๙๖
สรุปทา้ ยบท
การเปลีย่ นแปลงหนว่ ยเสียงสระภาษาบาลี เม่ือยืมคาภาษาบาลีมาใช้ในภาษาไทย มีหลักการเปลย่ี นแปลง
เสียงสระในคาของภาษาเดิมเพื่อให้สะดวกต่อการออกเสียงของคนไทย ดังนี้ หน่วยเสียงสระ อะ แปลงเป็นเสียง
สระ อา อัย โอะ โอ อิ อี เอะ เอ อุ เอาะ และ ออ, หน่วยเสียงสระ อา แปลงเป็นเสียงสระ เอา, หน่วยเสียงสระ อิ
แปลงเป็นเสียงสระ อี เอ อึ เอีย ไอ, หน่วยเสียงสระ อี แปลงเป็นเสียงสระ อิ อึ อือ เอ เอีย, หน่วยเสียงสระ อุ
แปลงเป็นเสียงสระ อู โอ เอา, หน่วยเสยี งสระ อู แปลงเป็นเสียงสระ อุ, หนว่ ยเสยี งสระ เอ แปลงเป็นเสียงสระ ไอ,
หนว่ ยเสยี งสระ โอ แปลงเป็นเสยี งสระ เอา และเพิ่มเครอ่ื งหมายทัณฑฆาตที่พยญั ชนะตัวทา้ ยเพ่ือไม่ออกเสยี ง
ลักษณะการแปลงพยัญชนะภาษาบาลี คือ เม่ือยืมคาภาษาบาลีมาใช้ในภาษาไทยจะมีลักษณะการ
เปลี่ยนแปลงพยญั ชนะในคาภาษาบาลี มีการเปลย่ี นแปลงเสียงพยญั ชนะ ๖ หน่วยเสียง คือ ๑) การแปลงพยญั ชนะ
ก ในภาษาบาลี เป็น ข ค ในภาษาไทย ๒) การแปลงพยัญชนะ ต ในภาษาบาลี เปน็ ด ในภาษาไทย ๓) การแปลง
พยัญชนะ ป ในภาษาบาลี เป็น บ ในภาษาไทย ๔) การแปลงพยัญชนะ ฏ ในภาษาบาลี เป็น ฎ ในภาษาไทย ๕)
การแปลงพยัญชนะ ว ในภาษาบาลี เป็น พ ในภาษาไทย ๖) การแปลงเสียงพยัญชนะตัวสุดท้ายในภาษาบาลีเป็น
ตัวสะกดในภาษาไทย ๗) ลบพยัญชนะตัวสะกดตัวตามที่เหมือนกันออกหน่ึงตัว ๘) คงรูปไว้ตามเดิม ๙) ไม่ออก
เสยี งพยัญชนะตวั สุดทา้ ย ๑๐) การตัดพยางคห์ รอื คา
การเปลี่ยนแปลงหน่วยเสียงสระภาษาสนั สกฤต เมอื่ ไทยยมื คาภาษาสนั สกฤตมาใชใ้ นภาษาไทย มีหลกั การ
เปลี่ยนแปลงเสียงสระในคาของภาษาเดิม เพ่ือให้สะดวกต่อการออกเสียงของคนไทย ดังนี้ หน่วยเสียงสระ อะ
แปลงเป็นเสียงสระ อา อิ อัย และ เอาะ, หนว่ ยเสียงสระ อิ แปลงเป็นเสียงสระ อี อึ เอ ไอ เอีย, หน่วยเสียงสระ อี
แปลงเป็นเสียงสระ อิ อึ เอีย, หน่วยเสียงสระ อึ แปลงเป็นเสียงสระ อิง, หนว่ ยเสียงสระ อุ แปลงเป็นเสยี งสระ อู,
หน่วยเสียงสระ อู แปลงเป็นเสียงสระ อุ และ โอ, หน่วยเสียงสระ โอ แปลงเป็นเสียงสระ เอา, หน่วยเสียงสระ เอ
แปลงเป็นเสียงสระ ไอ, หน่วยเสียงสระ ไอ แปลงเปน็ เสียงสระ แอ และ เอ, หนว่ ยเสยี งสระ รฺ แปลงเป็นเสียงสระ
รร (รอหนั ), หน่วยเสยี งสระ ฤ แปลงเป็น อุ ร ริ รึ และ เรอ
การแปลงพยัญชนะภาษาสันสกฤต คือ เมื่อยืมคาภาษาสันสกฤตมาใช้ในภาษาไทยจะมีลักษณะการ
เปลย่ี นแปลงพยญั ชนะในคาภาษาสันสกฤต มีการเปลยี่ นแปลงเสียงพยญั ชนะ ๑๓ ตัว ดังน้ี ๑) การแปลงพยญั ชนะ
ก ในภาษาสันสกฤต เป็น ข ในภาษาไทย ๒) การแปลงพยัญชนะ ต ในภาษาสันสกฤต เป็น ด ในภาษาไทย ๓) การ
แปลงพยัญชนะ ต เป็น ถ ในภาษาไทย ๔) การแปลงพยัญชนะ ฏ ในภาษาสันสกฤต เป็น ฎ ในภาษาไทย ๕) การ
แปลงพยัญชนะ ว ในภาษาสันสกฤต เป็น พ ในภาษาไทย ๖) การแปลงพยัญชนะ ร ในภาษาสันสกฤต เป็น พ ใน
ภาษาไทย ๗) การแปลงพยัญชนะ ป ในภาษาสันสกฤต เป็น ผ ในภาษาไทย ๘) การแปลงพยัญชนะ ป ในภาษา
สันสกฤต เป็น บ ในภาษาไทย ๙) การแปลงพยัญชนะ ฑ ในภาษาสันสกฤต เป็น ฬ ในภาษาไทย ๑๐) การแปลง
พยัญชนะ ษ ในภาษาสันสกฤต เป็น ข ในภาษาไทย ๑๑) การแปลงพยัญชนะ ศฺร ในภาษาสันสกฤต เป็น ส ใน
ภาษาไทย ๑๒) การแปลงพยัญชนะ ท ในภาษาสันสกฤต เป็น ฬ ในภาษาไทย ๑๓) การแปลงพยัญชนะ ต ในภาษา
สันสกฤต เป็น ถ ในภาษาไทย ๑๔) การแปลงพยัญชนะประสมในภาษาสันสกฤต เป็น พยัญชนะควบกล้าต้นคา และ
พยัญชนะควบกล้าท้ายคาในภาษาไทย
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๙๗
กจิ กรรมการเรยี น
๑. ทบทวนความรู้
๑.๑ จงอธิบายการเปล่ยี นแปลงเสียงสระในภาษาบาลี เมอ่ื นามาใช้ในภาษาไทย
๑.๒ จงอธบิ ายการเปลีย่ นแปลงเสยี งพยัญชนะในภาษาบาลี เม่อื นามาใชใ้ นภาษาไทย
๑.๓ จงอธบิ ายการเปลีย่ นแปลงเสยี งสระในภาษาสันสกฤต เมอ่ื นามาใชใ้ นภาษาไทย
๑.๔ จงอธิบายการเปลี่ยนแปลงเสียงพยญั ชนะในภาษาสันสกฤต เม่อื นามาใชใ้ นภาษาไทย
๒. จดั กิจกรรม
๒.๑ ให้นักศึกษาอภปิ รายการเปลีย่ นแปลงเสียงสระในภาษาบาลี
๒.๒ ใหน้ กั ศึกษาอภิปรายการเปลย่ี นแปลงเสียงพยญั ชนะในภาษาบาลี
๒.๓ ให้นักศกึ ษาอภิปรายการเปลีย่ นแปลงเสียงสระในภาษาสันสกฤต
๒.๔ ให้นกั ศึกษาอภิปรายการเปลี่ยนแปลงเสียงพยญั ชนะในภาษาสนั สกฤต
๒.๕ ให้นักศึกษาวเิ คราะหต์ วั อย่างคาภาษาบาลแี ละสันสกฤตในภาษาไทย
สอ่ื การสอน
๑. โปรแกรมนาเสนอภาพนง่ิ (PPT.) เนือ้ หาประกอบการบรรยาย
๒. โปรแกรมส่อื มัตติมีเดียและแอปพลิเคชนั YouTube
๓. เอกสารประกอบการสอน รายวชิ า ED1022 ภาษาบาลีสันสกฤตในภาษาไทย
แนวทางการประเมนิ ผล
๑. ประเมนิ ผลจากการสงั เกตความสนใจ ซักถาม และตอบคาถาม
๒. ประเมนิ ผลจากการรว่ มกจิ กรรม การอภปิ รายแสดงความคดิ เหน็
๓. ประเมนิ ผลจากผลงาน ด้านเนอื้ หา รปู แบบ ความคดิ สร้างสรรค์ วธิ กี ารนาเสนอ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๙๘
เอกสารอ้างองิ
จันจริ า จิตตะวิริยะพงษ์. (๒๕๔๖). อทิ ธพิ ลภาษาต่างประเทศในภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : พฒั นาศกึ ษา.
ชะเอม แก้วคล้าย. (๒๕๕๕). ลกั ษณะการใช้ศพั ทบ์ าลีสันสกฤตในภาษาไทย. กรุงเทพฯ : สหธรรมิก จากดั .
ประสทิ ธิ์ กาพยก์ ลอน. (๒๕๑๙). การศึกษาภาษาไทยตามแนวภาษาศาสตร์. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช.
ปรีชา ทิชนิ พงศ์. (๒๕๓๔). บาลี - สนั สกฤตท่เี ก่ียวกบั ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร.์
พนมพร นริ ัญทวี. (๒๕๒๗). คาต่างประเทศในภาษาไทย. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
พฒั น์ เพ็งผลา. (๒๕๕๑). บาลสี ันสกฤตในภาษาไทย. พิมพค์ รั้งที่ ๙. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
วไิ ลศักดิ์ กิ่งคา. (๒๕๕๖). ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๒. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์
วสิ ันต์ิ กฎแกว้ . (๒๕๔๕). ภาษาบาลสี นั สกฤตท่ีเกี่ยวข้องกับภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : พฒั นาศึกษา.
สถาบันภาษาไทย. (๒๕๕๕). บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๒. พิมพค์ ร้งั ท่ี ๓. กรุงเทพฯ : องค์การคา้ ของ สกสค.
สธุ ิวงศ์ พงศไ์ พบลู ย.์ (๒๕๔๓). หลกั ภาษาไทย. พิมพค์ รงั้ ที่ ๑๕. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช จากัด.
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๙๙
แผนการสอนประจาบท
เร่ือง
๑. การเปรยี บเทียบสระภาษาบาลกี ับสนั สกฤต
๒. การเปรยี บเทยี บการใชส้ ระภาษาบาลแี ละสันสกฤต
๓. การเปรียบเทยี บพยญั ชนะภาษาบาลกี บั สนั สกฤต
๔. การเปรยี บเทียบฐานกรณ์ภาษาบาลแี ละสันสกฤต
๕. การเปรียบเทียบการใช้พยัญชนะเดี่ยวภาษาบาลีและสันสกฤต
๖. การเปรียบเทียบการใช้พยัญชนะซ้อนภาษาบาลแี ละสันสกฤต
แนวคิด
การเปรยี บเทียบสระภาษาบาลีกับสันสกฤต คือการศึกษาความแตกต่างของจานวนเสียงสระในภาษาบาลี
กบั สันกฤต โดยการจาแนกประเภทของสระและหน่วยเสียงสระในภาษาบาลีสันสกฤต
การเปรียบเทียบการใช้สระภาษาบาลีและสันสกฤต คือการใช้สระของภาษาบาลีและสันสกฤตมีความ
แตกต่างกันดว้ ยเหตุ ๓ ประการ คือ ๑) จานวนสระภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตต่างกนั ๒) นิยมใชส้ ระต่างกนั ในคา
ทเ่ี ปน็ ศพั ทเ์ ดียวกนั ๓) ใชส้ ระเสยี งส้นั –ยาวตา่ งกัน
การเปรยี บเทียบพยญั ชนะภาษาบาลีกบั สนั สกฤต คือการศกึ ษาความแตกตา่ งของจานวนเสียงพยญั ชนะใน
ภาษาบาลกี บั สันสกฤต โดยการจาแนกประเภทของพยัญชนะและหน่วยเสยี งพยัญชนะในภาษาบาลีและสันสกฤต
การเปรยี บเทยี บฐานกรณ์ภาษาบาลแี ละสันสกฤต คือการเปรียบเทียบฐานกรณ์ทเ่ี กิดเสยี งพยัญชนะภาษา
บาลีกับภาษาสนั สกฤต ซึ่งส่วนใหญม่ ีฐานกรณ์ทเี่ กิดเสียงพยญั ชนะเหมือนกัน และพยัญชนะอวรรค คือ ว ในภาษา
สันสกฤตมฐี านกรณท์ ี่เกดิ จากฐานปมุ่ เหงือกกับรมิ ฝีปาก ส่วนในภาษาบาลมี ฐี านกรณท์ เี่ กิดจากฟนั กบั ริมฝีปาก
การเปรียบเทียบการใช้พยัญชนะเด่ียวภาษาบาลีและสันสกฤต คือการเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะเดีย่ วของภาษาบาลีและสันสกฤต ซ่ึงสามารถแบง่ เปน็ ๔ ประเภท คอื การใช้พยญั ชนะเด่ยี วตน้ คา การใช้
พยัญชนะควบกลา้ ต้นคา การใช้พยัญชนะเดยี่ วท้ายคา และการใช้พยัญชนะต้นเหมือนกัน
การเปรียบเทียบการใช้พยัญชนะซ้อนภาษาบาลีและสันสกฤต คือการเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะซ้อนของภาษาบาลแี ละสันสกฤต โดยจะจดั แบง่ ตามการซ้อนพยัญชนะมี ๓ ประเภท คือ พยัญชนะวรรค
พยัญชนะอวรรค และพยัญชนะวรรคและพยญั ชนะอวรรค
วตั ถปุ ระสงค์
เมอ่ื นักศกึ ษาเรยี นจบบทที่ ๖ มีความสามารถได้ดังน้ี
๑. อธิบายความแตกตา่ งของสระภาษาบาลีกบั ภาษาสันสกฤตได้
๒. อธิบายความแตกตา่ งของการใชส้ ระภาษาบาลีกับภาษาสนั สกฤตได้
๓. อธิบายความแตกต่างของพยัญชนะภาษาบาลกี ับภาษาสนั สกฤตได้
๔. อธิบายความแตกตา่ งของฐานกรณ์ภาษาบาลีกบั ภาษาสันสกฤตได้
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๐๐
๕. อธิบายความแตกต่างของการใชพ้ ยัญชนะเด่ยี วภาษาบาลกี บั ภาษาสนั สกฤตได้
๖. อธบิ ายความแตกต่างของการใช้พยญั ชนะซอ้ นภาษาบาลกี ับภาษาสนั สกฤตได้
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๐๑
บทที่ ๖
การเปรียบเทียบการใชร้ ะบบเสียงภาษาบาลีและสันสกฤต
ใบบทนี้ จะได้กล่าวถึงการเปรียบเทียบสระภาษาบาลีกับสันสกฤต การเปรียบเทียบการใช้สระภาษาบาลี
และสันสกฤต การเปรียบเทียบพยัญชนะภาษาบาลีกับสันสกฤต การเปรยี บเทียบฐานกรณภ์ าษาบาลีและสันสกฤต
การเปรียบเทยี บการใชพ้ ยัญชนะเดีย่ วภาษาบาลีและสนั สกฤต การเปรียบเทยี บการใชพ้ ยญั ชนะซอ้ นภาษาบาลีและ
สนั สกฤต ดังมรี ายละเอียดตอ่ ไปนี้
๖.๑ การเปรยี บเทยี บสระภาษาบาลีกบั สันสกฤต
การเปรยี บเทยี บจานวนหนว่ ยเสียงสระในภาษาบาลกี ับหนว่ ยเสยี งสระในภาษาสันสกฤต ซ่ึงในภาษาบาลีมี
หนว่ ยเสยี งสระ ๘ หนว่ ยเสยี ง แบ่งเปน็ ๒ ประเภท คือ หน่วยเสียงสระเดี่ยว ๖ หนว่ ยเสียง ได้แก่ อะ อา อิ อี อุ อู
และ หน่วยเสียงสระประสม ๒ หน่วยเสียง ได้แก่ เอ โอ ในภาษาสันสกฤตมีหน่วยเสียงสระ ๑๔ หน่วยเสียง
แบง่ เปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่ หน่วยเสยี งสระเดย่ี ว ๑๐ หนว่ ยเสยี ง ได้แก่ อะ อา อิ อี อุ อู ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ และหนว่ ยเสยี ง
สระประสม ๔ หนว่ ยเสียง ไดแ้ ก่ เอ โอ ไอ เอา ดงั ตารางต่อไปนี้
ตารางท่ี ๑ เปรียบเทยี บเสยี งสระภาษาบาลกี ับภาษาสันสกฤต
ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต
สระเด่ยี ว ๖ สระประสม ๒ สระเดยี่ ว ๑๐ สระประสม ๔
เสยี งสน้ั เสยี งยาว เสียงสัน้ เสียงยาว
อะ อา เอ (อะ + อิ) อะ อา เอ (อะ + อิ)
อิ อี โอ (อะ + อุ) อิ อี โอ (อะ + อุ)
อุ อู อุ อู ไอ (อา + อ)ิ
ฤ ฤๅ เอา (อา + อุ)
ฦ ฦๅ
จากตารางที่ ๑ เปรียบเทียบจานวนหนว่ ยเสียงสระภาษาบาลีกบั ภาษาสันสกฤต จะพบว่า หน่วยเสียงสระ
เดี่ยวระหว่างภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตมีความแตกต่างกัน ในภาษาสันสกฤตมีหน่วยเสียงสระเด่ียวท่ีแตกต่าง
จากภาษาบาลีคือ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ สระเดี่ยวท้ัง ๔ ตัวนี้ในภาษาบาลีไม่มีใช้ ส่วนหน่วยเสียงสระประสมระหว่างภาษา
บาลีกับภาษาสันสกฤตมีความแตกต่างกัน ในภาษาสันสกฤตมีหน่วยเสียงสระประสมที่แตกต่างจากภาษาบาลีคือ
ไอ เอา สระประสมทัง้ ๒ ตวั นีใ้ นภาษาบาลีไมม่ ีใช้
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๐๒
๖.๒ การเปรียบเทียบการใช้สระภาษาบาลีและสนั สกฤต
ผเู้ ขียนได้รวบรวมแนวคิดของนักวิชาการท้ังหลาย และได้สรุปเปรียบเทียบหน่วยเสียงสระเดี่ยวภาษาบาลี
กับภาษาสันสกฤต เพอื่ ให้เหน็ ความแตกต่างกนั ระหวา่ งภาษาบาลีกบั ภาษาสนั สกฤต ดงั น้ี
สภุ าพร มากแจ้ง (๒๕๓๕ : ๒๙ – ๓๐) กล่าววา่ การใช้สระของภาษาบาลแี ละสนั สกฤตมคี วามแตกต่างกัน
ด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ
๑) จานวนสระภาษาบาลีกับภาษาสนั สกฤตตา่ งกนั
๒) นยิ มใช้สระต่างกันในคาที่เปน็ ศพั ท์เดียวกนั
๓) ใชส้ ระเสียงสั้น–ยาวตา่ งกัน
ดังน้ัน ความต่างกันด้วยเสียงสระซึ่งอีกภาษาหนึ่งไม่มี กล่าวคือ การใช้สระเดี่ยวของภาษาบาลีและ
สันสกฤต คือ ในคาสันสฤตที่ใช้สระ ฤ ภาษาบาลีจงึ จะใช้สระ อะ อิ อุ แทน เพราะภาษาบาลีไม่มสี ระ ฤ และการใช้
เสียงสระสน้ั –ยาว คือสันสกฤต ใช้สระเสยี งยาว บาลใี ชส้ ระเสยี งส้ัน มีขอ้ สงั เกต คอื จะต่างกันเฉพาะในคาสันสกฤต
ท่ีเป็นสระเสียงยาวกับพยัญชนะซ้อน บาลีจะเป็นสระเสียงสั้นกบั พยัญชนะซ้อนหรือสระเสียงสนั้ กับพยัญชนะเดี่ยว
ซ่ึงได้สรุปความจากหนังสือของ สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (๒๕๔๓ : ๒๕๕ – ๒๖๐) พัฒน์ เพ็งผลา (๒๕๕๑ : ๑๗๖ –
๑๗๙) สุภาพร มากแจ้ง (๒๕๓๕ : ๓๑) และวิสันต์ิ กฎแก้ว (๒๕๔๕ : ๑๖๐ – ๑๖๖) ดังน้ี คาภาษาบาลีและ
สนั สกฤตมีความแตกต่างกันในด้านเสียงสระ ซึ่งเสียงสระทแ่ี ตกต่างกันมอี ยู่ ๒ ชนิด คือ สระเดีย่ ว และสระประสม
ได้แก่
๑) สระเดี่ยว มีลักษณะต่างกนั ดงั นี้
(๑) ตา่ งกนั ดว้ ยการใช้เสยี งสระที่ตนเองมีอยู่แทนเสยี งสระที่ตนเองไม่มี ภาษาบาลีไม่มีเสียง ฤ จึง
ใช้เสยี งสระ อ อิ อุ แทนเสียง ฤ ในสันสกฤต ดงั น้ี
ก. สันสกฤตใชเ้ สียง ฤ บาลีใชเ้ สยี ง อะ เชน่
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
คฤหา คห บา้ น
หฤทย หทย หวั ใจ
ตฤษฺณา ตณหฺ า ความอยาก
ปฤถฺวี ปฐวี แผ่นดนิ
นฤตยฺ นจฺจ การฟอ้ นรา
วฤติ วติ รั้ว
กฤษิ กสิ การไถ
กฤษณฺ กณหฺ ดา
มฤตยฺ ุ มจฺจุ ความตาย
มฤต มต ตายแลว้
อมฤต อมต ไมต่ ายแล้ว
กฤต กต ทาแล้ว
สมฤฺ ติ สติ ความรู้สึกตัว, ความระลึกได้
คฤหสฺถ คหฏฐฺ ผ้คู รองเรอื น, ผู้ไมใ่ ชน่ กั บวช
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๐๓
ตฤตีย ตตยิ ท่สี าม
อ่ิม, ทาใหอ้ ิ่ม, เลี้ยง
ตฤปฺ ตปปฺ มนั่ คง, แขง็ แรง, แนน่ หนา
มูลเดิม, ความเปน็ ไปตามธรรมดา
ทฤฒ ทฬฺห โค, ราศีดาวรปู โค
ปรฺ กฤติ ปกติ ความหมาย
กจิ ธรุ ะ
วฤษฺภ วสภ หนอน
หญา้
ข. สนั สกฤตใชเ้ สยี ง ฤ บาลีใช้เสียง อิ เชน่ กวาง
หลัง, เบอื้ งหลงั
สันสกฤต บาลี ความเหน็
อานาจ
กฤตยฺ กิจจฺ ฤาษี (นักบวชในปา่ )
แมลงป่อง
กฤมิ กิมิ ทรัพย์สมบัติ
หน้ี
ตฤณ ตณิ เวลาทเี่ ปน็ มงคล
ซบู , ผอม, น้อย
มฤค มคิ พฤหัสบด,ี ชอ่ื ดาวพระเคราะหด์ วงหนึง่
หมาปา่ , หมาจิ้งจอก
ปฤษฺฏ ปิฏฐฺ ธารงไว้
ทฤษฏฺ ิ ทฎิ ฺฐิ ความหมาย
ฤดกู าล
ฤทธฺ ิ อิทฺธิ พ่อ
แม่
ฤษิ อสิ ิ คาถาม
ความหลอกลวง
วฤศฺจิก วิจฉฺ ิก ความออ่ นโยน
ตน้ ไม้
ศฤงคฺ าร สิงคฺ าร ความเจริญ
เจรญิ แลว้
ฤณ อณิ ความประพฤติ
ฤกฺษ อิกฺข
กฤศ กสิ
วฤหสปฺ ติ วิหปปฺ ติ
ศฤงคฺ าร สคิ าล
ธฤติ ธิติ
ค. สันสกฤตใชเ้ สยี ง ฤ บาลีใช้เสียง อุ เช่น
สนั สกฤต บาลี
ฤตุ อตุ ุ
ปิตฤ ปิตุ
มาตฤ มาตุ
ปฤจฺฉา ปจุ ฉฺ า
มฤษา มุสา
มฤทุ มุทุ
วฤกฺษ รกุ ฺข
วฤทฺธิ วฑุ ฒฺ ิ
วฤทธฺ วฑุ ฺฒ
วฤตตฺ ิ วตุ ตฺ ิ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๐๔
ฤชุ อชุ ุ ความซอ่ื ตรง
วฤษฺภ อุสภ ววั ตัวผู้
ปฤถุชน ปุถชุ น คนธรรมดา
(๒) ต่างกันด้วยอัตราเสยี งส้นั เสยี งยาว บาลใี ชส้ ระเสยี งสนั้
ก. คาสันสกฤตท่ีมีพยัญชนะประสมมากับสระเสียงยาว เม่ือมีการกลมกลืนเสียงเป็น
พยัญชนะซอ้ น สระเสียงยาวในสนั สกฤตจะกลายเปน็ สระเสียงสั้นในภาษาบาลี ดงั นี้
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
ธานยฺ ธญญฺ เมล็ดขา้ ว
สามานยฺ สามญฺญ ธรรมดา
กานตฺ ิ กนตฺ ิ ความรัก
กานตฺ กนฺต รักแลว้
คานถฺ คนถฺ คัมภีร,์ หนังสือ
ปาตรฺ ปตฺต ภาชนะใส่อาหารของพระภิกษุ
ปรฺ าปฺต ปตฺต ถึงแลว้
วยฺ าฆร พฺยคฆฺ เสอื โครง่
ศานตฺ ิ สนฺติ ความสงบ
ศานตฺ สนฺต สงบแล้ว
ราษฺฎฺร รฏฐฺ แวน่ แคว้น
อาตมฺ นฺ อตตฺ ตัวตน
กรี ตฺ ิ กติ ฺติ ชื่อเสียง
ครษี ฺม คมิ ฺห ฤดรู อ้ น
อศี วฺ ร อสิ ฺสร ความเปน็ ใหญ่
อีรฺษยฺ า อสิ ฺสา ความรษิ ยา
อีปสฺ า อจิ ฺฉา ความปรารถนา
ศนู ยฺ สุญญฺ ความวา่ งเปล่า
สถลู ถลุ ฺล ความหยาบ
ศทู ฺร สทุ ทฺ คนวรรณะต่าของอนิ เดยี
พฺยหู พยุห กองทัพ
มุหรู ฺต มหุ ตุ ฺต ชวั่ คราว
อมาตฺย อมจฺจ ท่ีปรกึ ษากษัตริย์
มารคฺ มคฺค ทาง
ราตฺริ รตตฺ ิ กลางคนื
ปรู ฺณ ปุณฺณ เต็ม
ปูรฺว ปุพพฺ กอ่ น
กุมฺภาณฑฺ กุมฺภณฺฑ ยกั ษ์ ฟักเขียว
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๐๕
กฺษานตฺ ิ ขนฺติ ความอดทน
จรู ฺณ จณุ ฺณ เลก็ น้อย
ปรฺ าชญฺ ปญญฺ กวี
สูตฺร สตุ ฺต เน้อื ความ
อารฺย อริย เจรญิ
อาศฺจรฺย อจฺฉริย แปลกประหลาด
อาตฺมน อตฺต ตัวตน
ข. คาสันสกฤตท่ีมีพยัญชนะประสมมากับเสียงยาว เมื่อมีการแทรกเสียงในภาษาบาลีเสียง
ยาวในคาสันสกฤต จะกลายเปน็ เสียงสน้ั ในภาษาบาลี ดังน้ี
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
อาจารฺย อาจริย ผู้ท่ีคอ่ ยอบรมส่ังสอนศษิ ย์
จารฺย จรยิ ความประพฤติ
อารยฺ อรยิ เจริญ
วีรยฺ วริ ิย ความเพยี ร
อีรฺยา อริ ิยา การเคล่ือนไหว
สรู ฺย สุรยิ พระอาทติ ย์
ตูรยฺ ตรุ ยิ เครอ่ื งดนตรี
(๓) ตา่ งกันด้วยบาลใี ชส้ ระเดย่ี ว สันสกฤตใช้สระประสม
ก. บาลีใช้สระ อิ หรอื อี สันสกฤตใชส้ ระ ไอ ดังน้ี
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
ไอศฺวรฺย อิสสฺ รยิ ความเป็นใหญ่
ไวโรจน วิโรจน ความรุ่งเรือง
ไวศาข วิสาข เดือนหก
ไสนธฺ ว สินฺธว มา้ สินธพ, เกลือสนิ เธาว์
เกลศ กเิ ลส ความเศรา้ หมอง
เสนห สเิ นห ความรกั
ไจตรฺ กิ ะ จิตฺต เดอื นเมษายน
ไนษฺกิก นิกฺขติ พนักงานคลงั
ไทรฺฆฺย ทีฆตา ยาว
ไทวป ทปี เสือดาว
บาลแี ละสนั สกฤตใช้ อิ ตรงกนั กม็ ี ดังน้ี
สันสกฤต บาลี ความหมาย
ทิวฺย ทิพพฺ ท่เี ป็นทิพย์
นติ ฺย นจิ ฺจ เสมอ, ต่อเน่อื งกนั
มิตรฺ มิตตฺ เพอ่ื น
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๐๖
ข. บาลีใช้สระ อุ สันสกฤตใช้สระ โอ หรอื เอา ดังนี้
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
มโหตสฺ ว มหุสสฺ ว มหรสพ
เอาทฺธตฺย อุทฺธจฺจ ความกลา้ , ความฟุ้งซ่าน, ความหยิง่
บาลแี ละสันสกฤตใชส้ ระ อุ ตรงกันก็มี ดงั น้ี
สันสกฤต บาลี ความหมาย
สขุ สุข ความสุข
ทหุ ขฺ ทกุ ฺข ความทกุ ข์
กษุ ฐฺ า กฏุ ฺฐ โรคเร้อื น
(๔) ต่างกันด้วยการเลือกใชเ้ สยี งสระคนละเสยี ง ท้ังทต่ี า่ งกม็ เี สยี งสระนน้ั ๆ ใช้ดว้ ยกัน
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
กากีณิกา กากณกิ า มาตราเงินอยา่ งตา่
ปษุ กฺ ริณี โปกฺขรณี สระบัว
คุรุ ครุ ครู
ตรี ศฺจีน ติรจฺฉาน สตั วเ์ ดียรฉาน
ปุปผฺ าส ปปฺผาส ปอด
ปุรุษ ปุรสิ บรุ ุษ
(๕) ต่างกันด้วยความนิยมใช้เสียงสระท่ีต่างกัน บางกรณี สระบางเสียงมีท้ังในภาษาบาลีและ
สันสกฤต แต่กลับนยิ มใชค้ นละเสียง บางทอี าจจะเพื่อเปล่ียนแปลงเสียงใหอ้ อกไดส้ ะดวก เชน่
ก. สนั สกฤตใช้ อะ บาลใี ช้ อา อุ เอ เช่น
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
ปตยฺ มิตฺร ปจจฺ ามติ ตฺ ข้าศกึ
ปรชฺ นฺย ปชชฺ ุนนฺ ฟ้ารอ้ ง
ศยฺยา เสยยฺ า ทนี่ อน
ข. สันสกฤตใช้ อิ บาลใี ช้ อะ อุ เอ โอ เช่น
สันสกฤต บาลี ความหมาย
ศิโรธิ สโิ รธรา คอ
อิษุ อุสุ ลูกธนู
มหิษิ มเหสี มเหสี
อกิ ษฺ ฺวากุ โอกฺกาก โอกกากะ
ค. สันสกฤตใช้ อุ บาลีใช้ อะ อิ โอ เชน่
สันสกฤต บาลี ความหมาย
คุรุ ครุ ครู, หนัก
ปุปผฺ สุ ปปฺ ผาส ปอด
ปรุ ษุ ปรุ ิส บุรุษ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๐๗
ปษุ ฺกรณิ ี โปกฺขรณี สระบัว
ปฺรามขุ ยฺ ปาโมกฺข ปาโมกข์
ง. สนั สกฤตใช้ เอ บาลีใช้ อิ โอ เชน่
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
มเหนฺทรฺ มหนิ ทฺ พระอนิ ทร์
เทวษ โทส โกรธ
จ. สนั สกฤตใช้ โอ บาลใี ช้ อุ เช่น
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
โหตฺร หุต การบชู าไฟ
อตุ ฺโกรศ อกุ กฺ ุส นกเขา
๒) สระประสม ได้แก่สระที่มีที่เกิดสองฐาน บาลีได้แก่ เอ โอ สันสกฤตได้แก่ เอ ไอ โอ เอา ภาษาท้ัง
สองตา่ งกันด้วยเสียงสระผสม ดงั น้ี
(๑) บาลีใช้เสยี งสระ เอ สนั สกฤตใชเ้ สยี งสระ ไอ
สันสกฤต บาลี ความหมาย
ไกลาส เกลาส ภูเขาไกลาส
ไกวลยฺ เกวล อย่างเดียว, ส้ินเชิง
ไจตยฺ เจติย เจดีย์
ไชยษฺฐ เชฏฐฺ พี่
ไมถุน เมถนุ การรว่ มเพศ การร่วมสังวาส
ไมเรย เมรย ของมึนเมา
ไศล เสล ภเู ขา
ไวฑรู ฺย เวฬรุ ิย แก้วไพฑรู ย์
ไวศฺย เวสสฺ ชนชั้นพอ่ คา้ ชนวรรณะท่ี 3 ของฮนิ ดู
ไวทฺย เวชฺช หมอรักษาโรค
ไวร เวร เวร
ไวรี เวรี คนมเี วร ศตั รู
ไสนฺย เสนยิ ทหาร, กองทัพ
ไวปุลฺย เวปุลฺล ความเต็ม, ความใหญ่
ไมตฺร เมตฺตา ความเมตตา
ไภษชฺย เภสชฺช ยารกั ษาโรค
ไมตรฺ ิ เมตตฺ ิ ความรกั ใคร่ชว่ ยเหลือกันและกนั
ไวศาลี เวสาลี ช่ือเมือง
ไอราวต เอราวต ชือ่ ช้าง
ไสนยฺ เสนยิ ทหาร
ไวศยฺ เวสสฺ พ่อคา้
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๐๘
ไมตรฺ ิ เมตฺติ ไมตรี
ไวปลุ ยฺ เวปุลลฺ ความเตม็
ไศล เสล หนิ
ไสวรนิ ฺ เสรี มีอสิ ระเปน็ ไท
บาลแี ละสันสกฤตใช้ เอ ตรงกนั กม็ ี ดงั นี้
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
เตช เตช ความร้อน, อานาจ
เกศ เกส ผม
เปรมนฺ เปม ความรกั
(๒) บาลใี ช้เสียงสระ โอ สนั สกฤตใชเ้ สียงสระ เอา
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
เอารส โอรส ลกู ชาย
เลากยฺ โลกิย เกย่ี วกบั โลก
เปาราณ โปราณ เก่า, ก่อน
เการาญฺจ โกญฺจ นกกะเรยี น
เกาเศย โกเสยยฺ ผ้าทาดว้ ยขนสัตว์
เคาตม โคตม พระโคดม
เมาทฺคลลาน โมคฺคลลาน พระโมคคัลลานะ
เสาภาคฺย โสภาคคฺ มีสว่ นแห่งความงาม
เมาลิ โมลิ ยอด, ผมจกุ , มวยผม
เจา, เจารยฺ โจร โจร
อกฺเษาหณิ ี อกฺโขหิณี มาก
เกาเศยฺย โกเสยฺย ผา้ ไหม
เอาทธฺ ตฺย อุทธฺ จจฺ ความฟ้งุ ซ่าน
บาลีและสนั สกฤตใช้ โอ ตรงกนั ก็มี ดงั น้ี
สันสกฤต บาลี ความหมาย
โมห โมห ความหลง
โยธ โยธ นกั รบ
โรค โรค โรค
เน่ืองจากเสียง เอา ใกล้เคียงกับเสียง ว มาก จึงมีคาสันสกฤตหลายคาท่ีมีสระ อะ เนื่องด้วย
ว กลายเปน็ โอ ในภาษาบาลี ดงั น้ี
สนั สกฤต บาลี ความหมาย
ศฺวาน โสณ สนุ ัข
วยฺ วหาร โวหาร การอธิบายขยายความใหช้ ดั เจน
อวกาศ โอกาส ชอ่ งวา่ ง, จงั หวะ, เวลาที่เหมาะสม
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๐๙
อวภาส โอภาส แสงสวา่ ง
อวสาน โอสาน สิน้ สดุ
อววาท โอวาท คาแนะนา, คาตักเตือน
อวตาร โอตาร การเปลีย่ นแปลง
อวการ โอการ คาเปลง่ , คาศกั ดิส์ ทิ ธ์ิ
ลวณ โลณ เคม็
ปรฺยวสาน ปริโยสาน การพจิ ารณาอย่างละเอียด
๖.๓ การเปรยี บเทยี บพยญั ชนะภาษาบาลกี ับสันสกฤต
พยัญชนะในภาษาบาลีมี ๓๓ ตัว สามารถจัดเป็น ๒ ประเภท คือ พยัญชนะวรรคกับพยัญชนะอวรรค ซึ่ง
พยัญชนะวรรคมี ๒๕ ตัว และพยัญชนะอวรรคมี ๘ ตัว ส่วนพยัญชนะในภาษาสันสกฤตมี ๓๕ ตัว สามารถจัดเป็น
๒ ประเภท คือ พยัญชนะวรรคกับพยัญชนะอวรรค ซ่ึงพยัญชนะวรรคมี ๒๕ ตัว และพยัญชนะอวรรคมี ๑๐ ตัว
ผ้เู ขียนจะไดเ้ ขยี นอักษรโรมันกากบั ไวด้ ว้ ย ดังนี้
ตารางที่ ๒ เปรียบเทียบรูปพยัญชนะภาษาบาลกี ับภาษาสนั สกฤต
พยัญชนะ ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต
วรรค
ลักษณะ อโฆสะ โฆสะ อโฆษะ โฆษะ
เสยี ง สถิ ลิ ธนติ สถิ ิล ธนิต นาสกิ สถิ ลิ ธนิต สิถิล ธนิต นาสิก
แถวที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๑ ๒๓ ๔๕
ก วรรค ก ข ค ฆ งกข ค ฆง
จ วรรค จ ฉ ช ฌ ญจ ฉ ช ฌญ
ฏ วรรค ฏ ฐ ฑ ฒ ณฏ ฐ ฑ ฒณ
ต วรรค ต ถ ท ธ นต ถ ท ธน
ป วรรค ป ผ พ ภ มป ผ พ ภม
พยัญชนะ ย ร ล ว ส ห ฬ อ (องั ) ย ร ล ว ส ห ฬ อ (อมั ) ศ ษ
อวรรค
จากตารางที่ ๒ เปรยี บเทียบรูปพยญั ชนะภาษาบาลีกบั ภาษาสนั สกฤต พบว่า พยญั ชนะวรรคในภาษาบาลี
และภาษาสันสกฤตมีจานวน ๒๕ ตัวเท่ากัน ส่วนพยัญชนะอวรรคในภาษาบาลีมีจานวน ๘ ตัว ซ่ึงน้อยกว่า
พยัญชนะอวรรคในภาษาสันสกฤต ๒ ตัว ภาษาสันสกฤตได้เพ่ิมพยัญชนะอวรรค ๒ ตัว คือ ศ และ ษ รวมแล้วมี
จานวน ๑๐ ตัว อีกอย่างหนึ่ง ตัวนฤคหิต อ ในพยัญชนะอวรรคภาษาบาลีจะอ่านเหมือนมีไม้หันอากาศกับตัว ง
สะกด เชน่ คาว่า พุทฺธ (อ่านวา่ พุด-ธัง) สรณ (อา่ นวา่ สะ-ระ-ณงั ) เปน็ ต้น สว่ นในภาษาสันสกฤตจะอ่านเหมือนมีไม้
หันอากาศกับตัว ม สะกด เช่นคาว่า พทุ ฺธ (อา่ นวา่ พุด-ธัม) สรณ (อ่านว่า สะ-ระ-ณมั ) เป็นต้น
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๑๐
๖.๔ การเปรยี บเทียบฐานกรณ์ภาษาบาลีและสนั สกฤต
การเปรียบเทียบฐานกรณ์ท่ีเกิดเสียงพยัญชนะของภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตมีความแตกต่างกันใน
พยัญชนะอวรรค ดงั จะไดแ้ สดงต่อไปน้ี
ตารางท่ี ๓ เปรียบเทยี บฐานกรณ์ทีเ่ กดิ เสยี งพยญั ชนะภาษาบาลีกบั ภาษาสันสกฤต
พยญั ชนะวรรคและอวรรค อวัยวะทเี่ กิดเสียง เรยี กวา่
พยญั ชนะ ก วรรคท้งั หมด และ ห ลาคอ กณฐฺ ชะ
พยัญชนะ จ วรรคทงั้ หมดและ ย ศ ฐานเพดาน ตาลชุ ะ
ภาษาบาลแี ละสันสกฤต พยญั ชนะ ฏ วรรคทัง้ หมดและ ร ฬ ษ ฐานปมุ่ เหงอื ก มุทธฺ ชะ
พยญั ชนะ ต วรรคทั้งหมดและ ล ส ฟนั ทนฺตชะ
พยัญชนะ ป วรรคทัง้ หมด ริมฝปี าก โอฏฺฐชะ
พยัญชนะ ว ฟนั กบั ริมฝปี าก ทนฺโตฏฐฺ ชะ
ภาษาสนั สกฤต พยัญชนะ ว ฐานปุ่มเหงือกกับริม มุทฺโธฏฺฐชะ
ฝีปาก
จากตารางท่ี ๓ การเปรียบเทียบฐานกรณ์ที่เกิดเสียงพยัญชนะภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต พบว่า ใน
ภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตส่วนใหญ่มีฐานกรณ์ท่ีเกิดเสียงพยัญชนะเหมือนกัน และพบว่าพยัญชนะอวรรค คือ ว
ในภาษาสันสกฤตมีฐานกรณ์ท่ีเกิดจากฐานปุ่มเหงือกกับริมฝีปาก ส่วนในภาษาบาลีมีฐานกรณ์ที่เกิดจากฟันกับริม
ฝีปาก นอกจากนี้ สุวิทย์ ภาณุจารี (๒๕๕๔ : ๓๑) ได้เสนอการออกเสียงพยัญชนะ อวรรค ไว้ว่า การออกเสียง
พยญั ชนะอวรรค ดงั นี้
๑) พยัญชนะ ๔ ตัว คือ ย ร ล ว ถ้าอยู่หลังพยัญชนะตัวอ่ืน ก็ให้ออกเสียงกล้ากับพยัญชนะตัวหน้า เช่น
คารยฺห อ่านวา่ คา-ไร-หยงั (ย ออกเสียง กลา้ กับ ร)
๒) พยัญชนะ ๗ ตัว คือ ย ร ล ว ส ห ฬ จัดเป็น อัฑฒสระ มีเสียงกึ่งสระ คือ นอกจากเป็นตัวสะกดแล้ว
ยงั ใหอ้ า่ นเป็นตัวนาไดด้ ว้ ย เช่น
มยหฺ อ่านว่า ไม-หฺยงั (มยั ะ-หงั = อา่ น ย เปน็ ตัวสะกดและเปน็ ตัวนาโดยออกเสียงสระกงึ่ หนงึ่ )
ชิวหฺ า อ่านว่า ชวิ -หฺวา (ชิวะ-หา = อา่ น ว เป็นตวั สะกดและเป็นตัวนาโดยออกเสียงสระกึง่ หนงึ่ )
มูฬโฺ ห อา่ นวา่ มูน-โหฺล (มูฬะ-โห = อา่ น ฬ เปน็ ตัวสะกดและเป็นตวั นาโดยออกเสยี งสระกึ่งหนึ่ง)
๓) พยัญชนะ ห ถ้ามี ร นาหน้า หรือ ถ้ามีพยัญชนะ ๘ ตัว คือ ญ ณ น ม ย ล ว ฬ นาหน้า ให้ออกเสียง
กลา้ กบั พยญั ชนะท่นี าหนา้ น้ัน เช่น พฺรหฺม ใหอ้ า่ น หฺ กล้ากับ ร ว่า พรัม-มะ (พรฺ ะ-หะ-มะ)
นอกจากนี้ ภาษาบาลีมีเสียงพยัญชนะ ๓๓ เสียง และสันสกฤตมีเสียงพยัญชนะ ๓๕ เสียง สามารถจัด
ประเภทพยัญชนะได้ดังนี้
๑) แบ่งพยญั ชนะออกเป็นวรรคตามฐานทเ่ี กดิ ได้ ๕ ฐานคอื คอ เพดาน ป่มุ เหงอื ก ฟนั และรมิ ฝปี าก
๒) แบ่งตามลักษณะการเกดิ ได้ ๔ ลักษณะคือ พยัญชนะเสยี ดแทรก พยญั ชนะระเบิด พยัญชนะนาสิกและ
พยญั ชนะกงึ่ สระ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๑๑
๓) แบ่งตามคุณสมบัติของเสียงได้ ๔ คุณสมบัติ คือ ก้อง - เบา (โฆษะ - สิถิล) ก้อง - หนัก (โฆษะ - ธนิต)
ไม่ก้อง - เบา (อโฆษะ สถิล) ไม่ก้อง - หนกั (อโฆษะ - ธนิต) อนึ่ง ภาษาสันสกฤตมีเสียงซ้ากับภาษาบาลี ๓๓ เสียง
และมีเสยี งเสียดแทรกมากกว่าภาษาบาลี ๒ เสยี งคือเสยี งพยญั ชนะ ศ เสียดแทรกที่ฐานเพดาน กับ ษ เสียดแทรกที่
ฐานปมุ่ เหงือก
๖.๕ การเปรียบเทยี บการใชพ้ ยัญชนะเดีย่ วภาษาบาลีและสันสกฤต
ในการเปรียบเทียบการใช้พยัญชนะเดี่ยวภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต ผู้เขียนได้รวบรวมแนวคิดของ
นกั วชิ าการทง้ั หลายไว้พอเปน็ แนวทาง ดงั น้ี
สุภาพร มากแจ้ง (๒๕๓๕ : ๑๕ – ๑๖) กล่าวว่า ภาษาบาลีและสันสกฤตนอกจากจะแตกต่างกันด้วย
จานวนพยัญชนะที่มีไม่เหมือนกัน เช่น ศ, ษ กับ ส แล้ว ในพยัญชนะท่ีมีเหมือนกันทั้งสองภาษาก็ยังแตกต่างกัน
ตามความนิยมใช้เสียงพยัญชนะทไี่ ม่เหมือนกนั อีกด้วย แบง่ เป็น ๒ ประเภท คอื
๑) การใช้พยญั ชนะเด่ยี ว คอื
(๑) ภาษาบาลี ใช้เป็นพยัญชนะต้นเท่าน้ัน แต่อาจอยู่ในตาแหน่งต้นคา (c-) (เว้น ง ฒ ณ ฬ) หรือ
กลางคา (-c-) กไ็ ด้ เชน่ กุมาร (เดก็ ) นารี (หญงิ สาว) ปิตา (พอ่ ) เปน็ ต้น
(๒) ภาษาสันสกฤต มี ๒ ประเภท คือ (๑) ใช้เป็นพยัญชนะตน้ ในตาแหน่งต้นคา (c-) (เวน้ ง ญ ณ ฬ)
และกลางคา (-c-) เช่นเดียวกบั ภาษาบาลี เช่น ไจตยฺ (เจดยี ์) หฤทย (ดวงใจ) (๒) ใชเ้ ปน็ ตัวสะกดอย่ใู นตาแหนง่ ท้าย
คา (-c) เชน่ มนสฺ (ใจ) อศวฺ นิ ฺ (ผมู้ ีม้า) ทกฺษิณฺ (ทศิ เบื้องขวา)
จะเห็นได้ว่าความแตกต่างของการใช้พยัญชนะเด่ียว ในภาษาสันสกฤตมีตัวสะกดท้ายศัพท์ได้ ส่วนภาษา
บาลีมีไมไ่ ด้ ดังนน้ั คาในภาษาสนั สกฤตมีตัวสะกด แต่ภาษาบาลีไมม่ ีตัวสะกด จึงมีการเปล่ียนแปลงเปน็ ๓ ประการ
คอื
(๑) ตดั พยัญชนะทา้ ยศพั ท์ (พยัญชนะการนั ต)์ ออก เช่น มนสฺ เป็น มน, ตปสฺ เปน็ ตป
(๒) ตัดพยญั ชนะท้ายศัพท์ออกแลว้ ยืดเสยี งสระเปน็ การชดเชย เชน่ หสฺตินฺ เปน็ หตถฺ ี
(๓) เพมิ่ เสยี งสระลงไปทีพ่ ยัญชนะท้ายศัพท์ เชน่ กามินฺ เป็น กามนิ ,ี กรนิ ฺ เปน็ กิรณิ ี
สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (๒๕๔๓ : ๒๖๐ – ๒๖๕) กล่าวว่า ความแตกต่างของพยัญชนะระหว่างภาษาบาลีกับ
ภาษาสันสกฤตมี ๓ ประการ คือ เสยี งพยญั ชนะเด่ียว เสยี งพยญั ชนะควบกล้า และตวั สะกดตวั ตาม ดงั นี้
๑. เปรียบเทียบเสียงพยัญชนะเด่ียวของภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตมี ๓ ลักษณะ ได้แก่ ๑) พยัญชนะ
ภาษาสันสกฤตมี ศ ษ ซ่งึ เป็นพยางค์อิสระ ภาษาบาลจี ะใช้ ส ๒) ถ้าคาภาษาบาลีใช้ ฬ ภาษาสันสกฤตจะมักใช้ ฒ
ฑ หรือ ล (ท่ีเป็นตัวอ่ืน ๆ ก็มีบ้าง) ๓) ภาษาสนั สกฤตมีคาทเ่ี ป็นพยัญชนะการนั ต์ (ตวั สดุ ทา้ ยของคาเป็นพยญั ชนะ
คอื เปน็ ตัวสะกด) ส่วนภาษาบาลไี ม่มีคาท่ีเปน็ พยัญชนะการนั ต์ ดังนั้นถา้ คาในท่ีสนั สกฤตเป็นพยญั ชนะการันต์ บาลี
จะเปลี่ยนเป็นเสียงสระ โดยวธิ ตี ่างกนั
๒. เปรียบเทียบเสยี งพยัญชนะควบกลา้ ของภาษาบาลกี ับภาษาสันสกฤต ซึ่งภาษาสนั สกฤตมเี สียงควบกล้า
มากแต่ภาษาบาลีไม่นิยมเสียงควบกล้า คาควบกล้าในภาษาบาลีมีน้อยคา และคาภาษาบาลีหลายคาที่ออกเสียง
ควบกลา้ ได้แต่บางครงั้ จะแทรกเสียงสระใหเ้ กิดเป็นพยางค์ใหม่ สว่ นใหญค่ าภาษาสันสกฤตที่เป็นเสียงควบกล้า เม่ือ
เป็นภาษาบาลจี ะมีการแทรกเสยี งบา้ ง กลมกลืนเสียงใหเ้ ป็นเสียงเดียวกนั บ้าง
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๑๒
๓. เปรียบเทียบตัวสะกดตัวตามของภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต ในภาษาบาลีพยัญชนะวรรคท่ีเป็นเสียง
ธนิต เป็นเสียงสะกดไม่ได้ ได้แก่ พยัญชนะแถวท่ี ๒ และ ๔ ดังนั้น คาท่ีภาษาสันสกฤตใช้พยัญชนะธนิตเป็น
ตัวสะกด เมือ่ เปน็ บาลีจะกลายเป็นเสียงสถิ ลิ ท่ีมีเสยี งคลา้ ยกนั
ผเู้ ขียนจะได้เปรยี บเทียบลักษณะการใช้พยญั ชนะเดี่ยวของภาษาบาลีและสันสกฤต ซงึ่ สามารถแบง่ เป็น ๓
ประเภท คือ พยัญชนะเดี่ยวต้นคา พยัญชนะควบกล้าต้นคา พยัญชนะเดี่ยวท้ายคา และการใช้พยัญชนะต้น
เหมอื นกนั ดังนี้
๑. การใช้พยัญชนะเดีย่ วตน้ คา
๑) ภาษาบาลีใช้ ฉ ส ภาษาสนั สกฤตใช้ ศ ษ เช่น
บาลี สันสกฤต ความหมาย
ฉว ศว ซากศพ
ฉาป ศาว ลูกสตั ว์
ฉฏฐฺ ษษฺฏ ทหี่ ก
สาขา ศาขา ก่ิง
สาณิ ศาณิ มา่ น
สาลา ศาลา ศาลา
สีส ศรี ษฺ หัว
สีล ศลี ศีล
สปิ ฺป ศิลฺป ศิลปะ
สกิ ขฺ า ศกิ ษฺ า ศึกษา
สาสนา ศาสนา การสงั่ สอน
ปริสา ปริษทฺ บรษิ ทั
อสุ ภ วฤฺ ษฺภ วัว
ปุริส ปุรุษ บุรษุ
กาสาว กาษาย ผา้ ย้อมด้วยนา้ ฝาด
โฆสนา โฆษณา การปา่ วร้อง
สรีร ศรรี รา่ งกาย
สต ศต รอ้ ย
สีต ศีต หนาว, เย็น
สร ศร สระ, ลูกศร
สทฺธ ศรทฺธา ความเชือ่
เสฏฐี เศรษฐฺ ี คนมีเงิน
สณฺห ศลกษฺ ณ เรียบ, เกล้ยี ง
เสมหฺ เศลษมฺ นฺ เสมหะ
สุกกฺ ศุกลฺ ขาวสะอาด, สว่าง
สนุ ข ศนุ ก หมา
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๑๓
สณฺฑ ษณฺฑ หมู,่ กอง
๒) ภาษาบาลีใช้ พ ภาษาสันสกฤตใช้ ว ย เช่น
บาลี สันสกฤต ความหมาย
วารพาณ วารวาณ เสอ้ื เกราะ
๓) ภาษาบาลีใช้ ว ล พ ภาษาสนั สกฤตใช้ ย เช่น
บาลี สันสกฤต ความหมาย
อาวุธ อายธุ เครอื่ งประหาร
ตาวติงฺส ตฺรยสฺตฺรงิ ฺส สวรรคช์ นั้ ดาวดึงส์
กาสาว กาษาย ผ้าย้อมฝาด
ลฏฐฺ ิ ยษฐฺ ิ ลาต้น, หน่อ
ปุพพฺ ปูย หนอง
๔) ภาษาบาลีใช้ น ฬ ภาษาสนั สกฤตใช้ ล เช่น
บาลี สนั สกฤต ความหมาย
นลาฏ ลลาฏ หนา้ ผาก
นงฺคล ลางฺคล ไถ
นฬนิ นลนิ บัว
ตาฬ ตาล ลูกกญุ แจ
ปวาฬ ปรฺ วาล แกว้ ประพาฬ
๕) ภาษาบาลใี ช้ ณ ภาษาสันสกฤตใช้ น เชน่
บาลี ความหมาย ความหมาย
สกณุ ศกนุ นก
วิญญฺ าณ วชิ ญฺ าน วิญญาณ, ความรู,้ ความเข้าใจ
๒. การใช้พยัญชนะควบกลา้ ต้นคา พบว่ามใี นภาษาสันสกฤตเท่าน้ัน ไมพ่ บในภาษาบาลี ดงั นี้
ภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ความหมาย
ปฺรสาท ปสาท สว่ นของรา่ งกาย ความร้สู กึ
ปรฺ วารณา ปฺวารณา มุง่ หมาย อยากได้ ต้องการ
เสวท เสท เหงือ่ เหงื่อไคล
กฺษริ ขีร น้านม
ทฺยตุ ิ ชุติ ความรงุ่ เรือง ความสวา่ งไสว
ธฺยาน ฌาน ภาวะที่จิตสงบแนว่ แน่เน่อื งมาจากการ
เพ่งอารมณ์หรือการเพ่งอารมณ์จนจิตแน่ว
แน่เปน็ สมาธิ
กฺษมา ฉมา แผ่นดิน
ศฺรี สิริ รวม มง่ิ ขวญั มงคล
หรฺ ี หิริ ความละอายใจ ความละอายบาป
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๑๔
โศลก สิโลก ชื่อเสียง บทสรรเสรญิ ยกยอ่ ง
๓. การใช้พยญั ชนะเด่ยี วทา้ ยคา
๑) ภาษาบาลใี ช้ ฬ ภาษาสนั สกฤตใช้ ฑ ฒ ฏ เช่น
บาลี สนั สกฤต ความหมาย
ครุฬ ครุฑ พญานกพาหนะของพระนารายณ์
อาสาฬหฺ อาษาฒ เดอื นแปด
จูฬา จฑู า ผมจุก ยอด หวั
กีฬา กรีฑา การเล่น
ปีฬ ปีฑ เบยี ดเบียน ทารา้ ย
เขฬ เขฏ นา้ ลาย
กกขฺ ฬ กกขฺ ฏ แข็ง
ปวาฬ ปรฺ วาล แกว้ ประพาฬ
ตาฬ ตาล ลกู กญุ แจ
วิฬาร วฑิ าร แมว
วริ ุฬฺห วริ ฒู งอกงาม
ทฬฺห ทฤฒ มนั่ คง
ลคุฬ ลคฑุ ไมต้ ะบอง, คทา
คุฬ คุฑ นอ้ ยออ้ ยงบ
นฬการ นฑการ ช่างสาร
๒) ภาษาบาลใี ช้ ล ภาษาสนั สกฤตใช้ ร เชน่
บาลี สนั สกฤต ความหมาย
สาลกิ า สารกิ า นกชนิดหนงึ่
๓) ภาษาบาลีใช้ ป ภาษาสนั สกฤตใช้ ว เช่น
บาลี สันสกฤต ความหมาย
ฉาป ศาว ลูกสัตว์
๔) ภาษาบาลีใช้ ส ภาษาสนั สกฤตใช้ ษ เชน่
บาลี สนั สกฤต ความหมาย
ปริสา ปริษทฺ บรษิ ทั , หมู่
ปุรสิ ปรุ ุษ บรุ ษุ
วสิ วษิ พษิ
วิสย วษิ ย วสิ ยั
วิเสส วิเศษ วิเศษ
วิเสสน วิเศษณ วิเศษณ์
อคุ ฺโฆส อุทฺโฆษ กึกก้อง
โฆส โฆษ เสยี งก้อง
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๑๕
๔. การใช้พยัญชนะตน้ เหมอื นกนั ความหมาย
บาลี สันสกฤต เจ้าของ, นาย
สามี สวฺ ามนิ ฺ ดี, มีคุณธรรม
สาธุ สาธุ ดอกบวั
สโรช สโรช
๖.๖ การเปรียบเทยี บการใชพ้ ยญั ชนะซอ้ นภาษาบาลีและสนั สกฤต
ในการเปรียบเทียบการใช้พยัญชนะซ้อนภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต ผู้เขียนได้รวบรวมแนวคิดของ
นักวิชาการทง้ั หลายไว้พอเปน็ แนวทาง ดังนี้
สุภาพร มากแจ้ง (๒๕๓๕ : ๒๘) กล่าวว่า พยัญชนะซ้อน คือการซ้อนพยัญชนะต้ังแต่ ๒ ตัวข้ึนไป โดย
อาศยั สระเดยี วกนั ในภาษาบาลมี ี ๔ ลักษณะ ดงั น้ี
๑) ใช้พยัญชนะซ้อนได้ไมเ่ กิน ๒ ตัว
๒) พยัญชนะซ้อนจะไม่ปรากฏในตาแหน่งต้นคา (cc-) เว้นแต่ในคาท่ียืมมาจากภาษาสันสกฤต เช่น
พยฺ คฺฒ พฺยญชฺ น พฺยาปาท พฺยาธิ พฺรหมฺ
๓) ไมป่ รากฏในตาแหนง่ ท้ายคา
๔) ตอ้ งซอ้ นกนั ตามกฎการซอ้ นพยญั ชนะ คอื
(๑) ซ้อนตนเอง (เว้นพยัญชนะ ธนิต และ ว ห ง) เช่น จติ ฺต กมมฺ สลลฺ อยฺย กปฺป
(๒) ซ้อนด้วยพยัญชนะธนิตในฐานท่ีเกิดเดียวกัน และมีคุณสมบัติเป็นอโฆษะ หรือโฆษะ
เหมือนกนั เช่น ภกิ ขฺ ุ พุทธฺ มชฺฌิม ปุปผฺ คพภฺ อิฏฺฐ วฑฺฒ เป็นตน้
(๓) พยัญชนะนาสิกสามารถซ้อนด้วยพยัญชนะทุกตัวที่เกิดในฐานเดียวกันและซ้อน ด้วย
พยัญชนะเสยี ดแทรก ส ห เนื่องจากพยัญชนะนาสิกเป็นพยัญชนะเสียงอ่อน สามารถกลมกลืนเสียงพยัญชนะอ่ืนได้
ง่าย เช่น ตาวติงฺส คิมฺห ปญฺหา กินฺนร กงฺขา ปงฺกช องฺค กาญฺจน ชงฺฆ ลญฺฉ มญฺชรี กญฺญา กณฺฐ มณฺฑา จิณฺณ
กานตฺ คนฺถ นนฺท พนธฺ จมมฺ กมุ ฺภ กมพฺ ล กมปฺ น เป็นตน้
ในภาษาสันสกฤต มี ๓ ลกั ษณะ ดงั นี้
๑) มีพยัญชนะซอ้ นได้มากกวา่ ๒ ตัว เชน่ สฺตรฺ ี
๒) ปรากฏไดท้ ้ังในตาแหน่งต้นคาและกลางคา เช่น ปฺรตชิ ญฺ า สฺถาปน ศกู ฺษม กษฺ ตรฺ ิย เกษตรฺ พรฺ หฺมนฺ
ลกษฺ มนฺ เปน็ ตน้
๓) มีกฎการซอ้ นพยัญชนะ คอื
(๑) ซ้อนด้วยพยัญชนะท่ีมีคุณสมบัติเดียวกัน คือ เป็นอโฆษะด้วยกัน หรือเป็นโฆษะด้วยกัน เช่น
ศกฺต สตฺการ สปฺต ปศฺจมิ อษฏฺ วสตฺ ุ บษุ ฺป สกนธฺ ลพธฺ ปุทคฺ ล อทุ ฺโฆษ เป็นตน้
(๒) พยัญชนะเสียงอ่อน* คือ พยัญชนะนาสิก (ง ญ ณ น ม) และพยัญชนะกึ่งสระ (ย ร ล ว) ต้อง
ซ้อนด้วยพยัญชนะเสียงแข็งกว่า ไม่ว่าจะมาข้างหน้าหรือข้างหลัง และไม่กาหนดเร่ืองอโฆษะหรือโฆษะ เช่น สตฺย
* บาลีและสันสกฤต จัดพยัญชนะออกเป็น ๒ ประเภท คือ พยัญชนะเสียงแข็ง ได้แก่ พยัญชนะระเบิด และพยัญชนะเสียดแทรก
พยญั ชนะเสียงอ่อน ไดแ้ ก่ พยญั ชนะนาสกิ และ พยญั ชนะก่งึ สระ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๑๖
ศุกฺล วกฺตฺร ปฺรศฺน อุษฺมนฺ สฺนาน วิสฺมย วิทฺยา มธฺยม ภทฺร อคฺร ฆฺราณ ปทฺม วฺยาฆฺร ศลฺย อารฺย เป็นต้น อีกอย่าง
หนึ่ง สุภาพร มากแจ้ง (๒๕๓๕ : ๑๙) กล่าวว่า ความแตกต่างของการใช้พยัญชนะซ้อนในภาษาบาลีและภาษา
สนั สกฤตไวด้ ังน้ี
๑) จานวนเสียงพยัญชนะท่ีอาศัยสระเดียวกัน สันสกฤตมีได้ถึง ๓ เสียง ในขณะท่ีบาลีมีได้ เพียง ๒
เสียง เชน่ สฺตฺรี กับ อติ ฺถี
๒) กฎการซ้อนพยัญชนะท่ีต่างกัน ภาษาบาลีถือฐานท่ีเกิดของพยัญชนะเป็นสาคัญ ส่วนสันสกฤตถือ
คณุ สมบตั ขิ องเสียงเป็นสาคญั
๓) ตาแหนง่ ของพยญั ชนะซ้อนในคา ภาษาบาลีพยัญชนะซ้อนไมส่ ามารถอยู่ต้นคาได้
๔) ลักษณะการซ้อนพยัญชนะ ภาษาบาลีมีลักษณะเดียว คือ เคียงกันมาในรูปตัวสะกดตัวตาม โดย
ต่างตัวออกเสียงเป็นอิสระแก่กัน เช่น เชฏฺฐ สทฺธา ส่วนสันสกฤตมี ๒ ลักษณะ คือ ควบกันมา เช่น ศุกฺล ปฺรมาท
เกษตรฺ และเคยี งกันมา เชน่ ปทมฺ ลพฺธ
นอกจากน้ี สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ (๒๕๔๓ : ๒๔๑ – ๒๔๗) กล่าวว่า หลักการกลมกลืนเสียงคาภาษา
สันสกฤตเป็นภาษาบาลี การกลมกลืนเสียงในภาษาบาลีเป็นไปตามลักษณะเสียงอ่อนเสียงแข็งของพยัญชนะ จึง
ควรรู้ลักษณะเสียงอ่อนเสียงแข็งของพยญั ชนะเสยี ก่อน
๑. การจาแนกพยัญชนะตามลกั ษณะเสียงแข็งและเสียงอ่อน เพ่ือกลนื เสียง มี ๔ ลักษณะ ไดแ้ ก่
๑) พยัญชนะท่ีเสียงแข็งที่สุด ได้แก่พยัญชนะทั้ง ๕ วรรค ยกเว้นนาสิกยะของทุกวรรค ดังนั้น จึง
หมายถงึ พยญั ชนะในแถวท่ี ๑, ๒, ๓ และ ๔ ทกุ ตวั ไดแ้ ก่ ก ข ค ฆ, จ ฉ ช ฌ, ฏ ฐ ฑ ฒ, ต ถ ท ธ, และ ป ผ ภ พ
รวม ๒๐ ตวั ซง่ึ เสียงแข็งทีส่ ุด
๒) พยัญชนะเสียงแข็งทีร่ องลงมา ไดแ้ ก่ ศ ษ ส
๓) พยญั ชนะเสียงอ่อน ได้แก่พยัญชนะนาสิกยะทุกตัว จงึ ได้แก่พยัญชนะในแถวที่ ๕ ของทุกวรรค คือ
ง ญ ณ น ม รวม ๕ ตัว
๔) พยญั ชนะเสียงอ่อนทสี่ ดุ ไดแ้ ก่ ย ร ล ว
๒. กฎเกณฑ์การกลมกลืนเสียง
กฎที่ ๑ ถ้าพยัญชนะเสียงแข็งเท่ากันควบคู่มาด้วยกัน โดยเฉพาะพยัญชนะวรรค จะต้องกลมกลืน
เสียงตามตัวหลัง (Regressive assimilation) เพราะตัวหลังนั้นออกเสียงเต็มท่ี ส่วนตัวหน้าซ่ึงเป็นตัวสะกดไม่มี
เสยี งสระเกาะ จงึ คล้ายกบั วา่ ไม่มเี สียงในตัวของมันเอง
กฎท่ี ๒ ถ้าพยัญชนะเสียงแข็งควบคู่กับพยัญชนะเสียงอ่อน ไม่ว่าจะอยู่หน้าหรือหลัง พยัญชนะเสียง
แข็งย่อมจะมอี านาจกว่า จึงต้องเปลี่ยนตามพยญั ชนะเสียงแข็งเสมอ หมายเหตุ ถ้าพยัญชนะวรรค ฏ หรือ วรรค ต
ควบมากับ ย ซ่ึงถือว่ามีฐานกรณ์อยู่ในวรรค จ จะต้องเปลี่ยนพยัญชนะตัวที่นา ย ซึ่งอยู่ในวรรค ฏ หรือ ต นั้นให้
เป็นพยัญชนะวรรค จ ท่ีอยู่แถวเดียวกับตัวน้ันเสียก่อน และเปล่ียนตัว ย ซ่ึงเป็นตัวตามน้ันตามด้วย การกลมกลืน
เสียงอย่างน้ีเรยี กว่า Palatalization หมายเหตุ แม้ในภาษาสันสกฤตเองเมื่อพยัญชนะวรรค ต ควบมากับพยญั ชนะ
วรรค ฏ หรือพยัญชนะวรรค จ หรือวรรค ต ด้วยกันจะมีการกลืนเสียงเป็นพยัญชนะวรรค ฏ หรือ จ ในแถว
เดียวกัน เช่น ติสถฺ ติ เป็น ตษิ ฺฐติ หรือ ราชฺนา เป็น ราชฺญา
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๑๗
กฎท่ี ๓ เมื่อพยัญชนะเสียงอ่อนควบมากับพยัญชนะเสียงอ่อนด้วยกัน มักจะเปลี่ยนแปลงไปตาม
สะดวกไม่มกี ฎเกณฑ์ ถ้าพยัญชนะตวั ทเี่ สียงออ่ นตวั หน่ึงเสียงยังแข็งกว่าอีกก็จะเปล่ียนไปตามกฎข้อ ๒
กฎท่ี ๔ ถ้า ศ ษ ส ควบมากับพยัญชนะวรรคเสียงสิถิล จะกลมกลืนเสียงพยัญชนะวรรคน้ันให้มีเสียง
หนักข้ึนกว่าเดิมคือมีเสียง ห เข้าประสม ดังน้ัน ถ้าพยัญชนะตัวที่ ศ ษ ส ประสมเป็น สิถิล ต้องเปลี่ยนเป็น ธนิต
คือมีเสียง ห ประกอบทนั ที
กฎที่ ๕ ถ้าหาก ศ ษ ส ควบคู่กับพยัญชนะนาสิกยะซ่ึงจัดอยใู่ นพวกพยัญชนะเสียงอ่อน ศ ษ ส นั้นจะ
กลายเสยี งเหลือแต่เสียง ห แล้วจะทาใหเ้ สียง ห น้ันสับที่กับพยัญชนะนาสิกยะตัวน้นั การสับเสยี งนัน้ เป็นกฎเกณฑ์
ที่เป็นไปตามธรรมชาติของภาษาอย่างหนึง่ ในวิชานิรุกติศาสตร์ เรียกว่า Matathesis คือแทนเสียงที่ควรจะออกที
หลังกลับออกก่อน และด้วยเหตุผลอันเดียวกัน คาท่ีสันสกฤตมี ห ควบกับพยัญชนะนาสิกยะ ในบาลีก็มีการสับ
เสียงกันได้ เช่น จิหฺน เป็น จิณฺห, สายาหฺน เป็น สายณฺห, ชิหฺม เป็น ชิมฺห เป็นต้น และบางทีแม้ ห ควบมากับ
พยัญชนะอื่นที่ไม่ใช่ นาสิกยะ ก็มีการสับเสียงได้บ้าง เช่น อาหฺวา เป็น อวฺหา ในบาลี, ชิหฺวา เป็น ชิวฺหา ในบาลี
และ หฺรท เปน็ รหท ในบาลี
ผู้เขยี นจะได้เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะซอ้ นของภาษาบาลแี ละสนั สกฤต โดยจะจดั แบ่งตามการ
ซอ้ นพยญั ชนะมี ๓ ประเภท คือ พยญั ชนะวรรค พยัญชนะอวรรค และ พยัญชนะวรรคและพยัญชนะอวรรค ดังนี้
๑. พยัญชนะวรรค คือการนาพยัญชนะวรรคมาซ้อนหน้าพยัญชนะวรรคด้วยกัน ในการเปรียบเทียบ
ลกั ษณะการใช้พยัญชนะซ้อนนั้น ผเู้ ขียนได้ยึดการซ้อนพยัญชนะวรรคของภาษาบาลีเป็นหลัก แล้วนาลักษณะการ
ซ้อนของภาษาสันสกฤตมาเปรียบเทียบ พร้อมกับยกคาตัวอย่าง โดยหลักการซ้อนพยัญชนะภาษาบาลีมีดังน้ี
พยญั ชนะแถวที่ ๑ ซ้อนหน้าพยญั ชนะแถวท่ี ๑ และแถวท่ี ๒, พยญั ชนะแถวที่ ๓ ซอ้ นหน้าพยัญชนะแถวที่ ๓ และ
แถวท่ี ๔, พยญั ชนะแถวที่ ๕ ซอ้ นหน้าพยญั ชนะทุกตัวในวรรคของตนได้ และซ้อนหน้าตวั เองได้ดว้ ย ยกเว้น ง ซอ้ น
หนา้ ตวั เองไมไ่ ด้ ดงั จะได้แสดงตารางเปรียบเทยี บตอ่ ไปน้ี
ตารางท่ี ๔ เปรียบเทียบลักษณะการใชพ้ ยัญชนะ ก วรรค
พยัญชนะวรรค ภาษาบาลีใช้ ภาษาสนั สกฤตใช้ ตวั อยา่ งคาบาลี ตวั อยา่ งคาสันสกฤต
ก วรรค กฺก สฺก มนกฺการ นมสฺการ
ตกฺ สกกฺ าร สตกฺ าร
กขฺ กษฺ จกขฺ ุ จกษฺ ุ
ษกฺ ปรกิ ขฺ าร ปรษิ การ
กฺษ อกขฺ ร อกฺษร
จากตารางที่ ๔ เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะ ก วรรค พบว่า การเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะ ก วรรค มี ๒ ลักษณะ คือ ๑) พยัญชนะซ้อน กฺก ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน สฺก และ ตฺก ใน
ภาษาสันสกฤต ๒) พยัญชนะซอ้ น กฺข ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซอ้ น กฺษ ษฺก และ กษฺ ในภาษาสันสกฤต
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๑๘
ตารางที่ ๕ เปรียบเทยี บลักษณะการใชพ้ ยญั ชนะ จ วรรค
พยัญชนะวรรค ภาษาบาลใี ช้ ภาษาสนั สกฤตใช้ ตัวอย่างคาบาลี ตัวอย่างคาสันสกฤต
จจฺ ตยฺ นิจฺจ นติ ยฺ
ฏยฺ นจฺจ นาฏฺย
ถยฺ มิจฉฺ า มิถฺยา
จฉฺ ศจฺ ปจฺฉมิ ปศจฺ ิม
จ วรรค ชฺช ตสฺ มจฺฉรยิ มาตฺสรฺย
ชฺย วาณิชชฺ วาณชิ ยฺ
ชฺฌ ทฺย วิชฺชา วิทยฺ า
ญฺฌ ธฺย มชฌฺ มิ มธฺยม
ธยฺ สญฺฌา สธยฺ า
ญฺญ นยฺ สามญฺญ สามานฺย
ณฺย ปญุ ญฺ ปุณย
จากตารางท่ี ๕ เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะ จ วรรค พบว่า การเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะ จ วรรค มี ๖ ลักษณะ คือ ๑) พยัญชนะซ้อน จฺจ ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ตฺย และ ฏฺย ใน
ภาษาสันสกฤต, ๒) พยัญชนะซ้อน จฺฉ ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ถฺย ศจฺ และ ตฺส ในภาษาสันสกฤต, ๓)
พยัญชนะซ้อน ชฺช ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ชฺย และ ทฺย ในภาษาสันสกฤต, ๔) พยัญชนะซ้อน ชฺฌ ใน
ภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ธฺย ในภาษาสนั สกฤต, ๕) พยญั ชนะซ้อน ญฺฌ ในภาษาบาลี จะเป็นพยญั ชนะซอ้ น
ธยฺ ในภาษาสันสกฤต, ๖) พยัญชนะซ้อน ญฺญ ในภาษาบาลี จะเปน็ พยัญชนะซ้อน นยฺ และ ณยฺ ในภาษาสนั สกฤต
ตารางที่ ๖ เปรียบเทยี บลักษณะการใช้พยญั ชนะ ฏ วรรค
พยัญชนะวรรค ภาษาบาลใี ช้ ภาษาสนั สกฤตใช้ ตัวอยา่ งคาบาลี ตัวอย่างคาสนั สกฤต
ราษฏฺ ร
ฏ วรรค ฏฺฐ ษฏฺ รฏฺฐ เศรษฐี
ษฐฺ เสฏฐฺ ี ปรู ณฺ
ณฺณ รณฺ ปุณฺณ
จากตารางที่ ๖ เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะ ฏ วรรค พบว่า การเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะ ฏ วรรค มี ๒ ลักษณะ คือ ๑) พยัญชนะซ้อน ฏฺฐ ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ษฺฏ และ ษฺฐ ใน
ภาษาสนั สกฤต, ๒) พยญั ชนะซ้อน ณฺณ ในภาษาบาลี จะเป็นพยญั ชนะซ้อน รฺณ ในภาษาสนั สกฤต
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๑๙
ตารางที่ ๗ เปรียบเทียบลกั ษณะการใชพ้ ยญั ชนะ ต วรรค
พยัญชนะวรรค ภาษาบาลใี ช้ ภาษาสนั สกฤตใช้ ตัวอยา่ งคาบาลี ตัวอย่างคาสนั สกฤต
นิรกุ ตฺ ิ
กตฺ นิรุตฺติ สปฺต
สตู ฺร
ต วรรค ตตฺ ปฺต สตตฺ กรี ฺติ
ตรฺ สุตฺต วสฺตุ
รตฺ กิตฺติ
ตถฺ สตฺ วตฺถุ
จากตารางท่ี ๗ เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะ ต วรรค พบว่า การเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะ ต วรรค มี ๒ ลักษณะ คือ ๑) พยัญชนะซ้อน ตฺต ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน กฺต ปฺต ตฺร และ
รตฺ ในภาษาสันสกฤต, ๒) พยัญชนะซอ้ น ตถฺ ในภาษาบาลี จะเปน็ พยญั ชนะซ้อน สฺต ในภาษาสนั สกฤต
ตารางที่ ๘ เปรียบเทยี บลกั ษณะการใช้พยญั ชนะ ป วรรค
พยญั ชนะวรรค ภาษาบาลีใช้ ภาษาสนั สกฤตใช้ ตัวอย่างคาบาลี ตวั อยา่ งคาสันสกฤต
ป วรรค ปฺป ตปฺ สปปฺ รุ ิส สตปฺ ุรษุ
ปฺผ ปฺร อธปิ ฺปาย อภปิ ฺราย
ษฺป ปุปฺผ ปษุ ฺป
พพฺ
รฺว นิพฺพาน นีรวฺ าณ
วฺย ทพฺพ ทฺรวฺย
มมฺ รมฺ กมฺม กรมฺ
จากตารางที่ ๘ เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะ ป วรรค พบว่า การเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะ ป วรรค มี ๔ ลักษณะ คือ ๑) พยัญชนะซ้อน ปฺป ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ตฺป และ ปฺร ใน
ภาษาสันสกฤต, ๒) พยัญชนะซ้อน ปฺผ ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ษฺป ในภาษาสันสกฤต, ๓) พยัญชนะ
ซ้อน พฺพ ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน รฺว และ วฺย ในภาษาสันสกฤต ๔) พยัญชนะซ้อน มฺม ในภาษาบาลี
จะเป็นพยัญชนะซอ้ น รฺม ในภาษาสนั สกฤต
๒. พยัญชนะอวรรค คือการนาพยัญชนะอวรรคมาซ้อนหน้าพยัญชนะอวรรคด้วยกัน ในการเปรียบเทียบ
ลักษณะการใชพ้ ยญั ชนะซอ้ นน้นั ผู้เขยี นไดย้ ดึ การซอ้ นพยัญชนะอวรรคของภาษาบาลเี ปน็ หลัก แล้วนาลักษณะการ
ซ้อนของภาษาสันสกฤตมาเปรียบเทียบ พร้อมกับยกคาตัวอย่าง ซึ่งพบว่าการซ้อนพยัญชนะอวรรคในภาษาบาลีมี
ดงั น้ี ยยฺ ยหฺ ลฺล ลยฺ สสฺ ดังตารางแสดงต่อไปนี้
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๒๐
ตารางท่ี ๙ เปรยี บเทียบลกั ษณะการใช้พยญั ชนะอวรรค
พยัญชนะ ภาษาบาลใี ช้ ภาษาสันสกฤตใช้ ตัวอย่างคาบาลี ตวั อย่างคาสันสกฤต
เชฺยย
ยยฺ ยย เชยยฺ คหุ ยฺ
มลลฺ ิก
ยฺห หยฺ คยุ ฺห วลลฺ ภ
กลฺยาณ
ลลฺ ลฺล มลลฺ ิก ทรศฺ น
รหสยฺ
ลลฺ ลลฺ วลลฺ ภ ศฺยาม
มนุษฺย
อวรรค ลยฺ ลฺย กลยฺ าณ
รฺศ ทสสฺ น
สสฺ สฺย รหสสฺ
ศฺย สาม
ษฺย มนุสสฺ
จากตารางที่ ๙ เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะอวรรค พบว่า การเปรียบเทียบลักษณะการใช้
พยัญชนะอวรรค มี ๕ ลักษณะ คือ พยัญชนะซ้อน ยฺย ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ยย ในภาษาสันสกฤต,
พยญั ชนะซ้อน ยหฺ ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน หฺย ในภาษาสนั สกฤต, พยญั ชนะซ้อน ลฺล ในภาษาบาลี จะ
เป็นพยัญชนะซ้อน ลฺล ในภาษาสันสกฤต, พยัญชนะซ้อน ลฺย ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ลฺย ในภาษา
สนั สกฤต, พยัญชนะซอ้ น สฺส ในภาษาบาลี จะเปน็ พยญั ชนะซ้อน รฺศ สฺย ศฺย และ ษฺย ในภาษาสนั สกฤต
๓. พยัญชนะวรรคและพยัญชนะอวรรค คือการนาพยัญชนะวรรคมาซ้อนหน้าพยัญชนะอวรรค ในการ
เปรียบเทยี บลักษณะการใช้พยัญชนะซ้อนนั้น ผเู้ ขียนได้ยึดการซ้อนพยัญชนะวรรคและพยัญชนะอวรรคของภาษา
บาลีเป็นหลัก แล้วนาลักษณะการซ้อนของภาษาสันสกฤตมาเปรียบเทียบ พร้อมกับยกคาตัวอย่าง ซึ่งพบว่าการ
ซอ้ นพยญั ชนะวรรคและพยญั ชนะอวรรคในภาษาบาลมี ดี ังน้ี มหฺ ณฺห ญหฺ และ ยฺห ดังตารางแสดงต่อไปน้ี
ตารางท่ี ๑๐ เปรยี บเทียบลักษณะการใชพ้ ยัญชนะวรรคกบั พยัญชนะอวรรค
พยญั ชนะ ภาษาบาลีใช้ ภาษาสันสกฤตใช้ ตัวอยา่ งคาบาลี ตัวอยา่ งคาสนั สกฤต
สฺมติ
วรรค มหฺ สฺม มิหติ ครีษฺม
และอวรรค ษฺม คมิ ฺห ตฤษฺณา
ณหฺ ษณฺ ตณฺหา ปริศฺนา
ญหฺ ศนฺ ปญฺหา คุหยฺ
ยหฺ หฺย คยุ หฺ
จากตารางที่ ๑๐ เปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะวรรคกับพยัญชนะอวรรค พบว่า การเปรียบเทียบ
ลักษณะการใช้พยัญชนะวรรคกับพยัญชนะอวรรคมี ๔ ลักษณะ คือ ๑) พยัญชนะซ้อน มฺห ในภาษาบาลี จะเป็น
พยัญชนะซ้อน สฺม และ ษฺม ในภาษาสนั สกฤต, ๒) พยัญชนะซ้อน ณฺห ในภาษาบาลี จะเป็นพยญั ชนะซ้อน ษฺณ ใน
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๒๑
ภาษาสันสกฤต, ๓) พยัญชนะซ้อน ญฺห ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซ้อน ศฺน ในภาษาสันสกฤต, ๔) พยัญชนะ
ซ้อน ยฺห ในภาษาบาลี จะเป็นพยัญชนะซอ้ น หยฺ ในภาษาสนั สกฤต
สรุปทา้ ยบท
การเปรยี บเทียบจานวนหนว่ ยเสยี งสระภาษาบาลกี บั ภาษาสนั สกฤต จะพบว่า หนว่ ยเสยี งสระเด่ยี ว
ระหวา่ งภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตมีความแตกตา่ งกัน ในภาษาสันสกฤตมหี นว่ ยเสยี งสระเดยี่ วท่ีแตกต่างจาก
ภาษาบาลคี ือ ฤ ฤา ฦ ฦา สระเดย่ี วทัง้ ๔ ตัวนใ้ี นภาษาบาลีไม่มใี ช้ ส่วนหนว่ ยเสียงสระประสมระหว่างภาษาบาลี
กบั ภาษาสนั สกฤตมีความแตกต่างกัน ในภาษาสนั สกฤตมหี น่วยเสียงสระประสมท่ีแตกตา่ งจากภาษาบาลคี ือ ไอ
เอา สระประสมทงั้ ๒ ตวั นใี้ นภาษาบาลีไม่มใี ช้
คาภาษาบาลีและสันสกฤตมีความแตกต่างกันในด้านเสียงสระ ซ่ึงเสียงสระที่แตกต่างกันมีอยู่ ๒ ชนิด คือ
สระเดีย่ ว และสระประสม ไดแ้ ก่
๑) สระเด่ียว มีลกั ษณะตา่ งกันดังน้ี (๑) ต่างกันด้วยการใช้เสียงสระที่ตนเองมอี ยแู่ ทนเสยี งสระทต่ี นเองไมม่ ี
ภาษาบาลีไม่มีเสียง ฤ จึงใชเ้ สียงสระ อ อิ อุ แทนเสยี ง ฤ ในสันสกฤต (๒) ต่างกันด้วยอัตราเสียงส้ันเสียงยาว บาลี
ใชส้ ระเสียงสนั้ (๓) ต่างกันด้วยบาลีใช้สระเด่ยี ว สันสกฤตใช้สระประสม (๔) ต่างกันด้วยการเลือกใช้เสยี งสระคนละ
เสียง ทั้งท่ีต่างก็มเี สยี งสระน้ัน ๆ ใช้ดว้ ยกัน (๕) ต่างกันด้วยความนิยมใช้เสียงสระที่ต่างกนั บางกรณี สระบางเสียง
มที งั้ ในภาษาบาลีและสนั สกฤต แตก่ ลบั นิยมใชค้ นละเสยี ง บางทีอาจจะเพ่อื เปลี่ยนแปลงเสียงให้ออกไดส้ ะดวก
๒) สระประสม ได้แก่สระที่มีที่เกิดสองฐาน บาลีได้แก่ เอ โอ สันสกฤตได้แก่ เอ ไอ โอ เอา ภาษาท้ังสอง
ต่างกันด้วยเสียงสระผสม ดังน้ี (๑) บาลีใช้เสียงสระ เอ สันสกฤตใชเ้ สยี งสระ ไอ (๒) บาลใี ช้เสียงสระ โอ สันสกฤต
ใช้เสยี งสระ เอา
การเปรียบเทียบรูปพยัญชนะภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต พบว่า พยัญชนะวรรคในภาษาบาลีและภาษา
สนั สกฤตมีจานวน ๒๕ ตัวเท่ากัน ส่วนพยัญชนะอวรรคในภาษาบาลีมจี านวน ๘ ตวั ซึ่งน้อยกว่าพยัญชนะอวรรคใน
ภาษาสันสกฤต ๒ ตัว ภาษาสันสกฤตได้เพิ่มพยัญชนะอวรรค ๒ ตัว คือ ศ และ ษ รวมแล้วมีจานวน ๑๐ ตัว อีก
อย่างหนึ่ง ตัวนฤคหติ อ ในพยัญชนะอวรรคภาษาบาลีจะอ่านเหมือนมไี มห้ นั อากาศกบั ตัว ง สะกด เช่นคาว่า พทุ ธฺ
(อ่านว่า พุด-ธัง) สรณ (อ่านว่า สะ-ระ-ณัง) เป็นต้น ส่วนในภาษาสันสกฤตจะอ่านเหมือนมีไม้หันอากาศกับตัว ม
สะกด เชน่ คาว่า พุทฺธ (อ่านว่า พดุ -ธมั ) สรณ (อ่านวา่ สะ-ระ-ณมั ) เป็นต้น
การเปรียบเทียบฐานกรณ์ที่เกิดเสียงพยัญชนะภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต พบว่า ในภาษาบาลีกับภาษา
สนั สกฤตส่วนใหญ่มีฐานกรณ์ท่ีเกิดเสียงพยัญชนะเหมือนกนั และพบวา่ พยัญชนะอวรรค คือ ว ในภาษาสันสกฤตมี
ฐานกรณ์ท่เี กดิ จากฐานปมุ่ เหงอื กกบั รมิ ฝีปาก ส่วนในภาษาบาลมี ีฐานกรณท์ เี่ กดิ จากฟันกบั รมิ ฝปี าก
การเปรยี บเทยี บลกั ษณะการใช้พยัญชนะเด่ียวของภาษาบาลแี ละสันสกฤต ซ่ึงสามารถแบ่งเป็น 4 ประเภท
คือ พยัญชนะเดยี่ วต้นคา พยญั ชนะควบกลา้ ตน้ คา พยัญชนะเด่ียวทา้ ยคา และการใชพ้ ยัญชนะต้นเหมือนกนั ดังนี้
๑. การใช้พยัญชนะเด่ียวต้นคา ได้แก่ ๑) ภาษาบาลีใช้ ฉ ส ภาษาสันสกฤตใช้ ศ ษ ๒) ภาษาบาลีใช้ พ
ภาษาสันสกฤตใช้ ว ย ๓) ภาษาบาลีใช้ ว ล พ ภาษาสันสกฤตใช้ ย ๔) ภาษาบาลีใช้ น ฬ ภาษาสันสกฤตใช้ ล ๕)
ภาษาบาลใี ช้ ณ ภาษาสนั สกฤตใช้ น
๒. การใชพ้ ยัญชนะควบกลา้ ต้นคา พบวา่ มีในภาษาสนั สกฤตเทา่ นั้น ไมพ่ บในภาษาบาลี
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๒๒
๓. การใช้พยัญชนะเดี่ยวท้ายคา ได้แก่ ๑) ภาษาบาลีใช้ ฬ ภาษาสันสกฤตใช้ ฑ ฒ ฏ ๒) ภาษาบาลีใช้ ล
ภาษาสันสกฤตใช้ ร ๓) ภาษาบาลีใช้ ป ภาษาสนั สกฤตใช้ ว ๔) ภาษาบาลใี ช้ ส ภาษาสันสกฤตใช้ ษ
๓. การใชพ้ ยญั ชนะต้นเหมือนกัน
การเปรียบเทียบลักษณะการใช้พยัญชนะซ้อนของภาษาบาลีและสันสกฤต โดยจะจัดแบ่งตามการซ้อน
พยญั ชนะมี ๓ ประเภท คอื พยัญชนะวรรค พยญั ชนะอวรรค และ พยัญชนะวรรคและพยัญชนะอวรรค ดงั น้ี
๑. พยัญชนะวรรค คือการนาพยัญชนะวรรคมาซ้อนหน้าพยัญชนะวรรคด้วยกัน ในการเปรียบเทียบ
ลักษณะการใช้พยัญชนะซ้อนน้ัน ผู้เขียนได้ยึดการซ้อนพยัญชนะวรรคของภาษาบาลีเป็นหลัก แล้วนาลักษณะการ
ซ้อนของภาษาสันสกฤตมาเปรียบเทียบ พร้อมกับยกคาตัวอย่าง โดยหลักการซ้อนพยัญชนะภาษาบาลีมีดังน้ี
พยญั ชนะแถวที่ ๑ ซ้อนหน้าพยญั ชนะแถวที่ ๑ และแถวที่ ๒, พยัญชนะแถวท่ี ๓ ซอ้ นหน้าพยัญชนะแถวที่ ๓ และ
แถวที่ ๔, พยัญชนะแถวที่ ๕ ซอ้ นหนา้ พยญั ชนะทุกตัวในวรรคของตนได้ และซอ้ นหน้าตวั เองไดด้ ้วย ยกเว้น ง ซ้อน
หน้าตัวเองไมไ่ ด้
๒. พยัญชนะอวรรค คือการนาพยัญชนะอวรรคมาซ้อนหน้าพยัญชนะอวรรคด้วยกัน ในการเปรียบเทียบ
ลักษณะการใช้พยัญชนะซ้อนน้ัน ผู้เขียนไดย้ ึดการซอ้ นพยัญชนะอวรรคของภาษาบาลีเป็นหลัก แล้วนาลักษณะการ
ซ้อนของภาษาสันสกฤตมาเปรียบเทียบ พร้อมกับยกคาตัวอย่าง ซ่ึงพบว่าการซ้อนพยัญชนะอวรรคในภาษาบาลี มี
ดงั น้ี ยยฺ ยหฺ ลฺล ลยฺ สสฺ
๓. พยัญชนะวรรคและพยัญชนะอวรรค คือการนาพยัญชนะวรรคมาซ้อนหน้าพยัญชนะอวรรค ในการ
เปรียบเทยี บลักษณะการใช้พยัญชนะซอ้ นน้ัน ผเู้ ขียนได้ยึดการซ้อนพยัญชนะวรรคและพยัญชนะอวรรคของภาษา
บาลีเป็นหลัก แล้วนาลักษณะการซ้อนของภาษาสันสกฤตมาเปรียบเทียบ พร้อมกับยกคาตัวอย่าง ซึ่งพบว่าการ
ซอ้ นพยัญชนะวรรคและพยัญชนะอวรรคในภาษาบาลมี ดี ังน้ี มฺห ณฺห ญฺห และ ยฺห
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๒๓
กิจกรรมการเรยี น
๑. ทบทวนความรู้
๑.๑ จงอธิบายความแตกต่างของสระภาษาบาลกี ับสันสกฤต
๑.๒ จงอธบิ ายความแตกต่างของการใชส้ ระภาษาบาลกี บั สันสกฤต
๑.๓ จงอธบิ ายความแตกต่างของพยญั ชนะภาษาบาลกี ับสันสกฤต
๑.๔ จงอธบิ ายความแตกตา่ งของการใชพ้ ยญั ชนะเดีย่ วภาษาบาลีกบั สนั สกฤต
๑.๕ จงอธบิ ายความแตกต่างของการใชพ้ ยญั ชนะซอ้ นภาษาบาลีกับสันสกฤต
๒. จดั กิจกรรม
๒.๑ ให้นกั ศกึ ษาอภิปรายความแตกต่างของสระภาษาบาลีกับสันสกฤต
๒.๒ ใหน้ ักศึกษาอภิปรายความแตกต่างของการใชส้ ระภาษาบาลกี บั สันสกฤต
๒.๓ ให้นกั ศกึ ษาอภปิ รายความแตกตา่ งของพยญั ชนะภาษาบาลกี ับสนั สกฤต
๒.๔ ให้นกั ศกึ ษาอภปิ รายความแตกต่างของการใช้พยัญชนะภาษาบาลกี ับสนั สกฤต
๒.๕ ให้นักศกึ ษาวิเคราะห์ตัวอยา่ งคาภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย
ส่ือการสอน
๑. โปรแกรมนาเสนอภาพน่งิ (PPT.) เนื้อหาประกอบการบรรยาย
๒. โปรแกรมส่อื มตั ตมิ เี ดยี และแอปพลิเคชนั YouTube
๓. เอกสารประกอบการสอน รายวิชา ED1022 ภาษาบาลสี ันสกฤตในภาษาไทย
แนวทางการประเมนิ ผล
๑. ประเมนิ ผลจากการสังเกตความสนใจ ซักถาม และตอบคาถาม
๒. ประเมินผลจากการรว่ มกจิ กรรม การอภปิ รายแสดงความคิดเห็น
๓. ประเมินผลจากผลงาน ดา้ นเนื้อหา รปู แบบ ความคดิ สร้างสรรค์ วิธกี ารนาเสนอ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๒๔
เอกสารอ้างอิง
จนั จิรา จิตตะวริ ิยะพงษ.์ (๒๕๔๖). อิทธพิ ลภาษาต่างประเทศในภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : พัฒนาศึกษา.
ชะเอม แกว้ คลา้ ย. (๒๕๕๕). ลักษณะการใช้ศพั ทบ์ าลีสันสกฤตในภาษาไทย. กรุงเทพฯ : สหธรรมิก จากัด.
ประสิทธิ์ กาพยก์ ลอน. (๒๕๑๙). การศึกษาภาษาไทยตามแนวภาษาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
ปรชี า ทิชนิ พงศ์. (๒๕๓๔). บาลี - สันสกฤตท่เี กี่ยวกบั ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
พนมพร นริ ัญทว.ี (๒๕๒๗). คาตา่ งประเทศในภาษาไทย. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์
พฒั น์ เพง็ ผลา. (๒๕๕๑). บาลสี นั สกฤตในภาษาไทย. พิมพ์ครง้ั ที่ ๙. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
วไิ ลศกั ด์ิ ก่งิ คา. (๒๕๕๖). ภาษาตา่ งประเทศในภาษาไทย. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์
วสิ นั ต์ิ กฎแกว้ . (๒๕๔๕). ภาษาบาลสี นั สกฤตทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : พัฒนาศกึ ษา.
สถาบนั ภาษาไทย. (๒๕๕๕). บรรทดั ฐานภาษาไทย เลม่ ๒. พิมพค์ ร้งั ที่ ๓. กรงุ เทพฯ : องค์การคา้ ของ สกสค.
สุธิวงศ์ พงศไ์ พบูลย.์ (๒๕๔๓). หลกั ภาษาไทย. พิมพค์ รงั้ ท่ี ๑๕. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช จากดั .
สุภาพร มากแจง้ . (๒๕๓๕). ภาษาบาลี – สันสกฤตในภาษาไทย. พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๒. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร.์
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๒๕
แผนการสอนประจาบท
เรอื่ ง
๑. องค์ประกอบของคา
๒. นามศพั ท์
๓. กริยาศพั ท์
๔. อพั ยยศัพท์
๕. ศพั ทก์ ิตก์
๖. ศพั ทส์ มาส
๗. ศัพทต์ ัทธิต
แนวคดิ
องคป์ ระกอบของคาในภาษาบาลีและภาษาสนั สกฤต ประกอบดว้ ย ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ๑) ธาตุ คอื รากศัพท์
เดิมของภาษาท่ีมีความหมายในตัวเอง ๒) ปัจจัย คือส่วนท่ีใช้ประกอบธาตุ มีปัจจัยจากอัพยยศัพท์ กิตก์ อาขยาต
และตทั ธิต และ ๓) วภิ ัตติ คอื ส่วนแสดง บท บุรษุ เพศ มาลา เปน็ ต้น มีวิภตั ตินามและวิภัตติกรยิ า
นามศพั ทใ์ นภาษาบาลีและภาษาสนั สกฤต ประกอบด้วย ๓ ประเภท ได้แก่ ๑) นามนาม คอื สง่ิ ท่ีใชเ้ รียกชื่อ
สิ่งของทั่วไป ๒) คุณนาม คือส่ิงท่ีแสดงลักษณะ คุณสมบัติของนามนาม และ ๓) สรรพนาม คือส่ิงที่ใช้เรียกแทน
นามนาม เพอื่ ไม่ให้เกิดความซาซาก
กริยาศัพทใ์ นภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ประกอบด้วย ๒ ชนดิ ได้แก่ กรยิ าอาขยาต และกริยากิตก์ ซึ่ง
เป็นสว่ นประกอบของนามศพั ท์เพื่อแสดง บท บุรุษ เพศ มาลา เปน็ ตน้ เพอื่ นาไปใชใ้ นการสือ่ สาร
อัพยยศัพท์ในภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ประกอบด้วย ๓ ชนิด ได้แก่ ๑) อุปสรรค คือศัพท์ท่ีใช้
ประกอบหน้าธาตุ ๒) นิบาต คอื ศพั ท์ทใ่ี ช้กล่าว เพอ่ื แสดงบง่ บอกกาลเวลา และ ๓) ปัจจัย คือส่วนท่ีใช้ประกอบธาตุ
ศัพท์กิตก์ในภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต ประกอบด้วย ๒ ชนิด ได้แก่ นามกิตก์ และกริยากิตก์ ที่
ประกอบดว้ ยธาตุ
ศัพท์สมาสในภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต คือการนาคา ๒ คามาต่อกัน โดยใช้วิธีการไม่ลบวิภัตติของ
ศัพท์หน้าออก เรียกว่า อลุตสมาส และการนาคา ๒ คามาต่อกัน โดยใช้วิธีการลบวิภตั ติของศัพท์หน้าออก เรียกว่า
ลตุ สมาส
ศัพท์ตัทธิตในภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต คือการย่อคาให้สันลงโดยวธิ ีการตัทธิต ประกอบด้วย ๓ ชนิด
ไดแ้ ก่ สามญั ญตัทธติ ภาวตทั ธติ และอพั ยยตทั ธติ
วตั ถปุ ระสงค์
เม่ือนักศกึ ษาเรียนจบบทที่ ๗ มีความสามารถได้ดังนี
๑. อธบิ ายองคป์ ระกอบของคาภาษาบาลกี ับภาษาสันสกฤตได้
๒. อธิบายนามศัพท์ภาษาบาลีกับภาษาสนั สกฤตได้
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๒๖
๓. อธบิ ายกริยาศพั ท์ภาษาบาลีกับภาษาสนั สกฤตได้
๔. อธิบายอัพยยศัพท์ภาษาบาลกี ับภาษาสนั สกฤตได้
๕. อธิบายศพั ท์กติ ก์ภาษาบาลกี ับภาษาสันสกฤตได้
๖. อธิบายศพั ทส์ มาสภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตได้
๗. อธบิ ายศพั ทต์ ัทธิตภาษาบาลีกบั ภาษาสันสกฤตได้
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๒๗
บทที่ ๗
องคป์ ระกอบและชนิดของคาภาษาบาลีและสันสกฤต
ในบทนี จะได้กล่าวถึง องค์ประกอบของคาในภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต นามศัพท์ และวิธีการสร้าง
ศพั ทด์ ว้ ยวิธีการ กรยิ าศพั ท์ อัพยยศพั ท์ ศพั ท์กิตก์ ศพั ท์สมาส ศพั ทต์ ทั ธิต ดงั มรี ายละเอยี ดตอ่ ไปนี
๗.๑ องค์ประกอบของคา
องค์ประกอบของคามี ๓ สว่ น คือ ธาตุ ปัจจัย และวิภตั ติ ดังนี
๑. ธาตุ (Root) คอื มูลรากของคาทังปวง ในภาษาบาลีมีธาตุอยู่ประมาณ ๑,๘๖๔ ธาตุ ส่วนในภาษา
สนั สกฤตมีธาตุอยู่ประมาณ ๒,๒๐๐ ธาตุ ธาตุแต่ละตัวอาจมคี วามหมายได้หลายอย่าง ดังนันคาที่สร้างขึนจากธาตุ
เหล่านีอาจจะมีความหมายได้หลายอย่าง เช่นเดียวกับธาตุ ธาตุบางตัวมีรูปและความหมายเหมือนกันทังในภาษา
บาลีและภาษาสันสกฤต แต่ธาตุบางตัวอาจจะมีรูปต่างกันถึงแม้ว่าความหมายจะเหมือนกัน ซึ่งธาตุในภาษาบาลี
แบง่ เป็น ๘ หมวด ในภาษาสันสกฤตแบ่งเปน็ ๑๐ หมวด โดยตา่ งออกไปจากหมวดธาตุบาลี คอื อทฺ (กิน), หุ (บูชา),
ทษุ ฺ (ทาร้าย), ธาตุ ๘ หมวดในภาษาบาลีมดี งั นี
๑.๑ หมวด ภู ธาตุ ได้แก่ ภู (เป็น อยู่ คือ), หุ (เป็น อยู่ คือ มี), สี (นอน), มรฺ (ตาย), ปจฺ (หุง),
อิกฺขุ (เห็น), ลภฺ (ได้), คมฺ (ไป), วสฺ (อยู่), ลิขฺ (เขียน), จรฺ (เที่ยวไป), ปุจฺฉฺ (ถาม), หรฺ (นาไป), ยาจฺ (ขอ), ปตฺ (ตก
ไป), ตรฺ (ขา้ ม), รกฺขฺ (รกั ษา), ฉิทฺ (ตัด), ปวิ ฺ (ดมื่ ), สิกฺขฺ (ศึกษา), ธาวฺ (ว่งิ ) เปน็ ต้น
๑.๒ หมวด รุธฺ ธาตุ ไดแ้ ก่ รุธฺ (ปิด กัน), มุจฺ (ปลอ่ ย หลุดพ้น), ภทิ ฺ (แตก ทาลาย ต่อย), ลิปฺ (ฉาบ
ทา) เปน็ ต้น
๑.๓ หมวด ทิวฺ ธาตุ ไดแ้ ก่ ทวิ ฺ (เล่น), สิวฺ (เย็บ), พุธฺ (ตรัสรู้), ขี (สนิ ไป), มุหฺ (หลง) เปน็ ต้น
๑.๔ หมวด สุ ธาตุ ไดแ้ ก่ สุ (ฟัง), วุ (รอ้ ยรัด), สิ (ผูก) เป็นตน้
๑.๕ หมวด กี ธาตุ ได้แก่ กี (ซือ), ชิ (ชนะ), ธุ (กาจัด), วิ (ก่อ ส่ังสม), ลุ (เก่ียว ตัด), ญา (รู้), ผุ
(โปรย ผดั ) เปน็ ต้น
๑.๖ หมวด คหฺ ธาตุ ไดแ้ ก่ คหฺ (ถอื เอา) ในหมวดนีมตี วั เดียว
๑.๗ หมวด ตนฺ ธาตุ ได้แก่ ตนฺ (แผไ่ ป), กรฺ (ทา), สกฺก (อาจ), ชาครฺ (ตน่ื ) เปน็ ตน้
๑.๘ หมวด จุรฺ ธาตุ ได้แก่ จุรฺ (ลัก ขโมย), ตกฺกฺ (ตรึก), ลกฺขฺ (กาหนด), มนฺตฺ (ปรึกษา), จินฺตฺ
(คิด), พนฺธฺ (ผกู มัด), คณฺ (นบั ), ปูชฺ (บชู า), ปาลฺ (รกั ษา) เปน็ ตน้
อีกอย่างหนึ่ง พฒั น์ เพ็งผลา (๒๕๕๑ : ๔๐ – ๔๑) ได้กล่าวถึงลกั ษณะสาคัญของธาตุไวด้ งั นี
๑. ธาตุมีพยัญชนะตัวเดียวกม็ ี เช่น สุ (ฟัง), ชิ (ชนะ), นี (นาไป) เป็นต้น ธาตตุ ัวเดียวท่มี ีสระเนอ่ื ง
ดว้ ยพยญั ชนะอทั ธสระ เวลานาไปประกอบด้วยปัจจยั ให้เปลยี่ นสระเหล่านนั เป็นพยญั ชนะอทั ธสระเสยี กอ่ นคอื อิ อี
เปน็ ย, อุ อู เปน็ ว เช่น สุ เป็น สวฺ, ชิ เปน็ ชยฺ, นี เป็น นยฺ เปน็ ตน้ แลว้ ประกอบด้วยปจั จัยและวภิ ัตติ เช่น ภู เป็น
ภว ธาตุ + อ ปจั จยั + ติ วิภตั ติ = ภวติ แปลวา่ ยอ่ มเปน็ เปน็ ต้น
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๒๘
๒. ธาตุมีพยัญชนะ ๒ ตวั เวลาอา่ น ให้อา่ นออกเสียงเดยี ว โดยถอื พยัญชนะตน้ ธาตุเป็นพยัญชนะ
ตน้ (เดย่ี ว) พยัญชนะทีต่ ามมา ถือเป็นพยัญชนะตวั สะกด ไม่ออกเสียง เวลาเขยี นให้ใชเ้ คร่ืองหมายพนิ ทุ ( ฺ) จุดไวใ้ ต้
พยัญชนะตวั สุดท้าย ภาษาสันสกฤตใช้เคร่อื งหมาย วิราม ( \ ) ห้ามเสียง เชน่ วิทฺ (รู้), ลภฺ (ได้), ภิทฺ (แตก ทาลาย)
เปน็ ต้น
๓. ธาตุมีพยัญชนะ ๒ ตัวหรือมากกว่านี ทาหน้าท่ีเป็นพยัญชนะคู่ ใช้เป็นพยัญชนะต้น มีปรากฏ
ในภาษาสันสกฤตเท่านัน เช่น ศฺรุ (ฟงั ), ทฺวิษฺ (เปน็ ข้าศึกกนั ) เวลาอ่านออกเสียง ไมม่ ีสระที่พยัญชนะตัวแรก เขียน
ด้วยอักษรโรมนั จะเหน็ ได้ชดั เจน เชน่ ศรฺ ุ (śru), ทวฺ ิษฺ (dvis) เป็นตน้
๔. ธาตมุ ีพยญั ชนะ ๓ ตัว ออกเสียงพยางค์เดยี ว เช่น จินฺตฺ (คิด), มนฺตฺ (ปรกึ ษา), ลกฺขฺ (กาหนด),
ตกฺกฺ (ตรึก), ฯลฯ พยัญชนะตัวแรกเป็นพยัญชนะต้น พยัญชนะตวั ท่ี ๒ เปน็ ตัวสะกด พยัญชนะตัวที่ ๓ เป็นตัวตาม
มีจุด ( )ฺ อยู่ใต้พยญั ชนะ เป็นจุดห้ามออกเสียงสระ จดุ นีเรียกวา่ พินทุ พยัญชนะตัวท่ี ๓ ไมอ่ อกเสยี ง เวลาเขียนด้วย
อกั ษรโรมันจะเหน็ ไดช้ ดั เช่น จนิ ตฺ ฺ (cint), มนตฺ ฺ (mant) เปน็ ต้น
๕. ธาตุบางตัวโดยเฉพาะธาตุที่มีพยัญชนะตัวเดียว ต้องพฤทธ์ิสระต้นธาตุให้เป็นพยัญชนะอัฑฒ
สระ เพราะอานาจปัจจัยบางตัว คือ อิ อี เป็น ย เช่น นี เป็น นยฺ, ชิ เป็น ชยฺ, อุ อู เป็น ว เช่น สุ เป็น สวฺ, ภู เป็น
ภวฺ, ฤ เป็น ร เช่น กฤ เป็น กรฺ, มฤ เป็น มรฺ เป็นต้น ต่อจากนันจงึ ประกอบด้วยปัจจัยและวิภัตติ คานามกติ ก์ เช่น
ส+ุ ยุ อน เปน็ สวน(การฟงั ), ชิ+อ เป็น ชยฺ(ความชนะ) คากริยาอาขยาต เช่น ภ+ู อ+ติ เปน็ ภวติ (ยอ่ มเป็น) เปน็ ตน้
๖. ธาตุบางตัวมกี ารเปลยี่ นรูปเวลานาไปใช้ เชน่ คมฺ (ไป) เป็น คจฺฉ, ทิสฺ (เหน็ ) เป็น ปสฺสฺ เปน็ ต้น
ตัวอย่างธาตุของภาษาบาลีและสันสกฤตที่พบบ่อยในศัพท์ภาษาไทย (ประหยัด เกษม, ๒๕๒๔ : ๕๔ –
๖๒)
ธาตุ ความหมาย ศพั ทท์ ีใ่ ชใ้ นภาษาไทย
กฤ, กร ทา กร, กฤต, กต, กรณยี ,์ กรณี, การ,ี การ, กรรม, การก
, การย,์ การณ์ กฤตย,์ กจิ , กิริยา
กนฺ, กา ใคร่, รกั , เขา้ หา, ไป, โปรง่ แสง, สวยงาม กนก, กนษิ ฐา, กันยา, กนิฏฐา
, รักใคร,่ ชอบใจ
กฺรมฺ ก้าวเดิน อนกุ รม, จงกรม, บริกรรม
กมฺ รกั กาม, กามิน,ี กานดา, กามุก, กานติ
กฺรธุ ฺ โกรธ โกรธ
กถฺ กล่าว, แสดง, ชีแจง, อธิบาย, แต่ง อรรถกถา ปาฐกถา ธรรมกถา
ประพนั ธ์
กปปฺ ฺ กฦป ดาริ คดิ สาเร็จ ตัด โกน สัมมาสังกปั ปะ
คมฺ ไป, ถึง, บรรลุ อธิคม, อาคม, อนาคามี, อนาคต, อัทธคู, อันตคู,
อาคนั ตกุ ะ, คติ, คมนาคม, เวทคู, วิหค, ภชุ งค์
คา,คี ร้องเพลง คายก, คีต, คตี ก, สังคายนา, สังคีต, คาถา
คณฺ นับ, คิด, คานวณ คณติ , คณนา, คเณย์, คณก
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
ธาตุ ความหมาย ๑๒๙
คุปฺ รักษา, คมุ้ ครอง, ป้องกัน
ครฺ ห,ฺ คห ถอื เอา, จับ, รบั ศพั ท์ทีใ่ ชใ้ นภาษาไทย
ฆษุ ฺ ประกาศ, กระจายเสยี ง, ทาให้ดงั คปุ ต์, คุปติ, คุตต,ิ คุป
จรฺ เดนิ , ท่องไป, ประพฤต,ิ ปฏบิ ัติ อนุเคราะห์, สังเคราะห์, ปฏิคาหก, บริคณห์, นิคหะ
โฆษะ, โฆษก, โฆษณา, โฆษติ , อโุ ฆษ
จนิ ตฺ ฺ คดิ , ความตงั ใจ จร, จราจร, จรณะ, อนาจาร, จาร, จรรยา, จริยา,
จติ ฺ คดิ , นกึ , รู้สกึ , จา, ตรกึ ตรอง จรติ , จารตี , จารกิ , จารี, บรจิ าริกา, พรหมจรรย์
จฑิ โกรธ ดรุ า้ ย โหดเหียม จินดา, จนิ ต,์ จนิ ตนา, อจินไตย
จรุ ฺ ลกั ขโมย เจดยี ,์ จติ , เจตนา, เจตจานง
จุมฺพฺ จูบ
จยฺ ช,ฺ จชฺ ทิง, สละ, เลิก โจร
ชนฺ, ชา เกิด, ใหเ้ กดิ ทาให้เกิด จุมพติ
จาค, บริจาค
ชิ ชนะ ทวชิ , ชาต,ิ ชาตะ, ชาตา, อภชิ น, อภชิ าต,ิ ชนก ชนนี
ชยฺ ุต,ฺ ชุต รุ่งเรอื ง, สอ่ งแสง , ชนกิ า, ชนม์
ชรฺ ชฺวรฺ เจบ็ ไข้ ชยั , อปราชยั , พชิ ิต, ชิน
ชลฺ ชฺวลฺ สอ่ งสว่าง ลุกโพลง รุ่งเรอื ง ชุติมา, โชติ, โชตกิ , โชดกึ
ชาคฤ, ชาคร ตื่น, ระวัง ประชวร
ชัชวาล
ชญฺ า, ญา รู้ ชาคริต, ชาคระ, ชาครณ
ฉทิ ฺ ตดั , แบ่ง, หัก, ขาด อนุญาต, ญัตต,ิ ญาณ, เญยยธรรม, ปฏิญญา, ปัญญา
ตรฺ ตฤา ขา้ ม ลอยไป ปลิวไป , วิสัญญี, สมัญญา, ปรัชญา, วิชญ์, มาโนชญ์, สรร
สถฺ า, ฐา ตงั , ยนื , ดารงอยู่ เพชญ์
ปรเิ ฉท, ฉินนภตั
ถุ สตฺ ุ ชมเชย ยกยอ่ ง สรรเสรญิ
ทา ให้ อธิษฐาน, อุฏฐาการ, อุปัฏฐาก, ฐาน, ฐาปนา, ฐายี,
ฐิติ, สถาปนา, ประดษิ ฐ์, ประดิษฐาน, สถาน, สถานี
ทฤศฺ, ทสฺส, เหน็ , แสดง สดุดี
ทิสสฺ ทาน, ไทยทาน, อทินนา, สมาทาน, ทายก, ทายิ
ทศิ ฺ ช,ี แนะ กา
ทุษฺ, ทสุ ฺ ทาผิด, ประพฤตมิ ิชอบ ทัศนีย์, ทัศนะ, ทรรศนะ, นิทัศน์, ทิฐิ, ทฤษฏี,
นนทฺ ฺ ดใี จ, ยินดี, รน่ื เริง ทัศไนย
อุปเทศ, เทศนา, มคั คุเทศก์, ทศิ
ประทุษรา้ ย, โทษะ, ทุษฐ
นันทา, นันทนา, อานนท์, นนที
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๓๐
ธาตุ ความหมาย ศัพท์ท่ีใชใ้ นภาษาไทย
นี นา, แนะนา นัยนา, นายก, นายิกา, นีติ, นาย, เนตร, ปริณายก,
เวไนยสตั ว์
นมฺ, ณมฺ โค้ง, นอบน้อม, กม้ , ไหว้ ประณม, ประณต, ประณาม
ปุจฉฺ ฺ ปรฺ ฉฺ ถาม ปุจฉา
ปศฺ (ป.ทิสฺ- เหน็ วิปสั สนา, วิปัสสี
ปสฺส)
ปจฺ หงุ , ต้ม บาจก, บาจิกา, ปาก, พ่อครัวหัวป่าก์
ปทฺ ถงึ , ไป, ได้รบั , บรรลุ อนปุ สมั บัน, อาบตั ,ิ ปฏิบตั ิ, ปฏิปทา, ปัจจบุ ัน, วิบตั ิ,
ปฏจิ จสมปุ บาท
ปูชฺ ไหว,้ นมัสการ บูชา, บชู ิต, ปชู นีย
เปรษฺ สง่ ไป, ไป ไปรษณีย์
ปรฺ ี พอใจ, ยินดี ปรีด,ี ปีต,ิ ปรีดา, ปรียา, ปยิ ะ, เปรม
ปา ดม่ื ประปา, อาปาน, ปีติ
พนฺธฺ ผกู , มดั พันธนาการ, พันธ์, ปฏิพัทธ์, นิพนธ์, ประพันธ์,
สมั พันธ์
พุธฺ รู้, ตน่ื อนพุ ุทฺธ, อนโุ พธ, โพธ์,ิ โพชฌงค,์ วิพธุ
ภาษฺ พูด, เสียงร้อง, กล่าว อนุภาษ, บรภิ าษ, ภาษา, ภาษติ , สมั ภาษณ,์ วภิ าษ
ภชฺ, ภาชฺ แบ่ง, แยก, แจก ภาชนะ, ภาค, อปภาคย์, ภาคี, ภาชี, ภาชนีย, ภกั ดี,
ปฏิภาค
ภญชฺ ฺ แตก, หัก, ทาลาย ภังคะ, ภังค์, ภัญชะ
ภุชฺ กิน, ชอบ โภค, โภชนา, บริโภค, ภกุ ต,์ อุปโภค, โภคี, สมโภช
ภิทฺ แตก, แบ่ง, แยก ภทิ , อสัมภินพงศ,์ ภนท,์ เภท, ประเภท
ภูษฺ ตกแต่ง, ประดับ ภษู ณะ, ภูษา, ภษู ติ
ภฤ พยุง, หนุน, คา, รับภาระ, สนับสนุน, ภาระ, ภารยา, ภฤต,ิ ภรต, ภราดา
อดทน, ทนทาน
ภู มี เป็น ภพ
ภมฺ ภฺรมฺ หมนุ ไป เวยี นไป ท่องเทีย่ วไป ภมู ิ
มนฺ คดิ สมมติ, สมมต, อนุมัติ, มติ, มนตร์, นิรมาน, วิมัติ,
อปมาน, อภมิ าน
มา สรา้ ง นริ มติ , เนรมิต, นริ มาณ
มา วัด, นบั มติ, มาตรา, ประมาณ, ปรมิ าณ
โมกษฺ ,ฺ มจุ ฺ ปลอ่ ย, หลุด, พ้น มกุ ติ, วมิ ตุ ต,ิ โมกษ, โมกข์, ปาฏิโมกข์, มญุ จน์
มุทฺ สนุกสนาน, ยินด,ี ร่ืนเริง อนุโมทนา, ประมุท, ปราโมทย์, มทุ ิตา, สมั โมทนีย์
มทฺ รา่ เริง, เบกิ บาน, เมามวั มทนะ, มทะ, ประมาท, มทนยี ์, มัทยะ, มชั ชะ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๓๑
ธาตุ ความหมาย ศพั ทท์ ใี่ ช้ในภาษาไทย
มฤ, มรฺ
ตาย มรณ์, มต, อมฤต, มฤตยู, มัจจุ, มรรตัย,มฤตก,
ยา
ยมฺ มรดก, มรณา
ยธุ ฺ
ยุชฺ ไป ยาน, ยาตรา, อายาน, ยาต
รมฺ สารวม, ถึง, หา้ ม, หยุด, เวน้ , กาหนด นยิ ม, นิยต, นิยาม, ยาม
รชฺ, รญฺชฺ รบ, ตอ่ สู้ ยทุ ธ, โยธา, อายธุ , ยทุ ธนา
รกฺษ,ฺ รกขฺ ฺ เช่ือม, ประกอบ, จับ, พากเพียร, กิน, ประโยค, อนโุ ยค, วิโยค, สงั โยค, ประโยชน์
รุจฺ
ลกษฺ ฺ ถือ
ลปฺ ยินดี, เลน่ , พอใจ, สาราญ อภิรมย์, อารมณ์, รมณ,ี รมณยี ์, รต, อภิรดี, อาราม,
ลภฺ
ลขิ ฺ วริ ตั ,ิ วิราม, สรุ ตั ิ
โลก,ฺ ลุจฺ
ย้อม, ระบายสี, ยินดี รชกะ, รัชนี, รักติ, รัตติ, ราคะ, ราคี, รักต์, วิราค,
ลู, ลุ, ลุปฺ
ลปิ ฺ, ลิมฺปฺ รงค,์ ไตรรงค์
ลี
ลภุ ฺ ป้องกนั , รกั ษา, ค้มุ ครอง, อบรม, เลยี งดู อนรุ กั ษ,์ อารกั ขา, รกั ขติ , รกั ษา, รกั ษิต
วสฺ
สอ่ งแสง, เปล่งปล่ัง, โชตชิ ว่ ง, แจ่มใส โรจน,์ ไพโรจน,์ รจุ ,ิ รุจิรา, รจุ น์
วาหฺ
วจฺ แต้ม, จุด, รอย, เห็น, เครื่องหมาย, อัปลักษณ,์ อาลักษณ,์ ลกั ษณะ, ลักษมี, อภิลกั ขิต
วทฺ
วนทฺ ฺ พจิ ารณา
วฤต,ฺ วตตฺ
พดู , กล่าว, บน่ , ราพัน ลาป, พิลาป, สลั ลาป, ลปนะ
วฤ, วร
ได้, อยากได,้ ได้มา, ยืด ลาภ, ลภั ย,์ ลพั ธ์, ลทั ธ, ลัทธิ
ขีด, ขูด, เขยี น, เขย่ี ลขิ ิต, เลข, เลขา, เลขกะ
มอง, เห็น, พดู , ประกาศ, ส่องแสง โลก, โลกย์, โลกีย,์ อปโลกน์, อาโลก, อวโลกิเตศวร,
วิโลกน์
เก่ียว, ตัด, ลบ, ตดั ออก ลุปตะ, อลตุ สมาส, โลป, ลาวกะ (คนเกี่ยวขา้ ว)
ฉาบ, ทา, ลูบไล้ วิเลปน์, ลิปิ, ลิมปิ, ลิปต์
เกาะ, ยึด, ซอ่ น, ตดิ , แนบ, กอดรดั อาลยั , ลนี ะ
อยากได,้ ปรารถนา, ทะเยอะทะยาน โลภ, ลุพธ, ลุทธ
อยู่, อาศัย, นุ่ง, ห่ม, แตง่ วาสก, วาสนะ, อธิวาส, อาวาส, นิวาสน์, อรัญวาสี,
วสุ, วัสดุ, พัสตร์, วาส
บรรทกุ พาหะ, พาหนะ
พดู , กลา่ ว, บอก, อา่ น วาจา, วากย์, พากย,์ วจี, วจนะ, พจนีย,์ วาจก
พดู , บอก, แจง้ วาทะ, อปวาท, วทน, วทิต, วาที, ววิ าท, วาทย
เคารพ, บูชา, ขอ, ไหว้ วนั ทา, วนั ทนา, วนั ทนยี ์, อภวิ นั ท์, วนั ทยหัตถ์
หมนุ , ตาม, เป็น, ไป, มีขึน วรรต, จักรวรรดิ, ประวัติ, อนุวัติ, ปฏิบัติ,
ประวรรตน์
เวน้ , เลือก, ป้องกัน, หอ่ หุ้ม อาวรณ,์ สงั วร, สยมพร, นวิ รณ,์ วรรณะ, วาร, วร
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๓๒
ธาตุ ความหมาย ศพั ท์ที่ใชใ้ นภาษาไทย
วิศฺ เข้าไป, อาศัย, พกั นเิ วศ, ประเวศ, เวศน์
วิทฺ ร,ู้ รสู้ ึก, คิด วิท, เวท, เวทนิ , เวทย์, เวทนา, วทิ ู, วิทรู , วทิ ยา
ว ฤ ธฺ , ว ทฺ ธฺ , เจรญิ , งอกงาม, รงุ่ เรอื ง วรรธ, วรรธนา, วฤทธิ, พฤทธ,ิ วฑั ฒนา, วฒั นา, วุฒิ
วฑฒฺ
ศาสฺ, ศิษฺ สอน, ฝึก, แนะนา, ส่ัง, อบรม, สั่ง อนุศาสก, ศาสนา, ศาสตร์, ศาสนีย์, อนุศาสน์,
สอน, ทาให้เชื่อง, ทาใหบ้ รสิ ุทธิ์ ศาสดา, ศิษย์, วศิ ษิ ฏ,์ สานุศษิ ย์
ศกฺ พยายาม, สามารถ, อดทน, ทาให้ ศักย,์ ศจี, ศกั ด,ิ์ ศกึ ษา, ศกั ดา
สามารถ
ศุจ,ฺ สจุ ฺ เศรา้ , ครา่ ครวญ, สวา่ ง, บริสุทธ์,ิ สดใส โศก, ศุกระ, ศกุ ล, ศจุ ,ิ โศจน์
ศธุ ฺ บริสุทธิ์, หมดจด, เกลียงเกลา, ชาระ, ไม่ บรสิ ทุ ธ์,ิ ศุทธ, โศธนะ
มอี ะไรปน
ศุภฺ ทาใหง้ าม, ตกแตง่ โศภา, โสภา, โศภน, โสภณ, ศภุ วัน, โศภิต
ศฺรุ, สุ ฟงั , ได้ยิน ศรุต, วิศรุต, สุต, ศราวก, สาวก, ธรรมสวนะ,
ศรวณยี ,์ สวณยี ์, ศรตุ ิ, โศลก, โสต, โสดา
สท,ฺ สิทฺ น่ัง, จม, อาศยั อาสนั นะ, สาทนะ, อุปนิษทั ล นิสที นะ, นสิ ที ิ
สจิ ฺ รด, รนิ , เปล่งแสง, เปียก เสก, เสจนะ, อภเิ ษก, อภิสิต, สิญจ, สญิ จน์
ศี, สี นอน, หมอบ, พงิ สยนะ, สยนีย, สายนะ, ไสยา
สิธฺ สาเรจ็ , บรรลถุ งึ สิทธ,์ิ สิทธ
สมฤ, สร จา, ระลึกได้ สมร, สมฤติ, สติ
สิกขฺ ฺ ศกิ ฺษฺ เลา่ เรียน สิกขาบท ศกึ ษา
หนฺ ฆ่า, ทาลาย ประหัต, ฆาต, อาฆาต, พิฆาต
อสฺ มี, เปน็ , อยู่, คือ สวสั ดี, โสตถิ
อ,ิ อ,ี อย ไป, เป็นไป, นา อายน, เมษายน, อายุ, อดตี , อุทยั ,สมัย,อรุโณทัย
อิษฺ, อฉิ ,ฺ อิสฺ เสาะหา, ปรารถนา, ใคร่อยากได้ อิษฏ, อิฏฐ, อนษิ ฏ, อนฏิ ฐารมณ์, อิจฉา
อีกษฺ ฺ, อิกฺขฺ เห็น, ดู บรรยเวกษก์, ปรึกษา
อศี ฺ เป็นใหญ่, มอี านาจ อศี วร, อสิ ระ, คเณศ, นรศิ
ฤ ไป, ส่งไป, เปน็ ไป รถ, ฤด,ู ฤดี
อมฺ เป็นอนั ตราย, บาดเจบ็ , ป่วยมโี รค อมั พฤกษ,์ อัมพาต, อนามัย
๒. ปัจจัย (Suffixes) คือ สว่ นทปี่ ระกอบเขา้ ข้างทา้ ยธาตุหรือทา้ ยศพั ท์ มีอยหู่ ลายตวั แต่ละตัวมีหน้าท่ี
กาหนดไว้แนน่ อน แบ่งเปน็ ๓ ชนดิ คอื
๒.๑ ปัจจัยอพั ยยศัพท์ หมายถึง ศัพทท์ ี่ใชล้ งทา้ ยนามและท้ายธาตุ แล้วสามารถนาไปเข้าประโยค
ได้เลย โดยไม่ต้องแจกวิภัตติอีก ทังนีเพราะศัพท์ที่ประกอบด้วยปัจจัยพวกนี จะแสดงวิภัตติสาเร็จอยู่ในตัว ซึ่งมี
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๓๓
ปจั จัยในอพั ยยศพั ทม์ ี ๒๒ ตัว คอื โต, ตฺร, ตฺถ, ห, ธ, ธ,ิ หึ, ห, หญิ จฺ น, ว, ทา, ทานิ, รหิ, ธฺนา, ทาจน, ชชฺ , ชฺชุ, ตเว,
ํต,ุ ตนู , ตฺวา, ตฺวาน
๒.๒ ปัจจัยกิตก์ คือปัจจัยสาหรับใช้ประกอบท้ายธาตุหรือท่ีสุดธาตุ เพ่ือทาธาตุให้เป็นคานาม
คุณศัพท์ กิรยิ า ก่อนที่จะนาไปแจกวิภตั ติ ซ่งึ ปจั จัยกติ ก์มี ๒ ชนิด ได้แก่ ปจั จยั นามกติ ก์ และ ปจั จัยกริยากติ ก์
๒.๓ ปัจจัยอาขยาต สาหรับใช้ประกอบท้ายธาตุหรือที่สุดธาตุ ก่อนท่ีจะนาธาตุนันไปแจกด้วย
วิภัตติอาขยาต ได้แก่ อ ปจั จัย (แปลง อ เป็น เอ) ในหมวด ภู ธาตุ, อ ปัจจัย (แปลง อ เป็น เอ) ในหมวด รุธฺ ธาตุ,
ย ปจั จยั ในหมวด ทิวฺ ธาตุ, ณุ-ณา ปัจจัย ในหมวด สุ ธาต,ุ นา ปัจจัย ในหมวด กี ธาตุ, ณฺหา ปัจจัย ในหมวด คห
ธาต,ุ โอ ปัจจัย ในหมวด ตน ธาตุ และ เณ-ณย ปัจจยั ในหมวด จรุ ธาตุ
๒.๔ ปัจจัยตัทธิต สาหรับใช้ประกอบท้ายศัพท์หรือใช้แทนความหมายของศัพท์หลัง (ของบท
สมาส) ปจั จยั ในตัทธิตได้กาหนดความหมายไวห้ ลายอย่าง ซงึ่ แบง่ เปน็ ๓ ชนดิ คอื ๑) สามญั ตัทธติ มี ๑๓ กลุ่มยอ่ ย
ได้แก่ โคตตตัทธิต ตรตั ยาทิตัทธิต ราคาทิตัทธติ ชาตาทิตทั ธิต สมุหตทั ธิต ฐานตัทธติ พหุลตัทธิต เสฏฐตทั ธติ ตทัส
สัตถิตทั ธิต ปกติตัทธติ สงั ขยาตัทธิต ปูรณตัทธติ และวิภาคตัทธติ ๒) ภาวตทั ธิต ๓) อพั ยยตทั ธติ
๓. วิภัตติ คาว่า วิภัตติ แปลว่า แจกหรือแบ่ง กล่าวคือแจกหรือแบ่งคานามและกริยาเพ่ือทาหน้าที่
ต่างกันออกไป อกี อย่างหนึ่ง วิภตั ติ หมายถึงส่วนที่นาไปประกอบท้ายนามศัพท์และกริยาศัพท์ใหเ้ ป็นบทนามศัพท์
(บทนามนาม คุณนาม สรรพนาม) และบทกริยา เพื่อบอกหน้าที่ของบทนัน ๆ ว่าทาหน้าท่ีอะไรในประโยค (พัฒน์
เพ็งผลา, ๒๕๕๑ : ๔๓) วภิ ัตตแิ บ่งออกเป็น ๒ ชนดิ คือ
๓.๑ วิภัตตินาม หมายถงึ วิภตั ติทใี่ ชป้ ระกอบท้ายนามศัพท์และคากิตก์ (นามกติ ก์และกริยากติ ก์)
คาเหล่านีเมื่อนาไปประกอบด้วยวิภัตติที่ 1 (ปฐมาวิภตั ติ) ทาหน้าท่ีเป็นประธาน เพื่อเป็นเคร่ืองหมายบอกให้รูล้ ิงค์
วจนะ (พจน์) การก และจะใช้คาเช่ือมในการแปลเป็นภาษาไทยตามที่กาหนดไว้ในวิภัตตินัน ๆ คานามหรือ
คาคุณศัพท์ที่ยังมิได้ประกอบด้วยวิภัตตินามจะนาไปใช้ประกอบเป็นประโยคในภาษาบาลีและสันสกฤตมิได้ ต่อเม่ือ
ประกอบด้วยวภิ ัตตนิ ามเรยี บร้อยแลว้ จึงจะนาไปประกอบเป็นประโยคได้
๓.๒ วิภัตติกริยา หมายถึง ส่วนท่ีนาไปประกอบท้ายกริยาศัพท์หรือหลังปัจจัย ได้แก่วิภัตติ
อาขยาต สาหรบั ใช้ประกอบทา้ ยธาตุ เพ่ือเป็นเครื่องหมายบอกให้รู้บุรษุ กาล มาลา วาจก และบท
๗.๒ นามศพั ท์
นามศพั ท์ คือศัพทท์ ี่เป็นช่ือทังสิง่ ท่ีเปน็ รปู ธรรมและนามธรรม แบง่ เปน็ ๓ ชนิด ดงั นี
๑. นามนาม หมายถึง คาท่ีบ่งถึงช่ือคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ เป็นต้น คานามเหล่านีแบ่งออกเป็น ๒
ชนดิ คือ
๑) สาธารณนาม (สามานยนาม) หมายเอานามท่วั ไป ไม่จาเพาะเจาะจงลงไปวา่ เปน็ ใคร ชื่ออะไร
หรือ เป็นสงิ่ ใดสิ่งหน่ึง เชน่ มนสุ ฺโส (มนุษย์), คโช (ช้าง), เทโว (เทวดา), รุกโฺ ข (ตน้ ไม)้ เป็นตน้
๒) อสาธารณนาม (วิสามานยนาม) หมายเอานามท่ีเป็นชื่อเฉพาะเจาะจงลงไป ไม่ท่ัวไปแก่นาม
เหล่าอน่ื เช่น สาริปุตฺโต (พระสารีบตุ ร), เอราวโณ (ชา้ งเอราวัณ), อนิ ฺโท (พระอนิ ทร)์ เป็นต้น
อกี อยา่ งหน่งึ คานามนามนตี รงกบั คานามในภาษาไทย มีรปู ศัพท์ได้ใน ๒ ลกั ษณะ คือ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๓๔
๑) โดยรปู ตนเอง ไดแ้ ก่ โลก (โลก), ชิวฺหา (ลิน), กุมาร (เด็กชาย), ชฺวาล (โคมไฟ) เปน็ ตน้
๒) รูปที่สาเร็จจากธาตุ ได้แก่ มรณ (มรฺ+ยุ) แปลว่า ความตาย, ยาจก (ยาจฺ+ณวุ) แปลว่า ผู้ขอ,
โยคี (ยชุ ฺ + ณี) แปลวา่ ผู้มักประกอบโดยปกติ
นอกจากนี คานามทังปวงเหล่านีจัดเป็น ๓ ลิงค์ (เพศ) คือ ปุงลิงค์ (เพศชาย), อิตถีลิงค์ (เพศหญิง)
และ นปุงสกลงิ ค์ (ไม่ใช่เพศชายไมใ่ ช่เพศหญิง) คานามที่เป็นปุงลิงคม์ ี ๕ การนั ต์ คือ อ อิ อี อุ อู คานามท่ีเป็นอิตถี
ลงิ คม์ ี ๕ การนั ต์ คอื อา อิ อี อุ อู ส่วนคานามทีเ่ ป็นนปงุ สกลิงคม์ ี ๓ การนั ต์ คอื อ อิ อุ
๒. คุณนาม หมายถึง คาท่ีแสดงลกั ษณะของนาม เพือ่ แสดงใหร้ ู้วา่ นามนันมลี กั ษณะอยา่ งไร เช่น อ้วน
ผอม ดา ขาว สูง ต่า โง่ ฉลาด เป็นต้น คุณนามนันเป็นได้ทัง ๓ ลิงค์ เมื่อจะทาให้เป็นลิงค์ใดก็เปล่ียนสระท้ายคา
คณุ นามนันให้ตรงกบั คานามทเ่ี ปน็ ลงิ คน์ ัน ๆ แสดงให้เห็นคณุ นามในรปู ปฐมาวภิ ตั ติ
คุณนามเหล่านีแบ่งออกเป็น ๓ ขันตามคุณลกั ษณะของนามนัน ๆ คือ ขนั ปกติ (ขันธรรมดา) ขันวเิ ศษ
(ขนั กว่า) และขันอติวเิ ศษ (ขนั สูงสุด)
๑) ขนั ปกติ (ขนั ธรรมดา) เป็นขันท่ีแสดงลักษณะปกตสิ ามัญธรรมดาของนาม
๒) ขันวิเศษ (ขันกว่า) เป็นขันท่ีแสดงคุณลักษณะของนามที่ดีกว่าหรือเลวกว่าของขันปกติ ขัน
วิเศษนิยมใช้ อติ (ยิ่ง) ประกอบข้างหน้าคุณนามบ้าง ใช้ ตร อิย หรือ อิยิสฺสก (กว่า) ปัจจัยประกอบท้ายศัพท์
คุณนามบ้าง
๓) ขันอติวิเศษ (ขันสูงสุด) เป็นขันที่แสดงคุณลักษณะของนามท่ีดีที่สุดหรือเลวที่สุด ซึ่ง
นอกเหนือไปจาก ๒ ขันขา้ งต้น ขนั อติวเิ ศษนิยมใช้ อติวิย (เกินเปรียบ) ประกอบข้างหน้าคุณนามบ้าง ใช้ ตม อิฏฺฐ
(ท่ีสุด) ปัจจัยประกอบทา้ ยศพั ทค์ ุณนามนัน ๆ นนั บา้ ง ดังแสดงตัวอย่างต่อไปนี
ขนั ปกติ (ขนั ธรรมดา) ขันวเิ ศษ (ขนั กวา่ ) ขนั อตวิ เิ ศษ (ขันสงู สุด)
คุณนาม คาแปล คณุ นาม คาแปล คณุ นาม คาแปล
ปณฑฺ โิ ต ฉลาด อติปณฺฑโิ ต ฉลาดยง่ิ ปณฑฺ ิตตโม ฉลาดทสี่ ุด
พาโล โง่ พาลตโร โงก่ ว่า พาลฏิ ฺโฐ โง่ที่สุด
สนุ ทฺ โร งาม สุนทฺ รตโร งามกว่า อติวยิ สุนทฺ โร งามเกนิ เปรียบ
คณุ นามทใี่ ชข้ ยายนามนามและสรรพนามเพ่ือให้รู้ว่าเป็นอย่างไร ซ่ึงตรงกับคาวิเศษณใ์ นภาษาไทย คา
คณุ นามนีมีรปู ศพั ท์ได้ใน ๒ ลกั ษณะ คอื
๑) โดยรูปตนเอง ไดแ้ ก่ สุนฺทร (ดี งาม), เศรษฺฐ (ประเสริฐ), ถาวร (ยง่ั ยืน), วิตฺถาร (ละเอียด)
๒) รูปที่สาเร็จจากธาตุ ได้แก่ นามเธยฺย (การตังช่ือ), วนรต (ยินดีในป่า), รมณีย (อันน่ารื่นรมย์),
สมโฺ มทนยี (เป็นท่ีบนั เทิงใจ), โภชนยี (ของควรบรโิ ภค)
๓. สรรพนาม หมายถึง คาที่ใช้แทนคานามท่ีได้กล่าวมาแล้ว เพื่อมิให้ออกชื่อจริงเป็นการซาซ้อน
สรรพนาม แบง่ ออกเปน็ ๒ ชนิด คอื บรุ ุษสรรพนาม และวิเสสนสรรพนาม
๑) บุรษุ สรรพนาม ใช้สาหรับแทนช่ือของคน สัตว์ ที่ สง่ิ ของ เป็นต้น บุรุษสรรพนามแบ่งออกเป็น
๓ คอื ประถมบุรษุ มัธยมบุรุษ และอุตตมบรุ ษุ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๓๕
ประถมบุรุษที่ ๑ ได้แก่ บุรุษสรรพนามที่ใช้สาหรับแทนชื่อ คน สัตว์ ท่ี ส่ิงของ ซึ่งอยู่นอกวง
สนทนาทผี่ พู้ ูดออกชื่อถงึ เช่น โส (เขาผ้ชู าย), เต (เขาทงั หลาย)
มธั ยมบุรษุ ที่ ๒ ไดแ้ ก่ บรุ ษุ สรรพนามทใี่ ช้สาหรบั แทนช่ือของผู้ที่พูดกบั เรา ซ่งึ อยู่ในวงสนทนา
หรอื อยู่ใกล้ตวั เรา เชน่ ตฺว (ท่าน), ตมุ ฺเห (ท่านทังหลาย)
อุตตมบุรุษที่ ๓ ได้แก่ บุรุษสรรพนามที่ใช้สาหรับแทนช่ือผู้พูดเอง เช่น อห (ข้าพเจ้า), มย
(เราทังหลาย)
๒) วิเสสนสรรพนาม ใชส้ าหรับประกอบกบั คานามเพ่อื แสดงให้รวู้ ่า นามนันอยู่ใกลห้ รืออย่ไู กลถูก
กาหนดไว้อย่างแนน่ อนหรือไมแ่ น่นอน วิเสสนสรรพนามแบง่ เปน็ ๒ ชนิด คอื
นิยมสรรพนาม คอื คาที่กาหนดลักษณะของนามแนน่ อน เชน่ อิม (น)ี , เอต (น่นั )
อนิยมสรรพนาม คอื คาท่กี าหนดลกั ษณะของนามไมแ่ นน่ อนลงไป เชน่ ย (ใด) กึ (อะไร)
๗.๓ กรยิ าศัพท์
กรยิ าศัพท์ คือศัพทท์ ี่แสดงกริยาอาการ ซ่ึงลว้ นมีรปู สาเรจ็ มาจากธาตทุ ังนัน แบ่งเป็น ๒ ประเภท ดงั นี
๑. กริยาอาขยาต เป็นกรยิ าสาคญั ของประโยค กริยาอาขยาตนมี ีวิธีแจกวิภตั ติโดยเฉพาะของตนเอง
ซ่ึงไมเ่ หมอื นกับการแจกวิภตั ตินามทกี่ ลา่ วมาแล้ว
๒. กรยิ ากิตก์ เปน็ กริยาสาคัญของประโยคหรอื อาจทาหน้าทีเ่ ป็นกรยิ าชว่ ยกไ็ ด้ แบง่ เป็น ๒ ชนิด คอื
๑) ชนิดต้องแจกวภิ ตั ตติ ามนามทีม่ ันขยาย ได้แก่ กรยิ าที่ลงปัจจยั ต มาน อนีย ตพฺพ อนฺต
๒) ชนิดไม่ตอ้ งแจกวภิ ัตติ ได้แก่ กริยาที่ลงปจั จัย ตวฺ า ตวฺ าน ตนู
๗.๔ อัพยยศัพท์
อัพยยศัพท์ แปลว่า ศัพท์ท่ีไม่ฉิบหาย กล่าวคือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป หมายถึงคาจาพวกหนึ่งที่นาไป
แจกดว้ ยวิภัตตนิ ามไมไ่ ด้ รูปเดมิ เป็นอย่างไร เมือ่ นาไปใช้ก็จะคงรูปไว้อย่างนัน เชน่ อุปสรรค นิบาต และปัจจยั ทใี่ ช้
แทนวิภัตตินามบางวภิ ัตติ เป็นต้น
๑. อุปสรรค (prefixes) คือ ศัพท์พวกหน่ึงท่ีใช้โดยอิสระไม่ได้ (bound morphemes) จะต้องใช้
นาหน้านามศัพท์หรือกริยาศัพท์เสมอ เพื่อเปลี่ยนความหมายของศัพท์นัน ๆ ให้มีเนือความต่างกันไปตามคาแปล
ของอุปสรรคท่ีเติม (ปรีชา ทิชินพงศ์, ๒๕๓๔ : ๕๓) คาอุปสรรค เป็นส่วนของคาท่ใี ช้ประกอบเขา้ ข้างหน้าธาตุหน้า
ศัพท์ หรือหน้าบท ทาให้มีความหมายเปลี่ยนไป อุปสรรคเป็นหน่วยคาไม่มีอิสระ (Bound Morpheme) ไม่
สามารถใช้ตามลาพังต้องประกอบกับธาตุ ศัพท์ หรือ บท ดังนัน การใช้อุปสรรคประกอบหน้าธาตุ ศัพท์ หรือ บท
เพ่ือให้เกิดศัพท์หรือบทที่มีความหมายใหม่ ลักษณะของอุปสรรคมีทังที่มีพยางค์เดียวและสองพยางค์ ทังพยัญชนะ
เดี่ยวและพยญั ชนะคู่ (สันสกฤต) ทังที่มีตวั สะกด (สนั สกฤต) และไม่มีตวั สะกด อุปสรรคมี ๒๐ ตัว สามารถแบง่ ตาม
การลงความหมาย ๓ อย่าง คือ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๓๖
๑) ความหมายดีขึน คืออุปสรรคที่มีความหมายในทางดี เช่น วิ (วิเศษ แจ้ง ต่าง) อติ (ย่ิง เกิน
ล่วง) อธิ (ย่ิง ใหญ่ ทับ) อภิ (ย่ิงใหญ่ จาเพาะ ข้างหน้า) สุ (ดี งาม ง่าย) ส (ร่วม กับ ดี) ลงข้างหน้าคานามหรือ
คากรยิ าทาให้คานามหรือคากรยิ ามคี วามหมายดีขึน
๒) ความหมายตรงกันข้ามหรือกลับความ คืออุปสรรคบางคามีความหมายตรงกันข้าม เช่น อา,
ปรา, วิ (กลับความ) ปฺรติ ปฏิ (ตอบ กลับ) อว, โอ (ลง), นิสฺ นิ (ไม่มี ออก) อ (ไม่), อุตฺ อุ (ขึน), นิ (เข้า ลง เสมอ)
เมือ่ ลงหน้าคานามศพั ท์และกรยิ าศัพท์ ทาให้คานามศพั ท์และกริยาศพั ท์มีความหมายตรงกันข้าม
๓) ความหมายต่างออกไป คืออุปสรรคบางคาเม่ือนาไปประกอบหน้าคานามและคากริยา ทาให้
คานามและคากริยามีความหมายตา่ งจากความหมายเดิม บางทกี ไ็ ม่ตา่ งมากนัก เชน่ อนุ (นอ้ ย ภายหลัง ตาม), อปิ,
ปิ (ใกล้ บน) ปริ (รอบ), ปฺร, ป (ทัว่ กอ่ น ขา้ งหนา้ ออก) ทสุ ฺ, ทุ (ช่ัว ยาก) อป (ปราศ หลีก) อุป (ใกล้ มัน่ เขา้ ไป)
อุปสรรคในภาษาบาลีและสันสกฤตมี ๒๐ ตัว ดงั นี
ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต ความหมาย
อติ อติ ยิ่ง, เกิน, ล่วง
อธิ อธิ ยง่ิ , ใหญ่, ทบั
อนุ อนุ น้อย, ภายหลงั , ตาม
อป อป ปราศ, หลกี
อป,ิ ปิ อป,ิ ปิ ใกล้, บน
อภิ อภิ ยิ่ง, ใหญ่, จาเพาะ, ข้างหน้า
อว, โอ อว ลง
อา อา ท่วั , ยงิ่ , กลบั ความ
อุ อุตฺ ขึน, นอก
อปุ อปุ เขา้ ไป, ใกล้, มั่น
ทุ ทุสฺ ชัว่ , ยาก
นิ นิ เข้า, ลง
นิ นิสฺ ไมม่ ี, ออก
ป ปฺร ทว่ั , ขา้ งหนา้ , ก่อน, ออก
ปฏิ ปฺรติ เฉพาะ, ตอบ, ทวน, กลับ
ปรา ปรา กลับความ
ปริ ปริ รอบ
วิ วิ วิเศษ, แจ้ง, ตา่ ง
ส ส พรอ้ ม, กับ, ดี
สุ สุ ด,ี งาม, ง่าย
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๓๗
๒. นิบาต คือ คาที่มีลักษณะคล้ายคาวิเศษณ์ ใช้ลงประกอบคาหรือข้อความในส่วนต่าง ๆ ของ
ประโยค เพื่อให้เนือความสละสลวย กะทัดรัด และหนักแน่นสมบูรณ์ขึน นิบาตในภาษาบาลีและสันสกฤตมีหลาย
พวก แต่ละพวกก็มีอยู่มากคาด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ที่ไทยรับเข้ามาใช้มีประมาณ ๒๐ กว่าคาเท่านัน บางคาเราก็
รบั มาใช้มปี ระมาณ ๒๐ กวา่ คาเท่านัน บางคาเราก็รับมาใช้เลย บางคากเ็ ปลี่ยนรูปเปล่ียนเสียงและเปล่ียนความไป
บ้างก็มี
นิบาตบางพวกและบางคาที่พบในภาษาไทยมีทังประเภทท่ีเรานามาใช้เลย และประเภทท่ีอยู่ในรูป
สมาสหรอื ประสมกบั คาอืน่ ๆ ดงั นี
๑) นิบาตบอกกาล
ปาโต (เช้า)
ทวิ า (วนั ) เชน่ ทิวากร, ทวิ ากาล
สาย (เยน็ ) เชน่ สายณั ห์
๒) นิบาตบอกท่ี
อทุ ฺธ (เบืองบน) เชน่ อุทธบาท, อทุ ธิต
อุปริ (เบืองบน) เช่น อุปริสัจ, อปุ รภิ าค, อปุ ริจร
อนตฺ ร (ระหวา่ ง) เช่น อันตรธาน, อันตราย, นิรันดร์
อนโฺ ต (ภายใน) เชน่ อนั โตชน
พหิ, พาหิร (ภายนอก) เช่น พาเหียร, พาหิรกทาน, พาหิรชน
อโธ (เบอื งต่า) เช่น อโธทศิ าภาค
รโห (ทล่ี บั ) เช่น รโหฐาน
๓) นิบาตบอกอุปมาอุปไมย
ยถา (ฉันใด ตาม) เช่น ยถากรรม ยถากาม
ตถา (ฉันนัน) เชน่ ตถาคต
วยิ (ราวกะ)
อวิ (เพยี งดัง)
๔) นิบาตบอกปฏเิ สธ
น, โน (ไม่)
วนิ า (เว้น)
มา (อยา่ )
เฉพาะ น นิบาต ถา้ นาไปเตมิ หนา้ ศพั ทท์ ขี่ นึ ตน้ ด้วยสระ จะเปลี่ยนเป็น อน และถ้าเติมหน้าศัพท์ที่
ขนึ ต้นดว้ ยพยัญชนะจะเปลยี่ นเป็น อ
น + เอก เป็น อเนก (ไม่ใชห่ นง่ึ )
น + อนฺต เป็น อนนฺต (ไมจ่ บ)
น + อรฺฆ เป็น อนรฺฆ (หาค่ามิได้)
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๓๘
น + อามย เปน็ อนามย (ไมเ่ จบ็ ปว่ ย)
น + อาคต เปน็ อนาคต (ยงั มาไมถ่ งึ )
น + อารยฺ เปน็ อนารยฺ (ไมเ่ จริญ)
น + อาจาร เปน็ อนาจาร (ไมค่ วรประพฤต)ิ
น + องฺค เปน็ อนงคฺ (ไมม่ ตี วั ตน)
น + อทุ ก เปน็ อโนทก (ไมม่ นี า)
น + โอกาส เปน็ อโนกาส (ไม่มีว่าง)
น + นาถ เป็น อนาถ (ไม่มีทพี่ งึ่ )
น + มต เปน็ อมต (ไม่ตาย)
น + มร เป็น อมร (ผไู้ มต่ าย)
น + กศุ ล เปน็ อกุศล (ความชว่ั )
น + คติ เปน็ อคติ (ความลาเอียง)
น + ภตู เปน็ อภตู (ไมจ่ ริง)
น + สจุ ิ เป็น อสจุ ิ (ไม่บรสิ ทุ ธิ)์
น + นจิ ฺจ เปน็ อนิจฺจ (ไม่เทยี่ ง)
๕) นบิ าตบอกประการ
เอว (ดว้ ยประการฉะน)ี
๖) นบิ าตบอกความเลา่ ลือ
กริ (ดังได้ยินมา)
๗) นิบาตทาให้ความตา่ งกัน
นานา (ต่าง ๆ) เช่น นานาประเทศ, ตา่ ง ๆ นานา
สย (เอง) เชน่ สยมภู, สยมพร, สวยมภู
สห (กับ ร่วม) เชน่ สหกรณ,์ สหชาต,ิ สหศึกษา
มสุ า (เท็จ) เช่น มสุ าวาท
มิจฺฉา (ผดิ ) เชน่ มิจฉาทฐิ ิ, มจิ ฉาชพี
ภยิ ฺโย (ย่งิ ) เชน่ ภิญโญยง่ิ
๘) นิบาตบอกอาลปนะ
ภนฺเต (ท่านผู้เจรญิ ) ใชเ้ รียกผ้สู งู กว่า
อาวุโส (ทา่ นผมู้ ีอายุ) ใช้เรยี กผนู้ อ้ ยกว่า แตค่ านีไทยนามาใช้เรยี กผสู้ งู กว่า
๓. ปัจจยั หมายถึง ศัพทท์ ีใ่ ช้ลงทา้ ยนามและทา้ ยธาตุ แล้วสามารถนาไปเขา้ ประโยคได้เลย โดยไมต่ อ้ ง
แจกวิภัตติอีก ทังนีเพราะศัพท์ที่ประกอบด้วยปัจจัยพวกนี จะแสดงวิภัตติสาเร็จอยู่ในตัว ซ่ึงมี ๒๒ ตัว แบ่งเป็น ๔
พวก คือ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๓๙
๑) โต ปัจจัย ใช้ลงท้ายนามและสัพพนาม เป็นเครื่องหมายตติยาวิภัตติ (ข้าง, โดย)และปัญจมี
วิภตั ติ (จาก, แต.่ ..)
เอก + โต เอกโต (ข้างเดียว)
วาม + โต วามโต (ขา้ งซา้ ย)
ทกขฺ ณิ + โต ทกขฺ ิณโต (ข้างขวา)
อุตตฺ ร + โต อุตฺตรโต (ขา้ งเหนือ)
สพฺพ + โต สพฺพโต (แตท่ ่ีทังปวง)
คาม + โต คามโต (แต่หมบู่ า้ น)
๒) ตฺร ตฺถ ห ธ ธิ หึ ห หิญฺจน ว ปัจจัย นิยมใช้ประกอบท้ายสรรพนาม เป็นเครื่องหมายสัตตมี
วภิ ตั ติ (ใน)
สพพฺ + ตฺร สพฺพตรฺ (ในทที่ งั ปวง)
สพพฺ + ตถฺ สพฺพตถฺ (ในท่ีทังปวง)
๓) ทา ทานิ รหิ ธฺนา ทาจน ชฺช ชชฺ ุ ปัจจัย นยิ มใช้ประกอบท้ายสรรพนาม เป็นเครื่องหมายสตั ต
มวี ภิ ตั ติ (ใน) ใชเ้ ฉพาะเรอ่ื งกาลเวลา
สพฺพ + ทา สพฺพทา (ในกาลทงั ปวง)
เอก + ทา เอกทา (ในกาลหนงึ่ )
อิ + ทานิ อทิ านิ (ในกาลนี)
๔) เตว ํตุ ตูน ตฺวา ตฺวาน ปจั จัย นิยมใช้ประกอบทา้ ยธาตุได้เป็นนามกิตก์ เปน็ เครื่องหมายจตุตถี
วภิ ตั ติ (เพอื่ การ) และเป็นกรยิ ากิตก์ ทาหนา้ ท่ีเป็นกริยาช่วยอพั ยยกริ ยิ า (แล้ว)
กรฺ + ํตุ กาํตุ (เพื่อทา)
ทา + เตว ทาเตว (เพอื่ ให้)
กรฺ + ตูน กาตนู (ทาแล้ว)
กรฺ + ตวฺ า กตฺวา (ทาแลว้ )
กรฺ + ตฺวาน กตวฺ าน (ทาแล้ว)
คมฺ + ตฺวา คนฺตวฺ า (ไปแลว้ )
ทา + ตฺวา ทตฺวา (ใหแ้ ล้ว)
๗.๕ กิตก์
คาว่า กิตก์ นันเป็นช่ือของศัพท์จาพวกหนึ่งที่ประกอบขึนจากธาตุ + ปัจจัยกิตก์ ธาตุทังหลายท่ี
ประกอบด้วยปัจจัยกิตก์แล้ว ย่อมสาเร็จรูปเป็นนามบ้าง คุณนามบ้าง และศัพท์แต่ละศัพท์ย่อมมีความหมาย
แตกต่างกันออกไปตามที่ปัจจัยนัน ๆ ประกอบ ถึงแม้ว่าจะเป็นธาตุตัวเดียวกันก็ตาม เช่น นี ธาตุ + ณฺวุ ปัจจัย ได้
รูปศัพท์เป็น นายก แปลว่า ผู้นา แต่ถ้าประกอบด้วย ติ ปัจจัยจะได้รูปศัพท์เป็น นีติ แปลว่า แบบแผน,
ขนบธรรมเนียม, ประเพณ,ี วธิ ีปกครอง ดงั นเี ป็นต้น อีกอย่างหนงึ่ ปัจจัยกิตก์ คอื ปัจจยั สาหรับใช้ประกอบท้ายธาตุ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๔๐
หรือที่สุดธาตุ เพ่ือทาธาตุให้เป็นคานาม คุณศัพท์ กิริยา ก่อนที่จะนาไปแจกวิภัตติ ซึ่งปัจจัยกิตก์มี ๒ ชนิด ได้แก่
นามกติ ก์และกรยิ ากิตก์ ดังมีรายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี วสิ นั ติ์ กฎแกว้ (๒๕๔๕ : ๓๖)
๑. นามกิตก์ หมายถึงศัพท์ที่ประกอบขึนจาก ธาตุ+ปัจจัยนามกิตก์ รูปสาเร็จท่ีได้มาโดยวิธีการเช่นนี
อาจจะเป็นนามศัพท์หรือคุณศัพท์ก็ได้ ซ่ึงเรียกว่า นามกิตก์ (นามกฤต) ปัจจัยนามกิตก์เมื่อประกอบกับที่สุดธาตุ
แล้ว อาจจะมีการเปล่ียนแปลงหรือปรับปรุงธาตุโดยวิธีต่าง ๆ กันตามที่กาหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงปัจจัยท่ีเนื่อง
ดว้ ย ณ ปจั จยั เม่อื ประกอบกับที่สดุ ธาตแุ ลว้ จะต้องปรับปรงุ ธาตุและปัจจยั ดงั นี
๑) ต้องลบ ณ ทิงเสีย เหลือไว้แต่สระท่ีอาศัย ณ นัน เช่น ณ ปัจจัย ให้ลบตัว ณฺ เสีย เหลือไว้แต่
สระ อ เท่านัน หากเขียนเปน็ อกั ษรโรมันจะเหน็ ไดช้ ัดเจน คอื ปจั จัย ลบ เสียเหลอื ไว้แต่ A เท่านัน
๒) จะต้องเปลีย่ นแปลงสระต้นธาตุดงั นี
สระ อ เปลี่ยนเป็นสระ อา
สระ อิ เปลย่ี นเปน็ สระ เอ และ ไอ ในภาษาสันสกฤต
สระ อุ เปล่ยี นเป็นสระ โอ และสระ เอา ในภาษาสันสกฤต
สระ ฤ ในภาษาสนั สกฤตเปน็ อรฺ หรอื อารฺ
๓) ธาตุที่มี จฺ และ ชฺ เป็นท่ีสุดให้เปลี่ยน จฺ เป็น กฺ และเปลี่ยน ชฺ เป็น คฺ ยกเว้น ณวุ ปัจจัย ไม่
ต้องเปลี่ยน จฺ เปน็ กฺ และ ชฺ เป็น คฺ ทังนกี ็เพราะวา่ จะตอ้ งเปลย่ี น ณวฺ ุ ปัจจยั เป็น อก เสมอ
ปจั จยั นามกิตกท์ ี่ใชป้ ระกอบธาตุเพอื่ ปรุงให้เปน็ นามศัพท์ มอี ยหู่ ลายตัวแบ่งตามหนา้ ทีไ่ ด้ ๓ พวก คอื
๑) กิต ปัจจัย ใช้แต่งนามเพ่ือทาหน้าทีเ่ ปน็ กรรตุการก (ผทู้ า) มีปจั จยั ท่ีสาคญั คอื กวฺ ิ, ณี, ณว,ุ ตุ, รู
๒) กจิ จ ปัจจยั ใชแ้ ตง่ นามเพื่อทาหน้าท่ีเปน็ กรรมการก (ผถู้ ูกกระทา) มีปัจจยั ทีส่ าคัญคือ ข, ณย
๓) กติ กิจจ ปจั จัย ใช้แต่งนามเพ่ือทาหน้าทีไ่ ด้ทงั ผูท้ าและผถู้ ูกกระทา มีปัจจัยทส่ี าคัญคอื ยุ, ณ, ติ
, อ,ิ อ, เตว, ํตุ
๒. กริยากิตก์ คือคาจาพวกหนึ่งซึ่งประกอบขึนจาก ธาตุ + ปัจจัยกิริยากิตก์ เมื่อประกอบสาเร็จรูป
แลว้ นาไปใชเ้ ปน็ กิรยิ าหรือคุณศัพท์ ซ่งึ ปัจจัยกรยิ ากติ กม์ อี ยู่หลายตัว แบง่ เปน็ ๓ พวก คือ
๑) กิต ปัจจยั ใช้แต่งกริยาเพอ่ื ทาหน้าที่กรรตุวาจก และเหตกุ รรตุวาจก มีปัจจัย คือ อนตฺ , ตวฺ นฺตุ,
ตาวี
๒) กิจจ ปัจจัย ใชแ้ ต่งกรยิ าเพอ่ื ทาหน้าท่ีกรรมวาจก ภาววาจก เหตกุ รรมวาจก มีปัจจัยคือ อนีย,
ตพฺพ
๓) กิตกิจจ ปัจจัย ใช้แต่งกริยาเพ่ือทาหน้าท่ีได้ทัง กรรตุวาจา กรรมวาจาจก ภาววาจก เหตุ
กรรตุวาจก เหตุกรรมวาจก มปี ัจจยั คอื มาน, ต, ตูน, ตฺวา, ตฺวาน
๗.๖ สมาส
สมาส คือการนาเอาศัพทต์ ังแต่ ๒ ศพั ท์ขึนไปมารวมกันเข้าเป็นบทเดยี วกัน ซ่ึงนบั ว่าเป็นวธิ กี ารสรา้ งคาขึน
ใช้อีกวิธีหน่ึงในภาษาบาลีสันสกฤต บทสมาสในภาษาบาลีสันสกฤตมีลักษณะคล้ายกับคาประสมในภาษาไทยจะ
ต่างกันก็แต่ว่า บาลีสันสกฤตเป็นภาษามีวิภัตติปัจจัย เม่ือนาเอาศัพท์มาสมาสกัน จะต้องลบวิภัตติของศัพท์หน้า
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลือง
๑๔๑
บา้ ง ไมล่ บบ้าง (วิสันต์ิ กฎแก้ว, ๒๕๔๕ : ๕๙ – ๗๒) ดังนัน ว่าโดยย่อ สมาสในภาษาบาลีสันสกฤตแบ่งออกเป็น ๒
ประเภท คือ
๑. ลุตสมาส สมาสที่ลบวิภัตติของศัพท์หน้า กล่าวคือก่อนท่ีจะนาเอาศัพท์ต่าง ๆ มาสมาสกนั เข้าเป็น
บทเดียวกัน จะต้องลบวิภัตติของศัพท์หน้าเสียก่อน ส่วนศัพท์หลังไม่ต้องลบวิภัตติ วิธีการของสมาสประเภทนี
อาจจะใช้คานามกบั คานาม คาขยายกบั คานาม คานามกับคาขยาย หรอื คาขยายกับคาขยายมาสมาสกัน
๒. อลุตสมาส สมาสท่ีไม่ลบวิภัตติของศัพท์หน้า กล่าวคือ เมื่อจะนาเอาศัพท์ ๒ ศัพท์มาสมาสกัน
ศพั ทห์ นา้ ไมต่ ้องลบวภิ ัตติ
ว่าโดยพิสดาร สมาสในภาษาบาลีและสันสกฤตมี ๖ ชนิด คือ กัมมธารยสมาส ทิคุสมาส ตัปปุริสสมาส
ทวันทวสมาส อัพยยภี าวสมาส และพหุพพหิ สิ มาส ดงั มรี ายละเอียดต่อไปนี
๑. กัมมธารยสมาส คือ สมาสที่มีทังบทหน้าและบทหลังในรูปวิเคราะห์มีวิภัตติและวจนะเสมอกัน
กล่าวคือ บททังสองจะประกอบด้วยปฐมาวิภัตติเหมือนกัน โดยบทหนึ่งเป็นบทนาม บทหนึ่งเป็นบทวิเสสนะ หรือ
อาจจะบทวิเสสนะทังสองบทก็ได้ ซ่ึงแบ่งออกเป็น ๖ อย่าง ได้แก่ วิเสสนบุพพบทกัมมธารยสมาส วิเสสนุตตล
บทกัมมธารยสมาส วิเสสโนภยบทกัมมธารยสมาส วเิ สสโนปมบทกัมมธารยสมาส สัมภาวนบพุ พบทกมั มธารยสมาส
อวธารณบุพพบทกัมมธารยสมาส
๒. ทิคุสมาส คือมีลักษณะคล้ายกับกัมมธารยสมาสต่างกันแต่เพียงว่า ทิคุสมาสมีศัพท์หน้าเป็นปกติ
สังขยาตังแต่ ๑ ถงึ ๙๘ เทา่ นัน ทคิ ุสมาสแบ่งออกเปน็ ๒ คอื สมาหารทคิ สุ มาส และอสมาหารทคิ ุสมาส
๓. ตัปปุริสสมาส คือสมาสท่ีย่อนามศัพทท์ ี่เป็นทุติยาวิภัตติถงึ สัตตมวี ิภัตตเิ ข้ากับบทหลังซึ่งเปน็ ปฐมา
วิภัตติ บทหลังอาจจะเป็นคานามหรือคุณนามก็ได้ บทหน้ากับบทหลังมีวิภัตติไม่ตรงกัน ส่วนการแปลมักจะแปล
จากบทหลังไปหาบทหน้าจึงจะได้ความดี ตัปปุริสสมาสแบ่งออกเป็น ๖ อย่าง ได้แก่ ทุติยาตัปปุริสสมาส ตติยาตัป
ปรุ สิ สมาส จตตุ ถีตัปปรุ ิสสมาส ปัญจมีตัปปรุ ิสสมาส ฉัฏฐตี ปั ปุริสสมาส และสตั ตมตี ัปปุริสสมาส
๔. ทวันทวสมาส คือการย่อคานามตังแต่ ๒ ศัพท์ขึนไปเป็นบทเดียวกัน และบทนามเหล่านันมักใช้
เปน็ บทประธานในรูปวเิ คราะห์ แต่เม่ือเปน็ บทปลงหรือบทสาเร็จอาจจะใชเ้ ป็นบทประธานหรอื มิใชบ่ ทประธานกไ็ ด้
เรียกว่า ทวันทวสมาส คาว่า ทวันทว แปลว่า คู่ ๆ หรือ หมวด ๆ ดังนัน ทวันทวสมาส จึงหมายถึงสมาสที่ย่อนาม
ศัพท์ทเ่ี ป็นพวกเดียวกนั หรือเป็นไปในลักษณะเดยี วกันเท่านัน เช่น มาตา จ ปิตา จ มาตาปิตโร แปลว่า มารดาด้วย
บิดาด้วย ช่ือมารดาและบิดาทังหลาย หรือ สีลญฺจ สมาธิ จ ปญฺญา จ สีลสมาธิปญฺญา แปลว่า ศีลด้วย สมาธิด้วย
ปญั ญาด้วย ดังนีเป็นต้น แต่ถ้านามผิดหมวดกันหรือไม่เป็นไปในลักษณะเดียวกัน จะย่อเป็นทวันทวสมาสไม่ได้ รูป
วิเคราะห์แห่งทวันทวสมาสประกอบด้วยบทนามทังสองบทหรือมากกว่านัน ซ่ึงบทนามแต่ละบทจะประกอบเป็น
ปฐมาวิภตั ติ และมี จ ศัพท์กากบั อยู่ทกุ บท แต่เมอ่ื เปน็ บทปลงหรือบทสาเร็จจะตัด จ ศัพท์ออกเสียสิน เวลาแปลให้
ใช้คาว่า ด้วย แทน จ ศัพท์ในรูปวิเคราะห์ แต่เวลาแปลบทปลงหรือบทสาเร็จให้ใช้คาว่า และ ในระหว่างบทสมาส
แต่ถ้ามีหลายศัพท์ในบทสมาสเดียวกัน ให้ใช้ และ ท่ีบทสุดท้ายแต่เพียงบทเดียว ทวันทวสมาสแบ่งออกเป็น ๒
อย่าง คือ สมาหารทวันทวสมาสและอสมาหารทวันทวสมาส
๕. อพั ยยีภาวสมาส คอื สมาสที่มีอัพยยศัพทท์ ่ีอุปสรรคหรือนิบาตประกอบขา้ งหน้า (บทหน้า) บทหลัง
เป็นคานามและใช้เป็นนปุงสกลิงค์ ในรูปวิเคราะห์ให้วางบทนามซึ่งเป็นฉัฏฐีวิภัตติไว้ข้างหน้า อุปสรรคหรือนิบาต
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๔๒
วางไวข้ ้างหลังแตเ่ ม่อื เป็นบทปลงหรือบทสาเร็จเป็นสมาสแล้ว จะเปลี่ยนอุปสรรคหรือนิบาตไวข้ ้างหน้า วางคานาม
ไว้ข้างหลังอุปสรรคหรือนิบาตบางตัวในเวลาตังรูปวิเคราะห์ให้หาศัพท์อ่ืนท่ีมีความหมายเหมือนกับอุปสรรคหรือ
นบิ าตนัน ๆ มาใช้แทน อัพยยีภาวสมาสแบ่งออกเป็น ๒ คอื อปุ สรรคบุพพกอัพยยีภาวสมาสและนิปาตบุพพกอัพย
ยีภาวสมาส
๖. พหุพพิหิสมาส คือสมาสที่จะต้องขึนบทนามอื่นมาเป็นบทประธาน เพราะบทปลงหรือบทสาเร็จ
เป็นเพียงคุณนาม ศัพท์ท่ีจะนามาประกอบเป็นบทสมาสทังบทหน้าและบทหลังไม่จากัดประเภท ในเวลาแปล
จะต้องเพ่ิมบทประธานเข้ามาจึงแปลได้ความหมายบริบูรณ์ พหุพพิหิสมาสแบ่งออกเป็น ๕ อย่างคือ ตุลยาธิกรณ
พหุพพิหิสมาส ภินนาธิกรณพหุพพิหิสมาส ฉัฏฐีอุปมาพหุพพิหิสมาส นบุพพบทพหุพพิหิสมาส และสหบุพพบท
พหุพพิหิสมาส
๗.๗ ตทั ธิต
ตัทธิต คือวิธีย่อคาสมาสลงโดยใช้ปัจจัยแห่งตัทธิตแทนศัพท์หลังบทสมาส หรือใช้ปัจจัยแทนความหมาย
ของศัพท์หลงั ศัพท์ท่ีใช้ปัจจัยแทนนันจะต้องลบทงิ เสมอและยังคงแปลไดค้ วามหมายเท่าเดิมทกุ ประการ เช่นคาว่า
ธมฺเม นิยุตฺโต แปลว่า ประกอบในธรรม เม่ือเข้าสมาสได้รูปศัพท์เป็น ธมฺมนิยุตฺโต แต่เม่ือประกอบให้เป็นรูปศัพท์
แห่งตัทธิต โดยประกอบ ณิก ปัจจัยแทนศัพท์หลัง คือ นิยุตฺโต จะได้รูปศัพท์เป็น ธมฺมิก (ปัจจัยท่ีเน่ืองด้วย ณ
จะต้องลบ ณฺ ทิงเสมอ คงไว้แต่สระที่อาศัย ณฺ นัน) ยังคงแปลได้ความหมายเท่าเดิมว่า ประกอบในธรรม ปัจจัย
แห่งตทั ธิตมีความหมายกาหนดไว้ตา่ ง ๆ กัน สุดแล้วแต่วา่ ปัจจัยนัน ๆ กาหนดให้ใช้แทนศัพท์อะไร ตัทธติ ว่าโดยย่อ
มี ๓ อยา่ ง คอื สามัญตทั ธิต ภาวตทั ธติ อพั ยยตทั ธติ ดงั นี
๑. สามัญตัทธิต คือ ตัทธิตท่ีใช้ปัจจัยจาพวกหนึ่งแทนความหมายแห่งศัพท์ได้ทั่วไปท่ีเป็น นามนาม
คุณนาม และกิรยิ า ปัจจยั ท่ีใช้แทนนามนาม เช่น ปัจจัยในโคตตตัทธติ ซึง่ ใช้แทน อปจจฺ ศัพท์ (ส.อปตฺต) ปัจจัยทีใ่ ช้
แทนคุณนาม เช่น ปัจจัยในพหุลตัทธิตซ่ึงใช้แทน ปกติ ศัพท์หรือ พหุล ศัพท์ ปัจจัยท่ีใช้แทนกิริยาซ่ึงอาจจะเป็น
กริยาอาขยาตหรือกิริยากิตก์กไ็ ด้ สามัญตทั ธติ แบ่งออกเป็น ๑๓ อย่าง คือโคตตตัทธติ ตรตยาทิตทั ธิต ราคาทิตัทธิต
ชาตาทิตัทธิต สมุหตัทธิต ฐานตัทธิต พหุลตัทธิต เสฏฐตัทธิต ตทัสสัตถิตัทธติ ปกติตัทธิต ปูรณตัทธติ สังขยาตัทธิต
และ วิภาคตทั ธติ
๒. ภาวตัทธิต คือ ใช้แทนความหมายแห่ง ภาว ศัพท์ซึ่งแปลว่าความเป็น ในการตังรูปวิเคราะห์นัน
บทหน้าประกอบเป็นฉัฏฐีวิภัตติ บทประธานประกอบเป็นปฐมาวิภัตติ คือ ภาโว เมอ่ื เป็นบทปลงหรือบทสาเร็จ ให้
ใช้ปัจจัยตัวใดตัวหน่ึงใน ๖ ตัว เหล่านีมาประกอบแทน ภาว ศัพท์ ศัพท์ท่ีสาเร็จมาจากปัจจัยในภาวตัทธิตนีเป็น
นปงุ สกลงิ ค์ ยกเว้นศพั ทท์ ่ีประกอบด้วย ตา ปจั จยั ซ่งึ จัดเป็นอติ ถลี งิ ค์อย่างเดียว
๓. อัพยยตัทธิต ใช้ประกอบหลังสรรพนามแทนความหมายแห่ง ปการ ศัพท์ ซ่ึงแปลว่า ประการ มี
ปัจจยั ๒ ตัว คือ ถา ถ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง
๑๔๓
๗.๘ สนธิ
สนธิ คือวิธีต่อศัพทแ์ ละอักษร ใหเ้ น่ืองด้วยอักษร เพื่อย่ออกั ษรให้น้อยลง เป็นอปุ การะในการแตง่ ฉันท์และ
ให้คาพูดสละสลวย (อารีย์ สหชาตโิ กสีย์, ๒๕๑๓ : ๔๗) สนธิจึงมิใช่เป็นการสร้างศัพท์ แต่ในการสร้างศัพท์ที่กล่าว
มาทัง ๓ วิธี แต่ละศัพท์จะต้องผ่านวิธีการสนธินีเสมอ ปรีชา ทิชินพงศ์ (๒๕๓๔ : ๙๘ – ๑๐๕) สนธิแบ่งเป็น ๒
ประเภท คือ
๑. สนธิภายใน คือการเช่ือมเสียงให้กลมกลืนภายในศัพท์เดียวกัน ได้แก่ การนาธาตุมาประกอบกับ
ปัจจัย (กติ ก)์ นาศัพทม์ าประกอบปัจจัย (ตทั ธิต) และวธิ ลี งอุปสรรค เปน็ ตน้ ดงั ตวั อยา่ งต่อไปนี
มรฺ + ยุ = มรณ (อน ตามหลัง ณ ต้องกลมกลนื เสยี งเป็น อณ)
สุ + ณว = สาวก (อุ ต้องเปลย่ี นเป็น อาว)
ส + ขยฺ า = สงขฺ ฺยา ( เปลีย่ นเปน็ ง ซึง่ เป็นนาสกิ ยะของวรรค ก)
๒. สนธิภายนอก คือการเชื่อมเสียงระหว่างบท (ศัพทท์ ่ีมีวภิ ัตติ) รวมทังการเชื่อมเสียงระหว่างศพั ทก์ ับ
ศพั ทใ์ นศพั ทส์ มาส ดงั ตวั อย่างต่อไปนี
ปญฺญา + อิว + อาภา = ปญฺญาภา
เอต + มงฺคล + อุตตฺ ม = เอตมมฺ งฺคลมตุ ตฺ ม
โจรมฺหา + ภย = โจรภย
นีล + อุปฺปล = นีลุปปฺ ล
สนธิในภาษาบาลีและสันสกฤต แบ่งออกตามลักษณะอักษรท่ีเชื่อมกันได้ ๓ ชนิด คือ สระสนธิ พยัญชนะ
สนธิ และนคิ หติ สนธิ ซง่ึ ภาษาบาลีมีวิธที าสนธหิ รือเครอ่ื งมอื ชว่ ยทาสนธิ เรียกว่า สนธิกริ โิ ยปกรณ์ มีอยู่ ๘ วธิ ี ดงั นี
๑. โลโป (ลบอกั ษร) เช่น วนทฺ ยิ + อคคฺ = วนทฺ ิยคคฺ
ลบสระที่สุดของศัพทห์ น้า คือ อะ แหง่ ศพั ท์ วนทฺ ยิ ออก
๒. อาเทโส (แปลงอกั ษร) เช่น อคคฺ ิ + อาคาร = อคยฺ าคาร
แปลง อิ ที่ อคคฺ ิ เป็น ย ก่อน แลว้ จึงเช่อื มกบั อาคาร ไดเ้ ป็น อคยฺ าคาร
๓. อาคโม (เพมิ่ อักษร) เชน่ เอโส + ธมโฺ ม = เอสธมโฺ ม
ลบ โอ ท่ี เอโส แลว้ เพมิ่ อะ เปน็ เอสธมโฺ ม
๔. วกิ าโร (ทาใหผ้ ดิ จากรูปเดมิ ) เชน่ สุ + อตฺถี = โสตถฺ ี
ทาสระ อุ ให้เป็น โอ กอ่ น แล้วจึงเชื่อมกัน
๕. ปกติ (คงรูปไวต้ ามเดมิ ) เช่น ราช + กจิ ฺจ = ราชกจิ จฺ
๖. ทีฆ (ทาสระใหย้ าว) เช่น โลกสฺส + อิติ = โลกสฺสาติ
ทา อะ ที่ โลกสฺส ใหเ้ ป็น อา แลว้ จงึ เชื่อมกัน
๗. รสฺส (ทาสระใหส้ ัน) เช่น นานา + ปกาโร = นานปกฺ าโร
ทา อา ท่ี นานา ให้เปน็ อะ แลว้ จงึ เช่ือมกนั
๘. สญโฺ ญโค (ซอ้ นอกั ษร) เช่น พล + การ = พลกฺการ
ซ้อนอักษร ก เขา้ ข้างหน้าศัพท์หลัง (การ) เพอ่ื ทาให้เปน็ ไปตามหลักการสังโยค
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผิวเหลอื ง
๑๔๔
ส่วนภาษาสันสกฤตมีวิธีการสนธิที่สลับซับซ้อนแตกต่างกันออกไปอีกมาก ทังนีเพราะระบบเสียงภาษา
สนั สกฤตมีความสลับซับซอ้ นกวา่ ภาษาบาลนี ั่นเอง อย่างไรก็ตาม เพือ่ มิใหเ้ ปน็ ที่สับสนแก่ผเู้ รียนจนเกินไป
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลือง
๑๔๕
กจิ กรรมการเรียน
๑. ทบทวนความรู้
๑.๑ จงอธบิ ายองคป์ ระกอบของคาภาษาบาลีกบั สนั สกฤต
๑.๒ จงอธิบายความแตกตา่ งของนามศัพท์กับกริยาศัพท์ภาษาบาลีกบั สนั สกฤต
๑.๓ จงอธบิ ายอัพยยศัพท์ภาษาบาลกี บั สันสกฤต
๑.๔ จงอธิบายศพั ท์กติ กภ์ าษาบาลกี ับสนั สกฤต
๑.๕ จงอธิบายศพั ทส์ มาสภาษาบาลีกบั สนั สกฤต
๑.๖ จงอธิบายศพั ท์ตทั ธิตภาษาบาลีกบั สันสกฤต
๒. จัดกิจกรรม
๒.๑ ให้นกั ศกึ ษาอภปิ รายองค์ประกอบของคาภาษาบาลีกบั สันสกฤต
๒.๒ ใหน้ กั ศกึ ษาอภิปรายความแตกต่างของนามศัพท์กบั กริยาศพั ท์ภาษาบาลีกับสนั สกฤต
๒.๓ ใหน้ ักศึกษาอภิปรายอพั ยยศัพท์ภาษาบาลกี บั สันสกฤต
๒.๔ ใหน้ กั ศกึ ษาอภปิ รายศพั ทก์ ิตกภ์ าษาบาลกี บั สันสกฤต
๒.๕ ใหน้ กั ศึกษาวเิ คราะห์ตัวอย่างศัพทส์ มาสภาษาบาลีและสันสกฤต
๒.๖ ใหน้ กั ศกึ ษาวเิ คราะหต์ วั อยา่ งศัพทต์ ทั ธิตภาษาบาลีและสนั สกฤต
สอ่ื การสอน
๑. โปรแกรมนาเสนอภาพน่งิ (PPT.) เนือหาประกอบการบรรยาย
๒. โปรแกรมส่อื มัตตมิ ีเดยี และแอปพลิเคชัน YouTube
๓. เอกสารประกอบการสอน รายวชิ า ED1022 ภาษาบาลสี นั สกฤตในภาษาไทย
แนวทางการประเมินผล
๑. ประเมนิ ผลจากการสงั เกตความสนใจ ซกั ถาม และตอบคาถาม
๒. ประเมินผลจากการรว่ มกจิ กรรม การอภิปรายแสดงความคิดเห็น
๓. ประเมินผลจากผลงาน ด้านเนือหา รูปแบบ ความคดิ สร้างสรรค์ วธิ กี ารนาเสนอ
อาจารย์ ดร.อรรถพงษ์ ผวิ เหลอื ง