The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรภาษาไทย ป.3 - 64 (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หลักสูตรภาษาไทย ป.3 - 64 (1)

หลักสูตรภาษาไทย ป.3 - 64 (1)

วิธวี ดั การวดั และประเมนิ ผล

- สังเกตการฟัง พดู อ่านเขียน
- แสดงความคิดเหน็
- ตรวจผลงานนกั เรียน
- ประเมินการทางานระบบกลมุ่

เครือ่ งมือวัดและประเมนิ ผล

- แบบประเมนิ ผลการอา่ น ฟงั เขยี น
- แบบสังเกตการแสดงความคิดเห็น
- ผลงานนักเรียน
- แบบประเมินการทางานระบบกลมุ่

การฟงั การดแู ละการพดู
๑. การตงั้ คาถามตอบคาถาม

หลกั การใชภ้ าษาไทย
-การใช้เครอ่ื งหมายต่างๆ

มาตรฐานการเรยี นรู้
ท ๑.๑ : ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความรูแ้ ละความคดิ เพื่อนาไปใชต้ ดั สนิ ใจ แ
ท๒.๑ : ใช้กระบวนการเขยี น เขียนส่อื สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเข

อย่างมีประสิทธิภาพ
ท๔.๑ : เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษ

ตวั ชวี้ ดั

ท๑.๑ ป๓/ ๑ อ่านออกเสียงคา ข้อความ เรือ่ งส้ัน
ท๑.๑ ป๓/ ๓ ตั้งคาถาม ตอบคาถามเชิงเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องท่ีอา่ น
ท๒.๑ ป๓/๓ เขียนบันทกึ ประจาวัน
ท๒.๑ ป๓/๕ เขียนเรอื่ งตามจินตนาการ
ท๔.๑ ป๓/๑ เขียนสะกดคาและบอกความหมายของคา

วรรณคดีและวรรณกรรม
- คาคล้องจอง

แกป้ ญั หาใน การ ดาเนนิ ชวี ติ และมนี ิสัยรกั การอา่ น
ขยี นเรอื่ งราวในรูปแบบต่างๆ เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นคว้า
ษาและพลงั ของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบตั ิของชาติ

สาระสาคัญ
การอ่านออกเสียงคา ข้อความ เร่อื งสั้น การจบั ใจความสาคญั จากเรื่องท

เร่ืองตามจินตนาการ การใช้เคร่ืองต่างๆ ความรู้ทาง หลักภาษาจาทาให้เข้าใจม
การทางาน มีมารยาทในการอา่ น ฟัง ดู พดู และเขียน มีนสิ ยั รักการอ่านและ

สาระการเรยี นรู้
ความรู้

๑.การอา่ นออกเสยี ง
๒.การตงั้ คาถามตอบคาถาม
๓.การใชเ้ ครอ่ื งหมายตา่ งๆ
๔.การเขยี นเรอื่ งตามจนิ ตนาการ
๕.การเขียนบันทึกประจาวนั

ทกั ษะ / กระบวนการ
๑.ทักษะการส่ือสาร
๒. ทกั ษะการเขียน
๓. ทักษะกระบวนการกล่มุ

คณุ ลกั ษณะ
๑. ปฏิบัตติ นในการมีมารยาทในการอา่ น
๒. ปฏิบตั ิตนในการมมี ารยาทในการเขยี น
๓. มงุ่ มน่ั ในการทางาน

การประเมนิ ผลรวบยอด

ที่ได้ดู ฟัง อา่ น การตง้ั คาถามตอบคาถาม การเขียนบันทกึ ประจาวนั การเขียน
มากข้ึน การใช้ทักษะทางภาษาและเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาการเรยี นรแู้ ละ
ะเขียน

ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
๑.การอา่ น อ่านออกเสียง และการตงั้ คาถามตอบคาถาม
๒.การเขียน การเขียนเรื่องตามจินตนาการ การเขยี นบันทึกประจาวัน
๓.การใชเ้ คร่ืองหมายตา่ งๆ

การประเมินผล

มิตคิ ณุ ภาพ น้าหนัก ระดับคณุ
๑.ปรมิ าณขอ้ มูล คะแนน
ดีมาก (๔) ดี (๓) อ
๒.คณุ ภาพ ๔๐ อ่าน อธิบาย อ่านอธบิ ายความหมาย แ
ข้อมลู ๕ ความหมายและสรุป และสรุปใจความสาคญั จ
ใจความสาคญั จากสอื่ จากส่อื ต่างๆได้ครบ ต
๓.แบบแผน ๕ ตา่ งๆไดค้ รบตามท่ี ตามท่กี าหนดแตไ่ ม่ตรง ต
การคดิ กาหนดและตรงเวลา เวลาเลก็ น้อย น
๕ นาเสนอเปน็ ภาพกว้าง นาเสนอเปน็ ภาพกวา้ ง เ
เป็นระบบกับชวี ติ จริง เป็นระบบกับชีวติ จริง แ
และเปน็ นามธรรม และค่อนข้างเปน็
นามธรรม
นาเสนอการอา่ นและ นาเสนอการอ่านและ
เขยี นสรปุ ใจความ เขียนสรุปใจความ

ณภาพ

พอใช้ (๒) ปรบั ปรงุ (๑)
อ่านอธบิ ายความหมาย อ่านอธิบายความหมาย
และสรปุ ใจความสาคัญ และสรุปใจความสาคญั
จากสื่อต่างๆได้ครบ จากส่อื ต่างๆได้ไมค่ รบ
ตามทก่ี าหนดและไม่ ตามท่กี าหนดและไม่
ตรงเวลามาก ตรงเวลามาก
นาเสนอเปน็ ภาพกวา้ ง นาเสนอเป็นทางเดียว
เป็นระบบกบั ชวี ิตจริง ไมเ่ ป็นระบบไม่เป็น
แต่ไม่เป็นนามธรรม นามธรรม

นาเสนอการอ่านและ
เขยี นสรปุ ใจความ

สาคญั เป็นลาดบั เปน็ สาคัญค่อนข้างเป็น
เหตเุ ปน็ ผล สมั พนั ธ์กบั ลาดบั เป็นเหตุเป็นผล

มติ คิ ณุ ภาพ น้าหนกั ระดบั คุณ
คะแนน
๔.การเขียน ดมี าก (๔) ดี (๓)
บันทกึ ๔๐ หลกั การใช้ภาษาไทย
ประจาวัน ๑๐ สัมพนั ธก์ บั หลกั บ
เขยี นบันทึกประจาวัน
๕.การเขียนตาม ๕ เล่าเหตุการณส์ าคัญ การใชภ้ าษาไทย ห
จนิ ตนาการ เรียงลาดับเรือ่ งได้
๕ ถกู ต้อง เขยี นบันทึกประจาวนั เ
๖.การใช้ ๕ เขยี นบรรยาย
เคร่อื งหมาย ประสบการณแ์ ละ เล่าเหตุการณ์สาคญั เ
ตา่ งๆ จนิ ตนาการเปน็ ภาพ
๗คุณลกั ษณะท่ี กว้าง เรยี งลาดบั เรือ่ งไดแ้ ต่ เ
พงึ ประสงค์ การใชเ้ ครือ่ งหมาย
ตา่ งๆไดถ้ ูกตอ้ ง สะกดไมถ่ กู ตอ้ ง
๙-๑๐ ข้อ
มคี วามรับผดิ ชอบต่อ เขียนบรรยาย เ
การเรียนดมี าก
ตระหนกั เหน็ คณุ ค่า ประสบการณแ์ ละ ป

จนิ ตนากาค่อนขา้ ง เปน็ จ

ภาพกวา้ ง ภ

การใช้เครื่องหมาย ก

ต่างๆได้ถูกต้อง ต

๗-๘ ขอ้ ๔

มีความรบั ผดิ ชอบต่อ ม

การเรียนดี ตระหนัก ก



สาคัญคอ่ นไมเ่ ปน็ ลาดบั
ไม่ เปน็ เหตเุ ป็นผลไม่

ณภาพ

พอใช้ (๒) ปรับปรงุ (๑)

บางคาไมส่ ัมพันธ์กบั พนั ธ์กับหลักการใช้

หลักการใชภ้ าษาไทย ภาษาไทย

เขียนบันทึกประจาวนั เขียนบันทกึ ประจาวนั

เลา่ เหตุการณ์สาคญั เลา่ เหตกุ ารณส์ าคญั

เรียงลาดบั เรื่องไดบ้ า้ ง เรยี งลาดับเรอื่ ง วกวน

ไมถ่ ูกต้อง

เขียนบรรยาย เขียนบรรยาย

ประสบการณ์และ ประสบการณแ์ ละ

จนิ ตนากาค่อนข้าง เป็น จินตนากาไม่ เป็นภาพ

ภาพกวา้ ง กว้าง ไม่ เป็นระบบ

การใชเ้ คร่อื งหมาย การใชเ้ ครือ่ งหมาย

ต่างๆได้ถูกตอ้ ง ต่างๆไดถ้ กู ตอ้ ง

๔-๖ ขอ้ ๐-๓ ข้อ

มคี วามรับผิดชอบตอ่ มีความรับผิดชอบตอ่

การเรยี นพอใช้ การเรียนน้อยตระหนัก

ตระหนักเห็นคณุ ค่า

ความสาคัญของการ เหน็ คุณค่าความสาคัญ ค

อ่าน ของการอ่าน อ

เกณฑก์ ารประเมนิ
ไดร้ ะดับคณุ ภาพ ๔ ผลการประเมนิ ดีมาก
ไดร้ ะดับคณุ ภาพ ๓ ผลการประเมิน ดี
ไดร้ ะดบั คณุ ภาพ ๒ ผลการประเมนิ พอใช้
ได้ระดบั คุณภาพ ๑ ผลการประเมนิ ปรับปรงุ

เกณฑก์ ารผา่ น ไดร้ ะดับคุณภาพ ๔ ( ผา่ น )
ไดค้ ะแนน ๓๒- ๔๐ ไดร้ ะดบั คณุ ภาพ ๓ ( ผ่าน )
ได้คะแนน ๒๕- ๓๑ ได้ระดับคณุ ภาพ ๒ ( ผ่าน )
ไดค้ ะแนน ๒๐ – ๒๔ ได้ระดบั คุณภาพ ๑ ( ไมผ่ ่าน )
ได้คะแนน ๐ - ๑๙

กจิ กรรมการเรียนรู้
๑. สนทนารปู ภาพบทที่ ๑๕ เรือ่ งบันทึกความหลงั อา่ นในใจ ๑ รอบ แลว้ ฝกึ อ่าน
๒. สรปุ เป็นแผนผังความคดิ ใคร ทาอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลเป็นอย่างไรนักเร
๓. ศกึ ษาใบความรูเ้ รือ่ ง การใช้เครอ่ื งหมายตา่ งๆ สรุปเปน็ องค์ความรู้แบ่งกลุม่ หา
๔. การเขยี นเรือ่ งตามจินตนาการเรื่องอนาคตของฉนั โดยวางโครงเรื่อง ลาดับเหต
๕. ครนู าตัวอย่างไดอารีของครูท่ีเขียนบันทึกประจาวันใหน้ ักเรียนดูเป็นตัวอย่าง

แตล่ ะวนั ใหน้ ักเรยี นเขียนบันทกึ ประจาวัน ๕ วนั

ความสาคัญของการ เหน็ คุณค่าความสาคัญ

อ่านน้อย ของการอา่ นนอ้ ย

นออกเสยี ง เนน้ การอา่ นใหถ้ กู ตอ้ ง นักเรียนทอี่ ่านไม่ได้ใหซ้ ่อมเสรมิ เวลาวา่ ง
รยี นตอบคาถามตามใบงานกิจกรรม ๑๐ ขอ้
าคาที่มีเครอื่ งหมายต่างๆจากหนังสอื พมิ พ์ ตัวแทนกลมุ่ นาเสนอผลงาน
ตกุ ารณ์กอ่ น
อ่านใหน้ ักเรียนฟงั นักเรียนดูวิธีการเขียนบันทึกประจาวัน และเลา่ เหตกุ ารณ์ที่สาคัญของ

ส่อื และแหล่งเรียนรู้
๑. บตั รคา
๒. ตัวอยา่ งแบบบันทกึ ประจาวนั
๓. หนงั สอื พมิ พ์
๔. ใบความรู้
๕. ใบงานกิจกรรม
๖. หอ้ งสมุด
๗. อินเตอรเ์ น็ท



แบบบันทกึ หน

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๑๖ เรอ่ื ง คยุ กบั คณุ ปู่

รหัส-ชอื่ รายวิชา ท ๑๓๑๐๑ กลุ่มสาระการเรยี น

ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๓ ภาคเรียนท

โรงเรียนบ้านใหมห่ นองบวั

***************************************

คาอธบิ ายประจาหนว่ ย

การอ่านวรรณคดีวรรณกรรมเพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงเร่ืองท่ีอ่านน้ัน

ประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิต สานวนโวหารเป็นถ้อยคาหรือข้อความท่ีมีมานา

เพอ่ื ปลูกฝังความชน่ื ชมวฒั นธรรมทอ้ งถ่ิน การใชท้ กั ษะทาง ภาษาและเทคโนโล

ดู พูดและเขียน มีนสิ ัยรกั การอา่ นและเขยี น

ผังความคดิ ประจาหนว่ ยการเรยี นรู้ คณุ ลักษณะ
๑.ปฏิบัติตนในการมีมารยาทใน
การฟงั ดแู ละพูด
๒.ปฏิบัติตนในการมีมารยาทใน

น่วยการเรยี นรู้

นรู้ ภาษาไทย
ที่๒ เวลา ๑๒ ช่ัวโมง

****************************************

ผู้อ่านจะต้องมีความรู้ในด้านภาษา สานวนโวหารในการ และสามารถนามา
านแล้ว ต้องใช้ให้ถูกต้องตามความหมาย รู้จักเพลงพ้ืนบ้านและเพลงกล่อมเด็ก
ลยีการส่ือสารพฒั นาการเรยี นรแู้ ละการทางาน เพอื่ ให้มมี ารยาทในการอา่ น ฟงั

ทักษะ/กระบวนการ

๑. ทกั ษะการสอ่ื สาร
๒.ทักษะการอ่าน
๓.ทักษะกระบวนการกลุม่

สาระการเรียนรู้
๑.อ่านไม่เพย้ี นเขียนไมผ่ ิด
๒. สานวน โวหาร
๓. คาคลอ้ งจอง
๔. สภุ าษิต
๕.เพลงกลอ่ มเดก็
๖.อา่ นวรรณคดีเรือ่ งสงั ข์ทอง

หนว่ ยที่ ๑๖
คยุ กบั คุณปู่

ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้ เ
๑. บตั รคา
๒.พจนานกุ รม การเขยี น
๓.สานวนโวหาร สุภาษติ ๑.การเขยี นคายาก
๔. แผนภูมิเพลงกล่อมเด็ก ๒.การเขยี นแผนภาพ
๕.หอ้ งสมดุ โครงเรอื่ ง
ผังคว๖า.มใบคงดิ าหนนกว่ จิ ยกบรรูรมณาการ
การอ่าน ๗. อินเตอรเ์ น็ท
๑.การอา่ นคายาก
๒.การหาความหมายคาศัพท์
๓.อา่ นเสริมบทเรียน

การวดั ผลและประเมินผล
วิธวี ดั

- สงั เกตการฟงั พดู อ่านเขียน
- แสดงความคิดเหน็
- ตรวจผลงานนกั เรียน
- ประเมินการทางานระบบกลมุ่

เครือ่ งมือวัดและประเมนิ ผล

- แบบประเมนิ ผลการอา่ น ฟงั เขียน
- แบบสงั เกตการแสดงความคิดเหน็
- ผลกงาารนฟนงั ักกเราียรนดูและการพูด
- แบ๑บ.หปลรกั ะเกมณินกฑา์กราทราฟงงั านกราะรบดูบกกาลรมุ่พูด

๒.การตงั้ คาถามตอบคาถาม

หนว่ ยท่ี ๑๖
คยุ กบั คณุ ปู่

หลักการใชภ้ าษาไทย
- สานวน โวหาร

มาตรฐานการเรยี นรู้
ท ๑.๑ : ใช้กระบวนการอา่ นสรา้ งความรแู้ ละความคดิ เพื่อนาไปใชต้ ดั สินใจ แ
ท๔.๑ : เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภา
ท๕.๑ : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วจิ ารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย

ตัวชี้วัด

ท๑.๑ ป๓/ ๑ อ่านออกเสยี งคา ข้อความ เรอื่ งส้นั
ท๔.๑ ป๓/๕ แต่งคาคลอ้ งจอง
ท๕.๑ ป๓/๑ ระบุข้อคิดท่ไี ดจ้ ากการอ่านวรรณกรรมเพ่ีอนาไปใช้ในชวี
ท๕.๑ ป๓/๒ รู้จักเพลงพืน้ บา้ นและเพลงกล่อมเด็ก เพ่ือปลูกฝงั ความ

วรรณคดแี ละวรรณกรรม
๑. คาคล้องจอง
๒. สุภาษิต
๓.เพลงกล่อมเดก็
๔.อา่ นวรรณคดเี ร่ืองสงั ข์ทอง

แก้ปญั หาใน การดาเนนิ ชวี ิตและมีนสิ ัยรกั การอา่ น
าษาและพลงั ของภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษาและรักภาษาไทยไว้เปน็ สมบัติของชาติ
ย่างเห็นคุณค่าและนามาประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตจริง

วติ ประจาวัน
มชนื่ ชมวฒั นธรรมท้องถน่ิ

สาระสาคญั
การอ่านวรรณคดีวรรณกรรมเพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงเรื่องท่ีอ่านน้ัน

ประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิต สานวนโวหารเป็นถ้อยคาหรือข้อความท่ีมีมานา
เพ่ือปลูกฝังความช่ืนชมวัฒนธรรมท้องถิ่น การใช้ทักษะทางภาษาและเทคโนโ
พูดและเขียน มนี ิสัยรักการอา่ นและเขียน

สาระการเรยี นรู้
ความรู้

๑. อ่านไมเ่ พยี้ นเขยี นไม่ผิด
๒. สานวน โวหาร
๓. คาคลอ้ งจอง
๔. สุภาษติ
๕. เพลงกลอ่ มเด็ก
๖. อ่านวรรณคดีเร่อื งสังขท์ อง

ทกั ษะ / กระบวนการ
๑. ทกั ษะการสอ่ื สาร
๒. ทักษะการอ่าน
๓. ทกั ษะกระบวนการกลุ่ม

คุณลักษณะ
๑.ปฏบิ ตั ติ นในการมมี ารยาทในการฟัง ดูและพดู
๒.ปฏิบตั ติ นในการมีมารยาทในการอา่ น
๓. มุง่ มั่นในการทางาน

การประเมนิ ผลรวบยอด

ผู้อ่านจะต้องมีความรู้ในด้านภาษา สานวนโวหารในการ และสามารถ นามา
านแล้ว ต้องใช้ให้ถูกต้องตามความหมายรู้จักเพลงพื้นบ้านและเพลงกล่อมเด็ก
โลยีการส่ือสารพฒั นาการเรียนรู้และการทางาน มีมารยาทในการอ่าน ฟัง ดู

ชน้ิ งานหรอื ภาระ
๑. การอา่ น อ่านออกเสยี ง
๒. การเขียนและวาดภาพสานวนสุภาษติ
๓.ระบขุ ้อคดิ จากวรรณคดี / เพลงพื้นบา้ น

การประเมนิ ผล

มติ ิคุณภาพ น้าหนกั ระดบั คุณ
๑.ปริมาณขอ้ มูล คะแนน
ดีมาก (๔) ดี (๓) อ
๒.คณุ ภาพ ๔๐ อา่ น อธบิ าย อา่ นอธบิ ายความหมาย แ
ข้อมูล ๕ ความหมายและสรุป และสรปุ ใจความสาคญั จ
ใจความสาคญั จากสื่อ จากสื่อตา่ งๆไดค้ รบ ต
๕ ต่างๆไดค้ รบตามที่ ตามทีก่ าหนดแตไ่ ม่ตรง ต
กาหนดและตรงเวลา เวลาเลก็ น้อย น
นาเสนอเปน็ ภาพกวา้ ง นาเสนอเป็นภาพกว้าง เ
เป็นระบบกบั ชวี ติ จรงิ เป็นระบบกบั ชีวิตจรงิ แ
และเป็นนามธรรม และค่อนขา้ งเปน็
นามธรรม

ณภาพ

พอใช้ (๒) ปรบั ปรงุ (๑)
อา่ นอธบิ ายความหมาย อา่ นอธบิ ายความหมาย
และสรุปใจความสาคัญ และสรปุ ใจความสาคญั
จากส่ือตา่ งๆไดค้ รบ จากสอื่ ตา่ งๆได้ไมค่ รบ
ตามท่กี าหนดและไม่ ตามท่กี าหนดและไม่
ตรงเวลามาก ตรงเวลามาก
นาเสนอเป็นภาพกวา้ ง นาเสนอเป็นทางเดียว
เปน็ ระบบกับชีวติ จริง ไม่เป็นระบบไม่เปน็
แต่ไม่เป็นนามธรรม นามธรรม

มิติคุณภาพ นา้ หนัก ระดบั คณุ
คะแนน
๓.แบบแผน ดมี าก (๔) ดี (๓)
การคิด ๔๐
๕ นาเสนอการอา่ นและ นาเสนอการอ่านและ น
๔.การเขยี นและ
วาดภาพสานวน ๑๐ เขียนสรุปใจความ เขียนสรปุ ใจความ เ
สุภาษิต
๑๐ สาคัญเปน็ ลาดบั เป็น สาคัญค่อนขา้ งเป็น ส
๕.ระบขุ ้อคิดที่
ไดจ้ าก ๕ เหตเุ ปน็ ผล สมั พันธ์กบั ลาดับ เปน็ เหตเุ ป็นผล ล

วรรณคด/ี เพลง หลักการใช้ภาษาไทย สัมพันธก์ บั หลกั แ
พื้นบ้าน
การใชภ้ าษาไทย ห
๖.คุณลกั ษณะที่
พงึ ประสงค์ วาดภาพประกอบ วาดภาพประกอบ ว

สานวนสุภาษติ ได้ตรง สานวนสภุ าษติ ไดต้ รง ส

สานวนและรปู ภาพมี สานวนและรปู ภาพ ค

ความสวยงาม ค่อนข้างมคี วาม แ

สวยงาม ค

ระบขุ อ้ คดิ วรรณคด/ี ระบุข้อคิดวรรณคดี/ ร

เพลงพน้ื บ้านเรื่องทีอ่ ่าน เพลงพื้นบ้านเร่ืองทอี่ ่าน เ

อย่างถกู ต้อง ครบถว้ น อยา่ งถูกต้อง ครบถ้วน ไ

ชดั เจนและมเี หตผุ ล ชัดเจนและมเี หตผุ ล เ

บอกประโยชนข์ องเรอ่ื ง บอกประโยชน์ของเรื่อง ป

ที่อา่ นดีมาก ทอี่ า่ นได้ดี อ

มีความรบั ผดิ ชอบต่อ มคี วามรับผดิ ชอบตอ่ ม

การเรียนดมี าก การเรยี นดี ก

กระตอื รือรน้ ในการ กระตือรือร้น ในการ ก

ทางานดมี าก ทางานดี ท

ณภาพ

พอใช้ (๒) ปรับปรุง (๑)

นาเสนอการอา่ นและ นาเสนอการอ่านและ

เขยี นสรปุ ใจความ เขียนสรปุ ใจความ

สาคัญคอ่ นข้างเปน็ สาคัญค่อนไมเ่ ป็นลาดับ

ลาดับ เป็นเหตเุ ป็นผล ไม่ เป็นเหตเุ ป็นผลไม่

แต่บางคาไม่สัมพันธก์ ับ พนั ธ์กบั หลักการใช้

หลกั การใช้ภาษาไทย ภาษาไทย

วาดภาพประกอบ วาดภาพประกอบ

สานวนสภุ าษิตได้ สานวนสภุ าษติ ไม่ตรง

คอ่ นขา้ งตรงสานวน สานวนและรูปภาพไม่

และรูปภาพคอ่ นข้างมี สวยงาม

ความสวยงาม

ระบขุ ้อคิดวรรณคด/ี ระบขุ ้อคิดเร่อื งที่อา่ น

เพลงพ้นื บา้ นเรือ่ งท่อี า่ น ไม่ได้ ครตู ้องอธบิ าย

ได้บา้ งเลก็ น้อย ระบุ เพมิ่ เตมิ

เหตุผลไมช่ ัดเจน บอก

ประโยชนข์ องเรอื่ งที่

อ่านได้

มีความรบั ผิดชอบต่อ มคี วามรับผิดชอบตอ่

การเรยี นพอใช้ การเรยี นนอ้ ย

กระตือรือรน้ ในการ ไมก่ ระตือรอื รน้ ในการ

ทางานบางครงั้ ทางาน

เกณฑ์การประเมิน ๔ ( ผ่าน )
ได้ระดบั คุณภาพ ๔ ผลการประเมิน ดมี าก ๓ ( ผ่าน )
ไดร้ ะดบั คุณภาพ ๓ ผลการประเมนิ ดี ๒ ( ผา่ น )
ได้ระดับคุณภาพ ๒ ผลการประเมนิ พอใช้ ๑ ( ไมผ่ า่ น )
ได้ระดับคณุ ภาพ ๑ ผลการประเมิน ปรับปรงุ

เกณฑก์ ารผ่าน
ได้คะแนน ๓๒- ๔๐ ไดร้ ะดบั คุณภาพ
ไดค้ ะแนน ๒๕- ๓๑ ไดร้ ะดบั คณุ ภาพ
ได้คะแนน ๒๐ – ๒๔ ไดร้ ะดับคณุ ภาพ
ได้คะแนน ๐ - ๑๙ ไดร้ ะดบั คณุ ภาพ

กจิ กรรมการเรยี นรู้
๑. นักเรียนเขียนตามคาบอกคาศัพท์บทท่ี ๑๖เร่ืองคุยกับคณุ ปู่ จานวน ๑๐ ค

พจนานุกรม
๒. ครูยกตวั อย่างสานวนโวหาร เช่น ราไมด่ ี โทษปีโ่ ทษกลอง ฝกึ นักเรยี นต่อคาสา
หวานเปน็ ลม.....................เห็นชา้ งขี.้ ......................น้าขึ้นให้..............................

แบ่งกลุ่มนักเรียนร่วมกนั หาสานวนโวหารจากหนังสอื เรยี น อนิ เตอร์เน็ท ทาบนั ทกึ
๓. เน้นใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจสานวนโวหารจะมคี าท่ีเป็นสระเดยี วกนั มีตัวสะกดมาตร

เปน็ ยา
ครเู ขยี นคาบนกระดาน คา ๒ พยางค์ นกั เรียนรว่ มกันแตง่ คาคลอ้ งจ

นักเรยี น - เขียนอา่ น - บา้ นเรา - เกาหัว - ตัวเธอ - เจอกนั - หันหนา้ -
๔. ทาสมุดสะสมสานวน - สภุ าษิต โดยนักเรยี นเลือกคนละ ๑ สานวนวาดภาพป

คา คาใดเขียนผิดให้แก้ไข คาละ ๕ รอบ ฝึกอ่านคาศัพท์ใหค้ ล่องและหาความหมายจาก

านวนโวหาร เช่น

กการเขียน ส่งตวั แทนกล่มุ นาเสนอผลงาน
ราเดยี วกัน เรยี กวา่ คาคล้องจอง ยกตัวอย่าง ราไมด่ ี โทษปโ่ี ทษกลอง หวานเป็นลม ขม

จอง เชน่
พาไป เม่ือนักเรียนเข้าใจแลว้ ใหเ้ ขยี นคาคลอ้ งจอง ๒ พยางค์ ต่อกัน ๒๐ คา

ประกอบแต่ละสานวน ตกแตง่ ใหส้ วยงาม ทาเปน็ เลม่ และเก็บไวท้ ม่ี ุมอ่านภายในห้องเรยี น

๕. ครูยกตัวอย่างเพลงกลอ่ มเดก็ อ้ายต๊กุ แกเอย ตัวมันลายพร้อยๆ
งูเขยี วตวั นอ้ ย หอ้ ยหัวลงมา
เด็กนอนไม่หลับ กินตับเสยี เถิดวา อา้ ยตุก๊ แกเอย

ฝึกรอ้ งเพลงกลอ่ มเดก็ สนทนาซักถามนกั เรียนร้จู ักหรอื เคยไดย้ ินเพลงก
เชน่ (นกกาเหว่า)

๖. อา่ นวรรณคดเี รือ่ งสงั ข์ทอง จากหนงั สืออ่านเสริมบทเรียน สรปุ ใจความสาค

สื่อและแหล่งเรียนรู้
๑. บัตรคา
๒. พจนานกุ รม
๓. สานวนโวหาร สุภาษิต
๔. แผนภูมเิ พลงกล่อมเด็ก
๕. หอ้ งสมดุ
๖. ใบงานกจิ กรรม
๗. อนิ เตอร์เนท็

กล่อมเดก็ อะไรบา้ ง
คญั และขอ้ คิดท่ไี ด้

ภาคผ

ผนวก

อภิธาน

กระบวนการเขียน
กระบวนการเขยี นเป็นการคดิ เร่ืองทจ่ี ะเขยี นและรวบรวมความร้ใู นการเขียน กระบว

นศพั ท์

วนการเขยี น มี 5 ขั้น ดงั น้ี

1. การเตรียมการเขียน เป็นขั้นเตรียมพร้อมที่จะเขียนโดยเลือกหัวข้อเรื่องทจี่
เขียน อาจใชว้ ธิ ีการอ่านหนังสือ สนทนา จัดหมวดหมคู่ วามคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพ
ครา่ วๆ

2. การยกร่างข้อเขียน เม่ือเตรียมหัวข้อเร่อื งและความคดิ รปู แบบการเขียนแล
เขยี นให้ใครอา่ น จะใช้ภาษาอยา่ งไรให้เหมาะสมกับเรอื่ งและเหมาะกบั ผู้อ่ืน จะเริ่มตน้ เขียน

3. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเร่อื งที่เขียน ปรับป
ผู้อื่นอา่ น นาขอ้ เสนอแนะมาปรบั ปรุงอกี คร้ัง

4. การบรรณาธกิ ารกิจ นาข้อเขียนท่ีปรับปรุงแล้วมาตรวจทานคาผดิ แก้ไข
และการเว้นวรรคตอน

5. การเขียนให้สมบูรณ์ นาเรื่องท่ีแก้ไขปรับปรุงแลว้ มาเขียนเรอื่ งให้สมบูรณ
พมิ พ์หรอื เขยี นแล้วตรวจทานอีกคร้งั ใหส้ มบรู ณ์ก่อนจัดทารูปเลม่

กระบวนการคิด

การฟงั การพูด การอ่าน และการเขียน เปน็ กระบวนการคดิ คนท่จี ะคดิ ได้ดีต้อง
พน้ื ฐานในการคิด บคุ คลจะมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ขอ้ เท็จจรงิ วเิ คราะห์ สงั
ทง้ั สิน้ การสอนใหค้ ิดควรใหผ้ ู้เรียนรู้จักคัดเลือกขอ้ มูล ถ่ายทอด รวบรวม และจาข้อมูลต
และสามารถนามาใช้อ้างอิง การเป็นผู้ฟัง ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขียนท่ีดี จะต้องสอนให้เป็น
ผู้เรียนเป็นผู้รับรขู้ ้อมลู ข่าวสารและมที ักษะการคิด นาข้อมูลข่าวสารทีไ่ ด้จากการฟังและกา
รูปแบบ บรู ณาการทักษะ ตัวอยา่ ง เชน่ การเขยี นเป็นกระบวนการคิดในการวเิ คราะห์ การแยก
การคดิ และแสดงออกตามความคดิ ของตนเสมอ ต้องเปน็ ผู้อา่ นและผฟู้ งั เพ่ือรบั รู้ขา่ วสารท่ีจะ

จะเขยี นบนพื้นฐานของประสบการณ์ กาหนดรปู แบบการเขียน รวบรวมความคิดในการ
พความคดิ จดบนั ทึกความคิดทจ่ี ะเขียนเป็นรูปหัวขอ้ เรื่องใหญ่ หัวข้อย่อย และรายละเอียด

ล้ว ให้นาความคิดมาเขียนตามรูปแบบทก่ี าหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคานึงถึงว่าจะ
นอยา่ งไร มีหวั ขอ้ เร่อื งอยา่ งไร ลาดบั ความคิดอยา่ งไร เชอื่ มโยงความคดิ อยา่ งไร
ปรุงเรอ่ื งที่เขียนเพ่ิมเติมความคดิ ให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สานวนโวหาร นาไปให้เพ่ื อนหรอื

ขให้ถูกต้อง แล้วอ่านตรวจทานแก้ไขข้อเขียนอีกคร้งั แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งภาษา ความคิด

ณ์ จัดพิมพ์ วาดรูปประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมอื ที่สวยงามเป็นระเบียบ เมื่อ

งเป็นผู้ฟงั ผพู้ ูด ผอู้ า่ น และผเู้ ขียนที่ดี บุคคลที่จะคิดได้ดจี ะตอ้ งมคี วามรู้และประสบการณ์
งเคราะห์ และประเมนิ ค่า จะต้องมคี วามรแู้ ละประสบการณพ์ ื้นฐานที่นามาช่วยในการคิด
ต่างๆ สมองของมนษุ ย์จะเป็นผบู้ ริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปลความข้อมลู ข่าวสาร
นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารท่ีดีและเป็นนักคดิ ที่ดีด้วย กระบวนการสอนภาษาจึงต้องสอนให้
ารอ่านนามาสกู่ ารฝึกทักษะการคดิ นาการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มาสอนใน
กแยะ การสังเคราะห์ การประเมินค่า การสร้างสรรค์ ผเู้ ขียนจะนาความรูแ้ ละประสบการณ์สู่
ะนามาวิเคราะหแ์ ละสามารถแสดงทรรศนะได้

กระบวนการอ่าน

การอ่านเปน็ กระบวนการซึ่งผูอ้ ่านสรา้ งความหมายหรอื พัฒนา การตีความระหว่า
กับภาษาที่ใช้ในหนงั สอื ที่อ่าน โดยใช้ประสบการณเ์ ดิมเป็นประสบการณ์ทาความเขา้ ใจกับเ

1. การเตรียมการอ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านช่ือเรือ่ ง หัวข้อย่อยจากสารบญั เร่อื ง
ความเพลิดเพลินหรืออ่านเพ่ือหาความรู้ วางแผนการอา่ นโดยอา่ นหนังสือตอนใดตอนหน่งึ ว
ไร เหมาะกบั ผู้อ่านประเภทใด เดาความวา่ เป็นเร่ืองเก่ยี วกับอะไร เตรยี มสมุด ดนิ สอ ส

2. การอ่าน ผูอ้ ่านจะอา่ นหนังสอื ใหต้ ลอดเล่มหรือเฉพาะตอนท่ีต้องการอ่าน ข
การรูจ้ ักแบง่ วรรคตอนด้วย การอา่ นเร็วจะมีสว่ นชว่ ยให้ผอู้ า่ นเข้าใจเรอื่ งได้ดีกว่าผู้อ่า
ในการตคี วามหมายของคาเพอ่ื ทาความเขา้ ใจเรื่องทอี่ า่ น

3. การแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านจะจดบนั ทึกข้อความท่ีมีความสาคัญ หร
ความเข้าใจให้ถูกตอ้ ง ขยายความคิดจากการอา่ น จับคกู่ ับเพือ่ นสนทนาแลกเปล่ยี
เสนาะดงั ๆ เพอ่ื ฟังเสียงการอา่ นและเกดิ จนิ ตนาการ

4. การอา่ นสารวจ ผอู้ า่ นจะอา่ นซา้ โดยเลือกอ่านตอนใดตอนหน่ึง ตรวจสอบค
ทเ่ี คยอ่าน สารวจและเช่ือมโยงเหตกุ ารณ์ในเรอื่ งและการลาดบั เรือ่ ง และสารวจคาสาคัญท

5. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะทอ้ นความเข้าใจในการอา่ น บันทึกข้อคิดเห
โครงงานหลกั การอา่ น เช่น วาดภาพ เขยี นบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอา่ น
เพื่อใหไ้ ด้ความร้ทู ่ีชดั เจนและกวา้ งขวางขึ้น

างการอา่ นผอู้ ่านจะตอ้ งร้หู วั ขอ้ เรอื่ ง รู้จุดประสงค์ของการอา่ น มีความรู้ทางภาษาที่ใกล้เคียง
เรื่องทอ่ี ่าน กระบวนการอา่ นมีดังนี้
ง อ่านคานาให้ทราบ จุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพ่ือ
วา่ ความยากงา่ ยอย่างไร หนงั สือมคี วามยากมากน้อยเพยี งใด รปู แบบของหนงั สือเป็นอยา่ ง
สาหรบั จดบันทกึ ข้อความหรอื เน้อื เรือ่ งท่ีสาคญั ขณะอ่าน
ขณะอา่ นผู้อ่านจะใชค้ วามรู้จากการอ่านคา ความหมายของคามาใช้ในการอ่าน รวมทั้ง
านชา้ ซึง่ จะสะกดคาอ่านหรอื อา่ นยอ้ นไปยอ้ นมา ผู้อ่านจะใช้บริบทหรอื คาแวดลอ้ มช่วย

รือเขียนแสดง ความคิดเห็น ตีความข้อความที่อ่าน อ่านซ้าในตอนที่ไม่เข้าใจเพื่อทา
ยนความคดิ เหน็ ตั้งข้อสังเกตจากเร่อื งทีอ่ า่ น ถ้าเปน็ การอา่ นบทกลอนจะต้องอา่ นทานอง

คาและภาษา ทใ่ี ช้ สารวจโครงเร่ืองของหนงั สอื เปรียบเทยี บหนงั สอื ที่อ่านกับหนงั สือ
ทใ่ี ช้ในหนังสอื
ห็น คุณค่าของเร่อื ง เชือ่ มโยงเรื่องราวในเร่ืองกับชีวติ จริง ความรสู้ กึ จากการอ่าน จัดทา
น อ่านเรอ่ื งอนื่ ๆ ท่ีผ้เู ขยี นคนเดียวกนั แตง่ อ่านเร่อื งเพิม่ เติม เรือ่ งท่ีเกย่ี วโยงกบั เร่อื งท่ีอ่าน

การเขยี นเชิงสร้างสรรค์

การเขียนเชงิ สร้างสรรค์เปน็ การเขียนโดยใชค้ วามรู้ ประสบการณ์ และจนิ ตนาการ
การเขยี นเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนจะต้องมีความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคาอย่างห
อย่างสละสลวย

การดู

การดูเป็นการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะไดจ้ ากการรับร้สู าร
คอมพิวเตอร์ การดูละคร การดูภาพยนตร์ การดหู นงั สือการต์ นู (แม้ไมม่ เี สียงแต่มีถอ้ ยคาอ
คุณค่าของสารที่เป็นเน้ือเรอ่ื งโดยใช้หลักการพิจารณาวรรณคดีหรือการวิเคราะห์วรรณคด
แสดงออกของตัวละครมคี วามสมจรงิ กบั บทบาท โครงเรอื่ ง เพลง แสง สี เสียง ท่ใี ช้ประก
ละคร คณุ ค่าทางจริยธรรม คณุ ธรรม และคณุ ค่าทางสังคมทม่ี ีอทิ ธิพลตอ่ ผดู้ หู รือผชู้ ม ถา้
โฆษณาทางส่ือจะต้องพิจารณาเน้ือหาสาระว่าสมควรเช่อื ถือได้หรือไม่ เป็นการโฆษณาชว
โทรทศั น์ ดูข่าวทางโทรทศั น์จะเป็นประโยชน์ได้รบั ความสนุกสนาน ต้องดแู ละวิเคราะห์ ประ

การตีความ

การตคี วามเปน็ การใช้ความรูแ้ ละประสบการณข์ องผูอ้ ่านและการใช้บรบิ ท ไดแ้ ก่
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ใหค้ วามหมายว่า การตีความหมาย
มุ่งหมายเพอ่ื ความถกู ตอ้ ง

การเปลี่ยนแปลงของภาษา

ภาษาย่อมมกี ารเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา คาคาหนงึ่ ในสมัยหนึ่งเขยี นอย่างหนง่ึ
เดมิ เขียน ปกั ใต้ ในปจั จุบันเขยี น ปักษ์ใต้ คาวา่ ลุม่ ลึก แต่กอ่ นเขียน ลุม่ ฦก ภาษาจงึ มีก
คาสรรพนามแสดงถงึ คาพดู สรรพนามบรุ ุษท่ี 3 ที่เปน็ คาสภุ าพ แต่เดย๋ี วนค้ี าว่า หล่อน ม

รในการเขยี น เชน่ การเขียนเรียงความ นิทาน เรอื่ งสั้น นวนิยาย และบทรอ้ ยกรอง
หลากหลาย สามารถนาคามาใช้ ในการ เขยี น ตอ้ งใชเ้ ทคนคิ การเขียน และใชถ้ ้อยคา

ร ตคี วาม แปลความ วิเคราะห์ และประเมนิ คณุ ค่าสารจากส่อื เชน่ การดูโทรทัศน์ การดู
อ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะตอ้ งรับรสู้ าร จากการดแู ละนามาวิเคราะห์ ตีความ และประเมิน
ดีเบอ้ื งต้น เช่น แนวคิดของเรื่อง ฉากท่ีประกอบเรอื่ งสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง และการ
กอบการแสดงให้อารมณแ์ ก่ผู้ดสู มจรงิ และสอดคลอ้ งกับยคุ สมยั ของเหตุการณ์ทจี่ าลองสู่บท
าเปน็ การดูขา่ วและเหตกุ ารณ์ หรอื การอภิปราย การใช้ความร้หู รือเรอื่ งที่เปน็ สารคดี การ
วนเชื่อหรือไม่ ความคิดสาคัญและมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก และการดูละครเวที ละคร
ะเมินค่า สามารถแสดงทรรศนะของตนได้อยา่ งมีเหตผุ ล

คาทแี่ วดล้อมขอ้ ความ ทาความเขา้ ใจข้อความหรอื กาหนดความหมายของคาใหถ้ กู ตอ้ ง
ช้หี รอื กาหนดความหมาย ใหค้ วามหมายหรอื อธบิ าย ใชห้ รอื ปรบั ให้เขา้ ใจเจตนา และความ

อกี สมยั หน่งึ เขียนอกี อย่างหนึ่ง คาว่า ประเทศ แต่เดมิ เขยี น ประเทษ คาวา่ ปกั ษใ์ ต้ แต่
การเปล่ยี นแปลง ท้งั ความหมายและการเขียน บางครง้ั คาบางคา เช่น คาวา่ หลอ่ น เปน็
มีความหมายในเชงิ ดูแคลน เป็นต้น

การสรา้ งสรรค์

การสร้างสรรค์ คือ การรู้จักเลือกความรู้ ประสบการณ์ท่ีมีอยู่เดิมมาเป็นพื้นฐา
กว่าเดิม บคุ คลทจ่ี ะมีความสามารถในการสร้างสรรค์จะต้องเป็นบคุ คลท่ีมคี วามคิดอิสระอย
สร้างสรรค์ของมนุษย์จะเก่ยี วเนื่องกันกับความคิด การพูด การเขียน และการกระทาเชงิ ส

ความคดิ เชงิ สร้างสรรค์เปน็ ความคิดที่พัฒนามาจากความร้แู ละประสบการณ์เดิม
การพูดและการเขยี นเชงิ สรา้ งสรรค์เปน็ การแสดงออกทางภาษาท่ใี ช้ภาษาขดั เกลา
การกระทาเชงิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นการกระทาทไี่ มซ่ ้าแบบเดมิ และคดิ คน้ ใหม่แปลกไปจ

ขอ้ มูลสารสนเทศ

ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เรอ่ื งราว ขอ้ เท็จจริง ขอ้ มูล หรอื ส่ิงใดสงิ่ หนงึ่ ที่สามา
แผนภาพ ภาพถ่าย บนั ทึกดว้ ยเสียงและภาพ บันทกึ ด้วยเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ เป็นการเก็บ

ความหมายของคา

คาท่ใี ชใ้ นการตดิ ต่อส่ือสารมคี วามหมายแบง่ ได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ความหมายโดยตรง เปน็ ความหมายทใ่ี ชพ้ ูดจากันตรงตามความหมาย คาหน
ใสน่ า้ หรอื อาจหมายถึง นกชนดิ หน่ึง ตัวสีดา ร้อง กา กา เปน็ ความหมายโดยตรง
2. ความหมายแฝง คาอาจมคี วามหมายแฝงเพ่ิมจากความหมายโดยตรง มกั เป
อย่างสรุ ยุ่ สุร่าย เป็นความหมายตรง แตค่ วามร้สู กึ ต่างกนั ประหยัดเป็นสิ่งดี แต่ขี้เหนียวเ
3. ความหมายในบรบิ ท คาบางคามีความหมายตรง เมื่อรว่ มกับคาอ่ืนจะมคี วามห
ดี หมายถึง ไพเราะ ดินสอดี หมายถึง เขียนไดด้ ี สขุ ภาพดี หมายถึง ไม่มโี รค ความหมา

านในการสร้างความรู้ ความคิดใหม่ หรือส่ิงแปลกใหม่ท่ีมีคุ ณภาพและมีประสิทธิภาพสูง
ยู่เสมอ มีความเชื่อมัน่ ในตนเอง มองโลกในแงด่ ี คดิ ไตร่ตรอง ไม่ตดั สินใจสง่ิ ใดง่ายๆ การ
สร้างสรรค์ ซง่ึ จะต้องมกี ารคดิ เชิงสร้างสรรค์เปน็ พ้นื ฐาน
ซึ่งเปน็ ปจั จยั พ้นื ฐานของการพูด การเขียน และการกระทาเชิงสรา้ งสรรค์
าใหไ้ พเราะ งดงาม เหมาะสม ถูกต้องตามเนือ้ หาทพ่ี ูดและเขยี น
จากเดมิ และเปน็ ประโยชน์ท่ีสงู ขึ้น

ารถสอ่ื ความหมายด้วยการพูดบอกเล่า บันทกึ เป็นเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนท่ี
บเร่ืองราวต่างๆ บนั ทึกไวเ้ ปน็ หลกั ฐานด้วยวิธีต่างๆ

นึ่งๆ นัน้ อาจมคี วามหมายไดห้ ลายความหมาย เช่น คาว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะ

ป็นความหมายเกี่ยวกับความร้สู ึก เช่น คาว่า ขเ้ี หนียว กับ ประหยดั หมายถึง ไมใ่ ช้จา่ ย
เปน็ สง่ิ ไมด่ ี
หมายเพิม่ เติมกวา้ งขึน้ หรอื แคบลงได้ เช่น คาว่า ดี เดก็ ดี หมายถึง วา่ นอนสอนงา่ ย เสยี ง
ายบรบิ ทเปน็ ความหมายเช่นเดยี วกบั ความหมายแฝง

คณุ ค่าของงานประพนั ธ์

เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพ
ประโยชน์จาการอา่ นงานประพนั ธ์ คุณค่าของงานประพันธแ์ บง่ ไดเ้ ปน็ 2 ประก

1. คณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์ ถา้ อ่านบทร้อยกรองก็จะพิจารณากลวธิ ีการ
สะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทรอ้ ยแก้วประเภทสารคดี รปู แบบการเขียนจะเหม
สละสลวยชดั เจน การนาเสนอมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเป็นร้อยแก้วประเภทบ
โครงเรื่อง ตัวละครมีความ สัมพันธ์กัน กลวิธีการแต่งแปลกใหม่ น่าสน
ภาพได้ชดั เจน คาพูดในเร่อื งเหมาะสมกับบคุ ลิกของ ตัวละครมคี วามคดิ สรา้ งส

2. คณุ ค่าดา้ นสังคม เป็นคุณคา่ ทางดา้ นวัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี มป
ด้านสังคม เปน็ คณุ ค่าท่ีผู้อา่ นจะ เข้าใจชวี ติ ท้ังในโลกทศั นแ์ ละชวี ทัศน์ เขา้ ใ
จรรโลงใจแกผ่ ู้อ่าน ช่วยพัฒนาสังคม ชว่ ยอนรุ กั ษส์ งิ่ มีคุณค่าของชาตบิ า้ นเมือง

โครงงาน

โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วธิ ีหนง่ึ ที่ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรียนเรยี นด้วยการค
คิดคน้ ผเู้ รยี นจะรวบรวมขอ้ มลู นามาวิเคราะห์ ทดสอบเพือ่ แกป้ ัญหาข้องใจ
เปน็ กระบวนการคน้ พบนาไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรยี นจะเกิดทกั ษะการทางานรว่ มก
คิด วิธกี ารทางานของผ้เู รียน จากการสงั เกตการทางานของผเู้ รยี น

การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวธิ ีการหนึ่ง แต
เปน็ การพฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ป็นคนมเี หตุผล สรปุ เรอ่ื งราวอย่างมีกฎเกณฑ์ ทางาน
อย่างเดียว ต้องมกี ารวิเคราะหข์ ้อมูลและมกี ารสรุปผล

พันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงานประพันธ์ ทาให้ผู้อ่านอ่านอย่างสนุก และได้รับ
การ คือ
รแต่ง การเลอื กเฟน้ ถอ้ ยคามาใชไ้ ด้ไพเราะ มีความคดิ สร้างสรรค์ และใหค้ วาม
มาะสมกบั เนื้อเรือ่ ง วิธกี ารนาเสนอน่าสนใจ เนือ้ หามคี วามถกู ต้อง ใชภ้ าษา
บันเทิงคดี องคป์ ระกอบของเร่อื งไม่ว่าเรือ่ งส้ัน นวนยิ าย นทิ าน จะมแี กน่ เรอื่ ง
นใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความ สะเทือนอารมณ์ การใช้ถ้อยคาสรา้ ง
สรรค์เกี่ยวกบั ชวี ิตและสังคม
ประเพณี ศลิ ปะ ชีวิตความเปน็ อยู่ของมนุษย์ และคุณคา่ ทางจริยธรรม คุณค่า
ใจการดาเนินชวี ติ และเข้าใจเพื่อนมนุษยด์ ีขึ้น เนื้อหายอ่ มเก่ยี วขอ้ งกับการช่วย
และสนับสนุนค่านยิ มอันดงี าม

ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง ในลักษณะของการสารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์
จ ผู้เรยี นจะนาความรู้จากชนั้ เรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคาตอบ
กับผ้อู ่ืน ทกั ษะการจดั การ ผู้สอนจะเข้าใจผู้เรียน เห็นรปู แบบการเรียนรู้ การ

ต่เป็นการศึกษาค้นคว้าท่ีใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ าใช้ในการแกป้ ัญหา
นอยา่ งมรี ะบบ การเรียนแบบโครงงานไม่ใชก่ ารศกึ ษาคน้ คว้าจดั ทารายงานเพียง

ทักษะการส่ือสาร
ทักษะการสื่อสาร ไดแ้ ก่ ทักษะการพดู การฟัง การอ่าน และการเขยี

ความรู้ ความเชื่อ ความคิด ความรูส้ กึ ด้วยการพดู และการเขียน สว่ นการรับสา
ฝกึ ทักษะการสื่อสารจงึ เปน็ การฝกึ ทกั ษะการพูด การฟงั การอา่ น และการเขีย

ธรรมชาตขิ องภาษา
ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบตั ิของภาษาที่สาคัญ มีคณุ สมบัติพอส

ระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็นระบบ ประการที่สอง ภาษาม
ได้โดยไม่ส้ินสุด ประการท่ีสาม ภาษาเป็นเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกันห
เข้าใจตรงกัน ประการทสี่ ่ี ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดในการติดตอ่ ส่ือสาร ไม่จ
สารและรับสารได้ ประการที่ห้า ภาษาพูดยอ่ มใช้ได้ท้ังในปัจจบุ ัน อดตี และอนา
วฒั นธรรม และวชิ าความร้นู านาประการ ทาใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมแ

แนวคิดในวรรณกรรม
แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเร่อื งในวรรณกรรมเป็นความคิดสาคัญใ

เรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกีย่ วข้องกบั มนุษยแ์ ละสังคม เป็นสารที่ผู้เขียนส่งให้ผู้อ
โลกสันติสขุ คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นตน้ ฉะนน้ั แนวคิดเปน็ สารท่ีผู้เข

บริบท

บริบทเป็นคาท่ีแวดล้อมข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประ
ประกอบความรแู้ ละประสบการณ์ เพอื่ ทา ความเข้าใจหรอื ความหมายของคา

ยน ซึ่งเปน็ เคร่อื งมือของการสง่ สารและการรบั สาร การส่งสาร ได้แก่ การส่ง
าร ไดแ้ ก่ การรับความรู้ ความเช่อื ความคิด ดว้ ยการอ่านและการฟัง การ
ยน ใหส้ ามารถ รับสารและสง่ สารอย่างมปี ระสิทธิภาพ

สรปุ ได้ คอื ประการที่หนึ่ง ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมี
มพี ลงั ในการงอกงามมิรู้สนิ้ สดุ หมายถึง มนษุ ยส์ ามารถใช้ภาษา สอ่ื ความหมาย
หรือสมมติร่วมกัน และมีการรับรู้สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพ่ือสร้างความ
จากดั เพศของผู้สง่ สาร ไม่วา่ หญงิ ชาย เด็ก ผใู้ หญ่ สามารถผลัดกนั ในการส่ง
าคต ไม่จากดั เวลาและสถานท่ี ประการทีห่ ก ภาษาเปน็ เครื่องมอื การถ่ายทอด
และการสร้างสรรคส์ งิ่ ใหม่

ในการผูกเรื่องให้ ดาเนินเรื่องไปตามแนวคิด หรือเป็นความคิดที่สอดแทรกใน
อ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความช่ัว ทาดีได้ดีทาช่ัวได้ช่ัว ความยุติธรรมทาให้
ขยี นตอ้ งการส่งใหผ้ ้อู ื่นทราบ เชน่ ความดี ความยุติธรรม ความรัก เป็นต้น

ะสบการณ์มากาหนดความหมายหรือความเข้าใจ โดยนาคาแวดล้อมมาช่วย

พลังของภาษา

ภาษาเปน็ เครื่องมือในการดารงชีวิตของมนุษย์ มนษุ ย์จึงสามารถเรยี นร
ของตนได้ ภาษาช่วยใหค้ นรู้จกั คิดและแสดงออกของความคิดดว้ ยการพูด ก
ถา้ คนมีภาษาน้อย มีคาศัพทน์ อ้ ย ความคิดของคนกจ็ ะแคบไมก่ ว้างไกล คนท
เป็นภาษา ซึง่ สง่ ผลไปสู่ การกระทา ผลของการกระทาสง่ ผลไปสู่ความคิด ซ
ความคิด ช่วยดารงสังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข มีไมตรีต่อ
กฎเกณฑข์ องสังคม ภาษาชว่ ยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา ใช้ภาษาในการแลกเปล
เรียนรู้ จดบันทกึ ความรู้ แสวงหาความรู้ และชว่ ยจรรโลงใจ ดว้ ยการอา่ นบทก
เสียงและความหมาย การใช้ภาษาใช้ถ้อยคาทาให้เกิดความรู้สึกต่อผู้รับสาร ใ
ท้ังสนิ้ ทีน่ าไปสผู่ ลสรปุ ทมี่ ีประสิทธิภาพ

ภาษาถิ่น

ภาษาถ่ินเป็นภาษาพื้นเมืองหรือภาษาท่ีใช้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาด
ความหมายต่างกนั ไปเฉพาะถนิ่ บางคร้ังคาท่ีใชพ้ ดู จากันเป็นคาเดยี ว ความหม
สาเนียงจะบอกว่าเป็นภาษาอะไร และผู้พูดเป็นคนถ่ินใด อย่างไรก็ตามภาษา
ส่ือสารเขา้ ใจกันได้ เพียงแต่สาเนยี งแตกตา่ งกนั ไปเท่าน้ัน

ภาษาไทยมาตรฐาน

ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรยี กว่า ภาษาไทยกลางหรอื ภาษาราชกา
เพอ่ื ใหค้ นไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการติดตอ่ สื่อสารสร้างความเป็นชาติไทย
มีคาและสาเนียงภาษาท่ีเป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคาได้ตามมาตรฐาน
ความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกันมาเปน็ วรรณคดีประจาชาติจะใช้ภ
เปน็ เครอ่ื งมือในการศึกษาภาษาไทยมาตรฐานได้

ร้ภู าษาเพือ่ การดารงชวี ิต เปน็ เคร่ืองมอื ของการสือ่ สารและสามารถพัฒนาภาษา
การเขยี น และการกระทาซง่ึ เป็นผลจากการคิด ถ้าไมม่ ภี าษา คนจะคิดไม่ได้
ทใ่ี ชภ้ าษาได้ดีจะมีความคิดดีดว้ ย คนจะใช้ความคิดและแสดงออกทางความคิด
ซ่งึ เป็นพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสาคัญต่อมนุษย์ ช่วยใหม้ นุษย์พัฒนา
อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาติดต่อสื่อสารกนั ช่วยให้คนปฏิบัติตนตาม
ลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายโต้แย้ง เพ่ือนาไปสผู่ ลสรุป มนุษย์ใชภ้ าษาในการ
กลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตวั ของมนั เอง เพราะภาพย่อมประกอบด้วย
ให้เกิดความจงเกลียดจงชังหรือเกิด ความช่ืนชอบ ความรักย่อมเกิดจากภาษา

ดั้งเดิมของชาวพ้ืนบ้านท่ีใช้พูดจากันในห มู่เหล่าของตน บางคร้ังจะใช้คาท่ีมี
มายตา่ งกันแล้วยังใชส้ าเนียงที่ต่างกัน จงึ มคี ากล่าวท่ีว่า “สาเนียง บอกภาษา”
าถิ่นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาถ่ินเหนือ ถิ่นอีสาน ถ่ินใต้ สามารถ

าร เปน็ ภาษาท่ีใช้ ส่อื สารกันทว่ั ประเทศและเปน็ ภาษาท่ีใช้ในการเรียนการสอน
ย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใช้กันในเมอื งหลวง ที่ใช้ตดิ ตอ่ กันท้ังประเทศ
นของภาษาไทย ภาษากลางหรือภาษาไทยมาตรฐานมีความสาคัญในการสร้าง
ภาษาทเี่ ป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรค์งานประพนั ธ์ ทาให้วร รณคดี

ภาษาพดู กบั ภาษาเขียน

ภาษาพูดเป็นภาษาที่ใชพ้ ดู จากัน ไมเ่ ป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันใน
ครอบครัว และตดิ ต่อสื่อสารกันอย่างไมเ่ ป็นทางการ การใช้ภาษาพดู จะใชภ้ าษ
การใชถ้ อ้ ยคาก็ต่างกนั ไปดว้ ย ไม่คานึงถงึ หลกั ภาษาหรือระเบยี บแบบแผนการใช

สว่ นภาษาเขียนเป็นภาษาที่ใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคา และคานึงถึงห
ใช้ถ้อยคาท่ีสุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้ถ้อยคาที่เหมาะสมกับสถาน
กลา่ วปราศรัย กลา่ วสดดุ ี การประชุมอภปิ ราย การปาฐกถา จะระมดั ระวงั ก
เขยี นเล่นๆ

ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น

ภมู ิปญั ญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครัง้ เรยี กว่า ภูมปิ ญั ญาชาวบ้า
คนกบั คน คนกับธรรมชาติ เพื่อความอยรู่ อด แตค่ นในท้องถนิ่ จะสร้างความรู้จา
ของตนเพ่ือการดารงชวี ติ ทีเ่ หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ ผ้รู จู้ งึ กลายเป็น
ยารักษาโรคและการดาเนินชวี ติ ในหมูบ่ า้ นอย่างสงบสขุ

ภูมิปญั ญาทางภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษาเป็นความรู้ทางภาษา วรรณกรรมท้องถิ่น บทเ

ผลงานต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกจิ กรรมทางสังคมที่ต่างกนั โดยนาภูมิปัญญ
แตง่ เป็นคาประพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ทัง้ นิทาน นทิ านปรมั ปรา ตานาน บทเพ
สงั คมและเป็นสว่ นหนงึ่ ของวัฒนธรรมประจาถน่ิ

นการใช้แตใ่ ช้สอื่ สารกันได้ดี สร้างความร้สู ึกทเี่ ป็นกันเอง ใชใ้ นหม่เู พอื่ นฝูง ใน
ษาทเ่ี ปน็ กันเองและสุภาพ ขณะเดยี วกันกค็ านึงว่าพูดกับบุคคลทีม่ ีฐานะต่างกัน
ชภ้ าษามากนัก
หลกั ภาษา เพอ่ื ใชใ้ นการสอ่ื สารให้ถกู ต้องและใช้ในการเขียนมากกว่าพูด ต้อง
นการณ์ในการส่ือสาร เป็นภาษาที่ใช้ในพิธีการต่างๆ เช่น การกล่าวรายงาน
การใช้คาท่ีไม่จาเป็นหรอื คาฟุม่ เฟอื ย หรอื การเล่นคาจนกลายเปน็ การพูดหรือ

าน เปน็ กระบวนทัศน์ (Paradigm) ของคนในทอ้ งถน่ิ ท่มี คี วามสมั พนั ธ์ระหว่าง
ากประสบการณ์และจากการปฏิบัติ เปน็ ความรู้ ความคิด ท่ีนามาใชใ้ นท้องถ่ิน
น ปราชญช์ าวบ้านทม่ี คี วามร้เู กี่ยวกับภาษา

เพลง สุภาษิต คาพังเพยในแต่ละท้องถิ่น ที่ได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์
ญาทางภาษาในการส่ังสอนอบรมพธิ กี ารตา่ งๆ การบันเทิงหรอื การละเล่น มีการ
พลง บทรอ้ งเล่น บทเหก่ ล่อม บทสวดต่างๆ บททาขวญั เพ่อื ประโยชน์ทาง

ระดับภาษา

ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่คนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานก
ระดับของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบ ตาราแตล่ ะเล่มจะแบง่ ระดับภาษาแตกต่า

การแบง่ ระดับภาษาประมวลไดด้ ังนี้
1. การแบ่งระดับภาษาทเ่ี ปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ

1.1 ภาษาทไ่ี ม่เปน็ ทางการหรอื ภาษาที่เป็นแบบแผน เชน่ การใช้ภาษ
1.2 ภาษาทไ่ี ม่เป็นทางการหรือภาษาที่ไมเ่ ป็นแบบแผน เช่น การใ
ภาษาในการเลา่ เรอื่ งหรอื ประสบการณ์ เปน็ ตน้
2. การแบง่ ระดับภาษาท่ีเป็นพิธีการกับระดบั ภาษาที่ไม่เป็นพธิ กี าร กา
ดงั นี้
2.1 ภาษาระดับพธิ ีการ เปน็ ภาษาแบบแผน
2.2 ภาษาระดับกึง่ พิธกี าร เปน็ ภาษาก่งึ แบบแผน
2.3 ภาษาระดับทไ่ี มเ่ ปน็ พธิ ีการ เป็นภาษาไม่เป็นแบบแผน
3. การแบง่ ระดบั ภาษาตามสภาพแวดล้อม โดยแบง่ ระดบั ภาษาในระด
3.1 ภาษาระดบั พิธีการ เช่น การกลา่ วปราศรัย การกล่าวเปดิ งา
3.2 ภาษาระดบั ทางการ เช่น การรายงาน การอภิปราย
3.3 ภาษาระดับก่งึ ทางการ เชน่ การประชมุ อภิปราย การปาฐก
3.4 ภาษาระดับการสนทนา เช่น การสนทนากับบคุ คลอยา่ งเปน็
3.5 ภาษาระดบั กนั เอง เช่น การสนทนาพูดคยุ ในหมเู่ พือ่ นฝงู ใน
วิจารณญาณ
วิจารณญาณ หมายถงึ การใช้ความรู้ ความคดิ ทาความเข้าใจเรอ่ื งใดเรอื่
ตัดสินสารดว้ ยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาดเป็นเหตุเปน็ ผล


Click to View FlipBook Version