ประเภทของดาวเทยี ม
• ดาวเทียมส่ือสาร (Communication satellite) ตวั อย่างเชน่ ดาวเทียมเอคโค 1 (Echo 1)
ดาวเทยี มอนิ เทลแซต 8 (Intelsat และดาวเทียมไทยคม (Thaicom)
• ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (Meteorological satellite) เป็นดาวเทียมที่ใช้ตรวจและติดตามสภาพ
ลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศของโลก ตัวอย่าง ดาวเทียมมีทีโอแซต (Meteosat) ดาวเทียมจีเอ็มเอส 5
(GMS 5) ดาวเทียมเอฟวาย 1 (FY 1) และดาวเทยี มโนอา (NOAA)
• ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร (Earth observation satellite) เปน็ ดาวเทยี มท่อี อกแบบมาเพ่อื สำรวจ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนพื้นผิวโลก ตัวอย่างเช่น ดาวเทียมแลนด์แซต (Landsat)
ดาวเทียมสปอต (SPOT) ดาวเทียมไอโคนอส (IKONOS) ดาวเทียมเทอร์รา (TERRA)
และดาวเทยี มไทยโชต (Thaichote)
• ดาวเทยี มทางการทหาร (military satellite)
ดาวเทียมทส่ี ร้างข้ึนเพือ่ จดุ ประสงคท์ างการทหารสามารถแบง่ ออกไดห้ ลายประเภท เช่น
ดาวเทยี มจารกรรม ดาวเทยี มเตือนลว่ งหนา้ ดาวเทียมตอ่ ต้านจรวดและดาวเทียมจ่โู จมหรือระดมยงิ
ตวั อยา่ ง ดาวเทียมคยี โ์ ฮล (KEYHOLE) และดาวเทียมลาครอส (LACROSSE)
• ดาวเทยี มดาราศาสตร์ (Astronomical satellite)
ดาวเทียมทใ่ี ช้ในการสงั เกตดาวเคราะห์กาแล็กซีและเทหวัตถอุ ่ืน ๆในอวกาศ
ตัวอยา่ ง ดาวเทยี มโรแซต (ROSAT) ของศนู ย์การบนิ อวกาศก็อดดารด์ นาซา (NASA Goddard Space Flight
Center)
• ดาวเทียมนำหน (navigation satellite) เป็นดาวเทยี มทใ่ี ชเ้ พือ่ การนำทางการสำรวจรังวัด
การวางแผนท่ีด้านขนสง่ การติดตามยานพาหนะ ระบบควบคุมการจราจรและการนำทางในชีวติ ประจำวัน
ตวั อยา่ ง ดาวเทยี มโกลนาส (GLONASS) และดาวเทียมจพี ีเอส (GPS)
• สถานอี วกาศ (Space station)
เปน็ สถานีดาวเทียมท่ีอยู่ในอวกาศโดยมนุษยส์ ร้างขนึ้ และสามารถไปอยู่ในระยะเวลาเวลานานได้
เพอ่ื ใชใ้ นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ตวั อยา่ งเช่น สถานอี วกาศนานาชาติ (International space station)
• ดาวเทียมขนาดเลก็ (miniaturized satellite)
ตัวอย่าง ดาวเทยี มเอนกประสงค์ขนาดเลก็ (small multi-mission satellite [SMMS])
การแปลและตคี วามรปู ถา่ ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียมด้วยสายตา
• รูปร่าง - การแสดงลักษณะภมู ิประเทศหรอื รายละเอยี ดในลกั ษณะโครงสรา้ ง
ถา้ ในกรณีของรูปร่างของวตั ถุทีเ่ กิดขึ้นจากธรรมชาติมกั มรี ปู รา่ งไม่แน่นอนแต่ถา้ เป็นรูปรา่ งจากวตั ถทุ ี่
มนุษยส์ รา้ งขึ้นมกั จะเปน็ ทรงเรขาคณติ และมขี อบเขตชดั เจน
ทม่ี า : shorturl.at/bvHMU ทีม่ า : shorturl.at/bfrwB
ธรรมชาติ มนุษยส์ รา้ งข้ึน
• ขนาด - ขนาดของสิง่ ทปี่ รากฏในภาพถา่ ยจะเปลยี่ นไปตามมาตราสว่ นของภาพถา่ ย
• แบบรปู - ลกั ษณะการเรียงตวั ของวัตถุ ถ้าเกดิ ขึน้ เองตามธรรมชาติ จะเกดิ รูปรา่ งท่เี ฉพาะตวั
แต่ถา้ เป็นแบบรูปที่มนษุ ยส์ รา้ งขึน้ จะมรี ปู แบบทซ่ี ำ้ เช่น แนวการตัง้ บ้านจัดสรร นาข้ันบนั ได
ทีม่ า : shorturl.at/coB17 ทม่ี า : shorturl.at/eEFIO
ธรรมชาติ มนุษย์สร้าง
• เงา - รปู รา่ งหรอื โครงรา่ งของเงาจะทำให้ทราบถึงลกั ษณะรูปตดั ตามยาวของวัตถุ
เงามีประโยชน์ในการคำนวณหาความสูงของวตั ถุทเี่ ป็นเจา้ ของเงาได้
ท่ีมา : shorturl.at/aiDR8 และ shorturl.at/uwAQ7
• โทนสีหรือความเข้มของสี หมายถงึ ชว่ งของความเขม้ จากดำ-ขาว ในภาพถ่ายทางอากาศ
ซ่ึงจะทำใหเ้ หน็ แบบรูปหรือลายเน้ือ ระดบั ความเข้มของสที ่ีสัมพนั ธ์กบั ปริมาณแสงทสี่ ะท้อนจากวตั ถุ
จากรูป เป็นภาพถ่ายทางอากาศแบบภาพถ่ายฟิล์มอินฟาเรด
ขาว - ดำ สังเกตจากภาพที่ได้มีการแสดงที่ขาว - ดำชัดเจน การแปล
และตีความด้วยสายตาจะทำให้ทราบว่าในบริเวณสีดำ คือ บริเวณที่มี
น้ำ เนื่องจากเป็นบริเวณที่ดูดกลืนแสงมาก ส่วนบริเวณสีขาว จะทำให้
ทราบว่าเป็นบริเวณของเมือง เนื่องจากสีของตึกหรืออาคารเป็นวัตถุที่
สามารถสะทอ้ นแสงได้ดี
ที่มา : shorturl.at/bsAQ4
• ความหยาบละเอียดหรอื ลายเนอ้ื - ลกั ษณะหยาบ ละเอียด ขรุขระและเรบี ย ข้ึนอยกู่ ับชนิดของผวิ วตั ถุ
ป่าธรรมชาติ
ป่าปลกู
ท่มี า : shorturl.at/pJMQX
• ทตี่ ัง้ ในเชงิ ภมู ปิ ระเทศหรอื ตำแหนง่ วัตถทุ พี่ บตามธรรมชาติ
จากรูปคือ แหลมตาชี จังหวัดปตั ตานี จากการการแปลและตคี วามดว้ ยสายตาจะทำให้ทราบวา่ ภูมิประเทศ
ลักษณะน้จี ะพบไดใ้ นบรเิ วณชายฝัง่ ทะเล
ทม่ี า : https://km.dmcr.go.th/th/c_53/d_8842
การใชป้ ระโยชน์รูปถา่ ยทางอากาศและภาพจากดาวเทียม
• ดา้ นธรณวี ทิ ยา
สำรวจชนิดหินแหลง่ แรแ่ หล่งนำ้ มันและน้ำบาดาลหรอื ใชศ้ ึกษาลกั ษณะโครงสรา้ งทางธรณวี ทิ ยา
• ด้านป่าไม้ ช่วยในการทำแผนที่ป่าไม้ แสดงพันธุ์ไม้ ประเภทของป่า ตรวจสอบอายุของต้นไม้
ความหนาแนน่ และความขนาดของต้นไม้ เพอื่ แก้ปัญหาในการจดั การดา้ นปา่ ไม้ต่อไป
• ด้านภยั พิบัติ การประเมนิ ค่าความเสียหายจากภัยพิบตั ิตา่ ง ๆ เช่น สนึ ามิ ดนิ ถล่ม นำ้ ท่วม เปน็ ตน้
• ด้านการผังเมืองและการขยายเมือง สามารถติดตามการขยายตัวของเมืองและแหล่งชุมชน
เพอ่ื วางแผนรองรบั โครงสรา้ งพนื้ ฐานหรอื หาตำแหน่งทีเ่ หมาะสมในการต้ังการฐานใหม่
• ด้านการใชท้ ด่ี นิ ประเภทตา่ ง ๆ เช่น อตุ สาหกรรม เกษตรกรรม ผังเมอื ง หรอื การจดั เขตในผงั เมือง
• ด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ร่องรอยต่าง ๆ ทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมนุษย์สร้างข้ึน
แม้เวลาผ่านไปนานแต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยเหล่านั้นบนผิวดิน เช่น การร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน
การตง้ั ทีอ่ ยู่อาศัย การฝงั ศพ คูน้ำคันดนิ หรอื สถานทต่ี ่าง ๆ
ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : [GIS])
GIS คือระบบในการจัดการข้อมูลเชงิ พื้นท่ีและข้อมลู เชงิ อรรถาธบิ าย มีความสามารถในการเกบ็ รวบรวม
ข้อมูล นำเขา้ ปรับแก้ สบื คน้ จัดการข้อมลู อยา่ งเปน็ ระบบ วิเคราะห์ข้อมลู และแสดงผลขอ้ มูลภูมิศาสตรไ์ ด้
โปรแกรม (Software)
อปุ กรณ์ (Hardware)
บคุ ลากร (people)
วธิ กี าร (Methods)
ข้อมูล (Data)
1.1 หลักการทำงานของระบบสาระสนเทศภูมิศาสตร์
• การนำเขา้ ข้อมูล
• การปรับแต่งขอ้ มูล
• การจดั การขอ้ มูล
• การเรยี กคน้ และวเิ คราะหข์ อ้ มลู
• การนำเสนอขอ้ มูล
1.2 ประเภทของข้อมูล
• ข้อมูลเชิงพื้นท่ี เป็นตัวแทนของสิ่งต่าง ๆที่สามารถอ้างอิงพิกัดและตำแหน่งภูมิศาสตร์ได้
ขอ้ มูลเชิงพน้ื ท่ีจำแนกตามลกั ษณะการจัดเกบ็ ของขอ้ มูลเชงิ พ้นื ที่ แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท
ข้อมูลเวกเตอร์
จุด ตัวแทนแสดงที่ตั้งหรือกำหนดตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ ข้อมูลจุดเก็บตำแหน่งพิกัดแบบ x
และ y ไม่สามารถบอกทิศทาง เชน่ วดั โรงเรียน
เส้น ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของสิ่งต่าง ๆที่มีลักษณะเป็นเส้นประกอบด้วยจุดพิกัด 2
จุดจะขนึ้ ไปสามารถแสดงทศิ ทางจากจุดเริ่มต้นไปถึงจุดส้นิ สดุ เช่น ถนน คลอง
พื้นที่ ตัวแทนข้อมูลที่มีขอบเขตอย่างชัดเจน ประกอบด้วยจุดพิกัดตั้งแต่ 3 จุดขึ้นไป
สามารถแสดงทิศทาง ระยะทางและขนาดได้ เช่น พ้นื ท่ีเกษตรกรรม พนื้ ทปี่ ่าไม้
ขอ้ มลู แรสเตอร์
จัดเกบ็ ในรูปแบบตารางกริด แตล่ ะจุดสามารถเกบ็ ขอ้ มลู ได้เพียง 1 ค่าเท่าน้นั
• ข้อมูลเชิงอรรถาธิบาย บอกสมบัติลักษณะเพิ่มเติมให้กับข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยอยู่ในรูปแบบของตาราง
สามารถเชื่อมโยงกบั ข้อมูลพ้นื ฐานอน่ื ๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง เช่น ชอื่ โรงเรียน จำนวนนักเรียน
ข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่แสดงสมบัติ ลักษณธหรือสถานภาพ ไม่สามารถนำมา
คำนวณไดถ้ งึ แม้วา่ ขอ้ มูลนั้นจะแสดงเป็นค่าตัวเลข เช่น อาชีพ รหัสประจำตวั ประชาชน
ข้อมูลเชิงประมาณ เป็นข้อมูลที่สามารถแสดงปริมาณได้ วัดค่าเป็นตัวเลข นำมาคำนวณได้
เช่น อุณหภมู ิ ขนาดของพ้ืนที่
1.3 การใช้ประโยชนจ์ าก GIS
1.3.1 ด้านการบริหารจดั การ ทำการวิเคราะห์หาพน้ื ท่ที ม่ี คี วามเหมาะสมสำหรบั ทำกิจกรรมตา่ ง ๆ
เพ่ิมความสะดวกและรวดเรว็ เพ่อื ประสิทธภิ าพและลดระยะเวลา
- การจัดทำแผนที่ภาษี ระบบภูมิสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผนในการจัดเก็บภาษี
ภายในระบบจะมีข้อมูลการคำนวณภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือน เช่น ถนนสายหลัก-ถนนสายรอง
แปลงทด่ี ิน แปลงโรงเรือน
- การสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการบริหารพื้นที่ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำ
ระบบแผนท่เี กษตรเพื่อการบรหิ ารจัดการ โดยมีชุดขอ้ มูลพชื เศรษฐกจิ ชนิดดนิ ภมู อิ ากาศ
1.3.2 ด้านการวางแผนกำหนดนโยบาย นำเสนอข้อมูลแบบบูรณาการร่วมกัน ระหว่างข้อมูลทาง
ด้านลักษณะสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาติและทางสังคม ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ทำให้เกิดการวางแผน
ตัดสินใจและกำหนดนโยบายแบบองค์รวม เช่น การวางแผนการใช้ที่ดิน การวางผังเมือง
การพัฒนาเส้นทางคมนาคม
- การใช้ระบบ GPS ในยานพาหนะเพื่อตดิ ตามและบริหารจัดการเส้นทาง
- การจัดทำขอบเขตของพ้นื ท่ปี า่ ไมเ้ พื่อเป็นการวางแผนกำหนดนโยบาย
ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (Global Positioning System : [GPS])
ระบบกำหนดตำแหนง่ บนโลกมีองคป์ ระกอบหลกั ของ GPS 3 สว่ น
• สว่ นอวกาศ หมายถึง สว่ นของอวกาศประกอบด้วยดาวเทยี มที่โคจรรอบโลก
• สว่ นควบคุม หมายถงึ
โครงสร้างพืน้ ฐานภาคพนื้ ดนิ ที่มีหน้าทต่ี รวจสญั ญาณคล่นื และควบคุมการทำงานของดาวเทียม
• สว่ นผู้ใช้ เป็นผู้ใชง้ านผ่านเครือ่ งรบั สัญญาณ GPS
การใชป้ ระโยชนข์ องระบบ GPS
• การคมนาคมขนส่งและการจราจร นำระบบ GPS มาใช้ควบคู่กับระบบขนส่งสินค้า ทำให้ทราบ
ทีอ่ ยู่ปจั จบุ นั ของรถขนส่งสินค้า
• การให้บริการข้อมูลข่าวสารเชิงตำแหน่ง เป็นการใช้ระบบ GPS ร่วมกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน
การถ่ายรูป การนำทาง การระบุตำแหน่ง
• การควบคุมเรื่องเครื่องจักรกลในการทำการเกษตร ติด GPS กับรถแทร็กเตอร์เพื่อควบคุมการ
หยอดเมลด็ การหยอดปยุ๋ การให้นำ้
• การสำรวจตำแหน่งที่เกิดเหตุต่าง ๆ เช่นการเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงหรือตำแหน่งเรือในทะเล
การหลงป่า
ประชากรและการเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากร
ประชากร หมายถึง จำนวนคนทั้งหมด ในพื้นที่แห่งหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือในขณะใดขณะหน่ึง
จำนวนประชากรมกี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามอตั ราการเกิด อตั ราการตายและการยา้ ยถ่ิน
ประชากรโลกประชากรโลกใน พ.ศ. 2564 มีจำนวนมากกวา่ 7,799 ลา้ นคน
(ทีม่ าของตวั เลข สบื ค้น 28/10 https://www.census.gov/topics/population.html )
ท่มี า : shorturl.at/efqKY
1. อตั ราเกดิ หมายถึง จำนวนการเกดิ มชี ีพ ตอ่ ประชากร 1,000 คน
ปัจจัยที่สง่ ผลตอ่ การเกิด
• ระดบั การศกึ ษา ถา้ ประชากร มีการศึกษาดี มคี วามร้เู รือ่ งการวางแผนครอบครัว
จะสง่ ผลใหอ้ ตั ราเกดิ ลดลง
• ค่านยิ มทางความเชอ่ื และศาสนา
• บริเวณท่อี ย่อู าศยั และสภาวะทางเศรษฐกจิ
2. อตั ราตาย หมายถงึ จำนวนผู้เสยี ชีวติ ตอ่ ประชากร 1,000 คน
ที่มา : shorturl.at/yGKSW
3. อายุคาดเฉลี่ย (Life expectancy) หมายถึง อายุโดยเฉลี่ยของประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ โดย
อายุคาดเฉลี่ยมีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นในช่วงพ.ศ. 2493 - 2498 เนื่องจากมีปัจจัยด้านการแพทย์และ
สาธารณสขุ ทมี่ ีความก้าวหนา้ มากขน้ึ จึงส่งผลให้โอกาสในการชีวติ รอดของมนุษยม์ เี พ่ิมขนึ้
ปัจจัยทสี่ ง่ ผลตอ่ การตาย
• ดา้ นสาธารณสขุ
ประเทศทมี่ คี วามเจริญทางการแพทย์ รวมถึงมีสวัสดิการสังคมทด่ี ี
มีการดูแลผู้สูงอายุประชากรจะมชี ีวติ ยืนยาว
• ด้านการศกึ ษา
ปัจจบุ นั ให้ความรู้เกย่ี วกับเรื่องการวางแผนครอบครวั เช่น การมบี ตุ ร ความรูด้ า้ นสุขอนามัย
• ดา้ นเศรษฐกจิ การเมอื งและสภาพแวดล้อม
ประเทศทีม่ สี งครามหรือมีปญั หาด้านการจดั การจะสง่ ผลให้อตั ราการตายเพิม่ สงู ข้ึน
4. การย้ายถนิ่
ปัจจยั การย้ายถนิ่
ปจั จัยผลัก หมายถงึ ปจั จัยทผ่ี ลักดันให้ ปจั จยั ดึง หมายถงึ ปัจจัยท่ดี ึงดูดให้
บคุ คลตัดสนิ ใจย้ายออกจากถ่ินเดิม เชน่ บุคคลย้ายไปต้ังถนิ่ ฐานใหม่ เชน่
สภาวะทางเศรษฐกิจ การขาดแคลน สภาพทางเศรษฐกิจท่ีดี มีโอกาสในการ
ทีด่ นิ ทำกนิ การเกดิ ภยั พบิ ัติ มโี รค ทำงานที่มีรายไดส้ งู เป็นเขตปลอดภัย
ระบาด ไมม่ โี รคระบาด
การตัง้ ถิ่นฐานเมอื งและชนบท
1. ขนาดการตง้ั ถิ่นฐานของมนษุ ย์
• กลุ่มบ้าน เปน็ หมบู่ า้ นขนาดเล็กมปี ระชากรนอ้ ยกว่า 100 คน
• หมู่บ้าน เป็นชมุ ชนทมี่ ขี นาดใหญ่กวา่ กลุม่ หมบู่ า้ นแต่เล็กกวา่
เมืองมปี ระชากรตั้งแต่หลกั 100 – 1000 คน
• เมือง เป็นชุมชนทมี่ ีขนาดประชากร 1000 - 100,000 คน
• เมอื งใหญ่ ชมุ ชนขนาดใหญ่กวา่ เมืองมีสาธารณปู โภค
มีเขตการปกครองท่แี นน่ อน ประชากร 100,000 - 300,000 คน
• มหานคร เมอื งขนาดใหญท่ ม่ี ปี ระชากรอย่เู ปน็ จำนวนมาก เป็นเมอื งหลกั ของรัฐ หรือประเทศ
เช่น กรงุ เทพมหานคร มหานครนิวยอร์ก
• อภิมหานคร เขตท่ีท่มี มี หานครและเมืองใหญ่ใหญต่ ง้ั อยู่หนาแน่น เช่น ทางชายฝ่ังของสหรฐั อเมรกิ า
มหาสมุทรแอตแลนติก
2. ความแตกตา่ งระหวา่ งเมืองและชนบท
เมอื ง คือ บรเิ วณทมี่ ปี ระชากรอาศยั อยูห่ นาแน่น เปน็ ศนู ยก์ ลางทางด้านเศรษฐกิจ สงั คมและวัฒนธรรม
ในขณะที่ชนบทมีความหนาแน่นของประชากรต่ำกว่า ประชากรประกอบอาชีพเน้นเกษตรกรรม
สภาพแวดลอ้ มมีความเป็นธรรมชาติ
ทม่ี า : shorturl.at/xzCG2
3. ความเปน็ เมอื ง การใช้ทด่ี นิ และปัญหาเมอื ง
3.1 ความเป็นเมือง คือ กระบวนการที่ชุมชนกลายเป็นเมือง การเคลื่อนย้ายของผู้คน การขยายตัว
ของเมอื งออกไปทางพืน้ ท่ี รวมถึงการเพม่ิ ของประชากร
3.2 การใช้ทดี่ นิ ภายในเมอื ง
3.2.1 เขตศูนย์กลางธุรกิจการค้าของเมือง(CBD)
การใช้ที่ดินการตั้งร้านค้าหรือสถานประกอบ กิจการต่าง ๆ
อาจรวมกันเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง
ปัจจัยสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งของศูนย์การค้า คือ
สะดวกในการเดนิ ทางของลกู คา้
ทีม่ า : shorturl.at/nyT56
3.2.2 เขตทพี่ กั อาศัย เป็นการใช้ทด่ี ินกระจายไปทงั้ เมืองโดยการเลือกทีอ่ ย่อู าศัยของผ้คู นขน้ึ
อยู่กบั รายได้ วถิ ีชวี ิตและการเดินทาง
• ที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ส่วนใหญ่อยู่กันอย่างหนาแน่น ในทีอ่ ยู่อาศัยขนาดเล็ก
ท่ีไมม่ ีคุณภาพ มักอยูใ่ กลก้ บั ท่ที ำงานเพื่อประหยัดค่าใช้จา่ ย เกิดชุมชนแออดั
• ที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ปานกลาง อยู่ระหว่างย่านใจกลางเมืองกับชานเมือง
มีความหนาแนน่ เบาบางกวา่ นยี้ ่านใจกลางเมอื ง
• ที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้มาก อยู่บริเวณชานเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดใน
ตวั เมือง ท่ดี ินมรี าคาถูก กว้างขวางและสามารถขบั รถเขา้ เมืองได้
ที่มา : shorturl.at/pyFUX
3.3.3 เขตอตุ สาหกรรมโรงงาน อุตสาหกรรมท่ีตง้ั อยู่ในเขตเมืองเป็นอุตสาหกรรมขนาดเลก็
ใชเ้ คร่ืองจักรนอ้ ย เปน็ อุตสาหกรรมทไี่ มร่ บกวนผู้อยู่อาศยั ต้องไมส่ ร้างมลพิษ สว่ นใหญ่เปน็
อตุ สาหกรรมในครัวเรือน หากเปน็ อตุ สาหกรรมขนาดใหญท่ ี่ตอ้ งใชเ้ ครอ่ื งจกั รในการประกอบการ จะตอ้ งต้ังอยู่
ในบริเวณชานเมืองหรอื บรเิ วณ นิคมอุตสาหกรรม
ท่ีมา : shorturl.at/swxO6
3.3.4 เขตสถาบนั และศนู ย์กลางการบริการ
การใชท้ ด่ี นิ เพอื่ เปน็ ศูนยร์ าชการสถานท่ีราชการมหี นา้ ที่เกีย่ วข้องกบั การดำเนินชวี ติ ประจำวนั ของ
ประชาชน จึงมักตั้งอยใู่ จกลางที่พกั อาศัยหรือใจกลางเมอื ง
3.3.5 การใช้ที่ดินเพื่อจัดตั้งสถาบันการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระจายความเจริญ
ไปสบู่ รเิ วณโดยรอบสถานศึกษา
3.3.6 การใช้ท่ดี ินเพือ่ เปน็ สถานท่ีพักผอ่ น การใช้ท่ีดินประเภทน้ีส่วนใหญร่ ฐั บาลเป็นผ้จู ัดตงั้
เช่น สนามกฬี า สวนสาธารณะ
ที่มา : shorturl.at/gFNW1
3.3 ปัญหาเมือง ในประเทศกำลังพัฒนาที่มีการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังนี้
3.3.1 ปัญหาการขยายตวั ของเมอื ง
การที่ประชาชนอยู่ในเขตเมืองเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ความเจริญของเมืองค่อย
ๆขยายออกไปชานเมืองมากขึ้น ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว
3.3.2 ปญั หาชุมชนแออัด
ในปัจจุบันชุมชนแออัดมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามเมืองที่มีความเจริญ มีลักษณะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้กลายเป็นแหล่งที่มีปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ
ของประชาชน
3.3.3 ปญั หาส่ิงแวดลอ้ ม เมอื่ จำนวนประชากรเพิ่มขึน้ จะสง่ ผลให้การใชท้ รพั ยากรเพม่ิ ขน้ึ ไปดว้ ย
3.3.4 ปญั หาความไมป่ ลอดภยั
เมืองเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมมากกว่าพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะปัญหาการ
ก่อการร้ายและยังคงเป็นพื้นที่แพร่กระจายของเชื้อโรคได้ดี เป็นผลมาจากการคมนาคมที่สะดวก รวดเร็ว
ประกอบกับประชาชนอยกู่ นั อย่างหนาแน่น
3.3.5 การเปลย่ี นวิถีชีวติ ครอบครัว
ลักษณะแวดลอ้ มให้สงั คมเมอื งทำให้คนมีความเป็นปจั เจกมากย่ิงขึน้ กล่าวคอื มีการทำตามกฎหรอื ระบบต่าง
ๆของสังคมมากกวา่ การช่วยเหลอื แบบชนบท
ส่ิงแวดลอ้ มทางกายภาพกบั กิจกรรมทางเศรษฐกจิ
1. เกษตรกรรม
เกษตรกรรมเปน็ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ขนั้ พนื้ ฐานของมนษุ ย์ เป็นการใช้ดนิ เพื่อเพาะปลูก เลย้ี งสตั ว์
การประมง รวมถึงการป่าไม้
ประเภทของเกษตรกรรม
1.1 เกษตรแบบยังชพี เป็นการเพาะปลกู และเลย้ี งสัตว์ไวใ้ ชบ้ ริโภคในครอบครัว กิจกรรมที่สำคญั คือ
การเกบ็ ของป่าและล่าสัตว์การเลย้ี งสัตว์ การเพาะปลูกแบบยงั ชพี
1.2 เกษตรกรรมแบบการค้า การเพาะปลกู แบบเพิม่ ผลผลติ การเพาะปลกู ในพื้นทก่ี ว้างขวาง
1.3 การเพาะปลกู แบบผสม คอื เกษตรเพือ่ กินใช้ในครวั เรอื นและนำไปขาย
1.4 การเพาะปลูกแบบไรข่ นาดใหญ่ การเลย้ี งสัตว์เพือ่ การค้า การเล้ยี งสตั วใ์ นไรแ่ บบผสม
กิจกรรมทางการเกษตรทส่ี ำคัญของโลก
ข้าวสาลี ออ้ ย ขา้ วโพด ยางพารา ปาลม์ น้ำมัน ฝา้ ย ชา กาแฟ ไมผ้ ล โคนม โคเน้ือ ประมงนำ้ เค็ม
Industrial Factor2. อตุ สาหกรรม
การผลิตอุตสาหกรรม คอื เทคนคิ ในการผลติ ท่เี ป็นกระบวนการเปล่ยี นแปลงหรือแปรรปู วตั ถดุ บิ เป็น
ผลผลิตให้เป็นรูปแบบตา่ ง ๆ เปน็ กระบวนการทีต่ ้องอาศยั เคร่อื งจักรและวธิ กี ารทีท่ นั สมัย
ปัจจัยทีต่ ง้ั ของอุตสาหกรรม
ที่ดิน
วัตถุดิบ
แรงงาน
การขนสง่
ตลาด
3. การทอ่ งเทยี่ วและการบรกิ าร
การท่องเที่ยว เป็นธุรกิจภาคบริการที่ได้รายได้ให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะเป็นกิจกรรมที่
เกีย่ วขอ้ งกับธรุ กจิ ต่าง ๆมากมายเชน่ การคมนาคมขนสง่ ธุรกจิ การพกั รา้ นอาหาร และรา้ นขายของทร่ี ะลึก
3.1 ปฏิสัมพนั ธข์ องประเทศและภูมิภาคของโลกด้านการท่องเท่ียว
จดุ เริ่มตน้ และหมายไปทางของนักทอ่ งเที่ยวจะมีกระจายอยทู่ ว่ั ทกุ มุมโลกการเดินทางทอ่ งเทย่ี วระหวา่ ง
ประเทศมากกวา่ ครง่ึ เป็นนักท่องเทยี่ วจากประเทศท่ีพฒั นาแลว้ ไปยังประเทศในทวปี ยุโรปและอเมรกิ าเหนอื
3.2 รูปแบบของการท่องเทย่ี ว
• การท่องเท่ียวเชงิ วัฒนธรรม
เปน็ การทอ่ งเที่ยวเพอ่ื ชมสง่ิ ท่ีแสดงความเปน็ วฒั นธรรมหรือมรดกของสงั คมที่แสดง
ถงึ ความเจริญร่งุ เรอื งการปรับสภาพใหเ้ หมาะสมกบั สภาพแวดล้อมการดำเนินชวี ติ ของบคุ คล
ในแต่ละยุคสมัย
• การท่องเทยี่ วเชิงนนั ทนาการ
กิจกรรมที่เกิดจากเมื่อคนมีรายได้สูงขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม บางคนจึงนิยมไปท่องเที่ยว
เพื่อการออกกำลังกายรว่ มกัน เช่น ตกปลา ตีกอลฟ์ ปนี เขา
• การทอ่ งเที่ยวเชงิ สขุ ภาพ
การทอ่ งเที่ยวในแหลง่ ธรรมชาติและแหล่งวัฒนธรรมเพือ่ การพักผ่อนหรอื การเรยี นรู้
วิธีการ รักษาสุขภาพกายและใจใหม้ ีความสมบูรณแ์ ข็งแรงเพือ่ นเพอื่ นและผอ่ นคลาย
• การท่องเที่ยวเชิงนเิ วศ
รปู แบบของการท่องเทยี่ วอย่างยงั ยืนทม่ี ักจะเกิดขน้ึ ในพน้ื ท่ชี นบทหรือพืน้ ที่สีเขียวที่
มีเอกลักษณเ์ ฉพาะถนิ่
จากการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจทำให้เกิดการสร้างงานของประชาชนจำนวนมาก ทำให้ลดการอพยพ
ย้ายถิ่น เกิดจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นให้กับชุมชน ในด้านสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการพัฒนาและ
ปรับปรุงพื้นที่ทางธรรมชาติหรือทัศนียภาพให้แหล่งท่องเที่ยว แต่ในบางครั้งสถานที่ท่องเที่ยวอาจได้รับ
ผลกระทบในด้านระบบนิเวศ เช่น การปรับปรุงพื้นที่ให้สะดวกแก่การเดินทางหรือเพื่อเพิ่มพื้นที่ หรือ ด้าน
เศรษฐกิจที่มักมีบริษัททัวร์และผู้ประกอบกิจการธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมา มักเอารัดเอาเปรียบกับคนใน
ทอ้ งถ่ิน
ธรณภี าค หมายถึง สว่ นเปลือกโลกท่เี ป็นของแขง็ หอ่ หมุ้ อย่นู อกสดุ ของโลก
โครงสรา้ งโลก
โลกเป็นดาวเคราะห์หนิ ในระบบสุรยิ ะ มลี กั ษณะทรงเกอื บกลม
เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางในแนวนอนยาวกวา่ ในแนวดง่ิ โครงสรา้ งของ
โลกแบง่ ออกเป็น 3 ชนั้ หลกั ๆ
1. เปลือกโลก (Crust) เป็นส่วนบนสุดของโลก อยู่เหนือแนวความไม่ต่อเนื่องโมโฮโรวิซิก
(Mohorovicic discontinuity) หรือ แนวโมโฮ ความหนาของเปลือกโลกในแต่ละบริเวณจะมีไม่เท่ากัน โดย
เปลือกโลกแบ่งออกเป็น 2 สว่ น
1.1) เปลือกโลกภาคพื้นมหาสมุทร (Oceanic Crust) : อยู่ใต้มหาสมุทร มีความหนาไม่
มาก (ประมาณ 5 – 10 กิโลเมตร) องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นธาตุซีลีคอนและแมกนิเซียม เรียกว่า ไซมา
(SiMa)
1.2) เปลือกโลกภาคพื้นทวีป (Continental Curst) : รองรับส่วนที่เป็นทวีปและไหล่ทวีป มี
ความหนามากกว่าเปลือกโลกภาคพื้นสมุทร (หนาประมาณ 35 – 60 กิโลเมตร) องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซีลี
คอนและอลมุ นิ า เรยี กว่า ไซอลั (SiAl)
2. เนื้อโลก (Mantle) เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเปลือกโลกและอยู่ต่ำกว่าแนวโมโฮ (อยู่ตรงกลาง
นั่นเอง) ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเม็กนีเซียมและเหล็ก มีความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 3
ส่วน คอื
2.1) เนื้อโลกส่วนบนสุด (Uppermost Mantle) : เป็นของแข็งของชั้นล่างของแผ่นธรณีภาค
มคี วามหนาประมาณ 5 – 75 กิโลเมตร
2.2) เนื้อโลกส่วนบน (Upper Mantle) : เรียกอีกอย่างว่า “ฐานธรณีภาค” มีความลึก
ประมาณ 400 กิโลเมตร องคป์ ระกอบเปน็ หนิ หลอมเหลว หรอื แมกมา
*หินหลอมเหลวที่อยู่ภายใตเ้ ปลือกโลก เรยี กว่า แมกมา แตถ่ ้าหนิ นั้นอยู่นอกเปลือกโลก เรยี กวา่ ลาวา*
2.3) เนื้อโลกส่วนล่าง (Lower Mantle) : มีความลึกประมาณ 1,000 – 2,900 กิโลเมตร
องคป์ ระกอบเปน็ หนิ หนดื ทีม่ คี วามหนืดมากกวา่ เนือ้ โลกสว่ นบน
3) แก่นโลก (Core) เป็นส่วนในสุดของโลก มีความหนาแน่นมาก ส่วนประกอบของชั้นนี้ประกอบไป
ดว้ ย เหลก็ และนกิ เกลิ แบ่งออกเป็น 2 สว่ น คอื
3.1 แก่นโลกส่วนนอก (Outer Core) : ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลในสภาพหลอม
ละลาย มคี วามลึกประมาณ 2,900 – 5,000 กโิ ลเมตร
3.2 แก่นโลกสว่ นใน (Inner Core) : เป็นชั้นของแขง็ มีความหนาแน่นมาก ประกอบด้วยเหลก็
และนิกเกลิ ในสภาพของแข็ง มคี วามลึกประมาณ 5,000 – 6,300 กิโลเมตร
การเปลี่ยนแปลงของธรณภี าค
1.กระบวนการเปลีย่ นแปลงภายใน
1.1 การเลื่อนของแผ่นทวีป เปลือกโลกประกอบไปด้วยแผ่นทวีปหลาย ๆ แผ่น มารวมกัน โดยแต่ละ
แผ่นมีการเคลื่อนตัวและทิศทางการเคลื่อนที่ที่แน่นอน การเคลื่อนที่ของแผ่นทวีปทำให้เกิดปรากฏการณ์
ลักษณะทางธรณีวิทยาที่แตกต่างกันออกไป อัลเฟรด เวเกเนอร์ (Alfred Wegener) ได้เสนอทฤษฎีการ
เคลื่อนที่ของแผ่นทวีปซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป มีสมมติฐานว่า “แผ่นธรณีภาคมีการเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ
ตลอดเวลา” การเคลอ่ื นทขี่ องแผน่ ทวีปมลี กั ษณะดังต่อไปน้ี
1.1.1 การเคลื่อนที่แยกออกจากกัน (Divergent plate motion) : การเคลื่อนที่แนวนี้
เป็นการเปิดแนวรอยต่อใหแ้ มกมาไหลหรอื ปะทุข้ึนมา
- การเคลื่อนที่เกิดจากแผ่นมหาสมุทร 2
แผน่ แยกออกจากกัน จะมแี มกมาประทุข้นึ มา เกิดเป็นแนว
สนั เขาใตม้ หาสมุทร
- การเคลื่อนที่แยกออกจากกันของแผ่น
เปลกื โลกภาคพื้นทวีป จะเกิดเปน็ การยบุ ของแผน่ ดิน
1.1.2 การเลื่อนที่เข้าหากัน (Convergent plate motion) : เมื่อเกิดการชนกันแผ่นที่มีความ
หนาแน่นมากกว่าจะมุดลงใต้แผ่นที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า ทำให้เกิดการหลอมละลาย อัดและดันให้ค่อย ๆ
สงู ขน้ึ เกดิ เป็นแนวสันเขา การเคลือ่ นท่ีในลกั ษณะน้ีประกอบไปดว้ ย 3 แบบย่อย คือ
- การเคลื่อนที่เข้าหากันระหว่างแผ่นภาคพื้น
สมุทรกับแผ่นภาคพน้ื ทวีป
- การเคลอ่ื นทเ่ี ข้าหากนั ระหวา่ งแผน่ ภาคพืน้ ทวปี
กับแผน่ ภาคพื้นทวีป
- การเคลอื่ นทีเ่ ข้าหากนั ระหวา่ งแผน่ ภาคพ้ืนสมุทร
กับแผ่นภาคพ้ืนสมุทร
3.) การเคลื่อนที่ผ่านกัน (Transform plate
motion) : เรียกอีกอย่างว่า “การเคลื่อนแผ่นแบบ
อนรุ กั ษ”์ เป็นการเคลอ่ื นที่ของแผน่ เปลือกโลกสองแผ่นผ่าน
กันในแนวระนาบ
1.2 แผ่นดนิ ไหว เป็นการสั่นสะเทือนของแผ่นเปลือกโลก เพื่อให้เกิดการปรับตัวให้เกิดดุลเสมอภาค
ของแผ่นเปลือกโลก เป็นรูปแบบการปลดปล่อยพลังงานความเครียดภายในแผ่นเปลือกโลก การเกิด
แผ่นดินไหวมักจะเกดิ ในบริเวณรอบต่อของแผ่นเปลือกโลก บริเวณทีเ่ กิดแผ่นดนิ ไหวบ่อยท่ีสุดในโลกอยู่ในแนว
วงแหวนไฟ
ทมี่ า : shorturl.at/joQU0
1.3 การปะทขุ องภเู ขาไฟด้วยแรงดันภายใต้ความร้อนและและความกดดันสูงของหินหลอมเหลว
(แมกมา) ภายในโลก ทำให้หินหลอมเหลวเล่าน้ันถกู พาขึน้ มาบนโลกตามรอยแยกและรอยแตกของแผ่นเหลือก
โลกด้านบน หากแรงอัดและแรงดันของหินหลอมเหลวมีมากจะเกิดเป็นการปะทุที่รุนแรง แต่ถ้าหากแรงอัด
ดงั กลา่ วมีนอ้ ยจะเกิดเพยี งแคก่ ารปะทุตามแนวรอยแตกของแผน่ เปลอื กโลก
2. กระบวนการเปลยี่ นแปลงภายนอก
การผุพังอยู่กับท่ี เป็นการะบวนการที่ทำให้แร่ประกอบหินเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทาง
เคมี เปน็ ปรากฏการณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยู่กับที่ ณ ภูมิประเทศนนั้ ๆ เกิดได้ 3 ลักษณะ คอื
1.) การผุพังทางกายภาพ : เกิดจากแรงกดดันและอุณหภูมิเป็นหลัก การผุพังลักษณะน้ีองค์ประกอบ
ของวตั ถุจะไมเ่ ปล่ียนแปลง เช่น การแตกตัวของหนิ จากความร้อน การแตกตัวจากการเซาะของน้ำ
ในเขตหนาว
2.) การผพุ งั ทางเคมี : เป็นการเปล่ียนแปลงทางเคมขี องหนิ และแร่ การเปลีย่ นแปลงในลกั ษณะน้จี ะทำ
ให้องค์ประกอบขอวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลง บางปฏิกิริยามักจะมีตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น น้ำ อากาศ
เข้ามาเกี่ยวขอ้ ง หากการผพุ ังทางเคมเี กดิ ในหิน (ปฏกิ ริ ิยาเกิดในหนิ ) จะเกดิ เป็นแร่ประกอบหนิ
3.) การผุพังทางชีวภาพ : เกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น พื้นแทรกเข้าไปในรอยแตก จุลินทรีย์ย่อยสลาย
อนิ ทรยี ์วัตถทุ ำใหเ้ กดิ กรดและเกิดเป็นปฏิกริ ิยาเคมี เปน็ ตน้
การกร่อน เป็นกระบวนการที่ทำให้หินและดินหลุด ละลาย ด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น ลม
ฟ้า อากาศ คลื่น ธารนำเข็ง เป็นต้น การกร่อนจะไม่รวมถึงการพังทลายเป็นกลุ่มก้อน เช่น ดินถล่ม ลักษณะ
ของการกร่อน เช่น การกระแทก การครดู ถู การละลายของธารนำ้ แขง็ เป็นต้น
การพัดพาและการทบั ถม การพัดพาและการทับถมเป็นกระบวนการที่เกิดคู่กัน โดยจะพัดพาตะกอน
จากที่หน่งึ ไปทบั ถมยงั อกี ท่หี น่ึง
การเคลื่อนที่ตามมวล สิ่งที่มีน้ำหนักมากหรือมีมวลมากจะเคลื่อนที่ลงสู่ด้านล่างตามแรงโน้มถ่วงโลก
เสมอ การเคลื่อนที่จะเกิดในแนวภูมิประเทศที่มีความลาดชัน ก้อนหิน ก้อนดิน จะเคลื่อนที่ลงสู่ด้านล่างตาม
แนวลาดชนั การเคล่ือนท่ีจะเกิดขึน้ ชา้ หรอื เรว็ ขนึ้
อู่กับ ความลาดชัน และมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การ
สั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว การปะทุของภูเขา
ไฟ ปรากฏการณ์การเคลื่อนที่ตามมวล เช่น กอง
หนิ บรเิ วณตนี เขา เนินตะกอนรูปพัด เปน็ ต้น
ทมี่ า : shorturl.at/iEGHK
ส่วนประกอบของบรรยากาศ
บรรยากาศภาค หมายถึง อากาศทห่ี ่อห้มุ โลกโดยรอบ บรรยากาศภาคมคี วามสำคญั ตอ่ สิง่ มชี วี ิตบนผิว
โลก เน่อื งจากสง่ิ มชี ีวติ จะใช้บรรยากาศในการหายใจ เกดิ เมฆ ลม ฝน ฟา้ อากาศ หยาดน้ำฟ้า นอกจากนย้ี ังช่วย
ป้องกนั รงั สจี ากดวงอาทติ ย์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสง่ิ มีชีวติ
ชั้นบรรยากาศ เป็นชั้นอากาศที่ห่อหุ้มโลก คงอยู่ได้ด้วยแรงดึงดูดของโลก การแบ่งชั้นบรรยากาศ
สามารถแบง่ ได้ ดงั น้ี
1.) ชั้นโทรโพสเฟียร์(Troposphere) : เป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่ต่ำสุด สูงจากพื้นโลกประมาณ 9
กโิ ลเมตร บริเวณข้ัวโลก และมคี วามหนาประมาณ 17 กโิ ลเมตร บริเวณเสน้ ศูนยส์ ูตร ในชั้นนี้อณุ หภูมิจะลดลง
ตามความสูง *ยกเว้นช่วง 400 เมตรแรก* กระแสอากาศจะเคลื่อนที่ทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง เกิด ไอน้ำ
ปรากฏการณล์ ม ฟา้ อากาศ หยาดนำ้ ฟ้า
2.) สแตรโทสเฟียร์(Stratosphere) : อยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ อุณหภูมิอากาศจะเพิ่มขึ้นตาม
ระดบั ความสงู การถา่ ยเทของอากาศจะไหลเวียนในแนวนอน ไม่มีเมฆ พายุ ปรากฏการณล์ ม ฟ้า อากาศ ใช้ใน
การบิน นอกจากนี้ในชั้นนี้ยังมีโอโซนหนาแน่น โอโซนนี้จะดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์
3.) เมซสเฟียร์(Mesoshere) : ในชั้นนี้อุณหภูมิจะลดลงเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น มีประจุไฟฟ้าที่สามารถ
สะทอ้ นคลืน่ วิทยุ *ชัน้ นจ้ี ะเกิดปรากฏการณ์แสงออโรร่า*
4.) เทอร์โมสเฟียร์(Thetmosphere) : ชั้นบรรยากาศบนสุด ไม่สามารถระบุขอบเขตได้ชัดเจน
อณุ หภมู ขิ องช้นั บรรยากาศชัน้ นี้จะสงู ข้ึนตามระดับความสงู
**ในชว่ ง 100 กิโลเมตรแรก องคป์ ระกอบของบรรยากาศจะคล้าย ๆ กนั เรียกวา่ Homosphere ในระดบั ท่ีสงู
กวา่ โมเลกลุ ก๊าชเรียงตัวเปน็ ชั้นตามนำ้ หนกั ของโมเลกลุ และประจไุ ฟฟ้า เรียกชัน้ นวี้ ่า Hetersphere**
การเปลย่ี นแปลงของบรรยากาศ
• อุณหภูมิ อุณหภูมิในแต่ละส่วนของโลกจะมีความแตกต่างกันไปตามการรับพลังงานความร้อน และ
รังสจี ากดวงอาทิตย์ บรเิ วณทร่ี บั พลงั งานแบบตั้งฉากจะได้รับพลงั งานมากกว่าบริเวณทที่ ำมุมเอียง
• ความกดอากาศ ความกดอากาศจะแปรผกผนั กับระดบั ความสงู ความแตกต่างกันของความกดอากาศ
ทำให้เกิดลม
• ลม ลมเกิดจากความแตกต่างกันของความกดอากาศ โดยอากาศจะเคลื่อนที่จากบริเวณความกด
อากาศสูงสบู่ ริเวณท่มี ีความกดอากาศต่ำ
**ทิศทางลม ลมในซึกโลกเหนือจะเคลื่อนที่เบนออกไปทางด้านขวาเสมอ และ ลมในซีกโลกใต้จะ
เคลอ่ื นทเ่ี บนออกไปทางซา้ ยเสมอ ทีเ่ ป็นเช่นน้ีเนอื่ งจากอืทธพิ ลของแรงคอริโอลสิ (Coriolis Force)**
ประเภทของลม
• ลมประจำเวลา : ลมท่ีพัดในชว่ งเวลาสนั้ ๆ พัดสลบั กนั ช่วงกลางวนั และกลางคนื เชน่ ลมบก – ลม
ทะเล ลมหุบเขา – ลมภูเขา
• ลมประจำถิ่น : ลมท่ีพดั ประจำ ณ ภูมปิ ระเทศน้นั ๆ
ลมสลาตัน : พัดในแถบภาคตะวันออกของอินโดนีเซีย ทิศทางพัดจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ สำหรับ
ประเทศไทยจะเกิดในชว่ งปลายฤดฝู น
• ลมซีนุก : ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดจากชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกสู่เทือกเขาร็อกกี้ในช่วงเดือน
มิถุนายน – กรกฎาคม
• ลมประจำฤดู : เปน็ ลมทีพ่ ดั เปน็ ประจำฤดสู ลับช่วงเวลานานกวา่ ลมประจำถน่ิ
เช่น ลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ลมมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใต้
4. ความชนื้ ในบรรยากาศ เกิดในบรรยากาศชนั้ โทรโพสเฟียร์ ความชน้ื เกดิ จากการระเหย
ของนำ้ จากแหล่งนำ้ การคายนำ้ ของพชื และการหายใจของสิง่ มชี วี ติ
5. เมฆ เป็นกลุ่มกอ้ นน้ำในอากาศ มีลักษณะแตกตา่ งกันตามระดับความสูง รูปร่างเมฆมี 3 ชนิด คือ
เมฆเซอรัส เมฆควิ มลู สั เมฆสเตรตสั
เปน็ เมฆระดบั สงู มลี กั ษณะเปน็ ริว้ มลี กั ษณะเป็นกอ้ น มลี กั ษณะป็นแผน่ เชอื่ มต่อกัน
*เมฆที่ก่อตัวในแนวดิ่ง ก่อตัวขึ้นใกล้พื้นโลก มีปริมาณน้ำมาก ได้แก่ เมฆคิวมูลัส ทำให้เกิดฝนตก
เฉพาะแห่ง หรือ ฝนซู่ เมื่อเมฆคิวมูลัสมีปริมาณไอน้ำมากขึ้นจะพัฒนาเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส ลักษณะเป็นเมฆ
ขนาดใหญ่ (รูปคล้ายท้ัง) ฐานเมฆหนาทบึ เป็นสีดำ ทำใหเ้ กิดพายุฝนฟา้ คะนอง ฟ้ารอ้ ง ฟ้าผา่ *
6. หยาดน้ำฟ้า คำรวมของน้ำต่าง ๆ ในบรรยากาศทต่ี กลงมาสพู่ น้ื ผวิ โลก ประกอบไปด้วย ฝน ฝนละออง ฝน
นำ้ แขง็ ลูกเห็บ หมิ ะ หมอก น้ำค้าง นำ้ คา้ งแขง็ ฟ้าหลัว(หมอกแดด) หมอกควัน
อุทกภาค คือ ส่วนของพื้นน้ำที่อยู่บนผิวโลก โดยมีพื้นที่ประมาณ 75% ของพื้นผิวโลกทั้งหมด โดย
ทั้งหมดนี้ 97.5% เป็นน้ำเค็มในทะเลหรือมหาสมุทร มีเพียง 2.5% เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด โดยในน้ำ
จืด 2.5% น้ี 68.7% เป็นน้ำแข็งและธารน้ำแข็ง 30.1% เป็นน้ำใต้ผิวดิน 1.2% เป็น น้ำผิวดิน มี
เพยี ง 0.3% เทา่ นัน้ ทม่ี นุษย์สามารถนำมาใชป้ ระโยชนไ์ ด้จริง
ประเภทของนำ้
1. น้ำผิวดิน น้ำที่ไหลอยู่บนพื้นผิวโลกและมหาสมุทร เป็นน้ำที่เห็นกระบวนการของวัฐจักรน้ำได้อย่างชัดเจน
นำ้ ผวิ ดินมปี ระโยชน์และมีความสำคัญตอ่ การดำรงชีวติ ของมนุษย์ สัตวแ์ ละพชื
2. น้ำใต้ดิน (ไม่ใช่น้ำบาดาล) น้ำที่อยู่ตามแหล่งน้ำใต้ดิน ทั้งบนบกและใต้ทะเล โดยเกิดจากน้ำผิวดินไหลลงสู่
ชั้นหินตามช่องว่างที่ต่อเนื่องกันใต้พื้นดิน ปริมาณของน้ำใต้ดินจะแปรผันตรงกับช่องว่างและรูพรุนของชั้นดนิ
หรือช้นั หิน
*นำ้ บาดาล คือ น้ำใตด้ นิ ที่อย่ใู นเขตอม่ิ ตวั ของน้ำใต้ดิน*
3. ธารนำ้ แข็ง พบในเขตละติจดู ท่มี ีอากาศหนาว
4. ไอน้ำและก้อนเมฆ เปน็ ส่วนของนำ้ ที่เกิดจากกระบวนการระเหยของนำ้ ในวฏั จักรน้ำ ไอนำ้ และกอ้ นเมฆนน้ี
จะลอยอย่ใู นบรรยากาศชนั้ โทรโพสเฟียร์
กระแสน้ำในมหาสมุทร
การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรมีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เกิดจากความหนาแน่นและ
อณุ หภมู ิทีแ่ ตกตา่ งกันของน้ำในทะเลแตล่ ะแหง่ และอิทธพิ ลของการพดั ของลมประจำ
1. กระแสนำ้ พื้นผิวในมหาสมุทร ระบบหนุนเวียนของน้ำพื้นผิวในแนวนอนในมหาสมุทรต่าง ๆ มีการไหล
เป็นประจำอย่างเปน็ ระบบ การไหลเกิดจากสาเหตุ ดังนี้
1.1 การหมุนรอบตัวเองของโลก : ทำให้กระแสน้ำบริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลจากทิศตะวันออกไป
ตะวันตก และกระแสน้ำบริเวณใกล้พื้นทวีป ไหลในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือและตามเข็มนาฬิกา
ในซีกโลกใต้
1.2 ลมที่พัดประจำ
- ลมค้า : แบ่งออกเป็นลมค้าตะวันออกเฉียงเหนือและลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ พัดอยู่
ประมาณละติจูตที่ 5 – 30 องศาเหนือและใต้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กระแสน้ำบริเวณเส้นศูนย์สูตรพัดจาก
ทิศตะวันออกไปยังทศิ ตะวันตก
- ลมตะวันตก : พัดไปประมาณละติจูตที่ 30 – 60 องศาเหนือและใต้ พัดจากบริเวณกึ่งเขต
ร้อน(ความกดอากาศสูง) ไปยังบริเวณเขตกึ่งขั่วโลก(ความกดอากาศต่ำ) โดยในซีกโลกเหนือลมตะวันตกจะพัด
รุนแรงในฤดูหนาวและในซีกโลกใต้จะพัดรุนแรงในฤดูร้อนและฤดูหนาว ในอดีตใช้ประโยชน์จากลมตะวันตกน้ี
ในการเดนิ เรอื
ชีวภาค คือ ส่วนของสิ่งมีชวี ติ ท้ังหมดบนโลก ท้ังพชื สัตว์ แบคทีเรีย เชื้อรา
ชวี นิเวศ
ชีวนิเวศบนโลกแบ่งออกเป็น 9 กลุ่มใหญ่ ๆ ความแตกต่างของสภาพอากาศและลักษณะพื้นที่แต่ละ
ภมู ภิ าคของโลกทำใหช้ วี นเิ วศท่แี ตกต่าง และเกิดเป็นระบบนเิ วศเฉพาะถ่นิ
1. ระบบนิเวศของแตล่ ะพืน้ ที่
1.1 ป่าฝนเขตร้อน (Tropical Forest) ป่าไม่ผลัดใบ มีฝนตกชุกตลอดปี ปริมาณความชื้นสูง อยู่ใน
ละติจูด 0 – 20 องศา เหนือใต้ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ลักษณะเรือนยอดไม้แผ่ออกกว้าง ไม่ชั้นล่าง
เป็นไม่เตี้ย บางพื้นที่อาจไม่มีแสงอาทิตย์ส่องถึง พืชพรรณมีการสะสมสารอาหาร (น้ำ แร่ธาตุ) น้อย (เพราะมี
อาหาร น้ำ แร่ธาตุ สมบูรณ์ พืชจึงไม่จำเป็นต้องสะสม) บริเวณที่พบ เช่น เกาะบอร์เนียว เกาะสุมาตรา ลุ่มน้ำ
แอมะซอน ล่มุ น้ำคองโก
ทม่ี า : shorturl.at/djszI
1.2 ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น (Temperate grassland) ละติจูด 10 – 30 องศาเหนือใต้ ฤดูร้อนอากาศ
จะร้อนมาก พืชพรรณโดยส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลหญ้า เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี และพืชตระกูลถั่ว มักจะ
พบพืชพรรณปริมาณมากในบริเวณลุ่มน้ำหรือพื้นท่ีชมุ่ น้ำ พบบรเิ วณเอเชยี กลาง บางสว่ นของบริเวณรอบทะเล
แคสเปียน และตอนกลางของทวีปอเมรกิ าเหนือ
ทมี่ า : shorturl.at/mERY3
1.3 ปา่ ผลดั ใบเขตอบอนุ่ (Temperate broadleaf forest) ละตจิ ดู ที่ 30 – 60 องศาเหนอื ใต้
พบพชื พรรมน้อยชนิด พืชในเขตน้จี ะผลดั ใบในฤดูหนาว ไมท่ เ่ี จริญไดด้ คี อื ไมพ้ มุ่ และพชื ลม้ ลุก พบบรเิ วณพืน้ ที่
ส่วนใหญข่ องทวปี ยุโรป เวน้ บริเวณทตี่ ิดทะเลเมดิเตอร์เรเนยี น เอเชยี ตะวันออก สหรฐั อเมรกิ าฝ่งั ตะวนั ออก
นวิ ซแี ลนด์ และฝ่งั ตะวันออกเฉยี งใตข้ องออสเตรเลยี
ท่ีมา : shorturl.at/joCMZ
1.4 ป่าแคระ (Chaparral) ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายทุ่งหญ้าสะวันนา แต่ป่าแคระจะอยู่ใกล้
ชายฝั่ง ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดคือจะมีอากาศหนาวจัดในฤดูหนาวและร้อนจัดในฤดูร้อน พืชที่พบในป่าแคระ
เชน่ ไมโ้ อ๊ก (Oak) พบในบริเวณทะเลเมดิเตอรเ์ รเนียน
ที่มา : shorturl.at/lquAR
1.5 ทงุ่ หญ้าเขตร้อน (Savanna) ปริมาณน้ำฝนในบริเวณน้เี ฉลยี่ ต่อปมี ีปรมิ าณคอ่ นคา่ งสูง (แต่น้อย
กว่าเขตป่าฝนเขตร้อน) พชื พรรณเปน็ ไมพ้ มุ่ และไม้ยนื ตน้ กระจัดกระจายเปน็ กล่มุ ๆ พบในทวปี แอฟรกิ า
อเมริกาใต้และตอนเหนอื ของออสเตรเลยี
ทมี่ า : shorturl.at/esQRW
1.6 ทะเลทราย (Desert) โดยส่วนใหญ่จะอยู่ติดต่อกับบริเวณป่าแคระ สภาพอากาศร้อนและแห้ง
แล้ง กลางวันร้อนจัด กลางคืนหนาวจัด (ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมกิ ลางวันและกลางคืนมาก) ปริมาณฝน
เฉลย่ี ต่อปีนอ้ ยมาก จะเห็นการปรับตัวทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตท้งั พืชและสตั ว์ในบรเิ วณนี้อย่างชัดเจน
ที่มา : shorturl.at/hzCE1
1.7 ขั้วโลกและน้ำแข็งภูเขาสูง (Polar ice & High mountains) บริเวณที่มีน้ำแข็งปกคลุมตลอด
ปี อากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำมาก พืชที่พบส่วนใหญ่เป็นประเภทมอส เช่น บริเวณขั้วโลก และ บริเวณยอด
เขาหิมาลัยในประเทศเนปาล
ทีม่ า : shorturl.at/prINS
1.8 ปา่ สน หรอื ไทกา (Coniferous Forest) พืชตระกูลสนเปน็ พืชเดน่ ในเขตนีห้ ยาดนำ้ ฟา้ จะตก
ในรปู แบบหิมะ เขตอากาศนพ้ี บในบริเวณใกลข้ ั้วโลกเหนอื เท่านนั้ เชน่ รฐั อะแลสกา แคนนาดา กลุม่ ประเทศ
สแกนดเิ นเวีย และบริเวณไซบีเรยี
ท่ีมา : shorturl.at/jHMS6
1.9 ทุนดรา (Tundra) พบพชื พรรณนอ้ ย พชื เดน่ เช่น มอส ไมพ้ มุ่ เล็ก ๆ หญา้ ไลเคนส์ อยใู่ นเขต
ละตจิ ดู 60 องศาขึน้ ไป ในบรเิ วณจะมลี มพดั แรง ปรมิ าณฝนตกน้อย การระเหยของนำ้ นอ้ ย บางแหง่ น้ำในดิน
แข็งตัวเมื่อละลายจะเกดิ เป็นหลุมขนาดใหญ่ เรียกวา่ Permafrost
ท่ีมา : shorturl.at/abdsI
ความหลากหลายทางชวี ภาพ (Biodiversity)
ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ พืชพรรณและสิ่งมชี ีวติ หลายชนิดมาอยูร่ วมกัน ณ บริเวณใดบรเิ วณหน่ึง
หรอื ระบบนิเวศหนง่ึ
ความหลากหลายของชนิด (Species Diversity) : ความหลากหลายของชนิดของสิง่ มขี วี ติ
ความหลากหลายทางพันธุกรรม(Genetic Diversity) : ความหลากหลายของหน่วยพันธุกรรมที่เรียกว่ายีน
(Gene) ของสงิ่ มชี ีวิต
*ถา้ จะให้เข้าใจงา่ ย คอื ความหลากหลายของพนั ธุ์ของสิง่ มีชวี ิต (พนั ธพุ์ ืช พนั ธส์ุ ตั ว์) น่นั เอง*
ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity) : ความหลากหลายของสงิ่ ไม่มีชีวิต
(สภาพแวดล้อม) เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความชื้น ปริมาณแร่ธาตุในดิน และความหลากหลายของ
สงิ่ มชี ีวิต ท่ีอยูร่ วมกัน เรียกวา่ แหลง่ ท่ีอยอู่ าศยั (Habitat)
การแบง่ เขตภมู ิอากาศโลกตามแบบเคปิ เปน
จำแนกภมู ิอากาศตามลกั ษณะและค่าเฉลยี่ ของอณุ หภมู ขิ องอากาศและปริมาณหยาดน้ำฟ้าที่ปรากฏบนพื้นที่
โดยใชอ้ กั ษร 3 ตัว อกั ษรตวั แรกเป็นอกั ษรภาษาองั กฤษตวั ใหญ่เป็นตัวอธิบายอณุ หภมู ิ ใช้อกั ษรตวั
ท่ี 2 และ 3 แบง่ เขตอากาศย่อย โดยแสดงในตารางต่อไปนี้
ตามรางจำแนกเขตภมู อิ ากาศ ตามแบบ Kappen
อกั ษรกำกับ คำอธบิ าย
1 2 3st nd rd
ภมู อิ ากาศเขตร้อน อณุ หภมู ขิ องเดือนทหี่ นาวท่ีสดุ ไมเ่ กนิ 18 องศา
เขต A เซลเซียส (เขตรอ้ น) มีฝนตกชุกตลอดทัง้ ปี
ละตจิ ตู ไมเกิน 10 องศาเหนอื ใต้ เดือนท่หี ยาดนำ้ ฟ้าตกนอ้ ยที่สุดมี
f- ปริมาณมากกวา่ 60 มิลลเิ มตร ได้รับอทิ ธพิ ลจากลมค้าทีพ่ ดั ในแถบเสน้
ศนู ย์สตู ร อณุ หภมุ ิตลอดปีไม่ตา่ งกนั มาก พบในแถบลมุ่ นำ้ แอมะซอน
A ลุ่มน้ำคองโก หมู่เกาะในอินโดนีเซยี
ละติจดู ไม่เกิน 20 องศาเหนอื ใต้ ได้รับอทิ ธพิ ลจากลมค้า
m- ตะวนั ออกเฉียงเหนือ มฝี นตกเกือบตลอดปี ลักษณะใกลเ้ คยี งกบั
ภูมิอากาศ Af อตม่ ีหยาดนำ้ ฟา้ ตกมากกว่า
w- ละติจดู ไมเกนิ 25 องศาเหนอื ใต้ ฤดฝู นและฤดแู ลง้ แตกตา่ งกันอย่างเหน็
ได้ชดั มปี ริมาณฝนเล็กน้อย
เขต B ภมู อิ ากาศเขตแหง้ แล้ง ปรมิ าณหยาดน้ำฟา้ น้อยมาก
อากาศกลางวันและกลางคนื แตกตา่ งกนั มาก ไม่มแี หลง่ นำ้ ถาวร
ภมู อิ ากาศแบบกง่ึ ทะเลทราย ฝนทตี่ กเป็นอิทธิพลของลมค้า อทิ ธพิ ล
S ความกดอากาศส.ู ในฤดหู นาวส่งผลต่อความแห้งแล้ง ภมู อิ ากาศแบบกึง่
B ทะเลทรายแบง่ เปน็ 2 แบบ คอื ก่งึ ทะเลทรายเขตร้อนและก่ึง
ทะเลทรายเขตหนาว
W ภูมอิ ากาศแบบทะเลทราย
h ภูมิอากาศแบบทะเลทรายเขตร้อน
k ภมู อิ ากาศแบบทะเลทรายอบอนุ่
เขต C ภูมอิ ากาศเขตอบอุ่น
f ภูมิอากาศชื้นกงึ่ ร้อน ไม่มฤี ดูรอ้ น ฝนตกเกือบทกุ เดือน รับอทิ ธพิ ลจาก
พายหมนุ เขตร้อน กระแสนำ้ อ่นุ มีอิทธพิ ลทำใหช้ ายฝัง่ มคี วามช้ืนสงู
C ภมู อิ ากาศกง่ึ ร้อนตะวนั ออก บริเวณชายฝัง่ ตะวันออกของสหรฐั อเมรกิ า
a ชายฝง่ั ตะวนั ออกของบลาซลิ ชายฝ่งั ตะวันออกของญ่ปี ุ่น ชายฝ่ัง
ตะวันออกของออสเตรเรยี เป้นต้น
เขต D ภมู อิ ากาศเขตหนาวเยน็ ภมู อิ ากาศหนาว เดอื นทีห่ นาวท่สี ุดอณุ หภูมิ
ตำ่ กว่า 10 องศาเซลเซยี ส ละติจดู 50 – 70 องศาเหนือใต้
w ภมู ิอากาศแหง้ ภาคพนื้ ทวปี ฝนจะลดลงในฤดูหนาว อากาศเย็นและ
D แห้งจะพดั ออกจากแผน่ ดิน
ภมู อิ ากาศช้ืนภาคพนื้ ทวีป มีหยาดน้ำฟ้าตกทุกเดือน เนือ่ งจากอทิ ธิพล
f ของแนวปะทะอากาศข้วั โลก พบในกลมุ่ ประเทศสแกนดิเนเวีย
เขต E ภูมิอากาศข้ัวโลก ไม่มีฤดรู ้อน
w ภูมิอากาศแห้งภาคพน้ื ทวปี ฝนจะลดลงในฤดูหนาว อากาศเย็นและแห้
Ef จะพัดออกจากแผ่นดิน
ภูมิอากาศแบบพดื นำ้ แขง็ หยาดน้ำฟ้าเกิดมนรพู ายุหมิ ะมากทสี่ ดุ
t ภมู อิ ากาศแบบทนุ ดรา มีหยาดนำ้ ฟ้าทเ่ี ป็นฝนในชว่ งฟโร้อน ผวิ ดนิ และ
ใต้ดนิ จะเกดิ เป็นชั้นดินเยือกแข็งคงตัว
H ภูมิอากาศแบบทสี่ งู ลักษณะของอากาศบนทส่ี งู หรือบนเขา ท่มี คี วาม
กดอากาศตำ่ ลง และมอี ุณหภมู ิของอากาศลดลงตามความสงู
แผ่นดนิ ไหว
กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนมีพลังในแผ่นธรณีภาค
การเกิดแผ่นดินไหวเป็นการสะสมตัวของความเค้นและความเครียดอย่างช้า ๆ แล้วปล่อยพลังงานอย่าง
ฉับพลัน การปลอ่ ยพลังงานจะปลอ่ ยเปน็ คลนื่ ไหวสะเทอื นจึงเกิดการสน่ั สะเทอื นของแผ่นดนิ
ประเภทของลอยเลื่อน คำอธบิ าย
ประเภทของรอยเลอ่ื น หนิ เพดานเลื่อนลงเม่ือเทียบกบั หินพน้ื
รอยเล่อื นปกติ
(Normal Fault)
รอยเลื่อนยอ้ น หินเพดานเลื่อนขึ้น เมื่อเทียบกับหินพื้น ถ้ารอยเลื่อนมี
(Reverse Fault) คา่ มมุ นอ้ ยกวา่ 45 องศา เรียกว่ารอยเล่อื นมุมต่ำ
รอยเล่ือนตามแนวระดบั รอเลื่อนเหลื่อมข้าง เป็นรอยเลื่อนในชั้นหินที่สองด้าน
(Strike slip fault) เคลอ่ื นตัวในแนวราบเหมอื นกัน
สาเหตกุ ารเกดิ แผ่นดนิ ไหว สาเหตหุ ลัก 2 ประการ
1. การเคลื่อนตัวฉับพลันของรอยเลื่อนมีพลัง : เป็นการปรับสมดุลพลังงานความเครียดในพื้นดิน
เกิดข้ึนในชนั้ เปลือกโลกท่มี ีการเคลือ่ นตัวอยเู่ สมอ
ทมี่ า : shorturl.at/aijCN
2. การปะทุของภูเขาไฟอย่างรุนแรง : การประทุของภูเขาไฟทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินจึง
ทำให้แผน่ เปลอื กโลกเคล่ือนตวั เกิดแผ่นดนิ ไหว
ท่มี า : shorturl.at/dnEJS
ขนาดและความรุนแรงของแผน่ ดินไหว
1. ขนาดของแผ่นดินไหว (Magnitude) : วัดพลังงานที่ปลดปล่อยออกมา เป็นการคำนวณพลังงานที่
ปลดปล่อยออกจากศูนย์กลางที่วัดได้จากความสูงของคลื่น มาตรที่มีความสำคัญได้แก่ มาตราริกเตอร์
2. ความรุนแรงของแผ่นดินไหว (Intensity) : การวัดจากความรู้สึกที่รับรู้ได้และผลกระทบจากความ
เสียหายทม่ี ีตอ่ คน โครงสร้าง อาคารและพืน้ ดิน ใชม้ าตราเมอคัลลีในการวดั
รอยเลื่อนมีพลงั ในไทย
ภูเขาไฟปะทุ (Vocanic Eruption)
ภเู ขาไฟทั่วโลกมปี ระมาณ 1500 ลกู โดยสว่ นใหญแ่ ลว้ อยใู่ นแนววงแหวนไฟ ในแนวมหาสมุทรแปซฟิ กิ
ท่ีมา : shorturl.at/mtQZ4
กระบวนการเกิดภูเขาไฟปะทุ การเคลื่อนที่ของของเหลวภายในโลก ทำให้ของเหลวในโลกปะทุออกมาตาม
ช่องหรอื รอยเลื่อน หากการปะทมุ ีความรนุ แรงมากกจ็ ะเกิดเป็นภูเขาไฟประทรุ ุนแรง
ประเภทการปะทุของภเู ขาไฟ
ประเภทการปะทุ คำอธิบาย
plinian เป็นการปะทุที่รุนแรงที่สุด มีลาวาที่เหนียวข้น มีการพ่นเถ้าทุลี เศษหินและ
Vulcanian แก๊ส ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วทำให้เศษหินกระจายออกเป็นวงกว้าง
การปะทุแบนี้ทำให้เกิดภูเขาไฟแบบกรวยภูเขาไฟหรือแบบกรวยภูเขาไฟ
Strombolian สลบั ชัน้
การปะทุรุนแรงในระยะสั้น ๆ ลาวาหนืดมีการพ่นและมีการระเบิดของเศษ
Hawaiian หินออกจากปล่อง การปะทุมีความรุนแรงทำให้เกิดเศษหินกระเด็นออกไป
ด้วยความเร็ว มีความสูงในบรรยากาศหลายกิโลเมตร ทำให้เกิดหมอกควัน
คล้ายเห็ดในบรรยากาศ การปะทุแบบนี้ทำให้เกิดภูเขาไฟแบบกรวยกรวด
ภูเขาไฟ
เปน็ การปะทุของเหลวออกจากปล่อง ทำใหเ้ ศษหนิ ทบั ถมท่ปี ล่อง การปะทุน้ี
จะเกิดในระยะเวลาสั้น ๆ อาจทำให้ลาวาพุ่งได้หลายร้อยเมตรก่อนตกลงมา
เศษหินและเถ้าจึงกระจัด กระจาย มีลาวาไหลหลากปานกลาง ลักษณะการ
ปะทุแบบนี้ทำให้เกิดภูเขาไฟหลายแบบ เช่น แบบกรวยสลับชั้น แบบกรวย
กรวด
เป็นการปะทุที่มีความรุนแรงน้อยที่สุด มีการพ่นลาวาเป็นลำขึ้นไปในอากาศ
มลี าวาเปน็ ลำไหลออกจากปลอ่ ง ลาวาเหลวจะสะสมตัวเปน็ ภเู ขาไฟรปู โล่
สาเหตุของภูเขาไฟปะทุ
1. เกดิ จากการเคลื่อนตวั และดันตัวของแมกมา
2. เกิดจากจดุ ร้อนนอกรอยต่อระหว่างแผ่นเปลอื ก
ภยั ตา่ ง ๆ ทเ่ี ป็นผลมาจากการปะทุของภเู ขาไฟ
1. แกส๊ ภูเขาไฟ (Vocanic Gas)
2. ทีฟรา (Tephra) เถ้าภูเขาไฟที่ผุพังอยู่รวมกันรอบภูเขาไฟ ถ้าอยู่บนพื้นลาดชันฝนตกมาจะทำให้
เกดิ การถล่ม
3. ลาวาหลาก (Lava Flow) ลาวาเหลวไหลออกจากภเู ขาไฟหรอื รอยแตกของเปลอื กโลก
ลักษณะคล้ายลำธาร จะไหลและแข็งตวั อย่างชา้ ๆ อาจทำความเสียหายกับบริเวณที่เคลื่อนที่ผ่าน
3. แผน่ ดินถถลม่ จากภูเขาไฟปะทุ
4. ลาฮาร์ (Lahar) เถ้าธุลีที่ไหลไปกองด้านข้างของภูเขาไฟรวมตัวกับน้ำฝนหรือหิมะ
ละลาย ทำใหม้ ีลกั ษณะเป็นโคลน ไหลลงสู่บริเวณด้านล่าง
5. หินตะกอนภูเขาไฟลาก (Pyrolastics) เถ้าฝุ่นภูเขาไฟที่มีอุณหภูมิสูงมาก ปะทุออกจากปล่องภูเขา
ไฟแลว้ ไหลลงไปตามความลาด สามารถเผาไหมส้ ิ่งท่ไี หลผ่านได้
สึนามิ (Tsunami)
คลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟปะทุใต้ทะเล แล้วเคลื่อนที่เข้าฝั่งด้วยความเร็วสูง เมื่ออยู่ในทะเลเปิด
คลื่นจะมีความสูงน้อย แต่มีความยาวคลื่นมาก เมื่อเคลื่อนที่เข้าสู่ฝั่งจึงมีความเร็วและความยาวคลื่นลดลง
ทำให้ความสงู คลน่ื เพ่มิ ข้ึน จึงสามารถทำลายชายฝ่งั ได้มาก
สาเหตกุ ารเกดิ สึนามิ
1. แผน่ ดนิ ไหวรุนแรงใต้ทะเลหรอื มหาสมุทร
2. เกาะภเู ขาไฟปะทุหรอื ภูเขาไฟใต้ทะเล
ปะทอุ ย่างรนุ แรง
3. แผ่นดินถล่มขนาดใหญ่ใตท้ ะเล
4. อกุ กาบาดขนาดใหญ่ตกในทะเล
ท่ีมา : shorturl.at/diIP5
แผน่ ดนิ ถลม่ (Landslide)
ทม่ี า : shorturl.at/nxzMU
แผ่นดินถล่มเกดิ จากการเคล่อื นท่ีของมวลดินและเศษหิน ตามแรงโนม้ ถ่วงของโลก โดยมีน้ำหรอื แรรง
สัน่ สะเทอื นเปน็ ตัวกระตนุ้ การเคล่อื นทจ่ี ะเคลอ่ื นไปตามความลาดชันของภมู ปิ ระเทศ อาจเกิดอย่างช้า ๆ หรอื
ฉบั พลนั กไ็ ด้
ประเภทของแผน่ ดนิ ถลม่
หนิ พงั (Rock Fall) : แผ่นดนิ ถล่มบนพืน้ ทลี่ าดชัน น้ำหนักของหนิ /แรงสัน่ สะเทอื นทำให้หินล่วงลงมา
การเล่อื นไหล (Slump) : การเคลื่อนทข่ี องมวลดิน เศษหนิ ตามความลาดชนั โดยเคลื่อนทีห่ รือทรุด
ตวั เป็นบล็อกตามระนาบโคง้ เวา้ มกั เกดิ ตามหน้าผาหรือไหล่เขา
การไหลของดนิ (Solifluction) : การเคลอ่ื นไหวของดินอยา่ งชา้ ๆ ลงไปตามลาดเขาในเขตอากาศ
หนาว เกิดเนอื่ งจากนำ้ แขง็ และหมิ ะ หมิ ะในฤดรู ้อนไหลลงในดินช้นั บน ทำใหด้ ินชัน้ บนแฉะ ดินชนั้ บนจงึ ไหล
เลือ่ นลงไปตามแนวลาด
ดินไหล (Earth Flow) : การเคลือ่ นที่แบบเล่ือนไถอย่างชา้ ๆ ลงตามท่ีลาดหรือหนิ ผุเน่ืองจากแรง
ดงึ ดูดและน้ำในดิน
โคลนดนิ (Mudflow) : การไหลของมวลตะกอนขนาดเลก็ มีจำนวนน้ำมากจนเปน็ ดนิ โคลนเหลวไหล
ลงตามรอ่ งธารและท่ีลาดเชงิ เขาอยา่ งรวดเรว็ มพี ลงั ทำลายสง่ิ กดี ขวาง
สาเหตุการณเ์ กดิ ดินถล่ม
สาเหตุจากธรรมชาติ : แผน่ ดนิ ไหวรุนแรง แรงโนม้ ถ่วงโลก ฝนตกหนักต่อเน่ือง
สาเหตุจากมนุษย์ : สิ่งก่อนสร้างบนพื้นที่ลาดชัน การเพาะปลูก การตัดไม้ทำลายป่า การตัดถนนตามไหล่เขา
ภัยพบิ ตั ทิ างธรรมชาตทิ างบรรยากาศภาค
พายหุ มุนเขตร้อน
ทมี่ า : shorturl.at/efAOV
พายุหมนุ ทีเ่ กดิ ในมหาสมทุ รเขตรอ้ น ซึง่ มีอากาศรอ้ นและความชน้ื สูง มกั เกดิ ในละติจดู 8 – 15 องศาเหนอื ใต้
สาเหตุของการเกิดพายุหมนุ เขตร้อน
สาเหตุการเกดิ เช่นเดยี วกบั พายฝุ นฟ้าคะนอง แต่เน่ืองน้ำทร่ี ะเหยเป็นน้ำในมหาสมทุ ร จึงมีปรมิ าณหยาดนำ้ ฟ้า
และความรุนแรงมากกว่า
ประเภทของพายุหมนุ เขตรอ้ น แบ่งตามความเร็วลมใกล้ศูนยก์ ลาง
พายุดเี ปรสชนั (Tropical Depression) : ความเรว็ ใกลศ้ นู ย์กลางไม่เกิน 61 กโิ ลเมตรต่อชวั่ โมง
พายุหมนุ เขตร้อน(Tropical Storm) : พายหุ มนุ ทีค่ วามเรว็ ใกลศ้ ูนยก์ ลาง 62 – 117 กโิ ลเมตร
พายุใต้ฝุ่น(Typhoon) : พายหุ มุนเขตรอ้ นทมี่ กี ำลังใกลศ้ นู ยก์ ลางมากทส่ี ุด คอื มากกวา่ 118 กิโลเมตร
ตอ่ ชวั่ โมง พายใุ ต้ฝนุ่ นจ้ี ะมีชือ่ เรียกต่างกนั ออกไปในแต่ละภูมิภาค
พายุทอร์นาโด
ท่ีมา : shorturl.at/fwGTZ
พายหุ มุนแบบงวงช้างขนาดเลก็ ท่ีมกี ำลงั ทำลายลา้ งรนุ แรง ศนู ย์กลางของพายจุ ะมคี วามกดอากาศต่ำ
มาก ความรนุ แรงของพายขุ ึน้ อยกู่ บั ความเรว็ ศูนย์กลาง
สาเหตุการเกดิ พายทุ อร์นาโด
พายทุ อรน์ าโดทีเ่ กดิ จากพายฝุ นฟ้าคะนองแบบซปุ เปอรเ์ ซลส์(Supercell Tonado) : พายแุ บนีจ้ ะมี
ระบอากาศหมุนวนทีเ่ รียกว่า เมโซไซโคลน(เส้นผา่ นศนู ยก์ ลาง 2 – 10 กิโลเมตร) ไหลวนอยูใ่ นเมไนเมฆพายุ
ความเร็วของการมนนุ แบบเมโซไซโคลนทำใหเ้ กดิ กรวยเมฆพงุ่ ออกจากผนังเมฆและฐานเมฆคิวมโู ลนมิ บสั มา
แตะพื้นดนิ
พายทุ อร์นาโดท่ไี มไ่ ดเ้ กดิ จากซปุ เปอร์เซลส(์ Nonsupercell tornado) : พายุนี้จะเร่มิ จากลมเฉ่อื ย
บรเิ วณผิวพ้นื ทำให้เกิดกระแสอากาศไหลวน(ไมโครไซโคลน) ไมโครไซโคลนจะหมุนเรว็ ข้นึ ทำให้มวลพายุแคบ
และยาวออกไปด้านบนเคลื่อนท่เี ขา้ ส่ฐู านเมฆ พายุแบบนจี้ ะมคี วามรุนแรงน้อยกวา่ แบบซปุ เปร์เซลน์
อทุ กภัย
ท่ีมา : shorturl.at/nqxPZ สาเหตุการเกิดอุทกภยั
สาเหตุจากธรรมชาติ :
ภัยท่เี กดิ จากน้ำและแหล่งนำ้ 1. ฝนตกหนักจากพายฝุ นฟ้าคะนอง
ประเภทของอทุ กภยั 2. ฝนตกหนักจากพายุหมุนเขตร้อน
1. น้ำท่วมฉับพลันและน้ำปา่ ไหลหลาก 3. อทิ ธพิ ลจากลมมรสุม
2. น้ำทว่ มขัง 4. นำ้ ทะเลหนนุ
3. นำ้ ลน้ ตลิ่ง สาเหตุจากมนษุ ย์ :
1. การตัดไม้ทำลายป่า
2. การขยายเขตเมือง
3. การสรา้ งสิง่ ก่อสรา้ งขวางทางนำ้
4. การจดั การน้ำที่ขาดประสทิ ธภิ าพ
ไฟป่า
กระบวนการเกิดไฟป่า การเกิดไฟป่าเป็นกระบวนการทางเคมี โดยเกิดจากปัจจัย 3 อย่าง คือ
เชอื้ เพลิง ออกซิเจน และ ความร้อน หรือ สามเหลย่ี มไฟปา่ (Fire Triangle)
ประเภทของไฟปา่
ที่มา : shorturl.at/dtDJU
สาเหตขุ องไฟป่า จากมนษุ ย์
จากธรรมชาติ การเกบ็ หาของปา่ , การเผาไร่, การแกลง้ จดุ ,
ความประมาท, การลา่ สตั ว,์ การเลยี้ งปศสุ ัตว,์
ฟ้าผา่ กง่ิ ไมเ้ สยี ดสีกัน ภูเขาไฟระเบิด ก้อนหินกระทบกนั
แสงแดดตกกระทบผลึกหนิ แสงแดดส่องผ่านหยดน้ำ ความคกึ คะนอง
ปฏิกริยาเคมีในดินป่าพรุ การลกุ ไหมใ้ นตวั เองของ
สง่ิ มชี ีวติ (Spontaneous Combustion)
Mini Quiz
ถ้าเกดิ พายไุ ตฝ้ ุ่นระดับรนุ แรงมากในประเทศจนี เคลือ่ นทไ่ี ปทางทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนือและขึ้นฝง่ั ท่ี
เมอื งดานัง พดั ผา่ นตอนกลางของเวียดนาม ลาว และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือของประเทศไทย และออ่ นตัว
ลงเปน็ พายดุ เี ปรสช่ันพัดผ่านภาคเหนือตอนบนเขา้ สู่สหภาพเมยี นมาร์ตอ่ ไป
จากสถานการณด์ งั กลา่ วสามารถคาดการณแ์ ละมองเห็นปัญหาของการเปล่ยี นแปลงกางกายภาพท่ี
เกิดขึ้นได้ ข้อใดไมส่ อดคล้องกับความเปน็ จริงมากที่สดุ
ก. ฝนตกหนกั และรุนแรงทส่ี ดุ ในเขตจังหวัดนครราชสีมาและชยั ภมู ิ
ข. ปรมิ ารตของฝนทจ่ี ังหวัดนครสวรรคจ์ ะนอ้ ยกว่าชยั นาท
ค. มีความเสยี่ งสูงต่อการเกิดวาตภัยทีจ่ ังหวัดเลยและอดุ รธานี
ง. มีโอกาสเกดิ อทุ กภยั ในจงั หวดั เชียงรายและพะเยา
จ. ควรหลกี เลยี่ งประสพกับโคลนไหล หนิ และดินถล่มตามเส้นทางเลย-อตุ รดติ ถ-์ พิษณุโลก
เฉลย ขอ้ 1 เพราะพายไุ ด้พัดผา่ นภาคเหนือของไทย ดังน้ันพ้ืนทท่ี ีจ่ ะได้รบั ผลกระทบจากพายมุ ากท่ีสุดจงึ
เปน็ พื้นท่ใี นเขตภาคเหนอื
การป้องกนั และแก้ไขปญั หาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม
*ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีสาเหตุมาจากมนุษยเ์ ปน็ หลัก
ฉะนั้นการแกป้ ญั หาตอ้ งแก้ท่ีตัวมนุษย์เอง*
ท่ีมา : shorturl.at/asQSZ
การพัฒนาอยา่ ง
การพัฒนยาง่ั ทยนืีย่ ง่ั ยนื คือ การพฒั นาทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมโดยคำนงึ ถึงความเสยี หาย มกี ารป้องกนั
ปญั หาที่จะเกดิ โดยใหอ้ ยู่บนหลกั ความตอ้ งการพืน้ ฐานของประชากรในประเทศ
เปา้ หมายการพัฒนาอย่างย่งั ยืน
กฎหมายและนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม
กฎหมายเก่ยี วกบั การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม
พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 กฎหมายเพื่อคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่งิ แวดล้อมท่มี ีอยู่ ไม่ใหถ้ ูกทำลายหรือเปล่ยี นแปลงเพอ่ื ประโยชนข์ องใครก็ตาม
พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กฎหมายนี้ออกเพื่ออนุรักษ์ป่าสงวนแห่งชาติ เพ่ือ
รักษาทรัพยากรป่าไม้เพ่อื ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจทีย่ ง่ั ยืนและมปี ระสิทธิภาพ
พระราชบญั ญัติสงวนและคมุ้ ครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 กฎหมายนอ้ี อกเพอื่ ป้องกันการลดจำนวนและ
การสูญพนั ธขุ์ องสตั ว์ปา่
*ตามพระราชบัญญัตินี้ “สัตว์ป่า” หมายถึง สัตว์ทุกชนิดไม่ว่า สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก แมลงหรือแมง ท่ี
ดำรงชวี ติ ตามธรรมชาติอยใู่ นป่า รวมถึงไขข่ องสตั วเ์ หลา่ น้ีด้วย แต่ไม่รวมสตั วพ์ าหนะ เชน่ ช้าง ม้า ลา ลอ่ ที่จด
ทะเบียนอยา่ งถูกตอ้ งแลว้ *
นโยบายด้านทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม
รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.2560 ระบุว่า การดำเนินการใด ๆ ทั้งของรัฐและ
เอกชน ถ้าการดำเนินการนั้นมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต
จะต้องจัดทำการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน
(ประเมิน EIA) ก่อนดำเนินการ และจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำความคิดเห็น
ของประชาชนมาพิจารณาในกระบวนการดำเนนิ การด้วย
องคก์ รดา้ นสง่ิ แวดล้อม
องค์กรในประเทศ
หน่วยงานภาครฐั
กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม
ภาคเอกชน(NGO)
มูลนิธสิ บื นาคะเสถียร ตง้ั ข้นึ เพ่ือระลึกถงึ สืบ นาคะเสถยี ร หวั หน้าเขตรักษาพันธุส์ ัตว์ป่าห้วยขาแขง้
ผทู้ เ่ี รยี กร้องใหร้ ฐั ใหค้ วามสนใจกับการอนุรักษ์ปา่ และสัตว์ปา่ โดยงานขอมูลนิลนิธิ คือ การส่งเสรมิ ให้
ประชาชนช่วยกนั ดูแลและอนรุ ักษ์ปา่ ไม้ พชื พรรณและสัตวป์ า่
สมาคมหยาดฝน สง่ เสริมและพัฒนาชนบน มุง่ ให้ชมุ ชนในชนบทตระหนกั ถงึ คุณคา่ ของทรัพยากรใน
ชมุ ชนและจัดการทรัพยากรในทอ้ งถนิ่ อย่างมีประสิทธิภาพ
สมาคมสร้างสรรคไ์ ทย รณรงคใ์ ห้ประชาชนรบั ผิดชอบสังคมให้สะอาด ไม่มีขยะ โครงการสำคญั คอื
โรงการตาวเิ ศษ
มลู นิธเิ พ่ือชา้ ง ชว่ ยเหลือชา้ งใหม้ คี ุณภาพชวี ติ ทด่ี ขี ึน้
องคก์ รนานาชาติ
Greenpeace
- ฟื้นฟสู ิง่ มชี วี ิตบนโลกและรกั ษาความหลายหลายทางชีวภาพ
- รณรงค์ให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจต่ออนั ตรายดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม และอนั ตรายของ
กระบวนการพันธุวิศวกรรม
กองทุนสง่ิ แวดล้อมโลก (GEF)
- องค์กรความรว่ มมือดา้ นการเงนิ ระหวา่ งประเทศเพื่อแกป้ ัญหาวิกฤตการณส์ ง่ิ แวดล้อมโลก
กองทนุ สัตวป์ า่ โลก (WWF)
- อนุรักษ์ป่าไม้ ทะเล แหล่งนำ้ หมาสมุทร สตั วแ์ ละพืชใกลส้ ูญพันธุ์
- รณรงค์ดา้ นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภมู ิอากาศและตอ่ ต้านสารเคมขี ยะพษิ
หลักการจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม
การควบคุมจำนวนประชากร เนื่องจากจำนวนประชากรที่มากทำให้ความตอ้ งการทรัพยากรมมี าก
ตามไปด้วย ฉะนั้นรัฐบาลจงึ จำเปน็ ทีจ่ ะต้องใหค้ วามสำคญั กบั การกำหนดอัตราการเพม่ิ องประชากรและการ
วางแผนครอบครัว
สง่ เสริมคุณภาพประชากร ใหค้ วามรู้ ความเขา้ ใจ สร้างจติ สำนกึ และความตระหนักรู้ดา้ นคุณค่าและ
การอนรุ ักษท์ รัพยากรแกป่ ระชาชน ทง้ั การอบรมทางตรง(ในโรงเรียน) และการอบรมทางออ้ ม(ส่อื สารมวลชน)
การสำรวจแหลง่ ทรพั ยากรเพิ่ม เพอื่ นำทรัพยากรทไี่ ดเ้ พ่ิมมาทดแทนสง่ิ ท่ีเสยี ไป
การปอ้ งกันรกั ษา เพื่อไมใ่ หท้ รัพยากรเสือ่ มโทรมและเสยี หายมากกว่าเดมิ
การใช้ทรพั ยากรให้ถกู ประเภท ทรพั ยากรหลายชนดิ ใช้แล้วหมดไป ฉะนนั้ จึงตอ้ งใช้ใหถ้ ูกประเภท
และใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์สงู สุด
การปรับปรุงคณุ ภาพทรพั ยากร ทรพั ยากรบางประเภทถูกทำลายจนเสอื่ มโทรม การปรับปรงุ
คุณภาพทรัพยากรจึงเป็นแนวทางทส่ี ามารถฟ้ืนฟทู รพั ยากรท่เี ส่ือมโทรมได้
การใช้ทรัพยากรทดแทน นำทรัพยากรท่ีมีมากหรอื เกดิ ขน้ึ ใหมม่ าทดแทนทรพั ยากรทม่ี ีราคาแพงหรือ
กำลังจะหมดไป
นำมาใชใ้ หม่ เป็นการนำทรพั ยากรกลบั มาใช้ใหม่ เชน่ การหลอมเศษโลหะ
Mini Quiz
การดำเนินชวี ิตเพอื่ มสี ว่ นรว่ มในการแกไ้ ขปญั หา การอนุรกั ษ์ และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาตสิ ู่ความ
ยง่ั ยืน สง่ิ แรกท่ตี ้องยึดเปน็ หลักของการกระทำคอื ข้อใด (2562)
ก. สมดุลและดลุ ยภาพของระบบนเิ วศ
ข. หลักผลติ ภาพหรือการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพตลอดเวลา
ค. หลกั เสถียรภาพหรอื การสรา้ งความมัน่ คงอยา่ งตอ่ เนือ่ ง
ง. หลกั ถาวรภาพหรอื การดำรงอยูอ่ ย่างยืนยาวตลอดไป
จ. หลกั เอกภาพและการบรู ณาการในการจดั การรว่ มกนั ทกุ ภาคส่วน
เฉลย ข้อ 1 เพราะ สมดลุ ของระบบนเิ วศเป็นสงิ่ สำคัญทส่ี ดุ หากระบบนเิ วศไมม่ ีความสมดลุ กจ็ ะเกิดผลกระทบ
อนื่ ๆ ตามมา ดังนน้ั การจัดการ การอนุรักษแ์ ละพฒั นาสิ่งแวดล้อม จงึ ต้องพัฒนาโดยเน้นสมดุลเปน็ สำคัญ
การทำแผนท่ี
เฉลยคำถามชวนคิด หน้า 83
หาระยะในพน้ื ท่ีจริงจากมาตราส่วนและระยะบนแผนท่ี ที่โจทย์กำหนด
มาตราส่วน 19 ระยะทีว่ ดั บนแผนที่
250,000 = ส่งิ ท่จี ะหา คอื ระยะบนพน้ื ที่จรงิ
= 250,000 × 9
= 2,250,000 = 22,500
∴ ระยะบนพืน้ ทจี่ ริง = 22,500
หาเวลาโดยใช้อัตราเรว็ ทโ่ี จทยก์ ำหนดให้และระยะทางจริงที่คดิ ได้
จากสูตร = 10 นาที ต่อ 2 KM
2 = 2000 ⁄
= 10 600
22,500 22,500 × 6 = 20 ⁄
= 20 = 20 = 6750 6
6
∴ 6750 วนิ าที = 1 ชวั่ โมง 52 นาที 30 วินาที
เฉลยคำถามชวนคิด หน้า 94
3 45
12 6
{
{
40 % 40 %
∴ ภาพทที่ ับกันสนทิ มที ง้ั หมด 4 ภาพ
ความรู้เบอื้ งตน้ เกย่ี วกับประวตั ศิ าสตร์
ประวัติศาสตร์ หมายถึง การสืบค้นเรื่องราวของมนุษย์ในมิติของเวลา โดยอาศัยหลักฐานและ
กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์
บดิ าประวัตศิ าสตร์โลก เฮโรโดตัส (Herodotus)
นักประวัติศาสตรช์ าวกรกี (ประมาณ 484-425 ปกี ่อนครสิ ตกาล)
เป็นผูบ้ นั ทึกเหตุการณ์การณ์สงครามระหว่างกรีก-เปอร์เซยี
บดิ าประวตั ิศาสตรไ์ ทย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงรา-ชานภุ าพ
(พ.ศ. 2405-2486) เป็นผูท้ รงพระนพิ นธต์ ำราทางด้านประวัติศาสตรแ์ ละ
โบราณคดขี องไทย เชน่ ไทยรบพม่า ความทรงจำ
พระราชพงศาวดาร กรุงรตั นโกสินทร์ รชั กาลท่ี 2 เป็นต้น
บดิ าประวัตศิ าสตรต์ ะวันออก ซอื หม่า เซียน ชาวจนี สมยั ราชวงศ์ฮ่ัน
(ประมาณ 145-86 ปกี ่อนคริสตกาล)
เป็นผู้เขยี นสารานุกรมประวตั ิศาสตร์ 3,000 ปีของจนี หรือ “สื่อจ”้ี
ความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์ เรยี นรู้บทเรียนจากอดตี เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจปจั จบุ นั
และนำไปสู่การสร้างสรรคพ์ ฒั นาอนาคต
สร้างคนใหม้ ีวสิ ยั ทัศน์กว้างไกล มีความคิด
เปน็ เหตุเปน็ ผล ละเอยี ดรอบคอบ
เกิดความเขา้ ใจอนั ดีในการอยู่รว่ มกนั ในสังคม
ทีม่ คี วามหลากหลายทางวัฒนธรรม
สร้างสำนึกความเป็นชาติ
หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
o แบง่ ตามความสำคญั ของหลักฐาน
▪ หลักฐานชั้นต้น (ปฐมภูมิ) หลักฐานที่เกิดขึ้นพร้อมเหตุการณ์นั้นหรือ ผู้สร้างหลักฐานเป็นผู้ท่ี
เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือรู้เห็นเหตุการณ์ เป็นหลักฐานร่วมสมัย เช่น ศิลาจารึก บันทึก
ส่วนตัว กฎหมาย หนังสือพิมพ์ จดหมายโตต้ อบ คำบอกเล่าผอู้ ยู่ในเหตุการณ์ เปน็ ต้น
▪ หลกั ฐานชนั้ รอง หลกั ฐานท่ีเกดิ ข้ึนหลังจากเหตกุ ารณ์นัน้ ผา่ นพ้นไปแลว้ หรอื ศึกษาจาก
หลกั ฐานชนั้ ต้น เช่น หนังสอื เรียน บทความ งานวจิ ัย เป็นต้น
o แบ่งตามลกั ษณะของหลักฐาน
▪ หลกั ฐานท่ีไม่เปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร เชน่ โบราณวัตถุ โบราณสถาน จติ รกรรมฝาผนงั คำบอก
เล่า เคร่ืองปัน้ ดนิ เผา โครงกระดกู หลักฐานประเภทโสตทศั น์ เป็นตน้
▪ หลักฐานทเ่ี ปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษร เช่น จารึก พงศาวดาร จดหมายเหตุ ตำนาน เอกสารส่วน
บุคคล บนั ทกึ ชาวต่างชาติ วรรณกรรม กฎหมาย เป็นตน้
หลกั ฐานประเภทลายลกั ษณ์อกั ษรท่ีน่าสนใจ
หลักศลิ าจารึกพ่อขุนรามคำแหง
กล่าวถงึ พระราชประวัตขิ องพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
สภาพบ้านเมอื ง ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่
ศาสนา การปกครอง รวมทั้งการประดษิ ฐอ์ ักษรไทย พ.ศ. 1826
จารกึ ปราสาทเขาน้อย จงั หวดั สระแก้ว
หลักฐานลายลักษณอ์ ักษรที่เกา่ แก่ที่สุดในประเทศไทย
ในพทุ ธศตวรรษที่ 12 จารึกด้วยอักษรปลั ลวะ
(ภาษาสันสกฤตและขอม)
จดหมายเหตลุ าลแู บร์
จดหมายเหตุท่ีกลา่ วถงึ ราชอาณาจักรสยาม
ในปลายรชั สมัยสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช
พ.ศ. 2230 โดยซมี ง เดอ ลา ลแู บร์
อคั รราชทูตพระเจา้ หลุยส์ที่ 14 แหง่ ฝรงั่ เศส
พงศาวดารกรงุ ศรอี ยธุ ยา ฉบับวนั วลติ
พงศาวดารที่เก่ยี วขอ้ งกับเหตุการณ์สมัยกรงุ ศรีอยุธยา
แต่งขนึ้ ด้วยภาษาฮอลนั ดา โดยเยเรเมียส ฟาน ฟลีต
ชาวฮอลนั ดา เม่ือ พ.ศ. 2183
พระราชพงศาวดารฉบบั หลวงประเสรฐิ
เขียนข้นึ ในรชั สมยั สมเด็จพระนารายณม์ หาราช
เนอื้ หากลา่ วถงึ ชว่ งก่อนการสถาปนากรงุ ศรีอยธุ ยา ตง้ั แต่การสร้างพระพทุ ธรปู
วัดพนญั เชิงฯ พ.ศ. 1867 จนถึงรัชสมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชยกทัพไปตี
อังวะ พ.ศ. 2147 ถูกคน้ พบโดย
หลวงประเสริฐอักษรนติ ิ์ (แพ ตาละลกั ษมณ์) เมอ่ื พ.ศ. 2450
กฎหมายตราสามดวง
ประมวลกฎหมาย
โดยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงใหช้ ำระกฎหมายเก่าทีม่ ีมาตัง้ แตค่ รง้ั โบราณ
รวบรวมเปน็ กฎหมายขนึ้ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2347
เอกสารราชการท่ีควรรู้
ใบบอก = รายงานจากหวั เมืองเขา้ มายงั สว่ นกลาง
สารตรา = หนงั สอื จากเสนาบดไี ปถงึ เจ้าเมอื ง
ศุภอักษร = หนังสือจากเสนาบดไี ปถึงเจา้ เมืองประเทศราช
ข้อควรรู้ !!! วิทยาศาสตร์กับหลกั ฐาน
เรดิโอคาร์บอน (Radio Carbon) การหาปริมาณคาร์บอน-14 เหมาะสำหรับการหาอายุของ
หลักฐานท่ีเป็นอินทรียวตั ถุ ไม้ กระดกู ถ่าน
เทอร์โมลูมิเนเซนซ์ (Thermoluminescence) วิธีหาอายุโบราณวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผา
โบราณสถานทก่ี อ่ สร้างดว้ ยอิฐและตะกอนดิน
วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ (Historical Method) หมายถึง กระบวนการในการแสงหาขอ้ เทจ็ จรงิ จาก
หลกั ฐานซงึ่ เปน็ ร่องรอยจากอดีตที่เหลืออยู่ เพื่อใหไ้ ดม้ าซ่งึ องค์ความรใู้ หมท่ างประวัตศิ าสตร์บนพ้นื ฐานความ
เป็นเหตเุ ป็นผลและการวเิ คราะห์เหตุการณต์ า่ ง ๆ อยา่ งเป็นระบบ แบง่ เปน็ 5 ขั้นตอน ดงั นี้
กำหนดปัญหา เรื่องราวเกย่ี วข้องกบั ใคร เกดิ อะไรขึน้ ในเหตุการณ์ เหตุการณเ์ กดิ ข้นึ ที่ไหน
เหตกุ ารณ์เกดิ ขนึ้ เมอื่ ไหร่ และเหตุการณ์มผี ลอยา่ งไรในปจั จุบนั
รวบรวมขอ้ มลู
หลักฐานทางประวัตศิ าสตร์เปรยี บเสมือนเครือ่ งมือทท่ี ำให้
ตรวจสอบและประเมิน เกดิ การเรยี นรู้เร่ืองราวในอดีต จงึ ตอ้ งสืบคน้ และรวบรวมหลักฐานทง้ั หมดท่มี ี
คณุ คา่ ของหลกั ฐาน อย่เู พอ่ื ใหไ้ ดม้ าซึง่ ข้อมูลทจี่ ะใช้ในการศึกษาประวตั ศิ าสตร์
วิพากษ์ภายนอก ตรวจสอบหลกั ฐานที่ได้มาวา่ เปน็ ของจริงหรอื ของปลอม
อายุเท่าไร ใครสร้างวพิ ากษ์ภายในตรวจสอบข้อมลู ภายในหลกั ฐานชิน้ นน้ั ว่า
มีความน่าเชอื่ ถือเพียงใด บอกอะไรไวบ้ ้าง สงิ่ ท่บี อกเปน็ ความจรงิ หรอื ความเท็จ
มคี วามนา่ สงสยั หรอื ไมถ่ กู ตอ้ งหรอื ไม่
ตคี วาม วิเคราะห์ และ การตคี วามข้นั ตน้ ตีความตามตวั อกั ษร
สังเคราะห์หลกั ฐาน การตคี วามขัน้ ลึก ตคี วามเพ่อื หาขอ้ มลู หรอื ข้อเทจ็ จรงิ ทแ่ี อบแฝง
เรียบเรยี งและนำเสนอขอ้ มลู นำขอ้ มลู ท่ผี ่านกระบวนการตีความมาเรียบเรียงและนำเสนอข้อมลู บนพืน้ ฐาน
ของความถกู ต้องตามข้อเท็จจริง มีเหตผุ ล และมคี วามต่อเน่อื งในเนื้อหา
วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ VS วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์
วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์
กำหนดปัญหาหรือเร่อื งที่ต้องการศกึ ษา กำหนดปญั หาหรือเรอ่ื งที่ตอ้ งการศึกษา
รวบรวมขอ้ มลู หลกั ฐานตา่ ง ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
ตรวจสอบและประเมินคณุ คา่ ของหลกั ฐาน ต้ังสมมตฐิ าน
ตคี วาม วิเคราะห์ และสงั เคราะหห์ ลกั ฐาน ทดลองหรอื ตรวจสอบสมมตฐิ าน
รวบรวมข้อมลู และวิเคราะห์ผลการทดลอง
เรียบเรยี งและนำเสนอขอ้ มลู
สรปุ ผลการทดลอง
ทศวรรษ ช่วงเวลา
ศตวรรษ
สหสั วรรษ ช่วงเวลาในรอบ 10 ปี
เช่น ทศวรรษท่ี 2010 คอื ค.ศ. 2010-2019
ช่วงเวลาในรอบ 100 ปี
เชน่ คริสตศ์ ตวรรษที่ 21 คอื ค.ศ. 2001-2100
พุทธศตวรรษที่ 24 คือ พ.ศ. 2301-2400
ชว่ งเวลาในรอบ 1,000 ปี
เชน่ ครสิ ต์สหัสวรรษท่ี 3 คือ ค.ศ. 2001-3000
ศักราช
• พุทธศักราช (พ.ศ.) เป็นการนับศักราชแบบตะวันออกที่นิยมนับถือพระพุทธศาสนา เริ่มหลังจาก
เหตุการณ์พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ประเทศไทยเริ่มนับหลังจากพระพุทธเจา้ ปรินิพพานไปแล้ว 1
ปี เปน็ พ.ศ. 1 เรม่ิ ใชต้ ้งั แต่ครงั้ สมัยสมเด็จพระนารายณม์ หาราชและนำมาใชอ้ ย่างเปน็ ทางการในสมัย
รัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2455 ***ประเทศศรีลังกา พม่า ลาว เขมร เริ่มนับปีที่พระพุทธเจา้ ปรินพิ พาน
เป็น พ.ศ. 1 ศักราชจงึ มากกว่าไทย 1 ปี
• มหาศักราช (ม.ศ.) (เทียบกบั พ.ศ. +621) เปน็ ศักราชที่ใชต้ ามปขี ึ้นครองราชยข์ องพระเจา้ กนษิ กะ
แห่งอาณาจักรกุษาณะ บริเวณตอนเหนือของอินเดีย พบในหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย
และอยธุ ยาตอนตน้
• รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) (เทียบกับ พ.ศ. +2324) รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2432 โดยกำหนดให้
เรม่ิ นบั ต้งั แตป่ ีท่ีรชั กาลท่ี 1 สถาปนากรงุ รตั นโกสนิ ทรเ์ ป็นราชธานใี นปี พ.ศ. 2325 นบั เปน็ ร.ศ. 1
เลกิ ใชใ้ นสมัยรัชกาลท่ี 6 โดยเปลยี่ นเป็นพุทธศักราชแทน