ใบงาน เฉลย
เร่ือง ความสมั พันธร์ ะหว่างสง่ิ มีชวี ิตกบั สงิ่ มีชวี ติ
คาช้ีแจง ให้นกั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้
1) สงิ่ มชี ีวิตกับสิ่งมีชีวติ มีความสัมพันธก์ ันหรือไม่ เพ่ืออะไร
มีความสมั พันธก์ ัน เพ่ือประโยชน์ในการดารงชีวติ ของสง่ิ มีชีวติ
2) ภาพนี้ คือ แมวกับหนู
มคี วามสัมพนั ธก์ ันแบบใด อยา่ งไร
แบบแหลง่ อาหาร โดยหนูเปน็ แหลง่ อาหารใหแ้ มว
3) ภาพน้ี คอื แม่และลูกหมโี คอาลา
มคี วามสัมพันธก์ นั แบบใด อยา่ งไร
แบบเลีย้ งดูแลลูกอ่อน โดยแม่หมโี คลาจะค่อยให้อาหารและ ’
ความอบอุ่น ตลอดจนการปกป้องจากอันตรายให้กบั ลกู หมี ”
จนกระทั่งลูกหมโี ต
4) ภาพนี้ คือ ลงิ กบั ตน้ ไม้
มคี วามสัมพันธก์ นั แบบใด อย่างไร
แบบท่อี ยู่อาศัยและแหลง่ อาหาร ลงิ จะอาศยั อยูบ่ นต้นไม้ และ
ลงิ ยงั ใชต้ น้ ไม้บางชนดิ เปน็ แหล่งอาหารอีกด้วย
ใบงาน
เรอื่ ง ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิง่ มีชีวิตกบั สิง่ มชี วี ติ ทบี่ า้ นฉนั
ใหน้ ักเรยี นปฏิบัตกิ ิจกรรม ดงั น้ี
1) สารวจสงิ่ มีชวี ิตในบริเวณบ้านของนักเรยี น
2) ใหน้ กั เรยี นบนั ทึกชอ่ื ของส่ิงมีชวี ิตที่สารวจได้ลงในตารางท่ี 1
3) พจิ ารณาลกั ษณะความสัมพันธข์ องสง่ิ มีชีวิตทสี่ ารวจพบและจาแนกสิ่งมีชีวิตตามความสมั พันธ์
4) นาเสนอผลงานหน้าชนั้ เรยี น
ตารางที่ 1 บนั ทึกช่ือสงิ่ มีชีวิตท่สี ารวจพบบริเวณบ้าน
ดา้ นแหล่งทีอ่ ยอู่ าศัย ไดแ้ ก่
ดา้ นแหล่งอาหาร ได้แก่
ดา้ นแหล่งสบื พันธุแ์ ละเลยี้ งดตู วั ออ่ น ได้แก่
ดา้ นแหล่งหลบภัย ไดแ้ ก่
สปั ดาหท์ ่ี 5
โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา
แผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี ……1…/…….……... ช่อื ผสู้ อน….…………………………………………………
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ส่งิ มชี ีวิตกบั สิง่ แวดลอ้ ม เรือ่ ง ความสัมพนั ธ์ของส่ิงมีชีวิตกบั สิง่ ไมม่ ีชวี ติ ใน
สงิ่ แวดล้อม 1
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วัด
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิง่ ไม่มชี ีวิตกบั สง่ิ มีชีวิต และ
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มชี ีวติ กบั สิ่งมีชวี ิตตา่ งๆในระบบนเิ วศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การเปลีย่ นแปลงแทนทีใ่ นระบบนเิ วศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมตี อ่ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนรุ ักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาส่งิ แวดล้อมรวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชวี้ ดั ป.5/2 อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่างสงิ่ มีชวี ติ กับส่ิงมชี ีวิต และความสัมพนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี ีวิตกับสิ่งไม่มชี ีวติ
เพือ่ ประโยชนต์ อ่ การดารงชวี ติ
2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
สง่ิ มีชวี ิตจะมีความสัมพันธ์กับส่ิงไม่มีชีวิตเพื่อประโยชน์ต่อการดารงชีวิต เช่น อากาศที่ใช้ในการหายใจ ใช้ดินและหิน
เป็นท่อี ยู่อาศยั หรือแหลง่ หลบภัย
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี ีวติ กับส่งิ ไม่มีชีวิตในแหล่งท่อี ยูเ่ ดียวกนั ได้ (K)
2. สารวจความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชีวติ กับสงิ่ ไม่มีชีวติ ในแหลง่ ทีอ่ ยู่เดียวกนั ได้ (P)
3. มคี วามรบั ผิดชอบในการส่งงานตรงเวลา (A)
4. สาระการเรียนรู้
ในแหลง่ ท่อี ยูห่ น่ึงๆ ส่ิงมชี ีวติ จะมคี วามสัมพนั ธ์กบั สง่ิ ไม่มีชวี ิต เพอ่ื ประโยชนต์ ่อการดารงชวี ิต
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1
ขัน้ นา
ขน้ั กระตุ้นความสนใจ
1. ครทู กั ทายกบั นักเรียน แลว้ แจ้งจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ท่ีจะเรยี นในวนั นี้ใหน้ ักเรียนทราบ
2. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนก่อนท่ีจะเรียนในวันนี้ โดยการเล่นเกม บก น้า ดิน ซึ่งเป็นเกมที่แสดงให้เห็นถึง
ความสัมพันธร์ ะหว่างสิง่ มชี ีวติ กบั สิ่งไม่มีชีวิตในส่ิงแวดล้อม ซ่ึงคาสั่งของเกมจะระบุแหล่งท่ีอยู่อาศัย และผู้เล่นต้อง
ตอบสตั ว์ทีอ่ ยูใ่ นแหล่งอาศัยทรี่ ะบุมา
3. ครูอธบิ ายวิธีการเล่นเกมบก น้า ดิน ให้นักเรียนฟัง จากน้นั ให้เล่นเกม บก นา้ ดิน ประมาณ 4-5 ครัง้ โดยมีวธิ ีการ
เลน่ เกม ดงั น้ี
วธิ ีการเลน่ เกม
1) ครูให้นกั เรยี นนั่งเปน็ วงกลม แล้วร้องวา่ บก นา้ ดิน พรอ้ มทงั้ ปรบมือเป็นจงั หวะไปเรือ่ ย ๆ
2) ครูชน้ี วิ้ ไปท่ีนกั เรยี นหนง่ึ คน จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นหยุดรอ้ งเพลง
3) ครูกาหนดแหล่งที่อยู่อาศัย 1 แหล่ง เช่น บก ซ่ึงนักเรียนท่ีถูกชี้จะต้องบอกชื่อสัตว์ท่ีอาศัยอยู่ใน
แหลง่ อาศัยทคี่ รูกาหนดมา 1 ชนดิ
4) หากนักเรียนตอบช้า หรือตอบผิด ให้แยกนักเรียนคนนั้นออกมา เล่นเกมวนไปประมาณ 4-5 คร้ัง
สาหรับนักเรียนที่ตอบช้า หรือตอบผิดจะถูกลงโทษด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ เต้นตามเพลง หรืออ่ืน ๆ
ตามความเหมาะสม
4. ครูแจกลูกแก้วท่ีมีสีต่างกันให้กับนักเรียนทุกคนคนละ 1 ลูก (การกาหนดจานวนสีของลูกแก้วข้ึนอยู่กับจานวน
นักเรยี นและจานวนกล่มุ ทีต่ ้องการ เชน่ มีนกั เรียนท้งั หมด 20 คน ตอ้ งการแบ่งนักเรียนเป็น 5 กลุ่ม ก็ต้องกาหนดสี
ลูกแกว้ ไว้ 5 สี สีละ 4 ลกู ) จากนนั้ ให้นกั เรยี นกลับไปนง่ั ประจาทข่ี องตน
5. ครูต้งั คาถามว่า ตอนทเี่ ล่นเกม บก น้า ดิน เราได้พูดถึงสิ่งมีชีวิตอะไรบ้าง และส่ิงไม่มีชีวิตอะไรบ้าง โดยให้นักเรียน
ช่วยกนั ตอบคาถามอยา่ งอสิ ระ
(แนวตอบ ส่งิ ที่ไมม่ ชี ีวิตในเกมมีอยู่ 3 ส่งิ คือ บก นา้ และดิน สาหรบั ส่งิ ที่มชี วี ิต เช่น แมว ปลา ไสเ้ ดือน)
6. ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปว่า วันน้ีจะเรียนเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต และครูกล่าวคา
ชมเชยนักเรยี นทง้ั หอ้ งที่ชว่ ยกันทากจิ กรรม
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบคุ คล)
ข้ันสอน
ขน้ั สารวจคน้ หา
1. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน โดยแบ่งตามสีของลูกแก้วท่ีได้แจกไป นักเรียนที่ได้ลูกแก้วสี
เหมอื นกนั ให้อยู่ด้วยกนั
2. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสนทนาแลกเปล่ียนเรียนรู้ในหัวข้อ ส่ิงมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิตที่บ้านของฉัน บันทึกข้อมูลลง
ในสมดุ ประจาตวั
3. ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะกลุม่ สรปุ และอภิปรายข้อมูลจากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ สิ่งมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิตท่ี
บ้านของฉัน
คาบท่ี 2
ขั้นอธิบายความรู้
1. ครูให้นกั เรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการศึกษาจากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตท่ี
บ้านของฉนั จากน้ันให้ครตู งั้ คาถามเพ่อื กระตุ้นความคิด โดยใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายและหาคาตอบร่วมกัน
ว่า สิ่งมีชวี ิตและสง่ิ ไม่มชี ีวติ ในสิ่งแวดล้อมมีความสมั พันธก์ ันหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ มคี วามสัมพนั ธ์กัน โดยสงิ่ มชี วี ติ จะต้องอาศยั สิ่งไม่มีชีวิตในส่ิงแวดล้อม เพื่อการดารงชีวิต ในด้านแหล่งท่ี
อยู่อาศัย แหล่งหลบภยั และเปน็ ปัจจยั ที่ส่งผลใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งของสิง่ มชี ีวิต)
2. ครูขออาสาสมัครนักเรียน 2 คน เพ่ือสรุปผลการอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตใน
ส่งิ แวดลอ้ ม จากนน้ั ครูกลา่ วขอบคุณอาสาสมัครนกั เรียน
ข้นั สรุป
ขั้นขยายความเข้าใจ
1. ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มช่วยกันศกึ ษาข้อมลู เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต จากหนังสือเรียน
วทิ ยาศาสตร์ หนา้ 33-34
2. ครูขออาสามาสมัครนักเรียน 3 คน ให้ยกตัวอย่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตในส่ิงแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์กันในด้าน
ตา่ ง ๆ ดังนี้
คนที่ 1 ใหย้ กตวั อย่างส่ิงมีชวี ิตและสิ่งไมม่ ีชีวิตท่ีมคี วามสัมพันธก์ ันในดา้ นแหลง่ ที่อยอู่ าศัย 2 ตัวอย่าง
คนท่ี 2 ให้ยกตัวอย่างสิง่ มีชวี ติ และสิง่ ไมม่ ชี วี ิตท่มี ีความสัมพันธ์กันในดา้ นแหลง่ หลบภยั 2 ตัวอย่าง
คนที่ 3 ให้ยกตัวอย่างส่ิงมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตท่ีมีความสัมพันธ์กันในด้านการปรับโครงสร้างและลักษณะ
ของส่ิงมีชีวติ 2 ตัวอย่าง
ข้นั ตรวจสอบผล
1. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้จากการเรียนจนได้ข้อสรุปว่า ส่ิงมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์ซ่ึงกับส่ิงไม่มีชีวิต เพ่ือเป็น
ประโยชน์ต่อการดารงชีวิต โดยแบ่งความสัมพันธ์เป็น 4 ด้าน คือ ด้านแหล่งที่อยู่อาศัย ด้านแหล่งอาหาร ด้าน
แหล่งหลบภยั และเป็นปัจจยั ทีส่ ง่ ผลใหเ้ กิดการปรับโครงสร้างของสง่ิ มีชีวติ
6.การวดั และประเมินผล วธิ ีการวดั ผล เครื่องมอื วดั เกณฑ์การ
ประเมินผล
การวดั และประเมนิ ผล 70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
จุดประสงค์ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมิน
ความรูค้ วาม 1. สังเกตจากการซักถาม ตอบ 1.คาถามกระตุ้น
เข้าใจ (K) คาถาม ความคดิ 70% ขนึ้ ไป ถอื วา่
ผ่านเกณฑ์การ
ทกั ษะ/ 2. อธิบายความสมั พันธร์ ะหว่าง 1. สมดุ ประจาตวั ประเมนิ
กระบวนการ (P) สิง่ มชี วี ิตกับสิง่ ไม่มีชีวติ ในแหลง่ ที่
อยูเ่ ดยี วกันได้
1. สารวจความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
สงิ่ มชี ีวติ กบั สิ่งไม่มีชีวิตในแหลง่ ท่ี
อยู่เดียวกันได้
คุณลกั ษณะนิสัย (A) 1. สงั เกตจากการเรยี นมีความ 1. แบบสังเกต 70% ขึ้นไป ถอื วา่
รับผดิ ชอบตอ่ งานที่ส่งั พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
2. ความรับผิดชอบในการส่งงาน ประเมนิ
ตรงเวลา
7. สือ่ /แหล่งการเรียนรู้
7.1 ส่อื การเรียนรู้
1) หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ป.5 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 สิ่งมชี ีวติ กบั สง่ิ แวดล้อม
2) PowerPoint เร่ือง ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี วี ิตกับสิ่งไมม่ ีชีวติ
3) สมุดประจาตัวนักเรียน
4) ลูกแก้วสตี ่างๆ
7.2แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องเรียน
2) บริเวณภายในโรงเรยี น
3) อนิ เทอร์เน็ต
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ............................................ครูผู้สอน ลงชอื่ ...................................................ฝ่ายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
สปั ดาห์ท่ี 5
โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี ……1…/…….……... ชอ่ื ผสู้ อน….…………………………………………………
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 สง่ิ มีชวี ติ กับส่ิงแวดลอ้ ม เรื่อง ความสมั พนั ธ์ของส่ิงมีชวี ติ กบั ส่ิงไมม่ ีชวี ติ ใน
สิ่งแวดล้อม 2
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชีว้ ัด
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิง่ ไมม่ ีชีวิตกบั สิง่ มีชวี ิต และ
ความสัมพนั ธ์ระหว่างสิง่ มีชวี ติ กับสิ่งมชี ีวติ ตา่ งๆในระบบนเิ วศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนทีใ่ นระบบนเิ วศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสง่ิ แวดลอ้ มรวมทง้ั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตวั ชี้วัด ป.5/2 อธิบายความสัมพันธ์ระหวา่ งสง่ิ มีชวี ิตกับสิ่งมชี วี ิต และความสัมพันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มชี วี ติ กับสง่ิ ไม่มีชีวติ
เพื่อประโยชนต์ อ่ การดารงชีวติ
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
สง่ิ มีชีวติ จะมีความสัมพันธ์กับส่ิงไม่มีชีวิตเพ่ือประโยชน์ต่อการดารงชีวิต เช่น อากาศท่ีใช้ในการหายใจ ใช้ดินและหิน
เป็นทอี่ ยอู่ าศัยหรอื แหลง่ หลบภัย
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายความสัมพันธร์ ะหว่างสง่ิ มีชวี ิตกบั สงิ่ ไม่มีชวี ิตในแหลง่ ท่อี ยูเ่ ดียวกนั ได้ (K)
2. สารวจความสัมพนั ธร์ ะหว่างส่ิงมชี ีวติ กับสิง่ ไม่มชี ีวติ ในแหลง่ ทอ่ี ยเู่ ดยี วกนั ได้ (P)
3. มคี วามรับผดิ ชอบในการส่งงานตรงเวลา (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ในแหล่งทีอ่ ยู่หน่ึงๆ สิง่ มีชีวติ จะมีความสัมพันธ์กบั สิง่ ไม่มชี วี ิต เพอ่ื ประโยชนต์ ่อการดารงชีวติ
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1
ขั้นนา
ขั้นกระตุ้นความสนใจ
1. ครทู บทวนความร้เู ดมิ จากช่วั โมงท่แี ลว้
2. ครนู าบัตรภาพสิ่งไมม่ ีชวี ติ และส่ิงมีชวี ติ ให้นกั เรยี นดูและรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเพ่ือเป็นการทบทวน
อีกครง้ั
ข้ันสอน
ขั้นสารวจค้นหา
1. ครแู จง้ ว่าจะใหน้ ักเรยี นไดท้ ากิจกรรมศกึ ษาความสัมพันธ์ของสง่ิ มีชวี ิตกับส่ิงไม่มีชีวิตในส่ิงแวดล้อมของกิจกรรมท่ี 2
เร่ือง ศึกษาความสัมพันธ์ในส่ิงแวดล้อม ตอนท่ี 2 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หน้า 31 โดยครูแจ้ง
จุดประสงค์ของการทากจิ กรรมใหน้ กั เรียนทราบกอ่ นทากิจกรรม
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทากิจกรรมที่ 2 เร่ือง ศึกษาความสัมพันธ์ในสิ่งแวดล้อม ตอนท่ี 2 โดยปฏิบัติกิจกรรม
ดงั นี้
1) ศึกษาข้ันตอนการทากิจกรรมจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 31 อย่างละเอียด หากมีข้อสงสัยให้
สอบถามครู
2) ร่วมกันกาหนดปัญหาและตั้งสมมติฐานในการทากิจกรรม จากนั้นบันทึกผลลงในลงในสมุดประจาตัว
หรอื แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
3) ร่วมกันทากิจกรรมตามข้ันตอนให้ครบถ้วนและถูกต้องทุกขั้นตอน จากนั้นบันทึกผลลงในลงในสมุด
ประจาตวั หรือแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
4) นักเรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายและสรปุ ผลจากการทากจิ กรรมภายในกลมุ่
(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลุม่ )
คาบที่ 2
ข้นั อธบิ ายความรู้
1. ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ สง่ ตัวแทนออกมานาเสนอผลงานของกลุ่มหน้าช้ันเรียน โดยครูสุ่มจับสลากเลือกนักเรียนทีละ
กลุม่
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน จากนั้นร่วมกันอภิปรายและสรุปผลเกี่ยวกับ
ความสมั พันธข์ องสงิ่ มีชีวติ กบั ส่งิ ไมม่ ีชีวิตในสงิ่ แวดลอ้ ม
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม)
ขนั้ สรปุ
ขน้ั ขยายความเข้าใจ
1. ครสู รปุ สาระสาคัญเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงไม่มีชีวิตให้นักเรียนฟังอีกครั้ง เพ่ือเสริมให้นักเรียนมี
ความเข้าใจมากข้ึน
2. ครูให้นักเรียนทากิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ท่ี 2.3 จากใบงาน เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตใน
ทอ้ งถ่นิ ของเรา โดยมอบหมายใหท้ าเปน็ การบา้ นและนามาสง่ ในชวั่ โมงถดั ไป
(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)
ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจผลการทากิจกรรมที่ 2 เรื่อง ศกึ ษาความสมั พันธ์ในส่ิงแวดล้อม ตอนท่ี 2 ในสมุดหรือแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์
ป.5 เล่ม 1
2. ครูตรวจสอบผลการทากจิ กรรมหนตู อบได้จากหนังสอื เรียน หนา้ 31 จากสมดุ หรอื แบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
6.การวัดและประเมินผล
การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวัดผล เคร่ืองมือวัด เกณฑก์ าร
จุดประสงค์ ประเมนิ ผล
1.คาถามกระตนุ้
ความรู้ความ 1. สงั เกตจากการซกั ถาม ตอบ ความคดิ 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
เข้าใจ (K) คาถาม ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมิน
ทักษะ/ 2. อธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ ง 1. กจิ กรรมพฒั นาการ 70% ขึน้ ไป ถือว่า
กระบวนการ (P) ส่งิ มชี ีวติ กบั สง่ิ ไม่มีชีวติ ในแหล่งที่
อยเู่ ดยี วกนั ได้ เรียนรทู้ ี่ 2.3 ผ่านเกณฑ์การ
1. สารวจความสัมพันธร์ ะหวา่ ง ประเมิน
สงิ่ มชี วี ิตกับสิง่ ไม่มีชวี ติ ในแหล่งท่ี
อยู่เดยี วกนั ได้
คณุ ลักษณะนิสยั (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมคี วาม 1. แบบสงั เกต 70% ข้นึ ไป ถือวา่
รับผดิ ชอบตอ่ งานทสี่ ัง่ พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
2. ความรับผดิ ชอบในการสง่ งาน ประเมิน
ตรงเวลา
7. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้
7.1 สื่อการเรยี นรู้
1) หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 สง่ิ มชี วี ติ กับส่งิ แวดลอ้ ม
2) วัสด-ุ อปุ กรณ์การทดลองในกิจกรรมท่ี 2 ตอนท่ี 2
3) ใบงาน เร่อื ง ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชีวติ กบั สงิ่ ไม่มชี ีวิตในท้องถิน่ ของเรา
4) สมุดประจาตัวนักเรียน
7.3แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) บริเวณภายในโรงเรยี น
3) อินเทอร์เนต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ............................................ครูผสู้ อน ลงชื่อ...................................................ฝ่ายวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)
ใบงาน
เรอ่ื ง ความสัมพันธ์ระหวา่ งสิ่งมีชีวติ กบั สิ่งไมม่ ีชีวติ ในท้องถิน่ ของเรา
ใหน้ กั เรยี นปฏบิ ัติกจิ กรรม ดังนี้
1) สารวจสิ่งมชี ีวิตและส่ิงไม่มีชีวติ ในชมุ ชนของนักเรยี น
2) ใหน้ กั เรียนบนั ทึกช่อื ของสิ่งมีชวี ติ และส่ิงไมม่ ีชีวติ ท่ีสารวจได้ลงในตารางท่ี 1
3) พจิ ารณาลกั ษณะความสัมพันธ์ของข้อมูลท่ีสารวจพบและจาแนกความสัมพันธข์ องส่ิงมีชีวิตกบั ส่งิ ไม่มชี ีวติ
4) นาเสนอผลงานหนา้ ช้นั เรียน
ตารางท่ี 1 บันทึกชือ่ สิ่งมีชีวิตและส่งิ ไม่มชี ีวิตทส่ี ารวจพบบริเวณบ้าน
ด้านแหล่งทีอ่ ย่อู าศัย/แหลง่ หลบภยั ไดแ้ ก่
ดา้ นแหลง่ อาหาร ได้แก่
สปั ดาหท์ ี่ 6
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี ……1…/……..……... ชอ่ื ผู้สอน ….…………………………………………………
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 จานวน 3 คาบ
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 สงิ่ มชี ีวิตกบั สง่ิ แวดล้อม เร่อื ง โซอ่ าหาร
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ัด
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปญั หาสิ่งแวดล้อมรวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชีว้ ดั ป.5/3 เขียนโซอ่ าหารและระบบุ ทบาทหน้าท่ขี องสงิ่ มีชวี ติ ที่เป็นผู้ผลิตและผูบ้ ริโภคในโซอ่ าหาร
2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
สงิ่ มชี ีวิตตา่ ง ๆ ตอ้ งการพลงั งานเพื่อการดารงชวี ิต และการทากิจกรรมตา่ ง ๆ ซ่ึงพลงั งานนสี้ ิ่งมชี ีวติ จะไดจ้ ากการกนิ
อาหาร โดยในแตล่ ะแหลง่ ท่ีอยู่สิง่ มีชีวติ ตา่ ง ๆ ท่อี าศยั อยู่รวมกนั จะมีความเกีย่ วขอ้ งสัมพันธก์ ันในดา้ นการกินอาหาร และมีการ
ถา่ ยทอดพลังงานต่อกนั เป็นทอด ๆ ในรปู แบบของโซ่อาหาร
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งส่งิ มชี วี ติ กับส่งิ มชี วี ติ ในรูปแบบโซอ่ าหารและสายใยอาหารได้ (K)
2. เขยี นโซอ่ าหารในรูปแบบแผนภาพได้ (P)
3. ตระหนักในคณุ ค่าของสงิ่ แวดลอ้ มท่มี ีต่อการดารงชวี ติ ของส่ิงแวดล้อม (A)
4. สาระการเรียนรู้
สง่ิ มชี วี ิตมีการกนิ กันเป็นอาหาร โดยกนิ ตอ่ กนั เป็นทอดๆ ในรปู แบบของโซ่อาหาร ทาใหส้ ามารถระบบุ ทบาทหนา้ ท่ีของ
สิ่งมชี วี ิตเปน็ ผูผ้ ลิตและผ้บู รโิ ภค
5. กิจกรรมการเรียนรู้ คาบท่ี 1
ข้นั นา
ขน้ั กระตุ้นความสนใจ
1. ครทู กั ทายกับนักเรียน แล้วแจง้ ผลการเรยี นรู้ท่ีจะเรียนในวนั นี้ใหน้ กั เรยี นทราบ
2. ครกู ระตุน้ ความสนใจของนักเรียนกอ่ นที่จะเรียนในวนั นี้ โดยการตั้งคาถามเพ่ือกระต้นุ ความคิดให้กบั นักเรียน
เกี่ยวกับการกินอาหารของสัตว์ เชน่
1) กระตา่ ยกนิ อะไร เป็นอาหาร
(แนวตอบ กินหญา้ หรอื ผกั )
2) ถัว่ หนู และแมว ใครกนิ ใคร
(แนวตอบ หนกู ินถ่วั เป็นอาหาร และแมวกินหนูเป็นอาหาร)
3. ครูอธิบายเพ่ิมเติมว่า การที่ส่ิงมีชีวิตหนึ่งกินส่ิงมีชีวิตหนึ่งเป็นอาหาร โดยมีการกินต่อไปเป็นทอด ๆ น้ีเรียกว่า โซ่
อาหาร
(หมายเหต:ุ ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบคุ คล)
ขน้ั สอน
ขั้นสารวจคน้ หา
1. นกั เรียนศกึ ษาเนอ้ื หา ในหวั ข้อการถา่ ยทอดพลงั งานของส่ิงมีชิต จากหนงั สอื เรยี นหนา้ 35
2. ครตู ง้ั คาถามกระตุ้นนกั เรียน จากน้นั ใหช้ ว่ ยกนั กนั อธบิ ายคาตอบ โดยครูคอยอธิบายเพิ่มเติมในส่วนทีบ่ กพรอ่ ง เชน่
1) การถา่ ยทอดพลังงานของสง่ิ มีชีวติ ในสงิ่ แวดลอ้ มเกิดข้นึ จากอะไร
(แนวตอบ : เกิดจากการกนิ ตอ่ กันเปน็ ทอดๆจากผ้ผู ลิตสู่ผบู้ ริโภค)
2) องค์ประกอบของโซอ่ าหารมีอะไรบ้าง
(แนวตอบ : องคป์ ระกอบของโซ่อาหาร คอื ผ้ผู ลติ และผบู้ ริโภค)
คาบที่ 2
ข้นั สารวจค้นหา
3. ครูให้นักเรียนดูภาพจากหนังสือเรียน หน้า 35 และให้นักเรียนจาแนกสิ่งมีชีวิตในภาพออกเป็น 2 กลุ่มตาม
องคป์ ระกอบของโซอ่ าหาร คอื กลุม่ ผู้ผลติ และกลุ่มผูบ้ ริโภค ลงในสมุด
(แนวตอบ : กลมุ่ ผู้ผลติ ได้แก่ ใบหม่อน ใบพชื และไผ่ สาหรบั กลมุ่ ผบู้ ริโภค ไดแ้ ก่ กระตา่ ย หมอนไหม
หมีแพนดา้ ต่นุ ปากเปด็ )
4. ครูเปดิ PPT เรือ่ ง โซอ่ าหาร ใหน้ ักเรียนดู จากน้ันถามคาถากระต้นุ ความคดิ โดยใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายและหา
คาตอบร่วมกัน เช่น
1) โซอ่ าหารมีความสาคญั ต่อส่งิ มชี วี ิตอยา่ งไร
(แนวตอบ : โซ่อาหารมีความจาเปน็ ตอ่ สง่ิ มีชีวติ เพราะโซอ่ าหารจะทาใหเ้ กดิ การถา่ ยทอดพลงั งานจาก
สง่ิ มชี ีวิตหน่งึ ไปยังอีกชวี ิตหน่ึง จึงทาใหส้ ิง่ มชี วี ติ มีพลงั งานใช้สาหรบั การดารงชวี ติ ตอ่ ไป)
(หมายเหต:ุ ครูเร่ิมประเมินนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม)
คาบท่ี 3
ขัน้ อธบิ ายความรู้
1. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ รว่ มกนั อภปิ รายและสรุปผลจากาการทากิจกรรมภายในกลุ่ม
2. นักเรียนแต่ละกล่มุ สง่ ตวั แทนออกมานาเสนอผลงานของหนา้ ชัน้ เรียน โดยครูสุ่มจับสลากเลือกนกั เรยี นแต่ละกล่มุ
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )
ขั้นสรปุ
ขน้ั ขยายความเข้าใจ
1. สมาชิกภายในกลุ่มแต่ละกลุ่มช่วยกันศึกษาข้อมูลเก่ียวกับการถ่ายทอดพลังงานของส่ิงมีชีวิตในรูปแบบโซ่อาหาร
จากหนังสือเรียน หนา้ 38-40
ขนั้ ตรวจสอบผล
1. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้จากการเรียนจนได้ข้อสรุปว่า โซ่อาหารมีความสาคัญอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิต เพราะโซ่
อาหารทาใหเ้ กดิ การถ่ายทอดพลงั งานทจ่ี าเป็นต่อการดารงชีวติ ของสิง่ มชี ีวติ จากสง่ิ มีชวี ติ ไปอีกสิ่งมชี วี ติ หนงึ่
6.การวดั และประเมนิ ผล
การวดั และประเมนิ ผล วธิ กี ารวดั ผล เคร่ืองมอื วัด เกณฑ์การ
จดุ ประสงค์ ประเมินผล
1.คาถามกระต้นุ
ความรู้ความ 1. สังเกตจากการซักถาม ตอบ ความคดิ 70% ขึ้นไป ถอื ว่า
เขา้ ใจ (K) คาถาม ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
ทักษะ/ 2. อธิบายความสัมพันธ์ระหวา่ ง 1. ผลจากาการทา 70% ขึ้นไป ถอื วา่
กระบวนการ (P) ส่งิ มีชวี ิตกับสิง่ มชี วี ิตในรูปแบบโซ่
อาหารและสายใยอาหารได้ กจิ กรรมภายในกลุ่ม ผ่านเกณฑ์การ
ประเมิน
1. เขยี นโซอ่ าหารในรปู แบบ
แผนภาพได้
คุณลกั ษณะนสิ ยั (A) 1. สังเกตจากการเรยี นมคี วาม 1. แบบสังเกต 70% ขึน้ ไป ถอื วา่
รบั ผิดชอบต่องานท่ีสง่ั พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การ
2. ตระหนกั ในคุณค่าของ ประเมิน
ส่ิงแวดล้อมทม่ี ีตอ่ การดารงชีวิต
ของส่งิ แวดล้อม
7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 สือ่ การเรยี นรู้
1) หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 ส่ิงมีชีวติ กับสิง่ แวดล้อม
2) PowerPoint เรอื่ ง ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมชี วี ติ กับส่งิ ไม่มชี ีวิต
3) สมุดประจาตวั นกั เรยี น
7.4แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งเรียน
2) อินเทอร์เนต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผูส้ อน ลงชือ่ ...................................................ฝ่ายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผ้บู ริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหท์ ี่ 6-7
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู้
ภาคเรียนท่ี ……1…/…….……... ชื่อผู้สอน ….…………………………………………………
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 จานวน 3 คาบ
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 สิ่งมชี ีวติ กบั ส่ิงแวดลอ้ ม เรอ่ื ง โซอ่ าหาร 2
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชี้วัด
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปัญหาสง่ิ แวดล้อมรวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตัวช้ีวัด ป.5/3 เขยี นโซอ่ าหารและระบบุ ทบาทหนา้ ทข่ี องส่ิงมีชีวิตทเ่ี ปน็ ผ้ผู ลิตและผ้บู ริโภคในโซ่อาหาร
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ส่งิ มีชวี ติ ตา่ ง ๆ ต้องการพลังงานเพือ่ การดารงชวี ติ และการทากิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งพลังงานนี้สง่ิ มีชวี ิตจะได้จากการกนิ
อาหาร โดยในแตล่ ะแหล่งท่ีอย่สู งิ่ มีชีวิตตา่ ง ๆ ทอี่ าศัยอยรู่ วมกันจะมีความเกย่ี วขอ้ งสัมพนั ธ์กนั ในดา้ นการกินอาหาร และมกี าร
ถ่ายทอดพลังงานต่อกนั เปน็ ทอด ๆ ในรปู แบบของโซ่อาหาร
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มีชวี ิตกับสิ่งมีชีวิตในรปู แบบโซ่อาหารและสายใยอาหารได้ (K)
2. เขียนโซอ่ าหารในรปู แบบแผนภาพได้ (P)
3. ตระหนักในคุณค่าของสิง่ แวดล้อมทีม่ ีตอ่ การดารงชวี ิตของสิ่งแวดลอ้ ม (A)
4. สาระการเรยี นรู้
สงิ่ มีชีวิตมีการกนิ กันเป็นอาหาร โดยกินต่อกันเปน็ ทอดๆ ในรปู แบบของโซ่อาหาร ทาให้สามารถระบบุ ทบาทหนา้ ที่
ของสิง่ มีชวี ติ เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภค
5. กิจกรรมการเรียนรู้
คาบท่ี 1
ข้ันนา
ขน้ั กระตุน้ ความสนใจ
1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียนก่อนที่จะเรียนในวนั นี้ โดยการต้งั คาถามเพ่ือกระตนุ้ ความคดิ ให้กับว่า เราสามารถ
พบเห็นโซ่อาหารไดท้ ่ีไหนบ้าง และใหน้ กั เรียนยกตัวอย่างห่วงโซอ่ าหารมา 1 ตัวอย่าง แล้วบนั ทึกความรู้ท่ีได้ลงในสมุด
ประจาตวั
2. ครูขออาสาสมคั รนักเรียนประมาณ 2–3 คนในการตอบคาถาม เมอื่ นักเรยี นตอบคาถามเรยี บร้อยจากน้นั ครูสรปุ
ความรวู้ ่า เราสามารถพบโซ่อาหารไดท้ กุ ทีทม่ี สี ่ิงมชี ีวิตอาศัยอยู่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ในแปลงผักท่ีบ้านของเรา หนอนจะกินผัก
หลงั จากน้ันนกจะกินหนอนอีกต่อหนงึ่
(หมายเหต:ุ ครเู รม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
คาบท่ี 2
ขน้ั สอน
ข้นั สารวจค้นหา
1. ครูจดั กิจกรรมเสรมิ กอ่ นปพู ื้นฐานก่อนทากิจกรรมที่ 3 เกมใครกนิ ใคร โดยมวี ธิ กี ารเลน่ ดังนี้
ครูเขยี นชื่อสงิ่ มีชวี ติ บนกระดาน เช่น ไก่ หนอน คน ต้นหญ้า แล้วให้นักเรียนช่วยกัน
เรยี งลาดับวา่ ใครกนิ ใคร แลว้ ใหเ้ ขียนผถู้ กู กินไวข้ ้างหน้า ผู้กนิ ไว้ข้างหลัง
2. นกั เรียนแบง่ กลุ่ม เพ่ือทากจิ กรรมที่ 3 เรอ่ื งโซอ่ าหารในสิ่งแวดล้อม โดยปฏิบตั กิ ิจกรรม ดงั น้ี
1) ศึกษาขั้นตอนการทากิจกรรมจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 36-37 อย่างละเอียด หากมีข้อสงสัยให้
สอบถามครู
2) ร่วมกันทากิจกรรมตามข้ันตอนให้ครบถ้วนและถูกต้องทุกข้ันตอน จากนั้นบันทึกผลลงในสมุด หรือ
แบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
(หมายเหต:ุ ครูเรมิ่ ประเมินนกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานกลุ่ม)
คาบที่ 3
ขัน้ อธิบายความรู้
1. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกันอภิปรายและสรปุ ผลจากาการทากิจกรรมภายในกลมุ่
2. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ สง่ ตัวแทนออกมานาเสนอผลงานของหนา้ ชั้นเรยี น โดยครูสมุ่ จบั สลากเลือกนกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่
3. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลงานของหน้าชั้นเรียน จากน้ันร่วมกันอภิปรายและสรุปผลเกี่ยวกับโว่อาหารใน
สงิ่ แวดลอ้ ม
(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมินนักเรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )
ขัน้ สรุป
ขั้นขยายความเข้าใจ
1. ครูขออาสาสมคั รนักเรียน 2-3 คน เพ่อื ออกมายกตวั อยา่ งโซอ่ าหารท่ีพบในบรเิ วณบา้ นของตนเองว่ามไี รบ้าง
2. นักเรยี นแตล่ ะคนทากิจกรรมหนูตอบไดจ้ ากหนงั สอื เรียน หน้า 37 ลงในสมดุ หรอื แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
3. ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนนากิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ท่ี 2 จากหนังสือเรียนหน้า 39 ไปทาเป็นการบ้าน โดย
ทาลงในสมุดแลว้ นามาส่งในชัว่ โมงถดั ไป
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)
ข้นั ตรวจสอบผล
1. ครตู รวจผลการทากิจกรรมที่ 3 เรอ่ื ง โซอ่ าหารในสิ่งแวดล้อม ในสมดุ หรอื แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
2. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมหนูตอบไดใ้ นสมดุ หรอื แบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
3. ครตู รวจสอบผลการทากิจกรรมพฒั นาการเรียนรู้ท่ี 2 ในสมดุ
6.การวดั และประเมินผล
การวัดและประเมินผล วธิ กี ารวดั ผล เครือ่ งมือวัด เกณฑก์ าร
จุดประสงค์ ประเมินผล
1.คาถามกระตุ้น
ความรู้ความ 1. สังเกตจากการซกั ถาม ตอบ ความคดิ 70% ข้นึ ไป ถอื วา่
เข้าใจ (K) คาถาม ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมนิ
ทกั ษะ/ 2. อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่าง 1. กจิ กรรมที่ 3 เรื่อง 70% ขน้ึ ไป ถอื วา่
กระบวนการ (P) ส่ิงมีชีวติ กับสง่ิ มีชีวติ ในรูปแบบโซ่ โซ่อาหารใน ผ่านเกณฑ์การ
อาหารและสายใยอาหารได้ ส่ิงแวดล้อม ประเมนิ
1. เขยี นโซอ่ าหารในรปู แบบ 2. กิจกรรมพัฒนาการ 70% ขึน้ ไป ถือว่า
แผนภาพได้ ผ่านเกณฑ์การ
เรยี นรู้ท่ี 2 ประเมิน
คุณลักษณะนิสัย (A) 1. สังเกตจากการเรียนมีความ
รับผิดชอบตอ่ งานทสี่ ่ัง 1. แบบสังเกต
2. ตระหนกั ในคุณค่าของ พฤติกรรม
ส่ิงแวดล้อมทม่ี ีต่อการดารงชีวิต
ของสงิ่ แวดล้อม
7. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 สิ่งมชี วี ิตกับสงิ่ แวดลอ้ ม
2) วัสดุ-อุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมที่ 2 ตอนที่ 2
3) ใบงาน เรือ่ ง ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มีชีวติ กับส่งิ ไมม่ ชี ีวติ ในท้องถ่ินของเรา
4) สมุดประจาตวั นักเรยี น
7.5แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งเรียน
2) อินเทอรเ์ นต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
.......................................................................................... ..................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผสู้ อน ลงช่ือ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชอ่ื ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
สัปดาห์ท่ี 7
โรงเรียนขจรเกยี รติพัฒนา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรยี นท่ี ……1…/…….……... ช่ือผู้สอน ….…………………………………………………
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 จานวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 ส่ิงมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม เรอ่ื ง ความสาคัญของส่งิ แวดล้อม 1
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวช้ีวัด
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มรวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ช้วี ดั ป.5/4 ตระหนักในคุณคา่ ของสง่ิ แวดล้อมที่มีต่อการดารงชวี ติ ของส่ิงมชี ีวติ โดยมีส่วนร่วมในการดแู ล
สิง่ แวดล้อม
2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติล้วนมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน จึงทาให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติ เมื่อ
มนุษย์ทาลายสิ่งแวดล้อมจึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังน้ัน จึงควรมีการรักษาส่ิงแวดล้ อมและ
ทรัพยากรธรรมชาตดิ ้วยวธิ ีการต่าง ๆ เพ่ือให้ธรรมชาติเกดิ ความสมดุล
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายการดูแลรักษาส่ิงแวดล้อมได้ (K)
2. มสี ่วนรว่ มในการรกั ษาส่งิ แวดลอ้ ม (P)
3. ตระหนกั ในคุณค่าของสง่ิ แวดลอ้ มทมี่ ีต่อการดารงชีวติ ของสิ่งแวดล้อม (A)
4. สาระการเรียนรู้
ตระหนักในคณุ ค่าของสิง่ แวดลอ้ มทม่ี ีตอ่ การดารงชีวติ ของส่ิงมชี ีวิต โดยมสี ว่ นรว่ มในการดแู ลรกั ษาสิ่งแวดล้อม
5. กจิ กรรมการเรียนรู้
คาบที่ 1
ขน้ั นา
ขัน้ กระตุน้ ความสนใจ
1. ครเู ปดิ วีดทิ ัศน์ เรื่อง ภยั พิบตั ิทางธรรมชาตใิ หน้ ักเรยี นดู จากนน้ั ครูถามคาถามดงั น้ี
1) วดี ิทัศนท์ เ่ี ปิด เปน็ เรื่องเกีย่ วกับอะไร
(แนวตอบ : เกย่ี วกับส่ิงแวดลอ้ ม หรอื เป็นเหตุการณ์เกย่ี วกบั ภยั ธรรมชาติ)
2) สาเหตุทที่ าให้เกิดเหตกุ ารณต์ าวดิ ที ศั ฯมจี ากสาเหตใุ ด
(แนวตอบ : สาเหตมุ าจากมนุษย์และธรรมชาติ)
(หมายเหต:ุ ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล)
2. ครูอธิบายเพ่ิมเติมว่า จากวีดิทัศน์นักเรียนจะเห็นว่าสิ่งแวดล้อมมีความสาคัญมากเพียงใด เมื่อส่ิงแวดล้อมเกิดภัย
พบิ ัติทางธรรมชาตทิ ่รี ุนแรงตอ่ ส่ิงมชี วี ิต ซง่ึ สาเหตทุ ่ีทาใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์ ดังนั้น เราจึง
ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมไมใ่ ห้เกดิ การเปลย่ี นแปลง
ขน้ั สอน
ขน้ั สารวจคน้ หา
1. ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มสนทนาแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ในหวั ข้อ ปญั หาสิง่ แวดล้อมในท้องถิ่นของเรา โดยให้บันทกึ
ขอ้ มูลลงในสมุด จากน้ันอภปิ รายและสรุปรว่ มกนั
2. ครอู ธิบายเสริมเพม่ิ เติมว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงเรยี นจะมีลักษณะท่ีคล้ายกับปญั หาส่ิงแวดลอ้ มในทอ้ งถ่ินของ
นักเรยี น คือ ปญั หาเกย่ี วกับขยะ ดังนัน้ เราควรทากจิ กรรมที่เก่ยี วกบั การจดั การปัญหาขยะในโรงเรียนของเรา
เชน่ กัน
3. นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ร่วมกันทากิจกรรมพฒั นาการเรยี นรู้ที่ 3 จากน้ันบนั ทกึ ผลลงในสมดุ แลว้ สรุปผลรว่ มกนั ภายใน
กลุ่ม
4. ครมู อบหมายให้นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ ทากจิ กรรมการจัดการขยะในโรงเรยี น จากใบงาน เรื่อง การจัดการขยะภายใน
โรงเรยี นของเรา
คาบที่ 2
ข้ันอธิบายความรู้
1. ครใู ห้ตัวแทนกลุ่มนาเสนอผลสรปุ ของกจิ กรรมแลกเปลย่ี นเรียนร้ใู ห้นกั เรยี นคนอ่นื ฟงั เมื่อครบทุกกลุ่มครตู ัง้ คาถาม
ว่า ปัญหาส่ิงแวดล้อมท่ีพบในท้องถิ่นส่วนใหญจ่ ะเปน็ ปัญหาเกยี่ วกับอะไร โดยให้นกั เรยี นช่วยกันอภปิ รายและสรุป
รว่ มกนั
(แนวตอบ : ปญั หาสงิ่ แวดล้อมทพี่ บสว่ นใหญ่ คือ ขยะ น้าเสีย และการตัดตน้ ไม้)
(หมายเหตุ: ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่
ขนั้ สรุป
ข้ันขยายความเข้าใจ
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้เกี่ยวกับความสาคัญของสิ่งแวดล้อมที่ได้เรียนมา จากนั้นครูสุ่มเลือกตัวแทน
กลุ่มมานาเสนอผลการสรุปความรู้ของแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งให้นักเรียนกลุ่มอื่นๆ ช่วยกันเสริมข้อมูลเกี่ยวกับ
ความสาคัญของส่ิงแวดล้อมในสว่ นอน่ื ที่ยังไม่สมบูรณ์
ขน้ั ตรวจสอบผล
1. ครูใหน้ กั เรยี นสรปุ ความรู้จากการเรยี นจนได้ข้อสรุปรว่ มกนั ว่า ส่งิ แวดลอ้ มมคี วามสาคัญเป็นอยา่ งมากต่อการ
ดารงชีวติ ของสงิ่ มชี วี ิต เม่ือสง่ิ แวดล้อมเกดิ การเปลย่ี นแปลงจงึ ส่งผลกระทบต่อสง่ิ มีชวี ติ โดยสาเหตทุ ท่ี าให้
สิ่งแวดลอ้ มเกดิ การเปล่ยี นแปลงนั้นสว่ นใหญ่มาจากมนุษย์ ดังนั้น เราจงึ ควรดูแลรักษาสิง่ แวดลอ้ มเพ่ือใหเ้ กดิ ความ
สมดุลในธรรมชาติ
2. ครูประเมนิ ผลจากการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤติกรรมการทางานกลุ่ม
และจากการนาเสนอผลการทากิจกรรมน้าชน้ั เรียน
3. ครตู รวจสอบผลการทากจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรู้ที่ 3 จากในสมดุ
6.การวัดและประเมินผล วิธกี ารวดั ผล เครือ่ งมือวดั เกณฑก์ าร
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล 1.คาถามกระตุ้น
จุดประสงค์ ความคิด 70% ขนึ้ ไป ถือวา่
ผา่ นเกณฑ์การ
ความรู้ความ 1. สังเกตจากการซักถาม ตอบ ประเมนิ
เขา้ ใจ (K) คาถาม
ทักษะ/ 2. อธบิ ายการดูแลรักษา 1. กิจกรรมพัฒนาการ 70% ขนึ้ ไป ถือวา่
กระบวนการ (P) ส่งิ แวดล้อมได้
1. มสี ่วนร่วมในการรักษา เรียนร้ทู ่ี 3 ผ่านเกณฑ์การ
สิ่งแวดล้อม
ประเมิน
คุณลักษณะนิสัย (A) 1. สังเกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสงั เกต 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
รบั ผิดชอบตอ่ งานท่ีสง่ั พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
2. ตระหนักในคุณค่าของ ประเมนิ
ส่ิงแวดล้อมทีม่ ีตอ่ การดานงชีวิต
ของสง่ิ แวดล้อม
7. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
7.1สื่อการเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2 ส่งิ มีชีวติ กบั สง่ิ แวดลอ้ ม
2) PowerPoint เรอ่ื ง การอนรุ ักษส์ ง่ิ แวดล้อม
3) ใบงาน เรื่อง การจัดการขยะในโรงเรยี นของเรา
4) สมดุ ประจาตัวนกั เรยี น
7.2แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องเรยี น
2) อนิ เทอรเ์ น็ต
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผสู้ อน ลงชือ่ ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
ใบงาน
เรือ่ ง การจดั การขยะในโรงเรียนของเรา
จดุ ประสงค์
นกั เรียนมีสว่ นรว่ มในการดแู ลรกั ษาสง่ิ แวดล้อมเกยี่ วกับการจัดการขยะในโรงเรียน
ตอ้ งเตรยี มตอ้ งใช้
1) สีไม้
2) ถงุ มอื ยาง
3) กระดาษแข็งแผ่นใหญ่ 1 แผ่น
4) แหลง่ ขอ้ มลู เช่น หนังสือ อนิ เทอร์เน็ต
วธิ ีการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
1) แบง่ กลมุ่ กลุม่ ละ 3-4 คน สารวจขยะบริเวณโรงเรียนและในถังขยะ โดยใหศ้ ึกษาวา่ เปน็ ขยะอะไรบา้ ง
2) บันทึกชนิดของขยะลงในสมดุ ประจาตวั
3) สบื คน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกับการจาแนกประเภทขยะจากแหล่งข้อมูล และจาแนกประเภทของขยะท่ีได้
จากการสารวจ แลว้ บันทึกขอ้ มลู ลงในสมดุ ประจาตวั
4) สบื ค้นขอ้ มูลเกี่ยวกบั การจัดการขยะจากแหลง่ ข้อมลู แล้วรวมกันสรุปขอ้ มลู ภายในกลุ่ม
5) นาขอ้ มูลทีไ่ ดจ้ ากกิจกรรมทงั้ หมด ได้แก่ ชนิดของขยะ ประเภทของขยะ และการจดั การขยะ
เขียนลงในกระดาษแข็ง พร้อมทง้ั ตกแตง่ ให้สวยงาม
6) นาเสนอผลงาน และร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ ภายในช้ันเรียน
ข้อควรระวัง
กรณีนกั เรียนตอ้ งสมั ผัส หยบิ หรือจับขยะเพ่ือทาการศึกษา จะตอ้ งสวมถุงมือยางทกุ คร้ัง
และถา้ พบขยะทไี่ ม่แน่ใจวา่ เป็นอนั ตรายหรอื ไม่ ให้สอบถามกับครูก่อนทจี่ ะทาการศึกษา
สัปดาห์ท่ี 8
โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี ……1…/…….……... ชอื่ ผู้สอน ….…………………………………………………
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 สิ่งมีชีวิตกับส่ิงแวดล้อม เรอื่ ง ความสาคญั ของสงิ่ แวดล้อม 2
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชวี้ ดั
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต และ
ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ
ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปญั หาส่งิ แวดล้อมรวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด ป.5/4 ตระหนักในคุณค่าของสิ่งแวดล้อมท่ีมตี อ่ การดารงชีวติ ของสิง่ มชี วี ติ โดยมีสว่ นร่วมในการดแู ล
ส่งิ แวดล้อม
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ส่ิงมีชีวิตและส่ิงแวดล้อมในธรรมชาติล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จึงทาให้เกิดความสมดุลของธรรมชาติ เมื่อ
มนุษย์ทาลายส่ิงแวดล้อมจึงก่อให้เกิดผลกระทบต่อส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังน้ัน จึงควรมีการรักษาส่ิงแวดล้อมและ
ทรัพยากรธรรมชาตดิ ้วยวิธีการตา่ ง ๆ เพื่อใหธ้ รรมชาติเกิดความสมดุล
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายการดูแลรักษาสง่ิ แวดล้อมได้ (K)
2. มสี ว่ นร่วมในการรักษาสิ่งแวดลอ้ ม (P)
3. ตระหนักในคณุ ค่าของสง่ิ แวดล้อมท่มี ีต่อการดารงชีวิตของสิ่งแวดลอ้ ม (A)
4. สาระการเรยี นรู้
ตระหนักในคุณค่าของสงิ่ แวดลอ้ มทม่ี ีต่อการดารงชวี ิตของส่ิงมชี ีวติ โดยมีสว่ นรว่ มในการดูแลรกั ษาสงิ่ แวดล้อม
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1
ขนั้ นา
ขั้นกระต้นุ ความสนใจ
1. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ในการแบ่งกล่มุ ครใู ชว้ ิธีการดังนี้
ครูแจกลูกแก้วที่มีสีต่างกันให้กับนักเรียนทุกคน คนละ 1 ลูก (การกาหนดจานวนสี
ของลูกแก้วขึ้นอยู่กับจานวนนักเรียนและจานวนกลุ่มที่ต้องการ เช่น มีนักเรียนทั้งหมด 20 คน
ต้องการแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ก็ต้องกาหนดสีลูกแก้วไว้ 5 สี สีละ 4 ลูก) จากนั้นให้นักเรียนที่ได้
ลกู แกว้ สเี หมือนกันอยู่กลุม่ เดยี วกนั ทั้งน้เี พือ่ เปน็ การกระตุ้นความสนใจของนักเรียน
2. จากนั้นนักเรียนทุกกลุ่มศึกษาเนื้อหาและภาพจากหัวข้อ ความสาคัญของสิ่งแวดล้อม จากหนังสือเรียนหน้า 41
แลว้ ช่วยกันตอบคาถามว่า
1) นักเรยี นมีวิธีการจัดการหรือป้องกนั การทาลายสง่ิ แวดลอ้ มในภาพได้อยา่ งไรบา้ ง
(แนวตอบ : ข้นึ อยกู ับคาตอบของนักเรยี นใหอ้ ยใู่ นดุลยพนิ ิจของครูผู้สอน)
ข้นั สอน
ขั้นสารวจค้นหา
1. ครูเปิด PPT เร่ือง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้นักเรียนดู แล้วให้นักเรียนศึกษาเน้ือหาเพ่ิมเติมจกหนังสือเรียนหน้า
43 จากนั้นให้นักเรยี นรว่ มกนั สรุปความร้เู รอื่ งการอนรุ กั ษ์สงิ่ แวดล้อม
2. ครูมอบหมายใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทากจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรทู้ ่ี 4 จากหนังสือเรียนหน้า 44
(หมายเหต:ุ ครเู ร่มิ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )
ขั้นอธิบายความรู้
1. ครูจับสลากเลือกหมายเลขกลุ่มให้ออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ที่4 โดยให้นักเรียนแต่ละ
กลุ่มเลอื กสง่ ตัวแทนออกมานาเสนอ 1-2 คน
2. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลการทากจิ กรรมหนา้ ชนั้ เรยี นตามลาดบั โดยครูคอยเสริมในสว่ นทบี่ กพรอ่ ง
3. นักเรียนทกุ กลุ่มร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมภายในช้นั เรียน
(หมายเหตุ: ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสังเกตพฤติกรรมการทางานกลมุ่ )
ข้นั สรุป
ขน้ั ขยายความเข้าใจ
1. นักเรียนแต่ละคนศึกษาแผนผังความคิด (Mind Mapping) สรุปสาระสาคัญ ประจาบทท่ี 1 จากหนังสือเรียนหน้า
45 เพอ่ื ตรวจสอบการเขยี นสรุปความรู้ที่นักเรยี นทาไวใ้ นสมดุ
2. นักเรียนทากิจกรรมฝึกทักษะบทที่ 1 จากหนังสือเรียนหน้า 46-47 ข้อ 1-6 ลงในสมุด หรือทาในแบบฝึกหัด
วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
คาบท่ี 2
ขั้นขยายความเข้าใจ
3. ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนทากิจกรรมทา้ ทายความคดิ ขัน้ สูง จากแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
4. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน จากน้ันศึกษากิจกกรมสร้างสรรค์ผลงานจากหนังสือเรียน หน้า 48 โดยครู
มอบหมายใหน้ ามาสง่ ในชว่ั โมงเรียนตอ่ ไปพร้อมนาเสนอหนา้ ชน้ั เรียน
(หมายเหต:ุ ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ )
ขั้นตรวจสอบผล
1. นักเรียนดูตารางตรวจสอบตนเอง จากหนังสือเรียนเรียนวทิ ยาศาสตร์ หนา้ 44 จากนนั้ ถามนักเรียนเปน็ รายบุคคล
ตามรายการขอ้ 1-5 จากตาราง เพือ่ เปน็ การตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียนหลังจากการเรยี น หาก
นกั เรยี นคนใดตรวจสอบตนเองโดยให้อยู่ในเกณฑ์ควรปรบั ปรุง ใหค้ รูทบทวนบทเรียนหรือหากจิ กรรมอืน่ ซ่อมเสริม
เพอ่ื ใหน้ ักเรียนมีความร้คู วามเขา้ ใจในบทเรียนมากข้นึ
2. ครปู ระเมนิ ผลจากการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคาถาม พฤติกรรมการทางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
และจากการนาเสนอผลการทากจิ กรรมนา้ ชัน้ เรยี น
3. ครตู รวจสอบผลการทากจิ กรรมพัฒนาการเรยี นรู้ท่ี 4 จากในสมดุ
4. ครตู รวจสอบผลการสรุปความรเู้ กยี่ วกบั ชีวิตสัมพนั ธ์จากสมดุ
5. ครูตรวจผลการทากจิ กรรมฝกึ ฝนทักษะบทที่ 1 ในสมุด หรอื แบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
6. ครูตรวจผลการทากิจกรรมทา้ ทายการคิดข้นั สงู ในแบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
7. ครูตรวจชิ้นงาน/ผลงานแบบจาลองแหล่งท่ีอยู่อาศัยของกลุ่มสิ่งมีชีวิต และการนาเสนอชิ้นงาน/ผลงาน หน้าชั้น
เรียน
6.การวัดและประเมินผล วธิ ีการวดั ผล เครอ่ื งมอื วัด เกณฑก์ าร
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมินผล 1.คาถามกระต้นุ
จดุ ประสงค์ ความคดิ 70% ขน้ึ ไป ถอื ว่า
ผา่ นเกณฑ์การ
ความรู้ความ 1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบ ประเมิน
เข้าใจ (K) คาถาม
ทักษะ/ 2. อธิบายการดูแลรกั ษา 1. กจิ กรรมพฒั นาการ 70% ขึ้นไป ถือวา่
กระบวนการ (P) สงิ่ แวดล้อมได้
1. มีสว่ นร่วมในการรักษา เรียนรู้ท่ี 4 ผา่ นเกณฑ์การ
สงิ่ แวดล้อม
ประเมิน
คุณลักษณะนิสัย (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสงั เกต 70% ข้ึนไป ถอื วา่
รบั ผดิ ชอบต่องานท่สี ่งั พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์การ
2. ตระหนักในคุณค่าของ ประเมิน
สิ่งแวดลอ้ มทม่ี ีตอ่ การดานงชีวิต
ของสิง่ แวดล้อม
7. สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้
7.3สือ่ การเรยี นรู้
1) หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 2 สง่ิ มีชวี ติ กับสง่ิ แวดล้อม
2) วัสด-ุ อุปกรณ์กิจกรรมสรา้ งสรรค์ผลงาน
3) PowerPoint เรื่อง การอนุรักษ์ส่งิ แวดลอ้ ม
4) สมุดประจาตวั นักเรยี น
7.4แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งเรียน
2) อนิ เทอรเ์ น็ต
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผสู้ อน ลงช่ือ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท์ ่ี 8
โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรียนรู้
ภาคเรยี นที่ ……1…/…….……... ชอ่ื ผูส้ อน ….…………………………………………………
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 จานวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 สิง่ มชี ีวติ กบั สิ่งแวดลอ้ ม เรอ่ื ง ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของสง่ิ มีชีวติ 1
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชีว้ ัด
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปล่ียนแปลงทางพนั ธุกรรมทีม่ ผี ลตอ่ ส่งิ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ฒั นาการของสิ่งมีชวี ิต รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตัวชี้วดั ป.5/1 อธิบายลกั ษณะทางพนั ธุกรรมท่มี กี ารถา่ ยทอดจากพอ่ แมส่ ู่ลกู ของพืช สตั ว์ และมนุษย์
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
สิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เม่ือโตเต็มท่ีจะมีการสืบพันธ์ุเพื่อเพิ่มจานวนและดารงพันธ์ุ โดยลูกท่ีเกิดมาจะได้รับ
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มีลักษณะทางพันธุกรรมท่ีเฉพาะแตกต่างจากส่ิงมีชีวิตชนิดอ่ืน โดย
ลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตจะอยู่ในยีน ซึ่งยีน คือ หน่วยพันธุกรรมที่ทาหน้าท่ีควบคุมและถ่ายทอดลักษณะทาง
พนั ธุกรรมของสิ่งมชี วี ิต
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายลักษณะทางพนั ธุกรรมท่มี กี ารถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของสงิ่ มีชวี ิต (K)
2. เปรียบเทยี บลักษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มชี ีวติ ได้ (P)
3. มีความสนใจและกระตอื รือร้นในการเรียนรู้ (A)
4. สาระการเรียนรู้
ลกั ษณะทางพันธกุ รรมที่มกี ารถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ่ลู กู ของพืช สัตว์ และมนุษย์
5. กิจกรรมการเรียนรู้
คาบท่ี 1
ขน้ั นา
ขัน้ กระตนุ้ ความสนใจ
1. ครใู หน้ กั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อวดั ความรเู้ ดมิ ของนกั เรยี นก่อนเข้าส่บู ทเรยี น ( เวลา 20 นาที)
2. นกั เรยี นสังเกตภาพหน้าบทท่ี 2 ลกั ษณะทางพันธกุ รรมของสิงมีชวี ติ จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1 หนา้
49 จากนนั้ นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกันว่า ภาพนีเ้ กี่ยวข้องกับลักษณะทางพันธุกรรมอยา่ งไร โดยครคู อยเสริม
ขอ้ มูลในส่วนท่ีบกพร่อง
3. ครถู ามนนักเรยี นเพื่อกระตุน้ ความคิดว่า
1) ลกู ในภาพมลี ักษณะใดบ้างท่ีเหมือนกับพ่อและแม่
(แนวตอบ : เช่น ลกั ษณะเส้นผม สผี ม เหมือนพ่อแม่ ลักษณะหนงั ตาบนเหมอื นแม่ ลกั ษณะจมกู
เหมอื นพอ่ )
4. นักเรียนรว่ มกันเรียนรู้คาศพั ท์ท่เี ก่ียวข้องกบั การเรยี นในบทท่ี 2 โดยขออาสาสมัครนักเรยี น 1คน เป็นผอู้ า่ นนาและ
ใหน้ กั เรยี นทงั้ ห้องอ่านตาม ดังนี้
Heredity (ฮิ’เรด็ -ดิท)ิ พนั ธุกรรม
Skin coior (ซกิน ‘คัลเลอ) สีผวิ
Hair color (แฮ ‘คลั เลอ) เส้นผม
3. ครูแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 2-3 คน จากนั้นแต่ละกลุ่มร่วมกันทากิจกรรมนาสู่การเรียนโดยอ่านสถานการณ์จากหนังสือ
เรยี นหน้า 50 แล้วทากิจกรรมโดยให้วาดภาพลงในสมดุ พร้อมเขียนบรรยายลักษณะท่ีมีการถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก
หรือทาลงในแบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 เพอ่ื นามาอภิปรายและสรปุ คาตอบร่วมกันในชัน้ เรียน
(หมายเหตุ: ครูเริม่ ประเมินนักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )
ขน้ั สอน
ขั้นสารวจค้นหา
1. ครนู าภาพสนุ ัขพนั ธ์ุต่างๆ มาใหน้ กั เรียนสงั เกตแล้วร่วมกนั อภิปราย ดังนี้
1) จากภาพ ลกู สุนัขตวั ใดเป็นลูกของสนุ ัขตวั ใด
2) นักเรยี นสงั เกตจากสิ่งใดว่า ลูกสุนขั ตัวน้ันเป็นลกู ของสุนขั ตวั ใด
2. ครอู ธิบายให้นักเรียนฟังว่า สิ่งมีชวี ติ แตล่ ะชนิดมลี ักษณะเฉพาะทีท่ าให้มองเหน็ ความแตกตา่ งระหว่างพวกหรือกลมุ่
ไดช้ ัดเจน เชน่ คนในแตล่ ะครอบครัว มา้ กับวัว เป็ดกับปลา
3. ครใู ห้นกั เรียนศึกษาข้อมูลและดูภาพในหนังสอื เรียนหนา้ 51 จากน้นั ครูให้นักเรียนตอบคาถามว่า
1) นักเรียนมลี กั ษณะใดเหมือนหรอื แตกต่างจากพ่อกับแม่บ้าง
(แนวตอบ : ขึน้ อยู่กับคาตอบของนักเรยี น ให้อยู่ในดลุ ยพินิจของครผู สู้ อน)
(หมายเหต:ุ ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล
คาบที่ 2
ขัน้ อธบิ ายความรู้
1. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั อภิปรายและสรปุ ขอ้ มลู จาการศึกษาหน้า 51
(หมายเหต:ุ ครูเริ่มประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกล่มุ )
ข้ันสรุป
ขน้ั ขยายความเข้าใจ
1. สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันศึกษาเนื้อหาเพ่ิมเติมเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตจาก
หนงั สอื เรียนหนา้ 54
2. ครูอธิบายความรู้เพิ่มเติมให้นักเรียนฟังว่า ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตจะอยู่ใน ยีน ซ่ึงยีน คือ หน่วย
พันธุกรรมที่ทาหน้าที่ควบคุมและถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิต ยีนจะอยู่บนโครโมโซมซ่ึงอยู่
ภายในเซลล์ของสง่ิ มชี ีวติ โดยโครโมโซมแทง่ หนงึ่ ๆ จะมยี ีนอยู่เป็นจานวน และเน่ืองจากโครโมโซมอยู่เป็นคู่ ยีนท่ี
อยู่บนโครโมโซมจงึ มเี ปน็ คู่ด้วย
ขัน้ ตรวจสอบผล
1. ครูสุ่มนักเรียนตามเลขท่ี 5-6 คน ให้ออกมาอธิบายความรู้เก่ียวกับลักษณะทางพันธุกรรมของ
ส่ิงมีชีวิต จากนั้นให้นักเรียนท้ังห้องร่วมกันสรุปความรู้จนได้ข้อสรุปว่า ลักษณะทางพันธุกรรม คือ
ลกั ษณะของส่ิงมีชวี ติ ทีส่ ามารถถ่ายทอดจากพ่อแมไ่ ปส่ลู กู ได้ และถา่ ยทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหน่ึง
ต่อไปเร่ือยๆ เช่น ลกั ษณะสผี ิวของมนุษย์ ลกั ษณะขอบใบของพืช ลักษณะใบหูของสตั ว์
(หมายเหต:ุ ครูเริ่มประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
2. ครตู รวจสอบผลการทาแบบทดสอบก่อนเรียน เพอื่ ตรวจสอบความเข้าใจกอ่ นเรียนของนกั เรียน
3. ครตู รวจสอบการทากิจกรรมนาเข้าสู่การเรียนในสมุด หรือตรวจผลการทากิจกรรมนาเข้าสู่การเรียน
ในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
6.การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เคร่ืองมอื วดั เกณฑก์ าร
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล 70% ขึ้นไป ถือวา่
จุดประสงค์ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมิน
ความรูค้ วาม 1. สังเกตจากการซักถาม ตอบ 1.คาถามกระตนุ้
เข้าใจ (K) คาถาม ความคดิ 70% ขึน้ ไป ถือวา่
ผ่านเกณฑ์การ
2. อธบิ ายลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมที่ ประเมนิ
มีการถา่ ยทอดจากพอ่ แม่สูล่ กู ของ 70% ขึน้ ไป ถือวา่
ผ่านเกณฑ์การ
สงิ่ มีชีวิต ประเมิน
ทักษะ/ 1. เปรยี บเทยี บลักษณะทาง 1. กจิ กรรมนาเข้าสู่
กระบวนการ (P)
พนั ธุกรรมของสง่ิ มีชีวติ ได้ บทเรยี น
คุณลักษณะนิสยั (A) 1. สงั เกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสังเกต
รับผดิ ชอบตอ่ งานทสี่ ่งั สง่ งานตรง พฤติกรรม
เวลาทกี่ าหนด
2. มีความสนใจและกระตือรือรน้
ในการเรยี นรู้
7. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้
1.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) แบบทดสอบก่อนเรยี น
2) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5
3) สมุดประจาตัวนกั เรียน
1.2 แหลง่ การเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) หอ้ งสมุด
3) อินเทอรเ์ นต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................... .............................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครูผสู้ อน ลงชอ่ื ...................................................ฝา่ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชอ่ื ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท์ ่ี 9
โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ัฒนา
แผนการจดั การเรียนรู้
ภาคเรยี นที่ ……1…/…….……... ชอ่ื ผูส้ อน ….…………………………………………………
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 จานวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 สิง่ มชี ีวติ กบั สิ่งแวดลอ้ ม เรอ่ื ง ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของสิ่งมชี ีวติ 2
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชีว้ ัด
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปล่ียนแปลงทางพนั ธุกรรมทม่ี ผี ลตอ่ ส่งิ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ัฒนาการของสิ่งมีชวี ิต รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตัวชี้วดั ป.5/1 อธิบายลกั ษณะทางพนั ธุกรรมท่มี ีการถา่ ยทอดจากพอ่ แมส่ ลู่ กู ของพชื สตั ว์ และมนษุ ย์
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
สิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เม่ือโตเต็มท่ีจะมีการสืบพันธ์ุเพ่ือเพิ่มจานวนและดารงพันธ์ุ โดยลูกท่ีเกิดมาจะได้รับ
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มีลักษณะทางพันธุกรรมท่ีเฉพาะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน โดย
ลักษณะทางพันธุกรรมของส่ิงมีชีวิตจะอยู่ในยีน ซึ่งยีน คือ หน่วยพันธุกรรมท่ีทาหน้าที่ควบคุมและถ่ายทอดลักษณะทาง
พนั ธุกรรมของสิ่งมชี ีวิต
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายลกั ษณะทางพนั ธุกรรมท่มี กี ารถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของสงิ่ มีชวี ติ (K)
2. เปรียบเทยี บลักษณะทางพันธุกรรมของสิง่ มชี ีวติ ได้ (P)
3. มีความสนใจและกระตอื รือร้นในการเรียนรู้ (A)
4. สาระการเรียนรู้
ลกั ษณะทางพันธกุ รรมที่มกี ารถ่ายทอดจากพ่อแม่ส่ลู กู ของพืช สัตว์ และมนุษย์
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบที่ 1
ขน้ั นา
ขน้ั กระตนุ้ ความสนใจ
1. ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรยี นกอ่ นท่จี ะเข้าสู่บทเรียน โดยตง้ั คาถามกระต้นุ ความคิด ดงั นี้
1) นกั เรียนมลี กั ษณะใดบ้างท่ไี ม่เหมือนเพ่อื น
(แนวตอบ : ขึน้ อยูก่ ับดลุ ยพนิ จิ ของครู)
ขัน้ สอน
ขั้นสารวจค้นหา
1. ครูใหน้ ักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน จากนั้นช่วยกันศกึ ษากิจกรรมท่ี 1 โดยปฏบิ ตั ิกิจกรรม ดงั นี้
1) ศึกษาข้ันตอนการทากิจกรรมจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ หน้า 52-53 อย่างละเอียด หากมีข้อสงสัยให้
สอบถามครู
2) ร่วมกันทากิจกรรมตามข้ันตอนให้ครบถ้วนและถูกต้องทุกขั้นตอน จากน้ันบันทึกผลในสมุด หรือบันทึกใน
แบบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
2. ครูใหค้ วามรู้ความเขา้ ใจเพม่ิ เตมิ ก่อนการทากิจกรรมวา่ ลกั ษณะท่ีคล้ายคลึงกับพอ่ แม่ คือ ลักษณะของนักเรียนที่
เกือบเหมอื นหรือละม้ายกบั พ่อแม่ เชน่ รปู ร่างหนา้ ตา สผี ิว หนงั ตาบน สนั จมูก
คาบที่ 2
ข้นั อธิบายความรู้
1. นักเรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกันอภิปรายและสรปุ ผลจากการทากจิ กรรมภายในกลุ่ม
2. ครูจับสลากเลอื กตวั แทนนกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานของกลุ่มหนา้ ชั้นเรียนทีละกลมุ่
3. นักเรียนแตล่ ะกลุม่ ออกมานาเสนอผลงานหน้าชั้นเรยี นจนครบ จากนัน้ นกั เรียนทุกคนร่วมกันอภิปรายและสรุปผล
เกยี่ วกับการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมของสิ่งมชี วี ติ
(หมายเหตุ: ครเู ริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่ )
ขน้ั สรปุ
ข้ันขยายความเข้าใจ
1. ครใู ห้นกั เรียนแต่ละคนทากิจกรรมหนูตอบไดจ้ ากหนงั สอื เรยี นหน้า 53 ลงในสมุดหรือทาในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์
ป.5 เล่ม 1
(หมายเหต:ุ ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบคุ คล)
ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจสอบผลการทากจิ กรรมท่ี 1 เรอื่ ง ลกั ษณะทางพันธุกรรม ในสมดุ หรือแบบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1
2. ครูตรวจสอบผลการทากิจกรรมหนูตอบได้ ในสมุดหรอื แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เลม่ 1
6.การวัดและประเมินผล วิธกี ารวดั ผล เครือ่ งมอื วดั เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
การวัดและประเมนิ ผล 70% ขึ้นไป ถือวา่
จุดประสงค์ ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ
ความร้คู วาม 1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบ 1.คาถามกระตุน้
เขา้ ใจ (K) คาถาม ความคิด 70% ขึ้นไป ถอื วา่
ผา่ นเกณฑ์การ
2. อธบิ ายลักษณะทางพนั ธกุ รรมท่ี ประเมนิ
มีการถา่ ยทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของ 70% ข้ึนไป ถอื ว่า
ผ่านเกณฑ์การ
ส่ิงมชี ีวติ ประเมิน
ทกั ษะ/ 1. เปรียบเทียบลกั ษณะทาง 1. กิจกรรมที่ 1
กระบวนการ (P)
พนั ธุกรรมของส่งิ มีชีวติ ได้
คณุ ลักษณะนสิ ยั (A) 1. สังเกตจากการเรียนมคี วาม 1. แบบสงั เกต
รับผิดชอบตอ่ งานที่สั่งส่งงานตรง พฤติกรรม
เวลาทก่ี าหนด
2. มีความสนใจและกระตือรือรน้
ในการเรียนรู้
7. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.5
2) วัสดุ-อปุ กรณก์ จิ กรรมการทดลองกจิ กรรมท่ี 1
3) สมดุ ประจาตวั นกั เรยี น
7.2 แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งเรียน
2) ห้องสมดุ
3) อนิ เทอรเ์ นต็
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ............................................ครผู สู้ อน ลงช่ือ...................................................ฝา่ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ................................................... ผบู้ ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท์ ี่ 9
โรงเรียนขจรเกียรตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรียนรู้
ภาคเรียนท่ี ……1…/…….……... ชอื่ ผูส้ อน ….…………………………………………………
กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 2 คาบ
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 สิง่ มีชีวติ กบั สง่ิ แวดล้อม เรือ่ ง การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมใน
ครอบครัวของมนุษย์ 1
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวัด
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปล่ยี นแปลงทางพนั ธุกรรมท่ีมีผลต่อสง่ิ มีชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวฒั นาการของสิ่งมชี วี ติ รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตวั ชว้ี ัด ป.5/1 อธบิ ายลักษณะทางพันธกุ รรมทีม่ กี ารถา่ ยทอดจากพอ่ แมส่ ลู่ ูกของพชื สัตว์ และมนุษย์
2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
ส่ิงมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มท่ีจะมีการสืบพันธุ์เพ่ือเพิ่มจานวนและดารงพันธ์ุ โดยลูกท่ีเกิดมาจะได้รับ
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะแตกต่างจากส่ิงมีชีวิตชนิดอ่ืน โดยคนเรา
จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับคนในครอบครัวของเรา ลักษณะต่าง ๆ ท่ีคล้ายคลึงกันน้ีเป็นการถ่ายทอดลักษณะบางลักษณะจาก
บรรพบุรุษสู่ลูกหลาน เรียกว่า การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ซ่ึงบางลักษณะจะเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่ หรืออาจมี
ลกั ษณะเหมือนปู่ ยา่ ตา ยาย
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายลกั ษณะทางพันธุกรรมทีม่ กี ารถ่ายทอดจากพ่อแมส่ ลู่ ูกของมนุษย์ได้ (K)
2. สารวจและเปรียบเทียบเกย่ี วกบั การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรมของตนเองกบั คนในครอบครัวได้ (P)
3. ให้ความรว่ มมือในการเรียนรู้ (A)
4. สาระการเรียนรู้
- ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของพืช สัตว์ และมนุษย์ ลักษณะของตนเองจะคล้ายคลึงกับคนใน
ครอบครวั
5. กิจกรรมการเรียนรู้
คาบท่ี 1
ขั้นนา
ขน้ั กระตนุ้ ความสนใจ
1. ครสู ุ่มเลือกนักเรียนชายและหญิง อย่างละ 1 คู่ ใหอ้ ออกมาหนา้ ชั้นเรยี น จากนั้นใหน้ ักเรียนร่วมกนั สังเกตเพื่อนที่
ยืนหนา้ ห้อง
2. ครกู ระตุ้นความสนใจของนักเรียนก่อนทจี่ ะเข้าสูบ่ ทเรยี น โดยต้ังคาถามกระตนุ้ ความคดิ ดังน้ี
1) นักเรียนคดิ ว่า เพื่อนทีย่ ืนอยหู่ น้าช้ันมีรูปรา่ งหนา้ ตาคล้ายคลึงกนั หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : ไม่คล้ายคลงึ กัน เพราะเพ่ือนไม่ใชล่ ูกทมี่ ีพ่อแม่เดียวกนั )
2) ถา้ เพ่ือนท่ียนื อย่หู นา้ หอ้ งมีพ่อแมค่ นเดียวกนั เพ่ือนทีย่ นื อยูห่ นา้ หอ้ งจะมีรปู ร่างหน้าตาคล้ายคลงึ กันหรือไม่
(แนวตอบ : เหมอื นกัน)
(หมายเหตุ: ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
ข้ันสอน
ขั้นสารวจคน้ หา
1. ครูอธิบายเพ่ิมเติมให้นักเรียนเข้าใจว่า มนุษย์เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ จะสามารถสืบพันธ์ุออกลูกออก
หลานได้ ลูกหลานที่ดารงพันธุ์ต่อไปจะได้รับการถ่ายทอดลักษณะจากพ่อแม่และ บรรพบุรุษ เช่น ลักษณะ
เส้นผม ลกั ษณะหนงั ตาบน ความสงู สผี ม สผี วิ สีตา
2. ครูแจกใบงาน เรื่อง การสารวจลักษณะทางพันธุกรรมของคนในครอบครัว โดยให้นักเรียนสารวจตนเองว่า มี
ลกั ษณะใดบ้างท่ีเหมือนกับสมาชิกคนอ่ืน ๆ ในครอบครวั แล้วบนั ทกึ ผลลงในใบงาน
3. ครูสุ่มเรียกนักเรียน 3-4 คน ให้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความแตกต่างของตนเองกับสมาชิกใน
ครอบครัวท่ีหนา้ ชน้ั เรยี น จากน้นั ให้นักเรยี นร่วมกันอภิปรายและสรปุ ผลร่วมกนั
4. ครูสรุปความรู้เพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจเก่ียวกับการทากิจกรรมว่า จากการทากิจกรรมนักเรียนจะเห็นได้ว่า
ตวั เองและพี่น้องมีลกั ษณะบางลักษณะเหมือนพ่อ และมีบางลักษณะเหมือนแม่ บางลักษณะอาจไม่เหมือนพ่อ
เหมือนแม่ แต่อาจเป็นลักษณะที่เหมือนปู่ ย่า ตา ยาย ซ่ึงลักษณะที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกหลานได้น้ันเป็น
ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
คาบท่ี 2
ข้นั อธบิ ายความรู้
1. ครูให้นักเรียนแต่ละคนออกมานาเสนอผลการทาใบงาน เร่ือง การสารวจลักษณะทางพันธุกรรมของคนใน
ครอบครวั ท่หี นา้ ชนั้ เรียนตามลาดบั เลขทีจ่ นครบทกุ คน
(หมายเหตุ: ครเู ร่ิมประเมินนักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล)
ข้ันสรุป
ข้นั ขยายความเข้าใจ
1. นักเรยี นศกึ ษาเนือ้ หาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแปรผันทางพันธุกรรม และกฎการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของเกรเกอร์
โยฮันน์ เมนเดล จากหนงั สอื เรยี นหนา้ 57
2. ครูทบทวนความรู้เรื่องลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ โดยให้นักเรียนศึกษาตัวอย่างจากหนังสือเรียน หน้า 56
จากนัน้ ใหน้ กั เรยี นไปสบื คน้ ลักษณะทางทางพันธกุ รรมของมนษุ ยท์ ่สี ามารถถา่ ยทอดไดน้ อกจากที่อยู่ในหนังสือเรียน
แล้วบนั ทึกลงในสมุด จากนนั้ นาสง่ ครใู นชั่วโมงถดั ไป
ข้นั ตรวจสอบผล
1. ครูตรวจสอบผลการทาใบงาน เร่ือง การสารวจลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของคนในครอบครวั
6.การวัดและประเมินผล วธิ ีการวดั ผล เคร่ืองมอื วัด เกณฑก์ าร
ประเมินผล
การวัดและประเมินผล 70% ขน้ึ ไป ถือวา่
จุดประสงค์ ผา่ นเกณฑ์การ
ประเมนิ
ความรคู้ วาม 1. สงั เกตจากการซักถาม ตอบ 1.คาถามกระตุ้น
เข้าใจ (K) คาถาม ความคดิ 70% ขึ้นไป ถือว่า
ผา่ นเกณฑ์การ
2. อธิบายลกั ษณะทางพันธุกรรมท่ี ประเมิน
มกี ารถา่ ยทอดจากพ่อแม่ส่ลู กู ของ 70% ขน้ึ ไป ถือว่า
ผ่านเกณฑ์การ
มนษุ ยไ์ ด้ ประเมิน
ทกั ษะ/ 1. สารวจและเปรียบเทียบเกี่ยวกับ 1. ใบงานเรื่อง การ
กระบวนการ (P)
การถา่ ยทอดลักษณะทาง สารวจลักษณะทาง
คุณลกั ษณะนิสยั (A)
พันธกุ รรมของตนเองกับคนใน พนั ธุกรรมของคนใน
ครอบครวั ได้ ครอบครวั
1. สงั เกตจากการเรียนมีความ 1. แบบสงั เกต
รบั ผดิ ชอบต่องานท่สี ง่ั ส่งงานตรง พฤติกรรม
เวลา
2. ใหค้ วามร่วมมอื ในการเรยี นรู้
7. สือ่ /แหล่งการเรียนรู้
7.1 สือ่ การเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5
2) วสั ด-ุ อุปกรณ์กิจกรรมสร้างสรรค์ผลงาน
3) ใบงาน เรอ่ื ง การสารวจลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของคนในครอบครัว
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) อินเทอร์เน็ต
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ............................................ครผู ้สู อน ลงชอ่ื ...................................................ฝ่ายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่ือ................................................... ผู้บริหาร
(...........................................................)
สัปดาห์ท่ี 10
โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู้
ภาคเรยี นท่ี ……1…/…….……... ชื่อผสู้ อน ….…………………………………………………
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 จานวน 2 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 สิง่ มีชวี ิตกบั สง่ิ แวดลอ้ ม เร่ือง การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมใน
ครอบครวั ของมนษุ ย์ 2
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปลีย่ นแปลงทางพันธุกรรมทีม่ ีผลต่อสงิ่ มีชวี ติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของส่ิงมชี วี ิต รวมทั้งนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ตวั ช้ีวัด ป.5/1 อธิบายลักษณะทางพันธุกรรมท่ีมกี ารถา่ ยทอดจากพอ่ แมส่ ่ลู ูกของพชื สตั ว์ และมนุษย์
2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
ส่ิงมีชีวิตท้ังพืช สัตว์ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มที่จะมีการสืบพันธุ์เพื่อเพิ่มจานวนและดารงพันธ์ุ โดยลูกท่ีเกิดมาจะได้รับ
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มีลักษณะทางพันธุกรรมท่ีเฉพาะแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น โดยคนเรา
จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับคนในครอบครัวของเรา ลักษณะต่าง ๆ ท่ีคล้ายคลึงกันนี้เป็นการถ่ายทอดลักษณะบางลักษณะจาก
บรรพบุรุษสู่ลูกหลาน เรียกว่า การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ซ่ึงบางลักษณะจะเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่ หรืออาจมี
ลกั ษณะเหมอื นปู่ ย่า ตา ยาย
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายลกั ษณะทางพนั ธุกรรมท่ีมีการถา่ ยทอดจากพ่อแมส่ ูล่ ูกของมนุษย์ได้ (K)
2. สารวจและเปรยี บเทียบเก่ยี วกับการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของตนเองกบั คนในครอบครวั ได้ (P)
3. ใหค้ วามร่วมมือในการเรยี นรู้ (A)
4. สาระการเรียนรู้
ลกั ษณะทางพันธกุ รรมทมี่ กี ารถา่ ยทอดจากพ่อแมส่ ลู่ ูกของพชื สตั ว์ และมนษุ ย์
ลกั ษณะของตนเองจะคลา้ ยคลงึ กบั คนในครอบครัว
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1
ข้ันนา
ขั้นกระตุน้ ความสนใจ
1. ครูกระตุน้ ความสนใจของนักเรยี นเพอื่ ทบทวนความรู้เดิม โดยต้งั คาถามกระตนุ้ ความคดิ ดังนี้
1) ถ้าพนี่ ้องท่ีมพี ่อแม่คนเดียวกัน จะมีรูปรา่ งหน้าตาแตกต่างกันได้หรือไม่ จะมีรูปรา่ งหน้าตาแตกต่างกนั
ไดห้ รือไม่ เพราะอะไร
(แนวตอบ : ได้ เพราะอาจไดร้ ับลักษณะทางพนั ธุกรรมบางอย่างมาจากปู่ ย่า ตา ยาย หรือคนในรุ่นอน่ื ๆ)
(หมายเหต:ุ ครูเรม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรมการทางานรายบุคคล)
ขน้ั สอน
ข้ันสารวจค้นหา
1. นักเรียนแต่ละคนศึกษาข้อมูลในหัวข้อ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ และตัวอย่างแผนภูมิการ
ถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมในครอบครัวของมนุษย์ จากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.5 เล่ม 1 หนา้ 55-56
2. ครูใหน้ ักเรียนแต่ละคนจัดทาแผนภูมิ เรื่อง ครอบครัวของตนเอง โดยให้ติดรูปสมาชิกในครอบครัวลงในกระดาษ
แข็งแผ่นใหญ่ ตามตัวอย่างแผนภูมิที่กาหนดให้ พร้อมตกแต่งให้สวยงาม จากน้ัน ตอบคาถามตามประเด็นที่
กาหนดใหใ้ นใบงาน เรื่อง แผนภมู ิครอบครวั ของฉัน
คาบที่ 2
ขนั้ อธบิ ายความรู้
1. ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจว่า แม้ว่าเรากับสมาชิกในครอบครัวของเราจะมีลักษณะบางอย่างเหมือนกัน
แต่ทุกคนก็จะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากคนอ่ืนที่ทาให้เรารู้ว่า เราเป็นใคร และมีลักษณะอย่างไร เช่น ตัว
เราและพ่ีน้องของเรามีลักษณะอย่างบางที่คล้ายกับพ่อแม่ แต่จะมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างกัน ทั้งๆท่ีเป็นพ่ี
นอ้ งจากพ่อแม่เดยี วกนั ความแตกตา่ งน้เี รียกวา่ ความแปรผนั ทางพนั ธกุ รรม
ลักยิ้ม (dimple) คือ รอยเล็กๆ ท่ีบุ๋มลงไปที่แก้ม เกิดจากเนื้อท่ีทับซ้อนกันโดยเฉพาะเวลาย้ิม ปกติมีอยู่ทั้ง
สองแกม้ ลกั ยม้ิ เปน็ พันธุกรรมลกั ษณะเดน่
ตาบอดสี คือ ภาวะของดวงตาในการมองเห็นสีบางสีผิดไปจากสีที่เป็นจริง เนื่องจากประสาทตาท่ีใช้ในการ
รับรสู้ พี ิการหรือเจริญไมเ่ ตม็ ท่ี เพราะพันธุกรรมหรอื โรคประสาทตา
ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติเฉพาะใน
โครโมโซม X ทาให้ผ้ปู ว่ ยท่เี ปน็ โรคน้ีมอี าการเลือดออกนานกว่าคนปกติท่ัวไปเมื่อได้บาดเจ็บ และจะอันตราย
มากหากมีเลอื ดออกในร่างกาย อาจร้ายแรงจนถึงข้ันเสียชีวิต ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่การ
ดูแลตัวเองเปน็ อยา่ งดกี ส็ ามารถทาใหผ้ ปู้ ่วยดาเนินชวี ิตได้อยา่ งปกติและมีความสุขเหมือนคนปกติทัว่ ไป
ข้นั สรปุ
ขนั้ ขยายความเข้าใจ
1. ครูอธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจวา่ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม และความแปรผันทางพันธุกรรม นอกจากมีใน
มนษุ ยแ์ ล้วยงั มีใน พืช สัตว์ ด้วยเช่นกนั
เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล เป็นนักบวชชาวออสเตรเลีย ซึ่งได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรมเป็นคนแรกของโลก จนได้รบั ยกยอ่ งว่าเป็น บดิ าแหง่ วิชาพนั ธศุ าสตร์
แอลลลี (allele) คือ รปู แบบของยีนที่แสดงออกในแบบต่างๆของลักษณะทางพันธุกรรมหน่ึงๆ เช่น ยีน
ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมสีตาของแมวชนิดหน่ึงมียีนเป็นแอลลีลกัน 2 รูปแบบ คือ แอลลีลที่แสดง
ตาสนี ้าตาลกับแอลลลี ทแี่ สดงตาสีดาในดวงตาของแมวชนดิ นนั้
ขนั้ ตรวจสอบผล
1. ครูสุม่ นักเรยี น 4-5 คน ให้สรุปความรู้เก่ยี วกบั เร่อื งทไ่ี ด้เรียนในวนั น้ี จากน้นั ใหน้ กั เรยี นทเี่ หลอื ชว่ ยกันสรุปอีกครัง้
2. ครตู รวจสอบผลการสบื คน้ ข้อมลู ลักษณะทางพันธกุ รรมของมนุษย์ท่ีสามารถถ่ายทอดได้จากสมุดท่ีนักเรียนบันทึก
ไว้