The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการเรียนรู้ การงานอาชีพ1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by patcharakatchom, 2021-06-03 03:38:04

แผนการเรียนรู้เ การงานอาชีพ1

แผนการเรียนรู้ การงานอาชีพ1

Keywords: การงานอาชีพ1

250

ใบความรูเ้ พิ่มเติม

การเน่าเสยี ของอาหาร
จากสื่อการเรยี นรูโ้ ดย ผศ.ดร. สุดสาย ตรีวานิช และ ดร. วราภา มหากาญจนกุล
บทนำ

อาหารท่ีเส่ือมคุณภาพ เกิดการเนา่ เสยี จากจุลินทรีย์ ไม่เปน็ ท่ยี อมรบั ของผ้บู รโิ ภค ปจั จยั ทม่ี ีผลต่อ
การยอมรบั ของผ้บู รโิ ภค ประกอบด้วย สี เน้อื สัมผสั กลน่ิ รส รปู รา่ ง ลกั ษณะปรากฏของอาหาร เป็นต้น การ
สญู เสียคุณลักษณะอยา่ งใดอย่างหน่งึ หรอื มากกวา่ แสดงวา่ อาหารมีการเส่ือมคณุ ภาพ หรอื เนา่ เสีย อย่างไรก็
ตาม อาหารบางชนดิ อาจเปน็ ทย่ี อมรับในการบรโิ ภค โดยไม่จดั เป็นอาหารทีเ่ น่าเสียในบางประเทศ เชน่ ปลา
รา้ แต่อาจจัดเป็นอาหารท่ีเน่าเสยี ได้ในอีกกลุม่ ประเทศ หรือ การเปล่ยี นแปลงปฏิกริ ิยาแบบเดียวกนั เช่น การ
เกดิ กรดจากแบคทเี รยี ทีส่ ร้างกรดแล็กติก หากเกดิ ขึ้นอย่างเหมาะสมในผลิตภัณฑอ์ าหาร หรือเคร่อื งด่ืม
ประเภทหน่งึ จดั เป็นส่งิ ท่ตี ้องการ เชน่ นมหมกั เนยแข็ง หรือ แหนม แต่หากน้ำนมท่ีเกดิ การเปรีย้ วเองตาม
ธรรมชาติจากกรดทีส่ ร้างโดยกลุม่ แบคทีเรยี ดังกล่าว จะจัดเป็นนมทเี่ น่าเสีย เปน็ ต้น ดงั น้ันการเน่าเสยี ของ
อาหาร หรือเครื่องดื่มไมไ่ ด้พิจารณาเพยี งแค่การมี หรือเกดิ การปนเป้อื นของจลุ ินทรยี ์ แต่ยังรวมถึงการยอมรับ
ของผ้บู รโิ ภคแต่ละคนหรอื แต่ละกล่มุ การเส่ือมคณุ ภาพและการเนา่ เสยี ของอาหารเปน็ ปัญหาสำคญั ท่ีทำให้
เกดิ การสญู เสียทางเศรษฐกจิ ลดปรมิ าณการบริโภค และอาจเกิดการแพร่ระบาดของโรคทางอาหารได้ ดังนนั้
การมีความรู้ และความเขา้ ใจในบทบาทของจลุ นิ ทรยี ์ที่ทำใหอ้ าหารเกิดการเน่าเสยี จะทำใหส้ ามารถคน้ หา
วธิ ีการเพือ่ ควบคมุ และป้องกันการเปล่ยี นแปลงคุณภาพของอาหารได้

มนษุ ย์รู้จกั บทบาทของจุลินทรยี ์ต่อการเปล่ยี นแปลงคณุ ภาพของอาหารมานาน ในปี ค.ศ. 1837
Schawnn และปี ค.ศ. 1843 Helmholtz (เฮล์มโฮลทซ์) คิดวา่ การเนา่ เสยี ของอาหารเกิดจากส่งิ มีชีวติ ขนาด
เลก็ แต่ไม่สามารถพสิ ูจนไ์ ด้จนกระท่ัง Pasteur สามารถอธบิ ายการเน่าเสยี ท่เี กิดขึน้ ในการหมักองนุ่ การ
เปรย้ี วของน้ำนม และการเน่าเหม็นของเน้อื สัตว์เกิดจากการปนเปื้อนของจลุ นิ ทรยี จ์ ากสภาพแวดลอ้ ม อยา่ งไร
กต็ าม มนุษย์ได้เรยี นรู้ถึงการถนอมอาหารหรือยืดอายุการเกบ็ รักษา ก่อนท่จี ะคุ้นเคยกับจลุ นิ ทรีย์ และยงั
พฒั นาวิธกี ารหรือเทคนคิ ต่างๆ เพอ่ื ยืดอายุการเกบ็ รักษาหรือถนอมอาหาร เช่น ในปี ค.ศ. 1782
นกั วทิ ยาศาสตร์ชาวสวีเดนได้นำวิธีการ canning เพือ่ เกบ็ รักษาน้ำส้มสายชู

การจดั แบง่ ตามความยากงา่ ยในการเนา่ เสีย
1. อาหารเน่าเสยี ยาก อาหารทเี่ กบ็ ไว้ไดน้ านหลายเดือนหรือเป็นปี มีความคงตวั ไมเ่ น่าเสยี ง่าย มีปริมาณนำ้
นอ้ ย หากมีการรักษาสภาพเดิมไว้ เช่น แป้ง นำ้ ตาล และเมลด็ ธัญพชื ตากแหง้ เปน็ ต้น
2. อาหารเน่าเสยี เรว็ ปานกลาง อาหารทเี่ กบ็ รกั ษาไวไ้ ด้ระยะเวลาหนง่ึ หรือ หมายถึงอาหารท่หี ากมีการเก็บ
รกั ษา ขนย้าย อย่างเหมาะสมกจ็ ะไมเ่ นา่ เสียเปน็ ระยะเวลาหนึง่ อาหารกล่มุ นจ้ี ะมปี ริมาณนำ้ ค่อนขา้ งมาก
เช่น มันฝรัง่ แอปเป้ิล เป็นต้น

251

3. อาหารเนา่ เสยี งา่ ยอาหารทีเ่ นา่ เสียง่าย หากไมม่ ีการเก็บรกั ษาทดี่ ี เป็นอาหารทม่ี ปี ริมาณนำ้ สงู เกดิ การ
เนา่ เสียได้งา่ ยภายในระยะเวลา 1-2 วัน เชน่ เนือ้ สัตว์ ปลา ผัก ผลไม้ น้ำนม ไข่ เปน็ ต้น
สาเหตสุ ำคญั ของการเน่าเสียของอาหาร
1. ปฏิกริ ยิ าทางเคมี

ปฏกิ ริ ยิ าทางเคมีไม่ได้รวมถึงปฏกิ ริ ิยาทเี่ กยี่ วข้องกับเอนไซม์ของจุลนิ ทรยี ์ สว่ นใหญ่เกดิ จาก
กิจกรรมของเอนไซมท์ ่ีมีในอาหารตามธรรมชาติ ภายใต้สภาวะแวดลอ้ มที่เหมาะสม เอนไซม์ดังกล่าวจะทำ
หนา้ ที่เปล่ยี นแปลงลกั ษณะคุณภาพของอาหารได้ แตห่ ากเปน็ อาหารบางประเภท เช่น อาหารท่ผี ่านการแปร
รปู ตวั อย่าง เชน่ อาหารกระปอ๋ ง เอนไซม์จะไมม่ ีบทบาทในการทำให้อาหารเน่าเสีย เน่ืองจากกระบวนการ
แปรรูปอาหารกระป๋องมีข้นั ตอนการทำลายเอนไซม์ในอาหารได้ หากอาหารไมไ่ ดผ้ า่ นขนั้ ตอนการแปรรูป
เอนไซม์จะทำใหเ้ กิดการย่อยสลายตัวของสารต่างๆท่ีเปน็ องคป์ ระกอบ เอนไซมใ์ นผกั และผลไมช้ ่วยทำให้ผกั
และผลไมส้ กุ น่ิม เละ และสูญเสยี ลกั ษณะเนอื้ สัมผัส สว่ นเอนไซมใ์ นเนื้อสัตวก์ เ็ ชน่ กัน จะทำให้เกดิ กลิน่ เหมน็
เกดิ ข้นึ
2. การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ

การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น ความดัน ความแห้ง หรอื เกิดจากการบรรจุ การขนสง่ ทำให้เกดิ
การแตกหัก รอยชำ้ ฉีกขาด รวมทั้งแมลง หรือการกัดแทะอาหารของสัตว์ชนดิ ต่าง ๆ
3. จลุ นิ ทรยี ์

อาหารส่วนใหญเ่ กิดการเน่าเสยี จากจุลนิ ทรีย์ได้ 2 ลักษณะ หนงึ่ เกดิ จากการเจริญของจลุ ินทรยี ์ที่มี
ในอาหารหรอื ปนเปื้อนอยู่ เมื่อเซลลจ์ ลุ ินทรียม์ กี ารเจริญ มีการใช้สารอาหาร และเกดิ สารประกอบตา่ งๆ
ลกั ษณะท่สี อง เกิดจากเอนไซมท์ ส่ี ร้างและหล่ังออกมานอกเซลลจ์ ลุ ินทรีย์หลังจากเซลลต์ ายแล้ว การเนา่ เสีย
จากการเจริญของจลุ ินทรยี ์ หรือเอนไซม์ของจลุ ินทรียจ์ ะทำให้เกิดลกั ษณะท่ีเปล่ยี นแปลงไปเช่น กลิ่นรส เนือ้
สัมผสั การเกิดแก๊ส การไหลเยม้ิ ของของเหลว เป็นตน้ โดยท่วั ไปการเน่าเสยี จากการเจริญของจุลนิ ทรยี จ์ ะเกิด
ไดร้ วดเรว็ กว่าการเน่าเสียจากเอนไซมท์ ี่หล่งั ออกมาหลงั จากเซลลจ์ ลุ ินทรียต์ ายแลว้ ดังนน้ั หากมปี จั จัยท่ี
เหมาะสมต่อการเจรญิ ของจลุ ินทรยี ์ กม็ ีผลทำให้อาหารเกิดการเนา่ เสยี ไดเ้ รว็ ขน้ึ
ชนิดของจุลินทรีย์ท่ีทำให้อาหารเน่าเสีย
จลุ นิ ทรยี ท์ ีเ่ ปน็ สาเหตสุ ำคญั ใหอ้ าหารเน่าเสยี มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ แบคทีเรยี ยีสตแ์ ละรา

1. แบคทเี รยี
จุลนิ ทรียท์ ่ีมีขนาดเล็ก มรี ปู ร่างต่าง ๆ กัน เช่น เกลียว กระบอกหรือท่อน กลมซงึ่ อาจเกาะเรยี งตัวกนั

เปน็ สายหรือกล่มุ แบคทีเรียมีการเจรญิ เพ่ิมจำนวนโดยการแบ่งเซลล์ โดยเฉล่ียท่ีสภาวะเหมาะสม จะเพม่ิ
จำนวนเปน็ 2 เทา่ ทกุ 20-30 นาที ดงั น้ันหากในอาหารมแี บคทเี รียปนเปื้อนเพยี ง 1 เซลล์ ภายใน 10 ช่วั โมง
จะมจี ำนวนแบคทเี รยี มากกว่า 1 ลา้ นเซลล์ อาหารที่มแี บคทเี รียปนเปือ้ นอย่ใู นระดับนี้ จะเกิดการเนา่ เสยี
เกิดขึ้นอย่างเหน็ ได้ชดั ตัวอยา่ ง แบคทเี รยี ท่ีทำให้อาหารเนา่ เสยี เชน่ Pseudomonas Acinetobacter,
Moraxella, Flavobacterium เปน็ ต้น แบคทเี รยี ท่ีทำให้อาหารเกดิ การเน่าเสียอาจแบ่งเปน็ กลุ่มๆได้ โดยอาจ
พิจารณาจากความสามารถในการย่อยสลายประเภทอาหาร และผลติ ภณั ฑท์ เี่ กดิ ขน้ึ

252

ตวั อย่างเช่น
– แบคทีเรียท่ีย่อยสลายน้ำตาล จะมเี อนไซม์ช่วยยอ่ ยสลายคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง หรือน้ำตาล
– แบคทเี รียท่ยี ่อยสลายโปรตนี เช่น Clostridium, Pseudomonas และ Proteus จะสร้างเอนไซม์

ยอ่ ยสลายโปรตีนทำใหเ้ กดิ การเนา่ เสีย แบคทเี รียบางชนิดในกลมุ่ นี้สามารถย่อยสลายโปรตนี ในสภาพทไ่ี ม่มี
ออกซิเจน ทำใหเ้ กิดสารทมี่ ีกลิ่นเหมน็ เชน่ แกส๊ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นตน้

– แบคทีเรยี ทีย่ ่อยสลายเพกทิน แบคทเี รียกลุ่มนี้มนี ้อยชนดิ เชน่ Bacillus, Clostridium และ
Erwinia เป็นตน้ แบคทีเรยี น้ีจะสร้างเอนไซม์ออกมายอ่ ยสลายเพกทนิ ซึ่งเปน็ คารโ์ บไฮเดรต ทีม่ โี ครงสร้าง
ซับซ้อน ทำให้อาหารประเภทผกั และผลไม้ เกดิ การเสยี หายและเนา่ เสยี ได้

– แบคทีเรียทสี่ ร้างกรด เชน่ กรดแอซิตกิ ทำใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงคณุ ภาพของอาหาร โดยเฉพาะ
เครือ่ งด่ืมแอลกอฮอล์ รสชาติจะเปลีย่ นไป เน่ืองเกดิ รสเปรี้ยวจากกรดแอซติ ิก ตัวอย่างแบคทีเรียท่สี รา้ ง
กรดแอซิติก เช่น Acetobacter และ Gluconobacter เปน็ ตน้

ยสี ต์
จุลินทรยี ์ทม่ี ีขนาดใหญ่กว่าแบคทเี รีย เซลลม์ ีรปู ร่างหลายลกั ณะ เชน่ กลม รี เปน็ ตน้ ส่วนใหญ่เพิ่มจำนวนโดย
การแตกหน่อ ยสี ต์เจรญิ ไดด้ ใี นอาหารทีม่ นี ้ำตาลสงู เช่น นำ้ ผลไม้ แยม ผลไม้แช่อ่ิมหรือแหง้ รวมทงั้ อาหารที่มี
ปริมาณเกลือมาก เชน่ ผักดอง แฮม เบคอน และเน้อื เค็ม สปอรข์ องยสี ต์ไม่ทนความร้อนเหมอื นกับสปอรข์ อง
แบคทเี รยี นอกจากน้ี ยสี ต์ยงั มีเอนไซมท์ ่ยี ่อยสลายกรดอนิ ทรยี ต์ ่างๆที่ใชใ้ นการถนอมอาหาร เช่น กรดแล็กตกิ
กรดแอซตี ิกได้ ทำให้กรดมีความเข้มขน้ ลดลง ทำให้อาหารมสี ภาวะเหมาะสมตอ่ การเจริญของแบคทีเรยี ได้
อาหารท่เี กิดการเน่าเสียจากยีสตม์ กั เกิดกล่ินหมกั เมือก หรอื ฝ้าบริเวณผวิ หนา้ รวมทัง้ เกิดความขุ่นและแกส๊ ได้
ตวั อยา่ งยีสตท์ ่ีทำให้อาหารเน่าเสีย เชน่ Saccharomyces, Pichia, Torulopsis เปน็ ต้น

รา
จุลินทรยี ท์ ี่พบอย่ทู ว่ั ไป มรี ูปร่างลักษณะ และสีต่างๆกัน ราเปน็ สาเหตุสำคญั ที่ทำใหผ้ ัก ผลไม้ และอาหารแห้ง
ผลิตภัณฑ์ขนมอบ เกดิ การเน่าเสยี มีสี กลนิ่ ที่ผดิ ปกติ และราบางชนิดเชน่ Aspergillus flavus ยงั สามารถ
สร้างสารพิษอะฟลาทอกซนิ ข้ึนในอาหารได้ โดยทวั่ ไปราเจริญไดช้ ้ากวา่ แบคทีเรยี และยีสต์ แตเ่ ม่ือราเจริญได้
สักระยะหนึ่ง กจ็ ะเจริญได้อย่างรวดเร็ว ราสามารถทนต่อสภาวะที่ไมเ่ หมาะสมไดด้ ี เช่น มคี วามชื้นนอ้ ย ความ
เปน็ กรด จงึ เปน็ ปัญหาในโรงงานอตุ สาหกรรมอาหารมาก ตัวอยา่ งราทที่ ำใหเ้ กดิ การเนา่ เสยี ของอาหาร เชน่
Aspergillus, Penicillium, Rhizopus เปน็ ต้น

253

ภาคผนวก

254

แบบประเมนิ พัฒนาการในการเรียนรขู้ องนกั เรยี น

หน่วยการเรยี นรู้ เร่ือง..........................................................ชน้ั ...............................

คำชี้แจง

1. ใหค้ ะแนนท่ีได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียนของนักเรยี นแต่ละคนลงในช่องคะแนน

แบบทดสอบ

2. นำคะแนนสอบหลังเรียนลบคะแนนก่อนเรียนเป็นคะแนนพัฒนาการ

3. ประเมนิ คะแนนพัฒนาในการเรียนรู้ โดยเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์คะแนนพฒั นาการแลว้ ทำ

เครือ่ งหมาย ✓ลงในชอ่ งความหมายของการพัฒนาการเรยี นรูใ้ หต้ รงกบั ความจริง

คะแนนแบบทดสอบ คะแนน พัฒนาการในการเรียนรู้

เลขที่ ชอื่ -นามสกลุ กอ่ น พฒั นา ดมี าก ดี ปาน ปรบั ป
เรยี น หลงั เรียน (หลัง- กลาง รุง

ก่อน)

เกณฑ์คะแนนพัฒนาการ ลงช่อื ..............................................ผู้ประเมนิ
9-10 = ดมี าก (............................................)
7-8 = ดี .............../............../................
5-6 = ปานกลาง
น้อยกว่า 5 = ปรับปรงุ

255

แบบประเมนิ ใบงาน

กลมุ่ ท่.ี .......................................ชนั้ .....................................................

ท่ี ชอื่ -นามสกุล ความถกู ต้อง ความคิดสร้างสรรค์ รวม หมายเหตุ
43214 3 2 1

เกณฑ์การประเมิน ลงช่ือ..........................................ผปู้ ระเมิน
4 = ดมี าก (.........................................)
3 = ดี .............../............./.............
2 = ปานกลาง
1 = ปรบั ปรุง

เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
7-8 = ดีมาก
5-6 = ดี
3-4 = ปานกลาง
0-2 = ปรับปรงุ

256

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกล่มุ

(ใชส้ ำหรบั ประเมินตนเอง/เพ่ือนประเมิน/ครูประเมิน)

ที่ ชอ่ื -นามสกลุ ความร่วมมือ การแสดงความ การรับฟัง การตัง้ ใจ การรว่ มมือ รวม 20
คิดเหน็ ความคดิ เหน็ ทำงาน ปรับปรุงผลงาน คะแนน

กลุ่ม

43214321432143214321

เกณฑ์การประเมิน ลงชอ่ื ..........................................ผูป้ ระเมิน
4 = ดมี าก (.........................................)
3 = ดี .............../............./.............
2 = ปานกลาง
1 = ปรบั ปรงุ

เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
15-20 = ดี
7-14 = พอใช้
1 -6 = ปรับปรงุ

257

แบบประเมนิ พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม

กลมุ่ ที่.............................................

สมาชกิ

1...................................................................2....................................................................
3...................................................................4..................................................................
5...................................................................
คำชีแ้ จง ใหท้ ำเครอ่ื งหมาย✓ในชอ่ งทตี่ รงกับความเป็นจรงิ

คณุ ภาพการปฏิบตั ิ ไม่ปฏิบตั ิ
ปรับปรุง
ท่ี รายการพฤติกรรม ดี ปานกลาง พอใช้
0
321

1 มกี ารปรึกษาและวางแผนรว่ มกันกอ่ นำงาน
2 มีการแบง่ หน้าที่อยา่ งเหมาะสมของสมาชิกทำตามหนา้ ท่ีทุกคน
3 มีการปฏบิ ตั ิงานตามขัน้ ตอน
4 มกี ารใหค้ วามช่วยเหลอื กัน

5 ผลงานเปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีก่ ำหนด
6 ผลงานเสร็จทันตามกำหนดเวลา

7 ผลงานมีความรเิ่ ริ่มสร้างสรรค์
8 ผลงานแสดงถึงการนำความรูท้ ่ีไดม้ าประยกุ ตใ์ ช้
9 สามารถใหค้ ำแนะนำกลุ่มอน่ื ได้
10 การจัดวสั ดุ-อุปกรณเ์ รยี บรอ้ ยหลงั เลิกปฏบิ ตั งิ าน

เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลงชื่อ...............................................ผู้ประเมิน
พฤติกรรมหรือผลงานทช่ี ดั เจนถอื วา่ ดี ให้ 3 (...............................................)
พฤตกิ รรมหรอื ผลงานเทียบเทา่ คนทัว่ ไปถือว่าปานกลาง
พฤตกิ รรมหรือผลงานต่ำกวา่ คนทวั่ ไป ถอื วา่ พอใช้ คะแนน
2 คะแนน
1 คะแนน

เกณฑต์ ัดสนิ คณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
21-30 ดี
11-20 พอใช้
0-10 ปรบั ปรงุ

258

แบบประเมนิ การจดั ปา้ ยนิเทศ
กลุ่มที.่ ..............................................................

เลขที่ สมาชกิ ในกลมุ่ ความ การลำดบั การใช้ ความคดิ ความ รวม
ช่ือ-นามสกุล ชัดเจน เนือ้ เรื่อง ภาษา สรา้ งสรรค์ เรียบร้อย 20
สวยงาม

4444 4

ลงช่ือ...............................................ผปู้ ระเมิน
(...........................................)
............../.............../...............

เกณฑ์การประเมิน คะแนน
ดมี าก = 4 คะแนน
ดี = 3 คะแนน
พอใช้ = 2 คะแนน
ปรับปรงุ = 1

เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
16-20 = ดี
11-15 = พอใช้
0-10 = ปรับปรุง

259

แบบบันทึกการสงั เกตและประเมินผลพฤติกรรมรายบุคคล
ครั้งที่ ..............................เรอื่ ง..................................................................
รหสั วิชา ................................... ภาคเรียนท่ี..................... ชั้น....................................

พฤตกิ รรม/ระดับคะแนน

ที่ ชื่อ-นามสกลุ ความสนใจใน การมสี ว่ นรว่ ม การตอบ การยอมรับ ทำงาน รวม
การทำ ในการแสดง คำถาม ฟังความ ตามที่ไดร้ ับ
กจิ กรรม ความคดิ เหน็ คดิ เหน็ ผู้อื่น มอบหมาย

เกณฑ์การให้คะแนน ลงช่ือ...............................................ผู้ประเมิน
ระดบั 3 หมายถึง มีพฤตกิ รรมในระดบั (...............................................)
ระดบั 2 หมายถงึ มีพฤติกรรมในระดบั
ระดับ 1หมายถงึ มพี ฤติกรรมในระดับ ดี
เกณฑก์ ารผ่าน ร้อยละ 60 (9 คะแนน) ปานกลาง
ปรับปรงุ

เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเต็ม 15 คะแนน
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
13-15 ดี
9-12 ปานกลาง
5-8 ปรับปรงุ

260

การประเมนิ ด้านทักษะ/กระบวนการ

สำหรับนักเรียนประเมนิ ตนเอง
คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนเขยี นเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องว่างท่ตี รงกับความเป็นจริง

รายการประเมนิ พฤติกรรมการแสดงออก คะแนน
32 1

1. กระบวนการทำงาน 1. วเิ คราะหง์ านก่อนทำงาน

2. วางแผนในการทำงาน

3. ปฏิบตั งิ านตามลำดบั ข้ันตอน

4. ตรวจสอบผลงานและปรับปรุงแกไ้ ขดว้ ยตนเอง

2. ทักษะการจดั การ 1. วางแผนแบ่งงานและจดั คนทำงานในหน้าทต่ี ่าง ๆ

2. จดั เตรียมวัสดุ อุปกรณ์ และเคร่อื งมือในการทำงาน

3. นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน

4. แสวงหาความรเู้ พื่อใหป้ ระสบผลสำเรจ็ ในการทำงาน

3. ทักษะกระบวนการ 1. ช่วยเหลอื และให้ความร่วมมือกับกล่มุ

กลุ่ม 2. ทำงานตามหน้าท่ีที่ได้รับมอบหมายจากลุ่ม

3. สรุปผลงานรว่ มกับสมาชกิ ในกลุ่ม

4. เสนอแนะวิธีการแก้ไขและปรับปรุงการทำงานของกลมุ่

3. กระบวนการ 1. ทำความเข้าใจกบั ปัญหาทเี่ กิดขนึ้

แกป้ ัญหา 2. วางแผนการแก้ปัญหาท่เี กิดข้ึน

3. แก้ปญั หาตามวธิ กี ารทีเ่ ลอื กด้วยเหตุผล

4. ตรวจสอบและปรบั ปรุงผลการแก้ปัญหา

5. ทักษะการใช้อุปกรณ์ 1. เลือกใชอ้ ุปกรณ์และเครอื่ งมอื ทำงานได้เหมาะสม

และเคร่ืองมอื 2. ใชอ้ ปุ กรณ์และเคร่อื งมอื ถกู วธิ ีและปลอดภยั

3. ทำความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ์และเครอ่ื งมอื หลงั จากทำงานเสรจ็

หมายเหตุ การหาระดับคุณภาพเฉล่ีย คะแนนท่ีได้
หาได้จากการนำคะแนนท่ไี ด้ในแต่ละช่องมา คะแนนรวม
รวมกันแล้วหารด้วยจำนวนขอ้ จากนัน้ นำ ระดบั คุณภาพเฉลยี่
ระดบั คณุ ภาพเฉลี่ยมาเทียบกบั เกณฑ์
การตัดสินคุณภาพและสรปุ ผลการประเมิน

ลงชือ่ ...........................................ผูป้ ระเมนิ

เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพ

ชว่ งคะแนนเฉลย่ี 2.34–3.00 1.67–2.33 1.00–1.66

ระดับคุณภาพ 3 2 1

ดีมาก, ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ

261

เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
7-8 = ดมี าก
5-6 = ดี
3-4 = ปานกลาง
0-2 = ปรับปรุง


Click to View FlipBook Version