรเกียรติพัฒนา

แผนการจดั การเรียนรู้

ภาคเรียนท่ี ……1…/…….……... ช่อื ผู้สอน ….…………………………………………………
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 สง่ิ มชี วี ิตกับสงิ่ แวดล้อม
เร่ือง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของ
พืช 2

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชวี้ ัด

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปล่ียนแปลงทางพนั ธุกรรมทีม่ ีผลตอ่ สิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวฒั นาการของส่งิ มีชวี ติ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ตวั ชีว้ ัด ป.5/1 อธิบายลักษณะทางพนั ธกุ รรมท่ีมีการถา่ ยทอดจากพ่อแมส่ ูล่ กู ของพืช สัตว์ และมนุษย์

2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด

ส่ิงมีชีวิตท้ังพืช สัตว์ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มที่จะมีการสืบพันธุ์เพ่ือเพิ่มจานวนและดารงพันธ์ุ โดยลูกท่ีเกิดมาจะได้รับ
การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น โดยพืช
จะมกี ารถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม เช่น ลักษณะของใบ สดี อก

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายลกั ษณะทางพันธุกรรมท่มี ีการถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ่ลู ูกของพืชได้ (K)
2. สารวจและสืบค้นขอ้ มลู เก่ียวกับการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมของพืชได้ (P)

3. มคี วามสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนรู้ (A)

4. สาระการเรยี นรู้

ลักษณะทางพันธกุ รรมที่มกี ารถ่ายทอดจากพอ่ แมส่ ูล่ ูกของพืช สัตว์ และมนษุ ย์

5. กิจกรรมการเรียนรู้

คาบท่ี 1

ขัน้ นา
ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ

1. ครสู นทนากับนักเรยี นเกยี่ วกับเรื่องท่ีไดเ้ รียนผา่ นมาจากชว่ั โมงท่ผี ่านมา
2. ครูกระตุน้ ความสนใจของนักเรียนก่อนท่ีจะเข้าสบู่ ทเรียน โดยนาตวั อยา่ งกุหลาบและดาวเรืองมาให้นักเรยี นสงั เกต

จากน้นั สมุ่ เลือกนักเรยี นเพอ่ื ตอบคาถาม ดังนี้
3) กหุ ลาบกบั ดาวเรืองมลี กั ษณะภายนอกที่เราสังเกตไดเ้ หมือนกันหรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร

(แนวตอบ แตกต่างกนั เช่น กุหลาบมีลาตน้ เปน็ หนาม มีใบกว้าง และมดี อกสแี ดง แต่ดาวเรอื งลาต้นไม่เปน็
หนาม ใบมีลักษณะเปน็ แขนงเล็กๆ และมดี อกสีเหลอื ง)
4) ลักษณะทางพันธุกรรมท่ีกุหลาบสามารถถา่ ยทอดให้กบั รนุ่ ลกู รุน่ หลานนา่ จะมีอะไรบ้าง
(แนวตอบ ลาต้นเปน็ หนาม มใี บกวา้ ง และดอกมีกล่ินหอม)
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนกั เรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)

ขั้นสอน
ขั้นสารวจค้นหา

1. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั สรุปข้อมูล จากนน้ั นาข้อมลู มาเขียนเปน็ แผนผงั แสดงลักษณะการถา่ ยทอดลกั ษณะทาง
พันธุกรรมจากเซลลส์ บื พันธุข์ องพืชลงในกระดาษแขง็ แผน่ ใหญ่ พร้อมตกแต่งใหส้ วยงาม

คาบท่ี 2

ข้นั อธบิ ายความรู้

1. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกนั อภปิ รายและสรุปผลจากการทากจิ กรรมภายในกลุม่
2. ครูจบั สลากส่มุ เลือกตวั แทนนกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานกลมุ่ หน้าช้ันเรยี นทล่ี ะกลมุ่
3. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนจนครบ จากน้ันให้นักเรียนทุกคนร่วมกันอภิปรายและ

สรุปผลเกย่ี วกับลกั ษณะการถา่ ยทอดทางพันธุกรรมของพืช
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )

ขน้ั สรปุ

ขน้ั ขยายความเข้าใจ

1. ครูสนทนากับนกั เรียนเพ่ือทบทวนความรู้ความเขา้ ใจเกย่ี วกับเนือ้ หาท่ีได้เรยี นผา่ นมาจากหน่วยการเรียนรู้ที่ 2
บทที่ 2 ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสงิ่ มชี ีวิต โดยสมุ่ เรียกชอื่ นกั เรียน 4-5 คน ใหอ้ อกมาเลา่ ว่าตนเองได้รับ
ความรู้อะไรบ้าง

2. นักเรียนเขยี นสรปุ ความร้เู ก่ียวกับเร่ืองที่ไดเ้ รยี นมาจากบทท่ี 2 ในรปู แบบตา่ ง ๆ เช่น แผนผังความคิด แผนภาพ ลง
ในสมุดประจาตัว

3. นักเรียนศึกษาแผนผังความคิด (Mind Mapping) สรุปสาระสาคัญ ประจาบทท่ี 2 จากหนังสือเรียน หน้า 62 เพื่อ
ตรวจสอบกบั การเขียนสรปุ ความรทู้ ่นี กั เรยี นทาไวใ้ นสมุดประจาตวั

4. นกั เรยี นทากจิ กรรมฝกึ ทักษะบทที่ 2 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 63-64 ข้อ 1-4 ลงในสมุดประจาตัว หรือ
ทาในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1

5. ใหน้ กั เรยี นแต่ละคนทากจิ กรรมท้าทายการคิดขนั้ สูง จากแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)

6. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน จากน้ันศึกษากิจกรรมสร้างสรรค์ผลงานจากหนังสือเรียน หน้า 65 แล้วให้
ปฏิบัติกจิ กรรมตามข้ันตอน แล้วนามาส่งพรอ้ มนาเสนอชวั่ โมงถัดไป
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนกั เรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุม่ )

7. นักเรียนทาแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เร่ือง ส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม จากแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5
เลม่ 1

8. ครูให้นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียนของหน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 เร่ือง ส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม เพ่ือตรวจสอบ
ความรู้ความเข้าใจหลังเรียน
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบคุ คล)

ขนั้ ตรวจสอบผล

1. ครูตรวจสอบผลการเขียนแผนผังแสดงลักษณะการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากเซลล์สืบพันธ์ุของพืช จาก
กระดาษแข็งแผ่นใหญ่

2. ครูตรวจผลการสรุปความรู้เกี่ยวกับการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมของสิง่ มีชวี ติ จากสมุดประจาตัว
3. ครูตรวจผลการทากจิ กรรมฝกึ ฝนทกั ษะบทท่ี 2 ในสมดุ ประจาตัว หรือในแบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
4. ครตู รวจผลการทากิจกรรมทา้ ทายการคิดขน้ั สงู ในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1

5. ครูตรวจชิ้นงาน/ผลงานโมบายแขวนแสดงการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสมาชิกในกลุ่ม และการนาเสนอ

ช้ินงาน/ผลงานหน้าชนั้ เรียน
6. ครูตรวจสอบผลการทาแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เร่ือง ส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม จากแบบฝึกหัด

วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1

7. ครูตรวจสอบผลการทาแบบทดสอบหลังเรยี นของหน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรื่อง สงิ่ มชี วี ิตกับสงิ่ แวดล้อม

6.การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วธิ ีการวัดผล เคร่อื งมอื วดั เกณฑ์การ
จุดประสงค์ ประเมินผล
70% ขน้ึ ไป ถือวา่
ความรูค้ วาม 1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบ 1.คาถามกระตุน้ ผ่านเกณฑ์การ
เขา้ ใจ (K) ประเมิน
คาถาม ความคิด
ทกั ษะ/ 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
กระบวนการ (P) 2. ตรวจแบบทดสอบ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมนิ
2. อธบิ ายลักษณะทางพันธุกรรมท่ี หลังเรยี นหน่วยการ

มกี ารถ่ายทอดจากพอ่ แม่สลู่ ูกของ เรยี นร้ทู ่ี 2

พชื ได้

1. สารวจและสบื คน้ ข้อมลู เกี่ยวกับ 1. กจิ กรรมฝึกฝน

การถ่ายทอดลกั ษณะทาง ทักษะบทที่ 2

พันธกุ รรมของพชื ได้

คณุ ลักษณะนสิ ัย (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสงั เกต 70% ขึ้นไป ถือว่า
รับผิดชอบต่องานทส่ี ่งั ส่งงานตรง พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
เวลา ประเมิน
2. มีความสนใจและกระตือรือรน้
ในการเรยี นรู้

7. สอื่ /แหลง่ การเรยี นรู้
7.1 สื่อการเรยี นรู้

1) หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 สิง่ มชี วี ิตกับส่ิงแวดล้อม
2) แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 สง่ิ มชี ีวติ กบั สิ่งแวดลอ้ ม
3) วสั ดุ-อุปกรณใ์ นการทากจิ กรรมสรา้ งสรรค์ผลงาน เช่น กระดาษแขง็ เชือก
4) สมุดประจาตัวนักเรยี น
5) กระดาษแขง็ แผ่นใหญ่

7.2 แหล่งการเรยี นรู้

1) ห้องสมุด
2) หอ้ งเรียน
3) อนิ เทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

ลงช่อื ............................................ครูผสู้ อน ลงชือ่ ...................................................ฝา่ ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงชื่อ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

สัปดาหท์ ี่ 12

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา

แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรยี นที่ ……1…/…….……... ช่ือผูส้ อน ….……….........................................
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 จานวน 3 คาบ
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 แรงในชีวิตประจาวนั
เรอ่ื ง แรงลพั ธ์ 1

1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวช้วี ัด

มาตรฐานที่ ว 2.2
เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจาวนั ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะการเคลอ่ื นท่ีแบบต่าง ๆ ของวัตถุ
รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ช้วี ดั ป.5/1 อธิบายวิธีการหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดยี วกันที่กระทาต่อวัตถใุ นกรณที ีว่ ัตถุอย่นู ง่ิ จาก
หลักฐานเชิงประจกั ษ์

ป.5/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงทก่ี ระทาต่อวัตถุที่อยู่ในแนวเดียวกันและแรงลัพธท์ ีก่ ระทาตอ่ วตั ถุ
ป.5/3 ใช้เครื่องชัง่ สปริงในการวดั แรงที่กระทาต่อวตั ถุ

2.สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด

แรงลัพธ์ คอื ผลรวมของแรงต้ังแต่ 2 แรงขึน้ ไป ที่รว่ มกนั กระทาต่อวตั ถเุ ดยี วกัน จึงมีผลทาใหว้ ัตถนุ ้นั เปลี่ยนแปลงการ
เคลอ่ื นที่ไปตามผลของแรงลพั ธ์ ซึง่ ผลของแรงลัพธ์เกิดข้นึ ได้ 3 กรณี ดังนนั้

- หากแรงหลายแรงมากระทาต่อวตั ถุที่อยูน่ ิ่งในแนวเดยี วกันและทิศทางเดยี วกนั แรงลพั ธ์จะเท่ากบั ผลรวมของแรง
ทง้ั หมด วัตถุจึงเคลือ่ นท่ีไปทิศทางน้นั ดว้ ย

- หากแรง 2 แรง ที่มีขนาดไม่เทา่ กนั มากระทาต่อวัตถทุ ่ีอยู่น่งิ ในแนวเดียวกัน แต่ทิศทางตรงข้ามกนั แรงลพั ธจ์ ะมี
คา่ เทา่ กบั การหักลา้ งกนั ของแรงทง้ั สองบางส่วน วตั ถุจึงเคลื่อนทไ่ี ปทิศทางของแรงทม่ี ากกว่า

- หากแรง 2 แรง ทีม่ ขี นาดเท่ากันมากระทาต่อวตั ถุทอ่ี ยนู่ ่ิงในแนวเดียวกัน แต่ทิศทางตรงขา้ มกนั แรงลัพธ์จะมีคา่ เป็น
ศนู ย์ วัตถจุ ึงหยุดนง่ิ ไมม่ ีการเคล่อื นที่

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. อธบิ ายการหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดียวกนั ท่กี ระทาต่อวตั ถไุ ด้ (K)
2. ทาการทดลองเกย่ี วกับการหาแรงลพั ธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดยี วกันทก่ี ระทาต่อวัตถไุ ด้ (P)
3. เขียนแผนภาพแสดงแรงท่ีกระทาต่อวัตถุท่ีอยู่ในแนวเดยี วกนั ได้ (P)
4. เขยี นแผนภาพแสดงแรงลัพธท์ ่กี ระทาต่อวัตถุได้ (P)
5. มีความม่งุ มั่นในการเรียนรแู้ ละการทางานที่ได้รับมอบหมายตลอดเวลา (A)

4. สาระการเรยี นรู้

การหาแรงลพั ธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดยี วกันที่กระทาต่อวัตถุในกรณีที่วตั ถุอยนู่ ่ิง

5. กจิ กรรมการเรียนรู้

คาบที่ 1

ขั้นนา

ขน้ั ที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1. ครูทักทายกับนกั เรียน และแจง้ จดุ ประสงค์การเรียนรใู้ ห้นักเรยี นทราบ
2. ครูยกตวั อยา่ งสถานการณ์ใหน้ ักเรียนฟังวา่ “หากมตี ู้ 1 หลังอยูใ่ นห้องเรยี นและนักเรยี นต้องการเคลือ่ นย้ายใหต้ ู้

ออกจากห้อง นกั เรยี นจะมีวธิ ีการเคลือ่ นย้ายอย่างไรให้สะดวกและรวดเรว็ ทสี่ ุด” จากนั้นใหน้ กั เรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็น
โดยครตู ั้งคาถาม ดังนี้

1) ถ้านกั เรียนพาเพื่อน ๆ ไปย้ายตู้ นกั เรยี นจะใหเ้ พ่ือนช่วยดาเนนิ การอย่างไร
(แนวตอบ : ช่วยกันออกแรง ผลกั แรงดนั ดงึ ตู้ใหเ้ คล่ือนท่ี)
2) นกั เรียนจะมวี ิธกี ารออกแรงอย่างไรใหเ้ คล่ือนตูไ้ ด้เร็วขัน้
(แนวตอบ : ช่วยกนั ออกแรงผลักหรือดึงไปในทางเดียวกนั )
3) นักเรยี นสงั เกตเห็นการออกแรงและการเคลือ่ นที่ของตนู้ ั้นเป็นอยา่ งไร
(แนวตอบ : แรงท่ีกระทาและทิศทางการเคล่ือนท่ีของตู้ไปในทศิ ทางเดยี วกนั )
3. นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นหน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เร่อื ง แรงในชวี ติ ประจาวนั
4. นักเรียนอ่านสาระสาคัญและดูภาพจากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หน้า 66 จากน้ันครถู ามนกั เรยี นว่า
ภาพนี้เกย่ี วข้องกบั แรงอย่างไรบ้าง
(แนวตอบ : เก่ยี วข้องกบั แรงเสียดทาน ทาใหก้ ารเคล่อื นทช่ี ้าลง)

คาบท่ี 2

ขนั้ สอน

ข้นั ท่ี 2 สารวจค้นหา (Exploration)
1. นกั เรียนเรยี นรู้คาศัพทท์ เี่ ก่ียวขอ้ งกับการเรยี นในบทท่ี 1 โดยครอู าสาสมัครนักเรยี น 1 คน ให้เปน็ ผอู้ ่านนาและให้

นักเรียนทเี่ หลือเป็นผู้อา่ นตาม ดงั น้ี

Resultant Force (ร’ิ ซลั ทนั ท ฟอซ) แรงลัพธ์ Force (ฟอซ) แรง

Push (พชุ ) ผลกั Pull (พลุ ) ดงึ

(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)

2. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 2-3 คน จากนน้ั แต่ละกลุ่มร่วมกันทากิจกรรมนาส่กู ารเรยี น โดยอา่ นสถานการณจ์ าก
หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 68 แลว้ ชว่ ยกันตอบคาถามทง้ั 3 ขอ้ โดยเขียนคาตอบลงในสมุดประจาตวั หรือใน
แบบฝกึ หดั
วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 จากน้ันนาเสนอคาตอบของกลมุ่ หนา้ ช้ันเรยี น เพือ่ อภิปรายและสรุปคาตอบร่วมกัน ดงั นี้

1) หากทีมสฟี ้าและทีมสแี ดงดึงเชอื กดว้ ยแรงท่เี ทา่ กัน เชือกจะเคลื่อนทหี่ รือไม่ เพราะอะไร
(แนวตอบ : ถา้ มกี ารกระทาต่อวัตถุในทิศทางตรงขา้ ม โดยคา่ ของแรงเท่ากนั จะทาใหเ้ ชือกไม่เคล่ือนท่ี)
2) หากกรรมการให้ทมี สีแดงเพิ่มสมาชกิ ได้อีก 2 คน ผลลพั ธจ์ ะเป็นอย่างไร เพราะอะไร
(แนวตอบ : เชอื กจะเคลือ่ นท่ีมาทางทีมสีแดง เพราะทีมสีแดงมีผลรวมของหลายแรงท่ีกระทาต่อวตั ถเุ ดยี วกนั
มากกว่าสีฟ้า)
3) หากต้องการทาให้เชอื กมีการเคลือ่ นท่ีไปทางฝั่งทีมสีฟ้านักเรียนคิดว่าต้องทาอยา่ งไร
(แนวตอบ : เพมิ่ สมาชกิ ให้ทีมสฟี ้ามากกวา่ ทีมสีแดง เพราะทมี สฟี ้าจะได้มีผลรวมหลายแรงท่กี ระทาต่อวตั ถุ
เดยี วกันมากกวา่ ทมี สแี ดง)
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกล่มุ )
3. นกั เรยี นทกุ คนร่วมกันศึกษาขอ้ มูลและภาพเกี่ยวกับแรงลพั ธ์ จากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ หน้า 69 จากนน้ั ครตู ั้ง
คาถามว่า กิจกรรมใดบ้างที่ต้องออกแรงหลายแรงรว่ มกนั เพ่ือทาให้วตั ถเุ คล่อื นท่ี แลว้ ขออาสาสมคั รนักเรียนให้ตอบ
คาถาม 2-3 คน
(แนวตอบ : เช่น การเขน็ รถยนต์ การยกตู้ การเลน่ ชักเย่อ)

(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนกั เรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)

4. ครูอธิบายให้นกั เรยี นฟงั วา่ การออกแรงหลายแรงกระทาตอ่ วตั ถุในทศิ ทางเดยี วกัน จะมคี า่ เท่ากับแรงเพียงแรง
เดียวผลลพั ธข์ องแรงหลายแรงน้ี เรยี กว่า แรงลัพธ์
5. ครูให้นักเรียนรว่ มกันอภปิ รายเกี่ยวกับแรงลัพธ์ของแรงสองแรงท่ีกระทาต่อวัตถใุ นทศิ ทางเดียวกันเท่ากับผลรวม
ของแรงทั้งสองแรงนัน้ จริงหรือไม่ อยา่ งไร

ข้นั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. ครใู หต้ วั แทนแตล่ ะกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานที่หนา้ ชั้นเรยี น โดยจับสลากหมายเลขกลุม่ จากน้นั ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มสง่
ตัวแทน ออกนาเสนอตามลาดับ
2. ครูและนักเรียนรว่ มกนั สรปุ ความรทู้ ีไ่ ด้จากการทากจิ กรรมตอนที่ 1 จนไดข้ ้อสรปุ วา่
- การใช้เครื่องช่ังสปรงิ 1 เครอื่ ง ชงั่ สิง่ ของจะเทา่ กบั หรือใกล้เคยี งกบั ผลรวมคา่ ของแรงที่อา่ นได้ จากการใช้
เครื่องช่ังสปริง 2 เครอ่ื ง ชัง่ สง่ิ ของ ดงั นัน้ แรง 2 แรง ท่มี ที ิศทางเดยี วกนั จะมีแรงลัพธ์เพียงแรงเดียว ซง่ึ เปน็ ผลรวม
ของแรงทง้ั สองแรงนัน่ เอง

3. จากนนั้ ให้นกั เรียนทุกกลุ่มร่วมกนั อภิปรายผลการทากจิ กรรมตอนที่ 2 จนได้ข้อสรปุ ว่า
- แรงลพั ธ์คอื ผลรวมของแรงต้ังแต่ 2 แรง ขนึ้ ไปที่ร่วมกนั กระทาต่อวัตถุเดยี วกนั จึงมผี ลทาใหว้ ตั ถุนน้ั
เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ไปตามผลของแรงลพั ธ์
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )

คาบท่ี 3

ข้ันสรุป

ขนั้ ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Elaboration)
1.ให้นกั เรยี นศึกษาเนื้อหาเกีย่ วกบั แรงลัพธ์ วิธกี ารหาแรงลัพธ์ และการใชป้ ระโยชนจ์ ากแรงลัพธ์ จากหนังสอื เรียน

วิทยาศาสตร์ หนา้ 72-76
2. นักเรยี นจับคูก่ ับเพื่อนแลว้ ให้ศกึ ษาข้อมลู เกย่ี วกบั ปจั จยั ทมี่ ผี ลต่อแรงเสียดทานเพมิ่ เตมิ จากสอื่ ดิจทิ ลั ในหนงั สอื

เรียนวิทยาศาสตร์ โดยใช้โทรศัพท์มือถือสแกน QR Code เร่อื ง วธิ ีหาแรงลพั ธ์ จากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ หน้า 73
3. นักเรยี นนาความรู้ทไ่ี ด้จากการศึกษาขอ้ มลู มาอภปิ รายและร่วมกันสรุปภายในช้นั เรยี น โดยให้ครคู อยอธบิ าย

เพ่ิมเติมในสว่ นทบ่ี กพรอ่ ง
4. ครอู ธบิ ายเสริมให้นกั เรยี นเข้าใจเพ่ิมเติมว่า ในการวดั แรงนั้น นักเรยี นสามารถใช้เครื่องช่ังสปรงิ วดั ค่าของแรงลพั ธท์ ี่
เกดิ ขนึ้ ได้ ซึ่งมีหน่วยเปน็ นวิ ตัน โดยมีการเรยี กตามชือ่ ของเซอร์ ไอแซก นิวตนั นักวิทยาศาสตร์ผู้คน้ พบแรงโนม้ ถว่ ง
ของโลก และผทู้ ีท่ าการศึกษาเก่ียวกบั เรื่องแรง
5. นักเรียนแต่ละคนทากิจกรรมหนูตอบไดจ้ ากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 71 ลงในสมดุ ประจาตวั หรือใน
แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
6. ครสู นทนากับนักเรยี นเพื่อทบทวนความร้คู วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั เน้อื หาที่ได้เรียนผ่านมาจากหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 บท
ที่ 1แรงลพั ธ์ โดยสุ่มเรยี กชื่อนกั เรยี นใหอ้ อกมาเลา่ วา่ ตนเองได้รับความรู้อะไรบ้าง
7. นกั เรียนเขยี นสรปุ ความรู้เกย่ี วกับเรอ่ื ง แรงลพั ธ์ โดยเขียนเป็นแผนผงั ความคดิ ลงในสมุดประจาตวั หรือทาใน
แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
8. นักเรียนทากิจกรรมฝกึ ทักษะบทท่ี 1 จากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ขอ้ 1-3 ลงในสมดุ ประจาตวั หรอื ทาใน
แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
9. นักเรยี นแต่ละคนทากจิ กรรมทา้ ทายการคิดขั้นสงู ในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1

ข้นั ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluation)
1. ครูอภปิ รายรว่ มกบั นักเรยี นเก่ียวกับความรู้ความเข้าใจ เรอ่ื ง แรงลพั ธ์
2. ครแู ละนกั เรียนสรปุ เพิ่มเติมอีกวา่ “ในชวี ติ ประจาวันของเรามกี ารนาแรงลัพธม์ าใชป้ ระโยชนม์ ากมาย เช่น การปั่น
จกั รยานพ่วง การใชส้ นุ ขั ลากเลื่อน ซ่งึ เกิดจากแรงหลายแรงทีก่ ระทาใหว้ ตั ถเุ คลื่อนที่ไปตามทิศทางของแรง และถ้าผล
ของแรงลัพธ์ทมี่ ีคา่ เปน็ ศูนย์ก็จะทาให้สง่ิ ตา่ งๆ เกิดการหยุดนิง่ อยูก่ ับทีไ่ ด้เช่นกนั ”
3. ให้นกั เรยี นดูตารางตรวจสอบตนเอง จากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ หน้า 76 จากนัน้ ครูถามนักเรยี นเป็นรายบุคคล
ตามรายการขอ้ 1-5 จากตาราง เพื่อเป็นการตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจของนักเรียนหลังจากการเรียน หากนักเรียน
คนใดตรวจสอบตนเองโดยให้อยู่ในเกณฑ์ท่ีควรปรบั ปรุง ให้ครูทบทวนบทเรยี นหรือหากจิ กรรมอืน่ ซ่อมเสริม เพื่อให้
นักเรียนมคี วามรู้ความใจในบทเรยี นมากข้นึ

4. ครใู หน้ ักเรยี นร่วมกันศึกษาแผนผังความคิดสรุปสาระสาคญั ประจาหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 บทท่ี 1 แรงลัพธ์ ใน
หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ หน้า 77 จากน้ันครสู ุ่มเลือกนักเรียนเปน็ รายบุคคลให้บอกเล่าความรคู้ วามเขา้ ใจที่ไดร้ บั จาก
การเรียนในหนว่ ยการเรียนรู้น้ี
5. ครูประเมนิ ผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการ
ทางานกลุ่ม และจากการนาเสนอผลการทากจิ กรรมหนา้ ช้ันเรียน

6. การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวัดผล เครื่องมอื วดั เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
การวดั และประเมนิ ผล
จุดประสงค์ 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
ผา่ นเกณฑ์การ
ความรู้ความ 1 อธบิ ายการหาแรงลพั ธ์ของแรง 1.คาถามกระต้นุ ประเมนิ
เขา้ ใจ (K) หลายแรงในแนวเดยี วกันที่กระทา ความคดิ
ตอ่ วตั ถไุ ด้ (K)

ทักษะ/ 1. ทาการทดลองเกีย่ วกับ 1. ใบงานที่ 3.1 เรอื่ ง 70% ขึ้นไป ถือวา่
กระบวนการ (P) การหาแรงลัพธข์ องแรงหลายแรง แรงลัพธ์ ผา่ นเกณฑ์การ
ในแนวเดยี วกันที่กระทาต่อวัตถุได้ ประเมิน
(P)

2. เขยี นแผนภาพแสดง
แรงท่กี ระทาต่อวตั ถุท่อี ยู่ในแนว
เดยี วกันได้ (P)

3. เขียนแผนภาพแสดง
แรงลพั ธ์ที่กระทาต่อวตั ถุได้ (P)

คณุ ลักษณะนิสัย (A) 1. มีความมุ่งมนั่ ในการเรยี นรู้และ 1. แบบสังเกต 70% ข้ึนไป ถอื ว่า
การทางานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
ตลอดเวลา (A) ประเมิน

7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 สือ่ การเรยี นรู้

1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 แรงในชีวติ ประจาวนั
2) แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 แรงในชวี ติ ประจาวนั
3) วัสดุ-อปุ กรณ์การทดลองในกจิ กรรมท่ี 1 เชน่ เครอ่ื งชง่ั สปริง ดนิ น้ามัน ถุงพลาสติก
4) วัสดุ-อปุ กรณ์กิจกรรมสร้างสรรคผ์ ลงาน เชน่ กรรไกร รองเทา้ ผา้
5) QR Code เรอ่ื ง วธิ หี าแรงลพั ธ์
6) PowerPoint
7) สมุดประจาตวั นักเรยี น

7.2 แหล่งการเรยี นรู้

1) หอ้ งเรียน
2) หอ้ งสมดุ
3) อนิ เทอรเ์ น็ต

8. กิจกรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................. ..............................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครผู สู้ อน ลงชอื่ ...................................................ฝา่ ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

สปั ดาห์ที่ 12-13

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ฒั นา

แผนการจดั การเรียนรู้

ภาคเรยี นท่ี ……1…/……..……... ช่ือผ้สู อน ….……….........................................
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5 จานวน 3 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 แรงในชีวติ ประจาวัน
เรื่อง แรงลัพธ์ 2

1. มาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ชว้ี ดั

มาตรฐานท่ี ว 2.2เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลกั ษณะการเคลื่อนท่ีแบบ
ตา่ ง ๆ ของวัตถุรวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวช้ีวดั ป.5/1 อธบิ ายวธิ กี ารหาแรงลพั ธข์ องแรงหลายแรงในแนวเดียวกันที่กระทาตอ่ วัตถใุ นกรณีทว่ี ตั ถุอยู่นง่ิ จาก
หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์

ป.5/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงท่ีกระทาต่อวัตถทุ ี่อยู่ในแนวเดยี วกนั และแรงลัพธ์ที่กระทาต่อวตั ถุ
ป.5/3 ใช้เครอ่ื งช่งั สปริงในการวัดแรงท่กี ระทาต่อวตั ถุ

2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด

แรงลพั ธ์ คือ ผลรวมของแรงตั้งแต่ 2 แรงขึ้นไป ทรี่ ว่ มกนั กระทาต่อวตั ถเุ ดียวกัน จงึ มผี ลทาให้วตั ถนุ น้ั เปลย่ี นแปลงการ
เคลอื่ นที่ไปตามผลของแรงลัพธ์ ซ่งึ ผลของแรงลัพธเ์ กิดข้ึนได้ 3 กรณี ดงั นัน้

- หากแรงหลายแรงมากระทาตอ่ วตั ถุท่ีอยูน่ ่งิ ในแนวเดียวกันและทิศทางเดียวกัน แรงลัพธจ์ ะเทา่ กบั ผลรวมของแรง
ท้ังหมด วตั ถุจงึ เคลื่อนท่ีไปทิศทางน้นั ด้วย

- หากแรง 2 แรง ที่มีขนาดไม่เทา่ กนั มากระทาต่อวตั ถุที่อยู่นงิ่ ในแนวเดียวกัน แต่ทิศทางตรงข้ามกัน แรงลพั ธ์จะมี
ค่าเท่ากับการหักลา้ งกันของแรงทงั้ สองบางส่วน วตั ถจุ ึงเคลื่อนท่ไี ปทิศทางของแรงทม่ี ากกว่า

- หากแรง 2 แรง ที่มขี นาดเท่ากนั มากระทาต่อวัตถทุ ่ีอยนู่ ิ่งในแนวเดยี วกนั แต่ทิศทางตรงข้ามกนั แรงลพั ธจ์ ะมีค่าเป็น
ศนู ย์ วตั ถุจงึ หยุดนิ่งไมม่ ีการเคลอื่ นที่

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

1. อธิบายการหาแรงลัพธข์ องแรงหลายแรงในแนวเดยี วกันท่กี ระทาต่อวตั ถุได้ (K)
2. ทาการทดลองเก่ยี วกับการหาแรงลพั ธข์ องแรงหลายแรงในแนวเดยี วกันทก่ี ระทาต่อวตั ถไุ ด้ (P)
3. เขียนแผนภาพแสดงแรงท่ีกระทาตอ่ วัตถุที่อยู่ในแนวเดียวกนั ได้ (P)
4. เขยี นแผนภาพแสดงแรงลัพธท์ ี่กระทาต่อวัตถุได้ (P)
5. มคี วามม่งุ ม่ันในการเรยี นรูแ้ ละการทางานที่ไดร้ ับมอบหมายตลอดเวลา (A)

4. สาระการเรยี นรู้

การหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดียวกันที่กระทาต่อวตั ถุในกรณที วี่ ตั ถุอยู่นงิ่

5. กจิ กรรมการเรียนรู้

คาบท่ี 1

ขั้นนา

ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1.ครูยกตัวอยา่ งจากคาบทผ่ี า่ นมา เพ่ือสรา้ งความเขา้ ใจให้นกั เรียน
2. ครใู ห้นกั เรยี นแต่ละคนคิดกจิ กรรมคนละ 1 กจิ กรรม เกี่ยวกบั การใชแ้ รงในชวี ิตประจาวัน และครูส่มุ นกั เรียน 3-4

คน ออกมาเขียนกจิ กรรมที่นักเรยี นคดิ ไวบ้ นกระดานหน้าชั้นเรียน จากนัน้ ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นว่ากจิ กรรม
ทเ่ี ขียนบนกระดานใช้แรงอะไรบ้าง

3. ครูให้นกั เรียนดูภาพในหน้าบทที่ 1 แรงลัพธ์ จากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ หน้า 67 แล้วถามคาถามสาคัญประจา
บทวา่ แรงลัพธ์คืออะไร และมลี กั ษณะอย่างไร จากนัน้ ใหน้ ักเรยี นช่วยกันอธบิ าย

(แนวตอบ : แรงลพั ธค์ อื ผลรวมของแรงต้งั แต่ 2 แรงขน้ึ ไป ทร่ี ว่ มกันกระทาต่อวัตถเุ ดียวกนั จึงมีผลทาให้
วัตถุนน้ั เปล่ียนแปลงการเคลื่อนท่ีไปตามผลของแรงลัพธ์)

คาบที่ 2

ขัน้ สอน

ขั้นท่ี 2 สารวจค้นหา (Exploration)
1. นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 3-4 คน ใหแ้ ต่ละกล่มุ ทาการทดลองและอธิบายเรื่อง การหาแรงลัพธ์ โดยใหน้ กั เรยี นแต่

ละกลมุ่ รว่ มกันทากจิ กรรมที่ 1 การหาแรงลัพธ์ ตอนที่ 1 โดยศกึ ษาขัน้ ตอนการทากิจกรรมจากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์หน้า
70 โดยใหป้ ฏิบตั กิ จิ กรรม ดงั น้ี

1) ใหแ้ ต่ละกลุ่มนาดนิ นา้ มนั ใส่ถงุ พลาสตกิ หูหิว้ แลว้ นามาเกย่ี วทีต่ ะขอของเครื่องชั่งสปรงิ และถือเครื่องชั่ง
สปริงในแนวด่ิง จากน้นั อา่ นค่าของแรงและบันทกึ ผลลงในสมดุ ประจาตวั หรอื ในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1

2) ชัง่ นา้ หนกั ของถุงก้อนหินอีกครง้ั หน่งึ ครั้งนีใ้ ชเ้ ครอ่ื งช่ังสปรงิ 2 อัน โดยนาหหู วิ้ ของถงุ พลาสตกิ เก่ยี วท่ี
ตะขอเครื่องชง่ั ข้างละหู และให้ถือเคร่ืองชง่ั สปรงิ ในแนวดง่ิ เพ่อื อ่านค่าของแรงและบนั ทึกผล

3) รว่ มกนั อภิปรายเพือ่ สรปุ ผลการทดลอง
2. ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกนั ทากิจกรรมท่ี 1 ตอนท่ี 2 โดยศกึ ษาขน้ั ตอนการทากิจกรรมในหนังสอื เรยี น
วทิ ยาศาสตรห์ น้า 71 และปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามขัน้ ตอนให้ครบถว้ น แล้วบันทึกผลลงในในสมุดประจาตวั หรอื ในแบบฝึกหัด
วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1

ขน้ั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explanation)
1. ครูและนักเรยี นรว่ มกันสรุปความรู้ทไี่ ด้จากการทากิจกรรมตอนท่ี 1 จนได้ข้อสรุปว่า

- การใช้เครือ่ งช่ังสปริง 1 เคร่อื ง ช่งั สง่ิ ของจะเทา่ กับหรือใกลเ้ คยี งกับผลรวมค่าของแรงที่อา่ นได้ จากการใช้
เคร่อื งชงั่ สปรงิ 2 เครอ่ื ง ชั่งสง่ิ ของ ดังน้ัน แรง 2 แรง ท่ีมีทิศทางเดยี วกนั จะมแี รงลัพธเพียงแรงเดยี ว ซ่ึงเปน็ ผลรวม
ของแรงทง้ั สองแรงน่นั เอง
2. จากน้ันให้นกั เรียนทุกกลมุ่ ร่วมกันอภปิ รายผลการทากิจกรรมตอนที่ 2 จนไดข้ อ้ สรุปว่า
- แรงลพั ธค์ ือ ผลรวมของแรงตั้งแต่ 2 แรง ข้นึ ไปที่รว่ มกันกระทาต่อวตั ถุเดียวกนั จึงมผี ลทาใหว้ ัตถุน้นั เปลย่ี นแปลง
การเคล่ือนท่ีไปตามผลของแรงลัพธ์

(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )

คาบที่ 3

ขัน้ สรปุ

ข้นั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Elaboration)
1. นักเรียนเขียนสรุปความรู้เก่ยี วกบั เร่อื ง แรงลัพธ์ โดยเขยี นเปน็ แผนผังความคิดลงในสมุดประจาตวั หรอื ทาใน

แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1

(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)

2. ครูมอบหมายงานใหน้ กั เรียนแบง่ กล่มุ กลมุ่ ละ 3-4 คน เพื่อทากิจกรรมสร้างสรรค์ผลงาน ออกแบบและประดิษฐ์
กระถาง แขวนสาหรับปลูกพืช โดยศกึ ษาขั้นตอนการทาจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ หนา้ 79 แล้วนามาสง่ ในช่วั โมงถัดไป
โดยให้ เตรยี มการนาเสนอหน้าชัน้ เรยี นในรูปแบบทน่ี ่าสนใจ

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )

ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluation)
1. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมที่ 1 เรือ่ ง การหาแรงลัพธ์ ในสมุดประจาตวั หรือในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5
เลม่ 1
2. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมหนตู อบไดใ้ นสมุดประจาตวั หรอื ในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
3. ครูตรวจผลการทากิจกรรมสรุปความรปู้ ระจาบทท่ี 1 ในสมุดประจาตัวหรือในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
4. ครตู รวจผลการทากิจกรรมฝึกฝนทักษะบทท่ี 1 ในสมุดประจาตวั หรือในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
5. ครูตรวจผลการทากจิ กรรมท้ายบทการคดิ ข้ันสงู ในแบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
6. ครตู รวจชิน้ งาน/ผลงาน การประดษิ ฐร์ องเท้าที่มีพ้นื ผิวเหมาะสาหรับการใช้งานของผู้สูงอายุ
7. ครูตรวจสอบผลการทาแบบทดสอบทา้ ยหน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เรอื่ ง ความหลากหลายของสิง่ มีชวี ติ จากแบบฝึกหดั
วทิ ยาศาสตร์ หน้า 50-53
8. ครตู รวจสอบผลการทาแบบทดสอบก่อนเรยี นของหน่วยการเรียนร้ทู ี่ 3 เร่อื ง แรงในชีวติ ประจาวัน

6. การวดั และประเมนิ ผล วธิ กี ารวัดผล เคร่ืองมือวัด เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงค์ 70% ข้นึ ไป ถือว่า
ผา่ นเกณฑ์การ
ความร้คู วาม 1 อธบิ ายการหาแรงลัพธ์ของแรง 1.คาถามกระตุ้น ประเมนิ
เขา้ ใจ (K) หลายแรงในแนวเดยี วกนั ท่ีกระทา ความคิด
ต่อวตั ถุได้ (K)

ทักษะ/ 1. ทาการทดลองเกี่ยวกับ 1. ใบงานที่ 3.1 เรอื่ ง 70% ข้นึ ไป ถอื วา่
กระบวนการ (P) การหาแรงลัพธข์ องแรงหลายแรง แรงลพั ธ์ ผ่านเกณฑ์การ
ในแนวเดียวกันท่ีกระทาต่อวตั ถุได้ ประเมนิ
(P)

2. เขยี นแผนภาพแสดง
แรงทก่ี ระทาต่อวตั ถุทีอ่ ยูใ่ นแนว
เดยี วกันได้ (P)

3. เขียนแผนภาพแสดง
แรงลัพธท์ ่ีกระทาต่อวัตถุได้ (P)

คณุ ลักษณะนสิ ัย (A) 1. มคี วามมุ่งมัน่ ในการเรียนรู้และ 1. แบบสงั เกต 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
การทางานทไี่ ด้รบั มอบหมาย พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
ตลอดเวลา (A) ประเมิน

7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอ่ื การเรียนรู้

1) หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 แรงในชีวิตประจาวัน
2) แบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 3 แรงในชีวติ ประจาวัน
3) วสั ดุ-อุปกรณ์การทดลองในกจิ กรรมที่ 1 เช่น เครอ่ื งชง่ั สปรงิ ดินน้ามนั ถงุ พลาสติก
4) วสั ดุ-อปุ กรณ์กิจกรรมสร้างสรรคผ์ ลงาน เช่น กรรไกร รองเทา้ ผ้า
5) QR Code เร่ือง วิธีหาแรงลัพธ์
6) PowerPoint
7) สมดุ ประจาตวั นกั เรยี น

7.2 แหลง่ การเรียนรู้

1) หอ้ งเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) อินเทอร์เนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครผู ้สู อน ลงชื่อ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)

ใบงานท่ี 3.1
เร่ือง แรงลัพธ์

การทดลอง หาแรงลพั ธ์

ขน้ั ตอนการทดลอง

ปัญหา

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

….

กาหนดสมมุตฐิ าน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

….

ทดลอง

1. นกั เรียนแบ่งกล่มุ กลุ่มละ 56 คน

2. แตล่ ะกลมุ่ พับกระดาษแข็งเป็นรูปกระบะ ใหม้ ีความกว้างมากกวา่ ความกว้างของแทง่ ไม้ มีขอบสูงประมาณ 1 นว้ิ นาเมด็

พลาสตกิ มาเกลี่ยให้ทัว่ แล้ววางกระบะไมไ้ วบ้ นโต๊ะ

3. ตอกตะปดู า้ นบนแท่งไมข้ ้างละ 1 ตัว นาไปวางตรงกลางของกระบะ นาปลายเชือกด้านหน่ึงผูกกบั ตะปู ส่วนอีกข้างของ

ปลายเชือกผูกกบั ตะขอลวดให้ห้อยอยู่ท้ัง 2 ขา้ งของกระบะ ดังรูป ทกั ษะสร้างเสริมความเข้าใจทคี่ งทน

การจัดอุปกรณเ์ พื่อทดลองหาแรงลพั ธ์ 1. การตั้งสมมตุ ฐิ าน
4. ใสน่ อตท่ีตะขอลวดดา้ นขวา 1 ตวั สงั เกตการเคลื่อนที่ของแท่งไม้ จับเวลาที่มาถงึ
ขอบ 2. การสังเกต
5. ดาเนินการเชน่ เดยี วกับข้อ 4 แต่ใช้จานวนนอตตามที่กาหนดในตาราง
รวบรวมขอ้ มูล 3. การทดลอง
รวบรวมข้อมูลโดยบันทึกการเปลย่ี นแปลงทีน่ ักเรียนสังเกตไดล้ งในตารางบนั ทึกผล
4. การตคี วามหมายขอ้ มลู และการลง

ข้อสรปุ

อปุ กรณ์

1. กระดาษแข็ง 1 แผ่น

2. แทง่ ไม้ 1 แท่ง

3. ตะปู 2 ตวั

4. เชือก 2 เส้น

5. นอตตัวเมยี ขนาดเทา่ กัน 9 ตัว

6. ตะขอลวด 2 อัน

7. เมด็ พลาสตกิ 1 ถุง

8. นาฬกิ าจับเวลา 1 เรือน

9. โตะ๊ 1 ตัว

10. ค้อน 1 อัน

บนั ทึกผล ทศิ ท่ีแทง่ ไม้เคล่อื นที่ เวลาทถ่ี ึงขอบ (วินาที)
จานวนนอต (ตวั )

ด้านซ้าย ด้านขวา
01
11
12
23
34
45
54

แปลความหมายขอ้ มูล
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สรุป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คาถามประกอบกิจกรรม
กอ่ นการทดลอง
1. นกั เรยี นควรเตรยี มตัวก่อนการทดลองในเร่ืองใดบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ระหวา่ งการทดลอง
2. ในระหวา่ งปฏิบัตกิ ิจกรรมมอี ุปสรรคหรือไม่ และแก้ไขดว้ ยวิธีใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หลงั การทดลอง
3. ตวั แปรตน้ (ตวั แปรอิสระ) และตวั แปรตาม (ตวั แปรไม่อสิ ระ) ของกิจกรรมน้คี ืออะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ส่งิ ทนี่ ักเรียนสังเกตไดจ้ ากการทดลองตรงกบั ท่ตี ้ังสมมตุ ฐิ านหรือไม่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

5. นักเรียนได้ประโยชนอ์ ะไรจากการปฏิบตั ิกจิ กรรมนี้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบงานท่ี 3.1 เฉลย
เรอ่ื ง แรงลพั ธ์

การทดลอง หาแรงลัพธ์

ขนั้ ตอนการทดลอง
ปญั หา

แรง 2 แรง มีทศิ ทางตรงกนั ขา้ มกระทาต่อวัตถจุ ะเกิดผลอย่างไร
กาหนดสมมตุ ฐิ าน
แรง 2 แรง ทีม่ ที ิศทางตรงกันขา้ มกระทาตอ่ วตั ถุ ผลของแรงนา่ จะรวมกนั หรือหักลา้ งกนั

ทดลอง

1. นักเรียนแบ่งกลมุ่ กลุม่ ละ 56 คน
2. แตล่ ะกลมุ่ พับกระดาษแข็งเป็นรูปกระบะ ให้มีความกวา้ งมากกว่าความกวา้ งของแทง่ ไม้ มขี อบสงู ประมาณ 1 น้วิ นาเมด็
พลาสตกิ มาเกล่ยี ใหท้ ั่ว แลว้ วางกระบะไม้ไว้บนโต๊ะ

3. ตอกตะปดู ้านบนแท่งไมข้ า้ งละ 1 ตวั นาไปวางตรงกลางของกระบะ นาปลายเชอื กดา้ นหนึง่ ผกู กับตะปู ส่วนอกี ข้างของ

ปลายเชือกผูกกบั ตะขอลวดให้หอ้ ยอยทู่ ้ัง 2 ขา้ งของกระบะ ดังรูป ทกั ษะสร้างเสรมิ ความเข้าใจทค่ี งทน

การจดั อปุ กรณเ์ พ่ือทดลองหาแรงลพั ธ์ 1. การต้งั สมมุตฐิ าน
4. ใส่นอตทีต่ ะขอลวดด้านขวา 1 ตวั สังเกตการเคล่ือนทขี่ องแท่งไม้ จับเวลาท่ีมาถงึ
ขอบ 2. การสงั เกต
5. ดาเนินการเชน่ เดียวกับข้อ 4 แตใ่ ช้จานวนนอตตามทก่ี าหนดในตาราง
รวบรวมขอ้ มลู 3. การทดลอง
รวบรวมขอ้ มูลโดยบนั ทึกการเปลยี่ นแปลงท่ีนกั เรยี นสงั เกตได้ลงในตารางบนั ทึกผล
4. การตีความหมายขอ้ มลู และการลง

ขอ้ สรปุ

อปุ กรณ์

1. กระดาษแข็ง 1 แผน่

2. แท่งไม้ 1 แท่ง

3. ตะปู 2 ตวั

4. เชอื ก 2 เสน้

5. นอตตัวเมียขนาดเท่ากนั 9 ตวั

6. ตะขอลวด 2 อัน

7. เม็ดพลาสติก 1 ถุง

8. นาฬิกาจบั เวลา 1 เรือน

9. โต๊ะ 1 ตัว

10. คอ้ น 1 อนั

บนั ทึกผล ทิศที่แท่งไม้เคลอ่ื นที่ เวลาทีถ่ ึงขอบ (วินาที)
จานวนนอต (ตัว)
ไปทางขวา ตามทน่ี บั ได้
ดา้ นซา้ ย ดา้ นขวา อยกู่ บั ที่ ตามที่นับได้
01 ไปทางขวา ตามที่นบั ได้
11 ไปทางขวา ตามท่นี บั ได้
12 ไปทางขวา ตามทนี่ บั ได้
23 ไปทางขวา ตามที่นบั ได้
34 ไปทางซ้าย ตามท่ีนับได้
45
54

แปลความหมายขอ้ มูล
เมอื่ จานวนนอตที่หอ้ ยอยูก่ ับตะขอลวดแตล่ ะข้างไม่เทา่ กันแทง่ ไม้จะเคลื่อนที่ไปในทิศทีม่ ีจานวนนอตมากกว่า โดยมี

ขนาดของแรงเทา่ กับแรงที่เทียบไดจ้ ากนอต 1 ตัว และเม่ือจานวนนอตท่หี ้อยอยูก่ ับตะขอลวดเทา่ กนั แท่งไม้จะไมเ่ คลอ่ื นท่ี
สรปุ

เม่อื มีแรงกระทาต่อวัตถุมากกว่า 1 แรง จะเหมอื นมีแรงเพยี งแรงเดยี วกระทา ซ่ึงมคี า่ เท่ากับผลต่างของแรงเหลา่ นั้น

คาถามประกอบกิจกรรม
ก่อนการทดลอง
1. นกั เรียนควรเตรียมตวั กอ่ นการทดลองในเร่อื งใดบ้าง

ฝกึ ใชน้ าฬกิ าจับเวลา
ระหว่างการทดลอง
2. ในระหว่างปฏิบัตกิ จิ กรรมมีอปุ สรรคหรอื ไม่ และแก้ไขดว้ ยวิธีใด

พิจารณาจากคาตอบนักเรียน
หลังการทดลอง
3. ตวั แปรตน้ (ตวั แปรอิสระ) และตวั แปรตาม (ตัวแปรไม่อสิ ระ) ของกจิ กรรมนค้ี ืออะไร

ตวั แปรตน้ ไดแ้ ก่ จานวนนอต
ตัวแปรตาม ได้แก่ ทศิ ทแ่ี ทง่ ไมเ้ คล่ือนที่
4. สง่ิ ทน่ี ักเรยี นสังเกตได้จากการทดลองตรงกบั ทีต่ ้งั สมมตุ ฐิ านหรือไม่
ตรงกับทีต่ ั้งสมมุตฐิ านไว้
5. นกั เรยี นได้ประโยชนอ์ ะไรจากการปฏิบัติกิจกรรมน้ี
การเคลื่อนย้ายส่งิ ของหลายคนจะชว่ ยให้ย้ายไดส้ ะดวกข้ึน

สัปดาห์ที่ 13-14

โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา

แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรยี นท่ี ……1…/…….……... ชอ่ื ผูส้ อน ….……….........................................
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 จานวน 3 คาบ
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 แรงในชีวิตประจาวนั เร่อื ง แรงเสยี ดทาน 1

1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชวี้ ัด

มาตรฐานที่ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ติ ประจาวัน ผลของแรงที่กระทาต่อวตั ถุ ลกั ษณะการเคลื่อนที่แบบ
ตา่ ง ๆ ของวตั ถุรวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตัวช้วี ัด ป.5/3 ระบุผลของแรงเสยี ดทานทมี่ ีต่อการเปลยี่ นแปลงการเคลื่อนท่ีของวตั ถุจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์

ป.5/4 เขยี นแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงท่ีอยู่ในแนวเดียวกันทกี่ ระทาต่อวตั ถุ

2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด

แรงเสียดทานเปน็ แรงทเ่ี กิดข้ึนระหว่างผิวสมั ผัสของวตั ถุสองช้นิ โดยผวิ วัตถุหน่ึงต้านทานการเคล่อื นทีข่ องผิว
วตั ถอุ กี ผิวหนงึ่ ซ่ึงแรงเสียดทานจะมที ิศตรงข้ามกับการเคล่ือนทีข่ องวตั ถนุ ั้นๆ ซึง่ แรงเสยี ดทานมผี ลทาใหว้ ตั ถุที่กาลงั เคลอ่ื นท่ี
เกดิ การเคลื่อนท่ชี า้ ลงหรือหยุดนิ่ง

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. สังเกตและระบุผลของแรงเสยี ดทานทม่ี ตี ่อการเปลย่ี นแปลงการเคล่อื นท่ีของวตั ถุได้ (K)
2. ทดลองและสรปุ ผลเกี่ยวกับแรงเสยี ดทานท่ีมตี อ่ การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวตั ถุได้ (P)
3. ใหค้ วามสนใจและให้ความร่วมมือในการเรียนรู้ตลอดเวลา (A)

4. สาระการเรยี นรู้

แรงเสียดทานเป็นแรงท่เี กิดข้ึนระหวา่ งผิวสมั ผัสของวัตถเุ พื่อตา้ นการเคลื่อนท่ขี องวัตถนุ ้ัน

5. กจิ กรรมการเรียนรู้

คาบที่ 1

ข้ันนา

ขั้นท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engagement)
1. ครทู ักทายกบั นกั เรียนและครูถามคาถามกระตนุ้ ความคิดวา่ ในชวี ติ ประจาวันนักเรียนคดิ วา่ กิจกรรมใดบ้างทจ่ี ะทา

ให้เกดิ แรงเสียดทาน ใหน้ กั เรยี นรว่ มกันแสดงความคดิ เห็น
(แนวตอบ : เชน่ การเข็นรถ การเดิน การปน่ั จักรยาน)

ขั้นสอน

ข้นั ที่ 2 สารวจคน้ หา (Exploration)
1. ครูใหน้ กั เรยี นชว่ ยกันสงั เกตภาพ จากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หน้า 80 แลว้ ใหน้ ักเรยี นแสดงความ

คิดเหน็ ร่วมกันวา่ การปน่ั จกั รยานเกย่ี วขอ้ งกบั แรงเสียดทานหรือไม่ อยา่ งไร ให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นตามความเขา้ ใจของ
ตนเอง (โดยใหอ้ ธบิ ายเพิ่มเตมิ เพ่ือให้นักเรยี นมีความรู้ความเขา้ ใจเพิ่มมากข้นึ )

2. ครูถามนกั เรยี นว่าทราบหรือไมว่ า่ แรงเสียดทาน หมายถึงอะไร
(แนวตอบ : แรงเสียดทาน คือ แรงท่ีเกดิ ขึ้นระหวา่ งผวิ สัมผสั ของวัตถุ 2 ชนดิ โดยเป็นแรงทตี่ ้านทางการ

เคล่อื นที่ของวตั ถนุ นั้ ซงึ่ แรงเสยี ดทานเกดิ ข้ึนได้จากการสมั ผสั กนั ระหว่างผวิ ของวัตถุกับพนื้ ผิวท่วี ัตถุเคล่ือนท่ไี ป)

คาบท่ี 2

ขั้นท่ี 2 สารวจคน้ หา (Exploration) ตอ่
3. ครูถามนักเรยี นว่า มนี กั เรียนคนใดเคยลากของบนไม้กระดานเรยี บๆ บนพืน้ ถนนทีข่ รุขระบา้ งหรอื ไม่ ถ้ามีให้

นกั เรยี นคน นนั้ กลา่ วความรู้สึกวา่ ขณะท่ีลากของว่ารู้สกึ อย่างไร จากน้ันครูอธบิ ายเพมิ่ เติมเกีย่ วกบั วา่ แรงเสียดทานเกิดจาก
การสัมผสั กันระหวา่ งวตั ถุ 2 ชนิด ดงั น้ี

- ถ้าผวิ สัมผสั ของวัตถทุ ้ัง 2 ชนดิ เรยี บ จะเกิดแรงเสยี ดทานน้อย วัตถเุ คลื่อนท่ไี ดม้ าก
- ถ้าผิวสมั ผัสของวัตถทุ งั้ 2 ชนิด ไมเ่ รียบ จะเกดิ แรงเสยี ดทานมาก วัตถเุ คลือ่ นทีไ่ ด้น้อย
4. ครใู ห้นักเรียนศึกษาขอ้ มูลและดภู าพในหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ หนา้ 82 จากนั้นครูให้นกั เรียนตอบคาถามลงใน
สมุดดังน้ี

1) จากภาพต่างๆ ในหนงั สือ เป็นเหตกุ ารณใ์ ดบา้ ง
(แนวตอบ เด็กเตะฟุตบอล เดก็ เข็นรถของเล่น เดก็ เลน่ สไลเดอร์ เด็กเล่นสเกตบอรด์ เดก็ เลน่ สกี)
2) นักเรียนคิดวา่ กิจกรรมในภาพ เก่ียวขอ้ งกับแรงเสยี ดทานหรอื ไม่
(แนวตอบ เกย่ี วข้อง เพราะแรงเสียดทานเกดิ จากการสัมผัสระหว่างผิวของวตั ถุกับพน้ื ผิวท่ีวัตถุเคลื่อนท่ีไป
โดยมที ิศทางของแรงตรงกนั ข้ามกับทิศทางการเคล่ือนที่ของวัตถุ และทุกกิจกรรมกเ็ ป็นแรงเสยี ดทาน )
3) นกั เรียนคดิ ว่า กิจกรรมในชวี ติ ประจาของเราเกย่ี วข้องกับแรงเสียดทานหรือไม่ อยา่ งไร

(แนวตอบ เกี่ยวข้อง เพราะการทากิจกรรมตา่ งๆ ของเรามักแรงเสยี ดทานเกยี่ วกบั การเคลอื่ นไหวรา่ งกายใน
การทากิจกรรมต่างๆ)

(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบคุ คล)

คาบที่ 3

ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explanation)
1. นักเรยี นทุกกลุ่มออกมานาเสนอขอ้ มูลการทดลองของกจิ กรรมท่ี 1 ลักษณะของแรงเสียดทานทีห่ น้าชัน้ เรียนทลี ะ

กลุม่ จากน้ันครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรุปความรู้ท่ีไดจ้ ากการทากจิ กรรมตอนที่ 1 จนได้ขอ้ สรุป ดงั นี้
- เมอื่ ปลอ่ ยลกู ปิงปองกล้ิงลงตามแผ่นกระดาษแข็งและกลิ้งไปบนพืน้ ห้องทีเ่ รยี บ ลกู ปงิ ปองจะกลงิ้ ได้ระยะ

ทางไกลกว่าการทีล่ ูกปิงปองกลง้ิ ลงมาตามแผน่ กระดาษแข็งและกลงิ้ ต่อบนผา้ ขนหนูไปได้ไมไ่ กลเท่ากับบนพน้ื
เพราะวา่ ขนาดของแรงเสียดทานบนพน้ื หอ้ งนอ้ ยกวา่ บนผา้ ขนหนู ทาให้ลูกปิงปองท่กี ลงิ้ บนพน้ื หอ้ งไปไดไ้ กลกว่า น่ัน
แสดงใหเ้ ห็นว่าขนาด ของแรงเสียดทานจะเกดิ ขึน้ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผวิ สัมผสั ของวตั ถดุ ว้ ย
2. ครูสรปุ ความรเู้ พ่มิ เติมให้นักเรียนฟังอีกครง้ั เพ่ือทบทวนความรคู้ วามเข้าใจของนักเรียนว่า “ถ้าผิวสมั ผสั ของวัตถทุ ้ัง
2ชนดิ เรยี บ จะเกิดแรงเสยี ดทานน้อยทาใหว้ ัตถุเคล่ือนที่ได้มาก แต่ถ้าผิวสมั ผสั ของวตั ถุทั้ง 2 ชนิดไมเ่ รยี บ จะเกดิ แรงเสียดทาน
มากทาให้วัตถเุ คล่ือนที่ได้นอ้ ย” ครูคอยสังเกตการทากจิ กรรมของนักเรยี นแต่ละกล่มุ อย่างใกล้ชิด พร้อมกบั คอยให้คาแนะนา
กับนักเรียนท่ีมขี ้อสงสยั ระหว่างการทากจิ กรรม

(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ )

ขน้ั สรุป

ขน้ั ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Elaboration)
1. นักเรียนศึกษาเน้ือหาเกีย่ วกบั ลักษณะของแรงเสยี ดทาน และสังเกตแผนภาพการแสดงการเกิดแรงเสียดทาน

ระหว่างผิว ของลูกฟุตบอลกบั พ้นื สนามหญ้า จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หนา้ 85
2. ครูขออาสานักเรยี นออกมา 1 คน เพ่อื ทาการสาธิตการเตะรับลูกบอลในพืน้ สนามให้เพ่ือน ๆ ดูวา่ ส่ิงทน่ี กั เรียน

ศกึ ษาจากหนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตรน์ ัน้ เปน็ จรงิ หรือไม่
3. นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายภาพแสดงการเกดิ แรงเสียดทานระหวา่ งผวิ ลกู ฟุตบอลกับพ้ืนสนามหญ้าและการสาธิตการ

เตะรบั ลกู บอลในพ้นื สนาม โดยครคู อยช่วยเสริมและอธบิ ายในประเด็นเพ่อื ให้นักเรยี นมีความรคู้ วามเขา้ ใจเพ่ิมมากขึ้น ดังน้ี
-การที่นักเรยี นเตะบอลไปข้างหน้าในพน้ื สนามทาให้ลกู บอลเคลื่อนท่ี สิ่งท่จี ะทาใหเ้ กดิ แรงเสียดทาน คอื
พื้นผิวของ
ลกู บอลกับพน้ื ผิวของพ้นื สนามสมั ผสั กนั ซึง่ จะทาใหล้ ูกบอลเคล่อื นท่ีชา้ ลงหรือหยดุ การเคล่ือนท่ี

4. ครูอธิบายเก่ยี วกับปจั จัยท่มี ผี ลต่อแรงเสยี ดทานเพ่ิมเตมิ จากสอ่ื ดจิ ทิ ลั จากหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ หน้า 86 เรอ่ื ง
ปจั จัยท่ีมีผลต่อแรงเสยี ดทาน ดังนี้

- นา้ หนกั หรอื แรงกดของวตั ถุทีก่ ดลงบนพน้ื ผวิ ถา้ นา้ หนกั หรอื แรงกดของวตั ถมุ าก จะเกดิ แรงเสียดทานมาก
ถ้านา้ หนักหรือแรงกดของวตั ถุน้อย จะเกดิ แรงเสยี ดทานน้อย
- ลกั ษณะของพื้นผวิ สัมผัส ถา้ พนื้ ผิวเรยี บก็จะเกิดแรงเสยี ดทานน้อย ถ้าพน้ื ผิวไมเ่ รยี บกจ็ ะเกดิ แรงเสยี ดทาน
มาก

- ผลของแรงเสียดทานที่เกดิ ข้ึน จะทาใหก้ ารเดนิ ของไมล่ ืน่ ไหลเน่ืองจากเกิดแรงเสียดทานระหว่างรองเท้ากบั
พ้ืนผวิ ทเ่ี ดิน เป็นตน้ )

ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluation)
1. ครูสุ่มนกั เรยี นตามเลขท่ี 5-6 คน ใหอ้ อกมาอธิบายความรเู้ กี่ยวกบั ผลของแรงเสียดทานทีม่ ตี ่อวตั ถุ จากน้ันให้
นกั เรยี นทั้งห้องร่วมกนั สรปุ ความรู้
2. ครปู ระเมินผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการ
ทางานกลมุ่ และจากการนาเสนอผลการทากิจกรรมหน้าช้ันเรยี น
3. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมนาสู่การเรียนในสมดุ ประจาตวั หรอื ในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
4. ครตู รวจสอบผลการทากจิ กรรมท่ี 1 เรอื่ ง ลักษณะของแรงเสยี ดทาน ในสมดุ ประจาตัว หรือในแบบฝึกหัด
วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
5. ครตู รวจสอบผลการทากจิ กรรมหนูตอบได้ในสมุดประจาตวั หรือแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1

6. การวัดและประเมนิ ผล วธิ กี ารวดั ผล เครือ่ งมือวัด เกณฑก์ าร
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงค์ 70% ข้นึ ไป ถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์การ
ความรู้ความ 1. สังเกตและระบผุ ลของแรงเสยี ด 1.คาถามกระตนุ้ ประเมนิ
เข้าใจ (K) ทานที่มตี ่อการเปล่ยี นแปลงการ ความคดิ
เคล่อื นท่ีของวตั ถไุ ด้ (K)

ทกั ษะ/ 1. ทดลองและสรปุ ผลเกีย่ วกับแรง 1. ใบงานท่ี 3.2 เรอ่ื ง 70% ขึน้ ไป ถือวา่
กระบวนการ (P) เสยี ดทานท่ีมตี ่อการเปล่ยี นแปลง แรงลพั ธ์ ผ่านเกณฑ์การ
การเคลอ่ื นทีข่ องวัตถุได้ (P) ประเมิน

คุณลักษณะนสิ ัย (A) 3. ให้ความสนใจและให้ความ 1. แบบสังเกต 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
รว่ มมอื ในการเรยี นรู้ตลอดเวลา พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
(A) ประเมนิ

7. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สอ่ื การเรียนรู้

1) หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 3 แรงในชวี ิตประจาวัน
2) แบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 แรงในชีวิตประจาวัน

3) วสั ดุ-อุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมที่ 1 เช่น โต๊ะเรยี น ผา้ ขนหนู ตลับเมตร หนังยาง ลูกปิงปอง กระดาษแขง็
หนงั สอื
4) ลกู ฟุตบอล

7.2 แหล่งการเรียนรู้

1) ห้องสมดุ
2) อินเทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................ครผู ูส้ อน ลงช่ือ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่ือ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)

สัปดาหท์ ี่ 14-15

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา

แผนการจดั การเรียนรู้

ภาคเรียนท่ี ……1…/…….……... ช่ือผสู้ อน ….……….........................................
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 3 คาบ
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 3 แรงในชีวติ ประจาวนั เร่ือง แรงเสียดทาน 2

1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชวี้ ัด

มาตรฐานที่ ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวตั ถุ ลักษณะการเคลื่อนท่ีแบบ
ตา่ ง ๆ ของวตั ถุรวมทงั้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชี้วดั ป.5/3 ระบผุ ลของแรงเสียดทานที่มีต่อการเปล่ียนแปลงการเคลอื่ นที่ของวัตถุจากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
ป.5/4 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและแรงที่อยูใ่ นแนวเดยี วกันที่กระทาต่อวตั ถุ

2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด

แรงเสยี ดทานเปน็ แรงที่เกดิ ข้ึนระหว่างผิวสมั ผัสของวตั ถุสองช้นิ โดยผิววัตถหุ นง่ึ ต้านทานการเคลื่อนทขี่ องผวิ วตั ถุอีก
ผวิ หน่งึ ซ่ึงแรงเสยี ดทานจะมีทิศตรงข้ามกับการเคลื่อนท่ีของวัตถนุ ้ันๆ ซึ่งแรงเสยี ดทานมีผลทาใหว้ ัตถุท่ีกาลังเคลื่อนท่เี กดิ การ
เคลอ่ื นทีช่ า้ ลงหรือหยุดนิ่ง

3.จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. สงั เกตและระบุผลของแรงเสยี ดทานทีม่ ตี ่อการเปลี่ยนแปลงการเคล่อื นที่ของวัตถุได้ (K)
2. ทดลองและสรปุ ผลเก่ียวกับแรงเสียดทานท่ีมตี ่อการเปล่ียนแปลงการเคล่ือนท่ีของวัตถไุ ด้ (P)
3. ให้ความสนใจและให้ความร่วมมือในการเรยี นรูต้ ลอดเวลา (A)

4. สาระการเรียนรู้

แรงเสยี ดทานเป็นแรงท่ีเกดิ ขึ้นระหวา่ งผิวสัมผสั ของวัตถุเพื่อต้านการเคลื่อนทข่ี องวัตถนุ ้ัน

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้

คาบท่ี 1

ข้นั นา

ขน้ั ที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1. ครูขออาสาสมัครนักเรยี น 2 คน ให้นักเรยี นคนท่ี 1 โยนบอลใหก้ ล้งิ ไปบนพ้นื ทเ่ี ปน็ สนามหญ้า และใหน้ ักเรยี นคนที่
2 โยนบอลใหก้ ลิง้ ไปบนพน้ื ที่เป็นสนามปูนซเี มนต์เรยี บด้วยแรงเทา่ ๆ กัน จากนั้นครูตง้ั คาถามใหน้ ักเรียนรว่ มกัน

อภิปรายดงั น้ี
1) ผลท่ีไดจ้ ะเป็นอยา่ งไร
2) ลูกบอลที่กลง้ิ ไปกบั พนื้ หญ้าและพ้นื ปนู ซีเมนต์แตกตา่ งกันอย่างไร
3) ลูกบอลลกู ใดหยุดก่อน เพราะเหตุใดจงึ เป็นเช่นนน้ั

2. ครใู ห้นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายเกี่ยวกบั คาถามและตอบคาถามตามความเข้าใจ โดยครคู อยชว่ ยเสรมิ คาตอบเพิ่มเติม
เพอ่ื ให้นักเรยี นมีความร้คู วามเข้าใจเพิ่มมากขึ้น

3. ครแู จ้งชอื่ เรอ่ื งที่จะเรียนรู้และจดุ ประสงค์การเรียนรใู้ หน้ ักเรยี นทราบ

คาบท่ี 2

ขั้นสอน

ข้ันที่ 2 สารวจค้นหา (Exploration)
1. ครใู ห้นักเรียนเรียนรู้คาศัพทท์ ่ีเกยี่ วข้องกับการเรยี นในบทที่ 2 แรงเสียดทาน โดยครูส่มุ เลอื กตัวแทนหรือขอ

อาสาสมัครนักเรยี น 1 คน ออกมาหนา้ ชัน้ เรียนเพอ่ื เปน็ ผู้อ่านนา และให้เพอื่ นคนอ่ืนๆ อ่านตาม ดังนี้

Movement (มฟู วมึนท) การเคลื่อนที่
Surface (เซอเฟส็ ) พื้นผิว
Friction Force
(ฟริคชนั ฟอซ) แรงเสียดทาน

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
2. นกั เรียนบง่ กลมุ่ กล่มุ ละ 3-4 คน (เกง่ ปานกลาง และอ่อน) จากน้ันใหแ้ ตล่ ะกล่มุ รว่ มกันศึกษาสถานการณ์ท่ี
กาหนดในกิจกรรมนาสู่การเรียนจากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หนา้ 81 แลว้ ชว่ ยกนั ตอบคาถามโดยเขยี น
คาตอบลงในสมุดประจาตวั หรือในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 และนาเสนอคาตอบของกลุ่มหนา้ ชัน้ เรียน
เพื่ออภปิ รายและสรุปคาตอบรว่ มกนั จากคาถาม ดงั น้ี

1) นักเรียนคิดว่า เพราะเหตุใดตมั้ จงึ ป่ันจักรยานผ่านพนื้ ทรายไดย้ ากลาบาก

(แนวตอบ : เพราะพื้นทรายมีลักษณะของผิวสัมผสั หยาบขรุขระจึงทาให้เกดิ แรงเสยี ดทานระหวา่ งล้อ
รถจักรยานกับพื้นทรายจึงทาให้ปัน่ จักรยานผ่านพ้ืนทรายได้อย่างยากลาบาก)
2) หากนกั เรียนมโี อกาสได้ปั่นจักรยานผา่ นพน้ื ทรายจะเกดิ เหตกุ ารณเ์ ชน่ เดยี วกบั ต้ัมหรอื ไม่ เพราะอะไร
(แนวตอบ : เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกบั ตม้ั เพราะการปัน่ จักรยานบนพืน้ ทรายทม่ี ผี ิวสัมผัสท่ีหยาบทาใหเ้ กดิ
แรงเสียดทานระหวา่ งล้อรถจักรยานกบั พืน้ ทรายจึงทาใหป้ ั่นจกั รยานผ่านพื้นทรายไดย้ าก)
3) การป่นั จกั รยานผา่ นพื้นคอนกรีตกับพน้ื ทรายมีความแตกตา่ งกันอย่างไร
(แนวตอบ : พื้นทรายมลี ักษณะของผวิ สัมผัสหยาบขรขุ ระจึงทาให้เกดิ แรงเสียดทานมากกว่าพน้ื คอนกรีต
เพราะมีลักษณะของผิวสัมผสั ไมห่ ยาบขรุขระเทา่ กบั พ้ืนทรายจงึ ทาใหเ้ กิดแรงเสียดทานน้อย)
3. นกั เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอคาตอบ จากน้นั ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปคาตอบที่ถูกต้อง
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม)

ขัน้ ที่ 2 สารวจคน้ หา (Exploration) ตอ่
4. นกั เรยี นแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 3-4 คน โดยใช้กลมุ่ เดิมจากชวั่ โมงที่ผ่านมา จากนัน้ ศึกษาขั้นตอนการทากิจกรรมที่ 1
ลกั ษณะของแรงเสียดทาน ตอนที่ 1-2 โดยอ่านจากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 83-84 แล้วเตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์
ดังนี้

โตะ๊ เรียน 1 ตวั - หนงั ยาง 4 เส้น
- - ผา้ ขนหนู 1 ผนื - ลูกปิ งปอง 1 ลูก

- ผา้ ผวิ เรียบ 4 ผนื กระดาษแขง็ 1 แผน่

- ตลบั เมตร 1 ตลบั - หนงั สือ 10-15 เล่ม

5. ครูอธบิ ายจดุ ประสงค์ของการทากจิ กรรม และข้ันตอนในการทากจิ กรรมท้ัง 2 ตอนพอเข้าใจ จากนั้นให้นกั เรียน
ชว่ ยกนั ต้ังสมมติฐาน และกาหนดตวั แปรที่เกีย่ วข้องกบั การทดลอง แล้วให้นักเรียนบนั ทึกผลการทดลองลงในสมดุ
หรือในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1

คาบท่ี 3

ขน้ั ที่ 3 อธิบายความรู้ (Explanation)
1. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความรู้ทีไ่ ด้จากการทากิจกรรมตอนท่ี 2 จนได้ข้อสรุป ดังนี้
- แรงเสียดทานเปน็ แรงท่ีตา้ นทานการเคลื่อนท่ีของวตั ถุ จงึ มผี ลต่อการเคล่อื นท่ีของวตั ถุ แรงเสยี ดทานจะ
เกดิ ขึ้นมากหรอื น้อยขึน้ อยู่กับนา้ หนักของวตั ถุและพืน้ ผิวสัมผสั ของวัตถุ

ขั้นสรปุ

ขน้ั ที่ 4 ขยายความเขา้ ใจ (Elaboration)
1. ครูให้นกั เรยี นศึกษาเพ่มิ เติมเกยี่ วกับเร่ือง ปจั จยั ท่มี ีผลตอ่ แรงเสยี ดทาน จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ หนา้ 86-88

แล้วนาขอ้ มลู อภปิ รายเก่ียวกับลักษณะของแรงเสียดทาน ผลของแรงเสียดทานทม่ี ีต่อวตั ถุ และร่วมกนั สรปุ ผลภายในช้ันเรยี น
โดยให้ครูคอยอธิบายเพ่ิมเติมในสว่ นที่บกพรอ่ ง

2. นกั เรียนแต่ละคนทากจิ กรรมหนตู อบไดล้ งในสมุดประจาตัวนกั เรยี นจากหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ หนว่ ยที่ 3 แรง
ในชีวติ ประจาวัน บทท่ี 2 แรงเสยี ดทาน ดังนี้

1) แรงเสยี ดทานจะมีมากหรือมีน้อยขึ้นอยกู่ ับส่งิ ใด เพราะอะไร
(แนวตอบ : ลกั ษณะของพ้ืนผิวสัมผัส เพราะถ้าพ้ืนผิวเรียบก็จะเกดิ แรงเสียดทานนอ้ ย ถ้าพ้ืนผิวไม่เรยี บกจ็ ะ
เกิดแรงเสียดทานมาก)
2) ยกตวั อย่างกจิ กรรมทท่ี าให้เกิดแรงเสียดทานมา 2 กิจกรรม
(แนวตอบ : เดก็ เตะฟุตบอล เดก็ เขน็ รถของเลน่ เดก็ เล่นสไลด์เดอร์ เดก็ เลน่ สเกตบอร์ด เด็กเล่นสกี)
3) การเคล่ือนที่ของวัตถุมคี วามสัมพันธ์กบั พ้ืนผิวสมั ผสั หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : มี เพราะถ้าพ้นื ผิวสัมผัสเรียบการเคล่ือนท่ีของวัตถุจะเคล่ือนท่ีได้ดี ถา้ พื้นผิวสมั ผสั ไมเ่ รียบการ
เคลือ่ นที่ของวตั ถจุ ะเคลือ่ นท่ีชา้ ลง)
4) นักเรียนคิดวา่ การแตะลกู บอลด้วยแรงทีเ่ ท่ากนั บนพ้ืนซีเมนตท์ แ่ี หง้ กับสนามหญ้าที่เปียกการเตะลกู บอลท่ี
บรเิ วณใดจะทาให้ลูกบอลเคล่ือนท่ไี ปได้ไกลทส่ี ุด เพราะอะไร
(แนวตอบ : เดก็ เตะฟุตบอลไปบนพืน้ ซเี มนต์ทแ่ี หง้ เพราะบนพน้ื ซีเมนต์ที่แห้งเปน็ พน้ื ผิวเรยี บทาใหพ้ นื้ ผวิ ลกู
บอลท่ีมาสมั ผัสเกิดแรงเสียดทานนอ้ ยจึงทาใหล้ กู บอลไปไกลกวา่ การเตะลูกบอลทีส่ นามหญา้ ทเ่ี ปียก เพราะ
พนื้ ผวิ ไม่เรยี บกจ็ ะเกดิ แรงเสียดทานมาก)

ข้ันท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluation)
1. ครปู ระเมินผลนกั เรยี น โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบคุ คล พฤติกรรมการ
ทางานกลุ่ม และจากการนาเสนอผลการทากิจกรรมหน้าช้ันเรียน
2. ครตู รวจสอบผลการทากจิ กรรมนาส่กู ารเรียนในสมุดประจาตวั หรอื ในแบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
3. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมที่ 1 เรอื่ ง ลักษณะของแรงเสียดทาน ในสมุดประจาตัว หรือในแบบฝึกหดั
วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
4. ครูตรวจสอบผลการทากจิ กรรมหนูตอบไดใ้ นสมุดประจาตวั หรือแบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วธิ ีการวัดผล เครื่องมอื วัด เกณฑก์ าร
จุดประสงค์ ประเมินผล

ความรู้ความ 1. สังเกตและระบผุ ลของแรงเสียด 1.คาถามกระตนุ้ 70% ขึ้นไป ถือว่า
เขา้ ใจ (K) ทานท่ีมตี ่อการเปล่ียนแปลงการ ความคิด ผ่านเกณฑ์การ
เคลอ่ื นท่ีของวัตถไุ ด้ (K) ประเมิน

ทกั ษะ/ 1. ทดลองและสรุปผลเกยี่ วกับแรง 1. ใบงานท่ี 3.2 เร่อื ง 70% ขนึ้ ไป ถือว่า
กระบวนการ (P) เสยี ดทานทมี่ ีต่อการเปลยี่ นแปลง แรงลัพธ์ ผา่ นเกณฑ์การ
การเคล่อื นที่ของวัตถุได้ (P) ประเมิน

คณุ ลักษณะนิสยั (A) 3. ให้ความสนใจและให้ความ 1. แบบสังเกต 70% ข้นึ ไป ถือว่า
รว่ มมอื ในการเรยี นรู้ตลอดเวลา พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
(A) ประเมนิ

7. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 ส่อื การเรยี นรู้

1) หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 3 แรงในชีวติ ประจาวนั
2) แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 3 แรงในชวี ิตประจาวนั
3) วัสดุ-อุปกรณก์ ารทดลองในกจิ กรรมที่ 1 เช่น โตะ๊ เรยี น ผ้าขนหนู ตลบั เมตร หนงั ยาง ลูกปิงปอง กระดาษแขง็
หนังสือ
4) ลูกฟุตบอล

7.2 แหล่งการเรียนรู้

1) ห้องสมดุ
2) อนิ เทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................... ......
................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................ครผู ู้สอน ลงช่อื ...................................................ฝา่ ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผ้บู ริหาร
(...........................................................)

สปั ดาหท์ ี่ 15

- โรงเรยี นขจรเกียรติพัฒนา

แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรียนที่ ……1…/…………... ชอ่ื ผูส้ อน ….……….........................................
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 แรงในชวี ติ ประจาวนั เรอื่ ง ประโยชนข์ องแรงเสยี ดทาน 1

1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ช้ีวัด

มาตรฐานที่ ว 2.2เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ติ ประจาวัน ผลของแรงที่กระทาต่อวัตถุ ลกั ษณะการเคลื่อนท่ีแบบ
ตา่ ง ๆ ของวตั ถุรวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ตัวช้วี ัด ป.5/3 ระบผุ ลของแรงเสยี ดทานที่มตี ่อการเปล่ยี นแปลงการเคล่อื นทข่ี องวตั ถจุ ากหลักฐานเชิงประจกั ษ์

2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด

แรงเสยี ดทานมีประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั หลายกิจกรรม ในการใช้ประโยชน์จากแรงเสยี ดทานบางกจิ กรรมต้องลด
แรงเสียดทาน และในบางกจิ กรรมต้องเพิ่มแรงเสยี ดทาน

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

1. ระบปุ ระโยชน์ของแรงเสยี ดทานท่ีมีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลือ่ นที่ของวัตถุได้ (K)
2. ทาการทดลองเกี่ยวกับประโยชน์ของแรงเสียดทานได้ (P)
3. มคี วามรับผิดชอบตอ่ งานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู้

การเพ่ิมหรือลดแรงเสยี ดทานสามารถนาไปใช้ประโยชน์ตา่ งๆ ในชีวิตประจาวนั ได้

5. กิจกรรมการเรยี นรู้

คาบที่ 1

) ขน้ั นา

ขน้ั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement)
1. ครทู ักทายและสนทนากับนกั เรียนเกยี่ วประโยชน์ของแรงเสียดทานโดยการนารองเท้าแตะ 2 คู่ มาให้นักเรยี น
ทดลองใสด่ งั นี้
- นกั เรยี นคนท่ี 1 ใส่รองเทา้ แตะท่ีมีพืน้ ผิวรองเท้าเรยี บไม่มีลวดลาย
- นกั เรยี นคนท่ี 2 ใส่รองเท้าแตะท่ีมีพ้นื ผวิ รองเทา้ ไมเ่ รยี บมีลวดลาย

2. ครูใหน้ ักเรยี นทัง้ 2 คน เดินแขง่ กันไปเก็บของทีส่ นามพ้ืนปนู ทมี่ นี ้าเปียกอยู่ และครูถาม นกั เรียนที่เหลือว่า
นกั เรียนคนท่ใี สร่ องเท้าแตะพ้ืนผิวใดจะเกบ็ ของไดก้ ่อนกนั เพราะเหตุใด

(แนวตอบ : นักเรยี นคนท่ี 2 จะเก็บของได้กอ่ น เพราะใสร่ องเทา้ แตะทมี่ ีพื้นผวิ ทีไ่ ม่เรียบ จึงทาใหเ้ กิดแรง
เสยี ดทานมากพน้ื รองเทา้ เกาะพ้นื ปูนได้ดีกว่าและไมล่ ื่น แต่นกั เรียนคนท่ี 1 ใสร่ องเท้าแตะท่ีมีพ้ืนผวิ เรยี บทาให้มแี รง
เสยี ดทานน้อยอาจจะทาให้ล่ืนและเกิดอันตรายได้)

ขนั้ สอน

ขั้นที่ 2 สารวจคน้ หา (Exploration)
1. ครูตง้ั ประเด็นคาถามใหน้ ักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายว่า แรงเสียดทานมีประโยชนต์ ่อชวี ิตประจาวนั ของเราหรือไม่

อยา่ งไร
(แนวตอบ : ขึน้ อยู่กับคาตอบของนักเรียน ให้อยู่ในดุลยพินิจของครูผสู้ อน)

2. ครูนาบตั รภาพการเลน่ ฟตุ บอล การปนี หนา้ ผาจาลอง การใชก้ รรไกรตัดกระดาษ และลอ้ ยางรถยนต์ มาใหน้ ักเรยี น
ดแู ละให้ร่วมกันอภิปรายว่า การทากิจกรรมเหลา่ น้ตี ้องมกี ารเพ่ิมหรอื ลดแรงเสยี ดทานเพราะอะไร จากนนั้ ใหน้ กั เรียนช่วยกนั
ยกตัวอย่างเพม่ิ เติม

(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนกั เรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)

3. ครูให้นกั เรียนศึกษาความรู้เร่อื งการใชป้ ระโยชนจ์ ากแรงเสยี ดทาน จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 89-90 แล้ว
ให้ทุกคนช่วยกันแสดงความคิดเหน็ เพิ่มเติมจากข้อมลู ที่ได้ศึกษา เพ่ือเตรยี มตวั ทากจิ กรรม

คาบท่ี 2

ขน้ั ที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explanation)
1. ครูอธิบายการทากจิ กรรมพฒั นาการเรียนรู้ท่ี 1 จากหนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 91 โดยใหศ้ ึกษาและปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมตามขน้ั ตอนใหค้ รบถ้วน แลว้ บันทึกผลลงในสมุด
2. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั อภิปรายและสรปุ ผลการทากิจกรรม จากน้ันสง่ ตวั แทนนาเสนอหนา้ ชัน้ เรยี น
3. ครูอธิบายเพ่ิมเติม

ขั้นสรปุ

ขน้ั ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Elaboration)
1. นักเรียนศึกษาแผนผังความคดิ (Mind Mapping) สรุปสาระสาคญั ประจาบทท่ี 2 จากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์

หน้า92 เพื่อตรวจสอบกบั การเขยี นสรุปความรทู้ ี่นักเรียนทาไว้ในสมดุ
2. นกั เรยี นทากิจกรรมฝึกทักษะบทท่ี 2 จากหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ หนา้ 93-94 ข้อ 1-5 ลงในสมดุ ประจาตวั หรือ

ในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
3. นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน (ใชก้ ล่มุ เดมิ จากช่ัวโมงทผี่ ่านมา) จากนัน้ ศึกษากิจกรรมสรา้ งสรรคผ์ ลงานจาก

หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 95 แล้วใหป้ ฏิบตั ิกิจกรรมโดยมขี ้ันตอน ดงั น้ี
1) ออกแบบและประดษิ ฐ์พื้นรองเทา้ ทีเ่ หมาะสาหรับการใช้งานของผ้สู งู อายุ

2) นาเสนอแนวคิดและผลงานภายในช้นั เรยี น

(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )

ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluation)
1. ครอู ภปิ รายร่วมกับนักเรยี นเกีย่ วกบั ความรู้ความเข้าใจวา่ เราสามารถใชป้ ระโยชน์จากแรงเสียดทานในการทา

กจิ กรรมต่าง ๆ ในชีวติ ประจาวันได้มากมาย เช่น
- ทาใหว้ ัตถหุ ยุดน่ิงไมเ่ คล่ือนที่ เชน่ ช่วยหยุดรถยนต์ทีก่ าลังเคลือ่ นท่ี ยางรถที่มดี อกยางช่วยให้รถเกาะถนนไดด้ ี
- การสรา้ งพน้ื ถนนต้องทาให้พ้นื รถเกิดแรงเสยี ดทาน รถจึงจะเคลอ่ื นท่ีบนถนนโดยทีล่ ้อรถไมห่ มุนอยู่กบั ที่ได้
- ชว่ ยในการหยบิ จับสง่ิ ของโดยไม่ล่นื ไหลไปมา
- ช่วยในการเดินไม่ใหล้ ืน่ ไหล
- การเดิน การวง่ิ ต้องการแรงเสียดทานมาช่วยในการเคลอื่ นท่ี ดังนั้น จงึ ควรใสร่ องเท้าพ้ืนยาง ไม่ควรใส่รองเท้า
พืน้ ไม้ เพราะรองเทา้ พน้ื ยางใหแ้ รงเสียดทานกบั พ้ืนทางเดินได้มากกว่าพื้นรองเทา้ ทเี่ ป็นไม้ ทาให้เดินได้ง่าย
กว่าชและเรว็ กวา่ โดยไม่ลืน่ ไถล นอกจากน้ีพ้ืนรองเท้าต้องมีลวดลาย เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัส

2. นกั เรียนดตู ารางตรวจสอบตนเอง จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ หน้า 91 จากน้นั ถามนกั เรยี นเป็นรายบุคคลตาม
รายการข้อ 1-5 จากตาราง เพื่อเปน็ การตรวจสอบความรู้ความเขา้ ใจของนกั เรยี นหลังจากการเรยี น หากนกั เรียนคนใด
ตรวจสอบตนเองโดยให้อยใู่ นเกณฑ์ควรปรบั ปรงุ ให้ครูทบทวนบทเรียนหรอื หากิจกรรมอ่ืนซอ่ มเสริม เพ่อื ให้นกั เรยี นมีความรู้
ความเข้าใจในบทเรยี นมากข้ึน

3. ครปู ระเมินผลนกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤติกรรมการ
ทางานกลมุ่ และจากการนาเสนอผลการทากิจกรรมหน้าช้ันเรียน

6. การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑ์การ
ประเมินผล
การวัดและประเมนิ ผล
จดุ ประสงค์ 70% ขึน้ ไป ถอื ว่า
ผา่ นเกณฑ์การ
ความรคู้ วาม 1. ระบปุ ระโยชน์ของแรงเสยี ดทาน 1.คาถามกระตนุ้ ประเมนิ
เข้าใจ (K)
ทีม่ ตี ่อการเปล่ียนแปลงการ ความคดิ

เคลื่อนท่ีของวตั ถุได้ (K)

ทักษะ/ 1. ทาการทดลองเกยี่ วกับ 1. ใบงานที่ 3.3 เรือ่ ง 70% ขึน้ ไป ถอื วา่
กระบวนการ (P)
ประโยชนข์ องแรงเสียดทานได้ (P) ประโยชน์ของแรงเสยี ด ผ่านเกณฑ์การ
คณุ ลกั ษณะนิสัย (A)
ทาน ประเมิน

1. มคี วามรับผดิ ชอบต่องานที่ได้รับ 1. แบบสังเกต 70% ข้ึนไป ถือวา่
ผา่ นเกณฑ์การ
มอบหมาย (A) พฤติกรรม ประเมิน

7. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
7.1 สอ่ื การเรียนรู้

1) หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 แรงในชวี ติ ประจาวนั
2) แบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 แรงในชีวติ ประจาวัน
3) วสั ดุ-อุปกรณ์ในการทากิจกรรมสรา้ งสรรค์ผลงาน
4) บัตรภาพ

8. กิจกรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ............................................ครูผู้สอน ลงชอื่ ...................................................ฝา่ ยวิชาการ

(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)


Click to View FlipBook Version