เศรษฐศาสตร์ เกิดจากการที่ความต้องการของมนุษย์มีมากกว่า
ทรัพยากร ทำให้เกิดความขาดแคลนดังนั้น มนุษย์จึงต้อง "เลือก"
ใช้ทรพั ยากร เศรษฐศาสตรจ์ งึ เปน็ วิชาท่ีใหว้ ิธีการเลือกหรือวิธีการ
จดั การความขาดแคลนให้เกิดประโยชนส์ งู และประหยัดสุด
ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของโลกมีชอ่ื ว่า
"The Wealth of Nation" (1776)
ผู้เขียนคือ อดัม สมิธ (Adam Smith) ชาวสก็อตแลนด์ ซึ่งถือเป็น
บดิ าแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ หมายถงึ วชิ าทีศ่ ึกษาถงึ พฤติกรรมในการ
ตัดสินใจเลอื กใช้ทรัพยากรทม่ี ีอย่อู ย่างจำกัด มาผลิตสินคา้
และบริการตา่ ง ๆ เพ่ือตอบสนองความต้องการท่ีไม่มขี ีดจำกดั
ใหไ้ ด้ความพอใจสงู สดุ และประโยชน์สูงสุด นอกจากน้นั ยัง
กระจายสนิ ค้าและบริการ ใหก้ บั กล่มุ บคุ คลตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งเกิด
ประสิทธภิ าพ
Adam Smith
บิดาแห่งวชิ าเศรษฐศาสตร์
“เศรษฐศาสตร์” วิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มี
อยู่จำกัด เพื่อผลิตสินค้าและบริการตอบสนองต่อความ
ต้องการของมนุษย์ทม่ี ีอย่อู ย่างไม่จำกัด
คา่ เสียโอกาส (Opportunity Cost) คอื ทางเลือกทด่ี ที ส่ี ุดในบรรดาทางเลอื กทัง้ หมดทต่ี อ้ งเสียไป
ดงั น้ัน เมอ่ื ความขาดแคลนบบี ใหเ้ ราต้องเลือก ค่าเสียโอกาสจงึ เกดิ ข้ึน
สมมติวา่ เด็กชายปึก แปน้ ปีก มที างเลือก 3 ทาง คือ
1) เลน่ หุ้น โดยได้รบั รายได้ 5,000,000 บาทต่อปี
2) ทำฟาร์มววั นมทีบ่ า้ นหนองโพ โดยไดร้ บั รายได้ 8,500,000 บาทตอ่ ปี หรือ
3) เปน็ คนขบั รถรับสง่ นักเรยี น โดยได้รบั รายได้ 6,000,000 บาทต่อปี
ถา้ เดก็ ชายปกึ แปน้ ปกี เลอื กเป็นนกั แสดง คา่ เสยี โอกาสกค็ ือการปลอ่ ยเงนิ กู้ ซึง่ มคี า่ เทา่ กบั 5 ลา้ นบาท
เน่ืองจากเปน็ ทางเลือกที่ไม่ไดเ้ ลอื กทีม่ ีมูลค่าสูงที่สุด แต่หากยา่ แย้มเลอื กทำนาที่บ้านหนองนมวัว การ
เป็นนกั แสดงกค็ ือคา่ เสยี โอกาสของย่าแยม้
สินค้าและบรกิ าร แบง่ เปน็
1. ทรัพย์เสรี (สินคา้ ไร้ราคา) เป็นสินค้าและบรกิ ารที่ไมม่ ีตน้ ทนุ ไดแ้ ก่ สิ่งท่ีมีอยูต่ ามธรรมชาติ เชน่
แสงแดดอากาศ
2. เศรษฐทรพั ย์ คอื สนิ คา้ และบริการทม่ี นษุ ยส์ ร้างขึ้น มตี น้ ทนุ ในการผลติ ได้แก่ สินคา้ สาธารณะ และ
สนิ ค้าเอกชน
ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ คือ "What" (ผลิตอะไร) "How" (ผลิตอย่างไร) "for Whom" (ผลิต
เพื่อใคร)
ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนที่ไม่ขึ้นกับปริมาณการผลิต เป็นต้นทุนที่จะต้องเกิดขึ้นไม่ว่าจะมีการผลิต
หรือไมก่ ต็ าม
ตน้ ทุนแปรผนั คอื ต้นทุนทมี่ คี ่าเพ่ิมขึ้นตามจำนวนสนิ คา้ และบรกิ ารทผี่ ลิต ซึง่ ค่าใชจ้ า่ ยประเภทน้ีจะ
เกิดขึ้นกต็ อ่ เม่อื มีการผลิตเท่านน้ั
ประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐศาสตร์ ผลิตให้ได้กำไรมากทส่ี ุด โดยใชต้ ้นทนุ ต่ำท่สี ุด
กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ไดแ้ ก่ การผลิต การกระจาย การบริโภค
การผลติ มี 3 ขั้น คือ
• ขั้นปฐมภูมิ : ไมม่ กี ารแปรรูป เชน่ ผลผลิตทางการเกษตร
• ขัน้ ทุตยิ ภมู ิ : มีการแปรรปู เช่น ผลไม้กระปอ้ ง
• ขั้นตติยภูมิ : มีการให้บริการด้านการขนส่ง การประกันภัย
เพื่อช่วยให้ผลผลิตเคลื่อนย้ายได้สะดวก รวดเร็ว และมี
ประสทิ ธภิ าพ
ปจั จยั การผลติ (Factors of Production) คือ ปจั จยั ท่ถี ูกนำมาผลิตเป็นสนิ ค้า และบรกิ าร
มีอยู่ 4 ปจั จัย
ปจั จยั การผลิต ความหมาย ผลตอบแทน
ท่ีดิน ทด่ี ิน + ทรัพยากร คา่ เช่า
ทุน มนุษย์สรา้ งเพ่ือใชใ้ นการผลติ (ไมร่ วมเงนิ ) ดอกเบ้ยี
แรงงาน ทรัพยากรมนษุ ย์ คา่ จา้ ง / เงนิ เดอื น
ผูป้ ระกอบการ ผนู้ ำทุน ท่ดี ิน แรงงานมาทำการผลิต กำไร
แขนงวชิ าเศรษฐกิจ
เศรษฐศาสตร์จุลภาค: ศึกษาเศรษฐกิจในหน่วยย่อย ทฤษฎีที่ใช้วิเคราะห์ เช่น ทฤษฎีผู้บริโภค
ทฤษฎีการผลติ
เศรษฐศาสตร์มหภาค: ศึกษาเศรษฐกิจทั้งระบบ (ในหน่วยใหญ่) เช่น เศรษฐกิจระดับภูมิภาค
เศรษฐกิจระดับประเทศ เศรษฐกิจระหวา่ งประเทศ การเงนิ การคลัง
หน่วยเศรษฐกจิ
หนว่ ยครวั เรอื น: เป็นเจา้ ของปจั จยั การผลิตและเป็นผบู้ ริโภค เป้าหมาย คือ ความพงึ พอใจสงู สุด
หนว่ ยธุรกิจ: ผลติ และจำหน่ายสนิ ค้า เป้าหมาย คอื กำไรสงู สดุ
รฐั บาล: ดำเนนิ การสาธารณประโยชน์ควบคุมทรพั ยากร เปา้ หมาย คอื ความเปน็ ธรรมของรายได้
ตน้ ทนุ รายได้
สินค้า/บรกิ าร
ปจั จัยการผลิต
สนิ คา้ และบริการ รายจ่าย ปจั จยั การผลติ
สนิ ค้าและบริการ
ภาษี ภาษี
รายจา่ ย สนิ คา้ และบรกิ าร
รายรับ ค่าใชจ้ ่ายในการซื้อสินคา้ /บริการ
กลไกราคา อปุ ทาน (Supply)
เป็นเครือ่ งมอื ตัดสนิ ปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ
จนไดช้ ่ือว่า "การจดั การของมือที่มองไม่เห็น"
กลไกราคา อปุ สงค์ (Demand)
คำจำกดั ปรมิ าณความต้องการซอ้ื สนิ ค้า/บรกิ าร ปรมิ าณความต้องการขายสนิ ค้า/บริการในชว่ ง
ความ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในระดบั ราคาต่าง ๆ ระยะเวลาหนึ่ง ในระดบั ราคาตา่ ง ๆ
ปัจจัยที่ • ราคาสนิ ค้าและบริการ • ราคาสินค้าและบริการ
สง่ ผล • รายไดผ้ ู้บรโิ ภค • ตน้ ทนุ ที่ใชใ้ นการผลติ
• ความนยิ มของตลาด/รสนยิ มผู้บริโภค • จำนวนผู้ผลติ และผู้บริการ
• การคาดการณร์ าคาในอนาคต • การคาดการณร์ าคาในอนาคต
• ฯลฯ • ฯลฯ
กลไกราคา อปุ สงค์ (Demand) อุปทาน (Supply)
กฎของอุปทาน (Law of Supply)
กฎของอปุ สงค์ (Law of Demand)
P Q P Q
กฎ P Q P Q
เมอ่ื ปัจจัย
อ่นื คงท่ี P = Price = ราคาสินคา้ และบริการ P = Price = ราคาสินค้าและบรกิ าร
Q = Quantity = ปริมาณซอื้ สนิ คา้ Q = Quantity = ปรมิ าณซือ้ สนิ คา้
เม่อื สนิ คา้ ราคาถูก อุปสงคจ์ ะมาก เมือ่ สนิ คา้ ราคาถกู อปุ ทานน้อย
และถ้าสนิ คา้ ราคาแพง อุปสงคจ์ ะนอ้ ย และถา้ สินค้าราคาแพง อุปทานจะมาก
เส้นอุปสงค์จะลากจากซ้ายลงไปขวาเป็น เส้นอุปทานจะลากจากซ้ายขึ้นขวาเป็น
ลักษณะเสน้ ความสมั พันธท์ างลบ ความสัมพนั ธ์ทางบวก
อปุ สงค-์
อปุ ทาน
ราคาดุลยภาพ (Equilibrium price): ภาวะทีป่ ริมาณความต้องการซ้ือ เทา่ กบั ปริมาณ
ความตอ้ งการขาย (D=S) ดงั ตวั อย่างทแี่ สดงราคานม ดังนี้
ราคานม ปริมาณนม [Q] สถานะ ดุลยภาพ สนิ คา้ การปรับตวั ของ
(บาท/ลติ ร) [P] ราคา
Qd Qs อปุ ทานสว่ นเกิน เหนอื ดลุ ยภาพ ลน้ ตลาด
25 8 28 อปุ ทานส่วนเกิน เหนือดุลยภาพ ล้นตลาด ลดลง
20 14 24 อุปสงค์ = อปุ ทาน หมดพอดี ลดลง
15 20 20 อปุ สงคส์ ่วนเกิน ดลุ ยภาพ ขาดตลาด เทา่ เดมิ
10 26 16 อุปสงคส์ ว่ นเกนิ เหนอื ดลุ ยภาพ ขาดตลาด เพม่ิ ข้ึน
5 32 12 เหนือดลุ ยภาพ เพ่ิมขึ้น
P
25 S
20
15 จดุ ดลุ ยภาพ
10
5D
0 Q
5 10 15 20 25 30
ปรมิ าณดุลยภาพ
ตลาด (Market)
ตลาด : ทีท่ ม่ี กี ารซือ้ ขายกนั โดยต้องมผี ขู้ าย ผ้ซู ื้อ และการแลกเปลย่ี น
ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market) : มีผู้ซื้อและผู้ขายมาก การผูกขาด
อำนาจในการซื้อ-ขายน้อย สินค้าเหมือนกันทุกประการ ราคาที่ทำการซื้อขายถูกกำหนดด้วยอุปสงค์
และอุปทานอย่างแท้จริง สามารถค้าขายได้อย่างเสรี ปราศจากกฎเข้มงวดของรัฐบาล เช่น สินค้า
เกษตรกรรม
** หมายเหตุ : ในทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดแข่งขนั สมบรู ณ์ ถอื เป็นตลาดในอดุ มคติ **
ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition Market) : มีผู้ผลิต/ผู้ขายมากแต่ไม่
มากเท่าตลาดสมบูรณ์ สามารถเข้า-ออกตลาดได้อย่างเสรี ผู้ขายบางรายมีอำนาจในการผูกขาด ผ่าน
การสร้างเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่น สูตรที่แตกต่าง หรือสร้างความภักดีต่อตราสินค้า เช่น
สบู่ แชมพู
ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly Market) : มีผู้ขาย/ผู้ผลิตน้อย ทำให้มีอำนาจในมากในการ
กำหนดราคาตลาด มีการกีดกันการเข้าสู่ตลาดสูง มักเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น น้ำมัน ปูนซีเมนต์
ธนาคารพาณชิ ย์
ตลาดผูกขาด (Pure Monopoly Market): มีผู้ขายรายเดียว คือ ไม่มีสินค้าอื่นมาทดแทนได้ เช่น
ไฟฟ้า ประปา รถไฟ ส่วนใหญ่จะเปน็ ของรัฐบาลเน่ืองจากตลาดผกู ขาดเป็นตลาดที่กำไรเกนิ ปกติ หาก
เอกชนเป็นผผู้ ลติ /ผูข้ ายอาจเกดิ ผลกระทบต่อประชาชนหากรฐั บาลไม่เขา้ ควบคุมราคา
การแทรกแซงตลาดโดยรฐั
การประกันราคาขั้นต่ำ : รัฐบาลจะพยุงราคาสินค้า เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิต มักเป็นสินค้าเกษตรโดย
กำหนดราคาสูงกว่าดุลยภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาด ซึ่งรัฐอาจรับผิดชอบโดยการรับซื้อ
ในราคาประกันหรอื ใหเ้ งินอดุ หนุน เชน่ การประกันราคาขา้ ว ราคายางพารา เปน็ ตน้
การกำหนดราคาขั้นสูง (การกำหนดเพดานราคา) : เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค มักเป็นสินค้าจำเป็น
โดยรัฐจะกำหนดราคาขั้นสูงให้ต่ำกว่าดุลยภาพ ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาด รัฐจึงต้องจัดสรร
โควตาทำให้เกิดปัญหาตลาดมืด คือ การลักลอบซื้อขายในราคาที่สูงกว่าราคาขั้นสูง เพราะผู้บริโภค
จำเป็นต้องใช้ เช่น การประกนั ราคาน้ำมนั พืช เป็นต้น
เงนิ หมายถงึ สิ่งทคี่ นท่ัวไปยอมรับให้เปน็ สอื่ กลางในการแลกเปลี่ยน
และเป็นสินทรพั ย์ ท่มี ีสภาพคลอ่ งสูงสดุ
หน้าที่ของเงนิ
• เปน็ สอ่ื กลางในการแลกเปลย่ี น
• มาตรฐานในการวัดมลู ค่า
• เป็นเคร่ืองเกบ็ รักษามลู ค่า
• ชำระหนไ้ี ดต้ ามกฎหมาย
มูลคา่ ของเงนิ คือ อำนาจในการซื้อ เช่น ถา้ 1 หนว่ ย
ซือ้ สนิ คา้ ไดม้ ากขึน้ แปลว่าคา่ เงนิ นน้ั มากขึ้น
ปรมิ าณเงนิ หรอื อุปทานเงนิ คือ เงินทีห่ มนุ เวยี นในมือประชาชน
ปรมิ าณเงนิ อย่างแคบ
(M1) = เหรียญกษาปณ์ + ธนบตั ร + เงินฝากกระแสรายวนั
ปริมาณเงินอยา่ งกว้าง
(M2) = M 1+ เงนิ ฝากประจำ + เงนิ ฝากออมทรัพย์ (จดั เปน็ ปริมาณเงนิ ทม่ี ดี อกเบยี้ เปน็
ผลตอบแทน)
ความต้องการเงิน หรือ อุปสงค์เงิน ( MD) ขึ้นอยู่กับรายได้และพฤติกรรมการใช้เงิน ซึ่งความต้องการเงินน้ี
มาจาก 1. เพ่อื จับจ่ายใชส้ อย 2. เพอ่ื กรณฉี ุกเฉินจำเปน็ 3. เพ่ือเก็งกำไร
ววิ ฒั นาการ
เงนิ เฟอ้ : ภาวะที่ราคาสินค้าแพงข้นึ อยา่ งต่อเนื่อง เงินฝืด: ภาวะท่ีราคาสนิ คา้ ถูกลดต่ำลงอย่างตอ่ เนื่อง
ทำใหม้ ูลคา่ ท่ีแทจ้ รงิ ของเงนิ ลดลง คือ เงินเทา่ เดมิ ซอ้ื ของได้ คือ เงินเท่าเดิมซื้อของได้มากขน้ึ
น้อยลง โดยเงินเฟอ้ แบ่งเปน็ 2 ขนาดดังนี้
▪ เงินเฟ้ออย่างออ่ น (Mild Inflation) ระดบั ราคาของสนิ คา้ / สาเหตุ
บริการ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ปีละ 1-5% ทำให้เศรษฐกจิ ถกู ➢ อปุ สงค์มีน้อยกว่าอุปทาน
กระตุ้น เกิดการขยายตัว ➢ ผผู้ ลิตขาดแคลนเงนิ ทนุ การผลิต
▪ เงินเฟ้ออยา่ งรนุ แรง (Hyperinflation) ระดับราคาเพมิ่ ➢ ปรมิ าณเงินในมือประชาชนมีนอ้ ย
อยา่ งรนุ แรงควบคุมไม่ได้ ทำใหเ้ ศรษฐกิจอาจถูกทำลาย
▪ ผลกระทบ: เกดิ ปัญหาวา่ งงาน เน่อื งจากผู้ผลิตขาดแคลนเงินทุน
สาเหตุ
➢ อุปสงคม์ ีมากกว่าอปุ ทาน ในการผลิตทำใหเ้ กดิ การเลกิ จา้ ง
➢ ตน้ ทนุ การผลิตสูงข้ึน
▪ ผไู้ ด้ประโยชน์: ผทู้ ่ีมรี ายได้ประจำ และเจ้าหนี้
อปุ ทานลดลง ระดับสิ่งค้าจงึ เพม่ิ สูงข้นึ
เนอื่ งจากไดเ้ งินเท่าเดิมแตม่ ลู ค่าของเงนิ เพ่มิ ขึน้
▪ ผลกระทบ: รัฐรายได้เพมิ่ ข้ึนหากเก็บภาษอี ัตรากา้ วหนา้ สำหรบั
▪ ผ้เู สยี ประโยชน์: ผูข้ ายสินค้าและบรกิ าร เนอื่ งจากความตอ้ งการ
ประชาชนเงินเทา่ เดมิ ซื้อของได้น้อยลง
ซือ้ น้อยลงคนต้องการถอื เงินมากขน้ึ ใช้จา่ ยนอ้ ยลง
▪ ผูไ้ ดป้ ระโยชน:์ คนซ้ือสินคา้ /บริการราคามากขนึ้
▪ การแกไ้ ขปญั หา: ลดอัตราภาษี เพิ่มปริมาณเงินในระบบ
ผขู้ ายสนิ คา้ – บรกิ าร นักธรุ กิจ ลูกนี้
สถานการณเ์ งนิ ฝืดกบั COVID-19
▪ ผเู้ สยี ประโยชน์: ผมู้ รี ายไดป้ ระจำ เชน่ พนักงานบรษิ ทั
ไทยเข้าส่โู หมดภาวะเงินฝืด หลังเงนิ เฟอ้ ตดิ ลบต่อเนอื่ ง 3 เดอื น
ขา้ ราขการ ได้เงนิ เท่าเดิมแต่มูลคา่ ของเงนิ ลดลง
Bangkok Post (2563)
▪ การแกไ้ ขปญั หา: เพิ่มอตั ราภาษี ลดปรมิ ารเงินในระบบ
จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเป็น
ลดอำนาจการผูกขาดสนิ ค้า ออกกฎหมายคมุ ราคา ปัจจัยทอนที่ส่งผลต่ออุปสงค์ในภาคการผลิตและบริการจนเกิดภาวะ
เงินฝืดเนื่องจากอุปทานมีมากกว่า และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง
สถานการณเ์ งนิ เฟ้อกับ COVID-19 ต่อเนื่อง บวกกับมาตรการล็อกดาวน์ที่ดำเนินอยู่ทำให้การใช้จ่ายนั้น
ลดลง
สหรัฐฯ เผชญิ อตั ราเงินเฟอ้ สงู สุดในรอบ 13 ปี
ไทยรฐั ออนไลน์ (2564)
หลังปัญหา COVID-19 และมาตราการล็อกดาวน์ในสหรัฐฯ
คลายลง อัตราตราเงินเฟ้อได้เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาการจ้างงาน
(ไม่มีลูกจ้างในการผลิต) ที่มาจำกัด ความต้องการขาย
(demand) ให้น้อยลง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการซื้อ
(supply) ท่ีเพมิ่ สงู ขึ้น
ธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) : ตั้งอยู่ที่วัง
บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี เศรษฐพุฒิ สุทธิ
วาทนฤพุฒิ เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยลำดับที่ 21
เริ่มดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารฯ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 จนถึง
ปจั จุบัน (2564) ซง่ึ เปน็ ชว่ งระหว่างการเกดิ วิกฤตโควิด 19
ธนาคารแหง่ ประเทศไทย มีหนา้ ท่ี รกั ษาเสถยี รภาพทางการเงิน และเศรษฐกจิ ของประเทศ
➢ ออกธนบัตร ควบคุมสถาบันการเงิน รักษาทุนสำรองระหว่างประเทศ และเป็นนายของธนาคาร
พาณชิ ย์
➢ กำหนดนโยบายการเงนิ คือ
▪ การซื้อขายหลักทรัพย์ ถ้าหากต้องการลดปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจก็จะขายหลักทรัพย์
และถ้าหากตอ้ งการเพิ่มกจ็ ะซื้อหลักทรัพย์คืน
▪ อัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน ท้งั ดอกเบ้ยี เงินฝากและเงนิ กู้
▪ อตั ราเงินสดสำรองกฎหมาย เกี่ยวขอ้ งกบั การสร้างเงนิ ฝากของธนาคารพาณิชย์ เชน่
▪ เมื่อธนาคารกลางเพิ่มอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย จะส่งผลให้เงินสดสำรองส่วนเกินของ
ธนาคารพาณิชย์ลดลง ธนาคารพาณิชย์สามารถขยายสินเชื่อได้ลดลง ปริมาณเงินในระบบ
เศรษฐกจิ จะลดลง
▪ อัตรารับช่วงซื้อลด ตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางเก็บล่วงหน้าจากธนาคารพาณิชย์
เช่น ถ้าธนาคารกลางลดอัตรารับช่วงซื้อลด์ ธนาคารพาณิชย์จะกู้ยืมมากขึ้น ดังนั้น เงินสด
สำรองของธนาคารพาณชิ ย์จะเพม่ิ ข้ึน ธนาคารพาณิชยก์ จ็ ะสามารถขยายสินเชอื่ ได้เพม่ิ ขึน้
ปรมิ าณเงินในระบบเศรษฐกจิ จะเพ่ิมขน้ึ
นโยบายการเงิน
นโยบายการเงนิ : ออกโดยธนาคารกลาง เปน็ นโยบายเปลยี่ นแปลงเงนิ ในระบบให้เหมาะสม
เพือ่ รักษาเสถียรภาพของระดับสินคา้ และบรกิ าร มี 2 ชนดิ คือ
1. นโยบายการเงนิ แบบเขม้ งวด ทำใหป้ รมิ าณงินในระบบลดลง จงึ ใชใ้ นช่วงเงินเฟอ้
2. นโยบายการเงนิ แบบผอ่ นคลาย ทำใหป้ รมิ าณเงินในระบบเพม่ิ ข้นึ จงึ ใช้ในช่วงเงนิ ฝืด
นโยบายการเงนิ แบบเขม้ งวด แบบผ่อนคลาย
การซ้อื ขายหลกั ทรัพย์ ขาย ซื้อคืน
อัตราเงินสดสำรอง เพ่มิ ลด
อัตราดอกเบยี้ มาตรฐาน เพิ่ม ลด
อัตรารบั ช่วงซื้อลด เพ่ิม ลด
ยคุ ที่ 1 เสือตวั ท่ี 5 ของเอเชีย
จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นการค้า ประกาศโดยนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ณ
วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2531 ที่มีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงสนามรบของอินโดจีนให้กลายเป็นสนามการค้าที่
ทำกำไร นโยบายดังกล่าวนี้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศกัมพูชาสร้างเสริมโอกาสใน
การทำธุรกิจร่วมกันกับประเทศในกลุ่มอินโดจีน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
และส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นในเวลาต่อมา จนมีการขนานนามว่า “ประเทศไทยกำลังเป็นเสือตัวที่ 5
ของเอเชีย”
ยคุ ท่ี 2 วิกฤตต้มยำกุ้ง
เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นส่งผลใหเ้ กิดการดำเนินนโยบายเสรีทางการเงินเพื่อสร้างการดึงดูดให้นักลงทนุ
ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสง่ ผลให้ประเทศไทยมีการ “เปิดเสรีทางเงิน” โดยตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้
ท่เี ดิมพร้อมกับใช้นโยบายดอกเบยี้ ดูแลเศรษฐกจิ ทำใหส้ ามารถจำแนกผลท่ีตามมา คอื
1. การเปิดเสรีการเงินท่ามกลางดอกเบี้ยต่างประเทศที่ถูกกว่าในประเทศ ทั้งยังเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้
ง่ายขึ้น จึงเกิดการกู้ยืมเงินต่างประเทศจำนวนมากมาลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์
ฟองสบจู่ งึ คอ่ ยๆ ก่อตัวข้ึน
2. การเปิดเสรีการเงินท่ามกลางดอกเบี้ยต่างประเทศที่ถูกกว่าในประเทศ ทั้งยังเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้
ง่ายขึ้น จึงเกิดการกู้ยืมเงินต่างประเทศจำนวนมากมาลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์
ฟองสบู่จึงค่อยๆ ก่อตัวขนึ้
ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ คืออะไร ? คำตอบคือ อุปทานหรือความต้องการที่ถูกเสริมเติมแต่งขึ้นให้
มากกว่าพื้นฐานความต้องการที่แท้จรงิ ของตลาด เมื่อเกิดอุปทานมาก อุปสงค์จึงมากตามแต่เมื่ออุปสงค์มาก
จนลน้ สุดทา้ ยอุปทานกส็ ลายตัวลง
3. จากการเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้สถาบันการเงินหย่อนยานการให้สินเชื่อในการลงทุนโครงการ
อสังหาริมทรัพย์ซึ่งหลายโครงการไม่มีศักยภาพ แต่ได้รับเงินกู้ อีกทั้งยังมีปัญหาการทุจริตภายในทำให้สถาบัน
การเงนิ เริม่ เกดิ ปญั หา
4. เมื่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจถูกเปิดเผยออกมา เงินทุนที่เคยไหลเข้าเริ่มไหลออก ประกอบกบั
การที่ประเทศยังใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ จึงตกเป็นเป้าโจมตีค่าเงิน จนสุดท้ายธนาคารแห่ง
ประเทศไทยมกี ารประกาศลอยตวั เงินบาท ทำใหภ้ าคธุรกจิ ทีก่ ู้หนี้ต่างประเทศมภี าระหน้ีเพมิ่ แบบเทา่ ตวั นำไปสู่
“วิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง” ที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หรือ “วิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ.
2540” นัน่ เอง
ยคุ ที่ 3 การฟนื้ ฟปู ระเทศผ่านกองทนุ การเงนิ การเงินระหวา่ งประเทศ IMF
ประเทศไทยเคยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินฯ ภายใต้โครงการเงินกู้ Stand-
by เป็นครั้งที่ 5 เมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำนวน 2,900 ล้าน SDR เพื่อใช้ในการฟื้นฟูประเทศหลังเกิด
วิกฤตการณก์ ารเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 หรอื วกิ ฤตตม้ ยำกุ้ง
ยุคที่ 4 การฟนื้ ฟคู วามเชอื่ มั่น
เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังอย่างระมัดระวัง เช่น การเน้นรักษา
เสถยี รภาพของระบบสถาบนั การเงนิ เปน็ ต้น ในช่วงนป้ี ระเทศไทยมกี ารว่างงานทีส่ ูง มคี นจนมากขนึ้
ยุคท่ี 5 ยคุ เร่มิ ต้นใหม่
เป็นช่วงทปี่ ระเทศไทยมสี ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสงั คมเข้าสสู่ ภาวะปกติ นโยบายการคลังเชา้
สู่ภาวะปกติ เกิดความทา้ ทายใหม่ ๆ เช่น การเปดิ เสรีทางการค้าในรปู แบบการค้าทวภิ าคี เปน็ ตน้
องคก์ รการเงินระหวา่ งประเทศ
ธนาคารโลก (World Bank : IBRD) :
ให้ประเทศกำลังพฒั นากู้เพ่อื พฒั นาโครงสร้างพนื้ ฐาน
กองทนุ การเงินระหว่างประเทศ (IMF) :
ดแู ลเสถียรภาพของระบบการเงนิ ระหว่างประเทศ
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) : ให้สินเช่ือ
เพือ่ พัฒนาเศรษฐกจิ แกป้ ระเทศกำลังพฒั นาในเอเชยี
องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
(OECD) : จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือต่อการพัฒนา
ทางเศรษฐกิจของทวปี ยุโรป
ระดบั ความร่วมมือระหว่างประเทศ
▪ เขตการค้าเสร(ี Free Trade Area):
ยกเลิกภาษแี ละมาตรการกดี กนั การค้ำแกก่ นั เช่น เขตการคา้ เสรอี าเซียน
▪ สหภาพศุลกากร (Customs Union): ยกเลิกภาษีศุลกากรแก่กัน ส่วนประเทศนอกกลุม่ จะ
เก็บอัตราเดียวกัน เช่น สหภาพศุลกากรระหว่างตุรกีและสหภาพยุโรป, สมาคมประชาชาติ
แห่งเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ (ASEAN)
▪ ตลาดร่วม (Common Market): เคลือ่ นยา้ ยสินคา้ ระหว่างประเทศสมาชิกไดเ้ สรี เช่น
ตลาดรว่ มอเมริกาใตต้ อนลา่ ง (Southern Common Market) หรอื MERCOSUR
(เมร์โกซูร)์
▪ สหภาพเศรษฐกจิ (Economic Union):
ใชน้ โยบายเศรษฐกิจรว่ มกนั และเงนิ ตราสกุลเดยี วกัน เช่น สหภาพยุโรป EU
▪ องค์กรเหนอื ชาติ (Political Union):
ประสานนโยบายเศรษฐกิจและการเมอื ง ในปัจจบุ ันยังไม่มีการเกดิ ขนึ้ ในโลก
ระดับการรว่ มมือทางเศรษฐกจิ องคก์ รความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ประชาคมแอฟรกิ าตะวันออก (Eastern Africa
ตลาดรว่ ม Community: EAC) เป็นตลาดร่วมประชาคม
(Common Market)) แอฟริกาตะวันออก
สหภาพเศรษฐกจิ สหภาพยโุ รป (EU) ใชเ้ งนิ ตราสกุลเดยี วกัน คือ ยโู ร
(Economic Union) ปัจจบุ ันเป็นหนง่ึ ในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก
สหภาพศลุ กากร สมาคมประชาชาติแห่ง เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้
(Customs Union) (ASEAN) เพอ่ื ร่วมมือกนั ระหว่างประเทศสมาชกิ
และช่วยเหลือประเทศสมาชกิ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม
เขตการค้าเสรี วฒั นธรรม รวมไป ถึงสนั ตภิ าพและความมน่ั คง โดย
(Free Trade Area) จะมีการประชุม ASEAN Summit
*มปี ระเทศไทยเปน็ สมาชกิ *
เขตการคา้ เสรี เขตการคา้ เสรอี าเซยี น (AFTA) เริ่มจากความคดิ
(Free Trade Area) ของอานนั ท์ ปันยารชนุ อดีตนายกรฐั มนตรที า่ นท่ี 18
ของไทย โดยมีบทบาทในการส่งเสริมการคา้ ระหว่าง
ประเทศและยกเลิกข้อจำกดั ทางการค้า
*มปี ระเทศไทยเป็นสมาชกิ *
ขอ้ ตกลงการคา้ เสรี อเมรกิ าเหนอื (NAFTA) ยกเลิก
ภาษศี ุลกากร ขจัดอปุ สรรคทางการค้า เม็กซโิ กผลิต
สนิ ค้าคล้ายไทย แต่เมก็ ซโิ กไดร้ ับสิทธิพเิ ศษ และอยู่
ใกล้USAมากกวา่ ทำใหไ้ ทยถกู กีดกัน
ความรู้เพิ่มเติม ในอดีตสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (EU) เมื่อเวลา
23.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค. 2020 ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเป็นสมาชิกนานกว่า 47 ปี
โดยกระบวนการ Brexit หรือการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ถูกคาดว่าจะทำ
ให้สเถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรสั่นคลอน เนื่องจากเมื่อออกจาก EU
แลว้ กำแพงภาษีของ EU จะส่งผลตอ่ เศรษฐกิจของสหราชอาณาจกั รโดยตรง
เหตุการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนเป็นการตอบโต้และการกีดกันทางการค้าของสอง
ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและระบบการค้าโลกโดยรวมได้รับ
ผลกระทบโดยเริ่มต้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ สั่งตรวจสอบนโยบายทางการค้าของ
จีน เม่อื เดือนสงิ หาคม 2560 เน่อื งจากสหรฐั ฯมองวา่ เป็นการปฏบิ ัติท่ีไม่เปน็ ธรรม ซึ่งสามารถลำดับเหตุการณ์
ไดด้ ังน้ี
ระยะที่ 1 : สหรัฐฯเก็บภาษี
สหรัฐฯได้เพิ่มภาษีร้อยละ 25 กับสินค้านำเข้าจากจีน 818 รายการ เป็นมูลค่ารวมกว่า 3.4 หมื่นล้าน
เหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนอากาศยาน เครื่องจักรและชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น มีผลบังคับ
ใช้ต้งั แตว่ ันที่ 6 กรกฎาคม 2561 อยา่ งไรกต็ ามจนี สามารถขอยกเวน้ ไดเ้ ปน็ รายสินคา้
ระยะท่ี 1 : การตอบโตจ้ ากฝ่ายจนี
จีนได้ตอบโต้สหรัฐฯ โดยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 545 รายการ ซึ่งรวมเป็น
มูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าสำคัญ ได้แก่ ถั่วเหลือง ธัญพืช อาหารทะเล เนื้อวัว เนื้อหมู
รถ ออฟโรด เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าที่สหรัฐฯผลิตและส่งออกมาจีนเป็นส่วนใหญ่ และเป็นสินค้าที่ส่วนใหญ่ผลิต
ในรัฐที่ อยู่ทางตะวันตกตอนกลางของประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
เพื่อเป็นการตอบโต้ เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 เช่นกัน แต่ทางจีนยังไม่มีข้อยกเว้นสินค้า
อย่างเป็นทางกา
ระยะท่ี 2 : สหรัฐฯเก็บภาษี
สหรัฐอเมริกาได้เพิ่มภาษีร้อยละ 25 สินค้านำเข้าจากจีน 284 รายการ รวมเป็นมูลค่ามากกว่า 1.6
หมื่น ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งไปทางสินค้าเกี่ยวกับเหล็กโครงสร้าง อุปกรณ์และสารกึ่งตัวนำพลาสติก
มอเตอร์ ไฟฟ้า ฯลฯ อย่างไรก็ตามยังคงต้องผ่านกระบวนการลงมติจากสาธารณชนและยังไม่มีผลบังคับใช้
อย่างแนน่ อน
ระยะท่ี 2 : การตอบโต้จากฝา่ ยจีน
จีนได้ตอบโต้ครั้งที่สองโดยการเพิ่มภาษีร้อยละ 25 สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 116 รายการ เป็นมูลค่า
ประมาณ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าพลังงาน อาทิ ถ่านหิน น้ำมันดิบ และอุปกรณ์
การแพทยค์ าดวา่ จะมผี ลใชท้ นั ทีหลงั จากสหรัฐฯ บงั คบั ใชภ้ าษีกบั สนิ ค้าจีน 284 รายการ
สถานการณ์ปจั จุบนั
จากรายงานของโครงการพฒั นาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme)
ความเสียหายจากการปรับขึ้นภาษีฝ่ายเดียวระหว่างสหรัฐและจีนนั้น จะยังคงส่งผลกระทบต่อการเติบโตทาง
เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้งนโยบายทางการค้าที่เข้มงวดในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ยัง
สร้างความเสียหายให้แผ่ขยายในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากประเทศผู้ผลิตจำกัดการส่งออก ขณะที่ปัญหาด้าน
อปุ ทานนั้นเกิดข้ึนจากการท่ีต้นทนุ การขนส่งสินคา้ ทั่วโลกทะยานขึ้น ส่งผลให้ดชั นีราคาผู้บรโิ ภคปรับตัวข้ึนตาม
ไปดว้ ย และยง่ิ สร้างความกงั วลตอ่ ตลาดทวั่ โลกซึ่งเผชญิ กับภาวะเงินเฟ้อทส่ี ูงข้นึ มากกวา่ เดมิ
อยา่ สับสนกบั สถานการณ์ชอ่ งแคบไต้หวัน
สถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ของช่องแคบไต้หวั่นระหว่างจีน ไต้หวั่น และสหรัฐ ที่กำลังเกิดขึ้น
ในช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สาเหตุในการเกิดความตึงเครียดเกิดจากนโยบายจีนเดียวของสาธารณรัฐ
ประชาชนจีนที่มองว่าไต้หวั่นเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ในช่วงต้นสาธารณรัฐประชาชนจีนมี
การส่งอากาศยานทางทหารบินเข้ามาในพื้นที่น่านฟ้าของไต้หวั่น ทำให้ฝ่ายไต้หวันมองว่าการกระทำของ
สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นการกระทำที่ถือเป็นภัยคุกคาม ซึ่งในจุดนี้ไม่มีสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์
สงครามการคา้ ระหว่างจีน – สหรฐั ฯ
ผลกระทบตอ่ ประเทศไทย
จากนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนาของจีนในปี ค.ศ. 2035 ที่มีความมุ่งหมายในการพัฒนา
ประเทศให้มีความทันสมัยภายใต้ระบอบสังคมนิยมและวัฒนธรรมอันงดงามเน้นการพัฒนาในประเทศและ
การบูรณาการระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทย เช่น โครงการ One Belt One Road (OBOR)
อันเป็นโครงการท่ีมุ่งเน้นการเชื่อมโยงเส้นทางการคา้ ในภูมิภาคเอเชียและยุโรป เป็นต้น ส่งผลต่อนโยบายของ
ประเทศไทยทำให้ประเทศไทยต้องมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นโดยเน้นจุดยืนในระดับภูมิภาค
อาเซยี นและทำให้ประเทศไทยมกี ารพัฒนาเรอ่ื งนโยบายการตา่ งประเทศทเ่ี พมิ่ มากขึ้น
ระบบเศรษฐกจิ คือ ความสมั พันธ์ของหนว่ ยเศรษฐกิจตา่ ง ๆ ท่อี ย่ภู ายใตก้ ฎเกณฑ์ และแนวทาง
ปฏิบัตขิ องสังคมซงึ่ เป็นสงิ่ ทยี่ ึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ
ระบบการเมอื ง แม้ว่าระบบเศรษฐกิจจะมีชื่อเรียกและหลักการวิธีคิดที่สอดคล้องกับการเมือง
แต่ละประเทศแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะใช้ระบบเศรษฐกิจ
≠ กับระบบการเมืองเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่มีการปกครองใน
ระบอบสงั คมนยิ มคอมมวิ นสิ ต์ แตก่ ม็ กี ารใชร้ ะบบเศรษฐกิจแบบเสรนี ิยม
ระบบเศรษฐกิจ
โดยระบบเศรษฐกิจแบง่ เป็น 3 แบบ คือ
1.ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ ม (เสรนี ยิ ม) : เอกชนเป็นเจ้าของทรพั ยส์ ินมเี สรีภาพในการผลิต ใช้กลไกราคา
การแข่งขันสูงเพราะมีกำไรจูงใจ ประชาชนมีเสรีภาพในการเลือก รัฐไม่แทรกแซงหรือแทรกแซงน้อยการ
กระจายรายไดไ้ มย่ ุตธิ รรม ธุรกจิ เล็กเสียเปรียบ โดยประเทศทีใ่ ช้ระบบนีไ้ ดแ้ ก่ อเมริกา, ญีป่ ุน่
2.ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (วางแผนจากส่วนกลาง) : รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและดำเนิน
กิจกรรมด้วยกลไกรัฐบาล เอกชนไม่มีเสรีภาพในการเลือกทุกคนเท่าเทียมกัน แต่สินค้าไม่พอและ ไม่พัฒนา
โดยประเทศท่ีใช้ระบบนไี้ ดแ้ ก่ เกาหลีเหนือ, ลาว, เวยี ดนาม
3.ระบบเศรษฐกิจแบบผสม : ระบบเศรษฐกิจแบบผสม หมายถึง ระบบที่มีการนำข้อดีของระบบเศรษฐกิจ
แบบทุนนิยมและสังคมนิยมมาผสมกัน รัฐจะควบคุมบางกรณีเท่านั้น เช่น กิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานท่ี
จำเป็นตอ่ ประชาชน โดยประเทศท่ใี ชร้ ะบบนไี้ ดแ้ ก่ ไทย และฟิลิปปนิ ส์
ลักษณะสำคัญของระบบเศรษฐกจิ
ลกั ษณะสำคญั ทุนนิยม สังคมนิยม ผสม
เอกชน + รัฐ
กรรมสทิ ธิ์ เอกชน รัฐ
✓
เสรีภาพ ✓ ✓
รฐั แทรกแซงกลไกราคา
แรงจงู ใจ ✓ การวางแผนจาก
กลไกราคา สว่ นกลาง การแข่งขนั คอ่ นข้างสงู
ปจั จัยการกำหนด
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การแขง่ ตำ่
การแขง่ ขัน การแข่งขนั สงู
ภาพแสดงความแตกตา่ งระหว่าง GDP - GNP
ประเทศไทย ตา่ งประเทศ
มูลคา่ ผลผลิตจากคนไทย มลู คา่ ผลผลติ จากคนไทย
มูลค่าผลผลติ จากชาวต่างชาติ
มลู ค่าผลติ ภณั ฑ์มวลรวมภายในประเทศ : GDP (Gross Domestic Product)
เป็นมูลคา่ รวมท้ังหมดของสินคา้ /บริการในขนั้ สดุ ทา้ ยทผ่ี ลติ ในประเทศเทา่ นน้ั โดย GDP จะนับรวม
มลู คา่ ในประเทศท้ังหมดแม้จะเปน็ คนตา่ งชาตมิ าลงทุนก็ตาม
ผลติ ภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ : GNP (Gross National Product)
มลู คา่ มวลรวมท้งั หมดสนิ คา้ และบรกิ ารขั้นสดุ ท้ายทผ่ี ลิตจากทรพั ยากรของประเทศ โดยจะอยู่
ภายในประเทศหรอื ต่างประเทศกไ็ ด้ เชน่ คนไทยท่ีไปลงทนุ ในต่างประเทศจะถกู นับอยูใ่ น GNP
รายได้ประชาชาติ : NI (National Income)
คือ GNP หักดว้ ยภาษีเงินออมและค่าเสื่อมราคา
สมการการคำนวณ GDP ทางด้านรายจา่ ย
GDP = C + I + G + (X - M)
C = รายจา่ ยเพ่ือการบรโิ ภคของภาคครัวเรือน
I = รายจ่ายเพือ่ การลงทุนของภาคเอกชนในปจั จยั การผลติ
G = รายจ่ายของรัฐบาลเพ่อื การบรโิ ภค (งบประจำ) และรายจ่ายเพ่ือการลงทนุ **ไม่รวมรายจา่ ยประเภทโอน
เงินใหป้ ระชาชนโดยตรง**
X-M = มลู ค่าการส่งออกสนิ คา้ /บรกิ าร หักด้วยมลู ค่านำเข้าสนิ ค้า
1 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกเรมิ่ ประกาศใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2504
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นแผนพัฒนาฉบับเดียวของประเทศที่เป็นแผน 6 ปี จาก พ.ศ. 2504 ถึง
พ.ศ. 2509 โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยในระยะที่หนึ่ง (2504-2506) อยู่ในรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะ
รชั ต์ และระยะท่ี 2 (2507-2509) จอมพลถนอม กติ ติขจร สาระสำคัญของฉบับแรก คือ เพิ่มความเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มผลผลิตและรายได้และ
2 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510 - 2514) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ทาง
ฉบบั ท่ี 2 อยู่ในรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นฉบบั ที่เน้นขยายการพฒั นา เศรษฐกจิ การศึกษาและสาธารณสขุ
โครงสร้างพ้ืนฐานตอ่ จากฉบบั แรก ม่งุ เนน้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจกระจายความ
เจริญสู่ภมู ิภาคต่าง ๆ
3 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515 - 2519)
ฉบับท่ี 3 อยู่ในรัฐบาลของจอมพลถนอม กติ ตขิ จร เป็นฉบับทเี่ น้นการพฒั นาสงั คมมากขนึ้ ทั้งการศกึ ษา การอนามยั และการปรับปรงุ
สาธารณสขุ
4 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524)
ฉบบั ท่ี 4 อยู่ในการบริหารของรัฐบาลนายธานนิ กรยั วิเชียร ต่อด้วย เกรียงศกั ดิ์ ชนะนันท์
และพลเอกเปรม ตณิ สลู านนท์ ฉบับนเี้ น้นฟนื้ ฟูเศรษฐกิจ พฒั นาอตุ สาหกรรมเพอ่ื การสง่ ออก มีการลดอตั ราการเพ่ิมประชากร
5 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 5 (พ.ศ. 2525-2529)
ฉบับท่ี 5 อยู่ในการบรหิ ารของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เน้นการพัฒนาชนบท แกไ้ ขปญั หาความยากจน โดยขยาย
บรกิ ารพน้ื ฐานของรฐั ไปสชู่ นบทให้มากขึน้ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
6 แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 6 (พ.ศ. 2530-2534)
ฉบับท่ี 6 อยู่ในการบริหารของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่อด้วยพลตรชี าติชาย ชณุ หะวณั เน้นรกั ษาเสถียรภาพทาง
เศรษฐกจิ ปรบั ปรงุ ระบบการผลติ ยกระดบั ปจั จัยพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจ และพัฒนาส่งิ แวดล้อม
7 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539)
ฉบับที่ 7 อยู่ในการบริหารของรฐั บาลพลตรีนายอานนั ท์ ปนั ยารชนุ ตอ่ ด้วยพลเอกสจุ นิ ดา คราประยรู , ชวน หลกี ภัย
และนายบรรหาร ศลิ ปอาชา เน้นการพฒั นาแบบย่งั ยืน มีการกระจายรายได้ พัฒนาคณุ ภาพส่ิงแวดลอ้ ม ลดมลพษิ ทางนำ้
8 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)
ฉบบั ท่ี 8 อยู่ในการบรหิ ารของรฐั บาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต่อดว้ ยนายชวน หลีกภัย และคาบเกี่ยวกับพนั ตำรวจโท ทกั ษิณ ชนิ วตั ร
การม่งุ เน้นการแข่งขันเพ่อื สรา้ งความม่ังคง่ั ในด้านรายไดท้ ำให้คนไทยและสังคมไทยมีความเป็นวตั ถุนยิ มมากขนึ้
9 แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 9 (พ.ศ. 2545-2549)
ฉบับที่ 9 อยู่ในการบริหารของรฐั บาลพันตำรวจโท ทกั ษณิ ชนิ วัตร เป็นแผนทีไ่ ดอ้ ัญเชญิ แนวปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว มาเป็นปรชั ญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยยึดหลักทางสายกลาง
10 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)
ฉบับที่ 10 อยใู่ นการบรหิ ารของรัฐบาลพลเอกสุรยทุ ธ์ จุลานนท์ ตอ่ ด้วยนายสมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศส์ วสั ดิ์
และอภสิ ิทธ์ิ เวชชาชีวะ เน้นสร้างชมุ ชนเข้มแขง็ กำหนดวสิ ยั ทัศน์ในการพฒั นาประเทศให้มุ่งสู่ “สังคมอยูเ่ ย็นเป็นสุขรว่ มกัน”
11 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559)
ฉบบั ท่ี 11 อยใู่ นรฐั บาลของยง่ิ ลกั ษณ์ ชนิ วตั ร ต่อดว้ ยประยทุ ธ์ จนั ทรโ์ อชา เนน้ การพฒั นาใหเ้ กดิ “สังคมอยูร่ ว่ มกนั อยา่ งมีความสุข
ด้วยความเสมอภาคเป็นธรรมและมภี มู คิ ุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”
12 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564)
ฉบับที่ 1 อยู่ในรัฐบาลของประยทุ ธ์ จนั ทรโ์ อชา ไดน้ ้อมนำหลกั “ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง” มาเปน็ ปรชั ญานำทางในการพัฒนาประเทศ
อยา่ งต่อเนือ่ งจากแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คม ฉบับที่ 9-11 เพือ่ เสรมิ สรา้ งภมู คิ ุ้มกันสามารถยืดหยัดอยูไ่ ด้อย่างม่ันคงเกดิ ภูมคิ มุ้ กัน
และมีการบริหารจดั การความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
**แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570)** ในปัจจุบนั ไดม้ ีกระบวนการจดั ทำแผนพัฒนาเศรษฐกจิ
และโดยมกี ารมุ่งเนน้ การผลักดันใหไ้ ทยเป็นศูนยก์ ลางด้านดจิ ิทลั และอตุ สาหกรมมอิเล็กทรอนกิ สข์ องอาเซยี น
เศรษฐกิจพอเพียง : เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
ทรง ชี้นำชาวไทย ทรงนำทฤษฎีใหม่ไปทดลองครั้งแรกที่วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี
ความหมายความสามารถของรฐั ชมุ ชน ในการผลิตสินค้าและบริการโดยพ่ึงตนเอง
พอประมาณ มเี หตผุ ล
คณุ ธรรม
(ซอ่ื สัตย์, ขยัน, แบ่งปนั )
มภี ูมิคุ้มกนั ความรู้
(รอบร,ู้ รอบคอบ, ระมัดระวงั )
เกษตรทฤษฎีใหม่ ขั้นตอนที่หนึ่ง : ฐานการผลิตความพอเพียง
จัดสรรที่อยู่อาศัย + ที่ทำกินเป็น 4 ส่วน ได้แก่ ขุดสระน้ำ 30%
ปลูกข้าว 30% ทำไร่ทำสวน 30% และที่อยู่อาศัย พืชผักสวนครัว
10% ขั้นตอนที่สอง: รวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ ขั้นตอนที่สาม:
ดำเนินธุรกิจชุมชนยึดหลักทางสายกลาง พอดี พออยู่ไม่ฟุ่มเฟือย
ไม่โลภ และไม่เบียดเบียนผู้อื่น มุ่งให้บุคคลประกอบอาชีพได้อย่าง
ยั่งยนื ใชจ้ า่ ยเงนิ ท่ีได้มาอย่างพอเพียง คณุ ลักษณะ
สหกรณ์ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (บิดาสหกรณไ์ ทย)
สหกรณ์: การรวมกลุ่มของคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยเป็น
เจ้าของร่วมกัน และใช้หลักสหกรณ์ ควบคุม โดยพึ่งตนเองและรับผิดชอบ
ตนเอง กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (บิดาสหกรณ์ไทย) ได้เลือกสหกรณ์ไรฟ์ไฟ
เซนในเยอรมนีมาปรับใช้ในไทย เพื่ออุปถัมภ์คนจน สหกรณ์แห่งแรกที่
จัดตั้ง คือ สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ จ.พิษณุโลก หลักการสหกรณ์ :
ควบคุมด้วยหลักการประชาธิปไตย หนึ่งคนหนึ่งเสียง สมาชิกมีส่วนร่วมทาง
เศรษฐกิจ ปกครองตนเองและเป็นอิสระ ให้การศึกษา ฝึกอบรม และ
สารสนเทศ การร่วมมือกัน ระหว่างสหกรณ์การเอื้ออาทรต่อชุมชน และปัน
ผลประโยชน์ใหส้ มาชกิ มคี ณุ ภาพชวี ิตท่ดี ีข้นึ
ประเภทสหกรณใ์ นประเทศไทย
ประเภทสหกรณ์ในประเทศไทยท่จี ดทะเบียนจดั ตงั้ ขึ้นตามพระราขบญั ญตั สิ หกรณ์ พ.ศ.2542 แบง่ ออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่
สหกรณ์การเกษตร เป็นสหกรณท์ มี่ จี ดุ มุ่งหมายเพื่อให้ ส ห ก ร ณ์ บ ร ิ ก า ร เป็น ส หกรณ์ท ี่จัดต ั้ ง ต า ม
สมาชิกผ้มู ีอาชพี เกษตรกรรว่ มกนั ช่วยเหลอื ซึง่ กันและ พระราชบัญญัติสหกรณ์ ต้องมีประชากรไม่น้อยกว่า
กนั ยกฐานะความเป็นอยู่ใหด้ ีขน้ึ เช่น สหกรณ-์ 10 คนมีอาชีพแบบเดียวกันและเดือร้อนเรื่องเดียวกัน
การเกษตรเมืองเพชรบุรี จำกดั จ.เพชรบุรี เป็นตน้ โดยยึดหลักประหยัดการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่ง
กันและกัน ส่งเสริมความมั่นคงในอาชีพ เช่น สหกรณ์
สหกรณ์ประมง เป็นสหกรณ์จัดตั้งขึ้นในหมู่ชาวประมง บรกิ ารคนตาบอดแหง่ ประเทศไทย จำกัด เป็นต้น
เพื่อแก้ไขปัญหา – อุปสรรคในการทำอาชีพ เช่น
สหกรณ์ประมงแม่กลอง มีการปล่อยสินเชื่อเพื่อ สหกรณ์ออมทรัพย์ เป็นสถาบันการเงิน ที่มีสมาชิก
ชว่ ยเหลอื เปน็ ต้น เปน็ กลมุ่ คนอาชีพเดียวกัน หรอื อาศยั ในชมุ ชนเดียวกัน
สหกรณ์นิคม เป็นสหกรณ์การเกษตรรูปแบบหนึ่ง มี มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการออม ให้การกู้ยืม เช่น
การจัดสรรที่ดินทำกิน จัดสร้างปัจจัยพื้นฐานและส่ิง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการ จำกัด เป็นต้น
อำนวยความสะดวกคู่ไปกับการจัดหาสินเชื่อที่จำเป็น
ต่อการส่งเสริมอาชีพ เช่น สหกรณ์นิคมคลองสวน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็นสหกรณ์ที่ตั้งมาส่งเสริม
หมาก จำกัด เป็นตน้ มีการเปิดรับซ้อื สนิ คา้ ชว่ ยเหลือ การออม มีลักษณะสำคัญ คือ สมาชิกมีอาชีพ
หลากหลายแต่อาศัยในชุมชนเดียวกัน มีการส่งเสริม
สหกรณ์ร้านค้า เป็นสหกรณ์ที่มีผู้บริโภครว่ มจัดตั้งเพอื่ การออมและการให้กู้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการขยาย
จัดหาสินค้ามาจำหน่ายแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป มี ธรุ กิจตามความตอ้ งการสมาชิก เชน่
สภาพเป็นนิติบุคคล สมาชิกทุกคนที่ถือหุ้นเป็นเจ้าของ สหกรณ์เครดติ ยเู น่ียนพพิ ัฒนสัมพนั ธ์ จำกดั เปน็ ตน้
เช่น รา้ นสหกรณก์ รงุ เทพ เปน็ ตน้
สังคมวิทยาเป็นศาสตร์ท่วี า่ ด้วยการศึกษาความสัมพนั ธข์ องมนษุ ย์
ในสังคมอยา่ งมแี บบแผนและเปน็ ระบบโดย “ออกสั ต์ กองต”์
เป็นผ้บู ัญญตั ิศาสตร์นีว้ ่า “สังคมวิทยา” จงึ ไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เปน็
บดิ าแห่งวิชาสังคมวิทยา”
สงั คมวิทยาประกอบด้วย 2 เร่ืองหลัก ๆ ดังนี้ ออกสั ต์ กองต์
1. ความสมั พันธ์ของมนุษย์ในสงั คม บิดาแหง่ วชิ าสังคมวิทยา
เชน่ โครงสรา้ งทางสังคม บรรทัดฐาน
การจัดระเบยี บทางสงั คม
2. วัฒนธรรม วถิ ชี ีวิตและภูมปิ ญั ญา
เชน่ วัฒนธรรมในแตล่ ะทอ้ งที่ วถิ ีชวี ติ
และภูมิปญั ญาต่าง ๆ ของบรรพบรุ ุษ
รวมไปถึงพัฒนาการของมนุษย์
สตั ว์สงั คม (Social Animal)
สัตว์สังคม คือ สัตว์ที่ดำรงชีวิตหรือดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
สัตว์และสังคม ปฏิสัมพันธ์คือการมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบระหว่างสมาชิกในสังคมหรือในกลุ่ม
นอกจากนั้นยังมีหน้าที่หรือตำแหน่งของสมาชิกอย่างชัดเจน โดยสัตว์สังคมสามารถดำรงชีวิตโดยอาศัยการ
พ่ึงพาซ่ึงกนั และกนั หรอื อยูร่ ่วมกันเป็นกลมุ่ เชน่ หมาปา่ อยรู่ ว่ มกนั เปน็ ฝูง และ ชา้ งทอ่ี ยรู่ ว่ มกนั เปน็ โขลง
• สัตว์โลกจะใชส้ ญั ชาตญาณในการดำรงชวี ิตแตม่ นุษยจ์ ะใชป้ ระสบการณแ์ ละการเรียนรู้
• มนุษยต์ ้องมปี ฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งกันโดยมี “ภาษาหรอื สัญลกั ษณเ์ ป็นส่อื กลาง”
• มนษุ ยเ์ ทา่ นัน้ ทจี่ ะสามารถสร้างวัฒนธรรมได้ เนอื่ งจากสตั ว์น่าจะมีสญั ลักษณเ์ ชน่ กนั แต่สตั วไ์ มม่ ี
วฒั นธรรม
• มนษุ ยม์ คี วามรสู้ ึกและความตอ้ งการท่ไี มจ่ ำกัดเวลา สถานที่ หรือฤดกู าล แตส่ ตั วน์ น้ั มีความรูส้ กึ และ
ความตอ้ งการทจี่ ำกัด
• มนษุ ย์เป็นสง่ิ มีชีวิตชนิดเดียวที่สามารถสรา้ งระบบสงั คมทม่ี ีวัฒนธรรม แตส่ ัตวไ์ ม่สามารถสร้างระบบ
สงั คมทม่ี วี ฒั นธรรมได้
“ท้ังมนุษยแ์ ละสัตว์ตา่ งกม็ ีการเรียนรแู้ ตก่ ารขู้ องสัตวน์ ้นั ทำใหเ้ กิดสัญชาตญาณในขณะทีก่ ารเรยี นรูข้ อง
มนษุ ยก์ ่อใหเ้ กดิ วฒั นธรรม”
อรสิ โตเติลเป็นบุคคลทอี่ ธบิ ายว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เนื่องจากมนุษย์อาศัยร่วมกันเปน็ กล่มุ และพัฒนาเป็น
สังคมโดยพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอดอย่างไรก็ตามสัตว์โลกหลายชนิดก็อาศัยร่วมกันเป็นกลุ่ม เช่นกัน
จึงกำหนดเกณฑใ์ นการแบง่ กลุม่ ดงั น้ี
มนษุ ย์จำเปน็ ตอ้ งอาศัยร่วมกันเพ่ือตอบสนองความจำเปน็ พ้ืนฐาน 4 ดา้ น ไดแ้ ก่
1. ด้านชวี ภาพ คอื ความต้องการปัจจยั 4 ไดแ้ ก่ นำ้ และอาหาร เคร่อื งนุ่งห่ม ทอ่ี ยู่อาศยั ยารกั ษาโรค
เพื่อความอยู่รอด
2. ดา้ นกายภาพ คือ ความตอ้ งการเครื่องมอื และเครอื่ งใช้เพื่อการอปุ โภคและบริโภค และการดำรงชีวติ
3. ด้านสงั คม คือ การสร้างความสมั พันธ์ท้ังการตดิ ตอ่ ส่ือสารซ่งึ กันและกัน
4. ดา้ นจิตใจ คอื เปน็ ความรกั อารมณ์ ความอบอ่นุ เปน็ ตน้
“ทั้งมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ต่างมีการเรยี นรู้ แตก่ ารเรยี นรขู้ องสัตวก์ อ่ ให้เกดิ สญั ชาตญาณ ขณะท่ีการเรยี นรูข้ อง
มนษุ ย์ก่อให้เกดิ วัฒนธรรม”
วัฒนธรรม
ศัพท์ “วฒั นธรรม” บญั ญตั โิ ดย พระเจ้าวรวงศเ์ ธอ พรงองคเ์ จ้าวรรณไวทยากร กรมหม่นื นราธิปพงศ์ประพันธ์
ความหมาย
วฒั นธรรมหมายถึง แบบแผนหรือการดำเนินชีวติ ของสมาชกิ ในสงั คมซึ่งผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม
จากรนุ่ หน่งึ มายังอีกรุน่ หนงึ่ โดยวฒั นธรรมจะเป็นท่ีสงิ่ ดงี ามหรือไมด่ ีก็ได้
ลักษณะเดน่ ของวัฒนธรรม
• วฒั นธรรมเป็นสิง่ ทีม่ นษุ ย์สรา้ งขนึ้ เทา่ นัน้
• วัฒนธรรมน้นั เกดิ จากการเรยี นรขู้ องมนุษย์
• วัฒนธรรมเปน็ มรดกทางสงั คมโดยผ่านกระบวนการการขดั เกลา
ทางสงั คม หรือสังคมประกติ (Socialization)
• วัฒนธรรมสามารถเปลย่ี นแปลง สูญหาย และถ่ายทอดจากรนุ่ ส่รู ุ่นได้
ความสำคญั ของวฒั นธรรม
• วัฒนธรรมทาํ ใหม้ นษุ ยแ์ ตกตา่ งจากสตั ว์
• วฒั นธรรมสามารถแกไ้ ขปัญหาและสนองความตอ้ งการของสังคมได้
• วฒั นธรรมเปน็ กรอบความประพฤตขิ องสงั คมเพ่อื ความสนั ติสุข
• วัฒนธรรมสร้างความเปน็ หนงึ่ เดยี วกนั และนาํ ความเจริญสู่สงั คม
• วฒั นธรรมเปน็ เอกลกั ษณะเฉพาะสงั คมหนึ่ง
วฒั นธรรม เป็น 2 รูปแบบได้แก่
1. วฒั นธรรมหลัก ได้แกว่ ฒั นธรรมทีส่ มาชกิ สว่ นมากของสังคมหนง่ึ ๆ นยิ มปฏวิ ัติจนเป็นเอกลักษณ์ของสงั คม
เช่น การไหว้
2. วัฒนธรรมรองหรอื วฒั นธรรมยอ่ ย คือ วฒั นธรรมทีส่ มาชิกส่วนนอ้ ยของสงั คมหนงึ่ ๆ ปฏบิ ัตเิ ปน็ เอกลกั ษณ์
เฉพาะกลุ่ม เช่น ภาษาทอ้ งถ่ินของแต่ละภาค
ประเภทของวฒั นธรรม
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ซ่ึงแบง่ ตาม พ.ร.บ วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 และจำแนกโดยทัว่ ไป ไดแ้ ก่
1. จำแนกตาม พ.ร.บ วัฒนธรรมแหง่ ชาติ พ.ศ. 2485 เปน็ 4 ประเภท ดงั น้ี
• วตั ถธุ รรม หมายถงึ สิ่งท่จี ับตอ้ งได้ เชน่ ความตอ้ งการในปจั จัย 4 ไดแ้ ก่ ส่ิงท่ีมนุษยส์ รา้ งข้ึน เชน่
บ้าน โณงเรยี น วดั ฯลฯ
• คติธรรม หมายถึง ส่งิ ที่เป็นนามธรรม ซึ่งอาจบง่ ชแี้ นวคดิ หรือเจตคติ เชน่ ความเชือ่
• เนติธรรม หมายถึง สิ่งทเ่ี ปน็ นามธรรม ทแี่ สดงถึงกฎระเบียบต่าง ๆ เชน่ กฎหมาย
• สหธรรม หมายถึง สิ่งที่เป็นนามธรรม แตแ่ สดงถึงแนวทางการอยูร่ ่วมกันในสงั คม เชน่ มารยาท
2. จำแนกโดยทว่ั ไป เปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
• วฒั นธรรมท่ีเปน็ วตั ถุ (Material Culture) คอื วัฒนธรรมทจี่ ับตอ้ งได้ เช่น บา้ น โทรศัพท์ เกา้ อี้
โรงเรียน
• วัฒนธรรมทไี่ มเ่ ปน็ วัตถุ (Non-Material Culture) คือวัฒนธรรมท่เี ปน็ นามธรรม ไมส่ ามารถ
มองเหน็ และหรือสามารถจบั ต้องได้ เช่น ความเชื่อ คา่ นยิ ม วถิ ีชวี ติ
สงั คม
สงั คม หมายถงึ การรวมกลุ่มของมนุษย์ในพ้ืนทเ่ี ดยี วกนั ต้ังแต่ 2 คน ขนึ้ ไป
• ลกั ษณะของสงั คม
- มีการใชช้ วี ติ และดำเนนิ กจิ กรรมร่วมกันอยา่ งเปน็ ระเบียบแบบแผนในชว่ งเวลาทย่ี าวนานพอสมควร
- มีปฏิสมั พันธ์กันและกนั ระหวา่ งสมาชกิ ภายในสังคม
- มีพนื้ ท่ี อาณาเขต หรือบรเิ วณทแ่ี น่นอน
- มกี ฎระเบยี บ ขอ้ บังคับต่าง ๆ แนวทางการดำเนินชวี ิตร่วมกนั
- มีจุดมงุ่ หมายหรือวตั ถุประสงคข์ องสงั คม
• ตวั อยา่ งของสังคม
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ มีความเป็นสังคมเนอ่ื งจาก
1. มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒนั้นประกอบดว้ ยมนุษยต์ ้ังแต่ 2 คนขึ้นไป
2. มีอาณาเขตและบรเิ วณท่ีแนน่ อน อาทิ ประเทศไทย กรงุ เทพมหานคร เปน็ ตน้
3. มคี วามสมั พันธ์ระหวา่ งสมาชิกภายในกล่มุ ในทนี่ ี้ คอื นิสิต คณาจารย์ ตลอดจนบคุ ลากรทางการศึกษา
ในมหาวทิ ยาลัย
4. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีระเบียบ และข้อบังคับให้สมาชิกปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นการกำหนด
ลกั ษณะการดำเนนิ ชีวติ ใหเ้ ปน็ ไปในทศิ ทางเดยี วกนั
5. มีจุดมุ่งหมายไปในแนวทางเดียวกัน โดย นิสิตนั้นก็มีจุดมุ่งหมาย คือ ต้องการศึกษาหาความรู้ และ
คณาจารยก์ ็มจี ดุ มุ่งหมาย คือ ถ่ายทอดความรแู้ กน่ ิสิต
• หนา้ ทข่ี องสังคม
1. สังคมใหก้ ำเนดิ สมาชกิ ใหมเ่ พือ่ ทดแทนสมาชกิ ทีเ่ สียชีวิต
2. สังคมอบรมเล้ียงดสู มาชกิ ให้รเรยี นร้รู ะเบียบแบบแผนของสงั คม
3. สังคมผลิตสนิ คา้ และบรกิ าร มกี ารปฏบิ ัติงานรว่ มกนั ระหวา่ งสมาชกิ
4. สังคมธำรงรกั ษาไวซ้ ึ่งระเบยี บแบบแผนของสังคม
5. สงั คมสงั คมมหี น้าท่ดี แู ลชวี ิตของสมาชิกจากอันตรายต่าง ๆ
6. สงั คมมหี น้าทอ่ี ำนวยความสะดวก ให้การตดิ ตอ่ และแลกเปล่ยี นขา่ วสารระหว่างสมาชกิ
7. ระบบการควบคุมสงั คม สงั คมมหี น้าทีท่ ำใหส้ ังคมเปน็ ระเบยี บเกดิ ความสงบสขุ
• โครงสรา้ งทางสังคม
โครงสร้างทางสังคม คือ ระบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล รวมไปถึงกลุ่มสังคม ที่มี
ระเบียบมีแบบแผน ซึ่งกำหนดโดยสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพที่สมาชิกมีต่อกัน โดยโครงสร้างทางสังคมมี
3 องคป์ ระกอบ คอื 1. กลมุ่ สังคม 2. สถาบนั ทางสงั คม 3. การจัดระเบยี บทางสงั คม
• กลุ่มสังคม
คือ การรวมตัวของบุคคลที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ระยะเวลานานเพียงพอที่จะทำให้
เกิดความสัมพันธ์กัน โดยที่สมาชิกของกลุ่มต้องรู้สึกว่ามีความเป็นสมาชิกร่วมกัน มีกฎระเบียบข้อตกลงต่าง ๆ
ร่วมกนั จำแนกเปน็ 2 ประเภทดังน้ี
1. กลุ่มปฐมภมู ิ คอื กลมุ่ สังคมทมี่ สี มาชิกจำนวนนอ้ ย แต่ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมาชิกใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก
เช่น ครอบครวั เพื่อนสนทิ หอ้ งเรียน มกั พบในสังคมชนบท
2. กลุ่มทุติยภูมิ คือ กลุ่มสังคมที่มีสมาชิกจำนวนมาก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกนั้นมีความสัมพันธ์แบบ
เป็นทางการหรือเฉพาะเจาะจง เช่น นายจ้างและลูกจ้าง นักเรียนและคุณครู เพื่อนร่วมงาน มักพบใน
สังคมเมอื ง
• สถาบนั ทางสงั คม
คือ แบบแผนพฤติกรรมที่ถูกกำหนดขึ้นและปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยมีสมาชิกของสังคมยึดถือไว้อย่าง
มั่นคง นอกจากสถาบันทางสังคมยังจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานต่าง ๆ ของสมาชิกในสังคม
รวมไปถึงตอบสนองกฎเกณฑ์ตามที่สังคมกำหนดขึ้นซึ่งสถาบันทางสังคมจะเกิดได้ย่อมเกิดจ ากรูปแบบ
พฤตกิ รรมของสมาชิกในสังคมทตี่ ้องการตอบสนองความตอ้ งการร่วมกัน
• ประเภทของสถาบันทางสงั คม
1. สถาบนั ครอบครัว
สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานสถาบันแรกที่แม้จะมีขนาดเล็กที่สุดแต่มีความสำคัญมากที่สุด
เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันต่าง ๆ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สถาบันครอบครัวทำหน้าที่ผลิตสมาชิก
ใหม่อบรมขัดเกลาสมาชิกรวมไปถึงยังเป็นสถาบันที่ช่วยกำหนดสถานภาพให้กับสมาชิกในครอบครัว เช่น
สถานภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิดคือ เป็นลูก และสถานภาพสัมฤทธิ์ คือ เป็นพ่อและแม่ นอกจากนั้นสถาบัน
ครอบครัวยังทำหน้าที่สอดคล้องกับสถาบันอื่น ๆ ด้วย เช่น สถาบันครอบครัวนั้นยังทำหน้าที่เป็น
สถาบันการศึกษาคือเป็นการให้ความรู้และทักษะความสามารถแก่สมาชิกเบื้องต้น โดยสถาบันครอบครัวน้ัน
จำแนกออกเป็น 2 ประเภทไดแ้ ก่
ครอบครัวเดี่ยว คือครอบครัวที่มขี นาดเล็กประกอบไปด้วยพอ่ แมแ่ ละลกู หรอื พอ่ และแม่เลยี้ งเด่ียว
ครอบครัวขยาย คือสถาบันครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วย พ่อ แม่และลูกรวมทั้งญาติพี่น้อง
คนอื่น ๆ อยู่อาศัยร่วมกันในครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันนั้นครอบครัวเดี่ยวเป็นที่นิยมมากกว่าครอบครัว
ขยายอนั เน่อื งมาจากคา่ นยิ ม แนวคดิ และเจตคตขิ องประชาชนในยุคปัจจบุ ันทเี่ ปลีย่ นแปลงไป
2. สถาบันศาสนา
สถาบันศาสนาน้ัน เป็นสถาบนั ทเี่ ปน็ ที่พง่ึ ทางจิตใจของสมาชิกในสงั คม มอี ิทธพิ ลต่อความรสู้ ึก คา่ นยิ ม
เจตคติ และความเช่อื ของสมาชิก ตลอดจนควบคุมใหส้ งั คมมีระเบียบและเปน็ แบบแผนโดยใชห้ ลักของศลี ธรรม
ความถูกต้อง และความดงี าม
3. สถาบันการศึกษา
สถาบันการศึกษานั้น เป็นสถาบันที่เน้นการถ่ายทอดความรู้สติปัญญา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และ
ระเบียบแบบแผนของสังคม รวมไปถึงเจตคติและค่านิยมที่ดีงาม นอกจากน้ียังเป็นสถาบันที่กำหนดสถานภาพ
การเล่ือนสถานะทางสงั คมแก่สมาชิกในสังคมดว้ ย
4. สถาบนั การเมอื งการปกครอง
สถาบันการเมืองการปกครองนั้น เป็นสถาบันที่ช่วยตอบสนองความต้องการทางด้านความมั่นคงและ
การดูแลสมาชิกในสังคม มีหน้าที่ในการสร้างกฎระเบียบหรือข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อบังคับใช้และให้สมาชิกใน
สังคมปฏิบัติตาม นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ให้ความปลอดภัยสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความมั่นใจ
ให้แก่สมาชกิ ในสังคม
5. สถาบันเศรษฐกิจ
สถาบันการศึกษานั้น เป็นสถาบันที่เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในสังคมโดยการ
จัดสรรทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความอยู่รอดของสังคม ตั้งแต่ การผลิต การแลกเปลี่ยนสินค้าและ
บริการ การแจกจ่ายสนิ คา้ และบริการ การอุปโภคบรโิ ภค และการบริหารทรพั ยากร
• การจดั ระเบียบทางสงั คม
การจัดระเบยี บทางสังคมหมายถึง การจดั ระเบียบสงั คมอย่างมีระบบ ผา่ นกฎหมาย ข้อตกลง ขอ้ บงั คบั
หรอื ประเพณเี ปน็ แนวปฏิบัติท่สี ังคมกำหนดแบบแผน ให้สมาชกิ ปฏบิ ตั เิ ป็นแนวทางเดียวกัน
• สาเหตุของการจดั ระเบียบทางสังคม
- สมาชกิ ในสังคมมีวัตถุประสงคแ์ ละมคี วามต้องการรว่ มกัน
- สมาชกิ แต่ละคนในสังคมมคี ุณสมบัตแิ ตกตา่ งกัน
- ป้องกนั การขดั แยง้ ระหวา่ งสมาชกิ ในสังคม
ในการจัดระเบยี บทางสังคมนั้นจำแนกเปน็ 6 องคป์ ระกอบดงั นี้
1. สถานภาพ คือ ตำแหน่งที่ได้รับจากการเป็นสมาชิกของสังคม ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ โดยบุคคลหน่ึง
นน้ั สามารถมีได้มากกว่าหนึ่งสถานภาพ ดังน้ี
o สถานภาพติดตัวมาแตก่ ำเนิด เชน่ อายุ เพศ เชอ้ื ชาติ ลำดบั ญาติ
o สถานภาพท่ีได้มาในภายหลังหรอื สถานภาพสมั ฤทธิ์ เปน็ สถานภาพท่ีเกิดข้นึ จากความสามารถ เชน่
ยศ อาชพี ตาํ แหนง่
2. บทบาท คือ สิทธิและหน้าที่ที่ได้รับจากการมีสถานภาพในสังคม บทบาทเป็นสิ่งที่กำหนดความรับผิดชอบ
ของสมาชิก ว่าควรจะต้องทำอะไร เมื่อมีสถานภาพก็จึงจะต้องมีบทบาทควบคู่กัน เช่น นายเข้มมีสถานสภาพ
เปน็ ครู จึงมบี ทบาทในการสอนนักเรยี นให้มีคุณภาพ
3. บรรทดั ฐาน คือ แบบแผนการปฏิบัตติ นเพือ่ ความเรียบร้อยจำแนกเปน็ 3 ประเภท
o วิถีประชา หรือ วิถีชาวบ้าน เป็นวิถีชีวิตที่ปฏิบัติเป็นประจำหรอื ปฏิบัตใิ นชีวิตประจำวนั ทั่วไปจนเกิด
ความเคยชิน หากละเมิดหรือไม่ปฏิบตั ิตามอาจจะนนิ ทา เช่น การใช้ชอ้ นกลางตักอาหาร การทกั ทาย
o จารีต คือ แนวทางการประพฤติของสมาชิกทีใ่ นสังคมที่กำหนดโดยศีลธรรมทางศาสนา หากมีการฝา่
ฝืนเกิดขึ้นอาจถกู ประฌามจากสังคมอย่างรนุ แรง เช่น การผดิ ลกู ผิดเมยี การอกตญั ญตู ่อผ้มู ีพระคุณ
o กฎหมาย คือระเบียบหรือข้อบังคับของรัฐที่สมาชิกในสังคมต้องปฏิบัติตาม หากฝ่าฝืนจะได้รับ
บทลงโทษทตามทีก่ ฎหมายกำหนด เช่น ขบั ข่บี นทางเท้า เมาแล้วขบั
บรรทัดฐานทั้ง 3 ประเภทเรียงลำดับตามลักษณะของการกระทำผิดและลงบททำโทษจากการกระทำผิดน้ัน
เชน่ หากไมใ่ ชช้ อ้ นกลางตกั อาหารอาจจะโดนนินทา หรือถกู ตกั เตือนได้ตามวิถีประชา ซ่งึ ถือวา่ เป็นบทลงโทษท่ี
น้อยที่สุด หากถ้าขับขี่บนทางเท้าหรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ต้องเสียค่าปรับซึ่งเป็นบทลงโทษทางกฎหมาย
และเปน็ บทลงโทษท่รี นุ แรงท่สี ุดในบรรทัดฐาน 3 ประเภทน้ี
โดยนกั สังคมวิทยาอย่าง โรเบิร์ต เบียรส์ เตดท์ ได้จำแนกบรรทัดถึง 14 ประเภท ไดแ้ ก่
- ประเพณี (Taboos : tradition) - สงิ่ ตอ้ งหา้ ม (Taboos)
- สมัยนิยม (Fashion) - ความนิยมชัว่ ครู่ (Fad)
- งานพิธี (Ceremonies) - พิธีกรรม (Rites)
- มารยาททางสงั คม (Ettiguette) - กฎเกณฑ์ (Rules)
- ขอ้ บังคบั (Reguiation) - กฎหมาย (Statutes : Law)
- วถิ ชี าวบา้ น (Statutes : folk way) - จารตี (Statutes : tradition)
- ข้อบัญญตั ิ (Statutes) - ขอ้ ตกลงหรอื อนสุ ัญญา (Conventions)
• คา่ นยิ ม
ค่านิยม เป็นสิ่งที่สังคมนั้นเห็นสมควรว่าควรปฏิบัติตาม โดยค่านิยมอาจจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ได้
แต่จะส่งผลต่อความเจริญงอกงามหรือความเสื่อมทรามในสังคม ซึ่งค่านิยมเป็นบ่อเกิดของบรรทัดฐาน
เช่น คา่ นยิ มการรับวัฒนธรรมและใช้สินคา้ จากต่างประเทศ คา่ นยิ มในการทำงานหนักหรอื ทำงานล่วงเวลา
• การควบคมุ ทางสงั คม
การควบคมุ สังคม คือ กระบวนการทค่ี วบคุมให้สมาชิกในสังคมยนิ ยอมปฏิบัตติ ามบรรทดั ฐานท่ีสงั คม
กำหนดไว้ จำแนกเปน็ 2 ประเภท
- การควบคุมทางบวก เปน็ การควบคุมโดยใชแ้ รงจูงใจให้ร้สู ึกอยากปฏิบตั ซิ ้ำ เชน่ การใหร้ างวลั
- การควบคมุ ทางลบ เป็นการควบคมุ โดยใช้บทลงโทษสำหรบั ผทู้ ฝ่ี ่าฝืนใหร้ สู้ กึ ไมอ่ ยากปฏิบัตซิ ำ้ การ
• ขัดเกลาทางสงั คม
การขัดเกลาทางสังคม คือ กระบวนการที่ใอบรมสมาชิกในสังคม ให้เรียนรู้ถึงระเบียบแบบแผนและ
กฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง โดยมีบุคคลหรือตัวแทนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการขัดเกลาทางสังคม คือ
ครอบครวั โรงเรยี น เพ่อื น ซ่งึ การขดั เกลาทางสงั คมน้ันจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. การขัดเกลาทางตรง คอื การบอกกล่าว ตกั เตือน หรือส่งั สอนสมาชกิ ในสังคมโดยตรง ด้วยคำพดู
หรือการกระทำ เชน่ พอ่ แมส่ อนลูกไมใ่ หพ้ ดู คำหยาบ หรือครสู อนนกั เรียนให้มีมารยาท
2. การขดั เกลาทางอ้อม คือ การท่สี มาชกิ ในสังคมเรยี นร้ผู ่านประสบการณ์ ผา่ นการเรยี นรู้ และการเป็น
ส่วนหนึ่งของสังคม เช่น นางสาวบีนั่งชมภาพยนตร์แล้วได้ข้อคิดว่าเราไม่ควรที่จะเป็นคนเห็นแก่ตัว
และควรจะช่วยเหลือสังคม หรือนายซีไปแข่งกีฬาบาสเกตบอลกับเพื่อนต่างโรงเรียนและได้เรียนรู้ถึง
ความสามัคคใี นหมูค่ ณะ และการรจู้ ักแพแ้ ละร้จู ักให้อภัยรวมไปถึงการมีนำ้ ใจนกั กีฬา
• สังคมไทย
- ประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ
- สงั คมไทยมีลกั ษณะเป็นสงั คมพหุวัฒนธรรม ซงึ่ เปน็ การผสมผสานกันระหวา่ งวัฒนธรรมหลายวัฒนธรรม
- สงั คมไทยนบั ถอื ศาสนาพุทธเป็นส่วนมาก แต่กไ็ ม่ได้ปิดก้ันการนับถือศาสนาอนื่ ๆ เชน่ เดียวกัน
- สังคมไทยมีความแพร่หลายในการรับวฒั นธรรมภายนอกทง้ั ตะวนั ออกและตะวันตก
- สงั คมไทยนัน้ ใหค้ วามสำคญั สิทธิและเสรภี าพของสมาชกิ ในสังคม
- สงั คมไทยนั้นในอดีตเปน็ สงั คมเกษตรกรรมแต่ในปัจจุบนั นนี้ ัน้ มีรปู แบบสงั คมในเมืองมากกวา่
- สงั คมไทยมีปญั หาเกดิ ข้นึ ภายในสงั คมหลายประการ เชน่ ปัญหาการคอร์รปั ชัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ปญั หาในสวสั ดิการพื้นฐานและการกระจายรายได้ และสงั คมไทยเองยังมชี ่องว่างทางเศรษฐกิจเปน็ อย่างมาก
- สงั คมไทยให้ความสำคัญกบั ระบบอาวโุ สรวมไปถงึ ระบบการแบง่ ชนช้นั ตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเปน็ วงศต์ ระกลู ฐานะ
หรือเชื้อชาตแิ ละหนา้ ทีก่ ารงาน
- ศูนยก์ ลางความเจริญของประเทศไทยนนั้ ก็มักจะอยทู่ ่ีเมอื งหลวงหรือศูนยก์ ลางของประเทศ ทำใหใ้ นชนบท
ไมค่ ่อยมคี วามเจรญิ มากนกั
รัฐ vs ประเทศ vs ชาติ • รัฐ (State) : ชุมชนทางการเมืองที่เกิดจากการ
รวมตวั ของบคุ คลในพ้ืนท่ีท่ีมีอาณาเขตแน่นอน
องคป์ ระกอบของรฐั
• ประเทศ (Country) : ดินแดนที่บ่งชี้ให้เห็นสภาพ
ทางภูมิศาสตร์ มีอาณาเขตที่แน่นอน และอยู่ภายใต้
การบรหิ ารของรัฐบาลเดยี วกัน
• ชาติ (Nation) : ความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นจาก
ประวัติศาสตร์ และมีความผูกผันทางวัฒนธรรม
ร่วมกัน มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
(วัฒนธรรม วิถชี วี ิต)
• รัฐชาติ (Nation State) : เป็นการผสมระหว่าง
“รัฐ” กับ “ชาติ” หมายถึง ชุมชนทางการเมืองที่มี
ความรสู้ ึกผกู พันทางวฒั นธรรมรว่ มกนั
1. ดินแดน (Land) ต้องมีอาณาเขตทแ่ี น่นอน ไมจ่ ำกดั ว่าพน้ื ทจ่ี ะต้องมขี นาดเล็กหรอื ใหญ่
ทางบก มเี ส้นกั้นพรมแดนทชี่ ดั เจน
น่านฟ้า เหนอื แผ่นดินนับตัง้ แต่ชน้ั บรรยากาศออกไป โดยรฐั สามารถประกาศปิดนา่ นฟ้าได้ฟา้ ได้
น่านน้ำ
➢ นบั ออกจากชายฝง่ั ทะเลไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล เปน็ ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea)
Landlocked Country ➢ ไมเ่ กนิ 200 ไมลท์ ะเล เป็นเขตเศรษฐกจิ จำเพาะ สามารถใชป้ ระโยชนไ์ ด้ (Exclusive
หมายถึง ประเทศทีไ่ ม่มี Economic Zone )
อาณาเขตติดกบั ทะเล ➢ เกินกว่า 200 ไมล์ทะเล เป็นทะเลหลวงหรือน่านน้ำสากล (Maritime Zone) ที่ทุก
ประเทศสามารถใช้ประโยชน์ได้
1. ประชากร (People) ไมจ่ ำเป็นต้องมศี าสนา หรอื เชือ้ ชาติ เดยี วกัน และไมไ่ ดก้ ำหนดจำนวนของ
ประชากร วา่ แต่ละรัฐตอ้ งมีประชากรเท่าใด
• พลเมือง (Citizens) คือ บุคคลทมี่ สี ญั ชาตติ ามกฎหมาย โดยสทิ ธิ เสรีภาพและหน้าที่ภายใต้
กฎหมาย
• ราษฎร (Subjects) คือ บคุ คลตอ้ งเสียภาษีให้กับรัฐและตอ้ งปฏิบัติตามกฎหมายของ
บ้านเมืองเชน่ เดียวกนั หมด
• กลมุ่ ชาติพันธ์ุ (Minorities) คอื กลมุ่ คนทม่ี วี ิถีชีวิตแตกต่างจากคนส่วนใหญใ่ นรัฐ
• ไมม่ สี ถานะเป็นพลเมอื ง (Non - citizens) คือ บุคคลไมม่ สี ทิ ธิทางการเมอื งและการใช้
ทรพั ยากรของรฐั
• คนต่างดา้ ว (Aliens) คอื คนตา่ งชาติทมี่ าทำกนิ ในรัฐ จะไดร้ ับสิทธไิ ม่เทา่ กับประชากรหลัก
3. รัฐบาล (Government) กลุ่มบคุ คลทท่ี ำหนา้ ท่ปี กครองรฐั
4. อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ออำนาจสูงสดุ ของรัฐ แสดงถึงความเปน็ เอกราช เปน็ องค์ประกอบ
ของรัฐทส่ี ำคญั ทส่ี ดุ ซึง่ จำแนกเป็น 2 ประเภท
- อำนาจอธิปไตยภายใน คือ อำนาจรฐั อยู่เหนือองคก์ รอนื่ ๆ และประชาชนในรัฐทัง้ ปวง
- อำนาจอธิปไตยภายนอก คือ อำนาจรัฐทสี่ ามารถกระทำไดอ้ ย่างอสิ ระโดยปราศจากการแทรกแซง
ของรฐั อ่ืน
ลักษณะความสำคญั ของอำนาจอธปิ ไตย
• มีความเดด็ ขาด แตจ่ ำกัดการใช้อำนาจในรัฐธรรมนญู
• ใชไ้ ดท้ กุ พนื้ ท่ขี องรัฐ เปน็ การท่ัวไป
• อยู่คูก่ ับรัฐ เปน็ การถาวร
• แบง่ แยกไมไ่ ด้
ขอ้ ที่ 1 ประเทศไทยมอี งคป์ ระกอบอะไรบา้ งและเปน็ รัฐ ขอ้ ที่ 2 ฮอ่ งกงเปน็ รัฐหรอื ไม่ ?
หรือไม่?
คำตอบ ฮอ่ งกงไมเ่ ป็นรฐั เพราะไมม่ อี ำนาจ
✓ ดินแดน : มอี าณาเขตทีช่ ัดเจน มีเสน้ กั้นพรมแดน อธิปไตยอยา่ งสมบรู ณ์ เพราะเปน็ เขตการ
✓ ประชากร ปกครองพเิ ศษหนึ่งในสาธารณรฐั ประชาชนจีน
✓ รฐั บาล แต่ มีการกำหนดใหม้ กี ารปกครองได้ระดับหนึ่ง
✓ อำนาจอธปิ ไตยอย่างสมบูรณ์
สรุปวา่ ไทยเปน็ รฐั เพราะมีองค์ประกอบครบทัง้ 4 ประการ
รปู แบบของรัฐ
1. รัฐเดี่ยว : มีรฐั บาลกลางทำหน้าท่บี ริหารเพียงรฐั บาลเดยี ว อาทิ ไทย สหราชอาณาจกั ร ฝรัง่ เศส
สิงคโปร์ เป็นตน้
2. รัฐรวม หรือ สหพนั ธรฐั มรี ัฐบาล 2 ระดบั ดแู ล ได้แก่
รัฐบาลกลาง : ดแู ลความมน่ั คง การคลังและการตา่ งประเทศ ซง่ึ เปน็ กจิ การทีส่ ำคัญของรัฐ
รัฐบาลท้องถิ่นหรือรัฐบาลมลรัฐ : มีอำนาจอิสระในการปกครองจากรัฐบาล ดูแลการออก
กฎหมายบังคับในท้องถิ่น สาธารณสุข พิจารณาคดี สาธารณูปโภค การศึกษา อาทิ
สหรฐั อเมริกา มาเลเซยี แคนาดา จนี เปน็ ต้น
• คำนำหนา้ รัฐ
▪ ราชอาณาจกั ร (Kingdom) นำหนา้ รฐั ทม่ี พี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ อาทิ
ราชอาณาจักรไทย เนการาบรูไนดารุสซาลาม เปน็ ตน้
▪ ราชรัฐ (Grand Duchy/Principality) นำหน้ารัฐท่ีประมขุ รฐั อิสริยยศต่ำกวา่
พระมหากษตั รยิ ์ อาทิ ราชรฐั โมนาโก ราชรัฐลคิ เตนสไตน์ เป็นตน้
▪ รัฐสลุ ต่าน (Sultanate) นำหน้ารัฐทมี่ สี ุลตา่ นเป็นประมขุ รฐั อาทิ โอมาน เป็นต้น
▪ สาธารณรัฐ (Republic) นำหนา้ รฐั ท่มี ีประธานาธิบดีเปน็ ประมุข อาทิ สาธารณรัฐ
ประชาชนจีน สาธารณรฐั อินโดนีเซีย เป็นต้น
▪ สหรัฐ (United) , สหภาพ (Union) , สหพันธ์สาธารณรัฐ (Federal Republic) ,
สมาพันธรฐั (Confederation) นำหน้ารฐั ท่ีเป็นรัฐรวม อาทิ สหรฐั อเมรกิ า สมาพนั ธรฐั
สวสิ สหพันธ์สาธารณรฐั เยอรมนี เปน็ ต้น
▪ สหราชอาณาจักร (United Kingdom ) , สหสาธารณรัฐแทนซาเนยี (United
Republic of Tanzania) นำหน้ารัฐทเ่ี คยเป็นอสิ ระตอ่ กนั แลว้ มาตอ่ เขา้ มาอยู่ใตก้ าร
ปกครองเดยี วกนั
• ประมขุ ของรัฐ มี 2 ประเภท คือ
1. พระมหากษัตริย์
➢ เป็นประมุขรัฐและฝ่ายบริหาร มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ในลักษณะของระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ อาทิ บรูไนดารุสซาลาม ซาอดุ อิ าระเบยี รฐั สลุ ตา่ นโอมาน เปน็ ตน้
➢ เป็นเพียงประมุขของรัฐ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และเป็นกลางทางการเมือง มีนายกรัฐมนตรี
เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร เช่น ราชอาณาจักรไทย ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ราชอาณาจักร
กมั พชู า
2. ประธานาธบิ ดหี รอื ผนู้ ำฝ่ายบรหิ าร
➢ ประมขุ ตามพธิ ีการ มีไว้รับอาคนั ตุกะ อาทิ อนิ เดีย สิงคโปร์ เปน็ ต้น
➢ ประมขุ ที่มอี ำนาจจริง มีอำนาจในการบริหาร และมาจากการเลอื กตง้ั อาทิ สหรฐั อเมริกา
ฟลิ ิปปินส์ สาธารณรัฐเกาหล(ี เกาหลใี ต้) เป็นต้น
• การจัดระเบยี บการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
1. รวมอำนาจ : สว่ นกลาง (Centralization)
ได้แก่ สำนักนายกรฐั มนตรี กรม กระทรวง
ขอ้ ดี สรา้ งความเป็นเอกภาพภายในประเทศท่จี ะเกิดข้ึน ประหยัดงบประมาณ บรหิ ารเสมอภาค
ข้อเสยี บริหารงานลา่ ช้า ประชาชนปกครองตนเองไม่เป็น
2. แบง่ อำนาจ : สว่ นภมู ภิ าค (Deconcentration)
ไดแ้ ก่ จงั หวดั อำเภอ ตำบล หมู่บา้ น
ข้อดี บรกิ ารประชาชนรวดเรว็ ประสานกบั ทอ้ งถ่นิ ไดด้ ี
ขอ้ เสยี เจ้าหนา้ ท่ีของรฐั ไม่เขา้ ถึงปัญหาและความต้องการของคนนพืน้ ที่ เพราะเปน็ คนจากสว่ นกลาง
3. กระจายอำนาจ : สว่ นทอ้ งถ่ิน
ได้แก่ กรุงเทพมหานคร องค์การบรหิ ารส่วนตำบล องค์การบรหิ ารส่วนท้องถิ่น เทศบาล เมอื งพทั ยา
ข้อดี ประชาชนมีอำนาจในการปกครองตนเอง ลดภาระของส่วนกลาง ตอบสนองต่อความต้องการ
ของทอ้ งถน่ิ ได้อย่างเต็มท่ี
ข้อเสีย สิ้นเปลืองงบประมาณ ไร้เอกภาพ รัฐไม่สามารถวางแผนพัฒนาได้ มีการผูกขาดอำนาจโดย
รัฐบาลกลาง
ระบอบการปกครอง
ระบอบการปกครองในปจั จบุ นั มหี ลากหลายรปู แบบ ซ่งึ ในแต่ละประเทศยอ่ มมีระบอบการปกครองท่ี
เหมาะสมสอดคล้องกบั ความเชอ่ื ประวัติศาสตร์ สถาพแวดล้อม สงั คม และวฒั นธรรม และเปน็ ประโยชนส์ งู สดุ
ต่อประชาชน
จำนวนคนปกครอง ระบอบการปกครอง เจ้าของอำนาจอธปิ ไตย
บคุ คลเดยี ว สมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ กษัตรยิ ์
กลมุ่ บคุ คล / บคุ คลส่วนนอ้ ย เผด็จการ ผนู้ ำคนเดยี ว
บุคคลสว่ นมาก คณาธิปไตย หมคู่ ณะเดยี ว
อภชิ นาธปิ ไตย เชอ้ื พระวงศ์หรือขนุ นาง
คอมมิวนสิ ต์ พรรคการเมอื งพรรคเดยี ว
ประชาธปิ ไตย ประชาชน
1. ระบอบประชาธปิ ไตย
ประชาชนเปน็ เจ้าของอำนาจสูงสุด โดยอำนาจอธปิ ไตยเปน็ ของประชาชน
เน้นการมีส่วนรว่ มทางการเมอื งของประชาชน มีต้นกำเนิดจากนครรัฐเอเธนส์
จำแนกเปน็ 2 รูปแบบ
- ประชาธิปไตยทางตรง = ประชาชนทุกคนมสี ่วนร่วม
ในการปกครองโดยตรง จะใชไ้ ด้ดีในสังคมกลุ่มขนาดเลก็
แต่ไมม่ กี ารเลือกต้งั ผแู้ ทน
- ประชาธิปไตยทางอ้อม = ประชาชนให้ผู้แทน
ทำหน้าท่ี มกี ารเลอื กตงั้ ผ้แู ทน
(การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพ่อื ประชาชน)
อบั ราฮมั ลนิ คอลน์ (Abraham Lincoln)
อดตี ประธานาธบิ ดีของสหรฐั อเมรกิ า
ประเภทของระบอบประชาธปิ ไตย
ปจั จุบนั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยมอี ยู่ 3 รปู แบบ ดังน้ี
รูปแบบ รัฐสภา ประธานาธิบดี กง่ึ รัฐสภา / ก่งึ
ประธานาธบิ ดี
ประมุข กษัตริย์/ประธานาธิบดี ประธานาธิบดี ประธานาธบิ ดีและ
นายกรฐั มนตรี
หวั หนา้ ฝ่ายบรหิ าร นายกรัฐมนตรี
• รฐั บาลมาจากสภา • ปกครองโดยใช้ • ปธน. และ นายก
ผู้แทนราษฎร หลกั การแบ่งแยก ร่วมกันบรหิ าร
• นติ บิ ัญญตั ิ (รฐั สภา) อำนาจ ถ่วงดุล ประเทศ
มอี ำนาจสงู สุด ท้งั และตรวจสอบ • ปธน. ต้ังนายก
หลักสำคัญ ควบคุมการบรหิ าร • ปชช. เลอื ก ปธน. • นายก ตงั้ ครม.
และการอภิปรายไม่ ส.ส. ส.ว.
ไว้ใจฝา่ ยบรหิ าร (บริหาร+นติ )ิ • ปธน. สามารถยุบ
โดยตรง สภาได้
• นายกรัฐมนตรี
สามารถยบุ สภาได้ • ปธน.ไม่สามารถสัง่ • ปชช.เลอื กต้งั ปธน.
ยบุ สภาได้ ส.ส ส.ว โดยตรง
• ใช้หลกั เชื่อมโยงและ
ถ่วงดลุ อำนาจ • ไมม่ ีการเปดิ • รัฐสภาลงมตไิ ม่
อภิปรายไม่ ไว้วางใจ ครม.ได้
ไว้วางใจฝา่ ย แต่ลงมติไม่
บรหิ าร ไวว้ างใจปธน. ไม่ได้
การยุบสภา นายกฯ สง่ั ยุบสภาได้ ปธน. ไม่สามารถส่ัง ปธน. สามารถส่ังยบุ สภาได้
ยุบสภาได้
ตวั อย่างประเทศ องั กฤษ ไทย อนิ เดีย ญปี่ ุน่ สหรัฐอเมรกิ า บราซลิ ฝรงั่ เศส กรซี รสั เซยี
อิตาลี แคนาดา มาเลเซยี ฟลิ ปิ ปนิ ส์ อินโดนีเซยี ไอรแ์ ลนด์ ออสเตรีย
2. ระบอบเผดจ็ การ
• เปน็ ระบอบการปกครองที่เนน้ ความสำคญั แก่อำนาจรฐั และผ้ปู กครอง
• ประชาชนไมม่ ีส่วนรว่ มในการปกครองหรืออาจมสี ว่ นรว่ มบางสว่ น
แต่ต้องปฏบิ ัตติ ามคำส่งั ของรฐั อย่างเคร่งครัด
• มีการเลือกตงั้ หรอื ไม่เลอื กตัง้ ก็ได้ แต่มีรัฐธรรมนูญ
ประเภทของระบอบเผด็จการ จำแนกเป็น 2 ประเภท
1. เผดจ็ การอำนาจนิยม คือ ควบคมุ เพยี งด้านการเมืองเท่านั้น เช่น เผด็จการทหาร
2. เผด็จการเบ็ดเสร็จนยิ ม คอื รฐั จำกัดสทิ ธิ และเสรภี าพของประชาชนทกุ ด้าน
• เผด็จการฟาสซิสต์ ตอ่ ตา้ นคอมมิวนสิ ต์ สนบั สนุนนายทุน โดย เบนโิ ต มโุ สลินี ในอิตาลี
• เผดจ็ การนาซี เหยยี ดชาติพันธ์ุ ต่อตา้ นคอมมวิ นสิ ต์ โดย อดอล์ฟ ฮติ เลอร์ ในเยอรมนี
• เผด็จการคอมมิวนิสต์ มีพรรคเดียวที่บริหารประเทศ ต่อต้านนายทุน สนับสนุนกรรมาชีพไร้
ชนชั้นทรัพยากรทุกอย่างเป็นของรัฐ ประชาชนเป็นเพียงแรงงานของรัฐ ในอดีตสหภาพ-
โซเวยี ต จนี เกาหลเี หนอื
การเมอื งประเทศไทยในปจั จบุ นั
• ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ถือเป็นฉบับที่ 20 ประกาศใช้
เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระ
ราชโองการ
• นับว่าเป็นประเทศที่มีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในทวีปเอเชีย ซึ่งแสดงถึงการขาดเสถียรภาพทางการเมือง
มีการรัฐประหารหลายครั้ง หลังเปลี่ยนรัฐบาลสำเร็จ รัฐบาลทหารมักยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าและ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบบั ใหม่
• รัฐธรรมนูญฉบบั นป้ี ระกอบด้วย 279 มาตรา 16 หมวด และ 1 บทเฉพาะกาล
• วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร
มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็น “พระมหากษัตริย์
ไทย” โดยสมบูรณ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก
• ในการเลือกตง้ั สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไทยเป็นการท่ัวไป พ.ศ. 2562 เป็นการเลอื กต้งั ทั่วไปครั้งท่ี 28
กำหนดใหม้ ขี ึ้นในวันอาทิตย์ท่ี 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
• วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เป็นการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ในที่ประชุมร่วมกัน
ของรัฐสภา และผลการนับคะแนนปรากฎว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
พรรคพลงั ประชารัฐ ได้รบั เลือกเป็นนายกรฐั มนตรี
ลักษณะสำคัญของกฎหมาย
1. กฎหมายเปน็ ขอ้ บังคบั ของรัฐทีป่ ระชาชนทุกคนตอ้ งปฏิบตั ิตาม
โดยไม่มขี ้อแม้
2. กฎหมายมาจาก “รฎั ฐาธิปตั ย์” หรอื ผ้มู ีอำนาจสงู สุดภายในรัฐ
3. กฎหมายตอ้ งมสี ภาพบงั คับ
4. กฎหมายใชไ้ ด้ไมจ่ ำกดั กาล
5. กฎหมายใชไ้ ดท้ ั่วไป
ระบบกฎหมาย
1. ระบบกฎหมายแบบลายลกั ษณอ์ ักษร (Civil Law)
หรอื ระบบประมวลกฎหมาย (Code Law)
- ตดั สนิ คดตี ามบทกฎหมายซ่งึ มีการบนั ทึก คือ ประมวลกฎหมาย
ประเทศทใ่ี ช้ คอื ไทย ฝรง่ั เศส ประเทศภาคพ้ืนทวปี ยโุ รปส่วนใหญ่ เป็นตน้
2. ระบบกฎหมายไม่เปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร หรอื ระบบจารตี ประเพณี
(Common Law)
- ตัดสนิ โดยใชจ้ ารีตประเพณี บรรทดั ฐานของสงั คมหรือคำตดั สิน
ของศาลโดยใช้เหตุผลการตัดสินในคดกี ่อนๆ
ประเทศท่ีใช้ คอื องั กฤษ(ทเี่ ปน็ ประเทศหนง่ึ ในสหราชอาณาจกั ร)
สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย เปน็ ตน้
ประเภทของกฎหมาย ในระบอบประชาธปิ ไตยตามทฤษฎแี ลว้
▪ จำแนกตามความสมั พนั ธ์ของค่กู รณี “รฎั ฐาธปิ ตั ยค์ ือประชาชน”
1. กฎหมายเอกชน
• คดพี พิ าทระหว่าง ภาคเอกชน กับ ภาคเอกชน ภาคเอกชน อาจหมายถงึ
• เนน้ ความเสมอภาคและความสมัครใจของบุคคล บุคคล หรือ นิติบุคคล กไ็ ด้
• หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ เอกชนยอ่ มกระทำได้เสมอ ทม่ี ใิ ชห่ นว่ ยงานของรัฐ
• ตวั อย่างกฎหมายทีเ่ ป็นกฎหมายเอกชน ได้แก่
ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ และ ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความแพ่ง เปน็ ตน้
2. กฎหมายมหาชน
• คดีพิพาทระหว่าง ภาคเอกชน กับ ภาครัฐ / เจ้าหน้าที่ของรัฐ กับ ภาครัฐ / ภาครัฐ กับ
ภาครัฐ ตัวอย่างเช่น อัยการสั่งฟ้องคดีอาญากับโจรที่บุกปล้นบ้านนายสหัสวรรษ (ภาครัฐ กับ
ภาคเอกชน) / กรณีพิพาทที่ดินระหว่างเทศบาลนครขอนแก่นกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ภาครัฐ
กับ ภาครัฐ) / คุณครูรุจิราข้าราชการครูยื่นฟ้องผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านประสานมิตรกับศาล
ปกครองคดที ุจริตการติดสินบนรบั นักเรยี น (เจ้าหน้าท่รี ฐั กบั ภาครัฐ)
• หากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ฝา่ ยปกครองจะกระทำการนัน้ ไม่ได้
• ตวั อย่างกฎหมายท่ีเปน็ กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายอาญา รฐั ธรรมนญู กฎหมาย
ปกครอง ประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพง่ และกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
ทั้งนี้ อาจไม่ได้แปลว่ากฎหมายทั้งฉบับจะเป็นกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายมหาชนอย่างใดอย่างหน่ึง
ทั้งฉบับ ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติรายมาตรา และเจตนารมณ์ของกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติอาจเป็นได้ท้ัง
กฎหมายเอกชน และ/หรือ กฎหมายมหาชน ตัวอย่าง พระราชบัญญัติล้มละลาย เป็นกฎหมายเอกชน
พระราชบัญญัติวา่ ด้วยการกระทาํ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายมหาชน
3. กฎหมายระหวา่ งประเทศ
• คดีพิพาทระหว่าง ภาครัฐของประเทศหน่ึง กบั ภาครฐั ของประเทศหน่ึง / ภาครฐั ของประเทศ
หนงึ่ กงั องคก์ รระหว่างประเทศ
• ตวั อยา่ งคดีเช่น กรณพี ิพาทปราสาทเขาพระวิหารระหว่างรัฐบาลไทย และรฐั บาลกัมพชู า
• ตัวอย่างบทกฎหมาย ไดแ้ ก่ สนธิสัญญา กฎหมายแผนกคดีอาญา (อาชญากรรมขา้ มชาต/ิ ส่ง
ผรู้ ้ายข้ามแดน) กฎหมายแผนกคดเี มือง (การระงบั ข้อพพิ าทระหวา่ งประเทศ)
▪ แบง่ ตามบทบาทหนา้ ที่
• กฎหมายสารบญั ญตั ิ คือ กฎหมายท่ีกำหนดแบบแผนความประพฤตขิ องบคุ คล โดยมสี าระสำคัญ
เกี่ยวการกำหนดสิทธิหน้าที่ และความรับผิดชอบของบุคคล เช่น ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นตน้
• กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ กฎหมายที่กำหนดกระบวนการหรือขั้นตอนการบังคับให้เป็นไปตาม
สิทธิและหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายสารบัญญัติ เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
และ กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา เปน็ ตน้
ลำดับศักด์ขิ องกฎหมาย
1.รฐั ธรรมนญู กฎหมายสงู สดุ กำหนดสิทธิ เสรีภาพ หนา้ ท่ขี องประชาชน
2.พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญ (พรป.) และ พระราชบัญญัติ (พรบ.) ตราขน้ึ โดยนติ ิบญั ญตั ิ
พระราชกำหนด (พรก.) ฝ่ายบรหิ ารหรือคณะรัฐมนตรี ตราขึ้นใชใ้ นสถานการณฉ์ ุกเฉิน โดยชี้แจงตอ่ รัฐสภา
โดยเรว็ หากผา่ นความเห็นชอบจากรัฐสภาจะถกู ประกาศเปน็ กฎหมาย
3.พระราชกฎษฎกี า (พรฎ.) เป็นกฎหมายทีพ่ ระมหากษตั รยิ ์ทรงตราขน้ึ โดยอาศยั คำแนะนำของคณะรัฐมนตรี
4.กฎกระทรวง คำสง่ั ของรฐั มนตรปี ระจำกระทรวง ตอ้ งผา่ นความเหน็ ชอบจากคณะรฐั มนตรี
5.ประกาศกระทรวง คำสงั่ ของรัฐมนตรีประจำกระทรวง ไม่ ตอ้ งผา่ นความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรี
6.กฎหมายท้องถิ่น ตราโดยองค์การปกครองท้องถิ่น เช่น เทศบัญญัติ - เทศบาล , ข้อบัญญัติ – องค์การ
บรหิ ารส่วนตำบล / องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั
ลำดับศักดขิ์ องประมวลกฎหมาย คอื ข้นั ไหน?
คำตอบ เทียบเท่าพระราชบัญญัติ เพราะการใช้ประมวลกฎหมายจะถูกประกาศ
เปน็ พระราชบญั ญตั ิ เชน่ พระราชบญั ญัติใหใ้ ช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499
ขอบเขตของกฎหมาย
1. ขอบเขตเก่ียวกบั เวลา
▪ วนั ทเ่ี รมิ่ ใชก้ ฎหมาย
ปกติ : เรม่ิ บังคบั ใช้วันถัดจากวนั ทีป่ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา
เร่งดว่ น : เริม่ ใชใ้ นวันท่ปี ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา
▪ วนั ทีย่ กเลิกกฎหมาย
• มีการกำหนดเวลายกเลกิ กฎหมายไวใ้ นกฎหมายฉบบั นัน้
• มีกฎหมายฉบบั ใหมท่ มี่ ีลักษณะเช่นเดียวกันระบยุ กเลกิ ไว้โดยตรง
• เมอ่ื ได้ประกาศใชพ้ ระราชกำหนด แตต่ ่อมารัฐสภาไม่อนมุ ตั ิพระราชกำหนดนั้นจะถกู ยกเลิก
• กฎหมายใหมแ่ ละกฎหมายเก่ามขี ้อความสอดคล้องกัน ใหใ้ ชก้ ฎหมายใหม่
• กฎหมายใหมแ่ ละกฎหมายเก่ามีข้อความขดั แย้งหรอื ไมต่ รงกนั ใหใ้ ช้กฎหมายใหม่
2. ขอบเขตเกย่ี วกับสถานที่
กฎหมายไทยจะใชบ้ ังคับแกเ่ หตกุ ารณ์หรอื การกระทำทเ่ี กิดข้นึ ภายในราชอาณาจักรไทยเทา่ นน้ั
โดยคำว่า “ราชอาณาจักร” หมายถึง
- พ้นื ดนิ และพ้ืนนำ้ ในประเทศไทย
- ทะเลทเี่ ปน็ อา่ วไทย (ตามพระราชบญั ญตั ิกำหนดเขตจงั หวัดในอ่าวไทยตอนใน)
- ทะเลท่ีหา่ งจากฝั่งที่เป็นดินแดนประเทศไทยไม่เกนิ 12 ไมล์ทะเล
- พ้นื อากาศเหนือดินแดนประเทศไทย
- บนเรือไทย และอากาศยานไทย
3. ขอบเขตเกี่ยวกับบคุ คล
กฎหมายมีผลบงั คับใชแ้ กบ่ คุ คลท่อี ย่ใู นราชอาณาจกั ร ทีค่ นไทย และชาวตา่ งชาติ และยงั มผี ล
บงั คับใชก้ ับพลเมืองท่ถี ือสัญชาติไทยนอกดินแดนไทย แม้แตช่ าวตา่ งชาตทิ อ่ี ยนู่ อกดนิ แดนไทย ถ้าการ
กระทำนน้ั กระทบต่อความมนั่ คงของรฐั ไทย
กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
▪ บคุ คลธรรมดา คือ มนษุ ยห์ รอื คนโดยทั่วไปที่เกิดขึน้ ตามธรรมชาติ รับรองใหม้ สี ิทธแิ ละหน้าทต่ี าม
กฎหมาย ซงึ่ สภาพบคุ คลนบั ตั้งแต่ “คลอดแล้วอยู่รอดเปน็ ทารก” โดยสภาพบคุ คลจะสิ้นสดุ กต็ อ่ เม่อื
เสยี ชวี ิตหรอื ศาลส่งั ให้บุคคลนัน้ เปน็ คนสาบสญู
▪ นติ บิ ุคคล คือ เปน็ บุคคลสมมติ ท่ีจดทะเบียนขึน้ เพอ่ื ใหส้ ามารถทำนิติกรรมไดเ้ ช่นบคุ คลธรรมดา เวน้
แต่จะทำนติ กิ รรมท่ีเก่ียวกบั กฎหมายครอบครัวมไิ ด้ ตัวอย่างนติ บิ ุคคลได้แก่ บริษทั วดั กระทรวง
สมาคม เปน็ ตน้
▪ บคุ คลจะบรรลนุ ติ ิภาวะ เม่อื ครบอายุ 20 ปี หรือจดทะเบยี นสมรสเมอื่ อายุ 17 ปี โดยผ้ปู กครองให้
ความยนิ ยอม แม้จะหย่าในภายหลงั ก็ยังคงบรรลุนติ ิภาวะเช่นเดมิ
▪ ความสามารถของบุคคล
1. ผเู้ ยาว์ คอื บคุ คลทีย่ ังไม่บรรลนุ ิติภาวะ มผี ้ปู กครองดแู ล สามารถทำนติ ิกรรมที่เหมาะตาม
ฐานานรุ ปู
▪ ทำพินัยกรรมเม่ือมีอายุ 15 ปีบริบรู ณ์
▪ การซอ้ื ขายสนิ คา้
▪ หมั้นและแต่งงานได้อายุ 17 ปีบริบูรณ์โดยต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง ถ้าต่ำกว่า
17 ปี ต้องอยู่ในการพิจารณาของศาล หากนอกเหนือจากน้จี ะตกเปน็ โมฆยี ะ
2. คนไรค้ วามสามารถ คอื บุคคลทม่ี อี าการวกิ ลจริตหรอื อาการทางจติ ผิดปกติ และศาลได้มคี ำส่ังให้
บคุ คลน้นั เปน็ คนไร้ความสามารถ
▪ ผูด้ ูแลเรยี กวา่ “ผอู้ นุบาล”
▪ สามารถทำนิตกิ รรมใด ๆ ไดเ้ ลย หากฝา่ ฝนื ตกเป็นโมฆียะ
3. คนเสมอื นคนไร้ความสามารถ คอื บคุ ลลที่มคี วามบกพรอ่ งบางประการแต่ไม่ถึงขนาดวกิ ลจรติ
และศาลได้มีคำส่ังให้บคุ คลนนั้ เป็นคนเสมอื นไร้ความสามารถ
▪ ผดู้ แู ลเรยี กวา่ “ผู้พทิ กั ษ์”
▪ สามารถทำนติ ิกรรมเกือบทกุ ประเภทได้ด้วยตนเอง
** คนไรค้ วามสามารถหรอื คนเสมือนไรค้ วามสามารถ ศาลต้องสงั่ เทา่ นัน้ บคุ คลวิกลจริต ยังถอื วา่ เปน็ คน
ธรรมดา จนกวา่ จะมีคำสัง่ ให้เป็นคนไรค้ วามสามารถ
▪ นติ กิ รรม การกระทำทถี่ ูกตอ้ งตามกฎหมาย ตอ้ งสมัครใจทงั้ 2 ฝ่าย
นติ กิ รรมฝ่ายเดยี ว เรียกวา่ นติ ิกรรม (พนิ ยั กรรม) ถา้ สองฝา่ ยข้ึนไปเรียกว่า สญั ญา
ความบกพรอ่ งของนติ กิ รรม
- โมฆกรรม คือ ไม่มีผลใด ๆ เพราะผดิ กฎหมายตง้ั แต่แรก เชน่ นายดำไปจดทะเบียนสมรสซ้อนกบั นาง
ตมิ๋ หญงิ ไปทำสญั ญาซื้อยามา้ เป็นตน้
- โมฆยี กรรม คอื เกดิ จากการขม่ ขู่ ฉ้อฉล หรอื ทำโดยบุคคลท่ถี ูกจำกดั ความสามารถ มผี ลสมบรู ณ์
จนกว่าจะบอกลา้ ง และตกเป็น โมฆะ แตถ่ า้ ให้สัตยาบนั (ยอมรับ)จะถอื วา่ มผี ลสมบรู ณ์ ยกตวั อยา่ ง
เชน่ ลำนำอายุ 12 ปี ไปซ้อื รถมอเตอรไ์ ซคร์ าคา 500,000 บาทดว้ ยเงนิ สด โดยทีผ่ ู้ปกครองไม่ทราบ
ถ้าบอกล้าง (ยกเลิก) = นิติกรรมเป็นโมฆะ
ถ้าให้สตั ยาบนั (ยอมรบั ) = นิตกิ รรมจะสมบูรณ์
โมฆะ VS โมฆียะ • ผดิ กฎหมาย
โมฆะ (ไม่มผี ลต้งั แตต่ ้น) • พน้ วิสยั = การกระทำทีเ่ ปน็ ไปไมไ่ ด้
• ขดั ตอ่ ความสงบเรยี บร้อย
โมฆียะ (สามารถบอกล้างได)้ • ไม่ทำเป็นหนังสอื หรอื ไมจ่ ดทะเบยี นตามที่
กำหนดไว้
• บคุ คลท่ียังไมบ่ รรลนุ ติ ิภาวะไปทำสัญญา
• คนไร้ความสามารถไปทำสญั ญา
• คนไร้ความสามารถไปทำสัญญา
▪ สญั ญา
จำนำ
▪ การที่บุคคลนำสังหาริมทรัพย์ของตนเองไปส่งมอบให้อยู่ในความครอบครองของบุคคล
อีกคนหน่งึ
▪ เพอ่ื เปน็ ประกนั การชำระหนี้ท่ีผจู้ ำนำเปน็ หน้ีผรู้ บั จำนำ
▪ ขายทอดตลาดได้เองโดยไม่ต้องฟ้องศาล
จำนอง
▪ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเอาทรัพย์สิน ไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นประกันการชำระหนี้ โดย
ไมส่ ่งมอบทรพั ยส์ ินน้ันให้แก่ผู้รับจำนอง
▪ ทำสญั ญาตอ่ หนา้ เจา้ หนา้ ที่
▪ ต้องฟ้องศาลเม่อื ขายทอดตลาด
สัญญาซ้อื ขาย มหี ลายรูปแบบ
สัญญา จุดสำคญั
สญั ญาเชา่ ทรพั ย์ - เชา่ ทรพั ย์สินชว่ั คราว
- การเช่าอสงั หาริมทรพั ยก์ ฎหมายกำหนดเวลาให้เชา่ ได้ ไม่
เกนิ 30 ปี
สญั ญาเช่าซื้อ • ชำระเปน็ คา่ เช่า
• กรรมสิทธิใ์ นทรัพย์ จะตกเปน็ ของผู้เชา่ ซ้ือเมอ่ื ผู้เช่าซื้อ
ชำระหนีค้ รบทกุ งวด
• กฎหมายบังคบั ใหท้ ำหนงั สอื ระหวา่ งคู่สญั ญาด้วยกนั เอง