นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน การหารทศนิยมทีเ่ ปน็ จา� นวนบวกด้วยทศนยิ มท่เี ป็นจา� นวนลบ หรือการหารทศนิยม
ท่ีเป็นจ�านวนลบด้วยทศนิยมท่ีเป็นจ�านวนบวก ให้น�าค่าสัมบูรณ์ของตัวต้ังหารด้วย
รู้ (Knowing) ค่าสัมบูรณ์ของตัวหาร แล้วเขียนผลหารเป็นจ�านวนลบ และใส่จุดทศนิยมที่ผลหาร
ให้ตรงกบั จดุ ทศนิยมของตวั ตัง้
11. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาการหารทศนยิ มทเี่ ปน ลบ
ดว ยทศนยิ มทเ่ี ปน บวกจากตัวอยา งท่ี 40 ใน ตวั อยา่ งที่ 40
หนงั สอื เรยี น หนา 84 จากนน้ั ครแู ละนกั เรียน
รวมกันสรุปเปนกรณีท่ัวไปสําหรับการหาร จวธิงีทหำำ� ผล(ห-ำ0ร.2ข9อ9ง) (÷-01.2.1399)= ÷ 1.3
ทศนิยมที่เปนลบดวยทศนิยมที่เปนบวกดัง ∙-0.299∙
ในกรอบ “คณิตนา รู” ∙1.3∙
= 0.12.939××1100
12. ครูใหน กั เรียนทาํ “ลองทาํ ด”ู จากนน้ั ครูและ ¤³Ôµน‹ารÙ้
นกั เรียนรวมกนั เฉลยคาํ ตอบ = 21.939
13 20..9293 ให้ a, b แทนทศนยิ มบวกใด ๆ
13. ครูใหนักเรียนศึกษาการหารทศนิยมที่เปน 26 แล้ว (-a) ÷ b = -(a ÷ b)
บวกดวยทศนิยมท่ีเปนลบจากตัวอยางที่ 41 39
ในหนังสือเรียน หนา 84-85 จากนนั้ ครูและ 39 ตอบ
นักเรียนรวมกันสรุปเปนกรณีทั่วไปสําหรับ
การหารทศนิยมท่ีเปนบวกดวยทศนิยมที่
เปนลบดังในกรอบ “คณิตนารู” ในหนังสือ
เรยี น หนา 85
0
ดังน้นั (-0.299) ÷ 1.3 = -0.23
ลองท�าดู
จงหำผลหำรของ (-0.594) ÷ 1.8
ตัวอย่างท่ี 41
จงหำผลหำรของ 2.208 ÷ (-0.12)
∙2.208∙
วิธีทำ� 2.208 ÷ (-0.12) = ∙-0.12∙
= 20.2.1028 × 110000
×
= 22102.8
84
นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
1 (-0.299) ÷ 1.3 สามารถทาํ ไดอ กี วธิ หี น่ึง คอื การเลื่อนจุดทศนิยม ดงั นี้ พจิ ารณาขอ ความที่กาํ หนดใหตอไปน้ี
-0.299 ก. ถา (-a) ÷ b = -(a ÷ b) แลว a, b จะเปน ทศนิยมบวกใดๆ
-01.2.399 = 1.3 ข. ถา a, b เปน จาํ นวนใดๆ แลว (-a) ÷ b = -(a ÷ b)
= -21.399 ขอใดถกู ตอง 2. ก. ถูก และ ข. ผิด
1. ก. และ ข. ถกู
3. ก. ผดิ และ ข. ถูก 4. ก. และ ข. ผิด
(เฉลยคําตอบ ขอ 4. เนื่องจาก
ก. ผิด เพราะ ถา a = 1 และ b = 2
จะได (-1) ÷ 2 = -(1 ÷ 2) = -0.5
แต a, b ไมเปนทศนยิ ม
ข. ผิด เพราะ a, b เปนจํานวนใดๆ แต b เปน ศูนยไมไ ด)
T92
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
12 21280..48 ¤³Ôµน‹ารÙ้ ขน้ั สอน
12
100 ให้ a, b แทนทศนยิ มบวกใด ๆ เขา ใจ (Understanding)
996 แลว้ a ÷ (-b) = -(a ÷ b)
48 1. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” (ทายตัวอยาง
48 ตอบ ที่ 41) ในหนังสือเรียน หนา 85 จากนั้นครู
0 และนักเรียนรว มกนั เฉลยคําตอบ
ดังนน้ั 2.208 ÷ (-0.12) = -18.4 2. ครใู หนกั เรยี นทําแบบฝกทกั ษะ 2.2 ข ขอ 4.
และใบงานท่ี 2.14 เรื่อง การหารทศนิยม
ลองท�าดู เปนการบา น
จงหำผลหำรของทศนยิ มในแตล่ ะข้อต่อไปนี้ 3. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบแบบฝก
1) 5.904 ÷ (-0.72) 2) 7.812 ÷ (-0.63) ทกั ษะ 2.2 ข ขอ 4. และใบงานที่ 2.14
ตัวอย่างที่ 42 4. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางที่ 42 ใน
หนังสอื เรียน หนา 85 แลว แลกเปล่ยี นความรู
กบั คูของตนเอง
5. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” จากน้ันครูและ
นกั เรยี นรว มกนั เฉลยคําตอบ “ลองทําดู”
จงหำผลลพั ธข์ อง (-0.3(5-)1 .×4 )12.4
วธิ ที ำ� (-0.3(5-)1.×4)12.4 = (-0.35(-)1×.4)(1×2.140× 10)
= (-0.3(5-)14×) 124
= 0.351×4 124 --01.345 ไดผ้ ลหารเปน็ จา� นวนบวก
= 0.357× 62
0.351×4 124 62
7
= 0.05 × 62 00..30557×1 62
= 3.1
ดังนั้น (-0.3(5-)1.×4)12.4 = 3.1 ตอบ
ลองท�าดู
จงหำผลลพั ธ์ของ (-0.7(8-)5 .×4 )10.8
85
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
คาของ (-0.055-50).0×01(1-0.022) เทา กับขอใด การดําเนินการคูณและการหารเศษสวนเพ่ือปองกันความเขาใจผิดที่จะ
1. 0.0111 เกดิ ขน้ึ กบั นกั เรยี น ครอู าจจะชแ้ี นะใหน กั เรยี นทาํ การเปลยี่ นทศนยิ มใหอ ยใู นรปู
2. 0.111 ของจาํ นวนเตม็ กอ น แลว จงึ ดาํ เนนิ การเตมิ ทศนยิ มตามปกติ อกี ทงั้ ครอู าจจะเพมิ่
3. -1.11 เทคนิคหลักสงั เกตของตาํ แหนงทศนิยมใหแ กผูเ รยี น เชน ทศนิยมสองตาํ แหนง
4. -11.11 คูณกับทศนิยมสองตําแหนงจนไดทศนิยมสี่ตําแหนง (โดยตองนับจากขวาไป
(เฉลยคาํ ตอบ (-0.055-50).0×01(1-0.022) = 0.-000.0112121 ทางซาย) เปนเทคนิคการตรวจสอบตาํ แหนงทศนิยม
= -1.11
ดังนั้น คําตอบ คือ ขอ 3.)
T93
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขนั้ สอน แบบฝึกทักษะ 2.2 ข
ลงมอื ทาํ (Doing) ระดบั พน้ื ฐาน 2) (-29.91) + (-21.27)
4) 28.56 + (-38.78)
1. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 2.2 ข ขอ 6.-8. 1. จงหาผลบวกของทศนยิ มในแต่ละข้อตอ่ ไปนี้ 2) (-43.781) - (-16.93)
เปน การบา น 1) (-18.76) + (-13.23) 4) 25.38 - 44.297
3) (-15.67) + 17.23 2) (-4.18) × (-6.43)
2. ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ 4) 6.72 × (-9.03)
สามารถทางคณติ ศาสตร แลว ทาํ กจิ กรรม ดงั น้ี 2. จงหาผลลบของทศนิยมในแต่ละข้อต่อไปนี้ 2) (-0.5451) ÷ (-0.023)
- ใหแตละกลุมสงตัวแทนมาตกลงกันวาจะ 1) 68.49 - (-27.835) 4) (-10.521) ÷ (-2.1)
เลอื กแกป ญหาแบบฝกทักษะ 2.2 ข ขอ 9. 3) (-39.72) - 24.031
หรอื ขอ 10. 2) [(-8.87) + 5.45] - [(-2.11) + 1.67]
- นักเรียนแตละคนวิเคราะหวาปญหาการ 3. จงหาผลคูณของทศนยิ มในแต่ละข้อต่อไปนี้ 4) [(-5.76) + 12.77] - [(-14.65) - 13.21]
หารทศนยิ มทเี่ ปน บวกดว ยทศนยิ มทเี่ ปน ลบ 1) (-17.4) × (-0.96) 6) (-23.45) - [(-11.15) - 37.99]
หรือการหารทศนิยมท่ีเปนลบดวยทศนิยม 3) (-7.421) × 0.56 2) [0.5 × (-3.5)] ÷ 3.2
ทเ่ี ปน บวก จะไดผ ลหารเปน จาํ นวนบวกหรอื 4) [(-7.49) × (-3)] ÷ 9.6
ลบทกี่ ลมุ ของตนเองเลอื กมวี ธิ กี ารแกอ ยา งไร 4. จงหาผลหารของทศนิยมในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปนี้ 6) [(-13.56) ÷ (-2.4)] × (0.72)
จากน้ันแลกเปล่ียนคําตอบกันภายในกลุม 1) (-0.3375) ÷ (-0.25)
สนทนาซักถามจนเปนทีเ่ ขา ใจรว มกัน 3) (-9.13) ÷ (-1.1)
- นักเรียนแตละคนเขียนข้ันตอนการแสดงวิธี
คดิ ของกลมุ ตนเองอยา งละเอยี ดลงในสมุด ระดับ กลาง
- ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนาช้ัน
เรียน โดยเพ่ือนกลุมที่เหลือคอยตรวจสอบ 5. จงหาผลลัพธใ์ นแต่ละขอ้ ตอ่ ไปนี้
ความถกู ตอง 1) (2.47 - 7.49) - (1.14 + 1.59)
3) (75.68 - 16.49) - (-11.73)
ขนั้ สรปุ 5) [(-79.71) + 24.45] - (-17.68)
ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ 6. จงหาผลลพั ธใ์ นแต่ละขอ้ ตอ่ ไปน้ี
นักเรยี น ดงั นี้ 1) (2.8 × 4.6) ÷ (-2.3)
3) [(-6.25) × 5.5] ÷ 2.5
• การคูณทศนิยมที่เปนลบดวยทศนิยมท่ี 5) [13.78 ÷ (-0.52)] × (-0.65)
เปน ลบ จะไดผ ลคณู เปน จาํ นวนบวกหรอื ลบ
(แนวตอบ ไดผลคณู เปนจํานวนบวก) 7. จงหาผลลพั ธ์ในแตล่ ะขอ้ ต่อไปนี้
1) 4.075 + (4.05 × 0.8)
• หลกั การหารทศนิยมดว ยทศนยิ ม คืออะไร 2) [(-5.2) × 3.08] - 0.42
(แนวตอบ ตองทําตัวหารใหเปนจํานวนนับ 3) (-8.5) - (6.2 ÷ 2.5)
กอน โดยนํา 10, 100, 1000, … คูณทั้ง
ตวั ตง้ั และตัวหาร) 86
• การหารทศนิยมที่เปนลบดวยทศนิยมที่
เปน ลบ จะไดผ ลหารเปน จาํ นวนบวกหรอื ลบ
(แนวตอบ ไดผ ลหารเปน จาํ นวนบวก)
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ปรีชาตองการตดั ลวดออกเปน 5 ทอน ให 3 ทอ นแรกยาว 1.54
หลังจากครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของนักเรียนแลว ครูอาจ เซนติเมตร อกี 2 ทอนส้ันกวา 3 ทอนแรกอยู 0.34 เซนติเมตร
ใหนักเรียนแตละคนเขียนผังมโนทัศน เพ่ือสรุปความรูรวบยอดเปนของ เดมิ ลวดเสนนี้ยาวเทากับขอใด
นักเรียนเอง อีกท้ังครูอาจเพ่ิมประเด็นคําถามใหนักเรียนไดไปสืบคนเพ่ิมเติม
เพ่ือขยายและตอ ยอดความรใู หกบั ตนเองตอ ไป 1. 9.40 เซนตเิ มตร
2. 7.02 เซนตเิ มตร
T94 3. 5.64 เซนตเิ มตร
4. 5.30 เซนติเมตร
(เฉลยคาํ ตอบ ลวด 3 ทอ นแรกยาว 1.54 เซนติเมตร
ลวด 2 ทอนหลงั ส้นั กวา 0.34 เซนตเิ มตร
เดมิ ลวดเสน นี้ยาวเทา กับ (3 × 1.54) + 2 (1.54 - 0.34)
= 4.62 + 2.4
= 7.02 เซนตเิ มตร
ดังนนั้ คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมิน
8. จงหาผลลพั ธใ์ นแตล่ ะข้อต่อไปน้ี ขน้ั ประเมนิ
1) (8.125 × 1.2) - (3.12 ÷ 0.6)
2) (9.018 - 15.776) + (1.88 × 7) 1. ครตู รวจใบงานที่ 2.13-2.14
3) [(-1.63) × 2.5] + [3.24 ÷ (-0.8)] 2. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 2.2 ข
4) [(-0.322) ÷ 0.02] - [(-5.2) × 3.08] 3. ครปู ระเมนิ การนาํ เสนอผลงาน
4. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล
ระดบั ทา้ ทาย 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม
6. ครสู ังเกตคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค
9. ถ้าน�าทศนิยมหนง่ึ จ�านวนมาบวกกบั (-0.05) ÷ (-0.08) แลว้ ได้ผลลัพธเ์ ป็นจ�านวนเตม็ ลบ
ท่ีมีค่ามากท่สี ุด อยากทราบว่าทศนิยมทีน่ �ามาบวกเท่ากับเทา่ ไร ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching)
10. จงหาว่า (-0.875) × 3.4 บวกหรอื ลบกับ (-1.75) × (-1.8) แลว้ ไดผ้ ลลัพธเ์ ป็นจา� นวนบวก การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
และมีผลลพั ธเ์ ทา่ กบั เท่าไร
1. ครูกลาววา “เราทราบมาแลววาเศษสวนท่ีมี
4. ความสมั พันธ์ของเศษส่วนกบั ทศนิยม ตัวสวนเปน 10, 100, 1000, … สามารถเขียน
ใหอ ยูในรปู ทศนยิ มหนงึ่ ตําแหนง ทศนิยมสอง
นักเรียนทราบมาแลว้ วา่ เศษสว่ นท่ีมตี ัวสว่ นเปน็ 10, 100, 1000, ... สามารถเขียนให้อยู่ ตําแหนง ทศนิยมสามตาํ แหนง ... ได และใน
ในรูปทศนิยมได้ดังตัวอย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นของเร่ืองทศนิยม และในท�านองเดียวกัน ทํานองเดียวกัน เศษสว นทีม่ ตี วั สว นไมเทากบั
เศษสว่ นทม่ี ตี วั สว่ นไมเ่ ทา่ กบั 10, 100, 1000, ... กส็ ามารถเขยี นใหอ้ ยู่ในรปู ทศนยิ มไดเ้ ชน่ เดยี วกนั 10, 100, 1000, … กส็ ามารถเขยี นใหอ ยใู นรปู
ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้ ทศนยิ มไดเ ชนเดียวกัน”
ตวั อย่างท่ี 43 2. ครูทบทวนการหาเศษสวนใหเทากับเศษสวน
ที่กําหนดให
จงเขยี นเศษส่วนต่อไปนใี้ หอ้ ยูใ่ นรูปทศนยิ ม
1) - 52 2) -2 43 ขนั้ สอน
วิธที ำ� 1) - 25 = - ( 25 × 22 )
× รู (Knowing)
1. ครูใหน กั เรียนศกึ ษาตัวอยา งที่ 43 ขอ 1) ใน
หนงั สือเรยี น หนา 87
= - 140
= -0.4
ดงั น้ัน - 52 = -0.4
87
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
ผลลพั ธของ 48.6 × 1.2 เปน ก่เี ทา ของผลลพั ธข อง 3.6 × 0.81 ครอู าจเชอื่ มโยงความรขู องนกั เรยี นในระหวา งทน่ี กั เรยี นกาํ ลงั ศกึ ษาตวั อยา ง
1. 10 ที่ 43 โดยการต้ังคําถามกับนักเรียนวา ทําไมจึงตองนํา 2 คูณท้ังตัวเศษและ
2. 15 ตวั สว น อกี ทง้ั ถา หากครนู าํ จาํ นวนอน่ื ๆ ทไ่ี มใ ช 2 มาคณู จะไดห รอื ไม หรอื จาํ นวน
3. 20 อน่ื ๆ ท่ีสามารถคณู ไดมอี ะไรอีก
4. 40
(เฉลยคาํ ตอบ 438.6.6××01.8.21 = 52.89.1326
= 20
ดงั น้นั คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T95
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 2) -2 43 = - 114411 2255
= -
รู (Knowing) ×
×
2. ครใู หน กั เรียนศึกษาตวั อยา งท่ี 43 ขอ 2) ใน
หนงั สือเรียน หนา 88 จากนน้ั ทาํ “ลองทําดู” = - 217050
ในหนังสือเรยี น หนา 88 แลวครูและนกั เรียน = -2.75
รว มกนั เฉลยคําตอบ ดังนัน้ -2 43 = -2.75
ตอบ
3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 44 ในหนังสือ
เรียน หนา 88 จากน้ันใหนักเรียนทํา “ลอง ลองท�าดู
ทาํ ด”ู แลว ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ
จงเขยี นเศษสว่ นตอ่ ไปน้ใี ห้อย่ใู นรูปทศนิยม
1) - 1225 2) -3 25
การเขยี นเศษสว่ นใหอ้ ยู่ในรปู ทศนยิ มในตวั อยา่ งท่ี43 ใชว้ ธิ ที า� ใหต้ วั สว่ นเทา่ กบั 10 และ100
นอกจากวิธนี แี้ ลว้ กส็ ามารถเขยี นเศษส่วนให้อยู่ในรปู ทศนิยมไดโ้ ดยการต้งั หารดังตัวอย่างตอ่ ไปน้ี
ตวั อยา่ งที่ 44
จงเขยี น - 2168 ให้อยใู่ นรปู ทศนยิ ม
2186
วธิ ที �ำ - เขียนให้อยใู่ นรปู ทศนยิ มได้ โดยนา� 16 ไปหาร 28 ดงั นี้
16 218..7050
16
12 0
11 2
80
80
0
- 12216868
จะได้วา่ = 1.75 ตอบ
ดงั นั้น = -1.75
ลองท�าดู
จงเขียน - 8470 ใหอ้ ยูใ่ นรูปทศนิยม
88
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
7235 มีคาเทากบั ขอ ใด
เพื่อใหนักเรียนมีความเขาใจท่ีชัดแจงเก่ียวกับความสัมพันธของเศษสวน 1. 0.73 2. 2.92
กบั ทศนิยม ครูอาจใหนกั เรียนศึกษาเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกับสมบตั ิตา งๆ ของเศษสวน 3. 14.6 4. 29.1
กบั ทศนยิ มดว ยการใหน กั เรยี นเขยี นผงั มโนทศั น หรอื ครอู าจกาํ หนดเปน ประเดน็
คําถามกไ็ ดว า “นอกจากทศนิยมทมี่ คี วามสมั พันธกับเศษสวนแลว จะมจี ํานวน (เฉลยคําตอบ ขอ 2. ถูก เพราะ
ใดอีกหรือไมท่ีมีความสัมพันธกับเศษสวน” หรือประเด็นคําถามวา “จากเร่ือง 25 732..0902
ระบบจาํ นวนเตม็ ทเ่ี รยี นมาแลว นน้ั ในหนว ย 1 มคี วามสมั พนั ธก บั เศษสว นหรอื ไม 50
อยางไร” เพือ่ ใหน ักเรยี นไดข ยายความรอู อกไปโดยเชือ่ มโยงความรเู ดิม 23 0
22 5
T96 50
50
00)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยา่ งท่ี 45 ขน้ั สอน
จงเขยี นทศนยิ มต่อไปน้ีให้อยใู่ นรปู เศษส่วน 2) -4.13 รู้ (Knowing)
1) -3.8
4. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 45 ขอ 1)-2)
วิธที ำ� 1) -3.8 = --3141800103 = -3 180 ในหนังสือเรียน หนา 89 จากนั้นทํา “ลอง
2) -4.13 = = -4 11030 ทําดู” ในหนังสือเรียน หนา 89 แลวครูและ
ตอบ นกั เรยี นรว มกนั เฉลยคําตอบ
ลองท�าดู เขา้ ใจ (Understanding)
จงเขียนทศนยิ มต่อไปนีใ้ หอ้ ยู่ในรูปเศษสว่ น 2) -6.254 1. ใคนรรใู หูปนทกัศเนริยียมนจใบั นคหูศนกึ งั ษสาือกเราียรนเขยี หนนเศาษ8ส9วนแล19ว7
1) -4.75 แลกเปลี่ยนความรูกับคูของตนเองจากนั้นครู
ถามคาํ ถาม ดังน้ี
ใหน้ ักเรียนพิจารณาการเขียนเศษส่วน เช่น 197 ในรปู ทศนิยมตอ่ ไปน้ี • ทศนยิ ม 1.888… เรยี กวาอะไร แลว ถา เปน
1.888… ทศนิยมซาํ้ คือเลขใด
9 17.000 (แนวตอบ ทศนิยมซํา้ , ซํ้าเลข 8)
9
80 2. ครูใหนักเรียนคูเดิมศึกษาตัวอยางทศนิยมซํ้า
72 อน่ื ๆ ในหนงั สอื เรยี น หนา 90 แลว แลกเปลยี่ น
การหารแตล่ ะคร้ัง 80 ความรกู ับคูของตนเอง
เหลือเศษ 8 72
3. ครกู ลา วสรปุ วา “เศษสว นทตี่ วั เศษและตวั สว น
80 เปนจํานวนเต็ม ไมวาจะเปนจํานวนลบหรือ
72 จํานวนบวก ก็สามารถเขียนใหอยูในรูป
8 ทศนิยมซํ้าได และในทางกลับกันก็สามารถ
เขยี นทศนยิ มซํ้าศนู ยใ หอยใู นรปู เศษสว นได”
นักเรียนจะพบว่า การหารท่ีได้นั้นไม่ลงตัวและไม่มีที่ส้ินสุด ซ่ึงมีเศษจากการหารเท่ากับ
8 ทกุ คร้ัง ท�าใหผ้ ลหารในตา� แหนง่ ถัดไปเป็น 8 เสมอ จงึ ทา� ใหท้ ศนิยมทไ่ี ดเ้ ปน็ ทศนยิ มซำ้� ลงมอื ทาํ (Doing)
หนึ่งจุดนแ่ันปคดือแป19ด7ซ=�้า 1.888... เรียกทศนิยมน้ีว่า ทศนิยมซ�้า และเขียนแทนด้วย 1.8• อ่านว่า
1. ครูแจกใบงานท่ี 2.15 ใหนักเรียนทํา แลวครู
ตวั อยา่ งทศนยิ มซ�้าอ่ืน ๆ เช่น และนักเรียนรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ
- 343 = -0.121212... ทศนยิ มน้ซี ้�าด้วย 12 ไม่สนิ้ สุด
เขยี นแทนดว้ ยสัญลกั ษณเ์ ปน็ -0.1•2• อ่านวา่ ลบศนู ย์จดุ หนงึ่ สอง หนง่ึ สองซ�้า 2. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 2.2 ค ขอ 1.-2.
หรอื เขยี นแทนด้วยสญั ลักษณ์ -0.12•1• อ่านว่า ลบศูนย์จุดหนง่ึ สองหนงึ่ สองหน่งึ ซ้�า จากนนั้ ครูและนักเรียนรวมกนั เฉลยคําตอบ
89 3. ครูใหนักเรียนทํา Exercise 2.2C ขอ 1.-2.
ในแบบฝก หดั คณิตศาสตรเปน การบา น
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
ผลลพั ธข อง (0.185 ÷ 0.03) - (1.59 ÷ 0.9) เทา กับขอใด
1. 545...64466ฺฺ หลงั จากครสู อนทศนยิ มซา้ํ เรยี บรอ ยแลว ครอู าจตง้ั ประเดน็ คาํ ถามเพมิ่ เตมิ
2. กับนักเรียนเพ่ือขยายความรูใหกับนักเรียนอีกดวยวา “นอกจากทศนิยมซ้ําแลว
3. จะมีทศนิยมแบบอื่นอีกหรือไมท่ีมีเศษจากการหารทุกคร้ัง” โดยอาจใหนักเรียน
4. 4.4 รวมกันศึกษาเพิ่มเติมนอกหองเรียน ซ่ึงอาจจะทําใหนักเรียนไดรูจักกับจํานวน
(เฉลยคําตอบ =00..1608.3156ฺ-- 110...57996ฺ อตรรกยะเพิม่ อกี ดวย
= 4.4
ดงั น้นั คําตอบ คือ ขอ 4.)
T97
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สรปุ - 313307 = -0.4151515... ทศนยิ มนีซ้ �้าด้วย 15 ไมส่ ้ินสดุ
เขียนแทนด้วยสญั ลักษณ์เปน็ - 0.41•5• อ่านวา่ ลบศนู ยจ์ ดุ ส่ีหนึง่ หา้ หน่งึ ห้าซา้�
ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ 14191 = 0.441441441... ทศนิยมน้ีซ้า� ด้วย 441 ไมส่ ้ินสดุ
นกั เรยี น ดงั นี้ เขยี นแทนด้วยสญั ลกั ษณเ์ ปน็ 0.4•41• อา่ นวา่ ศูนย์จดุ สีส่ ่หี น่ึง สสี่ ่หี นึง่ ซ้า�
หรือเขยี นแทนด้วยสัญลกั ษณ์ 0.44•14• อา่ นวา่ ศนู ย์จุดสี่สห่ี นึง่ ส่ี ส่หี นง่ึ สซี่ �า้
• เศษสว นทต่ี วั เศษและตวั สว นเปน จาํ นวนเตม็ ให้นักเรียนพจิ ารณาการเปลี่ยนเศษสว่ น 12 เปน็ ทศนยิ ม ดังนี้
สามารถเขยี นใหอ ยใู นรปู ทศนยิ มไดอ ยา งไร
(แนวตอบ ใชว ิธีทําตัวสวนใหเทา กับ 10, 100, 21 = 0.5
1000, ... หรือใชว ธิ กี ารต้ังหาร) ทศนิยม เช่น 0.5 จัดวา่ เป็นทศนยิ มซ้า� เช่นเดียวกัน เพราะ 0.5 = 0.5000... ทศนยิ มน้ี
ซ�้าดว้ ย 0 ไม่สิน้ สดุ เขยี นแทนดว้ ยสัญลกั ษณ์เปน็ 0.50• อ่านว่า ศนู ยจ์ ดุ หา้ ศูนย์ ศนู ยซ์ �า้ แต่
• ทศนิยมซํา้ สามารถเขยี นใหอ ยูในรูปใดได โดยทั่วไปแลว้ นิยมเขยี น 0.5 แทน 0.50•
(แนวตอบ เศษสว น)
เศษส่วนที่ตัวเศษและตวั ส่วนเป็นจ�านวนเต็ม ไม่วา่ จะเปน็ จา� นวนบวกหรือจ�านวนลบ
ขน้ั ประเมนิ สามารถเขียนให้อยูใ่ นรูปทศนิยมซ�า้ ได้
1. ครตู รวจใบงานท่ี 2.15 ในทางกลับกัน สามารถเปลี่ยนทศนิยมซ้�าให้เป็นเศษส่วนได้ แต่ในระดับช้ันมัธยมศึกษา
2. ครูตรวจแบบฝกทกั ษะ 2.2 ค ปีท่ี 1 น้ีจะเปลี่ยนเฉพาะทศนยิ มซ้�าศูนย์ ดงั ทีไ่ ด้กลา่ วมาแลว้ ขา้ งต้น
3. ครตู รวจ Exercise 2.2C
4. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล เชน่ 0.56 = 15060 = 2145 , -2.37 = -2 13070 เปน็ ต้น
5. ครูสงั เกตคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค
5. การน�าความรู้เกย่ี วกบั ทศนิยมไปใช้ในชวี ิตจริง
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching)
ในชวี ติ ประจา� วนั นกั เรยี นจะพบสถานการณต์ า่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ทศนยิ ม เชน่ การซอ้ื - ขาย
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) สนิ ค้าอปุ โภคบริโภคตา่ ง ๆ นา�้ หนักสิง่ ของ และราคานา้� มัน เป็นต้น ซง่ึ นักเรยี นต้องใช้ความรู้ของ
ทศนยิ มมาด�าเนนิ การทางคณิตศาสตร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังตวั อย่างต่อไปนี้
ครทู บทวนความรเู รอ่ื งการบวก การลบ การคณู
และการหารทศนิยม และขั้นตอนการวิเคราะห ตัวอย่างท่ี 46
โจทยปญหา
กิตติมเี งนิ 120 บำท นำ� ไปซอ้ื ไม้บรรทดั อลูมิเนียมขนำด 6 นิว้ รำคำ 16 บำท ปำกกำลกู ล่นื
ขน้ั สอน รำคำ 3.75 บำท และกระดำษ A4 รำคำ 87.50 บำท กิตตจิ ะเหลือเงนิ กี่บำท
รู้ (Knowing) วธิ ที ำ� กติ ตจิ ะเหลอื เงิน เท่ากับ 120 - (16 + 3.75 + 87.50) บาท
1. ครูทบทวนข้ันตอนการวเิ คราะหโจทยป ญ หา
2. ครูยกตวั อยางท่ี 46 ในหนังสือเรียน หนา 90
บนกระดาน
= 120 - 107.25 บาท
= 12.75 บาท
ดังน้นั กิตตจิ ะเหลือเงนิ เทา่ กับ 12.75 บาท ตอบ
90
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
1อ6ง5ุนแมบ1คา.3าทตกิดมิโปังลคากุดยรรกัมาิโลคมกาังรสคัมมุดลกะิโ2ล.3ก65รัมกบลิโลาะทกร8ัมว5าณวบาีซาณื้อทสีจมาอยงุธน2นก51บิโลัตกกรโิ ลรใัมบกลลรัมะะ
ครคู วรเปด โอกาสใหน กั เรยี นในหอ งเรยี นรว มกนั ตอบคาํ ถามวา “เราสามารถ หารอยบาท จะไดรบั เงินทอนตรงกบั ขอ ใด
จะนาํ ความรเู รอื่ ง ทศนยิ มไปใชไ ดอ ยา งไรบา ง และนกั เรยี นพบเหน็ จาํ นวนทศนยิ ม 1. 7.00 บาท 2. 7.50 บาท
อยูที่ไหนบางในชีวิตประจําวันของนักเรียน” (เพ่ือใหนักเรียนไดเห็นประโยชน 3. 8.00 บาท 4. 8.50 บาท
และความสําคญั ของการเรยี นเรอื่ ง ทศนยิ ม)
(เฉลยคําตอบ วาณีซื้อผลไมเ ปน เงนิ เทา กบั
T98 (85 × 2.2 ) + (165 × 1.3 ) + (35 × 2.6 )
= 187 + 214.50 + 91
= 492.5
วาณใี หธ นบตั รใบละหา รอยบาท จะไดเ งนิ ทอนเทากบั
500 - 492.50 = 7.50 บาท
ดงั นนั้ คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลองท�าดู ขน้ั สอน
กัลยำมีเงนิ 250 บำท น�ำไปซ้อื แฟม ศิลปะ 30.25 บำท สีเทียน 65.75 บำท และสนี �้ำ รู้ (Knowing)
80.75 บำท กัลยำจะเหลือเงินก่ีบำท
3. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
ตวั อยา่ งที่ 47 หนา 91 แลวครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
คําตอบ
แม่คำ้ ขำยนำ้� ผลไม้จ�ำนวน 15 ขวด รำคำขวดละ 11.25 บำท ให้กับลกู ค้ำคนหน่ึง ถ้ำลูกค้ำคนน้ี
จ่ำยเงนิ มำ 200 บำท อยำกทรำบว่ำแมค่ ้ำต้องทอนเงินใหล้ ูกคำ้ กบ่ี ำท 4. ครูยกตวั อยา งท่ี 47 ในหนังสอื เรียน หนา 91
บนกระดาน และจากน้ันทํา “ลองทําดู” ใน
วิธีทำ� แม่ค้าขายนา�้ ผลไมจ้ า� นวน 15 ขวด หนังสือเรียน หนา 91 แลวครูและนักเรียน
ราคาขวดละ 11.25 บาท รวมกนั เฉลยคําตอบ
จะได้ ราคานา�้ ผลไมท้ ้ังหมด เท่ากบั 15 × 11.25 บาท
= 168.75 บาท เขา้ ใจ (Understanding)
ลูกค้าจ่ายเงินมา 200 บาท
แม่ค้าตอ้ งทอนเงินให้ลกู ค้า เท่ากบั 200 - 168.75 บาท 1. ครูแจกใบงานท่ี 2.16 เรื่อง การนําความรู
= 31.25 บาท เก่ียวกับทศนิยมไปใชในชีวิตจริง ใหนักเรียน
ดังนัน้ แม่ค้าตอ้ งทอนเงนิ ให้ลกู ค้าเทา่ กบั 31.25 บาท ตอบ ทํา จากนั้นครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
คําตอบใบงานที่ 2.16
ลองท�าดู
2. ครใู หน กั เรยี นจบั คกู ันแลว วิเคราะห “H.O.T.S.
สิตำมเี งินอย ู่ 245 บำท นำ� เงินไปซอ้ื ปำกกำ 15 ดำ้ ม รำคำดำ้ มละ 15.25 บำท คําถามทาทายการคิดข้ันสูง” ในหนังสือเรียน
อยำกทรำบวำ่ สติ ำเหลือเงินก่บี ำท หนา 91 จากนน้ั เขยี นคาํ ตอบจากการวเิ คราะห
ลงในสมุดของตนเอง จากน้ันครูและนักเรียน
รว มกนั เฉลยคาํ ตอบ “H.O.T.S. คําถามทา ทาย
การคิดขน้ั สงู ”
คา� ถามทา ทายการคดิ ขนั้ สงู
จงพจิ ารณาประโยคต่อไปนว้ี ่าเป็นจริงหรอื เท็จ เพราะเหตใุ ด
1. ถา้ a และ b เป็นทศนิยมใด ๆ แลว้
a÷b=b÷a
2. ถา้ a, b และ c เปน็ ทศนยิ มใด ๆ แล้ว
(a ÷ b) ÷ c = a ÷ (b ÷ c)
91
กจิ กรรม ทา ทาย เฉลย H.O.T.S. คําถามท้าทายการคดิ ขนั้ สงู
พอคา ขายสง ไขไ กซ ้อื ไขไ กจ ากฟารม ฟองละ 2.70 บาท จํานวน 1. เท็จ เพราะถาให a = 0.2 และ b = -0.1 แลว
30,000 ฟอง เขานาํ มาคัดแยกตามขนาด ดงั น้ี 00-..2100..21=
จะไดวา a ÷ b คือ 0.2 ÷ (-0.1) = = -2 ดงั นน้ั a ÷ b = -2
ขนาดใหญจัดได 50 แผง และ b ÷ a คอื (-0.1) ÷ (0.2) = - -0.5 ดงั น้ัน b ÷ a = -0.5
ขนาดกลางจดั ได 300 แผง
ขนาดเลก็ จัดได 200 แผง เพราะฉะนั้น a ÷ b b ÷ a
ถาพอคาตองการไดกําไรจากการขายสงในครั้งนี้ 9,000 บาท
เขาควรจะต้ังราคาขายไขไกแตละขนาดฟองละก่ีบาท จึงจะ 2. เท็จ เพราะถาให a = 0.2, b = 0.1 และ c = -0.5 แลว
เหมาะสมตามขนาดและราคาตอแผงตองเปนจํานวนเต็ม (ไขไก จะไดว า (a ÷ b) ÷ c คือ (0.2 ÷ 0.1) ÷ (-0.5) = - 02.5 = -4
1 แผง มี 30 ฟอง) ดงั นัน้ (a ÷ b) ÷ c = -4
และจะไดว า a ÷ (b ÷ c) คือ 0.2 ÷ (0.1 ÷ (-0.5)) = - 00..22 = -1
ดังน้ัน a ÷ (b ÷ c) = -1
เพราะฉะนั้น (a ÷ b) ÷ c a ÷ (b ÷ c)
T99
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน กิจกรรม คณิตศาสตร์
ลงมอื ทาํ (Doing) ใหน้ กั เรยี นแกโ้ จทยป์ ญั หาโดยใชบ้ ารโ์ มเดล (Bar model)
ตปสอน่ััวงอจวกัยนั ร่าฟยงาา้ นใสไฟแดลา้้ 94ะใสเพขปออื่่ันงนจรกัๆะยรปยะน่ัทานจางกัททรายง้ังหาไกนมลไดดไป้ว7ทนั 3อ่ท.8งสี่ เกอทโิง่ยีลปวเน่ัมกจตบั กัรเพรจยือ่ งานหนาๆไวดา่ อ้ทฟกี่ีจา้ ังใ25หสแขวลดัอะนงเรคพะรอ่ืยนนะาทยๆากงตทอ้ โเ่ีงดหปยลน่ัใอืนจวกัถนัรา้ ยแรวารมนก
1. ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ ทั้งหมดก่ีกโิ ลเมตรจงึ จะถึงจังหวัดนครนายก
สามารถทางคณติ ศาสตร แลว ทาํ กจิ กรรม ดงั นี้
- แตล ะกลมุ รว มกนั ศกึ ษากจิ กรรมคณติ ศาสตร ระยะทางทงั้ หมดทีต่ ้องป่นั จกั รยานถงึ จังหวดั นครนายก
“การแกโจทยปญหาโดยใชบารโมเดล (Bar
model)” ในหนังสือเรียน หนา 92 ภาพท่ี 1
- นักเรียนแตละคนวิเคราะหวา ปญหาจาก
คําถามมีวิธีการแกอยางไร จากนั้นแลก ระยะทางทีป่ ัน่ จักรยานวันแรก ระยะทางท่ีเหลอื
เปลี่ยนคําตอบกันภายในกลุม สนทนา ระยะทางท่ีเหลือ
ซกั ถามจนเปนทเ่ี ขาใจรว มกัน
- นักเรียนแตละคนเขียนข้ันตอนแสดงวิธีคิด ภาพท่ี 2
ของกลมุ ตนเองอยางละเอยี ดลงในสมดุ
- ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนาช้ัน ระยะทางที่ปั่นจักรยานวนั ทส่ี อง
เรียน โดยเพ่ือนกลุมท่ีเหลือคอยตรวจสอบ
ความถูกตอง จากภาพที่ 1 และภาพท่ี 2 จะไดว้ ่า
ระยะทางทั้งหมดทต่ี ้องป่นั จักรยานถงึ จังหวดั นครนายก
73.8
ภาพท่ี 3
ระยะทางท่ปี ่ันจกั รยานวนั แรก ระยะทางท่ี
ปั่นจกั รยานวนั ที่สอง
จากภาพที่ 3 จะได้วา่
6 หนว่ ย เทา่ กบั 73.8 กิโลเมตร
1 หนว่ ย เท่ากับ 736.8 = 12.3 กิโลเมตร
ดังนั้น ระยะทางทั้งหมดท่ีฟ้าใสและเพ่อื น ๆ ตอ้ งป่ันจกั รยานจนถึงจงั หวัดนครนายก คือ
9 หนว่ ย เทา่ กับ 12.3 × 9 = 110.70 กิโลเมตร
ค�าถาม
ใทนเี่ หวันลแอื ตรก้นถป้ากรน่ัลวจ้ามกัเขสร้าอยรงา่ววนมนั ไกดตา้้นร51กแลขข้า่งปอขงั่นันรจปะักยั่นระจยทักาารนงยไทาด้งัน้รหทะมยาดะงทไกาวลงันจท4า่ีสก1อ5กง.ร2ปุง0ั่นเทจกพกั โิ ฯรลยเมาไนปตไรถดึงอ้จจีกงังหหาว15วัด2่าเชใขนียอกงงาใรหระแมยข่ะ่งทโขดานัยง
จกั รยานทางไกลครัง้ น้ีมรี ะยะทางทั้งหมดก่ีกิโลเมตร
92
เฉลย กิจกรรมคณติ ศาสตร์
ระยะทางท้ังหมด
วันแรกปน ได 15 ระยะทางทีเ่ หลอื จากวนั แรก ภาพท่ี 1
ภาพท่ี 2
วนั ท่ีสองปน ได 152 ระยะทางทีเ่ หลอื จากวันทีส่ อง
จากภาพที่ 1 และภาพท่ี 2 จะไดรวะา ยะทางทงั้ หมด
ภาพที่ 3
วนั แรกปน ได วันทสี่ องปน ได
จากภาพที่ 3 จะไดวา 8 หนว ย เทากบั 415.20 กิโลเมตร
ดังน้ัน ระ1ยะหทนาว งยทัง้เทหามกดับตน4ก15ล8.า2เ0ขา=รว5ม1.ก9ารกแิโลขเง มขตันรคือ 51.9 × 15 = 778.5 กโิ ลเมตร
T100
นาํ สอน สรุป ประเมิน
แบบฝึกทักษะ 2.2 ค ขนั้ สอน
ระดบั พ้ืนฐาน ลงมอื ทาํ (Doing)
1. จงเขยี นเศษส่วนต่อไปนใ้ี ห้อยใู่ นรปู ทศนยิ ม --439734 2. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 2.2 ค ขอ 3.-10.
13881 เปนการบาน โดยครูและนักเรียนวิเคราะห
1) - 2) แนวทางการดาํ เนนิ การแกโ จทยป ญ หารว มกนั
3) - 4) กอ น
2. จงเขียนทศนิยมตอ่ ไปนีใ้ ห้อยใู่ นรูปเศษส่วน ขน้ั สรปุ
1) -0.78 2) -12.84 ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
นกั เรยี น ดังน้ี
ระดบั กลาง
• ขน้ั ตอนการวเิ คราะหโ จทยป ญ หา มอี ะไรบา ง
3. จรวดลา� หนง่ึ ถกู สง่ ขนึ้ สวู่ งโคจรรอบโลกดว้ ยอตั ราเรว็ วนิ าทลี ะ 11.2 กโิ ลเมตร1 อยากทราบวา่ (แนวตอบ
เมอื่ เวลาผา่ นไป 59.4 วนิ าที จรวดลา� นี้จะเคลอ่ื นทีไ่ ด้ระยะทางกี่กโิ ลเมตร 1) อา นโจทยใ หเ ขา ใจ แลว พจิ ารณาวา โจทย
ถามอะไร
4. วิภามรี บิ บนิ้ ยาว 50 เมตร ต้องการตดั เปน็ เสน้ สน้ั ๆ ยาวเส้นละ 7.5 เมตร จงหาวา่ วภิ าตดั 2) สงิ่ ที่โจทยกําหนดใหม ีอะไรบา ง
รบิ บิน้ ได้ท้ังหมดกี่เสน้ และจะเหลอื ริบบิน้ ก่เี มตร 3) เลือกวิธีดําเนินการท่ีจะแกโจทยปญหา
แลว เขยี นประโยคสัญลกั ษณ
5. กลอ่ งบรรจหุ นงั สอื ใบหนงึ่ เมอ่ื ชงั่ รวมทงั้ กลอ่ งและหนงั สอื จา� นวน 8 เลม่ จะหนกั 3.7 กโิ ลกรมั 4) หาคาํ ตอบ)
ชงั่ เฉพาะกล่องจะหนกั 0.5 กโิ ลกรมั ถา้ หนังสอื แต่ละเลม่ หนกั เท่า ๆ กนั จงหาว่าหนังสอื
• การดําเนินการในการแกโจทยปญหา
6. อแาตร่ลีขะาเลยม่หหนนงั สักือเลพม่ มิ ล1พะ์เกกี่ก่าโิ ล1ก0ร3ัม.5 กโิ ลกรมั ราคากิโลกรมั ละ 1.50 บาท อารีนา� เงนิ ท่ขี ายได้ เกีย่ วกบั ทศนยิ ม มีอะไรบาง
ทั้งหมดมาซ้ือหนังสือพิมพ์ใหม่วันละหนึ่งฉบับ ราคาฉบับละ 10 บาท จงหาว่าอารีจะซ้ือ (แนวตอบ การบวก การลบ การคูณ และ
หนังสือพิมพ์ได้กฉ่ี บบั และมีเงินเหลอื กบี่ าท การหาร)
7. ถา้ ราคาขายสง่ ไขไ่ กล่ ดลงจากฟองละ 2.83 บาท เหลอื ฟองละ 2.75 บาท จงหาวา่ ถ้าขายไข่ ขนั้ ประเมนิ
ขนาดเดียวกันจ�านวน 1,155 ฟอง เมอ่ื ราคาขายลดลงแลว้ จะไดเ้ งินนอ้ ยกวา่ เดมิ กีบ่ าท
1. ครตู รวจใบงานท่ี 2.16
8. สนามรูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสรูปหนึ่งมีความยาวรอบรูปเป็น 74.6 เมตร จงหาว่าแต่ละด้านของ 2. ครูตรวจแบบฝกทกั ษะ 2.2 ค
รปู สีเ่ หลี่ยมจัตุรัสน้ี ยาวด้านละก่ีเมตร 3. ครูประเมนิ การนาํ เสนอผลงาน
4. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล
9. สุดาหนกั 42.8 กโิ ลกรัม จงหา 5. ครูสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม
1) น�้าหนกั ของแมข่ องสุดา ซง่ึ หนกั มากกว่าสุดา 21.2 กโิ ลกรมั 6. ครสู งั เกตคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค
2) น้า� หนกั ของพอ่ ของสดุ า ซึ่งมีน�้าหนกั เป็น 1.5 เท่าของน�า้ หนักสุดา
10. ปูนนา�้ หนักน้อยกวา่ ปอน 29.7 กิโลกรัม ถา้ ทั้งสองคนมนี า้� หนกั รวมกัน 115.9 กิโลกรัม
จงหาน้�าหนักของปนู และปอน
1 จรวด. สืบค้นเมอ่ื 10 มกราคม 2561, จาก http://www.lesa.biz/space-technology/rocket
93
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
รานคา ซอ้ื สมดุ มา 25 โหล ในราคาโหลละ 171 บาท นาํ มาขาย
ในราคาเลม ละ 18.50 บาท ถา รานคาขายสมดุ ทงั้ หมด 25 โหล ครูอาจชี้แนะนักเรียนเพิ่มเติมถึงคําสําคัญที่จะบงบอกถึงการดําเนินการ
จะไดกาํ ไรเทาไร หรือครูอาจจะใหนักเรียนทั้งหองเรียนรวมกันวิเคราะหกอนวา คําสําคัญใดบาง
ท่ีบอกถึงการดําเนินการบวก หรือคําสําคัญใดบางบอกถึงการดําเนินการลบ
(เฉลยคําตอบ รา นคา ซ้อื สมุดราคาโหลละ 171 บาท หรอื คําสาํ คัญใดบางทบ่ี อกการดาํ เนินการคูณและการดําเนนิ การหาร
สมดุ 1 เลม ราคาเทา กบั 111872.150= 14.25 บาท
นาํ มาขายในราคาเลม ละ บาท นักเรียนควรรู
จะไดกําไรเทา กับ 18.50 - 14.25 = 4.25 บาท
รานคา ซือ้ สมุดมา 25 โหล เทา กบั 300 เลม 1 หนังสือพิมพ ฉบับแรกของไทย คือ หนังสือพิมพบางกอกรีคอรเดอร
รานคาจะไดก าํ ไร 4.25 × 300 = 1,275 บาท) (The Recorder) หรอื ชอื่ ไทยวา หนงั สอื จดหมายเหตุ เปน หนงั สอื พมิ พภ าษาไทย
เลมแรก เขียนและพิมพโดยหมอบรัดเลย มิชชันนารีชาวอเมริกัน เนื้อหาการ
นําเสนอขาวท้ังตางประเทศและในประเทศเก่ียวกับราคาสินคา เรื่องท่ีนาสนใจ
และเขียนบทความแบบวพิ ากษว จิ ารณ
T101
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 2.3 จ�านวน1 ตรรกยะและสมบตั ิของจ�านวนตรรกยะ
การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) 1. จ�านวนตรรกยะ
1. ครกู ลา วเชอ่ื มโยงวา “ในระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษา ในระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษานกั เรยี นไดเ้ รยี นรจู้ า� นวนนบั เศษสว่ น และทศนยิ มทเี่ ปน็ จา� นวนบวก
นักเรียนไดเรียนรูจํานวนนับ เศษสวน และ มาแล้ว ส่วนในระดบั ชั้นนี้นักเรียนจะไดเ้ รียนร้จู า� นวนเต็ม เศษสว่ น และทศนิยมทีเ่ ปน็ จา� นวนลบ
ทศนิยมที่เปนบวกมาแลว สวนในระดับช้ัน ซึ่งจ�านวนเต็มสามารถเขียนในรูปเศษส่วนได้และทศนิยมก็เขียนในรูปเศษส่วนได้เช่นเดียวกัน
นี้นักเรียนก็ไดเรียนรูจํานวนเต็ม เศษสวน นกั คณิตศาสตรไ์ ด้เรยี กจา� นวนเหล่านี้ว่า จำ� นวนตรรกยะ
และทศนิยมท่ีเปนลบเพ่ิมอีกดวย นอกจากนี้
นักเรียนยังรูวา เศษสวนและทศนิยมมีความ จ�านวนตรรกยะ หมายถงึ จา� นวนทส่ี ามารถเขียนในรปู ทศนยิ มซ้า� หรอื เศษส่วน ab
สมั พนั ธก นั ดงั นนั้ เศษสว นเขยี นในรปู ทศนยิ ม เมอ่ื a และ b เปน็ จ�านวนเตม็ โดยท่ี b ≠ 0
ได และเรากส็ ามารถเขยี นทศนิยมรูปเศษสว น
ไดเ ชนกัน” 2. สมบัตขิ องจ�านวนตรรกยะ
1) สมบัตขิ องหนง่ึ และศูนย์
2. ครูกลาวเพ่ิมเติมวา นักคณิตศาสตรไดเรียก
จํานวนเหลาน้ีวา “จํานวนตรรกยะ” นั่นคือ (1) สมบตั ขิ องศนู ย์
แเจขลําียนะนวbในนตเรปรูปนรทกจศยาํ นนะิยวมนหซเมตา้ํ าม็หยรถโือดึงเยศทจษํา่ีสbนววนนท0ab่ีสาเมมอ่ืารaถ 1. จา� นวนตรรกยะใด ๆ บวกดว้ ยศนู ย์ หรอื ศนู ยบ์ วกดว้ ยจา� นวนตรรกยะใด ๆ จะได้
ขนั้ สอน ผลบวกเทา่ กบั จ�านวนนั้น เช่น
(-5) + 0 = 0 + (-5) = -5
รู (Knowing) 53 + 0 = 0 + 53 = 35
1. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางสมบัติของศูนย (-2.46) + 0 = 0 + (-2.46) = -2.46
ขอ 1. ในหนงั สือเรียน หนา 94
a + 0 = 0 + a = a เม่อื a แทนจา� นวนตรรกยะใด ๆ
2. ครูอธิบายเพ่ิมเติม ดังนี้ “นักเรียนจะสังเกต
เหน็ วา การบวกจาํ นวนตรรกยะใดๆ ดว ยศนู ย 2. จา� นวนตรรกยะใด ๆ คณู ดว้ ยศูนย์ หรือศูนยค์ ณู ดว้ ยจ�านวนตรรกยะใด ๆ จะได้
หรือศูนยบวกดวยจํานวนตรรกยะใดๆ จะได ผลคูณเท่ากับศนู ย์ เชน่
ผลบวกเทากับจํานวนน้ัน” แลวสรุปเปนกรณี
ทวั่ ไปเหมือนในหนังสอื เรียน หนา 94 สมบัติ (-5) × 0 = 0 × (-5) = 0
ของศนู ย ขอ 1. 53 × 0 = 0 × 53 = 0
3. ใหนักเรียนศึกษาตัวอยางสมบัติของศูนย (-2.46) × 0 = 0 × (-2.46) = 0
ขอ 2. ในหนงั สือเรียน หนา 94
a × 0 = 0 × a = 0 เม่อื a แทนจ�านวนตรรกยะใด ๆ
4. ครูอธิบายเพิ่มเติม ดังน้ี “นักเรียนจะสังเกต
เหน็ วา การคูณจํานวนตรรกยะใดๆ ดวยศนู ย 94
หรือศูนยคูณดวยจํานวนตรรกยะใดๆ จะได
ผลคูณเทากับศูนย” แลวสรุปเปนกรณีท่ัวไป
เหมือนในหนังสือเรียน หนา 94 สมบัติของ
ศูนย ขอ 2.
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
จากโจทย -1 37 + 0 ขอ ใดที่ใชส มบตั ิไดถ กู ตอง
1 จํานวน (Number) เปนคําอนิยาม กลาวคือ จํานวนเปนคําท่ีไมมี 1. 0 + -1 37 2. -1 73 × 1
ความหมาย แตเ ราจะใชจ าํ นวนในการแสดงถงึ ปรมิ าณของสง่ิ ของตา งๆ จาํ นวน 3. -1037
มีดวยกันอยหู ลายชนิด เชน จาํ นวนนบั จํานวนเตม็ เศษสว น ทศนยิ ม
4. -1 73 × (-1)
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 1. เพราะ -1 73 + 0 = 0 + -1 37 สมบัติ
ของศนู ย และเปน สมบตั กิ ารสลบั ที่ของการบวก)
T102
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
3. ศูนยห์ ารด้วยจ�านวนตรรกยะใด ๆ ทีไ่ มใ่ ช่ศนู ย์ จะได้ผลหารเทา่ กับศูนย์ เชน่ ขน้ั สอน
0 ÷-0475
= 0 รู้ (Knowing)
= 0
5. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางสมบัติของศูนย
0 ÷ (-2.5) = 0 ขอ 3. ในหนังสือเรียน หนา 95
0a = 0 เม่อื a แทนจ�านวนตรรกยะใด ๆ โดยที่ a ≠ 0 6. ครูอธิบายเพ่ิมเติม ดังน้ี “นักเรียนจะสังเกต
เห็นวา ศูนยหารดวยจํานวนตรรกยะใดๆ ท่ี
4. ถา้ ผลคณู ของจา� นวนตรรกยะสองจา� นวนใด ๆ เทา่ กบั ศนู ย์ แลว้ จา� นวนใดจา� นวน ไมใชศนู ย จะไดผ ลหารเทากับศนู ย” แลวสรปุ
หนึง่ ตอ้ งเท่ากับศูนย์ กลา่ วคอื เปน กรณที ัว่ ไปเหมอื นในหนงั สอื เรียน หนา 95
สวคามวตาบัมวัตหหิขามอรงาตศยอูนทงยาไงมคขเอปณนิต3ศศ.ูนาแยสลตะเรคพ รร“ูกานละักาเวa0รเียนนไนมจยมะ้ําี
ถ้า a และ b แทนจา� นวนตรรกยะใด ๆ และ a × b = 0 แล้วจะไดว้ ่า a = 0 หรือ เห็นวา การคูณจํานวนตรรกยะสองจํานวน
b=0 ใดๆ ถา ผลคณู ของจาํ นวนตรรกยะสองจาํ นวน
ใดๆ เทากับศูนย แลวจํานวนใดจํานวนหนึ่ง
(2) สมบตั ขิ องหนึง่ ตองเทากับศูนย” แลวสรุปเปนกรณีทั่วไป
1. จ�านวนตรรกยะใด ๆ คูณด้วยหนง่ึ หรอื หนึ่งคณู ด้วยจา� นวนตรรกยะใด ๆ จะได้ เหมือนในหนังสือเรียน หนา 95 สมบัติของ
ศูนย ขอ 4.
ผลคูณเทา่ กับจา� นวนนั้น เชน่
(-5) × 1 = 1 × (-5) = -5 7. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางสมบัติของหน่ึง
53 × 1 = 1 × 35 = 53 ขอ 1. ในหนังสือเรียน หนา 95 จากนั้น
ครูและนักเรียนรวมกันสรุปวา “การคูณ
(-2.46) × 1 = 1 × (-2.46) = -2.46 จํานวนตรรกยะใดๆ ดวยหนึ่ง หรือหน่ึงคูณ
ดวยจํานวนตรรกยะใดๆ จะไดผลคูณเทากับ
a × 1 = 1 × a = a เม่ือ a แทนจ�านวนตรรกยะใด ๆ จาํ นวนนน้ั ” และขอ 2. ในหนงั สอื เรยี น หนา 95
จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ วา “การหาร
2. จ�านวนตรรกยะใด ๆ หารด้วยหนง่ึ จะได้ผลหารเทา่ กับจ�านวนตรรกยะนน้ั เช่น จํานวนตรรกยะใดๆ ดวยหนึ่ง จะไดผลหาร
(-5) ÷ 1 = -5 เทา กบั จํานวนตรรกยะนนั้ ”
35 ÷ 1 = 35
(-2.46) ÷ 1 = -2.46
a ÷ 1 = a เมอื่ a แทนจ�านวนตรรกยะใด ๆ
95
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
(-1.38) × 1 ขอ ใดท่ีใชส มบตั ไิ ดถ ูกตอ ง จากสมบัติของศูนยขอ 3. ครูอาจเนนยํ้านักเรียนดวยวาตัวหารจะตอง
1. 0 + (-1.38) ไมเปนศูนย เพราะถาตัวหารเปนศูนยจะไมมีความหมายทางคณิตศาสตร
2. 1 × (-1.38) และจากสมบัติของศูนยในขอ 4. ครูอาจอธิบายนักเรียนเพ่ิมเติมดวยวาเราจะ
3. (-10.38) นําสมบตั ขิ อน้ีไปใชใ นการแกส มการพหนุ ามท่มี ีดกี รสี องข้ึนไป ซ่งึ เราจะไดเรยี น
4. (-1.38) × 1 ในบทเรียนตอๆ ไป
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 2. เพราะ (-1.38) × 1 = 1 × (-1.38) สมบตั ิ
ของหนึง่ และเปน สมบตั ิการสลับที่ของการคณู )
T103
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 2) สมบัตเิ ก่ียวกบั การบวกและการคณู จา� นวนตรรกยะ
รู้ (Knowing) (1) สมบัติการสลบั ที่
8. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางสมบัติการสลับท่ี 1. จ�ำนวนตรรกยะมสี มบัตสิ ลับทส่ี �ำหรับกำรบวก เช่น
ในหนังสือเรียน หนา 96 จากน้ันครูสรุปวา
“จํานวนตรรกยะมีสมบัติการสลับที่สําหรับ (-5) + 3 = 3 + (-5) = -2
การบวกและสมบตั กิ ารสลับทสี่ าํ หรบั การคูณ” 3 + (- 25) = (- 52) + 3 = 153
9. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางสมบัติการ
เปล่ียนหมู ในหนังสือเรียน หนา 96 ขอ 1. 57 + (- 15) = (- 15) + 75 = 56
จากน้ันครูสรุปวา “จํานวนตรรกยะมีสมบัติ
การเปลี่ยนหมูสําหรับการบวกและสมบัติ (-2.36) + (-1.4) = (-1.4) + (-2.36) = -3.76
การเปลยี่ นหมูสําหรบั การคูณ”
ถ้ำ a และ b แทนจ�ำนวนตรรกยะใด ๆ แล้ว a + b = b + a
2. จำ� นวนตรรกยะมสี มบัติสลบั ทีส่ ำ� หรับกำรคณู เช่น
(-5) × 3 = 3 × (-5) = -15
3 × (- 25) = (- 52) × 3 = - 65
57 × (- 51) = (- 15) × 57 = - 275
(-2.36) × (-1.4) = (-1.4) × (-2.36) = 3.304
ถำ้ a และ b แทนจำ� นวนตรรกยะใด ๆ แลว้ a × b = b × a
(2) สมบตั กิ ารเปลย่ี นหมู่
1. จ�ำนวนตรรกยะมสี มบัติกำรเปล่ยี นหมู่สำ� หรับกำรบวก เช่น
[4 + (-7)] + (-3) = 4 + [(-7) + (-3)] = -6
[2 + (- 25)] + 53 = 2 + [(- 52) + 53] = 151
[57 + (- 51)] + (- 25) = 75 + [(- 15) + (- 52)] = 54
[(-1.2) + (-3.5)] + (-4.5) = (-1.2) + [(-3.5) + (-4.5)] = -9.2
ถำ้ a, b และ c แทนจำ� นวนตรรกยะใด ๆ แล้ว (a + b) + c = a + (b + c)
96
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
จากโจทย 74 + (-1.5) + 3 ขอใดทใ่ี ชส มบตั ไิ ดถกู ตอง
ครูควรเนนใหนักเรียนเห็นถึงประโยชนการใชสมบัติของการสลับท่ีและ 1. 74 + 1.5 + 3 2. 47 + (-1.5) + 3
การเปลย่ี นหมใู นการคาํ นวณ โดยครอู าจยกตวั อยา งการดาํ เนนิ ทม่ี คี วามซบั ซอ น 3. 74 + (-1.5) + 3 4. 74 + (-1.5) × 3
ใหนักเรียนไดเห็นถึงความยากในการคํานวณ แตหากนักเรียนนําสมบัติการ
สลับทแี่ ละการเปล่ยี นหมูมาใช จะทําใหการดําเนินการในขอนน้ั ๆ งายขนึ้
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะ
74 + (-1.5) + 3 = 74 + [(-1.5) + 3] เปนสมบัติการ
เปล่ยี นหมู)
T104
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2. จ�านวนตรรกยะมสี มบตั กิ ารเปล่ยี นหมสู่ �าหรบั การคณู เชน่ ขนั้ สอน
[4 × (-7)] × (-3) = 4 × [(-7) × (-3)] = 84 รู (Knowing)
[2 × (- 52)] × 53 = 2 × [(- 25) × 35] = - 1252
[57 × (- 15)] × (- 52) = 75 × [(- 15) × (- 25)] = 11245 10. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางสมบัติการ
เปลย่ี นหมู ในหนงั สอื เรยี น หนา 97 ขอ 2.
[(-1.2) × (-3.5)] × (-4.5) = (-1.2) × [(-3.5) × (-4.5)] = -18.9
11. ครูสรุปวา “จํานวนตรรกยะมีสมบัติการ
ถ้า a, b และ c แทนจา� นวนตรรกยะใด ๆ แล้ว (a × b) × c = a × (b × c) เปลี่ยนหมูสําหรับการบวกและสมบัติการ
เปลยี่ นหมสู ําหรบั การคณู ”
(3) สมบตั ิกำรแจกแจง
12. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางของสมบัติ
จา� นวนตรรกยะมสี มบตั กิ ารแจกแจงระหวา่ งการบวกและการคูณ เช่น เก่ียวกับการบวกและการคูณจํานวนตรรกยะ
ในหัวขอสมบตั ิการแจกแจง หนา 97
3 × [4 + (-6)] = (3 × 4) + [3 × (-6)] = -6
[2 + (- 25)] × 53 = (2 × 53) + [(- 52) × 53] = 2245 13. ครูและนักเรียนชวยกันสรุปวา “จํานวน
14 × [(- 31) + (- 52)] = [41 × (- 31)] + [14 × (- 25)] = - 1601 ตรรกยะมสี มบตั กิ ารแจกแจงระหวา งการบวก
และการคณู ”
[2.3 + (-5.2)] × (-1.2) = [2.3 × (-1.2)] + [(-5.2) × (-1.2)] = 3.48
เขา ใจ (Understanding)
ถา้ a, b และ c แทนจ�านวนตรรกยะใด ๆ แล้ว a × (b + c) = (a × b) + (a × c)
และ (b + c) × a = (b × a) + (c × a) 1. ครูแจกใบงานท่ี 2.17 เรื่อง สมบัตขิ องจํานวน
ตรรกยะ ใหน กั เรยี นทาํ จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี น
การหาผลลพั ธก์ ารดา� เนินการทางคณิตศาสตร์ นักเรยี นอาจจะเลอื กใชส้ มบตั ใิ ดสมบตั หิ นง่ึ รวมกนั เฉลยคําตอบใบงานท่ี 2.17
ของจา� นวนตรรกยะ เพือ่ ทา� ให้การค�านวณสะดวกรวดเรว็ ยง่ิ ข้นึ ดังตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้
2. ครใู หน ักเรียนทําแบบฝกทกั ษะ 2.3 ขอ 1. และ
ตวั อย่างที่ 48 (สมบตั กิ ารสลบั ท่สี า� หรบั การบวก) Exercise 2.3 ขอ 1. ในแบบฝก หดั คณติ ศาสตร
เปน การบา น
จงหำผลบวกของ (-8.5) + (-36.21) + (-13.5) ตอบ
วธิ ีท�ำ (-8.5) + (-36.21) + (-13.5) 3. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบแบบฝก
ทกั ษะ 2.3 ขอ 1. และ Exercise 2.3 ขอ 1.
= (-8.5) + (-13.5) + (-36.21)
= [(-8.5) + (-13.5)] + (-36.21) 4. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางที่ 48 ใน
= (-22) + (-36.21) หนังสือเรยี น หนา 97 แลวแลกเปลยี่ นความรู
= -58.21 กับคูของตนเอง จากนั้นใหนักเรียนแตละคน
ทาํ “ลองทาํ ดู” ในหนังสอื เรยี น หนา 98
97
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
จากโจทย 12 + - 2131 × 2143 ขอใดท่ีใชสมบัติไดถ กู ตอ ง ครูอาจจะเพิ่มทักษะการคิดเลขเร็วโดยการใหนักเรียนไดนําสมบัติการ
1. 12 × 2143 + - 2113 × 1243 แจกแจงไปใชใ นการคาํ นวณ เพอ่ื ทาํ ใหก ารดาํ เนนิ การงา ยขน้ึ เชน (354 × 18) +
2. 253 (646 × 18) = (354 + 646) × 18 = 1,000 × 18 และในการนาํ สมบตั กิ าร
3. 12 - - 2131 × 2143 แจกแจงไปใช ครูตองเนนย้ํากับนักเรียนเสมอวาเปนการแจกแจงทางซาย
4. 1234 หรอื การแจกแจงทางขวา นกั เรียนตอ งใหค วามสําคญั ดว ย เชน (a + b) × c
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 1. เพราะ จะมคี วามหมายวา (a × c) + (b × c) นกั เรียนไมค วรเขยี นวา (c × a) +
12 + - 2113 × 2134 = 12 × 2143 + - 1213 × 2134 เปนสมบตั ิ (c × b) ถงึ แมว าคําตอบจะเทา กนั เนื่องจากผิดความหมายทางคณติ ศาสตร
การแจกแจง) T105
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ลองท�าดู
เขา ใจ (Understanding) จงหำผลบวกของ (-16.75) + (-42.38) + (-14.25)
5. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง ตัวอยา่ งท่ี 49
ทาํ ด”ู
จงหำผลลพั ธ์ของ [(- 52) × 49] + [(- 52) × 56]
6. ครูใหนักเรียนคูเดิมศึกษาตัวอยางท่ี 49 ใน วธิ ีท�ำ จากสมบตั กิ ารแจกแจงของจา� นวนตรรกยะ a × (b + c) = (a × b) + (a × c)
หนงั สอื เรียน หนา 98 แลว แลกเปลี่ยนความรู
กบั คขู องตนเอง จากนน้ั ใหน กั เรยี นแตล ะคนทาํ จะได้ว่า [(- 25) × 49] + [(- 25) × 56] = (- 52) × (49 + 56)
“ลองทาํ ดู” = (-52) × 105
= (-25)1×× 110521
7. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง = (-2) × 21
ทาํ ด”ู = -42 ตอบ
8. ครูใหนักเรียนคูเดิมศึกษาตัวอยางที่ 50 ใน ลองท�าดู
หนังสอื เรยี น หนา 98 แลวแลกเปลี่ยนความรู
กับคูของตนเอง จากนั้นใหนักเรียนแตละคน จงหำผลลัพธข์ อง [97 × (-76)] + [79 × (-85)]
ทํา “ลองทําดู” แลวครูและนักเรียนรวมกัน
เฉลยคาํ ตอบ
ตวั อยา่ งท่ี 50
จงหำผลคูณของ 203.14 × 1.2
วิธที ำ� จากสมบตั ิการแจกแจงของจ�านวนตรรกยะ (b + c) × a = (b × a) + (c × a)
จะไดว้ ่า 203.14 × 1.2 = (200 + 3.14) × 1.2
= (200 × 1.2) + (3.14 × 1.2)
= 240.0 + 3.768
= 243.768 ตอบ
ลองท�าดู
จงหำผลคณู ของ 325.12 × 1.3
98
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
ขอใดมผี ลลพั ธเปนจาํ นวนเตม็
1. 3 14 × 4.5 ÷ 1 15 - 0.75 2. 2 12 ÷ 1 41 × 1 81 + 0.8
3. 2.5 ÷ 30..182 - 1 52
4. 7.5 × 34 - 1 78
(เฉลยคาํ ตอบ 1. 3 41 × 4.5 ÷ 1 51 - 0.75 = (3.25 × 4.5) ÷ (1.2 - 0.75) = 104..46255 = 32.5
2. 2 21 ÷ 1 14 × 1 81 + 0.8 = 12.2.55 × (1.125 + 0.8) = 2 × 1.925 = 3.85
3. 2.5 ÷ (3.9 - 1.4) = 22..55 = 1
4. 7.5 × 43 - 1 78 = 5.625 - 1.875 = 3.75
ดงั นน้ั คําตอบ คือ ขอ 3.)
T106
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 2.3 ขน้ั สอน
ระดบั พ้ืนฐาน เขา ใจ (Understanding)
1. จงหาผลลพั ธใ์ นแตล่ ะข้อตอ่ ไปนี้ 9. ครูใหนกั เรยี นทาํ แบบฝกทักษะ 2.3 ขอ 2.-4.
10. จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ
แบบฝก ทักษะ 2.3 ขอ 2.-4.
1) (-12) + 0 2) 0 + (- 79) 3) 0.539 - 0
((--728587)) 5) 0 ÷ 0.8905 6) 1 × (-21)
4) × 0 8) 1 × 5.481 9) (-19.28) ÷ 1
7) ÷ 1
ระดับ กลาง
2. จงหาผลลัพธใ์ นแตล่ ะข้อตอ่ ไปน้ี
1) 43 + (-3 15) + (- 23)
2) 12.5 × (-23.12) × 8
3) [(-36) × (-12)] + [(-36) × (-28)]
3. 4) [(-17.8) × 15.36] + [(-17.8) ×แล(-ะ18.134)เ]พื่อให้แตล่ ะประโยคตอ่ ไปนเ้ี ปน็ จรงิ
จงเติมจา� นวนตรรกยะใด ๆ ใน
1) (-1.3) + (11.28 + 0.46) = (11.28 - ) + 0.46
2) (- 32) × (53 - ) = [(- 32) × 35] - [(- 23) × 41]
3) (-25) × 148 = [(-25) × ] - [(-25) × 2]
4) 75 × (-9.3) = (-9.3) × (67 + ) ] + [(- 121) × 0.03]
5) ( × 59) + [(-1.7) × ] = (-1.7) × 1
6) ( × 2.53) = [(- 121) × 2] + [(- 121) ×
4. จงหาผลลพั ธ์ของ [151 × (- 193)] - [(- 193) × 121]
99
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู
4 × 2135 + - 1123 × 1235 คําตอบที่ถูกตอ งคอื ขอ ใด
1. 2.6 2. 1.6 3. -2.6 4. -1.6 1 และ เปนสญั ลักษณทใี่ ชแทนจาํ นวนทย่ี ังไมท ราบคา หรือเรยี กวา
“ตัวไมทราบคาหรือตัวแปร” ซ่ึงสามารถหาคาไดโดยอาศัยการดําเนินการของ
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 2. เพราะ = 4 + - 1123 × 1253 การบวก การลบ การคูณ และการหาร ภายใตสมบัติของการเทากัน หรือท่ี
4 × 1253 + - 1132 × 2153 41 1133 - 1132 × 1253 เรยี กวา “การแกส มการ”
= × + T107
×
= 5123 + - 1132 × 2153
= 4130 × 2153
= 2450 = 1.6)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน คณติ ศาสตรใ นชวี ติ จริง
ลงมอื ทาํ (Doing) นิสำสังเกตใบแจ้งค่ำไฟฟำเดือนกันยำยนพบว่ำ ใช้ไฟฟำจ�ำนวน 563 หน่วย คิดเปนค่ำ
พลังงำนไฟฟำ 2,367.00 บำท ซึ่งค่ำพลังงำนไฟฟำแต่ละหนว่ ยไม่เท่ำกนั ดงั น้ี
ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ 150 หน่วยแรก (1 - 150) เท่ำกบั 487.26 บำท
สามารถทางคณติ ศาสตร แลว ทํากจิ กรรม ดงั น้ี 250 หนว่ ยต่อไป (151 - 400) เทำ่ กบั 1,055.45 บำท
และเกนิ กว่ำ 400 หน่วย (401 เปน ตน้ ไป) เท่ำกับ 720.74 บำท
- ใหแ ตล ะกลมุ ศกึ ษาสถานการณจ าก “คณติ - อยำกทรำบว่ำ ถ้ำในเดือนตุลำคมนิสำใช้ไฟฟำจ�ำนวน 583 หน่วย นิสำจะเสียค่ำพลังงำน
ศาสตรในชีวิตจริง” ในหนังสือเรียน หนา ไฟฟำ ก่ีบำท (ดูรปู ใบแจง้ ค่ำไฟฟำ ประกอบ)
100
ใบแจง คา่ ไฟฟา ไม่ใช่ใบเสรจ็ รับเงนิ
- จากนั้นใหนักเรียนแตละคนวิเคราะหวามี
วิธีการแกปญหาจาก “คณิตศาสตรในชีวิต การไฟฟานครหลวงเขตบางใหญ ่ (ติดตอ่ สอบถาม โทร. 1130 (Call Center) หรือ 0-2832-5274, 0-2832-5374)
จริง” อยางไร แลวแลกเปลี่ยนคําตอบกัน
ภายในกลมุ สนทนาซกั ถามจนเปนที่เขา ใจ สถำนท่ีใช้ไฟฟำ 36/375 ม.8 ซ.เสนำสฤษดเ์ิ ดช ถ.กท-นนท อ.เมือง
รวมกัน
โปรดนา� เขา บญั ชกี ่อนวันที่ บัญชีธนาคาร/บัตรเครดติ เลขที่ รหัสเครื่องวดั ฯ
- นักเรียนแตละคนเขียนขั้นตอนแสดงวิธีคิด
ของกลมุ ตนเองอยางละเอยี ดลงในสมุด 14 / 09 / 60 030210XXXX 94-026900-1
- สงตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนาชั้น เลขท่ี ประเภท ตัวคูณ วันทีจ่ ดเลขทีอ่ ่ำน เลขอำ่ นครัง้ หลงั เลขอ่ำนครง้ั ก่อน อัตรำคำ่ ไฟฟำผนั แปร (Ft) สต./หน่วย
เรียน โดยเพื่อนกลุมที่เหลือคอยตรวจสอบ 04988998
ความถกู ตอง
1.2 01 / 09 / 60 36 9473 -15.90
คา่ ไฟฟา เดือนปจจบุ ัน
คา่ พลงั งานไฟฟา 2,263.45 บำท จำ� นวน 563 หน่วย
ค่ำบริกำร 38.22 บำท
(รวมค่ำไฟฟำ และบรกิ ำรฯ 2,301.67 บำท) คา่ พลังงานไฟฟา
คำ่ ไฟฟำ ผนั แปร (Ft) -89.52 บำท 150 หนว่ ยแรก (1 - 150) 487.26 บำท
ค่ำไฟฟำ รวม 2,212.15 บำท 250 หน่วยต่อไป (151 - 400) 1,055.45 บำท
ภำษมี ลู คำ่ เพ่มิ 7% เกนิ กวำ่ 400 หน่วย (401 เปน ต้นไป) 720.74 บำท
รวมเงิน 154.85 บำท รวมเปน เงนิ 2,263.45 บาท
2,367.00 บำท
รวมเงนิ 2,367.00 บาท
100
เฉลย คณติ ศาสตร์ในชีวติ จรงิ
จากใบแจงคาไฟฟาในเดอื นกันยายน พบวา
คาพลังงานไฟฟา 150 หนว ยแรก เทา กบั 487.26 บาท
คา พลงั งานไฟฟา 250 หนว ยถดั ไป เทากบั 1,055.45 บาท
พลงั งานไฟฟาสวนทีเ่ หลอื เทา กับ 563 - (150 + 72215060.3)74= 163 หนวย
∴ คาพลังงานไฟฟา 163 หนว ย ราคาหนวยละ ≈ 4.42 บาท
ถาเดอื นตลุ าคมนิสาใชไฟฟาจํานวน 583 หนว ย
คา พลังงานไฟฟา 150 หนว ยแรก เทา กับ 487.26 บาท
คาพลงั งานไฟฟา 250 หนว ยตอ ไป เทา กบั 1,055.45 บาท
พลังงานไฟฟา สว นทเี่ หลือ เทา กับ 583 - (150 + 250) = 183 หนว ย
∴ คา พลงั งานไฟฟา 183 หนวย ราคาหนว ยละประมาณ 183 × 4.42 = 808.86 บาท
นนั่ คือ ถา นิสาใชไ ฟฟา 583 หนว ย จะเสยี คา พลงั งานไฟฟาประมาณ 487.26 + 1,055.45 + 808.86 = 2,351.57 บาท
ดังนนั้ นสิ าจะตอ งเสียคา พลังงานไฟฟา 2,351.57 บาท
T108
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
สรุปแนวคดิ หลกั ขน้ั สรปุ
เศษสว่ นจา� นวนทเี่ ขยี นในรปู ab เมอื่ a และ b เปน็ จา� นวนเตม็ ใด ๆ โดยที่ b ≠ 0 เรยี กวา่ “เศษสว่ น” 1. ครใู หน กั เรยี นอา นและศกึ ษา “สรปุ แนวคดิ หลกั ”
ของหวั ขอ หลัก ในหนงั สอื เรียน หนา 101
จำ� นวนตรงข้ำมของเศษส่วน ba
2. ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
เมื่อ a -แabละ b เป็นจ�านวนเต็มใด ๆ โดยท่ี b ≠ 0 เขียนแทนจ�านวนตรงข้ามของ นกั เรียน ดงั นี้
ด้วยสัญลกั ษณ์ • การบวกเศษสวนมีข้ันตอนอยา งไร
(แนวตอบ เขียนตัวสวนของเศษสวนที่เปน
เศษสว่ นทเี่ ทำ่ กัน ลบใหเปนจํานวนเต็มบวกกอน จากนั้นทํา
ก�าหนดเศษสว่ น ba ตัวสวนของทุกเศษสวนใหเทากัน แลวนํา
1. การคูณ น่นั คือ โดยท่ี b ≠ 0 เราสามารถหาเศษส่วนทเี่ ทา่ กันไดโ้ ดย ตัวเศษมาบวกกัน โดยที่ตัวสวนยังคง
2. การหาร นั่นคอื abba abba cccc เมอ่ื c เปน็ จ�านวนเต็มทีไ่ มเ่ ทา่ กับศูนย์ เทา เดิม)
= × เม่ือ c เปน็ จา� นวนเตม็ บวกทเี่ ปน็ ตวั หารรว่ มของ • การบวกเศษสวนที่เปนลบดวยเศษสวนท่ี
= × เปน ลบ จะไดผ ลบวกเปน จาํ นวนบวกหรอื ลบ
÷ a และ b (แนวตอบ ไดผลบวกเปน จํานวนลบ)
÷ • ขอตกลงของการลบเศษสวน โดยอาศัย
การบวก เปนอยางไร
กำรบวก กำรลบ กำรคูณ และกำรหำรเศษสว่ น (แนวตอบ ตวั ต้งั - ตัวลบ = ตัวตั้ง + จาํ นวน
ตรงขา มของตวั ลบ)
1. การบวกเศษสว่ น มีข้ันตอนดงั น้ี • ทศนิยมเขยี นในรปู กระจายไดอยางไร
1) เขียนตัวสว่ นของเศษสว่ นทีเ่ ป็นลบให้เป็นจา� นวนเตม็ บวกกอ่ น (แนวตอบ เขียนในรูปการบวกของเลขโดด
2) ทา� ตัวสว่ นของทกุ เศษส่วนใหเ้ ทา่ กนั ในหลกั ตางๆ คูณกบั คาประจําหลกั )
3) นา� ตวั เศษมาบวกกัน โดยทีต่ วั ส่วนยังคงเท่าเดมิ
2. การลบเศษสว่ น ใชห้ ลักการเดียวกบั การลบจ�านวนเตม็ คือ
ตวั ต้งั - ตัวลบ = ตัวตงั้ + จา� นวนตรงขา้ มของตวั ลบ
ab abbadc×××เปdcdcน็ เศษเมสอื่่วนc
3. ก�าหนด และ โดยท่ี b, d ≠ 0
× ≠0
แลว้ abba dcdc =
และ ÷ =
ค่ำประจ�ำหลักของทศนยิ ม
ค่ำประจ�ำหลัก
จำ� นวนเต็ม ทศนยิ ม
... หลักรอ้ ย หลักสบิ หลักหนว่ ย หลกั สว่ นสิบ หลักสว่ นร้อย หลกั ส่วนพัน หลักสว่ นหม่นื ...
110 1100 1,0100 10,1000 ...
... 100 10 1
101
กจิ กรรม สรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู
ใหนักเรียนสรางโจทยปญหาคณิตศาสตรท่ีเก่ียวของกับการ การถามคําถามเพอ่ื สรุปความรรู วบยอดของนักเรยี น เพ่ือปอ งกันไมใ หเ กดิ
ดําเนินชีวิตโดยใชความรูเร่ืองเศษสวนในการสรางโจทยปญหา ความเขาใจท่ีผิดพลาดกับหลักการการดําเนินการ ครูจะตองใหนักเรียนทุกคน
คนละ 5 ขอ พรอมทงั้ แสดงวิธีทาํ โดยละเอียด ตอบคาํ ถามทค่ี รตู ง้ั เพอ่ื ทค่ี รจู ะไดแ นใ จวา นกั เรยี นทกุ คนมคี วามเขา ใจทถ่ี กู ตอ ง
และพรอ มที่จะนําความรไู ปตอ ยอดในการเรยี นเรื่องตา งๆ ตอไป
กจิ กรรม ทาทาย
T109
ใหนักเรียนจับคูสรางโจทยปญหาคณิตศาสตรท่ีเก่ียวของกับ
การดําเนินชีวิตโดยใชความรูเร่ืองเศษสวนที่ตองใชการดําเนินท้ัง
การบวก การลบ การคูณ และการหารเศษสว น ในการดาํ เนนิ การ
คนละ 5 ขอ พรอมท้ังแสดงวิธีทําโดยละเอียดและสงใหเพ่ือนท่ี
เปนคูของตนเองตรวจสอบความถูกตอง หลังจากน้ันใหเพื่อนนํา
สงครูและอธิบายกับครูวาเพ่ือนทําถูกตองหรือไม และผิดอยางไร
ถา ผิดจะแกไขใหถูกตอ งไดอยางไร
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สรปุ กำรเปรียบเทยี บทศนิยม
3. ครใู หน กั เรยี นอา นและศกึ ษา “สรปุ แนวคดิ หลกั ” กำรเปรียบเทียบทศนิยมที่เปน็ จ�ำนวนบวก
ของหวั ขอ หลัก ในหนังสือเรยี น หนา 102 1. เขยี นจา� นวนทั้งสองไว้บรรทัดละ 1 จ�านวน โดยให้จุดทศนิยมของแตล่ ะจา� นวนตรงกนั
2. เปรยี บเทยี บเลขโดดในตา� แหนง่ เดยี วกนั จากซา้ ยไปขวา จา� นวนทเ่ี ลขโดดในตา� แหนง่ นน้ั
4. ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ มีค่ามากกว่าจะเป็นจ�านวนท่ีมากกวา่
นักเรียน ดงั น้ี กำรเปรยี บเทียบทศนิยมทเ่ี ปน็ จ�ำนวนลบ
• การเปรยี บเทยี บทศนยิ มทเ่ี ปน บวก มหี ลกั การ ให้พิจารณาคา่ สมั บรู ณ์ของทศนยิ มทั้งสองจ�านวน ดังน้ี
อยางไร 1. ทศนิยมใดมีค่าสมั บรู ณ์มากกวา่ ทศนยิ มนัน้ จะมคี ่านอ้ ยกวา่ ทศนยิ มอีกจา� นวนหน่ึง
(แนวตอบ 1. เขียนจํานวนท้ังสองไวบรรทัด 2. ถ้าคา่ สัมบูรณ์ของทั้งสองทศนิยมเท่ากนั แสดงวา่ ทศนยิ มทั้งสองเท่ากัน
ละ 1 จํานวน โดยใหจุดทศนยิ มของแตล ะ
จาํ นวนตรงกัน กำรบวก กำรลบ กำรคณู และกำรหำรทศนยิ ม
2. เปรยี บเทยี บเลขโดดในตาํ แหนง
เดียวกันจากซายไปขวา เลขโดดคูแรกท่ี 1) กำรบวกทศนิยม
ไมเ ทา กนั เลขโดดใดมคี า มากกวา ทศนยิ มนน้ั กา� หนดให้ a และ b แทนทศนยิ มบวกใด ๆ จะได้
จะมคี า มากกวา) a+b=a+b
• การเปรยี บเทยี บทศนยิ มทเี่ ปน ลบ มหี ลกั การ (-a) + (-b) = -(a + b)
อยา งไร a + (-b) = a - b เมือ่ a ≥ b
(แนวตอบ 1. ทศนิยมใดที่มีคาสัมบูรณ a + (-b) = -(b - a) เมอ่ื b > a
มากกวา ทศนิยมนั้นจะมคี านอ ยกวา (-a) + b = -(a + b) เม่อื a ≥ b
2. ถาคาสัมบูรณของทศนิยม (-a) + b = b - a เม่ือ b > a
ท้ังสองมีคาเทากัน แสดงวาทศนิยมท้ังสอง
มีคา เทากัน) 2) กำรลบทศนิยม
• การบวกและการลบทศนิยม มีหลักการ กา� หนดให้ a และ b แทนทศนยิ มบวกใด ๆ จะได้
สาํ คญั อยา งไร a - b = a + จา� นวนตรงขา้ มของ b นั่นคือ a - b = a + (-b)
(แนวตอบ ตองตั้งจุดทศนิยมของตัวต้ัง
และตัวบวกหรือตัวลบใหตรงกัน จากน้ัน 3) กำรคณู และกำรหำรทศนิยม
นําทศนิยมท่ีอยูตําแหนงเดียวกันมาบวก กา� หนดให้ a และ b แทนทศนิยมบวกใด ๆ จะได้
หรือลบกัน) a×b=a×b a÷b=a÷b
(-a) × (-b) = a × b (-a) ÷ (-b) = a ÷ b
a × (-b) = -(a × b) a ÷ (-b) = -(a ÷ b)
(-a) × b = -(a × b) (-a) ÷ b = -(a ÷ b)
102
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม สรางเสรมิ
ครูอาจเปดโอกาสใหนักเรียนไดยกตัวอยางสถานการณในชีวิตประจําวัน ใหนักเรียนสรางโจทยปญหาคณิตศาสตรที่เก่ียวของกับการ
ที่ตองใชความรูท่ีเก่ียวกับทศนิยมในการดําเนินการ การบวก การลบ การคูณ ดําเนินชีวิตโดยใชความรูเร่ืองทศนิยมในการสรางโจทยปญหา
และการหาร เชน การคํานวณคา ส่งิ ของทมี่ มี ลู คาเปน หนว ยสตางค เปน ตน คนละ 5 ขอ พรอมทัง้ แสดงวิธที ําโดยละเอียด
T110 กิจกรรม ทาทาย
ใหนักเรียนจับคูสรางโจทยปญหาคณิตศาสตรท่ีเกี่ยวของกับ
การดําเนินชีวิตโดยใชความรูเร่ืองทศนิยมท่ีตองใชการดําเนินท้ัง
การบวก การลบ การคูณ และการหารทศนยิ ม ในการดําเนนิ การ
คนละ 5 ขอ พรอ มทง้ั แสดงวธิ ที าํ โดยละเอยี ดและสง ใหเ พอื่ นทเ่ี ปน
คูของตนเองตรวจสอบความถกู ตอ ง หลังจากนน้ั ใหเพอื่ นนาํ สง ครู
และอธบิ ายกบั ครวู า เพอื่ นทาํ ถกู ตอ งหรอื ไม และผดิ อยา งไร ถา ผดิ
จะแกไขใหถ กู ตอ งไดอ ยา งไร
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
จ�ำนวนตรรกยะ ba ขนั้ สรปุ
เมื่อ a จ�านวนตรรกยะ หมายถงึ จ�านวนท่สี ามารถเขยี นในรูปทศนิยมซา้� หรอื เศษสว่ น 5. ครใู หน กั เรยี นอา นและศกึ ษา “สรปุ แนวคดิ หลกั ”
และ b เปน็ จา� นวนเต็ม โดยท่ี b ≠ 0 ของหัวขอ หลัก ในหนงั สือเรียน หนา 103
สมบตั ขิ องจำ� นวนตรรกยะ 6. ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
นักเรยี น ดังน้ี
1. สมบัติของหน่งึ และศูนย์ • จาํ นวนตรรกยะใดๆ บวกดว ยศนู ย หรอื ศนู ย
ก�าหนดให้ a และ b แทนจา� นวนตรรกยะใด ๆ บวกดว ยจาํ นวนตรรกยะใดๆ จะไดผลบวก
เทา กบั
1) สมบตั ิของศนู ย์ (แนวตอบ ผลบวกเทากับจาํ นวนนั้นๆ)
a+0=0+a=a • จาํ นวนตรรกยะใดๆ คณู ดว ยศนู ย หรอื ศนู ย
a×0=0×a=0 คูณดวยจํานวนตรรกยะใดๆ จะไดผลคูณ
0a = 0 โดยท่ี a ≠ 0 เทา กับ
ถา้ a × b = 0 แล้ว a = 0 หรอื b = 0 (แนวตอบ ผลคูณเทากับศนู ย)
• ศูนยหารดวยจํานวนตรรกยะใดๆ ท่ีไมใช
2) สมบัตขิ องหนึ่ง ศูนย จะไดผลหารเทา กับ
a×1=1×a=a (แนวตอบ ผลหารเทากบั ศูนย)
a÷1=a • จํานวนตรรกยะใดๆ คณู ดวยหนึ่ง หรือหน่ึง
คูณดวยจํานวนตรรกยะใดๆ จะไดผลคูณ
2. สมบัตเิ กีย่ วกับกำรบวกและกำรคูณจำ� นวนตรรกยะ เทา กับ
ก�าหนดให้ a, b และ c แทนจา� นวนตรรกยะใด ๆ (แนวตอบ ผลคณู เทา กบั จํานวนนน้ั ๆ)
• จํานวนตรรกยะใดๆ หารดวยหนึ่ง จะได
1) สมบตั กิ ำรสลบั ท ี่ ผลหารเทา กับ
a+b=b+a (แนวตอบ ผลหารเทากับจํานวนนั้นๆ)
a×b=b×a • สมบัติเก่ียวกับการบวกและการคูณจํานวน
ตรรกยะทนี่ ักเรยี นไดเรียนรู ไดแ กอะไรบา ง
2) สมบัติกำรเปลี่ยนหมู่ (แนวตอบ สมบัติการสลับท่ี สมบัติการ
(a + b) + c = a + (b + c) เปลยี่ นหมู และสมบัตกิ ารแจกแจง)
(a × b) × c = a × (b × c)
7. ครูใหนักเรียนเขียนผังมโนทัศน ในหนังสือ
3) สมบัติกำรแจกแจง เรียน หนา 101-103 หนวยการเรียนรูที่ 2
จาํ นวนตรรกยะ ลงในกระดาษ A4
a × (b + c) = (a × b) + (a × c)
(b + c) × a = (b × a) + (c × a)
103
กิจกรรม เสริมสรางคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค เกร็ดแนะครู
ใหน กั เรียนจัดกลุม กลุมละ 5 คน โดยคละความสามารถทาง ครูควรเปดโอกาสใหนักเรียนไดสรุปแนวคิดสําคัญของบทเรียนลง
คณิตศาสตร จากน้ันใหนักเรียนรวมกันศึกษาเพ่ิมเติม เพ่ือคนหา ผังมโนทัศนของตนเอง ตามความชื่นชอบของรูปแบบผังมโนทัศน หรือการให
ความเชือ่ มโยงของหนว ยการเรียนรูท ี่ 1 เรื่องจํานวนเต็ม กบั หนวย สขี องผงั มโนทศั น ตามจนิ ตนาการของนกั เรยี นแตล ะคน เพื่อสงเสริมความคดิ
การเรียนรูท่ี 2 เร่ืองจํานวนตรรกยะ วาความสัมพันธกันอยางไร สรางสรรค อีกทั้งครูอาจใหนักเรียนแตละคนไดนําเสนอผลงานของตนเอง
อีกทั้งใหนักเรียนศึกษาคนควาเพ่ิมเติมดวยวา นอกจากจํานวน โดยการจดั แสดงไวท่ปี ายนเิ ทศในหอ งเรียน
ตรรกยะแลว ยงั มจี าํ นวนอนื่ ๆ อีกหรือไม พรอ มท้ังอธิบายลกั ษณะ
พอสังเขป แลวใหนักเรียนนําเสนอหนาชั้นเรียน โดยเปดโอกาส
ใหนักเรียนทั้งชั้นเรียนรวมกันแสดงแนวคิดและอภิปรายอยาง
เปดกวา ง
T111
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขนั้ สรปุ 2แบบฝึกทกั ษะ
8. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะประจําหนวย ประจ�าหน่วยการเรียนรู้ที่
การเรียนรูที่ 2 เปนการบา น 1. จงพจิ ารณาวา่ ในแตล่ ะขอ้ ตอ่ ไปนีเ้ ปน็ จรงิ หรอื เทจ็
1) 1261 < 65 2) - 182 < - 193
9. ครูถามคําถามเพ่ือเนนย้ําความคิดรวบยอด 3) - 1121 > - 2145 4) -5 1113 < -5 73
ของนกั เรยี นอีกครั้ง ดังนี้
• การบวกและการลบทศนิยม มีหลักการ 5) -2.1 < -2.2 6) -1.004 > -1.04
สําคัญอยางไร
(แนวตอบ ตองตั้งจุดทศนิยมของตัวตั้งและ 7) (-1.2) × (-0.8) = 9.6 8) (-27.5) ÷ (-1.1) = 25
ตัวบวกหรือตัวลบใหตรงกัน จากนั้นนํา
ทศนิยมท่ีอยูตําแหนงเดียวกันมาบวกหรือ 2. จงหาผลลพั ธ์ในแตล่ ะข้อตอ่ ไปน้ี 2) [(-2 21) ÷ (-2 23)] ÷ (-3 34)
ลบกนั ) 1) (-1 54) + [(- 43) - (- 1270)] 4) 14 + [(- 34) × (-1 41)]
• การคูณทศนิยมท่ีเปนบวกดวยทศนิยมท่ี 3) [(- 32) - (-1 110)] ÷ 65
เปนลบ หรือการคูณทศนิยมที่เปนลบดวย
ทศนยิ มทีเ่ ปน บวก จะไดผลคณู เปนจํานวน 5) -(3.24 + 0.625) - (2.26 - 1.98) 6) 123.9 × (-0.04)
บวกหรือลบ
(แนวตอบ ไดผลคูณเปน จาํ นวนลบ) 7) (-0.0738) ÷ (-0.09) 8) (-31.12.)6××(-(0-2.0)5)
• การคูณทศนิยมท่ีเปนลบดวยทศนิยมท่ี
เปน ลบ จะไดผ ลคณู เปน จาํ นวนบวกหรอื ลบ 9) [(-35.24) × (-0.5)] - 29.4 10) 0.11 + (25.3 - 9.68)
(แนวตอบ ไดผลคณู เปน จาํ นวนบวก)
• การหารทศนิยมที่เปนบวกดวยทศนิยมที่ 3. จงหาผลลัพธข์ อง 2 43 - 7 18 - (-5 35)
เปนลบ หรือการหารทศนิยมที่เปนลบดวย 4. จงหาผลลัพธ์ของ [(- 14) - 4 23] - (2 65 + 1 32)
ทศนยิ มท่เี ปน บวก จะไดผ ลหารเปนจํานวน 5. จงหาผลลัพธข์ อง (59 - 1 23) ÷ (-1 2273)
บวกหรือลบ
(แนวตอบ ไดผ ลหารเปน จํานวนลบ) 6. จงหาผลลพั ธข์ อง (-125.17) - (-72.9) - 57.24
• การหารทศนิยมที่เปนลบดวยทศนิยมท่ี
เปน ลบ จะไดผ ลหารเปน จาํ นวนบวกหรอื ลบ 7. จงหาผลลัพธข์ อง
(แนวตอบ ไดผลหารเปนจํานวนบวก) 1) (-15.18) + (-49.99) - (-26.04)
2) 0.0084 × (-0.03) × (-0.78)
3) 2.53 × (-0.0057) ÷ 1.9
104
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
เพอื่ ประสทิ ธภิ าพในการเรยี นรขู องผเู รยี น ครคู วรเนน ยา้ํ กบั นกั เรยี นวา ใหท าํ ผลลพั ธของ 2 34 × 2 161 + 5.25 ÷ 1.75 คอื จํานวนในขอ ใด
แบบฝกทักษะประจําหนวยการเรียนรูที่ 2 ดวยตนเอง และหากมีขอสงสัย 1. 7 2. 8 3. 10 4. 20
หรือไมเขาใจใหคนหาคําตอบดวยตนเองกอน หากไมสามารถหาคําตอบดวย (เฉลยคาํ ตอบ ขอ 3. เพราะ
ตนเองได ใหนักเรียนถามเพื่อน แลวถาเพื่อนไมสามารถตอบไดใหนํากลับมา 2 34 × 2 161 + 5.25 ÷ 1.75 = 141 × 2181 + 152005 × 117005
ถามครู เพอื่ เปน การฝก ใหนักเรียนแสวงหาความรูดว ยตนเอง =7+3
= 10)
T112
นาํ สอน สรุป ประเมิน
8. จงหาผลลัพธ์ของ (-39 83) × (-1 135) ÷ 2512 สัปดาห์ ไก่ตายไป 110 ของ ขน้ั สรปุ
9. อยากทราบวา่ ลงุ เชาว์เหลอื
ลุงเชาว์ซอื้ ไกม่ าเลี้ยง 1,000 ตัว ปรากฏวา่ เม่ือเวลาผา่ นไป 1 10. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ถามในหนงั สอื
จ�านวนไก่ทีซ่ ือ้ มา และให้เพอ่ื นบา้ นไป 51 ของจ�านวนไก่ทซี่ อื้ มา เรยี น หนา 40 ท่ีไดถามไวใ นช่วั โมงแรกของ
ไก่ทงั้ หมดกี่ตวั การเรยี นในหนวยการเรียนรูที่ 2
(แนวตอบ นิธิศตองปนจักรยานทั้งหมด 945
10. ถโรา้ งเ23รียนขอแงหน่งกัหเนรีย่ึงมนีนชาักยเรียแนลทะ ้ัง61หมขดอง3น0ัก0เรยีคนนหญเปิง็นเนลักือเกรเียขน้าชชามยรม53เสรขมิ อทงกันษักะเรคียณนติ ทศ้ังาหสมตดร์ กิโลเมตร จึงจะถงึ เสน ชัย)
อยากทราบว่าจ�านวนนักเรียนทีเ่ ลือกเข้าชมรมเสริมทักษะคณิตศาสตร์มีกี่คน
ขนั้ ประเมนิ
11. ขแมาย่คม้าะซม้ือว่มงะไมป่วง11ม95าจข�าอนงวจน�าหนนวน่ึงมพะมบว่วง่าทมไ่ีีมมะ่เมน่วา่ งเตน่อ่ามา21ซ5ือ้ มขะอมงจ่วง�ามนาวเนพมม่ิ ะอมกี ่วง3ท7้ัง9หมผดล แม่ค้า
ท�าให้ 1. ครูตรวจผงั มโนทศั น
2. ครตู รวจใบงานท่ี 2.17
จ�านวนมะม่วงท่ีมีขณะนี้เท่ากับจ�านวนมะม่วงที่ซ้ือมาคร้ังแรก จงหาจ�านวนมะม่วงท่ีแม่ค้า 3. ครตู รวจแบบฝกทกั ษะ 2.3
4. ครูตรวจ Exercise 2.3
ซ้ือมาครัง้ แรก 5. ครูตรวจแบบฝกทักษะประจาํ หนว ยการเรยี นรู
12. ในช่ัวโมงรักการอ่านสัปดาห์แรกสุดาอ่านหนังสือได้ 0.25 ของจ�านวนหน้าทั้งหมด และ ท่ี 2
สปั ดาหต์ อ่ มาสดุ าอา่ นไดอ้ กี 0.4 ของจา� นวนหนา้ ทเี่ หลอื รวมสองสปั ดาหส์ ดุ าอา่ นได้ 78 หนา้ 6. ครูประเมนิ การนําเสนอผลงาน
จงหาว่าหนงั สอื เล่มน้มี ที ั้งหมดกีห่ น้า 7. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล
8. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม
13. ในงานนิทรรศการวิชาการมรี ้านขายหนงั สือรา้ นหน่ึง เม่อื วานรา้ นนข้ี ายหนังสอื ได้ 94 ของ 9. ครูสงั เกตคุณลักษณะอันพึงประสงค
หนงั สอื ทงั้ หมด วนั นกี้ อ่ นเทย่ี งวนั ขายหนงั สอื ได้ 128 เลม่ และหลงั เทย่ี งวนั ขายไดอ้ กี 100 เลม่
ถ้าท้งั สองวนั ร้านน้ีขายหนังสือได้ 500 เล่ม จงหาวา่ รา้ นนเ้ี หลอื หนังสือก่เี ลม่
14. ท175้ังหขมอดงเปปร็นะชคานกจรีนท้ัง15หขมอดงขผอชู้ งาหยมทู่บง้ั า้ หนมแดหเ่งปห็นนคงึ่นเไปทน็ ยผชู้ แาลยะจจ�าานกวกนาผรสู้ชา�ารยวทจ่ีเพหบลวือา่เป43น็ คขนองอผิน้ชูเดายีย
ถ้าหมบู่ า้ นแหง่ น้ีมีผูช้ ายที่เปน็ คนอินเดยี 14 คน จงหา
1) จ�านวนผชู้ ายท่เี ป็นคนจนี ในหมู่บ้านแห่งน้ี
2) จา� นวนผหู้ ญงิ ท้งั หมดในหมบู่ ้านแห่งนี้
105
กิจกรรม 21st Century Skills แนวทางการวัดและประเมินผล
ใหนักเรียนแบงกลุมละ 5 คน คละความสามารถทาง ครูศึกษาเกณฑการวัดและการประเมินผล เพ่ือประเมินผลงาน/ช้ินงาน
คณิตศาสตร รวมกันคนหาขอสอบแขงขันเรื่องจํานวนตรรกยะ รายบุคคลและรายกลุมของนักเรียนจากใบประเมินของแผนการจัดการเรียนรู
จํานวน 10 ขอ โดยนักเรียนแตละกลุมจะตองแสดงวิธีทํา ในหนวยการเรียนรูท ่ี 2
โดยละเอยี ดดว ยวิธกี ารของตนเอง และใชโปรแกรม PowerPoint
แสดงแนวคิดหนาช้ันเรียน หรือแนะนําการใชโปรแกรมทาง แบบประเมินการนาเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
คณิตศาสตรท่ีสามารถใชในการคํานวณหรือแสดงวิธีทําในโจทย
ทีก่ ลุมของตนเองสบื คนมาไดห นาช้ันเรยี น คาชแ้ี จง : ให้ผ้สู อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงในช่องทต่ี รงกบั คาช้ีแจง : ให้ผูส้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงในช่องทตี่ รงกับ
ระดบั คะแนน ระดบั คะแนน
ลาดับ รายการประเมิน ระดับคะแนน ลาดบั ช่อื – สกลุ การแสดง การยอมรับฟงั การทางาน ความมนี ้าใจ การมี รวม
ท่ี 4321 ที่ ของนกั เรียน ความคดิ เหน็ คนอ่ืน ตามท่ไี ด้รบั ส่วนร่วมใน 20
มอบหมาย การปรับปรงุ คะแนน
ผลงานกล่มุ
1 เนอ้ื หาละเอียดชัดเจน
43214321432143214321
2 ความถกู ต้องของเนอื้ หา
3 ภาษาท่ใี ช้เขา้ ใจงา่ ย
4 ประโยชนท์ ี่ไดจ้ ากการนาเสนอ
5 วธิ กี ารนาเสนอผลงาน
รวม
ลงชื่อ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............/................./................
เกณฑก์ ารให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมนิ
ผลงานหรือพฤติกรรมสมบรู ณช์ ดั เจน ให้ 3 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมขี อ้ บกพร่องบางส่วน ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ 4 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมีขอ้ บกพรอ่ งเปน็ ส่วนใหญ่ ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบางครงั้ ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรือพฤติกรรมมีข้อบกพรอ่ งมาก ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้ัง ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
10 - 13 พอใช้ 18 - 20 ดมี าก
ตา่ กว่า 10 ปรบั ปรุง 14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรงุ
T113
Chapter Overview
แผนการจัด สอื่ ท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วธิ ีสอน ประเมนิ ทกั ษะท่ีได้ คุณลกั ษณะ
การเรยี นรู้ อนั พงึ ประสงค์
แผนฯ ท่ี 1 - ห นงั สอื เรยี นรายวิชา 1. อธบิ ายความหมาย Concept - ต รวจใบงานที่ 3.1 - ทักษะการ
การเขียนเลข พนื้ ฐาน คณิตศาสตร์ ของเลขยกก�ำลงั Based เร่อื ง การเขียน เชื่อมโยง 1. มวี นิ ยั
ยกก�ำลังท่มี ี ม.1 เลม่ 1 ที่มีเลขช้ีก�ำลงั เปน็ Teaching เลขยกก�ำลังทีม่ ี 2. ใฝเ่ รียนร ู้
เลขชกี้ ำ� ลงั เปน็ - แ บบฝึกหดั จ�ำนวนเตม็ บวก (K) เลขชีก้ �ำลังเปน็ 3. มงุ่ มั่น
จ�ำนวนเตม็ บวก คณิตศาสตร์ ม.1 2. เ ขียนแสดงขน้ั ตอน จ�ำนวนเต็มบวก ในการท�ำงาน
เลม่ 1 การหาคา่ ของเลข - ตรวจแบบฝึกทักษะ
2 - ใ บงานท่ี 3.1 เร่ือง ยกก�ำลังท่มี ีเลขชกี้ �ำลงั 3.1 1. มีวนิ ัย
การเขียนเลขยกก�ำ ลัง เปน็ จ�ำนวนเต็มบวกได้ - ต รวจ Exercise 3.1 2. ใฝ่เรียนร ู้
ชวั่ โมง ทมี่ เี ลขชี้ก�ำ ลงั เป็น (P) - ป ระเมนิ การน�ำเสนอ 3. มงุ่ มั่น
ผลงาน ในการท�ำงาน
จ�ำ นวนเตม็ บวก 3. ใ ชค้ วามรู้ ทกั ษะ และ - สังเกตพฤตกิ รรม
กระบวนการทาง การท�ำงานรายบคุ คล 1. มวี ินยั
คณิตศาสตรใ์ นการ - สังเกตพฤติกรรม 2. ใฝเ่ รียนร้ ู
แกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ ง การท�ำงานกล่มุ 3. มุ่งมัน่
เหมาะสม (P) - สงั เกตคุณลักษณะ ในการท�ำงาน
4. รับผิดชอบตอ่ หนา้ ที่ อนั พึงประสงค์
ทไี่ ด้รบั มอบหมาย (A)
แผนฯ ที่ 2 - หนงั สอื เรยี นรายวิชา 1. อธิบายวธิ กี ารหา Concept - ต รวจใบงานที่ 3.2 - ทกั ษะการ
การคณู พ้ืนฐาน คณิตศาสตร์ ผลคณู ของ Based เร่อื ง การคูณ เช่ือมโยง
เลขยกกำ� ลัง ม.1 เลม่ 1 เลขยกก�ำลงั Teaching เลขยกก�ำลัง
เมอื่ เลขช้กี ำ� ลงั - แบบฝกึ หดั เมื่อเลขชี้ก�ำลงั เป็น เม่ือเลขช้กี �ำลัง
เป็นจำ� นวน คณติ ศาสตร์ ม.1 จ�ำนวนเตม็ บวกได้ (K) เปน็ จ�ำนวนเต็มบวก
เต็มบวก เล่ม 1 2. เขียนแสดงขนั้ ตอน - ต รวจ Exercise 3.2
- ใบงานท่ี 3.2 เรื่อง การหาผลคูณของ - ป ระเมนิ การน�ำเสนอ
2 การคูณเลขยกกำ�ลัง เลขยกก�ำลัง ผลงาน
เมือ่ เลขช้ีก�ำ ลังเปน็ เม่ือเลขชี้ก�ำลงั เปน็ - สังเกตพฤตกิ รรม
ชวั่ โมง จ�ำ นวนเต็มบวก จ�ำนวนเต็มบวกได้ (P) การท�ำงานรายบุคคล
3. รับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่ - สงั เกตพฤตกิ รรม
ทไี่ ด้รบั มอบหมาย (A) การท�ำงานกล่มุ
- สังเกตคณุ ลักษณะ
อันพึงประสงค์
แผนฯ ที่ 3 - หนังสอื เรยี นรายวิชา 1. อธบิ ายวธิ ีการหา Concept - ต รวจใบงานท่ี 3.3 - ทักษะการ
การหาร พน้ื ฐาน คณิตศาสตร์ ผลหารของ Based เรือ่ ง การหาร เชือ่ มโยง
เลขยกกำ� ลัง ม.1 เล่ม 1 เลขยกก�ำลัง Teaching
เมือ่ เลขชีก้ ำ� ลงั - แบบฝกึ หัด เมื่อเลขชีก้ �ำลังเป็น เลขยกก�ำ ลงั
เปน็ จ�ำนวน คณิตศาสตร์ ม.1 จ�ำนวนเตม็ บวกได้ (K) เมอื่ เลขช้กี �ำ ลงั
เต็มบวก เล่ม 1 2. เ ขยี นแสดงขั้นตอน เป็นจ�ำ นวนเตม็ บวก
- ใ บงานท่ี 3.3 เรอื่ ง การหาผลหาร - ตรวจแบบฝึกทักษะ
2 การหารเลขยกก�ำ ลงั ของเลขยกก�ำลัง
เม่อื เลขชีก้ �ำ ลงั เป็น เม่ือเลขช้ีก�ำลงั เป็น 3.2
ชั่วโมง - ตรวจ Exercise 3.2
จำ�นวนเตม็ บวก จ�ำนวนเตม็ บวกได้ (P)
T114
แผนการจัด ส่อื ที่ใช้ จดุ ประสงค์ วิธีสอน ประเมนิ ทักษะที่ได้ คุณลกั ษณะ
การเรียนรู้ อนั พงึ ประสงค์
3. รับผิดชอบตอ่ หน้าที่ - ป ระเมินการน�ำ เสนอ 1. มีวินยั
ทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย (A) ผลงาน 2. ใฝ่เรยี นรู้
3. มุ่งมั่น
- ส งั เกตพฤติกรรม ในการท�ำงาน
การทำ�งานรายบุคคล 1. มีวนิ ยั
- ส งั เกตพฤติกรรม 2. ใฝ่เรียนรู ้
การท�ำ งานกลุม่ 3. มงุ่ มั่น
- สังเกตคุณลักษณะ ในการท�ำงาน
อันพงึ ประสงค์
แผนฯ ที่ 4 - ห นังสอื เรียนรายวิชา 1. อ ธบิ ายความหมาย Concept - ตรวจใบงานที่ 3.4 - ทักษะการ
การเขยี นจำ� นวน พื้นฐาน คณิตศาสตร์ ของจ�ำนวนทีม่ ีคา่ Based เรือ่ ง การเขียน เชอื่ มโยง
ในรูปสัญกรณ์ ม.1 เล่ม 1 มาก ๆ หรือทศนิยม Teaching จำ�นวนในรูปสญั กรณ์
วทิ ยาศาสตร์ - ใบงานท่ี 3.4 เรอื่ ง ที่มีค่านอ้ ย ๆ ในรูป วิทยาศาสตร์
2 การเขียนจ�ำ นวนในรูป สัญกรณว์ ทิ ยาศาสตร์ - ตรวจแบบฝึกทักษะ
ชั่วโมง สญั กรณว์ ิทยาศาสตร์ ได้ (K) 3.3
2. ใชค้ วามรู้ ทกั ษะ และ
กระบวนการทาง - สงั เกตพฤตกิ รรม
คณติ ศาสตรใ์ นการ การท�ำ งานรายบุคคล
แก้ปญั หาไดอ้ ยา่ ง - สงั เกตคณุ ลกั ษณะ
เหมาะสม (P) อันพึงประสงค์
3. รบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่
ที่ไดร้ ับมอบหมาย (A)
แผนฯ ที่ 5 - หนังสอื เรยี นรายวชิ า 1. อ ธิบายการน�ำความรู้ Concept - ต รวจใบงานท่ี 3.5 - ท ักษะการ
การน�ำความรู้ พื้นฐาน คณติ ศาสตร์ เกี่ยวกับเลขยกก�ำลงั Based เรอื่ ง การน�ำ ความรู้ ประยกุ ต์ใช้
เกี่ยวกับ ม.1 เล่ม 1 ไปใช้แก้ปัญหา Teaching เกยี่ วกบั เลขยกก�ำ ลงั ความรู้
เลขยกก�ำลงั - ใ บงานท่ี 3.5 เรือ่ ง คณติ ศาสตร์และ ไปใชใ้ นชีวิตจรงิ
ไปใช้ในชีวติ จริง การน�ำ ความรเู้ กีย่ วกับ ปญั หาในชวี ิตจรงิ (K)
เลขยกก�ำ ลงั ไปใช้ 2. เ ขยี นแสดงข้นั ตอน - ตรวจแบบฝกึ ทักษะ
2 ในชีวิตจริง การแกป้ ญั หาทาง 3.4
คณิตศาสตร์เกยี่ วกบั
ชว่ั โมง - ต รวจแบบฝึกทกั ษะ
ประจ�ำ หน่วยการ
เลขยกก�ำลงั ได้ (P) เรยี นร้ทู ่ี 3
3. รับผดิ ชอบตอ่ หน้าที่
ท่ีไดร้ บั มอบหมาย (A) - ป ระเมนิ การน�ำ เสนอ
ผลงาน
- ตรวจผงั มโนทศั น์
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 3
เลขยกก�ำ ลัง
- สงั เกตพฤตกิ รรม
การท�ำ งานรายบคุ คล
- สังเกตพฤติกรรม
การท�ำ งานกล่มุ
- สงั เกตคุณลักษณะ
อันพงึ ประสงค์
T115
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 3 เลขยกกา� ลงัหน่วยการเรยี นรทู ่ี
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
1. ครูแจงจุดประสงคของหนวยการเรียนรูให
นกั เรยี นทราบ
2. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียน โดยให
นักเรียนดูภาพหนาหนวย จากนั้นครูอธิบาย
ขอ มลู ทีเ่ ก่ียวกบั แฟลชไดรฟ
3. ครูถามคําถามในหนงั สือเรียน หนา 106 แลว
ใหนักเรียนรวมกนั แสดงความคดิ เหน็
หมายเหตุ : ครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
คําถามในหนังสือเรียน หนา 106 หลังเรียน
หนวยการเรียนรูที่ 3
แฟลชไดรฟ (Flash Drive) เปนอุปกรณ์ที่ใช้ในก�รเก็บ
ข้อมูลจ�กคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะมีคว�มจุหล�กหล�ย เช่น
128 MB, 256 MB, 512 MB, 1024 MB (1GB), 2048 (2GB) และ
4096 (4GB) เปน ตน้ ซึง่ ในปจ จุบนั ไดม้ กี �รพัฒน�คว�มจเุ พม่ิ ข้นึ
เร่อื ย ๆ เนอ่ื งจ�กเปนทน่ี ยิ ม ส�ม�รถเกบ็ ขอ้ มูลได้ในปริม�ณม�ก
Q.และพกพ�ได้สะดวก
ตวั ชวี้ ัด จ�กขอ้ มลู ทำ�ไมจึง
• เข้ำใจและใช้สมบัติของเลขยกก�ำลังท่ีมีเลขช้ีก�ำลังเป็นจ�ำนวนเต็มบวก ตอ้ งผลติ แฟลชไดร์ฟ
เฉลย คําถามในหนงั สอื เรยี น หน้า 106 ในกำรแก้ปญหำคณิตศำสตร์และปญหำในชีวิตจริง (ค 1.1 ม.1/2) ต�มคว�มจขุ ้�งต้นเท�่ นน้ั
สาระการเรียนรแู กนกลาง
เนื่องจากขอมูลในคอมพิวเตอรจะถูกเก็บใน • เลขยกก�ำลังท่ีมีเลขชี้ก�ำลังเป็นจ�ำนวนเต็มบวก และ¢นÒ´¤ÇÒÁ¨Ø
ระบบเลขฐานสอง และแตละขนาดความจุของ • กำรน�ำควำมรู้เกี่ยวกับจ�ำนวนเต็ม จ�ำนวนตรรกยะ และเลขยกก�ำลัง áต่ÅФÇÒมจØมี¤ÇÒม
ขอมูลในคอมพิวเตอรเปนจํานวนที่อยูในรูปเลข Êัม¾ัน¸กันอย�่ งไร
ยกกาํ ลงั ที่มฐี านเปน 2 ไปใช้ในกำรแก้ปญหำ
เกร็ดแนะครู
การเรียนการสอนหนว ยการเรียนรนู ี้ ครคู วรยกตัวอยางการใชเ ลขยกกําลัง
ในชีวิตประจําวัน และเนนใหนักเรียนตระหนักถึงประโยชนของเลขยกกําลัง
ทั้งในดานการคํานวณและการเขียนแสดงจํานวนซ่ึงเปนทักษะพื้นฐานในการ
ศกึ ษาวชิ าคณติ ศาสตรใ นระดับสูงขนึ้ ตอไป
T116
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ควรรกู ่อนเรียน ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching)
กำรเรยี นเรอ่ื งเลขยกก�ำลงั ให้มคี วำมเขำ้ ใจได้งำ่ ยขน้ึ จ�ำเปน็ ต้องมคี วำมรู้ในเรื่องต่อไปน้ี การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge)
1. ตวั ประกอบ
4. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษา “ควรรกู อ นเรยี น” ในหนงั สอื
ตวั ประกอบของจ�ำ นวนนบั ใด ๆ คือ จำ� นวนนับทหี่ ำรจ�ำนวนนับนั้นได้ลงตัว เรียน หนา 107 จากน้ันครทู บทวนความรใู ห
1) จำ� นวนนับท่หี ำร 10 ลงตัว ไดแ้ ก ่ 1, 2, 5 และ 10 กบั นกั เรียน ดังนี้
ดงั นน้ั 10 มตี วั ประกอบสต่ี วั คือ 1, 2, 5 และ 10 - ตัวประกอบของจํานวนนับใดๆ คือ
2) จ�ำนวนนับที่หำร 21 ลงตวั ได้แก่ 1, 3, 7 และ 21 จํานวนนับทีห่ ารจาํ นวนนับนนั้ ไดล งตวั
ดงั นน้ั 21 มีตวั ประกอบสีต่ วั คอื 1, 3, 7 และ 21 - จาํ นวนเฉพาะ เปน จาํ นวนนบั ทม่ี ตี วั ประกอบ
เพยี งสองตวั เทาน้นั คือ 1 กับจํานวนนับนัน้
2. จ�ำ นวนเฉพ�ะ - ตัวประกอบที่เปนจํานวนเฉพาะ เรียกวา
ตวั ประกอบเฉพาะ
จ�ำ นวนเฉพ�ะ เป็นจำ� นวนนบั ท่ีมตี ัวประกอบเพียงสองตัวเทำ่ นน้ั - การแยกตัวประกอบของจํานวนนับใดๆ
คือ 1 กับจำ� นวนนับน้ัน เปนการเขียนจํานวนนับในรูปการคูณของ
1) 2 เปน็ จ�ำนวนเฉพำะ เพรำะมีตวั ประกอบเพยี งสองตัว คือ 1 และ 2 ตัวประกอบเฉพาะ
2) 10 ไมเ่ ปน็ จ�ำนวนเฉพำะ เพรำะมตี วั ประกอบสีต่ ัว คือ 1, 2, 5 และ 10
3. ตวั ประกอบเฉพ�ะ 5. ครถู ามคาํ ถาม ดังน้ี
• วธิ แี ยกตัวประกอบทาํ ไดอ ยางไรบาง
ตัวประกอบทเ่ี ปน็ จำ� นวนเฉพำะ เรียกวำ่ ตัวประกอบเฉพ�ะ (แนวตอบ นักเรียนอาจตอบวาทําไดโดย
1) 9 มตี วั ประกอบ คอื 1, 3 และ 9 ต้ังหารส้ัน หรือโดยใชแผนภาพตนไม)
เน่อื งจำก 3 เป็นจ�ำนวนเฉพำะ ดงั นนั้ 3 เปน็ ตวั ประกอบเฉพำะของ 9
2) 25 มีตัวประกอบ คือ 1, 5 และ 25
เนื่องจำก 5 เปน็ จำ� นวนเฉพำะ ดังน้นั 5 เป็นตัวประกอบเฉพำะของ 25
4. ก�รแยกตัวประกอบ
ก�รแยกตวั ประกอบของจ�ำ นวนนบั ใด ๆ เปน็ กำรเขยี นจำ� นวนนบั ในรปู กำรคณู
ของตัวประกอบเฉพำะ
1) 36 แยกตวั ประกอบไดเ้ ป็น 36 = 2 × 2 × 3 × 3
2) 42 แยกตวั ประกอบได้เป็น 42 = 2 × 3 × 7
107
กิจกรรม สรางเสริม เกร็ดแนะครู
ใหนกั เรียนทบทวนการแยกตวั ประกอบของจาํ นวนนบั ตอ ไปน้ี ครเู นนยํา้ เกีย่ วกบั จาํ นวนเฉพาะ โดยใชการถามตอบ เชน
1) 16 2) 28 3) 100 • จํานวนใดตอ ไปน้ีเปนจํานวนเฉพาะ
4) 144 5) 150 6) 300
แยกตัวประกอบได ดังน้ี 2 5 7 15 21 39 41
1) 2 × 2 × 2 × 2 2) 2 × 2 × 7 (แนวตอบ 2, 5, 7 และ 41)
3) 2 × 2 × 5 × 5 4) 2 × 2 × 2 × 2 × 3 × 3 • จํานวน 1 ถงึ 100 มจี าํ นวนใดเปนจํานวนเฉพาะบา ง
5) 2 × 3 × 5 × 5 6) 3 × 2 × 2 × 5 × 5 (แนวตอบ 2, 3, 5, 7, 11, 13, 17, 19, 23, 29, 31, 37, 41, 43, 47, 53,
59, 61, 67, 71, 73, 79, 83, 89 และ 97)
T117
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 3.1 การเขยี นเลขยกกา� ลงั ที่มีเลขชก้ี า� ลัง
รู้ (Knowing) เป็นจา� นวนเตม็ บวก
1. ครูใหนักเรียนอานเร่ือง การพับกระดาษรูป กระดำษรปู สีเ่ หลย่ี มผืนผ้ำเปน็ กระดำษท่มี ีควำมยำวของด้ำนตรงขำ้ มยำวเท่ำกนั แต่ควำม
ส่ีเหล่ียมผืนผา ในหนังสือเรียน หนา 108 ยำวดำ้ นที่อยู่ติดกันยำวไม่เทำ่ กนั และมุมทกุ มุมเปน็ มมุ ฉำก
เม่อื นกั เรียนอานจบแลวครถู ามคําถาม ดงั น้ี นกั เรยี นจะพบว่ำ เมอ่ื นกั เรยี นพบั กระดำษรปู สี่เหลีย่ มผนื ผำ้ 1 คร้ัง ตำมแนวแกนสมมำตร
• ถา พบั กระดาษ 6 ครั้ง จะไดจํานวนเสนแบง กระดำษจะถกู แบ่งออกเปน็ 2 สว่ นท่เี ทำ่ กัน จำกนัน้ ถำ้ นกั เรยี นพับกระดำษอีก 1 ครั้ง ตำมแนว
ของกระดาษกเ่ี สน แกนสมมำตร กระดำษจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนท่ีเท่ำกัน จำกนั้นถ้ำนักเรียนพับกระดำษอีก
(แนวตอบ 64 เสน) 1 ครัง้ ตำมแนวแกนสมมำตร กระดำษจะถูกแบ่งออกเปน็ 8 สว่ นทเ่ี ท่ำกัน ถ้ำนักเรียนทำ� เชน่ นี้
• ถาพับกระดาษ 7 คร้งั จะไดจ ํานวนเสน แบง ไปเร่อื ย ๆ นักเรียนจะไดว้ ำ่ กระดำษถกู แบง่ ออกเปน็ สว่ น ๆ จำกกำรพบั กระดำษแต่ละคร้ัง ดงั นี้
ของกระดาษกเ่ี สน
(แนวตอบ 128 เสน ) จำ�นวนครัง้ ในก�รพบั กระด�ษ จำ�นวนส่วนแบ่งของกระด�ษ
• นกั เรียนหาจํานวนเหลา นั้นไดอ ยางไร ต�มแนวแกนสมม�ตร จ�กก�รพับกระด�ษแต่ละครั้งต�มแนวแกนสมม�ตร
(แนวตอบ 64 ไดมาจาก 32 × 2 และ 128 1
ไดมาจาก 64 × 2) 2 2 = 2
จากนั้นครูกลาววา “จํานวนเสนแบงของ 3 2 × 2 = 4
กระดาษเพ่ิมขึ้นเปนพหุคูณของ 2 หรือเกิด 4 2 × 2 × 2 = 8
จากการนํา 2 คณู กันหลายๆ ตวั ซง่ึ ขน้ึ อยกู บั 5 2 × 2 × 2 × 2 = 16
จาํ นวนครงั้ ในการพบั กระดาษ” 2 × 2 × 2 × 2 × 2 = 32
2. ครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “นักคณิตศาสตรจึงได นักเรียนจะพบว่ำ จ�ำนวนส่วนแบ่งของกระดำษจำกกำรพับกระดำษในแต่ละคร้ังตำมแนว
มีการกําหนดสัญลักษณ เพื่อแทนจํานวน แกนสมมำตรจะมจี ำ� นวนเพม่ิ ขน้ึ เปน็ สองเทำ่ ของจำ� นวนเดมิ เสมอ ซงึ่ จำ� นวนสว่ นแบง่ ของกระดำษ
ทเี่ กดิ จากการคณู จาํ นวนซา้ํ ๆ กนั ” จากนน้ั ครู เกิดจำกกำรคูณ 2 ซ�ำ้ กนั หลำย ๆ ตัว โดยมีจำ� นวนมำกขึ้นเร่อื ย ๆ ข้ึนอยู่กับจำ� นวนครง้ั ในกำรพับ
กลาวถึงบทนิยามของเลขยกกําลงั ในหนงั สอื สำ� หรบั วชิ ำคณติ ศำสตรจ์ งึ มกี ำรกำ� หนดสญั ลกั ษณ ์ เพอ่ื แทนจำ� นวนทเ่ี กดิ จำกกำรคณู จำ� นวนซำ�้ ๆ กนั
เรียน หนา 108 และไดใ้ ห้นยิ ำมไว ้ ดังน้ี
บทนิยาม
“a ยกกำ� ลใังห n้ a” หแรทอื น จ“aำ� นกว�ำนลใังด nๆ” แเขลยีะ นnแ ทแทนดน้วจย�ำน a1วnน มเตคี ็มวบำมวกหมำย ดงั น้ี
an = a × a × a × ... × a
n ตัว
เรียก an วำ่ เลขยกกำ� ลงั ที่ม ี a เปน็ ฐำน และ n เป็นเลขชก้ี ำ� ลัง
108
นักเรียนควรรู กิจกรรม สรา งเสรมิ
1 an มีขอสังเกตเก่ียวกับการพิมพเลขยกกําลัง คือ เลขช้ีกําลังอยูดานบน ใหน ักเรยี นเลือกจาํ นวนท่มี ี 3 หลกั 3 จาํ นวนทีส่ ามารถเขียน
เย้ืองไปทางขวา และใชตัวเลขทีม่ ีขนาดเลก็ กวาตัวเลขทีเ่ ปนฐาน เชน 32, 53, 45 ในรูปเลขยกกําลังทมี่ ฐี านเปนจํานวนเฉพาะ
เปนตน
กจิ กรรม ทาทาย
ใหนักเรียนหาจํานวนที่มี 3 หลัก มา 3 จํานวน ท่ีสามารถ
เขียนในรปู เลขยกกาํ ลังทม่ี ีฐานและเลขชี้กาํ ลังเปนจํานวนเฉพาะ
T118
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จงพจิ ำรณำเลขยกกำ� ลงั ตอ่ ไปน้ี ขนั้ สอน
สัญลักษณ ์ 34 อ่ำนว่ำ “สำมยกก�ำลังส”ี่ หรือ “สำมกำ� ลงั ส”่ี
34 มี 3 เปน็ ฐำน และม ี 4 เป็นเลขช้ีกำ� ลัง รู (Knowing)
34 แทน 3 × 3 × 3 × 3
34 = 81 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางเลขยกกําลัง ใน
(-2)4 อ่ำนว่ำ “ลบสองทัง้ หมดยกกำ� ลงั ส่”ี หรอื “ลบสองทั้งหมดก�ำลังส”ี่ หนงั สอื เรยี น หนา 109 จากนั้นครูถามคําถาม
((--22))44 มแที -น2 (เ-ป21น็ ) ฐ×ำ น(- 2แ)ล ะ×ม ี(-42 )เ ป×็น เ(ล-2ข)ชกี้ �ำลงั ดังน้ี
(-2)4 = 16 • เลขยกกําลงั (-2)4 มีผลคูณเปน จาํ นวนบวก
หรือจาํ นวนลบ (แนวตอบ จาํ นวนบวก)
(-3)3 อำ่ นวำ่ “ลบสำมทงั้ หมดยกกำ� ลงั สำม” หรอื “ลบสำมทงั้ หมดกำ� ลงั สำม” • เลขยกกาํ ลัง (-3)3 มผี ลคณู เปน จํานวนบวก
(-3)3 ม ี -3 เป็นฐำน และมี 3 เป็นเลขช้ีก�ำลงั หรอื จํานวนลบ (แนวตอบ จาํ นวนลบ)
(-3)3 แทน (-3) × (-3) × (-3) • เลขยกกําลังท่ีมีฐานเปนจํานวนลบ ผลคูณ
(-3)3 = -27 ทไี่ ดจ ะมคี วามสมั พนั ธก บั เลขชกี้ าํ ลงั อยา งไร
(21)2 (แนวตอบ เลขยกกาํ ลงั ทม่ี ฐี านเปน จาํ นวนลบ
อำ่ นว่ำ “เศษหนึ่งสว่ นสองท้ังหมดยกกำ� ลงั สอง” หรือ “เศษหนึ่ง ถาเลขช้ีกําลังเปนจํานวนคู ผลคูณที่ไดจะ
ส่วนสองท้งั หมดกำ� ลงั สอง” เปนบวก แตถาเลขชี้กําลังเปนจํานวนค่ี
(((112122)))222 =แม ที 4112น เ(ป21น็ )ฐ×ำน( 12แ)ละมี 2 เปน็ เลขชี้ก�ำลงั ผลคูณท่ไี ดจะเปนลบ)
53)3
(- อ ำ่ นว่ำ “ลบเศษสำมส่วนหำ้ ทง้ั หมดยกก�ำลังสำม” หรือ “ลบเศษสำม 4. ครูใหนักเรียนศึกษาขอควรระวัง ในหนังสือ
ส่วนหำ้ ท้งั หมดกำ� ลงั สำม” เรยี น หนา 109 จากน้นั ครูถามคาํ ถาม ดงั น้ี
355335)))333 แม= ท ี --น 1352 2 (7-5เป35็น)ฐ×ำน( -แ35ล)ะม× ี 3(- เ53ป)็นเลขชี้กำ� ลัง • นักเรียนคิดวาเลขยกกําลัง -24 มีฐานเปน
(- เทาไร (แนวตอบ 2)
(- • เลขยกกาํ ลัง -24 มีเลขช้กี ําลงั เปน เทา ไร
(- (แนวตอบ 4)
• เขียนในรปู ผลคณู ของฐานไดอ ยางไร
¢ŒÍ¤ÇÃÃÐÇѧ ✘ ✔ (แนวตอบ -(2 × 2 × 2 × 2))
• มีผลคณู เทา กบั เทาไร (แนวตอบ -16)
-24 = (-2) × (-2) × (-2) × (-2) -24 = -(2 × 2 × 2 × 2) ครสู รุปวา -24 = -(2 × 2 × 2 × 2) = -16
= 16 = -16 แลวครูกลาวถึงขอควรระวังวา เลขยกกําลัง
-24 ไมไดมีฐานเปน -2 ถาเลขยกกําลังชุดน้ี
109 มีฐานเปน -2 จะเขียนไดในรูป (-2)4 ซึ่งมี
ผลคณู เทา กับ (-2) × (-2) × (-2) × (-2) = 16
ซงึ่ มีคา ไมเทา กบั -24
เขา ใจ (Understanding)
ครูใหนักเรียนทาํ Exercise 3.1 ขอ 1. ในแบบ
ฝกหัดคณติ ศาสตร เปนการบาน
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
-35 ขอใดถูกตอง 1 (-2) ในเรื่องเลขยกกําลัง มีขอตกลงในทางคณิตศาสตรวา ตัวเลขที่ไมมี
1. เขยี นแทนการคณู ซ้ําของ (-3) จาํ นวน 5 ตัว เลขชก้ี ําลัง หมายถงึ มี 1 เปน เลขช้กี าํ ลัง
2. -3 เปน ฐาน 5 เปน เลขชีก้ าํ ลัง
3. -35 เปนจาํ นวนตรงขา มของ 35 ส่อื Digital
4. ไมม ขี อ ใดถูกตอง
(เฉลยคาํ ตอบ จากบทนยิ ามของเลขยกกําลงั จะไดว า -35 เขียน เรยี นรูเพมิ่ เติมเรือ่ ง เลขยกกาํ ลงั จากภาพยนตรส ารคดีสนั้ เร่อื ง กระดาน
หมากรุกของจักรพรรดิ ไดท่ี https://www.twig-aksorn.com/film/the-
แทนการคูณซาํ้ ของ -(3 × 3 × 3 × 3 × 3) = -243 emperors-chess-board-8457/
ซ่งึ จะไดวา มี 3 เปน ฐาน และ 5 เปน เลขชี้กาํ ลัง และมจี ํานวน
ตรงขา มของ -243 คอื -(-243)
นัน่ คือ จํานวนตรงขา มของ -243 คอื 243 = 35
ดังนัน้ คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T119
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ตัวอยา่ งท่ี 1
รู (Knowing) จงเขยี นเลขยกกําลังตอไปน้�ใหอยใู นรูปจาํ นวนเต็มหรอื เศษสว นหรอื ทศนิยม
1) 32 2) (-4)3 3) - 21 3 4) (0.7)3
1. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคาํ ตอบ Exercise
3.1 ขอ 1. วิธที าํ การเขยี นเลขยกกาํ ลงั ใหอ ยใู นรปู จาํ นวนเตม็ หรอื เศษสว นหรอื ทศนยิ ม ตอ งใชบ ทนยิ าม
เลขยกกาํ ลงั ซ่ึงทาํ ไดด งั นี้
2. ครูทบทวนบทนิยามของเลขยกกําลัง ใน 1) จากบทนิยามเลขยกกําลัง จะไดวา 32 = 3 × 3 = 9
หนังสือเรยี น หนา 108 2) จากบทนยิ ามเลขยกกําลัง จะไดว า (-4)3 = (-4) × (-4) × (-4) = -64
3) จากบทนิยามเลขยกกาํ ลงั จะไดว า - 12 3 = - 12 × - 12 × - 21 = - 18
3. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 1 ใน 4) จากบทนยิ ามเลขยกกาํ ลงั จะไดว า (0.7)3 = 0.7 × 0.7 × 0.7 = 0.343 ตอบ
หนังสือเรียน หนา 110 แลวแลกเปล่ียน
ความรูกับคูของตนเอง จากน้ันใหนักเรียน ลองทําดู
แตล ะคนทํา “ลองทาํ ด”ู
จงเขยี นเลขยกกําลงั ตอไปน้ีใหอ ยูในรปู จาํ นวนเต็มหรือเศษสวนหรอื ทศนิยม
4. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง 3) - 14 4
ทําด”ู 1) 92 2) (-5)4 4) (0.3)3
5. ครูยกตัวอยางท่ี 2 ในหนงั สอื เรียน หนา 110 ตวั อยา่ งที่ 2
บนกระดาน พรอมท้ังอธิบายวิธีการเขียน
จํานวนในรูปของเลขยกกําลังท่ีมีฐานเปน จงเขียนจาํ นวนตอ ไปน้ใ� หอยูในรูปเลขยกกําลงั ทีม่ ฐี านเปนจํานวนเฉพาะ
จาํ นวนเฉพาะ 243, 9, 8 และ 4 แลว ใหน กั เรยี น 2) 82 × 42
ทาํ “ลองทาํ ด”ู จากนัน้ ครูและนกั เรยี นรว มกนั 1) 243 × 9
เฉลยคาํ ตอบ
วิธที าํ การเขียนจํานวนใหอยูในรปู เลขยกกําลังทีม่ ฐี านเปนจาํ นวนเฉพาะ ตอ งใชบ ทนยิ าม
เขา ใจ (Understanding) เลขยกกาํ ลงั ซงึ่ ทําไดด งั นี้
1. ครูแจกใบงานที่ 3.1 เร่ือง การเขียนเลข 1) 243 × 9 = (3 × 3 × 3 × 3 × 3) × (3 × 3)
ยกกําลังท่ีมีเลขช้ีกําลังเปนจํานวนเต็มบวก = 3×3×3×3×3×3×3
ใหนักเรียนทํา จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน = 37
เฉลยคาํ ตอบใบงานที่ 3.1 2) 82 × 42
= (8 × 8) × (4 × 4)
2. ครใู หน ักเรยี นทําแบบฝก ทักษะ 3.1 ขอ 1.-2. = [(2 × 2 × 2) × (2 × 2 × 2)] × [(2 × 2) × (2 × 2)]
จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ = 2×2×2×2×2×2×2×2×2×2
แบบฝกทักษะ 3.1 ขอ 1.-2. = 210 ตอบ
ลองทําดู
จงเขยี นจํานวนตอ ไปนี้ใหอ ยูในรปู เลขยกกําลังท่ีมีฐานเปนจาํ นวนเฉพาะ
1) 42 × 32 2) 81 × 92
110
สอื่ Digital กิจกรรม สรา งเสรมิ
เรยี นรเู พิ่มเติมเรือ่ ง เลขยกกําลงั จากภาพยนตรสารคดสี ัน้ เรือ่ ง จํานวน ใหน กั เรยี นเลอื กจาํ นวน 4 หลกั และ 5 หลกั มา 3 จาํ นวนเขยี น
ทใ่ี หญทส่ี ุด ไดท ่ี https://www.twig-aksorn.com/lfi m/the-biggest-number- ในรปู เลขยกกาํ ลงั มีฐานเปน จํานวนเฉพาะ
ever-8536/
กิจกรรม ทาทาย
ใหน ักเรียนเลอื กจาํ นวน 5 หลัก มา 3 จาํ นวน มาเขียนในรูป
เลขยกกําลังทม่ี ีฐานและเลขช้กี ําลังเปน จาํ นวนเฉพาะ
T120
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 3.1 ขน้ั สอน
ระดบั พนื้ ฐาน ลงมอื ทาํ (Doing)
1. จงเขยี นเลขยกก�ำลงั ตอ่ ไปนี้ใหอ้ ยูใ่ นรปู จำ� นวนเต็มหรอื ทศนยิ ม 1. ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ
1) 35 2) 52 สามารถทางคณติ ศาสตร แลว ทาํ กจิ กรรม ดงั นี้
3) (-7)3 4) (-2)5 • ใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันทําแบบฝก
5) -52 6) -72 ทักษะ 3.1 ขอ 6. โดยเขยี นลงในสมดุ ของ
7จ)ง เข(-ีย0น.2จ)ำ� 3นวนตอ่ ไปนใ้ี ห้อยูใ่ นรปู เลขยกกำ� ลังทม่ี 8ฐี )ำ น(เ-ป0น็.1จ)4�ำนวนเฉพำ1ะ ตนเอง
2. หรอื ผลคณู ของ • จากนนั้ ใหน กั เรยี นแลกเปลยี่ นความรภู ายใน
เลขยกก�ำลงั โดยทฐ่ี ำนของเลขยกกำ� ลังแตล่ ะตวั เปน็ จ�ำนวนเฉพำะ กลมุ ของตนเอง และสนทนาซกั ถามเกยี่ วกบั
วิธีการคดิ หาคําตอบ จนเปน ท่เี ขา ใจรวมกัน
1) 625 2) 729 • ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนาชั้น
3) 24 × 32 4) 92 × 82 เรียน
5) 72 × 256
7) 1,024 6) 27 × 92 2. ครูใหน กั เรยี นทําแบบฝกทักษะ 3.1 ขอ 3.-5.
8) 256 × 2,048 และ Exercise 3.1 ขอ 2.-3. ในแบบฝกหัด
คณติ ศาสตรเ ปน การบาน
ระดับ กลาง
ขน้ั สรปุ
3. จงเขยี นจำ� นวนต่อไปนใ้ี ห้อยูใ่ นรปู เลขยกก�ำลงั ท่ีมีฐำนเท่ำกับ 3 หรือ -3
ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
1) 243 2) 729 นกั เรยี น ดงั นี้
4. กำ� หนดให้ A = (-4)2, B = -43 และ C = (- 120)3 จงหำคำ่ ของ
1) A + B 2) A + C • เลขยกกาํ ลัง คอื อะไร
3) B + C 4) A - B (แนวตอบ การคูณจาํ นวนซ้าํ ๆ กัน)
5. จงเขยี นจำ� นวนต่อไปนี้ใหอ้ ยูใ่ นรูปเลขยกก�ำลงั ที่มฐี ำนเป็นจำ� นวนเฉพำะหรอื ผลคูณของ • “a ยกกําลัง n” มคี วามหมายอยางไร
เลขยกก�ำลังโดยที่ฐำนของเลขยกก�ำลงั แต่ละตวั เป็นจำ� นวนเฉพำะ (แนวตอบ an = a × a × a × ... × a)
1) 2738×1 32 25 9××52356425 n ตัว
3) 241×2843 2) 27
4) ขน้ั ประเมนิ
ระดบั ทา้ ทาย 1. ครูตรวจใบงานท่ี 3.1
2. ครตู รวจแบบฝก ทักษะ 3.1
6. (2-73)3××(-150)22 เขียนให้อยใู่ นรูปอยำ่ งงำ่ ยไดอ้ ยำ่ งไร 3. ครูตรวจ Exercise 3.1
4. ครปู ระเมนิ การนําเสนอผลงาน
111 5. ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล
6. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ
7. ครสู งั เกตคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
ขอ ใดเปน ผลคูณของ (-243) × 3,375 ซึ่งเขยี นในรปู เลขยกกาํ ลัง 1 จํานวนเฉพาะ (Prime Number) หมายถึง จํานวนเต็ม a ใด ๆ ซ่ึง a
1. (-3)5 × 53 ไมเทากับศูนย และตองหารลงตัวดวย ±1 และ ±a เทาน้ัน เชน ±2,
2. 38 × (-5)3 ±3, ±5, ±7, ±11 เปนตน (สวนมากมักจะกลาวถึงจํานวนเฉพาะท่ีเปน
3. -38 × 53 จาํ นวนจรงิ บวกเทา นน้ั )
4. -(35 × 53)
(เฉลยคาํ ตอบ (-243) × 3,375 = (-3)5 × (15)3
= -(35) × (3 × 5)3
= -35 × 33 × 53
= -38 × 53
ดงั นัน้ คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T121
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) 3.2 การคูณและการหารเลขยกก�าลงั เมือ่ เลขชกี้ �าลัง
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) เป็นจา� นวนเต็มบวก
ครูทบทวนความหมายของเลขยกกําลังวา 1. การคณู เลขยกก�าลงั เมอื่ เลขชี้ก�าลงั เป็นจา� นวนเตม็ บวก
an = a × a × a × … × a จากนนั้ ครูยกตัวอยาง
จงพิจำรณำผลคณู ของเลขยกก�ำลังต่อไปน้ี
n ตัว 1) 34 × 33 = (3 × 3 × 3 × 3) × (3 × 3 × 3)
เลขยกกําลัง แลวใหนักเรียนเขียนในรูปการ = 3 × 3 × 3 × 3 × 3 × 3 × 3
คูณของฐานเปนจํานวนซํ้าๆ กัน ตามจํานวน = 37
เลขช้กี ําลงั = 34 + 3
2) (-5)3 × (-5)2 = [(-5) × (-5) × (-5)] × [(-5) × (-5)]
ขนั้ สอน = (-5) × (-5) × (-5) × (-5) × (-5)
= (-5)5
รู้ (Knowing) = (-5)3 + 2
3) (59)2 × (59)3 = (59 × 95) × (95 × 95 × 95)
1. ครูยกตัวอยางการหาผลคูณของเลขยกกําลัง === ((599595))×25+953 × 59 × 59 × 95
34 × 33 ในหนังสือเรยี น หนา 112 บนกระดาน
พรอมกบั ถามคําถาม ดงั นี้
• 34 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน
ซ้าํ ๆ กนั ไดอยา งไร 4) ให้ a แทนจำ� นวนใด ๆ
(แนวตอบ 3 × 3 × 3 × 3) a3 × a3 = (a × a × a) × (a × a × a)
• 33 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน = a × a × a × a × a × a
ซาํ้ ๆ กนั ไดอยา งไร = a6
(แนวตอบ 3 × 3 × 3) = a3 + 3
• 34 × 33 เขียนในรูปการคูณของฐานเปน
จาํ นวนซํ้าๆ กนั ไดอ ยางไร จะเห็นว่ำ กำรคูณเลขยกก�ำลังท่ีมีฐำนเดียวกัน ผลคูณจะเป็นเลขยกก�ำลังที่มีฐำนเท่ำเดิม
(แนวตอบ 3 × 3 × 3 × 3 × 3 × 3 × 3) และมเี ลขชก้ี ำ� ลงั เทำ่ กบั ผลบวกของเลขชก้ี ำ� ลงั ของเลขยกกำ� ลงั ทน่ี ำ� มำคณู กนั ซง่ึ เปน็ ไปตำมสมบตั ิ
• 34 × 33 เขยี นในรูปเลขยกกําลงั ไดอยางไร ของเลขยกกำ� ลงั ดังนี้
(แนวตอบ 37)
จากนน้ั ครูสรุปวา 34 × 33 = 37 มาจาก 34+3 สมบัติ 1 กำ� หนดให ้ a แทนจำ� นวนใด ๆ และ m, n แทนจำ� นวนเต็มบวก
am × an = am + n
2. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการหาผลคูณ 112
ของเลขยกกําลังขอ 2) 3) และ 4) ใน
หนังสือเรียน หนา 112 แลวครูและนักเรียน
รวมกนั สรปุ ดงั ในกรอบ “สมบัติ 1” ในหนงั สอื
เรยี น หนา 112 ทกี่ ําหนดให a แทนจาํ นวน
ใดๆ และ m, n แทนจํานวนเตม็ บวก
am × an = am+n
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
การเขยี นเลขยกกาํ ลงั ที่มฐี านเปน จาํ นวนลบ เศษสวน หรือทศนยิ มจะตอ ง ขอใดตอไปนีถ้ กู ตอง
ใสวงเล็บ “( )” ท่ีฐานเพื่อใหเกิดความชัดเจน เพราะวาเลขยกกําลังท่ีมีฐาน 1. 23 × 23 = 29
เปนจํานวนลบจะเปนจํานวนบวกเม่ือเลขช้ีกําลังเปนจํานวนคู และเปนจํานวน 2. 33 × 34 = 97
ลบเมือ่ เลขช้ีกําลังเปน จาํ นวนคี่ เชน 3. 44 × 42 = 46
4. 52 × 53 = 56
แต - 252 2 = -(2 5× 2) = -54 (เฉลยคาํ ตอบ 1. ผดิ เพราะ 23 × 23 = 23+3 = 26
-52 = -52 × -52 = 245 2. ผิด เพราะ 33 × 34 = 33+4 = 37
3. ถกู เพราะ 44 × 42 = 44+2 = 46
และ -52 3 = - 25 × - 25 × - 52 = 1-285 4. ผดิ เพราะ 52 × 53 = 52+3 = 55
ดงั นัน้ คําตอบ คอื ขอ 3.)
T122
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อย่างที่ 3 ขน้ั สอน
จงเขยี นผลคณู ของจ�ำ นวนในแตล่ ะขอ้ ต่อไปนีใ้ หอ้ ยูใ่ นรปู อย่�งง่�ย รู (Knowing)
1) 34 × 32 2) (-2)3 × (-2)2 3. ครูยกตัวอยางท่ี 3 ในหนังสือเรยี น หนา 113
3) (53)3 × (53)5 4) p4 × p5 เมื่อ p แทนจำ� นวนใด ๆ บนกระดาน และแสดงการหาผลคูณของ
จํานวนในรูปเลขยกกําลัง แลวใหนักเรียน
วธิ ีท�ำ กำรเขยี นผลคณู ของจ�ำนวนให้อยู่ในรูปอยำ่ งงำ่ ย ต้องใช้สมบตั ิ 1 ของเลขยกก�ำลงั ทาํ “ลองทําดู” จากน้ันครแู ละนกั เรยี นรว มกนั
ดังน้ี เฉลยคําตอบ “ลองทาํ ด”ู
1) จำกสมบตั ิ 1 ของเลขยกกำ� ลัง จะได ้ a = 3, m = 4 และ n = 2 4. ครูใหนักเรียนจับคูกัน แลวทํา “Thinking
ดังน้นั 34 × 32 = 34 + 2 = 36 Time” ในหนังสือเรียน หนา 113 พรอมท้ัง
ยกตัวอยางประกอบ โดยทําลงในสมุดของ
2) จำกสมบัต ิ 1 ของเลขยกก�ำลัง จะได้ a = -2, m = 3 และ n = 2 ตนเอง จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
ดังน้ัน (-2)3 × (-2)2 = (-2)3 + 2 = (-2)5 คําตอบ “Thinking Time”
3) จำกสมบัติ 1 ของเลขยกกำ� ลงั จะได ้ a = 35, m = 3 และ n = 5
ดังน้ัน (35)3 × (35)5 = (53)3+5 = (53)8
4) จำกสมบตั ิ 1 ของเลขยกก�ำลัง จะได้ a = p, m = 4 และ n = 5
ดังน้นั p4 × p5 = p4 + 5 = p9 ตอบ
ลองทําดู
จงเขียนผลคูณของจำ�นวนในแต่ละข้อตอ่ ไปนี้ใหอ้ ยู่ในรปู อย่�งง่�ย
1) 24 × 25 2) (-5)5 × (-5)2
3) (- 49)3 × (- 49)8 4) b9 × b10 เมอ่ื b แทนจ�ำนวนใด ๆ
Thinking Time
ให ้ a แทนจ�ำนวนใด ๆ และ m, n, p แทนจำ� นวนเตม็ บวก
am × an × ap
มผี ลคณู เป็นเท่ำใด
113
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เฉลย Thinking Time
ขอ ใดเปนผลลพั ธของ (9 × 34) + (72 × 34) จากสมบัติ 1 ของเลขยกกําลัง am × an = am+n
1. 36 จะได am × an × ap = (am × an) × ap
2. 37
3. 38 = am+n × ap
4. 39 = am+n+p
(เฉลยคาํ ตอบ (9 × 34) + (72 × 34) = (9 + 72) × 34 ดงั นั้น am × an × ap มีผลคูณเทา กับ am+n+p
= 81 × 34
= 34 × 34
= 38
ดงั น้นั คําตอบ คอื ขอ 3.)
T123
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน จงพจิ ำรณำผลคูณของเลขยกกำ� ลงั ต่อไปน้ี
1) (36)2 = 36 × 36
รู้ (Knowing) = 36 + 6
= 36 × 2 (สมบตั ิ 1)
5. ครูยกตัวอยางการหาผลคูณของเลขยกกําลัง
(36)2 ในหนังสือเรยี น หนา 114 บนกระดาน 2) ((-4)8)2 = (-4)8 × (-4)8
แลว อธบิ ายวา ใชส มบตั ิ 1 ชว ยในการหาผลคณู = (-4)8 + 8
ได ดังนี้ = (-4)8 × 2 (สมบตั ิ 1)
(36)2 = 36 × 36 = 36+6 = 36×2
3) ((27)3 )3 == ((7227))33+×3+3( 72)3 × (27)3
6. ครใู หน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งการหาผลคณู ของ
เลขยกกําลังขอ 2) และ 3) ในหนังสือเรียน (สมบัติ 1)
หนา 114 แลว ถามคําถาม ดังนี้
• เลขชี้กําลังของผลคูณและเลขชี้กําลังของ = (27)3×3
ตวั ตงั้ และตัวคูณมคี วามสัมพันธก ันอยางไร
(แนวตอบ เลขช้ีกําลังของผลคูณ เทากับ จำกขอ้ 1) - 3) สรปุ เป็นไปตำมสมบัตขิ องเลขยกก�ำลงั ได้ ดังน้ี
ผลคณู ของเลขชก้ี าํ ลงั ของตวั ตง้ั และตวั คณู )
และนกั เรยี นรว มกนั สรปุ ดงั ในกรอบ “สมบตั ิ 2” สมบัติ 2
ในหนังสือเรียน หนา 114 ที่กําหนดให a
แทนจํานวนใดๆ และ m, n แทนจํานวน ก�ำหนดให ้ a แทนจำ� นวนใด ๆ และ m, n แทนจำ� นวนเตม็ บวก
เตม็ บวก (am)n = am × n
(am)n = am×n
ตัวอยา่ งท่ี 4
เขา้ ใจ (Understanding)
จงเขยี นผลคณู ของจำ�นวนในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปน้ใี หอ้ ยใู่ นรปู อย�่ งง่�ย
1. ครยู กตวั อยา งท่ี 4 ในหนงั สอื เรยี น หนา 114-115
บนกระดาน และแสดงการหาผลคูณของ 1) (38)4 × (39)3 2) ((- 29)4 )4 × ((- 29)8 )6
จํานวนในรปู เลขยกกําลัง
3) (a20)4 × (a30)3 เม่อื a แทนจ�ำนวนใด ๆ
วธิ ที �ำ ก ำรเขยี นผลคณู ของจำ� นวนใหอ้ ยใู่ นรูปอย่ำงงำ่ ย ต้องใช้สมบตั ิ 1 และสมบัต ิ 2
ของเลขยกกำ� ลัง ดงั นี้
1) (38)4 × (39)3 = (38 × 4) × (39 × 3) (สมบัต ิ 2)
= 332 × 327
= 332 + 27 (สมบตั ิ 1)
= 359
114
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
ขอใดตอ ไปนีถ้ กู ตอ ง
ครูควรยํ้านักเรียนใหมีความรอบคอบในการหาผลคูณของเลขยกกําลัง 1. (23)3 = 26
ที่มีฐานเปนจํานวนเต็มลบ และใหนักเรียนใสใจกับสมบัติ 2 ของเลขยกกําลัง 2. 232323 = 25
เนอ่ื งจากสมบตั ิ 2 ของเลขยกกาํ ลงั จะสามารถทาํ ใหก ารแกป ญ หาเลขยกกาํ ลงั นนั้ 3. = 36
สะดวกและงายขน้ึ 4. (34)2 = 38
(เฉลยคาํ ตอบ 1. ผิด เพราะ (23)3 = 23×3 = 29
2. ผดิ เพราะ 232323 = 23×3 = 29
3. ผิด เพราะ = 32×2×2 = 38
4. ถกู เพราะ (34)2 = 34×2 = 38
ดงั นน้ั คําตอบ คือ ขอ 4.)
T124
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2) ((- 92)4 )4 × ((- 29)8 )6 = (- 29)4 ×4 × (- 29)8×6 (สมบัติ 2) ขนั้ สอน
9922))1166+×48 92)48 (สมบัต ิ 1)
= (- (- เขา้ ใจ (Understanding)
= (-
= (- 29)64 2. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 115 จากนั้นครแู ละนกั เรยี นรวมกันเฉลย
คาํ ตอบ
3) (a20)4 × (a30)3 = a20×4 × a30×3 (สมบตั ิ 2)
= a80 × a90 3. ครูใหนักเรียนทํา Exercise 3.2 ขอ 1. และ
= a80 + 90 (สมบตั ิ 1) ขอ 2. (ขอยอยท่ี 1)-4)) ในแบบฝกหัด
= a170 ตอบ คณิตศาสตรเ ปน การบาน
ลจองงเขทยีํานดผู ลคูณของจำ�นวนในแต่ละข้อต่อไปนใี้ หอ้ ยู่ในรูปอย�่ งง�่ 1ย รู้ (Knowing)
2) ((37)4 )10 × ((37)10 )5
1) ((-4)8)2 × ((-4)3)9 1. ครูและนักเรยี นรว มกันเฉลยคาํ ตอบ Exercise
3.2 ขอ 1. และขอ 2. (ขอ ยอยที่ 1)-4))
3) (y4)7 × (y8)4 เมือ่ y แทนจ�ำนวนใด ๆ
2. ครูยกตัวอยางการหาผลคูณของเลขยกกําลัง
จงพิจำรณำผลคูณของเลขยกกำ� ลงั ต่อไปนี้ (-3)3 × 53 ในหนังสือเรียน หนา 115 บน
1) (-3)3 × 53 = [(-3) × (-3) × (-3)] × (5 × 5 × 5) กระดาน พรอ มกับถามคําถาม ดงั น้ี
= [(-3) × 5] × [(-3) × 5] × [(-3) × 5] • (-3)3 เขยี นในรปู การคณู ของฐานเปน จาํ นวน
= [(-3) × 5]3 ซา้ํ ๆ กนั ไดอยา งไร
(แนวตอบ (-3) × (-3) × (-3))
2) (14)2 × (51)2 = (14 × 41) × (15 × 51) • 53 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน
= (14 × 15) × (14 × 15) ซ้าํ ๆ กนั ไดอยา งไร
(แนวตอบ 5 × 5 × 5)
• (-3)3 × 53 เขียนในรูปการคูณของฐาน
= (14 × 15)2 เปนจาํ นวนซํา้ ๆ กนั ไดอยางไร
(แนวตอบ (-3) × (-3) × (-3) × 5 × 5 × 5)
3) 32 × (29)2 = (3 × 3) × (92 × 92) จากนั้นครูอธิบายวา ถาจับกลุมการคูณใหม
= (3 × 92) × (3 × 92) เปน [(-3) × 5] จะได 3 กลุม ดงั น้ี
(-3)3 × 53 = [(-3) × 5] × [(-3) × 5] ×
[(-3) × 5]
= (3 × 92)2 • [(-3) × 5] × [(-3) × 5] × [(-3) × 5]
เขยี นในรูปเลขยกกําลังไดอ ยางไร
115 (แนวตอบ [(-3) × 5]3)
3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการหาผลคูณ
ของเลขยกกําลังขอ 2) และ 3) ในหนังสือ
เรยี น หนา 115
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
คา ของ [23(32 + 7)] + [43(23 - 10)] ตรงกบั ขอ ใด 1 รูปอยางงาย เปนการจัดรูปของผลลัพธที่ไดจากการดําเนินการของเลข
1. 28 ยกกําลังใหอยูในรูปเลขช้ีกําลังเปนจํานวนเต็มบวก และตัวฐานเดียวกันจะมี
2. 27 แคนพิ จนเดยี ว เชน
3. 1 1
4. 0 • 2-2 จะเขียนใหอยูในรูปอยางงายไดเ ปน 22 = 4
(เฉลยคําตอบ [23(32 + 7)] + [43(23 - 10)]
= [8(9 + 7)] + [64(8 - 10)] • 23 • 2 จะเขยี นใหอยใู นรูปอยางงายไดเ ปน 24
= (8 × 16) + [64 × (-2)]
= 128 + (-128)
=0
ดังนน้ั คําตอบ คอื ขอ 4.)
T125
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน จำกข้อ 1) - 3) สรปุ เป็นไปตำมสมบัตขิ องเลขยกก�ำลังได้ ดงั น้ี
รู (Knowing) สมบัติ 3
4. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปดังในกรอบ กำ� หนดให้ a, b แทนจำ� นวนใด ๆ และ m แทนจำ� นวนเต็มบวก
“สมบัติ 3” ในหนังสือเรียน หนา 116 am × bm = (a × b)m
ที่กําหนดให a, b แทนจํานวนใดๆ และ m
แทนจํานวนเต็มบวก am × bm = (a × b)m ตัวอยา่ งท่ี 5
5. ครยู กตัวอยา งท่ี 5 ในหนังสอื เรียน หนา 116 จงเขยี นผลคูณของจ�ำ นวนในแต่ละข้อต่อไปนีใ้ หอ้ ยู่ในรูปอย่�งง�่ ย
บนกระดาน และแสดงการหาผลคูณของ
จํานวนในรูปเลขยกกําลัง แลวใหนักเรียน 1) 34 × 54 2) (-4)3 × (-2)3
ทาํ “ลองทําดู” จากน้นั ครูและนกั เรียนรวมกัน 3) a9 × b9 เมื่อ a, b แทนจำ� นวนใด ๆ
เฉลยคาํ ตอบ
วธิ ที �ำ กำรเขยี นผลคณู ของจ�ำนวนให้อยูใ่ นรูปอยำ่ งงำ่ ย ต้องใชส้ มบัต ิ 3 ของเลขยกกำ� ลัง
6. ครูยกตัวอยางการหาผลคูณของเลขยกกําลัง ดงั นี้
(910 × 75)3 ในหนังสือเรียน หนา 116 บน 1) 34 × 54 = (3 × 5)4 = 154
กระดาน แลวอธิบายวา เราจะนําสมบัติ 2 2) (-4)3 × (-2)3 = [(-4) × (-2)]3 = 83 (สมบตั ิ 3)
และสมบัติ 3 มาชวยในการหาผลคูณ จากน้นั
ครูเขียนแสดงวิธีทําอยางละเอียดบนกระดาน 3) a9 × b9 = (a × b)9 = (ab)9 (สมบัติ 3)
และเนน ยา้ํ นกั เรยี นวาข้นั ตอนใดใชส มบตั ใิ ด
(สมบัต ิ 3) ตอบ
7. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการหาผลคูณ
ของเลขยกกําลังขอ 2) และ 3) ในหนังสือ ลองทําดู
เรียน หนา 116 แลวครูและนักเรียนรวมกัน
สรุปดังในกรอบ “สมบัติ 4” ในหนังสือเรียน จงเขยี นผลคูณของจำ�นวนในแตล่ ะขอ้ ต่อไปน้ีใหอ้ ยูใ่ นรูปอย�่ งง่�ย
หนา 117 ทกี่ าํ หนดให a, b แทนจาํ นวนใดๆ
และ m, n, k แทนจํานวนเต็มบวก 1) (54)3 × (1106)3 2) 510 × (-9)10
(am × bn)k = am×k × bn×k
3) m5 × n5 เมอ่ื m, n แทนจำ� นวนใด ๆ
เขา ใจ (Understanding)
จงพจิ ำรณำผลคูณของเลขยกก�ำลงั ตอ่ ไปน้ี
1. ครยู กตวั อยางที่ 6 ในหนงั สือเรยี น หนา 117 1) (910 × 75)3 = (910)3 × (75)3
บนกระดาน แลวใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” = 910 × 3 × 75 × 3 (สมบัต ิ 3)
จากนัน้ รว มกันเฉลยคาํ ตอบ (สมบัติ 2)
(สมบตั ิ 3)
2) ((-4)3 × 24)2 = ((-4)3)2 × (24)2 (สมบัต ิ 2)
= (-4)3 × 2 × 24 × 2
(สมบัติ 3)
3) (78 × (94)6 )5 = (78)5 × ((94)6)5
= 78 × 5 × (49)6×5 (สมบัติ 2)
116
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
คา ของ (5yx2 - 3xy3)3 เมื่อ x = 2, y = 3 เทากบั เทาไร
ครูควรเนนยํ้ากับนักเรียนวา สมบัติ 3 การดําเนินการของฐานจะตอง -
เปนการดําเนินการคูณ จะเปนการดําเนินการบวกหรือการดําเนินการลบไมได 1. -6
หารเปนการดําเนินการหาร ตัวหารตองไมเทากับศูนย พรอมท้ังครูควร 2. -8
ยกตัวอยางใหนกั เรียนเหน็ วา เม่ือ a, b แทนจาํ นวนใดๆ และ m แทนจํานวน 3. 6
เตม็ บวก แลว 4. 8
(a × b)m = am × bm แต (a + b)m am + bm (เฉลยคาํ ตอบ โจทยกาํ หนดให x = 2, y = 3 (5yx2 - 3xy3)3
เชน (2 × 3)2 = 22 × 32 = 36 แทนคา x = 2 และ y = 3 ใน -
และ (2 + 3)2 = 52 = 25 แต 22 + 32 = 13
ดงั นั้น (a + b)m am + bm จะได (5322 - 3233)3 = (259 -- 287)3
-
T126 = (-2)3
= -8
ดังน้นั คําตอบ คือ ขอ 2.)
นาํ สอน สรุป ประเมิน
จำกขอ้ 1) - 3) สรปุ เปน็ ไปตำมสมบัตขิ องเลขยกกำ� ลงั ได้ ดงั นี้ ขน้ั สอน
สมบัติ 4 เขา้ ใจ (Understanding)
กำ� หนดให้ a, b แทนจำ� นวนใด ๆ และ m, n, k แทนจำ� นวนเต็มบวก 2. ครูแจกใบงานที่ 3.2 เร่ือง การคูณเลขยกกําลงั
(am × bn)k = am × k × bn × k เมอื่ เลขชกี้ าํ ลงั เปน จาํ นวนเตม็ บวก ใหน กั เรยี น
ทํา จากน้นั รวมกันเฉลยคําตอบ
ตัวอยา่ งท่ี 6
3. ใหน ักเรยี นทาํ Exercise 3.2 ขอ 2. (ขอ ยอยที่
จงเขยี นผลคูณของจ�ำ นวนในแตล่ ะขอ้ ตอ่ ไปน้ีใหอ้ ยใู่ นรูปอย่�งง�่ ย 5)-12)) ในแบบฝก หดั คณติ ศาสตรเ ปน การบา น
1) (119 × (45)3)7
2) ((-8)3 × 105)4 ลงมอื ทาํ (Doing)
3) (a4 × b6)8 เมื่อ a, b แทนจำ� นวนใด ๆ ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ
สามารถทางคณิตศาสตร แลวทาํ กจิ กรรม ดังน้ี
วธิ ีทำ� กำรเขียนผลคูณของจ�ำนวนใหอ้ ยใู่ นรปู อยำ่ งง่ำย ต้องใชส้ มบัต ิ 4 ของเลขยกก�ำลงั
ดงั น้ี • ใหนักเรียนรวมกันวิเคราะห “H.O.T.S.
1) (119 × (54)3)7 = 119×7 × (54)3×7 (สมบัติ 4) คําถามทาทายการคิดขั้นสูง” แลวเขียน
= 1163 × (54)21 คําตอบจากการวเิ คราะหล งในสมดุ ตนเอง
2) ((-8)3 × 105)4 = (-8)3×4 × 105×4
= (-8)12 × 1020 (สมบัติ 4) • จากนน้ั ใหน กั เรยี นแลกเปลยี่ นความรภู ายใน
กลมุ ของตนเอง จนเปน ทเี่ ขาใจรวมกนั
3) (a4 × b6)8 = a4×8 × b6×8 (สมบัติ 4)
= a32 × b48 ตอบ • ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนา
ชนั้ เรียน
ลองทําดู
ขนั้ สรปุ
จงเขียนผลคณู ของจ�ำ นวนในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปนีใ้ ห้อยูใ่ นรูปอย�่ งง่�ย
1) (74 × (114)3)4 ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ
2) ((-9)3 × 74)10 นกั เรยี น ดังน้ี
3) (a5 × b6)5 เมอ่ื a, b แทนจ�ำนวนใด ๆ ถากําหนดให a, b แทนจํานวนใดๆ และ
m, n แทนจาํ นวนเตม็ บวก แลว
คาํ ถามทา ทายการคดิ ขน้ั สงู
• am × an มคี าเทา กับเทาไร
กำ� หนดให ้ a แทนจำ� นวนใด ๆ และ m, n แทนจำ� นวนเต็มบวก (แนวตอบ เทากับ am+n)
amn = (am)n
• (am)n มคี า เทา กับเทา ไร
นักเรียนคดิ ว่ำ ข้อควำมขำ้ งตน้ เปน็ จริงหรือไม่ เพรำะเหตใุ ด (แนวตอบ เทา กบั am×n)
117 ขนั้ ประเมนิ
1. ครูตรวจใบงานท่ี 3.2
2. ครูตรวจ Exercise 3.2
3. ครปู ระเมินการนําเสนอผลงาน
4. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
5. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ
6. ครูสงั เกตคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เฉลย H.O.T.S. คําถามท้าทายการคิดขั้นสงู
ขอใดตอไปนี้ถูกตอ ง ขอ ความขางตน ไมเ ปน ความจรงิ เพราะ
1. 32 + 23 = 18
2. 72 + 62 = 42 n คร้งั
3. 53 - 72 = 76 amn คอื am × m × ... × m
4. 142 - 132 = 37 และ 2(a23m)=n คือ am×n = amn
(เฉลยคาํ ตอบ 1. ผิด เพราะ 32 + 23 = 9 + 8 = 17 เชน 22×2×2 = 28 = 256
2. ผิด เพราะ 72 + 62 = 49 + 36 = 85 (22)3 = 22×3 = 26 = 64
3. ถกู เพราะ 53 - 72 = 125 - 49 = 76 นน่ั คือ a22m3n (22)3
4. ผดิ เพราะ 142 - 132 = 196 - 169 = 27 ดงั น้ัน (am)n
ดงั นน้ั คําตอบ คอื ขอ 3.)
T127
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 2. การหารเลขยกกา� ลงั เมอ่ื เลขชก้ี �าลังเปน็ จ�านวนเตม็ บวก
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) จงพิจำรณำผลหำรของเลขยกก�ำลังต่อไปนี้
1. ครูทบทวนการหารเศษสว น 1) 5574 = 5 × 5 ×5 ×5 ×5 ×5 ×5 ×5 ×5 5 × 5
2. ครูสนทนากับนักเรียนเพ่ือทบทวนสมบัติ = 5 × 5 × 5
= 53
ของการคูณเลขยกกําลัง เม่ือเลขชี้กําลังเปน
จํานวนเตม็ บวก 2) (199)5 ÷ (199)2 = (199 × 199 × 199 × 199 × 199) ÷ (199 × 199)
= (199 × 199 × 199 × 199 × 199) × (199 × 199)
ขน้ั สอน
รู้ (Knowing) = 199 × 199 × 199 × 199 × 199 × 199 × 199
= (199 × 199 × 199) × (199 × 199) × (199 × 199)
1. ครูยกตัวอยางการหาผลหารของเลขยกกําลัง = 199 × 199 × 199
5547 ในหนังสือเรียน หนา 118 บนกระดาน = (199)3
พรอ มกับถามคําถาม ดังน้ี
• 57 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน
ซ้าํ ๆ กันไดอ ยา งไร 3) (- 54)2 ÷ (- 54)2 = [(- 45) × (- 45)] ÷ [(- 54) × (- 45)]
(แนวตอบ 5 × 5 × 5 × 5 × 5 × 5 × 5) = (- 54) × (- 45) × (- 45) × (- 54)
• 54 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน = [(- 45) × (- 45)] × [(- 45) × (- 54)]
ซ้าํ ๆ กนั ไดอยางไร
(แนวตอบ 5 × 5 × 5 × 5) = 1
• 5547 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน
ซ้ําๆ กนั ไดอยางไร 4) ให ้ a แทนจำ� นวนใด ๆ ทไี่ มเ่ ทำ่ กับศูนย์
• ((55แแ74นนเววขตตยี ออนบบใ5น53ร)×ปู เ5ลข×5ย×5กก×5าํ ล×5งั ×ไ5ด×5อ ย×5าง5ไร× 5) a4 ÷ a6 = a × aa ×× aa ×× aa ×× aa × a
= a ×1 a
2. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการหาผลหาร
ของเลขยกกาํ ลงั ขอ 2) 3) และ 4) ในหนังสือ
เรียน หนา 118 จากนั้นครูกลาววา “จาก = a12
ตัวอยางขอ 1) และ 2) นักเรียนจะเห็นวา
มีผลหารอยูในรูปเลขยกกําลัง แตขอ 3) จำกข้อ 1) - 4) จะเห็นว่ำ กำรหำรเลขยกกำ� ลังทีม่ ีฐำนเป็นจ�ำนวนเดยี วกนั ในข้อ 1) และ
และ 4) ผลหารที่ไดยังไมอ ยใู นรูปเลขยกกาํ ลัง ข้อ 2) จะมีผลหำรอยู่ในรูปเลขยกก�ำลงั แต่ข้อ 3) และขอ้ 4) ผลหำรยังไมอ่ ยูใ่ นรปู เลขยกก�ำลงั
และในระดับชั้นน้ีนักเรียนจะไดเรียนรูเฉพาะ ซ่งึ ต่อไปน้จี ะพจิ ำรณำผลหำรของเลขยกก�ำลงั ที่มีฐำนเปน็ จำ� นวนเดียวกันดงั น้ี
ผลหารของเลขยกกําลังที่มีฐานเปนจํานวน
เดยี วกัน” 118
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ครูควรใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นท่ีวา เพราะเหตุใดการคูณ คา ของ [(32)2]-2 ÷ (323) เทากับขอใด
เลขยกกําลังจึงไมกําหนดขอความ “ฐานไมเทากับศูนย” กอน และครูควร 1. 316
เนน ยา้ํ กบั นกั เรยี นในขอ ตกลงนี้ ทกุ ครงั้ ทกี่ ลา วถงึ การหารเลขยกกาํ ลงั เพราะวา 2. 3-16
ถาฐานเปน 0 จะทําใหคาของ เลขยกกําลังเปน 0 ซ่ึงศูนยเปนตัวหารไมได 3. 30
เนือ่ งจากไมมีความหมายทางคณติ ศาสตร 4. 0
(เฉลยคําตอบ [(32)2]-2 ÷ (323) = 33-88
= 3-8-8
= 3-16
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T128
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
การพิจารณาผลหารของ am ÷ an เมอื่ a แทนจา� นวนใด ๆ ที่ไม่เท่ากับศูนย์ และ m, n ขนั้ สอน
แทนจ�านวนเต็มบวก ซง่ึ จะแบ่งการพจิ ารณาเป็น 3 กรณ ี ดังนี้
รู้ (Knowing)
กรณที ่ี 1 m>n m ตัว
3. ครูกลา วถึงการหาผลหารของ am ÷ an เมื่อ a
aamn = aa ×× aa ×× aa ×× ...... ×× aa แทนจํานวนใดๆ ทไ่ี มเ ทากับศูนย และ m, n
n ตัว แทนจาํ นวนเต็มบวก ซ่งึ แบง การพจิ ารณาเปน
m - n ตวั 3 กรณี ดงั น้ี
กรณที ี่ 1 เมอื่ m > n
= a × a × a × ... × a am ÷ an = aamn = am-n
กรณีท่ี 2 เมือ่ m = n
= am-n am ÷ an = aamn = a0
ดงั นั้น aamn = am-n ซง่ึ a0 = 1
กรณีที่ 3 เม่ือ m < n
กรณที ี่ 2 m = n am ÷ an = aamn = am-n
การหาผลหารในกรณีท ่ี 2 จะตอ้ งใชบ้ ทนิยามต่อไปนี้ ซึ่ง a-m = a1m
จากน้ันใหนักเรียนศึกษาการหาผลหารของ
บทนิยาม am ÷ an เม่ือ a แทนจาํ นวนใดๆ ที่ไมเ ทา กบั
ศนู ย และ m, n แทนจาํ นวนเตม็ บวกทง้ั 3 กรณี
กา� หนดให้ a แทนจา� นวนใด ๆ ท่ีไม่เท่ากับศูนย์ ในหนงั สอื เรียน หนา 119-120
a0 = 1
aamn = aann = 1 m = n
จากบทนยิ าม a0 = 1
แน ตัน่ จ่ค าอื ก กา ร ห า ผ aaลmn ห าร== aaaamn0n -n ขา้ งตน้ จะเหน็ วา่ aamn = 1
= am-n m=n
ดังน้ัน aamn = am-n
119
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
ขอใดตอไปนี้ถูกตอง เมื่อ a และ b เปนจํานวนใดๆ ท่ี a ครคู วรอธิบายใหนกั เรียนเขาใจท่ีมาของบทนยิ าม a0 = 1 วา ถา a = 0
ไมเทากับศูนย จะได 00 ซึ่งเราไมสามารถนําบทนิยาม an มาหาคาได และ a0 เปนผล
จากการหารเลขยกกําลังที่ตัวต้ังและตัวหารมีเลขชี้กําลังเทากัน ซ่ึงฐานของ
1. a-1 a× a2 = a 2. (a3)3 = a6 จํานวนทง้ั สองตองไมเทา กับ 0 เชน
3. a32 = (a3)2 4. a0 × b2 = b2 แ22ต22 ถ =า ไ2ม2-ใ 2ช=บ ท2น0 ยิซา่ึงมถา จใะชไบดทวนา ิย22า22ม
a0 = 1 จะได 20 = 1
(เฉลยคาํ ตอบ 1. ผิด เพราะ a-1 a× a2 = a-1+2-1 = a0 = 1 = 22
2. ผิด เพราะ (a3)3 = a3×3 = a9 × 22 = 1 เชนกนั
3. ผดิ เพราะ a32 = a9 และ (a3)2 = a6 ×
ซง่ึ a32 (a3)2
4. ถูก เพราะ a0 × b2 = 1 × b2 = b2
ดังนัน้ คําตอบ คือ ขอ 4.)
T129
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (Knowing)
4. ครูถามคําถาม ดงั น้ี กรณที ี่ 3 m < n
• เลขชี้กําลังของผลหารและเลขชี้กําลังของ กำรหำผลหำรในกรณีท่ี 3 จะต้องใช้บทนิยำมตอ่ ไปนี้
ตวั ตง้ั และตวั หารมคี วามสมั พนั ธก นั อยา งไร
(แนวตอบ เลขช้ีกําลังของผลหาร เทากับ บทนิยาม
ผลลบของเลขชกี้ าํ ลงั ของตวั ต้งั กับตวั หาร) กำ� หนดให ้ a แทนจ�ำนวนใด ๆ ท่ีไม่เท่ำกบั ศูนย์ และ m แทนจำ� นวนเต็มบวก
แลวครูและนักเรียนรวมกันสรุปดังในกรอบ am = a1-m หรอื a-m = a1m
“สมบัติ 5” ในหนังสือเรียน หนา 120
ทก่ี ําหนดให a แทนจาํ นวนใดๆ ที่ไมเทากบั aamn = aa ×× aa ×× maa ต××วั ...... ×× aa
ศนู ย และ m, n แทนจํานวนเตม็ บวก
am = a × a × na 1ต ×ัว ... × a = an1 - m = a-(n - m) = am - n
an = am-n
5. ครูยกตัวอยางที่ 7 ในหนังสือเรียน หนา ดงั นั้น aamn = am - n n - m ตัว
120-121 บนกระดาน แสดงการหาผลหาร
ของจาํ นวนในรปู เลขยกกําลงั จะเห็นว่ำ กำรหำรเลขยกกำ� ลังทม่ี ฐี ำนเป็นจ�ำนวนเดียวกนั และฐำนไมเ่ ทำ่ กับศนู ย์ ผลหำร
จะเป็นเลขยกก�ำลังท่ีมีฐำนเดิม และเลขช้ีก�ำลังเท่ำกับเลขช้ีก�ำลังของตัวตั้งลบด้วยเลขชี้ก�ำลัง
ของตัวหำร ซึง่ สรุปเป็นไปตำมสมบตั ขิ องเลขยกกำ� ลงั ได้ ดงั นี้
สมบัติ 5
กำ� หนดให ้ a แทนจำ� นวนใด ๆ ที่ไมเ่ ทำ่ กบั ศนู ย ์ และ m, n แทนจำ� นวนเตม็ บวก
aamn = am - n
ตัวอยา่ งที่ 7
จงเขียนผลห�รของจ�ำ นวนในแตล่ ะขอ้ ต่อไปนใ้ี หอ้ ยใู่ นรูปอย่�งง�่ ย
1) (2203)9 ÷ (2203)9 2) bb2160 เมอื่ b แทนจ�ำนวนใด ๆ ท่ีไมเ่ ทำ่ กบั ศูนย์
วธิ ที ำ� ก ำรเขยี นผลหำรของจำ� นวนใหอ้ ยใู่ นรปู อยำ่ งงำ่ ย ตอ้ งใชส้ มบตั ิ 5 ของเลขยกกำ� ลงั ดงั น้ี
จดำงั กนสัน้ ม บ(ัต22ิ 035) 9จ÷ะไ(ด22้ 30a) 9= 22=30 , (m2203 )=9 -99 และ n = 9
1) (สมบตั ิ 5)
= (2203)0
= 1
120
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
ขอ ใดเปน ผลลัพธของ (a2b3c4)-2 × (-a)3(-b)2c4
บทนยิ ามน้คี รคู วรย้าํ นกั เรียนใหมคี วามระมดั ระวังเกย่ี วกับฐาน a-n เมอื่ n
แทนจํานวนเต็มบวก a-n เปนเลขยกกําลังท่ีมีเลขช้ีกําลังเปนจํานวนเต็มลบ 1. ab4c4 2. -(ab4c4)
ฐานจะตอ งไมเ ทา กบั 0 เพราะวา a-n เปนผลทเี่ กิดจากการหารเลขยกกําลงั ท่ี 1 1
ตัวหารมเี ลขชกี้ าํ ลงั มากกวา ตัวต้ัง 3. - ab4c4 4. ab4c4
(เฉลยคาํ ตอบ (a2b3c4)-2 × (-a3)(-b)2c4
= a-4b-6c-8 × (-a3)(b)2c4
= --(aab)-141cb4-4c-4
=
ดังนนั้ คําตอบ คือ ขอ 3.)
T130
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู้ (Knowing)
2) จำกสมบตั ิ 5 จะได ้ a = b, m = 20 และ n = 16 6. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
ดงั น ้นั bb2106 หนา 121 จากน้นั ครูและนกั เรยี นรว มกันเฉลย
= b20 - 16 (สมบัติ 5) คําตอบ
= b4
ตอบ 7. ครูยกตัวอยางการหาผลหารของเลขยกกําลัง
ลองทําดู พ7244รอใมนกหับนถังาสมือคเาํรถียานม หนา 121 บนกระดาน
ดังน้ี
จงเขยี นผลห�รของจำ�นวนในแตล่ ะขอ้ ต่อไปนีใ้ ห้อยใู่ นรูปอย�่ งง�่ ย
(aa183300000000)9เ9ม÷่อื (a81 00แ00ท)น88จ�ำนวนใด ๆ ทีไ่ ม่เท่ำกบั ศ2นู) ย์((--4400))453090
1) • 74 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน
3) ซาํ้ ๆ กนั ไดอ ยา งไร
(แนวตอบ 7 × 7 × 7 × 7)
จงพิจำรณำผลหำรของเลขยกก�ำลงั ตอ่ ไปนี้ • 24 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน
1) 7244 ซ้าํ ๆ กนั ไดอ ยา งไร
= 72 ×× 27 ×× 72 ×× 72 (แนวตอบ 2 × 2 × 2 × 2)
== (7272)×4 72 × 27 × 72 • 7244 เขียนในรูปการคูณของฐานเปนจํานวน
ซํา้ ๆ กนั ไดอยางไร
2) (-353)3 = (-5)3 × × ( -35 )× × 3 (-5) 72 72 72 72
= (- 5335 )× (- 53) (- 35) (แนวตอบ × × × )
= (- )3 × × × ×
3) (25)3 ÷ (94)3 = (25 × 25 × 25) ÷ (94 × 94 × 49) เจปาน กน27ั้นจคะรไูอดธ ิบ4ากยลวาุม ถาจับกลุมการหารใหม
ดังนี้
= (25 × 25 × 25) × (94 × 94 × 94) 2744 = 72 × 27 × 27 × 72
• (27แ44นเวขตียอนบใน27รปู 4)เลขยกกําลังไดอ ยางไร
= (52 × 944994)))33× (25 × 49) × (25 × 49)
= (52 ×
= (52 ÷ 8. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการหาผลหาร
ของเลขยกกําลังขอ 2) และ 3) ในหนังสือ
จำกข้อ 1) - 3) สรุปเป็นไปตำมสมบัติของเลขยกก�ำลงั ได ้ ดงั น้ี เรียน หนา 121 แลวครูและนักเรียนรวมกัน
สมบัติ 6 กำ� หนดให้ a, b แทนจ�ำนวนใด ๆ ที ่ b ≠ 0 และ m แทนจ�ำนวนเตม็ บวก สรุปดังในกรอบ “สมบัติ 6” ในหนังสือเรียน
bamm = ( ab )m หนา 121 ที่กาํ หนดให a, b แทนจาํ นวนใดๆ
ท่ี b 0 และ m แทนจาํ นวนเตม็ บวก
121 bamm = ab m
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
415522 753
คา ของ × 729 เทากับขอ ใด ครูควรใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นวา สมบัติ 6 จะชวยใหการคํานวณ
× การคูณหรือการหารเลขยกกําลังรวดเร็วและสะดวกข้ึนไดจริงหรือไม และ a
1. 35-65 2. 3566 กับ b ควรมีความสัมพนั ธก นั อยา งไร
3. 5356 4. 3556
415522 × 753 × 3)2 3)3 T131
(เฉลยคําตอบ × 729 = (5 (9 × 5×)2(2×5 9×3
= 52 3×4 32 5×2 56 3×6 33
× ×
= 52+6-2 × 3=2+353-564-6
= 56 × 3-5
ดังนนั้ คําตอบ คอื ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตวั อย่างท่ี 8
เขา้ ใจ (Understanding) จงเขยี นผลห�รของจ�ำ นวนตอ่ ไปน้ใี ห้อยู่ในรูปอย�่ งง�่ ย เมอื่ a, b และ c แทนจ�ำ นวนใด ๆ
ทไ่ี ม่เท่�กับศนู ย์
1. ครูยกตวั อยางที่ 8 ในหนงั สอื เรียน หนา 122
บนกระดาน และแสดงการหาผลหารของ 1) ((93ab))2200 2) (1b0c)20 ÷ c20
จํานวนในรูปเลขยกกําลัง แลวใหนักเรียน
ทํา “ลองทําดู” จากนัน้ ครูและนกั เรยี นรวมกัน วิธีท�ำ กำรเขยี นผลหำรของจ�ำนวนให้อยใู่ นรปู อย่ำงง่ำย ต้องใชส้ มบัติ 6 ของเลขยกกำ� ลัง
เฉลยคาํ ตอบ ดังนี้
1) ((93ba))2200 == ((393a1bba3 )20 (สมบัติ 6)
2. ครูใหน กั เรยี นทาํ Exercise 3.2 ขอ 3. ในแบบ )20
ฝกหัดคณิตศาสตร จากน้ันครูและนักเรียน
รวมกันเฉลยคําตอบ Exercise 3.2 ขอ 3.
รู้ (Knowing)
1. ครูยกตัวอยางการหาผลหารของเลขยกกําลัง 2) (1b0c)20 ÷ c20 = (1b0c ÷ c)20 (สมบตั ิ 6)
129 8 ในหนังสอื เรยี น หนา 122 บนกระดาน
137 = (1b0c × 1c)20
แลว อธิบายวาเราจะนาํ สมบัติ 2 และสมบัติ 6 = (1b0)20
มาชว ยในการหาผลหาร จากนนั้ ครเู ขยี นแสดง ตอบ
วิธีทําอยางละเอียดบนกระดาน และเนนยํ้า ลองทําดู
นกั เรียนวา ขน้ั ตอนใดใชสมบตั ิใด
2. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการหาผลหาร จงเขยี นผลห�รของจำ�นวนในแตล่ ะข้อต่อไปน้ใี หอ้ ยใู่ นรูปอย�่ งง�่ ย เม่อื a, b แทนจ�ำ นวนใด ๆ
ท่ ี b ≠ 0
ของเลขยกกําลังขอ 2) และ 3) ในหนังสือ 1) 28477 2) ba99 3) (- 38)10 ÷ b10
เรยี น หนา 122-123
จงพิจำรณำผลหำรของเลขยกก�ำลงั ตอ่ ไปนี้
1) (113279)8 = ((112397))88 (สมบตั ิ 6)
= 112397 ×× 88 (สมบตั ิ 2)
= ((((--95))140))33 (สมบัติ 6)
2) (((--95))140)3 (สมบตั ิ 2)
= ((--95))140 × × 3 3
122
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ขอ ใดไมถกู ตอง
ใหนกั เรยี นสงั เกตวา จาํ นวนใดในโจทยแทน a และ b รวมทง้ั ครูอธบิ าย =a14a1เ0มอื่เมaื่อ
เพ่ิมเติมดวยวา จํานวนทั้งสองมีความสัมพันธกันอยางไร รูปอยางงายจาก 1. a-4 = a8 เมอื่ a แทนจาํ นวนใดๆ ซึ่ง a ไมเทา กับศูนย
สมบตั ิ 6 ควรจะเปนอยางไร 2. (aa253)5= a แทนจํานวนใดๆ ซงึ่ a ไมเทา กบั ศนู ย
3. แทนจาํ นวนใดๆ ซึ่ง a ไมเทากับศนู ย
T132 4. a0 = 1 เมอื่ a แทนจํานวนใดๆ ซ่ึง a ไมเทากับศูนย
a=1na m×n
(เฉลยคําตอบ 1. ถกู เนอ่ื งจาก a-n =
2. ผิด เน่ืองจาก (am)n
3. ถกู เน่อื งจาก 23 = 2 × 2 × 2 = 8
ดังนนั้ a23 = a8
4. ถูก เนอื่ งจากเปนบทนิยาม
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน
รู (Knowing)
3) ((17)2 ÷ (283)3)4 = ((71)2)4 ÷ ((283)3)4 (สมบตั ิ 6) 3. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปดังในกรอบ
= (17)2 × 4 ÷ (283)3 × 4 (สมบตั ิ 2) “สมบัติ 7” ในหนังสือเรียน หนา 123
ทก่ี าํ หนดให a, b แทนจํานวนใดๆ ท่ี b 0
และ m, n, k แทนจาํ นวนเตม็ บวก
จำกขอ้ 1) - 3) สรุปเปน็ ไปตำมสมบตั ิของเลขยกกำ� ลังได้ ดงั น้ี
abmn k am×k
สมบัติ 7 = bn×k
กำ� หนดให ้ a, b แทนจ�ำนวนใด ๆ ท ี่ b ≠ 0 และ m, n, k แทนจ�ำนวนเต็มบวก เขา ใจ (Understanding)
( )abmn k = abmn× ×k k 1. ครูยกตัวอยางท่ี 9 ในหนังสือเรยี น หนา 123
บนกระดาน และแสดงการหาผลหารของ
ตัวอยา่ งที่ 9 จํานวนในรูปเลขยกกําลัง แลวใหนักเรียน
ทาํ “ลองทําด”ู จากนั้นครูและนกั เรยี นรวมกัน
จงเขียนผลห�รของจ�ำ นวนในแตล่ ะข้อตอ่ ไปนีใ้ ห้อย่ใู นรูปอย�่ งง่�ย เม่อื a, b แทนจำ�นวนใด ๆ เฉลยคาํ ตอบ
ท่ ี b ≠ 0
2. ครแู จกใบงานท่ี 3.3 เรอื่ ง การหารเลขยกกาํ ลงั
1) ((-2b04)8)11 2) ((2a)9 ÷ b5)2 เมอื่ เลขชก้ี าํ ลงั เปน จาํ นวนเตม็ บวก ใหน กั เรยี น
ทาํ จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ
วธิ ที ำ� กำรเขยี นผลหำรของจำ� นวนใหอ้ ยูใ่ นรูปอยำ่ งง่ำย ตอ้ งใชส้ มบัต ิ 6 และสมบตั ิ 7 ใบงานท่ี 3.3
ของเลขยกกำ� ลังดังน้ี
( (-2b04 )8 )11 == ((--22bb0044 4×))881 8×111
1) (สมบตั ิ 7)
2) ((2a)9 ÷ b5)2 = (2a)9× 2 ÷ b5×2 (สมบตั ิ 7)
= 2a1188 × b110 (สมบัติ 6)
= 21a81b810
ตอบ
ลองทําดู
จงเขยี นผลห�รของจ�ำ นวนในแต่ละข้อต่อไปนใ้ี ห้อย่ใู นรปู อย่�งง่�ย เมือ่ a แทนจ�ำ นวนใด ๆ
ที่ไม่เท่�กับศนู ย์
1) (4a83)9 2) ((4a)3 ÷ 32)10
123
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
ขอ ใดตอไปนี้มีคานอ ยที่สดุ ครูช้ีแนะใหนักเรียนสังเกตการหาผลหารในรูปเลขยกกําลัง เม่ือฐานเปน
1. 10 × (10 × 10)0 จํานวนเดียวกัน และเลขชี้กําลังเปนจํานวนเต็ม ซ่ึงความสัมพันธระหวาง
2. (10 × 10)-1 ÷ (10 × 10)0 เลขช้กี าํ ลังของตวั ต้ังกบั ตัวชก้ี าํ ลงั ของตวั หาร มี 3 กรณี ดงั นี้
3. (10 + 10)0 + (10 × 10)0
4. (10 × 100) - (100 × 10) 1. เลขชี้กาํ ลังของตวั ตั้งมากกวา เลขช้กี ําลังของตัวหาร
(เฉลยคําตอบ 1. 10 × (10 × 10)0 = 10 2. เลขช้ีกําลงั ของตวั ตงั้ เทา กบั เลขชีก้ ําลงั ของตวั หาร
2. (10 × 10)-1 ÷ (10 × 10)0 = 1100 = 0.01 3. เลขชกี้ ําลงั ของตัวต้ังนอ ยกวา เลขชก้ี าํ ลงั ของตวั หาร
3. (10 + 10)0 + (10 × 10)0 = 1 + 1 = 2
4. (10 × 100) - (100 × 10) = 10 - 1,000 = -990
ดังนั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 4.)
T133
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน กิจกรรม คณิตศาสตร์
ลงมอื ทาํ (Doing) ใหน้ กั เรยี นทÓกจิ กรรมตอ่ ไปน้ี
1. ครใู หน กั เรยี นจดั กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ 1. จงเตมิ ตัวเลขลงในชอ่ งว่ำงให้สมบูรณ์
สามารถทางคณติ ศาสตร แลว ทาํ กจิ กรรม ดงั น้ี
• ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันศึกษาและ 1) (32)3 = 32 ×
ทํากิจกรรมคณิตศาสตร ในหนังสือเรียน = 36
หนา 124 โดยเขียนคําตอบลงในสมุดของ
ตนเอง 2) (33)2 = 3 × 2
• จากนนั้ ใหน กั เรยี นแลกเปลยี่ นความรภู ายใน = 3
กลมุ ของตนเอง จนเปน ที่เขาใจรว มกัน
• ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบขอ 2.-4. 3) ((-10)4)5 = (-10)4×5
หนาชั้นเรียน โดยเพ่ือนกลุมท่ีเหลือคอย = (-10)
ตรวจสอบความถกู ตอ ง
• ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายขอสังเกต 4) ((-10)5)4 = (-10)5×4
ท่ีไดจากกิจกรรม เพ่ือนําไปสูขอสรุปของ = (-10)
เลขยกกาํ ลงั ดงั น้ี 5) ((48)9)3 = (84)9 ×
กาํ หนดให a แทนจํานวนใดๆ และ m, n = (48)
แทนจาํ นวนเตม็ บวก จะไดว า 6) ((48)3)9
(am)n = (an)m == ((4884))27×
7) ((75 ÷ 83)4)7 = (57 ÷ 38)4 ×
= (57 ÷ 38)
8) ((57 ÷ 83)7)4 = (75 ÷ 83) ×
= (57 ÷ 83)28
2. จงหำวำ่ เลขยกกำ� ลงั ทอี่ ยใู่ นรปู อยำ่ งงำ่ ยในขอ้ 1) และขอ้ 2) มคี วำมสมั พนั ธก์ นั หรอื ไม ่ อยำ่ งไร
3. จงหำวำ่ เลขยกกำ� ลงั ทอ่ี ยใู่ นรปู อยำ่ งงำ่ ยในขอ้ 7) และขอ้ 8) มคี วำมสมั พนั ธก์ นั หรอื ไม ่ อยำ่ งไร
4. กำ�หนดให้ a แทนจ�ำ นวนใด ๆ และ m, n แทนจำ�นวนเตม็ บวก
(am)n = (an)m
นักเรียนคดิ ว่ำข้อควำมขำ้ งตน้ เป็นจริงหรือไม่ เพรำะเหตใุ ด
124
เฉลย กิจกรรมคณติ ศาสตร์ 6) 48 3 9 = 48 3 × 9 = 48 27
7) 75 ÷ 83 4 7 = 57 ÷ 83 4 × 7 = 57 ÷ 38 28
1. 1) (32)3 = 32 × 3 8) 57 ÷ 38 7 4 = 57 ÷ 83 7 × 4 = 57 ÷ 83 28
= 36 2. มคี วามสมั พันธกัน โดยเลขชี้กาํ ลังของขอ 2) เปน การสลบั ทก่ี ารคณู ของเลขชีก้ าํ ลงั ขอ 1)
= 33 ×2 3. มคี วามสมั พนั ธก ัน โดยเลขชี้กาํ ลังของขอ 8) เปน การสลับท่ีการคณู ของเลขชี้กําลงั ขอ 7)
2) (33)2 =36 4. ขอ ความขา งตนเปน จรงิ เพราะจากความสมั พนั ธของขอ 1) กบั ขอ 2), ขอ 3) กบั ขอ 4),
ขอ 5) กับขอ 6) และขอ 7) กบั ขอ 8) จะเห็นวา เลขชก้ี าํ ลังของขอคู เปน การสลับท่ีการคูณ
3) ((-10)4)5 = (-10)4×5 ของเลขชก้ี าํ ลังของขอ คี่ และจากสมบัติการสลับทีส่ าํ หรับการคณู จาํ นวนเตม็
= (-10)20 จะไดวา m × n = n × m ดงั นั้น (am)n = (an)m
4) ((-10)5)4 = (-10)5×4
= (-10)20
5) 48 9 3 = 84 9 × 3
= 84 27
T134
นาํ สอน สรุป ประเมิน
แบบฝึกทักษะ 3.2 ขน้ั สอน
ระดับ พื้นฐาน ลงมอื ทาํ (Doing)
2. ครูใหน กั เรียนทาํ แบบฝกทกั ษะ 3.2 (ขอ ยอยท่ี
เปนจํานวนค)ู เปนการบาน
1. จงเขียนจ�ำนวนในแตล่ ะข้อต่อไปน้ใี ห้อยใู่ นรปู อย่ำงงำ่ ย ขน้ั สรปุ
3) (1163)43 ÷ (1163)43
1) 810 × 820 2) (-30)5 ÷ (-30)89 7) 9020 ÷ 310 4) 3020 ÷ 3015 ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
5) 1020 × (- 2300)20 8) 514 × 414 นักเรยี น ดงั น้ี
6) (472)8
2. จงเขียนจ�ำนวนในแต่ละข้อตอ่ ไปนีใ้ หอ้ ยู่ในรปู อยำ่ งงำ่ ย เมือ่ a, b และ c แทนจำ� นวนใด ๆ ถา กาํ หนดให a, b แทนจาํ นวนใดๆ ท่ี b 0
และ m, n, k แทนจํานวนเต็มบวก แลว
ทไี่ มเ่ ทำ่ กบั ศนู ย์ • am ÷ an โดยที่ a 0 มีคาเทากับเทา ไร
1) (a6 × b40)4 2) (c8 ÷ a5)2 3) (b ÷ c)67 4) (ab)34
5) (- ab)7 6) (ac4)9 (แนวตอบ เทากับ am-n)
7) (-a)4 ÷ b4 8) (b4)50 ((abแแabmmนนmnววมตตkีคออมบบาเีคทเเาททาเาากทกกบัา ับับกเทับabาเabmไทn×ร×าmkkไ)ร)
•
ระดบั กลาง •
3. จงเขียนจ�ำนวนในแตล่ ะข้อต่อไปนี้ให้อยู่ในรูปอย่ำงง่ำย
1) (73 × 104) × (75 × 103)10 2) (65)3 ÷ (-610)
3) (9 × 43 × 54)4 ÷ (5 × 4)2
4) (11312)4 × (11135)2
4. จงเขียนจำ� นวนในแต่ละขอ้ ต่อไปนีใ้ ห้อยู่ในรปู อย่ำงงำ่ ย เม่ือ a, b และ c แทนจ�ำนวนใด ๆ ขนั้ ประเมนิ
ท่ีไมเ่ ทำ่ กบั ศูนย์
1) (ab54)6 ÷ (-45ab2)3 2) (4ab23) × (-ab)3 1. ครูตรวจใบงานที่ 3.3
2. ครตู รวจแบบฝก ทักษะ 3.2
3) (a3b5)2 × (bc)3 4) (9b8c7)2 ÷ (-3b2c2)4 3. ครูตรวจ Exercise 3.2
4. ครปู ระเมินการนําเสนอผลงาน
5. จงเขยี นจำ� นวนในแตล่ ะขอ้ ต่อไปนใ้ี ห้อยู่ในรปู เลขยกกำ� ลงั ทม่ี ฐี ำนเป็นจ�ำนวนเฉพำะ 5. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
2) (452)4 ÷ (2253)2 6. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม
1) (94)3 × (-34)2 4) (-15)2 × (-32)4 7. ครสู งั เกตคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
3) (103 × 152) × 204
ระดับ ทา้ ทาย
6. จงเขยี นจำ� นวนในแตล่ ะข้อต่อไปน้ีใหอ้ ย่ใู นรปู อยำ่ งงำ่ ย เมอื่ a, b และ c แทนจ�ำนวนใด ๆ
ที่ไมเ่ ทำ่ กบั ศนู ย์
1) ((135aa83cc32))32 × (35ba2)4 2) (82aa9cb)33 ÷ (4(3aa2bc)22)2
125
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
คาของ 1355ab23c 5 ÷ 251ab--33bc25 -2 เทา กบั เทาไร เม่ือ b และ c ครชู แ้ี นะใหน กั เรยี นสงั เกตการคณู จาํ นวนเตม็ ลบทม่ี เี ลขชก้ี าํ ลงั เปน จาํ นวนค่ี
ไมเทา กบั 0 และจํานวนคู เชน (-2)2 กบั (-2)3 เปน ตน ผลลัพธข องจํานวนทีม่ ีเลขชกี้ าํ ลัง
เปนจํานวนคี่จะเปนจํานวนเต็มลบ และผลลัพธของจํานวนที่มีเลขชี้กําลัง
(เฉลยคาํ ตอบ 1355ab23c 5 ÷ 251ab--33bc25 -2 เปน จาํ นวนคูจะเปน จาํ นวนเตม็ บวก
= 375a5b101c5 5 × (7 ×5-23a)-62bb-64c-10
= 35-2 × 7-2-5 × 52 × a10-6 × b6-15+4 × c5-10 T135
= 33 × 7-7 × 52 × a4b-5c-5
= 3377×b55c25a4)
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 3.3 การเขยี นจา� นวนในรูปสัญกรณว ิทยาศาสตร1
ใน ค.ศ. 1642 เบลส์ ปำสกำ2ล (Blaise Pascal) นกั คณิตศำสตรช์ ำวฝรัง่ เศสได้ประดษิ ฐ์
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) เคร่ืองบวกเลขส�ำเรจ็ เปน็ เครือ่ งแรก1
ครูทบทวนสมบัติของการคูณและสมบัติ ปจ จบุ นั เครอ่ื งคดิ เลขไดร้ บั ควำมนยิ มใชก้ นั อยำ่ งแพรห่ ลำยดงั รปู ขำ้ งบน จำกรปู ซำ้ ยจะเหน็ วำ่
ของการหารเลขยกกําลัง เม่ือเลขชี้กําลังเปน บนหนำ้ ปดเคร่ืองคดิ เลขเป็นกำรหำผลลัพธก์ ำรคูณของ 458,965 × 20,000 ผลลพั ธ์ทแ่ี สดงใน
จาํ นวนเต็มบวก เครื่องคิดเลขคือ 9,179,300,000 และจำกรูปขวำ บนหน้ำปดเคร่ืองคิดเลขเป็นกำรหำผลลัพธ์
กำรคูณของ 458,965 × 25,000 แต่เคร่อื งคิดเลขไม่สำมำรถแสดงผลลัพธไ์ ดท้ กุ ตำ� แหนง่ ดงั น้ัน
ขนั้ สอน ผลลัพธท์ ่ีแสดงบนหนำ้ ปด เครอ่ื งคดิ เลขจงึ เป็น 1.1474125 × 1010 ซึง่ เรยี กจำ� นวนนี้วำ่ จ�ำ นวน
ท่ีเขยี นในรูปสัญกรณ์วิทย�ศ�สตร์
รู้ (Knowing)
จำ� นวนในรปู สญั กรณว์ ทิ ยำศำสตร์ คือ จ�ำนวนที่เขยี นอยูใ่ นรปู A × 10n
1. ครูใหนักเรียนศึกษาเร่ือง การเขียนจํานวน เมื่อ 1 ≤ A < 10 และ n เป็นจำ� นวนเตม็
ในรูปสัญกรณวิทยาศาสตร ในหนังสือเรียน จงพิจำรณำกำรเขยี นจ�ำนวนต่อไปนใี้ นรปู สัญกรณว์ ทิ ยำศำสตร์
หนา 126 จากนั้นครเู ขียนรูปท่ัวไปของจาํ นวน 1) 1,250 = 1.25 × 103
ในรปู สัญกรณวิทยาศาสตรบ นกระดาน 1,250 เปน็ จ�ำนวนเตม็ ที่ม ี 4 หลกั ม ี 3 เปน็ เลขชีก้ ำ� ลงั ของฐำน 10
2) 30,523 = 3.0523 × 104
2. ครูเขียน 1,250 = 1.25 × 103 บนกระดาน 30,523 เปน็ จ�ำนวนเต็มทมี่ ี 5 หลกั ม ี 4 เป็นเลขช้กี ำ� ลงั ของฐำน 10
จากน้นั อธบิ ายวา “จาก 1,250 เปน จาํ นวนเต็ม 3) 25,034.27 = 2.503427 × 104
ท่ีมี 4 หลัก และมี 3 เปนเลขชี้กําลังของ 2 5,034.27 เป็นทศนิยม และมีส่วนที่เป็นจ�ำนวนเต็ม 5 หลัก มี 4 เป็นเลขชี้ก�ำลัง
ฐาน 10 ซึ่งมีคานอยกวาจํานวนหลักของ ของฐำน 10
จํานวนเตม็ อยู 1 คา ” จะเห็นว่ำ กำรเขียนจ�ำนวนในข้อ 1) - 3) ให้อยู่ในรูปสัญกรณ์วิทยำศำสตร์ เลขชี้ก�ำลัง
ของฐำน 10 จะเป็นจ�ำนวนเต็มบวก ซ่งึ จะนอ้ ยกว่ำจำ� นวนหลักของสว่ นที่เปน็ จ�ำนวนเตม็ อยู่ 1
3. ครูเขียน 25,034.27 = 2.503427 × 104
บนกระดาน จากนนั้ อธบิ ายวา “จาก 25,034.27 1 วิวฒั น�ก�รคอมพิวเตอร์. สืบค้นเมือ่ 17 ตุลำคม 2560, http://www.gotoknow.org/posts/294827
เปนทศนิยม มีจํานวนเต็มอยู 5 หลัก และ
มี 4 เปนเลขช้ีกําลังของฐาน 10 ซ่ึงมีคา 126
นอยกวาจํานวนหลักของจํานวนเต็มอยู
1 คา” แลวถามนักเรียนวา “จํานวนหลัก
ของจํานวนเต็มและเลขชี้กําลังของฐาน 10
มีความสัมพันธก ันอยางไร”
(แนวตอบ เลขช้ีกําลังของฐาน 10 จะเปน
จํานวนเต็มบวก ท่ีมีคานอยกวาจํานวนหลัก
ของสว นท่เี ปนจาํ นวนเตม็ อยู 1 คา)
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
1 สญั กรณว ทิ ยาศาสตร (Scientiffi icfi Notation) เปน สญั ลกั ษณท ใ่ี ชเ ขยี นแทน ผลลพั ธข อง (-0.02)2 × (0.02)-2 × (-0.2)-1 เทากบั ขอใด
จาํ นวนในรปู การคณู 10 ยกกําลัง กบั จาํ นวนตงั้ แต 1 ข้นึ ไป แตไมถึง 10 1. -0.2
2 เบลส ปาสกาล (Blaise Pascal) นอกจากจะประดิษฐเคร่ืองบวกเลข 2. 0
สําเร็จเปนเคร่ืองแรกแลว ปาสกาล ยังมีผลงานอีกอยางหนึ่งที่เปนที่รูจักกันดี 3. -1
คอื สามเหลย่ี มปาสคาล ซ่งึ เปนตวั เลขท่ีจดั ทรงเปนรูปสามเหล่ียม สามารถใช 4. -5
ในการคํานวณสัมประสิทธใ์ิ นทฤษฎบี ททวินามได (เฉลยคาํ ตอบ (-0.02)2 × (0.02)-2 × (-0.2)-1
= (0.02)2+(-2) × - 01.2
= 1 × (-5)
= -5
ดงั นัน้ คําตอบ คอื ขอ 4.)
T136
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตวั อยา่ งที่ 10 ขนั้ สอน
จงเขยี นจ�ำ นวนในแต่ละข้อต่อไปนี้ให้อยูใ่ นรปู สัญกรณ์วิทย�ศ�สตร์ เขา้ ใจ (Understanding)
1) 301,000,000 2) 49,000,000 3) 4,502,400 4) 543,200.49 1. ครูยกตวั อยางท่ี 10 ขอ 1) จากหนังสอื เรียน
หนา 127 บนกระดาน และแสดงวิธีทําอยาง
วิธที ำ� กำรเขยี นจำ� นวนให้อยู่ในรูปสญั กรณว์ ิทยำศำสตร ์ ทำ� ได้ 2 วิธ ี ดังนี้ ละเอยี ดทงั้ 2 วิธี (วิธีใชความรูเ รอ่ื งสมบัติการ
คูณของเลขยกกําลัง และวิธีใชความสัมพันธ
วธิ ที ี่ 1 ใชค้ วำมร้เู รือ่ งสมบตั ิกำรคูณของเลขยกกำ� ลัง ระหวางจํานวนหลกั ของสวนที่เปนจาํ นวนเต็ม
1) 301,000,000 = 301 × 106 กบั เลขชี้กาํ ลงั ของฐาน 10) จากนั้นใหนกั เรียน
= (3.01 × 102) × 106 ศกึ ษาตวั อยา งท่ี 10 ขอ 2)-4)
= 3.01 × 108
2) 49,000,000 = 49 × 106
= (4.9 × 10) × 106
= 4.9 × 107
3) 4,502,400 = 45,024 × 102
= (4.5024 × 104) × 102
= 4.5024 × 106
4) 543,200.49 = 5,432.0049 × 102
= (5.4320049 × 103) × 102
= 5.4320049 × 105
วิธีท ่ี 2 ใช้ควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งจ�ำนวนหลักของสว่ นทเ่ี ปน็ จ�ำนวนเตม็ กบั เลขช้ีกำ� ลงั
ของฐำน 10
1) 301,000,000 เปน็ จำ� นวนเตม็ ทีม่ ี 9 หลกั
ดงั นน้ั เลขชี้ก�ำลงั ของฐำน 10 เป็น 8
จะไดว้ ำ่ 301,000,000 = 3.01 × 108
2) 49,000,000 เป็นจำ� นวนเต็มทม่ี ี 8 หลกั
ดงั นน้ั เลขชกี้ �ำลงั ของฐำน 10 เป็น 7
จะได้ว่ำ 49,000,000 = 4.9 × 107
3) 4,502,400 เปน็ จำ� นวนเต็มทม่ี ี 7 หลัก
ดงั นัน้ เลขช้กี ำ� ลังของฐำน 10 เปน็ 6
จะไดว้ ำ่ 4,502,400 = 4.5024 × 106
4) 543,200.49 เปน็ ทศนิยมและมสี ว่ นทเี่ ป็นจ�ำนวนเต็ม 6 หลัก
ดังนัน้ เลขช้ีก�ำลังของฐำน 10 เปน็ 5
จะได้ว่ำ 543,200.49 = 5.4320049 × 105 ตอบ 127
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET สอ่ื Digital
4,600,000 เขยี นในรปู A × 10n มากกวา (4 × 10)4 อยูเ ทาไร เรียนรเู พิม่ เตมิ เรอ่ื ง เลขยกกําลัง จากภาพยนตรส ารคดีสน้ั เร่ือง ระบบการ
1. 4.66 × 104 วดั รกิ เตอร ไดท ่ี https://www.twig-aksorn.com/film/the-richter-scale-8535/
2. 4.35 × 104
3. 3.96 × 105
4. 2.04 × 106
(เฉลยคาํ ตอบ 4,600,000 = 4.6 × 106
(4 × 10)4 = 2.56 × 106
(4.6 × 106) - (2.56 × 106) = 2.04 × 106
ดังนนั้ คาํ ตอบ คอื ขอ 4.)
T137
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ลองทําดู
เขา้ ใจ (Understanding) จงเขียนจ�ำ นวนในแต่ละข้อต่อไปนี้ให้อยใู่ นรูปสญั กรณว์ ิทย�ศ�สตร์
1) 428,000 2) 543,289,400.46 3) 453,200.496
2. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 128 ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ ตวั อย่างที่ 11
3. ครูกลาววา “ในทางกลับกันเราสามารถเขียน จงเขยี นจ�ำ นวนในรูปสญั กรณ์วิทย�ศ�สตรต์ อ่ ไปนใี้ ห้อยู่ในรปู จ�ำ นวนเตม็ หรอื ทศนยิ ม
จํานวนในรูปสัญกรณวิทยาศาสตรใหอยูใน
รูปจํานวนเต็มหรือทศนิยมที่มีคามากๆ ได” 1) 4.5 × 107 2) 5.632 × 108 3) 9.84200364 × 105
จากนน้ั ครูยกตวั อยา งที่ 11 ขอ 1) ในหนังสอื
เรยี น หนา 128 บนกระดาน พรอ มทง้ั แสดง วธิ ีท�ำ กำรเขยี นจ�ำนวนในรปู สญั กรณว์ ิทยำศำสตรใ์ ห้อยใู่ นรปู จ�ำนวนเต็มหรอื ทศนยิ ม
วิธีทาํ อยางละเอียด ตอ้ งใชค้ วำมรเู้ ร่อื งสมบตั ิกำรคณู ของเลขยกกำ� ลงั
1) เนอ่ื งจำก 107 = 101 + 6 = 10 × 106
4. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 11 ขอ 2)-3) ดังนั้น 4.5 × 107 = 4.5 × 10 × 106
แลว ทาํ “ลองทําดู”
= (4.5 × 10) × 106
5. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง = 45 × 106
ทาํ ด”ู = 45,000,000
2) เน่อื งจำก 108 = 103 + 5 = 103 × 105
6. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.3 ขอ 1. ดงั น้นั 5.632 × 108 = 5.632 × 103 × 105
(ขอยอยท่ี 1)-3)) ขอ 2. (ขอยอยท่ี 1)-2)
และ 3)) และ ขอ 4. (ขอยอยที่ 1)) เปน = (5.632 × 103) × 105
การบาน = 5,632 × 105
= 563,200,000
3) เน่ืองจำก 9.84200364 = 98140200,00.03064 = 984210005.364 = 984200.364 × 10-5
ดงั นั้น 9.84200364 × 105 = (984,200.364 × 10-5) × 105
= 984,200.364 × (10-5 × 105)
= 984,200.364 ตอบ
ลองทําดู
จงเขียนจำ�นวนในรูปสัญกรณ์วทิ ย�ศ�สตร์ตอ่ ไปนใ้ี หอ้ ยู่ในรปู ของจำ�นวนเตม็ หรือทศนิยม
1) 482.000486 × 103 2) 4.9926 × 1011 3) 5.43 × 109
128
สอ่ื Digital ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
0.000.0000001040311 เขยี นใหอ ยใู นรปู สญั กรณว ทิ ยาศาสตร ตรงกบั ขอ ใด
เรยี นรเู พม่ิ เตมิ เรอื่ ง เลขยกกาํ ลงั จากภาพยนตรส ารคดสี นั้ เรอื่ ง อนิ เทอรเ นต็ 1. 1.3 × 103
มีนํ้าหนักเทาไร ไดที่ https://www.twig-aksorn.com/film/what-does-the- 2. 1.3 × 104
internet-weigh-8572/
3. 1.3 × 10-3
4. 1.3 × 10-4
0.00.00000001040311 143 1100--96
(เฉลยคําตอบ = 11 ×
×
= 13 × 10-6-(-9)
= 13 × 103
= 1.3 × 104
ดงั นนั้ คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T138
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จงพจิ ำรณำกำรเขียนจ�ำนวนตอ่ ไปนีใ้ นรูปสญั กรณ์วิทยำศำสตร์ ขน้ั สอน
0.15 = 11050 = 10 1×5 10 = (1105) × (110) = 1.5 × 10-1
รู้ (Knowing)
0.0247 = 102,40700 = 1002 4×7 100 = (124070) × (1010) = 2.47 × (1102) = 2.47 × 10-2
0.000451 = 1,00405,1000 = (410510) × (10,1000) = 4.51 × (1104) = 4.51 × 10-4 1. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบแบบฝก
ทักษะ 3.3 ขอ 1. ทีใ่ หนกั เรยี นทาํ เปนการบาน
จำกกำรเขียนจำ� นวนในรูปสญั กรณว์ ทิ ยำศำสตร์ จะไดว้ ่ำ
0.15 เปน็ ทศนยิ มที่ไม่มีจ�ำนวน “0” หลงั จุดทศนยิ ม เมอื่ เขียนในรปู สัญกรณ์ 2. ครูใหนักเรียนสังเกตจํานวนของศูนยหลัง
วิทยำศำสตร์ ม ี -1 เป็นเลขชกี้ �ำลงั ของฐำน 10 จุดทศนิยมและเลขชี้กําลังของฐาน 10 จาก
0.0247 เป็นทศนยิ มท่ีมีจำ� นวน “0” หลงั จุดทศนยิ ม 1 ตัว เมอื่ เขยี นในรูปสัญกรณ ์ ตัวอยางในหนังสอื เรยี น หนา 129
วทิ ยำศำสตร ์ มี -2 เป็นเลขชก้ี ำ� ลังของฐำน 10
0.000451 เป็นทศนิยมท่มี ีจำ� นวน “0” หลงั จดุ ทศนิยม 3 ตวั เมื่อเขียนในรปู สญั กรณ ์ 3. ครูเขียน 0.15 = 1.5 × 10-1 บนกระดาน
วทิ ยำศำสตร์ มี -4 เป็นเลขชก้ี �ำลังของฐำน 10 จากนั้นอธิบายวา “จาก 0.15 เปนทศนิยม
จะเห็นว่ำเม่ือเรำเขียนจ�ำนวนในรูปสัญกรณ์วิทยำศำสตร์ เลขช้ีก�ำลังของฐำน 10 จะเป็น ท่ไี มมี 0 หลังจดุ ทศนิยม จึงไดว ามี -1 เปน
จ�ำนวนเต็มลบ ซ่งึ มคี ่ำสัมบรู ณม์ ำกกวำ่ จำ� นวน “0” หลังจดุ ทศนิยมอยู่ 1 เลขชี้กําลังของฐาน 10 ซึ่งมีคาสัมบูรณ
มากกวาจํานวนของศูนยหลังจุดทศนิยมอยู
ตัวอยา่ งท่ี 12 1 คา”
จงเขยี นจำ�นวนในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปน้ีให้อย่ใู นรปู สญั กรณว์ ทิ ย�ศ�สตร์ 4. ครูเขียน 0.000451 = 4.51 × 10-4 บน-
กระดาน จากน้นั ครอู ธบิ ายวา “จาก 0.000451
1) 0.0016 2) 0.00000246 เปนทศนิยมท่ีมี 0 หลังจุดทศนิยม 3 ตัว
จึงไดวามี -4 เปนเลขช้ีกําลังของฐาน 10
วธิ ที �ำ กำรเขียนจ�ำนวนให้อยใู่ นรปู สัญกรณ์วิทยำศำสตร ์ ทำ� ได้ 2 วธิ ี ดงั น้ี ซ่ึงมีคาสัมบูรณมากกวาจํานวนของศูนยหลัง
จุดทศนิยมอยู 1 คา” แลวถามนักเรียนวา
วธิ ีท่ี 1 ใช้ควำมรู้เรอื่ งสมบตั กิ ำรคูณของเลขยกกำ� ลงั “จํานวนของศูนยหลังจุดทศนิยมและเลขช้ี
1) 0.0016 = 101,0600 กําลังของฐาน 10 มีความสมั พันธกนั อยางไร”
== 11..661 ××04 11001 - 4 (แนวตอบ เลขช้ีกําลังของฐาน 10 จะเปน
จาํ นวนเตม็ ลบ ที่มีคา สมั บรู ณมากกวา จาํ นวน
ของศูนยหลังจุดทศนยิ มอยู 1 คา )
= 1.6 × 10-3
เขา้ ใจ (Understanding)
2) 0.00000246 = 100,200406,000
== 22..44661 0××8 110022 - 8 1. ครยู กตวั อยา งท่ี 12 ขอ 1) จากหนงั สอื เรียน
= 2.46 × 10-6 หนา 129-130 บนกระดาน และแสดงวิธีทํา
อยางละเอียดทั้ง 2 วิธี (วิธีใชความรูเร่ือง
สมบัติการคูณของเลขยกกําลัง และวิธีใช
129 ความสัมพันธระหวางจํานวน “0” หลังจุด
ทศนิยมกับเลขชี้กําลงั ของฐาน 10)
กิจกรรม 21st Century Skills เกร็ดแนะครู
1. ใหนักเรียนจัดกลุม 9 กลุม แบงกันศึกษามูลคาของเงินใน ครแู นะนาํ วธิ ลี ดั นอกจากความสมั พนั ธข องจาํ นวนของศนู ยห ลงั จดุ ทศนยิ ม
สกุลเงินตางๆ ในกลุมประเทศอาเซียน ยกเวนประเทศไทย กบั เลขชี้กําลังของฐาน 10 วา “การเขียนจํานวนทั้งสามตวั อยา งขา งตน ใหอ ยู
(กลุมละ 1 ประเทศไมซํ้ากัน) และเปรียบเทียบสกุลเงินของ ในรูปสัญกรณวิทยาศาสตร ใชหลักการอีกหลักการหนึ่ง นั่นคือ เมื่อเลื่อน
ประเทศนั้นๆ กับสกุลเงินบาท ในมูลคา 1 บาท 50 บาท จุดทศนิยมไปทางขวา ตองคูณดวย 10 ท่ีมีเลขชี้กําลังเปนจํานวนเต็มลบ
100 บาท 5,000 บาท 50,000 บาท 100,000 บาท และ ตามจํานวนครั้งในการเลอ่ื นจดุ ทศนิยมนั้น”
5 ลา นบาท (ตอบใหอยูในรูปสญั กรณวทิ ยาศาสตร)
2. ใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลการศกึ ษาสกลุ เงนิ ของประเทศ
ทไี่ ดร บั มอบหมายเปรยี บเทยี บกบั สกลุ เงนิ บาทในมลู คา ทก่ี าํ หนด
โดยใชส ่ือ PowerPoint หรอื ส่ืออเิ ล็กทรอนกิ สอ ื่นๆ ตามความ
สนใจ
T139
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน วธิ ีที ่ 2 ใช้ควำมสัมพันธร์ ะหว่ำงจ�ำนวน “0” หลังจุดทศนยิ มกบั เลขช้กี ำ� ลงั ของฐำน 10
เขา้ ใจ (Understanding) 1) 0.0016 เปน็ ทศนยิ มท่มี ีจ�ำนวน 0 หลงั จดุ ทศนยิ ม 2 ตัว
ดังน้นั เลขชกี้ �ำลังของฐำน 10 เป็น -3
2. ครใู หนกั เรยี นศกึ ษาตัวอยางท่ี 12 ขอ 2) แลว จะไดว้ ่ำ 0.0016 = 1.6 × 10-3
ใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 130 จากน้ันรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ 2) 0.00000246 เปน็ ทศนิยมทม่ี ีจ�ำนวน 0 หลงั จดุ ทศนยิ ม 5 ตวั
ดงั นั้น เลขชี้ก�ำลังของฐำน 10 เป็น -6
3. ครูกลาววา “ในทางกลับกันเราสามารถเขียน จะไดว้ ่ำ 0.00000246 = 2.46 × 10-6 ตอบ
จํานวนในรูปสัญกรณวิทยาศาสตรใหอยูใน
รูปทศนิยมท่ีมีคานอยๆ ได” จากนั้นครู ลองทําดู
ยกตัวอยางท่ี 13 ขอ 1) ในหนังสือเรียน
หนา 130 บนกระดาน พรอมท้ังแสดงวิธีทํา จงเขียนจำ�นวนในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปนีใ้ หอ้ ยูใ่ นรูปสญั กรณ์วิทย�ศ�สตร์
อยางละเอยี ด 1) 0.000496 2) 0.000040296 3) 0.009046
4. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 13 ขอ 2)-3) ตัวอย่างท่ี 13
แลว ทํา “ลองทําดู”
จงเขยี นจำ�นวนในรูปสัญกรณว์ ิทย�ศ�สตร์ตอ่ ไปนใ้ี ห้อยู่ในรปู ทศนยิ ม
5. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง
ทาํ ดู”
1) 2.57 × 10-3 2) 1.47 × 10-4 3) 9.434 × 10-5
วธิ ที ำ� ก ำรเขยี นจำ� นวนในรปู สญั กรณว์ ทิ ยำศำสตรใ์ ห้อย่ใู นรปู ทศนิยม ตอ้ งใช้ควำมสัมพันธ์
ระหวำ่ งจำ� นวน 0 หลงั จดุ ทศนยิ มกบั เลขชก้ี ำ� ลงั ของฐำน 10 ดงั นี้
1) 2.57 × 10-3 มีเลขชก้ี ำ� ลังของฐำน 10 เปน็ -3
ดังนน้ั จำ� นวน 0 หลังจุดทศนยิ มม ี 2 ตัว
จะได้ว่ำ 2.57 × 10-3 เขยี นในรูปทศนยิ มได้ คอื 0.00257
2) 1.47 × 10-4 มีเลขชกี้ �ำลงั ของฐำน 10 เปน็ -4
ดงั นน้ั จำ� นวน 0 หลังจุดทศนยิ มม ี 3 ตัว
จะไดว้ ำ่ 1.47 × 10-4 เขียนในรูปทศนิยมได ้ คือ 0.000147
3) 9.434 × 10-5 มีเลขชกี้ ำ� ลังของฐำน 10 เปน็ -5
ดงั นัน้ จำ� นวน 0 หลงั จุดทศนยิ มม ี 4 ตัว
จะไดว้ ่ำ 9.434 × 10-5 เขยี นในรูปทศนยิ มได้ คอื 0.00009434 ตอบ
ลองทําดู
จงเขยี นจ�ำ นวนในรปู สญั กรณ์วทิ ย�ศ�สตรต์ ่อไปน้ีใหอ้ ย่ใู นรปู ทศนิยม
1) 5.545 × 10-6 2) 6.946 × 10-8
130
เกร็ดแนะครู กจิ กรรม สรางเสริม
ครูควรอธิบายเพ่ิมเติมวา การเล่ือนจุดทศนิยมจากทางซายไปทางขวา ใหนักเรียนหาผลลัพธของจํานวนที่กําหนด โดยเขียนในรูป
1 ตําแหนง หมายถึง หารจํานวนนั้นดวย 10 ถาหารจํานวนน้ันดวย 10n สญั กรณวทิ ยาศาสตร
แสดงวา เล่ือนจุดไปทางขวา n ตําแหนงจะทําใหเลขช้ีกําลังของ 10 ลดลง
n ดวย A. (2.1 × 109) - (1.3 × 109)
B. (1.44 × 10-6) - (8.9 × 10-8)
กิจกรรม ทา ทาย
ใหนักเรียนหาผลลัพธของจํานวนที่กําหนด โดยเขียนในรูป
สญั กรณวิทยาศาสตร
(1.3 × 103 + 41 × 102) + (1.5 × 10-1 + 2.1 × 10-2)
T140
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 3.3 ขนั้ สอน
ระดบั พ้นื ฐาน ลงมอื ทาํ (Doing)
1. จงเขยี นจ�ำนวนตอ่ ไปนี้ให้อยใู่ นรปู สัญกรณ์วทิ ยำศำสตร์ 1. ครูแจกใบงานท่ี 3.4 เรื่อง การเขียนจํานวน
ในรูปสัญกรณวิทยาศาสตร ใหนักเรียนทํา
1) 28,000,000 2) 26,870,000 จากนั้นครูและนักเรยี นรวมกนั เฉลยคําตอบ
3) 40,700,540 4) 0.000082
6) 0.000000203 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.3 เปน
5) 0.00006303 การบา น
2. จงเขียนจำ� นวนในรูปสญั กรณ์วิทยำศำสตรต์ อ่ ไปนใี้ หอ้ ยใู่ นรปู จำ� นวนเต็มหรอื ทศนิยม ขน้ั สรปุ
1) 8.4 × 102 2) 7.05 × 104
3) 3.82 × 10-1 4) 9.0504 × 103 ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
6) 2.5 × 10-7 นักเรยี น ดังน้ี
5) 7.123 × 10-3
• จํานวนในรูปสญั กรณวทิ ยาศาสตร คอื
ระดบั กลาง (แนวตอบ จํานวนทเี่ ขียนอยูใ นรูป A × 10n
เมอ่ื 1 ≤ A < 10 และ n เปน จํานวนเตม็ )
3. จงเขยี นจ�ำนวนต่อไปนใี้ หอ้ ยู่ในรูปสัญกรณว์ ิทยำศำสตร์
1) (9 × 820) × 103 • การเขยี นจาํ นวนทม่ี คี า มากๆ ในรปู สญั กรณ
2) 0.04298 × 0.4 วทิ ยาศาสตร เปนอยางไร
3) (4 × 230) × 50,000 4) 0.0004382 × 0.002 (แนวตอบ เลขชี้กําลังของฐาน 10 จะเปน
จํานวนเต็มบวก ท่ีมีคานอยกวาจํานวน
4. จงเขยี นจำ� นวนต่อไปน้ีให้อยู่ในรปู จ�ำนวนเต็มหรอื ทศนยิ ม 110023 หลักของสว นที่เปนจาํ นวนเต็มอยู 1 คา)
1) 89.1××110034 2) 6.525××101302
3) 1 × • การเขยี นจาํ นวนทม่ี คี า นอ ยๆ ในรปู สญั กรณ
4 × วทิ ยาศาสตร เปน อยา งไร
(แนวตอบ เลขชี้กําลังของฐาน 10 จะเปน
5. (0.09 × 103)2 เขียนให้อยู่ในรปู สญั กรณว์ ิทยำศำสตร์ได้อยำ่ งไร จํานวนเต็มลบ ที่มีคาสัมบูรณมากกวา
จํานวนของศนู ยห ลังจดุ ทศนยิ มอยู 1 คา)
ระดบั ท้าทาย
ขน้ั ประเมนิ
6. จงเขยี นจำ� นวนตอ่ ไปนใ้ี ห้อยใู่ นรูปสญั กรณว์ ทิ ยำศำสตร์
1) (9 × 816× 45) × 110079 × 1403 1. ครตู รวจใบงานที่ 3.4
2. ครูตรวจแบบฝกทักษะ 3.3
2) (1025 ×× 1804) × (54 ×× 110079) × (4 × 2) 3. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล
3) (50,000 × 2,000) × (103 ×1 104)5 × (7 × 8 × 6) 4. ครูสงั เกตคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค
131
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET บูรณาการอาเซียน
ในเแวสลงาเด13ินวทนั างแดสวงยจอะัตเดราินเทร็วางไ3ดร×ะย1ะ0ท8าเงมกตเี่ มรตตรอวินาที จงหาวา
1. 6.480 × 1012 2. 8.640 × 1012 ประเทศอินโดนีเซีย เปนหมูเกาะที่ใหญท่ีสุดในโลก มีพ้ืนท่ีเปนอันดับ 1
3. 1.296 × 1013 4. 2.592 × 1013 ของอาเซียนและ 16 ของโลก โดยมีพ้ืนที่ประมาณ 1,919,440 ตร.กม. หรือ
1.91944 × 106 ตร.กม. และประเทศสิงคโปรเปนนครรัฐท่ีต้ังอยูบนเกาะ
(เฉลยคําตอบ ใน 1 วนั จะมี 24 × 60 × 60 = 86,400 วนิ าที และเปนประเทศที่เลก็ ท่สี ุดในอาเซยี น โดยมพี ืน้ ทป่ี ระมาณ 697 ตร.กม. หรอื
และใน 31 วนั จะมี 31 × 86,400 วินาที 6.97 × 102 ตร.กม.
แสงเดนิ ทางดวยอตั ราเร็ว 3 × 108 เมตรตอวินาที
ดงั นั้น ในเวลา 31 วนั T141
แสงจะเดินทางไดระยะทาง = 13 × 86,400 × 3 × 108 เมตร
ดงั นนั้ คาํ ตอบ คอื ขอ 2.) = 8.640 × 1012 เมตร