สัญญา จุดสำคัญ
สญั ญาขายฝาก
• กรรมสิทธใิ์ นทรัพย์สนิ ตกไปยงั ผู้ซอื้
สัญญากยู้ มื • ผ้ขู ายอาจไถค่ นื ทรัพย์สนิ นน้ั ได้
สญั ญาค้ำประกัน • มีระยะเวลากำหนด อสังหารมิ ทรพั ย์ไม่เกิน 10 ปี
แต่สงั หารมิ ทรพั ย์ไม่เกิน 3 ปี
• การกยู้ มื เงนิ ต้งั แต่ 2,000 บาท ต้องทำหนังสอื สญั ญา
ลงลายมอื ชื่อผู้ยมื และผ้ใู หย้ ืม
• ดอกเบี้ยไมเ่ กินร้อยละ 15 ตอ่ ปี
• ผูค้ ้ำประกันทำสญั ญากบั เจ้าหน้เี มือ่ ลูกหน้ีเม่ือลกุ หนไี้ ม่
ชำระหน้ี ผู้ค้ำจะชำระหน้แี ทน
• มีผลเมือ่ ลูกหนีไ้ ม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกนั จะต้องชำระแทน
• สญั ญาคำ้ ประกันตอ้ งเปน็ หนงั สือ จงึ จะฟอ้ งรอ้ งบงั คับคดี
ได้
▪ ทรพั ย์สิน
ทรพั ย์ คือ วตั ถทุ ี่จบั ต้องได้ มีรปู ร่าง มรี าคา
ทรพั ย์สิน คอื ทรัพย์และวตั ถทุ ไี่ มม่ ีรูปร่างแต่มีราคา
➢ สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินท่ีเคลื่อนย้ายได้ รวมไปถึงสิทธินั้นในทรัพย์สินนั้นด้วย เช่น
โทรศัพท์มือถอื รถยนต์
➢ อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินท่ีเคลื่อนย้ายไม่ได้ เช่น ที่ดิน ทรัพย์ที่ติดกับดิน มีกรรมสิทธิ์ใน
ท่ีดิน สทิ ธิอาศยั สิทธคิ รอบครอง สิทธิจำนอง
➢ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ได้ยาก เช่น เรือกำปั่น แพ สัตว์พาหนะ
เคร่ืองจกั ร อากาศยาน
เวลานำทรพั ยส์ ง่ิ ไปจำนำหรอื จำนองสังหารมิ ทรัพย์ ใชค้ ำว่า จำนำ
อสงั หาริมทรพั ย/์ สงั หารินทรพั ยพ์ ิเศษ ใชค้ ำวา่ จำนอง
▪ มรดกและทายาท
มรดก คอื ทรพั ยส์ นิ ของผตู้ าย รวมถงึ สิทธิ และความรับผดิ ชอบตา่ ง ๆ ของผ้ตู าย มรดกน้ันจะตกทอด
ไปยังทายาท ทายาทจำแนกได้สองประเภท คอื
1. ทายาทโดยธรรม มี 2 แบบคอื แบบค่สู มรส (เป็นทายาทโดยธรรมลำดบั พิเศษ) และประเภทญาติ
2. ทายาทตามพนิ ยั กรรม
ลำดบั ทายาทตามสายโลหิต คสู่ มรสและผสู้ ืบสันดานจะไม่ตดั สทิ ธกิ นั เอง
1. ผ้สู บื สนั ดาน ลกู เจ้าของมรดก (ท้งั สายเลอื ดและบุตรบุญธรรมทีจ่ ดทะเบยี นแล้ว) หากลกู เสียชีวิต
ก่อนเจา้ มรดก หลานสามารถเข้ารับมรดกแทนได้
2. บดิ า มารดา
3. พ่นี อ้ งรว่ มบิดา มารดา หากมที ายาทลำดบั ก่อนหนา้ ทายาทลำดับถัดไป
4. พ่ีน้องร่วมแตบ่ ิดาหรือมารดา จะไม่มีสิทธิรบั มรดก
5. ปู่ ยา่ ตา ยาย
6. ลงุ ป้า นา้ อา
กฎหมายครอบครัว
การหม้นั
- ตอ้ งอายุ 17 ปบี ริบูรณข์ ึ้นไป ต้องได้รบั การยินยอมจากผปู้ กครอง
- สินสอด ฝ่ายชายมอบให้พอ่ แมฝ่ ่ายหญงิ และส่งมอบ ของหมั้น ให้แกฝ่ า่ ยหญงิ
- ถา้ มกี ารผิดสัญญาหมั้น อีกฝ่ายสามารถเรียกร้องค่าทดแทนได้ แต่ถา้ ฝ่ายหญิงเปน็ ฝ่ายผดิ จะต้อง
คนื ของหม้นั แก่ฝา่ ยชาย
Tips แต่ถา้ ฝา่ ยใดฝา่ ยหน่ึง ตาย ไม่ตอ้ งคนื ของหมน้ั
สนิ สอด VS ของหมัน้
สินสอด ของหม้ัน
ฝ่ายชาย มอบให้ บิดา มารดาหรอื ผ้ปู กครองของ ฝา่ ยชาย มอบให้ ฝา่ ยหญงิ
ฝ่ายหญิง
ต้องให้ในขณะทีห่ มัน้ (ใหก้ อ่ นทจี่ ะแต่งงานเพ่ือเปน็
ให้เม่อื ไหรก่ ไ็ ด้ การประกัน)
ไมไ่ ดอ้ ย่ใู นเง่อื นไขการหมนั้ เป็นเงอ่ื นไขทท่ี ำให้การหมั้น สมบูรณ์
การสมรส
- ต้องอายุ 17 ปีบรบิ รู ณข์ ้นึ ไป
- การสมรสจะสมบูรณก์ ็ต่อเมอื่ จดทะเบียนสมรส
- คู่สมรสทง้ั สองคนต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไรค้ วามสามารถ ญาตสิ บื สายโลหติ สมรสกนั ถ้าฝ่าฝืน
การสมรสจะเป็นโมฆะ
- สินสมรส คอื ทรพั ย์สนิ ท่ีเปน็ กรรมสิทธิ์รว่ มกันระหว่างสามแี ละภรรยา โดยไดม้ าในระหวา่ งสมรส
หรอื เป็นทรพั ย์สินที่เปน็ ดอกผลของสนิ สว่ นตัว หย่า มาต้องแบง่ ครึง่
˟ การหยา่
- จดทะเบียนหยา่ เปน็ ความยินยอมท้ัง 2 ฝา่ ย
- ฟ้องหย่า ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่น การนอกใจ การถูกทำร้ายร่างกาย เป็นต้น
กฎหมายอาญา
หมายถงึ กฎหมายมหาชนท่ีกำหนดความสมั พนั ธร์ ะหว่างรฐั กับเอกชนโดยบัญญัตถิ ึงความผดิ และโทษ
• ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญา
• กฎหมายอาญาตอ้ งบญั ญตั ใิ หช้ ัดเจนแน่นอน
• กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเครง่ ครัด
• กฎหมายอาญาจะไม่มผี ลร้ายยอ้ นหลัง ยกเว้นแต่จะผลทเี่ ปน็ ประโยชน์ต่อจำเลย
• ประเภทความผิด
• ความผดิ อาญาแผ่นดิน ยอมความไมไ่ ด้ ถึงเจา้ ทกุ ขจ์ ะไมเ่ อาเร่ือง ตำรวจหรอื รฐั ก็ตอ้ งเอาเร่ือง
ผ้ทู ำผดิ เชน่ ฆาตกรรม ชงิ ทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสาร
• ความผิดตอ่ สว่ นตวั ยอมความได้ ถ้าเจา้ ทกุ ขไ์ มเ่ อาเรอื่ ง เชน่ หม่ินประมาท ลกู ขโมยของแม่
• ความผิดลหุโทษ โทษจำคกุ ไม่เกิน 1 เดือนหรอื ปรบั ไม่เกิน 1,000 บาท เช่น อนาจาร ทะเลาะ
ววิ าท
• ข้ันตอนการกระทำความผิด
1. คิด ยังไมม่ คี วามผดิ
2. ตกลงใจจะทำ
3. ตระเตรียม
4. พยายามกระทำความผดิ (รบั โทษ 2 ใน 3 แม้ยังไม่สำเร็จ)
5. กระทำความผดิ สำเรจ็
• ผูร้ ว่ มกระทำความผดิ ทางอาญา
1. ตวั การ ลงมอื ทำเอง
2. ผู้ใช้ คือ ผู้ใช้ให้บุคคลอื่นกระทำความผิดแทนตนเอง ถ้าผู้ถูกใช้กระทำความผิดน้ัน
สำเร็จ ผู้ใช้ต้องรับโทษเท่ากับตัวการ แต่ถ้าผู้ถูกใช้กระทำความผิดไม่สำเร็จ ผู้ใช้ต้องรับ
โทษ 1 ใน 3 ของโทษท่ีกำหนด
3. ผู้สนับสนุน คือ ผู้ให้ความช่วยเหลือ หรืออำนวยความสะดวกในการทำความผิด
หากสำเร็จรับโทษ 2 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้
• ความผดิ เก่ียวกับทรพั ย์
• ลักทรัพย์ คือ การขโมยทรัพยผ์ ู้อ่ืนแบบปกติ
• ว่ิงราวทรพั ย์ คอื การขโมยแบบฉกฉวยทรัพยไ์ ปจากเจ้าของแบบต่อหน้าต่อตา เช่น การ
กระชากกระเป๋า
• ชิงทรัพย์ คือ การใชก้ ำลงั หรืออาวุธร่วมดว้ ยในการกระทำความผิด เชน่ เอาปนื จอ่
• ปลน้ ทรัพย์ คอื การขโมยทที ำร่วมกนั 3 คนขนึ้ ไป
• กรรโชกทรพั ย์ คือ การขม่ ขเู่ พอ่ื ให้ได้ทรพั ย์ เชน่ การขู่วา่ จะทำรา้ ยร่างกาย
• รดี เอาทรพั ย์ คอื การข่มขเู่ พ่อื ใหไ้ ดท้ รพั ยโ์ ดยการเปดิ เผยความลบั หรอื Blackmail
• ฉอ้ โกงทรพั ย์ คือ การลอ่ ลวงเจา้ ทรพั ย์ใหห้ ลงเชอื่
• ยกั ยอกทรพั ย์ คอื การถา่ ยเท เบียดบงั เปลยี่ นมอื การถอื ทรัพย์ไว้เป็นของตนหรือผูอ้ น่ื
โทษทางอาญา 5 สถาน (เรียงจากโทษสูงสุดไปโทษเบาสุด)
1. ประหารชีวติ ใช้วธิ ฉี ีดยาหรอื สารพษิ เข้าสรู่ า่ งกาย
2. จำคุก ขังท่เี รือนจำ
3. กกั ขัง
4. ปรบั กักตวั ผทู้ ำผดิ ไว้ในสถานทกี่ ักขังทีไ่ ม่ใช่เรือนจำ เช่น สถานีตำรวจ
5. ริบทรพั ยส์ นิ ชำระค่าปรบั ตามกำหนด
รบิ ของกลางในคดี เชน่ ยาเสพติด รถยนต์ท่ีใช้
ก่อเหตุ
ศาล
ระบบศาลในโลก แบง่ เป็น 2 ระบบ
1. ระบบศาลเดย่ี ว : ประเทศนนั้ มีเฉพาะศาลยุตธิ รรมทำหนา้ ทต่ี ัดสนิ คดคี วาม
2. ระบบศาลคู่ : ประเทศนน้ั มกี ารแยกศาลปกครองออกจากศาลยุตธิ รรม
ระบบศาลของไทย
• ใช้ระบบศาลคู่ มาตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 โดยในปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับปี
พ.ศ.2560 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาเป็นประมุขของฝ่ายตุลาการ และได้แบ่งประเภทของศาล
ออกเป็น 4 ประเภท
1. ศาลยตุ ธิ รรม
พิพากษาคดีทั่วไปทั้งแพ่งและอาญา ใช้ระบบกล่าวหา เป็นหน่วยงานอิสระไม่สังกัดกระทรวง
ยตุ ิธรรม มี 3 ช้ัน
1) ศาลชั้นต้น ไดแ้ ก่ ศาลแพง่ ศาลอาญา ศาลแขวง ศาลจงั หวัด ศาลเดก็ เยาวชน
และครอบครวั ศาลลม้ ละลายกลาง
2) ศาลอทุ ธรณ์
3) ศาลฎกี า เป็นศาลสงู สดุ คำตัดสนิ ของศาลฎกี าถอื วา่ เป็นอนั สิน้ สุด
2. ศาลปกครอง
• มฐี านะเทยี บเท่าศาลยุตธิ รรม
• พิจารณาคดีทต่ี อ้ งใชห้ ลักกฎหมายมหาชน
• เป็นหนว่ ยงานอสิ ระไม่สงั กัดกระทรวงยุตธิ รรม
• ใช้ระบบไต่สวน
• มี 2 ช้นั
1) ศาลปกครองชัน้ ตน้
2) ศาลปกครองสงู สดุ
3. ศาลรฐั ธรรมนญู
• มีหน้าทวี่ นิ ิจฉัยการกระทำหรือข้อกฎหมายที่ขดั แย้งกับรัฐธรรมนญู
• ใช้ระบบไต่สวน
• แต่ไม่มอี ำนาจพิจารณาคดีทั่วไป
• เป็นองค์กรอิสระตามรฐั ธรรมนญู
4. ศาลทหาร
• สังกดั กระทรวงกลาโหม
• พิจารณาคดอี าญาซ่งึ ผกู้ ระทำผิดเปน็ บุคคลในอำนาจศาลทหาร
1. กลมุ่ ทหาร โดยแยกเปน็ 2 ประเภท
1.ทหารประจำการ ได้แก่ ทหารทรี่ ับราชการทหารเป็นอาชีพ
2. ทหารกองประจำการ ไดแ้ ก่ ทหารเกณฑ์
2. กล่มุ นกั เรียนทหาร ไดแ้ ก่ นกั เรยี นนายร้อย นักเรยี นนายเรอื นักเรยี นแพทย์ทหาร นกั เรียนเตรียมทหาร เปน็ ต้น
3. กลุม่ ทีไ่ มไ่ ด้เปน็ ทหาร แบง่ ได้ 3 ประเภท
1. บุคคลท่ีเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรอื น หรือเป็นลกู จา้ งในสังกัดกระทรวงกลาโหม
2. บคุ คลทอ่ี ยใู่ นความควบคุมของเจา้ หนา้ ทฝี่ ่ายทหารโดยชอบดว้ ยกฎหมาย เช่น พยานที่ถกู ศาลทหารออกหมายจบั
3. บคุ คลท่เี ป็นเชลยศึกในชว่ งเวลาที่มีศกึ สงคราม
คาํ ว่า ศาสนา มาจากภาษาสันสกฤต “ศาสน” ถ้าเป็นภาษาบาลใี ช้ “สาสน” แปลวา่ คําสอนหรอื
ขอ้ บงั คบั คําสอนเปน็ คําแนะนําใหบ้ ุคคลกระทําความดีตามหลกั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ น ศาสนาท่เี รยี กว่า ธรรมะ
และข้อบังคบั หมายถงึ ขอ้ หา้ มในการกระทําความชวั่ ทงั้ ทางกายและวาจา
ศาสนาเกิดจากการหาท่พี ึง่ พิง หาสงิ่ ท่ีจะชว่ ยมนุษยใ์ หพ้ ้นจากความกลวั พน้ จากอันตรายอันเกิดจากภัยทาง
ธรรมชาติ เช่น พายุ ฟา้ ร้อง ฟ้าผ่า นา้ํ ท่วม แผ่นดนิ ไหว เมอ่ื มนุษย์เหน็ วา่ เปน็ อันตรายต่อตนเอง จงึ เกดิ ความ
กลัว ความตอ้ งการที่พงึ่ ทางใจและตอ้ งการจะพน้ ทุกข์จงึ เกดิ ขึ้น เพอื่ บรรลุความสงบสขุ ของตนเอง
ในแตล่ ะศาสนาอาจมีองค์ประกอบไม่ครบกไ็ ด้
1) เปน็ พืน้ ฐานของกฎศีลธรรมของสังคม
2) เปน็ แหล่งกาํ เนิดจรยิ ธรรม
3) เปน็ แหลง่ ทที่ าํ ใหเ้ กิดศลิ ปวฒั นธรรม และประเพณี
4) เป็นกลไกของรัฐในการควบคมุ สงั คม
5) เป็นบรรทดั ฐานของสงั คมทใ่ี ชใ้ นการปฏิบตั ิเพ่อื ใหเ้ ปน็ ไปในแนวเดยี วกัน
ศาสนาพราหมณ์แหล่งกำเนิดในประเทศอินเดีย เป็นศาสนาดั้งเดิมของชนเผ่าอารยัน มีความเชื่อ
เรื่องพระเจ้าหลายองค์ ต่อมาวิวัฒนาการเป็นศาสนาฮินดู มีความเชื่อเกี่ยวกับตรีมูรติ คือ พระพรหม คือ
ผู้สรา้ ง , พระวิษณุ (พระนารายณ)์ คอื ผู้คุ้มครอง และพระอิศวร (พระศวิ ะ) คอื ผู้ทำลาย
คัมภรี พ์ ระเวท มอี ยู่ 3 คมั ภีร์ ถือว่าเปน็ คัมภรี ท์ เี่ กา่ แกท่ ีส่ ุดในโลก 1,000 ปี ตอ่ มาประมาณเพม่ิ อาถ
รรพเวทเขา้ ไป ไดแ้ ก่
• ฤคเวท (บทสวดสรรเสรญิ เทพเจา้ )
• ยชูรเวท (ค่มู ือพราหมณ์ในการทำพิธบี ูชายัญ)
• สามเวท (ใชส้ วดขับกลอ่ มเทพเจ้า)
• อาถรรพเวท (เป็นมนต์คาถาทางไสยศาสตร)์ ถกู เพมิ่ มาทหี ลัง
• นิกายไวษณพ (ลทั ธอิ วตาร) นบั ถือพระวษิ ณุ
• นกิ ายไศวะ นบั ถอื พระศวิ ะ มีศวิ ลงึ ค์เป็นสญั ลกั ษณ์
• นิกายศากตหิ รอื ศักติ นับถอื พระชายาของเทพ เชน่ นบั ถอื พระแมอ่ ุมาหรือพระแม่กาลี เป็นชายา
ของพระศวิ ะ เป็นตน้
หลักอาศรม 4 เปน็ หลกั ปฏิบตั แิ ห่งการดำเนินชวี ิต
1) พรหมจารี คือ เปน็ วยั ศกึ ษาเลา่ เรยี น
2) คฤหัสถ์ คอื เปน็ วัยครองเรอื น
3) วานปรสั ถ์ คือ เปน็ วยั ออกไปอยู่ปา่
4) สันยาสี คือ เป็นวัยสุดทา้ ยของชีวิต ออกบวชเป็นสันยาสี บำเพญ็ เพียรเพื่อความหลดุ พ้น
1) พธิ ศี ราทธ์ คอื พธิ ีทำบญุ ใหแ้ กญ่ าตผิ ้ลู ว่ งลับไปแลว้
2) พิธีประจำบ้าน (สังสการ) มี 12 พิธี เช่นพิธีอุปานยัน คือ พิธีเริ่มการศึกษา ถ้าเป็นหญิงยกเว้นพิธี
วิวาหะ คอื พิธีแตง่ งาน
3) ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับวรรณะ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร แต่ละวรรณะมีการดำเนินชีวิตที่
ต่างกนั จงึ ต้องปฏิบตั ติ ามวรรณะของตน เช่น การแต่งงาน การแต่งกาย เป็นต้น
4) พิธีบชู าเทพเจ้า แต่ละวรรณะจะมีการปฏิบัตติ ่างกันในเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานศิวาราตรี (พิธีลอย
บาป) งานบชู าเจา้ แม่ลกั ษมี (เทวแี หง่ สมบัตแิ ละความงาม) เปน็ ต้น
*****ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูยดึ ถือในระบบวรรณะ(ชนชน้ั ทางสังคม)*******
ระบบวรรณะ มี 4 วรรณะ คอื
วรรณะ เกิดจากอวัยวะ ทำหน้าท่ี บุคคลในวรรณะ
ใดของพระพรหม
พราหมณ์ นักบวช พราหมณ์
กษัตรยิ ์ ปาก ติดต่อกบั พระเจ้า กษัตริย์ ทหาร ขา้ ราชการ
แพศย์
ศูทร แขน บริหารการปกครองบา้ นเมือง พ่อค้า เกษตรกร
กรรมาชพี ผ้ใู ชแ้ รงงาน
สะโพกหรือท้อง ผลิตอาหารเล้ยี งพลเมือง
เทา้ ใช้แรงงาน เพ่ือรบั ใชว้ รรณะทง้ั
3
ทั้งนี้จะมีคนนอกวรรณะที่เกิดจากการแต่งงานข้ามวรรณะที่เรียกว่า “จัณฑาล” และจะมีข้อห้าม
เพื่อไม่ให้คนวรรณะต่ำ ไปยุ่งกับคนวรรณะสูงกว่า เช่น ห้ามคนวรรณะต่ำปรุงอาหารให้คนวรรณะสูงกว่า
หา้ มแตง่ งานข้ามวรรณะ ห้ามประกอบอาชีพนอกเหนือทก่ี ำหนดในวรรณะ
ศาสนาคริสต์กำเนิดในดินแดนปาเลสไตน์ หรือบางส่วนของอิสราเอลและปาเลสไตน์ในปัจจุบัน
ศาสดาคอื พระเยซู ซ่ึงเป็นบตุ รของนกั บญุ โยเซฟและพระแมม่ ารีย์ เป็นศาสนาทม่ี ีผู้นับถือมากท่ีสดุ ววิ ฒั นาการ
มาจากศาสนายูดาย จงึ มีพระเจา้ หรอื ท่ีเรียกวา่ ยะโฮวาห์
คัมภรี ข์ องศาสนาครสิ ต์ คือ คมั ภรี ไ์ บเบิล ซึ่งแบ่งออกเปน็ 2 ภาค คือ
1) ภาคพันธสัญญาเดิม ทั้งคริสต์และยูดายนับถือร่วมกัน มีสาระเกี่ยวกับกำเนิดโลกและ
สรรพสิ่ง โดยพระเจา้ และบญั ญัติ 10 ประการ ในส่วนน้จี ะประกอบด้วย บทเพลง บทสวด และสุภาษิต
2) ภาคพันธสัญญาใหม่ เป็นคัมภีร์ที่มีสาระเกี่ยวกับประวัติและคำสอนของพระเยซู
การเผยแผ่ศาสนาของสาวก จดหมายเหตุ และวิวรณ์ ขน้ั ปลายชีวิตของมนุษยชาติ
1) นิกายโรมันคาทอลกิ เปน็ นิกายท่ีนบั ถอื และปฏบิ ตั ิตามคำสอนของพระเยซู มพี ธิ ีกรรมที่เครง่ ครัด
มีสันตะปาปาเป็นผู้นำศาสนาสูงสุด ประทับอยู่ที่นครรัฐวาติกัน ผู้ที่นับถือเรียกตนเองว่า คริสตังประเทศที่
นบั ถือ ได้แก่ ฝรงั่ เศสอติ าลี สเปน โปรตุเกส ฟิลปิ ปินส์ (มากทสี่ ุดในโลก) เป็นต้น
2) นิกายโปรแตสแตนต์ เป็นนกิ ายที่แยกมาจากนิกายโรมนั คาทอลกิ ผู้กอ่ ตง้ั คอื “มาติน ลูเธอร”์ ปฏิเสธอำนาจ
ของสันตะปาปา ผูน้ ับถอื เรียกวา่ ครสิ เตยี น ประเทศทีน่ ับถอื ได้แก่ สหรัฐอเมรกิ า สหราชอาณาจกั ร เป็นต้น
3) นิกายออร์โธดอกซ์ เป็นนิกายที่แยกจากนิกายโรมันคาทอลิก ด้วยเหตุผลทางการเมืองและวัฒนธรรม
ประเทศทีน่ บั ถอื ได้แก่ กรีซ โรมาเนยี บัลแกเรยี สหภาพโซเวียด และประเทศในยโุ รปตะวนั ออก
หลกั คำสอน เรอ่ื งตรีเอกานภุ าพ คอื การนับถอื พระเจ้าองค์เดียว แบ่งเปน็ 3 พระภาค คือ
1. พระบดิ า หมายถงึ พระเจา้
2. พระบตุ ร หมายถึง พระเยซู
3. พระจิต หมายถงึ วิญญาณบรสิ ทุ ธิใ์ นจติ ใจของชาวคริสตท์ ่ีมศี รัทธา
หลักคำสอนเรอื่ งความรกั ศาสนาครสิ ตเ์ ป็นศาสนาท่ีได้ชอ่ื วา่ เปน็ ศาสนาแหง่ ความสอนให้รกั
พระเจ้า รกั เพอ่ื นมนุษย์เหมอื นรักตัวเอง
1. พิธีศลี ลา้ งบาป : กระทำแกท่ ารกหรอื คนทเี่ พ่งิ เรมิ่ เขา้ เป็นครสิ ต์ศาสนกิ ชน โดยใชน้ ้ำศักดิ์สิทธ์ิ
เทลงบนศีรษะเพ่ือล้างบาป
2. พธิ ศี ีลกำลงั : เปน็ การยืนยันวา่ ตนยอมรับนับถอื ศาสนาคริสตจ์ รงิ
3. พิธีศีลมหาสนิท(มสิ ซา) : เปน็ การรบั ประทานขนมปงั และดม่ื เหลา้ องุ่นเพ่ือระลกึ ถึง
เพราะเจ้าท่ีทรงสละพระวรกายเพื่อมนษุ ย์จะได้หลุดพ้นจากบาป
4. พธิ ศี ีลสมรส : กระทำแก่คบู่ ่าวสาวก่อนการจดทะเบยี นสมรส (นกิ ายโรมันคาทอลกิ ให้ความสำคัญ
กบั พิธศี ีลนี้มาก)
5. พิธีสารภาพบาป : ตอ้ งไปกระทำตอ่ หน้าบาทหลวงเพื่อสารภาพบาป
6. พธิ เี จมิ คร้ังสุดทา้ ย : กระทำแกผ่ ปู้ ว่ ยทเี่ ขา้ ขน้ั วิกฤตแล้ว
7. พิธีเข้าบวช : เป็นการบวชบคุ คลเป็นบาทหลวงในครสิ ตศ์ าสนา
พิธกี รรมทั้ง 7 จะปรากฏในนกิ ายโรมันคาทอลกิ แต่ในบางนกิ ายก็มีไมค่ รบท้งั 7 พิธกี รรม
คำวา่ อิสลาม แปลว่า สันติ ยินยอม นอบนอ้ ม จงึ หมายถงึ การนอบนอ้ มตอ่ พระเจา้ (พระอลั ลอฮ)์
ซึ่งเปน็ พระเจา้ องคเ์ ดียวของศาสนาน้ี เกดิ ทเ่ี มืองเมกกะ ประเทศซาอดุ อิ าระเบยี ศาสดา คือ ท่านนบมี ฮู ัมหมดั
การเริ่มศกั ราชของศาสนาอิสลามเร่มิ เมอื่ ปที ่มี ูฮมั หมัดหนไี ป จากเมกกะไปเมืองเมดหิ ์นะ (ค.ศ.622) เป็นการ
เร่ิมตน้ เรยี กว่า "ฮจิ เราะห์ศักราช" ศาสนาอสิ ลามแตกแยกเป็นนกิ ายตา่ ง ๆ ภายหลงั พระศาสดาถึงแก่กรรม มี
สาเหตมุ าจากความแตกแยกแนวความคิดเหน็ ทางการเมอื งเป็นสำคัญ โดยเฉพาะตำแหนง่ ทเี่ รียกวา่ "กาหลิบ"
ซ่ึงมฐี านะเป็นท้งั ประมุขศาสนาและการปกครอง
1. นิกายซุนนี จะปฏิบัตเิ ครง่ ครดั ในคมั ภีรอ์ ลั กรุ อานและคำสอนของศาสดาทส่ี ดุ ใช้หมวกสีขาวเป็น
เคร่ืองหมาย
2. นกิ ายชอี ะห์ ยกยอ่ งอาลี ใช้หมวกสแี ดงเป็นเครอื่ งหมาย
หลกั ศรทั ธา 6 ประการ
1. ศรัทธาในพระอลั เลาะหเ์ พยี งองคเ์ ดียว
2. ศรทั ธาในบรรดามลาอกี ะห์ คือ เทวทูต
3. ศรัทธาในพระคมั ภรี ์
4. ศรทั ธาในบรรดาศาสนทูต
5. ศรัทธาในวนั พพิ ากษา
6. ศรทั ธาในกฎกำหนดสภาวการณ์
หลกั ปฏิบัติ 5 ประการ
1. ปฏญิ าณตน ยอมรบั วา่ พระอัลเลาะห์เป็นพระเจา้ องคเ์ ดียว
2. การละหมาด หรอื นมาซ วนั ละ 5 คร้ัง
3. การถอื ศีลอด หรอื อศั ศยิ าม หมายถงึ การละหรอื งดเว้นบริโภคอาหาร
4. การบริจาคซะกาต หมายถงึ การบรจิ าคทานหรอื บริจาคทรัพย์ทไ่ี ดม้ าดว้ ย
ความสจุ ริตแกผ่ ทู้ ่ีควรรบั
5. การประกอบพธิ ีฮัจญ์ ณ วหิ ารกะบะห์ ท่ีเมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย
พระพุทธศาสนา มตี น้ กำเนิดในดินแดนท่เี รียกว่า “ชมพทู วีป” (ดนิ แดนท่ีมีต้นหว้า)
ชมพูทวีป = ครอบคลมุ ดนิ แดนของประเทศ อินเดยี ปากีสถาน เนปาล อฟั กานิสถาน และ
บังกลาเทศ ดนิ แดนชมพูทวีปมปี ระชากร 2 กลุ่มใหญ่ คอื
1. มิลักขะ (ชาวดราวิเดยี น) เป็นชนพื้นเมอื งของชมพูทวีปอยมู่ ากอ่ น มผี ิวกายสีคล้ำออกดำ
2. อรยิ กะ (ชาวอารยนั ) อพยพมาทีหลงั มผี วิ กายสขี าว
1. ศาสดา พระพทุ ธเจา้ (พระโคดมสมั มาสมั พุทธเจา้ )
2. นักบวช พระภิกษุ (ทรงศลี 227 ข้อ) ภิกษุณี (ทรงศลี 311 ข้อ) สามเณร (ทรงศลี 10 ข้อ)
3. สญั ลกั ษณ์ ตราธรรมจักร (กงล้อแห่งธรรม มีกง 8 กง เปรยี บเสมอื น หลกั ธรรมอริยมรรคมอี งค์
แปด อันเป็นแนวทางปฏบิ ัตเิ พอื่ บรรลจุ ุดมุ่งหมายอนั สงู สุด
4. คัมภีร์ พระไตรปฎิ ก ประกอบด้วย พระวนิ ัยปิฎก พระสตุ ตันตปิฎก และพระอภธิ รรมปิฎก
5. จดุ มุง่ หมาย พระนพิ พาน
6. พิธีกรรม ศาสนพิธี (กุศลพิธี บญุ พิธี ทานพธิ ี ปกิณกพิธี)
7. คำสอน คำสอนอันเป็นหัวใจของพระพทุ ธศาสนา คือ โอวาทปาฏิโมกข์ หรอื
โอวาท 3 (ทำดี ละชว่ั ทำจิตใจให้บรสิ ุทธ)์
เรือ่ งราวเกย่ี วกับพระพทุ ธศาสนาสามารถสรุปรวมในพระรตั นตรัย คอื แก้วอันประเสริฐ
3 ดวง เป็นสงิ่ เคารพบชู าอนั สงู สุดของชาวพทุ ธ ไดแ้ ก่
1. พระพทุ ธเจา้ ศาสดาของพระพทุ ธศาสนา
2. พระธรรม หลกั คำสอนของพระพุทธศาสนา
3. พระสงฆ์ สาวกหรอื นักบวชของพระพทุ ธศาสนา
ทำความเขา้ ใจเกย่ี วกบั พระพุทธเจ้า
• กอ่ นตรัสรู้ เรียก พระโพธสิ ัตว์
• หลงั ตรัสรู้ เรยี ก พระสมั มาสมั พุทธเจ้า (ตรสั รูไ้ ด้ด้วยตนเอง)
• พระพทุ ธเจา้ พระองคป์ ัจจบุ ันมพี ระนามวา่ พระโคดมพทุ ธเจ้า/พระโคตมพุทธเจ้า
หมายถงึ ประวตั ขิ องพระพทุ ธเจ้า ผ้ซู ่ึงเปน็ ศาสดาของพทุ ธศาสนา
เจ้าชายสิทธตั ถะ ประสูตเิ ม่อื วันเพญ็ เดือน 6 กอ่ นพุทธศกั ราช 80 ปี วนั วสิ าขบชู า
พระบดิ าคือ พระเจ้าสุทโธทนะ (ศากยวงศ์) พระมารดา คอื พระนางสิรมิ หามายา
(โกลิยวงศ์) เจ้าชายทรงประสูติพร้อมกับสหชาติทั้ง 7 (เกิดวันและเวลาเดียวกัน) ได้แก่ พระนางยโสธรา
(พิมพา) เจ้าชายอานนท์ นายฉนั นะ อำมาตยก์ าฬุทายี ตน้ ศรมี หาโพธ์ิ (อสั สตั ถะ) ม้ากัณฑกะและขมุ ทรัพย์ท้ังส่ี
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ 8 พรรษาได้ศึกษากับครูคนแรกของพระองค์ คือ
ครูวิศวามติ ร
เมอื่ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะเจรญิ พระชนม์ได้ 16 พรรษา พระเจา้ สุทโธทนะ มีพระราชดำรวิ า่ พระราชโอรส
สมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้ทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปป-
พุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุข
สมบตั ิ จนพระชนมายมุ ายไุ ด้ 29 พรรษา และทรงมีพระโอรสพระนามวา่ ราหุล (บว่ ง)
ทรงตัดสินพระทัยออกผนวช (มหาภิเนษกรมณ์) เมื่อพระชนมายุได้ 29 พรรษาโดยพระองค์ทรงม้า
กัณฐกะ พร้อมดว้ ยนายฉันนะ มุ่งส่แู ม่นำ้ อโนมานที แควน้ มัลละ เสด็จขา้ มฝง่ั แม่นำ้ อโนมานทีแล้วทรงอธิษฐาน
เพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์ และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์ เพราะ
ทรงเห็นเทวทตู ทัง้ 4 (แก่ เจ็บ ตาย บรรพชติ ) ทำให้พระองค์มคี วามปรารถนาทจ่ี ะช่วยใหส้ ัตว์โลกท้ังปวงได้พน้
จากความทกุ ข์
จากนั้นทรงไปร่ำเรียนในสสำนักของอาฬารดาบส และอุทกดาบส เจ้าชายสิทธัตถะทรงเรียนจบทุก
วิชาที่อาจารย์ทั้ง 2 ท่านสอนจนครบทุกศาสตร์ แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์จึงหลีกไป
ปฏิบตั เิ พียงลําพงั
ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา โดยกัดฟัน กลั้นลมหายใจอดอาหาร เป็นต้น
มผี ู้ปรนนบิ ัติ คอื ปัญจวคั คีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑญั ญะ (หัวหน้า) วัปปะ ภทั ทิยะ มหานามะ อสั สชิ
บำเพญ็ ทกุ รกริ ิยาเป็นเวลายาวนานถึง 6 ปี (พระชนมายุ 29 – 35 พรรษา)
เจ้าชายสิทธัตถะทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างหนัก แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นว่าจะเป็นหนทางพ้นทุกข์ พระองค์จึง
ล้มเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นคร
พาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้
ทรงตัง้ พระสติดำเนนิ ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏปิ ทา) คอื การปฏิบตั ใิ นความพอเหมาะพอควร
ก่อนตรัสรู้ นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองมาถวาย หลังจากเสวยข้าวมธุปายาส พระองค์
เสด็จไปริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้
ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำ
เถดิ ” ปรากฏวา่ ถาดทองคำลอยทวนกระแสนำ้ ขึ้นมา
ในเวลาเย็นของวนั เพ็ญเดือน 6 พระองคเ์ สดจ็ กลบั มายังตน้ โพธิ์ที่ประทบั
คนหาบหญ้าช่ือ “โสตถิยะ” ได้ถวายหญ้าปูลาดทป่ี ระทับ ณ ใต้ตน้ โพธิ์ พระองค์ประทบั หนั
พระพักตร์ ไปทางทศิ ตะวนั ออก และทรงตงั้ จิตอธิษฐานว่า “แมเ้ ลอื ดในกายของเราจะ
เหอื ดแหง้ ไปเหลือแต่หนงั เอน็ กระดูกกต็ าม ถ้ายงั ไม่บรรลธุ รรมวิเศษแลว้
จะไม่ยอมหยุดความเพียรเปน็ อนั ขาด” เม่อื ทรงตง้ั จติ อธิษฐานแลว้ พระองค์
กท็ รงสำรวมจติ ใหส้ งบแนว่ แน่ มพี ระสตติ ง้ั มัน่ มีพระวรกายอนั สงบ มีพระหทยั
แน่วแนเ่ ป็นสมาธิบริสุทธิผ์ ุดผอ่ งปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง
ออ่ นโยน
ในคนื วนั เพญ็ เดอื น 6 (วันวิสาขบูชา) เจ้าชายสิทธัตถะบรรลญุ าณท้งั 3 ญาณ ตามลำดับ
1. ปุพเพนวิ าสานุสสติญาณ (ญาณเป็นเหตรุ ะลึกชาติปางก่อนได)้ ในปฐมยามแห่งราตรี
2. จูตปุ าตญาณ (ญาณหยง่ั ร้กู ารตาย การเกดิ ของสัตวท์ ง้ั หลาย) ในมชั ฌมิ ยามแห่งราตรี
3. อาสวักขยญาณ (ญาณหยง่ั รใู้ นธรรมเป็นท่ีส้นิ ไปแหง่ กิเลสทั้งหลาย) ในญาณสุดท้าย
เจ้าชายสิทธัตถะได้ บรรลุอริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
เมื่อทรงรู้เห็นอย่างน้ี จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ซึ่งก็คือ การตรัสรู้ เป็นพระอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะพระชนมายุได้ 35 พรรษา นับแต่วันที่เสด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็น
เวลา 6 ปี
หลังจากตรัสรู้พระพุทธเจ้าหมายมุ่งที่จะเสด็จไปแสดงธรรมเทศนาแต่อาจารย์ทั้งสอง
คือ อาฬารดาบส และอุทกดาบส แต่อาจรยท์ ัง้ 2 ท่านได้เสียชีวติ ไปก่อน พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปโปรดปัญจ
วัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งพระพุทธเจ้าได้แสดงปฐมธรรมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มี
ใจความสำคัญคือ อริสัจ 4 และ มัชฉิมาปฏิปทา ทำให้โกณฑัญญะ หัวหน้าปัญจวัคคีย์ ดวงตาเห็นธรรม
คนแรก จงึ ขอใหพ้ ระพทุ ธเจ้าอุปสมบทให้ (เอหิภิกขอุ ุปสมั ปทา)
เกดิ พระสงฆร์ ูปแรกในพทุ ธศาสนาทำใหพ้ ระรตั นตรยั ครบสาม วนั อาสาฬหบูชา
วนั เพญ็ เดอื น 8 (ข้ึน 15 ค่ำ เดอื น 8)
และวันตอ่ มาพระพุทธเจา้ ได้แสดงธรรมเทศนาอกี ครัง้ ในเร่อื ง อนนั ตลักขณสูตร ที่มใี จความสำคัญ
คือ ขันธ์ 5 และ ไตรลักษณ์ เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ที่เหลือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนสัตว์
โลกยาวนานถึง 45 ปี
วาระสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานทรงแสดง ปัจฉิมโอวาท อันเป็นหลักธรรมที่สรุปรวบยอด
หลักธรรมทั้งหมดของพระพุทธศาสนา คือ ความไม่ประมาท (อัปปมาธรรม) หลักธรรมที่เปรียบเสมือนรอย
เทา้ ชา้ ง (ครอบคลมุ ทกุ หลกั ธรรม)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ 80 พรรษา เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ
เดอื น 6 ณ สาลวโนทยาน กรงุ กสุ ินารา วนั วิสาขบูชา
หลังจากพทุ ธปรนิ ิพพานไปแล้ว 7 วนั วันที่ 8 ไดถ้ วายเพลงิ พทุ ธสรีระโดยมีประธานคอื
พระมหากสั สปะ วนั อฏั ฐมบี ูชา วันแรม 8 ค่ำ เดือน
การปฏบิ ตั กิ ิจวัตรของพระพทุ ธเจา้ เพือ่ ประโยชนต์ ่อชาวโลก
1. โลกตั ถจรยิ า การบําเพญ็ ประโยชนต์ อ่ โลก ช้นี ําการดบั ทุกข์ให้มวลมนุษย์
2. ญาตัตถจรยิ า การชว่ ยเหลอื พระญาตขิ องพระองค์ท้ังทางโลกและทางธรรม
3. พทุ ธัตถจรยิ า การทำหนา้ ทข่ี องพระพทุ ธเจ้าตลอดพระชนมช์ ีพเพ่อื ให้สตั วโ์ ลกทงั้ ปวงไดพ้ น้ ทกุ ข์
1. พระปญั ญาคณุ ทรงมสี ตปิ ญั ญาในการแสวงหาทางพ้นทุกข์จนไดต้ รสั รู้เปน็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้
2. พระวิสทุ ธิคณุ ทรงมีจิตใจอันบรสิ ทุ ธิ์
3. พระกรณุ าธคิ ุณ ทรงมคี วามกรณุ าต่อสตั วโ์ ลก ตอ้ งการช่วยใหส้ ัตวโ์ ลกทัง้ ปวงพ้นทุกข์
คือ หลกั คำสอนของพระสมั มาสมั พุทธเจา้ รวบรวมเปน็ หมวดหมใู่ นพระไตรปฎิ กจำนวน 84,000
พระธรรมขันธ์ พระไตรปิฎก (คมั ภีร์ของพระพุทธศาสนา) แบง่ ออกเปน็ 3 หมวด
1. พระวนิ ยั ปฎิ ก วา่ ด้วยเร่อื งศีลของภิกษุ ภกิ ษณุ ี
2. พระสุตตันตปิฎก ว่าดว้ ยคำเทศนาสั่งสอนของพระพุทธเจา้ ทีบ่ นั ทกึ ไว้อย่างละเอยี ด
มวี ัน เวลา สถานท่ี และบุคคลทเ่ี ก่ยี วข้อง
3. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยหลกั ธรรมขั้นสงู
3.1 พระไตรปฎิ ก
3.2 อรรถกถา = ขยายพระไตรปิฎก
3.3 ฎีกา = ขยายอรรถกถา
3.4 อนุฎีกา = ขยายฎกี า
3.5 สัททาวิเสส = อธิบายไวยากรณบ์ าลีและคำศัพท์
การจำแนกหลักธรรมของพระพุทธศาสนา จำแนกตามหลกั ธรรม อรยิ สัจ 4 ไดแ้ ก่ ทุกข์ (ธรรมท่ี
ควรรู้) สมุทยั (ธรรมท่คี วรละ) นโิ รธ (ธรรมทคี่ วรบรรลุ) มรรค (ธรรมทคี่ วรเจริญหรอื ปฏิบัติ)
ตวั หนังสือสนี ำ้ เงนิ = เนน้ ออกสอบนะ
ครับ
เพือ่ สะดวกตอ่ การเรยี นรู้ พี่ขออนญุ าตแบ่งหลักธรรมออกเป็น 4 หมวดตตามอรยิ สจั นะครบั
ทุกข์ (ธรรมทคี่ วรรู้) คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจเป็นสภาวะทท่ี นไดย้ าก ทุกขน์ น้ั ไดร้ ับ
Effect จากสมทุ ยั มันจงึ เกดิ เป็นทุกข์ได้ หลกั ธรรมในหมวดทุกข์ ไดแ้ ก่
เบญจขันธ์ เป็นองค์ประกอบของมนุษย์ทุกคน 5 อย่าง คอื
หรอื ขันธ์ 5 ➢ รปู คอื ส่วนท่เี ปน็ ร่างกาย จบั ตอ้ งได้
➢ เวทนา คอื ความรู้สึกทเ่ี กดิ จากการรับรู้ (สขุ ทกุ ข์ เฉย ๆ)
➢ สญั ญา คอื จำไดว้ ่าอะไรเป็นอะไร เชน่ เหน็ ดอกไมส้ ีแดง มีกลนิ่ หอม ก็จำไดว้ ่าเป็น
ดอกกุหลาบ
➢ สงั ขาร คือ สิง่ ทมี่ าปรุงแตง่ จติ (บงการให้เราทำส่งิ ตางๆ ในทางที่ดแี ละไม่ด)ี
No No No สงั ขารไมเ่ ทา่ กบั รา่ งกาย
➢ วิญญาณ คอื การรับรู้ประสาทสมั ผสั ท้ัง 5 ไดแ้ ก่ ตา หู จมกู ล้นิ กาย ใจ
โลกธรรม 8 เปน็ สิ่งธรรมดาสามัญทีม่ นุษยท์ ุกคนบนโลกตอ้ งพบเจอ มี 8 ประการ ไดแ้ ก่
จิต เจตสกิ
สงิ่ ท่นี ่าพอใจ (อฏิ ฐารมณ)์ สิง่ ทีไ่ มน่ า่ พอใจ (อนิฏฐารมณ์)
มีลาภ เสอ่ื มลาภ
มียศ เสื่อมยศ
สรรเสรญิ นนิ ทา
มีความสขุ มีความทกุ ข์
จิต (การรบั รผู้ า่ นอายตนะท้งั 6 หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) และเจตสิก
(อาการทไี่ ดร้ ับ Effect) จากจติ
สมุทัย (ธรรมควรละ) เป็นสาเหตุ(Cause) ทท่ี ำให้เกดิ ทุกข์ หลกั ธรรมของสมทุ ยั ไดแ้ ก่
ตัณหา 3 1.กามตัณหา คือ ความอยากหรอื ไมอ่ ยาก ใน สมั ผสั ทง้ั 5
นิยาม 5 2.ภวตัณหา คอื ความอยากทางจติ ใจ เม่ือไดส้ งิ่ นั้นมาแลว้ ไม่ต้องการใหม้ ัน
เปลยี่ นแปลง
3.วิภวตณั หา คือ ความไม่อยากทางจิต ความอยากดบั สูญ
1. อุตุนยิ าม (กฎธรรมชาติเกีย่ วกับอณุ หภูมิ หรอื ปรากฏการณธ์ รรมชาติตา่ ง ๆ
โดยเฉพาะดนิ นำ้ อากาศ และฤดกู าล อนั เปน็ สิง่ แวดล้อมสำหรับมนุษย์
นิยาม 5 (ตอ่ ) 2. พชี นยิ าม (กฎธรรมชาตเิ กี่ยวกับการสบื พันธุ์ มีพันธกุ รรม เป็นตน้ )
3. จิตตนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของ)
4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาตเิ ก่ียวกบั พฤตกิ รรมของมนุษย์ คอื กระบวนการใหผ้ ลของ
การกระทำ
5. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาตเิ กย่ี วกับความสมั พนั ธ์และอาการท่ีเป็นเหตุเป็นผลแกก่ นั
แห่งสิ่งท้ังหลาย
ปฏจิ จสมปุ บาท เป็นธรรมแบบเดยี วกับ อทิ ัปปัจจยั ตาหรือปจั จยั การ เปน็ สงิ่ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกัน
อาศยั กันและกัน มคี วามสมั พันธก์ นั แบบเปน็ เหตเุ ป็นผล *สง่ิ นม้ี ี สิ่งนี้จงึ มี* (สอดคล้อง
กับหลักการของวิทยาศาสตร์)
นวิ รณ์ 5 สิง่ ที่มาปิดกัน้ (กนั Seen) จติ ใจไมใ่ ห้มกี ารพฒั นาเพื่อยกระดับจติ ใจให้สูงขนึ้
มี 5 ประการ
1. กามฉนั ทะ = พอใจหรอื ความอยากไดอ้ ยากมีในกามคุณ (กาม แปลวา่ ความ
อยากไดอ้ ยากมี ไม่ไดห้ มายถงึ ความต้องการความใคร่อยา่ งเดยี วนะครบั )
2. พยาบาท = ความอาฆาตมาดรา้ ยตอ่ ผู้อืน่
3. ถนี มิทธะ =ความเซอ่ื งซึม หมดอาลัยตายอยาก (งว่ ง)
4. อจุ ธัจจกกุ กุจจะ = ความคดิ ฟุ้งซา่ น ระหวาดระแวง
5. วิกิจกจิ ฉา = ความลงั เล สงสยั ไมม่ ั่นใจ
มิจฉาวณิชชา 5 การคา้ ขายตอ้ งหา้ ม ทำแลว้ เปน็ บาปอกศุ ล
สตั ถวนิชชา = ค้าอาวุธ
สัตตวนชิ ชา = มนุษย์
มงั สวนิชชา = ค้าเน้อื
มชั ชวนชิ ชา = ค้าของมนึ เมา
วสิ วนชิ ชา = ค้ายาพษิ เชน่ ยาฆา่ แมลง ยาบา้
อปุ าทาน 4 ส่ิงที่ยึดมน่ั หรอื ผูกตดิ ใหม้ นษุ ยอ์ ยู่ในอำนาจของกเิ ลส (เหมอื นกาว) ไม่สามารถจะสละ
กิเลส
ออกจากใจของมนษุ ยไ์ ด้
กามุปาทาน = ยดึ มน่ั ในกาม
ทิฏฐุปาทาน =ยึดมัน่ ในความเห็นของตนหรอื ในหลักทฤษฎี
สลี ัพพตุปปทาน = ยดึ มั่นในแบบแผน ในกฎระเบยี บทผี่ ิดๆ
อตั ตวาทปุ ทาน = ยดึ มน่ั ในตนเอง
ตัวหนงั สือสนี ้ำเงิน = เนน้ ออกสอบนะ
ครับ
นโิ รธ (ธรรมทคี่ วรบรรล)ุ คอื สภาวะท่ีไม่มีทกุ ข์ เพราะทุกข์นน้ั ไดด้ ับไปแล้ว
ภาวนา 4 การพัฒนาคุณภาพชีวติ มนุษย์ให้มีเจรญิ งอกงามและมคี วามสมบูรณ์
วมิ ตุ ติ 5 กายภาวนา = พฒั นาร่างกายให้มีสุขภาพดี
นิพพาน ศีลภาวนา = พัฒนาความประพฤติให้ดี (บคุ ลิกภาพดี)
จติ ตภาวนา = พัฒนาคณุ ภาพของจติ ใจให้เขม้ แข็ง มีสุขภาพจติ ดี
ปัญญาภาวนา = พฒั นาสติปญั ญา ความรทู้ งั้ ทางโลกและทางธรรม
สภาวะของการหลดุ พ้นจากกิเลส ไมม่ ีกเิ ลสอยใู่ นจิตใจ พ้นจากทุกข์ทงั้ มวล
วกิ ขัมภนวิมุตติ = หลดุ พ้นชัว่ คราว
ตทงั ควิมตุ ติ = หลดุ พ้นดว้ ยธรรมตรงกนั ขา้ ม
สมจุ เฉทวิมุตติ = หลุดพ้นโดยเดด็ ขาด
ปฏปิ ัสสทั ธวิ มิ ตุ ติ = หลุดพ้นด้วยความสงบ
นสิ สรณวมิ ตุ ติ = หลุดพน้ ดว้ ยสละออก
ภาวะทไี่ มม่ ีกิเลสในจิตใจ จิตปราศจากทุกสงิ่ อย่าง ไม่วา่ จะเปน็ ความสขุ ความทกุ ข์
ความเป็นกลาง เป็นจุดมุ่งหมายสงู สดุ ของพระพทุ ธศาสนา
มรรค (ธรรมที่ควรเจริญหรือควรปฏิบัติ) คือข้อปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์หรือทำให้ทุกข์
หมดสิน้ ไป เป็นทางแห่งการพ้นทกุ ข์ (มรรค แปลวา่ ทาง) เรยี กว่า อรยิ มรรคมอี งค์ 8 โดยเนน้ การปฏิบัติทาง
สายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ทางปฏิบตั ิมี 3 สาย ไดแ้ ก่
1. กามสุขลั ลกิ านุโยค คอื การหมกมุ่นอยู่กบั กามารมณ์
2. มชั ฌมิ าปฏปิ ทา คือ ทางสายกลาง ไมต่ ึงไม่หยอ่ นเกินไป อันนจ้ี ะเทา่ กับ อริยมรรค 8
3. อตั ตกิลมถานโุ ยค คอื การทำตนใหล้ ำบาก การทรมานตนเอง
สัทธรรม 3 ธรรมทจี่ ริงแทแ้ น่นอน เป็นของดี เปน็ โครงหลักของพระพุทธศาสนา
วุฒธิ รรม 4 ปริยตั ิ = การศกึ ษาทางทฤษฎี ความรตู้ า่ ง ๆ
ปฏบิ ตั ิ = การปฏบิ ตั ิตามคำสอนหรือทฤษฎีทไ่ี ดศ้ ึกษา
ปฏิเวธ = ผลทไี่ ดร้ บั จากการปฏบิ ตั ติ ามหลักที่ไดศ้ ึกษามา เปน็ การบรรลจุ ดุ มุ่งหมาย
ธรรมทก่ี อ่ ใหเ้ กิดความเจริญแก่ผ้ปู ฏิบัติ
สัปปรุ ิสสงั เสวะ = การคบหาเพ่อื นทดี่ ี มีคณุ ธรรม
สัทธัมมสั สวนะ = การตั้งใจศึกษาหลกั ธรรมคำสอนด้วยความตง้ั ใจ
ตวั หนงั สอื สนี ำ้ เงิน = เนน้ ออกสอบนะ
ครบั
วุฒิธรรม 4 โยนิโสมนสิการ = การคิดเป็น สามารถคิดหาเหตุผลโดยอาศัยการพิจารณาอย่าง
(ตอ่ ) แยบคาย
ธมั มานุธมั มปฏิบตั ิ = การปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนอยา่ งถกู ตอ้ ง
พละ 5 ธรรมอันเปน็ กำลังสนบั สนุนให้เกิดความม่ันคงในชีวติ
ศรทั ธา = ความเชอื่ ทเ่ี กดิ โดยการใช้ปัญญา ไม่เชอ่ื เพราะงมงาย
วิรยิ ะ = ความเพยี รพยายามในการทำความดี
สติ = ความระลึกไดก้ อ่ นทจ่ี ะกระทำการใด ๆ หรอื ความระมัดระวังขณะทำการใด ๆ
ปัญญา = ความรอบรทู้ ่เี กดิ จากการฟงั การคดิ และการปฏิบัติ
สมาธิ = ความต้งั มัน่ ของจติ การมีจิตท่สี งบแน่วแน่ ไมฟ่ ุง้ ซา่ น
อธิปไตย 3 หลักความเปน็ ใหญ่ 3 ประการได้แก่
อตั ตาธปิ ไตย = การถอื ตนเองเป็นใหญ่ ไมพ่ ิจารณาถงึ ความถูกผดิ
โลกาธิปไตย = การถอื โลกหรือคนส่วนใหญ่เปน็ หลัก ไม่พจิ ารณาถงึ ความถกู ผดิ
ธรรมาธิปไตย = การถอื ธรรมหรือหลกั คณุ ธรรมความดงี ามเป็นใหญ่
สาราณียธรรม ธรรมท่เี ปน็ เครอ่ื งยึดเหนย่ี วจติ ใจของหมู่คณะ เพอ่ื ให้เกิดความรักความสามัคคซี ึง่ กัน
6 และกัน
เมตตากายกรรม = เออ้ื เฟอ้ื เผอ่ื แผซ่ ึ่งกันและกัน
เมตตาวจีกรรม = พูดดว้ ยวาจาและนำ้ เสยี งท่ีดแี ละจรงิ ใจตอ่ กนั
เมตตามโนกรรม = ความคดิ ดตี ่อกนั ไม่พยาบาท อาฆาตมาดรา้ ยต่อกนั
สาธารณโภคี = การแบง่ ปนั สิ่งของตอ่ กนั
สีลสามญั ญตา = รักษากฎเกณฑ์ ระเบยี บวนิ ัยทีก่ ำหนดไวร้ ว่ มกัน
ทิฏฐสิ ามัญญตา = ทำความเห็นให้ตรงกนั เข้าใจซึง่ กนั และกนั เคารพการตดั สินใจ
ซ่ึงกนั และกัน เพอื่ สร้างสมั พันธท์ ี่ดีและลดความขดั แย้งทีอ่ าจจะเกดิ ขึ้น
อปรหิ านิยธรรม มีตน้ กำเนิดจากการแตกความสามคั คกี นั ของกษตั รยิ แ์ ควน้ วชั ชี
7 อปรหิ านิยธรรม หมายถึง ธรรมป้องกนั การนำไปสู่ความเส่อื ม เปน็ ธรรมท่สี ง่ เสรมิ ให้
เกิดความสามคั คกี ันในหม่คู ณะ มี 7 ประการไดแ้ ก่
- หมน่ั ประชมุ กนั เนอื งนติ ย์
- พรอ้ มเพรยี งกันประชุม เลกิ ประชุม
- ไม่บญั ญตั ใิ นสิง่ ท่ีพระพทุ ธเจ้าไมบ่ ญั ญตั ิ
- เคารพผ้ทู อี่ าวุโสกว่า
- ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหา
- มีความเปน็ อยูท่ เ่ี รียบง่าย
- มีความปรารถนาดตี ่อกัน
ตวั หนังสอื สนี ำ้ เงนิ = เน้นออกสอบนะ
ครบั
อริยวัฑฒิ 5 หลกั ปฏบิ ัตเิ พื่อนำไปสคู่ วามเป็นอารยชน มีเจรญิ งอกงามในชวี ติ
ศรัทธา =ความเชือ่ ทีป่ ระกอบดว้ ยปญั ญา ไม่เชอ่ื อยา่ งงมงาย
ศีล =มคี วามประพฤติทางกายและวาจาเรยี บรอ้ ย มคี วามสุภาพ
สตุ ะ =การศกึ ษาหาความรูด้ ้วยการฟ๓ง
จาคะ =เสียสละทง้ั การกระทำและสงิ่ ของ แบง่ ปนั ของใหผ้ ู้อืน่
ปญั ญา=ความรอบรู้อยา่ งกว้างขวางทั้งทางโลกและทางธรรม
มรรค 8 ธรรมอนั เป็นทางอันประเสริฐ เป็นทางสายกลาง (มชั ฌิมาปฏิปทา) ท่ีนำไปสกู่ ารหลดุ
พน้ จากทุกข์ทั้งปวง มี 8 ประการ
สมั มาวาจา = พดู จาชอบ พูดจาสุภาพ
สมั มากมั มันตะ = กระทำชอบ กระทำแตค่ วามดีงาม ศีล
สมั มาอาชวี ะ = เล้ยี งชีพชอบ ประกอบอาชีพสุจรติ
สัมมาวายามะ = พยายามชอบ เพยี รละชวั่ ทำดี
สมั มาสติ = ระลกึ ชอบดำรงชีวิตดว้ ยความไม่ประมาท สมาธิ
สัมมาสมาธิ = จติ ต้งั ม่ันชอบ มีความแน่วแนไ่ ม่หวนั่ ไหว
สมั มาทฏิ ฐิ = ความเหน็ ชอบ มีความเหน็ ถูกตอ้ งเหมาะสม ปัญญา
สมั มาสังกัปปะ = ดำรชิ อบ
ทิฏฐธมั มิกตั ถ ธรรมทเ่ี ป็นไปเพอื่ ประโยชน์ในปัจจุบนั
ประโยชน์ หวั ใจเศรษฐี มี 4 ประการได้แก่ (หลักการจำ “อุ อา กะ สะ”)
อฏุ ฐานสัมปทา (อุ) = ความขยันหม่นั เพยี ร
อารกั ขสมั ปทาน (อา) = ประหยดั พอเพียง เก็บรกั ษาของท่ีหามาได้
กลั ยาณมิตร (กะ) = คบบณั ฑิต คนดมี คี ณุ ธรรมจริยธรรม
สมชวี ติ า (สะ) = มเี ป็นอยู่อยา่ งพอเพียง ไม่ฟงุ้ เฟ้อฟมุ่ เฟอื ย
สัมปรายกิ ตั ถะ ธรรมเพือ่ ประโยชน์ในภายภาคหน้า เป็นการพัฒนาจติ ใจให้มคี วามเจริญงอกงาม
ประโยชน์ สทั ธาสมั ปทา = มีความศรทั ธาโดยใช้ปญั ญาและเหตผุ ลในการพจิ ารณา
สลี สมั ปทา = มีความถึงพร้อมดว้ ยศลี การรักษากาน วาจา ใจใหบ้ ริสุทธิ์
จาคสัมปทา = มีความเสยี สละอยา่ งสงู ย่ิง
ปญั ญาสมั ปทา = มีความรอบรทู้ ้งั ทางโลกและทางธรรม
สัปปรุ สิ ธรรม 7 รรมอนั เป็นคณุ สมบตั ิของคนดีหรือสตั บรุ ษุ มี 7 ประการไดแ้ ก่
ธัมมญั ญุตา = ร้เู หตุ
ตัวหนงั สอื สนี ้ำเงิน = เนน้ ออกสอบนะ
ครับ
สัปปรุ สิ ธรรม 7 อตั ถัญญตุ า = ร้ผู ล
(ตอ่ ) อัตตญั ญตุ า = รตู้ นเอง
มัตตญั ญตุ า = ร้ปู ระมาณ
กาลญั ญตุ า = รกู้ าลเวลา
ปริสัญญตุ า = รชู้ ุมชน
ปุคคลปโรปรญั ญุตา = รบู้ คุ คล
ทศพธิ ราชธรรม หลักธรรมของพระราชา 10 ประการไดแ้ ก่
10 ทาน = การใหท้ รพั ย์สนิ ความเมตตา กรณุ า
ศีล = การสำรวมกาย วาจา
ปรจิ จาคะ = การบริจาค การเสยี สละความสขุ ส่วนตนเพอ่ื สว่ นรวม
อาชชวะ = ความซ่อื สตั ย์ สุจริต
มัททวะ = ความนอบน้อม ออ่ นโยน
ตบะ = มจี ติ ไมฟ่ งุ้ ซา่ น มีความมน่ั คง ไม่หวน่ั ไหว
อักโกธะ = ความไม่โกรธ มจี ติ ใจทหี่ นกั แนน่
อวิหงิ สา = การไม่เบียดเบียนผอู้ ่นื
ขนั ติ = ความอดทน อดกล้นั
อวิโรธนะ = มคี วามยตุ ธิ รรม ยึดถอื ในส่ิงท่ถี กู ตอ้ งดงี าม
สงั คหวตั ถุ 4 ธรรมทีย่ ดึ เหนี่ยวจิตใจของผอู้ ื่นดว้ ยการสงเคราะหป์ ระโยชน์ต่อกัน
ทาน = การใหท้ ั้งดา้ นส่งิ ของ การปฏบิ ตั ิ ความรู้
สงั คหวัตถุ 4 ปยิ วาจา = มีวาจาสุภาพ นุ่มนวล
(ตอ่ ) อตั ถจรยิ า = กระทำตนให้เปน็ ประโยชน์
สมานตั ตา = มคี วามเสมอต้นเสมอปลาย
อทิ ธิบาท 4 ธรรมที่เปน็ เครอื่ งนำพาให้ประสบความสำเร็จ มี 4 ประการได้แก่
ฉนั ทะ =ความพงึ พอใจทจ่ี ะปฏบิ ตั งิ าน
วริ ิยะ =ความเพียรพยายามในการปฏิบตั งิ าน
จิตตะ =ความมงุ่ มั่น ต้ังใจปฏิบัติงาน
วิมงั สา =การไตรตํ รอง ตรวจสอบงานท่ีไดป้ ฏบิ ตั ิ
พรหมวหิ าร 4 ธรรมทท่ี ำใหเ้ กดิ ประโยชน์แกเ่ พือ่ นมนุษย์มี 4 ประการไดแ้ ก่
เมตตา =ความรักใคร่ ความปรารถนาดี มีจติ มิตรไมตรี
กรณุ า =ความสงสาร การคิดชว่ ยเหลือให้ผอู้ ่ืนพน้ ทกุ ข์
มุทิตา =มคี วามยินดเี มือ่ ผู้อืน่ ประสบความสำเร็จหรอื มคี วามสุข
อุเบกขา =การวางใจเปน็ กลาง การวางเฉย
ตัวหนังสือสนี ้ำเงนิ = เน้นออกสอบนะ
ครับ
โอวาท- ธรรมอันเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอน
ปาฏโมกข์ เน่ืองในวนั
จาตรุ งคสันนิบาต วันมาฆบชู า มี 3 ประการได้แก่
ไตรลักษณ์ การไม่ทำความชั่วทงั้ ปวง = ศีล
สติปัฏฐาน 4 การทำความดีให้ถงึ พรอ๎ ม = สมาธิ
การทำจิตใจใหบ้ รสิ ุทธ์ิ = ปัญญา
บัวสีเ่ หลา่ ลักษณะท่วั ไปของสง่ิ ทงั้ หลาย มี 3 ประการไดแ้ ก่
อนิจจงั = ความไม่เท่ยี ง
ทกุ ขัง = สภาพท่ที นอยู่ได้ยาก
อนัตตา = สภาพไม่มีตัวตน ไม่มรี ูปรา่ ง
ฐานอันเป็นทีต่ ัง้ ของการกำหนดพิจารณาสง่ิ ท้งั หลายตามความเปน็ จริง มี 4 ประการ
ได้แก่
กายานปุ สั สนา = การต้ังสตพิ ิจารณากาย
เวทนานปุ สั สนา = การตัง้ สตพิ ิจารณาความรูส้ ึก
จติ ตานปุ ัสสนา = การตง้ั สตพิ ิจารณาสภาพของจิตใจ
ธมั มานปุ สั สนา = การตง้ั สติพจิ ารณาสภาวธรรม สภาพความเปน็ ไปของธรรม
อคุ ฆติตัญญู = บวั เหนอื นำ้ -->ผู้มีปญั ญามาก
วิปจิตญั ญู = บวั เสมอนำ้ -->ผู้มีปญั ญาปานกลาง
เนยยะ = บวั กลางนำ้ -->ผู้พอท่จี ะแนะนำได้
ปทปรมะ = บัวโคลนตม -->ผู้มปี ัญญาทบึ โง่
กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ
อยา่ งงมงายโดยไม่ใช้ “ปญั ญา”พจิ ารณาให้เหน็ จริงถึงคุณโทษหรือดไี ม่ดีกอ่ นเช่อื มอี ยู่ 10 ประการ ไดแ้ ก่
1) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟงั ตาม ๆ กันมา
2) อยา่ ปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสบื ๆ กนั มา
3) อย่าปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการเล่าลือ
4) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรอื คมั ภรี ์
5) อยา่ ปลงใจเชื่อ เพราะเดาวา่ เปน็ เหตุผลกนั
6) อยา่ ปลงใจเชือ่ เพราะการอนุมานคาดคะเน
7) อย่าปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการเดาจากอาการทเ่ี หน็
8) อย่าปลงใจเชือ่ เพราะเข้ากันไดก้ บั ทฤษฎที ่พี นิ จิ ไวแ้ ลว้
9) อยา่ ปลงใจเชอื่ เพราะผูพ้ ดู มลี กั ษณะน่าเชอ่ื ถอื
10) อย่าปลงใจเช่อื เพราะนับถือว่า ทา่ นสมณะนี้ เปน็ ครขู องเรา
เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่เหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึง
ละเสียและเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่เหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้น
พึงถือปฏบิ ัติ
พระสงฆ์ คือ สาวกผปู้ ฏบิ ตั ดิ ีปฏิบัติชอบตามหลกั คำสอนของพระพุทธเจ้า (เน้ือนาบญุ ของโลก)
พุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา โดย อุบาสก อุบาสิกา ถือศีลทั้งหมด 8 ข้อ / ภิกษุ ถือ
ศลี ทงั้ หมด 227 ข้อ / ภิกษณุ ี ถือศลี ทงั้ หมด 311 ข้อ
รายช่ือ คณุ ธรรมทนี่ ่ายกยอ่ ง เอตทคั คะ
พระอัญญาโกณฑญั ญะ
เป็นหัวหน้าปัญจวคั คีย์ และเป็นพระสงฆ์รปู แรกแห่งพทุ ธศาสนา รัตตญั ญู
พระอสั สชิ
ผู้ที่มีความเชื่อมั่น เป็นผู้ที่สันโดษและชอบอยู่ในที่สงัด เป็นผู้มี (รรู้ าตรีนาน
พระสารีบตุ ร
ประสบการณม์ ากในชวี ิต มีประสบการณม์ าก)
พระโมคคัลลานะ
พระอนุรทุ ธะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ 5 เป็นผู้ที่รับยกย่องว่ามีความอ่อนน้อมถ่อม -
ตน และเป็นผู้ท่ีทำให้พระสารีบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุ
โสดาบัน
ตำแหน่งอัครสาวกเบื้องขวา ได้รับขนานนามว่า“ธรรมเสนาบดี” ผมู้ ีปญั ญา
ค่กู ับพระพุทธเจา้ ท่เี ป็น “ธรรมราชา” มคี วามกตญั ญูกตเวทีสูง
มนี ามว่า อปุ ติสสะ เปน็ สหายกบั พระโมคคลั ลานะ
อัครสาวกเบ้อื งซ้าย ผมู้ ีฤทธิ์
มีพระนามเดมิ ว่า โกลติ ะ เป็นสหายกบั พระสารบี ุตร
เอตทคั คะด้านทิพยจกั ขุ (ตาทพิ ย)์ ผมู้ ีทพิ ยจักษุ
ไม่รู้จกั และไม่เคยไดย้ นิ คำว่า “ไม่มี”
รายชือ่ คุณธรรมทนี่ า่ ยกยอ่ ง เอตทัคคะ
พระอานนท์
เป็นพุทธอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า (ผู้เฝ้าดูแลปรนนิบัติ ผู้เปน็ พหูสูต ผู้มสี ติ ผมู้ ี
พระองคุลมี าล
ภกิ ษณุ ีมหาปชาบดเี ถรี พระพทุ ธเจา้ ) คติ ผู้มคี วามเพยี ร และผู้
ภิกษุณกี ีสาโคตรมีเถรี บรรลุพระอรหนั ตห์ ลงั จากพทุ ธปรนิ พิ พาน ทรงจำพทุ ธวจนะ
ภกิ ษณุ ีเขมาเถรี บรรลพุ ระอรหนั ตใ์ นอิรยิ าบถทง้ั 3 คือ ศรี ษะกำลงั จรดพืน้
หมอชวี กโกมารภัจจ์
นายสมุ นลาการ หลังกำลังแตะพน้ื และเทา้ กำลังแตะพ้ืน
จูฬสุภทั ทา
พระนาคเสน เป็นผู้ใหก้ ำเนิดบทสวดมนตรค์ าถาคลอดลูกง่าย -
พระยามลิ นิ ท์
ไดช้ ือ่ วา่ ตน้ คดปลายตรง หรือ มอื มา สว่างไป
จิตตคหบดี
พระนางมลั ลกิ า กอ่ นผนวช พระนางเป็นพระมารดาเลยี้ งของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ผเู้ ปน็ รัตตัญญู
แม้วา่ พระพุทธเจ้าไมท่ รงอนุญาตใหส้ ตรผี นวชเปน็ ภกิ ษุณี
แต่พระนางกย็ ังไม่ยอ่ ท้อ จนในทีส่ ุดกไ็ ด้ผนวชเปน็ ภิกษณุ ี
ความต้งั ใจปฏิบัตธิ รรมจนสำเรจ็ มรรคผลเปน็ พระอรหนั ต์
กอ่ นออกบวชเปน็ ภกิ ษณุ ีนางไดใ้ หก้ ำเนดิ ลกู ชายแล้วเสียชีวิต ผ้ทู รงจีวรเศรา้ หมอง
และทำใจยอมรับไมไ่ ดห้ ากแตไ่ ด้พบพระพุทธเจ้าทรงสอนเรอ่ื ง
ธรรมดาของความตาย โดยให้ไปหาเมล็ดผกั กาดในบา้ นที่ไม่มคี น
ตาย แตไ่ มส่ ามารถหาได้ เน่ืองจากทกุ บ้านมกี ารตาย จงึ บรรลุ
ธรรม ได้รับยกย่องวา่ เปน็ ครทู ี่ดีของผู้หญิง
เปน็ ผู้มเี หตุผล เขา้ ใจพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธศาสนาได้ ผมู้ ีปัญญา
อยา่ งรวดเร็ว
เป็นแพทยป์ ระจำตวั ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นท่รี กั ของปวงชน
มีความมน่ั คงในพระรัตนตรัย เสียสละ
ถวายดอกมะลิ 8 ทะนานใหพ้ ระพุทธเจา้ -
มีความศรทั ธาเล่ือมใสพระรัตนตรัย
เป็นผู้เผยแพรพํ ระพทุ ธศาสนาทม่ี คี วามมุ่งม่ันสูง -
มีปฏิภาณไหวพรบิ ในการตอบปัญหาของพระยามิลนิ ท์ -
มีความรคู้ วามเข้าใจถึงแกน่ ของพระพุทธศาสนา
มสี ติปญั ญาฉลาด มคี วามม่นั คงทางความคิด -
เมื่อไดพ้ บพระนาคเสน พระยามิลนิ ท์จงึ มคี วามความศรทั ธาและ
ทำนบุ ำรุง พระพทุ ธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองในดนิ แดนกรกี
ไดร้ ับยกยอ่ งให้เปน็ อบุ าสกธรรมกถึก (แสดงธรรมเกง่ ) ผเู้ ปน็ ธรรมกถกึ
สอนเร่อื งการไม่จองเวร เวรย่อมระงบั ดว้ ยการไม่จองเวร -
รายชื่อ คณุ ธรรมทน่ี ่ายกย่อง เอตทคั คะ
สมเดจ็ พระวนั รัตน
(เฮง เขมจาร)ี เป็นนักบรหิ ารคณะสงฆ์ทด่ี ี -
พระอาจารยม์ นั่ ภูรทิ ตั โต
มีความเคารพในพระรตั นตรยั อย่างเครง่ ครดั
พระโพธิญาณเถระ
(ชา สุภทั โท) ภกิ ษผุ ู้มีความเพียรพยายามในการแสวงหาทางดับทุกข์ -
พระธรรมโกศาจารย์ มีความสนั โดษ รกั ความสงบในการปฏบิ ัติวิปัสสนากรรมฐานใน
(พทุ ธทาสภิกข)ุ
พระพรหมมังคลาจารย์ ป่าพระกรรมฐานทม่ี คี ุณธรรมสงู
(ปัญญานนั ทภกิ ข)ุ
พระพรหมคุณาภรณ์ เปน็ ศิษยข์ องพระอาจารยม์ ั่น ภรู ิทตั โต -
(ป.อ. ปยุตฺโต)
กอ่ ตงั้ วดั ป่านานาชาติมีวธิ กี ารสอนอย่างชาญฉลาด มกี ารอุปมา
สุชพี ปญุ ญานภุ าพ
อปุ มัยหลักธรรมให้ผู้ฟ๓งธรรมเข้าใจไดง้ ่ายขน้ึ
ดร.เอม็ เบดการ์
ไดร้ ับยกยอ่ งวา่ เปน็ เสนาบดีแห่งกองทัพธรรมในยคุ กงึ่ พุทธกาล -
อนาคาริก ธรรมปาละ
เป็นนกั ปราชญ์ของแผน่ ดนิ ทงั้ ดา้ นภาษาศาสตร์และศาสนศาสตร์
เปน็ เลิศในดา้ นการแสดงธรรม -
ยอดนกั เผยแผห่ ลกั ธรรมคำสอนของพระสมั มาสมั พุทธเจา้
สอบเปรยี ญธรรม 9 ประโยคไดเ้ ม่ือยังเปน็ สามเณร -
เปน็ นักปราชญ์ผู้มผี ลงานดา้ นพระพทุ ธศาสนาในระดับประเทศ
และระดบั โลก
ร่วมกอ่ ต้ังองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธแ์ ห่งโลก (พ.ส.ล.) -
กอ่ ตั้งยุวพุทธิกสมาคมแหง่ ประเทศไทย
เกิดในวรรณะศูทรในอนิ เดยี -
มคี วามอดทนอดกลั้นจากการถกู ชนชน้ั สงู กว่าหยามเหยยี ด
มจี ติ ใจที่มนั่ คงต่อพระพทุ ธศาสนา
ชาวศรีลงั กาทมี่ คี วามศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา -
เปน็ ผู้ผลกั ดนั ให้ชาวพุทธได้พุทธคยาคนื จากพวกฮินดู
มีความเสยี สละในการอทุ ศิ ตนเพ่ือพระพทุ ธศาสนา
❖ ยํ เว เสวติ ตาทิโส : คบคนเชน่ ใด ยอ่ มเปน็ คนเชน่ นัน้
❖ อตตฺ นา โจทนตฺตานํ : จงเตอื นตน ดว้ ยตนเอง
❖ นสิ มมฺ กรณํ เสยโฺ ย : ใครค่ รวญกอ่ นทำจึงดี
❖ ทรุ าวาสา ฆรา ทุกขฺ า : เรอื นน้นั ครองไม่ดียอ่ มนำทุกข์มาให้
❖ กลยฺ าณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ : ทำดไี ดด้ ที ำชว่ั ไดช้ ั่ว
❖ ปชู โก ลภเต ปูชํ วนทฺ โก ปฏวิ นฺทนํ : ผู้บูชาเขายอ่ มไดร้ บั การบูชาตอบ ผู้ไหว้เขายอ่ มไดร้ บั การไหวต้ อบ
❖ สุโข ปุญญสสฺ อุจจโย : การสงั่ สมบุญนำสขุ มาให้
❖ กมฺมุนา วตตฺ ตี โลโก : สตั ว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
❖ อตตฺ า หเว ชติ ํ เสยโฺ ย : ชนะตนนั่นแลดีกว่า
❖ ธมฺมจารี สขุ ํ เสติ : ผปู้ ระพฤตธิ รรม ย่อมอยเู่ ป็นสขุ
❖ ปมาโท มจจฺ ุโร ปทํ : ความประมาทเป็นหนทางสคู่ วามตาย
❖ สสุ ฺสสู ํ ลภเต ปญญฺ ํ : ผฟู้ ังดว้ ยดยี อ่ มได้ปัญญา = สตุ มยปญั ญา
❖ จิตฺตํ ทนตฺ ํ สขุ าวหํ : จติ ทีฝ่ ึกดีแล้วนำสุขมาให้
❖ น อุจฺจาวจํ ปณฑฺ ิตา ทสฺสยนฺติ : บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึน้ ๆ ลง ๆ
❖ นตฺถิ โลเก อนนิ ฺทิโต : คนทไ่ี ม่ถูกนนิ ทา ไมม่ ีในโลก
❖ โกธํ ฆตฺตวา สุขํ เสติ : ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เปน็ สขุ
❖ ปฏิรูปการี ธรุ วา อฏุ ฐฺ าตา วินทฺ เต ธนํ : คนขยันเอาการเอางาน กระทำเหมาะสม ยอ่ มหาทรพั ย์ได้
❖ วายเมเถว ปุรโิ สยาว อตถฺ สสฺ บิปปฺ ทา : เกดิ เป็นคนควรพยายามจนกว่าจะประสบความสาํ เรจ็
❖ สนฺตฏุ ฺฐี ปรมํ ธนํ : ความสนั โดษเป็นทรัพยอ์ ย่างยงิ่
❖ อิณาทานํ ทกุ ขํ โลเก : การเปน็ หนีเ้ ปน็ ทุกขใ์ นโลก
❖ ราชา มขุ ํ มนุสสฺ านํ : พระราชาเปน็ ประมุขของปวงชน
❖ สติ โลกสสฺ ิ ชาคโร : สติเป็นเครื่องตน่ื ในโลก
❖ นตฺถิ สนฺตปิ รํ สุขํ : สขุ อนื่ ย่ิงกวา่ ความสงบไม่มี
❖ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ : นิพพานเปน็ สุขอยา่ งย่งิ
การสังคายนาหรือสังคีติ แปลว่า “การสวดพร้อมกัน” หมายถึงการร้อยกรองพระธรรมวินัย
การประชุมตรวจชำระสอบทานและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าวางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอัน
เดยี วกัน
1. การสังคายนาครั้งที่ 1 เกิดจากจากพระสุภัททะดูหมิ่นพระธรรมวินัย พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเป็นองค์
อุปถมั ภ์ฝา่ ยฆราวาส มพี ระมหากัสสปะเป็นผู้ปจุ ฉา (ตง้ั คำถาม) และเปน็ ประธานในการสังคายนา พระอานนท์
เป็นผู้วิสัชนา (ตอบคำถาม) เกี่ยวกับพระธรรม พระอุบาลีเป็นผู้ตอบคำถามพระวินัย สังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณ
คูหา เมอื งราชคฤห์ แควน้ มคธ มีพระอรหันต์ 500 รูปร่วมสังคายนา ใชเ้ วลาทง้ั สิน้ 7 เดอื น
2. การสังคายนาครั้งที่ 2 เกิดจากภิกษุแคว้นวัชชีได้ตั้งวัตถุ 10 ประการขึ้นปฏิบัติที่ผิดธรรมวินัย ประธาน
สังคายนาคอื พระยศกากัณฑกบตุ ร พระเจ้ากาฬาโศกราชทรงอุปถัมภ์ เกดิ นิกายแยกออกเปน็ 2 นิกาย เชน่
- ฝา่ ยท่นี ับถอื มติของพระเถระครัง้ ปฐมสงั คายนา เรยี ก เถรวาท (หนิ ยาน)
- ฝา่ ยทถี่ อื ตามมตแิ ห่งอาจารยข์ องตน เรยี กวา่ อาจารรยิ วาท (มหายาน)
3. การสังคายนาครั้งที่ 3 เกิดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ประธานการสังคายนาคือ พระโมคคัลลีบุตรติสสะ
เถระ พระอรหนั ต์เขา้ รว่ มสังคายนา 1,000 รปู สังคายนาทอ่ี โศการาม เมืองปาฏลบี ุตร แคว้นมคธ
- การสังคายนาครั้งนี้จำแนกคำสอนของพระพุทธเจ้า แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ พระธรรม พระวินัย และ
พระอภธิ รรม
- พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงส่งสมณทูตไปเผยแผ่ศาสนายังดนิ แดนในชมพูทวีป 9 สาย โดยในดินแดน
สวุ รรณภมู ิ สมณทูตที่เข้ามาเผยแผ่คอื พระโสณเถระ และพระอตุ รเถระ
4. การสังคายนาครง้ั ที่ 4 มีแนวคดิ วางรากฐานพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา
5. การสังคายนาครั้งที่ 5 บนั ทกึ คำสอนเปน็ ลายลักษณ์อักษร(ภาษาใด)ครั้งแรกทปี่ ระเทศศรลี ังกา
6. การสงั คายนาคร้งั ท่ี 6 ชำระพระคัมภรี ์ทเี่ รยี บเรยี งจากภาษาสิงหลเปน็ ภาษาบาลี
7. การสังคายนาครั้งที่ 7 ปรากฏคัมภีร์ ซึ่งเป็นคัมภีร์อธิบายคัมภีร์อรรถกถา เพื่อประโยชน์แก่การศึกษา
พระพทุ ธศาสนา
8. การสังคายนาครั้งที่ 8 สงั คายนาทีป่ ระเทศไทยครง้ั แรก ประมาณ พ.ศ. 2020 พระเจ้าตโิ ลกราชแหง่ ล้านนา
(เชียงใหม่) ได้อาราธนาพระภิกษุผู้ทรงไตรปิฎกหลายร้อยรูป ให้ช่วยชำระอักษรพระไตรปิฎกในวัดโพธาราม
เปน็ เวลา 1 ปี จึงสำเรจ็ สงั คายนา
9. การสังคายนาครง้ั ท่ี 9 สงั คายนาขน้ึ ในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช
10. การสังคายนาครั้งที่ 10 รัฐบาลไทยจัดพิมพ์พระไตรปิฎกที่สังคายนาแล้ว เนื่องในวโรกาสที่รัชกาลที่ 9
ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษาในปี พ.ศ. 2530
ทศชาตชิ าดก เปน็ ชาติ 10 ชาติสดุ ทา้ ยของพระพุทธเจา้ ก่อนทีจ่ ะอบุ ตั ิมาเปน็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ โดย
ทศชาตเิ ก่ียวกับการบำเพญ็ บารมี 10 ประการ (บารมี 10 ทัศ) ได้แก่
1) เตมยี ช์ าดก เนกขัมมบารมี
2) มหาชนกชาดก = วิรยิ บารมี =*** ออกสอบบ่อยมาก
❖ พระมหาชนกเป็นตัวอยา่ งของการบำเพญ็ ความเพียรอยา่ งยงิ่ วาเมยะ = ว่ายน้ำ = ความเพียร
❖ สอดคลอ้ งกบั หลกั อทิ ธิบาท 4 (ฉนั ทะ วริ ิยะ จิตตะ วิมงั สา)
3) สวุ รรณสามชาดก = เมตตาบารมี
4) เนมริ าชชาดก = อธษิ ฐานบารมี
5) มโหสถชาดก = ปรญิ ญาบารมี
6) ภูริทัตชาดก = ศลี บารมี
7) จันทกุมารชาดก = ขนั ติบารมี
8) นารทชาดก = อเุ บกขาบารมี
9) วิฑรู บัณฑติ ชาดก = สจั จบารมี
10) เวสสนั ดรชาดก = ทานบารมี *** ออกสอบบอ่ ยมาก
• เก่ยี วกบั การสละทานอนั ย่งิ ใหญ่ของพระเวสสนั ดร แม้แตล่ กู ภรรยาก็สละให้ได้
• เกี่ยวข้องกับชูชก ไปขอลูกกณั หาและชาลีจากพระเวสสนั ดร
• เกดิ ฝนโบกขรพรรษ คอื ฝนทมี่ สี ีแดงเลือดใครอยากเปียกกจ็ ะเปียก ใครไม่อยากเปียกจะไม่เปยี ก
• มักนำมาใชใ้ นการเทศนม์ หาชาติ (ชาตทิ ่ใี หญ่ย่งิ ของพระพระพทุ ธเจา้ )
เต > ชะ > สุ > เน > มะ > ภู > จะ > นา > วิ > เว
สังเวชนียสถาน คือ สถานที่อันน่าสลด สังเวช ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ในประเทศอินเดียและเนปาล
ดังตอ่ ไปน้ี
1) สถานท่ีประสตู ิ = ลุมพินีวัน ปัจจุบนั อยทู่ ล่ี มุ พนิ ี ประเทศเนปาล
2) สถานที่ตรัสรู้ = พทุ ธคยา ปจั จบุ นั อยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอนิ เดีย
3) สถานทแ่ี สดงปฐมเทศนา = สารนาถ มธี รรมเมกขสถูป ตั้งอยใู่ นปา่ อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั
ใกล้เมอื งพาราณสี ปจั จุบนั อยู่ในรฐั พิหาร ประเทศอนิ เดีย
4) สถานทป่ี รนิ พิ พาน ปัจจุบันอยู่ท่เี มอื งกสุ นิ ารา ประเทศอนิ เดีย
วนั สำคัญ วนั เหตกุ ารณแ์ ละคำสอนสำคัญ
วนั วิสาขบูชา วันข้นึ 15 คำ่ เดอื น 6 เปน็ วนั ท่พี ระพุทธเจ้าประสตู ิ ตรัสรู้ และปรนิ พิ พาน
(วนั พระพทุ ธ) ถอื วา่ เป็นวันของพระพุทธ
วนั มาฆบชู า วันขน้ึ 15 คำ่ เดอื น 3 วันที่เกดิ จาตุรงคสนั นบิ าต คือ
(วันพระธรรม) 1. ดวงจนั ทร์เสวยมาฆฤกษ์ (เพญ็ เดือน 3)
2. พระสงฆ์มาชมุ นมุ กันโดยมไิ ดน้ ัดหมาย 1,250 รปู
วันอาสาฬหบูชา (วนั วนั ขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 3. พระสงฆ์เหลา่ นัน้ ลว้ นเปน็ เอหกิ ภกิ ขอุ ปุ สัมปทา
พระสงฆ์) (ภิกษทุ ่ีได้รับการอปุ สมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง)
4. พระสงฆเ์ หลา่ น้ันลว้ นเป็นพระอรหนั ตแ์ ละ
วันอัฏฐมีบูชา วันแรม 8 คำ่ เดอื น 6 พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาตโิ มกข์ซง่ึ ถือเป็น
หัวใจของพทุ ธศาสนา
วันทีพ่ ระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาคือ
ธัมมจักกปั ปวัตนสตู ร(อริยสจั 4 + มัชฌมิ าปฏปิ ทา)
และเกดิ พระสงฆ์ขน้ึ เปน็ คร้ังแรก ถือวา่ เป็นวนั ของ
พระสงฆ์
วนั คลา้ ยวันถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรีระ
วนั สำคัญ วนั เหตกุ ารณแ์ ละคำสอนสำคญั
วนั เขา้ พรรษา วันแรม 1 คำ่ เดือน 8 พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระสงฆจ์ ะไม่ออก
เผยแผศ่ าสนา เพราะอาจเหยียบที่นาชาวบา้ น
วันออกพรรษา วนั ขน้ึ 15 ค่ำเดอื น 11 เสียหาย แตจ่ ำพรรษาอย่ทู ี่วดั 3 เดือน ในฤดฝู น
วนั ท่ีพระสงฆ์ต้องปวารณาตัวต่อกนั (วา่ กล่าว
วนั เทโวโรหณะ วนั แรม 1 ค่ำเดอื น 11 ตกั เตอื นกนั อย่างตรงไปตรงมา) วันรุ่งขึน้ จะมี
วนั ธรรมสวนะ (วนั พระ) วันขนึ้ 8 ค่ำกบั 15 คำ่ และ การตักบาตรเทโว
แรม 8 ค่ำกับแรม 15 ค่ำ วนั พระพทุ ธเจ้าเปดิ โลก
ของทกุ เดือน วันประชุมของพุทธศาสนกิ ชนเพอื่ ปฏิบัตกิ ิจกรรม
ทางศาสนา
ชาวพทุ ธนยิ มถือศีล 8 เพม่ิ จากศีล 5 คอื งดกนิ หลงั
เทยี่ ง งดบันเทงิ และงดนอนทส่ี งู
สรุปองค์ประกอบของแตล่ ะศาสนา ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาพราหมณ์ -
ศาสนา พุทธศาสนา ไมก้ างเขน ฮินดู
ดาวและพระจันทร์
สัญลกั ษณ์ ธรรมจกั ร เสย้ี ว โอม
รูปภาพสญั ลักษณ์
แหล่งกำเนดิ อนิ เดยี อสิ ราเอล ซาอุดอิ าระเบยี อินเดีย
พระเจ้า - พระยะโฮวาห์ พระตรีมรู ติ
ศาสาดา พระอัลเลาะห์
คัมภีร์ พระพุทธเจา้ พระเยซู นบีมูฮัมหมดั -
นักบวช พระไตรปฏิ ก คัมภีร์ไบเบิล คัมภรี พ์ ระเวท
บาทหลวง คัมภรี อ์ ลั กุรอาน
ศาสนสถาน พระสงฆ์ พราหมณ์
พธิ ีกรรม โบสถ์ -
วัด ศีลกำลัง (มอี หิ ม่ามท่ีทำหน้า เทวสถาน
เปา้ หมายสูงสดุ พุทธมามกะ (คลา้ ยกับพธิ ีแสดงตน เป็นผู้นำสวดและสงั่ พิธสี งั สการ
หลกั ธรรมสำคญั เปน็ พทุ ธมามกะ) สอนหลักธรรมใน
นิพพาน โมกษะ
อรยิ สัจ 4 อาณาจักรพระเจ้า ศาสนา) อาศรม 4
สุเหรา่ /มัสยิด
หลักความรกั
การปฏบิ ัติตนตาม
หลกั ปฏบิ ตั ิ 5
ประการ
หลกั ศรทั ธา 6
ประการ
สถิตอยกู่ บั องค์อลั
เลาะห์
หลักปฏบิ ัติ 5
ประการ
หลกั ศรัทธา 6
ประการ
เป็นเครื่องมือที่ใช้บันทึกและสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขน้ึ
ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอข้อมูลทางภูมิศาสตร์ แปลงข้อมูลที่มีอยู่ในพื้นที่ให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์โดยการ
ย่อส่วนขอ้ มูลลงบนวตั ถผุ ิวเรียบ เพ่อื ให้มีความเขา้ ใจทง่ี ่ายและเขา้ ใจตรงกนั
1.1 จำแนกตามมาตราส่วน
- แผนทม่ี าตราสว่ นเลก็ ไดแ้ ก่ แผนทีม่ าตราสว่ นเล็กกวา่ 1:1,000,000
- แผนทม่ี าตราสว่ นกลาง ได้แก่ แผนทมี่ าตราสว่ นตง้ั แต่ 1:250,000 ถงึ 1:1,000,000
- แผนท่ีมาตราสว่ นใหญ่ ได้แก่ แผนทมี่ าตราส่วนใหญก่ วา่ 1:250,000
ทำไมแผนที่มาตราส่วน 1:1,000,000
ถงึ เรียกว่า “มาตรสว่ นเลก็ ” เพราะ
1:1,000,000 คอื = .
, ,
สว่ นมาตราส่วนใหญ่
1:250,000 คอื = .
,
ทมี่ า : shorturl.at/lJNU9
ดงั น้ัน 0.000004 > 0.000001
1.2 จำแนกตามมาตรฐานของสมาคมการทำแผนท่ีระหว่างประเทศ
(International Cartographic Association [ICA]) แผนทม่ี าตราสว่ น 1:1,000,000 จึงเรยี กวา่
มาตราสว่ นเลก็
- แผนทภี่ มู ปิ ระเทศ (topographic map) คอื แผนทที่ ใ่ี หข้ อ้ มูลและรายละเอยี ดท่วั ไปของภูมปิ ระเทศ
- แผนท่เี ฉพาะเรือ่ ง (thematic map) คือ แผนทแ่ี สดงขอ้ มลู ทม่ี คี วามเฉพาะเจาะจงเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง
ภาพซ้าย : แผนท่ีภมู ปิ ระเทศในแถบภมู ิภาคคอเคซสั
ภาพขวา : แผนทเี่ ฉพาะเรอื่ ง (แผนที่แสดงความเสี่ยงของ
การเกดิ ไฟป่าในประเทศโครเอเชยี )
พ้ืนท่ใี นขอบระวาง พื้นทีน่ อกขอบระวาง
พื้นทน่ี อกขอบระวาง เป็นพื้นที่บรรจุข้อมูลและอธิบายถึงรายละเอียด
ของแผนที่นั้น ซึ่งจะประกอบไปด้วย ชื่อแผนที่
มาตราส่วน ศัพทานุกรม อธิบายสัญลักษณ์ ทิศ
เปน็ ตน้
2.1 มาตราส่วน คอื อตั ราส่วนระหวา่ งระยะทางบนแผนทก่ี บั ระยะทางในภมู ปิ ระเทศ
• มาตราส่วนคำพูด คือ อัตราส่วนที่แสดงระยะทางบนแผนที่กับระยะทางในภูมิประเทศ โดย
เขียนในรูป ของเศษส่วน เช่น 1:50,000 หมายความว่า ระยะทางบนแผนที่ 1 หน่วย เท่ากับ
ระยะทางบนแผนท่ี 50,000 หนว่ ย
• มาตราส่วนบรรทัด คือ มาตราส่วนที่แสดงด้วยเส้นตรงขีดแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งตรงกับระยะจริงใน
ภมู ิประเทศ
ทม่ี า : shorturl.at/cgwyP
แผนที่มาตราส่วน 1:250,000 การวัดระยะทางวิ่งมาราธอนในแผนที่ได้ 9 เซนติเมตร ถ้านักวิ่งผู้ที่ได้รับ
รางวัลชนะเลศิ วิง่ ด้วยความเรว็ คงที่ 10 นาทตี ่อระยะทาง 2 กโิ ลเมตร จะถงึ เส้นชัยด้วยเวลาเท่าใด
ตอบ
2.2 สญั ลกั ษณ์ เปน็ สิ่งท่ีปรากฏบนแผนทเ่ี พื่อแทนลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ตำแหนง่ ในพื้นท่จี รงิ ลงบนแผนที่
โดยสามารถแบง่ สัญลักษณอ์ อกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังน้ี
ประเภทของสญั ลกั ษณ์ ตวั อยา่ ง
จดุ แสดงถึงสถานทท่ี ่ีกำหนด โรงเรียน วดั โรงพยาบาล
เส้น ที่แสดงสงิ่ ตา่ ง ๆ ทมี่ ีความยาวเป็นสาย ถนน แม่นำ้
พ้ืนที่ แสดงพืน้ ท่ีที่ปรากฏบนพ้ืนโลก ป่าไม้ แหลง่ นำ้
2.3 ทิศ คอื แนวท่ีใช้เป็นหลักในการวัดทิศทางไปยงั ท่ตี า่ ง ๆ
การบอกทศิ ทางแบบบอกทศิ เหนอื
• ทิศเหนือจริง คอื แนวทศิ ทเ่ี หนอื ชไ้ี ปยังขว้ั โลกเหนอื
ใชส้ ญั ลกั ษณ์ รปู ดาว
• ทิศเหนือกรดิ คอื
แนวทิศเหนือตามเส้นกริดของระบบกรดิ ในแผนท่ี
ใชส้ ญั ลกั ษณ์ ขดี เส้นตรงมีคำว่า GN กำกบั
• ทศิ เหนือแมเ่ หล็ก คอื
แนวทศิ ทชี่ ไี้ ปทางท่ีเปน็ ข้ัวแมเ่ หล็กเสมอ
ใชส้ ัญลกั ษณร์ ปู ลูกศรคร่งึ ซีกกำกับ
การบอกทศิ ทาง แบบบอกเป็นคา่ มุม การบอกทศิ ทางดว้ ยมมุ มี 2 แบบ N
• มุมแบรงิ เปน็ มมุ แนวระดับ ณ ท่ีใดท่หี นึง่ ซง่ื เบนจากแนวเหนือ W 50° E
และใตไ้ ปทางทิศตะวันออกหรือตะวนั ตก
ตวั อยา่ ง แนวหน่งึ เบนจากทิศใตไ้ ปทางตะวันตกเปน็ มมุ 50 องศา S
เรียกวา่ มมุ แบรงิ ใต้ 50 องศาตะวันออก ( S 50 องศา E)
• มมุ แอซมิ ัท
เป็นการระบทุ ิศซ่ึงอา้ งองิ จากแนวทิศเหนอื เปน็ มมุ ราบท่ีเวยี นตาม
เข็มนาฬิกา ถงึ แนวท่ีตอ้ งการระบถุ งึ
ตวั อย่าง จดุ A ไปยงั จดุ B แอซิมัท 300 องศา และ จุด A ไปยงั จดุ
C แอซมิ ัท 49 องศา
ความสมั พันธ์ระหว่างมุมแบรงิ และมุมแอซมิ ัท (ออกสอบ 9 วชิ าสามญั ปี 62)
แบรงิ = แอซมิ ัท แบริง = 180 ° - แอซมิ ทั
แอซมิ ทั = 180 ° - แบริง
แบริง = แอซมิ ทั - 180 ° แบริง = 360 ° - แอซมิ ัท
แอซิมัท = 180 ° + แบรงิ แอซมิ ัท = 360 ° - แบริง
แบบทดสอบ ตอบ 135 องศา
ตอบ N 75 E
มมุ แบริง S 45 E เทยี บเท่ากบั มมุ แอซิมทั ทเี่ ท่าไหร่ ตอบ 308 องศา
มุมแอซิมัท 75 องศา เทียบเทา่ กับมุมแบริงที่เทา่ ไหร่ ตอบ S 62 W
มมุ แบริง N 52 W เทียบเท่ากบั มมุ แอซิมัททเ่ี ท่าไหร่
มุมแอซมิ ัท 242 องศา เทียบเทา่ กับมมุ แบริงทเี่ ทา่ ไหร่
เนื่องจากโลกลักษณะเป็น ทรงรี(Oblate Ellipsoid) ดังนั้น การถ่ายทอดหรือจำลองรายละเอียดต่าง ๆ
บนพื้นผิวโลกลงบนกระดาษแผ่นราบ จึงต้องอาศัยเทคนิคในการถ่ายทอดลักษณะทางภูมิศาสตร์ออกมาเพื่อ
ไม่ให้เกิดความผิดพลาดของขนาด รูปร่าง ทิศทางให้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง โดยมีหลักการในการ
สร้างเส้นโครงแผนที่ คือ การฉายเงาของวัตถุ โดยวิธีการฉายเงาเพื่อให้เกิดเส้ นโครงแผนที่ มี 3 แบบ
ประกอบดว้ ย พ้ืนผวิ ทรงกรวย พื้นผวิ รูปทรงกระบอก และพื้นผิวแบนหรือพน้ื ระนาบ
อ้างองิ https://www.gistda.or.th/main/th/node/861 วันท่ี 21 ต.ค. 64
2.4 ระบบพิกดั ภมู ิศาสตร์ เป็นระบบบอกตำแหนง่ โดยระบบพิกัดฉากเกดิ จากการตดั กนั ของแกนสมมติ
ตง้ั แต่ 2 แกนขน้ึ ไป คือ ละตจิ ดู กบั เสน้ ลองจจิ ดู
1 องศา = 60 ลปิ ดา
1 ลิปดา = 60 ฟิลปิ ดา
• ใช้ในชีวติ ประจำวัน เช่น การเดนิ ทาง การคมนาคม
• หนว่ ยงานตา่ ง ๆ เชน่ กรมทดี่ ินใช้เพือ่ สำรวจรางวดั การแบ่งเขตการปกครองทอ้ งถน่ิ
กรมปา่ ไมท้ ำแผนทีป่ ่าไม้เพื่อเปน็ ข้อมูลในการจัดการป่าไม้
• ใช้ในกจิ การทหาร นำข้อมลู เป็นแผนวางจดุ ยทุ ธศาสตร์ การต้งั ค่ายทหาร เรอื่ งการสงคราม
• ใชเ้ ปน็ ข้อมลู พืน้ ฐานในการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม เช่น แผนทแี่ สดงความแนน่ ของประชากร
แผนทแี่ สดงบริเวณเขตนคิ มอุตสาหกรรม และอ่นื ๆ
ซงึ่ เปน็ ข้อมูลพนื้ ฐานในการไปวางแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม
• รายงานเก่ยี วปรากฏการณท์ างธรรมชาติ เช่น แผนท่ีแสดงอณุ หภูมิ
แผนที่แสดงเคลื่อนทขี่ องแนวความกดอากาศ
• การศึกษา เช่น ครใู ช้แผนทเ่ี ปน็ การสอนในห้องเรียน
เน้อื หาเพ่มิ เติม : เครื่องมือทางภูมิศาสตร์
เครื่องมือ การนำไปใช้ รูป
บารอมเิ ตอร์ เครอ่ื งมอื ตรวจวดั ความดันบรรยากาศ
(Barometer) สำหรบั วัดคา่ ความกดดันทเี่ กิดจากแรงดั
นของอากาศ
ท่ีมา : shorturl.at/nEXZ7
เครื่องวัดน้ำฝน อุปกรณ์สำหรบั วัดปรมิ าณการตกของฝน
(Rain Gauge) ในชว่ งเวลาท่กี ำหนดไว้
ทมี่ า : shorturl.at/ckvQY
เครือ่ งมอื การนำไปใช้ รูป
แอนนมิ อมเิ ตอร์ เครอื่ งมอื ที่ใชว้ ดั ทิศและความเรว็ ลม ทีม่ า : shorturl.at/sCFH9
(Anemometer)
ไฮโกรมเิ ตอร์ เครื่องหาค่าความชืน้ ในอากาศ วัดเป็น
(Hygrometer) ความชืน้ ซ่งึ มที ง้ั แบบเส้นผมและแบบ
กระเปาะเปียก - กระเปาะแหง้
ทม่ี า : shorturl.at/iotBK
กลอ้ งสามมติ ิ เป็นอุปกรณ์ทใ่ี ชด้ รู ปู ถ่ายทางอากาศ
(stereoscope) เพอื่ พจิ ารณาความสงู ตำ่ ของ
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ในพน้ื ทนี่ ั้น ๆ
ท่มี า : shorturl.at/tDU08
ภูมปิ ระเทศท่ีเกดิ จากการกระทำของน้ำ
เป็นการกระทำบริเวณทอ้ งน้ำและตลิง่ โดยการครดู กระแทก เสยี ดสี แรงทางชลศาสตรแ์ ละการละลาย
1. ภมู ิประเทศท่เี กิดจาการกรอ่ นของนำ้
1.1 ร่องธาร (Gully) ร่องลกึ บริเวณที่ลาดพื้นดนิ ท่เี กดิ จากการกัดเซาะของนำ้
1.2 แก่ง (rapid) ส่วนของลำน้ำที่มีหินโผล่ หรือมีหินขวางทางน้ำ ทำให้ทางน้ำแคบลงและระดับน้ำ
เปลยี่ นไป ด้านท้ายแก่งนำ้ จะเชย่ี วและไหลแรงกวา่ ด้านเหนือแกง่
1.3 โกรกธาร (Gorge) หุบเขาน้ำผา่ นท่ลี ึกและแคบ มหี น้าผาชันขนาบ 2 ขา้ ง
2. ภูมปิ ระเทศจากการทับถมของนำ้ และแม่นำ้
2.1 ที่ราบน้ำท่วมถึง (Floodplain) ที่ราบสองฝั่งแม่น้ำ จะมีน้ำเอ่อท่วมในช่วงน้ำหลาก เมื่อน้ำลด
จะทงิ้ ตะกอนดินไว้ ท่บี ริเวณนีจ้ ึงมีความอดุ มสมบรู ณส์ ูง
*จะพบภูมิประเทศนี้บริเวณแม่น้ำสายใหญ่และแม่น้ำสาขา ถ้าเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงแม่น้ำจะไหลคดเคี้ยวเกิด
เป็นเกดิ เสน้ ทางน้ำแบบโคง้ *
2.2 คันดินธรรมชาติ (Levee) เกิดจากน้ำในฤดูน้ำหลากพัดพาตะกอนหยาบมาทับถมบริเวณริมฝั่ง
เมอื่ นำ้ ลดจึงเกิดคันดินบรเิ วณริมฝ่งั
2.3 เนินตะกอนรูปพัด (Alluvial Fan) เกิดจากการไหลของน้ำจาหุบเขาชันสู่ที่ราบ ความเร็ว
กระแสน้ำสูง ตะกอนจึงสามารถเคลื่อนที่แผ่ออกไปในบริเวณรอบได้ ตะกอนดังกล่าวจะทับทมและสะสมตัว
เปน็ รปู คล้ายพัด
2.4 ดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) ดินดอนปากแม่น้ำ เกิดจากแม่น้ำพัดพาตะกอนมาทับถมบริเวณ
ปากแม่น้ำตลอดเวลา ทำให้ท้องน้ำมีระดับสูงฌ น้ำจึงไหลช้าลง เกิดตะกอนสูงขึ้นและเกิดเป็นแผ่นดินกระจาย
ออกตรงปากน้ำ
ภมู ปิ ระเทศท่ีเกิดจากการกระทำของธารน้ำแข็ง
ภูมิประเทศที่เกิดจากการกร่อนโดยธารน้ำแข็ง : การบด ขูด กระแทก เซาะ ขุดลึก ขีดข่วน และการขัดสี
ระหว่างหินกับธารน้ำแข็งในขณะที่ธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวผ่าน นอกจากนี้ยังรวมการกร่อนการกร่อนของตัวธาร
นำ้ แขง็ เองด้วย
ทม่ี า : shorturl.at/lzDKR
1. ภมู ิประเทศท่เี กิดจาการกร่อนของน้ำแขง็
1.1 เซริ ก์ (Cirque) ไหล่เขาชนั รปู อฒั จนั ทรโ์ คง้
1.2 อาเรต็ (Arere) สนั เขาแคบ ๆ ทีม่ หี ยักแหลม
1.3 หบุ เขาลอย (Hnging Vally) หุบเขาสาขาที่ความต่างระดับกับหุบเขาใหญ่มีมาก(ชันมาก) มีธาร
น้ำไหลผ่านจากหุบเขาสาขาสู่หุบเขาใหญ่ เกิดโกรกธารหรือน้ำตก หุบเขาลอยจะเกิดในบริเวณที่เคยมีธาร
น้ำแขง็ ปกคลุมมาก่อน
1.4 ยอดเขารปู พีระมิด (Hom) ยอดเขาท่ีมีความสูงชนั หลายด้าน(คล้ายพรี ะมิด)
1.5 ฟยอร์ด (Fjord) ชายฝั่งทะเลเว้าแหว่ง และร่องลึกบริเวณชายฝั่ง ที่เกิดจากากรกร่อนของธาร
น้ำแขง็
2. ภูมิประเทศท่ีเกิดจาการทับถมโดยธารน้ำแข็ง
2.1 กองตะกอนธารนำ้ แข็ง เนินทีเ่ กิดจาการสะสมตวั ของธารนำ้ แข็ง
2.2 หลุมธารน้ำแข็ง แอ่งตะกอนธารน้ำแข็งเกิดจากการละลายของน้ำแข็งที่ฝังตัวอยู่ในธารน้ำแข็ง
2.3 ทร่ี าบเศษหินธารนำ้ แข็ง ที่ราบทีเ่ กดิ จากการทับถมของเศษหินในธารน้ำแขง็
ภมู ิประเทศท่ีเกิดจากการกระทำของลม
- ภูมิประเทศที่เกิดจากการกร่อนโดยลม
เขารูปหงอนไก่ ภูเขาหินที่มีสัน
สลับร่องหลาย ๆ ช่วง เป็นรูปคล้ายหงอน
ไก่ มักเกิดในทะเลทราย ด า ด หิ น
ทะเลทราย เกิดจากลมที่พัดพาเอาทราย
ออกไปจากพื้นที่ทรายปนกรวด จนเหลือ
แต่กรวดแอ่งลมหอบ แอ่งต่ำที่ลมพัดเอา ที่มา : shorturl.at/hvCL6
ทรายออกไป เกดิ ควบคูก่ บั เนนิ ทราย
- ภมู ิประเทศทเ่ี กดิ จาการทับถมโดยลม
พลายา ปลายลาดเชิงเขาเกิดจากตะกอนน้ำและลลมทับถมกัน ไม่มีทางน้ำไหลออก มีน้ำขัง มีคราบ
เกลือสะสม หากมนี ำ้ ใตด้ นิ สะสมตวั อย่ดู ว้ ย เรยี กวา่ “โอเอซิส”
เนินทราย เกดิ จากลมพดั ตะกอนทรายมารวมกนั (เกิดไดท้ ้ังในทะเลทรายและชายฝง่ั ทะเล)
ภูมิประเทศที่เกิดจากการกระทำของนำ้ ใต้ดิน
น้ำใต้ดินเป็นตัวทำละลายของ
หิน แร่และสารประกอบ ส่วนการ
กร่อน การทับถม จะเกิดในบางท่ี
พืน้ ทีเ่ ป็นโพรงใตด้ ิน
ท่ีมา : shorturl.at/blnAG
ภูมิประเทศทเ่ี กิดจากการกรอ่ นโดยนำ้ ใตด้ ิน
หลุมยบุ น้ำละลายเอาหนิ เกลอื หินยิปซมั หรอื หินปูนออกไป เกิดการยุบตัวลงเปน็ หลุมยบุ
ถำ้ โพรงลกึ ใต้ดนิ หรือภูเขา เกดิ จากนำ้ ใตด้ ินกดั เซาะหนิ ปูน
สุสานหิน ที่ราบดินแดงที่มีหินปูนโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาเป็นหย่อม ๆ ไม่สูงมาก สันนิฐานว่าเป็นส่วนท่ี
เหลอื ของหนิ ปูนทีเ่ กดิ จากการผุกร่อนของน้ำใตด้ นิ
เขาลอมฟาง ยอดเขาหินปูนที่ถูกน้ำกร่อนจนเหลือเป็นเขาลูกโดด ๆ คล้ายกองฟางข้าง ด้านล่างเขา
อาจมธี ารนำ้ ใต้ดนิ หรือถ้ำ
ภมู ิประเทศท่ีเกิดจากการทบั ถมของน้ำใตด้ ิน
ทีร่ าบคาสต์ หินปนู ทีถ่ กู นำ้ ละลายจนเกดิ เป็นทร่ี าบ
หินงอก หนิ ยอ้ ย คราบหินที่น้ำละเหยออกไปเกิดเป็นตะกอนหินปูนขนาดเล็กแหลม (หินงอก = งอก
จากพนื้ ถ้ำ หนิ ยอ้ ย = ย้อยจากเพดานถ้ำ)
ภมู ิประเทศท่ีเกดิ จากการกระทำของคลื่นและกระแสน้ำชายฝงั่ ท่ีมา : shorturl.at/epEJU
เกดิ บริเวณพ้ืนทรี่ ะหวา่ งแผน่ ดนิ กับระดับนำ้ ทะเลที่ขน้ึ สูงสดุ – ตำ่ สุด
หน้าผาชันชายฝั่ง เกิด
จากการกร่อนโดยคลื่นหรือการ
กร่อนบริเวณฐานหินให้พังทลาย
เกดิ เป็นผาสูงชนั หันหนา้ ออกทะเลา
ซุ้มหินชายฝั่ง การกัด
เซาะของน้ำทะเลบนหินจะเกิดเป็น
โพรง 2 ด้าน เมื่อน้ำกัดเซาะโพรง
จนทะลถุ งึ กนั จงึ เกดิ เปน็ ซ้มุ หนิ
1. ข้อใดไมใ่ ช่ประโยชนจ์ ากการเปลย่ี นแปลงทางกายภาพ 2. การศกึ ษาและสำรวจการเปล่ียนแปลงทางกายภาพ ซึ่ง
ของแผน่ เปลือกโลกด้วยแรงปะทภุ ายในเกิดเปน็ ภเู ขาไฟ เกิดจากการกระทำจากแรงใดมีโอกาสพบน้อยสุดในน้ำไหล
(2560) ของแม่นำ้ เจ้าพระยาต้ังแตป่ ากนำ้ จนถงึ จงั หวัดนครสวรรค์
ภมู สิ ัณฐาน (2561)
ก. กอ่ เกิดพน้ื ทีใ่ หม่เป็นภูเขาไฟโผลพ่ ้นกลางมหาสมุทร
ข. มสี ว่ นช่วยในการปรบั ระดบั เปลือกโลกใหอ้ ยู่ในภาวะ ก. ทะเลสาบรูปแอก และ ลานตะพักลำนำ้
สมดลุ ข. รอ่ งนำ้ ฝ่ังตลง่ิ ลาดนนู และตลงิ่ เวา้
ค. เกิดแหลง่ แรพ่ ลงั งานเชื้อเพลิงจากฟอสซลิ และก๊าซ ค. ทร่ี าบน้ำท่วมถึง และ คนั ดนิ ธรรมชาติ
ธรรมชาติ ง. แมน่ โ้ ค้งตวัดไหลตดั ออกคงุ้ น้ำ
ง. ทำใหห้ นิ อัคนีและหินช้ันท่ีลาวาไหลผ่านปรับสภาพ จ. กุมภลกั ษณแ์ ละโกรกธารธาราผาชัน
เปน็ หนิ แปรท่ีแกรง่ ขึน้ เฉลย ข้อ จ. เพราะ แมน่ ำ้ เจ้าพระยาเป็นสายยาวและน้ำ
จ. เป็นแหลง่ ดินอุดมสมบรู ณ์ เหมาะแกก่ ารเพาะปลกู ไม่ได้ไหลไม่เชียวมาก จึงมโี อกาสน้อยท่จี ะเกดิ กมุ ภลักษณ์ขน้ึ
พชื สวน ไมผ้ ลพืช ชนิดอื่น นอกจากนแี้ ม่นำ้ เจา้ พระยาเปน็ แมน่ ้ำทมี่ ขี นาดกว้างและไมใ่ ช่
เฉลย ข้อ ค แหล่งตน้ น้ำ
• การรบั รู้ระยะไกล (Remote Sensing : [RS])
• ระบบสารสนเทศทางภมู ศิ าสตร์ (Geographic Information System : [GIS])
• ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก (Global Positioning System : [GPS])
การรับรู้ระยะไกล Remote Sensing: [RS]
เป็นระบบสำรวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพื้นโลกด้วยเครื่องรับรู้ ซึ่งติดไปกับยานอวกาศ ดาวเทียม
หรือเครื่องบิน เครื่องรับรู้จะตรวจจับคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนมาจากวัตถุบนผิวโลก
หลังจากนนั้ มีการแปลงข้อมลู เปน็ ข้อมูลเชงิ เลขซง่ึ นำไปใชเ้ ปน็ ภาพและทำแผนที่
1. ประเภทของการรับรทู้ างไกล
การรับรู้จากระยะไกลแบบพาสซีพ การรบั รจู้ ากระยะไกลแบบแอคทฟี
(Passive remote sensing) (Active Remote sensing)
มดี วงอาทิตยเ์ ปน็ แหล่งกำเนดิ พลังงานตามธรรมชาติ เครือ่ งรบั ร้มู อี ปุ กรณ์สรา้ งแหลง่ พลงั งานขึ้นเอง เชน่
ที่มีการสะท้อนและปล่อยรังสีผ่านชั้นบรรยากาศมา คลื่นไมโครเวฟในระบบเรดาร์ และคลื่นสั้นในระบบ
ยังพื้นผิวโลก และสะท้อนกลับไปยังเครื่องรับรู้ ไลดาร์ โดยพลังงานเหล่านี้เป็นเครื่องวิทยุหรือ
มีข้อจำกัดก็คือรับและบันทึกข้อมูลได้เฉพาะใน ลำแสงเลเซอร์ที่ส่งพลังงานไปยังวัตถุเป้าหมายและ
ตอนกลางวันและมีสภาพอากาศที่เหมาะส ม กระจดั กระจายกับมายังเครือ่ งรับรู้สามารถบนั ทกึ
ไม่สามารถรับข้อมูลได้ในตอนกลางคืนหรือสภาพ ข้อมลู ได้อยา่ งไมม่ ีขอ้ จำกดั
อากาศไม่ดีลเช่น มเี มฆหรอื ฝน
ท่มี า : shorturl.at/oGV01
2. หลกั การเบือ้ งตน้ ของการรบั รู้จากระยะไกล ที่มา : ภูมิศาสตร์เทคนคิ (2016: 72)
2.1 การไดม้ าซึง่ ขอ้ มูล
2.2 การวิเคราะหข์ ้อมูล
• การแปลภาพด้วยสายตา
• การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเชงิ เลข
และการประมวลผลขอ้ มลู ภาพ
2.3 การนำขอ้ มูลไปประยกุ ตใ์ ช้
3. ขอ้ มลู ท่ีได้รบั จากการรบั รู้ระยะไกล
3.1 ภาพถา่ ยทางอากาศ
รูปถ่ายภูมิประเทศที่ได้จากการถ่ายรูปทางอากาศ โดยวิธีนำกล้องถ่ายรูปติดกับอากาศยานและบินไป
เหนอื ภูมปิ ระเทศบริเวณทีจ่ ะทำการถา่ ยรูป
ขัน้ ตอนการถา่ ยรปู
ในการถ่ายรูปทางอากาศพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง จะต้องกำหนดพื้นที่ให้ครอบคลุมกำหนดแนวถ่ายรูปให้เป็น
แนวขนานกัน โดยแนวขนาดจะกำหนดเป็นทิศทางออก-ตกหรือแนวขนานทิศทางเหนือ - ใต้ ขึ้นอยู่กับ
ลักษณะบริเวณที่ต้องการ แนวเส้นขนาดนี้เรียกว่าแนวบิน(flight lines)หรือแถบบิน (flight strips) เมื่อ
กำหนดแนวบินได้แล้วก็ทำการถ่ายภาพโดยใช้เทคนิคถ่ายภาพแบบต่อเนื่องและจะได้รูปที่เรียงลำดับกัน
ซง่ึ รปู ถา่ ยท่ีอยตู่ ดิ กันจะมสี ว่ นซ้อนกัน (End lab หรือ Overlap) ประมาณร้อยละ 50 ถงึ 60
ทม่ี า : shorturl.at/hoNO1 และ shorturl.at/dBX09
ถา้ ภาพถา่ ยทางอากาศในบรเิ วณหน่งึ แนวบิน มีจำนวนภาพเรียงกนั ทัง้ หมด 6 ภาพ โดยแต่ละภาพมี
ส่วนเหลอื่ มร้อยละ 60 อยากทราบวา่ จะเห็นภาพสามมิติทภ่ี าพทับกันไดส้ นิททั้งหมดก่ภี าพ
ตอบ ....................................................
ชนดิ ของภาพถ่ายทางอากาศ
• ภาพถ่ายดิ่ง เป็นภาพถ่ายที่ถ่ายรูปในแนวตั้งฉากกับผิวโลก และมองไม่เห็นแนวเส้นขอบฟ้า
(ปกติจะเอียงไมเ่ กิน 3-4° เนอ่ื งจากการเอยี งและการเบนของเครื่องบินไม่สามารถบงั คับได)้
ที่มา : shorturl.at/gACX3 และ shorturl.at/jIRSY
• ภาพถ่ายเฉียงต่ำ ภาพที่ถ่ายโดยให้แกนกล้องเอียงออกจากแนวดิ่งไปไม่เกิน 30° ลักษณะของภาพถ่าย
เฉียงต่ำจะครอบคลุมพื้นที่มากกว่าภาพถ่ายดิ่ง แต่น้อยกว่าภาพถ่ายเฉียงสูง มีมาตราส่วน
ไมค่ งที่และไม่ปรากฏเส้นแนวขอบฟา้ ในภาพถ่าย
ทม่ี า : shorturl.at/mDFN6
• ภาพถ่ายเฉยี งสงู ภาพถ่ายทถี่ า่ ยให้แกนกล้องเอียงขวาออกจะแนวดง่ิ เป็นมมุ 30-60°
ครอบคลมุ พ้นื ที่มากกวา่ ภาพถา่ ยเฉยี งตำ่ มีมาตราส่วนไมค่ งที่และปรากฏเสน้ แนวขอบฟา้
ที่มา : shorturl.at/gktDX
3.2 ภาพจากดาวเทยี ม
คือภาพทไี่ ดจ้ ากการถ่ายและบันทกึ ข้อมูลเชงิ เลขของการสะท้อนชว่ งคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าจากวัตถุต่าง ๆ
ที่มีค่าการสะท้อนแสงแตกต่างกัน จึงทำให้สามารถจำแนกวัตถุต่าง ๆ ได้ แปลความจากสิ่งที่ปรากฏบนภาพ
เช่น สี ขนาดรปู ร่าง
ทีม่ า : shorturl.at/alELP และ shorturl.at/bcvyT