คู่มือครู
Teacher Script
คณิตศาสตร์ ม.1
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 1 เล่ม1
ตามมาตรฐานการเรยี นรแู ละตัวชีว้ ดั
กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ผูเรยี บเรยี งหนังสือเรยี น ผูต รวจหนงั สือเรยี น บรรณาธิการหนังสือเรยี น
นางกนกวลี อุษณกรกลุ นางจินดา อยูเ ปน สขุ รศ.ดร. อําพล ธรรมเจรญิ
นางสาวปาจรีย วชั ชวลั คุ นายรณชัย มาเจรญิ ทรัพย
ดร. สุเทพ บญุ ซอน นายสุกิจ พุทธชาติเสวี
ผูเรยี บเรียงคมู ือครู บรรณาธิการคมู อื ครู
นางสาวจันทรเ พ็ญ ชมุ คช นางสาววรรณทศั น เลิศอภสิ ทิ ธิ
นางสาวทองดี กลุ แกวสวา งวงศ นายปรัชญา เปรมมะ
พิมพค ร้งั ท่ี 5
สงวนลขิ สทิ ธิต์ ามพระราชบญั ญัติ
รหัสสินคา 2146032
ค�ำแนะน�ำกำรใช้
คมู่ อื คร ู รายวชิ าพน้ื ฐาน คณติ ศาสตร ์ ม.1 เลม่ น ้ี จดั ทา� ขนึ้ สา� หรบั
ใหค้ รผู สู้ อนใชเ้ ปน็ แนวทางวางแผนการจดั การเรยี นการสอน เพอ่ื พฒั นา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการประกันคุณภาพผู้เรียนตามนโยบาย
ของสา� นักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน (สพฐ.)
เพม่ิ คาํ แนะนาํ การใช้ ช่วยสร้างความเข้าใจ เพ่ือใช้คู่มือครูได้
อย่างถกู ต้องและเกิดประสทิ ธภิ าพสูงสดุ
นาํ นาํ สอน โซน 1สรปุ ประเมนิ
เพม่ิ คาํ อธิบายรายวิชา แสดงขอบขา่ ยเน้อื หาสาระของรายวิชา ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 1 ระบบจา� นวนเตม็หน่วยการเรียนรทู้ ี่
ซ่งึ ครอบคลุมตวั ชี้วัดตามทห่ี ลกั สตู รก�าหนด
การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
เพ่ิม Pedagogy ช่วยสร้างความเข้าใจในกระบวนการออกแบบ 1. ครูแจง จุดประสงคก ารเรียนรูใหน ักเรียนทราบ
การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ได้อย่างมี 2. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยให
ประสิทธิภาพ นักเรียนดูภาพหนาหนวย จากน้ันครูยก
สถานการณของทวีปแอนตารกตกิ า
เพม่ิ Teacher Guide Overview ชว่ ยให้เหน็ ภาพรวมของการ 3. ครูถามคําถามในหนังสือเรียน หนา 2 วา
จัดการเรียนการสอนท้ังหมดของรายวิชาก่อนที่จะลงมือ “จากสถานการณของทวีปแอนตารกติกา
สอนจรงิ ขางตน นักเรียนคิดวาอุณหภูมิที่ไดบันทึกไว
ของทวีปแอนตารกติกาตางกันอยางไร” แลว
ใหน กั เรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ ถงึ วธิ กี าร
หาคําตอบ
หมายเหตุ : ครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
คําถามในหนังสือเรียน หนา 2 หลังเรียน
หนวยการเรียนรทู ี่ 1
ทวปี แอนตารก์ ตกิ า เปน็ ทวปี ทมี่ อี ากาศหนาวเยน็ ทส่ี ดุ ในโลก
เพิ่ม Chapter Overview ชว่ ยสรา้ งความเขา้ ใจและเหน็ ภาพรวม โดยมีอณุ หภูมเิ ฉลี่ยอยูร่ ะหวา่ ง 5 Cํ ในฤดรู ้อน จนถงึ -80 ํC ใน
ในการออกแบบแผนการจดั การเรียนรู้แตล่ ะหนว่ ย ฤดหู นาว อณุ หภมู สิ งู สดุ ทไ่ี ดบ้ นั ทกึ ไว้ เมอื่ เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2558
เฉลย คาํ ถามในหนงั สอื เรยี น หนา 2 อยู่ท่ี 17.5 ํC และอุณหภูมิตํ่าสุดท่ีได้บันทึกไว้เมื่อเดือนสิงหาคม
จากอุณหภูมิสูงสุดท่ีไดบันทึกไวของทวีป Q.พ.ศ. 2553 อยทู่ ่ี -94.7 ํC1
จากสถานการณ์
แอนตารกติกา เม่ือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 อยู ตัวชว้ี ดั ขา้ งตน้ นกั เรียนคิดว่า
ท่ี 17.5 ํC และอุณหภูมิตํ่าสุดที่ไดบันทึกไวเมื่อ • เ ข้าใจจ�านวนตรรกยะและความสัมพันธ์ของจ�านวนตรรกยะ
เดอื นสิงหาคม อยูท่ี -94.7 Cํ ซึง่ จะเห็นวา มคี วาม
แตกตางกันมาก โดยอุณหภูมิท่ีไดบันทึกไวมีคา และใช้สมบัติของจ�านวนตรรกยะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์
ตา งกนั 112.2 Cํ และปัญหาในชีวิตจริง (ค 1.1 ม.1/1) อณุ หภมู ิทีไ่ ด้บนั ทกึ ไว้
เพิ่ม ข้อสอบเน้นการคิด/ข้อสอบแนว O-NET เพ่ือเตรียม สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ขอตง่าทวงีปกแอันนตอายร่าก์ งตไริกา
ความพรอ้ มของผเู้ รียนสู่การสอบในระดับตา่ ง ๆ • จ�านวนเต็ม
• สมบัติของจ�านวนเต็ม
1 Antarctica sets record for coldest temperature on Earth. Retrieved October 17, 2017, from http://www.pbs.org/
newshour/nation/antarctica-sets-record-for-coldest-temperature-on-earth
เพิ่ม กจิ กรรม 21st Century Skills กจิ กรรมท่ีจะช่วยพัฒนา เกร็ดแนะครู กิจกรรม เสริมสรางคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค
ผู้เรียนให้มีทักษะท่ีจ�าเปนส�าหรับการเรียนรู้และการด�ารงชีวิต
การเรยี นการสอนของหนว ยการเรยี นนี้ ครชู แี้ นะใหน กั เรยี นเหน็ ความสาํ คญั ครูควรปลูกฝงใหนักเรียนมีระเบียบวินัย โดยการสรางขอตกลง
ในโลกแหง่ ศตวรรษท่ี 21 เกยี่ วกบั “ระบบจาํ นวนเตม็ ” วา เปน ความรพู นื้ ฐานทางคณติ ศาสตรแ ละนาํ ไปใช กับนักเรียน เชน ในการสงการบาน ใหสงตรงตามเวลาที่กําหนด
ในชวี ติ ประจาํ วนั อยเู สมอ โดยใหน กั เรยี นลองยกตวั อยา งเหตกุ ารณท พี่ บเหน็ เชน โดยครูอาจจะกําหนดชวงเวลาในการสง หากใครไมสงตามเวลา
การพยากรณอ ากาศ อุณหภมู ิของรา งกายคนเรา คาใชจา ยตางๆ การซ้อื ขาย ดงั กลา วอาจถกู ตดั คะแนนหรอื ตอ งทาํ ความสะอาดหอ ง การแตง กาย
ในตลาดหลักทรัพย เปนตน และใหนักเรียนรวมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มาโรงเรยี นใหถ กู ระเบยี บ ไมส ง เสยี งดงั ขณะทค่ี รกู าํ ลงั สอน เปน ตน
ฝกทกั ษะการคดิ วเิ คราะหแ ละการแกป ญหาไดอ ยางเหมาะสม (ครูและนักเรียนควรรว มกนั สรางขอ ตกลงดังกลา ว)
โซน 3
โซน 2
T6
โซน 1 ชว่ ยครูจดั โซน 2 ช่วยครเู ตรยี มสอน
กำรเรยี นกำรสอน โดยประกอบด้วยองค์ประกอบตา่ ง ๆ ที่เป็นประโยชนส์ า� หรบั
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ครูผู้สอน คร ู เพ่อื นา� ไปประยุกต์ใชจ้ ดั กิจกรรมการเรยี นรใู้ นชน้ั เรยี น
โดยแนะน�าขั้นตอนการสอน และการจดั กิจกรรมอย่างละเอียด
เพอ่ื ใหน้ ักเรียนบรรลุผลสัมฤทธ์ิตามตัวช้ีวัด เกร็ดแนะครู
น�ำ สอน สรปุ ประเมนิ ความรู้เสริมส�าหรับครู ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต แนวทางการจัด
กจิ กรรมและอ่ืน ๆ เพือ่ ประโยชน์ในการจดั การเรยี นการสอน
นกั เรียนควรรู้
ความรเู้ พมิ่ เตมิ จากเนอื้ หา สา� หรบั อธบิ ายเสรมิ เพมิ่ เตมิ ใหก้ บั นกั เรยี น
โดยใช ้ หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้ืนฐาน คณิตศาสตร ม.1 และแบบฝกหดั คณติ ศาสตร ม.1 ของบรษิ ทั อกั ษรเจรญิ ทศั น์
อจท. จ�ากดั เปน็ ส่อื หลัก (Core Materials) ประกอบการสอนและการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เพอ่ื ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน
การเรียนรู้และตวั ชวี้ ัดของกล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร ์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา
ข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ซึง่ ค่มู อื ครูเล่มนี้มอี งค์ประกอบท่ีง่ายตอ่ การใชง้ าน ดงั น้ี
โซน 1 นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ โซน 3 ช่วยครเู ตรยี มนักเรยี น
ควรรกู้ ่อนเรียน ขนั้ นาํ ประกอบด้วยแนวทางส�าหรับการจัดกิจกรรมและ
เสนอแนะแนวขอ้ สอบ เพอื่ อา� นวยความสะดวกใหแ้ กค่ รผู สู้ อน
นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์และพัฒนาเคร่ืองวัดอุณหภูมิข้ึนมา เรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
ทท่ี า� จากหลอดแกว้ ซึ่งภายในบรรจุของเหลวประเภทปรอทหรือแอลกอฮอล์ โดยของเหลวภายใน 4. ครใู หน กั เรยี นดรู ปู เทอรโ มมเิ ตอรแ สดงอณุ หภมู ิ กจิ กรรม 21st Century Skills
หลอดแก้วจะหดตัวเม่ือได้รับความเย็นและขยายตัวเม่ือได้รับความร้อน นอกจากน้ีบนหลอดแก้ว
จะมีสเกลท่ีระบุตัวเลขส�าหรับบอกระดับอุณหภูมิต่าง ๆ อีกด้วยเช่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในเดือน โดยเฉล่ียของเมืองหลวง 5 ประเทศ ในทวีป กิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ความรู้ท่ีเรียนรู้มาสร้าง
กมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ. 2560 ณ เมืองหลวงของประเทศตา่ ง ๆ ในทวีปเอเชีย ซง่ึ แสดงอุณหภมู ิดว้ ย เอเชีย ในหนังสือเรียน หนา 3 จากนั้นให ช้ินงาน หรือท�ากิจกรรมรวบยอดเพื่อให้เกิดทักษะที่จ�าเป็น
เทอรโ์ มมเิ ตอร ์ ดังรปู ต่อไปนี้ นักเรียนเขียนแสดงอุณหภูมิของเมืองหลวง ในศตวรรษท่ี 21
5 ประเทศ บนเสนจํานวนลงสมุด แลวถาม
50 50 50 50 50 50 50 50 50 50 คาํ ถาม ดังนี้ ข้อสอบเน้นการคิด
40 40 40 40 40 40 40 40 40 40 • เสนจํานวนที่นักเรียนเขียน แสดงจํานวน
30 30 30 30 30 30 30 30 30 30 ตัวอย่างข้อสอบท่ีมุ่งเน้นการคิด มีทั้งปรนัย-อัตนัย พร้อม
20 20 20 20 20 20 20 20 20 20 ชนดิ ใดบาง เฉลยอย่างละเอียด
10 10 10 10 10 10 10 10 10 10 (แนวตอบ จํานวนนบั และศนู ย)
0 00 0 0 0 0 0 0 0 • เรียงลําดับอุณหภูมิจากสูงสุดไปตํ่าสุดได ขอ้ สอบเนน้ การคิดแนว O-NET
10 10 10 10 10 10 10 10 10 10 อยางไร
20 20 20 20 20 20 20 20 20 20 (แนวตอบ 29, 27, 20, 17, 7) ตัวอย่างข้อสอบที่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ และสอดคล้องกับ
30 30 30 30 30 30 30 30 30 30 • บนเสน จาํ นวน จาํ นวนทอ่ี ยทู างขวาหรอื ซา ย แนวข้อสอบ O-NET มีท้ังปรนัย-อัตนัย พร้อมเฉลยอย่าง
40 40 40 40 40 40 40 40 40 40 มีคา มากกวา กนั ละเอียด
50 50 50 50 50 50 50 50 50 50 (แนวตอบ จํานวนที่อยูทางขวาจะมีคา
มากกวา จํานวนที่อยทู างซาย) กิจกรรมเสริมสร้างคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
°C °C °C °C °C 5. ครูถามคําถาม ดังน้ี
• นักเรียนเคยดูขาวพยากรณอากาศของกรม กิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านคุณธรรม
กรุงเทพฯ จาการต์ า โตเกียว ไทเป ฮานอย อตุ นุ ยิ มวทิ ยาหรอื ไม ตวั เลขทแี่ สดงอณุ หภมู ิ จริยธรรม ค่านยิ ม ตามท่หี ลักสูตรก�าหนด
ประเทศไทย ประเทศอินโดนเี ซยี ประเทศญ่ปี ุน ประเทศไต้หวนั ประเทศเวียดนาม ของประเทศตางๆ ในทวีปยุโรปเหมือนกัน
หรือแตกตางจากประเทศไทยหรือไม กจิ กรรมทา้ ทาย
ทม่ี า : https://www.timeanddate.com/weather อยางไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย เสนอแนะแนวทางการจดั กจิ กรรม เพอ่ื ตอ่ ยอดสา� หรบั นกั เรยี น
จากรูปแสดงอุณหภูมิ จะได้วา่ ตามพน้ื ฐานความรู เชน เหมือนกัน เพราะ ที่เรียนร้ไู ด้อยา่ งรวดเรว็ และตอ้ งการทา้ ทายความสามารถใน
1. เมอื งหลวงของประเทศทม่ี อี ากาศร้อนที่สุด คือ กรงุ เทพฯ ประเทศไทย แสดงโดยใชจํานวนนับ หรือแตกตางกัน ระดบั ทส่ี งู ขน้ึ
2. เมอื งหลวงของประเทศทีม่ ีอากาศหนาวทสี่ ดุ คอื โตเกยี ว ประเทศญ่ีปนุ เพราะอณุ หภมู ใิ นฤดหู นาวของทวปี ยโุ รปจะ
3. อุณหภมู ิของกรุงเทพฯ สูงกวา่ อุณหภูมขิ องจาการต์ า อยู่ 2 �C แสดงโดยใชจ าํ นวนนบั ทม่ี เี ครอื่ งหมายลบอยู กิจกรรมสรา้ งเสรมิ
4. อณุ หภมู ิของจาการ์ตา สูงกว่าอุณหภูมิของโตเกยี ว อยู ่ 20 C� ขา งหนา เปนตน )
5. อณุ หภมู ิของโตเกยี ว ต�่ากวา่ อณุ หภมู ขิ องไทเป อย ู่ 10 �C เสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมซ่อมเสริมส�าหรับนักเรียน
6. อุณหภูมิของไทเป ตา่� กว่าอณุ หภูมิของฮานอย อยู ่ 3 C� ทีค่ วรได้รบั การพัฒนาการเรยี นรู้
นักเรียนจะพบว่า ตัวเลขทีแ่ สดงระดับอณุ หภมู ิ ณ เมอื งหลวงของประเทศต่าง ๆ ไดแ้ ก่ 29,
27, 7, 17 และ 20 เป็น “จา� นวนนบั ” ซงึ่ เรียงจากมากไปหาน้อย ได้ดังน้ี 29, 27, 20, 17 และ 7 เฉลยละเอียด
3 หนังสอื เรยี น คณติ ศาสตร์ ม.1 เล่ม 1
สามารถเข้าไปดาวน์โหลดไดท้ ่ี
กิจกรรม เสริมสรา งคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค ส่ือ Digital www.aksorn.com
ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน จากน้ันใหแตละกลุม เรียนรูเพ่ิมเติมเรื่อง จํานวนเต็มลบ จากภาพยนตรสารคดีสั้น เรื่อง
สงตัวแทนมาจับฉลากภาคตางๆ ของประเทศไทย แลวชวยกัน ชาวอินเดียกับจํานวนลบ ไดที่ http://twig-aksorn.com/fifilm/india-and-
คนควานอกหองเรียนเก่ียวกับอุณหภูมิโดยเฉลี่ยท่ีสูงท่ีสุดและ negative-numbers-8514/
ตํ่าที่สุด ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ของจังหวัดในภาคตางๆ
ที่กลุมตนเองจับฉลากได จากน้ันใหนักเรียนแตละกลุมออกมา
นาํ เสนอหนาชั้นเรยี น
โซน 3
โซน 2
T7
บูรณาการอาเซยี น
ความรู้เสริมหรือการเชื่อมโยงในเรื่องท่ีเกี่ยวข้องกับประชาคม
อาเซียน
สอ่ื Digital
แนะนา� แหล่งเรียนรแู้ ละแหล่งคน้ ควา้ จากสื่อ Digital ต่าง ๆ
แนวทางการวดั และประเมินผล
เสนอแนะแนวทางการบรรลุผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน
ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดทหี่ ลักสูตรก�าหนด
ค�ำอธิบายรายวิชา กลมุ่ สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์
เวลาเรยี น 60 ช่ัวโมง / ภาคเรยี น
คณิตศาสตร ์
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 เลม่ 1
ศึกษาการเปรยี บเทยี บจำ� นวนเตม็ จำ� นวนตรงขา้ มและค่าสมั บรู ณ์ การบวก การลบ การคณู และการหารจำ� นวนเตม็
สมบตั ิของจ�ำนวนเตม็ และการนำ� ความรเู้ กย่ี วกับจ�ำนวนเต็มไปใชใ้ นชีวติ จริง เศษส่วน การเปรยี บเทยี บเศษส่วน การบวก
การลบ การคณู การหารเศษส่วน และการน�ำความรเู้ ก่ยี วกบั เศษส่วนไปใช้ในชวี ิตจรงิ ทศนยิ ม ค่าประจำ� หลกั ของทศนิยม
การเปรียบเทียบทศนิยม การบวก การลบ การคูณ การหารทศนิยม (ไม่รวมผลลัพธ์ที่เป็นทศนิยมซ้�ำ) ความสัมพันธ ์
ของเศษส่วนกับทศนิยม การน�ำความรู้เกี่ยวกับทศนิยมไปใช้ในชีวิตจริง และจ�ำนวนตรรกยะและสมบัติของจ�ำนวนตรรกยะ
การเขยี นเลขยกกำ� ลงั ทม่ี เี ลขชกี้ ำ� ลงั เปน็ จำ� นวนเตม็ บวก การคณู และการหารเลขยกกำ� ลงั เมอื่ เลขชก้ี ำ� ลงั เปน็ จำ� นวนเตม็ บวก
การเขยี นจำ� นวนในรปู สญั กรณว์ ทิ ยาศาสตร์ และการนำ� ความรเู้ กยี่ วกบั เลขยกกำ� ลงั ไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ หนา้ ตดั ของรปู เรขาคณติ
สามมิติ การอธบิ ายภาพสองมิตทิ ไี่ ด้จากการมองด้านหนา้ ด้านขา้ ง และด้านบนของรูปเรขาคณติ สามมติ ิ และรปู เรขาคณิต
สามมติ ทิ ี่ประกอบขึ้นจากลูกบาศก์ แบบรปู และความสัมพนั ธ์ ค�ำตอบของสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สมบัตขิ องการเทา่ กัน
การแก้สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดยี ว และการน�ำความรูเ้ ก่ยี วกับสมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียวไปใช้ในชวี ติ จริง
โดยการจัดประสบการณ์หรือสร้างสถานการณ์ในชีวิตประจ�ำวันที่ใกล้ตัวให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า ฝึกทักษะ
โดยการปฏิบตั ิจริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพ่ือพฒั นาทักษะ กระบวนการในการคิดค�ำนวณ การแกป้ ญั หา การใหเ้ หตุผล
การสอ่ื ความหมายทางคณติ ศาสตรแ์ ละนำ� ประสบการณ์ดา้ นความรู้ ความคดิ ทักษะและกระบวนการท่ไี ดไ้ ปใช้ในการเรียนรู้
สิ่งต่าง ๆ และใช้ในชวี ติ ประจำ� วันอยา่ งสรา้ งสรรค์
เพื่อให้เห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ สามารถท�ำงานได้อย่างเป็นระบบ มีระเบียบ รอบคอบ มีความ
รบั ผดิ ชอบ มวี จิ ารณญาณ มคี วามคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์ และมคี วามเชือ่ ม่ันในตนเอง
ตวั ชวี้ ัด
ค 1.1 ม.1/1 เขา้ ใจจำ� นวนตรรกยะและความสมั พนั ธข์ องจำ� นวนตรรกยะ และใชส้ มบตั ขิ องจำ� นวนตรรกยะในการแกป้ ญั หา
คณติ ศาสตร์และปญั หาในชวี ติ จรงิ
ค 1.1 ม.1/2 เขา้ ใจและใชส้ มบตั ขิ องเลขยกกำ� ลงั ทม่ี เี ลขชกี้ ำ� ลงั เปน็ จำ� นวนเตม็ บวกในการแกป้ ญั หาคณติ ศาสตรแ์ ละปญั หา
ในชวี ิตจรงิ
ค 1.3 ม.1/1 เข้าใจและใช้สมบัติของการเท่ากันและสมบัติของจ�ำนวน เพ่ือวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยใช้สมการเชิงเส้น
ตวั แปรเดยี ว
ค 2.2 ม.1/2 เ ขา้ ใจและใชค้ วามรทู้ างเรขาคณติ ในการวเิ คราะหห์ าความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรปู เรขาคณติ สองมติ แิ ละรปู เรขาคณติ
สามมติ ิ
รวม 4 ตวั ชี้วดั
Pedagogy
ค่มู อื ครู รายวิชาพืน้ ฐาน
คณ ติ ศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 รวมถึงส่อื การเรยี นร้รู ายวิชาพนื้ ฐาน คณิตศาสตร์ ชน้ั ม.1 เลม่ 1 ผ้จู ัดท�ำได ้
ออกแบบการสอน (Instructional Design) อันเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้และเทคนิคการสอนที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและ
มคี วามหลากหลายใหก้ บั ผเู้ รยี น เพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นสามารถบรรลผุ ลสมั ฤทธต์ิ ามมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชวี้ ดั รวมถงึ สมรรถนะ
และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนท่ีหลักสูตรก�ำหนดไว้ โดยครูสามารถน�ำไปใช้ส�ำหรับจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน
ได้อย่างเหมาะสม ส�ำหรบั Pedagogy หลกั ที่นำ� มาใช้ออกแบบกิจกรรมการเรยี นร้ปู ระกอบด้วย
รูปแบบการสอน Concept Based Teaching
ขนั้ การใช้ความรเู้ ดิมเชอื่ มโยงความร้ใู หม่ ขัน้ เขา้ ใจ
1 Prior Knowledge 2 Knowing 3 Understanding 4 Doing
ขัน้ รู้ ขั้นลงมือทำ�
เลือกใช้รปู แบบการสอนโดยยดึ ผู้เรยี นเป็นศนู ย์กลาง : Concept Based Teaching เนอื่ งจากคณติ ศาสตรเ์ ป็นวิชา
ท่เี ป็นเครอื่ งมอื ในการด�ำเนนิ ชีวิต โดยอาศัยหลักการและความคิดรวบยอดตา่ ง ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ ดงั นนั้ Concept Based
Teaching เป็นการจัดการเรียนการสอนท่ีน�ำพาผู้เรียน เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะ และเกิดความคิดรวบยอด
ผลของการจดั การเรยี นการสอนในลักษณะนี้ จะทำ� ให้ผเู้ รยี นไดค้ วามรู้ และมที ักษะในการคน้ หาความคดิ รวบยอด ซ่ึงจะเป็น
ทกั ษะสำ� คญั ติดตวั ผูเ้ รียนไปตลอดชีวิต
วิธสี อน (Teaching Method)
เลือกใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เชน่ อปุ นัย นริ นยั การสาธิต แบบสาธิต แบบแกป้ ัญหา แบบบรรยาย เป็นตน้
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเกิดความเข้าใจในเนื้อหาคณิตศาสตร์อย่างถ่องแท้ โดยจะเน้นใช้วิธีสอนแบบอุปนัย (Inductive
Method) เน่ืองจากเป็นการสอนที่ผู้เรียนจะได้ค้นหาสิ่งที่มีอยู่ร่วมกัน จากตัวอย่างสถานการณ์ต่าง ๆ ซ่ึงสนับสนุนกับ
การจดั การเรียนการสอนแบบ Concept Based Teaching ทีท่ ำ� ให้ผเู้ รียนไดเ้ รยี นรู้กระบวนการ ซ่งึ ทำ� ให้ไดค้ วามคิดรวบยอด
ท่ีส�ำคญั
เทคนคิ การสอน (Teaching Technique)
เลอื กใชเ้ ทคนคิ การสอนทห่ี ลากหลายและเหมาะสมกบั เรอ่ื งทเี่ รยี น เชน่ การใชค้ ำ� ถาม การใชต้ วั อยา่ งกระตนุ้ ความคดิ
การใช้แผนภาพ และการใช้ส่ือการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เป็นต้น เพ่ือส่งเสริมวิธีการสอนและรูปแบบการสอนให้มีประสิทธิภาพ
ในการจัดการเรียนรู้ให้มากยิ่งข้ึน ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข และสามารถฝึกฝนทักษะการเรียนรู้
ในศตวรรษท่ี 21 ได้
Teacher Guide Overview
คณิตศาสตร์ ม.1 เล่ม 1
หน่วย ตวั ชี้วัด ทกั ษะท่ีได้ เวลาที่ใช้ การประเมิน ส่อื ท่ใี ช้
การเรียนรู้
1 เ ข้าใจจ�ำนวนตรรกยะและความสัมพันธ์ - ทกั ษะการเปรียบเทียบ - ตรวจใบงานที่ 1.1-1.13 - หนังสือเรียน
ของจ�ำนวนตรรกยะ และใช้สมบตั ิ - ทกั ษะการคดิ หลากหลาย - ตรวจแบบฝึกทักษะ รายวิชาพืน้ ฐาน
ระบบจ�ำนวนเต็ม ของจ�ำนวนตรรกยะในการแกป้ ญั หา - ทกั ษะการคิดคลอ่ ง ในหนังสอื เรียน คณติ ศาสตร์ ม.1
- ทกั ษะการประยกุ ต์ใช้
คณิตศาสตรแ์ ละปญั หาในชีวิตจรงิ - ตรวจแบบฝกึ หดั เล่ม 1
(มฐ. ค 1.1 ม.1/1) ความรู้ ในแบบฝกึ หัดคณิตศาสตร์ - แ บบฝึกหดั
- การนำ� เสนอผลงาน คณติ ศาสตร์ ม.1
- ตรวจผงั มโนทศั น์ เล่ม 1
14 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 1 - QR Code
ระบบจำ� นวนเต็ม - บตั รตวั เลข 1
ชัว่ โมง - ส งั เกตพฤติกรรม และ -1
การทำ� งานรายบคุ คล - ใบงาน
- สังเกตพฤตกิ รรม
การทำ� งานกลุ่ม
- สงั เกตความมวี นิ ยั
ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมัน่
ในการท�ำงาน
2 เข้าใจจ�ำนวนตรรกยะและความสัมพนั ธ์ - ทกั ษะการเปรียบเทยี บ - ตรวจใบงานที่ 2.1-2.17 - ห นงั สอื เรยี น
ของจ�ำนวนตรรกยะ และใชส้ มบัติ - ทกั ษะการคิดหลากหลาย - ตรวจแบบฝกึ ทกั ษะ รายวชิ าพื้นฐาน
จำ� นวนตรรกยะ ของจ�ำนวนตรรกยะในการแก้ปญั หา - ทักษะการคดิ คล่อง ในหนงั สอื เรยี น คณิตศาสตร์ ม.1
- ทักษะการประยกุ ต์ใช้
คณิตศาสตรแ์ ละปญั หาในชวี ติ จริง - ตรวจแบบฝึกหดั เล่ม 1
(มฐ. ค 1.1 ม.1/1) ความรู้ ในแบบฝึกหดั คณติ ศาสตร์ - แบบฝึกหัด
- ทกั ษะการเชื่อมโยง - การนำ� เสนอผลงาน คณติ ศาสตร์ ม.1
- ตรวจผงั มโนทศั น์ เล่ม 1
20 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 - ใบงาน
จำ� นวนตรรกยะ
ชว่ั โมง - สงั เกตพฤตกิ รรม
การทำ� งานรายบคุ คล
- ส งั เกตพฤติกรรม
การทำ� งานกล่มุ
- ส ังเกตความมวี ินยั
ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มั่น
ในการท�ำงาน
3 เข้าใจและใชส้ มบตั ิของเลขยกก�ำลงั ท่มี ี - ทักษะการเชอ่ื มโยง - ตรวจใบงานที่ 3.1-3.5 - ห นังสือเรยี น
เลขชีก้ �ำลังเป็นจำ� นวนเตม็ บวกในการ - ท ักษะการประยกุ ต์ใช้ - ตรวจแบบฝึกทักษะ รายวิชาพ้ืนฐาน
เลขยกก�ำลัง แก้ปัญหาคณิตศาสตรแ์ ละปัญหาในชวี ติ ความรู้ ในหนังสือเรยี น คณติ ศาสตร์ ม.1
จรงิ (มฐ. ค 1.1 ม.1/2)
10 - ตรวจแบบฝกึ หดั เล่ม 1
ในแบบฝกึ หดั คณิตศาสตร์ - แบบฝึกหัด
ชวั่ โมง - การนำ� เสนอผลงาน คณิตศาสตร์ ม.1
- ตรวจผังมโนทศั น์ เล่ม 1
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 - ใบงาน
เลขยกกำ� ลัง
หน่วย ตัวชี้วัด ทักษะที่ได้ เวลาทใ่ี ช้ การประเมิน ส่อื ทใี่ ช้
การเรยี นรู้ - ส งั เกตพฤตกิ รรม
การทำ� งานรายบคุ คล
- ส ังเกตพฤติกรรม
การทำ� งานกลุ่ม
- สงั เกตความมวี นิ ัย
ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมั่น
ในการท�ำงาน
4 เขา้ ใจและใช้ความรทู้ างเรขาคณติ - ทกั ษะการระบุ - ตรวจแบบฝกึ ทักษะ - หนงั สอื เรียน
ในการวิเคราะห์หาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง ในหนังสือเรียน รายวิชาพน้ื ฐาน
มติ สิ ัมพนั ธข์ อง รูปเรขาคณิตสองมติ แิ ละรปู เรขาคณิต - ตรวจแบบฝกึ หัด คณติ ศาสตร์ ม.1
รปู เรขาคณิต สามมติ ิ (มฐ. ค 2.2 ม.1/2) ในแบบฝึกหดั คณิตศาสตร์ เลม่ 1
- การนำ� เสนอผลงาน - แบบฝึกหัด
- ตรวจผังมโนทศั น์ คณิตศาสตร์ ม.1
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 เลม่ 1
6 มิติสมั พันธ์ของ - ม ะนาวและ
รูปเรขาคณติ แก้วมงั กร
ชว่ั โมง - สังเกตพฤตกิ รรม - ดนิ นำ�้ มนั
การทำ� งานรายบุคคล - โอเอซสิ
- ส ังเกตพฤตกิ รรม - นอต
การทำ� งานกลมุ่ - ลูกรบู กิ
- ส งั เกตความมีวนิ ัย - แกว้ กระดาษ
ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ มน่ั - ลกู บาศก์
ในการทำ� งาน - QR Code
5 เข้าใจและใชส้ มบตั ิของการเทา่ กัน - ทกั ษะการหาแบบแผน - ตรวจใบงานท่ี 5.1-5.5 - หนงั สือเรยี น
และสมบัตขิ องจ�ำนวน เพื่อวิเคราะห์ - ทกั ษะการพสิ จู นค์ วามจรงิ - ตรวจแบบฝกึ ทักษะ รายวชิ าพ้นื ฐาน
สมการเชิงเสน้ และแกป้ ญั หาโดยใช้สมการเชิงเส้น - ทักษะการประยกุ ต์ใช้ ในหนังสอื เรียน คณิตศาสตร์ ม.1
ตวั แปรเดียว ตัวแปรเดียว (มฐ. ค 1.3 ม.1/1) ความรู้ - ตรวจแบบฝึกหัด เล่ม 1
- ทักษะการตคี วาม
ในแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ - แ บบฝึกหัด
- การนำ� เสนอผลงาน คณิตศาสตร์ ม.1
- ตรวจผังมโนทัศน์ เลม่ 1
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 - บตั รตวั เลข
10 สมการเชิงเส้น - บัตรตัวแปร
ตัวแปรเดียว - ใบงาน
ชว่ั โมง
- ส ังเกตพฤติกรรม
การท�ำงานรายบุคคล
- สังเกตพฤตกิ รรม
การทำ� งานกลมุ่
- สงั เกตความมวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ และม่งุ มั่น
ในการทำ� งาน
สารบัญ Chapter Teacher
Overview Script
Chapter Title T6 - T43
T2 - T5
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 ระบบจ�ำนวนเต็ม T8
T44 - T47 T8 - T10
1.1 จ�ำนวนเต็ม T114 - T115 T11 - T13
1.2 การเปรียบเทียบจ�ำนวนเต็ม T14 - T21
1.3 จ�ำนวนตรงขา้ มและค่าสัมบูรณ์ T22 - T31
1.4 การบวกและการลบจ�ำนวนเตม็ T32 - T35
1.5 การคูณและการหารจำ� นวนเต็ม T36 - T39
1.6 สมบตั ขิ องจ�ำนวนเต็ม T40 - T43
1.7 การนำ� ความร้เู กย่ี วกับจำ� นวนเต็มไปใชใ้ นชีวิตจริง
ท้ายหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 T48 - T113
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 จำ� นวนตรรกยะ T50 - T74
T75 - T101
2.1 เศษสว่ น T102 - T107
2.2 ทศนิยม T108 - T113
2.3 จ�ำนวนตรรกยะและสมบัตขิ องจำ� นวนตรรกยะ
ทา้ ยหนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 T116 - T149
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 3 เลขยกกำ� ลงั T118 - T121
T122 - T135
3.1 การเขียนเลขยกก�ำลังที่มเี ลขช้กี �ำลังเป็นจำ� นวนเต็มบวก T136 - T141
3.2 การคูณและการหารเลขยกกำ� ลงั เม่ือเลขชก้ี �ำลังเป็นจ�ำนวนเตม็ บวก T142 - T145
3.3 การเขยี นจ�ำนวนในรปู สญั กรณ์วทิ ยาศาสตร์ T146 - T149
3.4 การนำ� ความรู้เกยี่ วกับเลขยกกำ� ลังไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ
ทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3
Chapter Title Chapter Teacher
Overview Script
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 4 มติ ิสมั พนั ธข์ องรูปเรขำคณิต T150 - T151 T152 - T187
4.1 หนา้ ตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติ T154 - T161
4.2 การอธิบายภาพสองมติ ิทไ่ี ดจ้ ากการมองด้านหนา้ ดา้ นข้าง และดา้ นบน T162 - T169
ของรปู เรขาคณิตสามมติ ิ
4.3 รปู เรขาคณติ สามมิตทิ ีป่ ระกอบขน้ึ จากลกู บาศก์ T188 - T189 T170 - T181
ทา้ ยหน่วยการเรยี นรู้ที ่ 4 T182 - T187
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 5 สมกำรเชิงเส้นตวั แปรเดียว T190 - T239
T192 - T207
5.1 แบบรูปและความสัมพันธ์ T208 - T213
5.2 คา� ตอบของสมการเชงิ เส้นตวั แปรเดยี ว T214 - T219
5.3 สมบัตขิ องการเทา่ กนั T220 - T231
5.4 การแกส้ มการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว T232 - T235
5.5 การนา� ความรู้เกี่ยวกับสมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียวไปใชใ้ นชีวิตจรงิ T236 - T239
ทา้ ยหนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 5
T240
บรรณำนกุ รม
Chapter Overview
แผนการจดั สอ่ื ที่ใช้ จุดประสงค์ วิธีสอน ประเมิน ทักษะที่ได้ คณุ ลกั ษณะ
การเรยี นรู้ อันพงึ ประสงค์
แผนฯ ที่ 1 - ห นงั สือเรยี นรายวิชา 1. ร ะบุหรอื ยกตวั อย่าง Concept - ตรวจใบงานที่ 1.1 - ทกั ษะการ 1. มีวินยั
จำ� นวนเต็มและ พนื้ ฐาน คณิตศาสตร์ จำ� นวนเต็มบวก เร่ือง การเปรียบเทยี บ เปรียบเทียบ 2. ใฝเ่ รียนร้ ู
การเปรียบเทียบ Based จ�ำนวนเตม็ 3. ม่งุ มนั่
จำ� นวนเต็ม ม.1 เลม่ 1 จ�ำนวนเต็มลบ Teaching - ตรวจใบงานที่ 1.2 ในการท�ำงาน
- แบบฝกึ หัด และศูนย์ได้ (K) เรอ่ื ง แบบรปู ของ
จำ� นวน 1. มีวนิ ยั
2 คณิตศาสตร์ 2. เ รยี งลำ� ดบั จ�ำนวน - ตรวจใบงานท่ี 1.3 2. ใฝ่เรยี นร้ ู
ม.1 เลม่ 1 จากมากไปนอ้ ย หรือ เรือ่ ง การเรยี งลำ� ดับ 3. มุ่งม่นั
ชวั่ โมง - ใบงานท่ี 1.1 เรอ่ื ง น้อยไปมากได้ (K) จำ� นวน ในการท�ำงาน
- ตรวจแบบฝึกทักษะ
การเปรียบเทยี บ 3. ใ ชเ้ สน้ จำ� นวน 1.2
- ตรวจ Exercise 1.1
จำ�นวนเตม็ ในการเปรียบเทยี บ - ประเมินการนำ� เสนอ
ผลงาน
- ใบงานท่ี 1.2 เรอื่ ง จำ� นวนเต็มได้ (P) - สังเกตพฤตกิ รรม
การท�ำงานรายบุคคล
แบบรปู ของจำ�นวน 4. รับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่ - สังเกตพฤติกรรม
การท�ำงานกลุ่ม
- ใบงานท่ี 1.3 เรอื่ ง ทีไ่ ด้รับมอบหมาย (A) - สงั เกตคณุ ลกั ษณะ
อนั พึงประสงค์
การเรยี งลำ�ดับจำ�นวน
แผนฯ ท่ี 2 - หนังสือเรยี นรายวชิ า 1. บอกจ�ำนวนตรงข้าม Concept - ตรวจใบงานท่ี 1.4 - ทกั ษะการ
จำ� นวนตรงข้าม เรอ่ื ง จ�ำนวนตรงข้าม เปรยี บเทยี บ
และคา่ สมั บรู ณ์ พ้ืนฐาน คณิตศาสตร์ ของจำ� นวนเตม็ ได้ (K) Based ของจ�ำนวนเต็ม
- ตรวจใบงานที่ 1.5
1 ม.1 เลม่ 1 2. บอกค่าสัมบูรณ ์ Teaching เรอ่ื ง คา่ สัมบูรณ์
ของจ�ำนวนเต็ม
ชว่ั โมง - แ บบฝึกหัด ของจำ� นวนเตม็ ได้ (K) - ตรวจแบบฝึกทักษะ
1.3
คณิตศาสตร์ 3. ใช้เส้นจำ� นวนอธบิ าย - ตรวจ Exercise 1.3
- ประเมินการนำ� เสนอ
ม.1 เลม่ 1 จ�ำนวนตรงขา้ ม ผลงาน
- สังเกตพฤติกรรม
- ใบงานท่ี 1.4 เรื่อง และคา่ สมั บูรณข์ อง การท�ำงานรายบคุ คล
- สังเกตพฤติกรรม
จำ�นวนตรงขา้ ม จำ� นวนเตม็ ได้ (P) การท�ำงานกลุ่ม
- สังเกตคณุ ลกั ษณะ
ของจำ�นวนเตม็ 4. รับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่ อนั พงึ ประสงค์
- ใบงานท่ี 1.5 เร่ือง ที่ไดร้ บั มอบหมาย (A)
ค่าสัมบรู ณ ์
ของจำ�นวนเตม็
T2
แผนการจัด สอ่ื ท่ีใช้ จุดประสงค์ วิธสี อน ประเมนิ ทกั ษะท่ีได้ คณุ ลกั ษณะ
การเรียนรู้ อนั พึงประสงค์
แผนฯ ท่ี 3 - ห นังสอื เรยี นรายวชิ า 1. ค�ำนวณผลบวกของ โมเดลซปิ ปา - ตรวจใบงานที่ 1.6 - ทักษะการคดิ
การบวก 1. มวี ินยั
และการลบ พื้นฐาน คณิตศาสตร์ จ�ำนวนเตม็ ได้ (K) (CIPPA เรือ่ ง การบวก หลากหลาย 2. ใฝเ่ รยี นรู้
จำ� นวนเตม็ 3. มุ่งมั่น
ม.1 เล่ม 1 2. ค �ำนวณผลลบของ Model) จ�ำนวนเต็มบวก - ทกั ษะการคดิ ในการท�ำงาน
4
- แ บบฝกึ หดั จ�ำนวนเตม็ ได้ (K) และการบวก คลอ่ ง
ช่วั โมง
คณิตศาสตร์ 3. เขียนแสดงขั้นตอน จ�ำนวนเตม็ ลบ
ม.1 เล่ม 1 วิธกี ารหาผลบวกและ - ตรวจใบงานท่ี 1.7
- ใบงานที่ 1.6 เร่อื ง ผลลบของจำ� นวนเตม็ เรื่อง การบวก
การบวก ได้ (P) จ�ำนวนเต็ม
จำ�นวนเตม็ บวก 4. รบั ผดิ ชอบต่อหน้าท่ ี - ตรวจใบงานท่ี 1.8
และการบวก ทไี่ ด้รับมอบหมาย (A) เร่ือง การลบ
จำ�นวนเต็มลบ จำ�นวนเต็ม
- ใบงานที่ 1.7 เรอ่ื ง - ตรวจแบบฝึกทกั ษะ
การบวกจำ�นวนเต็ม 1.4
- ใบงานท่ี 1.8 เร่ือง - ตรวจ Exercise 1.4
การลบจำ�นวนเต็ม - ประเมินการนำ� เสนอ
- บตั รตวั เลข 1 และ -1 ผลงาน
- QR Code - สังเกตพฤตกิ รรม
การท�ำงานรายบุคคล
- สังเกตพฤตกิ รรม
การท�ำงานกลมุ่
- สังเกตคณุ ลักษณะ
อันพึงประสงค์
T3
แผนการจดั ส่อื ท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วิธีสอน ประเมนิ ทกั ษะที่ได้ คณุ ลักษณะ
การเรียนรู้ อนั พงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 4 - หนังสือเรยี นรายวชิ า 1. ค ำ� นวณผลคูณของ Concept - ตรวจใบงานท่ี 1.9 - ทกั ษะการคิด
การคณู 1. มีวินยั
และการหาร พน้ื ฐาน คณติ ศาสตร์ จำ� นวนเตม็ ได้ (K) Based เรอ่ื ง การคณู หลากหลาย 2. ใฝเ่ รียนร ู้
จำ� นวนเต็ม 3. มุ่งมน่ั
ม.1 เลม่ 1 2. ค �ำนวณผลหารของ Teaching จำ� นวนเตม็ บวกดว้ ย - ท กั ษะการคดิ ในการท�ำงาน
4
- แบบฝกึ หัด จ�ำนวนเต็มได้ (K) จำ� นวนเตม็ ลบ คลอ่ ง
ช่ัวโมง
คณิตศาสตร์ 3. เ ขยี นแสดงขน้ั ตอน - ตรวจใบงานท่ี 1.10
ม.1 เล่ม 1 วธิ กี ารหาผลคณู และ เรือ่ ง การคณู
- ใบงานท่ี 1.9 เรอื่ ง ผลหารของจำ� นวนเต็ม จำ� นวนเตม็
การคูณ ได้ (P) - ตรวจใบงานที่ 1.11
จำ�นวนเต็มบวก 4. ร ับผดิ ชอบตอ่ หน้าท่ี เรอ่ื ง การหาร
ด้วยจำ�นวนเต็มลบ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย (A) จำ� นวนเตม็
- ใบงานที่ 1.10 เร่อื ง - ตรวจแบบฝกึ ทกั ษะ
การคณู จำ�นวนเต็ม 1.5
- ใบงานที่ 1.11 เร่อื ง - ตรวจ Exercise 1.5
การหารจำ�นวนเต็ม ขอ้ 1-2
- ป ระเมนิ การนำ� เสนอ
ผลงาน
- สังเกตพฤติกรรม
การท�ำงานรายบคุ คล
- สังเกตพฤติกรรม
การท�ำงานกล่มุ
- สังเกตคุณลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์
T4
แผนการจัด ส่ือท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วธิ ีสอน ประเมนิ ทกั ษะท่ีได้ คณุ ลกั ษณะ
การเรียนรู้ อนั พงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 5 - หนงั สอื เรยี นรายวชิ า 1. อธิบายสมบตั ิของ Concept - ตรวจใบงานที่ 1.12 - ทักษะการ
สมบัตขิ อง 1. มวี ินัย
จำ� นวนเตม็ พื้นฐาน คณติ ศาสตร์ จ�ำนวนเตม็ ในการบวก Based เรื่อง สมบตั ขิ อง ประยุกตใ์ ช้ 2. ใฝเ่ รียนร ู้
3. มงุ่ มัน่
1 ม.1 เล่ม 1 การลบ การคณู และ Teaching จ�ำนวนเต็ม ความรู้ ในการท�ำงาน
ชั่วโมง - แบบฝกึ หัด การหารได้ (K) - ตรวจแบบฝกึ ทักษะ 1. มีวนิ ัย
2. ใฝเ่ รียนรู้
คณิตศาสตร์ 2. เ ขยี นแสดงขัน้ ตอน 1.6 3. มุง่ ม่นั
ในการท�ำงาน
ม.1 เลม่ 1 การด�ำเนนิ การของ - ตรวจ Exercise 1.6
- ใบงานที่ 1.12 เร่อื ง จำ� นวนเต็มตา่ ง ๆ - สงั เกตพฤตกิ รรม
สมบัติของจำ�นวนเต็ม โดยใชส้ มบตั ขิ อง การท�ำงานรายบุคคล
จำ� นวนเตม็ ได้ (P) - ส ังเกตคุณลักษณะ
3. รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าท่ี อันพงึ ประสงค์
ที่ไดร้ บั มอบหมาย (A)
แผนฯ ท่ี 6 - หนังสือเรียนรายวิชา 1. อ ธบิ ายการนำ� ความรู้ Concept - ต รวจใบงานที่ 1.13 - ทักษะการ
การน�ำความรู้ เรือ่ ง การนำ� ความร้ ู ประยุกต์ใช้
เก่ียวกับ พืน้ ฐาน คณิตศาสตร์ เกีย่ วกับจำ� นวนเต็ม Based เกีย่ วกับจำ� นวนเต็ม ความรู้
จ�ำนวนเตม็ ไปใช้ในชีวติ จรงิ
ไปใช้ในชีวติ จริง ม.1 เล่ม 1 ไปใชแ้ กป้ ัญหา Teaching - ตรวจแบบฝกึ ทักษะ
1.7
2 - แ บบฝึกหดั คณติ ศาสตรแ์ ละ - ตรวจ Exercise 1.7
- ต รวจแบบฝกึ ทกั ษะ
ช่ัวโมง คณิตศาสตร์ ปญั หาในชวี ติ จริง (K) ประจ�ำหนว่ ยการเรียนรู ้
ที่ 1
ม.1 เล่ม 1 2. เ ขยี นแสดงข้นั ตอน - ตรวจผังมโนทัศน์
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 1
- ใบงานท่ี 1.13 วธิ กี ารแก้ปญั หาทาง ระบบจำ� นวนเต็ม
- ป ระเมินการนำ� เสนอ
เร่ือง การนำ�ความร ู้ คณิตศาสตรเ์ ก่ยี วกบั ผลงาน
- สังเกตพฤติกรรม
เกี่ยวกับจำ�นวนเต็ม จำ� นวนเตม็ ได้ (P) การท�ำงานรายบุคคล
- สงั เกตพฤติกรรม
ไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ 3. รับผิดชอบต่อหน้าท่ี การท�ำงานกลมุ่
- ส ังเกตคุณลกั ษณะ
ที่ไดร้ บั มอบหมาย (A) อนั พึงประสงค์
T5
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) 1 ระบบจา� นวนเตม็หน่วยการเรียนรู้ที่
การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
1. ครแู จงจุดประสงคการเรียนรูใ หนักเรียนทราบ
2. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยให
นักเรียนดูภาพหนาหนวย จากน้ันครูยก
สถานการณของทวีปแอนตารก ตกิ า
3. ครูถามคําถามในหนังสือเรียน หนา 2 วา
“จากสถานการณของทวีปแอนตารกติกา
ขางตน นักเรียนคิดวาอุณหภูมิท่ีไดบันทึกไว
ของทวีปแอนตารกติกาตางกันอยางไร” แลว
ใหน กั เรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ ถงึ วธิ กี าร
หาคําตอบ
หมายเหตุ : ครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
คําถามในหนังสือเรียน หนา 2 หลังเรียน
หนวยการเรยี นรทู ี่ 1
ทวปี แอนตารก์ ตกิ า เปน็ ทวปี ทมี่ อี ากาศหนาวเยน็ ทสี่ ดุ ในโลก
โดยมีอุณหภมู ิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 5 Cํ ในฤดรู อ้ น จนถึง -80 Cํ ใน
ฤดหู นาว อณุ หภมู สิ งู สดุ ทไ่ี ดบ้ นั ทกึ ไว้ เมอื่ เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2558
อยู่ท่ี 17.5 ํC และอุณหภูมิต่ําสุดที่ได้บันทึกไว้เม่ือเดือนสิงหาคม
Q.พ.ศ. 2553 อยทู่ ่ี -94.7 ํC1
เฉลย คาํ ถามในหนังสอื เรยี น หนา 2 จากสถานการณ์
ตวั ช้วี ัด ข้างตน้ นักเรียนคิดวา่
จากอุณหภูมิสูงสุดท่ีไดบันทึกไวของทวีป • เ ข้าใจจ�านวนตรรกยะและความสัมพันธ์ของจ�านวนตรรกยะ
แอนตารกติกา เม่ือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 อยู
ท่ี 17.5 ํC และอุณหภูมิตํ่าสุดที่ไดบันทึกไวเม่ือ และใช้สมบัติของจ�านวนตรรกยะในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์
เดอื นสิงหาคม อยูที่ -94.7 ํC ซึ่งจะเห็นวามีความ และปัญหาในชีวิตจริง (ค 1.1 ม.1/1) อุณหภมู ทิ ีไ่ ดบ้ นั ทกึ ไว้
แตกตางกันมาก โดยอุณหภูมิที่ไดบันทึกไวมีคา
ตา งกนั 112.2 Cํ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ขอตง่าทวงีปกแอันนตอายรา่ ก์ งตไริกา
• จ�านวนเต็ม
• สมบัติของจ�านวนเต็ม
1 Antarctica sets record for coldest temperature on Earth. Retrieved October 17, 2017, from http://www.pbs.org/
newshour/nation/antarctica-sets-record-for-coldest-temperature-on-earth
เกร็ดแนะครู กิจกรรม เสริมสรางคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค
การเรยี นการสอนของหนว ยการเรยี นน้ี ครชู แ้ี นะใหน กั เรยี นเหน็ ความสาํ คญั ครูควรปลูกฝงใหนักเรียนมีระเบียบวินัย โดยการสรางขอตกลง
เกยี่ วกบั “ระบบจาํ นวนเตม็ ” วา เปน ความรพู นื้ ฐานทางคณติ ศาสตรแ ละนาํ ไปใช กับนักเรียน เชน ในการสงการบาน ใหสงตรงตามเวลาท่ีกําหนด
ในชวี ติ ประจาํ วนั อยเู สมอ โดยใหน กั เรยี นลองยกตวั อยา งเหตกุ ารณท พ่ี บเหน็ เชน โดยครูอาจจะกําหนดชวงเวลาในการสง หากใครไมสงตามเวลา
การพยากรณอ ากาศ อุณหภูมิของรา งกายคนเรา คา ใชจา ยตางๆ การซอื้ ขาย ดงั กลา วอาจถกู ตดั คะแนนหรอื ตอ งทาํ ความสะอาดหอ ง การแตง กาย
ในตลาดหลักทรัพย เปนตน และใหนักเรียนรวมกันแลกเปล่ียนความคิดเห็น มาโรงเรยี นใหถ กู ระเบยี บ ไมส ง เสยี งดงั ขณะทค่ี รกู าํ ลงั สอน เปน ตน
ฝก ทกั ษะการคิดวิเคราะหและการแกป ญ หาไดอ ยางเหมาะสม (ครแู ละนกั เรยี นควรรวมกนั สรางขอตกลงดังกลา ว)
T6
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ควรรกู้ ่อนเรียน ขนั้ นาํ
นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์และพัฒนาเคร่ืองวัดอุณหภูมิขึ้นมา เรียกว่า เทอร์โมมิเตอร์ การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
ท่ที �าจากหลอดแก้วซง่ึ ภายในบรรจขุ องเหลวประเภทปรอทหรอื แอลกอฮอล ์ โดยของเหลวภายใน
หลอดแก้วจะหดตัวเมื่อได้รับความเย็นและขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน นอกจากน้ีบนหลอดแก้ว 4. ครใู หน กั เรยี นดรู ปู เทอรโ มมเิ ตอรแ สดงอณุ หภมู ิ
จะมีสเกลท่ีระบุตัวเลขส�าหรับบอกระดับอุณหภูมิต่าง ๆ อีกด้วยเช่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในเดือน โดยเฉล่ียของเมืองหลวง 5 ประเทศ ในทวีป
กุมภาพันธ ์ พ.ศ. 2560 ณ เมอื งหลวงของประเทศตา่ ง ๆ ในทวปี เอเชีย ซงึ่ แสดงอณุ หภูมดิ ้วย เอเชีย ในหนังสือเรียน หนา 3 จากน้ันให
เทอร์โมมเิ ตอร์ ดังรูปต่อไปนี้ นักเรียนเขียนแสดงอุณหภูมิของเมืองหลวง
5 ประเทศ บนเสนจํานวนลงสมุด แลวถาม
50 50 50 50 50 50 50 50 50 50 คําถาม ดังน้ี
40 40 40 40 40 40 40 40 40 40 • เสนจํานวนท่ีนักเรียนเขียน แสดงจํานวน
30 30 30 30 30 30 30 30 30 30 ชนดิ ใดบาง
20 20 20 20 20 20 20 20 20 20 (แนวตอบ จาํ นวนนับและศนู ย)
10 10 10 10 10 10 10 10 10 10 • เรียงลําดับอุณหภูมิจากสูงสุดไปต่ําสุดได
0 00 0 0 0 0 0 0 0 อยางไร
10 10 10 10 10 10 10 10 10 10 (แนวตอบ 29, 27, 20, 17, 7)
20 20 20 20 20 20 20 20 20 20 • บนเสน จาํ นวน จาํ นวนทอี่ ยทู างขวาหรอื ซา ย
30 30 30 30 30 30 30 30 30 30 มคี า มากกวา กัน
40 40 40 40 40 40 40 40 40 40 (แนวตอบ จํานวนท่ีอยูทางขวาจะมีคา
50 50 50 50 50 50 50 50 50 50 มากกวาจาํ นวนทอี่ ยูทางซาย)
°C °C °C °C °C 5. ครถู ามคาํ ถาม ดังนี้
• นักเรียนเคยดูขาวพยากรณอากาศของกรม
กรุงเทพฯ จาการต์ า โตเกียว ไทเป ฮานอย อตุ นุ ยิ มวทิ ยาหรอื ไม ตวั เลขทแี่ สดงอณุ หภมู ิ
ประเทศไทย ประเทศอินโดนเี ซยี ประเทศญปี่ นุ ประเทศไต้หวัน ประเทศเวียดนาม ของประเทศตางๆ ในทวีปยุโรปเหมือนกัน
หรือแตกตางจากประเทศไทยหรือไม
ทีม่ า : https://www.timeanddate.com/weather อยา งไร
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย
จากรูปแสดงอุณหภูมิ จะได้วา่ ตามพ้ืนฐานความรู เชน เหมือนกนั เพราะ
1. เมอื งหลวงของประเทศท่ีมอี ากาศร้อนทส่ี ุด คอื กรงุ เทพฯ ประเทศไทย แสดงโดยใชจํานวนนับ หรือแตกตางกัน
2. เมอื งหลวงของประเทศที่มีอากาศหนาวท่สี ดุ คอื โตเกียว ประเทศญ่ีปุน เพราะอณุ หภมู ใิ นฤดหู นาวของทวปี ยโุ รปจะ
3. อณุ หภมู ิของกรงุ เทพฯ สงู กวา่ อุณหภมู ขิ องจาการต์ า อยู ่ 2 �C แสดงโดยใชจ าํ นวนนบั ทมี่ เี ครอ่ื งหมายลบอยู
4. อณุ หภูมิของจาการ์ตา สูงกวา่ อุณหภมู ิของโตเกยี ว อย่ ู 20 C� ขา งหนา เปนตน)
5. อณุ หภูมขิ องโตเกยี ว ตา่� กวา่ อณุ หภูมิของไทเป อยู่ 10 �C
6. อณุ หภูมิของไทเป ต�่ากวา่ อณุ หภมู ขิ องฮานอย อยู ่ 3 C�
นกั เรียนจะพบว่า ตวั เลขทแี่ สดงระดับอุณหภมู ิ ณ เมอื งหลวงของประเทศตา่ ง ๆ ไดแ้ ก ่ 29,
27, 7, 17 และ 20 เป็น “จา� นวนนับ” ซงึ่ เรยี งจากมากไปหาน้อย ได้ดงั น้ ี 29, 27, 20, 17 และ 7
3
กิจกรรม เสรมิ สรา งคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค สื่อ Digital
ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4 คน จากน้ันใหแตละกลุม เรียนรูเพ่ิมเติมเรื่อง จํานวนเต็มลบ จากภาพยนตรสารคดีส้ัน เรื่อง
สงตัวแทนมาจับฉลากภาคตางๆ ของประเทศไทย แลวชวยกัน ชาวอินเดียกับจํานวนลบ ไดท่ี http://twig-aksorn.com/fifilm/india-and-
คนควานอกหองเรียนเกี่ยวกับอุณหภูมิโดยเฉล่ียท่ีสูงที่สุดและ negative-numbers-8514/
ต่ําที่สุด ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ของจังหวัดในภาคตางๆ
ท่ีกลุมตนเองจับฉลากได จากน้ันใหนักเรียนแตละกลุมออกมา
นาํ เสนอหนาชั้นเรยี น
T7
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 1.1 จ�านวนเต็ม
รู (Knowing) ในระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษานักเรียนรูจ้ กั จา� นวนมาแล้ว ได้แก่ 0 และ 1, 2, 3, 4, … ซ่งึ เรียก
จนา�กั นเรวยีนน 1จ,ะ พ2,บ 3ว,า่ 4ม,ก ี …าร ใวชา่ ต้ จวั า� เนล1ขวนแสนดบั ง หระรดอื บั เรอยี ณุ กหอภกี ชมู อื่ ิ เหชน่น งึ่ อวณุา่ ห“จภาํมู นทิ วป่ีนกั เตกม็งิ่ บปวรกะเ”ท แศตจใ่นี น ชเทวี า่ติ กปบั ร ะ-จ1า�0ว C�นั
1. ครใู หน กั เรยี นจบั คศู กึ ษาเนอ้ื หาในหนงั สอื เรยี น อา่ นวา่ ลบสบิ องศาเซลเซยี ส ซงึ่ เปน็ อณุ หภมู ติ า่� กวา่ จดุ เยอื กแขง็ นกั คณติ ศาสตรจ์ งึ กา� หนดตวั เลข
หนา 4 หัวขอ 1.1 จาํ นวนเต็ม แลวแลกเปล่ียน แสดงจา� นวนอกี ชนดิ หนงึ่ เปน็ จา� นวนทมี่ คี า่ นอ้ ยกวา่ ศนู ย ์ เชน่ -1, -2, -3, -4, … ขน้ึ มาและเรยี กวา่
ความรูก บั คขู องตนเอง จากน้ันครถู ามคําถาม “จาํ นวนดเังตนม็ ัน้ ล บจา�”นวนเตม็ ประกอบดว้ ย จ�านวนเตม็ บวก จา� นวนเต็มลบ และศนู ย์2
ดังน้ี
• จาํ นวนเตม็ ทอ่ี ยทู างขวาของศนู ย คือ นกั เรยี นสามารถแสดงจา� นวนเต็ม โดยใช้เส้นจา� นวนได้ดังน้ี
(แนวตอบ จาํ นวนเต็มบวก)
• จํานวนเตม็ ท่ีอยูท างซายของศนู ย คือ จา� นวนเต็มลบ ศูนย์
(แนวตอบ จาํ นวนเตม็ ลบ) จ�านวนเตม็ บวก
• จากคณติ นา รู นกั เรยี นจะสงั เกตไดอ ยา งไรวา
ทาํ ไม “ศูนย” จงึ ไมเ ปน ทง้ั จาํ นวนเตม็ บวก -6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6
และจํานวนเต็มลบ
(แนวตอบ สังเกตจากเสนจํานวน จะพบวา จากเส้นจา� นวน จะเห็นว่า คณิตน่ารู้
ศูนยอยูตรงกลางระหวางจํานวนเต็มบวก
กับจํานวนเต็มลบ ดังน้ัน ศูนยจึงไมเปน • จ �านวนเต็มบวกทุกจา� นวนจะอยทู่ างขวาของศนู ย์ “ศูนย”์ ไมเ่ ป็นทัง้ จ�านวนเต็มบวก
ท้งั จํานวนเตม็ บวกและจาํ นวนเตม็ ลบ) ซง่ึ เพม่ิ ข้นึ ทีละ 1 และมคี ่ามากขน้ึ เร่ือย ๆ โดยไม่มที ี่ส้นิ สดุ และจา� นวนเตม็ ลบ และศนู ยอ์ าจ
• จา� นวนเต็มลบทกุ จ�านวนจะอย่ทู างซ้ายของศูนย ์ จะไม่แสดงความไม่มีค่าเสมอไป
2. ครยู กตวั อยา งเสนจํานวนบนกระดาน แลว ให เช่น อุณหภูมิ 0 องศา คือ
นกั เรียนสังเกตตําแหนงของ 2 กบั -3 และ -5 ซึ่งลดลงทลี ะ 1 และมคี า่ นอ้ ยลงเรือ่ ย ๆ โดยไมม่ ีท่ีส้นิ สุด การแสดงระดับของอุณหภูมิท่ี
กบั -3 จากนั้นอธบิ ายวา 2 อยทู างขวาของ -3
แสดงวา -3 มคี า นอยกวา 2 หรอื 2 มากกวา 1.2 การเปรยี บเทียบจ�านวนเตม็ จุดเยือกแขง็
-3 ใชส ญั ลกั ษณ 2 > -3 และ -3 อยทู างขวา
ของ -5 แสดงวา -3 มากกวา -5 หรือ -5 พจิ ารณาตา� แหนง่ ของจ�านวนเต็มบนเสน้ จา� นวน จะเหน็ ว่า
นอ ยกวา -3 ใชส ญั ลักษณ -5 < -3
-5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5
3. ครูถามคําถาม ดังน้ี
• นักเรียนสามารถอธิบายการเปรียบเทียบ 2 อยทู่ างขวาของ -3 แสดงว่า 2 มากกวา่ -3 ใช้สัญลกั ษณ ์ 2 > -3
จํานวนเต็มบนเสนจํานวนวาจํานวนใดมีคา -5 อย่ทู างซ้ายของ -3 แสดงว่า -5 น้อยกว่า -3 ใช้สญั ลกั ษณ์ -5 < -3
มากกวาไดอยางไร
(แนวตอบ บนเสนจํานวน จํานวนเต็มท่ีอยู 4
ทางขวาจะมีคามากกวาจํานวนเต็มท่ีอยู
ทางซา ย)
4. ครูใหน ักเรียนทํา Exercise 1.1 ในแบบฝก หดั
คณติ ศาสตรเปน การบาน
นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
ขอใดไมเปนจํานวนเตม็
1 ตัวเลข (Numeral) คือ สัญลักษณแทนจํานวนตางๆ มนุษยไดพัฒนา
มาจากการใชรอยขีดบนตนไมเปนตัวเลข ตอมาไดคิดเปนระบบตัวเลข เชน 1. -6283164946 2. 100
ระบบตวั เลขโรมัน ระบบตวั เลขอยี ิปต เปน ตน 3. 4. 270702
2 ศูนย (0) ในทางคณิตศาสตรมีขอตกลงวา ศูนย (0) ไมใชจํานวนนับ
การใชศ นู ย (0) มคี วามหมายแตกตา งตามกรณี ตวั อยางเชน (เฉลยคาํ ตอบ 1. - 6146 = -4 เปนจาํ นวนเต็มลบ
2. 100 = 0 เปน จํานวนเตม็ ศูนย
- การใช 0 เพอ่ื บอกปริมาณจํานวน เราใช 0 แทนความไมม ี เชน ไมมี 3. 623849 = 2 14 ไมเ ปน จาํ นวนเต็ม
หนงั สือ ไมม ดี อกไม เปน ตน 4. 270702 = 26 เปน จํานวนเต็มบวก
ดงั น้นั คําตอบ คือ ขอ 3.)
- การใช 0 เพ่ือบอกคา เชน บริเวณดอยอินทนนท จังหวัดเชียงใหม
มอี ุณหภมู ิ 0 องศา ขอ ความน้ีไมไ ดห มายความวา ไมม ีอณุ หภมู ิ แตเปน
การบอกคาแสดงระดบั ของอณุ หภมู ิทีจ่ ุดเยือกแข็ง
จากตวั อยา งขา งตน จะเหน็ วา การใชศ นู ย (0) ตอ งระวงั และใชใ หส อดคลอ ง
กับบรบิ ทของขอ ความหรือประโยค
T8
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จากหัวข้อท ี่ 1.1 นกั เรียนทราบแล้ววา่ จา� นวนเต็มบวกอยูท่ างขวาของศูนย ์ และจ�านวน ขนั้ สอน
เตม็ ลบอยทู่ างซ้ายของศูนย์ ดังนนั้
เขา ใจ (Understanding)
บนเส้นจ�านวน จ�านวนเตม็ ทีอ่ ยทู่ างขวาจะมีคา่ มากกว่าจา� นวนเตม็ ที่อยู่ทางซา้ ยเสมอ
1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 1 ใน
ตวั อยา่ งท่ี 1 หนังสือเรียน หนา 5 แลวแลกเปล่ียนความรู
กับคูของตนเอง จากน้ันใหนักเรียนแตละคน
จงเติมเครื่องหมาย > หรือ < ลงใน 2) -2 -4 ทํา “ลองทําดู” และใบงานท่ี 1.1 เรื่อง การ
1) -7 5 เปรยี บเทยี บจาํ นวนเตม็ จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี น
รวมกนั เฉลยคาํ ตอบ
วิธที าํ -8 -7 -6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6 7 8
2. ครยู กตวั อยา งจาํ นวนเตม็ บวก 5 จาํ นวน ไดแ ก
จากเสน้ จ�านวน ตอบ 1, 2, 3, 4, 5 และจาํ นวนเตม็ ลบ 5 จาํ นวน
1) -7 อยทู่ างซ้ายของ 5 แสดงวา่ -7 < 5 ไดแก -2, -4, -6, -8, -10 บนกระดาน แลวให
นกั เรยี นสงั เกตการเรยี งของจาํ นวนทก่ี าํ หนดให
2) -2 อยูท่ างขวาของ -4 แสดงว่า -2 > -4 จากนัน้ ครถู ามคําถาม ดงั น้ี
• จากชดุ ของจาํ นวน 1, 2, 3, 4, 5 จํานวน
ลองทําดู 2) -6 -2 แตล ะคทู อี่ ยตู ดิ กนั มคี วามสมั พนั ธก นั อยา งไร
และจาํ นวนถดั ไปอกี 2 จาํ นวน คอื จาํ นวนใด
จงเติมเครอื่ งหมาย > หรอื < ลงใน ตามลําดับ
1) 9 -3 (แนวตอบ จํานวนที่อยูติดกันจะเพิ่มข้ึน
ครั้งละ 1 และจํานวนถัดไปอีก 2 จํานวน
ตวั อย่างท่ี 2 3 จํานวนต่อจากแบบร1ปู ทก่ี าํ หนดใหต้ ่อไปนี้ คือ 6 และ 7 ตามลาํ ดบั )
• จากชุดของจํานวน -2, -4, -6, -8, -10
จงหาจํานวนเตม็ อีก จาํ นวนแตล ะคทู อ่ี ยตู ดิ กนั มคี วามสมั พนั ธก นั
อยางไร และจาํ นวนถัดไปอกี 2 จาํ นวน คอื
ว1ธิ) ที -ํา1, -13) , --15,, --37,, -…5, -7, …2 จะสังเกตว่าการ เรยี งของ2จ)า� น-9วน, ท-6่ีก, �า-ห3น, ด…ใหแ้ ต่ละคู่ จํานวนใดตามลาํ ดับ
ที่อยู่ตดิ กัน ลดลงทลี ะ 2 (แนวตอบ จาํ นวนทอ่ี ยูตดิ กันจะลดลงคร้ังละ
-ด9ัง,น -ัน้ 6 ,จ -�า3น, ว…น3เ ตจ็มะอสงักี เ ก3ต จวา�่านกาวรนเ รคยี ือง ข-อ9ง,จ-า�1น1ว,น-1ท3ีก่ า� หนดใหแ้ ตล่ ะคู่ที่อยูต่ ดิ กัน 2 และจํานวนถดั ไปอีก 2 จํานวน คือ -12
2) และ -14 ตามลาํ ดับ)
เพ่มิ ขึน้ ทลี ะ 3
ดงั น้ัน จ�านวนเต็มอกี 3 จา� นวน คอื 0, 3, 6 ตอบ 3. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางที่ 2 ใน
หนังสือเรียน หนา 5 แลวแลกเปล่ียนความรู
ลองทําดู กบั คขู องตนเอง จากนนั้ ใหน กั เรยี นแตล ะคนทาํ
“ลองทําดู” และรวมกนั เฉลยคาํ ตอบ
จากแบบรปู ท่กี าํ หนดใหต้ อ่ ไปน้ี จงหาจํานวนเต็มอีก 3 จาํ นวนตอ่ จากแบบรปู ที่กาํ หนดให้
1) -2, -5, -8, -11, … 2) -12, -7, -2, … 4. ครแู จกใบงานที่ 1.2 เรอ่ื ง แบบรูปของจาํ นวน
ใหนกั เรียนทํา จากนนั้ รว มกันเฉลยคาํ ตอบ
5
5. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 1.2 เปน
การบา น
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
ขอใดตอไปน้ีถกู ตอ ง 1 แบบรูป (Pattern) คือ ชุดของจํานวน รูปภาพ หรือส่ิงตางๆ ที่มีความ
1. สามารถหาจํานวนเตม็ ลบทีม่ ากทสี่ ุดได สัมพนั ธกันอยา งใดอยางหนึ่ง
2. จํานวนเตม็ ท่นี อ ยท่สี ุดคอื 0 2 -1, -3, -5, -7, … เปน แบบรปู ของจาํ นวนทีม่ ีความสมั พันธก ันแบบลดลง
3. จํานวนเต็มเปนจาํ นวนนับ คร้งั ละ 2
4. ศูนยไ มใชจ ํานวนเต็ม
(เฉลยคาํ ตอบ จํานวนเต็มประกอบดว ยจํานวนเตม็ บวก -1 , -3 , -5 , -7 , …
-2 -2 -2
จํานวนเต็มศนู ย และจํานวนเตม็ ลบ
ขอ 1. ถกู ตอ ง เพราะ -1 เปน จาํ นวนเต็มลบท่ีมากทีส่ ดุ 3 -9, -6, -3, … เปนแบบรูปของจํานวนท่ีมีความสัมพันธกันแบบเพิ่มข้ึน
ขอ 2. ไมถูกตอ ง เพราะไมสามารถระบุจาํ นวนเตม็ ที่นอ ยทสี่ ดุ ครง้ั ละ 3
ได
ขอ 3. ไมถ ูกตอง เพราะจํานวนนบั ตอ งเปน จํานวนเต็มบวก -9 , -6 , -3 , …
ขอ 4. ไมถ กู ตอ ง เพราะจาํ นวนเตม็ ประกอบดว ย จาํ นวนเตม็ บวก +3 +3
จาํ นวนเตม็ ลบ และศนู ย
ดงั นน้ั คาํ ตอบ คือ ขอ 1.) T9
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขน้ั สอน แบบฝึกทักษะ 1.2
ลงมอื ทาํ (Doing) ระดบั พ้ืนฐาน
ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ 1. ขอ้ ความต่อไปนีเ้ ปน็ จรงิ หรือเท็จ 2) 39 เป็นจา� นวนเตม็
สามารถทางคณติ ศาสตร แลวทาํ กจิ กรรม ดังนี้ 1) -2 เป็นจ�านวนเต็ม 4) 0 เป็นจา� นวนเตม็ บวก
6) จา� นวนนบั เป็นจ�านวนเตม็ บวก
• ครูแจกใบงานท่ี 1.3 เรื่อง การเรียงลําดับ 3) 32 เปน็ จา� นวนเต็มบวก
จาํ นวน ใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ รวมกนั ทาํ 5) 1.8 เป็นจา� นวนเต็ม
• ใหส มาชกิ ภายในกลมุ คดิ จาํ นวนเตม็ คนละ 2 2. จงเตมิ เครื่องหมาย > หรือ < ลงใน ใหถ้ ูกต้อง
จาํ นวน แลว เขยี นเรยี งลาํ ดบั จาํ นวนจากนอ ย
ไปมาก และมากไปนอ ย ลงในใบงานท่ี 1.3 1) 7 -4 2) -125 3
• สง ตัวแทนกลมุ ละ 2 คน ออกมานาํ เสนอ 3) -3 -12 4) -12 -10
ขน้ั สรปุ 3. จงหาจ�านวนเตม็ อกี 5 จ�านวนต่อจากแบบรูปทีก่ �าหนดใหต้ ่อไปนี้
1) -4, -3, -2, -1, 0, … 2) -6, -3, 0, 3, …
1. ครใู หน กั เรยี นเขยี นแผนผงั ความรรู วบยอด เรอ่ื ง 3) -7, -10, -13, … 4) 1, -1, -3, …
จํานวนเต็มและการเปรียบเทียบจํานวนเต็ม
ลงสมุด ระดบั กลาง
2. ครถู ามคําถาม ดังน้ี 4. จงเรยี งล�าดับจา� นวนทีก่ �าหนดใหจ้ ากมากไปน้อย
• จํานวนเต็มประกอบดว ยอะไรบาง 1) 3, 9, -4, 7, 2 2) -22, 22, -3, 4, 0
(แนวตอบ จํานวนเต็มบวก จํานวนเต็มลบ 3) 2, -4, 8, -6, 10, -11 4) 9, 8, -8, 7, 1, -2, 10
และศูนย) 5) 8, -6, -5, -1, 1, -10
• การเปรียบเทียบจํานวนเต็มบนเสนจํานวน 6) 1, -11, -10, 9, 8, -7, 7
มีหลักการอยา งไร
(แนวตอบ บนเสนจํานวน จํานวนเต็มท่ีอยู 5. จงเรยี งลา� ดับจ�านวนทกี่ �าหนดให้จากน้อยไปมาก 2) 30, 0, -100, 20, -70, -10
ทางขวาจะมีคามากกวาจํานวนเต็มท่ีอยู 1) 11, -6, 5, 0, -14, -2
ทางซา ย) 3) -12, 9, -15, 4, -10 4) -12, 0, -7, 48, -56, 9
5) 1, 3, -3, 10, -11, 12 6) 7, -7, 6, 5, -5, 4, 3
ขน้ั ประเมนิ
ระดับ ทา้ ทาย
1. ครตู รวจใบงานท่ี 1.1-1.3
2. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 1.2 6. ขอ้ ความต่อไปนเ้ี ปน็ จริงหรอื เทจ็ จงอธบิ ายพรอ้ มยกตวั อยา่ ง
3. ครตู รวจ Exercise 1.1 1) ถ้า a เปน็ จ�านวนเตม็ ลบแลว้ ไมส่ ามารถหาจ�านวนเต็มลบที่นอ้ ยกว่า a ได้
4. ครปู ระเมนิ การนาํ เสนอผลงาน 2) ถา้ a เปน็ จ�านวนเตม็ แลว้ ไมส่ ามารถหาจา� นวนเต็มทม่ี ากกว่า a ได้
5. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล
6. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ 6
7. ครสู ังเกตคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค
บูรณาการอาเซียน ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ความรูเรื่องระบบจํานวนเต็มซึ่งจํานวนนับ จํานวนเต็มบวก ศูนยและ ขอ ใดตอ ไปน้ีเรยี งลําดบั จากนอยไปมาก
จาํ นวนเตม็ ลบ จาํ นวนเหลา นเี้ กยี่ วขอ งกบั กจิ กรรมในชวี ติ ประจาํ วนั ของคนทกุ คน 1. -6, -3, -1, 3, 5
และเราพบจํานวนเหลา น้ีจากส่อื ตางๆ เชน สือ่ ส่ิงพมิ พ อนิ เทอรเ นต็ โทรทัศน 2. -4, -7, 5, 6, 7
เปนตน 3. 5, 3, 1, -1, -3
4. 0, -1, -2, -3, -4
โดยเฉพาะอยางย่ิงขณะนี้ประเทศในกลุมอาเซียนจะมีการรวมลงทุนดาน (เฉลยคาํ ตอบ 1. ถกู เพราะ -6, -3, -1, 3, 5 เปน การเรยี งจาก
การคา การศกึ ษา การคมนาคมและอนื่ ๆ ดงั นนั้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน นอยไปมาก
ในหนวยการเรียนรูน้ี ครูสามารถเชื่อมโยงความรูกับประเทศในกลุมอาเซียน 2. ผิด เพราะ -4 > -7
ไดโดยนําขอมูลเก่ียวกับสินคาที่สงออกของไทย สินคานําเขาจากประเทศใน 3. ผิด เพราะเปน การเรยี งจากมากไปนอย
กลุมอาเซียน จํานวนแรงงานไทยไปทํางานที่ประเทศในกลุมอาเซียน เปนตน 4. ผิด เพราะเปนการเรยี งจากมากไปนอ ย
ซง่ึ ครคู วรใหนักเรยี นสืบคนในหัวขอ ตอ ไปน้ี ดังนั้น คําตอบ คือ ขอ 1.)
• จาํ นวนประชากรของประเทศในกลมุ อาเซยี น
• พื้นทข่ี องประเทศในกลุม อาเซยี น
• ขอ มลู การสงออกสนิ คา ของไทยสปู ระเทศในกลมุ อาเซยี น
T10
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
1.3 จ�านวนตรงขา้ มและคาสมั บรู ณ ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching)
1. จา� นวนตรงขา้ ม การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
จงพิจารณาจ�านวนเต็ม บนเส้นจา� นวนต่อไปนี้ ครูทบทวนความรูเก่ียวกับจํานวนเต็มและการ
เปรยี บเทียบจาํ นวนเต็ม โดยการถาม-ตอบ ดังน้ี
จา� นวนตรงข้าม
• จาํ นวนเตม็ ประกอบดว ยอะไรบาง
-6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6 (แนวตอบ จํานวนเต็มบวก จํานวนเต็มลบ
และศนู ย)
จ�านวนตรงข้าม
• การเปรียบเทียบจํานวนเต็มบนเสนจํานวน
จากเส้นจา� นวน จะเห็นวา่ มีหลกั การอยา งไร
3 และ -3 อย่หู ่างจาก 0 เป็นระยะ 3 หน่วย เท่ากัน (แนวตอบ จํานวนเต็มที่อยูทางขวาจะมีคา
แ สดงว5่า แ 3ล ะเ ป-็น5 จอา� ยนหู่วน่างตจรางกข ้า10ม ขเปอน็ งร -ะ3ย ะแ 5ล ะห -น3่ว ยเป เน็ ทจ่า�ากนันวนตรงขา้ มของ 3 มากกวา จาํ นวนเต็มท่อี ยทู างซา ย)
5 เปน็ จ�านวนตรงขา้ มของ -5 และ -5 เป็นจา� นวนตรงข้ามของ 5 ขน้ั สอน
เรียก 3 และ -3 ว่าเป็นจ�านวนตรงข้ามซ่ึงกันและกนั
5 และ -5 วา่ เป็นจา� นวนตรงข้ามซ่งึ กนั และกนั รู (Knowing)
เม่ือ a เป็นจ�านวนเตม็ ใด ๆ เขียนแทนจา� นวนตรงข้ามของ a ด้วยสัญลกั ษณ ์ -a 1. ครใู หน กั เรยี นจบั คศู กึ ษาเนอ้ื หาในหนงั สอื เรยี น
หนา 7 เรือ่ ง จาํ นวนตรงขา ม แลวแลกเปลย่ี น
เช่น จา� นวนตรงข้ามของ 3 เขยี นแทนด้วยสัญลักษณ์ -3 คณิตน่ารู้ ความรกู ับคขู องตนเอง จากนน้ั ครถู ามคําถาม
จา� นวนตรงขา้ มของ -3 เขียนแทนดว้ ยสัญลักษณ ์ -(-3) ดังนี้
จงพจิ ารณาเส้นจา� นวนตอ่ ไปน้ี จา� นวนตรงขา้ มของ 0 • จาํ นวนตรงขาม คืออะไร
คอื 0 (แนวตอบ คือ จํานวนท่ีอยูหางจาก 0 เปน
ระยะเทา กัน และอยคู นละดานของ 0 บน
-6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6 เสน จาํ นวน)
• จํานวนตรงขา มของจํานวนเตม็ บวก คือ
จากเส้นจา� นวนพบว่า จา� นวนตรงขา้ มของ -3 คือ 3 (แนวตอบ จํานวนเตม็ ลบ)
ดังนั้น -(-3) = 3 • จาํ นวนตรงขามของจํานวนเตม็ ลบ คอื
(แนวตอบ จาํ นวนเตม็ บวก)
2. คา สมั บูรณ
2. ครูแจกใบงานท่ี 1.4 เร่ือง จํานวนตรงขาม
คา่ สมั บรู ณข์ องจาํ นวนเตม็ เปน็ ระยะหา่ งระหวา่ งจา� นวนเตม็ นน้ั กบั ศนู ยบ์ นเสน้ จา� นวน ของจาํ นวนเตม็ ใหน ักเรยี นทํา จากนน้ั ครูและ
นกั เรยี นรว มกนั เฉลยคําตอบ
7
3. ครใู หน กั เรยี นจบั คศู กึ ษาเนอื้ หาในหนงั สอื เรยี น
หนา 7-8 เรื่อง คาสัมบูรณ แลวแลกเปลี่ยน
ความรกู บั คขู องตนเอง
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
ขอ ใดตอไปนี้ถูกตอ ง ครเู นนยาํ้ ความเขาใจจํานวนตรงขาม โดยใหน กั เรียนลองฝกจากการเขียน
1. -(-10) = -10 เสนจํานวนและกําหนดจํานวนตรงขาม พรอมท้ังใหสังเกตระยะหางระหวาง
2. -͉-2͉ < ͉-3͉ จํานวนเหลานัน้ แลวสรุปผล
3. ͉-9͉ < -(-8)
4. 7 > ͉-7͉ นักเรียนควรรู
(เฉลยคําตอบ 1. ผิด เพราะ -(-10) -10
2. ถกู เพราะ -͉-2 ͉ < ͉-3 ͉ 1 จาํ นวนตรงขา ม มขี อ สงั เกตใหพ จิ ารณาจากเสน จาํ นวน จาํ นวนสองจาํ นวน
3. ผิด เพราะ ͉-9 ͉ > -(-8) ทเี่ ปน จํานวนตรงขา มกนั จะมีระยะหา งจาก 0 เทา กันเสมอ
4. ผดิ เพราะ 7 = ͉-7 ͉
ดังนัน้ คําตอบ คอื ขอ 2.)
T11
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ลองพิจใานรหณัวาขร้อะยทะี่ผห่าา่ นงมระาห วน่าักงเ ร3ีย นกบัท ร0า บแแลละ้วระวย่าะจห�านา่ งวรนะตหรวง่าขง้ า-ม3ข กอับง 03 โดเทย่าใชก้เับส ้น-จ3า� นใวห1น้นตัก่อเรไปียนน้ี
รู (Knowing) 3 หนว่ ย 3 หน่วย
4. ครถู ามคําถาม ดังน้ี -6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6
• คาสมั บรู ณข องจํานวนเต็ม a และ -a มคี า จากเสน้ จา� นวน จะเหน็ วา่
3 อยู่หา่ งจาก 0 เป็นระยะ 3 หนว่ ย จะกลา่ วว่า ค่าสัมบูรณข์ อง 3 เท่ากับ 3
เทาไร และเทากนั หรอื ไม -3 อยู่หา่ งจาก 0 เปน็ ระยะ 3 หนว่ ย จะกลา่ วว่า ค่าสัมบูรณข์ อง -3 เท่ากบั 3
(แนวตอบ คาสมั บูรณข อง a เทา กบั a และ เมื่อ a เป็นจา� นวนเต็มใด ๆ เขยี นแทนค่าสัมบูรณ์ของ a ดว้ ยสญั ลักษณ ์ ∙a∙
คา สมั บรู ณข อง -a เทา กบั a ซง่ึ มคี า เทา กนั )
เช่น คา่ สัมบูรณ์ของ 3 เทา่ กบั 3 เขยี นได้เป็น ∙3∙ = 3
• คาสมั บูรณข องจาํ นวนเต็มใดๆ เปน จาํ นวน ค่าสัมบูรณข์ อง -3 เท่ากบั 3 เขยี นได้เป็น ∙-3∙ = 3
เตม็ ลบไดห รือไม เพราะเหตุใด ค่าสมั บูรณข์ อง 0 เทา่ กับ 0 เขยี นได้เป็น ∙0∙ = 0
(แนวตอบ ไมไ ด เพราะคา สมั บรู ณเ ปน คา ของ
ระยะหาง จงึ ไมส ามารถเปนลบได) ค่าสัมบูรณ์ของจ�านวนเต็มใด ๆ ท่ีไม่ใช่ศูนย์จะเป็นจ�านวนเต็มบวก และค่าสัมบูรณ์
ของศูนยเ์ ทา่ กบั ศูนย์เสมอ
เขา ใจ (Understanding)
ตวั อยา่ งท่ี 3
1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางที่ 3 ใน
หนังสือเรียน หนา 8 แลวแลกเปล่ียนความรู จงหาคา่ ตอ่ ไปนี้
กับคูของตนเอง จากนั้นใหนักเรียนแตละคน
ทํา “ลองทาํ ดู” 1) ∙17∙ 2) ∙-17∙ 3) -∙17∙ 4) -∙-17∙
3) -∙24∙ ตอบ
2. ครแู ละนกั เรียนรว มกันเฉลยคาํ ตอบ วิธีทาํ 1) ∙17∙ = 17
3. ครใู หนักเรยี นทาํ Exercise 1.3 ในแบบฝก หดั 2) ∙-17∙ = 17 4) -∙-19∙
3) -∙17∙ = -17
คณิตศาสตร จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน 4) -∙-17∙ = -17
เฉลยคาํ ตอบ
4. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 1.3 เปน
การบาน
ลองทําดู 2) ∙-15∙
จงหาคา่ ต่อไปน้ี
1) ∙5∙
8
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครูเนนยํ้าใหนักเรียนพิจารณาวา ผลบวกของจํานวนสองจํานวนซ่ึงเปน ขอ ใดไมถูกตอ ง
จํานวนตรงขา มกัน จะเทากบั 0 1. ͉-5͉ > ͉-3͉
2. ͉-7͉ - ͉-7͉ = ͉0͉
นักเรียนควรรู 3. ͉-2͉ + ͉2͉ < -1
4. ͉4͉ > ͉-2͉
1 เสน จาํ นวน (Number Line) เปน แผนทแ่ี สดงลาํ ดบั ของจาํ นวนบนเสน ตรง (เฉลยคําตอบ 1. ถกู เพราะ ͉-5 ͉ > ͉-3 ͉
ท่ีมีจุด 0 เปนจุดแทนศูนย จุดที่อยูทางขวาของ 0 แทนจํานวนบวก เชน 1, 2. ถูก เพราะ ͉-7 ͉ - ͉-7 ͉ = ͉0 ͉
2, 3, ... และจุดที่อยูทางซายของ 0 แทนจํานวนลบ เชน -1, -2, -3, ... 3. ผิด เพราะ ͉-2 ͉ + ͉2 ͉ > -1
โดยแตละจุดอยหู าง 0 เปนระยะ 1, 2, 3, ... หนว ยตามลําดับ แสดงได ดังนี้ 4. ถูก เพราะ ͉4 ͉ > ͉-2 ͉
ดงั น้นั คําตอบ คือ ขอ 3.)
-3 -2 -1 0 1 2 3
T12
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 1.3 ขน้ั สอน
ระดบั พืน้ ฐาน ลงมอื ทาํ (Doing)
1. จงเขียนจ�านวนตรงข้าม และค่าสัมบรู ณข์ องจา� นวนตอ่ ไปน้ี ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ
1) 4 2) 7 3) -2 สามารถทางคณิตศาสตร แลวทํากจิ กรรม ดังนี้
4) -10 5) -56 6) -108
7) 511 8) -635 9) -702 • ครูแจกใบงานที่ 1.5 เร่ือง คาสัมบูรณของ
จาํ นวนเตม็ ใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั ทาํ
2. จงหาค่าต่อไปนี้ 2) ∙-3∙ 3) -∙-4∙
1) -∙-3∙ 5) -∙22∙ 6) -∙-24∙ • ใหสมาชิกภายในกลุมคิดจํานวนเต็มคนละ
4) ∙-9∙ 2 จํานวน แลว หาคา สมั บรู ณ จากนัน้ นาํ มา
เปรียบเทียบกันอยางเชนขอ 2 ในใบงานที่
ระดบั กลาง 1.5 โดยเขียนเปน ขอ 3 ลงใบงานที่ 1.5
3. จงเติมเคร่อื งหมาย > < หรอื = ลงใน ให้ถกู ตอ้ ง • สง ตวั แทนกลุม ละ 2 คน ออกมานําเสนอ
1) ∙4∙ ∙-8∙ 2) ∙-38∙ ∙-40∙
3) ∙-33∙ ∙33∙ 4) ∙-6∙ -∙6∙ ขนั้ สรปุ
6) -∙-9∙ ∙9∙
5) ∙-2∙ -∙-5∙ 8) -∙-795∙ -∙-793∙ ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
7) -∙-48∙ -∙-50∙ นกั เรยี น ดังน้ี
4. จงเตมิ คา� ตอบลงในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง • จาํ นวนตรงขา ม คอื อะไร
1) คา่ สมั บรู ณ์ของ 28 และ -28 เทา่ กบั …………………………………. (แนวตอบ คือ จํานวนท่ีอยูหางจาก 0 เปน
ระยะเทา กัน และอยคู นละดา นของ 0 บน
2) ค่าสมั บูรณ์ของ …………………………………. และ -50 เทา่ กบั 50 เสนจํานวน)
3) คา่ สมั บูรณข์ อง …………………………………. และ …………………………………. เทา่ กับ 132
4) 178 เป็นค่าสมั บรู ณข์ อง …………………………………. และ …………………………………. • คาสัมบูรณข องจาํ นวนเต็ม คืออะไร
(แนวตอบ คือ ระยะหางระหวา งจํานวนเต็ม
5) …………………………………. เปน็ ค่าสัมบรู ณ์ของ …………………………………. และ -479 นัน้ กับศนู ยบ นเสนจาํ นวน)
6) …………………………………. เปน็ ค่าสมั บูรณ์ของ 2,810 และ ………………………………….
ขนั้ ประเมนิ
5. จงหาค่าของจา� นวนต่อไปน้ี 2) -(-42)
1) -(-17) 3) -(-54) 1. ครูตรวจใบงานท่ี 1.4-1.5
4) -(-89) 5) -(16) 6) -(560) 2. ครูตรวจแบบฝก ทกั ษะ 1.3
3. ครูตรวจ Exercise 1.3
4. ครปู ระเมินการนาํ เสนอผลงาน
5. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล
6. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ
7. ครสู งั เกตคณุ ลักษณะอันพึงประสงค
9
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET สื่อ Digital
ประโยคในขอใดเปนจรงิ เรยี นรเู พม่ิ เตมิ เรอื่ ง จาํ นวนตรงขา มและคา สมั บรู ณ จากภาพยนตรส ารคดสี น้ั
1. ͉-12͉ + ͉-9͉ + ͉21͉ = ͉-29͉ + ͉7͉ + ͉-6͉ เรื่อง ฝูงปลาซารดีน ไดท่ี https://www.twig-aksorn.com/fifilm/the-sardine-
2. [-(-85)] + ͉-17͉ + ͉39͉ < ͉-28͉ + ͉-47͉ + [-(-56)] run-8534/
3. ͉43͉ + ͉-34͉ + ͉-62͉ > [-(-74)] + ͉-23͉ + ͉-62͉
4. ͉-8͉ - ͉-10͉ + ͉9͉ = ͉-17͉ + ͉-3͉ - (-4)
(เฉลยคําตอบ
1. ถกู เพราะ ͉-12 ͉ + ͉-9 ͉ + ͉21 ͉ = ͉-29 ͉ + ͉7 ͉ + ͉-6 ͉
2. ผดิ เพราะ [-(-85)] + ͉-17 ͉ + ͉39 ͉ > ͉-28 ͉ + ͉-47 ͉ + [-(-56)]
3. ผิด เพราะ ͉43 ͉ + ͉-34 ͉ + ͉-62 ͉ < [-(-74)] + ͉-23 ͉ + ͉-62 ͉
4. ผิด เพราะ ͉-8 ͉ - ͉-10 ͉ + ͉9 ͉ < ͉-17͉ + ͉-3 ͉ - (-4)
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คอื ขอ 1.)
T13
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (CIPPA Model)
ทบทวนความรเู ดมิ 1.4 การบวกและการลบจา� นวนเต็ม
1. ครูถามคําถามวา 1. การบวกจา� นวนเตม็
• นักเรยี นจาํ ไดหรอื ไมวา การหาผลบวกของ 1) การบวกจํานวนเต็มบวกด้วยจํานวนเต็มบวก หรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า การบวก
จํานวนนบั หาไดอ ยางไร
(แนวตอบ ใชการนับตอหรือใชการนับเพิ่ม จ�านวนนับด้วยจา� นวนนบั
หรือการบวกตามแนวต้ังหรือการบวกตาม พจิ ารณาการหาผลบวกของ 5 กับ 3 โดยใช้เส้นจ�านวน ดังนี้
แนวนอน)
เริ่มต้นที่ 0 นบั ไปทางขวา 5 หนว่ ย แลว้ นบั
2. ครูยกตัวอยางการหาผลบวกของ 5 กับ 3 เพม่ิ ไปทางขวาอกี 3 หนว่ ย จะไปสิ้นสดุ ที่ 8
โดยใชเสนจํานวนบนกระดาน แลวอธิบาย
ดังน้ี จากเสนจํานวน ใหเริ่มตนที่ 0 นับไป เริ่ม จบ
ทางขวา 5 หนวย โดยนับตามจํานวนของ
ตวั ตงั้ คอื 5 จากนน้ั นบั เพม่ิ ไปทางขวา 3 หนว ย -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11
โดยนบั ตามจาํ นวนของตวั บวก คอื 3 จะไดว า
ไปสนิ้ สุดที่ 8 8 หนว่ ย
3. ครถู ามคําถาม ดังน้ี ดงั นนั้ 5 + 3 = 8
• ดังน้ันผลบวกของ 5 กบั 3 เทากับเทาไร
(แนวตอบ เทากบั 8) การบวกจ�านวนเตม็ บวกด้วยจ�านวนเต็มบวก จะได้ผลบวกเป็นจ�านวนเตม็ บวก
• จากการบวกจํานวนนับดวยจํานวนนับ
ดงั กลา ว ผลบวกที่ไดเปนจํานวนอะไร 2) การบวกจํานวนเต็มลบด้วยจาํ นวนเต็มลบ
(แนวตอบ ผลบวกที่ไดเปน จาํ นวนนับ)
พจิ ารณาการหาผลบวกของ -5 กบั -3 โดยใช้เส้นจ�านวน ดังนี้
ขนั้ สอน
เร่มิ ตน้ ท่ี 0 นบั ไปทางซ้าย 5 หน่วย แล้วนบั
การแสวงหาความรใู หม ต่อไปทางซา้ ยอีก 3 หนว่ ย จะไปสิน้ สดุ ท่ี -8
1. ครใู หน กั เรยี นจบั คศู กึ ษาเนอื้ หาในหนงั สอื เรยี น จบ เรม่ิ
หนา 10 แลว แลกเปลยี่ นความรกู บั คขู องตนเอง
จากนน้ั ครถู ามคําถาม ดังน้ี -10 -9 -8 -7 -6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4
• การบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
ผลบวกท่ีไดเปนจํานวนอะไร 8 หนว่ ย
(แนวตอบ ผลบวกท่ีไดเปน จํานวนเต็มลบ)
• ถาใหนักเรียนหาผลบวก (-113) + (-45) ดงั น้ัน (-5) + (-3) = -8
โดยใชเ สน จํานวน จะมีความสะดวกหรอื ไม พจิ ารณาการหาผลบวกของ -5 กับ -3 โดยใชค้ า่ สมั บรู ณ ์ ดงั น้ี
และมีวิธีอน่ื ทสี่ ะดวกกวาหรอื ไม ค่าสัมบรู ณข์ อง -5 เทา่ กบั 5 หรือ ∙-5∙ = 5
(แนวตอบ ไมสะดวก ควรหาผลบวกของ คา่ สัมบรู ณ์ของ -3 เท่ากับ 3 หรอื ∙-3∙ = 3
จํานวนเต็มลบโดยใชคาสัมบูรณจะสะดวก จะเห็นว่า ถ้าน�าค่าสัมบูรณ์ของ -5 บวกด้วยค่าสัมบูรณ์ของ -3 แล้วเขียนผลบวก
กวาการใชเสนจาํ นวน) เป็นจา� นวนเตม็ ลบ จะได้ผลบวกเท่ากบั -8 เช่นเดยี วกบั การหาผลบวกโดยใช้เสน้ จา� นวน
การบวกจา� นวนเต็มลบดว้ ยจ�านวนเตม็ ลบ ใหน้ า� ค่าสมั บูรณข์ องจ�านวนท้ังสอง
มาบวกกัน แล้วเขยี นผลบวกเปน็ จ�านวนเต็มลบ
10
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครูเนนย้ํากับนกั เรยี นเกยี่ วกับขอ ตกลง “การใชเสน จํานวน” ดงั นี้ ผลลพั ธของ ͉-20͉ - 50 + 20 เทา กับขอใด
• การนบั เพม่ิ กบั การใชเ สน จาํ นวน เปน การนบั ตอ ไปทางขวาของเสน จาํ นวน 1. -50
ซ่งึ จํานวนบนเสน จาํ นวนน้นั จาํ นวนทางขวาจะมีคามากกวา จํานวนทางซา ย 2. -10
• การนับลดกับการใชเสนจํานวน เปนการนับตอไปทางซายของจํานวน 3. 10
ซ่งึ จาํ นวนบนเสนจาํ นวนนัน้ จํานวนทางซายจะมคี านอยกวาจํานวนทางขวา 4. 90
(เฉลยคาํ ตอบ ͉-20 ͉ - 50 + 20 = 20 - 50 + 20
= -10
ดังนั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T14
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตัวอย่างท่ี 4 ขน้ั สอน
จงหาผลบวกของจํานวนตอ่ ไปน้ี การแสวงหาความรใู หม
1) (-3) + (-13) 2) [(-6) + (-2)] + (-8) 2. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 4 ใน
หนงั สือเรียน หนา 11 แลวแลกเปล่ยี นความรู
วิธีทํา 1) (-3) + (-13) = -(∙-3∙ + ∙-13∙) คณิตน่ารู้ กับคูของตนเอง จากน้ันใหนักเรียนแตละคน
= -(3 + 13) ทํา “ลองทําดู” แลว รว มกนั เฉลย
= -16 ใจหะไ้ ดa,้ว า่b (แ-aท)น +จ �า(น-bว)น เ=ต ม็-(บaว +ก ใbด) 1ๆ
3. ครูใหน กั เรียนทาํ ใบงานที่ 1.6 เรื่อง การบวก
2) [(-6) + (-2)] + (-8) = -(∙-6∙ + ∙-2∙) + (-8) จํานวนเต็มบวกและการบวกจํานวนเต็มลบ
= -(6 + 2) + (-8) แลว รวมกนั เฉลยคาํ ตอบ
= (-8) + (-8)
= -(∙-8∙ + ∙-8∙) การศกึ ษาทาํ ความเขา ใจขอ มลู /ความรูใหมฯ
= -16 ตอบ
1. ครูยกตัวอยางการหาผลบวกของ 5 กับ (-2)
ลองทําดู 2) [(-11) + (-21)] + (-8) โดยใชเสนจํานวน บนกระดาน จากน้ันครู
ถามคําถาม ดงั น้ี
จงหาผลบวกของจํานวนตอ่ ไปน้ี • การหาผลบวกของ 5 กับ -2 เขียนเปน
1) (-9) + (-16) ประโยคสญั ลกั ษณไดอ ยา งไร
(แนวตอบ 5 + (-2) = □)
3) การบวกจํานวนเต็มบวกด้วยจํานวนเต็มลบ และการบวกจํานวนเต็มลบด้วย • จากประโยคสญั ลกั ษณ จาํ นวนใดเปน ตวั ตงั้
จาํ นวนเต็มบวก และจาํ นวนใดเปนตวั บวก
(แนวตอบ 5 เปนตวั ตง้ั และ -2 เปนตัวบวก)
(1) พจิ ารณาการหาผลบวกของ 5 กับ -2 โดยใชเ้ ส้นจา� นวน ดังน้ี
2. ครอู ธิบาย ดงั น้ี จากเสนจาํ นวนใหเ ร่มิ ตนท่ี 0
เรมิ่ ตน้ ท่ี 0 นบั ไปทางขวา 5 หนว่ ย แลว้ นับ นับไปทางขวา 5 หนวย เพราะตัวต้ังมี
ลดไปทางซา้ ย 2 หน่วย จะสนิ้ สุดท่ี 3 เครอื่ งหมายเปน บวก จากนน้ั นบั ลดไปทางซา ย
2 หนวย เพราะตัวบวกมีเครื่องหมายเปนลบ
เรม่ิ จบ หลงั จากนบั แลว จะเหน็ วา ไปสนิ้ สดุ ที่ 3 แสดงวา
ผลบวกของ 5 กบั -2 เทา กับ 3
-4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5 6
3. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา นอกจากการบวก
3 หน่วย จํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบโดยใช
เสนจํานวนแลว เรายังสามารถใชความรูเร่ือง
ดงั นัน้ 5 + (-2) = 3 คา สมั บรู ณ มาชว ยในการหาผลบวกไดอ กี ดว ย
พิจารณาการหาผลบวกของ 5 กบั -2 โดยใชค้ า่ สัมบรู ณ ์ ดังนี้
ค่าสมั บูรณ์ของ 5 เทา่ กบั 5 หรอื ∙5∙ = 5 4. ครใู หนักเรียนศึกษาการหาผลบวกของ 5 กับ
ค่าสมั บรู ณข์ อง -2 เท่ากับ 2 หรือ ∙-2∙ = 2 -2 โดยใชคา สมั บูรณ ในหนงั สือเรยี น หนา 11
จะเห็นวา่ ถา้ น�าคา่ สมั บรู ณข์ อง 5 ลบด้วยคา่ สมั บรู ณข์ อง -2 น่ันคือ
∙5∙ - ∙-2∙ = 5 - 2 แลว้ จะได้ผลลพั ธ์เทา่ กบั 3 เชน่ เดียวกบั การหาผลบวกโดยใชเ้ สน้ จา� นวน
11
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
คา สมั บรู ณของ -47 บวกดว ยคา สมั บูรณของ -61 มคี า ตรงกับ
ขอใด ครคู วรยาํ้ ใหน กั เรยี นพจิ ารณาการใชเ สน จาํ นวน โดยการสงั เกต “หวั ลกู ศร”
1. -14 2. 14 มลี ักษณะทศิ ทางไปทางซา ยหรือทางขวา มีความหมายเหมือนกันหรือแตกตาง
3. -108 4. 108 กนั อยา งไร และการเขียนหวั ลกู ศรไวม คี วามหมายอยางไร
(เฉลยคาํ ตอบ ͉-47 ͉ = 47 นักเรียนควรรู
͉-61 ͉ = 61
͉-47 ͉ + ͉-61 ͉ = 47 + 61 1 (-a) + (-b) = -(a + b) เราจะเรียกการดําเนินการในลักษณะน้ีวา
= 108 การแจกแจงทางซาย ซ่ึงสามารถใชในการคํานวณจํานวนที่มากๆ ใหงายและ
ดงั นั้น คําตอบ คือ ขอ 4.) รวดเรว็ ขน้ึ ได เชน 30 × 99 = 30 × (100 - 1)
= (30 × 100) - (30 × 1)
= 3,000 - 30
= 2,970
T15
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน (2) พจิ ารณาการหาผลบวกของ -4 กบั 6 โดยใช้เสน้ จ�านวน ดังน้ี
การแลกเปลยี่ นความรคู วามเขา ใจกบั กลมุ เรมิ่ ตน้ ท่ี 0 นับไปทางซ้าย 4 หน่วย แล้วนับ
เพิม่ ไปทางขวา 6 หน่วย จะสน้ิ สุดที่ 2
1. ครูใหนักเรียนจัดกลุม กลุมละ 4 คน คละ
ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวศึกษา เรม่ิ จบ
เนื้อหาในหนังสือเรียน หนา 12-13 จากน้ัน
แลกเปล่ียนความรูกนั ภายในกลมุ ของตนเอง -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5
2. ครูสุมถามนักเรียนแตละกลุม แลวใหตัวแทน 2 หนว่ ย
กลมุ มาอธบิ ายคาํ ตอบบนกระดาน ดังนี้
• การหาผลบวกของ -4 กับ 6 เขียนเปน ดงั น้นั (-4) + 6 = 2
ประโยคสญั ลักษณไดอ ยางไร พจิ ารณาการหาผลบวกของ -4 กบั 6 โดยใช้ค่าสัมบูรณ์ ดงั นี้
(แนวตอบ (-4) + 6 = □) ค่าสมั บูรณข์ อง -4 เท่ากบั 4 หรอื ∙-4∙ = 4
• จากประโยคสญั ลกั ษณ จาํ นวนใดเปน ตวั ตง้ั คา่ สมั บูรณข์ อง 6 เทา่ กับ 6 หรอื ∙6∙ = 6
และจาํ นวนใดเปนตวั บวก จะเห็นว่า ถา้ นา� ค่าสมั บูรณ์ของ 6 ลบดว้ ยคา่ สมั บรู ณ์ของ -4 น่นั คือ
(แนวตอบ -4 เปน ตวั ต้ังและ 6 เปนตวั บวก) ∙6∙ - ∙-4∙ = 6 - 4 แลว้ จะได้ผลลพั ธ์เทา่ กับ 2 เช่นเดยี วกับการหาผลบวกโดยใชเ้ ส้นจ�านวน
• ถา หาผลบวกของ -4 กบั 6 โดยใชเ สน จาํ นวน (3) พิจารณาการหาผลบวกของ 3 กับ -7 โดยใช้คา่ สมั บูรณ์ ดงั นี้
ตอ งนบั อยา งไร และไดผ ลบวกเทา ไร
(แนวตอบ เรม่ิ ตน ท่ี 0 นบั ไปทางซา ย 4 หนว ย เริม่ ต้นท่ี 0 นับไปทางขวา 3 หนว่ ย แล้วนบั
เพราะตัวต้ังมีเครื่องหมายเปนลบ จากนั้น ลดไปทางซา้ ย 7 หนว่ ย จะส้นิ สดุ ท่ี -4
นับเพิ่มไปทางขวา 6 หนว ย เพราะตัวบวก
มีเคร่ืองหมายเปนบวก หลังจากนับแลว จบ เร่ิม
จะเหน็ วา ไปสน้ิ สดุ ที่ 2 แสดงวา ผลบวกของ
-4 กับ 6 เทา กบั 2) -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4 5
• ถา หาผลบวกของ -4 กบั 6 โดยใชค า สมั บรู ณ
จะตองทําอยางไร และผลบวกที่ไดเทากับ 4 หนว่ ย
การหาผลบวกโดยใชเสนจํานวนหรอื ไม
(แนวตอบ นําคาสัมบูรณของ 6 ลบดวย ดงั นั้น 3 + (-7) = -4
คา สัมบรู ณของ -4 ดงั นี้ พิจารณาการหาผลบวกของ 3 กบั -7 โดยใช้ค่าสัมบรู ณ ์ ดังนี้
͉6 ͉ - ͉-4 ͉ = 6 - 4 = 2 แสดงวา ผลบวกของ คา่ สมั บูรณ์ของ 3 เท่ากบั 3 หรอื ∙3∙ = 3
-4 กับ 6 เทากับ 2 ซง่ึ เทากับการหาผลบวก คา่ สมั บูรณ์ของ -7 เทา่ กบั 7 หรอื ∙-7∙ = 7
โดยใชเ สน จํานวน) จะเหน็ วา่ ถา้ นา� คา่ สมั บรู ณข์ อง -7 ลบดว้ ยคา่ สมั บรู ณข์ อง 3 แลว้ เขยี นผลลพั ธเ์ ปน็
• ผลบวกของ -4 กับ 6 และ -6 กับ 3 มี จ�านวนเตม็ ลบ ซึง่ เท่ากับ -4 เช่นเดยี วกับการหาผลบวกโดยใช้เสน้ จ�านวน
เครอื่ งหมายเหมือนจาํ นวนใด (4) พจิ ารณาการหาผลบวกของ -6 กบั 3 โดยใช้เสน้ จา� นวน ดังน้ี
(แนวตอบ ผลบวกที่ไดมีเคร่ืองหมายเหมือน
จาํ นวนทีม่ ีคา สมั บรู ณมากกวา) เรม่ิ ตน้ ท่ี 0 นบั ไปทางซา้ ย 6 หน่วย แล้วนบั
เพ่ิมไปทางขวา 3 หนว่ ย จะสน้ิ สดุ ที่ -3
จบ เร่มิ
-7 -6 -5 -4 -3 -2 -1 0 1 2 3 4
3 หน่วย
12 ดังนั้น (-6) + 3 = -3
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
ครคู วรยกตวั อยา งใหน กั เรยี นไมส บั สนวา คาํ ตอบของการดาํ เนนิ การจะเปน ผลบวกของ [108 + (-172)] + 141 เทากบั ขอใด
จํานวนบวกหรือจํานวนลบ และตองสังเกตจากคาสัมบูรณของจํานวนลบ 1. 205
หากคาสัมบูรณของจํานวนลบมีคามากกวาจํานวนบวก ผลลัพธจะมีคาเปน 2. 139
จํานวนลบ แตถาหากคาสัมบูรณของจํานวนลบมีคานอยกวาจํานวนบวก 3. 77
ผลลัพธจ ะมคี า เปน จํานวนบวก เชน (-6) + 3 = -3 และ 6 + (-3) = 3 4. -77
(เฉลยคําตอบ [108 + (-172)] + 141
= -( ͉172 ͉ - ͉108 ͉) + 141
= (-64) + 141
= ͉141 ͉ - ͉64 ͉
= 77
ดงั นนั้ คําตอบ คอื ขอ 3.)
T16
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
พจิ ารณาการหาผลบวกของ -6 กบั 3 โดยใช้ค่าสัมบูรณ ์ ดงั น้ี ขน้ั สอน
ค่าสัมบูรณข์ อง -6 เทา่ กับ 6 หรือ ∙-6∙ = 6
คา่ สมั บรู ณข์ อง 3 เทา่ กบั 3 หรอื ∙3∙ = 3 การแลกเปลย่ี นความรคู วามเขา ใจกบั กลมุ
จะเหน็ วา่ ถา้ นา� คา่ สมั บรู ณข์ อง -6 ลบดว้ ยคา่ สมั บรู ณข์ อง 3 แลว้ เขยี นผลลพั ธเ์ ปน็
จา� นวนเตม็ ลบ ซึง่ เทา่ กับ -3 เชน่ เดียวกบั การหาผลบวกโดยใชเ้ สน้ จา� นวน 3. ครูใหนักเรียนแตละกลุมศึกษาตัวอยางท่ี 5
ในหนังสือเรียน หนา 13 แลวแลกเปล่ียน
การบวกจา� นวนเตม็ บวกดว้ ยจา� นวนเตม็ ลบ และการบวกจา� นวนเตม็ ลบดว้ ยจา� นวนเตม็ ความรูกันภายในกลุมของตนเอง จากนั้นให
บวกให้น�าค่าสมั บูรณ์ของจ�านวนท่มี ากกวา่ ลบด้วยคา่ สมั บรู ณข์ องจา� นวนทน่ี อ้ ยกว่า นักเรยี นแตล ะคนทํา “ลองทาํ ด”ู
แลว้ เขียนผลลพั ธเ์ ป็นจ�านวนเต็ม ตามจ�านวนท่ีมีคา่ สมั บูรณม์ ากกวา่
4. ครูและนกั เรยี นรวมกันเฉลยคําตอบ
(5) กรณีท่ีค่าสัมบูรณ์เท่ากัน สามารถเลือกจ�านวนใดเป็นตัวต้ังก็ได้ ซ่ึงผลลัพธ์ที่ได้ 5. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา เมื่อนําจํานวนตรงขาม
จะมคี ่าเท่ากับศนู ย์เสมอ เชน่ ( -5) + 5 = ∙-5∙ - ∙5∙ = 0
5 + (-5) = ∙5∙ - ∙-5∙ = 0 มาบวกกัน ผลบวกที่ไดจะมีคาเปนศูนย
เชนเดียวกัน ในกรณีที่คาสัมบูรณเทากัน
ตัวอย่างท่ี 5 ผลบวกที่ไดก ็จะมคี า เทากับศูนยเ สมอ
จงหาผลบวกของจาํ นวนต่อไปน้ี การสรปุ และจดั ระเบยี บความรู
1) 25 + (-11) 2) (-16) + 9 ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ การบวกจาํ นวนเตม็
โดยใชการถาม-ตอบ ดงั นี้
วิธีทํา 1) 25 + (-11) = ∙25∙ - ∙-11∙
= 25 - 11 • การบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
= 14 ผลบวกทไ่ี ดเ ปนจํานวนอะไร
(แนวตอบ เปน จํานวนเต็มลบ)
2) (-16) + 9 = -(∙-16∙ - ∙9∙)
= -(16 - 9) • การบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
โดยใชคาสัมบูรณทาํ อยางไร
= -7 ตอบ (แนวตอบ ใหนําคาสัมบูรณมาบวกกัน แลว
เขยี นผลบวกเปนจํานวนเต็มลบ)
ลองทําดู 2) (-9) + 17
• การบวกจํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ
จงหาผลบวกของจํานวนตอ่ ไปน้ี และการบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
1) 12 + (-23) เตม็ บวก โดยใชคา สมั บูรณทําอยา งไร
(แนวตอบ ใหนําคาสัมบูรณของจํานวนที่
คณิตน่ารู้ มากกวาลบดวยคาสัมบูรณของจํานวนที่
นอยกวา แลวเขียนผลลัพธเปนจํานวนเต็ม
ให้ a, b แทนจ�านวนเตม็ บวกใด ๆ แล้ว a + (-b) = a - b เมอื่ a ≥ b ตามจํานวนทม่ี คี า สมั บรู ณมากกวา)
a + (-b) = -(b - a) เม่ือ b > a
(-a) + b = -(a - b) เมื่อ a ≥ b
(-a) + b = b - a เมอ่ื b > a
13
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
กําหนด P = -42, Q = 65 และ R = -52 คาของ P + (Q + R) การสรุปหลักการบวกจํานวนเต็มครูควรใหนักเรียนไดเช่ือมโยงความรูกับ
เทา กับขอใด สถานการณในชีวิตประจําวัน เพ่ือใหนักเรียนไดขอสรุปที่เปนความเขาใจของ
ตนเอง ซึ่งจะสงผลใหนักเรียนเกิดความรูท่ีชัดแจง เนื่องจากนักเรียนสามารถ
1. -29 2. 25 เช่ือมโยงความรูกับสถานการณในชีวิตประจําวันได และสามารถนําความรูเชิง
3. 29 4. 59 ทฤษฎมี าใชในภาคปฏิบตั ไิ ด
(เฉลยคําตอบ P + (Q + R) = -42 + [65 + (-52)] เชน นักเรียนมีเงิน 5 บาท ซ้ือนํ้าเปลา 6 บาท นักเรียนจะติดเงินคนขาย
= (-42) + 13 1 บาท ซึง่ ก็คือ 5 - 6 = -1
= -29 และ นักเรียนติดเงินเพ่ือน 5 บาท แลวนักเรียนนําเงินมาใหเพ่ือน 20 บาท
ดังนั้น คําตอบ คอื ขอ 1.)
เพ่อื นจะตอ งคืนเงินใหนักเรยี น 15 บาท ซ่ึงกค็ อื (-5) + 20 = 15
T17
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน กจิ กรรม คณติ ศาสตร์
การปฏบิ ตั ิ และ/หรอื การแสดงผลงาน ใหน้ กั เรยี นจบั คกู่ บั เพอื่ นแลว้ ชว่ ยกนั หาผลบวกของจÓนวนเตม็ โดยใชบ้ ตั รตวั เลข 1 และ -1
1. ครใู หนกั เรยี นจบั คกู ัน แลว ชว ยกนั ทาํ กิจกรรม ข้อตกลง 1) ให้ 1 แทนตวั เลขแสดงจา� นวน 1 และ -1 แทนตัวเลขแสดงจา� นวน -1
คณติ ศาสตร ในหนังสือเรียน หนา 14 ดงั น้ี 2) ใชบ้ ตั รตวั เลขแสดงจา� นวนเต็มตา่ ง ๆ เชน่
• ครูแจกบัตรตัวเลข 1 และ -1 จํานวน 1 1 1 หมายถงึ 1 + 1 + 1 = 3
-1 -1 -1 หมายถึง (-1) + (-1) + (-1) = -3
อยา งละ 10 ใบ ใหน กั เรียนแตล ะคู 1 -1 หมายถงึ 1 + (-1) = 0
• ครูอธิบายขอตกลงการใชบัตรตัวเลข
1. การบวกจํานวนเตม็ สองจํานวนทีม่ เี คร่ืองหมายเหมือนกัน
จากน้ันใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการบวก
จํานวนเต็มขอ 1. แลวแลกเปล่ียนความรู ตวั อยา่ ง จงหาผลบวกของ (-2) + (-3)
กบั คูของตนเอง
• ใหนักเรียนแสดงการหาผลบวกของ -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1
จํานวนเต็มสองจํานวนท่ีมีเคร่ืองหมาย -1 -1 -1
เหมือนกัน โดยใชบัตรตัวเลข แลวเขียน
ผลบวกทไ่ี ดล งในสมดุ ของตนเอง ดังน้ัน (-2) + (-3) = -5
• ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการบวก
จํานวนเต็มขอ 2. แลวแลกเปล่ียนความรู จงหาผลบวกของจ�านวนตอ่ ไปน้ี 3) (-3) + (-4) 4) (-5) + (-2)
กบั คูข องตนเอง 1) 2 + 4 2) 6 + 3
• ใหนักเรียนแสดงการหาผลบวกของ
จํานวนเต็มสองจํานวนที่มีเคร่ืองหมาย 2. การบวกจํานวนเตม็ สองจาํ นวนทมี่ เี คร่ืองหมายตา่ งกัน
ตา งกนั โดยใชบ ตั รตวั เลข แลว เขยี นผลบวก
ทไี่ ดล งในสมดุ ของตนเอง ตวั อย่าง จงหาผลบวกของ 5 + (-2)
• ครูใหนักเรียนคิดโจทยการหาผลบวกของ
จาํ นวนเต็ม มาคลู ะ 2 โจทย โดยนกั เรยี น 11111 11111 111
สามารถยืมบัตรตัวเลขของเพื่อนคูอื่นได
จากน้ันออกมานําเสนอการหาผลบวกบน -1 -1 -1 -1
กระดานโดยใชบัตรตวั เลข
2. ครูสแกน QR Code เรื่อง การหาผลบวก ดังนนั้ 5 + (-2) = 3 จ�านวนตรงขา้ ม
ของจาํ นวนเตม็ โดยใชบ ตั รตวั เลข ใหน กั เรยี นดู บวกกันเท่ากบั ศูนย์
3. ครูแจกใบงานท่ี 1.7 เรอื่ ง การบวกจํานวนเตม็
ใหนักเรียนทํา จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน จงหาผลบวกของจ�านวนตอ่ ไปน้ี
เฉลยคาํ ตอบ 1) 7 + (-3) 2) (-5) + 8 3) 4 + (-9) 4) (-8) + 2
14 การหาผลบวกของจ�านวนเตม็ โดยใช้บตั รตัวเลข
เฉลย กิจกรรมคณิตศาสตร ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
1. การบวกจาํ นวนเตม็ สองจาํ นวนทีม่ เี คร่ืองหมายเหมอื นกนั ผลลพั ธใ นขอ ใดมคี ามากท่สี ุด
1) 6 2) 9 3) -7 4) -7 1. [(-19) + 13] + (-4)
2. [(-12) + 8] + 2
2. การบวกจํานวนเตม็ สองจาํ นวนที่มเี ครื่องหมายตา งกนั 3. [11 + (-18)] + 3
1) 4 2) 3 3) -5 4) -6 4. [(-23) + 17] + (-7)
(เฉลยคําตอบ 1. [(-19) + 13] + (-4) = -10
สอ่ื Digital 2. [(-12) + 8] + 2 = -2
3. [11 + (-18)] + 3 = -4
ครเู ปด ส่อื การเรยี นรูเร่ือง การหาผลบวกของจํานวนเตม็ โดยใชบัตรตัวเลข 4. [(-23) + 17] + (-7) = -13
จากหนังสอื เรียน หนา 14 ดวยการสแกน QR Code คา ท่ีมากท่ีสุด คอื -2
ดงั น้นั คาํ ตอบ คือ ขอ 2.)
T18
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2. การลบจา� นวนเต็ม ขนั้ สอน
จงพจิ ารณาผลลบและผลบวกของจ�านวนเต็มตอ่ ไปน้ี
3 - 2 = 1 และ 3 + (-2) = 1 การศกึ ษาทาํ ความเขา ใจขอ มลู /ความรใู หมฯ
จะเห็นวา่ 3 - 2 = 3 + (-2)
4 - 2 = 2 และ 4 + (-2) = 2 1. ครใู หน กั เรยี นจบั คศู กึ ษาเนอื้ หาในหนงั สอื เรยี น
จะเห็นวา่ 4 - 2 = 4 + (-2) หนา 15 แลว แลกเปลย่ี นความรกู บั คขู องตนเอง
จากนัน้ ครถู ามคาํ ถาม ดงั น้ี
การลบจ�านวนเตม็ ใชข้ ้อตกลง ดังนี้ • จาก 3 - 2 = 1 และ 3 + (-2) = 1 มีอะไร
ทเ่ี หมอื นกัน
ตวั ต้ัง - ตัวลบ = ตวั ต้ัง + จ�านวนตรงขา้ มของตวั ลบ (แนวตอบ มี 3 เปน ตัวตัง้ และมผี ลลบและ
ผลบวกเหมือนกัน คือ 1)
นั่นคอื ถ้ากา� หนดให ้ a และ b แทนจ�านวนเตม็ ใด ๆ • จาก 3 - 2 = 1 และ 3 + (-2) = 1
a - b = a + จ�านวนตรงขา้ มของ b มีความสมั พันธก นั อยา งไร
หรอื a - b = a + (-b) (แนวตอบ 3 - 2 = 1 สามารถเขียนอยูใน
รูปการบวกไดเ ปน 3 + (-2) = 1)
ตวั อยา่ งท่ี 6
2. ครูอธิบายเพิ่มเติม ดังน้ี นักเรียนจะสังเกต
จงหาผลลบของจํานวนตอ่ ไปน้ี เห็นวาเม่ือเขียน 3 - 2 ใหอยูในรูปการบวก
จํานวนท่ีนํามาบวกจะเปนจํานวนตรงขาม
1) 3 - 7 2) (-2) - 4 3) 5 - (-2) 4) (-3) - (-8) ของ 2 ทีเ่ ปน ตัวลบ แลวครถู ามคําถาม ดงั น้ี
• จากขอสังเกตดังกลาวขางตนสามารถสรุป
วธิ ีทํา 1) 3 - 7 = 3 + จ�านวนตรงขา้ มของ 7 เปนขอตกลงของการลบจํานวนเต็ม โดย
= 3 + (-7) อาศยั การบวกไดอยา งไร
= -4 (แนวตอบ ตวั ตัง้ ลบ ตวั ลบ เทากบั ตวั ตง้ั
บวก จาํ นวนตรงขา มของตวั ลบ)
2) (-2) - 4 = (-2) + จ�านวนตรงข้ามของ 4 Thinking Time
= (-2) + (-4) การแลกเปลย่ี นความรคู วามเขา ใจกบั กลมุ
= -6 จงหาผลลัพธข์ อง (-33) + 78 - 96
1. ครูใหนักเรียนจัดกลุม กลุมละ 4 คน คละ
3) 5 - (-2) = 5 + จา� นวนตรงข้ามของ -2 ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวศึกษา
= 5 + 2 ตัวอยางท่ี 6 ในหนังสือเรียน หนา 15 แลว
= 7 แลกเปลี่ยนความรูภายในกลุมของตนเอง
จากน้ันใหนักเรียนแตละกลุมทํา “ลองทําดู”
4) (-3) - (-8) = (-3) + จา� นวนตรงข้ามของ -8 และ “Thinking Time” โดยเขียนวิธีทําลงใน
= (-3) + 8 สมุดของตนเอง
= 5 ตอบ
2. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ “ลองทาํ ด”ู
ลองทําดู 3) 3 - (-10) 4) (-12) - (-4) และ “Thinking Time”
จงหาผลลบของจํานวนตอ่ ไปนี้ 15
1) 15 - 28 2) (-6) - 3
ขอสอบเนน การคิด เฉลย Thinking Time
คา ของ (-2) - 4 + 8 - 1 เทากบั ขอ ใด (-33) + 78 - 96 = [(-33) + 78] - 96
1. -15 2. -13 = [ ͉78 ͉ - ͉-33 ͉] - 96
3. 1 4. 13 = 45 - 96
= 45 + จาํ นวนตรงขา มของ 96
(เฉลยคาํ ตอบ = 45 + (-96)
(-2) - 4 + 8 - 1 = [(-2) - 4] + 8 - 1 = -51
= [-( ͉-2 ͉ + ͉-4 ͉)] + 8 - 1 T19
= [-( 2 + 4)] + 8 - 1
= [(-6) + 8] - 1
= ( ͉8 ͉ - ͉-6 ͉) - 1
= (8 - 6) - 1
= 2-1
=1
ดังนัน้ คําตอบ คือ ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน กิจกรรม คณติ ศาสตร์
การสรปุ และจดั ระเบยี บความรู ใหน้ กั เรยี นจบั คกู่ บั เพอื่ นแลว้ ชว่ ยกนั หาผลลบของจÓนวนเตม็ โดยใชบ้ ตั รตวั เลข 1 และ -1
ครูและนักเรียนรวมกันสรุปการลบจํานวนเต็ม ข้อตกลง เมือ่ ใชบ้ ตั รตวั เลขแสดงจา� นวนเต็มตา่ ง ๆ เราสามารถหาจา� นวนตรงขา้ มได้ เชน่
โดยใชก ารถาม-ตอบ ดงั นี้ - -1 -1 -1
111
• นักเรยี นคิดวา a - b เปนจาํ นวนเตม็ บวก -(-3) = 3
ไดหรือไม ถา ได a และ b ตอ งเปน อยา งไร 1. การลบจาํ นวนเต็มดว้ ยจํานวนเตม็ บวก
(แนวตอบ ได เมอ่ื a มคี ามากกวา b)
ตวั อย่างท่ี 1 จงหาผลลบของ 4 - 6
• นกั เรียนคดิ วา a - b เปน จาํ นวนเตม็ ลบได
หรอื ไม ถา ได a และ b ตองเปน อยา งไร 1111 1111 -1 -1
(แนวตอบ ได เม่ือ a มีคานอยกวา b) -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 4 - 6 สามารถเขียน
เปน็ 4 + (-6) ได้
การปฏบิ ตั ิ และ/หรอื การแสดงผลงาน ดังนัน้ 4 - 6 = -2 จ�านวนตรงขา้ มบวกกนั เท่ากับศนู ย์
ตวั อย่างที่ 2 จงหาผลลบของ (-5) - 2 (-5) - 2 สามารถเขยี น
1. ครูใหนักเรยี นจับคกู นั แลวชวยกันทาํ กจิ กรรม เปน็ (-5) + (-2) ได้
คณิตศาสตร ในหนงั สือเรียน หนา 16 ดงั นี้ -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1 -1
-1 -1
• ครูแจกบัตรตัวเลข 1 และ -1 จํานวน
ดงั นัน้ (-5) - 2 = -7
อยางละ 10 ใบ ใหนักเรยี นแตละคู
• ครูอธิบายขอตกลงการใชบัตรตัวเลข จงหาผลลบของจา� นวนตอ่ ไปน้ี 3) (-2) - 4 4) (-5) - 4
1) 7 - 4 2) 3 - 6
ใหนักเรียนฟง จากนั้นใหนักเรียนศึกษา 2. การลบจํานวนเตม็ ด้วยจํานวนเตม็ ลบ
ตัวอยางการลบจํานวนเต็มขอ 1. แลว
แลกเปลี่ยนความรกู บั คขู องตนเอง ตวั อย่างที่ 3 จงหาผลลบของ 3 - (-2)
• ใหนักเรียนแสดงการลบจํานวนเต็มดวย
จาํ นวนเตม็ บวก โดยใชบ ตั รตวั เลข แลว เขยี น 111 111 11111 3 - (-2) สามารถ
ผลลบท่ีไดล งในสมดุ ของตนเอง 11 1 เขยี นเป็น 3 + 2 ได้
• ใหน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งการลบจาํ นวนเตม็ - -1 -1 (-3) - (-4) สามารถ
ขอ 2. แลวแลกเปล่ียนความรูกับคูของ เขียนเป็น (-3) + 4 ได้
ตนเอง ดงั นั้น 3 - (-2) = 5
• ใหนักเรียนแสดงการลบจํานวนเต็มดวย
จาํ นวนเต็มลบ โดยใชบ ตั รตัวเลข แลวเขียน ตัวอย่างท่ี 4 จงหาผลลบของ (-3) - (-4)
ผลลบทไ่ี ดล งในสมดุ ของตนเอง
2. ครแู จกใบงานท่ี 1.8 เรอ่ื ง การลบจาํ นวนเตม็ -1 -1 -1 -1 -1 -1
ใหนักเรียนทํา จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน 1111
เฉลยคาํ ตอบ - -1 -1 -1 -1
ดังน้ัน (-3) - (-4) = 1
จงหาผลลบของจ�านวนตอ่ ไปน้ี 3) (-4) - (-8) 4) (-9) - (-5)
16 1) 7 - (-2) 2) 4 - (-5)
เฉลย กจิ กรรมคณิตศาสตร กิจกรรม 21st Century Skills
1. การลบจํานวนเตม็ ดว ยจาํ นวนเตม็ บวก 1. ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน แลว ชว ยกนั คดิ โจทยก ารหา
1) 3 2) -3 3) -6 4) -9 ผลลบของจํานวนเต็ม มากลมุ ละ 2 โจทย จากนน้ั แสดงการหา
ผลลบโดยใชบ ตั รตวั เลขลงกระดาษ A4 พรอ มตกแตง ใหส วยงาม
2. การลบจํานวนเตม็ ดว ยจาํ นวนเต็มลบ
1) 9 2) 9 3) 4 4) -4 2. กอนทํากจิ กรรมใหนกั เรยี นแตล ะกลมุ ประชมุ เพือ่ แบง หนา ที่
ในการทาํ งาน
3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ ลงมอื ทาํ กจิ กรรม โดยสมาชกิ ในกลมุ ทาํ หนา ที่
ตามท่ปี ระชมุ กนั ไว
4. นกั เรยี นแตละกลมุ นาํ เสนอผลงาน
T20
นาํ สอน สรปุ ประเมิน
แบบฝึกทักษะ 1.4 ขน้ั สอน
ระดับ พ้ืนฐาน ประยกุ ตใชค วามรู
1. จงหาผลลพั ธ์ในแตล่ ะขอ้ ตอ่ ไปน้ี ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 1.4 และ
1) (-5) + 17 2) (-12) + (-25) 3) (-60) + 28 Excercise 1.4 ในแบบฝกหัดคณิตศาสตรเปน
4) 54 + (-46) 5) 7 - 16 6) (-12) - 23 การบาน
7) 15 - (-9) 8) (-4) - (-18) 9) (-28) - (-11)
ขนั้ สรปุ
ระดบั กลาง
ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
2. จงหาผลลัพธ์ในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปน้ี นักเรียน ดงั นี้
1) 55 + (-19) + 30 2) 34 + (-27) + (-51) 3) (-61) + (-9) + (-32)
4) 23 - 46 - 11 5) (-25) - (-17) - 15 6) 35 - (-18) + (-21) • การบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
จะไดผลบวกเปน จาํ นวนอะไร
3. จงเตมิ จ�านวนลงใน ใหถ้ กู ต้อง (แนวตอบ จาํ นวนเตม็ ลบ)
1) 5 - = 12 2) 7 - = -13 3) (-9) - = -15 • การบวกจํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ
และการบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
4) (-8) + = 6 5) + 7 = 3 6) + (-13) = -14 เตม็ บวก โดยใชคาสมั บรู ณท าํ อยา งไร
(แนวตอบ ใหนําคาสัมบูรณของจํานวนที่
4. จงหาผลลพั ธใ์ นแตล่ ะขอ้ ตอ่ ไปน้ี 2) -∙(-5) + 17∙ มากกวาลบดวยคาสัมบูรณของจํานวนที่
1) ∙6 + (-8)∙ 3) ∙(-13) - (-7)∙ นอยกวา แลวเขียนผลลัพธเปนจํานวนเต็ม
4) -∙-38∙ + (-51) 5) -∙-59∙ + ∙28∙ 6) 46 - ∙-25∙ ตามจาํ นวนทม่ี คี าสัมบรู ณมากกวา)
ระดับ ทา้ ทาย • ขอตกลงของการลบจํานวนเต็มโดยอาศัย
การบวก เปนอยา งไร
5. จงเตมิ จา� นวนเต็มใด ๆ ที่ไม่ใช่ศนู ยล์ งในตารางต่อไปน ้ี โดยที่สญั ลักษณท์ เ่ี หมอื นกนั (แนวตอบ ตวั ต้งั ลบ ตวั ลบ เทา กับ ตวั ตัง้
เปน็ จา� นวนเดยี วกนั บวก จํานวนตรงขามของตวั ลบ)
ขอ้ ชอ่ งท่ี 1 ช่องที่ 2 ) ขน้ั ประเมนิ
)
1 + + 1. ครูตรวจใบงานท่ี 1.6-1.8
2 ( + ) + + ( + 2. ครูตรวจแบบฝก ทักษะ 1.4
3. ครตู รวจ Exercise 1.4
3- - 4. ครปู ระเมินการนาํ เสนอผลงาน
4 ( - )- -( - 5. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล
6. ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ
1) จงหาค่าผลลพั ธ์จากตารางในชอ่ งท่ี 1 และช่องที ่ 2 7. ครูสังเกตคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
2) จงเปรียบเทียบผลลัพธท์ ไ่ี ดจ้ ากตารางในช่องที่ 1 และชอ่ งที ่ 2
17
กจิ กรรม สรา งเสริม ส่อื Digital
ใหน กั เรียนปฏบิ ตั ขิ ้ันตอนตอไปน้ี ตรวจสอบคาํ ตอบของ (-12) + (-25) โดยใชเครื่องคาํ นวณปฏิบัติ ดังนี้
1. เลือกจํานวน 3 จํานวน ที่เปนจํานวนเต็มบวกและจํานวน
แสดงผล
เตม็ ลบซงึ่ ไมเปนจํานวนตรงขา มกัน
2. หาผลบวกของจํานวนทั้งสามจากขอ 1. ใหไดผลลัพธเปน 0
จาํ นวนเต็มบวก 1. กดแปนเครื่องหมาย - 0
กิจกรรม ทา ทาย 2. กดแปน ตวั เลข 12 12
ใหนกั เรยี นปฏิบัติข้นั ตอนตอ ไปน้ี 3. กดแปนเคร่ืองหมาย + -12
1. เขียนจํานวนเต็มบวกและจํานวนเต็มลบอยางละ 5 จํานวน
4. กดแปนเครื่องหมาย - -12
โดยที่แตล ะจาํ นวนตอ งไมเปนจาํ นวนตรงขามกัน
2. เลือกจํานวน 4 จํานวน ที่เปนจํานวนเต็มบวกและจํานวน 5. กดแปนตวั เลข 25 25
เตม็ ลบจากขอ 1. 6. กดแปน เครอ่ื งหมาย = -37
3. หาผลลบของจํานวนท้ังสี่จากขอ 2. ใหไดผลลัพธเปนจํานวน
T21
เต็มลบ
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) 1.5 การคูณและการหารจา� นวนเตม็
การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) 1. การคณู จา� นวนเต็ม
1) การคูณจํานวนเต็มบวกด้วยจํานวนเต็มบวก นักเรียนสามารถหาผลคูณได้โดยใช้
1. ครูทบทวนความรูเร่ืองการคูณที่นักเรียนเคย
เรียนมาแลวในชั้นประถมศึกษา (โดยครูอาจ การบวกจา� นวนเตม็ บวกซ้�า ๆ เชน่
ใหนักเรยี นทอ งสตู รคูณ) 2 × 9 = 9 + 9 = 18
3 × 4 = 4 + 4 + 4 = 12
2. ครูยกตัวอยางการคูณจํานวนเต็มบวกดวย
จาํ นวนเต็มบวกในหนังสือเรยี น หนา 18 เชน 5 × 3 = 3 + 3 + 3 + 3 + 3 = 15
3 × 4 = 4 + 4 + 4 = 12 7 × 7 = 7 + 7 + 7 + 7 + 7 + 7 + 7 = 49
3. ครูใหนักเรียนหาผลคูณของ 4 × 3 โดยใช การคูณจา� นวนเตม็ บวกดว้ ยจ�านวนเตม็ บวก จะได้ผลคณู เป็นจา� นวนเตม็ บวก
การบวกจํานวนเต็มบวกซา้ํ ๆ
(แนวตอบ 3 + 3 + 3 + 3 = 12) การบวก2จ)า� กนาวรนคเตูณม็ จลํบานซ้า�ว 1นๆ เตเช็ม่นบวกด้วยจํานวนเต็มลบ นักเรียนสามารถหาผลคูณได้โดยใช้
ขน้ั สอน 2 × (-3) = (-3) + (-3) = -6
3 × (-4) = (-4) + (-4) + (-4) = -12
รู (Knowing) 5 × (-2) = (-2) + (-2) + (-2) + (-2) + (-2) = -10
พิจารณาการหาผลคูณของ 3 กับ -4 โดยใช้คา่ สมั บรู ณ์ ดังน้ี
1. ครใู หน กั เรยี นสงั เกตผลคณู ของจาํ นวนเตม็ บวก คา่ สัมบูรณข์ อง 3 เท่ากบั 3 หรือ ∙3∙ = 3
กบั จาํ นวนเตม็ บวก แลว ถามคาํ ถาม ดังน้ี คา่ สมั บูรณ์ของ -4 เทา่ กบั 4 หรือ ∙-4∙ = 4
• การคณู จาํ นวนเตม็ บวกดว ยจาํ นวนเตม็ บวก จะเห็นว่า ถ้าน�าค่าสัมบูรณ์ของ 3 คูณด้วยค่าสัมบูรณ์ของ -4 แล้วเขียนผลคูณเป็น
ผลคณู ท่ไี ดเ ปน จาํ นวนอะไร จ�านวนเตม็ ลบ จะได้ผลคูณเท่ากบั -12 เชน่ เดยี วกบั การหาผลคูณโดยใชก้ ารบวกจ�านวนเต็มลบ
(แนวตอบ จํานวนเต็มบวก) ซา�้ ๆ
2. ครูยกตัวอยางการคูณจํานวนเต็มบวกดวย การคูณจา� นวนเต็มบวกด้วยจ�านวนเต็มลบ ใหน้ า� คา่ สัมบูรณ์ของจา� นวนทง้ั สอง
จํานวนเต็มลบในหนังสือเรียน หนา 18 บน มาคูณกนั แล้วเขยี นผลคูณเป็นจา� นวนเตม็ ลบ
กระดาน เชน 3 × (-4) = (-4) + (-4) + (-4)
= -12 จากน้ันใหนักเรียนสังเกตผลคูณ แลว 18
ถามคําถาม ดงั นี้
• การคูณจํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ
ผลคูณท่ีไดเปนจํานวนอะไร
(แนวตอบ จํานวนเต็มลบ)
3. ครูอธิบายเพิ่มเติม ดังน้ี “นอกจากการคูณ
จํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบโดยใชการ
บวกจํานวนเต็มลบซ้ําๆ แลว เรายังสามารถ
หาผลคูณ โดยใชความรูเร่ืองคาสัมบูรณมา
ชวยในการคํานวณไดอีกดวย โดยใชหลักการ
การคูณจํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ
ใหนําคาสัมบูรณของจํานวนท้ังสองมาคูณกัน
แลวเขยี นผลคณู เปน จํานวนเตม็ ลบ”
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม ทา ทาย
ครูควรเนนยํ้ากับนักเรียนถึงความหมายของการคูณเพื่อปองกันความ ใหนักเรียนแยกตัวประกอบของจํานวนเต็ม มาอยางนอย
เขาใจผิดเก่ียวกับความหมายของการคูณ เชน 2 × 3 = 6 นักเรียนอาจ 2 แบบ โดยท่ีในแตล ะแบบเปนชุดตัวเลขทีไ่ มซํา้ กนั เชน
เขาใจผิดวา 2 × 3 = 6 เกิดมาจาก 2 + 2 + 2 = 6 ซึ่งผดิ ความหมายของ
การคูณ แตตามความหมายของการคณู 2 × 3 = 6 เกดิ มาจาก 3 + 3 = 6 -50 = 5 × 5 × (-2) ประกอบดว ยชดุ ตวั เลข 5, 5, -2
-50 = (-5) × 5 × 2 = 5 × (-5) × 2 = 5 × 2 × (-5)
นักเรียนควรรู ประกอบดวยชดุ ตัวเลข -5, 5, 2
และ -50 = (-5) × (-5) × (-2) ประกอบดว ยชดุ ตวั เลข -5,
1 การบวกจํานวนเต็มลบซํ้าๆ เปนนิยามเพื่อการหาผลคูณ โดยใชการบวก -5, -2
จํานวนซา้ํ ๆ 1. -28 2. 45
T22
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยา่ งท่ี 7 ขน้ั สอน
จงหาผลคณู ของจํานวนต่อไปนี้ 2) 5 × (-3) เขา ใจ (Understanding)
1) 3 × (-5) 4) 11 × (-9)
3) 9 × (-11) 1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 7 ใน
คณิตน่ารู้ หนงั สือเรยี น หนา 19 แลว แลกเปลี่ยนความรู
วธิ ีทํา 1) 3 × (-5) = -(∙3∙ × ∙-5∙) กับคูของตนเอง จากน้ันใหนักเรียนแตละคน
= -(3 × 5) ให ้ a, b แทนจ�านวนเตม็ บวกใด ๆ ทํา “ลองทําดู” แลวรวมกันเฉลยคาํ ตอบ
= -15 จะไดว้ ่า a × (-b) = -(a × b)
2. ครูสรุปการคูณจํานวนเต็มบวกดวยจํานวน
2) 5 × (-3) = -(∙5∙ × ∙-3∙) ตอบ เต็มลบเปนกรณีท่ัวไปดังกรอบ “คณิตนารู”
= -(5 × 3) ในหนงั สือเรยี น หนา 19 ใหน กั เรยี นไดส งั เกต
= -15
3. ครูแจกใบงานท่ี 1.9 เร่ือง การคูณจํานวน
3) 9 × (-11) = -(∙9∙ × ∙-11∙) เต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ ใหนักเรียนทํา
= -(9 × 11) จากน้นั ครูและนักเรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ
= -99
รู (Knowing)
4) 11 × (-9) = -(∙11∙ × ∙-9∙)
= -(11 × 9) 1. ครูอธิบายการคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
= -99 เต็มบวก โดยอธิบายวา “เราไมสามารถหา
ผลคูณโดยใชการบวกจํานวนซํ้าๆ ได ดังนั้น
ลองทําดู 2) 6 × (-4) เราจึงใชสมบัติการสลับที่สําหรับการคูณมา
ชวยในการหาผลคูณ” แลวยกตัวอยางโจทย
จงหาผลคูณของจํานวนต่อไปนี้ การคูณในหนังสอื เรยี น หนา 19 บนกระดาน
1) 8 × (-12) จากน้ันใหนักเรียนสังเกตผลคูณ แลวถาม
คําถาม ดังนี้
3) การคูณจํานวนเต็มลบด้วยจํานวนเต็มบวก นักเรียนไม่สามารถหาผลคูณโดยใช้ • การคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มบวก
ผลคูณทีไ่ ดเปน จํานวนอะไร
การบวกจา� นวนซา�้ ๆ ได้ ดังนนั้ จงึ นา� สมบตั กิ ารสลับท่สี า� หรับการคูณมาชว่ ยในการหาผลคณู เช่น (แนวตอบ จาํ นวนเตม็ ลบ)
(-3) × 4 = 4 × (-3) = -12 2. ครูยกตัวอยางโจทย (-3) × 4 = บน
พจิ ารณาการหาผลคณู ของ -3 กับ 4 โดยใช้ค่าสัมบรู ณ ์ ดังน้ี กระดาน แลวถามคาํ ถาม ดงั นี้
ค่าสัมบรู ณข์ อง -3 เทา่ กบั 3 หรือ ∙-3∙ = 3 • คาสัมบูรณของ -3 และคาสัมบูรณของ 4
คา่ สัมบรู ณข์ อง 4 เท่ากบั 4 หรอื ∙4∙ = 4 เทา กบั เทา ไร
(แนวตอบ ͉-3 ͉ = 3 และ ͉4 ͉ = 4)
19 • คาสัมบูรณข อง -3 คูณกบั คา สมั บูรณของ 4
เทากับเทาไร
(แนวตอบ ͉-3 ͉ × ͉4 ͉ = 12)
• ถา เขยี นผลคณู ทไี่ ดเ ปน จาํ นวนเตม็ ลบ จะได
จํานวนใด
(แนวตอบ -12)
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
ขอใดตอ ไปน้ีถูกตอง ครูควรชี้แนะวา ในตัวอยางที่ 7 น้ีตองการใหนักเรียนไดฝกการคูณ
1. 7 × (-6) < (-6) × 7 จํานวนเตม็ บวกดว ยจาํ นวนเตม็ ลบจนเกิดความชํานาญ แลว สามารถนาํ ความรู
2. (-12) × 15 = 12 × (-15) หรือความคิดรวบยอดไปใชไ ดทันที
3. (-8) × 7 > 9 × (-6)
4. ͉-4͉ ͉4͉
(เฉลยคําตอบ 1. ผิด เพราะ 7 × (-6) = -42 = (-6) × 7
2. ถูก เพราะ (-12) × 15 = -180 = 12 × (-15)
3. ผดิ เพราะ (-8) × 7 = -56 < 9 × (-6) = -54
4. ผิด เพราะ ͉-4 ͉ = 4 = ͉4 ͉
ดงั นน้ั คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T23
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน จะเห็นว่า ถ้าน�าค่าสัมบูรณ์ของ -3 คูณด้วยค่าสัมบูรณ์ของ 4 แล้วเขียนผลคูณเป็น
จา� นวนเต็มลบ จะได้ผลคณู เทา่ กับ -12 เช่นเดยี วกบั การหาผลคูณโดยใชส้ มบตั ิการสลบั ท่ีสา� หรับ
รู (Knowing) การคณู
3. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “หลังจากนําคาสัมบูรณ การคณู จ�านวนเต็มลบดว้ ยจา� นวนเต็มบวก ให้น�าคา่ สมั บรู ณ์ของจา� นวนทงั้ สอง
ของ -3 คูณกับคาสัมบูรณของ 4 แลวเขียน มาคณู กนั แล้วเขียนผลคณู เป็นจ�านวนเต็มลบ
ผลคูณท่ีไดเปนจํานวนเต็มลบ จะไดผลคูณ
เทากับ -12 ซึ่งเทากับการหาผลคูณโดยใช ตัวอยา่ งที่ 8
สมบตั ิการสลับที่สาํ หรับการคูณมาชวย”
จงหาผลคูณของจาํ นวนต่อไปน้ี 2) (-2) × 5
4. ครูและนักเรียนรวมกันสรุป ดังน้ี “การคูณ 1) (-1) × 3 4) (-4) × 6
จํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มบวก ใหนํา 3) (-3) × 2
คาสัมบูรณของจํานวนทั้งสองมาคูณกัน แลว
เขียนผลคูณเปน จาํ นวนเตม็ ลบ” วิธที าํ 1) (-1) × 3 = -(∙-1∙ × ∙3∙) คณิตน่ารู้
= -(1 × 3)
5. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางที่ 8 ใน = -3 ให ้ a, b แทนจา� นวนเตม็ บวกใด ๆ
หนังสอื เรยี น หนา 20 แลว แลกเปล่ียนความรู จะได้วา่ (-a) × b = -(a × b)
กบั คขู องตนเอง จากนนั้ ใหน กั เรยี นแตล ะคนทาํ 2) (-2) × 5 = -(∙-2∙ × ∙5∙)
“ลองทาํ ด”ู แลว รวมกนั เฉลยคาํ ตอบ = -(2 × 5)
= -10
6. ครูสรุปการคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
เต็มบวกเปนกรณีทั่วไปดังกรอบ “คณิตนารู”
ในหนังสอื เรยี น หนา 20 ใหน กั เรยี นไดสงั เกต
3) (-3) × 2 = -(∙-3∙ × ∙2∙)
= -(3 × 2)
= -6
4) (-4) × 6 = -(∙-4∙ × ∙6∙)
= -(4 × 6)
= -24 ตอบ
ลองทําดู
จงหาผลคูณของจาํ นวนต่อไปนี้
1) (-4) × 13
2) (-8) × 7
20
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครูควรช้ีแนะวา ในตัวอยางที่ 8 นี้ตองการใหนักเรียนไดฝกการคูณ ประโยคในขอ ใดตอไปนผี้ ดิ
จํานวนเตม็ ลบดว ยจาํ นวนเต็มบวกจนเกดิ ความชาํ นาญ แลว สามารถนําความรู 1. 2 × (-3) = (-2) × 3
หรือความคดิ รวบยอดไปใชไ ดทันที 2. (-6) × 7 = 21 × (-2)
3. (-18) × 5 = (-15) × 8
4. 14 × 12 = 6 × 28
(เฉลยคาํ ตอบ 1. ถูก เพราะ 2 × (-3) = -6 = (-2) × 3
2. ถกู เพราะ (-6) × 7 = -42 = 21 × (-2)
3. ผดิ เพราะ (-18) × 5 = -90
แต (-15) × 8 = -120
4. ถูก เพราะ 14 × 12 = 168 = 6 × 28
ดังนั้น คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T24
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
4) การคณู จาํ นวนเต็มลบดว้ ยจาํ นวนเต็มลบ ขน้ั สอน
พิจารณาการหาผลคณู ของ -3 กับ -4 ดงั นี้ รู (Knowing)
นเน�า่อื -ง3จาคกูณ เขา้ ทั้งสองขา้1ง (-4) + 4 = 0
(-3) × [(-4) + 4] = (-3) × 0 7. ครูยกตัวอยางการคูณจํานวนเต็มลบดวย
จากสมบัติการแจกแจง [(-3) × (-4)] + [(-3) × 4] = 0 จํานวนเต็มลบโดยใชสมบตั กิ ารแจกแจง ใน
น่นั คอื [(-3) × (-4)] + (-12) = 0 หนงั สอื เรยี น หนา 21 บนกระดาน จากนนั้ ให
แสดงว่า (-3) × (-4) กับ -12 ตอ้ งเปน็ จ�านวนตรงข้ามกัน ซ่ึงจา� นวนตรงข้ามของ -12 นักเรียนสังเกตผลคูณ แลว ถามคําถาม ดงั นี้
คอื 12 • การคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
ดงั นนั้ (-3) × (-4) = 12 ผลคณู ที่ไดเ ปนจาํ นวนอะไร
(แนวตอบ จาํ นวนเต็มบวก)
พิจารณาการหาผลคณู ของ -3 กับ -4 โดยใช้คา่ สมั บรู ณ์ ดงั นี้
8. ครูยกตัวอยา งโจทย (-3) × (-4) = บน
ค่าสัมบูรณข์ อง -3 เทา่ กบั 3 หรือ ∙-3∙ = 3 กระดาน แลวถามคาํ ถาม ดังน้ี
คา่ สมั บรู ณข์ อง -4 เทา่ กบั 4 หรือ ∙-4∙ = 4 • คา สมั บรู ณข อง -3 และคา สมั บรู ณข อง -4
เทา กับเทา ไร
จะเหน็ ว่า ถา้ นา� ค่าสัมบูรณข์ อง -3 คูณด้วยคา่ สัมบูรณ์ของ -4 จะได้ผลคูณเปน็ จ�านวน (แนวตอบ ͉-3 ͉ = 3 และ ͉-4 ͉ = 4)
เต็มบวก ซึ่งเทา่ กบั 12 เชน่ เดียวกบั การหาผลคณู โดยใชส้ มบัติการแจกแจง • คา สมั บรู ณของ -3 คณู กบั คา สมั บูรณของ
-4 เทา กับเทา ไร
การคูณจ�านวนเต็มลบดว้ ยจา� นวนเต็มลบ ใหน้ �าค่าสัมบูรณข์ องจา� นวนท้ังสอง (แนวตอบ ͉-3 ͉ × ͉-4 ͉ = 12)
มาคณู กนั จะไดผ้ ลคณู เป็นจา� นวนเตม็ บวก
9. ครอู ธบิ ายเพมิ่ เตมิ วา “หลงั จากนาํ คา สมั บรู ณ
ตัวอย่างที่ 9 ของ -3 คูณกบั คา สมั บูรณของ -4 นักเรียน
จะเห็นวา ผลคูณที่ไดเปนจํานวนเต็มบวก
จงหาผลคูณของจํานวนต่อไปน้ี 2) (-6) × (-5) เทากับ 12 ซ่ึงเทากับการหาผลคูณโดยใช
1) (-4) × (-3) 4) (-23) × (-5) สมบัตกิ ารแจกแจงมาชวย”
3) (-8) × (-11)
คณิตน่ารู้ 10. ครูและนักเรียนรวมกันสรุป ดังน้ี “การคูณ
วธิ ที าํ 1) (-4) × (-3) = ∙-4∙ × ∙-3∙ จํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ ใหนํา
= 4 × 3 ให้ a, b แทนจา� นวนเต็มบวกใด ๆ คา สมั บรู ณข องจาํ นวนทงั้ สองมาคณู กนั จะได
= 12 จะไดว้ า่ (-a) × (-b) = a × b ผลคูณเปนจาํ นวนเต็มบวก”
2) (-6) × (-5) = ∙-6∙ × ∙-5∙ เขา ใจ (Understanding)
= 6 × 5
= 30 1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 9 ใน
หนังสือเรียน หนา 21-22 แลวแลกเปล่ียน
21 ความรูกับคูของตนเอง จากนั้นใหนักเรียน
แตละคนทํา “ลองทําดู” แลวรวมกันเฉลย
คาํ ตอบ
2. ครูสรุปการคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
เต็มลบเปนกรณีทั่วไปดังกรอบ “คณิตนารู”
ในหนงั สือเรียน หนา 21 ใหน กั เรยี นไดส ังเกต
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
กาํ หนด -5ac มีผลคูณเปน จาํ นวนเตม็ บวก คาของ a และ c ครูควรเนนยํ้ากับนักเรียนถึงการคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
ในขอ ใดถกู ตอ ง โดยอาจเขียน (-3) × (-4) = -[-(3 × 4)] = -(-12) และใหนักเรียนอาน
เครื่องหมายลบตัวแรกท่ีอยูนอกวงเล็บวา “จํานวนตรงขาม” ดังนั้น นักเรียน
1. a เปนจํานวนเตม็ บวก c เปน จํานวนเต็มบวก จะอาน -(-12) ไดว า “จาํ นวนตรงขา มของลบสิบสอง”
2. a เปนจาํ นวนเต็มบวก c เปน จํานวนเตม็ ลบ
3. a เปนจาํ นวนเตม็ ลบ และ c เปน จํานวนเต็มลบ นักเรียนควรรู
4. a เปนจํานวนเตม็ ลบ c เปนศูนย
(เฉลยคําตอบ -5 เปนจํานวนเตม็ ลบ ผลคูณของ ac ตองเปน 1 คูณเขาทังสองขาง เปนสมบัติของการเทากัน ซึ่งจํานวนท่ีจะนํามาคูณ
จํานวนเตม็ ลบ จึงจะทาํ ใหผ ลลพั ธเปนจาํ นวนเต็มบวก ตอ งไมเทา กบั 0 เพอ่ื ใหผลคณู ทีไ่ ดเ ปนไปตามท่ตี องการ
จะได a และ c ตอ งเปนจาํ นวนเต็มบวกหนงึ่ จาํ นวน อีกหน่ึง
จาํ นวนเปน จาํ นวนเตม็ ลบ ซงึ่ ตรงกบั ขอ 2. และ a เปน จาํ นวน
เตม็ บวก c เปน จาํ นวนเต็มลบ
ดังนั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T25
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน 3) (-8) × (-11) = ∙-8∙ × ∙-11∙
= 8 × 11
เขา ใจ (Understanding) = 88
3. ครูยกตัวอยา งที่ 10 ในหนงั สือเรียน หนา 22 4) (-23) × (-5) = ∙-23∙ × ∙-5∙
พรอมท้ังอธิบายวิธีการหาผลคูณ 2 ข้ันตอน = 23 × 5
หลังจากน้ันครูถามคําถาม “Thinking Time” = 115 ตอบ
ใหนักเรียนชวยกันหาคําตอบพรอมท้ังบอก
เหตุผล ลองทําดู Thinking Time
(แนวตอบ ผลคูณเหมือนกับผลคูณในตัวอยาง
ท่ี 10 เพราะการหาผลคูณ 2 ขั้นตอน ทําได จงหาผลคณู ของจํานวนตอ่ ไปนี้ นกั เรียนคดิ วา่ ผลคูณของ
โดยนําสองจํานวนใดๆ คูณกันกอนก็ได 1) (-3) × (-12) 2) (-7) × (-6) 2 × (-2) × 3 เหมอื นกับ
แลวนําผลคูณท่ีไดไปคูณกับจํานวนท่ีเหลือ ผลคูณในตัวอย่างท่ี 10 หรือไม ่
สวนเคร่ืองหมายของผลคูณอาจใชหลักการ ตวั อย่างที่ 10 เพราะเหตใุ ด
พิจารณาที่จํานวนของเคร่ืองหมายลบ ถามี
เครื่องหมายลบเปนจํานวนคู ผลคูณที่ไดจะ จ1)งห[า2ผล×ค (ูณ-2ข)อ] ง×จ1ํา3นวนตอ่ ไปน้ี 2) 6 × [3 × (-2)]
เปนจํานวนบวก แตถามีเคร่ืองหมายลบเปน
จํานวนคี่ ผลคณู ท่ไี ดจ ะเปน จํานวนลบ) วิธีทํา 1) [2 × (-2)] × 3 = -(∙2∙ × ∙-2∙) × 3
= -(2 × 2) × 3
4. ครใู หน กั เรยี นทาํ “ลองทาํ ด”ู และใบงานที่ 1.10 = (-4) × 3
เรอื่ ง การคณู จาํ นวนเตม็ จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี น = -(∙-4∙ × ∙3∙)
รว มกันเฉลยคําตอบ = -12
5. ครูใหน กั เรยี นทํา Exercise 1.5 ขอ 1. ในแบบ 2) 6 × [3 × (-2)] = 6 × [-(∙3∙ × ∙-2∙)]
ฝกหัดคณิตศาสตร และแบบฝกทักษะ 1.5 = 6 × [-(3 × 2)]
ขอ 1. เปน การบา น
= 6 × (-6)
= -(∙6∙ × ∙-6∙)
= -36 ตอบ
ลองทําดู
จงหาผลคูณของจาํ นวนต่อไปนี้
1) [5 × (-2)] × 3
2) 4 × [5 × (-3)]
22
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
กาํ หนด a = -4, b = 3 และ c = -2 คา ของ (2 × b) - c + a
1 [2 × (-2)] × 3 สามารถเขยี นโดยใชสมบัติการเปล่ยี นหมูของการคูณได เทา กับขอ ใด
ดังน้ี
1. 2
2 × [(-2) × 3] = 2 × (-6) 2. 4
= -12 3. 6
4. 8
คําตอบทไ่ี ดเ ทากับโจทยในตวั อยางที่ 10 (เฉลยคําตอบ (2 × b) - c + a เมื่อ a = -4, b = 3 และ
c = -2
T26 จะได (2 × 3) - (-2) + (-4) = 6 + 2 + (-4)
= 8 + (-4)
=4
ดังนัน้ คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู (Knowing)
2. การหารจ�านวนเต็ม 1. ครูทบทวนความรูเร่ืองความสัมพันธของการ
คูณและการหารที่นักเรียนไดเรียนมาแลวใน
ในหน่วยการเรียนรู้นี้นักเรียนจะเรียนการหารจ�านวนเต็มด้วยจ�านวนเต็มท่ีเป็นการหาร ระดบั ชัน้ ประถมศึกษา คือ
ลงตัวโดยใชค้ วามสมั พันธ์ของการคณู และการหาร ดงั น้ี ตวั ตัง้ = ตัวหาร × ผลหาร
ตวั ตัง้ = ตวั หาร × ผลหาร 2. ครูยกตัวอยางการหารจํานวนเต็มบวกดวย
จาํ นวนเตม็ บวก ในหนงั สอื เรยี น หนา 23 แสดง
1) การหารจาํ นวนเต็มบวกดว้ ยจํานวนเต็มบวก ใหนักเรียนเห็นถึงความสัมพันธของการคูณ
พจิ ารณาการหาผลหารของ 12 กบั 4 โดยใชค้ วามสมั พนั ธข์ องการคณู และการหาร ดงั นี้ และการหารจากท่ีกลาวไวขางตน จากน้ันให
นักเรียนสังเกตผลหาร แลว ถามคาํ ถาม ดงั น้ี
เนือ่ งจาก 12 = 4 × 3 • การหารจาํ นวนเตม็ บวกดว ยจาํ นวนเตม็ บวก
ผลหารทีไ่ ดเ ปน จาํ นวนอะไร
ดังน้ัน 12 ÷ 4 = 3 (แนวตอบ จาํ นวนเตม็ บวก)
การหารจ�านวนเตม็ บวกดว้ ยจ�านวนเตม็ บวก จะได้ผลหารเปน็ จ�านวนเต็มบวก 3. ครูอธิบายการหารจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
เต็มลบวา “เราสามารถหาผลหารไดโดยใช
2) การหารจํานวนเต็มลบดว้ ยจาํ นวนเตม็ ลบ ความสัมพันธของการคูณและการหาร” แลว
พิจารณาการหาผลหารของ -12 กบั -4 โดยใชค้ วามสมั พันธข์ องการคูณและการหาร ยกตัวอยางโจทยการหารในหนังสือเรียน
หนา 23 บนกระดาน จากนนั้ ใหน กั เรยี นสงั เกต
ดังนี้ ผลหาร แลว ถามคําถาม ดงั น้ี
• การหารจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
เนอื่ งจาก -12 = (-4) × 3 ผลหารท่ไี ดเปน จํานวนอะไร
(แนวตอบ จํานวนเตม็ บวก)
ดงั น้ัน (-12) ÷ (-4) = 3
4. ครูยกตัวอยา งโจทย (-12) ÷ (-4) = บน
พจิ ารณาการหาผลหารของ -12 กบั -4 โดยใชค้ า่ สมั บูรณ์ ดังนี้ กระดาน แลวถามคําถาม ดังนี้
ค่าสัมบรู ณข์ อง -12 เทา่ กับ 12 หรอื ∙-12∙ = 12 • คาสัมบูรณของ -12 หารดวยคาสัมบูรณ
คา่ สัมบรู ณ์ของ -4 เท่ากบั 4 หรือ ∙-4∙ = 4 ของ -4 เทากบั เทา ไร
(แนวตอบ ͉-12 ͉ ÷ ͉-4 ͉ = 3)
จะเห็นว่า ถ้าน�าค่าสัมบูรณ์ของ -12 หารด้วยค่าสัมบูรณ์ของ -4 จะได้ผลหารเป็น
จ�านวนเต็มบวก ซ่ึงเท่ากับ 3 เช่นเดียวกับการหาผลหารโดยใช้ความสัมพันธ์ของการคูณและ 5. ครูอธิบายเพิ่มเติมวา “หลังจากนําคาสัมบูรณ
การหาร ของ -12 หารดว ยคา สัมบูรณของ -4 นกั เรยี น
จะเห็นวาผลหารท่ีไดเทากับ 3 ซึ่งเทากับ
การหารจา� นวนเตม็ ลบดว้ ยจา� นวนเตม็ ลบ ให้นา� คา่ สมั บรู ณข์ องจา� นวนทงั้ สอง การหาผลหารโดยใชค วามสมั พนั ธข องการคณู
มาหารกนั จะได้ผลหารเปน็ จ�านวนเตม็ บวก และการหาร”
23 6. ครูและนักเรียนรวมกันสรุป ดังนี้ “การหาร
จํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ ใหนําคา
สัมบูรณมาหารกัน จะไดผลหารเปนจํานวน
เตม็ บวก”
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
กําหนด a *มbคี า =เทาaกa-บั bขbอใเดม่ือ a และ b เปนจํานวนเต็ม ครูควรเนนยํ้าการหารจํานวนนบั ดว ยจาํ นวนนบั โดยต้งั คาํ ถามใหน ักเรียน
แลว 4 * (6 * 3) สรุปวา ตองใชความรูเรื่องใดบาง พรอมทั้งครูควรเนนยํ้าการคูณจํานวนเต็ม
1. -2 2. -12 ดวยจํานวนเต็มโดยตั้งคําถามใหนักเรียนบอกผลคูณ เชน จํานวนเต็มบวกคูณ
3. 24 4. 72 ดวยจํานวนเต็มลบ ผลคูณท่ีไดเปนจํานวนเต็มชนิดใด จํานวนเต็มลบคูณดวย
a * b = aa-bb จํานวนเตม็ ลบ ผลคูณที่ไดเปนจาํ นวนเตม็ ชนดิ ใด
(เฉลยคาํ ตอบ 6 * 3 = 66 ×- 33 = 138
=6
4 * (6 * 3) = 44 ×- 66 = 2-24
= -12
ดงั นั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T27
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตวั อย่างท่ี 11
เขา ใจ (Understanding) จงหาผลหารของจํานวนต่อไปน้ี 2) (-144) ÷ (-8)
1) (-30) ÷ (-5)
1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 11 ใน
หนงั สือเรียน หนา 24 แลว แลกเปลีย่ นความรู วธิ ที าํ 1) (-30) ÷ (-5) = ∙-30∙ ÷ ∙-5∙ คณิตน่ารู้
กับคูของตนเอง จากน้ันใหนักเรียนแตละคน = 30 ÷ 5
ทํา “ลองทําดู” แลวครูและนักเรียนรวมกัน = 6 ให้ a, b แทนจ�านวนเต็มบวกใด ๆ
เฉลยคาํ ตอบ จะไดว้ า่ (-a) ÷ (-b) = a ÷ b
2) (-144) ÷ (-8) = ∙-144∙ ÷ ∙-8∙
2. ครูสรุปการหารจํานวนเต็มลบดวยจํานวน = 144 ÷ 8 ตอบ
เต็มลบเปนกรณีทั่วไปดังกรอบ “คณิตนารู” = 18
ในหนังสือเรยี น หนา 24 ใหนักเรียนไดส งั เกต
จากน้ันใหนักเรียนจับคูชวยกันทํา “Thinking ลองทําดู Thinking Time
Time” แลวรวมกันเฉลยคาํ ตอบ
จงหาผลหารของจํานวนตอ่ ไปน้ี จงหาผลลพั ธ์ของ (-72) ÷ (-3) ÷ (-4)
รู (Knowing) 1) (-42) ÷ (-7) 2) (-75) ÷ (-5)
1. ครูอธิบายการหารจํานวนเต็มลบดวยจํานวน 3) การหารจํานวนเตม็ ลบดว้ ยจาํ นวนเตม็ บวก
เต็มบวกวา “เราสามารถหาผลหารไดโดย พิจารณาการหาผลหารของ -12 กบั 4 โดยใช้ความสัมพนั ธ์ของการคณู และการหาร
ใชความสัมพันธของการคูณและการหาร” ดังน้ี
แลวยกตัวอยางโจทยการหารในหนังสือเรียน เนือ่ งจาก -12 = 4 × (-3)
หนา 24 บนกระดาน จากนน้ั ใหน กั เรยี นสงั เกต ดงั น้ัน (-12) ÷ 4 = -3
ผลหาร แลวถามคาํ ถาม ดงั น้ี
• การหารจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มบวก พจิ ารณาการหาผลหารของ -12 กบั 4 โดยใชค้ า่ สมั บรู ณ ์ ดงั นี้
ผลหารทีไ่ ดเ ปนจํานวนอะไร ค่าสัมบรู ณ์ของ -12 เท่ากบั 12 หรือ ∙-12∙ = 12
(แนวตอบ จาํ นวนเต็มลบ) ค่าสัมบูรณ์ของ 4 เท่ากับ 4 หรือ ∙4∙ = 4
2. ครูยกตัวอยางโจทย (-12) ÷ 4 = บน จะเหน็ วา่ ถ้านา� คา่ สมั บรู ณข์ อง -12 หารด้วยค่าสัมบรู ณข์ อง 4 แลว้ เขยี นผลหารเปน็
กระดาน แลวถามคาํ ถาม ดังน้ี จ�านวนเต็มลบ จะได้ผลหารเท่ากบั -3 เช่นเดยี วกับการหาผลหารโดยใชค้ วามสัมพันธ์ของการคูณ
• คา สมั บรู ณข อง -12 หารดว ยคา สมั บรู ณข อง และการหาร
4 เทา กบั เทาไร
(แนวตอบ ͉-12 ͉ ÷ ͉4 ͉ = 3) การหารจ�านวนเตม็ ลบดว้ ยจ�านวนเต็มบวก ใหน้ �าคา่ สัมบรู ณข์ องจา� นวนท้ังสอง
มาหารกัน แลว้ เขยี นผลหารเป็นจา� นวนเตม็ ลบ
3. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “หลังจากนําคาสัมบูรณ
ของ -12 หารดวยคาสมั บรู ณของ 4 แลวเขยี น 24
ผลหารเปน จาํ นวนเตม็ ลบ จะไดผ ลหารเทา กบั
-3 ซงึ่ เทา กบั การหาผลหารโดยใชค วามสมั พนั ธ ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
ของการคูณและการหาร” จงหาผลบวกของจาํ นวนเต็มตั้งแต -7 ถึง 15 และหารดวย 3
ลงตัววา มีคา เทา ใด
4. ครูและนักเรียนรวมกันสรุป ดังน้ี “การหาร
จํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มบวก ใหนํา 1. 7
คาสัมบูรณของจํานวนทั้งสองมาหารกัน แลว 2. 15
เขียนผลหารเปน จาํ นวนเต็มลบ” 3. 21
4. 36
เฉลย Thinking Time (เฉลยคาํ ตอบ จํานวนเต็มตัง้ แต -7 ถงึ 15 และหารดว ย 3 ลงตัว
คอื -6, -3, 0, 3, 6, 9, 12 และ 15 ผลบวกของจํานวนเตม็ เหลา น้ี
(-72) ÷ (-3) ÷ (-4) = [(-72) ÷ (-3)] ÷ (-4) เทากับ 36
= ( ͉-72 ͉ ÷ ͉-3 ͉) ÷ (-4) ดงั นั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 4.)
= (72 ÷ 3) ÷ (-4)
= 24 ÷ (-4)
= ͉24 ͉ ÷ ͉-4 ͉
= -(24 ÷ 4)
= -6
T28
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
4) การหารจํานวนเตม็ บวกด้วยจาํ นวนเตม็ ลบ ขน้ั สอน
พิจารณาการหาผลหารของ 12 กบั -4 โดยใชค้ วามสมั พนั ธข์ องการคูณและการหาร
ดงั นี้ รู (Knowing)
เนอ่ื งจาก 12 = (-4) × (-3)
ดังนั้น 12 ÷ (-4) = -3 5. ครูอธิบายการหารจํานวนเต็มบวกดวยจํานวน
เต็มลบวา “เราสามารถหาผลหารไดโดยใช
พิจารณาการหาผลหารของ 12 กบั -4 โดยใชค้ ่าสัมบรู ณ ์ ดังนี้ ความสัมพันธของการคูณและการหาร” แลว
ค่าสัมบูรณข์ อง 12 เท่ากบั 12 หรอื ∙12∙ = 12 ยกตัวอยางโจทยการหารในหนังสือเรียน
ค่าสัมบูรณข์ อง -4 เทา่ กบั 4 หรือ ∙-4∙ = 4 หนา 25 บนกระดาน จากนนั้ ใหน กั เรยี นสงั เกต
ผลหาร แลว ถามคําถาม ดังนี้
จะเหน็ วา่ ถ้านา� ค่าสมั บูรณข์ อง 12 หารดว้ ยค่าสมั บูรณข์ อง -4 แล้วเขยี นผลหารเป็น • การหารจํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ
จ�านวนเตม็ ลบ จะไดผ้ ลหารเทา่ กับ -3 เช่นเดียวกบั การหาผลหารโดยใชค้ วามสมั พนั ธข์ องการคณู ผลหารท่ีไดเปนจํานวนอะไร
และการหาร (แนวตอบ จํานวนเตม็ ลบ)
การหารจ�านวนเต็มบวกด้วยจา� นวนเตม็ ลบ ใหน้ า� ค่าสัมบรู ณข์ องจ�านวนท้ังสอง 6. ครูยกตัวอยางการหาผลหารของ 12 กับ -4
มาหารกนั แล้วเขียนผลหารเปน็ จ�านวนเต็มลบ โดยใชคาสัมบูรณ บนกระดาน แลวอธิบาย
เพิ่มเติมวา “หลังจากนําคาสัมบูรณของ 12
ตัวอยา่ งที่ 12 หารดวยคาสัมบูรณของ -4 แลวเขียนผลหาร
เปนจํานวนเต็มลบ จะไดผลหารเทา กับ -3 ซงึ่
จงหาผลหารของจํานวนต่อไปนี้ 2) 45 ÷ (-5) เทากับการหาผลหารโดยใชความสัมพันธของ
1) (-36) ÷ 3 การคณู และการหาร”
คณิตน่ารู้
วิธีทํา 1) (-36) ÷ 3 = -(∙-36∙ ÷ ∙3∙) 7. ครูและนักเรียนรวมกันสรุป ดังน้ี “การหาร
= -(36 ÷ 3) ให ้ a, b แทนจา� นวนเต็มบวกใด ๆ จํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ ใหนํา
= -12 จะไดว้ ่า (-a) ÷ b = -(a ÷ b) คาสัมบูรณของจํานวนท้ังสองมาหารกัน แลว
และ a ÷ (-b) = -(a ÷ b) เขยี นผลหารเปนจาํ นวนเตม็ ลบ”
2) 45 ÷ (-5) = -(∙45∙ ÷ ∙-5∙)
= -(45 ÷ 5) ตอบ เขา ใจ (Understanding)
= -9
1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 12 ใน
ลองทําดู 2) 108 ÷ (-6) หนงั สอื เรียน หนา 25 แลวแลกเปล่ยี นความรู
กับคูของตนเอง จากนั้นใหนักเรียนแตละคน
จงหาผลหารของจาํ นวนตอ่ ไปนี้ ทํา “ลองทาํ ดู” แลวรวมกันเฉลยคาํ ตอบ
1) (-54) ÷ 6
2. ครูสรุปการหารจํานวนเต็มบวกดวยจํานวน
เต็มลบเปนกรณีท่ัวไปดังกรอบ “คณิตนารู”
ในหนงั สือเรยี น หนา 25 ใหน ักเรียนไดส งั เกต
25
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
กําหนด A = (-12) + [(-18) × (-6)]
B = (-14) × 71 ครเู นนย้ําใหนักเรียนตอ งระลึกอยูเสมอวาตัวตง้ั และตัวหารเปนจํานวนเต็ม
C = [261 ÷ (-9)] × 8 ชนิดใด โดยครตู งั้ คาํ ถามทบทวนใหน ักเรียนสรปุ เชน
ขอใดเรียงลาํ ดบั คา A, B, C จากนอยไปมาก
1. A, B, C 2. B, C, A • ผลหารเปนจาํ นวนเตม็ บวก เมื่อตัวตง้ั และตัวหารเปน จํานวนเตม็ ชนิดใด
3. A, C, B 4. B, A, C • ผลหารเปนจาํ นวนเตม็ ลบ เมอ่ื ตัวตั้งและตวั หารเปนจํานวนชนดิ ใด
• ผลหารเปนศนู ย เม่อื ตวั ตง้ั และตวั หารเปนจาํ นวนชนิดใด
(เฉลยคาํ ตอบ A = (-12) + [(-18) × (-6)] = 96
B = (-14) × 71 = -994
C = [261 ÷ (-9)] × 8 = -232
เรยี งลาํ ดบั คานอยไปหามาก -994, -232, 96
ดงั นั้น คําตอบ คอื ขอ 2.)
T29
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน แบบฝึกทักษะ 1.5 2) 8 × (-9)
4) (-7) × (-5)
เขา ใจ (Understanding) ระดบั พนื้ ฐาน 6) 3 × (-6) × 2
3. ครูใหนักเรียนทํา Exercise 1.5 ขอ 2. ใน 1. จงหาผลคูณในแตล่ ะข้อต่อไปนี้ 2) (-38) ÷ (-2)
แบบฝก หดั คณติ ศาสตร และทําแบบฝกทักษะ 1) 3 × 17 4) 132 ÷ (-11)
1.5 ขอ 2.-5. เปนการบา น โดยครูกลา วช้ีแนะ
และทบทวนความรูวา “ถาโจทยที่กําหนดให 3) (-6) × 7 6) (-48) ÷ (-8)
ไมไ ดใ สว งเลบ็ นกั เรยี นควรเรมิ่ ดาํ เนนิ การจาก 5) (-2) × 3 × 15
การคูณหรือหารโดยเร่ิมจากซายไปขวา และ 2) [(-5) + (-2)] × (-3)
ดําเนนิ การบวกหรือลบโดยเร่ิมจากซา ยไปขวา 2. จงหาผลหารในแตล่ ะขอ้ ตอ่ ไปนี้ 4) 8 × [(-4) × (-7)]
เปนลําดบั สดุ ทา ย” 1) 65 ÷ 5
3) (-57) ÷ 3 6) [(-12) + 2] ÷ (-5)
ลงมอื ทาํ (Doing) 5) 60 ÷ (-4) 8) (-5) + [54 ÷ (-6)]
10) 40 + (-36) ÷ 9
1. ครแู จกใบงานท่ี 1.11 เรอ่ื ง การหารจาํ นวนเตม็ ระดับ กลาง 12) (-8) × (-5) - (-36) ÷ 9
ใหนักเรียนทํา จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน
เฉลยคําตอบ 3. จงหาผลลัพธใ์ นแต่ละข้อต่อไปนี้ 2) (-3) × × (-2) = 24
4) ÷ (-2) = -72
2. ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ 1) (-2) + (3 × 15)
สามารถทางคณติ ศาสตร แลว ทาํ กจิ กรรม ดงั น้ี 6) (-672) ÷ = 96
• ใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันทําแบบฝก 3) [(-5) × 6] × (-4) 8) ÷ 7 × 9 = -675
ทักษะ 1.5 ขอ 6. โดยเขียนลงในสมุดของ
ตนเอง 5) (-12) ÷ [4 - (-2)]
• จากนนั้ ใหน กั เรยี นแลกเปลยี่ นความรภู ายใน
กลมุ ของตนเอง เกี่ยวกับคาํ ตอบของขอ 1) 7) [(-48) ÷ (-3)] - 7
และขอ 2) จนเปน ทเี่ ขา ใจรวมกัน
• ใหนักเรียนสงตัวแทนกลุมมานําเสนอ 9) (-78) + 14 × 4
คําตอบหนาชั้นเรยี น
11) 63 ÷ (-9) + (-2) 1× (-10)
4. จงเตมิ จา� นวนลงใน ใหถ้ กู ตอ้ ง
1) 2 × (-3) × = -48
3) × (-4) × (-3) = -60
5) ÷ 8 = -83
7) 180 ÷ × (-22) = 132
26
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
กาํ หนด a = -4, b = -6, c = 2 และ d = -1 ขอใดถกู ตอ ง
กอนใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 1.5 ครูควรใหนักเรียนพิจารณาวาโจทย 1. c(ad- b) = 4 2. bac-dc = 1
ขอ 2. ใชความรูเกี่ยวกับสูตรคูณ หรือใชความสัมพันธระหวางการคูณและ 3. (ac + bd) ÷ cd = 1 4. (bc + ad) + (ab - cd) = -18
การหาร
d (เฉลยคําตอบ โจทยกําหนด a = -4, b = -6, c = 2 และ
นักเรียนควรรู = -1
1. ผดิ เพราะ 2(-[(4--4)6()-2-1)-((--216))]==-8-841==--14
1 เปนตัวไมทราบคาท่ีจะทําใหจํานวนท้ังสองขางของเคร่ืองหมาย 2. ผิด เพราะ
เทา กบั นน้ั เทา กนั ซง่ึ เราจะเรยี กการหาคา ของตวั ไมท ราบคา นวี้ า “การแกส มการ”
การหาคา ตวั ไมท ราบคา ทง่ี า ยและรวดเรว็ เราจะใชส มบตั ขิ องการเทา กนั ในการ 3. ถกู เพราะ (-4)(2)2(+-1()-6)(-1) = (-8)-2+ 6 = 1
แกส มการซึ่งนกั เรยี นจะไดเ รยี นในบทเรยี นตอ ๆ ไป 4. ผิด เพราะ [(-6)(2) + (-4)(-1)] + [(-4)(-6) - 2(-1)]
= (-12 + 4) + (24 + 2) = (-8) + 26 = 18
T30 ดังนั้น คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
5. จงเตมิ จา� นวนลงในตารางใหถ้ กู ตอ้ ง เมอ่ื กา� หนดจา� นวนทอ่ี ยใู่ นแนวนอนเปน็ ตวั ตงั้ และจา� นวน ขน้ั สรปุ
ที่อยใู่ นแนวตงั้ เปน็ ตัวหาร
ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ
ตัวหาร ตวั ตง้ั 12 -12 นกั เรยี น ดังนี้
-6 -2
• การคูณจํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ
4 หรือการคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
เตม็ บวก ผลคณู ที่ไดเปนจํานวนอะไร
-12 3 (แนวตอบ จาํ นวนเตม็ ลบ)
3 • การคูณจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
ผลคูณท่ไี ดเ ปนจาํ นวนอะไร
ระดับ ท้าทาย (แนวตอบ จํานวนเต็มบวก)
6. จงเติมจา� นวนเต็มใด ๆ ท่ไี ม่ใชศ่ นู ยล์ งในตารางตอ่ ไปนี ้ โดยทส่ี ัญลกั ษณ์ท่ีเหมือนกนั • การหารจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
เป็นจ�านวนเดียวกนั ผลหารทีไ่ ดเปนจาํ นวนอะไร
(แนวตอบ จํานวนเต็มบวก)
ขอ้ ชอ่ งท่ี 1 ช่องที่ 2 )
) • การหารจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มบวก
1× × หรือการหารจํานวนเต็มบวกดวยจํานวน
2 ( × )× เต็มลบ ผลหารที่ไดเปน จาํ นวนอะไร
×( × (แนวตอบ จาํ นวนเต็มลบ)
3÷
4 ( ÷ )÷ ÷ ขนั้ ประเมนิ
÷( ÷ 1. ครตู รวจใบงานท่ี 1.9-1.11
2. ครตู รวจแบบฝก ทกั ษะ 1.5
1) จงหาค่าผลลัพธ์จากตารางในชอ่ งที่ 1 และช่องท ี่ 2 3. ครูตรวจ Exercise 1.5
2) จงเปรยี บเทยี บผลลัพธท์ ไ่ี ด้จากตารางในชอ่ งที่ 1 และชอ่ งท ี่ 2 4. ครปู ระเมนิ การนาํ เสนอผลงาน
5. ครูสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล
6. ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม
7. ครูสังเกตคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค
27
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET แนวทางการวัดและประเมินผล
คา ของ a ในขอใด เปน จํานวนเตม็ ลบ ครูศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลการนําเสนอผลงานและพฤติกรรม
1. a × (-7)(12) = -252 การทาํ งานกลมุ จากใบประเมนิ ของแผนการจดั การเรยี นรใู นหนว ยการเรยี นรทู ี่ 1
2. a × (-8)(-14) = -784
3. a + (-85) + (-60) = (-90) + (-55) แบบประเมินการนาเสนอผลงาน แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลมุ่
4. ถูกทง้ั 1., 2. และ 3.
(เฉลยคาํ ตอบ คาชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงในชอ่ งทต่ี รงกับ คาชีแ้ จง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั
1. ผดิ เพราะ (-7)(12) = -84 ดังนน้ั ถา a เปนจาํ นวนเต็มลบ ระดบั คะแนน ระดบั คะแนน
คณู จํานวนเต็มลบ จะไดจ าํ นวนเตม็ บวก ลาดับ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน ลาดับ ชื่อ – สกุล การแสดง การยอมรับฟัง การทางาน ความมีนา้ ใจ การมี รวม
2. ถูก เพราะ (-8)(-14) = 112 ดังนั้น ถา a เปนจํานวน ท่ี 4321 ที่ ของนกั เรยี น ความคดิ เห็น คนอื่น ตามที่ได้รบั ส่วนร่วมใน 20
มอบหมาย การปรับปรงุ คะแนน
เตม็ ลบคณู จํานวนเตม็ บวก จะไดจ าํ นวนเต็มลบ ผลงานกลมุ่
3. ผิด เพราะ (-85) + (-60) = (-90) + (-55) = -145 1 เนือ้ หาละเอยี ดชัดเจน
43214321432143214321
ดังนน้ั a = 0 จงึ ไมใ ชจํานวนเต็มลบ 2 ความถกู ต้องของเน้ือหา
ดงั น้ัน คําตอบ คือ ขอ 2.)
3 ภาษาทีใ่ ช้เข้าใจงา่ ย
4 ประโยชน์ทไี่ ด้จากการนาเสนอ
5 วิธีการนาเสนอผลงาน
รวม
ลงชือ่ ...................................................ผ้ปู ระเมิน
............/................./................
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ
ผลงานหรอื พฤติกรรมสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ............/................./................
ผลงานหรือพฤตกิ รรมมีข้อบกพร่องบางสว่ น ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ 4 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมีขอ้ บกพรอ่ งเป็นส่วนใหญ่ ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมีขอ้ บกพร่องมาก ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
10 - 13 พอใช้ 18 - 20 ดีมาก
ตา่ กวา่ 10 ปรบั ปรงุ 14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรับปรุง
T31
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) 1.6 สมบัตขิ องจ�านวนเตม็
การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) 1. สมบัติของหน่งึ และศนู ย
1) สมบตั ิของศนู ย์
ครูทบทวนการหาผลบวกและผลคูณของ
จํานวนเต็มบวกสองจํานวน (1) จ�านวนเต็มใด ๆ บวกด้วยศูนย์ หรือศูนย์บวกด้วยจ�านวนเต็มใด ๆ จะได้ผลบวก
เท่ากับจา� นวนนน้ั เช่น 3 + 0 = 0 + 3 = 3
ขน้ั สอน (-5) + 0 = 0 + (-5) = -5
1
รู (Knowing) a + 0 = 0 + a = a เม่อื a แทนจ�านวนเตม็ ใด ๆ
1. ครูยกตวั อยา งการหาผลบวกของ 3 + 0 กบั (2) จา� นวนเตม็ ใด ๆ คณู ดว้ ยศนู ย ์ หรอื ศนู ยค์ ณู ดว้ ยจา� นวนเตม็ ใด ๆ จะไดผ้ ลคณู เทา่ กบั
0 + 3 และ (-5) + 0 กับ 0 + (-5) ใหนักเรียน ศูนย ์ เช่น 3 × 0 = 0 × 3 = 0
สังเกตผลบวกท่ีได แลวครูสรุปวา “การบวก (-5) × 0 = 0 × (-5) = 0
จํานวนเต็มใดๆ ดวยศูนย หรือศูนยบวก
ดวยจํานวนเต็มใดๆ จะไดผลบวกเทากับ a × 0 = 0 × a = 0 เมื่อ a แทนจา� นวนเตม็ ใด ๆ
จาํ นวนน้ัน”
(3) ศนู ยห์ ารด้วยจา� นวนเต็มใด ๆ ท่ไี มใ่ ชศ่ ูนย์ จะได้ผลหารเท่ากับศูนย ์ เช่น
2. ครยู กตวั อยางการหาผลคณู ของ 3 × 0 คูก บั (-0703)
0 × 3 และ (-5) × 0 คกู บั 0 × (-5) ให = 0 คณิตน่ารู้
นักเรียนสังเกตผลคูณท่ีได แลวครูสรุปวา = 0
“การคูณจาํ นวนเตม็ ใดๆ ดว ยศนู ย หรือศูนย แถทลา้า งว้ aค 0aณแทิตไมศนม่าจสคีา� ตนวราว์มนหเตมม็ าใยด ๆ
คูณดวยจํานวนเต็มใดๆ จะไดผลคูณเทากับ 0a = 0 เมื่อ a แทนจา� นวนเต็มใด ๆ ทไี่ มเ่ ท่ากบั 0
3. ใศคหรนู นูยยกัก”ตเรัวียอนยสาังงเกกาตรผหลาผหลารหทา่ีไรดของแล03วคแรูสลระุปว-07า (4) ถ้าผลคูณของจ�านวนเต็มสองจ�านวนใด ๆ เท่ากับศูนย์ แล้วจ�านวนใดจ�านวนหน่ึง
“ศูนยหารดวยจํานวนเต็มใดๆ ที่ไมใชศูนย ต้องเทา่ กับศูนย์ กลา่ วคือ ถา้ a และ b แทนจา� นวนเต็มใด ๆ และ a × b = 0 แลว้ a = 0
คจตะวัวไาหดมาผหรลมตหาอายรงทเไาทมงา คเกปณับนศิตศนูศูยานส”ยตแรลเ พะกรลาาะวเนa0นยไาํ้มวมาี หรอื b = 0
4. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “การคูณจํานวนเต็ม 2) สมบตั ขิ องหนง่ึ
สองจาํ นวนใดๆ ถา ผลคณู ของจาํ นวนเตม็ สอง
จํานวนใดๆ เทากับศูนย แลวจํานวนใด (1) จา� นวนเตม็ ใด ๆ คณู ดว้ ยหนง่ึ หรอื หนงึ่ คณู ดว้ ยจา� นวนเตม็ ใด ๆ จะไดผ้ ลคณู เทา่ กบั
จํานวนหนึ่งตองเทากับศูนย ซึ่งเปนสมบัติ จ�านวนนั้น เช่น 1 × 3 = 3 × 1 = 3
ของศนู ยข อ (4)” 1 × (-5) = (-5) × 1 = -5
1 × a = a × 1 = a เม่อื a แทนจ�านวนเตม็ ใด2 ๆ
5. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาสมบัติของหน่ึง ใน
หนงั สอื เรยี น หนา 28-29 แลว รว มกนั สรุปเปน 28
กรณีท่ัวไปวา “การคูณจํานวนเต็มใด ๆ ดวย
หนง่ึ หรือหน่งึ คณู ดว ยจํานวนเต็มใด ๆ จะได
ผลคูณเทากับจาํ นวนนั้น”
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
คดิ เหค็นรวูคาวทรําใไหมนa0ักเไรมียมนีคศวึกาษมาหม“คายณทิตานงคารณู”ติ แศลาสวใตหรน เัมกเือ่ รียaนเรปวน มจกาํ ันนแวสนดเตง็มคใวดาๆม ขอใดไมถ ูกตอ ง
1. 0 × a = a × 0
นักเรียนควรรู 2. 0 + b = b + 0
3. 0 ÷ c = c ÷ 0
1 a + 0 = 0 + a = a เมอ่ื a แทนจาํ นวนเตม็ ใดๆ จะกลา วไดวา 0 เปน 4. d × 1 = d
เอกลกั ษณก ารบวก
2 1 × a = a × 1 = a เมอื่ a แทนจํานวนเตม็ ใดๆ จะกลา วไดว า 1 เปน (เฉลยคาํ ตอบ
เอกลักษณก ารคณู 1. ถูก เพราะ 0 คณู กบั จาํ นวนใดๆ จะได 0
2. ถูก เเเพพพรรราาาะะะจกc0าํานรไบวมนวมกใีคดมวๆสี ามมคบหณู ตั มดิกาวายยรทสา1ลงับจคทะณไ่ี ดติ จศาํานสวตนรน น้ั
3. ผิด
4. ถกู
ดงั น้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 3.)
T32
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
(2) จา� นวนเต็มใด ๆ หารด้วยหนึ่ง จะไดผ้ ลหารเทา่ กับจา� นวนน้นั เช่น ขน้ั สอน
3 ÷ 1 = 3
(-5) ÷ 1 = -5 รู (Knowing)
a ÷ 1 = a เมื่อ a แทนจ�านวนเต็มใด ๆ 6. ครูถามคําถามวา
• ผลหารของ 3 ÷ 1 และ (-5) ÷ 1 เทา กับ
ตัวอยา่ งท่ี 13 เทา ไร
(แนวตอบ เทากับ 3 และ -5 ตามลาํ ดบั )
จงหาผลลพั ธข์ องจํานวนตอ่ ไปน้ี 2) 6 ÷ [(-4) + 5] แลวรวมกันสรุปเปนกรณีทั่วไปวา “การหาร
1) (18 - 17) × (-9) จาํ นวนเต็มใดๆ ดวยหนึ่ง จะไดผลหารเทา กบั
จาํ นวนเตม็ นนั้ ”
วธิ ที าํ 1) (18 - 17) × (-9) = 1 × (-9) 2) 6 ÷ [(-4) + 5] = 6 ÷ 1
= -9 = 6 ตอบ เขา ใจ (Understanding)
ลองทําดู 2) 9 ÷ [23 + (-22)] 1. ครูใหนักเรียนคูเดิมศึกษาตัวอยางท่ี 13 ใน
หนงั สอื เรียน หนา 29 แลว แลกเปล่ียนความรู
จงหาผลลัพธข์ องจํานวนตอ่ ไปน้ี กบั คขู องตนเอง จากนน้ั ใหน กั เรยี นแตล ะคนทาํ
1) (12 - 11) × (-7) “ลองทําด”ู แลว รวมกันเฉลยคาํ ตอบ
2. 1ส)มสบมัตบเิ ตั กกิ ย่ี าวรสกลบั ับกท1า่ี รบวกและการคูณจ�านวนเตม็ 2. ครูใหนักเรียนคูเดิมศึกษาสมบัติการสลับที่
ในหนงั สอื เรยี น หนา 29 แลว แลกเปลย่ี นความรู
(1) การบวกจ�านวนเต็มสองจ�านวน เราสามารถสลับท่ีระหว่างตัวตั้งและตัวบวกได้ กบั คูของตนเอง จากนัน้ ครูถามคาํ ถาม ดังนี้
โดยที่ผลบวกยังคงเทา่ กนั เชน่ 3 + (-5) = (-5) + 3 = -2 • ผลบวกของ 3 + (-5) และ (-5) + 3 เทากับ
เทา ไร
ถ้า a และ b แทนจา� นวนเต็มใด ๆ แลว้ a + b = b + a (แนวตอบ เทา กับ -2)
• ผลคณู ของ 3 × (-5) และ (-5) × 3 เทากบั
(2) การคณู จา� นวนเตม็ สองจา� นวน เราสามารถสลบั ทรี่ ะหวา่ งตวั ตงั้ และตวั คณู ได ้ โดยท่ี เทา ไร
ผลคูณยังคงเท่ากัน เช่น 3 × (-5) = (-5) × 3 = -15 (แนวตอบ เทา กบั -15)
แลวรวมกันสรุปเปนกรณีท่ัวไปเหมือนใน
ถ้า a และ b แทนจา� นวนเต็มใด ๆ แลว้ a × b = b × a หนังสอื เรยี น หนา 29 และเรยี กวา “สมบตั กิ าร
สลับท่ีสําหรับการบวก และสมบัติการสลับที่
2) สมบตั ิการเปลี่ยนหมู่ สําหรับการคูณ ตามลําดบั ”
(1) สมบัติการเปลี่ยนหมู่ส�าหรับการบวก เม่ือมีจ�านวนเต็มสามจ�านวนบวกกัน 3. ครใู หน กั เรยี นคเู ดมิ ศกึ ษาสมบตั กิ ารเปลย่ี นหมู
นกั เรียนสามารถบวกจ�านวนเตม็ คู่แรกหรือคู่หลงั ก่อนได ้ โดยที่ผลบวกสดุ ทา้ ยยังคงเท่ากนั เชน่ ในหนงั สือเรียน หนา 29-30 แลวแลกเปล่ียน
[2 + (-7)] + (-3) = 2 + [(-7) + (-3)] = -8 ความรูกับคูของตนเอง จากน้ันรวมกันสรุป
เปน กรณีทั่วไปเหมอื นในหนังสอื เรยี น หนา 30
29 และเรียกวา “สมบัติการเปล่ียนหมูสําหรับ
การบวก”
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
การดําเนินการในขอ ใดมีสมบัติการสลับที่ ครูเนน ยํา้ กบั นักเรียนถึงสมบัตกิ ารสลับทีว่ ามขี อ ควรระวงั วา 3 - 5 5 - 3
1. การบวกและการลบ เน่ืองจาก 3 - 5 = -2 แต 5 - 3 = 2 ดงั น้นั 3 - 5 5 - 3 และครอู าจช้แี นะ
2. การลบและการหาร เพ่มิ เตมิ ถงึ ขอ ควรระวงั น้วี า จะสามารถใชสมบตั กิ ารสลับท่ไี ดอ ยา งไร เชน 3 - 5
3. การบวกและการคูณ จะใชสมบตั กิ ารสลบั ที่ได ดังนี้ 3 - 5 = 3 + (-5) = (-5) + 3
4. การลบและการคณู
(เฉลยคาํ ตอบ สมบัติการสลับที่เปนจริง สําหรับการดําเนินการ นักเรียนควรรู
บวกและคูณ เมือ่ a, b เปนจํานวนใดๆ ดังนี้ 1 สมบัติการสลับที่ (Commutative Property) เปนสมบัติที่เกิดจากการ
a+b=b+a ดําเนินการบวกและการคณู ของจาํ นวน ซง่ึ ชว ยใหง า ยตอการคิดคํานวณ
และ a × b = b × a
ดังนัน้ คําตอบ คอื ขอ 3.)
T33
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ถ้า a, b และ c แทนจา� นวนเตม็ ใด ๆ แล้ว (a + b) + c = a + (b + c)
เขา ใจ (Understanding) (2) สมบัติการเปลย่ี นหมู่สา� หรบั การคณู เมอ่ื มีจา� นวนเตม็ สามจ�านวนคณู กัน นักเรียน
สามารถคณู จ�านวนเตม็ คแู่ รกหรือคหู่ ลังกอ่ นได ้ โดยทผี่ ลคูณสุดท้ายยงั คงเท่ากัน เชน่
4. ครถู ามคาํ ถามวา
• ผลคูณของ [2 × (-7)] × (-3) และ 2 × [2 × (-7)] × (-3) = 2 × [(-7) × (-3)] = 42
[(-7) × (-3)] เทา กับเทา ไร
(แนวตอบ เทา กับ 42) ถ้า a, b และ c แทนจา� นวนเต็มใด ๆ แล้ว (a × b) × c = a × (b × c)
แลว ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ เปน กรณที วั่ ไป
เหมือนในหนงั สือเรยี น หนา 30 และเรียกวา 3) สมบัตกิ ารแจกแจง เป็นสมบัติท่เี ก่ียวขอ้ งระหวา่ งการบวกและการคณู เช่น
“สมบัตกิ ารเปลีย่ นหมูส าํ หรับการคณู ” 3 × [4 + (-6)] = (3 × 4) + [3 × (-6)] = -6
[(-2) + 8] × (-3) = [(-2) × (-3)] + [8 × (-3)] = -18
5. ครูใหนักเรียนคูเดิมศึกษาตัวอยางท่ี 14 และ แถลา้ ะa ,( bb +แ ลc)ะ ×c aแ ท=น (จbา� น×ว นa)เ ต+็ม ใ(ดc ๆ× แaล)2ว้ a × (b + c) = (a × b) + (a × c)1
ตัวอยา งท่ี 15 ในหนงั สอื เรียน หนา 30 แลว
แลกเปลี่ยนความรูกับคูของตนเอง จากนั้น ตวั อยา่ งท่ี 14
ใหน ักเรยี นแตละคนทาํ “ลองทําดู”
จงหาผลบวกของ (-18) + 31 + (-34)
6. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง
ทําดู” วิธีทาํ (-18) + 31 + (-34) = (-18) + (-34) + 31 (สมบัตกิ ารสลับทสี่ �าหรบั การบวก)
= [(-18) + (-34)] + 31 (สมบัตกิ ารเปลี่ยนหมสู่ �าหรับการบวก)
7. ครูใหนักเรียนคูเดิมศึกษาสมบัติการแจกแจง = (-52) + 31
ในหนังสือเรียน หนา 30 แลวแลกเปล่ียน = -21 ตอบ
ความรูกบั คขู องตนเอง จากน้นั ครถู ามคาํ ถาม
ดังนี้ ลองทําดู
• ผลลัพธของ 3 × [4 + (-6)] และ (3 × 4) +
[3 × (-6)] เทา กบั เทาไร จงหาผลบวกของ (-27) + 35 + (-42)
(แนวตอบ เทา กบั -6)
• ผลลพั ธข อง [(-2) + 8] × (-3) และ [(-2) × ตัวอยา่ งท่ี 15 (สมบัตกิ ารเปลยี่ นหมู่สา� หรบั การคณู )
(-3)] + [8 × (-3)] เทากบั เทาไร
(แนวตอบ เทากับ -18) จงหาผลคูณของ (-3) × (-5) × 4 ตอบ
แลว ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ เปน กรณที วั่ ไป วธิ ที ํา (-3) × (-5) × 4 = (-3) × [(-5) × 4]
เหมือนในหนังสือเรียน หนา 30 และเรียก = (-3) × (-20)
สมบตั ิน้ีวา “สมบัตกิ ารแจกแจง”
= 60
ลองทําดู
จงหาผลคณู ของ (-7) × 5 × (-6)
30
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
1 a × (b + c) = (a × b) + (a × c) เม่อื a, b และ c แทนจํานวนเตม็ ขอใดแสดงสมบตั ิการเปลี่ยนหมขู องจาํ นวนเตม็
ใดๆ จะเรยี กวา “สมบัติการแจกแจงทางซาย” 1. (10 + 11) + 12 = 12 + (10 + 11)
2 (b + c) × a = (b × a) + (c × a) เม่อื a, b และ c แทนจาํ นวนเตม็ 2. 7 × (8 × 9) = (8 × 9) × 7
ใดๆ จะเรียกวา “สมบัตกิ ารแจกแจงทางขวา” 3. (13 + 14) × 15 = (13 × 15) + (14 × 15)
4. 14 + (15 + 16) = (14 + 15) + 16
T34 (เฉลยคาํ ตอบ 1. (10 + 11) + 12 = 12 + (10 + 11)
สมบตั ิการสลบั ที่
2. 7 × (8 × 9) = (8 × 9) × 7
สมบัติการสลบั ที่
3. (13 + 14) × 15 = (13 × 15) + (14 × 15)
สมบตั ิการแจกแจง
4. 14 + (15 + 16) = (14 + 15) + 16
สมบตั กิ ารเปลี่ยนหมู
ดงั นนั้ คําตอบ คือ ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อย่างที่ 16 ขนั้ สอน
จงหาผลคณู ของ 123 × (-15) เขา ใจ (Understanding)
วิธีทํา 123 × (-15) = 123 × [(-10) + (-5)] 8. ครยู กตวั อยางการหาผลคณู ของตัวอยา งที่ 16
= [123 × (-10)] + [123 × (-5)] ในหนังสือเรียน หนา 31 พรอมแสดงวิธีทํา
= (-1,230) + (-615) (สมบตั กิ ารแจกแจง) อยางละเอียดบนกระดาน จากนั้นใหนักเรียน
= -1,845 ทาํ “ลองทําดู” แลวรว มกันเฉลยคาํ ตอบ
ตอบ
9. ครูแจกใบงานท่ี 1.12 เรื่อง สมบัติของ
ลองทําดู จาํ นวนเตม็ ใหน กั เรยี นทาํ แลว ครแู ละนกั เรยี น
รว มกนั เฉลยคําตอบ
จงหาผลคูณของ 213 × (-26)
ลงมอื ทาํ (Doing)
แบบฝึกทักษะ 1.6
1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 1.6 จากนั้น
ระดบั พื้นฐาน 3) 1(-5×8)a ×31 0 4) 0 ÷ (-36) ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบแบบฝก
7) 8) (a × b) ÷ 1 ทกั ษะ 1.6
1. จงหาผลลพั ธ์ในแต่ละขอ้ ต่อไปนี้
1) 0 + (-23) 2) (-9) - 0 2. ครูใหนกั เรียนทํา Exercise 1.6 ในแบบฝก หัด
5) 1 × (-11) 6) (-49) ÷ 1 คณติ ศาสตรเ ปนการบา น
ระดบั กลาง ขน้ั สรปุ
2. จงเติมจา� นวนเต็มใด ๆ ใน และ เพอ่ื ท�าให้แต่ละประโยคตอ่ ไปนเ้ี ป็นจริง ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ
1) + 13 = 13 + (-29) นักเรยี น ดงั นี้
2) (-5) × = 7 × (-5) • จาํ นวนเต็มใดๆ คูณดวยศูนย หรือศูนยคณู
3) (6 + 2) + (-3) = + [2 + (-3)] ดวยจาํ นวนเตม็ ใดๆ จะไดผลคณู เทากบั
(แนวตอบ ผลคณู เทากบั ศนู ย)
4) ( × 7) × (-4) = 8 × [7 × (-4)]
• จาํ นวนเต็มใดๆ หารดวยหน่ึง จะไดผ ลหาร
5) (-5) + = (-2) + × 32) × (-7)2 เทา กบั
6) (-4) × (32 × ) = ( (แนวตอบ ผลหารเทา กบั จํานวนนัน้ ๆ)
7) (8 × 11) + (8 × ) = × [11 + (-5)] ขน้ั ประเมนิ
3. จงหาผลคูณในแต่ละข้อต่อไปนโี้ ดยใชส้ มบัตขิ องจา� นวนเตม็ 1. ครูตรวจใบงานที่ 1.12
2. ครตู รวจแบบฝก ทักษะ 1.6
1) 18 × 74 2) 138 × (-65) 3) 123 × 996 3. ครตู รวจ Exercise 1.6
4. ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล
31 5. ครสู งั เกตคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู
ขอ ใดแสดงสมบัตกิ ารแจกแจงของจํานวนเตม็ 1 a3 จะมีคา เทากบั a × a × a
1. 2 × (5 - 3) = (2 × 5) + (2 × 3) ดงั นั้น 1 × a3 = a3 หรอื 1 × a3 = a × a × a
2. (8 × 4) + (8 × 5) = 4 × (8 + 5)
3. 5 + (6 + 7) = (5 × 6) + (5 × 7) 2 (-4) × (32 × ) = ( × 32) × (-7) เมอ่ื และ เปน
4. (11 × 9) + (13 × 9) = (11 + 13) × 9 ตัวไมทราบคาที่ทําใหการดําเนินการของจํานวนท้ังสองขางของเครื่องหมาย
(เฉลยคาํ ตอบ สมบัติการแจกแจงท่ีเก่ียวกับจํานวนจะตองมี เทากับน้ันเทากัน เราจะเรียกประโยคท่ีมีตัวไมทราบคาสองตัวอยูในประโยควา
“สมการเชงิ เสน สองตวั แปร”
การคูณจาํ นวนกับผลบวกของอีก 2 จาํ นวน
กาํ หนดให a, b และ c แทนจาํ นวนใดๆ
(a + b) × c = (a × c) + (b × c)
ดงั นนั้ คําตอบ คือ ขอ 4.)
T35
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) 1.7 การนา� ความรเู้ กี่ยวกบั จ�านวนเต็มไปใชใ้ นชวี ติ จริง
การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ในชีวิตประจ�าวันมีการน�าความรู้เกี่ยวกับจ�านวนเต็มและสมบัติของจ�านวนเต็มไปใช้ เช่น
การซอื้ สง่ิ ของตา่ ง ๆ และการแสดงจา� นวนเงนิ ทข่ี าดทนุ จากการคา้ ขาย โดยใชจ้ า� นวนเตม็ ลบ เปน็ ตน้
ครูทบทวนสมบตั ขิ องจาํ นวนเตม็ ตา งๆ ซงึ่ นกั เรยี นจะไดศ้ ึกษาจากตวั อย่างตอ่ ไปนี้
ขน้ั สอน ตัวอยา่ งท่ี 17
รู (Knowing) รจนาซื้อดินสอ ไม้บรรทัด วงเวียน และปากกาเป็นเงิน 12 บาท 27 บาท 28 บาท และ 13 บาท
ตวิธาทีมาํลาํ ดรับจนจางซห้อืาวส่านิ รคจา้นทาง้ัซห้ือมสดินเคป้าน็ ทเงั้งหินม 1ด2ก บ่ี+า 2ท7 + 28 + 113 บาท
1. ครูยกตวั อยา งท่ี 17 ในหนงั สอื เรยี น หนา 32 = 12 + 28 + 27 + 13 บาท
พรอมแสดงวิธีทําอยางละเอียดบนกระดาน = (12 + 28) + (27 + 13) บาท (สมบตั ิการสลบั ทส่ี า� หรับการบวก)
และเนนยํ้าวา ในแตละขั้นตอนใชสมบัติของ
จํานวนเตม็ อะไร = 40 + 40 บาท
= 80 บาท
2. ครูใหนักเรียนแลกเปลี่ยนความรูกัน แลวทํา ดงั นนั้ รจนาซอ้ื สินค้าท้ังหมด 80 บาท ตอบ
“ลองทาํ ด”ู ในหนังสอื เรียน หนา 32 จากนัน้
ครแู ละนกั เรยี นรว มกันเฉลยคาํ ตอบ ลองทําดู
3. ครูยกตัวอยา งท่ี 18 ในหนังสอื เรียน หนา 32 สุชาตเิ ลย้ี งไก่ เป็ด หา่ น และวัวจาํ นวน 107 ตัว 85 ตัว 32 ตวั และ 23 ตัว ตามลาํ ดับ
บนกระดาน จากนนั้ ครูถามคําถาม ดงั น้ี จงหาวา่ สุชาติเลีย้ งสัตวท์ ั้งหมดกต่ี วั
• จากประโยคทก่ี ลา ววา “ขายมะมว งขาดทนุ ”
นักเรียนคิดวาเกี่ยวของกับจํานวนเต็ม ตวั อย่างที่ 18
ชนดิ ใด
(แนวตอบ เกยี่ วของกบั จาํ นวนเต็มลบ) พอ่ คา้ ขายสม้ ฝรงั่ และเงาะไดก้ าํ ไร 242 บาท 256 บาท และ 268 บาท ตามลาํ ดบั แตก่ ารขนสง่
• การหาผลลัพธของโจทยขอนี้ เขียนเปน ทาํ ใหม้ ะมว่ งบางสว่ นเกดิ รอยชา้ํ จงึ ตอ้ งลดราคาทาํ ใหข้ ายมะมว่ งขาดทนุ 246 บาท อยากทราบวา่
ประโยคสญั ลกั ษณไดอ ยางไร พ่อคา้ ขายผลไมท้ งั้ ส่ีชนดิ น้ไี ด้กําไรกี่บาท
(แนวตอบ พอ คา ขายผลไมท งั้ สช่ี นดิ นไี้ ดก าํ ไร
เทากบั 242 + 256 + 268 + (-246)) วิธที ํา ให้จ�านวนเต็มบวกแสดงจา� นวนเงินทีพ่ ่อค้าขายผลไม้ไดก้ า� ไร และจ�านวนเตม็ ลบ
จากนน้ั ครแู สดงวธิ ที าํ อยา งละเอยี ดบนกระดาน แสดงจ�านวนเงนิ ท่พี ่อคา้ ขายผลไม้ขาดทุน
พ่อคา้ ขายผลไม้ทัง้ สี่ชนิดนีไ้ ดก้ า� ไร 242 + 256 + 268 + (-246) บาท
4. ครูใหนักเรียนแลกเปลี่ยนความรูกัน แลวทํา = 242 + 268 + 256 - 246 บาท (สมบัตกิ ารสลับทสี่ า� หรบั การบวก)
“ลองทําด”ู ในหนังสอื เรียน หนา 33 จากนั้น
ครูและนักเรียนรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ
= (242 + 268) + (256 - 246) บาท
= 510 + 10 บาท
= 520 บาท
ดงั นั้น พอ่ คา้ ขายผลไม้ทงั้ สช่ี นดิ นีไ้ ด้ก�าไร 520 บาท ตอบ
32
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
1 12 + 27 + 28 + 13 สามารถคดิ คาํ นวณไดอกี แบบ ดงั น้ี ขอใดตอไปน้ถี กู ตอ ง
12 + 27 + 28 + 13 = (10 + 20 + 20 + 10) + (2 + 7 + 8 + 3) 1. 10 - (5 - 2) = (10 - 5) - 2
= 60 + 20 2. 5(10 - 4) = (5 × 10) - (5 × 4)
= 80 3. 2(8 - 7) = (2 × 7) - (2 × 8)
4. (14 × 3) + (17 × 5) = 31 × 8
T36 (เฉลยคําตอบ 1. ผิด เพราะ 10 - 3 5 - 2
73
2. ถกู เพราะ 5(6) = 50 - 20
30 = 30
3. ผิด เพราะ 2(1) 14 - 16
2 -2
4. ผดิ เพราะ 42 + 85 31 × 8
127 248
ดังน้ัน คําตอบ คือ ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลแตอมางมค่ทล้าําขําดดาู ยบั ขนแตมช่ท่วองงบห่ายยบิ ฝนทตอกงสหง่ยผอลดใหแ้ขลาะฝยขอนยทมอถงว้ ไยดฟก้ ูขาํ าไดร1ท5นุ 2252บ07าทบ4า1ท7 บาท และ 415 บาท ขน้ั สอน
ขายขนมไทยทงั้ สชี่ นดิ นีไ้ ดก้ าํ ไรกบ่ี าท อยากทราบวา่ แม่ค้า
รู (Knowing)
ตวั อย่างท่ี 19
5. ครยู กตวั อยางท่ี 19 ในหนงั สอื เรยี น หนา 33
มินตราซื้อเสื้อราคาขายสง่ ตวั ละ 179 บาท จํานวน 95 ตวั มินตราซื้อเสื้อทัง้ หมดกบ่ี าท พรอมแสดงวิธีทําอยางละเอียดบนกระดาน
ทัง้ 2 วธิ ี จากน้นั ครูถามคําถาม ดังน้ี
วธิ ีทํา วธิ คี ิดราคาเสอ้ื อาจคิดได้หลายวธิ ี เช่น • วิธที ี่ 1 ใชส มบัติใดบาง
วธิ ที ี่ 1 มนิ ตราซอ้ื เสอ้ื ท้งั หมดเปน็ เงิน 95 × 179 บาท (แนวตอบ สมบัติการสลับที่สําหรับการคูณ
= 179 × 95 บาท และสมบตั ิการแจกแจง)
(สมบตั กิ ารสลบั ที่ส�าหรบั การคณู ) • วธิ ีท่ี 2 ใชสมบัติใดบาง
(แนวตอบ สมบัติการสลับท่ีสําหรับการคูณ
= 179 × (100 - 5) บาท และสมบตั ิการแจกแจง)
= (179 × 100) - (179 × 5) บาท (สมบตั กิ ารแจกแจง) • นกั เรยี นคดิ วา วธิ ใี ดหาผลลพั ธไ ดง า ยกวา กนั
= 17,900 - 895 บาท เพราะเหตใุ ด
= 17,005 บาท (แนวตอบ นักเรียนอาจตอบวาวธิ ที ี่ 1 เพราะ
ดังนั้น มนิ ตราซื้อเสอื้ ทงั้ หมดเปน็ เงิน 17,005 บาท การหาผลคูณของ 179 × 100 งายกวา
การหาผลคูณของ 180 × 95 หรือนักเรียน
วิธที ่ี 2 มินตราซื้อเส้ือท้ังหมดเปน็ เงนิ 95 × 179 บาท อาจตอบวา วธิ ที ่ี 2 เพราะการหาผลคณู ของ
= 179 × 95 บาท 1 × 95 งา ยกวาการหาผลคณู ของ 179 × 5)
(สมบัติการสลับที่สา� หรับการคณู ) จากนั้นครูสรุปวา “ไมวานักเรียนจะเลือก
ทําวิธีใดก็ตาม ข้ึนอยูกับความสะดวกของ
= (180 - 1) × 95 บาท แตละคน ผลลพั ธทไ่ี ดจะเทากนั ”
= (180 × 95) - (1 × 95) บาท
(สมบัติการแจกแจง) 6. ครูใหนักเรียนจับคูแลกเปลี่ยนความรูกัน
แลวทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียนหนา 33
= 17,100 - 95 บาท โดยครูคอยตรวจสอบความถกู ตอง จากน้ันครู
= 17,005 บาท และนักเรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ “ลองทําดู”
ดังน้ัน มนิ ตราซื้อเสอ้ื ท้งั หมดเปน็ เงิน 17,005 บาท ตอบ
ลองทําดู
สนิ ีขายสมุด 256 เล่ม ราคาเล่มละ 37 บาท สินไี ด้รบั เงนิ ทั้งหมดกี่บาท
33
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
ถา (3 × 5) - (3 × 8) = 3 × a 1 กําไร (Gain) คอื ผลตอบแทนท่ีไดม ากกวาตนทุน
และ [2 × (-4) + 2 × (-6)] = 2b แลว b - a + 7 เทา กับเทา ไร เชน ซ้ือพัดลมราคา 300 บาท ขายตอ ราคา 500 บาท
แสดงวา ไดกาํ ไร 200 บาท เปน ตน
(เฉลยคาํ ตอบ
(3 × 5) - (3 × 8) = 3 × (5 - 8) สมบตั กิ ารแจกแจง 2 ขาดทุน (Loss) คือ ผลตอบแทนที่นอยกวาตนทนุ
= 3 × (-3) เชน ซ้อื พัดลมราคา 300 บาท ขายตอ ราคา 200 บาท
3 × a = 3 × (-3) แสดงวา ขาดทุน 100 บาท เปนตน
a = -3
T37
และ [2 × (-4) + 2 × (-6)] = 2 × [(-4) + (-6)]
= 2 × (-10)
2b = 2 × (-10)
b = -10
b - a + 7 = (-10) - (-3) + 7
= (-7) + 7
= 0)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ตวั อยา่ งท่ี 20
รู (Knowing) ขวัญข้าวซื้อสมุดปกแข็ง ราคาโหลละ 157 บาท จํานวน 95 โหล สมุดปกอ่อนราคาโหลละ
106 บาท จาํ นวน 90 โหล ขวัญข้าวตอ้ งจ่ายเงนิ ทงั้ หมดก่บี าท
7. ครูยกตัวอยา งท่ี 20 ในหนงั สอื เรยี น หนา 34
พรอมแสดงวิธีทําอยางละเอียดบนกระดาน วธิ ีทาํ คดิ เงินจากสมุดปกแขง็ และสมุดปกออ่ น จา� นวน 90 โหลกอ่ น และคดิ เงนิ จาก
จากน้ันนักเรียนจับคูชวยกันหาผลลัพธของ สมุดปกแข็งทีเ่ หลอื อกี 5 โหล แล้วน�าเงินมาบวกกนั
โจทยขอน้ีโดยใชวิธีคิดคํานวณอื่นๆ แลวสง จะได้จ�านวนเงนิ เท่ากบั [(90 × 157) + (90 × 106)] + (5 × 157) บาท
ตัวแทนออกมาแสดงวิธีทําบนกระดาน = [(157 × 90) + (106 × 90)] + (157 × 5) บาท (สมบัติการสลับที่สา� หรบั การคูณ)
(แนวตอบ นักเรียนอาจจะคิดจาก ประโยค = [(157 + 106) × 90] + 785 บาท
สัญลักษณ (157 × 95) + (106 × 90) = (สมบตั กิ ารแจกแจง)
หรือประโยคสญั ลกั ษณ [157 × (100 - 5)] +
[(100 + 6) × 90] = ) = [263 × (9 × 10)] + 785 บาท
หมายเหตุ : ถานักเรียนหาผลลัพธของโจทย = [(263 × 9) × 10] + 785 บาท
ปญ หานโี้ ดยใชว ธิ คี ดิ คาํ นวณอนื่ ๆ ทหี่ ลากหลาย (สมบตั กิ ารเปลยี่ นหมสู่ า� หรบั การคณู )
กวาน้ี ใหอ อกมาเขยี นแสดงวิธีทําบนกระดาน
ทุกวิธี = (2,367 × 10) + 785 บาท
= 23,670 + 785 บาท
8. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน = 24,455 บาท
หนา 34 จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันเฉลย ดังนน้ั ขวญั ข้าวตอ้ งจา่ ยเงินท้ังหมด 24,455 บาท ตอบ
คําตอบ
ลองทําดู
เขา ใจ (Understanding)
วีณาซือ้ ปากกาน้าํ เงินราคาโหลละ 192 บาท จาํ นวน 68 โหล ดนิ สอราคาโหลละ 146 บาท
1. ครใู หน กั เรยี นแบง เปน 4 กลมุ เทา ๆ กนั จากนนั้ จํานวน 60 โหล วณี าตอ้ งจา่ ยเงินทงั้ หมดกี่บาท
รว มกันวเิ คราะห “H.O.T.S. คําถามทาทายการ
คดิ ข้นั สูง” ในหนงั สือเรยี น หนา 34 แลว เขียน คาํ ถามทา้ ทายการคดิ ขนั้ สงู
คําตอบจากการวิเคราะหลงในสมุดตนเอง
จากนั้นสงตัวแทนกลุมละ 2 คน มานําเสนอ 1. นกั เรยี นคิดว่า
คําตอบหนา ช้ันเรยี น 1) ท�าไมจึงควรใช้สมบัติการสลับที่ เพ่ือเปลี่ยนอันดับท่ีของการบวกจ�านวนเต็ม
ต่อไปน้กี ่อนหาผลบวก (-75) + (-173) + (-20)
2. ครูแจกใบงานที่ 1.13 เรื่อง การนําความรู 2) เพราะอะไรจึงสลบั ที่จ�านวนเต็มสองจา� นวนนน้ั
เกย่ี วกบั จาํ นวนเตม็ ไปใชใ นชวี ติ จรงิ ใหน กั เรยี น 2. คา่ สมั บรู ณข์ องผลรวมของจา� นวนเตม็ สองจา� นวนทแี่ ตกตา่ งกนั และมเี ครอ่ื งหมาย
ทาํ จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ เหมือนกันเท่ากับ 8 ถ้าสินีบอกว่ามีจ�านวนเต็มสามคู่ที่ตรงกับค�าอธิบายดังกล่าว นักเรียน
เห็นด้วยหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
34
เฉลย H.O.T.S. คําถามทาทายการคิดขน้ั สูง ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
กาํ หนด a = 4, b = -2, c = -3, d = 6
1. 1) เพราะชว ยทาํ ใหง า ยและสะดวกรวดเรว็ ตอ การคดิ คาํ นวณ จงึ ควรใช คาของ [(a - b) × c] ÷ d ตรงกับขอ ใด
สมบตั ิการสลับที่ ดงั น้ี
1. a + b
(-75) + (-173) + (-20) = (-75) + (-20) + (-173) 2. b + d
2) เพราะ (-75) + (-20) ทําใหเราบวกเลขไดเรว็ กวา (-75) + (-173) 3. c
2. ไมเห็นดวย เพราะคา สมั บูรณข องจาํ นวนเต็มใดๆ เปน จาํ นวนเตม็ บวก 4. b
เสมอ ดงั นนั้ ผลรวมของจาํ นวนเตม็ สองจาํ นวนทแ่ี ตกตา งกนั และมเี ครอื่ งหมาย (เฉลยคําตอบ [(a - b) × c] ÷ d = [(4 - (-2)) × (-3)] ÷ 6
เหมือนกัน จึงสามารถเปนไดทั้งจํานวนเต็มบวกและจํานวนเต็มลบ เชน
(-1) และ (-7), 1 และ 7, (-2) และ (-6), 2 และ 6, (-3) และ (-5), 3 และ 5 = (-18) ÷ 6
(ทั้งหมดได 6 คู) = -3
[(a - b) × c] ÷ d เทากบั -3
T38 และ c เทากับ -3
ดังน้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 1.7 ขน้ั สอน
ระดับ พน้ื ฐาน ปลา ปู และเน้ือไก่อย่างละ 25 กิโลกร1ัม 86 กิโลกรัม เขา ใจ (Understanding)
1. แม่ค้าร้านอาหารแห่งหน่ึงซื้อกุ้ง 3. ครทู บทวนวธิ กี ารแกโ จทยป ญ หา โดยยกตวั อยา ง
1พ8อ่ มกโิีไลมก้ 4รมั ทแ่อลนะท9่อ4นกแโิ รลกกยรามั วต2า2ม9ลา�เซดนบั ตอเิ ยมาต2กรททรา่อบนวทา่ ่ีสแอมงค่ ยา้ าซวอื้ 1อ3า4หาเซรสนดตทิเมง้ั หตรมดทกอ่ กี่ นโิ ทลก่สี รามัม แบบฝก ทกั ษะ 1.7 ขอ 5 ในหนงั สอื เรยี น หนา 35
2. ยาว 221 เซนตเิ มตร และท่อนท่สี ยี่ าว 178 เซนติเมตร ถา้ พอ่ น�าไม้ท้งั สี่ทอ่ นมาวางตอ่ กัน มาอธบิ ายขนั้ ตอนการแสดงวธิ ที าํ อยา งละเอยี ด
บนกระดาน
จะมีความยาวทง้ั หมดกเ่ี ซนติเมตร
4. ครูใหนักเรียนแตละคนทําแบบฝกทักษะ 1.7
3. นิธิศขายจาน ชาม และแก้วเซรามิคได้ก�าไร 1,567 บาท 1,482 บาท และ 973 บาท ขอ 6-7 ในหนงั สอื เรยี น หนา 35 เพอ่ื ตรวจสอบ
ตามล�าดับ แต่นิธิศท�าถ้วยเซรามิคแตกเสียหายบางส่วน ท�าให้ขายถ้วยเซรามิคขาดทุน ความเขาใจโดยครูคอยเดินดูเพื่อตรวจสอบ
642 บาท อยากทราบว่านธิ ศิ ขายสนิ คา้ เซรามคิ ทงั้ ส่ีชนิดนีไ้ ดก้ า� ไรกบ่ี าท ความถกู ตอ ง
5. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 1.7 (ขอ ทเี่ หลอื )
ในหนงั สอื เรยี น หนา 35 จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี น
รวมกันเฉลยคําตอบแบบฝก ทักษะ 1.7
4. สมปองขายแก้วนา้� 368 ใบ ราคาใบละ 45 บาท สมปองไดร้ บั เงนิ ท้ังหมดก่ีบาท
5. ธิดาซือ้ เส้ือตวั ละ 89 บาท จ�านวน 4 ตวั และกระโปรงตัวละ 90 บาท จ�านวน 3 ตวั
ธดิ าต้องจา่ ยเงินทงั้ หมดก่ีบาท
ระดบั กลาง
6. ปกป้องต้องการซื้อเส้ือตวั ละ 198 บาท จ�านวน 5 ตวั และกางเกงตวั ละ 280 บาท จา� นวน
3 ตัว ปกปอ้ งซ้ือของท้งั หมดกบ่ี าท
7. รสิ าซอื้ เงาะราคากโิ ลกรมั ละ 45 บาท จา� นวน 5 กโิ ลกรมั และซอ้ื สม้ ราคากโิ ลกรมั ละ 65 บาท
จ�านวน 5 กโิ ลกรัม ริสาต้องจ่ายเงินท้ังหมดกีบ่ าท
8. หนอ่ ยซ้อื กระเปา๋ ราคา 268 บาท จา� นวน 8 ใบ และถงุ เทา้ ราคาคู่ละ 32 บาท จ�านวน 8 คู่
หนอ่ ยตอ้ งจา่ ยเงินท้งั หมดก่ีบาท
9. แมค่ า้ ซื้อนมรสหวานมา 7 ลัง ในหนง่ึ ลงั มี 48 กลอ่ ง ถา้ แมค่ ้าน�านมรสหวานมาขายกลอ่ งละ
12 บาท แมค่ า้ จะได้รับเงนิ ก่บี าทเม่ือขายนมรสหวานหมด 7 ลัง
10. วนิดามีพวงกุญแจตุ๊กตาอยู่ 563 ชิ้น ขายไปแล้วยังเหลือพวงกุญแจตุ๊กตาอีก 345 ชิ้น
ถา้ วนดิ าขายพวงกุญแจตุ๊กตาชิน้ ละ 85 บาท วนดิ าจะไดร้ บั เงินกี่บาท
11. พ่อค้ามขี า้ วสาร 470 กโิ ลกรัม แบง่ บรรจุใส่ถงุ ถุงละ 5 กิโลกรัม ถา้ พ่อค้าขายข้าวสารถุงละ
239 บาท พอ่ คา้ จะได้รับเงนิ ทงั้ หมดกีบ่ าท
35
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
จาํ นวนเต็มสองจํานวนคณู กนั ได -68 ถาจํานวนหน่งึ เปน 17
อีกจํานวนตรงกบั ขอใด 1 กิโลกรัม (Kilogramme) เปนช่ือหนวยมาตราชั่งนํ้าหนักในระบบเมตริก
เทากบั 1,000 กรัม เขยี นยอ วา กก. หรือ kg.
1. 4 2 เซนตเิ มตร (Centimetre) เปน ชอื่ หนว ยมาตราวดั ความยาวในระบบเมตรกิ
2. -4 มอี ัตราเทากับ 1 ใน 100 ของ 1 เมตร เขียนยอ วา ซม. หรอื cm.
3. 3
4. -3
(เฉลยคาํ ตอบ จํานวนสองจาํ นวนคูณกัน = -68
จํานวนหน่ึง = 1-16778
จาํ นวนทสี่ อง = = -4
ดงั นั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T39
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน คณติ ศาสตรใ์ นชวี ิตจรงิ
ลงมอื ทาํ (Doing) ในชวี ติ จรงิ เราไดน้ า� ความรเู้ กย่ี วกบั จา� นวนเตม็ และสมบตั ขิ องจา� นวนเตม็ มาใชใ้ นสถานการณ์
ต่าง ๆ เชน่
1. ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ สถานการณท์ ี่ 1 วายฝุ ากเงนิ ทธี่ นาคารพาณชิ ยแ์ หง่ หนงึ่ ทกุ เดอื น เดอื นละ 1,355 บาท จา� นวน
สามารถทางคณติ ศาสตร แลว ทาํ กจิ กรรม ดงั น้ี 12 เดือน ซง่ึ ไดด้ อกเบยี้ ร้อยละ 0.5 ต่อป1 ถ้าในวนั ท ี่ 1 ของเดอื นท่ ี 13 วายุถอนเงนิ ออกมาจาก
• ใหแตละกลุมสงตัวแทนมาตกลงกันวา บญั ชีธนาคารจ�านวน 12,500 บาท อยากทราบวา่ วายเุ หลอื เงนิ ในบญั ชธี นาคารกบี่ าท
จะเลือกแกปญหาสถานการณใดจาก
“คณิตศาสตรในชีวิตจริง” ในหนังสือเรียน สถานการณ์ที่ 2 ร้านขายรองเท้าแหง่ หนง่ึ แม่คา้ ตดิ ราคาขายรองเท้าไวค้ ู่ละ 399 บาท ถา้ ซือ้
หนา 36 2 ค่ ู แม่ค้าลดราคาให้ 25 บาท ดาวิกาตอ้ งการซอ้ื รองเท้า 5 ค ู่ เพอ่ื น�าไปฝากเพ่อื น 3 คน คนละ
• นักเรียนแตละคนวิเคราะหวาสถานการณ 1 คู ่ และอกี 2 คสู่ า� หรับตนเอง อยากทราบว่าดาวกิ าต้องจ่ายเงินทง้ั หมดกีบ่ าท
ที่กลุมของตนเองเลือกมีวิธีการแกปญหา
อยางไร จากน้ันแลกเปล่ียนคําตอบกัน
ภายในกลุม สนทนาซกั ถามจนเปน ทีเ่ ขาใจ
รวมกนั
• นักเรียนแตละคนเขียนขั้นตอนแสดงวิธีคิด
ของกลมุ ตนเองอยา งละเอยี ดลงในสมดุ ของ
ตนเอง
• ครคู อยตรวจสอบความถกู ตอง
2. ครใู หน ักเรยี นทํา Exercise 1.7 (เฉพาะขอค)ู
ในแบบฝกหัดคณติ ศาสตรเปน การบา น
1 อัตราดอกเบย้ี เงินฝากสาํ หรับบคุ คลธรรมดาของธนาคารพาณชิ ย์. สืบค้นเมือ่ 17 ตลุ าคม 2560, จาก http://www.bot.or.th/
thai/statistics/_layouts/application/interest_rate/in_rate.aspx
36
เฉลย คณิตศาสตรในชีวิตจริง
สถานการณท่ี 1 วายุฝากเงินในบญั ชธี นาคาร เทากบั 1,355 × 12 บาท
= 16,260 บาท
จากดอกเบยี้ รอ ยละ 0.5 ตอ ป
หมายความวา เงนิ ฝาก 100 บาท จะไดร บั เงนิ จากธนาคาร 100.5 บาท
เงนิ ฝาก 16,260 บาท จะไดรับเงินจากธนาคาร 16,26010×0 100.5 บาท
= 16,341.3 บาท
วายถุ อนเงินออกมาจากบญั ชีธนาคาร 12,500 บาท
ดงั นั้น วายเุ หลือเงินในบญั ชีธนาคาร 16,341.3 - 12,500 = 3,841.3 บาท
สถานการณที่ 2 ดาวิกาตองจายเงนิ ทั้งหมด เทา กบั (399 × 5) - (25 × 2) บาท
= 1,995 - 50 บาท
= 1,945 บาท
ดังน้นั ดาวิกาตองจา ยเงินทง้ั หมด 1,945 บาท
T40
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
สรปุ แนวคิดหลกั ขน้ั สรปุ
จาํ นวนเตม็ 1. ครใู หน กั เรยี นอา นและศกึ ษา “สรปุ แนวคดิ หลกั ”
ในหนังสือเรียน หนา 37-38 แลวเขียนผัง
จ�านวนเต็มลบ ศูนย์ จ�านวนเต็มบวก มโนทศั น หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 ระบบจาํ นวนเตม็
-1, -2, -3, … 0 1, 2, 3, … ลงในกระดาษ A4
เส้นจาํ นวน 2. ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ
นักเรยี น ดังน้ี
-3 -2 -1 0 1 2 3 • จํานวนเตม็ ประกอบดว ยอะไรบาง
(แนวตอบ จํานวนเต็มบวก จํานวนเต็มลบ
บนเสน้ จ�านวน จ�านวนเตม็ ที่อย่ทู างขวาจะมคี า่ มากกว่าจา� นวนเต็มที่อยู่ทางซ้ายเสมอ และศนู ย)
• จํานวนตรงขา มของ a คืออะไร
จาํ นวนตรงขา้ มและค่าสมั บูรณ์ (แนวตอบ จํานวนตรงขา มของ a คือ -a)
• คา สมั บรู ณข องจํานวนเต็ม คอื อะไร
เมือ่ a เปน็ จา� นวนเตม็ ใด ๆ (แนวตอบ คาสัมบูรณของจํานวนเต็ม คือ
• เขียนแทนจา� นวนตรงข้ามของ a ด้วยสญั ลกั ษณ์ -a เชน่ ระยะหางระหวางจํานวนเตม็ น้นั กบั ศนู ยบ น
จ�านวนตรงขา้ มของ 3 เขียนแทนดว้ ย -3 เสน จาํ นวน)
จา� นวนตรงข้ามของ -3 เขียนแทนดว้ ย -(-3) • การบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวนเต็มลบ
• เขียนแทนคา่ สมั บรู ณข์ อง a ด้วยสัญลักษณ ์ ∙a∙ เชน่ ผลบวกท่ไี ดเปน จํานวนอะไร
คา่ สัมบรู ณข์ อง 3 เขียนแทนดว้ ย ∙3∙ (แนวตอบ ผลบวกท่ไี ดเ ปน จํานวนเต็มลบ)
ค่าสมั บรู ณข์ อง -3 เขยี นแทนดว้ ย ∙-3∙ • การบวกจํานวนเต็มบวกดวยจํานวนเต็มลบ
และการบวกจํานวนเต็มลบดวยจํานวน
การบวกและการลบจํานวนเต็ม เต็มบวก จะไดผลบวกเปนจํานวนอะไร
(แนวตอบ จะไดผลบวกเปนจํานวนเต็มตาม
1) การบวกจาํ นวนเต็ม จํานวนท่มี ีคา สมั บรู ณมากกวา)
กา� หนดให้ a และ b แทนจา� นวนเต็มบวกใด ๆ จะได้ว่า
a + b = a + b
(-a) + (-b) = -(a + b)
a + (-b) = a - b เมื่อ a ≥ b
a + (-b) = -(b - a) เมื่อ b > a
(-a) + b = -(a - b) เม่อื a ≥ b
(-a) + b = b - a เม่อื b > a
37
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
กําหนด a = -1, b = 2 และ c = 3 ขอ ใดมคี านอ ยที่สดุ
1. 2ac -- 3ba 2. (a - abc) × c
3. (-3)(ab - c) 4. (a + b)(a - c)
(เฉลยคําตอบ a = -1 , b = 2 และ c = 3
2ac -- 3ba 62(-3(+3-)13-) -3=(2--193) (a - abc) c [--(39-1=)(--13)2(3])× 3
1. = 2. × =
= =
= -3
3. (-3)(ab - c) = (-3)[(-1)(2) - 3] 4. (a + b)(a - c) = [(-1) + 2][(-1) - 3]
= (-3)(-5) = 15 = 1(-4) = -4
ดงั นั้น คาํ ตอบ คือ ขอ 4.)
T41