นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ 5.1 แบบรปู และความสัมพันธ
การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ถ้านักเรียนมองไปรอบ ๆ ตัว จะพบว่ามีแบบรูปในธรรมชาติและแบบรูปที่มนุษย์สร้างขึ้น
มากมาย เช่น แบบรูปของกลีบดอกไม้ แบบรูปของการทอผ้า และแบบรูปของการปูพื้นห้อง
6. ครูใหนักเรียนดูรูปภาพ หนา 178 และถาม ด้วยไม้ปาร์เกต์หรือแผ่นกระเบื้องให้เป็นลวดลายต่าง ๆ เป็นต้น ในที่นี้จะกล่าวถึงแบบรูปทาง
นักเรียนวา คณติ ศาสตร์ซึ่งเป็นแบบรปู ของจำานวน
• ดอกไมท้ังสามดอกมีลักษณะเหมือนกัน ให้นักเรียนพิจารณาแบบรูปของจำานวนที่กำาหนดให้ต่อไปน้ี แล้วหาว่าจำานวนสามจำานวน
หรือแตกตางกนั หรอื ไม อยา งไร ตอ่ ไปควรเปน็ จำานวนใด
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย 1) 1, 3, 5, 7, ...
ตามพ้ืนฐานความรูเดิม เชน เหมือนกัน 2) 17, 14, 11, 8, ...
คอื มกี ลีบดอก 3 ช้นั และอีกหนึ่งเปนเกสร 3) 1, 4, 9, 16, ...
แตข นาดของกลบี ดอกอาจจะไมเ ทากัน)
• ดอกไมในลายผาทอมีลักษณะเหมือนกัน แนวคดิ การพจิ ารณาหาจาำ นวนสามจาำ นวนตอ่ ไปของแบบรปู ของจาำ นวนแตล่ ะชดุ ทกี่ าำ หนด
หรอื คลา ยกนั หรือไม อยางไร ใหอ้ าจคิดไดห้ ลากหลายวธิ ี ข้นึ อยกู่ บั เหตุผลท่นี าำ มาอธิบายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งจาำ นวนต่าง ๆ ใน
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย แบบรูป
เชน ถาเปนผาทอของจริง จะเหมือนกัน เชน่ 1) 1, 3, 5, 7, ...
ทุกอยางท้ังขนาดและลักษณะของดอก แต - ถ้าเป็นแบบรูปของจาำ นวนนบั ทมี่ ีความสมั พนั ธ ์ โดยเพิ่มขึ้นทีละ 2
จากภาพจะมีลักษณะของดอกเหมือนกัน
และขนาดของดอกไมเทา กัน) จะไดว้ ่า จำานวนสามจำานวนตอ่ ไป คือ 9, 11, 13
- ถา้ เปน็ แบบรปู ของจาำ นวนคส่ี จ่ี าำ นวนเรยี งกนั แลว้ เรยี งคา่ ของจาำ นวนคที่ งั้ สจ่ี าำ นวน
ขนั้ สอน
จากน้อยไปมาก และมากไปน้อยสลบั กนั
รู (Knowing) ซึง่ จะได้แบบรูปเปน็ 1, 3, 5, 7, 7, 5, 3, 1, 1, 3, 5, 7, . . .
จะได้วา่ จาำ นวนสามจาำ นวนต่อไปจาก 1, 3, 5, 7 คือ 7, 5, 3
1. ครูเขียนแบบรูป 1, 3, 5, 7, ... บนกระดาน
แลวถามคาํ ถามวา 178
• แบบรปู 1, 3, 5, 7, ... มีความสมั พันธกัน
อยางไร
(แนวตอบ เพมิ่ ขน้ึ ทลี ะ 2 โดยมจี าํ นวนเรมิ่ ตน
คือ 1 จะไดแบบรปู เปน 1, 3, 5, 7, 9, 11, ...
หรือเปนจํานวนคี่ส่ีจํานวนแรกเรียงกัน
แลวเรียงคาของจํานวนคี่ท้ังสี่จํานวนจาก
นอยไปมาก และจากมากไปนอยสลับกัน
จะไดแ บบรปู เปน 1, 3, 5, 7, 7, 5, 3, 1,
1, 3, 5, 7, ...)
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET (เฉลยคาํ ตอบ จํานวนแรกของแถวที่ 1 คอื 1
จาํ นวนแรกของแถวท่ี 2 คอื 3 ซึง่ เกดิ จากจาํ นวนแรกของ
แถว 1 1 แถวที่ 1 + 2 = 1 + 2
แถว 2 3 5 จาํ นวนแรกของแถวท่ี 3 คอื 7 ซ่งึ เกดิ จากจํานวนแรกของ
แถว 3 7 9 11 แถวท่ี 2 + 2 + 2 = 3 + 2 + 2
แถว 4 13 15 17 จํานวนแรกของแถวท่ี 4 คือ 13 ซ่ึงเกิดจากจาํ นวนแรกของ
แถวที่ 3 + 2 + 2 + 2 = 7 + 2 + 2 + 2
... ... ... ... ... จะไดความสัมพนั ธว า จํานวนแรกของแถวที่ n ซ่งึ เกดิ จาก
... ... ... ... ... ... จาํ นวนแรกของแถวที่ 1 + 2[1 + 2 + 3 + ... + (n - 1)]
จากตวั เลขทปี่ รากฏในตารางเรียก 1, 3, 7, 13, ... แสดงวา จาํ นวนแรกของแถวท่ี 10
วา เปนจาํ นวนแรกของแถวท่ี 1, 2, 3, 4, ... ตามลําดับ
จงหาจาํ นวนแรกของแถวที่ 10 วา เปนจํานวนใด = 1 + 2(1 + 2 + 3 + ... + 9)
1. 91 2. 93 = 1 + 2(45) = 91
3. 95 4. 97 จะไดว า จาํ นวนแรกของแถวท่ี 10 คือ 91
ดงั นน้ั คาํ ตอบ คือ ขอ 1.)
T192
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
2) 17, 14, 11, 8, ... ขนั้ สอน
- ถา้ เป็นแบบรูปของจาำ นวนเตม็ ที่มคี วามสัมพันธ ์ โดยลดลงทีละ 3
จะได้วา่ จำานวนสามจำานวนตอ่ ไป คอื 5, 2, -1 รู้ (Knowing)
- ถา้ เป็นแบบรปู ของจำานวนชดุ นีส้ ่จี ำานวนเรียงกันเป็นชุด ๆ ซงึ่ จะได้แบบรปู เป็น 2. ครูเขยี นแบบรปู 17, 14, 11, 8, ... บนกระดาน
17, 14, 11, 8, 17, 14, 11, 8, 17, 14, 11, 8, ... แลวถามคําถาม ดงั นี้
จะได้ว่า จาำ นวนสามจาำ นวนต่อไปจาก 17, 14, 11, 8 คือ 17, 14, 11 • แบบรปู 17, 14, 11, 8, ... มคี วามสมั พนั ธก นั
อยา งไร
3) 1, 4, 9, 16, ... (แนวตอบ ลดลงทลี ะ 3 โดยมีจํานวนเรม่ิ ตน
- ถ ้าเป็นแบบรูปของจำานวนนับท่ีมีความสัมพันธ์ โดยเป็นการยกกำาลังสองของ คอื 17 จะไดแ บบรปู เปน 17, 14, 11, 8, 5,
จำานวนนับตงั้ แต่ 1 ไปเรื่อย ๆ 2, ... หรอื เปน จาํ นวนสจี่ าํ นวนซา้ํ กนั เรยี งกนั
จะไดว้ ่า 1, 4, 9, 16, ... คือ 12, 22, 32, 42, ... เปน ชดุ ๆ จะไดแ บบรูปเปน 17, 14, 11, 8,
ดังนน้ั จำานวนสามจำานวนต่อไป คอื 52, 62, 72 หรอื 25, 36, 49 17, 14, 11, 8, ...)
- ถ า้ เป็นแบบรูปของจำานวนนับทม่ี คี วามสัมพนั ธ ์ โดยจาำ นวนต้ังแต่จาำ นวนทสี่ ี่ 3. ครูเขียนแบบรปู 1, 4, 9, 16, ... บนกระดาน
เปน็ ตน้ ไปเกดิ จากผลบวกของจำานวนนบั สามจาำ นวนทอ่ี ยกู่ อ่ นหนา้ แลว้ บวกดว้ ย 2 แลว ถามคาํ ถาม ดงั นี้
ซงึ่ จะได้แบบรปู เป็น 1, 4, 9, 16, 31, 58, 107, ... • แบบรปู 1, 4, 9, 16, ... มีความสัมพันธก นั
ดงั นัน้ จาำ นวนสามจาำ นวนตอ่ ไปจาก 1, 4, 9, 16 คือ 31, 58, 107 อยา งไร
(แนวตอบ ยกกําลังสองของจํานวนนับ คือ
เพอ่ื ใหเ้ หน็ ความสมั พนั ธข์ องแบบรปู ของจาำ นวนทช่ี ดั เจน อาจเขยี นแบบรปู ทว่ั ไปของความ 12, 22, 32, 42, ... จะไดแ บบรูปเปน 1, 4, 9,
สมั พันธ์นน้ั กาำ กับไว ้ เช่น 16, 25, 36, ... หรือจาํ นวนทสี่ ่ี เปน ตนไป
เกดิ จากผลบวกของจาํ นวนนบั สามจาํ นวนที่
จงหาจาำ นวนสามจาำ นวนถดั ไปของแบบรูปของจาำ นวนแต่ละชุดต่อไปนี้ อยกู อนหนา แลวบวกดว ย 2 จะไดแ บบรูป
1) 2, 4, 6, 8, ..., 2n, ... เม่อื n เป็นจำานวนนบั เปน 1, 4, 9, 16, 31, 58, 107, ...)
จะไดว้ ่าจำานวนสามจำานวนถดั ไปที่ตอ่ จาก 8 คือ 10, 12, 14
จ13ะ,ได61ว้ ,่าจ91ำา,น.ว.น.,ส3า1nมจ, ำา.น..ว เนมถอ่ื ัด ไnป ทเป่ีต็นอ่ จจำาานกว น19น คบั ือ 112 4. ครูกลาวเพิ่มเติมวา จากแบบรูปขางตนเม่ือ
2) , 115 , 118 ตองการใหเห็นความสัมพันธที่ชัดเจนของ
แบบรูป จึงควรบอกรูปท่ัวไปในแบบรูปนั้นๆ
ดวย เชน
แบบรปู ทน่ี กั เรยี นพบในหนว่ ยการเรยี นรนู้ ้ี บางแบบรปู อาจไมไ่ ดเ้ ขยี นจาำ นวนใดจาำ นวนหนงึ่ 1) 1, 3, 5, 7, ..., 2n - 1, ... เม่อื n เปน
กาำ กบั ไว ้ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ฝกึ ฝนใหน้ กั เรยี นไดค้ ดิ หาเหตผุ ลทหี่ ลากหลายในการหาความสมั พนั ธข์ องจาำ นวน จาํ นวนนับ
ตา่ ง ๆ ในแบบรปู การนาำ เสนอความสมั พันธ์ของจำานวนต่าง ๆ ในแบบรูปจากตัวอย่างต่าง ๆ เป็น 2) 17, 14, 11, 8, ..., 20 - 3n, ... เมอ่ื n
การนาำ เสนอความสัมพนั ธแ์ บบหนึง่ เท่านน้ั นกั เรยี นอาจพบความสมั พนั ธ์อน่ื ๆ อกี เปนจาํ นวนนับ
3) 1, 4, 9, 16, ..., n2 , ... เม่ือ n เปน
จํานวนนับ
179
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
สามจาํ นวนทถี่ ดั ไปของ 14, 16, 18, 20 ตรงกับขอใด ครูควรชี้แนะใหนักเรียนสังเกตจํานวนในแตละขอและแตละบรรทัดวา
1. 21, 22, 23 มลี กั ษณะอยา งไร เชน เพิม่ ข้นึ หรือลดลงครง้ั ละเทากัน หรอื เพมิ่ ขึน้ หรือลดลง
2. 22, 24, 26 ไมเทา กนั และใหนกั เรียนนําผลสรปุ จากการดําเนินการตา งๆ ของจาํ นวนมาใช
3. 23, 26, 28 เชน ผลบวกของจํานวนคูจะเปนจํานวนคู ผลคูณของจํานวนที่มีจํานวนคู
4. 24, 26, 28 จะเปนจํานวนคู ซึ่งตองลองทําประมาณ 3-4 จํานวน เพ่ือจะไดม่ันใจวา
(เฉลยคาํ ตอบ พิจารณาความสัมพันธระหวางจํานวนท่ีกําหนด ความสัมพนั ธท ีส่ รปุ ถกู ตอง
เปนแบบรปู ทเ่ี พิ่มขึน้ ทลี ะ 2
14 +2 16 +2 18 +2 20 +2 22 +2 24 +2 26
ดงั นัน้ คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T193
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตัวอยา่ งที่ 1
รู้ (Knowing) จงหาจาำ นวนสามจาำ นวนถดั ไปของแตล่ ะแบบรปู ทสี่ อดคลอ้ งกบั ความสมั พนั ธท์ ก่ี าำ หนดใหต้ อ่ ไปน้ี
1) 3, 6, 9, 12, ... 2) 0.1, 0.01, 0.001, 0.0001, ...
5. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 1 ขอ 1) 3) 12 , 32 , 43 , 45 , ...
และขอ 2) ในหนังสือเรียน หนา 180 แลว
แลกเปลี่ยนความรูกับคูของตนเอง จากน้ัน วธิ ที าำ 1) 3, 6, 9, 12, ...
ใหนักเรียนแตละคนทํา “Thinking Time” พิจารณาความสมั พันธร์ ะหวา่ งจำานวนต่าง ๆ ดังนี้
แลวครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ จำานวนนบั ในลำาดับท ี่ 1 เทา่ กบั 3 หรือ 3 × 1
“Thinking Time” จำานวนนับในลำาดับท ี่ 2 เท่ากบั 6 หรือ 3 + 3 หรอื 3 × 2
จำานวนนบั ในลำาดับท ่ี 3 เท่ากับ 9 หรอื 6 + 3 หรอื 3 × 3
จำานวนนบั ในลำาดบั ที ่ 4 เท่ากับ 12 หรอื 9 + 3 หรอื 3 × 4
จะไดว้ ่า 3, 6, 9, 12, ... เป็นแบบรูปของจาำ นวนนบั ที่มคี วามสัมพนั ธ์โดยเพิ่มขนึ้
ทีละ 3 หรือเปน็ พหุคูณของ 3
ดงั นัน้ จาำ นวนสามจาำ นวนถัดไปของแบบรูปน ้ี คือ 15, 18, 21
2) 0.1, 0.01, 0.001, 0.0001, ...
พจิ ารณาความสมั พันธร์ ะหว่างจำานวนต่าง ๆ ดงั น้ี
จำานวนนับในลำาดบั ท ่ี 1 เท่ากับ 0.1 เกิดจาก 110 = 1111111100004321
จำานวนนบั ในลาำ ดับที่ 2 เท่ากบั 0.01 เกิดจาก 1100 =
จาำ นวนนบั ในลาำ ดบั ที ่ 3 เทา่ กับ 0.001 เกิดจาก 1,0100 =
จาำ นวนนับในลาำ ดับที่ 4 เท่ากับ 0.0001 เกิดจาก 10,1000 =
จะได้วา่ 0.1, 0.01, 0.001, 0.0001, ... เป็นแบบรูปของจำานวนท่มี คี วามสัมพันธ ์
โดยการนาำ 1 หารดว้ ย 10 ยกกำาลังจำานวนทเี่ ปน็ ลาำ ดบั ท่ี
ดังนัน้ จาำ นวนสามจำานวนถัดไปของแบบรปู นี้
คือ 0.00001, 0.000001, 0.0000001
Thinking Time
นักเรียนสามารถหาจำานวนสามจำานวนถัดไปของแบบรูปท่ีสอดคล้องกับความสัมพันธ์ 0.5, 0.25,
0.125, 0.0625 ได้อยา่ งไร
180
เฉลย Thinking Time
พจิ ารณาความสัมพันธร ะหวา งจํานวนตางๆ ดังน้ี 150 1 = 150
จํานวนในลาํ ดับท่ี 1 เทา กับ 0.5 เกิดจาก 150 = 150 2 = 12050
จาํ นวนในลําดบั ท่ี 2 เทากบั 0.25 เกดิ จาก 12050 = 150 3 = 11,02050
จํานวนในลาํ ดับที่ 3 เทากับ 0.125 เกิดจาก 11,02050 = 150 4 = 106,20500
จํานวนในลาํ ดบั ท่ี 4 เทากับ 0.0625 เกิดจาก 106,20500 =
จะไดวา 0.5, 0.25, 0.125, 0.0625, … เปนแบบรูปของจาํ นวนท่ีมคี วามสัมพนั ธ โดยการนาํ 5 หารดว ย 10 ทงั้ หมดยกกําลงั จาํ นวนทเ่ี ปน ลําดบั ท่ี
ดงั นั้น จํานวนสามจํานวนถัดไปของแบบรูปน้ี คอื 0.03125, 0.015625 และ 0.0078125
T194
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
3) 21 , 23 , 34 , 54 , ... ขนั้ สอน
พจิ ารณาความสัมพันธร์ ะหว่างจำานวนตา่ ง ๆ ดังนี้
จำานวนนบั ในลาำ ดับท ่ี 1 เทา่ กบั 21 เกิดจาก 1 +1 1 รู้ (Knowing)
จาำ นวนนับในลาำ ดบั ท ่ี 2 เท่ากับ 32 เกิดจาก 2 +2 1
จาำ นวนนบั ในลาำ ดบั ท ่ี 3 เท่ากับ 43 เกิดจาก 3 +3 1 6. ครูใหน กั เรยี นคูเดิมศึกษาตัวอยางที่ 1 ขอ 3)
จาำ นวนนับในลาำ ดับท่ ี 4 เทา่ กับ 45 เกิดจาก 4 +4 1 ในหนงั สือเรยี น หนา 181 จากนน้ั ใหน ักเรยี น
จะไดว้ ่า 21 , 32 , 43 , 45 , ... เปน็ แบบรปู ของจาำ นวนท่มี ีความสัมพนั ธ ์ แตละคนทํา “ลองทําดู” แลวครูและนักเรียน
โดยเศษส่วนแต่ละจำานวนมีตัวเศษเป็นจำานวนนบั ตงั้ แต่ 1 ข้ึนไป และตัวส่วน รวมกนั เฉลยคําตอบ
เปน็ จำานวนนับทีม่ ากกวา่ ตัวเศษอย ู่ 1 7. ครูกลา วเพิ่มเตมิ วา จากตวั อยา งท่ี 1 นกั เรยี น
ดังน้นั จำานวนสามจำานวนถัดไปของแบบรูปนี ้ คอื 56 , 67 , 78 ตอบ สามารถหาจํานวนในลําดับตางๆ ได เมื่อ
เขียนความสัมพันธระหวางลําดับที่กับจํานวน
ลองทําดู เหลา น้นั จากนัน้ ครูยกตวั อยางแบบรูป 3, 6,
9, 12, ... จากตวั อยางที่ 1 ขอ 1) บนกระดาน
จงหาจาำ นวนสามจำานวนถดั ไปของแตล่ ะแบบรปู ท่ีสอดคลอ้ งกับความสัมพนั ธท์ ี่กำาหนดให้ แลวถามคําถาม ดงั น้ี
1) 4, 9, 14, 19, ... 2) 1.2, 1.4, 1.6, 1.8, ... • จากแบบรูป มีความสมั พนั ธแบบใด
3) 41 , 25 , 63 , 74 , ... (แนวตอบ เพิ่มขึ้นทีละ 3 หรือเปนพหุคูณ
ของ 3)
จากตวั อยา่ งท ี่ 1 ขอ้ 1) นกั เรยี นสามารถหาจาำ นวนในลาำ ดบั ท ่ี 15 ได ้ โดยเขยี นความสมั พนั ธ์ • เขยี นแบบรปู ในรปู ทว่ั ไปไดอยางไร
ระหว่างลำาดับทีก่ บั จำานวนเหล่านัน้ ดังน้ี (แนวตอบ 3, 6, 9, 12, ..., 3n, ... เมือ่ n
3, 6, 9, 12, ... เป็นแบบรูปของจำานวนท่ีมีความสัมพันธ์ โดยเพิ่มข้ึนครั้งละ 3 หรือ เปน จํานวนนบั )
เปน็ พหุคูณของ 3 สามารถเขียนแสดงความสัมพนั ธข์ องแบบรูปได้ ดงั น้ี • จํานวนท่ี 15 คือจํานวนใด
จำานวนในลำาดบั ท่ี 1 เท่ากับ 3 เกดิ จาก 3 × 1 (แนวตอบ 3 × 15 = 45)
จาำ นวนในลำาดับที ่ 2 เท่ากับ 6 เกิดจาก 3 × 2 • จาํ นวนท่ี 20 คอื จํานวนใด
(แนวตอบ 3 × 20 = 60)
จากน้ันครูสรุปใหนักเรียนฟงวา “เมื่อเรารู
แบบรูปในรูปท่ัวไปแลว เราจะสามารถหา
จํานวนในลําดบั ท่ตี า งๆ ได”
จำานวนในลำาดบั ท ี่ 3 เท่ากบั 9 เกิดจาก 3 × 3
จาำ นวนในลำาดบั ที่ 4 เทา่ กบั 12 เกิดจาก 3 × 4
เป็นตวั แจะป1เรหแ็นทวนา่ จ เาำ มน่ือวทนรนาบั บใลดำา ๆด ับซทง่ึ ใี่แดส ๆด งสลาำามดาับรทถ่นี บ้ันอกจำานวนในลาำ ดบั ที่นนั้ ๆ ได้ ถ้ากำาหนดให ้ n
นน่ั คอื แบบรปู ของจาำ นวน 3, 6, 9, 12, ... สามารถเขยี นแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลาำ ดบั ที่
กับจำานวนในลาำ ดบั ท่ีนัน้ ๆ ไดเ้ ป็น 3n จะเรยี ก 3n วา่ เป็นความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งลาำ ดบั ทกี่ ับจาำ นวน
ในลำาดับที่ n ดงั น้นั จำานวนในลาำ ดบั ที่ 15 เทา่ กับ 3 × 15 = 45
181
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู
, , , 69, 75, 81 จํานวนท่ีหายไปคือจาํ นวนในขอ ใด
1 ตัวแปร (Variable) เปนสัญลักษณที่แทนจํานวนใดๆ ท่ีกําหนดในโจทย
1. 49, 55, 61 2. 50, 56, 62 เชน x แทนจํานวนนบั ใดๆ y แทนจาํ นวนเตม็ ใดๆ เปน ตน ซ่งึ โดยทั่วไปนิยม
3. 51, 57, 63 4. 54, 59, 64 ใชตัวอักษรภาษาอังกฤษ เชน x, y, z แตในบางครั้งอาจจะใชตัวอักษรภาษา
องั กฤษตวั อนื่ ๆ ได
(เฉลยคาํ ตอบ นาํ 75 - 69 จะเทา กบั 6
81 - 75 จะเทา กับ 6
นน่ั คือ จาํ นวนแตละจาํ นวนจะหางกัน 6
69 - 6 = 63
63 - 6 = 57
57 - 6 = 51
จะได 51, 57, 63
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T195
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
เขา้ ใจ (Understanding)
1. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 2 ในหนังสือ ตวั อย่างที่ 2
เรยี น หนา 182-183 แลวครูถามคําถาม ดงั นี้
• แบบรูป 4, 8, 12, 16, ... มคี วามสมั พันธก ัน จงหาจาำ นวนในลำาดับที่ 10 และเขียนความสัมพันธร์ ะหวา่ งลำาดบั ทีก่ ับจำานวนในลาำ ดับที่ n
ของแบบรูปที่กำาหนดใหต้ อ่ ไปน้ี
อยา งไร 1) 4, 8, 12, 16, ... 2) 13 , 24 , 53 , 46 , ...
(แนวตอบ เพ่ิมขึ้นทีละ 4 หรือเปนพหุคูณ
ของ 4) วธิ ที ำา 1) 4, 8, 12, 16, ...
พจิ ารณาความสัมพันธร์ ะหวา่ งจาำ นวนตา่ ง ๆ ดงั น้ี
• แบบรูป 4, 8, 12, 16, ... เขยี นแบบรูปใน จำานวนนบั ในลำาดับท่ี 1 เท่ากับ 4 เกดิ จาก 4 × 1
รปู ทวั่ ไปไดอ ยา งไร
(แนวตอบ 4n เม่ือ n เปน จาํ นวนนบั ) จำานวนนบั ในลาำ ดบั ที่ 2 เท่ากับ 8 เกดิ จาก 4 × 2
จำานวนนบั ในลำาดับที่ 3 เทา่ กบั 12 เกิดจาก 4 × 3
13, 42, 53, 64, จำานวนนับในลำาดับท่ี 4 เท่ากบั 16 เกิดจาก 4 × 4
• แบบรูป ... มีความสมั พนั ธก นั จทะีลไะดว้4า่ ห4ร,ือ8เ,ป็น12พ,ห1ุค61ูณ, ข..อ. งเป4็นแบบรูปของจาำ นวนนบั ทมี่ ีความสมั พันธ์โดยเพิ่มขึน้
อยางไร
(แนวตอบ ตัวเศษเปนจํานวนนับตั้งแต 1
ขน้ึ ไป และตัวสว นเปนจาํ นวนนับท่ีมากกวา จะไดว้ ่า จำานวนในลาำ ดบั ท่ี 10 เทา่ กบั 4 × 10 = 40
และความสัมพนั ธ์ระหว่างลำาดบั ที่กับจำานวนในลำาดบั ที่ n
ตัวเศษอยู 2) เทา่ กบั 4 × n = 4n
แร(แูปบนทบวั่วตรไูปอปบไ13ด2,อ +nย24า,nง35ไเมร, ่อื 46,n
• ... เขียนแบบรูปใน ดงั น้นั จำานวนในลำาดับที่ 10 เท่ากบั 40 และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลาำ ดบั ทกี่ บั จาำ นวน
เปนจาํ นวนนับ)
ในลาำ ดับที่ n เทา่ กบั 4n
2) 13 , 42 , 53 , 46 , ...
พิจารณาความสมั พันธร์ ะหวา่ งจำานวนตา่ ง ๆ ดงั น้ี
จาำ นวนนับในลาำ ดบั ที่ 1 เทา่ กบั 31 เกดิ จาก 2 +1 1
จำานวนนบั ในลำาดับที่ 2 เท่ากบั 42 เกิดจาก 2 +2 2
จำานวนนับในลาำ ดับที่ 3 เทา่ กบั 53 เกิดจาก 2 +3 3
จาำ นวนนบั ในลาำ ดบั ท่ี 4 เท่ากับ 64 เกดิ จาก 2 +4 4
จเศะไษดส้ว่ว่าน13ตวั, เ24ศษ,เ53ปน็ ,จ64าำ น,ว.น..นเับปตน็ ้งัแแบตบ่ 1รูปขข้นึ อไปงจแาำ ลนะวตนัวทสีม่ ่วีคนวเาปม็นสจัมำานพวันนธน์ โับดทยี่มในาแกตกล่วา่ะ
ตัวเศษอยู่ 2
182
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
ลาํ ดบั ที่ 4 และ 8 ของความสัมพนั ธท ี่ 4 +n n คอื ขอ ใด
ครูเนนยํ้าความรูเก่ียวกับพหุคูณ โดยใหนักเรียนยกตัวอยางพหุคูณของ 1. 31 และ 23 2. 12 และ 23
จํานวนนับและใหนักเรียนรวมกันตรวจสอบความถูกตองของพหุคูณของ 3. 23 และ 13 4. 32 และ 12
จาํ นวนนับตา งๆ (เฉลยคาํ ตอบ ความสัมพันธ 4 +n n
ลาํ ดบั ท่ี 4 = 4 +4 4 ลําดับท่ี 8 = 4 +8 8
นักเรียนควรรู = 48 = 182
= 21 = 32
1 พหุคูณ (Multiple) เปนจํานวนนับที่มีจํานวนนับใดๆ ที่ไมใชศูนย เปน ดังนัน้ คําตอบ คือ ขอ 2.)
ตัวคูณรวม เชน 8, 16, 24, 32, 40, … เปนพหุคณู ของ 8
T196
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จำานวนในลำาดบั ท ่ี 10 เท่ากบั 2 +10 10 ขน้ั สอน
แดลงั น ะคนั้ ว ากจมาำับนสจวมัาำ นนพใวนันนธลใร์าำนะดลหับำาวดท่าบั่ ีง1ลท0ำา ่ี nดเ ทบั เ=่าททก่า่กี ับกบั11 บั 02จ11 ำา202น วแ+nนลใnะนคลวำาาดมับสทัม ี่พnัน เธท์ร่าะกหับว ่า2ง ล+nำา ดnบั ตทอ่ี บ
เขา้ ใจ (Understanding)
2. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 3 ในหนังสือ
เรยี น หนา 183
3. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 183 และทาํ แบบฝก ทักษะ 5.1 ขอ 1.
4. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง
ทําดู” และแบบฝกทกั ษะ 5.1 ขอ 1.
ตัวอย่างท่ี 3
จากแบบรปู ที่กาำ หนด จงหาจาำ นวนในลาำ ดับท่ี 9 และเขียนความสมั พันธร์ ะหวา่ งลำาดบั ที่
กบั จำานวนในลำาดบั ท่ี n
(1 × 4) + 1, (2 × 4) + 2, (3 × 4) + 3, (4 × 4) + 4, ...
วธิ ีทำา พิจารณาความสัมพันธร์ ะหว่างจำานวนต่างๆ ดงั น้ี
จาำ นวนในลาำ ดับที ่ 1 เทา่ กบั (1 × 4) + 1
จาำ นวนในลำาดับท ่ี 2 เท่ากับ (2 × 4) + 2
จำานวนในลำาดบั ที่ 3 เท่ากบั (3 × 4) + 3
จาำ นวนในลาำ ดับที ่ 4 เท่ากบั (4 × 4) + 4
จะไดว้ า่ (1 × 4) + 1, (2 × 4) + 2, (3 × 4) + 3, (4 × 4) + 4, ...
เปน็ แบบรูปของจาำ นวนท่ีมคี วามสัมพนั ธ ์ โดยจำานวนในวงเล็บเป็นพหุคณู ของ 4
และจำานวนท่ีนำามาบวกเป็นจาำ นวนนับตัง้ แต ่ 1 ข้นึ ไป
จะได้ว่า จำานวนในลาำ ดับท ่ี 9 เทา่ กบั (9 × 4) + 9
จาำ นวนในลำาดับท ่ี n เท่ากบั (n × 4) + n = 4n + n
ดงั นั้น จำานวนในลำาดบั ท่ี 9 เท่ากบั (9 × 4) + 9 และความสัมพันธร์ ะหว่างลำาดับที่
กับจาำ นวนในลาำ ดบั ท ่ี n เท่ากับ 4n + n ตอบ
ลองทําดู
จากแบบรปู ทกี่ าำ หนด จงหาจาำ นวนในลาำ ดบั ที่ 10 และเขยี นแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลาำ ดบั ที่
กับจาำ นวนในลาำ ดบั ที่ n
1) 7, 14, 21, 28, ...
15 , 82 , 131 1,4 4(2, .×.. 2) + 23
2) (2 × 1) + , , (2 × 3) + 33 , (2 × 4) + 43 , ...
3) 13
183
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
ลาํ ดับท่ี 6 และ 12 ของความสมั พันธท ี่ 7n คอื ขอ ใด ครนู าํ ตวั อยา งที่ 3 เขยี นในรปู ตารางเพอื่ ใหน กั เรยี นสงั เกตความสมั พนั ธข อง
1. 44 และ 86 ลาํ ดับที่กบั จํานวน ดงั น้ี
2. 84 และ 42 พจนท ี่ 1 2 3 4 5 ...
3. 86 และ 44 จํานวน (1 × 4) + 1 (2 × 4) + 2 (3 × 4) + 3 (4 × 4) + 4 (5 × 4) + 5
4. 42 และ 84
(เฉลยคําตอบ ลําดบั ที่ 6 เทา กับ 7 × 6 = 42 จากน้ันครูเพ่ิมเติมความรูแกนักเรียนวา “ความสัมพันธระหวางลําดับท่ี
ลําดบั ที่ 12 เทา กับ 7 × 12 = 84 กับจาํ นวนในลาํ ดบั ท่ี” เรยี กวา รูปท่ัวไปของแบบรปู หรือเรยี กวา พจนที่ n
ดังน้ัน คําตอบ คอื ขอ 4.)
T197
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตวั อยา่ งที่ 4
รู้ (Knowing) จงเขียนรูปถดั ไปอีก 3 รปู ของแบบรปู ต่อไปนี้
1. ครูกลาวทบทวนแบบรูปและความสัมพันธ รูปท ี่ 1 รูปท่ี 2 รปู ท ่ี 3
ของจาํ นวน และกลา วถงึ แบบรปู ในรปู ทว่ั ไปวา
“เมอื่ เราทราบแบบรปู ในรปู ทวั่ ไป กจ็ ะสามารถ วิธที ำา พิจารณาแบบรปู ท่กี าำ หนดให้จะพบวา่
หาจาํ นวนในลําดบั ท่ีตา งๆ ได” รปู ท ี่ 1 มจี าำ นวนของรูปสามเหลยี่ ม 1 รูป
2. ครูวาดรูปไมขีดไฟเรียงเปนแบบรูปตาม รูปท่ ี 2 มจี าำ นวนของรูปสามเหลีย่ ม 2 รปู
ตัวอยา งที่ 4 ในหนงั สือเรยี น หนา 184 แลว รปู ที่ 3 มจี าำ นวนของรูปสามเหล่ียม 3 รูป
ถามคําถาม ดงั นี้ จะเหน็ ว่า เป็นแบบรูปทเ่ี ขียนแสดงเปน็ แบบรปู ของจำานวนได้
• จากแบบรปู มคี วามสมั พนั ธร ะหวา งลาํ ดบั ที่ ดงั นั้น รูปถัดไปอกี 3 รูป คอื รูปท่ ี 4 รปู ท ี่ 5 และรปู ที่ 6 จะมจี าำ นวนของรูปสามเหลีย่ ม
ของรูปกบั จาํ นวนรปู สามเหลี่ยมอยา งไร
(แนวตอบ รปู ท่ี 1 มรี ปู สามเหล่ียม 1 รปู 4 รูป 5 รปู และ 6 รูป ตามลำาดับ ซ่งึ เขียนรปู ถดั ไปอกี สามรปู ไดด้ ังนี้
รปู ที่ 2 มีรูปสามเหลี่ยม 2 รูป
คือ รูปสามเหล่ียมแบบหงายและควํ่าวาง รูปท่ี 4 รปู ที่ 5
ตดิ กนั โดยมดี านของรูปสามเหล่ียมรวมกัน
1 ดา น รูปที ่ 6 ตอบ
รูปท่ี 3 มีรูปสามเหลี่ยม 3 รูป
คือ รูปสามเหลี่ยมแบบหงายและควํ่าวาง จากตัวอยา่ งท ี่ 4 พจิ ารณาแบบรปู ของจาำ นวนของรปู สามเหลีย่ ม
ตดิ กนั สลบั กนั ไป โดยดา นของรปู สามเหลยี่ ม
ที่อยตู ิดกนั มดี า นรว มกนั 1 ดา น)
• จากความสัมพันธที่นักเรียนบอก รูปที่ 4
รูปท่ี 5 และรูปท่ี 6 คือรูปใด
(แนวตอบ ใหครูวาดรูปท่ี 4 รูปที่ 5 และ
รูปที่ 6 จากในหนงั สือเรยี น หนา 184)
จะไดแ้ บบรปู คอื 1, 2, 3, ... และเขียนแสดงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งลำาดบั ท่ขี องรูปกับ
จาำ นวนของรปู สามเหลี่ยม ดังตารางต่อไปนี้
184
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
กาํ หนดแบบรปู ของจาํ นวน ดังน้ี
ครคู วรใหนักเรยี นรวมกนั แสดงแนวคดิ มมุ มอง หรอื ขอ สงั เกตเก่ยี วกับการ 1, 1, 2, 1, 2, 3, 1, 2, 3, 4, ...
เขียนรูปถัดไปในแบบรูปทก่ี าํ หนด เชน จากแบบรูปขา งตน ถาเขยี นตอ ไปเรอ่ื ยๆ ถงึ พจนท ่ี 19 จะตรง
กบั จาํ นวนในขอ ใด
1. ดูตารางกา นไมข ดี และจาํ นวนกานไมข ดี ท่เี พิม่ ข้นึ ในแตล ะรปู
2. นบั จาํ นวนรูปสามเหล่ยี มทั้งหมดในแตละรปู และการวางกา นไมขีด 1. 1 2. 2
3. 3 4. 4
(เฉลยคําตอบ จากแบบรปู ของจํานวน 1, 1, 2, 1, 2, 3,
1, 2, 3, 4, 1, 2, 3, 4, 5, 1, 2, 3, 4 , 5, 6
จะไดวา พจนท่ี 19 จะตรงกับ 4
ดังน้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 4.)
T198
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลำาดับที่ของรปู 1 2 3 4 5 ... n ขนั้ สอน
จาำ นวนของรูปสามเหลี่ยม 1 2 3 4 5 ... n รู้ (Knowing)
จากตารางจะพบวา่ จาำ นวนของรปู สามเหลี่ยมเป็นจาำ นวนนับ 1, 2, 3, 4, ... ซงึ่ จาำ นวน 3. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความสัมพันธ
ของรูปสามเหลย่ี มเทา่ กับจาำ นวนทีเ่ ปน็ ลำาดบั ท่ขี องรปู หรอื กลา่ วได้วา่ จำานวนของรปู สามเหลี่ยมมี ระหวางลําดับที่ของรูปและจํานวนของรูป
ความสัมพันธ์กับลำาดับท่ีของรูป ในกรณีท่ียังไม่ได้กำาหนดลำาดับท่ีของรูปจะสามารถบอกลำาดับท่ี สามเหล่ียม (ดังตารางในหนังสือเรียน หนา
ของรปู ในรปู ทว่ั ไปไดโ้ ดยนยิ มใชต้ วั อกั ษรภาษาองั กฤษเช่น n แทนลำาดบั ทีข่ องรูปนน้ั 185) แลวครูอธิบายเพ่ิมเติมวา “จํานวน
จากตัวอย่างนี้จะเขียนความสัมพันธ์ระหว่างลำาดับที่ของรูปกับจำานวนของรูปสามเหล่ียม รูปสามเหล่ียมเทากับ n เราจะเรียก n วา
ได้วา่ จาำ นวนของรปู สามเหลีย่ ม เทา่ กบั n เรยี ก n ว่า ตัวแปร ความสมั พันธท์ มี่ ีตัวแปร n ทาำ ให้ ตัวแปร”
สามารถบอกจำานวนของรูปสามเหลีย่ มเมื่อทราบลาำ ดบั ทีข่ องรูปหรือค่าของ n ได ้ เชน่ ลำาดบั ท่ี
ของรปู ที ่ 100 หรือ n = 100 จะมีรูปสามเหล่ยี ม 100 รปู เปน็ ตน้ เขา้ ใจ (Understanding)
Thinking Time 1. ครูใหนักเรียนแตละคนทํา “Thinking Time”
ในหนงั สอื เรียน หนา 185 หลงั จากน้ันครูและ
ถา้ นบั จาำ นวนกา้ นไมข้ ดี ของแตล่ ะรปู ในแบบรปู แลว้ พจิ ารณาวา่ จาำ นวนกา้ นไมข้ ดี ทน่ี บั ไดเ้ ปน็ แบบรปู นักเรยี นรวมกนั เฉลยคําตอบ “Thinking Time”
หรือไม ่
ถา้ ให ้ n แทนลำาดบั ที่ของรูป นักเรียนสามารถบอกจาำ นวนของก้านไมข้ ดี เมอื่ ทราบลำาดับทีข่ องรปู ได้
หรอื ไม่
ตัวอย่างท่ี 5
จงเขียนรูปถัดไปอกี 3 รูป ของแบบรปู ตอ่ ไปนี้
รปู ท ่ี 1 รปู ที่ 2 รปู ท่ี 3
วิธีทำา พจิ ารณาแบบรูปท่กี าำ หนดให ้ จะพบวา่
รปู ที ่ 1 มจี ำานวนรปู สีเ่ หลยี่ มจตั ุรสั ในแนวตั้งสามรูป
รปู ท ี่ 2 มจี าำ นวนรปู สีเ่ หลีย่ มจตั ุรัสในแนวต้งั 3 รปู และมีรูปสี่เหล่ยี มจตั ุรสั
ดา้ นซ้ายและด้านขวาด้านละ 1 รปู
รูปท่ี 3 มีจำานวนรปู ส่เี หลย่ี มจตั ุรสั ในแนวตั้ง 3 รปู และมรี ูปส่ีเหลย่ี มจัตุรสั
ดา้ นซา้ ยและดา้ นขวาดา้ นละ 2 รูป
จะเหน็ วา่ จำานวนของรูปส่ีเหลย่ี มจตั รุ สั ทเ่ี พ่มิ ขึน้ ดา้ นซา้ ยและดา้ นขวาจะนอ้ ยกวา่
ลาำ ดบั ทีข่ องรูปอย ู่ 1
185
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เฉลย Thinking Time
10, 100, 1000, ... เปน แบบรูปท่ีมคี วามสัมพันธตรงกบั ขอใด
ถานับจํานวนกานไมขีดในแตละแบบรูป สามารถพิจารณากานไมขีดเปน
1. 10n 2. 10n2 แบบรปู ได ดงั น้ี
3. 110n 4. 10n
รปู ที่ 1 มกี า นไมข ีด จาํ นวน 3 กา น
(เฉลยคําตอบ 10, 100, 1000, ... รูปท่ี 2 มีกา นไมข ีด จาํ นวน 5 กาน
ลาํ ดบั ที่ 1 101 = 10 รูปที่ 3 มกี า นไมขดี จํานวน 7 กาน
ลําดับท่ี 2 102 = 100 รปู ท่ี 4 มกี า นไมข ดี จํานวน 9 กา น
ลําดับที่ 3 103 = 1000 รปู ท่ี 5 มีกานไมข ีด จาํ นวน 11 กาน
ลาํ ดบั ท่ี n ได 10 n รูปที่ 6 มีกานไมขีด จาํ นวน 13 กา น
ดังน้ัน คําตอบ คือ ขอ 4.)
รปู ท่ี n มกี า นไมขีด จํานวน 2n + 1 กา น
จะเห็นวา จํานวนกานไมขีดในแตละแบบรูป สามารถพิจารณากานไมขีด
เปนแบบรปู ได
ดังนัน้ จาํ นวนกานไมข ดี ในรูปท่ี n จะมีกา นไมข ดี จาํ นวน 2n + 1 กาน
T199
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ดงั นน้ั รูปถดั ไปอีก 3 รูป คือ
รูปที่ 4 มีจาำ นวนรูปสเี่ หลีย่ มจัตรุ สั ในแนวตงั้ 3 รปู และมรี ปู สี่เหล่ยี มจัตรุ สั
เขา้ ใจ (Understanding)
ด้านซ้ายและดา้ นขวาด้านละ 3 รูป
2. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 5 ในหนังสือ รูปท่ี 5 มจี ำานวนรปู สี่เหลี่ยมจัตุรัสในแนวตั้ง 3 รปู และมีรปู สีเ่ หล่ยี มจัตุรสั
เรียน หนา 185-186 แลว ครูถามคาํ ถามวา ดา้ นซา้ ยและด้านขวาด้านละ 4 รปู
• จากแบบรปู มคี วามสมั พนั ธร ะหวา งลาํ ดบั ท่ี รูปที ่ 6 มีจำานวนรปู สเี่ หลย่ี มจตั รุ สั ในแนวตง้ั 3 รปู และมีรปู สี่เหลย่ี มจัตรุ ัส
ของรูปกับจํานวนรปู สีเ่ หล่ยี มอยา งไร ด้านซ้ายและด้านขวาด้านละ 5 รูป
(แนวตอบ รูปที่ 1 มีรูปส่ีเหล่ียม 3 รูป, ซง่ึ เขียนรูปถัดไปอีกสามรปู ไดด้ งั น้ี
รูปท่ี 2 มีรูปสี่เหล่ียม 5 รูป, รูปที่ 3 มี
รูปสี่เหลี่ยม 7 รูป, รูปท่ี 4 มีรูปสี่เหล่ียม รูปท ่ี 4
9 รปู , รปู ท่ี 5 มรี ปู สเี่ หลีย่ ม 11 รูป และ
รปู ที่ 6 มรี ูปสเี่ หล่ยี ม 13 รูป)
3. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 186 จากน้ันครแู ละนักเรยี นรว มกนั เฉลย
คาํ ตอบ
รูปที่ 5
รูปท ่ี 6 ตอบ
ลองทําดู รปู ท่ี 3
จงเขียนรปู ถดั ไปอีก 3 รปู ของแบบรปู ตอ่ ไปนี้
รปู ที่ 1 รปู ที่ 2
186
กิจกรรม ทา ทาย
ใหน ักเรยี นปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามขนั้ ตอนตอไปน้ี
รูปที่ 1 รูปที่ 2 รปู ท่ี 3
T200 1. พจิ ารณาความสัมพันธของการจัดเรยี งรปู สเ่ี หล่ยี มขนมเปย กปนู จากแบบรูปในรูปท่ี 1 รปู ที่ 2 และรปู ท่ี 3
2. สรางรปู ท่ี 4 และรูปที่ 5 ตามความสมั พันธข องแบบรปู ในขอ 1.
3. เขียนแบบรปู ของจํานวนรูปส่ีเหล่ียมขนมเปยกปูนท้งั หมดในรปู ท่ี 1 ถงึ รปู ท่ี 6
4. เขยี นความสัมพันธข องแบบรปู ของจํานวนรปู ส่ีเหลี่ยมขนมเปย กปนู
5. แสดงวธิ หี าจํานวนรูปสีเ่ หล่ยี มขนมเปยกปูนในรูปท่ี 15
6. ถามจี ํานวนรูปสีเ่ หลีย่ มขนมเปยกปนู ทงั้ หมด 265 รปู จงแสดงวิธกี ารหาลําดับท่ขี องรปู
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
กจิ กรรม คณิตศาสตร์ ขน้ั สอน
ใหน้ กั เรยี นจบั คกู่ บั เพอ่ื นแลว้ ชว่ ยกนั ทÓกจิ กรรมตอ่ ไปนี้ เขา้ ใจ (Understanding)
1. จากแบบรปู ในตัวอย่างท่ี 5 จงพจิ ารณาความสัมพันธ์ระหว่างลาำ ดับท่ขี องรูปกับจาำ นวนของ
4. ใหนักเรียนทาํ กิจกรรมคณติ ศาสตร ขอ 1. ใน
รปู ส่เี หล่ยี มท่กี าำ หนดใหใ้ นตาราง แลว้ ตอบคำาถามตอ่ ไปน้ี หนังสือเรียน หนา 187 แลวใหนักเรียนจับคู
ศึกษากิจกรรมคณิตศาสตร ขอ 2. จากน้ัน
ลำาดับที่ของรูป 1 2 3 4 5 ... n รว มกนั ตอบคาํ ถามขอ 1)-5) โดยเขยี นคาํ ตอบ
ลงในสมุดของตนเอง
จำานวนของ 3 5 7 9 11 ...
รปู สเ่ี หลย่ี ม หรอื หรอื หรอื หรอื หรือ 5. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบขอ 1)-5)
2 (1) + 1 2 (2) + 1 2(3) + 1 2(4 ) + 1 2(5) + 1 ในกิจกรรมคณิตศาสตร ขอ 2.
1) จงเขยี นความสมั พันธ์ระหว่างลาำ ดบั ท่ขี องรูปกบั จำานวนของรปู สเ่ี หล่ียมในลำาดับท ่ี n
2) จำานวนของรูปสเี่ หล่ยี มของรปู ลำาดับท ี่ 8 เทา่ กบั เท่าใด
3) จาำ นวนของรูปสเี่ หลย่ี มของรูปลาำ ดบั ท่ ี 25 เทา่ กับเทา่ ใด
4) จำานวนของรูปส่ีเหลี่ยมของรปู ลำาดับท ่ี 100 เทา่ กบั เท่าใด
5) ลำาดบั ทเ่ี ท่าใดท่มี ีจำานวนของรปู สี่เหลยี่ ม 141 รูป
2. จากรปู จงพิจารณาความสมั พันธร์ ะหว่างลำาดบั ที่ของรูปกับความยาวรอบรูปตามแบบรปู
ทก่ี าำ หนดให้ แลว้ ตอบคำาถามตอ่ ไปนี้
รูปท ี่ 1 รปู ที ่ 2 รปู ท่ี 3 รปู ท ่ี 4
ลาำ ดบั ที่ของรูป 1 23 4 ... n
ความยาวรอบรูป (หนว่ ย) 4 8 12 16 ...
1) จงเขยี นความสมั พันธ์ระหวา่ งลำาดบั ที่ของรปู กับความยาวรอบรปู ในลาำ ดับท่ ี n
2) ความยาวรอบรูปของรูปลาำ ดบั ท่ ี 10 เท่ากับเทา่ ใด
3) ความยาวรอบรปู ของรปู ลาำ ดบั ท ี่ 50 เท่ากบั เทา่ ใด
4) ลำาดบั ของรูปท่ีเท่าใดที่มีความยาวรอบรูปเทา่ กบั 176 หนว่ ย
5) ลำาดับของรูปที่เท่าใดที่มีความยาวรอบรปู เทา่ กบั 480 หน่วย
187
เฉลย กจิ กรรมคณิตศาสตร์
ขอ 1. สามารถตอบคาํ ถามได ดังนี้ ขอ 2. สามารถตอบคําถามได ดังน้ี
1) ความสมั พันธระหวางลําดับทข่ี องรปู กับจาํ นวนของรูปสี่เหล่ยี ม 1) ความสัมพันธระหวางลําดบั ทข่ี องรปู กบั ความยาวรอบรูปในลาํ ดบั ที่ n
ในลาํ ดับที่ n คอื 2n + 1 คอื 4n
2) จาํ นวนของรปู สเี่ หลีย่ มของรปู ลําดบั ที่ 8 คอื 2(8) + 1 = 17 2) ความยาวรอบรปู ของรูปลําดบั ที่ 10 คือ 4(10) = 40
3) จาํ นวนของรปู สี่เหล่ยี มของรูปลําดับที่ 25 คอื 2(25) + 1 = 51 3) ความยาวรอบรปู ของรปู ลําดับท่ี 50 คอื 4(50) = 200
4) จํานวนของรปู สเี่ หลีย่ มของรปู ลาํ ดับที่ 100 คือ 2(100) + 1 = 201 4) ลาํ ดับของรูปที่เทาใดท่ีมคี วามยาวรอบรปู เทา กบั 176 หนวย คือ 4n = 176
5) ลาํ ดบั ทีเ่ ทาใดทม่ี ีจํานวนของรูปสเ่ี หลีย่ ม 141 รปู คอื 2n + 1 = 141 พิจารณา 4n = 176
พจิ ารณา 2n + 1 = 141 ∴ n = 44
∴ n = 70 ดงั นั้น ลาํ ดับของรปู ที่ 44 จะมีความยาวรอบรูปเทา กบั 176 หนวย
ดงั น้นั ลําดบั ท่ที มี่ ีจํานวนของรูปส่เี หลยี่ ม 141 รปู คือ ลําดบั ที่ 70 5) ลําดับของรูปทเี่ ทา ใดทมี่ คี วามยาวรอบรูปเทา กับ 480 หนวย คือ 4n = 480
พิจารณา 4n = 480
∴ n = 120
ดงั นนั้ ลําดับของรปู ท่ี 120 จะมีความยาวรอบรูปเทากับ 480 หนว ย
T201
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน จ ำานวนจขาอกงกรจิูปกสร่เี รหมลค่ยี ณ1มติ ซศึ่งาเสขตียรนข์ ออ้ ย ู่ใ น1ร. ูป นตกัวั แเรปยี รนจnะคเหอื น็ 2วnา่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลาำ ดบั ทขี่ องรปู กบั
+ 1 สามารถหาจาำ นวนของรูปสเ่ี หล่ียม
เขา้ ใจ (Understanding) ในลาำ ดบั ทนี่ ัน้ ๆ ได้ โดยแทนคา่ ตวั แปร n ดว้ ยจำานวนทแ่ี สดงลาำ ดับท่ี ในทางกลบั กนั ถา้ ต้องการ
ทราบว่ารูปในลำาดับที่เท่าใดจะมีจำานวนของรูปสี่เหลี่ยมเท่ากับ 327 รูป นักเรียนจะหาคำาตอบน้ี
6. ครูกลา ววา “จากกิจกรรมคณิตศาสตร ขอ 1. ได้หรอื ไม่ และหาไดอ้ ย่างไร
นกั เรยี นจะเหน็ วา ความสมั พนั ธร ะหวา งลาํ ดบั
ท่ีของรูปกับจํานวนของรูปสี่เหลี่ยม ซ่ึงเขียน กอ่ นทนี่ กั เรยี นจะไดร้ วู้ ธิ หี าคาำ ตอบนี้ ตอ้ งมาทาำ ความรจู้ กั เรอ่ื งสมการโดยศกึ ษาความหมาย
ในรูปตัวแปร n คือ 2n + 1 เราสามารถหา ของคาำ ศัพทต์ ่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั เร่อื งสมการ ดงั นี้
จาํ นวนของรปู สเี่ หลยี่ มในลาํ ดบั น้นั ๆ ได โดย 1. สมการ 2. สมการทเ่ี ปน็ จริง
แทนคา ตัวแปร n ดว ยจาํ นวนทแี่ สดงลาํ ดับท”่ี 3. สมการทเี่ ป็นเทจ็ 4. สมการท่ีมตี วั ไม่ทราบค่า
จากนนั้ ครถู ามนกั เรยี น ดังนี้
• ถาตองการทราบวารูปในลําดับท่ีเทาไร สมการเปน็ ประโยคคณิตศาสตรท์ ่ีแสดงการเทา่ กนั ของจำานวน โดยใช้สัญลกั ษณ์ “ = ” บอก
จะมจี ํานวนของรปู ส่ีเหล่ียมเทา กบั 327 รปู การเทา่ กัน
นักเรียนจะหาคําตอบนี้ไดหรือไม และหา ตัวอย่างของสมการ เช่น 2 + 3 = 5
ไดอยา งไร 8 + 15 = 23
(แนวตอบ ได และหาไดจ าก 2n + 1 = 327) 20 - 4 = 16
สมการทย่ี กตัวอยา่ งนี้เป็นสมการท่ีไม่มตี ัวไม่ทราบค่าหรือตัวแปร
7. ครูกลาวถึงคําศัพทตางๆ ที่เกี่ยวของกับเร่ือง สมการอาจมีตวั ไม่ทราบคา่ หรือตวั แปร เช่น
สมการ ดงั นี้ x + 1 = 5 มี x เปน็ ตัวแปร
- สมการ เปนประโยคสัญลักษณทาง a - 7 = 21 มี a เปน็ ตัวแปร
คณิตศาสตรท่ีแสดงการเทากันของจํานวน 3n - 2 = 4 มี n เป็นตัวแปร
โดยใชส ัญลักษณ “=” บอกการเทากนั
- สมการที่เปนจริง คือ สมการที่ไมมีตัวแปร จะเหน็ ว่าสมการอาจมหี รือไมม่ ตี วั ไมท่ ราบค่าก็ได้
เมื่อคํานวณแลวจะไดวา จํานวนท่ีอยูทาง
ซายมือและขวามือของเครื่องหมาย “=” พิจารณาสมการทม่ี ีตัวไมท่ ราบค่า เชน่ 2n +1 = 153
มีคา เทากนั ถา้ แทน n ด้วย 23 จะได้ 2(23) + 1 = 46 + 1
- สมการท่ีเปนเท็จ คือ สมการที่ไมมีตัวแปร = 47 ทาำ ใหส้ มการเปน็ เทจ็
เม่ือคํานวณแลวจะไดวา จํานวนท่ีอยูทาง ถ้าแทน n ดว้ ย 76 จะได้ 2(76) + 1 = 152 + 1
ซายมือและขวามือของเคร่ืองหมาย “=” = 153 ทำาให้สมการเป็นจรงิ
มคี า ไมเ ทากัน
- จํานวนที่แทนตัวไมทราบคาหรือแทนคา จะเหน็ วา่ สมการทม่ี ตี วั แปร อาจจะเปน็ สมการทเี่ ปน็ เทจ็ หรอื สมการทเี่ ปน็ จรงิ กไ็ ด้ ขนึ้ อยกู่ บั
ตัวแปรในสมการแลวทําใหสมการเปนจริง ค่าของจาำ นวนท่แี ทนตวั แปรนน้ั ๆ จะเรียก 76 ซ่ึงเป็นจำานวนท่แี ทนคา่ ตัวแปรในสมการแลว้ ทำาให้
เรียกวา คาํ ตอบของสมการ สมการเป็นจริงว่า เปน็ คาำ ตอบของสมการ และเรียก 23 ซ่ึงเปน็ จำานวนท่ีแทนคา่ ตัวแปรในสมการ
แล้วทาำ ให้สมการเป็นเทจ็ ว่า ไมเ่ ป็นคำาตอบของสมการ
188
นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
จากสมการ 3(y - 4) = 2y - 8 จาํ นวนทีแ่ ทนคา y แลว ทาํ ให
1 ความสมั พนั ธร ะหวา งลาํ ดบั ทข่ี องรปู กบั จาํ นวนของรปู สเี่ หลยี่ ม จากแบบรปู สมการเปนจรงิ คอื ขอ ใด
ของจํานวนของรปู สเี่ หลี่ยม 3, 5, 7, 9, 11, … เปน แบบรูปของจํานวนค่แี ละ
มีการเพ่ิมขึ้นคร้ังละ 2 ซึ่งหารดวย 2 จะเหลือเศษ 1 จึงเขียนความสัมพันธ 1. 2 2. 4 3. 6 4. 8
ระหวา งลาํ ดบั ท่ีของรปู กับจํานวนรูปสีเ่ หลยี่ ม คอื 2n + 1 (เฉลยคําตอบ 3(y - 4) = 2y - 8
T202 แทนคา y ดว ย 2
3(2 - 4) 2 × 2 - 8
-6 -4 สมการเปนเท็จ
แทนคา y ดวย 4
3(4 - 4) = 2 × 4 - 8
3×0 = 8-8
0 = 0 สมการเปน จรงิ
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
จากกิจกรรมคณิตศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างลำาดับท่ีของรูปกับจำานวนของรูปส่ีเหล่ียม ขน้ั สอน
เท่ากบั 2n + 1 และคำาถามทีว่ ่าถา้ ต้องการทราบว่ารูปในลำาดบั ที่เทา่ ใดจะมจี ำานวนของรูปส่เี หลี่ยม
เท่ากบั 327 รปู นกั เรยี นสามารถนาำ ความสมั พันธ์ 2n + 1 กบั 327 เขียนเปน็ สมการได้ดงั นี้ เขา ใจ (Understanding)
2n + 1 = 327 เปน็ สมการท่ีมตี ัวแปร คือ n
จะเหน็ วา่ 2n + 1 = 327 เปน็ สมการท่มี าจากแบบรูปซงึ่ เขียนเป็นความสัมพนั ธ์ 8. ครูยกตัวอยางสมการ 2n + 1 = 327 บน
กระดาน จากนัน้ ถามคําถาม ดงั นี้
โดยมี n เป็นตัวแปร • ประโยคสัญลักษณขางตนเปนสมการ
หรือไม เพราะเหตุใด
สาำ หรับการหาคำาตอบของสมการน ้ี นกั เรยี นอาจคาดเดาคำาตอบแลว้ ทดลองแทนค่าจนกว่า (แนวตอบ เปน สมการ เพราะมีเครอื่ งหมาย
จะไดส้ มการทเ่ี ป็นจรงิ หรือจัดรูปตามความสมั พนั ธแ์ ละใช้ความหมายของสมการ ดงั นี้ “=”)
• สมการขา งตน เปน สมการทม่ี ตี วั แปรหรอื ไม
วธิ ที ี่ 1 ใช้การคาดเดาคำาตอบ อยางไร
ถ้าคาดเดาวา่ n = 162 (แนวตอบ เปนสมการที่มีตัวแปร และ
ลองแทนค่าจะได ้ 2(162) + 1 = 324 + 1 ตัวแปร คือ n)
= 325 ทาำ ให้สมการเปน็ เทจ็ • เม่ือนักเรียนลองแทนคาตัวแปรดวย 162
ถา้ คาดเดาว่า n = 163 จะไดส มการทเ่ี ปน จรงิ หรอื สมการทเ่ี ปน เทจ็
ลองแทนคา่ จะได้ 2(163) + 1 = 326 + 1 (แนวตอบ สมการที่เปน เท็จ)
= 327 ทาำ ให้สมการเป็นจริง • เม่ือนักเรียนลองแทนคาตัวแปรดวย 163
ดงั น้นั คาำ ตอบของสมการคือ 163 จะไดส มการทเี่ ปน จรงิ หรอื สมการทเี่ ปน เทจ็
นน่ั คือ รูปในลาำ ดบั ที ่ 163 จะมีจำานวนของรูปสีเ่ หลี่ยมเทา่ กับ 327 รปู (แนวตอบ สมการท่เี ปน จรงิ )
• คําตอบของสมการเปน เทาไร
วธิ ีที่ 2 จดั รูปตามความสัมพันธ์และใชค้ วามหมายของสมการ (แนวตอบ n = 163)
จาก 2n + 1 = 326 + 1 เขียนในรปู การบวกของ 1
= 2(163) + 1 เขียนในรปู การคณู ของ 2 9. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 5.1 ขอ 2.
จะไดว้ ่า n = 163 เมื่อเสร็จแลวครูและนักเรียนรวมกันเฉลย
ดังน้นั รปู ในลาำ ดบั ที่ 163 จะมจี าำ นวนของรปู ส่เี หลี่ยมเทา่ กับ 327 รูป คาํ ตอบ
• สมการเป็นประโยคท่ีแสดงการเท่ากนั ของจาำ นวน 10. ครูกลา วทบทวน ดงั น้ี
ใชส้ ญั ลกั ษณ์ “ = ” เพือ่ แสดงการเทา่ กนั - สมการเปนประโยคที่แสดงการเทากัน
• สมการที่เปน็ จริง คือ สมการที่มีจาำ นวนทางด้านซา้ ยและมีจาำ นวนทางด้านขวา ของจํานวน ใชสัญลักษณ “=” เพ่ือแสดง
ของสัญลักษณ์ “ = ” มคี ่าเทา่ กัน การเทากนั
• สมการอาจมหี รอื ไมม่ ีตัวแปร - สมการที่เปนจริง คือ สมการที่มีจํานวน
ทางดานซายและมีจํานวนทางดานขวา
ของเครอื่ งหมาย “=” มคี าเทากัน
- สมการอาจจะมตี วั แปรหรอื ไมม ตี วั แปรกไ็ ด
189
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
จาํ นวนในขอ ใดมคี วามสัมพันธล ดลงทีละ 3 ครูควรชี้แนะใหนักเรียนสังเกตแบบรูปของจํานวนท่ีเพ่ิมครั้งละเทาๆ กัน
1. 14, 16, 18, 20 กับความสมั พันธร ะหวางลาํ ดบั ทก่ี บั จาํ นวน เชน
2. 29, 25, 20, 18
3. 30, 28, 26, 24 3, 5, 7, 9, 11, … กับ 2n + 1
4. 45, 42, 39, 36 3, 6, 9, 12, … กับ 3n
(เฉลยคําตอบ 1. 14 +2 16 +2 18 +2 20 เพิม่ ขึ้นทีละ 2 4, 8, 12, 16, … กับ 4n
2. 29 -4 25 -5 20 -2 18 ลดลงไมเทากัน และใหนักเรยี นสรุปความสมั พนั ธระหวางจาํ นวนท่เี พิ่มขน้ึ กับตัวแปร n
3. 30 -2 28 -2 26 -2 24 ลดลงทลี ะ 2
4. 45 -3 42 -3 39 -3 36 ลดลงทลี ะ 3 T203
ดงั นน้ั คําตอบ คือ ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน ตกัวอาำ หยา่นงดทต่ี า6รางแสดงความสมั พันธ์ระหว่างจำานวนเงินดอลลา1ร์ ซ่งึ เปน็ เงนิ ของประเทศ
สหรฐั อเมริกาและจำานวนเงนิ บาทไทยในวนั หนึง่ (กำาหนดให้ 1 ดอลลารส์ หรฐั มีคา่ ประมาณ
เขา้ ใจ (Understanding) 34 บาท) เปน็ ดังน้ี
11. ใหน กั เรยี นศกึ ษาตวั อยา งที่ 6 ในหนงั สอื เรยี น จาำ นวนเงนิ (ดอลลาร์) 1 2 3 4 ... 28 ... n
หนา 190-191 หลังจากน้ันครูถามคําถาม
ดังน้ี จำานวนเงิน (บาท) 34 68 102 136 ...
• นักเรียนคิดวา ตารางแสดงความสัมพันธ
ระหวางจํานวนเงินดอลลารและจํานวน (อัตราแลกเปล่ียนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 2 พ.ค. 2560)
เงินบาท มีความซับซอนหรือไม เพราะ
เหตุใด 1) จงเขียนความสัมพันธร์ ะหว่างจาำ นวนเงินดอลลาร์กบั จำานวนเงินบาท ถา้ ให้ n แทนจาำ นวน
(แนวตอบ ไมซับซอน เพราะวาจํานวนเงิน เงนิ ดอลลาร์
ทง้ั สองสกลุ เขยี นเปน อตั ราสว นได ซงึ่ เทา กบั 2) ถา้ มเี งินจาำ นวน 28 ดอลลาร์ จะแลกเงนิ บาทไดก้ บ่ี าท
1 ดอลลาร : 34 บาท หรอื อตั ราสวนเงนิ 3) ถ้ามีเงนิ บาท 238 บาท จงเขยี นสมการและหาจำานวนเงินดอลลารท์ ีแ่ ลกได้
ดอลลารตอเงินบาท เทากบั 1 : 34) วิธีทำา 1) จากตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจาำ นวนเงินดอลลาร์กบั จาำ นวนเงินบาท
• วธิ กี ารหาคาํ ตอบในแตล ะขอ ยงุ ยากหรอื ไม
(แนวตอบ ไมย ุง ยาก) ที่กำาหนดให้ เขียนแสดงจำานวนบาทในรูปการคูณของ 34 กบั จาำ นวนดอลลาร์ได้
ดังตารางต่อไปน้ี
จาำ นวนเงิน (ดอลลาร)์ 1 2 3 4 ... n
จาำ นวนเงิน (บาท) 34 68 102 136 ... 34 × n
เทา่ กับ เทา่ กับ เทา่ กบั เท่ากับ
34 × 1 34 × 2 34 × 3 34 × 4
ดงั น้นั ความสมั พนั ธ์ระหว่างจาำ นวนเงินดอลลารก์ ับจำานวนเงินบาท
เทา่ กบั 34 × n = 34n เมอื่ n แทนจาำ นวนเงินดอลลาร์
2) จากความสัมพนั ธ์ในขอ้ 1) หาจำานวนเงนิ 28 ดอลลารท์ ี่แลกเป็นเงนิ บาท
โดยแทนคา่ n ในความสัมพนั ธ์ 34 × n ดว้ ย 28
จะได ้ 34 × n = 34 × 28
= 952
ดงั นั้น จาำ นวนเงนิ 28 ดอลลารแ์ ลกเปน็ เงินบาทได้ 952 บาท
3) หาจาำ นวนเงินทแี่ ลกเปน็ เงินดอลลาร์ โดยนำาความสมั พันธ์ในขอ้ 1) และ
จำานวนเงนิ 238 บาท เขยี นสมการได้ ดังนี้
34 × n = 238
190
นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
กําหนดตารางแสดงความสัมพันธระหวางลําดับท่ีกับจํานวน
1 ดอลลาร (Dollas ; $) เปนชอ่ื สกลุ เงนิ ตราของสหรัฐอเมริกา หรอื ท่เี รยี กวา ดังนี้
ดอลลารส หรัฐ (USD)
ลาํ ดบั ที่ 1 2 3 4 5 ... n
บูรณาการอาเซียน จาํ นวน 3 5 9 17 33 ...
ใหนักเรียนจัดกลุม กลุม 9 คน คนควาเพิ่มเติม เร่ืองอัตราแลกเปล่ียน เขียนความสัมพันธระหวางลําดับท่ีกับจํานวนไดตามขอใด
เงนิ ตราตางประเทศในประชาคมอาเซยี น โดยใหจัดทําเปน ใบความรู พรอ มทั้ง ถา ให n แทนลําดบั ท่ี
นําเสนอหนา ช้ันเรียน
1. n + 2 2. 2n + 1 3. n2 + 1 4. 2n + 1
T204 (เฉลยคาํ ตอบ
1. n + 2 จะไดจาํ นวนของแบบรูปเปน 3, 4, 5, 6, 7, ...
2. 2n + 1 จะไดจํานวนของแบบรูปเปน 3, 5, 7, 9, 11, ...
3. n2 + 1 จะไดจ ํานวนของแบบรปู เปน 2, 5, 10, 17, 26, ...
4. 2n + 1 จะไดจาํ นวนของแบบรูปเปน 3, 5, 9, 17, 33, ...
ดังน้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลองแทนคา่ n ด้วย 7 จะได้ ขน้ั สอน
34 × 7 = 238 ทำาใหส้ มการเป็นจรงิ
ดงั น้ัน จาำ นวนเงิน 238 บาท แลกเปน็ เงินดอลลาร์ได้ 7 ดอลลาร์ ตอบ เขา ใจ (Understanding)
ลองทําดู 12. ครูใหนักเรียนแตละคนทํา “ลองทําดู” ใน
หนังสือเรียน หนา 191 หลังจากน้ันครู
จงเขยี นตารางแสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างจำานวนเงนิ ยโู รกบั จำานวนเงนิ บาทไทย และนักเรยี นรวมกันเฉลยคําตอบ
ถา้ ให้ n แทนจำานวนเงินยโู รและกำาหนด 1 ยูโร มีค่าประมาณ 37 บาท
13. ครูกลาวสรปุ วา “เราจะเรียกสมการ
(อตั ราแลกเปล่ยี นระหวา่ งประเทศ ณ วันที่ 2 พ.ค. 2560) 2n + 1 = 327 และ 34 × n = 238
วา สมการเชงิ เสนตัวแปรเดียว”
จากตวั อย่างขา้ งต้นทศ่ี ึกษามาแลว้ นกั เรยี นจะเหน็ ว่า
สมการ 2n + 1 = 327 และ 34 × n = 238 เป็นสมการที่มเี ลขชก้ี ำาลงั ของตวั แปร n 14. ครูแจกใบงานที่ 5.1 เรือ่ ง แบบรูปและความ
เ ทา่ กันคจะือเ ร1ียกสมการ 2n + 1 = 327 และ 34 × n = 238 วา่ สมการเชงิ เส1น้ ตวั แปรเดยี ว สัมพันธของจํานวน ใหนักเรียนทํา จากน้ัน
ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบใบงาน
แบบฝึกทักษะ 5.1 ท่ี 5.1
ระดับ พน้ื ฐาน
1. จงเขียนจำานวนถัดไปอกี สามจาำ นวนของแบบรูปท่กี าำ หนดให้ต่อไปน้ี
1) 2, 4, 6, 8, ... 2) 10, 12, 14, ...
3) 5, 8, 11, ... 4) 9, 6, 3, 0, ...
5) 21, 18, 15, 12, ... 6) 1 × 2, 2 × 3, 3 × 4, 4 × 5, ...
7) 21, 15, 9, 3, ... 8) 1, 10, 100, 1000, ...
10) 1, 3, 9, 27, ...
9) 1, 21 , 14 , 81 , ...
2. จงเขยี นรูปถดั ไปอกี สามรูปของแต่ละแบบรูปตอ่ ไปนี้
1)
2)
191
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET นักเรียนควรรู
40 44 48 56 จาํ นวนในขอ ใดมคี วามสัมพนั ธตาม 1 สมการเชิงเสน (Linear Equation) เปนสมการท่ีมีตัวแปรเพียง 1 ตัว
แบบรูปทกี่ ําหนด และมีเลขช้ีกําลงั เทากับ 1 เชน
1. 50, 58 มีความสัมพนั ธแ บบเพิ่มขน้ึ ทีละ 2 2x + 3 = 0 , 52x - 7 = 4 เปน ตน
2. 51, 61 มคี วามสมั พนั ธแบบเพิ่มขึน้ ทลี ะ 3
3. 52, 60 มีความสมั พนั ธแ บบเพม่ิ ขึ้นทีละ 4 สอื่ Digital
4. 53, 61 มีความสมั พันธแบบเพม่ิ ขน้ึ ทีละ 5
(เฉลยคาํ ตอบ 40 44 48 56 จาํ นวนในแบบรปู เพม่ิ ขนึ้ เรียนรูเพิ่มเตมิ เร่อื ง เศษสวน จากภาพยนตรสารคดีส้ัน เรื่อง อตั ราสว น :
ครั้งละ 4 เขียนเปน การแลกเปล่ียนเงินตางประเทศ ไดที่ https://www.twig-aksorn.com/film/
ratios-currency-exchange-8454/
40 +4 44 +4 48 +4 52 +4 56 +4 60
T205
จาํ นวนท่ีหายไป คอื 52 และ 60 จงึ เพิ่มขึ้นทลี ะ 4
ดังน้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 3)
เขา้ ใจ (Understanding) ระดบั กลาง
15. ครูใหน กั เรียนทําแบบฝก ทกั ษะ 5.1 ขอ 3.-6. 3. จงหาจา� นวนในลา� ดับท่ี 20 และเขยี นความสัมพนั ธ์ระหว่างล�าดับที่กับจา� นวนในลา� ดับที่ n
ในหนงั สอื เรยี น หนา 192-193 เปน การบา น ของแบบรูปทก่ี า� หนดให้
1) 3, 6, 9, 12, ...
ลงมอื ทาํ (Doing) 2) 12, 22, 32, 42, ...
3) 21 , 32 , 34 , 54, ...
ครูใหนักเรียนจัดกลุม กลุมละ 4 คน คละ 4) (4 × 1) + 1, (4 × 2) + 2, (4 × 3) + 3, (4 × 4) + 4, ...
ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวทํากิจกรรม 5) (1 + 1)2, (2 + 1)2, (3 + 1)2, (4 + 1)2, ...
ดงั น้ี
4. จงพิจารณาแบบรปู ทก่ี �าหนดให้ แล้วตอบคา� ถามต่อไปนี้
- ใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันทําแบบฝก (1 + 1) + 2, (2 + 2) + 2, (3 + 3) + 2, (4 + 4) + 2
ทักษะ 5.1 ขอ 7. โดยเขียนลงในสมุด
ของตนเอง 1) จงเขียนจา� นวนตอ่ ไปอีก 6 จา� นวน จากแบบรปู ทีก่ �าหนด
2) จงหาผลบวกของจ�านวนแต่ละจา� นวนในแบบรปู แล้วเขยี นแบบรูปของผลบวกทไี่ ด้
- จากน้ันใหนักเรียนแลกเปล่ียนความรู 3) จงพิจารณาตารางแสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งลา� ดับท่กี บั จา� นวนที่ก�าหนด แลว้ เขียน
ภายในกลมุ ของตนเอง และสนทนาซกั ถาม
เกี่ยวกับวิธีการหาคําตอบ จนเปนที่เขาใจ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างลา� ดับที่ n และจ�านวน
รวมกนั
- ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนา
ชั้นเรียน โดยเพ่ือนกลุมที่เหลือคอย
ตรวจสอบความถกู ตอ ง
ลา� ดับท่ี 1 2 3 4
จ�านวน (1 + 1) + 2 (2 + 2) + 2 (3 + 3) + 2 (4 + 4) + 2
5. จงพจิ ารณาตารางแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลา� ดบั ทแ่ี ละจา� นวนทก่ี า� หนดให้ แลว้ ตอบคา� ถาม
ต่อไปน้ี
ลา� ดับที่ 1 2 3 4 5 6
จา� นวน 5 4 3 0
1) จงเติมตารางให้สมบูรณ์
2) จงเขียนสมการแสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างลา� ดับท่ี n และจา� นวน
192
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET n เปน 1100n+n1
ความสมั พนั ธร ะหวา งลาํ ดบั ทกี่ บั จาํ นวนในลาํ ดบั ที่
ในแบบฝกทักษะท่ี 5.1 ครูควรช้ีแนะโจทยขอ 2. ใหนักเรียนพิจารณารูป จาํ นวนในลาํ ดับท่ี 4 คอื ขอ ใด
เรขาคณิตเปน แบบรูปของจํานวนและเขียนรปู ถดั ไป เชน ขอ 1) เปน รูปสเี่ หลีย่ ม 1. 0.0001
จตั ุรัสโดยมคี วามยาวดา น 1, 2, 3, 4, 5, 6 เปน ตน 2. 0.001
3. 0.01
4. 0.1
45เป=น 0.11100nn+1
(เฉลยคําตอบ แบบรปู ของความสมั พนั ธ n
10
จาํ นวนในลําดบั ที่ 4 คือ 10
ดงั น้ัน คําตอบ คอื ขอ 4.)
T206
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
6. สมชายใชเ้ วลาอ่านหนงั สอื เล่มหนงึ่ ไปแล้ว 7 วัน แตย่ งั อา่ นไม่จบ และเขาบนั ทึกจาำ นวนวัน ขนั้ สรปุ
และจาำ นวนหนา้ ทั้งหมดทอี่ า่ นได้ ดงั ตาราง
จำานวนวัน 1 2 3 4 5 6 ... n ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
จาำ นวนหน้าท้ังหมด 3 5 7 9 11 13 ... นักเรยี น ดงั น้ี
จงตอบคาำ ถามตอ่ ไปน้ี • แบบรปู คืออะไร
1) ให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างจาำ นวนวันและจาำ นวนหน้าทั้งหมดทอ่ี ่านหนังสือได้ (แนวตอบ เปนการแสดงความสัมพันธของ
สงิ่ ตา งๆ ทม่ี ลี กั ษณะสาํ คญั บางอยา งรว มกนั
ถ้าให ้ n แทนจำานวนวนั จำานวนหน้าทง้ั หมดทอ่ี ่านไดใ้ นเวลา n วนั เทา่ กบั เท่าใด อยางมีเง่ือนไข ตองใชการสังเกต การ
2) เมื่อสมชายอา่ นหนังสือผา่ นไป 12 วัน แต่ยงั อ่านไม่จบ และยังเหลอื อีก 8 หน้าท่ียัง วิเคราะห เพื่อหาเหตุผลมาสนับสนุนและ
หาบทสรุปเพือ่ อธบิ ายความสัมพันธน ้นั )
ไมไ่ ด้อ่าน จงหาว่าหนังสือเลม่ นัน้ มกี ีห่ นา้
• ความสมั พนั ธ หมายถงึ อะไร
ระดับ ทา้ ทาย (แนวตอบ ความเกย่ี วขอ ง เชน นดิ และหนอ ย
มคี วามสัมพนั ธท เ่ี ปน พี่นองกัน)
7. จงพิจารณาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งลาำ ดับทข่ี องรูป จำานวนรูปสเ่ี หล่ยี มที่แรเงา และจาำ นวน
รปู สีเ่ หลีย่ มท้ังหมด แล้วตอบคาำ ถามตอ่ ไปน้ี • สมการ คอื อะไร
(แนวตอบ เปนประโยคสัญลักษณทาง
รปู ท่ ี 1 รปู ท ่ี 2 รปู ที่ 3 รูปที่ 4 คณิตศาสตรที่แสดงการเทากันของจํานวน
โดยใชส ัญลกั ษณ “=” แสดงการเทากัน)
รูปท่ี 1 2 3 4 ... n
จำานวนรูปสี่เหล่ียมท่ีแรเงา 2 4 6 8 • สมการทีเ่ ปนจรงิ คอื อะไร
จำานวนรปู สีเ่ หลี่ยมทงั้ หมด 4 6 8 10 (แนวตอบ สมการที่มีจํานวนทางดานซาย
และมีจํานวนทางดานขวาของเคร่ืองหมาย
1) รูปท ี่ n มีจาำ นวนรปู ส่ีเหลย่ี มทีแ่ รเงากี่รปู “=” มคี าเทากนั )
2) รูปท ี่ n มีจาำ นวนรูปส่เี หล่ียมทง้ั หมดกีร่ ปู
3) รปู ท่ ี 15 มีจำานวนรปู สเี่ หล่ียมทแ่ี รเงาก่รี ูป • คาํ ตอบของสมการ หมายถงึ อะไร
4) รูปที่ 25 มจี ำานวนรูปสเี่ หลยี่ มท้ังหมดกรี่ ูป (แนวตอบ จํานวนท่ีแทนตัวไมทราบคาหรือ
5) จงเขยี นสมการเพื่อหาว่ารปู ลำาดับที่เท่าใด มีจำานวนรปู สเ่ี หล่ียมท่แี รเงาท้ังหมด 40 รูป แทนคาตัวแปรในสมการแลวทําใหสมการ
6) จงเขียนสมการเพ่อื หาว่ารปู ลำาดบั ทีเ่ ท่าใด มจี ำานวนรปู สเี่ หล่ียมทั้งหมด 82 รูป เปน จริง)
193 ขน้ั ประเมนิ
1. ครูตรวจใบงานท่ี 5.1
2. ครตู รวจแบบฝกทกั ษะ 5.1
3. ครูประเมนิ การนาํ เสนอผลงาน
4. ครูสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล
5. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ
6. ครูสังเกตคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
จากภาพท่ีกําหนด
รปู ที่ 1 รูปที่ 2 รปู ท่ี 3 รปู ที่ n จะมีจาํ นวนรูป ครูควรใชคําถามเพื่อเนนย้ําการเขียนรูปท่ัวไปของแบบรูปของจํานวนใน
สเ่ี หลี่ยมจัตุรัสตรงกับ โจทยขอตา งๆ ในแบบฝกทกั ษะที่ 5.1 เชน
ขอ ใด
ขอ 6. แบบรูปของจํานวน 3, 5, 7, 9, 11, … มีความสัมพันธอยางไร
1. n 2. 2n 3. n + 4 4. n2 รปู ทว่ั ไปเปนอยา งไร
(เฉลยคาํ ตอบ ขอ 7. แบบรูปของ 2, 4, 6, 8, … และแบบรูปของ 4, 6, 8, 10, …
รปู ลาํ ดบั ท่ี 1 มีรูปสเ่ี หลย่ี มจตั รุ ัสความยาวดา นละ 1 หนว ย 1 รูป มีความสมั พนั ธกนั อยา งไร เปน พหุคณู ของจํานวนใด มีรปู ทว่ั ไปเปน อยา งไร
รูปลาํ ดับที่ 2 มรี ูปส่ีเหลีย่ มจัตรุ สั ความยาวดานละ 1 หนวย 4 รูป
รปู ลําดบั ท่ี 3 มีรูปส่ีเหลย่ี มจัตุรสั ความยาวดานละ 1 หนวย 9 รปู T207
รูปลําดับท่ี n มีรปู สเ่ี หล่ียมจตั รุ ัสความยาวดานละ 1 หนวย n2 รูป
ความสัมพันธระหวางลําดับที่ของรูปกับจํานวนรูปส่ีเหลี่ยม
จัตุรสั ทง้ั หมดเปน n2
ดังนน้ั คําตอบ คอื ขอ 4.)
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 5.2 คําตอบของสมการเชิงเสน ตัวแปรเดยี ว
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) จงพจิ ารณาขอ้ ความต่อไปน้ี
หอ้ งเรยี นหอ้ งหนงึ่ มนี กั เรยี นอยจู่ าำ นวนหนงึ่ ตอ่ มามนี กั เรยี นเขา้ มาในหอ้ งเรยี นนอ้ี กี สองคน
1. ครูทบทวนความรูเรื่องแบบรูปและความ เม่ือนบั จำานวนนกั เรียนในห้องอกี คร้ังหน่งึ พบวา่ มนี กั เรยี นท้งั หมดแปดคน
สมั พนั ธ ถา้ ใหเ้ ดิมมนี กั เรยี นในห้องอย่ ู x คน จะเขียนประโยคสัญลักษณแ์ ทนข้อความดงั กล่าวเป็น
สมการได้ดังน้ี x + 2 = 8 เปน็ สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและม ี x เปน็ ตวั แปร
2. ครแู จกใบงานท่ี 5.2 เรอื่ ง สมการทเ่ี ปน จรงิ หรอื
สมการท่ีเปนเท็จ ใหนักเรียนทําเพ่ือทบทวน จงพจิ ารณาประโยคภาษาตอ่ ไปน้ี
ความรู เมื่อนักเรียนทําเสร็จแลว ครูและ สองเท่าของจำานวนจำานวนหนึ่งรวมกบั หนึง่ ได้ผลลพั ธ์เทา่ กับหา้
นักเรียนรวมกันเฉลยคาํ ตอบใบงานที่ 5.2 ถ้าให้ a แทนจำานวนจำานวนหนึ่ง จะเขียนประโยคสัญลักษณ์แทนประโยคภาษาดังกล่าว
เปน็ สมการได ้ ดังน้ ี 2a + 1 = 5 เป็นสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียวและม ี a เปน็ ตัวแปร
ขนั้ สอน
รู้ (Knowing)
1. ครูกลาวแนะนําสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว
ดงั น้ี
“สมการเชิงเสนตัวแปรเดียว คือ สมการที่
อยูในรูป ax + b = 0 เมอ่ื a, b เปน จํานวน
ใดๆ และ a 0” แลวยกตัวอยางสมการ สมการทอ่ี ยู่ในรูป ax + b = 0 เมือ่ a, b เป็นจาำ นวนใด ๆ และ a ≠ 0 เรียกว่า
ตอไปน้ีบนกระดาน “สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว”
1) x + 2 = 8 2) 2a + 1 = 5 พจิ ารณาสมการ x + 2 = 8
3) xy - 3 = 5 ถ้าแทนค่า x ด้วย 6 ในสมการ
จากนัน้ ครูถามคาํ ถาม ดงั น้ี จะได ้ 6 + 2 = 8 ทาำ ใหส้ มการเปน็ จริง
• สมการในขอใดบางท่ีเปนสมการเชิงเสน เรยี ก 6 ว่าเปน็ คาำ ตอบของสมการ x + 2 = 8
ตัวแปรเดยี ว
(แนวตอบ สมการขอ 1) และขอ 2)) พิจารณาสมการ 2a + 1 = 5
ถา้ แทนค่า a ด้วย 2 ในสมการ
2. จากสมการ x + 2 = 8 ครูลองใหนกั เรียนแทน จะได้ (2 × 2) + 1 = 5 ทำาให้สมการเป็นจริง
คาตวั แปร ดงั นี้
• แทนคา ตวั แปรดว ย 5 จะไดส มการทเี่ ปน จรงิ เรยี ก 2 วา่ เป็นคำาตอบของสมการ 2a + 1 = 5
หรอื ไม (แนวตอบ ไมเ ปน จริง) จำานวนท่แี ทนค่าของตวั แปรทีป่ รากฏอยู่ในสมการ แลว้ ทำาใหส้ มการเป็นจริง เรียกว่า
• แทนคา ตวั แปรดว ย 6 จะไดส มการทเ่ี ปน จรงิ “คาำ ตอบของสมการ”
หรือไม (แนวตอบ เปน จรงิ )
จากนั้นครูบอกนักเรียนวา “จํานวนท่ีแทนคา
ของตัวแปรที่ปรากฏอยูในสมการ แลวทําให
สมการเปนจริง เรียกวา คําตอบของสมการ
ดังน้นั สมการ x + 2 = 8 มี 6 เปนคําตอบ
ของสมการ และสมการ 2a + 1 = 5 มี 2 เปน
คําตอบของสมการ” 194
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
5 ไมเปนคาํ ตอบของสมการใด
2. 3215 x = 3
1. x + 9 = 9 + x 3. 2x + 6 = -4 4. -12x = -60
(เฉลยคําตอบ 1. เปนคําตอบ เพราะ x + 9 = 9 + x 3. ไมเ ปน คาํ ตอบ เพราะ 2x + 6 = -4
5+9 = 9+5 2x = -10
x = -5
2. เปน คาํ ตอบ เพราะ 2351 x = 3 2315 4. เปน คาํ ตอบ เพราะ -12x = -60
x = 3 x = --6120
= 5 × =5
x
ดงั นั้น คําตอบ คอื ขอ 3.)
T208
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตัวอยา่ งที่ 7 ขน้ั สอน
จงพจิ ารณาว่าจาำ นวนท่อี ยูใ่ นวงเล็บ [ ] ท้ายสมการ เปน็ คำาตอบของสมการหรอื ไม่ เขา้ ใจ (Understanding)
1) x + 8 = 15 [7] 2) xx4 - =6 1=4 1 3 [19]
3) 3x = 21 [9] 4) [60] 1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 7 ใน
วิธีทำา 1) จากสมการ x + 8 = 15 หนังสือเรียน หนา 195 แลวแลกเปล่ียน
แทนคา่ x ด้วย 7 ในสมการ ความรูกับคูของตนเอง จากนัน้ ครถู ามคําถาม
จะได ้ 7 + 8 = 15 ทาำ ให้สมการเป็นจริง วา
ดงั นัน้ 7 เป็นคาำ ตอบของสมการ x + 8 = 15 • นกั เรยี นคดิ วาตวั แปร x ท่ใี หหาคา เหมอื น
เรอ่ื งอะไรทน่ี กั เรยี นเคยเรยี นมาแลว ในระดบั
2) จากสมการ x - 6 = 13 ประถมศึกษา
แทนค่า x ด้วย 19 ในสมการ (แนวตอบ เรือ่ งตวั ไมท ราบคา )
จะได ้ 19 - 6 = 13 ทำาใหส้ มการเป็นจริง แลวใหน กั เรียนแตละคนทาํ “ลองทําดู”
ดงั นน้ั 19 เปน็ คาำ ตอบของสมการ x - 6 = 13
2. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําตอบ “ลอง
ทําด”ู
3) จากสมการ 3x = 21
แทนค่า x ด้วย 9 ในสมการ
จะได ้ 3 × 9 = 27 ทำาใหส้ มการเปน็ เท็จ
ดงั น้ัน 9 ไมเ่ ป็นคำาตอบของสมการ 3x = 21
4) จากสมการ x4 = 14
แทนคา่ x ด้วย 60 ในสมการ
ไม่เป็นคาำ ต อ บ64ข0อ ง=ส มก15า ร
จะได ้ 60 = 14 ทำาใหส้ มการเป็นเทจ็ ตอบ
ดงั นั้น x4
ลองทําดู
จงพิจารณาวา่ จาำ นวนทอี่ ยูใ่ นวงเลบ็ [ ] ท้ายสมการ เปน็ คำาตอบของสมการหรือไม่
1) x + 20 = 28 [8]
2) x - 15 = 20 [45]
3) 4x = 56
4) x7 = 9 [16]
[63]
195
สมการในขอใดมคี ําตอบเทา กบั คาํ ตอบของสมการ 2 (2x 3- 5) = 6 ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
3.
1. 2x + 25 = 11 2. 4(x - 9) = 3x + 13 3x 4- 7 = 2x 4. 32 x - 6 = 9
(เฉลยคาํ ตอบ
2 (22xx3--55) 32
= 6 2. 4x - 36 = 3x + 13 4. x -32 6 = 9
= 9 x = 13 + 36 x = 15
2x = 14 x = 49 x = 15 32
= 10 ×
x=7 63xx-4-174 42xx x
1. 2x + 25 = 11 3. =
2x = -14 =
x = -7 2x = 14
x=7
ดังนน้ั คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T209
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตวั อย่างท่ี 8
เขา ใจ (Understanding) จงหาคาำ ตอบของสมการตอ่ ไปน้ี โดยวธิ ีลองแทนค่าตัวแปร
1) x + 4 = 14 2) 2x - 1 = 9
3. ใหน กั เรยี นคูเดมิ ศึกษาตวั อยา งท่ี 8 ในหนังสอื
เรียน หนา 196 แลวแลกเปล่ียนความรูกับคู วิธที าำ 1) จากสมการ x + 4 = 14
ของตนเอง จากน้ันใหนักเรียนแตละคนทํา ลองแทนคา่ x ดว้ ย 10 ในสมการ
“ลองทําดู” แลวครูและนักเรียนรวมกันเฉลย จะได ้ 10 + 4 = 14 ทำาให้สมการเปน็ จรงิ
คาํ ตอบ ดังนนั้ คาำ ตอบของสมการ x + 4 = 14 คือ 10
4. ครูใหนักเรียนทํา Exercise 5.2 ขอ 1.-3. ใน 2) จากสมการ 2x - 1 = 9
แบบฝกหดั คณติ ศาสตรเ ปนการบา น ลองแทนค่า x ดว้ ย 5 ในสมการ
จะได้ 2(5) - 1 = 10 - 1
5. ครูกลาวทบทวนเกี่ยวกับสมการเชิงเสน = 9 ทำาให้สมการเปน็ จริง
ตัวแปรเดียววา “สมการเชิงเสนตัวแปรเดียว ดงั น้นั คาำ ตอบของสมการ 2x - 1 = 9 คอื 5 ตอบ
คอื สมการทอ่ี ยใู นรูป ax + b = 0 เมือ่ a, b
เปน จํานวนใดๆ และ a 0” ลองทําดู
6. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 9 ใน จงหาคำาตอบของสมการต่อไปน้ี โดยวธิ ลี องแทนคา่ ตวั แปร
หนงั สอื เรียน หนา 196-197 แลว แลกเปลยี่ น 1) x + 15 = 27 2) 3x + 1 = 34
ความรกู ับคูของตนเอง จากนั้นครถู ามคาํ ถาม
ดงั น้ี ตัวอย่างที่ 9
• จากตวั อยางท่ี 9 ขอ 1) คาํ ตอบของสมการ
เทากบั เทาไร จงหาคำาตอบของสมการตอ่ ไปนี้ โดยวธิ ีลองแทนค่าตัวแปร
(แนวตอบ x = 6) 1) x + 4 = 10 2) x + 5 = 5 + x 3) x + 3 = x + 4
• จากตวั อยางที่ 9 ขอ 2) เปนสมการเชงิ เสน ทาำ ให้สมการเปน็ จริง
ตวั แปรเดียวหรอื ไม เพราะเหตุใด วิธที าำ 1) จากสมการ x + 4 = 10
(แนวตอบ เปนสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว ลองแทนคา่ x ดว้ ย 6 ในสมการ ทาำ ใหส้ มการเปน็ จรงิ
เพราะมีตวั แปรเพยี งตัวเดียว) จะได้ 6 + 4 = 10 ทาำ ให้สมการเปน็ จรงิ
• จากตัวอยางท่ี 9 ขอ 2) คาํ ตอบของสมการ ดังนนั้ คาำ ตอบของสมการ x + 4 = 10 คือ 6
เทา กับเทา ไร
(แนวตอบ จาํ นวนใดๆ ทกุ จํานวน) 2) จากสมการ x + 5 = 5 + x
• จากตวั อยา งที่ 9 ขอ 3) ทาํ ไมจงึ ไมม คี าํ ตอบ ลองแทนคา่ x ดว้ ย -4 ในสมการ
ของสมการ จะได ้ x + 5 = (-4) + 5 = 1
(แนวตอบ เพราะไมมีจํานวนใดๆ ที่แทน และ 5 + x = 5 + (-4) = 1
คา x แลวทําใหส มการเปนจรงิ ) ลองแทนค่า x ด้วย 7 ในสมการ
จะได ้ x + 5 = 7 + 5 = 12
และ 5 + x = 5 + 7 = 12
196
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
3 เปนคําตอบของสมการใด
3. 34 x + 5 = 9
1. 7(x + 6) = 21 2. 3(x - 4) = 2(x - 5) 4. 5x - 8 = 12
(เฉลยคําตอบ 1. ไมเปน คําตอบ เพราะ 7(x + 6) = 21 3. เปนคําตอบ เพราะ 43 x +5 = 9
3271 34 x = 4
x+6 = x = 4 × 43
x+6 =
x = 3-6
x = -3 x=3
2. ไมเปนคําตอบ เพราะ 3(x - 4) = 2(x - 5) 4. ไมเปนคําตอบ เพราะ 5x - 8 = 12
3x - 12 = 2x - 10 5x = 20
x=2 x=4
T210 ดังน้ัน คําตอบ คอื ขอ 3.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลองแทนค่า x ด้วย 10 ในสมการ ขน้ั สอน
จะได้ x + 5 = 10 + 5 = 15
และ 5 + x = 5 + 10 = 15 ทาำ ใหส้ มการเป็นจรงิ เขา้ ใจ (Understanding)
จ ะเห็นวา่ เมื่อแทนค่า x ด้วยจำานวนที่ไมเ่ ท่ากันสามจาำ นวน ในสมการ
x + 5 = 5 + x แลว้ ทำาให้สมการเปน็ จรงิ เสมอ และจากสมการ x + 5 = 5 + x 7. ครูใหนักเรียนแตละคนทํา “ลองทําดู” ใน
เปน็ ไปตามสมบตั กิ ารสลับท่ีสำาหรับการบวก หนังสือเรียน หนา 197 แลวครูและนักเรียน
ดงั น้นั คำาตอบของสมการ x + 5 = 5 + x คอื จำานวนใด ๆ ทุกจาำ นวน รว มกันเฉลยคาํ ตอบ
3) จากสมการ x + 3 = x + 4 8. ครูและนักเรยี นรวมกันสรุปวา สมการเชงิ เสน
ลองแทนค่า x ดว้ ย -7 ในสมการ ตัวแปรเดียวสามารถจัดตามลักษณะคําตอบ
จะได ้ x + 3 = (-7) + 3 = -4 ของสมการได 3 แบบ ดังน้ี
และ x + 4 = (-7) + 4 = -3 ทาำ ใหส้ มการเปน็ เท็จ 1) สมการที่มีจํานวนบางจํานวนเปนคําตอบ
ลองแทนค่า x ดว้ ย 1 ในสมการ (ดงั ตัวอยา งที่ 9 ขอ 1))
จะได ้ x + 3 = 1 + 3 = 4 2) สมการท่ีมีคําตอบทุกจํานวนเปนคําตอบ
และ x + 4 = 1 + 4 = 5 ทาำ ใหส้ มการเป็นเท็จ (ดังตัวอยา งที่ 9 ขอ 2))
3) สมการที่ไมมีจํานวนใดเปนคําตอบ
(ดงั ตวั อยา งท่ี 9 ขอ 3))
ลองแทนค่า x ด้วย 9 ในสมการ
จะได ้ x + 3 = 9 + 3 = 12
และ x + 4 = 9 + 4 = 13 ทำาใหส้ มการเป็นเท็จ
จะเห็นวา่ เม่อื แทนค่า x ด้วยจำานวนที่ไมเ่ ท่ากนั สามจำานวน ในสมการ
x + 3 = x + 4 แล้วทำาให้สมการเปน็ เทจ็ เสมอ และจากสมบตั ิการบวกของจำานวน
สองจำานวนใด ๆ เม่ือตัวบวกเพิ่มข้ึนจะทำาใหผ้ ลบวกเพิม่ ข้นึ ดว้ ย
จึงสรุปไดว้ า่ x + 4 ต้องมากกว่า x + 3
ดังนนั้ ไม่มคี าำ ตอบของสมการ x + 3 = x + 4 ตอบ
ลองทําดู
จงหาคำาตอบของสมการตอ่ ไปนี้ โดยวธิ ีแทนคา่ ตัวแปร
1) x + 9 = 15 2) x + x = 2x 3) x - 2 = x - 3
สมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดยี วสามารถจดั ตามลกั ษณะคาำ ตอบของสมการได ้ 3 แบบ ดงั น้ี
1. สมการท่ีมจี ำานวนบางจำานวนเป็นคำาตอบ
2. สมการทีม่ ีจำานวนทกุ จาำ นวนเป็นคำาตอบ
3. สมการที่ไมม่ จี าำ นวนใดเป็นคำาตอบ
197
จาํ นวนท่กี าํ หนดในวงเล็บในแตล ะขอ จาํ นวนในขอใดเปนคาํ ตอบของสมการ ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
1. -6x2+ 5 + 7 = 2 2 12 2. - 13 x + 24 = 4(x - 1) 5 52
3. 12 x + 31 x + 14 x = x - 5 - 12 4. -5 + 45 x = - 12 (x - 2) 1 14
(เฉลยคาํ ตอบ การหาคาํ ตอบใหแ ทนคา ตัวแปรจะไดค าํ ตอบของสมการ
-2562x2++ 5 2. -31 257 + 24 = 4 257 - 1 4. -5 + 54 54 = -21 45 - 2
1. 5 + 7 = 2 -59 + 24 = 4 252 -5 +1 = 38-21 -43
-6 + 7 = 2 1151 = 858 สมการเปน เท็จ -4 = สมการเปนเท็จ
-152+ 5 + 7 = 2 3. 12 -21 + 13 -21 + 14 -21 = -21 - 5 ดังน้นั คาํ ตอบ คือ ขอ 1.)
-5 + 7 = 2
2 = 2 สมการเปน จริง -6 -244 -3 --112211
-2143 =
= สมการเปนเท็จ T211
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน แบบฝึกทักษะ 5.2
เขา้ ใจ (Understanding) ระดับ พืน้ ฐาน
9. ครใู หน กั เรียนทาํ แบบฝก ทกั ษะ 5.2 ขอ 1.-2. 1. จงพิจารณาวา่ ตัวแปรทป่ี รากฏในสมการในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปนี้ คอื อะไร
และทาํ Exercise 5.2 ขอ 4. ในแบบฝก หดั 1) a + 7 = 9 2) 3 + x = 12 3) 5m = 18
คณิตศาสตร จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน 5) b +3 1 = 4 6) y +5 3 = 5
เฉลยคาํ ตอบ 4) 2a - 7 = 10
10. ใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 5.2 ขอ 3.-6. 2. จงพิจารณาว่า สมการทกี่ าำ หนดให้ในตารางเป็นสมการทอี่ ยู่ในรปู ax + b = 0 เม่อื a, b
เปนการบาน เปน็ จำานวนใด ๆ และเมื่อ a ≠ 0 หรอื ไม่
ลงมอื ทาํ (Doing) ลำาดับท่ี สมการ อยู่ในรูป ax + b = 0 คา่ ของ a และ b เปน็ สมการเชงิ เสน้
ตัวแปรเดียว
ครูใหนักเรียนจัดกลุม กลุมละ 4 คน คละ
ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวทํากิจกรรม 1 3x + 142 = 0 ✓ a = 3 และ b = 2 ✓
ดงั น้ี 2 x2 =
- ใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันทําแบบฝก 3 4x - 2 = 0
ทักษะ 5.2 ขอ 7. โดยเขียนลงในสมุดของ
ตนเอง 4 2x + 1 = 0
- จากน้ันใหนักเรียนแลกเปลี่ยนความรู 5 7x - 5 = 0
ภายในกลมุ ของตนเอง และสนทนาซกั ถาม
เก่ียวกับวิธีการหาคําตอบ จนเปนท่ีเขาใจ 6 x-9 =0
รวมกนั
7 x2 = 9
- ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนา
ชั้นเรียน โดยเพื่อนกลุมที่เหลือคอย 8 4x + 6 = 1
ตรวจสอบความถกู ตอง
3. จงพิจารณาสมการ 2a = 22 แล้วตอบคำาถามต่อไปน้ี
1) ตัวแปรในสมการทีก่ าำ หนดคอื อะไร
2) ถา้ แทน a ด้วย 10 จะได้สมการเป็นจริงหรอื เท็จ
3) ถา้ แทน a ด้วย 11 จะได้สมการเป็นจริงหรือเทจ็
4) คำาตอบของสมการคอื จำานวนใด
198 ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
นักเรียนควรรู 3(x - 2) = -5(2x - 4) จงหาคาของ x
1. 0 2. 1
1 x2 = 4 คือ สมการกําลังสอง หรอื เรียกอกี อยางวา พาราโบลา 3. 2 4. 4
(เฉลยคําตอบ 3(x - 2) = -5(2x - 4)
T212 3x - 6 = -10x + 20
3x + 10x = 20 + 6
13x = 26
x = 2163 = 2
ดังนน้ั คาํ ตอบ คอื ขอ 3.)
นาํ สอน สรุป ประเมิน
ระดบั กลาง ขนั้ สรปุ
4. จงพิจารณาว่าจาำ นวนท่ีให้ไวใ้ นวงเลบ็ [ ] ท้ายสมการ เปน็ คำาตอบของสมการนัน้ หรือไม่ ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ
นักเรยี น ดังนี้
1) x + 3 = 29 [26] 2) a - 10 = 5 [15]
3y6b ++4= 3x22 1 == 21 0 [216] • สมการท่ีมีจํานวนบางจํานวนเปนคําตอบ
3) 2p = 106 [53] 4) [14] เปนอยางไร
6) [5] (แนวตอบ เปน สมการทม่ี คี าํ ตอบเพยี งคาํ ตอบ
5) 3a + 5 = 20 [5] 8) [6] เดยี ว)
mw43 =- 140.5 = 6
7) [48] • สมการที่มีคําตอบทุกจํานวนเปนคําตอบ
9) [18] เปนอยา งไร
10) 3w - 4 = 6w + 4 (แนวตอบ เปนสมการท่ีเมื่อแทนคา x ดวย
จาํ นวนใดๆ แลว ทาํ ใหส มการเปน จรงิ เสมอ)
5. จงหาคำาตอบของสมการต่อไปน้ี โดยวิธลี องแทนค่าตวั แปร
x12a+34 • สมการที่ไมมีจํานวนใดเปนคําตอบ เปน
1) 18 - x = 9 2) = 31 อยางไร
3) 3y + 2 = 8 4) 1 = (แนวตอบ เปนสมการที่เม่ือแทนคา x ดวย
3 จาํ นวนใดๆ แลว ทาํ ใหส มการเปน เทจ็ เสมอ)
5) y - 3 = y - 3
6) a + a = 2a ขนั้ ประเมนิ
7) 2b = 10 8) 2x = 12
9) x - 4 = 4 - x 10) 3a - 8 = 10 1. ครูตรวจใบงานท่ี 5.2
2. ครูตรวจแบบฝก ทักษะ 5.2
ระดับ ทา้ ทาย 3. ครูตรวจ Exercise 5.2
4. ครูประเมินการนําเสนอผลงาน
6. จงหาคำาตอบของสมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดยี วตอ่ ไปน้ ี โดยวธิ ลี องแทนคา่ ตวั แปร พรอ้ มท้งั 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล
บอกว่าลกั ษณะคำาตอบของสมการเป็นแบบใด 6. ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ
ก. สมการทีม่ จี าำ นวนบางจำานวนเป็นคาำ ตอบ 7. ครูสงั เกตคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค
ข. สมการท่มี ีจำานวนทกุ จำานวนเปน็ คาำ ตอบ
ค. สมการทไ่ี ม่มีจาำ นวนใดเป็นคำาตอบ
1) x + 7 = 24 2) 2x + 3 = 40
3) x + 8 = 8 + x 4) 3x = 2x + x
5) x - x = 0 6) x + 4 = x + 5
7) x - 3 = x - 4 8) 2x + 4x = 6x + 1
7. จงสรา้ งสมการทมี่ ีลักษณะคำาตอบแบบ ก., ข. และ ค. ในแบบฝึกทกั ษะขอ้ ท่ี 6 มาอยา่ งละ
1 สมการ พรอ้ มทง้ั แสดงวธิ ตี รวจสอบลกั ษณะคาำ ตอบของสมการดว้ ยการลองแทนคา่ ตวั แปร
ในสมการ
199
จํานวนที่กาํ หนดไวใ น [ ] ขอใดทําใหสมการเปนจรงิ ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ก. 6 + x = 22 [15] ข. 4(x - 3) = 5(x + 2) [-22]
ค. 3x - 28 = 23x [12] ง. - 5x 6+ 6 = 3x4- 4 [-14]
1. ขอ ก.-ข. เปนจริง 2. ขอ ข.-ค. เปน จริง 3. ขอ ค.-ง. เปนจรงิ 4. ขอ ก.-ง. เปนจริง
(เฉลยคาํ ตอบ การหาคําตอบใหแทนคา ตวั แปรจะไดค าํ ตอบของสมการ 3222334x(12[)12 ] เพร-าะ5(--154-6x)(-6++66343662) --332424x(63-41-444)
ก. ไมจ รงิ เพราะ 6 + x = 22 [15 ] ค. จรงิ เพราะ 3x - 28 = ง. ไมจรงิ = [-14 ]
6 + 15 ≠ 22 3(12) - 28 = ≠ -4
21 ≠ 22 36 - 28 = ≠
≠
ข. จรงิ เพราะ 4(x - 3) = 5(x + 2) [-22 ] 8= 8
4(-22 - 3) = 5(-22 + 2)
4(-25) = 5(-20)
-100 = -100 ดังน้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T213
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 5.3 สมบตั ิของการเทากัน
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) การใช้สมบัติของการเท่ากันเป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้เพ่ือหาคำาตอบของสมการ เนื่องจาก
มีสมการบางสมการถ้าหาคำาตอบของสมการโดยวิธีการลองแทนค่าตัวแปรในสมการ อาจจะเสีย
1. ครูทบทวนความรูเร่ืองคําตอบของสมการ เวลาและไม่สะดวก เพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการหาคำาตอบของสมการ จะใช้สมบัติของ
เชงิ เสนตวั แปรเดียว การเท่ากนั ในการหาคาำ ตอบ ซง่ึ สมบัตขิ องการเท่ากันท่นี กั เรยี นควรรู้จัก มีดังน้ี
2. ครูกลาววา “การใชสมบัติของการเทากันเปน 1. สมบตั ิสมมาตร
วธิ กี ารหนงึ่ ทนี่ ยิ มใชเ พอื่ หาคาํ ตอบของสมการ”
ให้นักเรียนตอบคาำ ถามตอ่ ไปนี้
ขนั้ สอน (1) ถ้า x = 20 แลว้ จะสรปุ วา่ 20 = x ไดห้ รือไม่
(2) ถา้ -2a = 15 แลว้ จะสรปุ วา่ 15 = -2a ไดห้ รือไม่
รู้ (Knowing) (3) ถา้ 2x + 7 = x - 3 แลว้ จะสรุปวา่ x - 3 = 2x + 7 ไดห้ รอื ไม่
1. ครยู กตวั อยา งสมบตั สิ มมาตรจากหนงั สอื เรยี น นักเรยี นสามารถสรปุ ข้อความทงั้ 3 ขอ้ วา่ “ได”้ และการสรปุ ข้อความดงั กลา่ วเป็นไปตาม
หนา 200 แลวถามคาํ ถาม ดังนี้ สมบัตสิ มมาตร ซ่ึงกล่าวว่า
• ถา x = 20 แลวเราจะสรุปวา 20 = x
เชน เดียวกัน ไดหรือไม (แนวตอบ ได) ถา้ a = b แลว้ b = a เมอื่ a และ b แทนจำานวนใด ๆ
• ถา -2a = 15 แลวเราจะสรุปวา 15 = -2a
เชนเดียวกัน ไดหรือไม (แนวตอบ ได) 2. สมบตั ถิ า ยทอด
• ถา 2x + 7 = x - 3 แลว จะสรุปวา x - 3 =
2x + 7 ไดหรือไม (แนวตอบ ได) ให้นักเรยี นตอบคาำ ถามต่อไปนี้
(1) ถ้า 4 = 3 + 1 และ 3 + 1 = 2 + 2 แลว้ จะสรุปว่า 4 = 2 + 2 ได้หรอื ไม่
2. ครกู ลา วสรุปวา ตวั อยางทั้ง 3 ตวั อยางขา งตน (2) ถ้า 2 × 3 = 3 × 2 และ 3 × 2 = 6 แล้วจะสรปุ ว่า 2 × 3 = 6 ได้หรือไม่
เปน ไปตามสมบตั สิ มมาตร ซึ่งกลาววา (3) ถ้า a = b และ b = 8 แล้วจะสรุปวา่ a = 8 ได้หรอื ไม่
“ถา a = b แลว b = a เมอ่ื a และ b แทน
จาํ นวนใดๆ” นกั เรียนสามารถสรปุ ขอ้ ความทง้ั 3 ขอ้ วา่ “ได”้ และการสรุปขอ้ ความดังกลา่ วเป็นไปตาม
สมบัติถ่ายทอด ซงึ่ กลา่ วว่า
3. ครยู กตวั อยา งสมบตั ถิ า ยทอดจากหนงั สอื เรยี น
หนา 200 แลวถามคาํ ถาม ดงั นี้ ถ้า a = b และ b = c แล้ว a = c เมอ่ื a, b และ c แทนจาำ นวนใด ๆ
• ถา 4 = 3 + 1 และ 3 + 1 = 2 + 2 แลว
เราจะสรุปวา 4 = 2 + 2 ไดหรือไม 3. สมบัติการบวก
(แนวตอบ ได)
• ถา 2 × 3 = 3 × 2 และ 3 × 2 = 6 แลว จาก 5 + 1 = 6 ใหน้ กั เรียนพิจารณาข้อความต่อไปนว้ี า่ เปน็ จรงิ หรือไม่
เราจะสรปุ วา 2 × 3 = 6 ไดหรอื ไม (1) (5 + 1) + 3 = 6 + 3
(แนวตอบ ได) (2) (5 + 1) + 7 = 6 + 7
• ถา a = b และ b = 8 แลวเราจะสรุปวา (3) (5 + 1) + a = 6 + a เมอื่ a แทนจาำ นวนใด ๆ
a = 8 ไดหรือไม (แนวตอบ ได)
200
4. ครูกลา วสรุปวา ตวั อยา งท้งั 3 ตัวอยา งขา งตน
เปน ไปตามสมบตั ิถา ยทอด ซึ่งกลาววา
“ถา a = b และ b = c แลว a = c เมื่อ
a, b และ c แทนจํานวนใดๆ”
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ขอใดหาคาํ ตอบของสมการโดยใชสมบตั ิการบวก
จากขอ ความ “การใชสมบตั ิของการเทากนั เปนวิธีการหนึง่ ท่นี ิยมใชเ พอื่ หา
คําตอบของสมการ เน่ืองจากมีสมการบางสมการถาหาคําตอบของสมการ 1. ถา 3a = 12 แลว a = 4
โดยวิธีการลองแทนคาตัวแปรในสมการอาจจะเสียเวลาและไมสะดวก เพื่อ 2. ถา a2 = 2 แลว a = 4
ความรวดเร็วและสะดวกในการหาคําตอบของสมการ จะใชสมบัติของการ 3. ถา a + 1 = 5 แลว a = 4
ดแกเทลาังารนะกถั้นันา2มใxคน5--รตกูค3อาวบรร+หเาชห5ค่ือาําคม+2ตําโย2ตอxงบอกบ”=าขรคอ7หรงาูคสซควม่ึงํารกจตกะาําอรเหสบโดียนขยเดอวกงสลาสมารมแกแกลาทาะรนรเไชคมโดิงาสเยะสวเดนชิธวตนีกกัวาใแ3รนxปลก3อร-าเงรด7แลียทอ=วนงแคแ7ทาxลนม4ว+คาใสช2าู
การใชส มบัตขิ องการเทากัน เพือ่ ความรวดเรว็ และสะดวกในการหาคาํ ตอบของ 4. ถา a - 3 = 1 แลว a = 4
สมการ
(เฉลยคาํ ตอบ a-3 = 1
นาํ 3 บวกทง้ั สองขาง
a-3+3 = 1+3
a=4
ดงั นน้ั คําตอบ คอื ขอ 4.)
T214
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
นกั เรยี นจะเหน็ วา่ ข้อความข้างต้นทั้ง 3 ข้อ เป็นจริง ซ่ึงการสรุปข้อความดังกล่าวเป็น ขน้ั สอน
ไปตาม สมบัติการบวก ซ่ึงกล่าวว่า เมื่อจำานวนสองจำานวนเท่ากัน นำาจำานวนอีกจำานวนหน่ึง
มาบวกแต่ละจาำ นวนทเ่ี ท่ากันน้ัน ผลบวกจะเท่ากัน รู้ (Knowing)
ถ้า a = b แล้ว a + c = b + c เม่อื a, b และ c แทนจาำ นวนใด ๆ 5. ครยู กตวั อยา งสมบตั กิ ารบวกจากหนงั สอื เรยี น
หนา 200 แลวถามคําถาม ดงั น้ี
จงพจิ ารณาขอ้ ความตอ่ ไปน้ี • ถา 5 + 1 = 6 แลว (5 + 1) + 3 = 6 + 3
(1) จาก 8 = 8 จรงิ หรอื ไม
นำา -3 มาบวกกบั จาำ นวนทงั้ สองขา้ งของสมการ (แนวตอบ จริง)
จะได้ 8 + (-3) = 8 + (-3) • ถา 5 + 1 = 6 แลว (5 + 1) + 7 = 6 + 7
สมการยังคงเป็นจรงิ คอื 5 = 5 จริงหรอื ไม
นักเรียนจะเหน็ ว่า 8 + (-3) = 8 + (-3) (แนวตอบ จริง)
มีความหมายเช่นเดียวกับ 8 - 3 = 8 - 3 • ถา 5 + 1 = 6 แลว (5 + 1) + a = 6 + a
จริงหรือไม
(2) จาก 6 = 4 + 2 (แนวตอบ จรงิ )
นำา -2 มาบวกกบั จำานวนท้ังสองข้างของสมการ
จะได ้ 6 + (-2) = (4 + 2) + (-2) 6. ครูกลา วสรปุ วา ตัวอยา งทงั้ 3 ตัวอยางขา งตน
สมการยังคงเปน็ จริง คือ 4 = 4 เปน ไปตามสมบตั กิ ารบวก ซงึ่ กลาววา
นักเรียนจะเหน็ วา่ 6 + (-2) = (4 + 2) + (-2) “ถา a = b แลว a + c = b + c เม่อื a, b
มคี วามหมายเชน่ เดยี วกบั 6 - 2 = (4 + 2) - 2 และ c แทนจํานวนใดๆ”
จำานวนที่นำามาบวกกับแต่ละจำานวนที่เท่ากัน อาจเป็นจำานวนลบก็ได้ ในกรณีที่บวกด้วย 7. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการบวกดวย
จำานวนลบ จะมีความหมายเหมือนกับการนำาจำานวนบวกมาลบออกจากจำานวนแต่ละจำานวนท่ี จํานวนที่เปนลบ ในหนังสือเรียน หนา 201
เท่ากนั คอื ถา้ a = b แลว้ a + (-c) = b + (-c) เม่ือ a, b และ c แทนจำานวนใด ๆ จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันสรุปเปนกรณี
นน่ั คือ a = b แลว้ a - c = b - c เมอ่ื a, b และ c แทนจำานวนใด ๆ ท่ัวไปวา
“ถา a = b แลว a - c = b - c เมอื่ a, b
4. สมบตั ิการคูณ และ c แทนจํานวนใดๆ”
สมบัติการคูณกล่าวว่า เม่ือมีจำานวนสองจำานวนเท่ากัน นำาจำานวนอีกจำานวนหน่ึงมาคูณ
แตล่ ะจำานวนท่ีเทา่ กนั นัน้ ผลคูณจะเทา่ กัน เชน่
201
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
ประโยคในขอ ใดใชสมบตั ิการคณู
1. ถา 3x = 2 แลว 3x + 3 = 2 + 3 ครูควรเนนยํ้าใหนักเรียนระมัดระวังเกี่ยวกับจํานวนที่นํามาใชเก่ียวกับ
การแกส มการ เชน สมบัติการบวก จํานวนท่นี าํ มาบวกอาจจะเปนจํานวนบวก
2. ถา 4x = y แลว x = y + 4 หรือจํานวนลบก็ได ในทํานองเดียวกันจํานวนท่ีนํามาคูณหรือหารจะเปน
จํานวนบวกหรอื จาํ นวนลบก็ได แตต อ งไมเปนศูนย (0)
3. ถา x - m = y - m แลว xy = 1
(4นเ.ฉาํ ลถ23ยาคคํา2xตูณอ=ทบ้ัง3สyถ2xอาแ×งลข32ว32xxาง3x T215
= 2y × 23
= 3y
= 3y
= 2y
ดงั นนั้ คําตอบ คอื ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน
รู (Knowing)
8. ครูยกตัวอยางสมบัติการคูณจากหนังสือเรียน (1) จาก 3 = 155
หนา 202 บนกระดาน จากนน้ั ครูและนักเรียน นำา 5 มาคณู ทัง้ สองขา้ งของสมการ
รว มกนั สรปุ เปนกรณีท่วั ไปวา
“ถา a = b แลว a × c = b × c เมอื่ a, จะได้ 3 × 5 = 155 × 5
b และ c แทนจาํ นวนใดๆ” สมการยังคงเปน็ จรงิ คือ 15 = 15
(2) จาก 8 = 126
9. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางการคูณดวย นาำ 2 มาคูณทง้ั สองขา้ งของสมการ
จํานวนที่เปนเศษสวน ในหนังสือเรียน หนา
202-203 จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันสรุป จะได ้ 8 × 2 = 126 × 2
เ“bปถนาแลกaะรณc=ีทแb่วั ทไปแนวลจาวํานaวน×ใดc1ๆ = b 0c1” เมอื่ a, สมการยังคงเปน็ จรงิ คอื 16 = 16
ที่ c
× นักเรียนจะเห็นว่า ผลคณู จากขอ้ (1) และข้อ (2) เปน็ ไปตาม สมบัตกิ ารคณู ซงึ่ กลา่ วว่า
จำานวนสองจำานวนเท่ากัน นำาจำานวนอีกจำานวนหน่ึงมาคูณแต่ละจำานวนที่เท่ากันน้ัน ผลคูณจะ
เทา่ กนั
ถา้ a = b แลว้ a × c = b × c เมอื่ a, b และ c แทนจาำ นวนใด ๆ
เมือ่ c แจำทานนว จนำานทวี่นนำาใมดา ๆค ูณทกี่ cับ ≠แต0่ล จะะจมำาคีนววานมทห่ีเมทา่ายกเันห มอือานจกเปับ็นกาเศรนษำาสจ่วาำนนกว็ไนด ้ c ใมนากหราณรีทจำา่ีคนูณวดน้วแยต ่ล1cะ
จาำ นวนท่ีเทา่ กัน เช่น
(3) จาก 20 = 5 × 4
นำา 41 มาคณู ท้งั สองข้างของสมการ
จะได ้ 41 × 20 = 41 × (5 × 4)
สมการยงั คงเปน็ จรงิ คอื 5 = 5
นมักคี เวรายี มนหจมะาเหย็นเชว่น่าเ ด ยี วกบั 41 × 22400 == 145
× (5 × 4)
4
×4
202
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
ขอ ใดเปน การใชส มบตั กิ ารเทากนั ตามลาํ ดบั ในการแกส มการ 53 x4 - 7 = 15
1. สมบตั กิ ารคณู สมบตั กิ ารบวก สมบตั สิ มมาตร 2. สมบตั สิ มมาตร สมบตั กิ ารคณู สมบตั กิ ารบวก
3. สมบตั กิ ารบวก สมบตั ิสมมาตร สมบัตกิ ารคูณ 4. สมบตั กิ ารคูณ สมบัตกิ ารบวก สมบัติการคณู
(นเฉาํ ล53ยคคาํ ตณู อทบง้ั สองข35า ง4x - 7 = 15 นํา 7 บวกทง้ั สองขางจะได
4x
- 7 + 7 = 25 + 7
4x = 32
35 × 35 4x4x--77 = 15 × 35
= 25 นํา 4 คูณทัง้ สองขาง
4x × 4 = 32 × 4
x = 128
ดงั นนั้ คําตอบ คือ ขอ 4.)
T216
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
(4) จาก 35 = 7 × 5 ขนั้ สอน
น�า 51 มาคูณท้งั สองขา้ งของสมการ
จะได ้ 15 × 35 = 15 × (7 × 5) เขา ใจ (Understanding)
1. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางที่ 10 และ
“คณิตนารู” ในหนังสือเรียน หนา 203-204
แลวแลกเปลีย่ นความรกู ับคูของตนเอง
สมการยงั คงเป็นจรงิ คอื 7 = 7
นมกัีคเวรายี มนหจมะาเหย็นเชวน่ ่าเ ด ียวกับ 15 × 33555 == 517
× (7 × 5)
×5 5
นกั เรียนจะเห็นว่า ผลคูณจากข้อ (3) และข้อ (4) เป็นไปตาม สมบัติการคณู ซึ่งกล่าวว่า
จะไดว้ กา่ า รacค ณู= ดถbc้ว้า ยเ มa 1cือ่ = เ aมb, ือ่ bแ ลcแ ้วลแ ะทa นc× จแา� 1cทน นว=นจ bา�ใดน× วๆน 1cทใด ่ี cๆ ≠ท ี่0c ≠ 0
ตวั อย่างที่ 10
จงพจิ ารณาวา่ ประโยคในแต่ละข้อต่อไปนีเ้ ท่ากันโดยใช้สมบัตกิ ารบวกหรือสมบัติการคูณ
1) ถ้า a = b แลว้ a + 3 = b + 3
2) ถา้ n = 7 แล้ว n - 2 = 7 - 2
3) ถถา้า้ 4x3x == 2106 แลว้ x43 x = = 6 0136
4) แลว้ คณิตน่ารู้
วิธีทา� 1) เนือ่ งจาก a = b จากข้อ 2) การบวกดว้ ย -2
ดงั นนั้ a + 3 = b + 3 ทัง้ สองข้างของสมการ
ใช้สมบัตกิ ารบวก มคี วามหมายเช่นเดียวกนั กบั
2) เนอื่ งจาก n = 7 น�า 2 มาลบออกท้งั สองขา้ ง
ดังนั้น n - 2 = 7 - 2 ทจขาองั้ กสงขสออ้มงข ก3า้า)งร ขกอางรสคมูณกดาว้ รย 31
ใชส้ มบตั ิการบวก (บวกด้วย -2 ทงั้ สองข้างของสมการ) มคี วามหมายเช่นเดียวกนั กับ
นา� 3 มาหารท้ังสองข้าง
3) เนือ่ งจาก 4x = 16 ของสมการ
ดใชงั ้สนมั้นบ ัติการคูณ (คณู43xด ว้ ย= 131 36ท้งั สองขา้ งของสมการ)
203
ขอ ใดใชส มบตั กิ ารถา ยทอด ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
1. ถา a + 3 = 3 + a แลว 3 + a = a + 3 2. ถา x + y = 7 และ 7 = 5 + 2 แลว x + y = 5 + 2
3. ถา m + 4 = 18 แลว m = 14 4. ถา 23 k = 27 แลว k = 18
(เฉลยคาํ ตอบ
1. เปน สมบตั ิสมมาตร ถา a = b แลว b = a 4. เปนสมบัตกิ ารเทา กันของการคณู
ดังน้นั a + 3 = 3 + a แลว 3 + a = a + 3 2332
32 × k = 27
2. เปนสมบตั ิถา ยทอด ถา a = b และ b = c แลว a = c k = 23 × 27
ดังนนั้ x + y = 7 และ 7 = 5 + 2 แลว x + y = 5 + 2
k = 18
3. เปนสมบัตกิ ารเทากันของการบวก ดังนัน้ คาํ ตอบ คือ ขอ 2.)
m + 4 = 18 แลว m + 4 + (-4) = 18 + (-4)
m = 14
T217
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน 4) เนอื่ งจาก x3 x3 = 20 3 Thinking Time
จะได้ × 3 = 20 ×
เขา ใจ (Understanding) จงยกตวั อยา่ งมา 1 ประโยค
หรือ x = 60 ท่ีใช้ทั้งสมบัติการบวกและสมบัติ
2. ครูใหนักเรียนแตละคนทํา “ลองทําดู” ใน ใช้สมบัติการคูณ ตอบ การคูณ
หนังสือเรียน หนา 204 เม่ือเสร็จแลวครู
และนกั เรียนรว มกันเฉลยคาํ ตอบ “ลองทาํ ดู” ลองทําดู
3. ครูใหนักเรียนชวยกันยกตัวอยางคําตอบของ จงพิจารณาว่าประโยคในแต่ละขอ้ ตอ่ ไปน้เี ทา่ กนั โดยใช้สมบัตกิ ารบวกหรือสมบตั กิ ารคณู
“Thinking Time” แลวครูเขียนบนกระดาน 1) ถา้ a + 5 = b + 5 แลว้ a = b
ใหน ักเรยี นดูและตรวจสอบความถกู ตอง 2) ถา้ x - 3 = 9 - 3 แลว้ x = 9
3) ถา้ 8x = 16 แแลล้วว้ xx4 == 220
4. ครใู หน กั เรยี นทําแบบฝกทกั ษะ 5.3 ขอ 1. แลว 4) ถา้ x = 80
ครแู ละนกั เรยี นรวมกันเฉลยคําตอบ
แบบฝึกทักษะ 5.3
ลงมอื ทาํ (Doing)
ระดบั พน้ื ฐาน
1. ครใู หนักเรยี นทาํ แบบฝกทกั ษะ 5.3 ขอ 2.-4.
เปน การบา น 1. จงพจิ ารณาวา่ ประโยคในแตล่ ะขอ้ ตอ่ ไปนเ้ี ทา่ กนั โดยใชส้ มบตั กิ ารสมมาตร สมบตั กิ ารถา่ ยทอด
สมบตั ิการบวก หรือสมบัตกิ ารคูณ
2. ครใู หน กั เรยี นจบั คชู ว ยกนั ทาํ แบบฝก ทกั ษะ 5.3
ขอ 5. โดยเขยี นลงในสมดุ ของตนเอง แลว ครู 1) ถา้ x = y แล้ว x + 3 = y + 3
และนักเรยี นรว มกนั เฉลยคําตอบ 2) ถ้า x - 8 = 13 แลว้ x = 21
3) ถ้า m = 2n แล้ว m - 5 = 2n - 5
เฉลย Thinking Time 4) ถ้า 4p + 6 = 9 แลว้ 4p = 3
5) ถ้า a = b แลว้ 4a = 4b
3x 3x - 4 = 1 6) ถา้ 2a = 3b แล้ว a = 6b
4+ 4 = 1+4 7) ถ้า 2x = 4y แล้ว x = 2y
3x × 3 = 5×3 8) ถา้ x = a + 1 แล้ว x3 = a +3 1
9) ถ้า (x + y) + 3 = z แลว้ (x + y) + 5 = z + 2
10) ถา้ 7x = y + 6 แล้ว x = y +7 6
- (สมบตั ิการบวก)
(สมบตั ิการคูณ)
204
∴ x = 15
เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
การหาคาํ ตอบของสมการ 54 x = 32 ควรใชสมบัตใิ นขอใด
กอนใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 5.3 ครูควรเนนย้ําใหนักเรียนอานคําสั่ง 1. สมบัตถิ า ยทอด 2. สมบัตสิ มมาตร
โจทยแตละขออยางรอบคอบและสังเกตขอความโดยเฉพาะขอ 1. ซ่ึงถาม 3. สมบัตกิ ารบวก 4. สมบตั ิการคูณ
เก่ียวกับการนําสมบัติการเทากันตางๆ ไปใช นักเรียนควรสังเกตผลลัพธที่ได
วา สอดคลอ งกับสมบตั ิใดๆ สาํ หรบั ขอ 2. เปนการใชค วามรแู บบยอ นกลบั (เฉลยคาํ ตอบ
1. สมบตั ถิ า ยทอด ใชไ มไ ด เพราะสมบตั ถิ า ยทอดตอ งมสี มการ
T218
2 สมการ ซงึ่ จํานวนหน่ึงตองมคี วามสมั พนั ธกัน
2. สมบัติสมมาตร ใชไมได เพราะสมบัติสมมาตรไมไดใช
เพอ่ื หาคาํ ตอบของสมการได
3. สมบัติการบวก ใชไมได เพราะสมการท่ีกําหนดไมมีการ
ดาํ เนนิ การเกี่ยวกับการบวก
4. สมบัติการคูณ ใชได เพราะสมการท่ีกําหนดมีการดําเนิน
การเกย่ี วกับการคณู
ดังนนั้ คําตอบ คือ ขอ 4.)
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขน้ั สรปุ
ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ
นักเรียน ดังน้ี
2. จงเติมจำานวนหรือตวั แปรลงในช่องวา่ งให้ถกู ตอ้ ง • สมบัติของการเทากันที่นักเรียนไดศึกษา
1) ถ้า x = y แลว้ 3x = ...................................
2) ถถ้า้า aa == 25bx แล้ว 4a = ................................... มีสมบัติอะไรบา ง
3) แล้ว 7a = ................................... (แนวตอบ สมบัติสมมาตร สมบัติถายทอด
สมบตั ิการบวก และสมบตั กิ ารคูณ)
4) ถถถา้้าา้ 2xx9x === 323 28 แล้ว x = ................................... • สมบตั ิสมมาตร กลา ววาอยางไร
5) แลว้ x = ................................... (แนวตอบ ถา a = b แลว b = a เมือ่ a
6) แแลลวว้้ x7ac
= ................................... และ b แทนจํานวนใดๆ)
7) ถา้ a = b = เมื่อ c 0................................... ≠ • สมบัตถิ ายทอด กลา ววาอยา งไร
8) ถา้ x = 54 แล้ว x - 10 = ................................... (แนวตอบ ถา a = b และ b = c แลว a = c
9) ถา้ 15 + 6 = x แลว้ = x + 4...................................
10) ถา้ a + 3 12 = 17 แล้ว a = ................................... เมื่อ a, b และ c แทนจํานวนใดๆ)
• สมบัตกิ ารบวก กลาววา อยางไร
ระดบั กลาง (แนวตอบ ถา a = b แลว a + c = b + c
3. จ312ง)))เ ติมถถถจ้า้า้าำา น 235635วนxxxห ร===ือ ต 114วั 85 แ ป รลง ในแแแชลลล่อว้ว้้วงว า่ .xxง...ใ..ห....้ถ.==..กู....ต.......อ้.........ง............................................=................35............× 18 เมือ่ a, b และ c แทนจาํ นวนใดๆ
และ ถา a = b แลว a - c = b - c
เม่ือ a, b และ c แทนจาํ นวนใดๆ)
• สมบัติการคณู กลา ววา อยา งไร
(แนวตอบ ถา a = b แลว a × c = b × c
4) ถ้า 4a + 10 = 30 แลว้ a = ................................... เมอื่ แaaล,,ะbbถแแาลละaะcc=แแbททนแนจลจาํ วนาํ นวaนวน×ใดใดๆc1ๆ=ที่
5) ถา้ 5a + 6 = 11 แลว้ a = ................................... เมอื่
6) ถ้า 2x - 15 = 65 แล้ว x = ................................... b 0c1)
ถถถาา้้า้ x23a 6 3+-x 2 26+ 7 === 1820 0 แแแลลล้ว้ว้ว xax c ×
7) = ................................... ขน้ั ประเมนิ
8) = ...................................
9) = ................................... 1. ครูตรวจแบบฝก ทักษะ 5.3
2. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล
10) ถา้ 12 - 3b = 6 แล้ว b = ................................... 3. ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ
4. ครสู งั เกตคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
ระดับ ท้าทาย
4. ถกา้าำ ห1น7ดx 3A+ =5 12= ×30B แ×ล ้วH ,2 เxม1+1่อื A1, มBคี แา่ ลเทะ า่ Hก ับไเมทเ่ า่ทใา่ดกับ 0 ใชส้ มบัตขิ องการเทา่ กนั
5.
จงหาคา่ ของ H ในรปู ของ A และ B
205
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
ถา 2x 2+ 1 + x +4 4 = x 6- 1 + 3x3- 1 แลว x 9- 3 - x 1+1 2 ตรงกบั ขอ ใด
1. -1 2. -5 3. -16 4. -24
(เฉลยคาํ ตอบ แทนคา x = -24 ใน x 9- 3 - x 1+12
2x 2+ 1 + x +4 4 = x 6- 1 + 3x3- 1 จะได (-249) - 3 - (-241)1+ 2 = -297 - (-1212)
4x + 2 4+ x + 4 = x - 1 +6 6x - 2
6(5x + 6) = 4(7x - 3) = -3 - (-2)
30x + 36 = 28x - 12 = -3 + 2
30x - 28x = -12 - 36 = -1
2x = -48 น่นั คอื 2x 2+ 1 + x +4 4 = x 6- 1 + 3x3- 1 แลว x 9- 3 - x 1+12 = -1
--42284 ดังนน้ั คาํ ตอบ คือ ขอ 1.)
x =
x =
T219
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 5.4 การแกสมการเชิงเสนตัวแปรเดียว
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) การแก้สมการ คอื การหาคาำ ตอบของสมการ
ในหวั ข้อที่ 5.2 นกั เรยี นสามารถหาคำาตอบของสมการได ้ โดยการลองแทนค่าของตัวแปร
ครูทบทวนความรูเดิมเร่ืองสมบัติของการ ที่ปรากฏอยู่ในสมการ ในหัวข้อน้ีจะแสดงการใช้สมบัติของการเท่ากันเพ่ือหาคำาตอบของสมการ
เทากัน ดงั น้ี ดังตวั อยา่ งต่อไปน้ี
- สมบตั ิสมมาตร “ถา a = b แลว b = a
เม่อื a และ b แทนจํานวนใดๆ”
- สมบตั ิถา ยทอด “ถา a = b และ b = c
แลว a = c เมอื่ a, b และ c แทนจํานวน
ใดๆ”
- สมบัตกิ ารบวก “ถา a = b แลว a + c = ตวั อยา่ งที่ 11
b + c เมือ่ a, b และ c แทนจาํ นวนใดๆ” จงแก้สมการ x - 18 = 21
“ถา a = b แลว a - c = b - c เมอ่ื a, b วิธีทาำ จาก x - 18 = 21
และ c แทนจํานวนใดๆ” นำา 18 มาบวกทง้ั สองข้างของสมการ
จะได ้ x - 18 + 18 = 21 + 18
- สมบัติการคูณ “ถา a = b แลว a × c = x = 39
b× caแลเ=มะอื่ bcaแแ,ทลbนว แจaลาํ นะ×วcนc1ใแดท=ๆนจbทํา่ี น×cวนc1ใ0ดเ”มๆื่อ” หรอื
“ถา
a, b ตรวจสอบคำาตอบ
แทน x ดว้ ย 39 ใน x - 18 = 39 - 18
= 21 ทำาใหส้ มการเปน็ จรงิ
ดังนน้ั คาำ ตอบของสมการ x - 18 = 21 คือ 39 ตอบ
ขน้ั สอน
ตัวอยา่ งที่ 12
รู้ (Knowing)
จงแกส้ มการ x + 24 = 56
1. ครูยกตวั อยา งที่ 11 ในหนังสอื เรียน หนา 206
โดยแสดงวิธีทําอยางละเอียดบนกระดาน วธิ ที ำา จาก x + 24 = 56
แลว ใหน ักเรยี นศึกษาตวั อยา งท่ี 12 พรอมกับ
ใหนักเรียนสังเกตวาใชสมบัติของการเทากัน นำา 24 มาลบออกทง้ั สองขา้ งของสมการ
มาชวยแกสมการอยางไร จากน้ันครูถาม จะได้ x + 24 - 24 = 56 - 24
คาํ ถาม ดงั น้ี x = 32
• ตัวอยางที่ 11 และตวั อยา งท่ี 12 ใชส มบตั ิ หรอื
ของการเทา กันขอใด
(แนวตอบ สมบตั กิ ารบวก) ตรวจสอบคำาตอบ
แทน x ด้วย 32 ใน x + 24 = 32 + 24
= 56 ทาำ ใหส้ มการเป็นจรงิ
ดงั นั้น คาำ ตอบของสมการ x + 24 = 56 คอื 32 ตอบ
206
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
กําหนดให a เปน คาํ ตอบของสมการ 21 (3x - 8) + 13 (x + 12)= 33
b เปนคําตอบของสมการ 4(5 + 2x) - 10(2 - x) = -6
ab ตรงกับจาํ นวนในขอ ใด
1. 13 2. -6
3. 18 4. 6
(เฉลยคําตอบ 13+32(xx31
21
(3x - 8) + + 12) = 33 4(5 + 2x) - 10(2 - x) = -6
32 x-4 x +4 = 33 20 + 8x - 20 + 10x = -6
+ 11361xx = 33 18x = --613
x =
= 33 ∴ b คอื - 13
แทนคา ab =
x = 18 (18) - 31 = -6
T220 ∴ a คอื 18 ดงั น้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ลองทําดู ขน้ั สอน
จงแก้สมการตอ่ ไปนี้ พรอ้ มทัง้ แสดงวธิ ตี รวจสอบคาำ ตอบ รู้ (Knowing)
1) x + 48 = 107 2) x - 36 = 64
2. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
แบบฝึกทักษะ 5.4 ก หนา 207 จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน
เฉลยคาํ ตอบ
ระดับ พ้ืนฐาน
3. ครูใหน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทักษะ 5.4 ก ขอ 1.
จากนัน้ ครูและนักเรยี นรว มกันเฉลยคําตอบ
4. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 5.4 ก ขอ 2.-5.
เปนการบา น
1. จงแก้สมการต่อไปนี ้ พรอ้ มทงั้ แสดงวธิ ตี รวจสอบคำาตอบ
1) x - 15 = 21 2) x - 10 = 51
3) x + 28 = 46 4) x + 43 = 78
5) x - 0.2 = 0.8 6) x - 3.1 = 2.9
7) x + 5.6 = 10.6 8) x + 6.3 = 11.6
9) x - 21 = 25 10) x + 38 = 181
ระดับ กลาง
2. จงแกส้ มการตอ่ ไปนี ้ พร้อมทง้ั แสดงวิธตี รวจสอบคาำ ตอบ
1) 95 = y - 41 2) 48 = 7 + x
4) 25 = x - 32
3) 5 = a - 92
5) 15 - x = 7 6) 48 - x = 12
= 5 17 12 2534
7) x - 5 x - 0.2 8) +x = 9
9) 1 35 = 10) = x+ 1
ระดับ ท้าทาย
3. ถา้ x + 2 = 3 52 และ y - 0.8 = 4 12 แลว้ x + y มีค่าเทา่ กับเทา่ ใด
4. ถา้ x + y - z = y + z แลว้ x มีค่าเท่ากับเท่าใด เมอื่ z = 4
5. ถา้ x = w + z และ w = y - z แลว้ x มคี ่าเทา่ กับเท่าใด เม่ือ y = 1 และใช้สมบตั ิใด
ในการหาคำาตอบ
207
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET เกร็ดแนะครู
ถา 5x - 3 = 22 แลว x - 1 12 เทา กบั เทา ไร
1. 2 12 2. 3 21 ครใู หน กั เรยี นอา นคาํ สงั่ ในแบบฝก ทกั ษะที่ 5.4 ก ใหร อบคอบพรอ มแปลความ
3. 4 4. 5 และเขียนรายละเอียดที่ตองทํา เชน “จงแกสมการตอไปน้ี พรอมท้ังแสดงวิธี
ตรวจสอบคําตอบดวย” ซ่ึงนักเรียนตองแสดงวิธีทําการใชสมบัติการเทากัน
(เฉลยคําตอบ 5x - 3 = 22 หาคาํ ตอบของสมการและแสดงวธิ ตี รวจสอบ โดยการแทนคา ตวั แปร
5x = 25
x=5
x - 1 12 = - 32
จะไดวา = 5 = 12
27
3
ดังน้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
T221
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตวั อย่างท่ี 13
รู้ (Knowing) จงแก้สมการ 5x = 65
5. ครูยกตัวอยางท่ี 13 ในหนังสือเรยี น หนา 208 วิธีทาำ จาก 5x = 65
โดยแสดงวิธที าํ อยางละเอยี ดบนกระดาน แลว นาำ 5 มาหารท้งั สองข้างของสมการ
ใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 14 พรอมกับ 55x = 655
ใหนักเรียนสังเกตวาใชสมบัติของการเทากัน จะได ้
มาชวยแกสมการอยางไร จากน้ันครูถาม
คําถาม ดงั นี้ หรือ x = 13
• ตัวอยา งที่ 13 และตัวอยางที่ 14 ใชส มบตั ิ ตรวจสอบคาำ ตอบ
ของการเทา กันขอ ใด แทน x ดว้ ย 13 ใน 5x = 5 × 13
(แนวตอบ สมบัติการคณู ) = 65 ทำาใหส้ มการเปน็ จริง
ดงั นั้น คำาตอบของสมการ 5x = 65 คือ 13 ตอบ
6. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน
หนา 208 จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน ตวั อย่างที่ 14
เฉลยคําตอบ จงแกส้ มการ 1x2 = 13
วิธที ำา จาก 1x2 = 13
7. ครใู หนักเรียนทําแบบฝก ทักษะ 5.4 ข ขอ 1.
จากนั้นครูและนักเรียนรวมกนั เฉลยคําตอบ นาำ 12 มาคณู ทง้ั สองข้างของสมการ
จะได ้ 1x2 × 12 = 13 × 12
8. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 5.4 ข ขอ 2.-3.
เปน การบาน
หรอื x = 156
ตรวจสอบคาำ ตอบ
แทน x ดว้ ย 156 ใน 1x2 = 11526
= 13 ทาำ ให้สมการเป็นจรงิ
ตอบ
ดงั นน้ั คาำ ตอบของสมการ 1x2 = 13 คือ 156
ลองทําดู
จงแก้สมการตอ่ ไปน้ี พร้อมทัง้ แสดงวิธตี รวจสอบคำาตอบ
1) 8x = 72
2) 1x5 = 12
208
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
คาํ ตอบของสมการในขอใดมีคานอยทสี่ ุด
2. 2x + 56 = 13 3. 52 x + 5 = 1 4. 2x 4+ 3 = 2
1. 3(x - 1) = 9
(เฉลยคาํ ตอบ 3. 52 x + 5 = 1 4. 2x 4+ 3 = 2
1. 3(x - 1 ) = 9 52 x = -4
x = -4 × 52 นาํ 4 คูณท้งั สองขาง
x-1 = 3 2x + 3 = 8
x=4 2x = 552
x = -10 x =
2. 2x + 65 = 13
นํา 6 คณู ทั้งสองขาง
3x + 5 = 2 ดงั นั้น คาํ ตอบ คอื ขอ 3.)
3x = -3
x = -1
T222
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 5.4 ข ขนั้ สอน
ระดับ พื้นฐาน เขา้ ใจ (Understanding)
1. จงแก้สมการตอ่ ไปนี้ พร้อมทั้งแสดงวิธตี รวจสอบคาำ ตอบ 1. ครยู กตวั อยางท่ี 15 ในหนังสือเรยี น หนา 209
0x9x.4 โดยแสดงวิธีทําอยางละเอียดบนกระดาน
1) 8x = 104 2) = 81 พรอมกับอธิบายเพ่ิมเติมวา “การใชสมบัติ
3) 0.5x = 10 4) = 55 ของการเทา กนั จะใชไ ดค รงั้ ละ 1 สมบตั เิ ทา นน้ั
จะใชพ รอ มกันไมได”
ระดบั กลาง
2. จงแกส้ มการตอ่ ไปนี ้ พร้อมทั้งแสดงวธิ ตี รวจสอบคำาตอบ
1) 84122488 ==== 100x4x2..95xx 2) 55295315 ==== 010x7x.9.74xx
3) 4)
5) 6)
7) 8)
ระดบั ทา้ ทาย
3. ถา้ 54 x = 3 12 และ 0.7y = 5 14 แล้ว xy มคี ่าเท่ากับเท่าใด
ตัวอย่างท่ี 15
จงแก้สมการ 3x - 4 = 17 ข้อควรระวัง
วิธีทาำ จาก 3x - 4 = 17 การใช้สมบัติของการ
นำา 4 มาบวกทง้ั สองข้างของสมการ เท่ากันจะใช้ได้คร้ังละ 1
จะได ้ 3x - 4 + 4 = 17 + 4 สมบตั เิ ทา่ นน้ั จะใชพ้ รอ้ ม
หรือ 3x = 21 กนั ไมไ่ ด ้ เชน่ ในตวั อยา่ งนี้
นำา 3 มาหารทั้งสองข้างของสมการ ใช้สมบัติการบวกก่อน
33xx 231 แลว้ จึงใชส้ มบัติการคูณ
จะได้ = 7
หรอื =
ตรวจสอบคาำ ตอบ
แทน x ด้วย 7 ใน 3x - 4 = (3 × 7) - 4
= 17 ทาำ ให้สมการเปน็ จรงิ
ดังนนั้ คำาตอบของสมการ 3x - 4 = 17 คือ 7 ตอบ
209
ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
6(x - 7) = 24 แลว x มคี า เทา กับเทา ไร ครูเนนย้ํากับนักเรียนเพ่ิมเติมถึงลําดับการใชสมบัติ โดยนักเรียนศึกษา
1. 3 2. 3
3. 8 4. 11 ประเด็นในกรอบขอควรระวัง แลวใหนักเรียนยกตัวอยางกรณีโจทยสมการ
(เฉลยคําตอบ 6(x - 7 ) = 24 เชิงเสนตัวแปรเดียวท่ีใหสมบัติการคูณกอนสมบัติการบวก หรือครูอาจ
x-7 = 4264 ยกตัวอยางของโจทยสมการเชิงเสนตัวแปรเดียวที่ใหสมบัติการคูณกอนสมบัติ
x-7 = การบวก เชน 5x3- 7 = 6 และ 2x5- 3 = 5 +2 2x เปนตน อีกท้งั ครูอาจชี้แนะ
ขอควรระวงั เพ่ิมเตมิ ดวยวา นักเรยี นจะไมส ามารถตดั ทอน 2 ทเ่ี ปน สัมประสทิ ธิ์
x = 4+7 ของ x กับตัวสวน 2 ในลักษณะนี้ 2x5- 3 =2x55-+232x=
x = 11 จะตัดทอนควรแยกสวนออกจากกันกอน เชน ได หรือถาหาก
ดงั น้นั คาํ ตอบ คอื ขอ 4.) 2x5- 3 = 52 + x เปน ตน 52 + 22x จะได
T223
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตวั อย่างท่ี 16
จงแก้สมการ x5 +
เขา้ ใจ (Understanding) วิธีทำา จาก 3 = 12 Thinking Time
x5 + 3 a-a = 0
2. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 16 ในหนังสือ = 12 a + (-a) = 0
เรียน หนา 210 พรอมกับใหนักเรียนสังเกต นดงั่นั นคนั้ ือ x5 a+ -3 a - 3= = a1 2+ -( -3a)
วาใชสมบัติของการเทากันมาชวยแกสมการ นำา 3 มาลบทง้ั สองข้างของสมการ เป็นการใช้สมบัติการบวก
อยางไร จากนนั้ ครถู ามคําถามวา x5 + 3 - x53 ใชห่ รอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
• ตวั อยา งที่ 15 และตัวอยา งท่ี 16 ใชสมบัติ จะได ้ = 12 - 3
ของการเทากันขอ ใด หรือ = 9 ทาำ ใหส้ มการเปน็ จริง
(แนวตอบ สมบัตกิ ารบวก และสมบตั กิ ารคูณ ตอบ
ตามลาํ ดับ) นำา 5 มาคณู ทงั้ สองข้างของสมการ
x5 × 5 = 9 × 5
3. ครูใหนักเรียนตอบคําถาม “Thinking Time” จะได ้ x = 45
และทาํ “ลองทาํ ดู” ในหนังสอื เรยี น หนา 210 หรือ
จากน้ันครูและนักเรยี นรวมกนั เฉลยคาํ ตอบ ตรวจสอบคาำ ตอบ
แทน x ดว้ ย 45 ใน x5 + 3 = 455 + 3
4. ครูยกตัวอยา งท่ี 17 ในหนงั สอื เรยี น หนา 210- = 9+3
211 โดยแสดงวิธที าํ อยางละเอียดบนกระดาน = 12
พรอมทั้งเนนยํ้านักเรียนวาใชสมบัติของการ ดงั นัน้ คาำ ตอบของสมการ x5 + 3 = 12 คือ 45
เทา กันขอ ใด จากนน้ั ครูถามคําถามวา
• ตวั อยา งที่ 17 ใชส มบตั ขิ องการเทา กนั ขอ ใด ลองทําดู
(แนวตอบ สมบตั ิการคูณ และสมบัติการบวก
ตามลาํ ดบั ) จงแก้สมการตอ่ ไปนี้ พรอ้ มทงั้ แสดงวิธีตรวจสอบคาำ ตอบ
1) 4x + 9 = 13 2) 32x - 7 = 14
เฉลย Thinking Time
ตัวอย่างที่ 17
เปน การใชส มบตั กิ ารบวก เพราะนาํ จาํ นวน -3 จงแกส้ มการ x +6 3
มาบวกจาํ นวนสองจาํ นวนเทากนั วิธที าำ จาก = 41 = 41
x +6 3
นาำ 6 มาคูณท้งั สองข้างของสมการ
จะได ้ 6 × (x +6 3) = 6 × 41
หรอื x + 3 = 246
นำา 3 มาลบทั้งสองข้างของสมการ
จะได้ x + 3 - 3 = 246 - 3
หรือ x = 243
210
เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
3x +6 12 = 7x3- 5 แลว x มคี าเทา ใด
การแกสมการที่มีความซับซอน คือ มีการดําเนินการทางจํานวนทั้งบวก 1. -2 2. 0
ลบ คูณ และหาร ครคู วรชีแ้ นะใหน ักเรียนพิจารณาผลลพั ธข องการดาํ เนินการ 3. 121 4. 2
แตล ะอยา งทก่ี าํ หนดพรอ มเลอื กใชส มบตั กิ ารเทา กนั ใหส อดคลอ งและเหมาะสม
(เฉลยคาํ ตอบ 3x +6 12 = 7x3- 5
6 คณู ท้งั สองขา ง
3x ++6 12 6124(x7x-3-150)
6 × 3x 12 =
=
1111 21212
x =
x =
ดงั น้นั คําตอบ คือ ขอ 4.)
T224
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตรวจสอบคาำ ตอบ x +6 3 = 2436 + 3 ขน้ั สอน
แทน x ด้วย 243 ใน = 2646
เขา้ ใจ (Understanding)
= 41 ทาำ ให้สมการเป็นจริง
5. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 18 ในหนังสือ
ดังนน้ั คาำ ตอบของสมการ x +6 3 = 41 คอื 243 ตอบ เรียน หนา 211-212 พรอมกับใหนักเรียน
สังเกตวาใชสมบัติของการเทากันมาชวยแก
ตวั อยา่ งท่ี 18 สมการอยางไร จากนั้นครถู ามคาํ ถามวา
• ตวั อยา งท่ี 18 ใชส มบตั ขิ องการเทา กนั ขอ ใด
จงแก้สมการ 3(x - 14) = 27 (แนวตอบ วิธีท่ี 1 ใชสมบัติการคูณ และ
สมบัติการบวก ตามลําดับ แตวิธีที่ 2 นํา
วิธที ำา วิธีท่ี 1 3(x - 14) = 27 Thin king Time สมบตั กิ ารแจกแจง มาชว ยในการแกส มการ
ดวย กอนท่ีจะใชสมบัติการบวกและสมบัติ
การคณู ตามลําดับ)
นำา 3 มาหารทงั้ สองข้างของสมการ นดัง่นั นค้ันือ a 3×(x1aaaaa3- = 1, a ≠ 0 ≠ 0
จะได้ 3(x 3- 14) = 237 1, a ≠
หรือ x - 14 = 9 = a × 1a , 0
= = 237 a
นาำ 14 มาบวกทง้ั สองขา้ งของสมการ 14)
จะได ้ x - 14 + 14 = 9 + 14
หรอื x = 23 เปน็ การใช้สมบตั กิ ารคูณ
ใชห่ รือไม ่ เพราะเหตใุ ด
วิธีท่ี 2 3(x - 14) = 27
ใชส้ มบตั กิ ารแจกแจง
จะได ้ 3x - (3 × 14) = 27
หรอื 3x - 42 = 27
นาำ 42 มาบวกทงั้ สองข้างของสมการ
จะได ้ 3x - 42 + 42 = 27 + 42
หรอื 3x = 69
นำา 3 มาหารทง้ั สองข้างของสมการ
จะได้ 33x = 639
หรือ x = 23
เฉลย Thinking Time
211 เปนการใชสมบัติการคูณเพราะนําจํานวน
มาคูณจํานวนทั้งสองขางของสมการ
31
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
21(x + 1) = 3(3x + 7) แลว x เทา กับเทา ไร จากตัวอยางที่ 18 ครูชี้แนะใหนักเรียนพิจารณาแนวคิดจากวิธีท่ี 1 และ
1. -4 วิธีท่ี 2 โดยวิธีท่ี 1 ใชการนํา 3 มาหารท้ังสองขางของสมการ สวนวิธีท่ี 2
2. -3 ใชสมบตั กิ ารแจกแจง และควรแนะนาํ นักเรียนวา วิธที ีเ่ หมาะสมจะเปนวธิ ที ี่ 1
3. 0 เน่อื งจากลดขัน้ ตอนการดําเนนิ การและทําใหคาคงตัวนอยลง
4. 4
(เฉลยคาํ ตอบ 21(x + 1) = 3(3x + 7)
7(x + 1) = 3x + 7
4x = 0
x=0
ดังนน้ั คําตอบ คอื ขอ 3.)
T225
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขน้ั สอน ตรวจสอบคำาตอบ
แทน x ดว้ ย 23 ใน 3(x - 14) = 3(23 - 14)
เขา้ ใจ (Understanding) = 3(9)
= 27 ทำาใหส้ มการเป็นจริง
6. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 19 ในหนังสือ ดงั นน้ั คำาตอบของสมการ 3(x - 14) = 27 คอื 23 ตอบ
เรียนหนา 212 พรอมท้ังเนนยํ้าใหนักเรียน
สังเกตวาในแตละข้ันตอนใชสมบัติของการ ตัวอย่างที่ 19 Thinking Time
เทา กันขอใด
วจ ิธงทีแกาำ ้สมจจนกะาำาาไก รด45 ้ 4ม (xา45ค5+ูณ×3ท)44ัง้ ((สxx=อ55++ง2ข433า้ ))ง ข==อ งส254ม4ก×า ร24 นกั เรยี นคิดวา่ จะแกส้ มการ
7. ครูใหนักเรียนตอบคําถาม “Thinking Time” หรอื x + 3 = 30 4(x5+ 3) = 24
และทาํ “ลองทาํ ด”ู ในหนงั สือเรียน หนา 212
จากน้นั ครูและนกั เรยี นรว มกันเฉลยคาํ ตอบ โดยใช้สมบัติการแจกแจงได้
หรอื ไม่ และการแก้สมการ
8. ครูแจกใบงานท่ี 5.3 เรือ่ ง การแกส มการ (1) โดยใช้สมบตั กิ ารแจกแจงเป็น
ใหนักเรียนทํา จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน วิธที าำ ที่ยงุ่ ยากนอ้ ยกวา่ หรอื
เฉลยคาํ ตอบ มากกวา่ ทีแ่ สดงในตวั อยา่ ง
นาำ 3 มาลบท้ังสองข้างของสมการ ทาำ ใหส้ มการเปน็ จริง
จะได ้ x + 3 - 3 = 30 - 3 ตอบ
หรอื x = 27
ตรวจสอบคาำ ตอบ
แทน x ดว้ ย 27 ใน 4(x5+ 3) = 4(275 + 3)
= 4(6)
= 24
ดงั น้นั คำาตอบของสมการ 4(x5+ 3) = 24 คือ 27
ลองทําดู
จงแก้สมการตอ่ ไปนี้ พร้อมทงั้ แสดงวธิ ีตรวจสอบคำาตอบ
1) 2x3+ 1 = 5
2) 6(x - 3) = 30
3) 3(x 7+ 2) = 18
212
เฉลย Thinking Time ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
แ4ล(xะ5ส+า3ม)าร=ถ2ใ4ชส สมาบมตั ากิรถาใรชแสจมกแบจัตงกิ แากรสแมจกกแารจไงดได ด แงั นล้ีะเปน วธิ ีท่ีไมยุง ยาก -5x - 8 = -9x - 4 แลว x มคี าเทาไร
5 × 44x(x+55+123) 1. -3
= 24 2. 1
= 5 × 24 3. 0
4. 3
4x + 12 - 12 = 120 - 12 (เฉลยคาํ ตอบ -5x - 8 = -9x - 4
44x = 1048 4x = 4
x = 27 x=1
ดังนั้น คาํ ตอบของสมการ 4(x 5+ 3) = 24 คอื 27 ดงั นั้น คาํ ตอบ คือ ขอ 2.)
T226
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตัวอยา่ งท่ี 20 ขนั้ สอน
จงแก้สมการ 7x + 8 = 5x - 4 เขา้ ใจ (Understanding)
วิธีทำา จาก 7x + 8 = 5x - 4 9. ครูยกตัวอยางที่ 20 ในหนังสือเรียน หนา
นำา 5x มาลบออกท้งั สองขา้ งของสมการ 213 โดยแสดงวธิ ที าํ อยา งละเอยี ดบนกระดาน
จะได้ 7x + 8 - 5x = 5x - 4 - 5x พรอมกับเนนยํ้านักเรียนวาใชสมบัติของการ
หรือ 2x + 8 = -4 เทา กนั ขอ ใดในแตล ะขนั้ ตอน แลว ใหน กั เรยี น
ทาํ “ลองทาํ ด”ู จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั
นำา 8 มาลบออกท้ังสองขา้ งของสมการ เฉลยคาํ ตอบ
จะได้ 2x + 8 - 8 = (-4) - 8
2x = -12 10. ครทู บทวนความรเู รอ่ื งการหา ค.ร.น. แลวให
หรอื นกั เรียนศึกษาตวั อยางท่ี 21 ในหนงั สอื เรยี น
หนา 213-214 พรอมกบั ใหนักเรียนสังเกตวา
นาำ 2 มาหารท้งั สองข้างของสมการ ใชสมบัติของการเทากันมาชวยแกสมการ
22x = -122 อยา งไร แลว ครถู ามคาํ ถามวา
จะได ้ x = -6 • ตัวอยางท่ี 21 ใชสมบัติของการเทากัน
หรือ ขอ ใด
(แนวตอบ สมบัติการบวก สมบัติการบวก
ตรวจสอบคาำ ตอบ และสมบตั ิการคูณ ตามลําดับ)
แทน x ดว้ ย -6 ใน 7x + 8 = 7(-6) + 8 = -34
5x - 4 = 5(-6) - 4 = -34 ทาำ ให้สมการเป็นจริง
และ
ดังน้นั คาำ ตอบของสมการ 7x + 8 = 5x - 4 คอื -6
ตอบ
ลองทําดู
จงแก้สมการ 15x - 9 = 7x - 25
ตวั อยา่ งที่ 21
จงแก้สมการ 23x + 49 = x3 + 54
จหนจะาำารไก อื ด x3 ้ มาล23บxอ+อ23กxx394ทัง้++-สอx39449งข===า้ งขxx3345อง++สม4554กา-รx3
วิธที าำ
213
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู
คา ของ x ในสมการ 3x - 15 = 5x + 15 - 8x เทา กับเทา ไร ตทั้งาสมอคตงวัาขอขายองางขงอทxง่ี ส2จม1ึงกสคาารรมูชแี้าพนรรถะอนใมหําอนมธักาิบเใารชยียกนวับาพสจิ 3xมารบเณัตปาิกนาจ3xรําบนทววีน่ กนําไทมด่ีมา ลีคแบาลอเปะอคลก่ีรยจูเนานกแนจปยาํลํ้นางกวไัปนบ
1. -5 นักเรียนวา จํานวนท่ีนํามาบวกทั้งสองขางของสมการ หรือจํานวนท่ีนํามาคูณ
2. 0 ท้งั สองขางของสมการไมจําเปนตองเปนคา คงตัวเสมอไป
3. 5
4. 6
(เฉลยคาํ ตอบ 3x - 15 = 5x + 15 - 8x
3x + 3x = 15 + 15
6x = 30
x=5
ดังนั้น คําตอบ คอื ขอ 3.)
T227
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน จนหะำารไ ือด49 ้ มาลบx3อ+อก94ท้งั -สอxx3394งข===า้ งข--544อ14ง-สม94การ คณิตน่ารู้
เขา้ ใจ (Understanding) ในตวั อยา่ งท่ ี 21 นกั เรยี น
สามารถแก้สมการได้อกี
11. ใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน นาำ 3 มาคูณทั้งสองขา้ งของสมการ วิธีหน่งึ โดยการนาำ ค.ร.น.
หนา 214 จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน x3 × 3 = (-1) × 3 ของตัวส่วนมาคูณทั้งสอง
เฉลยคาํ ตอบ จะได้ ข้างของสมการเพ่อื ทาำ ให้
ตวั สว่ นหมดไป
12. ครูแจกใบงานท่ี 5.4 เร่อื ง การแกสมการ (2)
ใหน กั เรยี นทาํ จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั หรอื x = -3
เฉลยคําตอบ
ตรวจสอบคาำ ตอบ
ลงมอื ทาํ (Doing) แทน x ด้วย -3 ใน 23x + 94 = 2(3-3) + 49 = (-2) + 49
= 41
1. ครูใหนักเรียนจัดกลุม 6 กลุมเทาๆ กัน x3 + 45 = (-33) + 45 = (-1) + 45
คละความสามารถทางคณิตศาสตร แลวทํา และ
กจิ กรรม ดงั นี้
- รวมกันวเิ คราะห “H.O.T.S. คาํ ถามทาทาย = 41 ทำาให้สมการเป็นจรงิ
การคิดข้ันสูง” ในหนังสือเรียน หนา 214 ดงั นน้ั คาำ ตอบของสมการ 23x + 94 = x3 + 54 คือ -3
แลวเขียนวิธีการหาคําตอบลงในสมุดของ ตอบ
ตนเอง
- จากน้ันใหนักเรียนแลกเปล่ียนความรู ลองทําดู
ภายในกลมุ ของตนเอง และสนทนาซกั ถาม
เกี่ยวกับวิธีการคิดคําตอบจนเปนท่ีเขาใจ จงแกส้ มการในแตล่ ะข้อตอ่ ไปนี้
รว มกนั 1) 75x - 31 = x5 + 23
- ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนา 2) 4x4- 5 = 6 3- x
ช้ันเรียน โดยเพื่อนกลุมที่เหลือคอย
ตรวจสอบความถูกตอ ง
คาํ ถามทา ทายการคดิ ขนั้ สงู
นกั เรยี นคิดว่า
1) ถ้า a, b, c และ d เป็นจำานวนเตม็ ซงึ่ a + b = 5, b + c = 10, b + d = 12
และ c + d = 16 แลว้ a, b, c และ d มคี า่ เท่ากับเท่าใด
2) ถ้า a, b, c และ d เป็นจาำ นวนเตม็ ซง่ึ a × b = 6, b × c = 15, b × d = 18
และ c × d = 30 แล้ว a, b, c และ d มคี ่าเท่ากบั เท่าใด
214
เฉลย H.O.T.S. คําถามท้าทายการคดิ ขน้ั สูง 2. พจิ ารณา a × b = 6 จะได b = 1131a6dccd8508
1. พจิ ารณา a + b = 5 จะได b = 5 - a b × c = 15 จะได b = = 1380c
b + c = 10 จะได b = 10 - c = 25
b + d = 12 จะได b = 12 - d b × d = 18 จะได b =
และ c + d = 16 จะได d = 16 - c และ c × d = 30 จะได d =
จากสมบัติถายทอด จะไดวา 5 - a = 10 - c = 12 - d a611cc55= ===1c54113d1c58808=0
นั่นคอื 5 - a = 10 - c จะได c - a = 10 - 5 = 5 จากสมบตั ิถายทอด จะไดว า c2
นัน่ คอื แทนคา d = 3c0 ใน
5 - a = 12 - d จะได d - a = 12 - 5 = 7 จะได
แทนคา d = 16 - c ใน d - a = 7 จะได (16 - c) - a = 7
∴ c = 5, -5
a=9-c
แทน a = 9 - c ใน c - a = 5 จะได c - (9 - c) = 5
∴c=7
แทนคา c = 7 ใน c - a = 5 จะได a = 2
แทนคา c = 7 ใน b = 10 - c จะได b = 3
แทนคา c = 7 ใน d = 16 - c จะได d = 9
T ดังนัน้ a = 2, b = 3, c = 7 และ d = 9
228
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 5.4 ค ขน้ั สอน
ระดบั พน้ื ฐาน ลงมอื ทาํ (Doing)
1. จงแก้สมการต่อไปน ้ี พร้อมทัง้ แสดงวธิ ีตรวจสอบคาำ ตอบ 2. ครูใหนักเรยี นจัดกลมุ กลมุ ละ 4 คน โดยคละ
1) 2y + 5 = 7 2) 4 - 3y = 19 ความสามารถทางคณิตศาสตร แลวทําแบบ
51 457 ฝก ทักษะ 5.4 ค ดงั น้ี
3) 3m + = 4) 2p - 0.6 = 4.2 - รวมกันวิเคราะห “สมบัติการเทากันท่ีใช
5) x3 + 1 = ดําเนินการแกสมการ” ในหนังสือเรียน
หนา 215 แลวเขียนวิธีการหาคําตอบลง
ระดบั กลาง ในสมดุ ของตนเอง
- จากนน้ั ใหน กั เรยี นแลกเปลยี่ นความรภู ายใน
2. จงแกส้ มการต่อไปน ี้ พรอ้ มท้งั แสดงวธิ ีตรวจสอบคาำ ตอบ กลมุ ของตนเอง และสนทนาซกั ถามเกย่ี วกบั
1) y +3 4 = 2 2) 2y 3- 7 = 9 วิธีการคิดคาํ ตอบ จนเปน ทีเ่ ขา ใจรว มกนั
3) 8(x - 2) = 72 4) 16(x - 1) = 256 - ใหตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนาช้ัน
เรียน โดยเพื่อนกลุมที่เหลือคอยตรวจสอบ
5) 4(x - 3) = 15 6) 7(x + 4) = 9 ความถูกตอง
7) 3 (x + 12) = 5 8) 6 (23x - 1) = 5
9) 2(x7+ 3) = 13 333272x(51xx8x--- 56-116 )6x7= == =45 1x8 025+x13+
11) 17x - 3 = 12x + 27 10)
5447 19-3052 12)
13) 7m - m = 14) 3
15) 23x + = x6 16)
ระดับ ทา้ ทาย
3. ถา้ 5x + 3y = 3x + 5y แลว้ xy มคี ่าเทา่ กับเทา่ ใด
4. ถา้ 7x - 4y = 9y + 2x แล้ว 256xy มีคา่ เท่ากับเท่าใด
5. ถา้ 72xx +- 55yy = 21 แลว้ (xy)2 มีคา่ เทา่ กบั เท่าใด
215
เฉลย H.O.T.S. คาํ ถามทา้ ทายการคิดข้ันสูง (ตอ)
แทนคา c = 5 ใน b × c = 15 จะได b = 3
แทนคา b = 3 ใน a × b = 6 จะได a = 2
แทนคา c = 5 ใน c × d = 30 จะได d = 6
ดงั นั้น a = 2, b = 3, c = 5 และ d = 6
แทนคา c = -5 ใน b × c = 15 จะได b = -3
แทนคา b = -3 ใน a × b = 6 จะได a = -2
แทนคา c = -5 ใน c × d = 30 จะได d = -6
ดังน้นั a = -2, b = -3, c = -5 และ d = -6
T229
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน กจิ กรรม คณิตศาสตร์
ลงมอื ทาํ (Doing) ใหน้ กั เรยี นจบั คกู่ บั เพอื่ นแลว้ ชว่ ยกนั แกส้ มการโดยใชบ้ ตั รตวั แปรและบตั รตวั เลข
3. ครูใหนักเรียนจับคูกัน แลวทํากิจกรรม ดังน้ี บตั รตวั แปร เช่น x -x
(ครแู จกบตั รตวั แปรและบตั รตวั เลขใหน กั เรยี น
แตล ะค)ู บัตรตวั เลข เชน่ 1 2 3
- ใ ห นั ก เ รี ย น แ ต ล ะ คู ศึ ก ษ า กิ จ ก ร ร ม
คณิตศาสตร “การแกสมการโดยใชบัตร -1 -2 -3
ตัวแปรและบัตรตัวเลข” ตัวอยางที่ 1 ใน
หนังสือเรียน หนา 216 (ถานักเรียนคูใด ตัวอย่างที ่ 1 x + 3 = 5
มีขอสงสัยใหครูอธิบายจนเขาใจ) แลว
แกสมการโดยใชบัตรตัวแปรและบัตร x+1 1 1 11111 x+3=5
ตัวเลข จากนั้นใหนักเรียนรวมกันเฉลย
คําตอบ เพม่ิ บตั รตัวเลข -1 -1 -1 ทัง้ สองข้าง
- ใหน กั เรยี นคเู ดมิ ศกึ ษากจิ กรรมคณติ ศาสตร
“การแกสมการโดยใชบัตรตัวแปรและบัตร -1 -1 -1 -1 -1 -1 บวก -3 ทัง้ สองข้างของสมการ
ตัวเลข” ตวั อยางท่ี 2 ในหนังสือเรียน หนา 11111 x+3-3=5-3
216-217 (ถานักเรียนคูใดมีขอสงสัยให x+1 1 1
ครูอธิบายจนเขาใจ) แลวแกสมการโดย
ใชบัตรตัวแปรและบัตรตัวเลข จากน้ันให x 11 ค�าตอบของสมการ
นกั เรยี นรวมกันเฉลยคาํ ตอบ x=2
ให้นักเรียนแก้สมการต่อไปน้ี 2) x - 3 = 4
1) x + 2 = 7 3) x - 2 = -3
(-3x) + 1 = 4
ตัวอยา่ งท ี่ 2 (-3x) + 1 = 4 4
-x -x -x + 1 บวก -1 ท้ังสองขา้ งของสมการ
(-3x) + 1 - 1 = 4 - 1
เพิ่มบัตรตัวเลข -1 ทงั้ สองข้าง
-1
-x -x -x + 1
4 -1
-x -x -x 3 -3x = 3
216
เฉลย กิจกรรมคณติ ศาสตร ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
จงหาคา ของ x จากสมการ 5[(x + 2) - 3(x + 1)] = -8(2x + 6)
1) เฉลยคําตอบ x = 5 2. -463
2) เฉลยคําตอบ x = 7 1. -43 4. 43
3) เฉลยคําตอบ x = -1 3. 463
หมายเหตุ : ใหเ ฉลยโดยการใชบตั รตัวแปรและบตั รตัวเลข (เฉลยคาํ ตอบ 5[(x + 2) - 3(x + 1)] = -8(2x + 6)
5(x + 2 - 3x - 3) = -16x - 48
T230 5(-2x - 1) = -16x - 48
-10x - 5 = -16x - 48
6x = -43
x = -463
ดงั นน้ั คําตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
สลับเครือ่ งหมายของบัตรทั้งสองข้าง นาำ -1 คูณทัง้ สองข้างของสมการ ขนั้ สอน
xxx -3 3x = -3
ลงมอื ทาํ (Doing)
x -1 คาำ ตอบของสมการ
x = -1 4. ใหนักเรียนคูเดิมทํากิจกรรม ดังนี้ (โดยครู
ให้นกั เรียนแกส้ มการตอ่ ไปน้ี แจกบัตรตัวแปรและบัตรตัวเลขใหนักเรียน
1) 4x + 6 = 2 2) 5 - 3x = -7 3) 5x + 1 = 2x + 7 แตล ะค)ู
- ใหน กั เรยี นคเู ดมิ ศกึ ษากจิ กรรมคณติ ศาสตร
ตวั อย่างท่ี 3 2(2x + 3) = 3x - 5 2(2x + 3) = 3x - 5 “การแกสมการโดยใชบัตรตัวแปรและบัตร
ตัวเลข” ตัวอยางที่ 3 ในหนังสือเรียน
xx3 x x x -5 หนา 217 (ถานักเรียนคูใดมีขอสงสัยให
xx3 ครูอธิบายจนเขาใจ) แลวแกสมการโดย
ใชบัตรตัวแปรและบัตรตัวเลข จากนั้นให
xxxx6 x x x -5 นำา 2 เขา้ ไปคณู ทางซา้ ย นักเรยี นรว มกนั เฉลยคําตอบ
ของสมการ 4x + 6 = 3x - 5
เพ่ิมบัตรตัวแปร -x -x -x ทั้งสองข้าง บวก -3x ทง้ั สองขา้ งของสมการ ขน้ั สรปุ
4x - 3x + 6 = 3x - 3x - 5
-x -x -x -x -x -x ครูถามคําถามเพื่อสรุปความรูรวบยอดของ
xxxx6 x x x -5 นกั เรียน ดังน้ี
x 6 -5 x + 6 = -5 • การแกสมการ คืออะไร
(แนวตอบ การหาคําตอบของสมการ)
เพิ่มบตั รตัวเลข -6 ท้งั สองข้าง นาำ -6 มาบวกท้ังสองขา้ ง
ของสมการ • การหาคําตอบของสมการนอกจากการลอง
-6 แทนคา ของตัวแปรแลว นกั เรยี นสามารถใช
x 6 -5 -6 x + 6 - 6 = (-5) - 6 วธิ กี ารใดไดอกี
(แนวตอบ ใชสมบัติของการเทากันมาแก
x -11 คำาตอบของสมการ สมการ เพอ่ื หาคําตอบ)
x = -11
ขน้ั ประเมนิ
ให้นกั เรียนแกส้ มการต่อไปน้ี
1) 3(x - 2) = x + 2 2) (-x) + 4 = 2(1 + x) 3) 2(2x - 1) = 3(x - 4) 217 1. ครตู รวจใบงานที่ 5.3-5.4
2. ครูตรวจแบบฝกทกั ษะ 5.4 ก-5.4 ค
3. ครูประเมินการนาํ เสนอผลงาน
4. ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล
5. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม
6. ครูสังเกตคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เฉลย กจิ กรรมคณิตศาสตร
ถา x1 = x +2 1 แลว x2 + 3x มีคา ตรงกับขอ ใด
447 เฉลยคําตอบ
1. -2 3. 1) x = -1
2. - 89 4. 2) x = 4
3) x = 2
(เฉลยคําตอบ 1x 2xx+2 1 หมายเหตุ : ใหเฉลยโดยใชบ ัตรตวั แปรและบัตรตวั เลข
x+1
พจิ ารณา = เฉลยคําตอบ
= 1) x = 4
∴x = 1 2) x = 32
แทน x = 1 ใน x2 + 3x จะได (1)2 + 3(1) = 4 3) x = -10
ดงั น้นั คําตอบ คอื ขอ 4.) หมายเหตุ : ใหเ ฉลยโดยใชบ ัตรตัวแปรและบัตรตัวเลข
T231
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) 5.5 การนาํ ความรเู กย่ี วกบั สมการเชงิ เสน ตัวแปรเดยี ว
การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ไปใชใ นชวี ิตจริง
1. ครทู บทวนความรเู ดมิ เรอื่ งการแกส มการโดยใช มปี ญั หาบางปญั หาสามารถแกป้ ญั หาไดห้ ลายวธิ ี ซงึ่ ในแตล่ ะวธิ อี าจจะมคี วามสะดวกยากงา่ ย
สมบัตขิ องการเทากันตา งๆ ตา่ งกนั สาำ หรบั ปญั หาทางคณติ ศาสตรบ์ างปญั หา สามารถเขยี นความสมั พนั ธข์ องสงิ่ ทตี่ อ้ งการหา
ให้อยูใ่ นรูปของสมการและดำาเนนิ การหาคำาตอบตามลักษณะของสมการนน้ั ได้
2. ครูทบทวนขั้นตอนการวิเคราะหโจทยปญหา ในการแกโ้ จทยป์ ญั หาโดยใชส้ มการ นกั เรยี นจะตอ้ งอา่ นโจทยป์ ญั หาใหเ้ ขา้ ใจวา่ โจทยก์ าำ หนด
ดงั น้ี อะไรมาให้ และโจทย์ต้องการหาอะไร ให้สมมติตัวแปรแทนจำานวนที่โจทย์ต้องการหานั้น หรือ
1) อา นโจทยป ญ หาใหเขา ใจวา โจทยก าํ หนด จำานวนท่ีเกี่ยวข้องกับจำานวนที่โจทย์ต้องการหาและเขียนสมการจากสิ่งท่ีโจทย์กำาหนด แล้วแก้
อะไรมาให โจทยต อ งการหาอะไร แลว สมมติ สมการเพอ่ื หาคำาตอบของสมการ
ตวั แปรแทนจาํ นวนทีโ่ จทยตองการหา ให้นักเรียนศึกษาตัวอย่างการแก้โจทย์ปัญหาท่ีสามารถเขียนเป็นสมการได้ ดังตัวอย่าง
2) แกส มการเพ่อื หาคําตอบ ต่อไปนี้
3) ตรวจสอบคําตอบ
ตวั อยา่ งท่ี 22
ขนั้ สอน
แมใ่ หเ้ งนิ นชุ มาจาำ นวนหนง่ึ นชุ แบง่ เงนิ ออกเปน็ สามสว่ นเทา่ ๆ กนั แลว้ นาำ เงนิ สองสว่ นในสามสว่ น
รู้ (Knowing) ไปบริจาคช่วยเหลอื ผู้ประสบภัยน้าำ ท่วม ถ้าจาำ นวนเงนิ ทีน่ ชุ บริจาคเปน็ 14 บาท อยากทราบวา่
แมใ่ หเ้ งนิ นุชมาก่ีบาท
1. ครูใหนักเรียนอานโจทยตัวอยางท่ี 22 ใน
หนงั สือเรียน หนา 218 จากนัน้ ครถู ามคําถาม วิธที ำา ให้ x แทนจาำ นวนเงินท่ีแมใ่ ห้นชุ
ดังนี้ แบ่งเงินออกเป็นสามสว่ นเทา่ ๆ กนั
• โจทยกาํ หนดอะไรมาให แจะลไะดจจ้าำ าำนนววนนเงเงินินสแอตงล่สะ่วสนว่ ในนเสทาา่มกสับว่ นxเท÷่าก3ับ= 2x3 (บx3า)ท= 23x บาท
(แนวตอบ แมใหเงินนุชมาจํานวนหนึ่ง นุช
แบง เงนิ ออกเปน สามสวนเทาๆ กัน แลว นาํ
เงนิ สองสว นในสามสว นไปบรจิ าคชว ยเหลอื เนอ่ื งจากจำานวนเงินสองส่วนในสามสว่ นเทา่ กับ 14 บาท
ผูประสบภัยนํ้าทวม และนุชบริจาคเงินไป จนเขะำายีไ ดน32 ้เ ป ม็นาสคมูณกทา้ังรสไ23ดอง ้× ข้า23ง23ขxxอง==สม1ก324าร× 14
14 บาท)
• โจทยตองการหาอะไร
(แนวตอบ แมใ หเงนิ นชุ มากบ่ี าท)
• สมมตติ วั แปรแทนจาํ นวนทโี่ จทยต อ งการหา หรือ x = 21
ไดอยา งไร ตรวจสอบคาำ ตอบ ถ ้าแมใ่ หเ้ งนิ นุชมา 21 บาท
(แนวตอบ ให x แทนจํานวนเงนิ ท่แี มใ หน ุช) นซง่ึุชเนปำา็นเงจนิริงสตอางมสเว่ งนอื่ ในนไสขาใมนสโจ่วทนยไป์ บริจาค เทา่ กบั 32 (21) = 14 บาท
2. ครแู สดงวธิ แี กส มการอยา งละเอยี ดบนกระดาน ดังนั้น แมใ่ ห้เงินนชุ มา 21 บาท ตอบ
แลวใหนักเรียนตรวจสอบคําตอบจากตัวอยาง
ท่ี 22 ในหนังสอื เรยี น หนา 218
218
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
เจ๊ียบซ้ือสมุดมาจํานวนหนึ่ง แลวนํามารวมกับสมุดที่มีอยูเดิมอีก 148 เลม จากน้ันแจกให
นักเรียน 43 คน คนละ 6 เลม ปรากฏวาแจกไดครบพอดี อยากทราบวา เจยี๊ บซื้อสมุดมาทง้ั หมด
กีบ่ าท ถาหากสมุดราคาเลม ละ 10 บาท
1. 1,000 บาท 2. 1,100 บาท 3. 1,200 บาท 4. 1,300 บาท
T232 (เฉลยคาํ ตอบ
กําหนดใหเจ๊ยี บซ้อื สมุดมา x เลม รวมกบั สมดุ ที่มีอยเู ดมิ อกี 148 เลม
แสดงวา เจย๊ี บมีสมุดทง้ั หมด x + 148 เลม
เม่ือนาํ ไปแจกใหเ ดก็ นกั เรยี น 43 คน จะไดค นละ 6 เลมพอดี
นั่นคอื เจย๊ี บมีสมดุ ท้ังหมด 43 × 6 = 258 เลม
จะไดวา x + 148 = 258
x = 258 - 148 = 110
ฉะนัน้ เจ๊ียบซ้ือสมดุ มา 110 เลม คิดเปน เงนิ 110 × 10 = 1,100 บาท
ดงั น้ัน คาํ ตอบ คอื ขอ 2.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ตัวอย่างที่ 23 ขนั้ สอน
เมือ่ นาำ 52 ไปลบออกจากจาำ นวนหนง่ึ แลว้ หารผลลบดว้ ย 6 จะไดผ้ ลลพั ธ์เท่ากับ 12 รู้ (Knowing)
จงหาจำานวนจำานวนนนั้
3. ครูใหนักเรียนอานโจทยตัวอยางท่ี 23 ใน
วิธีทำา ให ้ x แทนจาำ นวนนั้น หนงั สอื เรียน หนา 219 จากน้นั ครูถามคาํ ถาม
นำา 52 ไปลบออกจากจำานวนนน้ั เขียนแทนดว้ ย x - 52 ดงั น้ี
นเขำายี ผนลสลมบกไปารหไาดร้ ดว้ ยx 6-6 5จ2ะไ ด=้ x 1-62 52 แตผ่ ลลัพธ์จากการหารเท่ากบั 12 • โจทยก ําหนดอะไรมาให
(แนวตอบ เมือ่ นํา 52 ไปลบออกจากจํานวน
หน่ึง แลวหารผลลบดวย 6 จะไดผลลัพธ
เทา กบั 12)
นาำ 6 มาคูณทั้งสองข้างของสมการ • โจทยตอ งการหาอะไร
จะได ้ 6 × (x -6 52) = 6 × 12 (แนวตอบ จํานวนจาํ นวนน้ันคืออะไร)
หรือ x - 52 = 72 • สมมตติ วั แปรแทนจาํ นวนทโี่ จทยต อ งการหา
นาำ 52 มาบวกทงั้ สองข้างของสมการ ไดอยา งไร
จะได ้ x - 52 + 52 = 72 + 52 (แนวตอบ ให x แทนจํานวนนัน้ )
หรอื x = 124
ตรวจสอบคาำ ตอบ ถา้ จำานวนน้นั เปน็ 124 เม่อื นาำ 52 ไปลบออกจากจาำ นวนน ้ี 4. ครแู สดงวธิ แี กส มการอยา งละเอยี ดบนกระดาน
จะได ้ 124 - 52 = 72 หารผลลบด้วย 6 จะได ้ 72 ÷ 6 = 12 แลวใหนักเรียนตรวจสอบคําตอบจากตัวอยาง
ที่ 23 ในหนงั สือเรยี น หนา 219
ซึง่ เปน็ จรงิ ตามเง่อื นไขในโจทย์ ตอบ
ดงั นน้ั จาำ นวนจาำ นวนนน้ั คือ 124
ตัวอย่างที่ 24
อนนั ตม์ ีเงินเหรียญท้งั หมด 35 เหรยี ญ ซึ่งมีเหรียญสบิ บาท จาำ นวน 2 เท่าของเหรยี ญห้าบาท
ถ้าจำานวนเหรียญทั้งหมดคิดเป็นเงิน 145 บาท อยากทราบว่ามีเหรียญบาท เหรียญห้าบาท
และเหรยี ญสบิ บาทอย่างละกี่เหรยี ญ
วิธที ำา ใหม้ เี หรยี ญห้าบาท x เหรียญ คิดเปน็ เงนิ 5x บาท
มีเหรยี ญสิบบาทจาำ นวน 2 เท่าของเหรยี ญห้าบาท
แสดงวา่ มเี หรียญสบิ บาทจำานวน 2x เหรียญ คิดเป็นเงิน 10(2x) = 20x บาท
มีเหรียญทัง้ หมดจาำ นวน 35 เหรยี ญ
แสดงว่า มเี หรียญบาทจำานวน 35 - x - 2x = 35 - (1 + 2)x
= 35 - 3x เหรยี ญ
จากโจทยจ์ ำานวนเหรยี ญท้ังหมดคดิ เปน็ เงนิ 145 บาท
219
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET T233
ถา นํา 5 มาลบออกจากจาํ นวนๆ หนงึ่ และสามเทา ของผลตา งนนั้ เทากบั 69 จงหาสเ่ี ทาของ
จํานวนน้นั ลบดวยจาํ นวนนัน้
1. 28 2. 69 3. 77 4. 84
(เฉลยคําตอบ
กําหนดให x เปนจาํ นวนๆ หนงึ่ นาํ 5 ไปลบออกจากจํานวนๆ หนึง่
นนั่ คอื x - 5 และ 3 เทา ของผลตางนน้ั เทากับ 69 นั่นคอื 3(x - 5) = 69
จะไดวา 3(x - 5) = 69
3x - 15 = 69
3x = 69 + 15
เนื่องจากสี่เทาของจาํ นวxนห=นง่ึ ล83บ4ด=วยจ28ํานวนหนึง่ คอื 4x - x = 3x = 3(28) = 84
นั่นคือ สเ่ี ทาของจาํ นวนหนึ่งลบดว ยจํานวนหนึ่งเทา กับ 84
ดังน้นั คําตอบ คือ ขอ 4.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน เขียนสมการได้
5x + 20x + (35 - 3x) = 145
เขา้ ใจ (Understanding) 5x + 20x - 3x + 35 = 145
(5 + 20 - 3)x + 35 = 145
1. ใหนกั เรียนทํา “ลองทาํ ดู” ขอ 1.-2. ในหนงั สือ 22x + 35 = 145
เรียน หนา 220 แลวครูและนักเรียนรวมกัน นาำ 35 ลบทัง้ สองข้างของสมการ
เฉลยคาํ ตอบ จะได ้ 22x + 35 - 35 = 145 - 35
22x = 110
2. ใหนักเรียนจับคูศึกษาตัวอยางท่ี 24 ใน นำา 22 หารทั้งสองขา้ งของสมการ
หนังสือเรียน หนา 219-220 แลวแลกเปล่ยี น 2222x = 12120
ความรูกับคูของตนเอง จากน้ันใหนักเรียนทํา จะได ้ x=5
“ลองทาํ ด”ู ขอ 3. ในหนงั สอื เรียน หนา 220 หรือ
3. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั เฉลยคาํ ตอบ “ลองทาํ ด”ู
ขอ 3.
ตรวจสอบคาำ ตอบ
ถ้ามีเหรียญห้าบาท 5 เหรียญ จะเปน็ เงิน 5(5) = 25 บาท
มีเหรยี ญสิบบาทเปน็ 2 เทา่ ของเหรยี ญห้าบาท
แสดงวา่ มีเหรยี ญสบิ บาท 2(5) = 10 เหรียญ
จะเป็นเงนิ 10(10) = 100 บาท
มเี หรยี ญบาท 35 - 5 - 10 = 20 เหรียญ จะเปน็ เงนิ 1(20) = 20 บาท
จำานวนเหรียญท้ังหมด คิดเป็นเงิน 25 + 100 + 20 = 145 บาท
ซง่ึ เป็นจริงตามเงือ่ นไขของโจทย ์
ดงั นน้ั มีเหรยี ญบาท 20 เหรยี ญ เหรียญหา้ บาท 5 เหรียญ และเหรยี ญสบิ บาท
10 เหรียญ ตอบ
ลองทําดู
1. มานะมีเงินจำานวนหน่งึ แบง่ เงนิ ออกเป็นสามสว่ นเทา่ ๆ กนั แล้วนำาเงนิ หนึง่ สว่ นใน
สามสว่ นไปซ้ือเส้อื ผา้ ถา้ มานะเหลอื เงิน 100 บาท อยากทราบว่าเดมิ มานะมเี งนิ ก่บี าท
2. เม่ือนาำ 16 ไปลบออกจากจาำ นวนหนง่ึ แล้วหารผลลบดว้ ย 3 จะไดผ้ ลลัพธ์เท่ากับ 20
จงหาจำานวนจำานวนนั้น
3. ว ณี ามีเงนิ เหรยี ญท้งั หมด 25 เหรยี ญ ซง่ึ มีเหรียญห้าบาทเป็นจำานวน 3 เทา่ ของเหรียญ
สบิ บาท ถา้ จำานวนเหรยี ญทง้ั หมดคดิ เป็นเงนิ 88 บาท จงหาว่าวณี ามีเหรียญบาท
เหรียญห้าบาท และเหรยี ญสิบบาทอยา่ งละกีเ่ หรยี ญ
220
T234 ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET
เติลกับน้ํามีเงินรวมกัน 48 บาท โดยเติลมีเงินมากกวา 2 เทาของเงินน้ําอยู 6 บาทอยาก
ทราบวา นา้ํ มีเงนิ เทา กบั ขอใด
1. 14 2. 18 3. 21 4. 27
(เฉลยคําตอบ ใหนา้ํ มเี งนิ x บาท
เตลิ กับนํา้ มีเงนิ รวมกนั 48 บาท เขยี นเปนสมการไดเ ปน
เงินเติล + เงินนํ้า = 48
แตเตลิ มีเงนิ มากกวา 2 เทา ของเงนิ น้าํ อยู 6 บาท
นนั่ คือ เงนิ เตลิ = 2 เทา ของเงนิ นํา้ + 6 = 2x + 6
จะไดวา (2x + 6) + x = 48
3x + 6 = 48
3x = 42
∴ x = 14
นัน่ คอื นาํ้ มีเงิน 14 บาท
ดังน้ัน คําตอบ คอื ขอ 1.)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
แบบฝึกทักษะ 5.5 ขนั้ สอน
ระดบั พื้นฐาน เขา้ ใจ (Understanding)
1. จงเขียนข้อความตอ่ ไปนี้ในรูปของตวั แปรที่กำาหนด 4. ครูแจกใบงานท่ี 5.5 เร่ือง การนําความรู
1) b หารด้วย 6 2) สเี่ ทา่ ของ x บวกดว้ ย 6 เกี่ยวกับสมการเชิงเสนตัวแปรเดียวไปใชใน
3) สามเทา่ ของ y คูณด้วย 10 ชวี ติ จรงิ ใหน กั เรยี นทาํ จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี น
4) a เทา่ ของ 10 รวมกบั b เท่าของ 20 รว มกันเฉลยคําตอบ
5. ใหนักเรียนทาํ แบบฝก ทักษะ 5.5 เปนการบา น
2. จงเขยี นสมการแทนข้อความที่กำาหนดให้ในแต่ละข้อตอ่ ไปน้ี
1) สองเทา่ ของจาำ นวนหนึ่งเทา่ กบั 16 กำาหนดให ้ x แทนจำานวนหน่ึง
2) จำานวนหนึ่งมากกว่า 15 อย ู่ 80 กาำ หนดให้ y แทนจำานวนหนง่ึ
3) รปู ส่ีเหลี่ยมผนื ผา้ รูปหนึ่งมีด้านยาว ยาว 12 เซนติเมตร และมเี ส้นรอบรูปยาว
40 เซนตเิ มตร ถา้ ให ้ x แทนความยาวของด้านกว้างของรปู สีเ่ หลยี่ มผืนผ้ารปู นี้
ระดบั กลาง
3. ออ้ มมีผลไมก้ องหน่งึ เปน็ สม้ 72 ของผลไมท้ ั้งหมด ถ้ามสี ม้ 14 ผล ผลไม้กองนม้ี ีกผี่ ล
4. เศษสส่ี ว่ นเก้าของจาำ นวนหนึง่ มากกว่า 2 อยู่ 10 จงหาจาำ นวนนั้น
5. ผลรวมของสองเทา่ ของจาำ นวนเตม็ จาำ นวนหน่งึ กับ 12 มีค่าเทา่ กบั 26 จงหาจำานวน
จาำ นวนนั้น
6. เมื่อ 6 ปีที่แล้ว บุตรมีอายเุ ปน็ หนึง่ ในสามของอายุบิดา ถ้าปัจจุบันบตุ รมอี ายุ 18 ป ี
อยากทราบวา่ ปัจจบุ ันบิดามอี ายกุ ีป่ ี
7. จุ๊บแจงมีเงินเหรียญทั้งหมด 24 เหรียญ มีเหรียญบาทจำานวน 5 เท่าของเหรียญสิบบาท
ถา้ จาำ นวนเหรยี ญทงั้ หมดคดิ เปน็ เงนิ 75 บาท อยากทราบวา่ มเี หรยี ญบาทและเหรยี ญสบิ บาท
อย่างละก่เี หรียญ
ระดบั ทา้ ทาย แนะแนวคิด
8. แมค่ า้ ซอื้ มะมว่ งอกรอ่ งและมะมว่ งเขยี วเสวยมาขายรวมกนั อตั ราสว่ น a ต่อ b คอื
60 กิโลกรัม มะม่วงอกร่องกิโลกรัมละ 60 บาท มะม่วง a : b หรือ ba
เขียวเสวยกโิ ลกรมั ละ 50 บาท ถ้าอัตราส่วนระหว่างมะมว่ ง
อกร่องต่อมะม่วงเขียวเสวยเป็น 6 : 7 แม่ค้าซื้อมะม่วง
แต่ละชนิดมาขายอย่างละกี่กโิ ลกรัม
221
ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET
พชิ ญามีเหรยี ญบาท เหรยี ญสองบาท และเหรยี ญหา บาทรวมกัน 20 เหรยี ญ เปน เงิน 47 บาท ถามเี หรยี ญ
สองบาทมากกวาเหรยี ญบาทอยู 6 เหรียญ ที่เหลอื เปน เหรยี ญหา บาท ขอ ใดตอ ไปนไ้ี มถ ูกตอง
1. มเี หรียญสองบาท คดิ เปน 22 บาท 2. มีเหรยี ญหาบาท คิดเปน 20 บาท
3. มเี หรียญหาบาทมากกวาเหรียญบาท 1 เหรียญ 4. มเี หรียญหาบาทนอ ยกวาเหรียญสองบาท 7 เหรียญ
(เฉลยคาํ ตอบ จะไดส มการ x + 2(x + 6) + 5(14 - 2x) = 47
ใหเ หรียญบาทมจี าํ นวน x เหรียญ x + 2x + 12 + 70 - 10x = 47
เหรียญสองบาทมีจาํ นวน x + 6 เหรียญ -7x = -35
เหรยี ญหา บาทมจี ํานวน 20 - (x + 6) - x x=5
= 14 - 2x เหรียญ
ดงั นั้น เหรียญบาทมจี าํ นวน 5 เหรยี ญ เปน เงนิ 5 บาท เหรยี ญสองบาทมจี ํานวน 11 เหรยี ญ เปน เงิน 22 บาท
เหรยี ญหาบาทมจี ํานวน 4 เหรียญ เปนเงนิ 20 บาท
ดังนน้ั คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
T235
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
ขนั้ สอน คณติ ศาสตรใ์ นชีวิตจริง
ลงมอื ทาํ (Doing) นักเรียนสามารถนำาความรู้เก่ียวกับสมการทางคณิตศาสตร์มาแก้ปัญหาสถานการณ์ใน
ชีวิตจริงได้ โดยการแปลงสถานการณ์นนั้ ใหเ้ ปน็ สมการเชงิ เส้นตัวแปรเดียว และแทนสิ่งทตี่ อ้ งการ
ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 4 คน คละความ ทราบด้วยตัวแปร ซึ่งอาจเป็น “x” แลว้ เขียนสมการทเ่ี หมาะสมกับสถานการณ์นน้ั ๆ ดังตวั อย่าง
สามารถทางคณติ ศาสตร แลวทาํ กจิ กรรม ดังน้ี
สถานการณ์ที่ 1
- ใหแตละกลุมสงตัวแทนมาตกลงกันวา
จะเลือกแกปญหาสถานการณใดจาก ณชิ าเลยี้ งไกแ่ ละเปด็ รวมกนั ในฟารม์ โดย
“คณิตศาสตรในชีวิตจริง” ในหนังสือเรียน สองเท่าของจำานวนไก่มากกว่าจำานวนเป็ดอยู่
หนา 222 24 ตัว ถา้ ณชิ าเลีย้ งเป็ด 100 ตวั จะมีไก่ก่ตี ัว
- นักเรียนแตละคนวิเคราะหวาสถานการณ ให้ไกใ่ นฟาร์มมจี ำานวน x ตวั
ที่กลุมของตนเองเลือกมีวิธีการแกปญหา สมการท่ีใช้แกป้ ัญหา คือ 2x - 100 = 24
อยางไร จากน้ันแลกเปลี่ยนคําตอบกัน
ภายในกลุม สนทนาซักถามจนเปน ทเ่ี ขา ใจ ให้นักเรียนเขยี นสมการและหาคำาตอบจากสถานการณต์ ่อไปน้ี
รวมกัน สถานการณท์ ่ี 2
- นักเรียนแตละคนเขียนข้ันตอนแสดงวิธีคิด วีณาซ้ือเสื้อ 3 ตัว ซึ่งแต่ละตัวมีราคา
ของกลมุ ตนเองอยา งละเอยี ดลงในสมดุ ของ เท่ากัน ถ้าวีณาจ่ายเงินไปทั้งหมด 420 บาท
ตนเอง อยากทราบว่าเส้ือราคาตวั ละกบี่ าท
- สงตัวแทนกลุมมานําเสนอคําตอบหนา
ช้ันเรียน โดยเพ่ือนกลุมที่เหลือคอย
ตรวจสอบความถกู ตอ ง
สถานการณ์ท่ี 3
อดุ มมีอายุมากกว่านอ้ งชายของเขา 3 ป ี
ถา้ น้องชายของอุดมอาย ุ 8 ปี อุดมมีอายเุ ทา่ ไร
222
เฉลย คณติ ศาสตรในชวี ิตจรงิ
สถานการณท่ี 1 ใหไ กใ นฟารมมจี าํ นวน x ตัว สถานการณที่ 3 ใหอ ุดมมีอายุ x ป
สถานการณที่ 2 และถา ณิชาเล้ยี งเปด 100 ตวั จะมไี ก 2x - 100 = 24 และอุดมมีอายุมากกวา นอ งชายอยู 3 ป
2x = 124 จะไดว านอ งชายอุดม มอี ายุ เทา กับ x - 3 ป
x = 62 น่ันคอื ถานองชายอุดมมอี ายุ 8 ป
ดงั น้นั ถา ณิชาเล้ยี งเปด 100 ตวั จะมีไก 62 ตวั อดุ มจะมีอายุ x-3 = 8
ใหจํานวนเสอ้ื ที่วีณาซอื้ มจี ํานวนตัวละ x บาท x = 11
และถา วณี าจายเงินไปท้งั หมด 420 บาท ซื้อเส้ือได 3 ตัว ดังนั้น ถานองชายอดุ มมีอายุ 8 ป
จะไดว า 3x = 420 อุดมจะมอี ายุ 11 ป
x = 140
ดงั น้ัน ถาวณี าจา ยเงินไปท้ังหมด 420 บาท
จะไดวา เสอ้ื ราคาตวั ละ 140 บาท
T236
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ
สรุปแนวคิดหลกั ขนั้ สรปุ
แบบรูปและความสัมพันธ์ 1. ใหน กั เรียนอา นและศกึ ษา “สรุปแนวคดิ หลกั ”
ในหนังสือเรียน หนา 223 แลวเขียนผัง
• แบบรูปเป็นการแสดงความสัมพันธ์ของส่ิงต่าง ๆ ที่มีลักษณะสำาคัญบางอย่างร่วมกันอย่างมี มโนทศั น หนว ยการเรยี นรูท ี่ 5 สมการเชงิ เสน
เง่ือนไข แบบรูปของจำานวนมักมีความสัมพนั ธ์ระหว่างลำาดบั ทขี่ องจำานวนกับจำานวนในแบบรูป ตัวแปรเดียว ลงในกระดาษ A4
ซ่ึงสามารถเขียนความสัมพันธ์ในรูปของตัวแปร แล้วแทนค่าตัวแปรเพื่อหาจำานวนในแบบรูป
ในลำาดับท่เี ราต้องการได้ 2. ครูถามคําถามเพ่ือสรุปความรูรวบยอดของ
นักเรียน ดงั น้ี
• ส มการเชิงเส้นตัวแปรเดียว คอื สมการที่อยู่ในรปู ax + b = 0 เมือ่ a, b เป็นจาำ นวนใด ๆ และ • สมการ คืออะไร
a≠0 (แนวตอบ เปนประโยคสัญลักษณทาง
คณิตศาสตรท่ีแสดงการเทากันของจํานวน
คำาตอบของสมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดยี ว โดยใชสัญลักษณ “=” แสดงการเทากนั )
• สมการท่ีเปน จรงิ คืออะไร
• ค ำาตอบของสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว คอื จาำ นวนท่แี ทนคา่ ตวั แปรในสมการแลว้ ทาำ ให้สมการ (แนวตอบ สมการท่ีมีจํานวนทางดานซาย
เปน็ จริง และจํานวนทางดานขวาของเครื่องหมาย
“=” มคี า เทา กนั )
• สมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดยี วสามารถจัดตามลกั ษณะคาำ ตอบของสมการได้ 3 แบบ คือ • คาํ ตอบของสมการ หมายถึงอะไร
1) สมการทมี่ ีจาำ นวนบางจาำ นวนเป็นคำาตอบ (แนวตอบ จํานวนท่ีแทนตัวไมทราบคาหรือ
2) สมการที่มีจำานวนทกุ จำานวนเป็นคาำ ตอบ แทนคาตัวแปรในสมการแลวทําใหสมการ
3) สมการทไี่ ม่มีจำานวนใดเปน็ คำาตอบ เปน จริง)
• สมการท่ีมีจํานวนบางจํานวนเปนคําตอบ
สมบัติของการเท่ากัน เปนอยางไร
(แนวตอบ เปน สมการที่มเี พียงคาํ ตอบเดียว)
• กาำ หนดให้ a, b และ c แทนจำานวนใด ๆ • สมการที่มีคําตอบทุกจํานวนเปนคําตอบ
1) สมบัตสิ มมาตร ถ้า a = b แลว้ b = a เปนอยา งไร
2) สมบัตถิ ่ายทอด ถ้า a = b และ b = c แลว้ a = c (แนวตอบ เปนสมการที่เมื่อแทนคา x ดวย
3) สมบัติการบวก ถา้ a = b แล้ว a + c = b + c จาํ นวนใดๆ แลว ทาํ ใหส มการเปน จรงิ เสมอ)
4) สมบัตกิ ารคูณ ถ้า a = b แล้ว a × c = b × c • สมการทีไ่ มม ีคําตอบเปนอยางไร
(แนวตอบ เปนสมการที่เม่ือแทนคา x ดวย
การแกส้ มการเชิงเส้นตัวแปรเดยี ว จาํ นวนใดๆ แลว ทาํ ใหส มการเปน เทจ็ เสมอ)
• สมบัติของการเทากันท่ีนักเรียนไดศึกษา
• การแกส้ มการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดียว คือ การหาคำาตอบของสมการ ซ่งึ ใชส้ มบตั ขิ องการเท่ากนั มีสมบัติอะไรบา ง
(แนวตอบ สมบัติสมมาตร สมบัติถายทอด
การนาำ ความรูเ้ ก่ยี วกบั สมการเชิงเสน้ ตัวแปรเดยี วไปใชใ้ นชีวติ จริง สมบตั กิ ารบวก และสมบัตกิ ารคณู )
• การแกสมการ คอื อะไร
• ข้ันตอนในการแก้โจทย์ปญั หาเกีย่ วกบั สมการ มีดังนี้ (แนวตอบ การหาคําตอบของสมการ)
1) อา่ นโจทย์ให้เข้าใจ และสมมตจิ าำ นวนทโ่ี จทย์ต้องการทราบค่าหรอื จำานวนท่เี กย่ี วข้องกับ
สงิ่ ทโ่ี จทย์ให้มาให้เป็นตวั แปร T237
2) เขียนสมการจากสิ่งทีโ่ จทยก์ ำาหนด
3) แกส้ มการหาคา่ ของตวั แปร
4) ตรวจสอบคาำ ตอบกับเงือ่ นไขในโจทย์
223
ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET
ขอความใดตอไปนไี้ มจ รงิ เม่ือกําหนด a, b และ c เปนจํานวนนับ
aac cab
1. ถา = b แลว c = แลว a = c 2. ถา a - c = a - b แลว b = c
3. ถา = b และ b = 4. ถา ac = bc แลว a b
(เฉลยคาํ ตอบ นาํ -1 คูณท้งั สองขาง
1. ถนาําacbc×คaabbccูณทงั้ ===สองbbcขา×เงปbcนจรงิ c = b เปน จรงิ
2. a - c = a - b
3. ถา a = b และ b = c แลว a = c
นํา a ลบท้งั สองขา ง เปน สมบัติถา ยทอดจึงเปน จรงิ
-c = -b
4. ถา ac = bc
นาํ c หารทั้งสองขา ง
a = b เปนจริง
ดังน้นั คําตอบ คือ ขอ 4.)
นาํ สอน สรุป ประเมนิ
ขนั้ สรปุ 5แบบฝึกทักษะ
3. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะประจําหนวย ประจ�าหน่วยการเรียนรู้ที่
การเรียนรทู ี่ 5 เปน การบา น
1. จากแบบรปู ท่ีกำาหนดในแตล่ ะข้อ จงหาจาำ นวนในลาำ ดับท ี่ 10 และเขยี นความสัมพันธร์ ะหว่าง
ลาำ ดับท่ีกบั จำานวนในลาำ ดบั ที ่ n
1) 2, 4, 8, 16, ... 2) 14, 11, 8, 5, ...
3) 1, 8, 27, 64, ... 4) 32, 34, 45, 65, ...
2. จงหาจาำ นวนอีกห้าจาำ นวนถัดไปของแบบรูปท่กี าำ หนดใหใ้ นแตล่ ะข้อตอ่ ไปนี้
1) 4, 7, 10, 13, ... 2) 3, 7, 11, 15, ...
4) 8, 4, 2, 1, ...
3) 17, 15, 13, 11, ... 6) 43, 2, 38, 130, ...
5) -9, -12, -15, -18, ...
3. จงเขียนรปู สามรูปถัดไปของแตล่ ะแบบรปู ต่อไปน้ี
1) ● ●
● ● ● ●●
●●●
2)
4. ขนาดการรับประทานยาขนานหนึ่ง คิดเทียบกับนำ้าหนักตัวของคนคือ ยา 2 มิลลิกรัมต่อ
น้ำาหนกั ตวั 15 กโิ ลกรัม (รับประทานยาไดไ้ ม่เกนิ 10 มิลลกิ รมั )
1) จงเขยี นตารางแสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างปริมาณยาทร่ี บั ประทานกับน้ำาหนกั ตัวของคน
2) ถ้าให้ k แทนนำา้ หนกั หนว่ ยเป็นกโิ ลกรมั ของคนท่รี บั ประทานยา จงเขียนความสมั พันธ์
ระหวา่ งปรมิ าณของยาท่ีรบั ประทานกบั k ซึ่งแทนน้ำาหนักตวั ของคน
3) คนทีม่ ีนำ้าหนกั 60 กิโลกรัม ตอ้ งรับประทานยาขนานน้กี ีม่ ลิ ลกิ รมั
5. กาำ หนดความสัมพันธ์ระหวา่ งระยะทางท่ีรถยนต์วง่ิ ไดก้ ับเวลาท่ใี ช ้ ถา้ ให้ t แทนเวลาที่ใช้
ก. ระยะทางเท่ากับ 40 + 10t ข. ระยะทางเท่ากบั 40 - 10t
ค. ระยะทางเท่ากับ 10 + 40t ง. ระยะทางเทา่ กับ 40t - 10
จงใช้ความสัมพนั ธ์ท่กี าำ หนดใหแ้ ต่ละข้อหาคา่ ของระยะทาง เมือ่ t = 2
224
T238 ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET
รปู สามเหล่ยี มหนา จั่วรปู หนึง่ มีดา นประกอบมมุ ยอดยาว x + 1 เซนตเิ มตร มีฐานยาว 2x - 6
เซนตเิ มตร ถา เสนรอบรปู ของรูปสามเหลี่ยมนี้ยาว 32 เซนตเิ มตร แลว ดา นประกอบมุมยอดยาว
กเี่ ซนติเมตร
1. 8 เซนติเมตร 2. 9 เซนตเิ มตร 3. 10 เซนติเมตร 4. 11 เซนติเมตร
(เฉลยคําตอบ รูปสามเหลี่ยมมีดา นประกอบมมุ ยอดยาว x + 1 เซนติเมตร
ฐานยาว 2x - 6 เซนตเิ มตร
เสน รอบรปู ของรปู สามเหลีย่ มยาว 32 เซนตเิ มตร
เขียนสมการได
x + 1 + x + 1 + 2x - 6 = 32
4x - 4 = 32
4x = 36
x=9
ดา นประกอบมมุ ยอดยาวเทากบั 9 + 1 = 10 เซนตเิ มตร
ดังนัน้ คาํ ตอบ คือ ขอ 3.)
นาํ สอน สรุป ประเมิน
6. จงใชค้ วามสัมพันธร์ ะหว่าง A กบั B ต่อไปนต้ี รวจสอบว่าความสัมพนั ธ์ในขอ้ ใด ขน้ั สรปุ
ใหค้ ่า A = 95 เม่อื B = 2
4. ครูและนักเรียนรวมกันเฉลยคําถามในหนังสือ
1) A = 25 + 45B 2) A = 25 - 45B เรียนหนา 176 ท่ีไดถามไวในชั่วโมงแรกของ
3) A = 45 + 25B 4) A = 45 - 25B การเรยี นในหนวยการเรียนรูที่ 5
(แนวตอบ นาวาจะขับรถทันวีณา เมื่อขับรถ
7. จงแกส้ มการต่อไปน้ ี พรอ้ มทง้ั แสดงวธิ ตี รวจสอบคาำ ตอบ เปนเวลา 5 ชั่วโมง
ดงั นนั้ นาวาจะขบั รถทนั วณี า ในเวลา
1) 6 = 12 + a 2) x - 7 = 16 15 นาฬกา)
3) 2x - 8 = 7 - 3x 4) 32 - 2b = 40 ขนั้ ประเมนิ
218.5m + + 212 y= =8 4y - 4.5 x321
5) 6) (z + 1) =9 1. ครตู รวจผังมโนทศั น หนวยการเรยี นรูท ี่ 5
7) 8) - 52 = x5 + 2 2. ครตู รวจใบงานท่ี 5.5
3. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 5.5
4. ครูตรวจแบบฝกทักษะประจาํ หนวยการเรยี นรู
8. จงหาคา่ ของ P และ a
1) I = P ×1R00× T เม่ือ R ≠ 0 และ T ≠ 0 ท่ี 5
5. ครูประเมนิ การนําเสนอผลงาน
2) 3b = 2a - 7 6. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล
7. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ
9. ค่าของ y2 - 1 จากสมการ 4(y - 3) = 16 เทา่ กบั เทา่ ใด 8. ครสู งั เกตคุณลกั ษณะอันพึงประสงค
10. จากสมการ 2y + 12 = 5x - 8 เมือ่ y = 5 ค่าของ x เทา่ กับเทา่ ใด
11. ส มศกั ด์ิวดั ความยาวของห้องเรยี นไดค้ วามยาว 10 เมตร ถ้าความยาวรอบหอ้ งเรยี นเทา่ กับ
36 เมตร จงเขียนสมการแลว้ หาความกว้างของห้องเรยี นนี้
12. รปู สเี่ หลย่ี มผนื ผา้ รปู หนง่ึ มดี า้ นกวา้ งยาว 12 นวิ้ และมพี นื้ ทเี่ ทา่ กบั 180 ตารางนว้ิ เสน้ รอบรปู
ของรูปสี่เหลย่ี มรปู น้ีเท่ากับก่นี ิ้ว
13. แ ปดเท่าของผลต่างระหวา่ งจาำ นวนหนึง่ กบั 7 มีผลลพั ธเ์ ทา่ กับ 32 ถา้ ให ้ x แทนจาำ นวนนน้ั
จะเขียนสมการแทนประโยคภาษาท่กี าำ หนดให้ไดอ้ ยา่ งไร
14. ด ารณมี ีสมดุ อยู่ 8 โหล ได้รบั บรจิ าคมาอีกจาำ นวนหนึ่ง เมื่อนำาไปแจกใหน้ ักเรียน 40 คน
ปรากฏว่านักเรียนได้รับแจกสมุดคนละ 3 เล่ม จงหาจาำ นวนสมดุ ทีด่ ารณีได้รับบริจาค โดยใช้
สมการ
225
ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET แนวทางการวัดและประเมินผล
2x 3+ 5 = 5 2- x จงหาคา ของ 7x
1. -25 2. -5 3. 5 4. 25 ครศู กึ ษาเกณฑก ารวดั และการประเมนิ ผล เพอ่ื ประเมนิ ผลงาน/ชนิ้ งานของ
นกั เรยี นรายบคุ คลและกลมุ จากแบบประเมนิ ของแผนการจดั การเรยี นรใู นหนว ย
(เฉลยคําตอบ 2x +3+ 5 = 35(52- x การเรยี นรทู ่ี 5
2(2x 5) = -
x) แบบประเมินการนาเสนอผลงาน แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม
คาชแ้ี จง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงในช่องที่ตรงกับ คาชี้แจง : ให้ผสู้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงในชอ่ งทตี่ รงกับ
ระดับคะแนน ระดับคะแนน
4x + 10 = 15 - 3x ลาดบั รายการประเมิน ระดับคะแนน ลาดับ ชือ่ – สกลุ การแสดง การยอมรบั ฟงั การทางาน ความมนี า้ ใจ การมี รวม
ที่ 4321 ท่ี ของนกั เรียน ความคิดเหน็ คนอน่ื ตามท่ีได้รบั ส่วนร่วมใน 20
มอบหมาย การปรับปรุง คะแนน
ผลงานกลมุ่
4x + 3x = 15 - 10 1 เน้ือหาละเอียดชัดเจน
43214321432143214321
2 ความถูกต้องของเนื้อหา
3 ภาษาทใ่ี ช้เข้าใจงา่ ย
7x = 5 4 ประโยชนท์ ่ีไดจ้ ากการนาเสนอ
5 วธิ ีการนาเสนอผลงาน
รวม
ดังนน้ั คาํ ตอบ คอื ขอ 3.) ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมิน
............/................./................
เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ลงชื่อ...................................................ผปู้ ระเมนิ
ผลงานหรือพฤตกิ รรมสมบูรณช์ ัดเจน ให้ 3 คะแนน ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่าเสมอ ............/................./................
ผลงานหรอื พฤติกรรมมีขอ้ บกพร่องบางส่วน ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครงั้ ให้ 4 คะแนน
ผลงานหรือพฤติกรรมมขี อ้ บกพรอ่ งเปน็ สว่ นใหญ่ ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ให้ 3 คะแนน
ผลงานหรอื พฤตกิ รรมมีขอ้ บกพร่องมาก ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้งั ให้ 2 คะแนน
ให้ 1 คะแนน
เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ
18 - 20 ดีมาก
14 - 17 ดี ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
10 - 13 พอใช้ 18 - 20 ดีมาก
ตา่ กวา่ 10 ปรับปรุง 14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรุง
T239
บรรณานุกรม
กนกวลี อษุ ณกรกลุ , ปาจรยี ์ วชั ชวลั คุ และสเุ ทพ บญุ ซอ้ น. (2561). หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐาน คณติ ศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษา
ปีที่ 1 เล่ม 1. พิมพค์ รงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั ไทยร่มเกลา้ จ�ำกัด.
จันทร์เพญ็ ชมุ คช, ทองดี กุลแกว้ สวา่ งวงศ,์ สมใจ ธนเกียรติมงคล และสายสุณี สุทธิจกั ษ.์ (ม.ป.ป.). คู่มือครู หนงั สอื เรยี น
รายวชิ าพืน้ ฐาน คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 เลม่ 1. พิมพ์ครั้งท่ี 6. กรุงเทพมหานคร : บริษทั ไทยร่มเกลา้
จ�ำกดั .
_______. (ม.ป.ป.). คู่มือครู หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 เล่ม 2. พิมพ์คร้ังท่ี 4.
กรงุ เทพมหานคร : บริษทั ไทยร่มเกล้า จ�ำกัด.
_______. (ม.ป.ป.). คู่มือครู หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1. พิมพ์คร้ังท่ี 5.
กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ไทยร่มเกลา้ จ�ำกดั .
_______. (ม.ป.ป.). คู่มือครู หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 2. พิมพ์ครั้งท่ี 3.
กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ไทยร่มเกลา้ จ�ำกัด.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2553). ศพั ทค์ ณติ ศาสตร์ ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 10. กรุงเทพมหานคร : นานมบี คุ๊ ส์
พับลิเคช่นั ส์.
_______. (2554). พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พทุ ธศักราช 2542. กรงุ เทพมหานคร : นานมบี คุ๊ ส์พับลเิ คชัน่ ส์.
ศศิเกษม สัทธรรมสกุล และกฤษฎิ์ อ่อนไสว. (2560). คู่มือเตรียมสอบ AKSORN พิชิต O-NET คณิตศาสตร์ ม.3.
กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ไทยรม่ เกลา้ จ�ำกัด.
สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย,ี สถาบัน. (2560). ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพช์ ุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จ�ำกดั .
_______. (2561). คู่มือการใช้หลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนต้น). สืบค้นเม่ือ 22 พฤษภาคม 2561,
จาก https://drive.google.com/drive/folders/12a0Y3CvLirAKeza_ClV_lwIrtdqMtcCR
T240