The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jitsuparobkob21, 2021-05-22 07:38:10

การภาษีอากร CH1

บทที่ 2 PIT 1 - (7 -218)

บทที่ 2 ภาษเี งนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
บทที่ 2 การภาษีอากรสาหรับบคุ คลธรรมดา
วัตถุประสงคข์ องการศกึ ษา
เมื่อศึกษาบทท่ี 2 จบแล้ว ผศู้ กึ ษาสามารถ
1. อธิบายผู้มหี นา้ ทเ่ี สียภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดาได้ได้
2. อธิบายหลกั การจดั เกบ็ ภาษเี งินได้ ภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดาได้
3. อธบิ ายการหักคา่ ใช้จ่ายได้
4. อธบิ ายการหกั ลดหย่อนได้
5. อธิบายการคานวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
6. อธิบายภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดาสาหรบั ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้
7. อธิบายการย่ืนแบบแสดงรายการเกย่ี วกับภาษีเงินได้บคุ คลธรรมดาได้
8. อธบิ ายประเดน็ ทนี่ า่ สนใจเก่ยี วกบั เงนิ ไดบ้ างประเภทได้
9. แบบแสดงรายการเพ่อื เสียภาษีและกาหนดเวลายนื่ แบบฯ

2-1

บทท่ี 2 ภาษีเงนิ ได้บุคคลธรรมดา

ประเภทภาษอี ากรทจี่ ดั เก็บตามประมวลรัษฎากร

1. ภาษีเงินได้ บคุ คลธรรมดา
ตามสว่ น 2 หมวด 3 ในลกั ษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 40 -มาตรา 64 (รวม 39

มาตรา) และบัญชีอตั ราภาษีเงินได้ (1) สาหรับบุคคลธรรมดา
2. ภาษีเงนิ ได้นิติบคุ คล
ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แหง่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-มาตรา 76 ทวิ (รวม 21

มาตรา) และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (2) สาหรับบรษิ ัทหรือหห้ ุ้นสว่ นนิตบิ คุ คล
3. ภาษีมลู ค่าเพ่ิม ตามหมวด 4
มาตรา 77 -มาตรา 90/5 รวม 115 มาตรา
4. ภาษธี รุ กิจเฉพาะ ตามหมวด 5
มาตรา 91 -มาตรา 91/21 รวม 22 มาตรา
5. อากรแสตมปี ตามหมวด 6
มาตรา 103 -มาตรา 129 รวม 33 มาตรา และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ 28 ลกั ษณะตราสาร

ภาษีเงินได้บคุ คลธรรมดา (Personal Income Tax) เป็นภาษที างตรงและเป็นภาษีอากร

ประเมนิ หมายถึง ภาษที ี่จัดเก็บจากบุคคลทัว่ ไป หรือจากหน่วยภาษที ีม่ ีลกั ษณะพิเศษตามทีก่ ฎหมาย
กาหนดและมรี ายได้เกิดข้ึนตามเกณฑท์ ่ีกาหนด โดยปกตจิ ัดเก็บเป็นรายปี รายได้ทีเ่ กดิ ขนึ้ ในปใี ด ๆ ผมู้ ี
รายไดม้ หี นา้ ที่ต้องนาไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษที ่ีกาหนดภายในเดือนมกราคมถึง
มีนาคมของปถี ดั ไป สาหรบั ผ้มู เี งินได้บางกรณีกฎหมายยังกาหนดใหย้ นื่ แบบฯ เสียภาษีตอนคร่งึ ปี สาหรับ
รายได้ ท่เี กิดข้ึนจริงในชว่ งคร่ึงปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีท่ีต้องชาระและเงนิ ไดบ้ างกรณี
กฎหมายกาหนดให้ผูจ้ ่ายทาหน้าทหี่ กั ภาษี ณ ท่จี ่ายจากเงินไดท้ จี่ า่ ยบางสว่ น เพ่ือให้มีการทยอยชาระภาษี
ขณะทมี่ เี งินไดเ้ กดิ ข้ึนอีกด้วย

1. ผูม้ ีหน้าท่ีเสียภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา

1.1 ผู้มหี น้าทเี่ สียภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดา มีดังน้ี

1.1.1 บุคคลธรรมดา (มาตรา 56) หมายถงึ คนท่ีมีชวี ิตอยจู่ นชาระภาษีสาเร็จ ไม่ว่าจะเป็น
เดก็ ผใู้ หญ่ ผสู้ ูงอายุ พระภิกษสุ งฆ์ สามเณร นักบวช คนพิการ ไม่จากัดเพศ อายุ เชอ้ื ชาติ และ
ศาสนา ได้รบั เงนิ ไดท้ ถ่ี ูกกฎหมาย หรอื แม้แตผ่ ู้ที่มเี งนิ ไดจ้ ากการกระทาผิดกฎหมายอน่ื ๆ กต็ าม ถือเป็นผู้
ทม่ี ีหนา้ ทต่ี ้องเสียภาษเี งินได้บุคคลธรรมดาทุกคนถ้ามีเงินได้ตามเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกาหนด สาหรบั
คนโสดมีเงนิ ได้พึงประเมนิ เกิน 60,000 บาท และ เฉพาะ ม.40(1) เกนิ 120,000 บาท

2-2

บทที่ 2 ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา

เว้นแต่ กฎหมายกาหนดใหย้ กเวน้ ไมต่ ้องเสยี ภาษี ได้แก่ ผเู้ ยาว์ หรือผู้ทศี่ าลสั่งให้เป็น
บุคคลไรค้ วามสามารถ (มาตรา 57 กาหนดให้ต้องมี ผแู้ ทนโดยชอบธรรม ผู้อนบุ าล ผพู้ ิทกั ษ์ หรือ
ผ้จู ดั การกจิ การอนั ก่อให้เกิดเงินได้พงึ ประเมนิ น้นั เป็นตัวแทนในการยื่นภาษีแทน)

กรณี สามี ภรยิ าต่างฝ่ายตา่ งมีเงินได้ และความเป็นสามภี ริยามีอยู่ตลอดปภี าษี (ต่อเน่ืองกนั
ตลอดปีตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. ในปีภาษนี ั้น) กฎหมายกาหนดให้เอาเงนิ ได้ของภริยาเป็นเงินได้ของสามี
(มาตรา 57 ตรี) ยกเวน้ ถ้าภริยามีเงนิ ไดต้ ามมาตรา 40(1) เงนิ เดือน และค่าจ้าง ภริยามสี ทิ ธทิ จี่ ะเลือก
เสยี ภาษตี ่างหากจากสามไี ด้ (มาตรา 57 เบญจ)

แต่เนอ่ื งจาก การจัดเกบ็ ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดาจากสามีและภริยาตามมาตรา 57 ตรี และ
มาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรษั ฎากร เป็นการจากัดสทิ ธิสามแี ละภรยิ าในการยนื่ รายการและเสยี ภาษี
ถอื วา่ ไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง กรณจี ึงขัดหรือแย้งตอ่ มาตรา 30 ของรฐั ธรรมนูญแหง่
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บทบัญญตั ติ ามมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวล
รษั ฎากร จงึ เป็นอันใช้บงั คับมิไดต้ ามรฐั ธรรมนูญมาตรา 6 ของรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศักราช 2550 ซ่งึ คาวินจิ ฉัยของศาลให้มีผลในวนั อ่าน คือ ตงั้ แตว่ ันท่ี 4 กรกฎาคม 2555 ตามขอ้ 55
ของข้อกาหนดศาลรฐั ธรรมนูญ ว่าด้วยวธิ ีพจิ ารณาและการทาคาวนิ จิ ฉัย พ.ศ. 2550

ดังน้นั กรมสรรพากรจึงได้กาหนดแนวทางปฏิบตั ิเกี่ยวกบั การจัดเก็บภาษเี งินได้บคุ คล
ธรรมดาจากสามแี ละภรยิ าเพื่อใหส้ อดคลอ้ งกบั คาวนิ ิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนูญ

กรณี สามีภรยิ าต่างฝ่ายต่างมีเงินได้และความเป็นสามีภรยิ ามิไดอ้ ยตู่ ลอดปภี าษี กฎหมาย
กาหนด ให้สามแี ละภริยาเป็นบคุ คลแยกตา่ งหากจากกนั และต่างฝ่ายต่างยน่ื แบบแสดงรายการภาษขี อง
ตน (คานวณเหมือนเป็นคนโสด)

2-3

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดา
1.1.2 ผถู้ งึ แก่ความตายระหวา่ งปภี าษี (มาตรา 57 ทวิ วรรคหน่ึง) หมายถึง บุคคลธรรมดาท่ี
มีเงินได้ถึงเกณฑต์ ้องเสียภาษี แตเ่ สียชีวิตในระหวา่ งปีภาษี หรอื ถงึ แกค่ วามตายก่อนกาหนดเวลาย่นื ภาษี
มหี น้าที่จะต้องเสียภาษเี งินได้บุคคลธรรมดาถ้ามีเงินไดพ้ งึ ประเมนิ เกนิ 60,000 บาท โดยมอบหมายให้
ผ้จู ัดการมรดก ทายาท หรือผูค้ รอบครองทรัพย์มรดกเป็นผูย้ ่ืนเสียภาษีแทน ทั้งน้ีให้เสียภาษีเฉพาะในปีท่ี
ถงึ แก่ความตายเทา่ นั้น

ข้อสงั เกต ในการยื่นแบบแสดงรายการเพอ่ื เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนผตู้ ายนัน้ กฎหมาย
กาหนดใหร้ วมเงนิ ได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ไดร้ ับตลอดปภี าษีท่ผี ู้นัน้ ถึงแก่
ความตาย เป็นยอดเงินได้พงึ ประเมนิ ท่ีต้องยื่นทงั้ ส้นิ ซง่ึ หมายความวา่ แมผ้ ู้มีหน้าท่ีเสยี ภาษจี ะ
ถึงแก่ความตายไปแลว้ และทรพั ยส์ ินของผูน้ น้ั เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทเมือ่ บุคคลน้ันตาย
ตามมาตรา 1599 แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ก็ตาม แต่หากทรัพย์มรดกดงั กล่าว
ก่อให้เกดิ เงนิ ได้พึงประเมินในระหวา่ งปีภาษที ี่ผมู้ ีหน้าทีเ่ สยี ภาษนี น้ั ตาย เงนิ ได้พงึ ประเมินท่ี
เกิดข้ึนน้ัน ไม่ถือวา่ เป็นเงนิ ได้พึงประเมนิ ของทายาทผู้รับมรดก แตถ่ ือเป็นเงินได้ของผู้ตายใน
ปภี าษีน้นั

2-4

บทท่ี 2 ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา

ตวั อย่าง
ในปภี าษี 2558 นาย ก. มีห้องชุดให้เชา่ 2 ห้อง โดยทาสัญญาให้เช่าเป็นเวลา 3 ปี ได้คา่ เชา่ รวม

เดือนละ 20,000 บาท นาย ก. ถงึ แกค่ วามตายในวันท่ี 1 กุมภาพนั ธ์ 2558 ห้องชดุ ดังกล่าวจงึ ตกเป็น
มรดกของนาย ข. ซ่ึงเป็นบุตรชายคนเดยี ว ตงั้ แตว่ ันทนี่ าย ก. ตาย และนาย ข. เก็บคา่ เช่าตามสญั ญาเช่า
จากผ้เู ช่าไปใช้ในฐานะทายาทผรู้ บั มรดกห้องชดุ ทั้งสองห้องดังกล่าว เพราะในกรณผี ู้ให้เช่าตาย สญั ญาเชา่
จะไมร่ ะงับ

ดังน้ี จะเหน็ ไดว้ า่ ในปภี าษี 2558 เม่อื นาย ก. ถึงแก่ความตาย นาย ก. จะมีเงินไดจ้ ากค่าเชา่ ไมถ่ ึง
60,000 บาท ซึง่ ไม่ถึงเกณฑ์ทีจ่ ะต้องยนื่ แบบแสดงรายการตามมาตรา 56 (1) แตเ่ มือ่ มาตรา 57 ทวิ
วรรคหนงึ่ บญั ญตั ิให้รวมเงนิ ไดข้ องผตู้ ายและของกองมรดกที่ไดร้ ับตลอดปีทีผ่ ู้น้นั ถึงแกค่ วามตาย เป็น
ยอดเงินได้พึงประเมนิ ที่ต้องย่ืนท้งั สิน้ จงึ ต้องถือวา่ ในปีภาษี 2558 น้ันเงนิ ไดข้ องนาย ก. ผตู้ าย คือเงินได้
จากค่าเช่าที่นาย ก.ได้รับก่อนนาย ก. ตาย จานวน 20,000 บาท และเงินค่าเชา่ ทีน่ าย ข.ไดร้ ับจากห้องชุด
ดงั กล่าว หลังนาย ก. ตาย จนถึงสนิ้ ปีภาษี คอื วนั ท่ี 31 ธนั วาคม 2558 รวมกันเป็นเงนิ 240,000 บาท
เป็นเงนิ ไดข้ องนาย ก. ท่ีไดร้ บั ในปภี าษี 2558 ทัง้ หมด เพราะคา่ เช่าท่ีได้รับหลงั นาย ก. ตายน้ัน เป็นดอก
ผลโดยนิตนิ ยั ของหอ้ งชุดท้ังสองห้อง จึงเป็นเงินได้ท่ีกองมรดกของนาย ก. ไดร้ ับในปีภาษีที่นาย ก. ตาย
นาย ข. จงึ มหี น้าทีย่ นื่ แบบแสดงรายการเพอื่ เสยี ภาษเี งนิ ได้บคุ คลธรรมดาประจาปภี าษี 2558 ในนามของ
นาย ก. แทนนาย ก. ผู้ตาย ภายในเดอื นมนี าคม 2559 โดยนาย ข. ไมต่ ้องนาค่าเช่าท่ีได้รบั จากห้องชุดท่ี
ได้รับมรดกจาก นาย ก. ตงั้ แตเ่ ดอื นกุมภาพันธ์ ถงึ เดือน ธันวาคม 2558 มาคานวณเป็นเงนิ ได้ของตนอีก

1.1.3 กองมรดกท่ียงั มิได้แบ่ง (มาตรา 57 ทวิ วรรคสอง) หมายถึง ทรพั ยส์ ินของผู้ตายท่ี
ไดร้ บั ในปถี ัดจากปีทถ่ี ึงแกค่ วามตาย และยงั ไมไ่ ดแ้ บง่ มรดกใหท้ ายาทท่มี เี งินได้พงึ ประเมินเกนิ 60,000
บาท โดยมอบหมายให้ผจู้ ดั การมรดก ทายาท หรือผคู้ รอบครองทรพั ย์มรดก เป็นผู้ยนื่ เสยี ภาษใี นนาม
“กองมรดกที่ยังมิไดแ้ บ่ง”

เมื่อมีการแบง่ กองมรดกแล้ว ทรพั ยส์ ินน้จี ะเสียภาษีในนามของทายาทตามส่วนทไ่ี ด้รบั มรดก
น้นั ในกรณีที่ทายาทไดร้ บั เงินจากกองมรดกซึ่งไดเ้ สยี ภาษีเงินได้ในนาม “กองมรดกท่ียังไม่ไดแ้ บ่ง” ตาม
มาตรา 57 ทวิ แลว้ จะได้รับยกเวน้ ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (10)

การแบง่ มรดกของผู้ตาย จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา 1750
ซง่ึ ระบุไว้ 3 กรณี คือ

1) ทายาทเข้าครอบครองเป็นสดั สว่ น
2) ขายทรัพย์มรดกแลว้ ทายาทนาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหวา่ งทายาท
3) ทาสัญญาตกลงแบง่ ทรัพย์สินกัน หากทรัพย์มรดกของผ้ตู ายมหี ลายอย่าง มีการแบ่ง
กนั แลว้ บางส่วน แต่ยงั คงเหลือทรัพย์มรดกบางสว่ นทย่ี ังมิได้แบ่งกนั และทรัพย์มรดกส่วนท่เี หลือน้นั
กอ่ ให้เกิดเงนิ ไดพ้ ึงประเมินเกินกวา่ 60,000 บาท จะเป็นกรณตี ามมาตรา 57 ทวิ วรรคสองน้ี โดยถอื ว่า
กองมรดกของผูต้ ายยังมิไดแ้ บ่งและเงินไดพ้ ึงประเมินท่เี กิดจากทรัพย์มรดกทีย่ ังมิไดแ้ บง่ น้ี เป็นเงนิ ได้พึง

2-5

บทท่ี 2 ภาษเี งนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
ประเมินของกองมรดกของผูต้ าย ซ่ึงผจู้ ัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกดังกลา่ ว มี
หน้าทีต่ อ้ งยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีเงินได้บคุ คลธรรมดาในนามของกองมรดก

ตวั อยา่ ง ในกรณีท่ผี ู้มีเงนิ ได้พงึ ประเมินถงึ แก่ความตายในระหว่างปีภาษีขา้ งตน้ เม่ือนาย ข. ได้รับแต่งตงั้
เป็นผูจ้ ัดการมรดกและยน่ื แบบแสดงรายการเพ่อื เสยี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในนามของนาย ก.
ซง่ึ เปน็ ผูต้ าย ภายในเดือนมีนาคม 2560 แลว้ ต้ังแต่เดอื น มกราคม 2560 ผเู้ ชา่ หอ้ งชดุ ยงั คงจา่ ย
คา่ เช่าใหแ้ ก่ นาย ข. ซง่ึ เป็นผจู้ ดั การมรดกของนาย ก. ตลอดมา เดือนละ 20,000 บาท หากสิ้น
ปภี าษี 2559 นาย ข. ยังจัดการแบ่งมรดกไม่เสร็จ หรอื ยงั มไิ ด้จดั การแบง่ ทรัพย์มรดก คือ ห้อง
ชุดดังกลา่ วให้เป็นสัดส่วน หรือยังมิไดโ้ อนห้องชุดดังกล่าวเปน็ ชอ่ื ของนาย ข. และนาย ค. ซึ่งเป็น
ทายาท หอ้ งชดุ ท้ังสองห้องดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของกองมรดกของนาย ก. ค่าเช่าทไี่ ด้รบั
เดือนละ 20,000 บาท ตลอดปี 2560 เป็นเงนิ 240,000 บาท จึงเป็นเงนิ ได้ของกองมรดกทย่ี ัง
มิไดแ้ บ่ง มใิ ช่เงินได้ของนาย ข. และ นาย ค. ตามมาตรา 57 ทวิ วรรคสองดังกล่าว เม่ือเงนิ ได้
ของกองมรดกทีย่ ังมิไดแ้ บง่ มีเงนิ ได้เกนิ 60,000 บาท ในปีภาษี 2560 นาย ข. ท่ีเป็นผจู้ ดั การ
มรดก ก็มีหน้าทีย่ ่ืนแบบแสดงรายการและเสียภาษใี นนามกองมรดกของนาย ก. ภายในเดือน
2-6

บทท่ี 2 ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา

มนี าคม 2561 จะเห็นไดว้ ่าตามบทบัญญตั ิของประมวลรัษฎากรมาตราน้ี จะเกิดหนว่ ยภาษขี ึ้น
ใหม่อีกหน่วยหน่ึง คอื “กองมรดกของผตู้ าย” ซึ่งผูจ้ ัดการมรดกจะต้องไปขอเลขประจาตวั ผ้เู สยี
ภาษอี ากรของกองมรดกดว้ ย

อย่างไรก็ตาม เงนิ ไดจ้ ากกองมรดกที่ยงั มไิ ด้แบ่งนี้ เม่ือเสยี ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดาในนาม
ของกองมรดกแล้ว เม่อื ผจู้ ดั การมรดกนาเงนิ ท่เี หลอื จากเสยี ภาษเี งนิ ได้ไปแบง่ ให้แก่ทายาท เชน่ กรณี
ข้างตน้ นาย ข. นาเงนิ ค่าเช่าหอ้ งชุดทเี่ สียภาษีในนามกองมรดกแล้วมาแบ่งกนั กบั นาย ค. คนละครง่ึ เงินที่
นาย ข. และ นาย ค. ได้รบั จงึ ไม่ต้องเสยี ภาษีเงนิ ได้พึงประเมนิ ในปภี าษที ่ีได้รับสว่ นแบง่ น้ัน เพราะเงินสว่ น
แบ่งจากกองมรดกท่ีเสียภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดาไปแลว้ ดังกล่าว ได้รบั ยกเวน้ ภาษีไม่ต้องนามารวม
คานวณเป็นเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดาด้วย ตามมาตรา 42 (16) แหง่ ประมวลรษั ฎากร เพราะหากต้องนามา
คานวณเพ่ือเสยี ภาษีอีก กจ็ ะเป็นการเก็บภาษีซา้ ซ้อนจากเงนิ ไดจ้ านวนเดียวกนั

1.1.4 หา้ งหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลทมี่ ใิ ชน่ ิตบิ คุ คล (มาตรา 56 วรรคสอง) ที่มเี งนิ ได้
พึงประเมนิ เกนิ 60,000 บาท

หา้ งหุน้ สว่ นสามญั หมายถึง ห้างหนุ้ สว่ นตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซง่ึ บุคคล
ต้งั แต่ 2 คนข้นึ ไป ตกลงเข้ารว่ มกันเพื่อทากิจการรว่ มกนั (อย่างต่อเนื่อง) โดยมวี ตั ถุประสงค์ทีจ่ ะแบ่ง
กาไรจากกิจการทที่ ารว่ มกัน ท่มี ีเงินได้พึงประเมนิ เกิน 60,000 บาท

คณะบคุ คล หมายความวา่ บคุ คลตง้ั แต่ 2 คนข้ึนไปตกลง กระทาการรว่ มกนั อนั มิใช่หา้ ง
ห้นุ สว่ นสามัญ (ไมไ่ ด้ตกลงร่วมกันประกอบกจิ การอยา่ งตอ่ เนอ่ื งและหวงั แบ่งกาไร) ทม่ี ีเงินได้พึงประเมนิ
เกิน 60,000 บาท ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรษั ฎากร ซ่ึงแกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลรษั ฎากร (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557 ตวั อย่างเช่น

(1) คณะกรรมการนักศึกษาจัดหาทุนเพ่ือกระทากจิ กรรมในกลมุ่ ของตน
(2) คณะกรรมการจัดหาทุนเพื่อสรา้ งและปรับปรงุ โบราณสถาน
(3) ชมรมแมบ่ ้านจัดกิจกรรม หาทนุ เพ่อื สร้างโรงพยาบาล เป็นตน้

1.1.5 วิสาหกจิ ชุมชน
ตามกฎหมายวา่ ด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชมุ ชน เฉพาะท่เี ปน็ ห้างหุ้นสว่ นสามญั หรือคณะ

บุคคลทม่ี ิใช่นติ ิบคุ คลต้องจดทะเบยี นและไดร้ ับใบสาคัญแสดงการจดทะเบียนจากกรมส่งเสริมการเกษตร
ตามพระราชบัญญตั สิ ่งเสริมวิสาหกิจชมุ ชน พ.ศ. 2548 ถา้ มีเงนิ ได้พึงประเมนิ เกนิ 1,800,000 บาทในปี
ภาษใี ด ให้นาเงนิ ไดท้ ้ังหมดมาคานวณภาษี (ให้ใชห้ ลักเกณฑน์ ้ไี ดต้ ง้ั แต่ วันที่ 1 ม.ค. 2552 ถงึ วันท่ี 31
ธ.ค. 2562)

ในประเทศไทยน้นั ผเู้ สียภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดาเป็นผู้เสียภาษีทีม่ จี านวนมากกว่าผูเ้ สียภาษี
เงนิ ไดน้ ติ ิบุคคล และในความหมายของบุคคลธรรมดาที่เป็นผูม้ หี นา้ ที่เสยี ภาษเี งินไดก้ ว้างกว่าคาว่า “บุคคล
ธรรมดา” โดยทัว่ ไป ดงั นนั้ การศกึ ษาการภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดาจึงเป็นส่ิงสาคญั และจาเป็นอยา่ งยง่ิ

2-7

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดา

ขอ้ สังเกต
ปีภาษี ตามความหมายของประมวลรษั ฎากร คือ ปีปฏทิ ิน หรือปีประดทิ ิน (เนอ่ื งจากประมวล

รัษฎากรเป็นกฎหมายภาษีทปี่ ระกาศใช้ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2482*2 ดงั นั้น ภาษาท่ีใช้ในกฎหมายจึงอาจเป็นภาษา
ทคี่ นยคุ ปจั จุบนั อาจไมค่ ุน้ หูคุ้นตากันแล้ว เช่น คาว่า ปีปฏิทิน ซึ่งในประมวลรษั ฎากรก็ยังคงอนุรักษ์คาวา่ ปี
ประดทิ นิ อยู่เหมือนเดิม) เป็นรอบระยะเวลาทใ่ี ชส้ าหรับคานวณภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา โดยปภี าษีจะเรมิ่
นับตัง้ แต่วนั ท่ี 1 มกราคม - 31 ธนั วาคม ของปีนั้นๆ กลา่ วคอื เป็นการนับตามรอบปปี ฏทิ ินนั่นเอง

รอบระยะเวลาบัญชี เป็นรอบระยะเวลาทีใ่ ช้สาหรับคานวณภาษเี งนิ ไดน้ ิตบิ คุ คล โดยปกติรอบ
ระยะเวลาบัญชีจะมรี ะยะเวลา 12 เดอื น และมกั จะเร่มิ นบั ตามปปี ฎทิ ินตงั้ แตว่ นั ที่ 1 มกราคม - 31
ธันวาคม ของปีน้ันๆ เพ่ือความสะดวกในการคานวณภาษี แต่รอบระยะเวลาบญั ชขี องนิตบิ ุคคลจะไม่เริ่มตน้
ตามปปี ฏิทนิ ก็ได้

คาถาม จากวันที่ 1/10/58 สิน้ สุดวันที่ 30/9/59 ถือว่าเป็นรอบระยะเวลาบัญชีใด ปี 2558
หรอื ปี 2559

คาตอบ
1. กรมพัฒนาธรุ กิจการค้า จะถือเป็น ปี 2559
2. กรมสรรพากร จะถือเป็น ปี 2559
วิธีการนบั รอบระยะเวลาบญั ชีทถี่ ูกสอนกันมาต้ังแต่อดีต ในปัจจบุ ันน่าจะไม่ค่อยมีคน

เข้าใจท่มี ากนั แลว้ ครับ วิธกี ารนบั คือ ให้นา 150 วนั บวกเข้าไปในวนั สุดทา้ ยของรอบระยะเวลาบัญชี
แลว้ ลบดว้ ย 1 ได้ผลลัพธเ์ ท่าไร กใ็ หน้ ับเป็นรอบระยะเวลาบัญชีปีนน้ั (กาหนดเวลาในการย่ืนแบบ ภ.ง.ด.
50 ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แหง่ ประมวลรษั ฎากร)

ตัวอย่าง
รอบระยะเวลาบญั ชี 1 ตุลาคม 2558 ถงึ 30 กันยายน 2559 ให้นา 150 วัน

(31+30+31+31+27) มาบวกเข้าไป กจ็ ะได้วันสดุ ทา้ ยของกาหนดเวลาดังกล่าว คอื วันที่ 27 กมุ ภาพนั ธ์
2560 เช่นน้ี ตกปี 2560 นามาลบออกด้วย 1 คงเหลือ 2559 จึงกาหนดใหเ้ รยี กรอบระยะเวลาบัญชีดงั กลา่ ว
วา่ รอบระยะเวลาบัญชี ปี 2559

รอบระยะเวลาบัญชี 30 เมษายน 2558 ถงึ 31 พฤษภาคม 2559 ใหน้ า 150 วัน
(30+31+31+30+28) มาบวกเขา้ ไป ก็จะไดว้ นั สดุ ท้ายของกาหนดเวลาดงั กล่าว คือ วนั ท่ี 28 ตุลาคม
2559 เช่นน้ี ตกปี 2559 นามาลบออกดว้ ย 1 คงเหลือ 2558 จงึ กาหนดให้เรียกรอบระยะเวลาบัญชี
ดังกลา่ ววา่ รอบระยะเวลาบัญชี ปี 2558 (ที่มา : เพจภาษีรู้ไวไ้ ด้เปรยี บ)

2-8

บทที่ 2 ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา

1.2 บคุ คลธรรมดาทไี่ ด้รบั ยกเว้น ไม่ต้องเสยี ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา

บุคคลธรรมดากลุ่มหนึ่งท่ปี ระมวลรษั ฎากรกร ยกเวน้ ไม่ต้องเสียภาษเี งนิ บุคคลธรรมดา ซ่ึงมี
ดังตอ่ ไปนี้

1.2.1 บุคคลตามข้อผกู พันท่ีประเทศมอี ยู่ตามสญั ญาว่าด้วยความรว่ มมอื ทางเศรษฐกิจ หรือ
ทางเทคนิคระหว่างรัฐบาลไทยกบั รฐั บาลตา่ งประเทศ (พระราชกฤษฎกี าฯ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2499)

1.2.2 เจ้าหนา้ ที่ หรอื ผูเ้ ชี่ยวชาญ ขององค์การสหประชาชาติ หรือทบวงการชานัญพเิ ศษ
ของสหประชาชาติ ซ่งึ ปฏิบัตหิ นา้ ทอ่ี ยใู่ นประเทศไทย ในเมื่อประเทศไทยมีข้อผกู พนั ให้ยกเวน้ ตาม
อนุสัญญาหรือความตกลง (มาตรา 4(1) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบบั ที่ 10) พ.ศ. 2500)

1.2.3 บคุ คลในคณะทูต บุคคลในคณะกงสลุ และบคุ คลท่ถี อื ว่าอยู่ในคณะทูตตามความตก
ลง ทั้งน้ใี ห้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบตั ติ ่อกนั (มาตรา 4(2) แหง่ พระราชกฤษฎกี าฯ (ฉบบั ท่ี 10) พ.ศ.
2500)

1.2.4 บคุ คลตามสญั ญาวา่ ด้วยการยกเวน้ การเก็บภาษีซ้อนท่รี ฐั บาลได้ทาไว้ หรือจะได้ทา
กับรฐั บาลต่างประเทศ (พระราชกฤษฎกี าฯ (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2505)

1.2.5 บุคคลทีม่ ีสญั ชาติอเมริกันซ่ึงเป็นลกู จา้ ง หรอื พนักงานของบริษทั หรือห้างหุ้นส่วนนิติ
บุคคลท่ตี ้งั ขน้ึ ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่สญั ญากบั รฐั บาลสหรฐั อเมริกาในการเขา้ มา
ประกอบกจิ การเก่ียวกับการบารงุ รกั ษายุทธปัจจัยและงานทเี่ กย่ี วข้องในราชอาณาจักร เพอ่ื ปฏิบัตงิ าน
บารงุ รกั ษายุทธปัจจัยและงานท่ีเก่ียวข้องในราชอาณาจกั รของบริษัทหรอื ห้างหุ้นส่วนนติ ิบุคคลทีต่ งั้ ขึน้ จาก
กฎหมายของสหรัฐอเมริกาน้ัน (คาสั่งหวั หนา้ คณะปฏวิ ัติที่ 79/2515 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2515)

1.2.6. บุคคลตามท่ีกาหนดไว้ในความตกลงระหวา่ งรัฐบาลไทยกบั องค์การรัฐมนตรศี ึกษา
แหง่ เอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ (องคก์ ารซีเมส) เกย่ี วกบั สานักงานใหญ่ขององคก์ ารรัฐมนตรศี กึ ษาแหง่ เอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใตใ้ นประเทศไทย ซง่ึ ได้แก่

(1) ผู้อานวยการซเี มส หรอื พนักงานใด ๆ ซ่งึ ได้รบั แตง่ ต้ังให้ทาการแทนผู้อานวยการ ซี
เมส

(2) พนักงานระหว่างประเทศซ่ึงมชี ื่อสง่ ไป และได้รบั ความเห็นชอบจากเจา้ หนา้ ทข่ี องไทย
ทเ่ี หมาะสมแลว้ โดยได้รบั ยกเว้นภาษีจากทางตรงท้งั ปวงสาหรับเงินเดอื น และรายได้ซง่ึ องค์การซเี มสได้
จ่ายให้

(3) ผเู้ ช่ยี วชาญและทปี่ รึกษา นอกจากพนกั งานของซีเมสผู้ปฏบิ ตั ิหนา้ ทเ่ี พอื่ ซีเมส
(ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 17 ลงวันท่ี 12 มกราคม 2515)

1.2.7. กรณสี านักงาน หรือหน่วยงาน หรือกองทุนที่มใิ ช่นติ บิ ุคคล หรอื คณะกรรมการซ่งึ
จดั ตัง้ ขน้ึ โดยกระทรวง ทบวง กรม เพ่อื กระทากิจการตามนโยบายของทางราชการโดยมกี ารเรียกเก็บ
เงินจากผู้ประกอบการ เพ่ือนามาเป็นค่าใชจ้ า่ ยในการดาเนินงานตามวัตถุประสงค์ของทางราชการ ถา้ มี
เงินเหลือก็จะจา่ ยคนื ให้แก่ผปู้ ระกอบการ และกรรมการ หรือบคุ คลซ่ึงปฏิบตั ิหนา้ ท่ใี นสานักงาน หรอื

2-9

บทที่ 2 ภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา

หน่วยงาน หรอื กองทุน หรือคณะกรรมการดังกล่าว มไิ ด้รบั เงินได้หรอื ผลประโยชนใ์ ด ๆ ซึ่งอาจคิด
คานวณไดเ้ ป็นเงนิ นอกเหนอื จากเงนิ ได้พงึ ประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

กรณีดังกลา่ วถอื ได้วา่ สานักงาน หรือหนว่ ยงาน หรอื กองทุนท่มี ิใช่นติ บิ ุคคล หรือ
คณะกรรมการดังกล่าว ทาหน้าทแ่ี ทนกระทรวง ทบวง กรม และผู้ประกอบการ จงึ ไมม่ ีหน้าท่ีเสยี ภาษี
เงนิ ได้บคุ คลธรรมดาตามประมวลรษั ฎากร (คาวนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการวินจิ ฉยั อากรท่ี 24/2536)

1.2.8 ได้รบั การยกเว้นเน่ืองจากเงินได้ไม่ถงึ เกณฑ์ขนั้ ตา่

สบื เน่ืองจาก กรมสรรพากรไดท้ าการปรบั ปรงุ โครงสรา้ งอัตราภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา
ใหมใ่ ชส้ าหรับปี 2559 (ตามร่างพระราชบัญญตั แิ กไ้ ขเพ่ิมเติมประมวลรษั ฎากร (ฉบับท่ี 44) พ.ศ.2560 ใช้
บงั คบั สาหรบั เงินไดพ้ งึ ประเมินตัง้ แต่วนั ท่ี 1 มกราคม 2560 เป็นตน้ ไป จึงทาใหห้ ลักเกณฑเ์ งินไดพ้ ึง
ประเมินข้นั ตา่ สาหรับการเสียภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดามีการเปล่ยี นแปลงไปด้วย ซ่ึงมรี ายละเอียด
ดังตอ่ ไปน้ี

1) ผู้ทเ่ี ปน็ โสด มเี งนิ ได้พึงประเมนิ ไม่เกิน 60,000 บาท ในปีภาษี
2) ผู้ที่มีคสู่ มรส มีเงนิ ไดพ้ งึ ประเมินไม่ว่าฝา่ ยเดียวหรือท้ังสองฝา่ ย รวมกันไม่เกนิ
120,000 บาท ในปภี าษี
3) ผทู้ ่เี ปน็ โสด มีเงนิ ไดจ้ ากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) ไม่เกิน 120,000 บาท
ในปภี าษี
4) ผทู้ ม่ี คี สู่ มรส มีเงนิ ไดจ้ ากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) ไมว่ ่าฝ่ายเดียวหรือทัง้
สองฝ่าย รวมกนั ไม่เกิน 220,000 บาท ในปภี าษี
5) ผู้ถงึ แก่ความตามในระหว่างปภี าษี ใหใ้ ชเ้ กณฑ์เดียวกันเหมือนกับหลักเกณฑ์ใน
ขณะทีผ่ มู้ เี งนิ ไดย้ งั มชี วี ิตอยู่ ตามเกณฑข์ ้ันตา่ ในข้อ 1) – 4)
6) กองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง มเี งนิ ได้พงึ ประเมินไม่เกนิ 60,000 บาท ในปภี าษี
7) ห้างหุ้นส่วนสามัญทมี่ ใิ ช่นติ บิ ุคคล มเี งนิ ได้พงึ ประเมินไม่เกิน 60,000 บาท ในปี
ภาษี
8) คณะบุคคลทม่ี ใิ ชน่ ิติบคุ คล มเี งนิ ได้พงึ ประเมนิ ไม่เกนิ 60,000 บาท ในปภี าษี
9) วสิ าหกิจชมุ ชน ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการส่งเสริมวสิ าหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 ถ้ามี
เงินได้พงึ ประเมนิ ไม่เกิน 60,000 บาท ในปภี าษี (แต่ไดร้ ับยกเว้นเงนิ ได้ 1,800,000 บ.)

หมายเหตุ คาว่า เงนิ ได้พึงประเมิน “ไม่เกิน” หมายถึง นอ้ ยกว่า หรอื เท่ากับ
ตวั อยา่ งเชน่ มีเงินได้พงึ ประเมนิ ไมเ่ กิน 60,000 บาท คอื นอ้ ยกว่า 60,000 บาท จนถงึ

เทา่ กับ 60,000 บาท ได้ แต่ถา้ มีเงินได้พึงประเมิน 60,0001 บาท เกนิ กว่าท่กี ฎหมายกาหนด

2 - 10

บทที่ 2 ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา

ตาราง 1 สรปุ เกณฑ์เงนิ ไดพ้ ึงประเมินขั้นต่า ของภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดา ปีภาษี 2562-63

ประเภทของผู้มีเงินได้ เงนิ ไดพ้ ึงประเมนิ เงินได้ขน้ั ตา่
1) ผ้ทู เ่ี ป็นโสด ม.40 60,000
2) ผู้ท่มี ีคสู่ มรส ม.40 120,000
3) ผทู้ เี่ ปน็ โสด ม.40(1) 120,000
4) ผทู้ ่มี คี สู่ มรส ม.40(1) 220,000
5) ผ้ถู งึ แก่ความตามในระหว่างปี
ภาษี ม.40(1) เหมือนยังมชี วี ติ อยตู่ ลอดปภี าษี
ม.40(1) และ ม.40 อน่ื ๆ 120,000
6) กองมรดกทีย่ งั มิได้แบ่ง 60,000
7) ห้างหนุ้ ส่วนสามัญทมี่ ิใชน่ ิติบคุ คล ม.40(3)(4)(5) 60,000
8) คณะบคุ คลที่มิใชน่ ิติบคุ คล ม.40(2)-(8) 60,000
9) วิสาหกิจชุมชน ม.40(2)-(8) 60,000
ม.40(2)-(8) 60,000

หมายเหตุ กฎหมายใหม่ ปี 2564 บคุ คลธรรมดาจะเปน็ ผ้เู สียภาษี เมือ่ มีอายคุ รบ 18 ปบี ริบรู ณ์

เม่อื เริ่มมเี งนิ ได้แล้วบคุ คลธรรมดาตอ้ งทาอย่างไร ?

1) ขอมเี ลขและบตั รประจาตัวผู้เสียภาษี
บุคคลธรรมดานบั แตว่ ันท่ีมเี งินไดเ้ กิดขน้ึ ภายใน 60 วนั ต้องย่นื ขอมีเลขและบัตรประจาตัว

ประชาชนโดยยน่ื แบบ ลป. 10.1
หมายเหตุ ปจั จุบัน สามารถใช้เลขประจาตวั ประชาชน 13 หลัก แทนเลขประจาตวั ผู้เสียภาษี

อากรแบบเดมิ 10 หลกั ได้ โดยไม่ต้องขอมบี ัตรประจาตวั ผูเ้ สียภาษอี ากรแบบเดมิ อีก (ปี 2556) ผูม้ เี งนิ ได้
ทีม่ ีภมู ิลาเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร อาจย่นื คาร้อง ณ สานักงานสรรพากรพื้นท่ี กรุงเทพมหานคร ทั้ง 30
แหง่ หรือ สานกั สรรพากรพน้ื ท่ีสาขา (อาเภอ) ทุกแหง่ กไ็ ด้ สาหรบั ในต่างจังหวัด ยน่ื คาขอได้ที่สานักงาน
สรรพากรพื้นที่ (จังหวัด) และสานักงานสรรพากรพนื้ ทีส่ าขา (อาเภอ) ทุกแหง่ แลว้ แต่กรณี

2) ยื่นแบบแสดงรายการ ปกตปิ ลี ะ 2 ครั้ง
เงนิ ได้ของปีภาษีใด ให้ย่นื แบบฯ ภายในวันท่ี 31 มีนาคม ของปีถัดไป ด้วยแบบ ภงด. 90

เวน้ แต่ มเี งนิ ไดพ้ ึงประเมิน ตาม ม. 40(5) – (8) จะตอ้ งทาการยืนเสียภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดา ปีละ 2 ครง้ั
จะตอ้ งย่นื แบบฯ ตอนกลางปี สาหรับเงนิ ได้ทีเ่ กิดขนึ้ ใน 6 เดือนแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ภายใน 30 กนั ยายน (
3 เดือนต่อมา ก.ค. – ก.ย. ) ของทุกปี โดยยน่ื แบบแสดงรายการเพื่อเสยี ภาษเี งนิ ได้บคุ คลธรรมดาคร่ึงปี
ภงด. 94 สาหรับเงนิ ได้ เช่น 40(5) การใหเ้ ชา่ ทรัพยส์ นิ 40(6) เงินไดจ้ ากวิชาชีพอิสระ 40(7) เงนิ ได้จาก
การรับเหมา และ40(8) เงนิ ได้จากธุรกจิ การพาณิชย์ เปน็ ต้น

2 - 11

ตาราง 1 สรปุ เกณฑ์เงนิ ไดพ้ ึงประเมนิ ขั้นตา่ ของภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา ปภี าษี 256

ประเภทของผมู้ ีเงนิ ได้ เงินไดพ้ ึงประเมนิ 1. ยงั ไมเ่ ป็นผู้เสียภาษี

1) ผู้ที่เป็นโสด ม.40 <= 60,000
2) ผทู้ ีม่ คี สู่ มรส ม.40 <= 120,000
3) ผทู้ เ่ี ป็นโสด ม.40(1) <= 120,000
4) ผู้ที่มคี สู่ มรส ม.40(1) <= 220,000
5) ผูถ้ ึงแก่ความตามในระหวา่ งปี เหมือนยังมชี วี ติ อยู่ตลอดปภี า
ภาษี ม.40(1) <= 120,000
ม.40(1) และ ม.40 อนื่ ๆ <= 60,000
6) กองมรดกทีย่ ังมิได้แบ่ง <= 60,000
7) หา้ งหนุ้ ส่วนสามญั ที่มิใช่นิติ ม.40(3)(4)(5) <= 60,000
บุคคล ม.40(2)-(8)
8) คณะบคุ คลทีม่ ใิ ชน่ ติ บิ ุคคล
9) วิสาหกิจชมุ ชน ม.40(2)-(8) <= 60,000
ม.40(2)-(8) <= 60,000

หมายเหตุ กฎหมายใหม่ ปี 2564 บุคคลธรรมดาจะเป็นผเู้ สยี ภาษี เมอื่ มีอายุครบ 1

2-

บทที่ 2 ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา

62-63 1. เปน็ ผู้เสยี ภาษี
2. มีภาษที ต่ี ้องชาระ
1. เปน็ ผู้เสียภาษี 3. ต้องยืน่ แบบฯ เพ่อื เสยี ภาษี
2. แต่ยังไมม่ ีภาษที ีต่ ้องชาระ > 525,000/ แบบ ภงด. 94, 90
3. ตอ้ งย่ืนแบบฯ เพือ่ เสยี ภาษี > 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90
60,001 – 525,000 / แบบ ภงด. 94, 90
60,001 – 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90 > 310,000/ แบบ ภงด. 91
120,001 – 310,000/ แบบ ภงด. 91 > 370,000/ แบบ ภงด. 91
120,001 – 370,000/ แบบ ภงด. 91
าษี / แบบ ภงด. 91 / แบบ ภงด. 91
120,001 – 310,000/ แบบ ภงด. 91 > 310,000/ แบบ ภงด. 94, 90
60,001 – 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90 60,001 – 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90
60,001 – 310,000/ แบบ ภงด. 94, 90 > 310,000/ แบบ ภงด. 94, 90
60,001 – 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90 > 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90

60,001 – 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90 > 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90
60,001 – 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90 > 675,000/ แบบ ภงด. 94, 90

18 ปีบรบิ ูรณ์

- 12

บทท่ี 2 ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา

ตาราง 2 แสดงแบบในการขอมเี ลขประจาตัวผเู้ สียภาษี

เลขประจาตวั ผ้เู สียภาษอี ากร

ลาดบั ชอ่ื ย่อ ชือ่ เต็ม

1. - สัญญาจดั ตั้งคณะบคุ คล

2. - สญั ญาจัดต้ังหา้ งหนุ้ ส่วนสามัญ

3. ล.ป.10.1 คารอ้ งขอมเี ลขประจาตวั ผูเ้ สียภาษอี ากร/แก้ไขรายละเอียดผู้เสียภาษปี ระเภทบคุ คล

ธรรมดา

4. ล.ป.10.2 คาร้องขอมเี ลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร/แก้ไขรายละเอียดผเู้ สียภาษปี ระเภทหา้ ง

หุ้นสว่ นสามัญหรอื คณะบคุ คล

- เอกสารแนบ 1

- เอกสารแนบ 2

- เอกสารแนบ 3

5. ล.ป.10.3 คารอ้ งขอมเี ลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร/แก้ไขรายละเอยี ดผู้เสยี ภาษีประเภทนติ ิบคุ คล

6. ล.ป.10.4 คาร้องขอมีเลขประจาตวั ผู้เสยี ภาษีอากร/แก้ไขรายละเอยี ดผเู้ สียภาษีประเภทผจู้ ่ายเงิน

ได้

ปรบั ปรุงจาก: กรมสรรพากร http://www.rd.go.th/publish/22367.0.html

2 - 13

บทท่ี 2 ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดา
2 - 14

บทท่ี 2 ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดา
2 - 15

บทที่ 2 ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา

2 หลักการจดั เก็บภาษีเงินได้ ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา

2.1 หลักการจดั เก็บภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดา

ตามมาตรา 41 ได้กาหนดหลักในการจดั เก็บภาษีเงินไดใ้ นประเทศไทย สรปุ ได้ดงั นี้
2.1.1 หลกั แหล่งเงนิ ได้ในประเทศ

เป็นเงินได้ท่ีเกิดจากแหลง่ เงินได้ในประเทศไทย ไม่ว่าผนู้ ัน้ จะมเี ช้อื ชาติหรือสัญชาตใิ ดก็
ตาม เงนิ ได้นั้นอาจเกิดข้ึน (ต้องเสียภาษีทกุ กรณี) เนอ่ื งจาก

(1) หนา้ ที่งานที่ทาในประเทศไทย
(2) กจิ การที่ทาในประเทศไทย
(3) กจิ การของนายจา้ งในประเทศไทย
(4) ทรพั ย์สินที่มีอยใู่ นประเทศไทย

2.1.2 หลักเงินได้จากนอกประเทศไทย
ผ้มู ีเงินไดท้ ่ีเกดิ จากแหล่งเงินได้นอกประเทศไทย
(1) มเี งินไดพ้ ึงประเมนิ เนื่องจาก
(1.1) หน้าที่งานทท่ี าในตา่ งประเทศ หรือ
(1.2) กจิ การท่ที าในต่างประเทศ หรือ
(1.3) ทรพั ย์สนิ ท่ีมีอยู่ในต่างประเทศ

แต่จะมหี น้าท่เี สยี ภาษีเงนิ ได้ในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขครบท้ัง 3 ข้อ ต่อไปน้ี

(ก) เป็นผ้อู ยู่ในประเทศไทยในปภี าษรี วมระยะเวลาครบ 180 วนั โดยตอ้ งอยใู่ นประเทศ
ไทยในปเี ดยี วกัน แตถ่ า้ อย่ตู ิดต่อกันในระยะคาบเก่ียวระหวา่ งปภี าษี ไม่ถือวา่ เป็นผอู้ ยใู่ นประเทศไทย เช่น
อยูใ่ นประเทศไทยต้ังแต่วนั ที่ 1 กันยายน 2552 ถึง 1 มีนาคม 2553 การนับจานวนวนั ให้เริ่มนบั ตั้งแต่
วันที่เขา้ มาในประเทศไทยตามที่ปรากฏในหนงั สือเดินทาง ไมใ่ ช่วันทไ่ี ด้รบั อนญุ าตใหท้ างานในประเทศไทย
ตามใบอนญุ าตทางาน (กค. 0811/2559 ลว. 10 มีนาคม 2540)

(ข) นาเงนิ ได้นน้ั เขา้ มาในประเทศไทย
(ค) โดยนาเงนิ ได้พึงประเมนิ ท่ีเกดิ ข้นึ ในปภี าษีท่ีมีเงินได้เข้ามาในประเทศไทยในปี
เดยี วกนั

ตัวอย่าง นางสาวสมหญงิ ทางานเปน็ แมบ่ า้ นที่ประเทศเกาหลี ได้รับเงินไดจ้ ากนายจ้างทเี่ ปน็ คนเกาหลี
เดอื นละ 200,000 วอน และจะโอนเงินมาให้กับบิดา มารดา ทอี่ ยู่ในประเทศไทยเพ่ือเป็นคา่
เลี้ยงดูทุกเดือน นางสมหญงิ กับมาประเทศไทยปีละคร้ังในชว่ งวันหยุดสงกรานต์เทา่ นน้ั เช่น

2 - 16

บทท่ี 2 ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา

นางสาวสมหญิงต้องเสยี ภาษีให้กับประเทศไทยหรอื ไม่ และบิดา มารดาท่ีรับเงินจากนางสาว
สมหญงิ จะต้องเสียภาษหี รือไม่
คาตอบ นางสาวสมหญิง ไม่ต้องเสียภาษี เพราะ เงินได้ของนางสาวสมหญิงเปน็ เงินได้ตามหลักถิ่นทอี่ ยู่
ซ่ึงไม่ครบหลกั เกณฑ์คือ ต้องเป็นผมู้ ีเงินไดต้ ้องอย่ใู นประเทศไทยเกิน 180 วนั
บิดา มารดา ไมต่ ้องเสียภาษี เพราะ เงินได้ที่ได้รับจากนางสาวสมหญิงเป็นเงนิ ไดต้ ามหน้าที่
ธรรมจรรยา ไดร้ ับยกเว้นไม่ต้องเสยี ภาษีเงนิ ไดต้ ามมาตรา 42

2.1.3 หลกั สัญชาติ (Nationality Rule) กรณีบุคคลถือสัญชาติของประเทศใด ประเทศ
นนั้ ยอ่ มมีอานาจโดยชอบธรรมท่จี ะจดั เก็บภาษเี งินได้จากบุคคลน้ัน เชน่ เดียวกับหลกั ถ่ินที่อยู่ (ประเทศไทย
ไมไ่ ด้ใช้หลกั นี้)

เนื่องจากแตล่ ะประเทศต่างยึดหลกั ในการเกบ็ ภาษีเงนิ ได้ดังกล่าวทาใหเ้ กิดปญั หาการเก็บ
ภาษซี อ้ นจากรายได้ก้อนเดยี วกนั อันเน่ืองมาจากผูม้ เี งนิ ได้ไดร้ ับเงนิ ไดใ้ นประเทศหน่ึง แตม่ ถี ่ินท่ีอย่หู รือมี
สญั ชาติอกี ประเทศหน่ึง

ตัวอยา่ ง โรเบริ ต์ สญั ชาตฟิ ิลปิ ปินส์ มาขายส้มตาในไทยอย่ใู นไทยไม่ถึง 180 วัน มถี นิ่ ทอ่ี ย่ปู กติอยู่ใน

สปป, ลาว

โรเบิรต์ ต้องเสยี ภาษีในไทยตามหลกั แหล่งเงนิ ได้ เงิน 1 ล้าน จากการขายส้มตา

ตอ้ งเสยี ภาษีใน สปป. ลาว ตามหลกั ถ่ินท่ีอยู่ ครัง้ เดยี ว

ต้องเสยี ภาษีในฟลิ ปิ ปนิ สต์ ามหลกั สัญชาติ ตอ้ งเสยี ภาษซี า้ ซ้อนถึง 3 ประเทศ

กรณดี ังกลา่ ว แก้ปญั หาโดยใชค้ วามตกลงระหว่างประเทศแบบทวภิ าคีทเ่ี รียกกันว่า
อนุสัญญาภาษซี ้อน โดยปกติจะใช้วิธีการเครดิตภาษี แต่ไม่เกนิ จานวนทีจ่ ะต้องเสยี ในประเทศทไี่ ดร้ ับ
เครดติ ตามข้อตกลงในอนสุ ัญญาภาษซี ้อนซ่ึงแต่ละประเทศไดต้ กลงทาสัญญาตอ่ กัน

2.2 ความหมายของเงนิ ได้พึงประเมิน

เงนิ ไดพ้ ึงประเมิน (มาตรา 39) หมายถงึ เงนิ ไดพ้ งึ อนั เขา้ ลกั ษณะพึงเสียภาษใี นหมวดน้ี
และให้หมายความรวมถึง ทรัพยส์ ินหรือประโยชนอ์ ย่างอ่ืนที่ไดร้ บั ซึ่งอาจคิดคานวณได้เป็นเงนิ เงินคา่ ภาษี
อากรทผ่ี จู้ า่ ยเงนิ หรอื ผู้อ่นื ออกแทนใหส้ าหรบั เงินไดป้ ระเภทตา่ ง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดติ ภาษตี าม
มาตรา 47 ทวิ ดว้ ย ซงึ่ ความหมายของเงินได้ สามารถอธบิ ายไดด้ งั ต่อไปนี้

เงินได้ ตาม ม. 39 หมายถึง
1) เงินสด หรือตราสารทางการเงนิ ทีม่ คี ่าเป็นเงนิ สด หรือตีคา่ เป็นเงินที่ไดร้ ับได้ เช่น

ได้รบั เงินเดือน ค่าจา้ ง หรือค่านายหนา้ เป็นตน้

2 - 17

บทที่ 2 ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา

2) ทรพั ยส์ นิ ท่ีไดร้ ับซ่ึงอาจคิดคานวณไดเ้ ปน็ ตวั เงิน เป็นทรพั ยส์ นิ ทีม่ รี ปู ร่างและไมม่ ี
รปู รา่ ง ทไ่ี ด้รับ (มาแลว้ จรงิ ๆ ในปีภาษีนนั้ ๆ) และสามารถคิดคานวณได้เป็นเงนิ เช่น รถยนต์ บ้าน
นาฬิกา สร้อยคอ รถยนต์ 1 คนั ทีไ่ ดร้ บั จากการชิงโชค เป็นตน้

3) ประโยชน์อยา่ งอนื่ ท่ีได้รบั ซง่ึ อาจคานวณได้เป็นเงนิ ประโยชนท์ ่ีไดร้ ับ (มาแล้วจรงิ ๆ
ในปีภาษนี ้นั ๆ ) มาที่ไมใ่ ช่ตัวเงิน ไม่ใชท่ รัพย์สนิ แตป่ ระโยชน์ที่ว่านี้สามารถคิดคานวณเป็นเงนิ ได้ เช่น
การท่นี ายจา้ งใหก้ ารอดุ หนนุ แกล่ ูกจา้ งในรูปของท่ีอยู่อาศยั โดยไม่เสียคา่ เชา่ มีรถรับ-ส่ง อาหารกลางวนั
เสื้อผา้ เป็นตน้

4) เงนิ ค่าภาษอี ากรท่ผี ู้จา่ ยเงินออก หรือผู้อน่ื ออกแทนให้ไม่ว่าทอดใด ๆ เชน่ ในบาง
กิจการนายจา้ งเป็นผ้อู อกภาษีเงนิ ไดแ้ ทนพนักงาน เงนิ ค่าภาษีท่ผี จู้ ่ายเงินหรือผอู้ ่ืนออกแทนให้ โดยออก
แทนใหท้ อดใดถอื เป็นเงนิ ได้ของทอดน้นั เงนิ ค่าภาษีท่ีออกให้เงินได้ประเภทใดถือเป็นเงนิ ไดป้ ระเภทนน้ั
เงนิ ค่าภาษีที่ออกให้สาหรับเงินไดข้ องปีภาษใี ดถือเป็นเงนิ ได้ของปภี าษนี น้ั เป็นตน้

5) เครดิตภาษเี งินปันผล (มาตรา 47 ทว)ิ หรือเงนิ สว่ นแบ่งกาไรท่ีได้รับจากบริษัท หรอื
หา้ งหุ้นสว่ นนติ บิ ุคคลท่ตี งั้ ขน้ึ ตามกฎหมายไทย (ผ้มู เี งนิ ได้ที่ไม่มีภมู ิลาเนาอยใู่ นประเทศไทย และมิได้เปน็
ผูอ้ ย่ใู นประเทศไทยจะไมไ่ ดร้ ับเครดติ เงินปนั ผลนี)้

เครดิตภาษเี งินปนั ผล = อัตราภาษเี งนิ ไดน้ ติ ิบคุ คล X เงินปนั ผลทีไ่ ดร้ บั
(100 - อัตราภาษเี งนิ ได้นติ ิบคุ คล

ตัวอย่าง บรษิ ัท ก จากดั จ่ายเงนิ ปันผลใหน้ าย ข ผถู้ ือหุ้น จานวน 63,000 บาท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้
7,000 โดยเงนิ ปันผลทน่ี ามาจ่ายนัน้ จ่ายจากกาไรสุทธิทบ่ี ริษัท ก เสยี ภาษีเงินไดน้ ติ บิ ุคคลไว้
แลว้ ในอัตรารอ้ ยละ 30

เครดติ ภาษี = 30 x 70,000 = 3 x 70,000 = 30,000

100 – 30 7

การคานวณภาษเี งินได้ของนาย ข ประสงคจ์ านาเงินปนั ผลมารวมคานวณภาษี นาย ข จะตอ้ งนา

เครดติ ภาษี จานวน 30,000 บาท ดงั กล่าวมาบวกกับเงินปนั ผลท่ีไดร้ บั เป็นเงินได้เพ่ือคานวณภาษี และ

ตอ้ งนาเครดิตภาษดี ังกลา่ วมาบวกกับภาษีหกั ณ ทีจ่ ่าย เพื่อนาไปหักออกจากภาษีทตี่ ้องชาระ ดังนี้

เงนิ ได้พึงประเมนิ (เงินปนั ผลบวกเครดติ ภาษ)ี = 70,000 + 30,000 = 100,000

ภาษีหัก ณ ทจี่ ่าย ม. 50 (10%) = 100,000 x 10% = 10,000

ภาษีหัก ณ ทจ่ี า่ ยและเครดิตภาษี = 10,000 + 30,000 = 40,000

2 - 18

บทท่ี 2 ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา
แต่ถ้า บรษิ ทั ก เสยี ภาษีเงนิ ไดน้ ิตบิ คุ คลไว้แลว้ ในอัตราร้อยละ 20

เครดิตภาษี = 20 x 70,000 = 2 x 70,000 = 17,500

100 – 20 8

การคานวณภาษเี งนิ ได้ของ นาย ข ประสงค์จะนาเงนิ ปนั ผลมารวมคานวณภาษี นาย ข จะต้องนา
เครดิตภาษี จานวน 17,500 บาท ดงั กลา่ วมาบวกกบั เงนิ ปนั ผลที่ไดร้ บั เปน็ เงนิ ได้เพ่ือคานวณภาษี และ
ตอ้ งนาเครดติ ภาษดี งั กลา่ วมาบวกกับภาษีหกั ณ ทจี่ า่ ย เพื่อนาไปหกั ออกจากภาษที ีต่ ้องชาระ ดงั นี้

เงินได้พึงประเมนิ (เงินปันผลบวกเครดิตภาษ)ี = 70,000 + 17,500 = 87,500

ภาษีหกั ณ ทจี่ ่าย ม. 50 (10%) = 87,500 x 10% = 8,750

ภาษหี ัก ณ ท่จี า่ ยและเครดติ ภาษี = 8,750 + 17,500 = 26,250

เครดติ ภาษเี งินปันผล จะได้รับเทา่ ใดขนึ้ อยกู่ ับว่าบริษัทผู้จ่ายเงนิ ปนั ผลจา่ ยจากเงนิ กาไรท่เี สียภาษี
ไว้อตั ราเท่าไร เช่น

เสยี ภาษรี ้อยละ 30 เครดิตภาษเี งินปันผล เท่ากบั 3/7 x จานวนเงินปันผล
เสียภาษรี อ้ ยละ 25 เครดิตภาษีเงนิ ปันผล เท่ากบั 1/3 x จานวนเงนิ ปนั ผล
เสียภาษรี ้อยละ 20 เครดิตภาษเี งินปันผล เท่ากบั 1/4 x จานวนเงินปันผล
เสยี ภาษีร้อยละ 10 เครดิตภาษีเงินปนั ผล เท่ากับ 1/9 x จานวนเงินปนั ผล
ไมไ่ ด้เสยี ภาษเี งินได้นิตบิ คุ คล ไม่ไดร้ ับเครดติ ภาษี จงึ ไม่ต้องบวกเครดิตภาษี

โดยขอนารปู แบบการคดิ น้ีมาจาก วธิ ีกรอกแบบแสดงรายการ
ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2562 ของกรมสรรพากร ดงั นี้

ถา้ บริษทั เสยี ภาษีเงินได้นติ ิบคุ คลหลายอัตรา ก็จะแยกคานวณตามเงินปนั ผล ในแต่ละอัตราซึง่ ตอ้ ง
ระบชุ ัดเจนอยู่ในหนังสือรับรองหัก ณ ท่จี า่ ย ว่าจา่ ยจากกาไรสทุ ธิทเ่ี สยี ภาษีอตั ราร้อยละเทา่ ไร

2 - 19

บทที่ 2 ภาษเี งนิ ได้บคุ คลธรรมดา

แตถ่ ้าบรษิ ัทหรอื หา้ งห้นุ ส่วนนิติบุคคล ไมเ่ สยี ภาษีจากเงินกาไรท่ีนามาจ่ายเงินปันผลก็ไมส่ ามารถ
ใชเ้ ครดิตภาษเี งินปันผลได้ เชน่ บรษิ ัท เป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสรมิ การลงทุน (BOI) และบริษทั ยังอยู่
ในชว่ งเวลายกเว้นไมต่ ้องเสียภาษีเงินไดน้ ิติบุคคล ดงั นน้ั เงนิ ปนั ผลก้อนนี้ ผลู้ งทุนจงึ ไม่ได้รบั เครดติ ภาษี
เงนิ ปนั ผลในการคานวณเพื่อเสียภาษี

เหตผุ ลที่ตอ้ งใหเ้ ครดติ ภาษีเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกาไร

1) แก้ปญั หาการเสยี ภาษีซ้าซอ้ นจากเงนิ กาไรกอ้ นเดยี่ วกนั
บรษิ ัทหรอื ห้างหุ้นสว่ นนติ บิ ุคคล ประกอบกจิ การและมีกาไรตอ้ งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก

กาไรดงั กล่าวอย่แู ล้ว ดังน้นั เมอ่ื บริษัทหรอื ห้างหุ้นส่วนนติ ิบคุ คลจา่ ยเงนิ ปันผลหรือสว่ นแบ่งกาไรจากกาไร
ดังกล่าวมาให้กบั ผ้ถู อื หุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วน และผลู้ งทุนหรอื ผู้เป็นหุ้นส่วนนาเงินปนั ผลดงั กลา่ วมาคานวณ
เพือ่ เสยี ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดาอีก ก็จะเป็นการเสยี ภาษซี า้ ซ้อนจากกาไรก้อนเดียวกนั ดงั นน้ั เพ่ือเป็น
การแก้ปัญหาการเสียภาษีซ้าซอ้ นจากเงินกาไรก้อนเดี่ยวกัน จึงกาหนดให้ผ้มู เี งนิ ไดจ้ ากเงินปนั ผลหรือสว่ น
แบง่ กาไร ซึง่ มภี มู ิลาเนาอยู่ในประเทศไทยและเป็นผู้อยใู่ นประเทศไทยได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47
ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

2) เพ่ือสนบั สนนุ ให้ประชาชนลงทนุ ในบรษิ ัท เป็นการช่วยใหเ้ ศรษฐกจิ ของชาติขยายตัวเป็น
การส่งเสรมิ การลงทุนในตลาดหลกั ทรัพย์ ดงั น้ัน เครดิตภาษีเงนิ ปันผลจงึ เกดิ ขนึ้ โดยกฎหมายใหท้ างเลือก
วา่ จะนาเงนิ ปันผลมารวมคานวณเพือ่ เสียภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา หรือจะเลือกไมน่ ามารวมคานวณเพ่ือ
เสียภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดาก็ได้ ก็จะเสียภาษเี ฉพาะที่ถูกหัก ณ ที่จา่ ยไว้แล้วรอ้ ยละ 10 เทา่ นั้น โดยไม่
ต้องนาไปรว่ มคานวณกับเงนิ ได้อ่ืนๆ เพ่ือเสียภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดาประจาปี แตถ่ า้ เลือกนามารวม
คานวณเพือ่ เสยี ภาษีเงินได้ ก็ตอ้ งนารายได้เงินปนั ผลหรือส่วนแบ่งกาไรทุกกอ้ นมาคานวณเพื่อเสยี ภาษเี งิน
ไดบ้ คุ คลธรรมดา จะเลือกเฉพาะเงนิ ปันผลจากบางบริษทั มารวมไม่ได้ต้องนามารวมทงั้ หมด

ข้อสังเกต ในการคานวณภาษีเงนิ ได้พึงประเมิน เพือ่ นามาคานวณภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดานน้ั จะใช้
เกณฑเ์ งินสดในการคานวณ หมายความว่า จะต้องเป็นเงินหรอื ผลประโยชน์ที่ไดร้ บั แล้ว
เท่านนั้ โดยไมค่ านึงว่าเป็นผลประโยชนท์ ีเ่ กดิ ขึน้ ในปีใด เช่น พนกั งานได้รบั โบนสั สาหรับปี
25x1 แต่บรษิ ัทฯ จ่ายเงินให้ในปี 25x2 จะตอ้ งนามาคานวณเป็นเงนิ ได้พึงประเมนิ ในปี 25x2

พระราชบัญญัติแก้ไขพิมเติมประมวลรษั ฎากร (ฉบบั ท่ี 48) พ.ศ. 2562

กาหนดไว้ มาตรา 3 สัตตรส เพอ่ื ประโยชนในการจดั เก็บภาษีอากรตามประมวลรษั ฎากร ให้
บุคคลดงั ต่อไปน้ี เปน็ ผมู้ ีหนา้ ทีร่ ายงานข้อมลู เก่ยี วกบั บุคคลที่มธี ุรกรรมลักษณะเฉพาะในปที ่ีลว่ งมาเฉพาะที่
อยใู่ นความครอบครองต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมนี าคมของทุกปี

(1) สถาบนั การเงนิ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบนั การเงนิ

2 - 20

บทท่ี 2 ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา

(2) สถาบันการเงินของรฐั ท่ีมีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งข้ึน
(3) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนกิ ส์ตามกฎหมายวา่ ด้วยระบบการชาระเงิน

ธรุ กรรมลกั ษณะเฉพาะตามวรรคหน่ึง หมายความวา่ ธุรกรรมที่มลี ักษณะอยา่ งหนง่ึ อย่างใดในปที ่ี
ลว่ งมา ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การฝากหรือรบั โอนเงินทกุ บัญชีรวมกัน ดังตอ่ ไปน

(1) ฝากหรอื รับโอนเงินทุกบัญชรี วมกนั ตั้งแต่ 3,000 ครงั้ ขนึ้ ไป
(2) ฝากหรือรบั โอนเงนิ ทุกบัญชีรวมกนั ตั้งแต่ 400 คร้ัง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรบั
โอนเงินรวมกัน ตัง้ แต่ 2,000,000 บาท ข้ึนไป

2.3 ประเภทเงนิ ได้พงึ ประเมิน

เงินได้พึงประเมนิ ตามมาตรา 40 แบ่งออกไดเ้ ปน็ 8 ประเภท การแบง่ แยกประเภทของเงินได้
ให้ถกู ต้องมีความสาคญั เพราะประเภทของภาษีเงินได้มีความเกีย่ วข้องกบั ภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดา 5
ประการ คือ

1) การคานวณหักค่าใช้จ่ายของเงนิ ไดพ้ งึ ประเมนิ เนอ่ื งจากเหตทุ ท่ี าไดร้ บั เงินได้พงึ
ประเมินท้ัง 8 ประเภทนัน้ แตกตา่ งกัน เงินได้บางประเภทไม่ต้องใช้เงินลงทนุ เพียงแต่ใช้แรงกาย และ
ความคดิ เงนิ ได้บางประเภทต้องลงทนุ สงู มคี ่าใชจ้ า่ ยมาก เงนิ ไดบ้ างประเภทไมม่ ีค่าใช้จ่ายเลย ประมวล
รษั ฎากรจงึ กาหนดใหเ้ งนิ ไดพ้ ึงประเมิน แตล่ ะประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากนั บางประเภทไมส่ ามารถหัก
ค่าใชจ้ ่ายได้เลย ดงั น้ัน หากแยกประเภทของเงนิ ได้ไม่ถูกต้องทาใหค้ านวณหักค่าใชจ้ ่ายไม่ถกู ต้องไป
ดว้ ย

2) ประมวลรษั ฎากรกาหนดวิธคี านวณภาษเี งนิ ได้บคุ คลธรรมดาไว้ 2 วิธี
2.1) ตามมาตรา 48 (1) หรือเรียกกนั ว่า “วธิ ี 1” คือ การนาเงินได้พึงประเมนิ แตล่ ะ

ประเภทมาคานวณหกั คา่ ใช้จ่ายตามที่กฎมายกาหนดไว้ แล้วหกั ลดหย่อนตาม มาตรา 47 เหลอื เท่าใด
เป็นเงินไดส้ ุทธิท่ีจะต้องนามาคานวณภาษีทจ่ี ะต้องเสยี ตามอัตราภาษเี งินได้บคุ คลธรรมดา ซง่ึ เป็นอัตรา
กา้ วหน้า เริ่มตน้ ตัง้ แต่อตั ราร้อยละ 5 ถงึ ร้อยละ 37 (ปี 2556 – 2559 ใช้อตั ราลดอัตราร้อยละ 35
สว่ นปี 2560 ขยายข้ัน 2,000,000 – 4,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 30% เป็น 2,000,000 –
5,000,000 บาท เสียภาษใี นอัตรา 30% และ 5,000,000 บาทขน้ึ ไป เสียภาษใี นอตั รา 35%)

2.2) มาตรา 48 (2) หรือเรยี กกนั วา่ “วธิ ี 2” เมอ่ื คานวณดว้ ยวิธแี รกแล้ว บัญญตั ิว่า ผู้
ทมี่ เี งนิ ไดพ้ ึงประเมนิ ประเภทอ่ืนท่ีมใิ ชเ่ งนิ ไดจ้ ากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) รวมเป็นเงนิ ตัง้ แต่
60,000 บาทขึ้นไป ตอ้ งนาเงินไดด้ ังกลา่ วทง้ั หมด โดยไม่หักคา่ ใชจ้ า่ ย มาคานวณภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคล
ธรรมดาในอตั ราร้อยละ 0.5 แตเ่ ม่อื คานวณแลว้ ภาษที ี่คานวณได้ตอ้ งเกนิ 5,000 บาท ถ้าไมถ่ งึ 5,000
บาท ก็ไมม่ ีภาษีทต่ี อ้ งชาระในวธิ นี ี้ แตถ่ า้ ภาษที ีค่ านวณไดเ้ กิน 5,000 บาท ไดเ้ ป็นเงนิ ภาษีไดเ้ ทา่ ใด ให้
นาไปเปรยี บเทยี บกบั การคานวณภาษีตามวธิ ที ี่หนงึ่ วธิ ีใดต้องเสียภาษีเงินได้มากกว่า ให้เสียภาษตี ามนนั้

2 - 21

บทท่ี 2 ภาษีเงินได้บคุ คลธรรมดา

3) การเสยี ภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดานั้น ตามปกตติ ้องย่ืนแบบแสดงรายการและเสยี ภาษี
เงินไดบ้ ุคคลธรรมดาสาหรับปีภาษีท่ลี ่วงมาแลว้ ภายในเดอื นมีนาคมของปีภาษถี ัดไปตามมาตรา 56 วรรค
หนึง่ แตถ่ า้ เงนิ ได้ทีไ่ ดร้ บั เป็นเงินได้พงึ ประเมนิ ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) หรอื (8) รวมกันมจี านวนตั้งแต่
สาหรับบคุ คลธรรมดาท่ีเปน็ คนโสด 120,000 บาท ในกรณีทีม่ ีคู่สมรส มาตรา 56 ทวิ กาหนดใหผ้ มู้ ี
เงนิ ได้พงึ ประเมนิ ทง้ั 4 ประเภทดงั กล่าว ไมว่ า่ จะมเี งนิ ได้พึงประเมนิ ประเภทอื่นได้หรอื ไม่ ย่ืนแบบแสดง
รายการเพ่ือเสยี ภาษเี งินไดค้ รึ่งปี โดยตอ้ งนาเงินไดพ้ งึ ประเมินตามมาตรา 40 (5) ถึง (8) ที่ได้รับ ตง้ั แต่
วันท่ี 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถนุ ายน มายนื่ แบบแสดงรายการเสียภาษีภายในเดือนกันยายน โดย
คานวณหกั ค่าใช้จ่ายได้ตามกฎหมาย และหักลดหย่อนตามมาตรา 47 ได้ครึง่ หนงึ่ ตามมาตรา 56 ทวิ
วรรคสอง

หากมภี าษตี ้องชาระ ต้องชาระภาษพี ร้อมกับการยนื่ แบบแสดงรายการ เงนิ ภาษีที่ได้ชาระไป
ดงั กลา่ ว เปน็ การชาระภาษีล่วงหนา้ ถือเปน็ เครดิตภาษี เม่ือยนื่ แบบแสดงรายการเสียภาษีในเดอื น
มนี าคมของปภี าษถี ัดไป ตามมาตรา 56 วรรคหน่งึ สามารถนาภาษีท่ีชาระตามมาตรา 56 ทวิ มาหกั ออก
จากจานวนภาษที ตี่ ้องชาระเม่ือส้นิ ปภี าษีได้ แต่เงินไดจ้ ากการให้เชา่ ทรพั ยส์ นิ ซงึ่ เป็นเงนิ ได้ตามมาตรา
40 (5) ที่จะต้องนามายน่ื แบบแสดงรายการเพอื่ เสียภาษีเงินได้ครึง่ ปนี ั้น ไม่รวมถึงเงนิ กินเปล่า เงนิ ช่วย
คา่ ก่อสร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่าแหง่ อาคาร หรือโรงเรือนที่ไดร้ บั กรรมสทิ ธ์ิ

ดงั นนั้ ผู้มเี งินได้ท้ัง 4 ประเภทดังกล่าว จงึ มหี น้าทเี่ สียภาษคี รง่ึ ปีจากเงนิ ได้ดังกล่าว หากมี
เงนิ ได้ตามมาตรา 40 (1) ถึง (4) ด้วย ไม่ตอ้ งนามายนื่ แบบแสดงรายการเพ่อื เสยี ภาษีครึ่งปี แต่นามาย่ืน
แบบแสดงรายการในเดือนมีนาคมของปีภาษีถัดไป พรอ้ มกับเงินได้อน่ื ท่ไี ด้รบั ในปภี าษีที่ลว่ งมาแลว้ ทัง้ หมด
หากมเี งนิ ได้ทีต่ ้องเสยี ภาษีเงนิ ไดค้ รงึ่ ปี แลว้ ไม่ย่นื แบบแสดงรายการเพ่ือเสยี ภาษีคร่ึงปตี ามมาตรา 56 ทวิ
แลว้ ไมย่ นื่ แม้จะนาเงนิ ได้ดงั กล่าวมาย่ืนแบบแสดงรายการเสยี ภาษใี นเดอื นมีนาคมครบถ้วน แตเ่ จา้
พนกั งานประเมินกม็ ีอานาจประเมนิ ให้ชาระภาษีครึง่ ปี พร้อมเบย้ี ปรับและเงินเพมิ่ จากการไมย่ นื่ แบบแสดง
รายการดังกลา่ วได้

4) ในกรณีของสามีภริยาที่ต่างฝา่ ยตา่ งมีเงนิ ได้ และอยู่ร่วมกันตลอดปีภาษี มาตรา 57
ตรี ใหถ้ ือวา่ เงนิ ได้ภรยิ าเปน็ เงินไดข้ องสามีและสามีมีหน้าท่ียน่ื แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษจี ากเงินได้
ทงั้ หมด โดยภริยาไม่ตอ้ งยืน่ แบบแสดงรายการ ซง่ึ มีผลทาให้เงนิ ได้พึงประเมินทั้งหมดมจี านวนสงู ข้ึน ทา
ใหค้ รอบครวั ตอ้ งเสยี ภาษีเงินไดใ้ นอัตราท่สี งู แต่ถ้าภริยามีเงนิ ไดจ้ ากการจา้ งแรงงาน ตามมาตรา 40 (1)
ภรยิ าสามารถแยกยน่ื แบบแสดงรายการเฉพาะเงินได้ดังกล่าวได้ ตามมาตรา 57 เบญจ ทาใหห้ นว่ ยเสยี
ภาษแี ยกเปน็ สองหนว่ ยและครอบครวั เสยี ภาษนี ้อยลง

ปัจจุบันนี้ มีการแก้กฎหมายให้สามภี รรยาสามารถเลอื กยื่นแบบแสดงรายการไดส้ าหรับเงนิ
ไดท้ ุกประเภทโดยตา่ งฝา่ ยต่างสามารถเลือกเสียภาษีเฉพาะเงินได้ของตนเอง หรือจะเลือกนาเงนิ ได้ไปย่นื
รวมกนั ทั้งหมด หรอื บางส่วนก็ได้

2 - 22

บทท่ี 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
5) หน้าท่ีในการหักภาษี ณ ทจี่ ่าย เพราะกฎหมายกาหนดให้ผทู้ ี่จ่ายเงนิ ได้บางประเภท
ให้แก่ผมู้ เี งินไดม้ หี น้าทหี่ ักภาษีไว้ ณ ท่จี า่ ยและนาส่งกรมสรรพากร โดยกาหนดวธิ ีคานวณหักภาษี ณ ที่จ่าย
สาหรับเงนิ ได้แต่ละประเภทไว้โดยเฉพาะ ตามมาตรา 50 และ กฎกระทรวง ฉบับที่ 144 ( พ.ศ. 2522 )ท่ี
ออกโดยอาศัยอานาจตามมาตรา 3 เตรส หากผมู้ หี น้าท่หี ักภาษี ณ ทีจ่ า่ ย ไม่หักภาษีไวต้ ามที่กฎหมาย
กาหนด ผู้จา่ ยเงินได้จะตอ้ งร่วมรับผดิ กบั ผู้มเี งินได้ด้วยในจานวนภาษที ี่คานวณหักไว้ขาด หรือไม่ไดห้ ักและ
นาส่ง

2 - 23

เงนิ ไดพ้ ึงประเมนิ ตามมาต
Mapping ของขั้นตอนก

2-

บทที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท ดงั น้ี
การคานวณภาษี (วิธที ่ี 1)

- 24

บทที่ 2 ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดา

มาตรา 40(1) เงนิ ไดท้ ่ไี ด้จากนายจ้างหลกั

ไมว่ า่ จะเป็น เงนิ เดอื น คา่ จ้าง เบ้ียเล้ยี ง โบนสั เบี้ยหวดั บาเหน็จ บานาญ เงิน
ค่าเช่าบ้าน เงนิ ทคี่ านวณได้จากมลู ค่าของการได้อยู่บา้ นที่นายจา้ งใหอ้ ยู่โดยเสียค่าเช่า เงนิ ที่นายจา้ ง
จา่ ยชาระหนี้ใด ๆ ซ่ึงลูกจ้างมหี น้าที่ตอ้ งชาระ และเงิน ทรัพย์สิน หรอื ประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้
เนอ่ื งจากการจ้างแรงงาน

เงนิ ได้ประเภทนี้ เนน้ การใช้แรงงานตามกาหนดเวลาจ้าง แม้ยังทางานไม่เสร็จกย็ ังมีสทิ ธิ
ไดร้ บั ค่าจา้ งตามกาหนดเวลาการจ้างเป็นเงนิ ไดท้ ี่นายจ้างจ่ายใหล้ กู จา้ ง รวมถึง ทรัพยส์ ินและประโยชน์เพิ่ม
ตา่ ง ๆ ท่นี ายจา้ งให้แกล่ ูกจ้าง เนอ่ื งจากการจา้ งแรงงาน ตัวอย่างเช่น

- นายจา้ งมรี ะเบยี บสวสั ดกิ ารจา่ ยค่าเล่าเรยี นให้บุตรของพนักงาน (กค. 0802/6547
ลว. 20 เมษายน 2537)

- นายจา้ งจา่ ยคา่ เบยี้ เล้ียงพิเศษเหมาจา่ ยให้ลูกจ้างทุกเดอื น (กค. 0802/9204 ลว. 14
มถิ ุนายน 2533)

- การไดอ้ ยู่บ้านนายจา้ งโดยไมเ่ สียคา่ เช่า หรือนายจ้างเชา่ บ้านให้อยู่ (กค. 0802/7448
ลว. 4 พฤษภาคม 2536) เป็นตน้

สาหรบั มูลค่าของการทอ่ี ย่บู า้ นที่นายจา้ งให้อยโู่ ดยไมต่ ้องเสียค่าเชา่ นน้ั กรมสรรพากร
คานวณประโยชนเ์ พ่ิมเป็นเงนิ ได้พงึ ประเมนิ ในอัตราร้อยละ 20 ของเงนิ เดือน หรอื ค่าจ้างรวมท้งั เงินเพิ่ม
ตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมโบนสั กรณีลกู จ้างหลายคนไดบ้ ้านของนายจ้างหลังเดยี วอย่รู วมกันโดยไม่ต้อง
เสยี คา่ เช่า ให้ประเมนิ วา่ ค่าเช่าบ้านหลงั นัน้ ควรเป็นเท่าใด แลว้ เฉล่ยี คา่ เช่าบา้ นตามทีป่ ระเมนิ ได้เป็นเงนิ
ได้ของลูกจ้างตามส่วนของเงินเดอื นรวมเงนิ เพมิ่ ตลอดปี โดยไม่รวมโบนัส

หากบา้ นทล่ี ูกจ้างได้อยู่โดยไม่ตอ้ งเสยี คา่ เชา่ เปน็ บ้านทน่ี ายจา้ งไปเช่าจากบุคคลอืน่ มาอกี ตอ่
หน่ึง ใหค้ านวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินเพ่ิมตามคา่ เชา่ ทน่ี ายจ้างไดจ้ ่ายไปจริง ในกรณีท่ีนายจ้างเช่าบ้านให้
เปน็ ที่พักอาศัยของพนกั งานซึ่งดารงตาแหนง่ ระดบั บริหาร โดยนายจา้ งออกคา่ เชา่ และค่าใช้จ่ายตา่ ง ๆ
เช่น คา่ นา้ ประปา คา่ ไฟฟา้ ค่าคนสวน ค่าใช้จา่ ยตา่ ง ๆ ภายในบา้ น ตอ่ มาพนกั งานผู้นนั้ หรือนายจา้ ง จะ
ใชบ้ ้านดังกลา่ วส่วนหนงึ่ เปน็ สถานทีป่ ระชุมและปรึกษาหารือกจิ การของนายจา้ ง หรอื เล้ียงรับรองลกู ค้า
สาคญั ๆ ของ นายจา้ งเปน็ คร้ังคราว ใหถ้ ือว่าค่าเชา่ บา้ นและคา่ ใชจ้ า่ ยตา่ ง ๆ ทีน่ ายจ้างจา่ ยไปเปน็
ประโยชน์ที่พนักงานผ้นู ้นั ได้รับทง้ั สน้ิ พนกั งานผนู้ น้ั ต้องนาประโยชน์ท่ไี ด้รับท้ังหมดมารวมคานวณเปน็ เงนิ
ไดข้ องตนเพ่ือเสยี ภาษเี งินได้บุคคลธรรมดาดว้ ย ตวั อยา่ งเช่น

- เงนิ คา่ ชดเชย ค่าทดแทน และค่าทาศพ ตลอดจนคา่ รักษาพยาบาลทนี่ ายจา้ งจา่ ย
ให้แกล่ ูกจา้ งตามกฎหมายแรงงาน ถอื เป็นเงนิ ได้จากการจ้างแรงงานท้ังสนิ้

- แต่เงินคา่ ทดแทนและค่าทาศพ เป็นเงนิ ได้จากการอปุ การะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา
ได้รบั ยกเวน้ ไมต่ ้องนามารวมคานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 42 (10)

- สว่ นเงินค่ารกั ษาพยาบาลในประเทศไทยทน่ี ายจา้ งออกให้ หรือจ่ายแทนลูกจา้ งสาหรับ
การรักษาสามี ภรยิ า บพุ การี หรือผสู้ บื สนั ดาน ของลูกจ้างทอี่ ยใู่ นความอุปการะเลีย้ งดูของลกู จ้าง และ

2 - 25

บทที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินคา่ รกั ษาพยาบาลลกู จ้างในตา่ งประเทศ ในขณะท่ลี ูกจ้างปฏบิ ตั ิการตามหน้าทีใ่ นต่างประเทศเป็นครงั้
คราว และได้จา่ ยไปทัง้ หมด เป็นเงนิ ได้ท่ีได้รับยกเวน้ ไม่ต้องนามารวมคานวณเพื่อเสียภาษเี งินได้ ตาม
กฎกระทรวง ฉบับท่ี 126 ( พ.ศ. 2509 ) ข้อ 2 (4) ซึง่ ออกโดยอาศยั มาตรา 42 (17)

มาตรา 40(2) เงินได้ท่ไี ดจ้ ากนายจา้ งคนอ่ืน ๆ (แรงกาย + แรงสมองอยา่ งเดยี ว)

ไมว่ า่ จะเป็น ค่านายหนา้ ค่าทปี่ รึกษา คา่ วิทยากร ค่ารับจ้างท่ใี ชแ้ รงเป็นสาคัญ
คา่ ธรรมเนียม เงินอุดหนุนในงานท่ีทา เบยี้ ประชุม บาเหน็จ โบนัส เงนิ ค่าเช่าบา้ น เงินทีค่ านวณได้
จากมลู คา่ ของการได้อย่บู ้านที่ผ้จู ่ายเงินไดใ้ ห้อยู่โดยไม่เสียค่าเชา่ เงนิ ท่ีผู้จ่ายเงินได้จ่ายชาระหน้ีซึ่งผู้มีเงิน
ได้มหี นา้ ท่ีต้องชาระ และเงนิ ทรัพยส์ ิน หรอื ประโยชนใ์ ด ๆ บรรดาทีไ่ ด้เนอ่ื งจากหน้าที่หรือตาแหนง่ งาน
ท่ที าหรอื จากการรบั ทางานใหน้ ้ัน ไม่วา่ หน้าท่หี รอื ตาแหน่งงานหรืองานทร่ี บั ทาให้นั้นจะเป็นการประจา
หรอื ช่ัวคราว (ชมุ พร เสนไสย)

เงินได้ประเภทนี้ จะมุ่งเน้นความสาเร็จของงาน เมือ่ งานเสร็จจึงมสี ิทธ์ิไดร้ บั ค่าจ้างและ
ผ้รู บั จา้ งมีอสิ ระในการปฏิบตั ิงาน ตัวอยา่ งเช่น

- บริษัททาสญั ญาจา้ งสานักงานทป่ี รกึ ษาซึ่งมสี ถานะเป็นบุคคลธรรมดา โดยบริษทั จ่าย
คา่ ตอบแทนเป็นจานวนทแ่ี น่นอนรายเดือน เขา้ ลกั ษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการรบั ทางานให้ตามมาตรา
40(2) แหง่ ประมวลรัษฎากร (กค. 0802/6497 ลว. 30 เมษายน 2533)

- เงนิ ค่านายหน้าจากการตดิ ต่อขายสินคา้ ค่านายหนา้ ในการซื้อขายหลกั ทรัพย์ คา่
บาเหนจ็ ที่จา่ ยใหแ้ ก่ชปิ ป้ิงในการเป็นตัวแทนดาเนินการผา่ นพธิ ีการทางศุลกากรในการนาของเขา้ หรอื สง่
ของออกนอกราชอาณาจักร

- เงนิ ค่าตอบแทนที่สถาบนั การศึกษา หรือผู้จดั สมั มนา จ่ายใหแ้ ก่อาจารย์พิเศษ หรือ
ผบู้ รรยายในการสัมมนา เป็นเงินไดต้ ามมาตรา 40 (2) แตถ่ ้าเงนิ ค่าตอบแทนดังกลา่ วเป็นเงนิ ค่าสอน คา่
สอบ หรอื เบี้ยประชมุ ทที่ างราชการหรอื สถานศึกษาของทางราชการจา่ ยให้ จะเป็นเงนิ ได้ที่ไดร้ ับยกเว้น
ภาษเี งินไดต้ ามมาตรา 42 (7) แห่งประมวลรษั ฎากร

- เงนิ บาเหนจ็ จากการเปน็ ตัวแทนขายประกันชวี ิต เปน็ เงนิ ได้ตามมาตรา 40 (2) แต่ถ้า
ผู้มีเงินไดด้ าเนนิ งานในลักษณะท่ีมีสานกั งาน มลี ูกจ้างประจา กรมสรรพากรถือวา่ เปน็ เงินได้จากการ
ประกอบธรุ กจิ ตามมาตรา 40 (8) ซึ่งหักคา่ ใชจ้ ่ายได้ตามความจาเปน็ และสมควร

- ค่าตอบแทนการว่งิ เตน้ ให้ไดท้ าสญั ญา เขา้ ลักษณะเปน็ นายหน้า ตวั แทน จงึ เป็นเงนิ
ไดร้ ับจงึ เปน็ เงนิ ไดต้ าม มาตรา 40 (2) แหง่ ประมวลรษั ฎากร

- เบีย้ ประชุม เป็นเงนิ ไดต้ ามมาตรา 40 (2) แต่ถ้าเป็นเบย้ี ประชุมท่ีลกู จ้างไดร้ บั จาก
นายจ้างของตนเอง เปน็ เงินไดต้ ามมาตรา 40 (1) เพราะเปน็ เงินหรอื ค่าตอบแทนท่ีไดร้ ับจากการจา้ ง
แรงงาน

2 - 26

บทที่ 2 ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา

ตาราง 3 การเปรยี บเทยี บเงินไดพ้ งึ ประเมนิ ประเภทที่ 1 และ 2

รายการ เงินได้จากการจา้ งแรงงาน เงนิ ได้จากการรับทางานให้
1. สถานะภาพของผู้มีเงนิ ได้
2. สถานะภาพของผจู้ า่ ยเงนิ ได้ ม. 40(1) ม. 40(2)
3. นติ กิ รรมสญั ญาท่เี กดิ ขน้ึ
4. สถานะภาพของการทางาน ลูกจา้ ง ผู้รบั จา้ ง/ผรู้ บั ทางานให้จนสาเร็จ
5. ผลงาน
6. ค่าตอบแทน นายจ้าง ผู้วา่ จ้าง
7. ลักษณะของงาน
สญั ญาจ้างแรงงาน สัญญาจา้ งทาของ
8. ลักษณะตามกฎหมาย
ผภู้ ายใตส้ ญั ญา ตามขอ้ ตกลง
9. ภาษีมลู ค่าเพม่ิ
ไมค่ านงึ ผลสาเรจ็ ของงาน มุ่งผลสาเร็จของงาน
10. ภาษเี งนิ ได้หกั ณ ทีจ่ า่ ย
ตลอดเวลาตามสญั ญา งานเสร็จจึงได้เงนิ ตามสญั ญา
11. อากรแสตมป์
ทางานนายจา้ งคนเดยี ว รบั ทางานให้ผู้วา่ จ้างหลายๆ คนพรอ้ ม

กันได้

ถกู ไล่ออก / เลกิ จ้าง กฎหมายแรงงาน ถูกยกเลิกงาน กฎหมายแพ่งคมุ้ ครอง

คุ้มครอง

ไดร้ บั ยกเวน้ หากมรี ายไดเ้ กิน 1,800,000 ข้นึ ไป

ต้องจดทะเบยี นภาษมี ลู คา่ เพ่มิ

นายจ้างหักภาษีเงนิ ได้ ณ ทจี่ า่ ยตาม นายจ้างหักภาษีเงินได้ ณ ท่ีจา่ ยตาม

ม. 50 (1) ยื่น แบบ ภงด. 1 พร้อมใบ ม. 50 (1) ยื่น แบบ ภงด. 1 พร้อมใบ

แนบ ภงด. 1 แนบ ภงด. 1

สัญญาจา้ งงาน ไมต่ ้องตดิ อากรแสตมป์ สญั ญาจา้ งทาของ ทุกๆ 1,000 บาท

ติดอากรแสตมป์ 1 บาทอากร ถ้าเศษ

ของเงนิ ไดเ้ กนิ 500 ใหต้ ิดอีก 1 บาท

อากร

ข้อสงั เกต

1) เงินได้พงึ ประเมินตามมาตรา 40 (1) เปน็ เงินได้ที่ผู้จา่ ยและผู้รบั มนี ติ ิสัมพันธใ์ นลักษณะของ
นายจา้ งกบั ลกู จา้ ง คือ นายจ้างต้องมีอานาจบังคบั บญั ชา ดงั นัน้ เงนิ ไดพ้ ึ่งประเมนิ ตาม ม. 39 อะไรก็
ตามที่นายจา้ งจา่ ยใหถ้ ือเปน็ ม.40(1) ทั้งสนิ้

ส่วน ผู้จา่ ยและผูร้ ับมีนติ สิ มั พันธ์กนั ตามสญั ญาจ้างทาของในฐานะผ้วู า่ จา้ ง หรอื ตัวแทน
นายหนา้ ดงั นั้นเงินได้พ่งึ ประเมนิ ตาม ม. 39 อะไรก็ตามที่ผ้วู ่าจ้างจ่ายใหถ้ ือเปน็ ม.40(2) ทงั้ ส้ิน

2) เงนิ ได้พึงประเมนิ ท่ีได้รบั ตามสัญญาจ้างทาของเปน็ เงนิ ได้ตาม มาตรา 40 (2) หรือเป็นเงิน
ได้จากการประกอบธรุ กิจ การพาณชิ ย์ ตามมาตรา 40 ( 8 ) กไ็ ด้ ข้นึ อย่กู บั วา่ การกระทาที่ก่อให้เกดิ เงิน
ไดน้ นั้ มคี ่าใช้จา่ ยมาก หรือนอ้ ย

2 - 27

บทที่ 2 ภาษเี งินไดบ้ คุ คลธรรมดา

เงนิ ได้พงึ ประเมนิ ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร จะเป็นเงนิ ไดป้ ระเภทใดนน้ั ตอ้ ง
พจิ ารณาถงึ รายจา่ ยและลกั ษณะของงานทีท่ าประกอบดว้ ย เงินได้ตามมาตรา 40 (2) แหง่ ประมวล
รษั ฎากร ลกั ษณะงานท่ที ามีคา่ ใช้จา่ ยไม่มากนัก ประมวลรษั ฎากรจงึ กาหนดใหห้ กั ค่าใชจ้ ่ายได้นอ้ ย ส่วน
เงนิ ได้ตามมาตรา 40 (8) เป็นเงนิ ได้จากการประกอบธุรกิจ การพาณชิ ย์ อนั เป็นงานท่ีต้องมีค่าใช้จา่ ยสูง
ประมวลรษั ฎากรจงึ ยอมให้หักค่าใช้จ่ายไดม้ ากกว่าเงนิ ไดต้ ามมาตรา 40 (2)

ขอ้ สังเกต

1) เงินได้ที่เปน็ สว่ นลด และส่วนลดพิเศษ ท่ีบุคคลผ้รู บั ทางานให้ไดร้ ับจากระบบขายตรง โดย
ผู้จาหน่ายตอ้ งสมคั รเปน็ สมาชิกของบรษิ ทั ขายตรงและมหี ลกั เกณฑว์ า่

1.1) ผู้จาหนา่ ยจะตอ้ งชาระคา่ ธรรมเนยี มการสมัครในปแี รก และปตี อ่ ๆ ไปกับบรษิ ทั ขาย
ตรง โดยผ่านผูจ้ าหน่ายตรงหรอื สปอนเซอร์

1.2) ในการส่งั ซ้ือสินคา้ แตล่ ะครั้งตอ้ งเขยี นใบสั่งซื้อ โดยกรอกหมายเลขประจาตัวผู้
จาหนา่ ย หมายเลขประจาตัวผู้จาหน่ายตรง ช่ือสนิ คา้ รหสั สนิ คา้ จานวนทส่ี งั่ ซอ้ื และต้องสัง่ ซื้อแตล่ ะ
ครงั้ ตามข้อกาหนดของบรษิ ัทขายตรง

1.3) ในการขายสนิ คา้ บรษิ ัทขายตรงจะเปน็ ผูก้ าหนดราคาขายปลกี ผู้จาหนา่ ยทุกระดับ
จะต้องขายในราคาเดียวกัน ต้องดาเนนิ ตามแผนการขายและการตลาดของบริษทั ขายตรง

1.4) ในการจา่ ยเงนิ ค่าซ้ือสินคา้ แตล่ ะคร้งั ผูจ้ าหนา่ ยทุกระดับต้องจ่ายเงนิ สดในการซ้ือเป็น
จานวนเทา่ กับราคาขายปลกี ตามที่บริษัทขายตรงกาหนดทุกคร้ัง โดยไม่มีการหกั ค่าส่วนลดใด ๆ ทั้งสิน้

2) ผลประโยชน์ท่ผี ูจ้ าหนา่ ยตรง ผู้สปอนเซอร์ และผจู้ าหนา่ ยไดร้ บั ไม่ว่าจะเป็นสว่ นแบง่ กาไร
ร้อยละ 25 ของยอดขายปลีกทีผ่ ู้จาหนา่ ยแต่ละระดบั ขายได้เองในแต่ละเดือน สว่ นลด เป็นค่าตอบแทน
ในระดบั ตา่ ง ๆ ท่ีได้รับจากบริษทั ขายตรงในอัตราทีแ่ ตกต่างกันไป และส่วนลดพิเศษ ซง่ึ เป็นคา่ ตอบแทนท่ี
บริษทั ขายตรงจ่ายให้เฉพาะผจู้ าหน่ายตรงในกรณตี า่ ง ๆ ซ่ึงบริษทั ขายตรงจ่ายให้แกผ่ ู้จาหน่ายทกุ ระดบั
เปน็ รายเดอื น โดยการโอนเงนิ เข้าบัญชีของผู้จาหนา่ ยตรงภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และผู้
จาหน่ายตรงจะนาผลตอบแทนของผจู้ าหน่ายในระดบั อ่ืนไปจ่ายให้แก่ผู้จาหนา่ ยระดบั อื่นในกลมุ่ ของตนเอง
นัน้ เปน็ เงนิ ได้พึงประเมินลกั ษณะเปน็ เงนิ ไดจ้ ากการรับทางานให้ ตามมาตรา 40 (2) แหง่ ประมวล
รษั ฎากร

มาตรา 40(3) เงินได้ท่ไี ด้จากทรพั ยไ์ ม่มีรปู รา่ ง หรอื ได้จากผลของกฎหมาย

เป็นเงนิ ไดท้ ี่มีลกั ษณะ
(1) เป็นค่าแหง่ ก๊ดู วลิ ล์ ค่าลิขสทิ ธ์ิ ค่าแหง่ สทิ ธิอ์ ยา่ งอ่ืน กฎหมายยอมให้หักค่าใชจ้ ่ายได้

ตัวอย่างเช่น เงนิ ไดจ้ ากการเขยี นบทความเป็นรายอาทิตย์ ซง่ึ ผ้เู ขยี นมิได้เป็นลูกจ้างหรือพนักงานของ
บริษทั ลิขสทิ ธิ์ในบทความเป็นของผู้เขยี นถอื เปน็ เงินได้ตามมาตรา 40(3) (กค. 0811/พ.08972 ลว. 12

2 - 28

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดา

มิถุนายน 2541) แตป่ ัจจบุ ัน สามารถหกั ค่าใชจ้ ่ายเปน็ อตั ราเหมา 50% แต่ไมเ่ กิน 100,000 บาท ได้ทุก
ประเภทเงินได้ ตวั อย่างเช่น

- กูด๊ วลิ ล์ คือ ช่อื ยี่ห้อทางการคา้ เช่น ไกย่ ่างห้าดาว ตัวอย่างของเงนิ ไดป้ ระเภทน้ี
เช่น ค่าตอบแทนเพ่ือการใช้ช่ือในทางการค้า หรอื สทิ ธิในการใชล้ ิขสิทธิ์ ในงานวรรณกรรม หรอื
ภาพยนตร์ หรอื ฟลี ม์ หรอื เทปที่ใชส้ าหรับการกระจายเสียงทางวทิ ยุ หรอื ทางโทรทัศน์ ค่าตอบแทนจาก
การใชส้ ิทธบิ ตั ร (Patent ) ความรู้ทางเทคนคิ (Know–How) เครอ่ื งหมายการคา้ (Trade Mark) เป็นตน้

- คา่ ออกแบบสนามกอลฟ์ โดยบรษิ ัทผอู้ อกแบบตกลงจะทาแผนผังรายละเอียด และ
งานเขยี นแบบสาหรบั ใช้ในการกอ่ สร้างสนามกอล์ฟ โดยบรษิ ทั ผู้ออกแบบยังคงเปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธ์ิใน
งานเขียนแบบกอ่ สร้างถอื เปน็ เงินคา่ สิทธิ จึงเป็นเงินได้พึงประเมนิ ตามมาตรา 40 (3)

ส่วนคาวา่ “สทิ ธอิ ย่างอนื่ ” นนั้ หมายถงึ สิทธอิ ย่างอื่นท่ีมลี กั ษณะทานองเดียวกับค่ากดู๊
วิลล์ หรือคา่ แห่งลิขสิทธ์ิ ดังน้นั สิทธกิ ารเช่าจึงมิใชส่ ทิ ธิอยา่ งอ่นื ตามมาตรา 40 (3) แต่เป็นเงินได้พงึ
ประเมินตามมาตรา 40 (8)

(2) เป็นเงนิ รายปี อันไดม้ าจากพนิ ยั กรรม นิตกิ รรมอยา่ งอื่น หรอื คาพิพากษาของศาล
เงินไดป้ ระเภทน้ี เป็นเงินได้ท่ีมไิ ด้เกดิ จากนา้ พักนา้ แรง ในอดีตกฎหมายจึงไม่ยอมให้หกั

ค่าใชจ้ า่ ย

มาตรา 40(4) เงนิ ไดท้ ีไ่ ดจ้ ากเงนิ นาเงินไปลงทนุ

ม. 40(4)(ก) ดอกเบ้ียพนั ธบตั ร ดอกเบยี้ เงนิ ฝาก ดอกเบย้ี หนุ้ กู้ ดอกเบ้ียต๋วั เงิน
ดอกเบ้ียเงินกยู้ มื ไมว่ ่าจะมหี ลักประกันหรือไม่ ดอกเบ้ียเงินกยู้ ืมท่ีอย่ใู นบังคบั ต้องถูกหกั ภาษี ณ ท่ีจ่ายตาม
กฎหมายว่าดว้ ยภาษเี งนิ ไดป้ โิ ตรเลยี มเฉพาะสว่ นท่เี หลอื จากถกู หักภาษี ณ ที่จา่ ยตามกฎหมายดงั กลา่ ว
หรอื ผลตา่ งระหว่างราคาไถถ่ อนกับราคาจาหน่ายต๋วั เงนิ หรอื ตราสารแสดงสิทธใิ นหน้ีทบี่ ริษัทหรือห้าง
หนุ้ สว่ นนติ ิบุคคล หรอื นิติบุคคลอ่นื เป็นผอู้ อกและจาหน่ายครั้งแรกในราคาตา่ กวา่ ราคาไถถ่ อน รวมท้งั เงิน
ไดท้ ่ีมลี ักษณะทานองเดียวกันกับดอกเบยี้ ผลประโยชน์ หรอื คา่ ตอบแทนอืน่ ๆ ท่ีได้จากการให้กูย้ ืมหรือ
จากสิทธิเรยี กร้องในหนี้ทุกชนดิ ไมว่ ่าจะมหี ลกั ประกนั หรอื ไม่กต็ าม (เลอื กเสียภาษีเฉพาะภาษีเงนิ ได้หัก ณ
ทจ่ี ่ายในอตั ราร้อยละ 15 เป็นภาษีสดุ ทา้ ยก็ได)้

ม. 40(4)(ข) เงินปนั ผล เงินส่วนแบง่ ของกาไร หรอื ประโยชนอ์ ืน่ ใดท่ีไดจ้ าก บริษทั
หรือหา้ งหนุ้ ส่วนนติ บิ ุคคล หรือสถาบนั การเงิน ทมี่ ีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งข้นึ สาหรับ
ให้กู้ยืมเงนิ เพ่ือส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออตสาหกรรม เงนิ ปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกาไร
ทอี่ ยู่ในบังคับต้องถกู หกั ภาษีไว้ ณ ทจ่ี ่าย ตามกฎหมายวา่ ด้วยภาษเี งนิ ได้ปโิ ตรเลียม เฉพาะสว่ นที่เหลือจาก
ถูกหกั ภาษีไว้ ณ ท่ีจา่ ยตามกฎหมาย ดังกล่าว ใหใ้ ชบ้ งั คับ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เปน็ ตน้
ไป

2 - 29

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
ม. 40(4)(ก) และ (ข) เลือกเสียเฉพาะภาษีเงนิ ไดห้ กั ณ ท่จี า่ ยในอัตรารอ้ ยละ 10 เป็นภาษสี ดุ ทา้ ย

บริษทั A. จากดั จ่ายเงินปันผล นาย ก.
ม. 40 (4) (ข)

Y หัก WT. 10 % นาสง่ โดย
ภ.ง.ด. 2
Final Tax เลือกเสีย PIT
เท่ากับ WT. 10 % N

นาไปรวมคานวณ
PIT กับเงินได้อ่นื
ตอนคานวณภาษปี ระจาปี

มสี ทิ ธไิ ด้เครดิตภาษี
ตาม ม. 47 ทวิ

Final Tax = ภาษีสุดทา้ ย
PIT = ภาษเี งนิ ได้บคุ คลธรรมดา
CIT = ภาษีเงนิ ไดน้ ติ บิ ุคคล
WT = ภาษเี งินไดห้ ัก ณ ที่จา่ ย
Y = ไม่ใช่
N = ใช่

2 - 30

บทที่ 2 ภาษเี งนิ ได้บคุ คลธรรมดา

ขอ้ สังเกต การตดั สนิ ใจเลือกเสยี ภาษีเป็นภาษีสดุ ทา้ ยได้ (Final Tax)
กรณเี ลือกนาเงินได้ ดอกเบ้ยี เงนิ ปันผล เงนิ สว่ นแบง่ กาไร ท่ไี ด้รบั จากนติ บิ ุคคลในประเทศ

ไทย มารวมคานวณภาษกี ับเงนิ ไดป้ ระเภทอ่นื หากไดร้ ับเงนิ ได้ดงั กล่าวแตล่ ะประเภทหลายรายการ ผู้มี
เงนิ ได้จะต้องนาเงนิ ได้ทไี่ ดร้ ับทุกรายการในแตล่ ะประเภทมารวมคานวณภาษจี ะเลือกเฉพาะบางรายการ
ไมไ่ ด้

เงินปันผลหรือเงินส่วนแบง่ ของกาไรจากบรษิ ทั หรอื หา้ งหุ้นส่วนนติ ิบุคคล
ที่ตงั้ ขนึ้ ตามกฎหมายไทยและ J.V. ซงึ่ ได้เสยี ภาษเี งินไดน้ ติ บิ คุ คลจากฐานกาไรสุทธแิ ลว้

ถูกหัก WT. 10 % ตาม ม. 50 (2), ม. 48 (3)

เลอื กเสียภาษีเงนิ ได้ ใช่ Final Tax
เท่าที่ถูกหัก WT. 10 %

ไมใ่ ช่

นาไปรวมคานวณภาษเี งินไดต้ าม ม. 48 (1)

เครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ =
เงนิ ปันผล x อตั รา CIT
(100 – อัตรา CIT)

แลว้ นาไปรวมเป็นเงินไดเ้ พื่อคานวณจานวน PIT

จานวน PIT มากกวา่ จานวนเครดติ จานวน PIT นอ้ ยกวา่ จานวนเครดติ
ภาษีและ WT. ใหช้ าระเพมิ่ เตมิ ภาษีและ WT. ให้มสี ิทธิขอคืน

ม. 40(4)(ค) เงินโบนสั ท่จี า่ ยแกผ่ ้ถู ือหุ้น หรือผู้เป็นหนุ้ ส่วนในบริษทั หรอื ห้างหนุ้ ส่วนนติ ิ
บคุ คล

ม. 40(4)(ง) เงนิ ลดทนุ ของบรษิ ทั หรอื ห้างหุ้นสว่ นนติ ิบุคคล เฉพาะส่วนท่ีจ่ายไม่เกนิ กว่า
กาไรและเงนิ ที่กนั ไว้รวมกนั

2 - 31

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ได้บุคคลธรรมดา

ตวั อยา่ ง บริษทั มีทุนจดทะเบยี น 1,000,000 บาท (10,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท) และมีกาไรสะสม
จานวน 400,000 บาท บรษิ ัทได้ลดทนุ ลงเหลือ 400,000 บาท หรอื หุน้ ละ 40 บาท และบรษิ ัทได้
จา่ ยเงนิ คืนใหแ้ ก่ผถู้ ือหนุ้ จานวน 600,000 บาท (1,000,000 – 400,000 บาท) ดงั นั้น เงินได้ทผ่ี ู้
ถอื ห้นุ ต้องถือเป็นเงินได้พงึ ประเมิน คือ เงินลดทนุ เฉพาะส่วนท่ไี ม่เกินกว่ากาไรสะสมจานวน
400,000 บาท สาหรบั ส่วนทเี่ กนิ กวา่ กาไรสะสม 200,000 บาท (600,000 – 400,000 บาท) ไม่
ถอื เป็นเงนิ ได้พึงประเมิน

ม. 40(4)(จ) เงนิ เพิ่มทนุ ของบรษิ ทั หรอื ห้างหุ้นส่วนนิติบคุ คลซึง่ ตง้ั จากกาไรที่ได้มาหรือ
เงินทก่ี ันไว้รวมกนั ในกรณีที่เป็นการเพิ่มทนุ โดยเรยี กเก็บเงินจากผถู้ อื หนุ้ หรือผู้เป็นหุ้นส่วนจริง ไมถ่ ือเปน็
เงินได้พงึ ประเมินของผู้ถอื หุ้นหรือผู้เป็นห้นุ ส่วน

ตัวอยา่ ง บรษิ ัทมีทุนจดทะเบยี น 1,000,000 บาท (10,000 หนุ้ ๆ ละ 100 บาท) และมกี าไรสะสม
จานวน 400,000 บาท บริษัทได้เพ่ิมทุนเป็น 2,000,000 บาท หรือเพ่ิมเป็น 20,000 ห้นุ และบริษัทได้
เรียกเกบ็ เงนิ จากผู้ถือหนุ้ จานวน 600,000 บาท ส่วนท่ีเหลือ 400,000 บาท โอนจากกาไรสะสม ดงั น้ันเงิน
ไดท้ ผี่ ู้ถือหนุ้ ตอ้ งถือเป็นเงินได้พงึ ประเมิน คือ เงินเพิ่มทุนซงึ่ ตง้ั จากกาไรสะสมจานวน 400,000 บาท
เท่าน้ัน สาหรบั สว่ นทีเ่ รยี กเก็บจากผ้ถู อื หุ้นจริง 600,000 บาท ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน

ม. 40(4)(ฉ) ผลประโยชน์ท่ีได้จากการทีบ่ ริษัทหรือหา้ งหุ้นส่วนนิตบิ ุคคลควบเข้ากัน
หรอื รบั ช่วงกนั หรอื เลกิ กนั ซ่ึงตรี าคาเป็นเงนิ ไดเ้ กินกวา่ เงนิ ทนุ

ม. 40(4)(ช) (ใหม่) ผลประโยชน์ท่ีได้จากการโอนการเป็นหนุ้ สว่ น โอนหนว่ ยลงทุน
หรือโอนหุน้ ห้นุ กู้ พนั ธบัตร หรือตวั๋ เงนิ หรอื ตราสารเสดงสิทธใิ นหนีท้ ี่บรษิ ทั หรือห้างหุ้นส่วนนติ ิบดคลหรอื
นติ บิ ุคคลอื่นเปน็ ผอู้ อก รวมทง้ั เงนิ ได้จากการขายคนื หน่วยลงทนุ ใหแ้ กบ่ ริษัทหรือหา้ งหุ้นส่วนนิติบุคคลที่
เปน็ กองทุนรวม ทัง้ นเี้ ฉพาะซึง่ ตีราคาเป็นเงนิ ได้เกนิ กวา่ ท่ีลงทนุ ใหใ้ ชบ้ ังคบั ตงั้ แต่ วนั ท่ี 20 สงิ หาคม พ.ศ.
2562 เปน็ ตน้ ไป

ตวั อยา่ ง นาย ก ซ้ือหุ้นบรษิ ัทแห่งหนงึ่ ในราคา 100,000 บาท และขายไปได้ในราคา 150,000 บาท สว่ น
ท่ีเกนิ กวา่ ทีล่ งทุน 50,000 บาท (150,000 – 100,000 บาท) ถือเป็นเงนิ ได้พงึ ประเมินตาม
ประเภทน้ี

ตวั อยา่ ง นาย ก ซื้อหนุ้ บรษิ ัทฯ มูลค่าหุน้ ละ 100 บาท โดยซื้อมาในราคาตามมูลค่า ตอ่ มาบริษทั ฯ ลด
ทนุ ลงเหลอื มลู ค่าหนุ้ ละ 50 บาท หลังจากนน้ั นาย ก ได้ขายหุน้ ทง้ั หมดใหแ้ กผ่ ู้ลงทนุ รายใหม่
หุน้ ละ 139.14 บาท กรณดี งั กล่าวต้นทนุ การซ้ือหุ้นคือ 100 บาท ดังน้ัน กาไรท่เี กดิ จากการขาย
หนุ้ ๆ ละ 39.14 บาท เท่าน้ัน

2 - 32

บทท่ี 2 ภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดา
ม. 40(4)(ซ) เงินส่วนแบ่งของกาไร หรอื ผลประโยชน์อืน่ ใดในลักษณะเดยี วกนั ที่ได้จาก
การถือหรอื ครอบครองโทเคนดิจิทลั
ม. 40(4)(ฌ) Capital gains (สินทรัพยด์ ิจิทัล) จากการโอนคริปโทเคอรเ์ รนซีหรอื โท
เคนดจิ ิทัล พรก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และ พรก.แกไ้ ขประมวลรษั ฎากร (ฉบับที่
19) พ.ศ. 2561

แสดงสินทรพั ยด์ จิ ิทลั

ขอ้ สังเกต
กรณที จ่ี ดเลกิ กจิ การ ให้ระวงั เรอ่ื งของข้อแตกต่างระหวา่ ง เงนิ ปันผลกบั สว่ นแบ่งกาไร ซง่ึ

สงั เกต ดังนี้ (http://www.rd.go.th/publish/32870.0.html)
กรณทึ ่ี 1 จา่ ยก่อนจดเลิกกิจการ ถอื เป็น 40(4)(ข)
2 - 33

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ได้บุคคลธรรมดา

กรณีท่ี 2 จา่ ยหลังจดเลิกกจิ การ ถือเป็น 40(4)(ฉ)
ดงั น้ัน กิจการควรตอ้ งวางแผนการจ่ายให้ เพราะภาระภาษจี ะแตกต่างกัน (มาตรา 47 ทวิ)
1. หากจ่ายสว่ นแบ่งกาไรสะสมก่อนเลิกนติ ิบุคคล นติ ิบคุ คล(ผจู้ า่ ย)จะต้องหักภาษหี ัก ณ

ทีจ่ ่าย 10% ของเงนิ สว่ นแบ่งกาไรทจี่ า่ ย โดยผรู้ ับสว่ นแบ่งกาไรนั้นผู้มเี งินได้มีสทิ ธิไม่เลือกนาไปรวมคานวณ
ภาษีตอนสิ้นปกี ็ได้

2. แตห่ ากจ่ายสว่ นแบ่งกาไรสะสมหลังจดเลิกกจิ การ นติ ิบุคคล (ผจู้ า่ ย) จะต้องหัก ณ ท่ี
จ่ายตามอตั รากา้ วหน้า ไม่ได้รับยกเวน้ 150,000 บาทแรก โดยบคุ คลธรรมดา (ผรู้ บั ) ท่ีไดร้ ับสว่ นแบง่ กาไร
จะต้องนาไปรวมคานวณเสียภาษเี งนิ ได้ตอนสน้ิ ปี

มาตรา 40(5) เงนิ ไดท้ ไ่ี ดจ้ ากเอาทรัพยไ์ ปหาประโยชน์ เกดิ เงินได้ขึ้น (สังหาฯ, อสงั หาฯ)

ม. 40(5)(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน ไมว่ ่าจะเป็นอสังหาริมทรัพยห์ รือสังหารมิ ทรัพย์
เงินได้จากการใหเ้ ชา่ ทรัพยส์ ิน ไมว่ ่าจะเปน็ สงั หารมิ ทรัพย์ หรอื อสงั หาริมทรพั ย์ เป็น

เงินไดต้ ามมาตรา 40(5)(ก) นี้ทัง้ ส้ิน นอกจากเงินค่าเชา่ แลว้ เงินกินเปลา่ เงินแป๊ะเจ๊ยี ะ เงินช่วยค่า
กอ่ สร้าง หรือประโยชนท์ ี่ได้จากการไดก้ รรมสิทธใิ์ นอาคารหรอื โรงเรอื นท่ีผูเ้ ชา่ ยกให้ ถอื วา่ เปน็ เงินได้พึง
ประเมนิ ตามมาตรานี้ด้วย

นอกจากนี้ ในกรณีของการใหเ้ ช่าทรพั ยส์ ินนี้ มาตรา 40 (5) วรรคสอง ยังให้อานาจ
เจ้าพนักงานประเมินมอี านาจประเมินเงินได้ตามจานวนเงินทที่ รพั ย์สินน้นั สมควรให้เชา่ ได้ตามปกติ และ
ใหถ้ อื ว่าจานวนเงินท่ปี ระเมินนเี้ ปน็ เงนิ ได้พงึ ประเมนิ ของผู้มเี งนิ ได้ ถา้ เจ้าพนักงานมเี หตุอันควรเชอ่ื ว่าผูม้ ี
เงนิ ได้แสดงเงินได้ต่าไป ไมถ่ ูกต้องตามความเป็นจรงิ ซึ่งเงินไดป้ ระเภทอืน่ ประมวลรษั ฎากรมไิ ดบ้ ัญญัติให้
อานาจเชน่ นีไ้ ว้ แตอ่ ย่างไรก็ตาม ประมวลรัษฎากรยงั ให้สิทธผิ ทู้ ถี่ กู ประเมนิ อุทธรณ์การประเมนิ ได้ ว่า
เงนิ ไดท้ ่เี จา้ พนักงานประเมนิ นนั้ ไม่ถูกตอ้ ง หากผูถ้ กู ประเมินสามารถพิสจู น์ไดว้ ่าไมไ่ ด้แสดงเงนิ ได้ต่าไป
แต่แสดงตามความเปน็ จริง ก็ต้องถือวา่ มีเงนิ ได้ตามไวน้ ้นั เพราะเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดา ใช้
หลักเกณฑเ์ งนิ สด คือตอ้ งเป็นเงินได้ท่ีได้รับมาแลว้ จริง

อานาจของเจ้าพนักงานประเมนิ ตามมาตราน้ี เปน็ อานาจท่จี ะประเมินภาษีเงนิ ได้
บคุ คลธรรมดาในกรณที ่ีมกี ารใหเ้ ชา่ ทรพั ยส์ นิ เท่านัน้ ในกรณขี องภาษเี งินได้นติ บิ ุคคลน้ัน มาตรา 65 ทวิ
(4) จะใหอ้ านาจเจ้าพนักงานในกรณีที่บริษทั หรือหา้ งหนุ้ ส่วนนิติบุคคลโอนทรัพยส์ นิ ให้บรกิ าร หรือให้
กู้ยืมเงินโดยไมม่ ีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรอื ดอกเบ้ยี หรือมคี ่าตอบแทน คา่ บริการ หรือดอกเบยี้ ตา่
กว่าราคาตลาดโดยไมม่ เี หตุอันสมควร โดยเจ้าพนักงานมีอานาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบรกิ าร หรือ
ดอกเบ้ยี ตามราคาตลาด ในวนั ท่ีโอน ให้บรกิ าร หรอื ให้กู้ยืมเงนิ

ดังนัน้ หากบุคคลธรรมดายกทรัพย์สินท่เี ปน็ สงั หาริมทรัพย์ใหผ้ ู้อื่นโดยเสนห่ า ให้
กู้ยืมเงินโดยไมค่ ิดดอกเบ้ยี หรือให้บริการอ่ืนโดยไม่คิดค่าบริการ หรือขายทรัพย์สินในราคาถกู กวา่ ราคา
ตลาด คดิ ดอกเบย้ี หรอื ค่าบริการต่ากวา่ ราคาตลาด เจ้าพนกั งานประเมินจะไม่มอี านาจประเมนิ เงินไดพ้ ึง
ประเมินตามราคาตลาด เหมือนเช่นกรณใี ห้เชา่ ทรพั ยส์ ิน

2 - 34

บทท่ี 2 ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา
ม. 40(5)(ข) การผดิ สญั ญาเช่าซ้อื ทรัพย์สนิ
ม. 40(5)(ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงนิ ผ่อน ซงึ่ ผ้ขู ายได้รับคนื ทรพั ย์สินที่ซอื้ ขายนน้ั
โดยไม่ตอ้ งคืนเงิน หรือประโยชนท์ ไี่ ดร้ ับไวแ้ ล้ว
เงินได้ตามมาตรา 40(5) ไมร่ วมถึงเงนิ กินเปล่า เงนิ ช่วยคา่ กอ่ สร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่า
แหง่ อาคาร หรอื โรงเรอื นท่ไี ด้รับกรรมสทิ ธิ์

ตัวอย่าง
นาย ก. ซื้อรถยนต์เงินผ่อนจาก นาย ข. ในราคา 200,000 บาท เมอ่ื วนั ท่ี 5 ธนั วาคม 2558

โดยชาระในวนั ทาสญั ญา 50,000 บาท ส่วนทีเ่ หลอื ผ่อนชาระเปน็ งวดรวม 3 งวด กาหนดชาระทุกวนั ท่ี
5 ของเดือน มขี ้อตกลงว่าหากผิดนักงวดใดงวดหน่ึง ให้ถือวา่ สญั ญาเป็นอนั เลิกกัน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์
กลบั คืนมาเปน็ ของ นาย ข. และ นาย ข. มสี ทิ ธริ ิบเงินท่ชี าระมาแล้ว ปรากฏวา่ นาย ก. ผอ่ นชาระเพยี ง
งวดเดยี วเม่ือวันที่ 5 มกราคม 2559 แล้วผิดสญั ญา ไม่ผ่อนงวดตอ่ มาอีก นาย ข. จงึ บอกเลิกสัญญาพร้อม
กับเรียกรถยนต์คนื จาก นาย ก. นาย ก.ยอมคืนรถยนตใ์ ห้และไม่โต้แยง้ ดงั น้ี เงินที่ นาย ก. ชาระในวนั ทา
สัญญา 50,000 บาท และค่างวดเดือนมกราคม 2559 ท่ีได้รบั ไวแ้ ลว้ อีก 50,000 บาท และ นาย ข. ใช้
สทิ ธริ ิบแลว้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินจากการผิดสญั ญาซอื้ ขายเงนิ ผ่อน ตามมาตรา 40 (5) (ค) โดยถือเปน็
เงินได้พงึ ประเมนิ ของปีภาษี 2559 ซง่ึ เป็นปที ี่ นาย ก. ผดิ สญั ญา

เงินได้พึงประเมนิ ตามมาตรา 40 (5) นั้น มาตรา 43 ให้หกั คา่ ใช้จา่ ยตามที่กาหนดโดยพระ
ราชกฤษฎีกา คือพระราชกฤษฎกี า ออกตามความในประมวลรษั ฎากร ว่าดว้ ยการกาหนดคา่ ใช้จา่ ยทยี่ อม
ให้หักจากเงินได้พึงประเมนิ ฉบับท่ี (11) พ.ศ. 2502 ซงึ่ กาหนดการหกั ค่าใช้จ่ายของเงินไดพ้ งึ ประเมิน
ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8) ไว้ โดยการหกั ค่าใชจ้ า่ ยของเงนิ ได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) บญั ญัติ
อยใู่ นมาตรา 5 ของพระราชกฤษฎกี า ดังกล่าว

2 - 35

บทท่ี 2 ภาษีเงนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา

มาตรา 40(6) เงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ (ไม่มนี ายจา้ ย ทาได้จนแก่ตาย)

คอื การประกอบโรคศลิ ปะ วชิ าชีพกฎหมาย วศิ วกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี
ประณตี ศิลปกรรม หรือวชิ าชีพอสิ ระอืน่

1) การประกอบโรคศลิ ปะ มี 7 แขนงไดแ้ ก่ (1) แพทย์ที่ประกอบวิชาชีพท่ีกระทาต่อ
รา่ งกายของมนุษย์ในการตรวจโรค วินจิ ฉัยโรค การบาบัดโรค การปอ้ งกนั โรค การส่งเสรมิ และฟนื้ ฟู
สุขภาพ และในสาขาเวชกรรม มีอีก 6 แขนงยอ่ ย ไดแ้ ก่

(2) ทันตกรรม
(3) เภสชั กรรม
(4) การพยาบาล
(5) การผดุงครรภ์
(6) กายภาพบาบดั
(7) เทคนคิ การแพทย์ ไม่วา่ จะเป็นการแพทย์แผนปัจจบุ ัน หรอื แผนไทย แต่การ
ทาประกอบวชิ าชพี ดังกลา่ วต้องมลี กั ษณะเป็นสญั ญาจ้างทาของ มิใช่จ้างแรงงาน หากแพทย์เปน็ ลูกจา้ ง
ไดร้ ับเงนิ เดือนจากโรงพยาบาล เงินได้ที่ไดร้ ับจะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) เมื่อการประกอบโรคศลิ ปะ
เปน็ การกระทาต่อร่างกายของมนษุ ย์

ข้อสงั เกต
การประกอบวชิ าชีพของสัตวแพทย์ แม้จะเรยี กเป็นแพทย์ แต่ก็ไม่ใช่การประกอบโรคศลิ ปะ

ดังนน้ั เงินทสี่ ัตวแพทย์ไดร้ ับจาการรักษาสตั ว์ตา่ ง ๆ จงึ ไม่ถอื เป็นเงินได้จากการวิชาชีพอิสระ ตามมาตรา
40 (6) แตเ่ ปน็ เงินไดจ้ ากการรับทางานให้ ตามมาตรา 40 (2) แตถ่ ้าเปดิ คลีนคิ รกั ษาสตั ว์จะเปน็ เงนิ ได้ตาม
ม. 40(8)

2) วิชากฎหมาย เช่น เงนิ ไดจ้ ากคา่ ทนายความทว่ี ่าความในศาล การรบั ทาสัญญา
หรือพนิ ยั กรรม หรือใหค้ าปรึกษาทางกฎหมาย

มขี อ้ สงั เกตเก่ียวกับเงินได้จากการประกอบวิชาชพี กฎหมายประการหน่ึงคือ แมเ้ งนิ ได้
จากการประกอบวชิ าชพี กฎหมาย จะเปน็ เงินไดจ้ ากวชิ าชีพอสิ ระ แตเ่ งนิ ที่ไดร้ ับดงั กลา่ ว ถอื เปน็ รายรับที่
จะตอ้ งเสยี ภาษมี ูลค่าเพิม่ ดว้ ย โดยผู้ท่มี ีรายรับดังกลา่ วจะต้องเรยี กเกบ็ ภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้จา่ ยเงิน
คา่ บริการด้วย เวน้ แต่ รายรับจากการวา่ ความในศาลเท่านนั้ ท่ไี ด้รบั ยกเวน้ ภาษมี ลู คา่ เพ่มิ ตามมาตรา 81
(1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

3) วิศวกรรม ไดแ้ ก่ การนาความรู้ทางคณติ ศาสตร์ และวทิ ยาศาสตรธ์ รรมชาติมา
ประยุกตใ์ ช้เปน็ ประโยชน์ในสาขาวศิ วกรรม รวมถงึ การให้คาปรกึ ษาทางด้านวศิ วกรรม หรอื เกยี่ วกบั
วิศวกรรม แต่ไม่รวมถึง การติดตั้ง ซอ่ มแซม หรอื การควบคุม

2 - 36

บทท่ี 2 ภาษเี งนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา

4) สถาปตั ยกรรม ได้แก่ วิชาการชา่ ง ยกตัวอย่างเช่น งานวางโครงการ วางผังและ
ออกแบบ ทารายการกาหนดราคาก่อสร้าง รวมถงึ การให้คาปรกึ ษาทางดา้ นสถาปัตยกรรม หรอื
เกี่ยวเนอื่ งกบั สถาปัตยกรรม แต่ไม่รวมถึงการรับเหมาก่อสร้าง รับพมิ พ์แบบพิมพเ์ ขียว

5) การบัญชี ไดแ้ ก่ ศิลปะของการเก็บรวบรวม บนั ทกึ จาแนก และนาสรุปข้อมลู อัน
เก่ยี วกบั เหตุการณ์ทางเศรษฐกจิ ในรูปตวั เงิน และการใหข้ ้อมูลทางการเงนิ ซ่ึงมหี ลายสาขา ยกตวั อย่าง
เชน่ การทาบัญชี การวางระบบบญั ชี การบัญชกี ารเงิน การบญั ชตี ้นทุน การตรวจสอบบัญชี เพื่อให้
ความเห็นตอ่ งบการเงนิ

ถา้ ผู้สอบบญั ชรี บั อนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา ตกลงทางานให้แก่หรอื ในนามของ
สานักงานสอบบัญชีท่ีเป็นบริษัทหรอื ห้างห้นุ ส่วนนิตบิ ุคคล และอยู่ภายใต้การควบคุมดแู ล จัดการ หรือ
ภายใตก้ ารบังคับบญั ชาของสานักงานสอบบัญชีนนั้ แมจ้ ะเปน็ ผลู้ งนามใหค้ วามเห็นต่องบการเงิน และต้อง
รบั ผดิ ชอบการลงนามเป็นส่วนตวั ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการบัญชกี ็ตาม การตกลงรับทางานใหด้ ังกล่าวมี
ลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน ค่าตอบแทนท่ีได้รบั จากสานกั งานสอบบญั ชี ไมว่ ่าจะจา่ ยกนั อย่างไร เปน็ เงนิ
ไดพ้ งึ ประเมินตามมาตรา 40 (1) แต่ถ้าผูส้ อบบัญชีลงนามในฐานะหนุ้ ส่วนของหา้ งห้นุ สว่ นสามัญที่มใิ ช่
นิติบุคคล เงนิ ได้ท่ีได้รบั จะเป็นเงินได้พึงประเมินจากการประกอบวชิ าชีพอสิ ระ ตามมาตรา 40 (6) ของ
ห้างหุน้ สว่ นสามญั น้ัน

6) ประณตี ศลิ ปกรรมไทยเท่านน้ั ได้แก่ การกระทาใด ๆ ทมี่ คี ณุ ค่าทางศลิ ปะ แบ่งได้
เปน็ 3 แขนง ได้แก่ นาฏศลิ ป์ ดุรยิ างคศิลป์ คีตะศลิ ป์ กรมสรรพากรถือหลักวา่ ถ้าวัสดสุ ง่ิ ของท่นี ามา
ทานนั้ มรี าคาน้อย แต่เมื่อทาเสร็จแล้วผลของงานมมี ลู ค่า หรือคณุ ค่าสูง คอื เป็นงานประณีตศลิ ปกรรม

สว่ นวชิ าชีพอิสระอนื่ นั้น ขณะน้ี ยังไม่มีพระราชกฤษฎกี ากาหนดให้วชิ าชพี อ่ืนใด เป็น
วชิ าชพี อิสระตามมาตรา 40 (6)

ในบรรดาผู้มีเงินไดจ้ ากวชิ าชพี อสิ ระต่าง ๆ น้ัน ปัญหาที่เกดิ ขึ้นส่วนใหญเ่ ปน็ เร่ืองของ
วชิ าชีพอิสระของแพทย์ เนอ่ื งจากแพทย์นน้ั เปน็ ไดท้ ้ังเงนิ ได้จากการจา้ งแรงงาน ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 40 (1) เงนิ ได้จากการรบั ทางานให้ ตามมาตรา 40(2) เงนิ ไดจ้ ากการประกอบวิชาชพี อิสระ
ตามมาตรา 40 (6) หรอื เป็นเงนิ ได้จากการประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 40(8) เช่น แพทย์เปิดคลินิก
รกั ษาคนไข้ของตนเอง เปน็ เงินไดพ้ ึงประเมนิ ตามมาตรา 40(6) หากแพทย์ทากิจการสถานพยาบาลตาม
กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และมีเตียงรับผูป้ ่วยไวค้ า้ งคนื เงินไดจ้ ากการรักษาพยาบาลและการ
จาหนา่ ยยา เปน็ เงินได้ตามมาตรา 40(8) ซ่ึงพระราชกฤษฎีกา ฯ ฉบบั ที่ 11 ( พ.ศ. 2502 ) มาตรา 8 (12)
ให้หกั ค่าใช้จ่ายเปน็ การเหมาได้รอ้ ยละ 75 หากแพทยท์ าสัญญาเป็นลกู จ้างหรือพนักงานของโรงพยาบาล
เงนิ ได้ที่ไดร้ บั เปน็ เงนิ ไดต้ ามมาตรา 40(1)

2 - 37

บทท่ี 2 ภาษเี งนิ ไดบ้ คุ คลธรรมดา
มาตรา 40(7) เงินไดจ้ ากการรับเหมา (แรง + ของ = รับเงินเมอ่ื งานเสรจ็ /รับเป็นงวดๆ )

ผู้รับเหมาต้องลงแรง และลงทนุ ด้วยการจดั หาสัมภาระ (วัสดกุ อ่ สร้าง อุปกรณ์) ในส่วน
สาคญั นอกจากเครอื่ งมอื และต้องทางานน้ันโดยลาพงั เงนิ ได้ประเภทนีเ้ ปน็ เงินไดจ้ ากการรับเหมาตา่ ง ๆ
ตวั อย่าง นาย ก. รบั เหมาปลูกสร้างบา้ นให้ นาย ข. โดยเป็นผจู้ ดั หาสัมภาระทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นไม้ อิฐ

หนิ ปนู ทราย ฯลฯ เงินคา่ รบั เหมาท่ี นาย ก. ได้รับเปน็ เงินได้ตามมาตรา 40 (7) แต่ถ้า นาย
ก. รับเหมาปลูกสร้างบ้านให้ นาย ข. โดยใช้เครื่องมือและคนงานของตน แต่วัสดทุ ี่ใช้ในการ
ก่อสร้างทั้งหมด นาย ข. เปน็ ผ้จู ดั หามาเอง เงินคา่ รับเหมาที่ นาย ก. ได้รับ จะเปน็ เงนิ ได้จาก
การประกอบธุรกิจ ตามมาตรา 40 (8)
ขอ้ สงั เกต
- ถา้ รับเงินเดือน คา่ จ้าง จะเปน็ เงินไดพ้ ึ่งประเมนิ ตาม มาตรา 40(1)
- ถ้าผู้รับเหมาลงแต่แรงอยา่ งเดยี ว เงินไดท้ ี่ไดร้ ับจะเป็นเงินไดพ้ ่ึงประเมินตาม มาตรา 40(2)
- ถ้ารับเหมาด้วยแรงของตนเอง พร้อมสมั ภาระ (วสั ดุก่อสร้าง) จะเป็นเงนิ ไดพ้ ่ึงประเมินตาม
มาตรา 40(7)
- ถา้ มสี ถานประกอบการ หน้ารา้ น สานกั งาน ลกู จ้าง หรอื ลูกน้อง เงนิ ได้ทไ่ี ด้รับจะเป็นเงินได้
พึ่งประเมนิ ตาม ตามมาตร 40(8)

2 - 38

บทที่ 2 ภาษเี งนิ ได้บคุ คลธรรมดา
มาตรา 40(8) เงินไดจ้ ากการขายสนิ คา้ /บรกิ าร ทาเกษตร ผลิตสินค้า การขนสง่ หรอื การ
อื่นนอกจากท่รี ะบไุ ว้ใน (1) ถึง (7)
มาตราน้ี บัญญตั ไิ ว้อย่างกว้างขวาง เงินไดท้ ่ีไม่อาจจัดอยูใ่ นประเภทที่ 1 ถึงประเภทท่ี 7
ได้ จะถือวา่ เป็นเงนิ ไดต้ ามมาตรา 40 ( 8 ) ทัง้ สิ้น ยกตัวอย่างเชน่

ข้อสงั เกต
ปี 2482 ประมวลรษั ฎากรสมัยนัน้ เงนิ ได้จากการประกอบการหลัก ๆ ท่ีมีอยใู่ นสมยั นั้น

ตาม ม. 40(8) ได้จานวน 43 ประเภท เท่านั้น นอกจากนั้น อาจจะมีในอนาคตจดั เป็นประเภทที่ 44
(44) เงินได้ท่ีมไิ ดร้ ะบุไว้ตงั้ แต่ขอ้ (1)-ข้อ (43) ให้หกั ค่าใชจ้ ่ายตามความจาเป็นและ

สมควรเท่านั้น
2 - 39

บทที่ 2 ภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดา

2.4 เงินได้พงึ ประเมินท่ีได้รับการยกเว้นภาษเี งินได้

ในหวั ข้อนี้ ถา้ ทาการศึกษาไมล่ กึ ซ้งึ จะพบว่าเปน็ เงนิ ได้ที่ได้รับยกเวน้ ทีไ่ มต่ อ้ งนามาคานวณภาษี
เท่านัน้ แตใ่ นความเปน็ จรงิ น้ันไมใ่ ช่อย่างท่ีคดิ เมอ่ื ทา่ นศึกษาแลว้ ในแต่ละข้อจะพบวา่ มบี างข้อ ไปทา
หนา้ ท่ีในหลายๆ อย่าง โดยผ้เู ขียนขอกาหนดหน้าทใี่ นแตล่ ะข้อตงั้ แต่ A, B, C, D, E, F และ G และวธิ ีคิด
นจ้ี ะใช้ได้เฉพาะ ม. 48(1) วิธที ี่ 1 เทา่ น้นั

หลักการของการคานวณเงนิ ได้ทีไ่ ดร้ บั ยกเว้น

เงนิ ได้พงึ่ ประเมินรวม xx

หัก เงินได้ที่ไม่ต้องนามาเสียภาษี (A) xx

เงินไดพ้ ่ึงประเมนิ (ท่ตี อ้ งเสียภาษ)ี xx

หกั เงินไดท้ ี่ได้รบั ยกเว้น (B) มี 8 อยา่ ง xx

เงนิ ได้พึงประเมิน หลงั หักเงนิ ไดท้ ีย่ กเว้น xx

หัก คา่ ใชจ้ า่ ย (เลือกค่าใชจ้ า่ ยท่ีหกั ได้มากกว่า)

- เหมา xx
xx
- จรงิ 2 เทา่ (C)

1. เท่า xx xx xx

เงินได้พงึ ประเมิน หลัง หกั ค่าใช้จ่าย xx

หกั ค่าลดหยอ่ น (D) xx

เงนิ ได้พึงประเมิน หลงั หกั ค่าใชจ้ า่ ย และค่าลดหย่อน xx

หกั คา่ ลดหยอ่ นเงนิ บริจาค 2 เท่า (E) xx

เงนิ ได้พึงประเมนิ หลังจากหัก บริจาค 2 เทา่ xx

หกั คา่ ลดหยอ่ นเงนิ บริจาค 1 เท่า (F) xx

เงนิ ไดส้ ุทธิ xx

คูณ อตั ราภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดา แบบกา้ วหน้า xx

0 – 150,000 x ยกเวน้ (G)

150,001 - 300,000 x 5%
300,001 - 500,000 x 10%
500,001 - 750,000 x 15%
750,001 - 1,000,000 x 20%
1,000,001 - 2,000,000 x 25%

2,000,001 - 5,000,000 x 30%

5,000,000 ขึน้ ไป x 35%

2 - 40

บทที่ 2 ภาษเี งนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา

เงนิ ได้ที่ได้รบั ยกเวน้ ภาษี (ไม่ตอ้ งนาไปเสียภาษ)ี มีอยูห่ ลายกรณีทสี่ าคญั ๆ ได้แก่ การยกเว้น
ตามมาตรา 42 แหง่ ประมวลรัษฎากร การยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 การยกเวน้ ตามพระราช
กฤษฎีกา ฉบบั ต่างๆ เปน็ ตน้ เงินได้ที่ได้รบั ยกเวน้ ภาษีมี ดังน้ี (กรมสรรพากร, 2563)

1. (A) ค่าเบย้ี เลยี้ ง หรือ ค่าพาหนะ ซง่ึ ลูกจา้ งหรือผรู้ ับหนา้ ที่ หรอื ตาแหนง่ งาน หรือผู้รับ
ทางาน ให้ได้จ่ายไปโดยสจุ ริต ตามความจาเปน็ เฉพาะในการท่ีตอ้ งปฏิบตั ิการตามหน้าท่ีของตน และได้จ่าย
ไปทัง้ หมด ในการน้ัน (ม.40(1)(2) ยกเว้นไม่ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

2. (A) คา่ พาหนะ และเบ้ยี เลี้ยงเดนิ ทางตามอตั ราท่รี ัฐบาลกาหนดโดยพระราชกฤษฎกี าวา่ ดว้ ย
อตั รา คา่ พาหนะและเบี้ยเลย้ี งเดนิ ทาง (ม.40(1)(2) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

3. (A) เงนิ คา่ เดนิ ทางซ่งึ นายจา้ งจา่ ยให้แกล่ ูกจา้ ง เฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จา่ ยท้ังหมดโดยจาเปน็
เพอ่ื การเดนิ ทางจากต่างถิน่ ในการเขา้ รับงานเป็นครัง้ แรก หรือในการกลับถิน่ เดมิ เมื่อการจา้ งสนิ้ สุดลงแล้ว
แต่ข้อยกเวน้ นี้มใิ หร้ วมถึงเงินค่าเดินทางทล่ี กู จา้ งไดร้ บั ในการยา้ ยกลบั ถ่นิ เดมิ และในการเขา้ รับงานของ
นายจ้างเดมิ ภายใน 365 วัน นับแต่วันทีก่ ารจา้ งคร้งั ก่อนได้สน้ิ สุดลง (ม.40(1)(2) ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไป
ร่วมคำนวณ)

4. (A) ในกรณีที่นายจ้างและลกู จา้ งไดท้ าสญั ญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัตภิ าษีเงนิ ได้
พทุ ธศกั ราช 2475 มีขอ้ กาหนดวา่ นายจา้ งจะชาระเงนิ บาเหน็จ เงนิ คา่ ธรรมเนียม เงินค่านายหนา้
หรือเงินโบนัส ใหแ้ ก่ลกู จา้ งเปน็ จานวนเดยี วเม่ือการงานท่ีจา้ งไดส้ ้นิ สดุ แล้ว แมเ้ งินเต็มจานวนนน้ั จะได้
ชาระภายหลังท่ใี ช้บทบัญญัติในสว่ นนก้ี ด็ ี เงนิ บาเหนจ็ เงนิ ค่าธรรมเนยี ม เงนิ คา่ นายหน้า หรือเงินโบนสั
สว่ นท่ีเปน็ คา่ จา้ งแรงงานอันได้ทาในเวลากอ่ นใช้พระราชบัญญตั ิภาษเี งินได้ พุทธศักราช 2475 น้นั ไมต่ อ้ ง
รวมคานวณเพื่อเสยี ภาษเี งนิ ได้ (ม.40(1) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

5. (A) เงนิ เพม่ิ พิเศษประจาตาแหนง่ และเงนิ ค่าเชา่ บา้ น หรอื บา้ นท่ีให้อยโู่ ดยไมต่ ้องเสียคา่
เชา่ สาหรับข้าราชการสถานทูต หรือสถานกงสุลไทยในตา่ งประเทศ (ม.40(1) รบั ยกเว้นไม่ต้องนำไปร่วม
คำนวณ) (ม.40(1) ยกเวน้ ไมต่ อ้ งนำไปรว่ มคำนวณ)

6. (A) เงนิ ได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซ้ืออากรแสตมป์ หรอื แสตมปไ์ ปรษณียากรของ
รัฐบาล (ม.40(8) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

7. (A) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือคา่ สอน คา่ สอบท่ที างราชการ หรือ
สถานศึกษาของทางราชการจา่ ยให้ (ม.40(1)(2) ยกเว้นไม่ตอ้ งนำไปรว่ มคำนวณ)

8. (A) ดอกเบี้ย ดอกเบีย้ ที่ไดร้ ับยกเวน้ ภาษี ได้แก่ ดอกเบ้ยี ดงั ตอ่ ไปนี้ (ม.40(4)ก
ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

8.1 ดอกเบ้ยี สลากออมสิน หรอื ดอกเบย้ี เงนิ ฝากออมสนิ ของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผ่อื
เรยี ก

8.2 ดอกเบีย้ เงินฝากประเภทออมทรพั ยท์ ี่ได้รับจากสหกรณ์

2 - 41

บทท่ี 2 ภาษีเงนิ ได้บุคคลธรรมดา

8.3 ดอกเบ้ยี เงนิ ฝากธนาคารในราชอาณาจักรทต่ี ้องจา่ ยคืนเม่ือทวงถามประเภทออมทรพั ย์
เฉพาะ กรณีท่ผี ู้มีเงินได้ได้รบั ดอกเบย้ี ดังกลา่ วในจานวนรวมกันท้งั ส้ินไม่เกนิ 20,000 บาท ตลอดปีภาษนี นั้
ทง้ั นี้ ตามหลกั เกณฑว์ ิธกี ารและเง่อื นไขทอ่ี ธิบดี ประกาศ(มาตรา 42(8))

8.4 ดอกเบย้ี เงนิ ฝากทเ่ี กิดจากการฝากเงินกับธนาคารในประเทศไทยและจากสหกรณ์ออม
ทรัพยต์ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยสหกรณใ์ นประเทศ เปน็ รายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไมน่ อ้ ยกว่า 24 เดือน
นับแตว่ นั ท่ีฝาก โดยมียอดเงินฝากแต่ละคราวเท่ากันแต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดอื นและรวมทง้ั หมดแล้ว
ต้องไมเ่ กิน 600,000 บาท

9. (A) การขายสงั หาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ท่ีไดม้ าโดยมไิ ด้มุ่งในทางการค้า
หรอื หากาไร (ม.40(8) ยกเว้นไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ) แตไ่ ม่รวมถึง (ไม่ไดร้ ับยกเว้น)เรอื กาปั่น เรอื ท่ี
มรี ะวางต้งั แต่ 6 ตันข้นึ ไป เรือกลไฟหรือเรอื ยนต์ท่มี รี ะวางตงั้ แต่ 5 ตนั ขึ้นไป หรอื แพบ้าน

10. (A) เงนิ ได้ที่ได้รบั จากการอปุ การะโดยหนา้ ที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่รบั จากการรบั มรดก
หรอื จากการใหโ้ ดยเสน่หาเนื่องในพธิ ี หรอื ตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนยี มประเพณี (ม.40(8) ยกเว้นไม่
ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

11. (A) รางวัลเพ่อื การศึกษาหรือคน้ คว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่ง หรอื สลากออม
สนิ ของรัฐบาล รางวัลทีท่ างราชการจา่ ยใหใ้ นการประกวดหรือแข่งขนั ซ่งึ ผรู้ ับมิได้มีอาชีพในการประกวด
หรอื แข่งขนั หรอื สินบนรางวัลทที่ างราชการจา่ ยใหเ้ พื่อประโยชน์ในการปราบปรามการกระทาความผิด
(ม.40(8) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

ข้อสงั เกต
เงนิ รางวัลจากการถูกสลากกินแบง่ ฯ นน้ั จะมาจากสลาก 2 แบบ ไดแ้ ก่ สลากกินแบ่งรฐั บาล

(สลากธรรมดา) และสลากการกุศล (สลากพเิ ศษ) ซ่งึ จะมรี ายละเอียดเก่ยี วกบั การเสยี ภาษีทแี่ ตกตา่ งกนั
เลก็ น้อย ดังน้ี

สลากธรรมดา เม่ือผู้โชคดถี ูกสลากจะไดร้ บั ยกเว้นภาษเี งินได้จากเงินรางวัลท้งั จานวน แต่ผโู้ ชค
ดีจะตอ้ งเสียคา่ อากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท สาหรบั รางวัลทกุ ๆ 200 บาท (หรือเศษของ 200 บาท)

ตัวอยา่ ง ถา้ ถูกรางวลั 2,000 บาท ก็จะเสยี อากรแสตมป์ 10 บาท หรอื คดิ เปน็ 0.5% ของเงิน
รางวัล

สลากพเิ ศษ เมอื่ ผู้โชคดถี ูกสลาก ทีจ่ ริงแล้วจะไมไ่ ดร้ บั ยกเว้นภาษีเงินได้จากเงนิ รางวลั เพราะจะ
ถกู หกั ภาษีเงินได้ ณ ท่จี ่ายในอตั รา 1% ของเงินรางวลั แต่กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้โชคดสี ามารถเลอื กปลอ่ ย
ให้ถกู หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นภาษสี ุดท้ายไปเลย โดยไมต่ ้องนาไปยนื่ ภาษีอกี ก็ได้

ตวั อย่าง เชน่ ถ้าถูกรางวัล 2,000 บาท จะถูกหกั ภาษี ณ ทีจ่ ่าย 20 บาท และหากผู้โชคดเี ลือก
ปลอ่ ยใหเ้ ปน็ ภาษสี ดุ ท้าย กไ็ ม่ต้องนาเงินรางวลั ไปยนื่ ภาษีอีก (เหมือนกับเงนิ ไดท้ เ่ี ปน็ ดอกเบยี้ เงินฝาก
ธนาคารหรอื เงินปันผลหนุ้ ทส่ี ามารถเลอื กใหห้ ักภาษี ณ ท่ีจ่ายเปน็ ภาษีสดุ ท้ายไปเลยกไ็ ด้เช่นกนั )

สรปุ
สลากธรรมดา ไดร้ ับยกเว้นภาษี แตต่ ้องเสยี คา่ อากรแสตมป์ 0.5%

2 - 42

บทท่ี 2 ภาษีเงินไดบ้ คุ คลธรรมดา

สลากพเิ ศษ ไม่ไดร้ ับยกเว้นภาษี แต่เลอื กใหห้ ักภาษีเงินได้ ณ ที่จา่ ย 1% เป็นภาษีสดุ ท้ายก็ได้
(http://www.posttoday.com/economy/financial/516024)

12. (A) บานาญพเิ ศษ บาเหน็จพเิ ศษ บานาญตกทอด หรอื บาเหน็จตกทอด (ม.40(1)
ยกเว้นไม่ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

13. (A) ค่าสนิ ไหมทดแทนเพอ่ื ละเมดิ เงินท่ีไดจ้ ากการประกันภัยหรอื การฌาปนกจิ สงเคราะห์
(ม.40(8) ยกเว้นไมต่ ้องนำไปรว่ มคำนวณ)

14. (A) เงินส่วนแบ่งกาไรจากหา้ งหุ้นส่วนสามัญ หรอื คณะบคุ คลทมี่ ใิ ชน่ ติ บิ ุคคลซึง่ ต้องเสยี
ภาษี ตามบทบัญญตั ใิ นสว่ นนี้ (ม.40(4)ข ยกเว้นไม่ตอ้ งนำไปร่วมคำนวณ) แตไ่ มร่ วมถึงเงนิ สว่ นแบง่
ของกาไรจากกองทุนรวม

15. (A) เงนิ ได้ของชาวนาท่ไี ดจ้ ากการขายข้าว อันเกิดจากกสกิ รรมทีต่ นและหรือครอบครวั ได้
ทาเอง เปน็ อาชพี เกษตรกรรมเดยี วเทา่ น้ัน ที่ยกเวน้ ให้ (ม.40(8) ยกเว้นไมต่ ้องนำไปรว่ มคำนวณ)

16. (A) เงนิ ได้ท่ไี ดร้ บั จากกองมรดก ซึ่งได้เสยี ภาษเี งนิ ได้ไวใ้ นนามของกองมรดกแล้ว (ม.
40(8) ยกเว้นไมต่ ้องนำไปรว่ มคำนวณ)

17. (A) รางวลั สลากบารุงกาชาดไทย เงนิ ไดจ้ ากการขายหรอื ส่วนลดจากการซ้ือสลากบารุง
กาชาดไทย (ม.40(8) ยกเว้นไมต่ อ้ งนำไปรว่ มคำนวณ)

18. (A) ดอกเบ้ียท่ีได้รบั จากการคืนเงนิ ภาษีอากรตามประมวลรษั ฎากร (ม.40(4)ก ยกเว้นไม่
ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

19. (A) เงนิ ได้ท่เี ปน็ เงนิ ปนั ผล หรอื เงินเฉลย่ี คืนท่ีสหกรณ์จา่ ยให้แกส่ มาชกิ (ม.40(4)ข
ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

20. (A) เงนิ ปนั ผลทไี่ ดจ้ ากบรษิ ทั หรอื หา้ งหุ้นส่วนนิติบุคคลทปี่ ระกอบการขนส่งทางทะเลและ
ถอื กรรมสิทธ์เรือไทย หรือท่ีประกอบกจิ การอ่เู รือท่ีได้รบั สิทธิประโยชนต์ าม พ.ร.บ. ส่งเสรมิ การพาณิชยนาวี
พ.ศ. 2521 ซึ่งจะไดร้ ับยกเว้นภาษเี งินได้ก็ต่อเม่อื ได้ตราเป็นพระราชกฤษฎกี าตามประมวลรษั ฎากรแล้ว (ม.
40(4)ข ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปรว่ มคำนวณ)

21. (A) (ยกเลิก) เงินได้จากการขายหนว่ ยลงทุนในกองทุนรวม (ม.40(8) ต้องนำไปเสยี
ภำษี)

22. (A) (ยกเลกิ ) เงนิ ไดข้ องกองทุนรวม (ม.40(8) ตอ้ งนำไปเสยี ภำษี)
23. (A) เงนิ ประโยชนท์ ดแทนทีผ่ ปู้ ระกันตน ได้รับจากกองทุนประกนั สงั คมตามกฎหมายวา่
ด้วย การประกันสงั คม (ม.40(1) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)
24. (A) เงินไดจ้ ากการโอนกรรมสิทธหิ์ รอื สทิ ธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มี
คา่ ตอบแทนให้แกบ่ ุตรชอบด้วยกฎหมายซง่ึ (ม.40(8) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)
ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินไดจ้ ากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนน้ั ในสว่ นที่ไม่
เกิน 20 ลา้ นบาทต่อบตุ รหนึ่งคนตลอดปภี าษีนน้ั (พระราชบัญญัติแก้ไขเพิม่ เติม (ฉบบั ท่ี 43) พ.ศ. 2559
ใชบ้ ังคับต้ังแตว่ ันท่ี 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เป็นตน้ ไป)

2 - 43

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ไดบ้ ุคคลธรรมดา

25. (A) เงนิ ได้ท่ีไดร้ บั จากการอปุ การะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบพุ การี ผู้สืบสันดาน
หรอื ค่สู มรส เฉพาะเงินไดใ้ นสว่ นท่ีไม่เกนิ 20 ล้านบาทตลอดปีภาษนี น้ั (ม.40(8) ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไป
ร่วมคำนวณ)

26. (A) เงินไดท้ ่ีได้รับจากการอุปการะโดยหน้าท่ีธรรมจรรยาหรือจากการใหโ้ ดยเสนห่ า เน่ือง
ในพิธี หรือตามโอกาสแหง่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ทง้ั น้ี จากบุคคลซ่งึ มิใชบ่ ุพการี ผูส้ บื สนั ดาน หรอื คู่
สมรส เฉพาะเงนิ ได้ในส่วนท่ีไมเ่ กนิ 10 ลา้ นบาทตลอดปภี าษีนั้น (ม.40(8) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปรว่ ม
คำนวณ)

27. (A) เงนิ ไดท้ ่ีได้รบั จากการใหโ้ ดยเสน่หาท่ีผใู้ หแ้ สดงเจตนาหรอื เห็นได้ว่ามคี วามประสงค์ให้
ใช้ เพื่อประโยชนใ์ นกิจการศาสนา กจิ การศึกษา หรือกจิ การสาธารณประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ และ
เงือ่ นไขท่ีกาหนดในกฎกระทรวง (พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่มิ เตมิ (ฉบับท่ี 40) พ.ศ. 2558) (ม.40(8)
ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

28. (A) เงนิ ไดจ้ ากกจิ การโรงเรยี นราษฎร์ (โรงเรยี นเอกชน) (ม.40(8) ยกเว้นไม่ต้องนำไป
รว่ มคำนวณ) แตไ่ มร่ วมถึงเงินไดจ้ ากการขายของ การรับจ้างทาของหรอื การให้บริการอ่ืนใดทโี่ รงเรยี น
ราษฎร์ ซง่ึ เปน็ โรงเรยี นอาชีวศกึ ษาได้รับจากผ้ซู ง่ึ มใิ ช่นักเรียน

29. (A) เงินไดจ้ ากการจาหน่าย หรอื ส่วนลดจากการจาหน่ายสลากกินแบ่งของรฐั บาล (ม.
40(8) ยกเว้นไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

30. (A) เงนิ ไดส้ ่วนที่เปน็ ค่าจา้ งการทางานในระหวา่ งเวลาปิดภาคการศึกษาของคนต่างดา้ ว ซ่ึง
เป็นนกั เรยี น นกั ศึกษา หรือนิสติ ที่เข้ามาศึกษา ณ สถานศึกษาในประเทศไทย ท้งั นี้ ให้เป็นไปตามหลักถอ้ ย
ทถี อ้ ยปฏิบตั ิต่อกัน (ม.40(1) ยกเวน้ ไมต่ อ้ งนำไปร่วมคำนวณ)

31. (A) เงนิ ได้ส่วนทีเ่ ป็นคา่ รกั ษาพยาบาลทน่ี ายจ้างจ่ายให้ หรือจ่ายแทนลกู จ้างเปน็ ค่า
รักษาพยาบาล สาหรับ (ม.40(1)(2) ยกเว้นไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

31.1 ลกู จา้ ง สามี ภริยา บพุ การี หรือผสู้ บื สนั ดาน ซึ่งอยูใ่ นความอปุ การะเลย้ี งดูของ
ลูกจา้ ง ท้ังน้ี เฉพาะสาหรบั การรักษาพยาบาลท่ีกระทาในประเทศไทย

31.2 ลูกจา้ ง ในกรณีทีจ่ าเป็นต้องไดร้ ับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะทป่ี ฏิบัติการ
ตามหนา้ ทใ่ี นตา่ งประเทศเปน็ คร้ังคราว ท้ังนี้ เงนิ จานวนดงั กล่าวได้จา่ ยไปทั้งหมดในการนนั้

32. (A) เงนิ ไดท้ ่ีทางราชการจ่ายใหเ้ ป็นเงินคา่ เช่าบา้ น หรือเงินทคี่ านวณได้จากมลู ค่าของการ
ได้ อยู่บา้ นทีใ่ หอ้ ยูโ่ ดยไม่เสียค่าเชา่ เงินช่วยการศึกษาบุตร เงินชว่ ยเหลือบตุ ร เงนิ ค่าเบย้ี กนั ดาร เงิน
ยังชพี หรอื เงนิ ค่าอาหารทาการนอกเวลา (ม.40(1)(2) ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปรว่ มคำนวณ)

33. (A) เงินค่าเชา่ บ้านทไี่ ดร้ บั จากรัฐวิสาหกจิ ซงึ่ มิใชบ่ ริษทั หรือหา้ งห้นุ ส่วนนิติบุคคลเทา่ ท่ผี ู้มี
เงินไดไ้ ด้จ่ายไปโดยสุจริตตามความเป็นจริง หรือเงินทีค่ านวณไดจ้ ากมลู คา่ ของการไดอ้ ย่บู ้านทีร่ ัฐวิสาหกิจ
ดงั กล่าวให้อยู่โดยไมต่ ้องเสยี ค่าเช่าและรฐั วสิ าหกจิ ผ้จู า่ ยเงินมไิ ด้ออกค่าภาษีเงนิ ไดส้ าหรบั เงินไดจ้ านวน
ดังกล่าวให้ (ม.40(1) ยกเว้นไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

34. (A) เงินช่วยการศกึ ษาบุตร เงนิ ช่วยเหลือบตุ ร เงินค่าเบย้ี กันดาร หรือเงนิ ยังชีพท่ีไดร้ ับ
จาก รัฐวิสาหกิจ ซ่งึ มิใช่บริษัทหรือห้างหนุ้ สว่ นนติ ิบุคคลในอตั ราเดยี วกบั ทท่ี างราชการใหแ้ ก่ขา้ ราชการ

2 - 44

บทท่ี 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

และรัฐวิสาหกิจผจู้ า่ ยเงนิ มไิ ด้ออกค่าภาษเี งินได้จานวนดงั กลา่ วให้ (ม.40(1) ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปร่วม
คำนวณ)

35. (A) รางวัลทที่ างราชการจ่ายให้เพ่ือประโยชน์ในการปอ้ งกนั มิใหม้ ีการกระทาความผิด
เกีย่ วกับภาษีอากร (ม.40(8) ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

36. (A) ดอกเบย้ี เงนิ สะสมที่ได้รับจากรัฐวสิ าหกิจ ซึง่ มใิ ช่บริษทั หรือห้างหุ้นสว่ นนิตบิ ุคคลใน
อัตราเดียวกับทีท่ างราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการและรฐั วิสาหกจิ ผู้จา่ ยเงินมิได้ออกคา่ ภาษีเงินได้จานวน
ดงั กล่าวให้ (ม.40(4)ก ยกเว้นไม่ตอ้ งนำไปรว่ มคำนวณ)

37. (A) เงนิ ไดท้ ่ีเจ้าหนา้ ที่ของรฐั บาลตา่ งประเทศ ซึง่ ปฏิบตั ิหน้าทใี่ นประเทศไทยได้รบั จาก
รัฐบาลของตน ทัง้ น้ี โดยให้เปน็ ไปตามหลักถ้อยทถี ้อยปฏิบตั ติ อ่ กัน (ม.40(1) ยกเว้นไมต่ อ้ งนำไปรว่ ม
คำนวณ)

38. (A) เงนิ ได้ส่วนทเ่ี ป็นเงินเดอื นและเงินใด ๆ บรรดาทีไ่ ด้เน่ืองจากหน้าทห่ี รอื ตาแหน่งงานท่ี
ทาหรอื จากการรับทางานให้ที่คนต่างด้าวซ่ึงเป็นผแู้ ทนของคณะกรรมการกาชาดระหวา่ งประเทศปฏบิ ัติ
หนา้ ทใ่ี นประเทศไทยได้รบั จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ม.40(1) ยกเว้นไม่ตอ้ งนำไปร่วม
คำนวณ)

39. (A) ดอกเบ้ยี เงนิ ฝากสหกรณ์ เฉพาะเงนิ ฝากท่ีต้องจา่ ยคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์
ซึง่ ใชส้ มดุ คู่ฝากในการฝากถอน (ม.40(4)ก ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

40. (A) เงนิ ไดท้ ี่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชนใ์ นการรักษาความมัน่ คงภายในราชอาณาจักร
และกระทรวงการคลงั ได้อนุญาตใหเ้ บิกจา่ ยได้ (ม.40(8) ยกเว้นไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

41. (A) เงินได้สว่ นที่เปน็ เงนิ เดือน หรือคา่ จ้างและเงนิ ใด ๆ บรรดาทไ่ี ด้เนื่องจากหนา้ ท่ีหรอื
ตาแหนง่ งานท่ีทาหรือจากการรับทางานใหท้ ี่คนต่างดา้ วซง่ึ ไม่มีถ่ินท่ีอยู่ในประเทศไทยไดร้ ับจาก (ม.40(1)
ยกเว้นไม่ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

41.1 คณะกรรมการระหวา่ งรัฐบาลเกย่ี วกับการโยกย้ายถิ่นฐานในการปฏบิ ตั ิงานในประเทศ
ไทย

41.2 รัฐบาลแหง่ ประเทศของตนในภารปฏบิ ัตงิ านเก่ยี วกับการชว่ ยเหลอื ผอู้ พยพจากอนิ โด
จีนในประเทศไทย

42. (B) เงินได้จากการขายอสงั หาริมทรพั ย์อนั เป็นมรดก หรืออสังหารมิ ทรัพยท์ ่ีไดร้ บั จากการ
ให้โดยเสน่หาท่ตี ้งั อยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาล สุขาภบิ าล หรอื เมอื งพทั ยา หรอื การปกครอง
ทอ้ งถ่ินอื่นที่มกี ฎหมายจดั ตัง้ ขน้ึ โดยเฉพาะ ทัง้ นี้ เฉพาะเงินไดจ้ ากการขายในสว่ นที่ไมเ่ กิน 200,000 บาท
ตลอดปภี าษนี ้ัน (ม.40(8) ยกเว้น นำไปหักกับเงินไดพ้ งึ ประเมินกอ่ น)

43. (A) เงนิ ได้จากการขายสินค้ายาสูบทีโ่ รงงานยาสบู กระทรวงการคลงั ได้เสียภาษีเงินได้
แทน ผ้ขู ายสินค้าดงั กลา่ วทุกทอดตามมาตรา 48 ทวิ แหง่ ประมวลรษั ฎากร (ม.40(8) ยกเวน้ ไม่ตอ้ งนำไป
รว่ มคำนวณ)

2 - 45

บทที่ 2 ภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดา

44. (A) ดอกเบย้ี พันธบตั ร หรือดอกเบ้ยี หุ้นกู้ หรอื ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกบั ราคา
จาหน่ายพันธบัตร หรอื หนุ้ กู้ท่อี อกจาหน่ายครงั้ แรกในราคาต่ากวา่ ราคาไถ่ถอน หรอื ผลประโยชนท์ ไี่ ด้จาก
การโอนพันธบตั รหรือหุน้ กู้

ทงั้ นี้ เฉพาะ พันธบตั ร หรือหุ้นกู้ของรฐั บาล องค์การของรัฐบาล หรอื สถาบันการเงินท่ีมี
กฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจดั ตั้งขนึ้ สาหรบั ให้กู้ยืมเงินเพื่อสง่ เสรมิ เกษตรกรรม พาณชิ ยกรรม
หรอื อุตสาหกรรม และผูม้ เี งนิ ได้นั้นมิไดเ้ ป็นผ้อู ยู่ในประเทศไทย (ม.40(4)ก ยกเวน้ ไม่ต้องนำไปรว่ ม
คำนวณ)

45. (A) ดอกเบี้ยเงนิ ฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(ธกส) (ม.40(4)ก ยกเว้นไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

46. (A) เงินได้จากการขายหลกั ทรพั ย์ในตลาดหลักทรัพยแ์ หง่ ประเทศไทย (ม.40(8) ยกเว้น
ไมต่ อ้ งนำไปรว่ มคำนวณ) แต่ไมร่ วมถึง เงินได้จากการขายหลักทรพั ย์ทเ่ี ปน็ ห้นุ กู้หรือพันธบัตร (เสยี
ภาษี)

47. (A) เงนิ ได้จากการขายโลหะดีบกุ ตัง้ แต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2531 สาหรับโลหะดบี ุกท่ีซ้ือ
มาระหวา่ งวนั ทก่ี ฎกระทรวงน้ีใชบ้ ังคับถงึ วนั ท่ี 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2530 ทงั้ น้ี เฉพาะที่ไม่นารายจ่ายในสว่ น
ท่เี กี่ยวกบั กิจการซื้อและขายโลหะดบี กุ ดังกลา่ วไปรวมคานวณเป็นรายจ่ายในการคานวณเงินได้สุทธิ (ม.
40(8) ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

48. (A) (กฏหมายเกา่ ) เงนิ ปนั ผลหรอื เงินส่วนแบ่งของกาไรแลว้ แต่กรณี จากหา้ งหุน้ สว่ น
สามัญหรอื คณะบุคคล ท่ีมใิ ช่นติ ิบุคคลหรอื จากบริษัทหรือหา้ งห้นุ ส่วนนิติบคุ คลที่ตัง้ ขึน้ ตามกฎหมายไทย
ท้ังนเี้ ฉพาะส่วนทเ่ี ป็นการคานวณจากเงนิ ได้จากการขายโลหะดีบุกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2531
สาหรับโลหะดบี ุกทซ่ี ื้อระหว่างวันท่ี กฎกระทรวงน้ีใชบ้ ังคับถงึ วนั ท่ี 31 ธนั วาคม พ.ศ. 2530 และรายจา่ ย
ในสว่ นทีเ่ กย่ี วกบั กิจการซ้ือและขายโลหะดีบุกดังกล่าว (ม.40(4)ข ยกเว้นไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

49. (A) เงนิ ไดจ้ ากการโอนกรรมสิทธห์ิ รือสทิ ธิครอบครองในอสงั หารมิ ทรัพย์ โดยไม่มี
คา่ ตอบแทนให้แก่มูลนิธิชยั พัฒนา (ม.40(8) ยกเว้นไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

50. (A) เงนิ ได้สาหรบั รางวัลสลากการกุศลสร้างตกึ สยามมนิ ทร์ ซงึ่ ออกเม่ือวันที่ 7 มกราคม
พ.ศ. 2531 และเงนิ ไดจ้ ากการขายหรอื สว่ นลดจากการซื้อสลากการกุศลสรา้ งตึกสยามมินทร์

51. (A) เงนิ ได้จากการโอนกรรมสทิ ธ์หิ รือสิทธคิ รอบครองในอสังหารมิ ทรัพย์ โดยไมม่ ี
ค่าตอบแทนให้แก่มูลนิธิส่งเสรมิ ศิลปาชีพในสมเดจ็ พระนางเจ้าสริ กิ ติ ์ิพระบรมนาชนิ นี าถ (ม.40(8)
ยกเวน้ ไมต่ อ้ งนำไปรว่ มคำนวณ)

52. (A) เงินคา่ ทดแทนตามกฎหมายว่าดว้ ยการเวนคืนอสังหาริมทรพั ย์ ทั้งนี้ เฉพาะที่ดนิ ท่ตี อ้ ง
เวนคนื และอสังหาริมทรัพย์อ่ืนบนที่ดินท่ตี ้องเวนคนื (ม.40(8) ยกเว้นไมต่ อ้ งนำไปร่วมคำนวณ)

53. เงินได้พึงประเมิน ดังต่อไปน้ี
53.1 (A) ผลตา่ งระหวา่ งราคาไถถ่ อนกบั ราคาซื้อตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธใิ นหนี้ใดๆ ท่ี

บรษิ ัทหรือห้างหุ้นสว่ นนิตบิ ุคคลหรือนติ ิบุคคลอื่นเปน็ ผู้ออกและมีการจาหน่ายครั้งแรกในราคาตา่ กวา่ ราคา
ไถถ่ อน แต่ไมร่ วมถึงกรณีท่ีผ้มู ีเงนิ ไดซ้ ึง่ เปน็ ผู้มหี นา้ ท่ีเสียภาษเี งินไดบ้ ุคคลธรรมดาเปน็ ผู้ทรงคนแรก

2 - 46

บทที่ 2 ภาษเี งินได้บคุ คลธรรมดา

53.2 (A) ผลประโยชน์ท่ไี ด้จากการโอนตว๋ั เงนิ หรือตราสารแสดงสิทธิในหน้ีใดๆ ที่บริษัทหรอื
ห้างห้นุ ส่วนนิติบุคคลหรอื นติ ิบุคคลอืน่ เปน็ ผู้ออก ทงั้ น้ี เฉพาะตั๋วเงนิ หรอื ตราสารแสดงสิทธิในหนท้ี ่ไี ม่มี
ดอกเบ้ีย

53.3 (A) ดอกเบ้ียทไี่ ด้จากต๋ัวเงินหรอื ตราสารแสดงสิทธใิ นหนใี้ ด ๆ ท่ีบรษิ ัทหรือหา้ ง
หนุ้ ส่วนนิติบคุ คลหรอื นติ บิ ุคคลอ่นื เปน็ ผู้ออก เฉพาะสว่ นที่เกดิ ข้ึนก่อนการเป็นผูท้ รงตว๋ั เงินหรือตราสาร
แสดงสทิ ธใิ นหน้ีของผ้มู เี งินได้ ทง้ั นี้ ต้องมีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แหง่ ประมวล
รษั ฎากร จากดอกเบ้ีย ดังกลา่ ว ทง้ั จานวนไวแ้ ล้ว

54. (A) เงินไดท้ ่ีผู้เช่ียวชาญของประชาคมยโุ รปที่เปน็ คนตา่ งดา้ วและไมม่ ีถ่ินท่ีอยใู่ นประเทศ
ไทยได้รับเน่ืองจากการเข้ามาทางานในประเทศไทย ภายใตโ้ ครงการความช่วยเหลอื ท่ีประเทศไทยไดร้ บั
จากประชาคมยโุ รป (ม.40(1)(2) ยกเว้นไมต่ ้องนำไปรว่ มคำนวณ)

55. (A) เงินได้จากการขายหน่วยลงทนุ ในกองทนุ รวมท่ีจัดตงั้ ขึ้นตามกฎหมายว่าด้วย
หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ม.40(8) ยกเว้นไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

แตไ่ มร่ วมถึง เงินหรอื ผลประโยชนใ์ ด ๆ ท่ไี ด้รบั เน่ืองจากการขายหนว่ ยลงทนุ คนื ให้แก่กองทนุ
รวมเพอื่ การเลี้ยงชพี (RMF) หรือกองทนุ รวมหุน้ ระยะยาว (LTF) ตามกฎหมายวา่ ด้วยหลกั ทรพั ย์และตลาด
หลักทรพั ย์

56. (A) เงินไดท้ ี่คณะกรรมการอานวยการปรับปรงุ พระที่นงั่ จักรีมหาปราสาทไดร้ ับเพอ่ื
ประโยชนใ์ นการสรา้ งพระท่นี ่ังองค์ใหม่และปรบั ปรุงพระท่ีน่งั จักรมี หาปราสาท (ม.40(8) ยกเวน้ ไมต่ ้อง
นำไปร่วมคำนวณ)

57. (A) เงนิ ไดท้ ่คี านวณได้จากมูลคา่ ของเครือ่ งแบบซ่ึงลูกจ้างไดร้ บั จากนายจ้างในจานวน คน
ละไม่เกนิ 2 ชดุ ตอ่ ปี และเสื้อนอกใน จานวนคนละ ไมเ่ กิน 1 ตวั ต่อปี

"เคร่อื งแบบ" ตามวรรคหนง่ึ หมายความว่า เครอ่ื งแตง่ กายรวมทง้ั สงิ่ ประกอบเครื่องแตง่ กาย
ท่ีกาหนดให้แตง่ เพ่ือใช้ในการปฏิบัติงาน แตไ่ มร่ วมถงึ รองเท้าทีอ่ าจใชง้ านได้ทั่วไป ชดุ ชนั้ ใน หรอื สิง่
ประกอบเคร่ืองแต่งกายทท่ี าด้วยโลหะ หรืออัญมณีท่มี ีคา่ เชน่ เงนิ ทองคา ทับทิม หยก

"เส้ือนอก" ตามวรรคหน่งึ หมายความรวมถึง ชดุ ไทยพระราชทานและเสอ้ื ทน่ี ยิ มใชใ้ นการ
แต่งกายไปในงานสาคญั ตา่ ง ๆ"

(แก้ไขเพิม่ เติมโดยกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 194 (พ.ศ. 2537) ใช้บังคบั สาหรับเงนิ ได้ปี 2537 เป็นต้น
ไป) (ม.40(1) ยกเว้นไม่ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

58. (B) เงนิ ได้เท่าทีล่ ูกจ้างจ่ายเป็นเงินสะสมเขา้ กองทนุ สารองเล้ยี งชีพ (กสช.) ตามกฎหมาย
ว่าด้วยกองทนุ สารองเล้ยี งชีพในอัตราไม่เกนิ ร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แตไ่ ม่
เกิน 490,000 บาท สาหรบั ปีภาษนี ั้น ทง้ั นี้ สาหรบั เงนิ ได้พงึ ประเมนิ ที่ไดร้ บั ตง้ั แต่วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ.
2551 เป็นตน้ ไป (ได้รับยกเว้น นำไปหักกบั เงินไดพ้ งึ ประเมนิ ม.40(1) ก่อน)

59. (A) เงนิ หรือผลประโยชน์ใด ๆ ท่ีไดร้ ับจากกองทุนสารองเลี้ยงชพี (กสช.) ตามกฎหมาย
ว่าด้วยกองทุนสารองเลย้ี งชีพ ดังต่อไปน้ี (ม.40(1) ยกเว้นไมต่ อ้ งนำไปร่วมคำนวณ)

2 - 47

บทท่ี 2 ภาษีเงินไดบ้ ุคคลธรรมดา

59.1. เงนิ หรือผลประโยชนใ์ ด ๆ ทีไ่ ด้รบั จากกองทนุ สารองเล้ยี งชีพเนอื่ งจากลูกจ้างออกจาก
งานเพราะตาย ทพุ พลภาพ หรอื ออกจากงานเมอ่ื มอี ายุไม่ตา่ กว่า 55 ปีบรบิ ูรณ์ (ม.40(1) ยกเว้นไม่
ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

59.2. เงนิ หรอื ผลประโยชนใ์ ด ๆ ทีม่ ีสทิ ธไิ ด้รบั จากกองทุนสารองเล้ยี งชีพ เนอื่ งจากลูกจ้าง
ออกจากงานกอ่ นอายคุ รบ 55 ปบี ริบรู ณ์ แตเ่ ม่ือออกจากงานแลว้ ได้คงเงนิ หรือผลประโยชนน์ ้นั ไวท้ ้ัง
จานวนในกองทุนสารองเลีย้ งชพี และต่อมาได้รับเงินหรือผลประโยชน์หลังจากลูกจ้างผู้นั้น ตาย ทพุ พล
ภาพ หรืออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ (ม.40(1) ยกเว้นไม่ต้องนำไปร่วมคำนวณ)

ประกาศนีใ้ ห้ใชบ้ ังคับสาหรับเงนิ ไดพ้ ึงประเมินท่ีไดร้ ับต้ังแต่วนั ท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็น
ตน้ ไป และให้เปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเงื่อนไขที่อธิบดีกาหนด (ดูประกาศอธบิ ดกี รมสรรพากร
เกย่ี วกบั ภาษีเงินได้ (ฉบบั ท่ี 223)

60. (A) เงินปันผล หรือเงินส่วนแบง่ ของกาไรจากบริษทั หรอื ห้างหุน้ สว่ นนิตบิ ุคคลท่ีได้จาก
กิจการโรงเรียนเอกชนท่ีตง้ั ข้ึนตามกฎหมายวา่ ดว้ ยโรงเรียนเอกชนหรือกจิ การสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชนที่
ตั้งขึน้ ตามกฎหมายว่าดว้ ยสถาบนั อุดมศกึ ษาเอกชน ทงั้ น้ี บรษิ ทั หรือหา้ งหุน้ สว่ นนติ บิ ุคคลดังกลา่ วจะต้อง
มไิ ดป้ ระกอบกิจการอืน่ นอกจากกจิ การโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายวา่ ดว้ ยโรงเรยี นเอกชนหรอื กจิ การ
สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายวา่ ด้วยสถาบนั อุดมศึกษาเอกชน (ม.40(4)ข ยกเว้นไมต่ ้องนำไป
รว่ มคำนวณ)

61. (A) ดอกเบีย้ เงนิ ฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ตอ้ งจ่ายคนื เม่ือทวงถามประเภทออม
ทรพั ย์ เ ฉพาะกรณที ผี่ ู้มเี งินได้ได้รับดอกเบีย้ ดังกล่าวในจานวนรวมกนั ทั้งสน้ิ ไมเ่ กิน 20,000 บาท ตลอด
ปีภาษนี ั้น (ม.40(4)ก ยกเว้นไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

62. (A) เงนิ ไดส้ ่วนท่เี ปน็ เงนิ เดอื น หรอื คา่ จา้ งทคี่ นประจาเรอื ท่ีไดร้ บั เนื่องจากการปฏบิ ัตงิ าน
บนเรือไทย ตามกฎหมายวา่ ด้วยการสง่ เสริมการพาณชิ ยนาวีที่ใช้ในการขนส่งสนิ คา้ ระหว่างประเทศ
(ม.40(1) ยกเว้นไม่ต้องนำไปรว่ มคำนวณ)

63. (A) เงินได้ท่ีคณะกรรมการบริหาร "ทุนการกุศลสมเดจ็ พระเทพฯ" ไดร้ ับเพื่อประโยชน์
ของการกุศลสมเดจ็ พระเทพฯ (ม.40(8) ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปร่วมคำนวณ)

64. (A) เงินได้จากการขายอสงั หาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้ (ม.40(8) ยกเวน้ ไมต่ ้องนำไปรว่ ม
คำนวณ)

64.1 บา้ น โรงเรยี น หรอื สงิ่ ปลูกสรา้ งอนื่ ซึ่งโดยปกติใช้ประโยชนเ์ พอ่ื เป็นทอี่ ยู่อาศัย
64.2 อสงั หารมิ ทรัพย์ตาม (1) พรอ้ มทีด่ นิ
64.3 ห้องชดุ สาหรบั การอยู่อาศยั ในอาคารชดุ ตามกฎหมายวา่ ด้วยอาคารชดุ
ท้ังน้ี เฉพาะกรณีท่ีผมู้ เี งินได้ไดอ้ สังหารมิ ทรัพย์ตาม (1) (2) หรอื (3) โดยจดทะเบียนการได้มา
ใน พ.ศ. 2540 และขายอสงั หารมิ ทรัพยน์ ้นั ภายหลังจากการจดทะเบยี นไมน่ ้อยกวา่ 1 ปี แต่ไม่เกินวันที่
31 ธนั วาคม พ.ศ. 2550
65. (A) ผลประโยชนท์ ไ่ี ดจ้ ากการควบเข้ากันของธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคาร
พาณิชย์ และหรือบริษัทเงนิ ทุน บรษิ ทั หลักทรัพย์ หรือบริษทั เครดติ ฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการ

2 - 48


Click to View FlipBook Version