The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน



คำ� ปรารภ
พลเอก ประยทุ ธ์ จนั ทรโ์ อชา นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสการจดั พมิ พ์หนงั สือ “มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน”

พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑
ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคท่ีมีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรม
และประเพณี ภูมิรู้และภูมิปัญญาท้องถ่ินอีสานต่างๆ ท่ีบรรพบุรุษได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา สะท้อนถึง
วิถีการด�ำรงชีวิตความเชื่อ ค่านิยม ศาสนา จนกลายมาเป็นมรดกทางภูมิปัญญาท่ีมีเอกลักษณ์และมีความงดงาม
รัฐบาลให้ความส�ำคัญแก่การส่งเสริม คุ้มครอง และรักษามรดกทางภูมิปัญญาของไทยมิให้เสื่อมสูญ
และมุ่งสร้างจิตส�ำนึกคนในชาติให้ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรม ตลอดจนกระตุ้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม
ในการสืบสาน ถ่ายทอด ฟื้นฟู พัฒนามรดกทางวัฒนธรรมท้องถ่ินไทย เพ่ือยกย่องภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย
ส่งเสริมศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มชนที่มีอยู่ทั่วประเทศ อันจะสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ
ในคุณค่า รวมท้ังการยอมรับในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม
อย่างสนั ติสขุ ตลอดไป
หนังสือ “มรดกภูมิปัญญาอีสาน” สะท้อนถึงความสามารถของชาวอีสาน อันเกิดจากการส่ังสม
ภูมิปัญญา และองค์ความรู้ท่ีหลากหลาย มีการปรับตัวผสมผสานที่มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ
ซ่ึงกระบวนการเหล่านี้มีวิวัฒนาการเปล่ียนผ่านยุคสมัยหลายช่ัวอายุคน จากอดีตสู่ปัจจุบันจนสืบทอดเป็น
วิถีในการด�ำเนินชีวิตท่ีกลมกลืนกับสังคมอีสาน แสดงให้เห็นถึงความคิด ความเชื่อ ค่านิยมและโลกทัศน์
ทางวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี มรดกภูมิปัญญาอีสานยังเป็นฐานทรัพยากรส�ำคัญท่ีจะสามารถ
น�ำมาใช้เป็นทุนทางวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์และพัฒนาคุณค่าไปสู่ผลิตภัณฑ์และการบริการทางวัฒนธรรม
ให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ผมหวังว่าหนังสือ “มรดกภูมิปัญญาอีสาน” จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย
ทุกคนท่ีจะน�ำไปศึกษา เรียนรู้อย่างลึกซ้ึง เพื่อร่วมกันสืบสาน สร้างสรรค์ และพัฒนามรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมอนั เป็นอัตลักษณท์ อ้ งถ่นิ อีสานให้เปน็ สมบัตอิ ันล�้ำค่าของชาตไิ ทยสบื ไป

พลเอก
(ประยทุ ธ์ จันทร์โอชา)
นายกรฐั มนตรี

ค�ำนยิ ม
นายวษิ ณุ เครืองาม รองนายกรฐั มนตรี

“มรดกภูมิปัญญาอีสาน” เป็นหนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
สาขาต่าง ๆ ในภาคอีสาน โดยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล�้ำค่าท่ีมีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
โดยเฉพาะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีได้รับการข้ึนบัญชีของชาติท่ีปรากฏพบในพื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทย
นั่นแสดงให้เห็นถงึ ความส�ำคัญของมรดกภูมปิ ัญญาอีสาน ๒ ประการ
ประการแรก แสดงใหเ้ หน็ ถงึ คณุ คา่ และบทบาทของวถิ ชี มุ ชนทม่ี ตี อ่ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมในภาคอสี าน
ได้แก่ ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในพื้นท่ีปฏิบัติต่าง ๆ ของภาคอีสาน
ตลอดจนการผสมผสานความหลากหลายทางวฒั นธรรม ทงั้ ในดา้ นรปู แบบการถอื ปฏบิ ตั ิ แนวคดิ ความเชอ่ื และพธิ กี รรม
จนเกดิ เป็นอตั ลกั ษณ์แหง่ วฒั นธรรมอสี าน
ประการที่สอง มรดกภูมิปัญญาอีสานน้ีเป็นการถ่ายทอดจากคนรุ่นหน่ึงไปยังอีกคนรุ่นหนึ่ง เป็นสิ่งซ่ึงชุมชน
และกลมุ่ ชนชาวอสี านสร้างขึน้ มา เพ่อื ตอบสนองสภาพแวดลอ้ มและเป็นปฏิสมั พันธ์ท่มี ตี ่อธรรมชาตแิ ละประวัตศิ าสตร์
ของตน
“มรดกภูมิปัญญาอีสาน” จึงเป็นผลสะท้อนของรากเหง้าภูมิปัญญาของบรรพชนไทยในดินแดนอีสานที่ได้
รับการยอมรับผ่านการแสดงออก การประพฤติปฏิบัติ จนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่ีจะน�ำไปสู่ความภาคภูมิใจ
ในตวั ตนและความรสู้ กึ เปน็ เจา้ ของรว่ มกนั จนกระทงั่ เปน็ สว่ นหนง่ึ ในวถิ ชี วี ติ และวฒั นธรรมของสงั คมอสี านในประเทศไทย
สบื ไป

(นายวษิ ณุ เครืองาม)
รองนายกรฐั มนตรี
ประธานกรรมการวฒั นธรรมแห่งชาติ

สาร

รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงวฒั นธรรม

กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าท่ีในการอนุรักษ์ สืบสาน สร้างสรรค์และเผยแพร่วัฒนธรรม เพื่อสร้างรากฐาน
การพฒั นาสังคม เศรษฐกจิ และความม่ันคงของชาติ ตามนโยบาย “มน่ั คง มั่งคงั่ ยั่งยนื ” ของรฐั บาลโดยมกี รอบทศิ ทาง
การดำ� เนนิ งานดา้ นวฒั นธรรมระยะ ๒๐ ปี ทม่ี คี วามสอดคลอ้ งกบั ยทุ ธศาสตรช์ าตริ ะยะ ๒๐ ปี กรอบทศิ ทางตามนโยบาย
การพัฒนาสู่ประเทศไทย ๔.๐ และกรอบทิศทางยุทธศาสตร์ ในระยะ ๕ ปี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) เปน็ กลไกขับเคลอ่ื นอย่างเป็นรปู ธรรม
การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เกิดความภาคภูมิใจและร่วมรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ใน
วิถีการด�ำเนินชีวิตของคนไทย ถือเป็นแนวทางหลักในการธ�ำรงและสืบสานหลักฐานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ซ่ึงจ�ำเป็นต้องมีการเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้แก่นักเรียน
นักศึกษา ตลอดจนประชาชน โดยเฉพาะท้องถ่ิน ได้ทราบถึงสาระส�ำคัญอันเป็นแก่นแท้อย่างจริงจัง ก่อให้เกิด
ความตระหนักและภาคภูมใิ จในคณุ ค่าแห่งอัตลักษณ์ไทย ท่ามกลางยุคสมยั ทเี่ ปลยี่ นผ่านอย่างเหมาะสม
หนังสือ “มรดกภูมิปัญญาอีสาน” โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เล่มน้ี ถือเป็นมิติหน่ึงในหนังสือชุด
มรดกวัฒนธรรมอสี าน ๕ เรอ่ื ง ซึง่ ประกอบด้วย ๑. มรดกสถาปตั ยกรรมและผงั เมอื งอสี าน ๒. มรดกภมู ิปัญญาสิ่งทอ
อีสาน ๓. มรดกภูมิปัญญาอีสาน ๔. ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสาน ๕. แหล่งท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม
เทศกาลและประเพณีอีสาน ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายจัดพิมพ์ โดยมุ่งหวังให้เกิดการรวบรวมองค์ความรู้
และขับเคลื่อนงานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ในภาคอีสาน และมีนโยบายจะจัดพิมพ์หนังสือชุด
มรดกวัฒนธรรมของภาคอ่ืน ๆ ต่อไป อันจะน�ำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ความเป็นไทย ท่ามกลาง
กระแสความหลากหลายทางวฒั นธรรมได้อย่างมนั่ คงและย่ังยืนสืบไป

(นายวรี ะ โรจนพ์ จนรัตน)์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวฒั นธรรม

สาร

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงวัฒนธรรม มีภารกิจที่ส�ำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยมิติทางวัฒนธรรม โดยการ
ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนคนไทยมีความรัก ความหวงแหนและภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของ
วัฒนธรรมท้องถิ่น ซ่ึงจากกระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชน
ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านที่เสี่ยงต่อการสูญหาย การน�ำไปใช้ในทางที่บิดเบือนหรือไม่เหมาะสม จึงเป็นนโยบาย
ส�ำคัญที่กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องด�ำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้คงไว้ซึ่งคุณค่าและอัตลักษณ์แห่งมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมเหล่านั้น
หนงั สอื “มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี าน” ของกรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม นอกจากจะเปน็ การบนั ทกึ
และรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาต่าง ๆ ของภาคอีสานไว้เป็นหลักฐานท่ีส�ำคัญแล้ว ยังสามารถน�ำไปพัฒนาต่อยอด
สร้างสรรค์ทางวฒั นธรรมได้ อันจะเปน็ หนทางหน่งึ ในการปกปอ้ งคมุ้ ครองมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของภาคอีสาน
ให้คงอยู่ต่อไปได้อย่างย่ังยืน โดยเป็นเป้าหมายหน่ึงของกรอบทิศทางยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมระยะ ๒๐ ปี ภายใต้
แนวคิด “วัฒนธรรมสรา้ งคนดี สงั คมดี สรา้ งรายได้ สร้างภาพลกั ษณ์และเกียรตภิ มู ิประเทศไทยในเวทีโลก”
การส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ่านการจัดพิมพ์หนังสือในครั้งนี้ นอกจากจะเป็น
การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจในองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาอีสานแล้ว ยังเป็นแบบอย่างท่ีดี
ในการรณรงค์และปลูกฝังใหก้ ับเด็ก เยาวชน นักเรยี น นกั ศกึ ษา สถานศึกษา หน่วยงานภาครฐั ภาคเอกชน ชุมชน และ
ประชาชนทั่วไปในสังคมไทยได้เกิดความเชื่อ ศรัทธาและเล็งเห็นคุณค่าความส�ำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
โดยเฉพาะมรดกภูมิปัญญาอสี าน จนกระทงั่ สามารถนำ� ไปส่กู ารประพฤติปฏิบตั ติ ามและที่สำ� คัญท่สี ุด คือ เปน็ แนวทาง
หน่ึงในการปรับประยุกต์ใช้รากทางวัฒนธรรมในการสร้างและฟื้นฟูค่านิยมไทย รวมถึงวิถีวัฒนธรรมไทยอันดีงาม
ให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป

(นายกฤษศญพงษ์ ศิร)ิ
ปลัดกระทรวงวฒั นธรรม

ค�ำน�ำ

ค�ำว่า “อีสาน” คือ ช่ือที่คนในประเทศไทยใช้เรียกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซ่ึงผู้คนท่ีอยู่อาศัยในภาคน้ี
มักเรียกขานตนเองว่าคนอีสานและมีการใช้ภาษาถ่ินอีสานในการส่ือสารแสดงถึงอัตลักษณ์เฉพาะพ้ืนที่ โดยภูมิปัญญา
อีสานน้ันมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมหลากหลายผสมผสานอย่างกลมกลืน ระหว่างศาสนาชาวบ้าน สภาพภูมิศาสตร์
สภาพแวดลอ้ มและกระบวนการทางสงั คม สง่ ผลใหภ้ าคอสี านมคี วามหลากหลายทางศลิ ปวฒั นธรรม นำ� ไปสกู่ ารสบื สาน
และถ่ายทอดภูมิปัญญาและวิถีชีวิตอีสานในแต่ละท้องถิ่นจนกลายเป็นมรดกของชาวบ้าน ซ่ึงเกิดจากการมุ่งแสวง
หาความรู้ เพื่อเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติและทางสังคมที่จ�ำเป็นในการด�ำเนินชีวิต เช่น การประกอบประเพณี
และพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่า องค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะ
มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี านสว่ นใหญ่ ยงั เปน็ เพยี งขอ้ มลู ทางวชิ าการในเชงิ ลกึ ประชาชนทว่ั ไปไมส่ ามารถเขา้ ถงึ แหลง่ ขอ้ มลู ได้
และขอ้ มลู บางอย่างตกหลน่ สญู หายไปเปน็ จ�ำนวนมาก
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานท่ีมีหน้าที่ส่งเสริมและด�ำเนินงานปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรม ท้ังในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เล็งเห็นถึงความส�ำคัญของการรวบรวมองค์ความรู้ทางด้าน
มรดกภูมิปัญญาอีสาน ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้�ำค่าที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน
จึงได้จัดพิมพ์หนังสือ “มรดกภูมิปัญญาอีสาน” เล่มน้ีขึ้น โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับภูมิปัญญาอีสานสาขาต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการแสดง งานช่างฝีมือดั้งเดิม วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม
ประเพณี และเทศกาล เป็นต้น ซ่ึงเป็นไปในลักษณะของการจัดแบ่งประเภทสาขาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ตามพระราชบญั ญตั ิส่งเสริมและรกั ษามรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ ท้ังน้ี หนังสือมรดกภมู ปิ ัญญาอสี านน้ี
ถือเปน็ ๑ ใน ๕ มติ ทิ างวฒั นธรรม ซ่ึงทางกระทรวงวฒั นธรรมด�ำเนนิ การจดั พมิ พ์ภายใต้หนังสือชุด “มรดกวัฒนธรรม
อีสาน” เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในมรดกภูมิปัญญาสาขาต่าง ๆ ในภาคอีสาน ให้แก่ประชาชน นักเรียน
นักศึกษา ในวงกว้าง ตลอดจนช่วยสร้างความรัก ความภาคภูมิใจในท้องถ่ิน อันเป็นพื้นฐานส�ำคัญในการสืบสาน
และถ่ายทอดมรดกภมู ปิ ัญญา อันจะน�ำไปสกู่ ารต่อยอดสรา้ งสรรค์ทางวัฒนธรรมอสี านต่อไป

(นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร)
อธบิ ดีกรมส่งเสริมวฒั นธรรม



สารบญั

หน้า บทรอ้ งพื้นบา้ น หน้า
คำ� ปรารภนายกรัฐมนตรี
คำ� นิยมรองนายกรฐั มนตรี ๓ กาพย์เซ้ิงบงั้ ไฟ ๕๐
สารรฐั มนตรวี ่าการกระทรวงวฒั นธรรม ๔ เพลงแห่นางแมว ๕๑
สารปลดั กระทรวงวฒั นธรรม ๕ บทสวดหรือบทกลา่ วในพิธกี รรม
คำ� น�ำ ๖ บทท�ำขวัญข้าว ๕๒
๗ บททำ� ขวญั ควาย ๕๔

มรดกภูมิปญั ญาอีสาน ๑๓ บทท�ำขวญั ช้าง ๕๕
ความหมายของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑๔ สำ� นวน ภาษติ
ภูมปิ ญั ญาอสี าน ๑๖ ผญาอีสาน ๕๖
ตวั แบบก�ำหนดภมู ปิ ญั ญาอีสาน ๑๗ ต�ำรา
วิธกี ารถ่ายทอดมรดกภูมปิ ัญญาอสี าน ๒๑ ต�ำรานรลักษณ์ ๕๗
การจัดแบง่ ลกั ษณะมรดกภูมิปัญญาอีสาน ๒๓ ภาษาถน่ิ และภาษาชาติพนั ธ ุ์

มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี าน ภาษากยู /กวย ๕๘
ดา้ นวรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ๒๙
นทิ านพนื้ บา้ น ภาษาเขมรถน่ิ ไทย ๖๐
ภาษาโซ่ (ทะวืง) ๖๑
นทิ านท้าวปาจิต – อรพิมพ์ ๓๒ ภาษาญอ้ ๖๒
นิทานปญั ญาสชาดก ๓๓
นิทานพระรถ – เมรี ๓๕ ภาษาญัฮกรุ ๖๓
ภาษาไทยโคราช/ไทยเบิ้ง ๖๔
นทิ านสังข์ทอง ๓๗ ภาษาผไู้ ทย ๖๖
ตำ� นานพ้ืนบ้าน
ต�ำนานกบกินเดือน ๓๘ ภาษาพวน ๖๗
ภาษาแสก ๖๙
ต�ำนานกอ่ งขา้ วนอ้ ยฆ่าแม่ ๓๙ อักษรไทยน้อย ๗๐
ต�ำนานเจ้าแม่สองนาง ๔๑
ตำ� นานผาแดงนางไอ ่ ๔๒ อกั ษรธรรมอีสาน ๗๒

ตำ� นานพญาคนั คาก ๔๔ มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน ด้านศิลปะการแสดง ๗๕
ดนตรแี ละเพลงร้อง
ต�ำนานพระเจา้ เลียบโลก ๔๖ กันตรึม ๗๘
ต�ำนานพระเจา้ ห้าพระองค์ ๔๗
ตำ� นานอรุ งั คธาตุ ๔๙ กลองยาว ๘๐
แคน ๘๒

สารบญั

หน้า หน้า
เจรยี ง ๘๔ การผูกเสีย่ ว ๑๒๒
พิณ ๘๖ เทศน์มหาชาต ิ ๑๒๔
สะไน ๘๘ ประเพณกี วนข้าวทิพย์ ๑๒๕
เพลงโคราช ๘๙ ประเพณีการละเล่นผตี าโขนในงานบุญหลวง จงั หวดั เลย ๑๒๖
ลำ� ผญา ๙๐ ประเพณที �ำขวญั ขา้ ว ๑๒๘
สวดสรภัญญ์ ๙๑ ประเพณีบุญบงั้ ไฟ ๑๓๐
หมอล�ำกลอน ๙๒ ประเพณแี หเ่ ทียนพรรษา จงั หวดั อุบลราชธานี ๑๓๒
หมอลำ� พ้ืน ๙๓ ประเพณีแหม่ าลัยขา้ วตอกในเทศกาลวันมาฆบูชา
มโหรีเขมร ๙๕ จังหวัดยโสธร ๑๓๔
ลำ� ผฟี ้า ๙๖ พธิ ถี วายขา้ วพชี ภาคและบุญเสียค่าหัว
หมอลำ� ทรง ๙๗ ข้าโอกาสพระธาตพุ นม ๑๓๖
หมอล�ำเพลิน ๙๘ พิธกี รรมขอฝน ๑๓๗
เรือมมะม๊วดหรอื ร�ำแมม่ ด ๑๐๐ พิธีท�ำบญุ ต่ออายุ ๑๓๙
นาฏศลิ ป์และการละคร พิธีบายศรีสขู่ วญั ๑๔๐
ฟอ้ นกลองตุ้ม ๑๐๑ ลอยกระทง ๑๔๒
หนงั ประโมทัย ๑๐๒ เหยา ๑๔๔
การเซงิ้ ผา้ หมี ่ ๑๐๔ แห่ปราสาทผงึ้ ๑๔๖
การเสง็ กลองก่งิ ๑๐๖
บักกั๊บแกบ้ ๑๐๗ มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน
ฟอ้ นผ้ไู ทยบา้ นโคกโกง่ ๑๐๘ ดา้ นความร้แู ละการปฏิบตั ิเก่ยี วกบั ธรรมชาติและจักรวาล ๑๔๙
ฟ้อนหางนกยูง ๑๑๐ อาหารและโภชนาการ
ร�ำวงคองก้า ๑๑๑ น้ำ� พริก ๑๕๒
เรือมตรด ๑๑๒ ปลาร้า ๑๕๔
แกลมอ ๑๑๓ สม้ ต�ำ ๑๕๖
แมงหนา้ งาม (ผีขนนำ�้ ) ๑๑๔ สำ� รับอาหารไทย ๑๕๘
การแพทย์แผนไทยและการแพทยพ์ ้ืนบ้าน
มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน การย่างไฟ ๑๖๐
ดา้ นแนวปฏิบัตทิ างสงั คม พิธกี รรม ประเพณี และเทศกาล ๑๑๗ การสักยา ๑๖๑
ขนบธรรมเนยี มประเพณี การจดั การทรัพยากรธรรมชาติ
การแตง่ งานแบบไทย ๑๒๐ ข้าวหอมมะลิ ๑๖๒

หน้า หนา้
คชศาสตรช์ าวกยู ๑๖๔ งานศลิ ปกรรมพ้นื บา้ น
แมวไทย ๑๖๖ งานช่างตอกกระดาษ ๒๑๐
ภูมิปญั ญาการท�ำเสน้ ไหมไทย ๑๖๗ บายศรี ๒๑๒
ภูมปิ ัญญาการเลย้ี งควายไทย ๑๖๙ ปราสาทผึง้ ๒๑๔
ชัยภูมแิ ละการตั้งถิ่นฐาน ผลิตภัณฑอ์ ยา่ งอืน่
ดอนปตู่ า ๑๗๐ เคร่ืองบูชาอยา่ งไทย ๒๑๖
การเลือกทำ� เลสร้างบา้ นเรือนของชาวอสี าน ๑๗๒ มรดกภูมิปญั ญาอีสาน ดา้ นการเล่นพนื้ บ้าน กีฬาพน้ื บ้าน

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน ดา้ นงานช่างฝมี อื ด้งั เดมิ ๑๗๕ และศลิ ปะการตอ่ สู้ป้องกันตัว ๒๑๙
ผา้ และผลติ ภณั ฑ์จากผ้า การเล่นพน้ื บา้ น
ผ้าขาวม้า ๑๗๘ โค้งตีนเกวยี น ๒๒๒
ผ้าทอไทพวน ๑๘๐ หนอนซอ้ น ๒๒๓
ผ้าทอไทยวน ๑๘๒ เกมพ้นื บา้ น
ผา้ ทอผไู้ ทย ๑๘๔ โคมลอยลอดหว่ ง ๒๒๔
ผา้ ทอเมืองอบุ ล ฯ ๑๘๖ กฬี าพืน้ บา้ น
ผา้ แพรวา ๑๘๘ ตไี กค่ น ๒๒๕
ผ้ามดั หม่ ี ๑๙๐ วา่ วไทย ๒๒๖
ผา้ ยอ้ มคราม ๑๙๒ ศลิ ปะการต่อสู้ป้องกันตวั
เครอ่ื งจกั สาน มวยโบราณสกลนคร ๒๒๘
เเเคคครรร่ืออื่่ืองงงเจโงลักนิ หสไาะทน ยไ มไ้ ผ ่ ๑๑๙๙๖๔ บบรทรสณรุปานมกุรดรมก ภูมปิ ัญญาอีสาน
๒๓๑
๒๓๒

เครอ่ื งทองเหลืองบา้ นปะอาว ๑๙๘ หลกั เกณฑ์การพิจารณา
ฆ้องบา้ นทรายมลู ๒๐๐ ข้นึ บัญชีมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม ๒๓๕
เเเเปรรกครืออืวระนนียอื่ เนโไกงคทไอืสมรยมลา้ พกัสชน้ืรุล ินบายท้า นร์ ดง้ั เดิม ๒๒๒๒๐๐๐๐๘๖๔๒ คเ“ครมำ�ณอ่ื สรงะด่ังผแคกู้จตณวัด่งฒั ะทตกน�ำง้ั รธค รรณมรกะมอาอรนสี วกุาัฒรนรน”มธกรารรมจแัดหท่งำ�ชหานตงัิ ทส่ีือ๒ชดุ/ ๒๕๖๑
๒๓๘
๒๔๐



ภมู ิปญั ญมาอรสี ดากน

ความหมายของมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม หมอลำ� พอ่ เพลงแมเ่ พลง ชา่ งปน้ั ชา่ งแกะ ชา่ งทอผา้ ชา่ งไม้ พอ่ คา้ แมค่ า้
ภูมิปัญญา หมายถึง แบบแผนการด�ำเนินชีวิตท่ีมีคุณค่า ผปู้ ระสบความสำ� เรจ็ ดา้ นธรุ กจิ เปน็ ตน้ สว่ นทรพั ยากรความรทู้ ถ่ี อื วา่ เปน็
แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของบุคคลและสังคม ซ่ึงได้สั่งสมและปฏิบัติ ภมู ิปญั ญา ไดแ้ ก่ ความรเู้ กี่ยวกับอาชพี ตา่ ง ๆ เช่น การคดั เลอื กพันธข์ุ า้ ว
สบื ตอ่ กนั มา ภมู ปิ ญั ญาจะเปน็ ทรพั ยากรบคุ คลหรอื ทรพั ยากรความรกู้ ไ็ ด้ การคัดเลือกพันธุ์สัตว์ การถนอมอาหาร การทอผ้า การให้น้�ำพืชสวน
ทรพั ยากรบคุ คลทถี่ อื วา่ เปน็ ภมู ปิ ญั ญา ไดแ้ ก่ ชาวนาผปู้ ระสบความสำ� เรจ็ การก�ำจัดศัตรูพืช การอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ นอกจากน้ีความรู้ที่น่า
ในการผลิต พระภิกษุที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน ศิลปินพ้ืนบ้าน สนใจในดา้ นอ่นื ๆ ที่ถือว่าเป็นภมู ิปัญญา ไดแ้ ก่ จารตี ประเพณี ภาษา
ทีไ่ ด้รบั ความนิยมอย่างแพรห่ ลาย ผ้ทู รงคุณวฒุ ขิ องหมู่บ้านทีเ่ ชย่ี วชาญ วรรณกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี นาฏศิลป์ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
เฉพาะดา้ น เชน่ มรรคทายกผู้รู้กิจพธิ ที างศาสนา พราหมณผ์ เู้ ชยี่ วชาญ เปน็ ต้น๑
ในพิธีบายศรี เฒ่าจ้�ำผู้เป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างชาวบ้านกับ
เทวดาอารักษห์ รอื อ�ำนาจศักดสิ์ ทิ ธ์ิต่าง ๆ หมอยา หมอนวดแผนโบราณ

๑ จารวุ รรณ ธรรมวตั ร. ภมู ิปญั ญาอีสาน. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม : โครงการตำ� ราคณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร,์ ๒๕๔๓ : ๑.

มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 14

วฒั นธรรม หมายถึง วถิ กี ารด�ำเนนิ ชวี ติ ความคดิ ความเชือ่
ค่านิยม จารีตประเพณี พิธีกรรมและภูมิปัญญา ซึ่งกลุ่มชนและสังคม
ได้ร่วมสร้างสรรค์ สั่งสม ปลูกฝัง สืบทอด เรียนรู้ ปรับปรุงและ
เปล่ียนแปลง เพ่ือให้เกิดความเจริญงอกงาม ท้ังด้านจิตใจและวัตถุ
อยา่ งสนั ตสิ ขุ และยงั่ ยนื ๒
ดังน้ัน โดยภาพรวมแห่งนัยดังกล่าวข้างต้น ค�ำว่า “มรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” จึงหมายความว่า ความรู้ การแสดงออก
การประพฤติปฏิบัติหรือทักษะทางวัฒนธรรมท่ีแสดงออกผ่านบุคคล
เครอ่ื งมือ หรอื วตั ถุ ซ่งึ บคุ คล กลุ่มบคุ คล หรือชมุ ชน ยอมรับและรสู้ กึ
เปน็ เจา้ ของรว่ มกนั และมกี ารสบื ทอดกนั มาจากคนรนุ่ หนงึ่ ไปยงั คนอกี รนุ่
หนง่ึ โดยอาจมกี ารปรบั เปลย่ี นเพอื่ ตอบสนองตอ่ สภาพแวดลอ้ มของตน๓
ท้งั น้ี จะสังเกตได้ว่ามรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม มงุ่ เนน้ การถ่ายทอด
จากคนรนุ่ หนง่ึ ไปยงั คนอกี รนุ่ หนง่ึ โดยเปน็ สง่ิ ซง่ึ ชมุ ชนและกลมุ่ ชนสรา้ ง
ขน้ึ มาอยา่ งสมำ�่ เสมอ เพอื่ ตอบสนองตอ่ สภาพแวดลอ้ มของตน และเปน็
ปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของตน
และทำ� ใหค้ นเหลา่ นน้ั เกดิ ความภาคภมู ใิ จในตวั ตนและความรสู้ กึ สบื เนอื่ ง
ก่อให้เกิดความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการคิด
สรา้ งสรรค์ของมนุษย๔์

๒ ความตามมาตรา ๔ ในพระราชบญั ญัตวิ ัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ดูใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนที่ ๖๙ ก ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ หนา้ ๓๐.
๓ ความตามมาตรา ๓ ในพระราชบญั ญตั ิสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ ดใู น ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ๑๓๓ ตอนที่ ๑๙ ก ๑ มีนาคม ๒๕๕๙ หนา้ ๑.
๔ ส่วนหนึ่งของนิยามค�ำว่า “มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ในอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. ๒๐๐๓ ซ่ึงศัพท์ค�ำนี้อาจจะเข้าใจยาก
และไม่คุ้นเคยในประเทศไทย ดังนั้น คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงมีมติเม่ือวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ ให้ใช้ค�ำว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” โดยเป็นศัพท์ท่ี
กรมส่งเสริมวฒั นธรรม กระทรวงวัฒนธรรม แปลและนยิ ามขึ้นจากอนสุ ญั ญา ฯ ดังกล่าว

15

ภมู ิปัญญาอีสาน ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ อสี าน อาจกลา่ วไดว้ า่ เปน็ ผลของพฒั นาการ
ค�ำว่า “อีสาน” คือ ชื่อที่คนในประเทศไทยใช้เรียกภาค การปรับตัวและปรับวิถีชีวิตของคนไท – ลาวและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื คำ� ๆ น้ียงั ถกู ใช้ในความหมายถึง คนในภาค และ ทอ่ี ยรู่ ว่ มกนั ในธรรมชาตแิ วดลอ้ มรายรอบอาณาบรเิ วณทร่ี าบสงู กวา้ งใหญ่
หากกลา่ วแบบเฉพาะเจาะจง หมายถงึ ผคู้ นทเ่ี ปน็ กลมุ่ หลกั ในภาคอสี าน ของอษุ าคเนย์ อนั มีแม่น�ำ้ โขงและสาขา คอื ชี มลู และสายนำ้� ซอยยอ่ ย
ค�ำว่า “อสี าน” มาจากภาษาบาลี – สันสกฤต เป็นค�ำทใี่ ชใ้ นความหมาย อีกหลายสายหล่อเลี้ยงตอนในของท่ีราบสูง อน่ึง เน่ืองจากวัฒนธรรม
ที่แยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างผู้คนจากภาคเหนือ ภาคกลางหรือ อีสานกบั วฒั นธรรมลาวทางฝ่ังตะวนั ออกของแมน่ �้ำโขง มีความสมั พันธ์
ภาคใต้ของประเทศไทย ในขณะที่ภาคอื่น ๆ มักถูกระบุโดยศูนย์กลาง เชงิ ชาตพิ นั ธแ์ุ ละเชงิ อำ� นาจใกลช้ ดิ กนั มาก อกี ทงั้ มกี ารอพยพเคลอื่ นยา้ ย
ทางการเมืองและวัฒนธรรมในลักษณะที่ท�ำให้กรุงเทพ ฯ มีค่าเท่ากับ ประชากรต่อเนอื่ งไมข่ าดสาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงจากฝงั่ ตะวันออกมาสู่
ภาคกลาง เชียงใหม่มีค่าเท่ากับภาคเหนือ และนครศรีธรรมราชที่มี ฝงั่ ตะวันตกในสมัยรตั นโกสินทร์ วิถีชวี ติ ของสองฝัง่ แมน่ ำ�้ โขง จงึ ละม้าย
คนใตใ้ ชภ้ าษาแบบคนใตส้ ำ� หรบั ภาคใต้ แตส่ ำ� หรบั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื คล้ายคลึงกนั จนจ�ำแนกความแตกต่างไดย้ าก
แนวความคิดโดยท่ัวไปก็ยังคงเป็นอีสาน คนในภาคอีสานบางคร้ังเรียก ในสาระส�ำคัญของมิติประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตและภูมิปัญญา
ตนเองว่า คนพ้ืนเมืองหรือลาว อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาไม่ก่ีปี อีสาน โดยเฉพาะบริเวณแอง่ สกลนครและอีสานตอนบนน้ัน มรี ากฐาน
มาน้ี คำ� วา่ “อสี าน” ซงึ่ ถกู ใชโ้ ดยผคู้ นจากภาคอนื่ ๆ ในการกลา่ วถงึ คนจาก ร่วมกันมากับอาณาจักรล้านช้างเช่นเดียวกับล้านนา ในขณะเดียวกัน
ภาคอสี าน ไดร้ บั การใชโ้ ดยคนในภาคอสี านเพมิ่ มากขนึ้ ในการบง่ ชค้ี วาม บริเวณอีสานใต้ก็ได้รับอิทธิพลอารยธรรมขอม ส่วนแอ่งโคราชก็ได้รับ
เปน็ ชาตพิ นั ธข์ุ องกลมุ่ ตนเอง ผคู้ นจากภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เรมิ่ ทจี่ ะ อทิ ธพิ ลอารยธรรมกรงุ ศรอี ยธุ ยาและกรงุ รตั นโกสนิ ทรต์ ลอดมา โดยนยั น้ี
กล่าวถึงตนเองว่าเป็นคนอสี านหรอื ผู้อสี าน ใชภ้ าษาอีสานและอาศยั อยู่ สังคม วัฒนธรรมและภูมิปัญญาอีสาน จึงมีความหลากหลายมิใช่น้อย
ในภาคอีสาน การใช้ค�ำว่า “อีสาน” เพ่ิมมากขึ้นเร่ือย ๆ โดยคนใน ตามเหตุปจั จยั ทางภมู ปิ ระเทศและเงอื่ นไขทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ไดส้ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ จติ สำ� นกึ ทเ่ี พม่ิ ขน้ึ เกยี่ วกบั อยา่ งไรกต็ าม ลกั ษณะรว่ มของภมู อิ ากาศ ระบบนเิ วศ อทิ ธพิ ล
อัตลักษณ์ภาค/ชาติพนั ธ๕ุ์ ของพทุ ธศาสนา วฒั นธรรมข้าวและสายสมั พันธ์ทางชาตพิ นั ธ์ุ ล้วนเป็น
องค์ประกอบส�ำคัญท่ีมีอิทธิพลในการหล่อหลอมวิถีชีวิตของชาวอีสาน
โดยรวม และเก้ือกูลให้เกิดพัฒนาการทางภูมิปัญญาที่มีลักษณะเด่น
เป็นของอีสาน ซึ่งอาจน�ำมาสืบสานหรือประยุกต์ให้เกิดประโยชน์
ในบรบิ ทใหม่แหง่ ปจั จุบนั และอนาคตได๖้

๕ คายส์ เอฟ, ชารล์ ส.์ อสี านนยิ ม : ท้องถน่ิ นิยมในสยามประเทศ. กรงุ เทพ ฯ : มลู นธิ โิ ครงการต�ำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร,์ ๒๕๕๖ : ๙ – ๑๐.
๖ เอกวทิ ย์ ณ ถลาง. ภมู ิปัญญาอีสาน. กรงุ เทพ ฯ : อมรนิ ทร์, ๒๕๔๔ : ๒๑ – ๒๒.

มรดกภมู ิปัญญาอีสาน 16

ตัวแบบก�ำหนดภมู ิปญั ญาอสี าน๗ ผไี ร่ ผปี า่ เปน็ การเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั ธรรมชาตทิ ส่ี ง่ ผล
ภมู ปิ ญั ญาในวฒั นธรรมอสี านมรี ากเหงา้ หลากหลายผสมผสาน ต่อการประกอบอาชีพ ศาสนาชาวบ้านจึงเปน็ อาวธุ ตอ่ สภู้ ยั ธรรมชาติ
อย่างกลมกลืน ระหว่างศาสนาชาวบ้าน สภาพภูมิศาสตร์และสภาพ บรรดาคติความเช่ืออันหลากหลายของชาวอีสานน้ัน
แวดลอ้ ม และกระบวนการทางสังคม พุทธศาสนาสอนให้มนุษย์เรียนรู้เก่ียวกับธรรมชาติของคน สัตว์ พืช
ส่งิ ของตา่ ง ๆ โดยการสงั เกต โดยการปฏิบตั ิ โดยการฟัง โดยการอา่ น
ศาสนาชาวบ้าน และโดยการเขียน พุทธศาสนาระดับชาวบ้านแสดงหลักธรรมค�ำสอน
ศาสนาชาวบ้าน เปน็ ความผสมผสานของคตินยิ มท้องถน่ิ คอื ที่เป็นเอกภาพกับวิธีด�ำเนินชีวิตภายในสังคมดังภาษิตอีสานว่า
พทุ ธศาสนาระดบั ทช่ี าวบา้ นปฏบิ ตั ใิ นชวี ติ ประจำ� วนั กบั ศาสนาพราหมณ์ “แม่นสิมุดมอดเม้ียนดับชาติเหิงนานก็ดีดาย คร้ังเป็นผู้มีธรรมโมก็บ่ลืม
และความเช่ือถือผีต่าง ๆ เช่น ผแี ถน ผเี ชือ้ ผีป่ตู า ผีนา ผีไร่ ผนี ำ�้ ผปี ่าเขา วางเว้น ส่วนว่าคนผู้มีกรรมซ้อนบ่มีธรรมหุ้มห่อ แม่นจักตายก็บ่มีคน
ล�ำเนาไพร คติความเชือ่ เหล่าน้เี ป็นพ้นื ฐานส�ำคญั ในการประกอบอาชีพ คึดพ้อลืมจ้อยบ่จ่มหา” (แม่นสิ = ถึงแม้น, มุดมอดเมี้ยน = ตาย,
การกระท�ำของบุคคลและสังคมมนุษย์ผู้ฉลาดน�ำคติความเช่ือเหล่านี้ เหงิ = นาน, คดิ พ้อ = ระลกึ ถึง, ลืมจอ้ ย = ลมื สนิท, จม่ หา = บน่ หา)
ไปประกอบพิธีกรรม เพ่ือคล่ีคลายข้อขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติ
คนกบั คน และคนกบั กฎเกณฑส์ งั คม เชน่ การเลยี้ งผแี ถน ผปี ตู่ า ผตี าแฮก

๗ ดูใน จารุวรรณ ธรรมวตั ร. อ้างแลว้ , ๑ – ๔.

17

สภาพภมู ศิ าสตรบ์ รเิ วณรมิ ฝ่งั แม่น้�ำโขงมอี ทิ ธพิ ลต่อการต้งั ถน่ิ ฐานของชมุ ชนโบราณต่าง ๆ และนำ� มาซง่ึ มรดกภูมปิ ญั ญาอีสานทไี่ ด้รบั การสบื ทอดมาจนกระท่งั ถึงปจั จุบัน

สภาพภูมศิ าสตรแ์ ละสภาพแวดลอ้ ม สภาพพื้นท่ีท�ำนาเป็นดินร่วนปนทรายและมีความแห้งแล้ง เพราะฝน
สภาพภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการด�ำเนิน ไม่ตกตามฤดูหรือฝนทิ้งช่วง จึงแก้ปัญหาโดยการท�ำนาหยอด รากของ
ชีวิตชาวอีสานเป็นอย่างมาก เพราะสภาพภูมิอากาศและลักษณะ ตน้ ขา้ วจะแขง็ แรงกวา่ การทำ� นาดำ� การประกอบอาชพี นนั้ มที งั้ ผปู้ ระสบ
การตั้งถิ่นฐานย่อมสัมพันธ์กับการประกอบอาชีพ เช่น อากาศที่ร้อน ความส�ำเร็จและผู้ที่ล้มเหลว ผู้ที่สามารถประกอบการงานได้ผลดี
และฝนชกุ ยอ่ มทำ� ใหข้ า้ วงอกงาม การตงั้ ชมุ ชนรมิ ฝง่ั แมน่ ำ�้ หรอื หนองนำ้� โดยใช้ภูมิปัญญาชาวอีสาน เรียกว่า หมอ เช่น หมอมอ คือ ผู้รอบรู้
ย่อมเหมาะแก่การเพาะปลูกและหาอาหาร การตั้งถ่ินฐานตามโคก ด้านโหราศาสตร์ หมอว่าน คือ ผู้รอบรู้ด้านสมุนไพร หมอยา คือ
ตามป่าย่อมเหมาะแก่การเลี้ยงชีวิตด้วยอาหารป่า โดยการล่าสัตว์ ผู้เช่ียวชาญด้านการรักษาโรค หมอล�ำ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการร้องล�ำ
จับปลา หาเหด็ หาผง้ึ เปน็ ต้น บางคร้ังสภาพภมู ศิ าสตร์ท�ำใหเ้ กดิ ปญั หา นำ� ประกอบแคน หมอผง้ึ คอื ผเู้ ชยี่ วชาญดา้ นการหานำ�้ ผงึ้ หมอสรา้ ง คอื
เชน่ ปญั หาเรอ่ื งดนิ นำ้� ยอ่ มทำ� ใหผ้ ลผลติ ตกตำ่� ชาวบา้ นผปู้ ระกอบอาชพี ผู้ท�ำนา ทำ� ไร่ ทำ� สวนไดผ้ ลดี ผู้มีภมู ปิ ญั ญาทุกวชิ าชพี ไดร้ บั การยกย่อง
จึงพยายามท่ีจะดัดแปลงวิธีการให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น จากชมุ ชนอยา่ งเสมอหน้ากนั
ชาวบ้านโคกสูง ต�ำบลก้านเหลือง อ�ำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น

มรดกภมู ปิ ญั ญาอีสาน 18

นอกจากมนษุ ยจ์ ะใชภ้ มู ปิ ญั ญาเพอ่ื ประกอบอาชพี ทเี่ หมาะสม ขุดลอกแหล่งน�้ำ เป็นกิจกรรมที่แสดงถึงความเอ้ือเฟื้อช่วยเหลือกัน
กับสภาพภูมิอากาศแล้ว มนุษย์ยังสังเกตลักษณะที่เป็นคุณและโทษ ภายในชมุ ชน ทำ� ใหเ้ กดิ ความเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั โดยทว่ั ไปภมู ปิ ญั ญา
ของธรรมชาติ แล้วน�ำมาเป็นแบบอย่างในการด�ำเนินชีวิต ท�ำให้เกิด อสี านเป็นรูปแบบการดำ� เนนิ ชีวติ ที่เรยี บง่าย ไม่ซบั ซ้อน เป็นประโยชน์
แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ คือ แมกไม้ สายธาร สายลม แสงแดด แกค่ นทกุ ระดบั มลี กั ษณะเดน่ คอื สรา้ งสำ� นกึ เปน็ หมคู่ ณะสงู ทง้ั ในระดบั
และแสงดาว ครอบครัวและเครอื ญาติ
กระบวนการทางสงั คม
กระบวนการทางสังคม คือ การอยู่รวมกันเป็นครอบครัว
เป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองและประเทศชาติ ชาวอีสานมีทัศนะในการ
ใช้ชีวิตว่า อยู่เป็นหมู่ดีกว่าอยู่โดดเดี่ยว เพราะขีดจ�ำกัดทางกายภาพ
และภูมิปัญญา การช่วยกันคิด ช่วยกันท�ำ การพึ่งตนเองและการพึ่ง
กันเอง น่าจะเป็นทางออกท่ีดีท่ีสุด ท�ำอย่างไรการอยู่ร่วมกันจึงจะเกิด
ประโยชน์สุข ผู้ฉลาดจึงร่วมกันก�ำหนดฮีตบ้าน-คลองเมือง อาทิเช่น
ฮีตสิบสอง-คลองสิบสี่ กฎหมายท้องถ่ิน วรรณกรรมค�ำสอน นิทาน
บทเพลงและคตธิ รรม ซ่ึงชาวบา้ นไดย้ นิ ได้ฟังจากปู่-ยา่ ตา-ยาย พอ่ -แม่
ผอู้ าวุโส พระภิกษุ เฒ่าจำ�้ หมอธรรม และพราหมณผ์ ้ปู ระกอบพธิ ีกรรม
ประจ�ำหมู่บ้าน กฎเกณฑ์การควบคุมสังคมท้ังโดยตรงโดยอ้อมเหล่านี้
เกิดจากภูมิปัญญาของบรรพชน ความรู้บางส่วนอาจไม่เหมาะกับ
สภาพสงั คม จงึ มกี ารเปลยี่ นแปลง แต่กระบวนการทางสังคมหลายส่วน
สามารถน�ำมาใช้ประโยชนไ์ ดใ้ นสภาพปจั จุบนั

โดยสรุปแล้ว ภูมิปัญญาอีสาน จึงเป็นการน�ำเอาทรัพยากร
ความรู้ ทรพั ยากรบุคคล ทีม่ อี ยู่ในทอ้ งถ่ินอสี านแต่ละแห่ง ซงึ่ อาจเปน็
เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตน หรอื เปน็ ลกั ษณะสากลทหี่ ลาย ๆ ทอ้ งถน่ิ มคี ลา้ ยกนั
ก็ได้ ภูมิปัญญาอีสานในแต่ละท้องถ่ินเกิดจากการที่ชาวบ้านแสวงหา
ความรู้ เพื่อเอาชนะอุปสรรคทางธรรมชาติทางสังคมท่ีจ�ำเป็นในการ
ด�ำรงชีวิต ภูมิปัญญาอสี าน จึงเป็นสิ่งท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การผลิตและวถิ ีชีวิต
ชาวบ้าน เชน่ การประกอบประเพณี พธิ กี รรมของชมุ ชน เปน็ กจิ กรรม
ท่ีท�ำให้ผู้กระท�ำสบายใจ รู้สึกอบอุ่นไม่โดดเด่ียว ให้คุณค่าทางจิตใจ
และความรู้สึก ถือว่าเป็นพลังทางศีลธรรมหรือประเพณีการรวมก�ำลัง
ช่วยกันท�ำงานท่ีใหญ่หลวงเกินวิสัยท่ีจะท�ำได้ส�ำเร็จคนเดียว เช่น
การลงแขกสร้างบ้าน การลงแขกสร้างวัด การลงแขกสร้างถนน หรือ

19



วธิ กี ารถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาอสี าน ในเวลาต่อมาเม่ือมีมหรสพสมัยใหม่ การอ่านหนังสือจึงลด
ภูมิปัญญาเป็นเรื่องของการสืบทอดประสบการณ์จากอดีต บทบาทไป พิธีอยู่ไฟหลังคลอดบุตร จึงมีการน�ำนิทานมาอ่านสู่กันฟัง
จนถึงปัจจุบัน ส�ำหรับการถ่ายทอดภูมิปัญญาพ้ืนบ้านอีสาน๘ คือ เพ่ือให้ก�ำลังใจและให้ความเพลิดเพลินแก่แม่ลูกอ่อนและเพื่อนบ้าน
การถ่ายโยงความรู้ของชาวอีสานเพื่อสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งมายังอีก ท่ีมาเยี่ยมฟัง เม่ือการแพทย์สมัยใหม่เข้ามามีบทบาท ประเพณีอยู่ไฟ
คนรนุ่ หน่ึง ขน้ึ อยกู่ ับวิธกี ารและกลุ่มเปา้ หมาย อย่างเชน่ วิธกี ารถ่ายโยง จึงค่อย ๆ เลิกไป ประเพณีทางพระพุทธศาสนา เช่น การเข้าพรรษา
ความรู้จากเด็กจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ คือ วิธีการถ่ายโยงความรู้แก่เด็ก การท�ำบุญผ้าป่า การท�ำบุญกฐิน และการท�ำบุญมหาชาติ นับเป็น
ตอ้ งง่าย ไมซ่ บั ซอ้ น สนกุ สนาน ดึงดูดใจ เช่น การละเล่น การเลา่ นทิ าน โอกาสพิเศษที่ชาวบ้านต่างมาชุมนุมกันฟังเทศน์ฟังธรรม พระสงฆ์
การลองทำ� ไดแ้ ก่ ปรศิ นาคำ� ทาย โดยเลอื กถอ้ ยคำ� ทส่ี รา้ งภาพ คำ� เปรยี บ จะนิยมน�ำนิทานชาดกมาเทศน์ น�ำค�ำสุภาษิตสอนใจมาอบรมบ่มนิสัย
เทียบท�ำให้ขัน คล้องจอง ให้เสียงและจังหวะ เพ่ือดึงดูดใจและจดจำ� อุบาสกอุบาสิกา คติธรรมเหล่าน้ีแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้เทศน์
ได้ง่าย การเล่านิทานเป็นการถ่ายโยงความรู้โดยอาศัยความสนุกสนาน เรื่องราวท่ีน�ำมาเทศน์นอกจากนิทานและกระทู้ธรรมแล้ว ยังเน้น
จากตัวละครในเร่ืองและวิธีการเล่าที่น่าสนใจ ต้องเป็นเร่ืองสั้น ๆ เรอ่ื งราวปฏบิ ตั ริ ะหวา่ งบคุ คล ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ยก์ บั ธรรมชาติ
เนื้อหาสร้างเสริมนิสัยและบุคลิกภาพท่ีสังคมปรารถนา ส่วนใหญ่ คติการเวียนว่ายตายเกิด ความเชื่อเร่ืองบาป บุญ กรรม นรก สวรรค์
มุ่งเน้นจริยธรรม คือ สิ่งท่ีควรท�ำและไม่ควรท�ำ ส่วนวิธีการถ่ายทอด และวาสนา ซ่ึงสง่ ผลต่อพฤตกิ รรมและมโนทัศนข์ องผู้ฟงั
ภูมิปญั ญาแก่ผ้ใู หญม่ ีหลายรปู แบบ เช่น วธิ บี อกเล่า พธิ สี ู่ขวัญ พธิ ที าง พิธีสู่ขวัญ เป็นการกระท�ำท่ีเช่ือมโยงจิตส�ำนึกและสร้าง
พระพุทธศาสนา พิธีกรรมในช่วงหัวเล้ียวหัวต่อของชีวิต การประกอบ จิตส�ำนึกอันดีงามต่อตนเองและส่ิงที่ให้คุณ เช่น พิธีสู่ขวัญข้าวเป็น
อาชีพ ตลอดจนวิธีการอ่านหนังสือ และแสดงมหรสพ การถ่ายทอด การกระทำ� ทสี่ รา้ งเอกภาพระหวา่ งสงิ่ สำ� คญั ๓ ประการ คอื คตคิ วามเชอื่
ภูมิปัญญาด้วยวิธีการบอกเล่าในวัยนี้จะมีสารประโยชน์ท้ังทางด้าน เรอ่ื งข้าว คุณค่าของข้าวและวธิ ีท�ำนา สาระสำ� คัญคือ ขวญั ขา้ วมคี ณุ ค่า
การเพ่ิมพูนความรู้จากการฟังและเป็นการรวมกลุ่มกันทางสังคม เลี้ยงชีวิต เลี้ยงโลกและเลี้ยงศาสนา พิธีกรรมช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คือ
เพื่อท�ำงานร่วมกันหรือช่วยเหลือกัน ผู้เล่า คือ ผู้อาวุโสหรือผู้มีความรู้ พิธีกรรมในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น การเปล่ียนวัย การเปล่ียน
ซึ่งโอกาสในการถ่ายทอดภูมิปัญญา ได้แก่ พิธีงานศพซึ่งชาวบ้านจะไป สถานภาพ เปล่ียนที่อยู่อาศัยหรือการเจ็บไข้ได้ป่วย ชาวอีสานมีแนว
ชุมนุมที่บ้านคนตาย เพ่ือช่วยเจ้าภาพท�ำงานและเป็นเพื่อนงานศพ ปฏิบัติเพื่อเตรียมพร้อมส�ำหรับการเริ่มต้นใหม่โดยเพ่ิมก�ำลังใจและ
ตอนกลางคนื จะมกี ารละเลน่ พนื้ บา้ น เชน่ การเลน่ เสอื กนิ หมู การเลา่ นทิ าน ใหห้ ลกั การดำ� เนนิ ชวี ติ เชน่ พธิ สี ขู่ วญั บา่ วสาว พธิ บี ายศรสี ขู่ วญั บา่ วสาว
โดยการอ่านจากหนังสือผูกหรือใบลาน เจ้าภาพจะเลือกหมออ่านที่มี จะเตรียมความพร้อมในเรื่องน้ี โดยความศักด์ิสิทธิ์ของพิธีและ
นำ�้ เสยี งดใี หส้ นกุ สนานเพลดิ เพลนิ ทง้ั ยงั สอดแทรกจรยิ ธรรมคำ� สอนดว้ ย การรบั รขู้ องชมุ ชนเปน็ สง่ิ เตอื นใจใหค้ วามสำ� นกึ รบั ผดิ ชอบตอ่ ครอบครวั
นอกจากน้ี ค�ำสู่ขวัญยังช้ีน�ำหลักการวางตนในฐานะสามีภรรยาและ
หลกั การสรา้ งความสัมพนั ธ์กับกลุม่ เครอื ญาติ

๘ จารุวรรณ ธรรมวตั ร. การถ่ายทอดภมู ิปัญญาพน้ื บ้านอสี าน. วารสารทิศทางหมูบ่ ้านไทย. กรงุ เทพ ฯ : เจริญวิทย์การพมิ พ,์ ๒๕๓๑ : ๕๘ – ๗๑. อา้ งใน อมรรตั น์ อนนั ตว์ ราพงษ.์
หลักการวิจัยเพอ่ื พฒั นาผลติ ภัณฑภ์ มู ปิ ญั ญาไทย. กรุงเทพ ฯ : ส�ำนกั พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๖๐.

21

มหรสพท่ีเป็นมรดกอีสานสามารถแสดงภูมิปัญญาที่สั่งสม การจารหนังสือหรือเขียนหนังสือในใบลานก็เป็นวิธีการช่วย
สบื ตอ่ มาจนถอื เปน็ สมบตั ขิ องสงั คม แสดงภมู ปิ ญั ญาของปจั เจกบคุ คลได้ ถ่ายทอดภูมิปัญญาที่จ�ำกัดจ�ำเพาะกลุ่มราชส�ำนักและกลุ่มบวชเรียน
เช่น การล�ำและการเล่นหนังประโมทัย การล�ำเป็นการขยับล�ำน�ำตาม ตัวอักษรที่เขียน คือ อักษรธรรมและอักษรไทยน้อย จุดมุ่งหมาย
ท�ำนองท้องถ่ิน การล�ำมีหลายประเภท แต่ค�ำกลอนจะเป็นส่ือแสดง ที่เขียนเพ่ือตราเป็นประกาศหรือก�ำหนดเป็นกฎหมายให้บ้านเมืองและ
ภูมิปัญญาอีสานได้เด่นชัด เพราะเป็นการร้องโต้ตอบระหว่างหมอล�ำ ประชาชนไดย้ ดึ ถือ แตล่ ะหม่บู า้ นจงึ มหี นังสอื ใบลาน อีกสว่ นหนงึ่ เก็บไว้
ชายหญิง เรื่องท่ีน�ำมาร้องมีทั้งกลอนเกี้ยวพาราสี กลอนความรู้ด้าน ท่ีวัด คณะผู้อาวุโสใช้ตรวจสอบในการปกครองหมู่บ้าน หนังสือใบลาน
ประวตั ศิ าสตร์ ลทั ธธิ รรมเนยี มทอ้ งถน่ิ หลกั คำ� สอนทางพระพทุ ธศาสนา อกี สว่ นหนง่ึ เปน็ การบนั ทกึ นทิ านธรรม นทิ านพนื้ บา้ น ตำ� รายา ตำ� ราหมอดู
การเมืองการปกครองและงานอาชีพ หนังประโมทัยเป็นมหรสพที่ หลักค�ำสอนและประเพณีต่าง ๆ มีข้อที่ควรพินิจ คือ หนังสือเหล่านี้
ชาวอีสานน�ำมาจากการละเล่นหนังตะลุงของภาคใต้ ตามรูปแบบเดิม ชาวบ้านถือว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เช่ือว่าเป็นพุทธวจนะ หลายเรื่อง
นิยมเล่นรามเกียรติ์ แต่หนังประโมทัยจะแสดงภูมิปัญญาด้านการ เกดิ ขน้ึ ในชมุ ชนแตแ่ อบอา้ งวา่ เปน็ คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ โดยกศุ โลบาย
ประยุกต์วัฒนธรรมท้องถ่ินอ่ืนให้สอดคล้องกับรสนิยมแบบอีสาน ใช้ศรัทธาช้ีน�ำให้เกิดความเช่ือถือยอมรับจนเป็นคตินิยมเก็บหนังสือ
คือ นิยมเลน่ เรอ่ื ง “สินไซ” ซึ่งเปน็ วรรณกรรมเอกที่แพร่หลายในอีสาน ผูกหรือใบลานนี้ไว้บนห้ิง แล้วกราบบูชา บางแห่งบดเป็นยารักษาโรค
บางแห่งเรียกลิเกลาวหรือล�ำเพลิน อันประยุกต์จากดนตรีลูกทุ่ง หรือเป็นผงวิเศษส�ำหรับบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูป เม่ือจัดการศึกษา
แตเ่ ปน็ ลูกทงุ่ แบบอีสานซ่ึงมอี ทิ ธิพลของหมอล�ำแทรกอยู่มาก ใหม่แบบตะวันตก คุณคา่ ของหนงั สือใบลานก็ลดลง

มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน 22

การจัดแบง่ ลักษณะมรดกภูมปิ ัญญาอสี าน กลุ่มไทย – ลาว เป็นกลุ่มที่สืบวัฒนธรรมลุ่มน�้ำโขงมาแต่
ประชากรภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะมีฮีตบ้านคองเมืองและ โบราณ (รว่ มกบั กลมุ่ ไทยเวยี งหรอื ชาวเวยี งจนั ทน)์ มตี วั อกั ษรของตนเอง
ถือประเพณีท้องถิ่นท่ีเรียกว่า “ฮีตสิบสอง” ร่วมกัน แต่ก็ยังมีบางส่วน ใชส้ บื เนอ่ื งมาแตส่ มยั อยธุ ยาเปน็ อยา่ งนอ้ ยและอาจจะรว่ มสมยั กบั สโุ ขทยั
ที่ยังแตกต่างกันไป เพราะเหตุว่าชาวอีสานนั้นประกอบด้วยหลายกลุ่ม ตวั อกั ษรทใ่ี ชม้ ี ๒ แบบ คอื อกั ษรไทยนอ้ ย (อกั ษรสโุ ขทยั สาขาหนง่ึ ) และ
วฒั นธรรมภาษาพดู วถิ ชี วี ติ ขนบธรรมเนยี มเฉพาะถนิ่ เฉพาะเผา่ พนั ธ์ุฯลฯ อกั ษรตวั ธรรม (อกั ษรทไี่ ดต้ น้ แบบจากอกั ษรมอญโบราณ) มวี รรณกรรม
บางกลุ่มวัฒนธรรมจะมีภาษาพูดใกล้เคียงกับภาษามาตรฐานของไทย ทอ้ งถน่ิ ของตนเอง เชน่ เรอื่ งสนิ ไซ (สงั ขศ์ ลิ ปช์ ยั ) ทา้ วผาแดงนางไอ่ ฯลฯ
โดยเฉพาะกลุ่มไทยลาว ชนกลุม่ นี้ถอื วา่ ใชภ้ าษาไทยถิน่ สาขาหนึง่ ไดแ้ ก่ ด�ำเนนิ ชีวิตตามฮตี สิบสอง นบั ถือศาสนาพุทธแบบชาวบ้าน นอกจากน้ี
ไทยญ้อ ผู้ไทย ไทยลาว ไทยแสก รวมท้ังไทยโคราชด้วย แต่บางกลุ่ม ยังนับถือผีบรรพบรุ ษุ ผีฟ้า ผแี ถน ผไี รน่ า โดยเฉพาะผปี ู่ตา ซ่ึงทกุ ชุมชน
วัฒนธรรมมีภาษาพูดที่ต่างไปจากภาษาไทยโดยสิ้นเชิง ได้แก่ จะมีศาลป่ตู าประจ�ำหมู่บ้าน และมตี �ำแหนง่ เฒ่าจ�้ำหรือหมอจ้ำ� เป็นผทู้ ี่
กลุม่ วฒั นธรรมเขมร-ส่วย (กยู ) ถึงแมว้ ่าหวั เมอื งท่พี ูดภาษาเขมรสว่ ยนัน้ ติดต่อกบั ผตี า่ ง ๆ นนั่ เอง
จะอยใู่ นอำ� นาจรฐั บาลกลางมาหลายศตวรรษแลว้ กต็ าม แตก่ ารทร่ี ฐั บาล กลุ่มไทย – ลาว ตั้งถ่ินฐานกระจายอยู่ท่ัวไปในภาคอีสาน
กลางหรือราชธานีไทยปกครองอย่างหลวม ๆ เป็นปัจจัยหนึ่งท่ียังคงไว้ โดยเฉพาะทางตอนบนของภาค และเม่ือได้พิจารณาวัฒนธรรมย่อย
ซึง่ วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะภาษาพดู ของชนเผา่ และกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ ลงไปอีก ทั้งภาษาถ่ินส�ำเนียงและจารีตเฉพาะกลุ่ม สามารถจ�ำแนก
กลุ่มวัฒนธรรมไทย – ลาว ได้ ๕ กลมุ่ คือ
หากพิจารณาความแตกต่างด้านวัฒนธรรมในภูมิภาคอีสาน (ก) ไทยลาวหรอื ชาวอสี าน เปน็ ประชากรกลมุ่ ใหญ่ พดู ภาษา
จะจดั ไดเ้ ปน็ ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ๙ คือ ไทยลาว (ภาษาถ่ินอีสาน) และเป็นกลุ่มผู้น�ำทางด้านวัฒนธรรมอีสาน
ดังน้ัน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของอีสาน เช่น ฮีตคอง ต�ำนาน
๑) กลุม่ วัฒนธรรมไทย – ลาว อกั ษร จารตี ประเพณี กล่มุ ไทยลาวน้ีจะเป็นกล่มุ ท่ีสืบสานและถา่ ยทอด
หรือท่ัวไปเรียกว่า “ชาวอีสาน” เป็นกลุ่มท่ีใหญ่ท่ีสุด ใหก้ ล่มุ อน่ื ๆ ด้วย
มีประชากรมากท่ีสุดในภาคอีสาน ชาวภาคกลางมักเรียกชนกลุ่มน้ีว่า (ข) ผู้ไทย มีจารีตประเพณีคล้ายไทยลาว ภาษาพูดมีค�ำ
“ลาว” เพราะเหตุว่ามีภาษาเดียวกับลาวในสาธารณรัฐประชาธิปไตย พื้นฐานตรงกับไทยลาว ต่างแต่ส�ำเนียงพูด คือ ออกเสียงสระเหมือน
ประชาชนลาว แตค่ วามจรงิ แลว้ เปน็ ภาษาถน่ิ อสี านอนั เปน็ ภาษาไทยถนิ่ กลุ่มไทยพวน ผ้ไู ทยมกั ตงั้ บ้านเรอื นเปน็ กลุ่ม ๆ ปะปนกบั กลุ่มไทยลาว
สาขาหน่ึง ท้งั น้ี ชาวลาวในประเทศลาวนน้ั จะเรียกตวั เองวา่ “ไท” หรือ ชาวผู้ไทยมี ๓ กลุ่ม แบ่งตามเคร่ืองแต่งกายท่ีเป็นพิธีการ คือ ไทยด�ำ
“ไทย” ซึง่ แปลว่า “คน” หรอื “ชาว” ทัง้ ส้ิน เชน่ ไทยเวยี ง ไทยหลวง ไทยแดง (ไทยลาย) ไทยขาว ซึ่งในเอกสารสมยั รัชกาลที่ ๕ จะเรยี กวา่
พระบาง ไทยรอ้ ยเอด็ ไทยขอนแก่น เปน็ ตน้ ไทยทรงด�ำ ไทยทรงขาว (ทรง คือ โซ่ง ที่แปลว่ากางเกง) ดังเช่น
ไทยทรงด�ำที่อำ� เภอเขาย้อย จงั หวัดเพชรบรุ ี ถกู เรียกวา่ “ลาวโซง่ ” นั้น
หมายถงึ “ผู้ไทย” ทงั้ สนิ้

๙ ดใู น มลู นธิ ิสารานุกรมวฒั นธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย.์ สารานกุ รมวฒั นธรรมไทย ภาคอีสาน เลม่ ๖. กรุงเทพ ฯ : มูลนธิ สิ ารานุกรมวัฒนธรรมไทย, ๒๕๔๒ : ๑๘๔๗ – ๑๘๖๔.

23

การละเล่นของหญงิ ชาวแสก เมอื่ คราวสมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ เสดจ็ ตรวจราชการเมอื งนครพนม เม่อื พ.ศ. ๒๔๔๙
(ทมี่ า : ภาพถ่ายฟิล์มกระจก สำ� นกั หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศิลปากร)

(ค) ไทยญ้อ เป็นประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ต้ังถิ่นฐาน (จ) ไทยแสก มภี มู ลิ ำ� เนาเดมิ อยทู่ เี่ มืองแสก เขตเมอื งคำ� เกิด
อยใู่ นหลายจงั หวดั มภี าษาพดู พน้ื ฐานเหมอื นภาษาถน่ิ อสี าน ตา่ งสำ� เนยี ง ติดชายแดนญวน ภาษาแสกจึงมีค�ำภาษาญวนปนอยู่จ�ำนวนหนึ่ง
เลก็ นอ้ ย ปจั จบุ นั นอกจากสำ� เนยี งภาษาดงั กลา่ ว วฒั นธรรมของชาวไทย ไทยแสกอพยพมาตง้ั ถิ่นฐานที่ต�ำบลอาจสามารถ อ�ำเภอเมืองนครพนม
ญอ้ แทบไมต่ า่ งจากไปกล่มุ ไทยลาวมากนัก ในปัจจุบัน ผู้ชายไทยแสกแต่งกายเหมือนไทยลาว แต่ผู้หญิงไทยแสก
(ง) ไทยโยย้ เปน็ กลมุ่ ทพ่ี ดู ภาษาใกลเ้ คยี งกบั ไทยญอ้ ผดิ เพย้ี น นิยมนุ่งผ้าซิ่น ๒ ชั้น โดยให้ซ่ินช้ันในซึ่งมีสีสันสวยแลบออกมายาว
กันบางค�ำ ตั้งบ้านเรือนหนาแน่นทางแถบจังหวัดสกลนคร รูปแบบ พอสมควร ปัจจุบันรูปแบบทางวัฒนธรรมของไทยแสกจะไม่แตกต่าง
ทางวัฒนธรรมของชาวไทยโย้ยมลี กั ษณะคล้ายคลงึ กับกล่มุ ไทยญ้อ จากกลมุ่ ไทยลาวอ่ืน ๆ มากนกั

มรดกภูมปิ ญั ญาอีสาน 24

๒) กลมุ่ วัฒนธรรมเขมร – สว่ ย (จ) บรู บางท้องถิ่นเรียกว่า “ข่าบรู” ความจริงแล้วเป็น
คือ เป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาตระกูลมอญ – เขมร และตั้งถิ่นฐาน กลมุ่ ชาตพิ นั ธก์ุ ยู คอื “กยู บร”ู (แปลวา่ คนภเู ขา) ทง้ั น้ี กยู กบั ขา่ เปน็ กลมุ่
อยู่ทางตอนล่างของภาคอีสาน ได้แก่ กลุ่มชนที่พูดภาษาเขมร ชาตพิ นั ธเ์ุ ดยี วกนั โดยชาวไทยมกั เรยี กวา่ “สว่ ย” สว่ นชาวลาวในประเทศ
(แขมรเลอ คือ เขมรสงู หากเป็นภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา เรยี กว่า ลาวเรียกว่า “ข่า” ชาวบรูตั้งถ่ินฐานอยู่ในเขตอ�ำเภอโขงเจียม อ�ำเภอ
แขมรกรอม คือ เขมรต�่ำ) และภาษากยู ซง่ึ เปน็ สาขาหน่ึงของภาษาเขมร เดชอดุ ม จงั หวดั อุบลราชธานแี ละจังหวดั มกุ ดาหาร ปัจจบุ ันวฒั นธรรม
กลมุ่ วฒั นธรรมเขมร – ส่วย นอกจากเขมร กยู (ส่วย) แลว้ ยังมชี าวโซ่ ของกลมุ่ ชาวบรูถกู กลนื กลายจนเป็นวัฒนธรรมไทยลาวแลว้
และกะเลิงในเขตจังหวัดสกลนคร รวมทง้ั ขา่ เผา่ ต่าง ๆ อกี ดว้ ย (ฉ) ชาวบนหรือเนียะกูล เป็นช่ือที่กลุ่มชาวไทยโคราชเรียก
(ก) เขมร เปน็ กลุ่มชนทพ่ี ูดภาษาเขมร ต้ังถ่ินฐานอยูใ่ นพื้นท่ี ส่วนชาวบนจะเรียกตนเองว่า “เนียะกูล” หรือ “เยียะกุร” ซึ่งมี
จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษและบางอ�ำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ ประชากร ความหมายว่า “คนภูเขา” โดยปกติเป็นกลุ่มชนที่เก็บตัวไม่ค่อยคบค้า
ที่ใช้ภาษาเขมรนี้มีจ�ำนวนค่อนข้างมากและมีอักษรใช้เป็นของตนเอง สมาคมกับคนแปลกหน้าแปลกภาษา ปัจจุบันต้ังหลักแหล่งในเขต
(อักษรขอม) มีจารีตประเพณีและวัฒนธรรมเป็นของตนเองชัดเจน จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิและเพชรบูรณ์
ทงั้ ในเรื่องของการแต่งกาย อาหารและดนตรี เป็นต้น ๓) กลมุ่ วฒั นธรรมไทยโคราช (ไทยเบิ้ง)
(ข) กยู (สว่ ย) มักตง้ั ถิน่ ฐานกระจัดกระจายอยตู่ ามลมุ่ แมน่ ้�ำ คอื กลุ่มชนทีพ่ ูดภาษาไทยโคราช ซึง่ เปน็ ภาษาไทยมาตรฐาน
มูลและลาวตอนใต้ แขวงจ�ำปาศักด์ิ เรียกชนกลุ่มตนเองว่า “กูย โกย ที่มีส�ำเนียงเพี้ยนเหน่อ และมีค�ำศัพท์เฉพาะถิ่นอยู่บ้างไม่มากนัก
กวย” ซึ่งแปลว่า “คน” แต่คนไทยเรยี กวา่ “สว่ ย” ลาวเรียกว่า “ข่า” กลุ่มไทยโคราชตั้งถ่ินฐานอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์และชัยภูมิ
และเนื่องจากการท่ีกระจัดกระจายอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ภาษากูยจึงมักมีชื่อ โดยใช้ตัวอักษรไทยเหมือนภาคกลางมาแต่สมัยโบราณ คนทั่วไป
ตอ่ ทา้ ยเปน็ โคตรตระกลู บา้ ง ภมู ลิ ำ� เนาบา้ ง เชน่ กยู เปราะ (สว่ ยเลย้ี งชา้ ง) มกั เขา้ ใจวา่ ชาวโคราชใชภ้ าษาถนิ่ อสี าน จงึ เรยี กวา่ “ลาวโคราช” แทท้ จ่ี รงิ
กยู เยอร์ กยู มะลัว กูยบรู เป็นต้น พูดภาษาไทยภาคกลาง ชาวอีสานจะเรียกชาวโคราชว่า “ไทย” บ้าง
(ค) โซ่ เปน็ ชนกลุ่มหน่งึ ทีใ่ ชภ้ าษาคล้ายกบั กยู คอื เปน็ ภาษา “ไทยโคราช” บ้าง “ไทยเบิ้ง” บา้ ง
เดยี วกนั ทอี่ อกสำ� เนยี งเพย้ี นกนั ไป ชาวโซม่ ถี นิ่ ฐานเดมิ อยทู่ เ่ี มอื งมหาชยั ชาวไทยโคราชมกั ตง้ั หมบู่ า้ นเปน็ กลมุ่ โดยมวี ดั เปน็ สถาบนั หลกั
กองแก้วและแขวงเมืองค�ำม่วน ประเทศลาว โดยอพยพเข้ามาอยู่ใน ของหมบู่ า้ น ไมค่ อ่ ยนบั ถอื ผหี รอื วญิ ญาณเหมอื นกลมุ่ วฒั นธรรมไทยลาว
ภาคอสี านในชว่ งสมยั รชั กาลที่ ๓ ปจั จบุ นั ตงั้ ถน่ิ ฐานอยใู่ นจงั หวดั สกลนคร การสร้างบ้านเรือนในปัจจุบันไม่ค่อยจะพบรูปแบบเรือนโคราชดั้งเดิม
และมุกดาหารเป็นหลัก ประเพณีและพิธีกรรมส�ำคัญของชาวโซ่ คือ แล้ว สว่ นการแตง่ กาย นยิ มแตง่ กายแบบไทย คือ ชายนุ่งผ้าโจงกระเบน
พธิ กี รรมเซน่ ผี (สะลาหรอื โซท่ ง่ั บงั้ ) พธิ ที ำ� ผี (ซางกะมดู ) และการแตง่ งาน เสอื้ คอกลมไมผ่ า่ อก สว่ นสตรนี งุ่ ผา้ โจงกระเบนเชน่ เดยี วกนั เสอื้ แขนกระบอก
(ง) กะเลงิ มถี น่ิ ฐานดงั้ เดมิ อยใู่ นแขวงสวุ รรณเขต แขวงคำ� มว่ น ห่มสไบทับเสื้อ ถ้าอยู่กับบ้านจะใช้ผ้าผืนเดียวคาดอก ชาวไทยโคราช
โดยถอื เปน็ ขา่ เผา่ หน่ึง มภี าษาพดู เชน่ เดยี วกบั โซ่ ชาวกะเลงิ ในอดตี นยิ ม นิยมรับประทานข้าวเจ้าและน้�ำพริก (อาจจะมีเคร่ืองจ้ิมแบบลาวบ้าง)
สกั รปู นกทแี่ กม้ ปจั จบุ นั ตง้ั ถนิ่ ฐานบา้ นเรอื นอยใู่ นบรเิ วณเทอื กเขาภพู าน เปน็ อาหารหลกั สำ� หรบั การละเลน่ ทสี่ ำ� คญั คอื เพลงโคราช ซงึ่ มลี กั ษณะ
และนยิ มพดู ภาษาถ่ินอสี านเป็นหลกั เป็นเพลงปฏิพากย์ร้องเก้ียวกันระหว่างชายหญิง และไม่มีเครื่องดนตรี
ประกอบ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันจารีตประเพณีและรูปแบบทาง
วัฒนธรรมของชาวไทยโคราชนน้ั นิยมแบบไทยภาคกลางโดยส่วนใหญ่

25

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชนวัฒนธรรมอื่น ๆ หมายถึง กลุ่มชน
ท่ีเข้ามาท�ำมาหากินในภาคอีสาน ไม่ได้ต้ังหลักแหล่งถาวรในภาคอีสาน
แตเ่ ปน็ กลมุ่ ชนทม่ี บี ทบาทสำ� คญั ตอ่ สงั คมอสี าน ไดแ้ ก่ กลุ า คอื ไทยใหญ่
ผสมพมา่ มีนสิ ัยชอบเดินทางคา้ ขาย โดยเดินทางจากเมืองมะละแหม่ง
ผ่านภาคกลางเข้าสู่อีสาน ท้ังทางช่องตะโก ช่องดงพระยากลาง
ผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ แสดงให้เห็นว่าชาวอีสานรู้จักชาวกุลาดีจนเรียกช่ือ
ทุง่ อันกวา้ งใหญข่ องภาคอีสานวา่ ทุ่งกลุ ารอ้ งไห้ ปัจจุบนั ในแถบจงั หวดั
นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ดและอุบลราชธานี ยังมีเชื้อสายลูกหลาน
ชาวกลุ า แตก่ ลายเปน็ คนไทยลาวหมดแล้ว
ญวน หรือที่ชาวอีสานเรียกว่า “แกว” (ภาคเหนือเรียกว่า
แกว๋ ) ชาวญวนไดต้ ดิ ตอ่ คา้ ขายกบั ชาวลาวในประเทศลาวและภาคอสี าน
มานานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีบทบาทต่อสังคมอีสานมากนัก อาหารญวน
บางชนิดท่ีนิยมกัน คือ หมูยอ เมี่ยงแกว ข้าวเฝอและไข่กระทะ ท้ังน้ี
ญวนที่อพยพมาอยู่ในภาคอีสานนั้นส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธแบบ
อานมั นิกาย
ภาคอีสานจึงเป็นภูมิภาคท่ีมีความหลากหลายทาง
ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถ่ิน อันเนื่อง
มาจากการปะทะสังสรรค์ระหว่างประชากรหลายเชื้อชาติ ผู้คน
ในภาคอีสานมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ท่ีเรียบง่าย แม้สภาพแวดล้อม
ความเปน็ อยจู่ ะแร้นแคน้ แตย่ ังคงมนี ำ้� ใจ ขยัน อดทน และยงั คงสบื ทอด
วัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ตามบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด ท้ังในเร่ือง
ของภาษาถิ่นท่ีใช้ในการสื่อสาร ความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ผีนา ผีไร่
โดยจะตอ้ งมพี ธิ เี ซน่ ไหวอ้ ยเู่ ปน็ ประจำ� เพราะเชอ่ื วา่ ผมี อี ทิ ธฤิ ทธส์ิ ามารถ
ให้คุณให้โทษได้ โดยประเพณีและการเล่นพื้นบ้านของภาคอีสาน
ก็โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น ประเพณีแห่ผีตาโขน ประเพณี
บญุ บง้ั ไฟ ไหลเรอื ไฟ การแสดงหมอลำ� ดดี พณิ เปา่ แคน ลว้ นแสดงออกถงึ
ความสนกุ สนานและมชี วี ติ ชวี า เพอื่ ทดแทนกบั สภาพภมู อิ ากาศทแี่ หง้ แลง้
อกี สงิ่ หนงึ่ ทม่ี ชี อื่ เสยี งเปน็ อยา่ งมากของภาคอสี านกค็ อื อาหาร โดยเฉพาะ
“สม้ ตำ� ” ซงึ่ เปน็ ทนี่ ยิ มของผคู้ นทกุ ภาคในประเทศไทย โดยเครอ่ื งปรงุ หลกั
ทีข่ าดไมไ่ ด้ส�ำหรบั อาหารอสี าน คอื “ปลารา้ ” หรอื ทชี่ าวอสี านเรียกวา่
“ปลาแดก” ๑๐

๑๐ กรมส่งเสรมิ วัฒนธรรม. วฒั นธรรม วถิ ชี ีวิตและภูมปิ ัญญา. กรุงเทพ ฯ : รุง่ ศลิ ป์การพมิ พ,์ ๒๕๕๙ : ๒๒.

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 26

อย่างไรก็ดี มรดกภูมิปัญญาอีสานในที่น้ีมีนัยถึงมรดก ท้ังนี้ มรดกภูมิปัญญาอีสานภายในเล่ม ถือเป็นการประมวล
ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมทยี่ งั คงมอี ยู่ โดยไดร้ บั การสบื สานและถา่ ยทอด องค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในภูมิภาคอีสานทุกกลุ่ม
อยู่ในพ้ืนที่ภาคอีสานของประเทศไทย และเพ่ือให้ง่ายต่อการท�ำ วัฒนธรรม ครอบคลมุ พน้ื ทท่ี ่รี าบสูงโคราชทัง้ หมด ในพน้ื ที่ ๒๐ จังหวัด
ความเข้าใจ จึงได้ใช้ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมตาม และโดยส่วนใหญ่เป็นรายการมรดกภูมิปัญญาที่ได้รับการประกาศ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้วในระหว่าง
พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นส่ิงจัดแบ่งมรดกภูมิปัญญาอีสานออกเป็นลักษณะ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๖๑ ซ่งึ มรดกภมู ิปัญญาเหล่าน้อี าจจะเกดิ ข้นึ อยู่
ต่าง ๆ ดังนี้ ในดินแดนภาคอีสานหรือพ้ืนที่กลุ่มชาติพันธุ์ใกล้เคียงเอง หรือเป็น
๑) วรรณกรรมพนื้ บ้านและภาษา ภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นในภาคอ่ืน ๆ ของประเทศไทยแล้วภาคอีสานรับมา
๒) ศลิ ปะการแสดง ผสมผสานทางวัฒนธรรมจนกลายเป็นส่วนหน่ึงของตนเอง รวมท้ัง
๓) แนวปฏบิ ตั ิทางสงั คม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล อาจจะเป็นภูมิปัญญาท่ีเกิดข้ึนและมีอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย
๔) ความร้แู ละการปฏบิ ตั ิเก่ียวกบั ธรรมชาตแิ ละจักรวาล กระท่ังในที่สุดมีการพัฒนา รวมไปถึงมีการสืบทอดและถ่ายทอดจาก
๕) งานชา่ งฝีมือด้ังเดิม รุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนอีสาน หรือท่ีเรียกว่า
๖) การเลน่ พน้ื บา้ น กฬี าพน้ื บา้ น และศลิ ปะการตอ่ สปู้ อ้ งกนั ตวั “มรดกภูมิปัญญาอสี าน” น่ันเอง

27



มรดกภูมิปัญญาอสี าน

ดา้ นวรรณกรรแมลพะื้นภบาษา้ นา

วรรณกรรมพน้ื บา้ น หมายความวา่ เรอ่ื งราวทถ่ี า่ ยทอดอยใู่ นวถิ ชี วี ติ ชาวบา้ น ดว้ ยวธิ กี ารบอกเลา่ เขยี นเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร หรอื เปน็ ภาพ
วรรณกรรมพนื้ บา้ น แบง่ ออกเป็น ๗ ประเภท ดังต่อไปนี้
๑. นทิ านพ้นื บา้ น หมายความว่า เรือ่ งเลา่ พ้นื บา้ นทส่ี ืบทอดกันมา เชน่ นิทานจกั ร ๆ วงศ์ ๆ นทิ านประจ�ำถิ่น นิทานคติ นิทานอธบิ ายเหตุ
นทิ านเรอื่ งสัตว์ นทิ านเรอื่ งผี นทิ านมุกตลก นทิ านเรื่องโม้ นิทานลกู โซ่ หรือเรอื่ งเล่าอื่นทมี่ ลี กั ษณะเปน็ นิทานพืน้ บา้ น
๒. ต�ำนานพื้นบ้าน หมายความวา่ เร่ืองเลา่ ท่มี ีความสมั พนั ธ์กบั ความเช่ือ สง่ิ ศกั ดส์ิ ิทธิ์ พธิ ีกรรม ศาสนา และประวตั ิศาสตร์ในท้องถ่ิน
๓. บทรอ้ งพน้ื บ้าน หมายความวา่ ค�ำร้องทีส่ ืบทอดกนั มาในแต่ละโอกาส เชน่ บทกลอ่ มเด็ก บทรอ้ งเล่น บทเกย้ี วพาราสี บทร้องเพลง
พน้ื บ้าน บทจอ๊ ย ค�ำเซิง้ หรือค�ำรอ้ งอ่นื ทีม่ ลี กั ษณะเปน็ บทรอ้ งพน้ื บา้ น
๔. บทสวดหรอื บทกลา่ วในพธิ กี รรม หมายความวา่ คำ� สวดทใ่ี ชป้ ระกอบในพธิ กี รรม เชน่ คำ� บชู า คำ� สมา คำ� เวนทาน คำ� ใหพ้ ร คำ� อธษิ ฐาน
คาถา บทท�ำขวญั บทอานิสงส์ บทประกอบการรักษาโรคพ้นื บ้าน หรือค�ำสวดอน่ื ท่ีมีลกั ษณะเป็นบทสวดหรอื บทกล่าวในพิธีกรรม
๕. ส�ำนวน ภาษิต หมายความวา่ คำ� พูดหรอื ค�ำกล่าวท่ีมีสมั ผสั คล้องจองกนั เพ่อื ความสนุกสนาน หรือใชใ้ นการสง่ั สอน เช่น โวหาร ค�ำคม
คำ� พังเพย ค�ำอุปมาอปุ ไมย ค�ำผวน หรอื คำ� พดู หรือค�ำกล่าวอ่ืนที่มีลกั ษณะเป็นส�ำนวน ภาษิต

มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน 30

๖. ปริศนาค�ำทาย หมายความว่า ข้อความที่ตั้งเป็นค�ำถาม เพ่ือให้ผู้ตอบได้ทายหรือตอบปัญหา เช่น ค�ำทาย ปัญหาเชาวน์ ผะหมี
หรอื ข้อความอื่นท่มี ีลกั ษณะเปน็ ปรศิ นาค�ำทาย
๗. ต�ำรา หมายความว่า องค์ความรู้ทม่ี ีการเขียนบันทึกในเอกสารโบราณ เช่น ต�ำราโหราศาสตร์ ต�ำราดูลกั ษณะคนและสัตว์ ตำ� รายา
หรอื องคค์ วามรู้อน่ื ทีม่ ีลกั ษณะเปน็ ตำ� รา
ภาษา หมายความว่า เคร่ืองมือที่ใช้สื่อสารในวิถีชีวิตของแต่ละกลุ่มชน ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน
ทงั้ เสยี งพูด ตัวอกั ษร หรอื สัญลกั ษณ์
ภาษา แบง่ ออกเปน็ ๔ ประเภท ดงั ต่อไปนี้
๑. ภาษาไทย หมายความวา่ ภาษาประจ�ำชาติ หรือภาษาราชการท่ีใชใ้ นประเทศไทย
๒. ภาษาถ่ิน หมายความว่า ภาษาไทยท่ีใช้ส่ือสารในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นกลาง ภาษาไทยถิ่นอีสาน ภาษาไทยถิ่นเหนือ
และภาษาไทยถนิ่ ใต้
๓. ภาษาชาตพิ นั ธ์ุ หมายความวา่ ภาษาทีใ่ ช้สอื่ สารในชุมชนทอ้ งถ่นิ ของประเทศไทย เชน่ ภาษาเขมรถนิ่ ไทย ภาษามง้ ภาษาชอง ภาษา
มอแกน ภาษาลือ้ ภาษาญอ้ ภาษาพวน หรือภาษาอน่ื ที่มลี ักษณะเปน็ ภาษาชาติพนั ธ์ุ
๔. ภาษาสญั ลักษณ์ หมายความวา่ ภาษาที่ใชต้ ิดตอ่ สอ่ื สารดว้ ยภาษามือ ภาษาทา่ ทาง อักษร หรือสัญลกั ษณ์อื่นที่ใช้ในการตดิ ตอ่ ส่ือสาร

31

นิทานท้าวปาจิต-อรพิมพ์

ประวัติความเปน็ มา ความสำ� คญั และคณุ ค่าแหง่ มรดกภูมปิ ัญญา
พระปาจิต-นางอรพิมพ์ หรือ นางอรพิมพ์-ท้าวปาจิต นทิ านเรอื่ งนี้ นอกจากจะเปน็ ตำ� นานของปราสาทหนิ พมิ ายแลว้
เป็นนิทานท้องถิ่นขนาดยาวที่เก่ียวเนื่องกับโบราณสถานปราสาทหิน ชอื่ สถานทต่ี า่ ง ๆ ในเรอ่ื งทอี่ ยใู่ นเสน้ ทางจากบรเิ วณลำ� ปลายมาศไปจนถงึ
ชื่อบ้านนามเมืองและสถานท่ีต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้�ำมูลแถบจังหวัด เมอื งพมิ าย ยงั เปน็ เส้นทางโบราณเก่าแก่ที่แสดงร่องรอยประวัติศาสตร์
นครราชสีมาและจังหวัดบุรีรัมย์ นิยมเล่ากันในกลุ่มคนไทยโคราช ของอาณาจกั รขอมโบราณหรอื เจนละ ในชว่ งปลายพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑ -
และกลุ่มคนไทย – เขมร ตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ กษตั รยิ ค์ นสำ� คญั ของเจนละ คอื เจา้ ชายจติ รเสนะ
หรือมเหนทรวรมัน ผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ไศวนิกายท่ีขยายอ�ำนาจ
นิทานเร่ืองน้ีมีเนื้อหาว่าด้วยเร่ืองของคู่รักท่ีต้องพลัดพราก จากบุรีรัมย์ สุรินทร์ ขึ้นมาทางท่ีราบสูงโคราช หลังยึดอาณาจักรฟูนัน
จากกัน นางอรพิมพ์เป็นชาวลุ่มน�้ำมูลแถบเมืองพิมาย ส่วนพระปาจิต ซึ่งเป็นอาณาจักรของกษัตริย์นับถือพุทธศาสนาในปลายพุทธศตวรรษ
มาจากเมืองเขมรนครธม ยกทัพข้ึนมาแย่งชิงนางอรพิมพ์คืนจาก ท่ี ๑๑ พระองคย์ กทัพข้ึนไปตามลำ� น้�ำโขง ปราบเมอื งต่าง ๆ ของเจนละ
พระเจ้าพรหมทตั แหง่ เมอื งพมิ าย ตา่ งฝ่ายต่างต้องเผชญิ อปุ สรรคต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองเศรษฐปุระ ซง่ึ เป็นเมอื งหลวงในขณะน้นั
กว่าจะได้กลับมาอยูร่ ว่ มกนั อีกครั้งหนง่ึ ปจั จบุ นั ไดม้ กี ารนำ� เรอ่ื งนม้ี าใชใ้ นการทอ่ งเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรม
หน่วยงานในท้องถิ่นมีการส่งเสริมเส้นทางท่องเท่ียวที่อ�ำเภอพิมาย
โครงเร่ืองและเนื้อเร่ืองส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน ต่างกันท่ี จงั หวดั นครราชสมี าตามรอยนทิ านเรอื่ งทา้ วปาจติ -นางอรพมิ พ์นอกจากน้ี
รายละเอยี ด เชน่ ในสำ� นวนลายลกั ษณอ์ กั ษร นางเปน็ หญงิ เจา้ อบุ ายสงั หาร ยงั มกี ารจดั แสดงแสงเสยี ง เพอ่ื สง่ เสรมิ และประชาสมั พนั ธก์ ารทอ่ งเทยี่ ว
คศู่ ตั รดู ว้ ยตนเอง ในนทิ านทอ้ งถน่ิ นางเปน็ ทมี่ าของชอ่ื พชื พรรณไมต้ า่ ง ๆ อกี ด้วย
และโบราณสถานในเขตจังหวัดนครราชสีมา ส่วนพระปาจิตก็เป็นท่ีมา
ของช่ือบา้ นนามเมืองตา่ ง ๆ ในเขตจงั หวัดบรุ ีรัมย์ โดยเฉพาะทีป่ ราสาท การประกาศขึ้นบัญชี
หินพมิ าย อ�ำเภอพิมาย นทิ านทา้ วปาจติ -อรพมิ พ์ ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศักราช ๒๕๕๘

มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี าน 32

นิทานปัญญาสชาดก

ประวัตคิ วามเปน็ มา
ปญั ญาสชาดก หรือ ปณั ณาสชาดก
เปน็ ชาดกนอกนิบาตหรอื พาหริ ชาดก แตง่ ข้นึ
โดยน�ำนิทานจากอรรถกถาชาดกและนิทาน
พื้นบ้านมาดัดแปลงให้เป็นเร่ืองราวของ
พระโพธิสัตว์ในชาติภพต่าง ๆ ให้ต้นเรื่อง
มีสถานที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าชาดกและ
เหตทุ ปี่ รารภชาดกและตอนทา้ ยมปี ระชมุ ชาดก
กล่าวถึงตัวละครในเร่ืองมาเกิดเป็นใครใน
ปัจจุบัน ชาดกแต่ละเรื่องมุ่งสอนหลักธรรม
ทางพระพุทธศาสนา อาจมีหลักธรรมส�ำคัญ
หน่ึงอย่างหรือหลายอย่างอยู่ในเร่ืองเดียวกัน
แต่ในความเป็นนิทานพื้นบ้านจึงยังคงสร้าง
ความสนุกสนานเพลิดเพลนิ ใหแ้ ก่ผู้ฟงั

33

เปน็ เรอ่ื งเลา่ สำ� นวนเทศนแ์ ลว้ ยงั เปน็ ตน้ เคา้ ใหง้ านจติ รกรรม วรรณกรรม
นาฏกรรม และประติมากรรม อีกเปน็ จำ� นวนมาก โดยเฉพาะวรรณคดี
ไทยและวรรณกรรมท้องถ่นิ จ�ำนวนไม่นอ้ ยทมี่ ที ี่มาในปัญญาสชาดกน้ี

ความส�ำคญั และคณุ ค่าแหง่ มรดกภมู ิปญั ญา การประกาศข้ึนบญั ชี
เชื่อกันว่า ปัญญาสชาดก แต่งข้ึนประมาณ พ.ศ. ๒๐๐๐ – นิทานปัญญาสชาดก ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
๒๒๐๐ มี ๕๐ เร่ือง แบ่งเป็น ๕ วรรค ในชาดกท้ัง ๕๐ เรื่องน้ัน ภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศักราช ๒๕๕๖
มีเร่ืองท้าวสีทนอยู่ด้วย เรียกช่ือว่า “สุธนชาดก” เร่ืองพระสุธนน้ีได้
แพร่กระจายไปในท้องถิ่นต่าง ๆ ของไทยและกวีได้ประพันธ์ขึ้นด้วย
ภาษาถิ่นน้ัน และฉันทลักษณ์ท้องถ่ินน้ัน ๆ โดยในภาคอีสานแต่งเป็น
โคลงสาร หรือบางคนเรียกว่า “กลอนล�ำ” ช่ือว่า “ท้าวสีทน”
ซ่ึงพระภิกษุสงฆ์นิยมน�ำมาเทศน์ เพราะชาวอีสานถือว่าเป็นชาดก
(คอื ชาดกนอกนิบาต) เนื่องจากในต้นฉบบั กลา่ ววา่ ทา้ วสีทน (พระสุธน)
เป็นชาติหน่ึงของพระพุทธเจ้า และตอนจบเร่ืองยังมีประมวลชาดก
ที่กล่าวว่าตัวละครตัวใดบ้างที่กลับชาติมาเป็นพระพุทธเจ้าและ
พระญาตใิ นชาตปิ ัจจบุ นั ดังภาคอสี านเรียกว่า “ม้วนอสี าน”

ปัญญาสชาดก มีความแพร่หลายทง้ั ในล้านนา ไทย พมา่ ลาว
เขมร และชนชาติไทในประเทศจีน แต่เดิม ปัญญาสชาดก แต่งเป็น
ภาษาบาลีแลว้ แปลเปน็ ภาษาลา้ นนากอ่ นจะเปน็ ภาษาตา่ งๆชาดกเหลา่ น้ี
ใช้เทศนาสั่งสอนพุทธธรรมและมีอิทธิพลต่อชีวิตคนไทยเป็นอย่างมาก
ดังจะพบว่ามีชาดกท่ีจัดเป็นปัญญาสชาดกอยู่เป็นจ�ำนวนมาก
และบางเรอ่ื งกม็ หี ลายสำ� นวน รวมทงั้ มกี ารคดั ลอกตอ่ ๆ กนั มา นอกจาก

มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 34

นิทานพระรถ-เมรี

ประวัตคิ วามเป็นมา
นิทานพระรถหรือนิทานพระรถ-เมรี เป็นนิทานที่เป็นที่รับรู้แพร่หลายในทุกภาค
ของไทย โดยภาคอีสานจะเรียกช่ือ พระพุทธเสน-นางกังรี หรือตำ� นานภูท้าวภนู าง สันนษิ ฐานว่า
ในช้ันต้นเป็นนิทานพ้ืนบ้านที่เล่าต่อ ๆ กันมาแบบมุขปาฐะ ภายหลังมีการน�ำไปแต่งเป็น
ภาษาบาลแี ละรวบรวมไวเ้ ปน็ เรอื่ งหนง่ึ ในปญั ญาสชาดก ดว้ ยเรอื่ งรถเสนชาดก ซง่ึ ทำ� ใหพ้ ระรถเสน
มฐี านะเปน็ พระโพธสิ ตั ว์ ความเปน็ ทน่ี ยิ มของเรอ่ื งพระรถ-เมรี ทำ� ใหม้ กี ารอา้ งถงึ ตวั ละครทงั้ สองน้ี
ในวรรณคดีเรอ่ื งอนื่ ๆ ดว้ ย เชน่ ในโคลงนริ าศหริภญุ ชยั จินดามณี และกาพย์ห่อโคลงศรีมโหสถ
นอกจากนีย้ งั ปรากฏการประพันธใ์ นรูปแบบต่าง ๆ จ�ำนวนมาก ทง้ั ลายลักษณ์ ไดแ้ ก่ กลอนบท
ละคร กลอนอ่านหรือกลอนนทิ าน กลอนนิราศ กาพยข์ บั ไม้ คำ� ฉันท์ และแตง่ เป็นมขุ ปาฐะหรือ
เพลงพ้ืนบา้ น ได้แก่ เพลงกลอ่ มเดก็ เพลงทรงเครอื่ ง เพลงขอทาน เปน็ ตน้
นทิ านพระรถ มเี นอื้ เรอ่ื งหลกั แบง่ เปน็ สองภาค คอื ภาคชวี ติ ของนางสบิ สอง มารดาของ
พระรถและภาคชีวิตของพระรถ

35

ความส�ำคัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภูมิปญั ญา การประกาศขึ้นบัญชี
เร่ืองราวของพระรถ-เมรี เป็นนิทานที่อธิบายถึงที่มาของ นิทานพระรถ-เมรี ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ภมู นิ ามในสถานทต่ี า่ ง ๆ ซงึ่ ชาวบา้ นเชอ่ื กนั วา่ ครง้ั หนงึ่ เรอ่ื งราวในนทิ าน ภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘
พระรถเคยเกิดขึ้นจริงในบริเวณน้ัน ๆ จนกลายเป็นนิทานประจ�ำถิ่น
(legend) มาจนปจั จบุ นั โดยมคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั ภมู นิ ามในภมู ภิ าคตา่ ง ๆ
ในภาคอีสาน พบว่ามีนิทานพระรถ-เมรี แพร่หลายไม่น้อย
หากแตส่ ถานทท่ี ใี่ ชอ้ ธบิ ายจะใชอ้ ธบิ ายภเู ขาในประเทศลาว โดยกลา่ วถงึ
ภูท้าวภูนางที่เมืองหลวงพระบาง ว่าเป็นภูเขาของพระพุทธเสนกับ
นางกังรี และมีถำ้� นางสิบสองท่ีเมอื งจ�ำปาศักดิ์

ปจั จบุ นั สถานทท่ี เี่ กย่ี วขอ้ งกบั นทิ านพระรถ-เมรี ตา่ งนำ� นทิ าน
ไปเผยแพรแ่ ละตอ่ ยอดไปสกู่ ารทอ่ งเทยี่ วเชงิ วฒั นธรรม “ตามรอยนทิ าน
พระรถ-เมรี” นอกจากน้ี ยังเผยแพรใ่ นรปู แบบการแสดงตา่ ง ๆ ทง้ั ใน
รูปแบบของละครนอก ละครชาตรี ลเิ ก หมอล�ำ มาอย่างตอ่ เนือ่ ง นิทาน
พระรถ-เมรี จึงนับว่าเป็นนิทานเร่ืองส�ำคัญเร่ืองหน่ึงในวัฒนธรรมไทย
ท่ีอาจได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมต่าง ๆ จนพัฒนาการเป็นนิทาน
ท้องถิ่นของไทยท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมไทย
ในทส่ี ุด

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 36

นิทานสังขท์ อง

ประวัติความเป็นมา ความสำ� คัญและคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมปิ ัญญา
นทิ านสังขท์ อง เป็นนทิ านทค่ี นไทยในทอ้ งถิ่นตา่ ง ๆ คุน้ เคย นอกจากความแพร่หลายของนิทานสังข์ทองส�ำนวนต่าง ๆ
และชน่ื ชอบ ดังปรากฏแพร่หลายในทอ้ งถนิ่ ต่าง ๆ หลากหลายส�ำนวน แล้วยังปรากฏว่ามีนิทานที่มีเรื่องท�ำนองเดียวกันน้ีอีกหลายเรื่องใน
เป็นนิทานที่ปรากฏทั้งในรูปแบบมุขปาฐะและลายลักษณ์ ส�ำนวน ทอ้ งถน่ิ ตา่ ง ๆ เชน่ ก่�ำกาดำ� แพะคำ� ท้าวเตา่ สุวรรณสิรสา แตงเขียว
ลายลักษณ์ท่ีเก่าแก่ท่ีสุด คือ สุวรรณสังขชาดก ใน ปัญญาสชาดก นิทานเหล่าน้ีแม้ไม่ใช่เรื่องสังข์ทอง แต่มีโครงเรื่องท่ีคล้ายคลึงกัน
นอกจากนี้ ยังมีส�ำนวนลายลักษณ์ในท้องถิ่นต่าง ๆ ด้วย เช่น กล่าวคือ เป็นเร่ืองของพระเอกที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปลักษณ์ท่ีต�่ำต้อยหรือ
สุวรรณสังขกุมาร ของภาคอสี าน สังขท์ องค�ำกาพย์ ของภาคใต้ ผิดปกติ พระเอกรักกับนางเอกซ่ึงเป็นหญิงสูงศักดิ์ จึงถูกพ่อตากีดกัน
แต่ในท่ีสุดพระเอกก็สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าในรูปที่อัปลักษณ์
ตำ�่ ตอ้ ยนั้น แท้จรงิ แล้วมี “ความด”ี และ “ความงาม” ซอ่ นอยู่ พระเอก
จึงได้รับการยอมรับในท่ีสุด นิทานที่มีเร่ืองราวท�ำนองนี้มีอยู่หลายเรื่อง
และแพร่หลายมากในขุมคลังนิทานของไทย จึงกล่าวได้ว่านิทานท่ีมี
เรื่องประเภทนีเ้ ป็นเรื่องที่ “ต้องรสนิยม” ของคนไทยมาก
นอกจากความนยิ มนทิ านสงั ขท์ องในรปู แบบของวรรณกรรมแลว้
นิทานสังข์ทองยังมีความสัมพันธ์และบทบาทในวิถีชีวิตไทยด้านต่าง ๆ
เชน่ ชอื่ สถานท่ี สำ� นวนไทย เพลงพน้ื บา้ น ปรศิ นาคำ� ทาย ตำ� ราพยากรณ์
ชีวิต จติ รกรรม ตลอดจนศิลปะแขนงต่าง ๆ
ปัจจุบันนิทานสังข์ทองยังได้รับความนิยมและด�ำรงอยู่ใน
รูปแบบต่าง ๆ เชน่ เนอ้ื หาในหนงั สอื แบบเรียนหลายหลกั สูตร หนงั สอื
การ์ตูน หนังสือนิทาน ภาพยนตร์การ์ตูน ละครพ้ืนบ้าน นวนิยาย
ตลอดจนงานศิลปะร่วมสมัย เช่น งานประติมากรรม การแสดงหุ่น
สมยั ใหม่ นอกจากน้ี เนือ้ หาและตัวละครจากนทิ านสงั ขท์ องยังสมั พนั ธ์
กับสิ่งอื่น ๆ เช่น ชื่อพันธุ์ไม้ รุ่นพระเครื่อง ช่ือรายการโทรทัศน์ ฯลฯ
กล่าวได้ว่านิทานสังข์ทอง เป็นนิทานที่คนไทยคุ้นเคยและช่ืนชอบ
มาหลายยุคหลายสมัย นับเป็นมรดกทางจินตนาการของคนไทย
ท่ดี ำ� รงอยู่ในวถิ ีชีวติ ไทยอย่างตอ่ เนอื่ งตง้ั แต่อดตี จนถึงปจั จบุ ัน

การประกาศขน้ึ บญั ชี
นทิ านสงั ขท์ อง ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๕๓

37

ตำ� นานกบกนิ เดือน

ประวัติความเป็นมา ความสำ� คัญและคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมิปญั ญา
ต�ำนานกบกินเดือน เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านท่ีแสดงความเชื่อ ต�ำนานกบกินเดือน พบในกลุ่มไทยอีสานและไทยวนล้านนา
ของชาวบา้ นในการอธบิ ายเหตเุ กย่ี วกบั การเกดิ สรุ ยิ คราสและจนั ทรคราส
ซ่ึงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซ่ึงผู้คนในอดีตเช่ือว่าเกิดขึ้น รวมทั้งกลุ่มคนลาวในประเทศลาวและไทด�ำไทขาวในเวียดนามด้วย
เพราะอทิ ธปิ าฏหิ าริยแ์ ละส่งิ เหนอื ธรรมชาติท่ีมีพลงั อ�ำนาจศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ทั้งน้ี เรื่องกบกินเดือนกบกินตะวัน เป็นเรื่องราวท่ีสร้างสรรค์ข้ึนมา
จากคติความเชื่อท่ีมีมาแต่เดิมของกลุ่มคนไท ซึ่งยังคงมีกลิ่นอายของ
จากการส�ำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับต�ำนาน การนบั ถอื ธรรมชาตแิ ละการนบั ถอื ผปี ะปนรวมอยดู่ ว้ ย ดงั จะเหน็ ไดจ้ าก
กบกินเดือนในวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนไทย-ไทท้ังในประเทศไทยและ รูปสัตว์สัญลักษณ์ที่ท�ำให้เกิดเหตุการณ์สุริยคราสและจันทรคราส คือ
นอกประเทศไทย พบวา่ การเรยี กชอื่ เหตกุ ารณส์ รุ ยิ คราสและจนั ทรคราส “กบ” ท่เี ปน็ ตัวละครทที่ ำ� ให้เกดิ ปรากฏการณ์นี้ข้นึ มา
มีลักษณะเหมือนคล้ายและแตกต่างกัน กล่าวคือ บางถ่ินจะเรียก คติการเรียกสุริยคราสและจันทรคราสว่า “กบกินเดือน/
สุรยิ คราสว่า ตะวันจั๋บ ราหสู นู ตาเว้น แงงกนิ ตาเว้น หมกี ินตะวัน ราหู กบกนิ ตะวนั ” ซงึ่ ในตำ� นานกลา่ ววา่ กบเปน็ ผมู้ ากลนื กนิ พระอาทติ ยแ์ ละ
อมพระอาทิตย์ หรือ กบกินตะวัน ส่วนจันทรคราส จะเรียกว่า พระจนั ทร์ไปจนท�ำใหเ้ กิดอุปราคาน้นั นับว่าเป็นระบบความเชอื่ ดงั้ เดมิ
จะคาดตอื เดอื น เดือนจ๋บั ราหูอมจันทร์ ราหูสนู จนั ทร์ หรอื กบกินเดือน
เปน็ ตน้ อยา่ งไรกต็ าม คำ� เรยี กเหตกุ ารณส์ รุ ยิ คราสและจนั ทรคราสทนี่ ยิ ม ของคนไทที่มีระบบคิดเกี่ยวกับอ�ำนาจเหนือ
และร้จู กั กนั แพรห่ ลายในกลุ่มชาติพนั ธ์ุไทกลมุ่ ต่าง ๆ โดยเฉพาะคนไทย ธรรมชาติผ่านสัญลักษณ์รูปกบศักดิ์สิทธ์ิเป็น
ที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทย รวมทั้งคนไทยวนล้านนาและไทยอีสาน หลักส�ำคัญ ดังจะเห็นได้จากการนับถือบูชา
สว่ นมากจะเรียกเหตุการณ์นี้วา่ “กบกนิ เดือนและกบกินตะวนั ” รูปกบว่าเป็นสิ่งศักด์ิสิทธ์ิบ้าง เป็นบรรพบุรุษ
ของมนุษย์บ้าง เป็นตัวแทนของความอุดม
สมบูรณ์บ้าง รวมท้ังยังเป็นสัตว์ที่ใช้ในเชิง
พิธีกรรมด้วย ดังจะเห็นได้จากในประเพณี
บุญบั้งไฟของชาวไทยอีสานก็จะมีการเทศน์
พญาคันคาก ซ่ึงมีสัตว์สัญลักษณ์ที่มีความคล้ายคลึงกับตัวกบที่โยงใย
กับเรื่องความอุดมสมบูรณ์แห่งน้�ำฟ้าน้�ำฝน หรือภาพเขียนสีโบราณ
ตามผนังถ้�ำหลายแห่งในไทย ก็จะมีรูปกลุ่มคนยืนเต้นในพิธีกรรม
ท�ำท่าทางกางแขนกางขาคล้ายกบ รวมท้ังหน้ากลองมโหระทึกท่ีมี
รปู กบนน้ั ในบางถิน่ บางท่ีกจ็ ะเรียกว่า “กลองกบ” ดว้ ยเช่นกัน

การประกาศขึ้นบญั ชี
ต�ำนานกบกินเดือน ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
ภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศักราช ๒๕๕๖

มรดกภูมิปญั ญาอีสาน 38

ตำ� นานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ประวตั ิความเปน็ มา
ต�ำนานเร่ือง “ก่องข้าวน้อย” หรือ
บางทีเรียกว่า “ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” เป็น
นทิ านอธบิ ายทมี่ าของการสรา้ งศาสนสถาน คอื
พระธาตุก่องข้าวน้อย ซ่ึงเป็นศิลปะแบบขอม
ตัง้ อย่กู ลางท่งุ นาบ้านตาดทอง ต�ำบลตาดทอง
อ�ำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ท้ังนี้ ค�ำว่า
“ก่องขา้ ว” หรือ กล่องขา้ ว เป็นเครอื่ งจักสาน
ท่ีใช้เป็นภาชนะบรรจุข้าวเหนียวน่ึงของ
ชาวอสี านและล้านนา

39

ความสำ� คัญและคณุ คา่ แหง่ มรดกภมู ิปัญญา

ต�ำนานเร่ือง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ มีทั้งประเภทมุขปาฐะและลายลักษณ์ (ใบลาน
และหนังสือ) เป็นนิทานพ้ืนบ้านท่ีรับรู้กันโดยทั่วไปในสังคมไทย แม้เชื่อว่าจะมีท่ีมาจากนิทาน
พ้ืนบ้านของอีสาน แต่ในปัจจุบันต�ำนานเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
ดังปรากฏในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของหมอล�ำเร่ืองอีสาน ลิเกของภาคกลาง
ละครซอภาคเหนือ หนังตะลุง เพลงลูกทุ่ง เพลงแหล่ เทศน์แหล่แบบอีสาน บทสวดสรภัญญะ
ลำ� ซงิ่ ภาพยนตร์ ภาพจติ รกรรม วีซดี กี ารแสดง และการ์ตูนแอนเิ มช่นั ซึ่งล้วนมีการนำ� เอาโครง
เรื่องต�ำนานกอ่ งขา้ วนอ้ ยฆา่ แม่ มาสรา้ งสรรค์ดดั แปลงเป็นขอ้ มลู ทางวัฒนธรรมของไทยมาจนถงึ
ทกุ วันน้ี
การประกาศข้ึนบัญชี
ตำ� นานกอ่ งขา้ วนอ้ ยฆา่ แม่ ไดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
ของชาติ ประจ�ำปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๖

มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 40

ตำ� นานเจา้ แมส่ องนาง

ประวตั ิความเป็นมา ชุมชนต่าง ๆ ที่นับถือเจ้าแม่สองนาง จึงต้องบวงสรวงและ
ต�ำนานเจา้ แม่สองนาง เปน็ เร่ืองเล่า เซน่ ไหวเ้ ปน็ ประจำ� ทกุ ๆ ปี เพอ่ื แสดงความกตญั ญตู ่อบรรพบุรษุ ของตน
เกี่ยวกับพระธิดาหรือลูกหลานของเจ้าเมือง รวมท้ังการร้องขอความอุดมสมบูรณ์และความสันติสุขของชุมชน
ห รื อ นั ก ร บ เ วี ย ง จั น ท น ์ ใ น ส มั ย โ บ ร า ณ ในทุกชุมชนยังมีความเช่ือในต�ำนานเรื่องเจ้าแม่สองนางอย่างแนบแน่น
เปน็ บคุ คลสำ� คญั ทช่ี าวบา้ นในอสี านหลายจงั หวดั และยงั ถอื ปฏบิ ตั กิ ารบวงสรวงเซน่ ไหวใ้ นชว่ งเดอื น ๖ กนั เปน็ ประจำ� ทกุ ปี
เชอื่ วา่ เปน็ บรรพบุรษุ ของตน มคี วามศักดสิ์ ทิ ธ์ิ ตำ� นานและความเชอ่ื เรอ่ื งเจา้ แมส่ องนางในเขตชมุ ชนเมอื งและ
สามารถปกป้องคุ้มครองให้ตนและชุมชน จงั หวดั มกั จะไดค้ วามสนใจจากกลมุ่ นกั ทอ่ งเทย่ี วอยา่ งมาก เพราะหนว่ ย
รอดพ้นจากภัยอันตรายทง้ั ปวงได้ งานการท่องเท่ียวในแต่ละจังหวัดจะน�ำต�ำนานเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนาง
ลงในเว็บไซตข์ องจงั หวัด ในเชิงประชาสัมพันธ์สถานทส่ี �ำคัญของจงั หวัด
ต�ำนานเจ้าแม่สองนาง ส่วนใหญ่ จงึ ทำ� ใหต้ ำ� นานและความเชอื่ เรอ่ื งเจา้ แมส่ องนาง ไดร้ บั การเผยแพรแ่ ละ
มีลักษณะโครงเรื่องท่ีคล้ายกัน คือ พระธิดา เป็นทร่ี ้จู กั กันอยา่ งกว้างขวางทงั้ ในเมืองไทยและในประเทศเพือ่ นบา้ น
หรอื ลกู หลานของเจา้ เมอื ง หรือนักรบ ซึง่ เป็น
พน่ี อ้ งกนั หรอื ฝาแฝดกนั ลอ่ งเรอื อพยพมาตาม การประกาศข้นึ บัญชี
แม่น�้ำโขง แล้วเรือล่มเสียชีวิตในแม่น�้ำโขง ต�ำนานเจ้าแม่สองนาง ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
ตอ่ มาวญิ ญาณไดป้ รากฏใหช้ าวบา้ นตามชมุ ชน ภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๕
ต่าง ๆ หรือเป็นผู้ติดตามนักรบไปทางบก ต่อมาเสียชีวิตบ้าง ต�ำนาน
เรื่องเจ้าแม่สองนางเป็นเรื่องเล่าที่สัมพันธ์กับประวัติการอพยพย้ายถ่ิน
ของผู้คนและชุมชนท่ีเคยเป็นหัวเมืองเก่าในสมัยอาณาจักรล้านช้าง
มากอ่ นเกอื บทั้งสิ้น

ความส�ำคัญและคุณคา่ แห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา
ต�ำนานเจ้าแม่สองนาง เป็นเรื่องเล่าที่แพร่หลายในชุมชน
ชายฝง่ั แมน่ ำ�้ โขงและภาคอสี านตอนกลางทม่ี ศี าลหรอื หอเจา้ แมส่ องนาง
ต้ังอยู่หลายพ้ืนท่ี คือ ท่ีอ�ำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อ�ำเภอเมือง
หนองบัวล�ำภู จังหวัดหนองบัวล�ำภู อ�ำเภอศรีเชียงใหม่ อ�ำเภอท่าบ่อ
ตำ� บลเวยี งคกุ ชมุ ชนวดั หายโศก อำ� เภอเมอื ง บา้ นแพงใต้ ตำ� บลบา้ นแพง
อ�ำเภอบ้านแพง บ้านนาเขท่า ต�ำบลนาเข อำ� เภอบ้านแพง บ้านน้�ำก�่ำ
อ�ำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อ�ำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัด
มุกดาหาร อำ� เภอเมือง จังหวัดขอนแก่น บา้ นสงิ ห์ทา่ และบ้านสิงห์โคก
อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดยโสธร

41

ตำ� นานผาแดงนางไอ่

ประวตั คิ วามเป็นมา
ต�ำนานผาแดงนางไอ่ เป็นต�ำนาน
ประจ�ำถิ่นในวัฒนธรรมพ้ืนบ้านของไทย
ภาคอสี านมาแตค่ รงั้ อดตี มที งั้ สำ� นวนมขุ ปาฐะ
และส�ำนวนลายลักษณ์ ซ่ึงพบอยู่ในหนังสือ
ผูกใบลาน มีบันทึกเป็นท้ังตัวอักษรไทยน้อย
และตัวธรรมอีสานตามวัดต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค
อีสาน รวมท้ังในประเทศลาว ผู้คนส่วนใหญ่
เรียกวรรณกรรมเรื่องน้ีว่า ต�ำนานท้าวผาแดง
นางไอ่ บา้ งกเ็ รียกวา่ ผาแดงนางไอ่คำ�
มรดกภูมปิ ญั ญาอีสาน 42

ความส�ำคญั และคุณค่าแหง่ มรดกภูมิปัญญา ตำ� นานประจำ� ถนิ่ เรอ่ื ง ผาแดงนางไอ่ มีบทบาทและการด�ำรง
เน้ือหาของผาแดงนางไอ่ เป็นเร่ืองเล่าท่ีใช้ในการอธิบาย อยู่ในวิถีชีวิตในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากในงานประเพณีการจุดบ้ังไฟ
สภาพภูมิศาสตร์ ภูมินามในชุมชนหมู่บ้านของชาวอีสานอีกหลายแห่ง ของชาวไทยอสี านในหลาย ๆ ชมุ ชน ยงั คงนยิ มสรา้ งสรรคข์ บวนแหบ่ ง้ั ไฟ
อาทเิ ชน่ เมอื งเชยี งเหยี น (มหาสารคาม) เมอื งสแี กว้ (รอ้ ยเอด็ ) เมอื งฟา้ แดด โดยจะมกี ารนำ� เสนอภาพตวั ละครหญงิ ชาย ซงึ่ แสดงบทบาทเปน็ ทา้ วผาแดง
(กาฬสนิ ธ์)ุ เมืองหงส์ (อ�ำเภอจตรุ พกั ตรพิมาน) เป็นตน้ และนางไอ่ที่ขีม่ า้ บกั สามปรากฏร่วมอยขู่ บวนแห่งานบง้ั ไฟนเ้ี สมอ

ตำ� นานผาแดงนางไอ่ จงึ มคี ณุ คา่ ในแงท่ เี่ ปน็ ตำ� นานประจำ� ถนิ่ การประกาศข้นึ บัญชี
ภาคอีสานที่สัมพันธ์กบั ภมู ศิ าสตร์ ภูมินามและสถานท่ีสำ� คัญในท้องถน่ิ ต�ำนานผาแดงนางไอ่ ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ดังจะเห็นได้จากมีเน้ือหาที่กล่าวถึงเหตุการณ์การกินเนื้อพญานาค ภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๔
ท่ีแปลงกายมาเป็นกระรอกเผือก ซ่ึงเป็นสาเหตุให้พญานาคหลวงแห่ง
ล�ำแม่น้�ำโขงโกรธ จึงบันดาลให้บ้านเมืองต่าง ๆ ถล่มทลายกลายเป็น
หนองน้�ำ มีสภาพภูมิศาสตร์ทางธรรมชาติ ท้ังที่เป็นเกาะดอน ล�ำห้วย
ต่าง ๆ อาทิเช่น “ดอนแม่หม้าย” เชื่อว่าเป็นชุมชนของแม่หม้าย
ท่ีไม่ได้กินเน้ือกระรอกเผือก ท่ีบริเวณน้ีจึงไม่ถล่มทลายเป็นดอน
อยกู่ ลางหนองหานหลวง หรอื “หว้ ยโพนไฟ” เชอ่ื วา่ มที มี่ าจากเหตกุ ารณ์
ตอนท่ีพญานาคพ่นไฟใส่ท้าวผาแดงกับนางไอ่ ซ่ึงข่ีม้าหนี หรือ
“ห้วยกองส”ี เช่ือวา่ เป็นล�ำหว้ ยที่เกดิ จากนางไอค่ ำ� ได้ทง้ิ “กลอง” ที่ตน
ได้ถือติดตัวมาด้วย เม่อื ครั้งทีไ่ ด้ข่ีม้าหลบหนพี ญานาค

43

ต�ำนานพญาคนั คาก

ประวตั คิ วามเป็นมา ความสำ� คัญและคณุ ค่าแหง่ มรดกภูมิปัญญา
ต�ำนานพญาคันคาก (พญาคางคก) ต�ำนานพื้นบ้านเร่ืองนี้ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นชาดกพ้ืนบ้าน และบางครั้งถูกจัด
เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่ปรากฏอยู่อย่าง ให้เป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาในท้องถิ่นด้วย เหตุที่ชาวอีสานเชื่อว่าเป็นนิทานชาดก เน่ืองจาก
แพรห่ ลายในการรบั รขู้ องชาวอสี านและลา้ นนา พญาคันคากมสี ถานภาพเปน็ พระโพธสิ ตั ว์ เสวยพระชาตเิ ป็นคางคก เปน็ โอรสของกษตั ริย์ เหตุท่ี
มีชื่อรู้จักกันโดยท่ัวไปว่า ต�ำนานพญาคันคาก พระองค์ได้ช่ือว่า “พญาคันคาก” เป็นเพราะเม่ือคร้ังประสูติออกมาเป็นกุมารน้ัน มีผิวเนื้อและ
แตบ่ างถนิ่ กอ็ าจเรยี กชอื่ วา่ ตำ� นานพญาคางคาก รปู รา่ งเหมอื นคางคกซงึ่ ในภาษาถน่ิ อสี านเรยี กวา่ “คนั คาก”แมจ้ ะมรี ปู รา่ งอปั ลกั ษณ์แตพ่ ญาคนั คาก
ธัมม์พญาคางคาก หรือ พญาคันคากชาดก นก้ี ม็ ีบุญญาธกิ ารมาก มพี ระอนิ ทรค์ อยช่วยเหลือจนเปน็ ท่ีเคารพนบั ถือของชาวเมือง เปน็ เหตใุ ห้
ในท้องถ่ินล้านนามีชื่อว่า คันธฆาฎกะ
และ สวุ ณั ณจกั กวตั ตริ าช มขี อ้ สงั เกตวา่ ตำ� นาน
พญาคนั คาก เปน็ เรอื่ งทรี่ บั รกู้ นั อยา่ งกวา้ งขวาง
ในภาคอสี านและประเทศสาธารณรฐั ประชาธิปไตย
ประชาชนลาว โดยมีเอกสารใบลานในแทบ
ทกุ จังหวดั

มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 44

ผู้คนลืมเซ่นสรวงบูชาพญาแถน ท�ำให้แถนโกรธไม่ย่อมปล่อยน้�ำฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ พญาคันคากจึงอาสาน�ำเอาไพร่พลบรรดาสัตว์ต่าง ๆ
อาทิ ปลวก ผ้ึง ตอ่ แตน งู ชา้ ง มา้ ววั ควาย ข้นึ ไปช่วยกันรบกับพญาแถนบนเมอื งฟ้าจนได้รบั ชยั ชนะ พญาแถนจงึ ยอมปลอ่ ยน�้ำฝนให้ตกลงมายัง
โลกมนษุ ย์ตามเดิม
ต�ำนานพญาคันคาก นับเป็นเร่ืองท่ีน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างย่ิงภาพของพระโพธิสัตว์คันคาก สะท้อนให้เห็นพลังศรัทธาความเช่ือทาง
พุทธศาสนาท่ีผสมผสานกับคติความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีแถน ซ่ึงสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับพิธีกรรมความเชื่อเก่ียวกับ
ความอุดมสมบรู ณใ์ นวิถชี วี ติ ของชาวนาในวัฒนธรรมข้าวท่ีตอ้ งอาศยั น�้ำฟา้ น้�ำฝนในการผลิตธัญญาหาร ในแงน่ ้ี อาจกล่าวได้ว่า ต�ำนานพญาคนั คาก
เป็นข้อมูลทางวัฒนธรรมที่สามารถใช้บ่งบอกให้เห็นชีวิตพ้ืนบ้านท่ีด�ำรงอยู่ในวิถีแห่งวัฒนธรรมการเกษตรในสังคมท้องถิ่นไทยได้เป็นอย่างดี
ในท้องถ่ินอสี าน พบว่า ตำ� นานพญาคันคาก ยังคงมบี ทบาทสำ� คัญและดำ� รงอยู่ในวิถีชวี ติ อสี าน นบั ต้งั แต่อดีตมา มคี วามนยิ มน�ำต�ำนานพญาคันคาก
มาให้พระใช้เทศน์ในพิธีกรรมการขอฝน และใช้เทศน์ร่วมในพิธีจุดบ้ังไฟขอฝน ด้วยเหตุน้ี ต�ำนานพญาคันคากในมุมมองของชาวอีสาน จึงถือว่า
เปน็ วรรณกรรมศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ เปน็ เรอื่ งเลา่ ทใี่ ชอ้ ธบิ ายทม่ี าประเพณกี ารจดุ บงั้ ไฟในเดอื นหก ซงึ่ ถอื เปน็ ประเพณอี นั สำ� คญั ใน “ฮตี สบิ สอง” (จารตี ประเพณี
สบิ สองเดือน) ทีย่ ังคงปฏิบตั สิ ืบทอดกนั มาในจนทกุ วันน้ี
การประกาศขน้ึ บัญชี
ตำ� นานพญาคันคาก ไดร้ ับการประกาศข้ึนบัญชเี ป็นมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๓

45

ตำ� นานพระเจ้าเลียบโลก

ประวัตคิ วามเปน็ มา พระเจ้าเลียบโลก ถือเป็นต�ำนานหนึ่งท่ีอธิบายถึงการเข้ามาเผยแผ่
เนื้อหาในต�ำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นการอธิบายที่มาของ พระพทุ ธศาสนาในดินแดนไทย – ไท ซึ่งไดอ้ ธบิ ายความเปน็ มาของการ
ภูมินาม ชื่อบ้านนามเมืองและเรื่องราวการด�ำรงชีวิตของผู้คน เกิดพระธาตุ พระพทุ ธบาท และประวตั ศิ าสตรค์ วามเป็นมาของสถานที่
กลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นแตล่ ะทอ้ งถน่ิ ทำ� ใหเ้ กดิ แรงยดึ โยงในระบบความสมั พนั ธ์ สำ� คญั ทางพระพทุ ธศาสนา
ของผคู้ นในท้องถ่ินต่าง ๆ ภายใตอ้ ดุ มการณ์ ความเชือ่ และความศรทั ธา ดังน้ัน ต�ำนานพระเจ้าเลียบโลก จึงมีคุณค่าในแง่ท่ีเป็น
รว่ มกนั ในพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะเรอ่ื งการบชู าพระธาตแุ ละรอยพระบาท ประวัติศาสตร์ท้องถ่ินและประวัติศาสตร์การรับพุทธศาสนาของผู้คน
ของพระพุทธเจา้ ในดนิ แดนอษุ าคเนย์ โดยเฉพาะในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๑ โดยการเลา่
ผา่ นการบนั ทกึ เรือ่ งราวตา่ ง ๆ จากการเดนิ ทางของพระพุทธเจา้ ทำ� ให้
ความสำ� คัญและคณุ ค่าแหง่ มรดกภูมิปัญญา ดนิ แดนแถบนก้ี ลายเปน็ พนื้ ทศ่ี ักดิ์สทิ ธิ์
ต�ำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาท่ีมี นอกจากน้ี ความส�ำคัญอีกประการหน่ึงของต�ำนานพระเจ้า
ปรากฏในวัฒนธรรมพ้ืนบ้านของไทยโดยเฉพาะในภาคเหนือและภาค เลียบโลก ยังเห็นได้จากอิทธิพลในการเป็นต้นแบบและการสร้างขนบ
อสี าน บางทอ้ งถน่ิ เรยี กวา่ พทุ ธตำ� นาน หรอื พทุ ธตำ� นานพระเจา้ เลยี บโลก การรงั สรรคว์ รรณกรรมพทุ ธศาสนา ประเภทตำ� นานพระธาตแุ ละตำ� นาน
เปน็ เรอื่ งบนั ทกึ การเดนิ ทางของพระพทุ ธเจา้ มายงั ดนิ แดนสบิ สองปนั นา พระบาทเรอ่ื งอ่ืน ๆ ในท้องถนิ่ ตา่ ง ๆ ในภาคเหนือและภาคอสี านของ
ล้านนา ล้านช้างและอีสานของไทย เน้ือหาของต�ำนานเป็นการอธิบาย ไทยดว้ ย
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชุมชนและชาติพันธุ์ต่าง ๆ
ผ่านการอธิบายการเสด็จเดินทางไปเทศนาส่ังสอนโปรดเวไนยสัตว์ การประกาศขึ้นบญั ชี
พรอ้ มกบั การประทานพระเกศาธาตแุ ละประทบั พระบาทอนั เปน็ ทม่ี าของ ตำ� นานพระเจา้ เลยี บโลก ไดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดก
การสรา้ งพระธาตุและพระพุทธบาทในดินแดนตา่ ง ๆ ดังกลา่ ว ตำ� นาน ภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๓

มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน 46


Click to View FlipBook Version