The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

หมอล�ำทรง

ประวตั ิความเป็นมา เรยี กหมอจ้�ำ คือ เป็นผทู้ ่มี คี วามชำ� นาญในการ หมอล�ำทรง ซึ่งเป็นการเต้นร�ำ
วถิ ชี วี ติ ในวฒั นธรรมของชาวอสี านนน้ั ติดต่อพูดคุยกับผี ผู้ที่เป็นหมอล�ำทรงได้น้ัน ประกอบพิธีกรรม จึงเป็นพฤติกรรมการ
เชื่อกันว่ามีผีเทพ มีเทวดา มีพระอินทร์ จะต้องเป็นคนฉลาดหลักแหลม ไหวพริบ แสดงออกทางวัฒนธรรมอย่างหน่ึงที่แสดง
พระพรหม ชาวอีสานเชื่อว่าทุกส่ิงทุกอย่าง ปัญญาดี นอกจากจำ� บทเรียนไดด้ ีแล้ว ยงั ต้อง ให้เห็นถึงความสนุกสนานร่ืนเริงในประเพณี
มผี เี ฝา้ มผี เี ปน็ ผดู้ แู ล ตอ้ งมกี ารบอกกลา่ วผกี อ่ น จำ� ชอื่ คนปว่ ยและผีประจำ� คนปว่ ยได้อีกด้วย หรือการละเล่นในท้องถ่ินนั้น ๆ การเต้น
จึงค่อยลงมือท�ำ ผีมีอิทธิฤทธิ์สามารถท�ำให้ การลำ� ทรงรกั ษาจะใชเ้ วลา ๑ - ๓ วนั ทสี่ ำ� คญั ประการหนงึ่ กค็ อื การเตน้ รำ� ประกอบ
คนเจ็บป่วยได้และเมื่อมีการกระท�ำพิธี วธิ ีการ คอื ตงั้ คายรักษา ลำ� เชญิ ครบู า ลำ� เชญิ พิธีกรรม เป็นการแสดงออกถึงการเซ่นสรวง
ขอขมาโทษแลว้ ผจี ะยกโทษให้ แลว้ อาการเจบ็ ผีต่าง ๆ ให้มาประชุมกัน ล�ำเชิญผีท่ีผู้ป่วย บวงพลีส่ิงท่ีเคารพนับถือ เพ่ือให้สิ่งเหล่านี้
ป่วยก็จะหายหรือบางท้องถ่ินไปรักษาหมอ ไปท�ำผิดมา ล�ำแจ้งครูบาว่าผู้ป่วยคนนั้น บันดาลให้สังคมเกิดความสงบสุข การเต้นร�ำ
แผนปัจจุบันแล้วไม่หาย ชาวบ้านว่าต้องมีผี ได้เข้ามาเป็นบริวารแล้วให้ช่วยดูแลรักษาด้วย ในพิธีกรรม การลำ� แสดงทา่ ทางตา่ ง ๆ เพื่อให้
มาต้องเข้าสิงจะต้องรักษาด้วยวิธีการพูดจา จากนั้นล�ำเชิญผีโดยฝ่ายหัวหน้าคณะเป็น เกิดสันติสุขในหมู่ตน สะท้อนให้เห็นถึง
กบั ผี ผู้ท�ำพิธีบอกกล่าวผีที่คิดว่าเหมาะสมมาเทียม ความศรทั ธาเลอ่ื มใสประกอบกบั ความสนกุ สนาน
หรือเข้าสิงผู้ป่วย แล้วเชิญผู้ป่วยลงมาร่วม ดังปรากฏในพิธีการรักษาคนป่วยและในพิธี
ความส�ำคญั และคณุ คา่ สนุกสนานด้วยกัน ผีท่ีขัดใจท�ำให้ไม่สบายนั้น เล้ียงข่วง ล�ำทรงลักษณะท่าเต้นร�ำนั้น มีการ
แหง่ มรดกภูมิปญั ญา กจ็ ะยกโทษให้ หวั หนา้ คณะอาจลำ� อยู่๑ – ๓ วนั สนั่ เต้นไปตามอ�ำนาจของผีเท่านนั้ นอกจากนี้
ผู้เป็นหมอล�ำทรง สามารถเชิญผี เพื่อดูอาการของผู้ป่วย ถ้าอาการไม่หนักมาก การเต้นจะเป็นไปอย่างอิสระปราศจาก
จากที่ต่าง ๆ มาเข้าทรงได้ กลไกและวิธีการ นกั กจ็ ะใช้เวลา ๑ วัน กฎเกณฑบ์ งั คับ
ที่จะพูดกับผีได้นั้นไม่ใช่เร่ืองง่าย บางแห่ง
การประกาศขึ้นบญั ชี
หมอล�ำทรง เช่น หมอล�ำทรงท่ี
บา้ นเตา่ นอ หมู่ที่ ๗  ตำ� บลศิลา อำ� เภอเมอื ง
จังหวัดขอนแก่น และหมอล�ำทรงท่ีอ�ำเภอ
พระยนื จงั หวดั ขอนแกน่ นน้ั ไดร้ บั การประกาศ
เป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรม แตย่ งั ไมไ่ ดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชี
เป็นมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ

97

หมอล�ำเพลิน

ประวตั คิ วามเป็นมา
หมอล�ำเพลิน หรือหมอล�ำหมู่ เป็นการล�ำที่มีผู้แสดงครบ
หรือเกอื บครบตามจำ� นวนตัวละครในเร่ืองทด่ี ำ� เนินการแสดง มอี ุปกรณ์
ประกอบทั้งฉาก เส้ือผ้าสมจริงสมจัง เครื่องดนตรีนอกจากแคนแล้ว
นิยมใช้พิณ (ซุงหรือซึง) แคน (นิยมใช้ลายใหญ่) กลอง การล�ำมี
๒ แนวทาง คือ

๑) ลำ� เวียง เป็นการล�ำแบบล�ำกลอน

๒) หมอลำ� แสดงเปน็ ตวั ละครตามบทบาทในเรอ่ื ง การดำ� เนนิ
เรื่องคอ่ นขา้ งช้า แตก่ ไ็ ด้อรรถรสของละครพนื้ บ้าน

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 98

ความสำ� คัญและคณุ คา่ แห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา ได้เป็นอย่างดี ตัวผู้แสดงจะใช้พรสวรรค์ของตัวเองในการล�ำทั้งทาง
หมอล�ำเพลินเป็นหมอล�ำหมู่อีกชนิดหนึ่ง แต่จะต่างจาก ด้านเสยี งรอ้ ง ปฏภิ าณไหวพรบิ และความจ�ำ
หมอล�ำหมู่ธรรมดาตรงทที่ ำ� นองล�ำ กลา่ วคือ หมอลำ� เพลินจะใช้ทำ� นอง จะเห็นได้ว่าหมอล�ำในสังคมอีสาน ถือเป็นมหรสพท่ีมี
“ลำ� เดนิ ” (กง่ึ ล�ำทางสนั้ ก่งึ ลำ� ทางยาว) เปน็ หลกั โดยยกั เยื้องทำ� นองให้ วิวัฒนาการควบคู่กับสังคมอีสาน เม่ือสภาพสังคมอีสานเปลี่ยนไป
เปน็ สองจงั หวะ คอื จงั หวะชา้ ทเี่ รยี กวา่ “ทำ� นองเปดิ ผา้ กงั้ ” (ทำ� นองเกรน่ิ ) รปู แบบและเนอื้ หาของการแสดงหมอลำ� กเ็ ปลย่ี นไปดว้ ย การเปลย่ี นแปลง
และจังหวะเร็วท่ีเรียกว่า “จังหวะเดิน” ท�ำให้เกิดท�ำนองที่คึกคักเร้าใจ ของศลิ ปะการแสดงหมอลำ� มที งั้ ทเี่ ปน็ เชงิ อนรุ กั ษแ์ ละพฒั นา การอนรุ กั ษ์
มคี วามสนุกสนานเพลดิ เพลินเป็นส�ำคัญ โดยใชเ้ ครอ่ื งดนตรี พณิ แคน ในท่ีน้ีเป็นการอนุรักษ์เฉพาะส่วนท่ีเป็นประโยชน์ เป็นที่ช่ืนชมยอมรับ
และกลองชุด เป็นหลัก ต่อมาพัฒนามาใช้วงดนตรีลูกทุ่งประกอบแทน ของผฟู้ ัง ผู้ชม ขณะเดียวกนั ก็มีการปรับประยุกต์ หรอื ตอ่ เตมิ เสรมิ สร้าง
ซ่ึงนิยมใช้กลอนตลาดหรือกลอนแทรก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถ ส่ิงท่ีดีงามท่ีเรียกว่า การพัฒนา ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่
และเชาวน์ปัญญาของผ้แู สดง ตลอดเวลาในศลิ ปะการแสดงหมอลำ�

การแสดงหมอลำ� เพลนิ ลว้ นเปน็ การแสดงทบ่ี ง่ บอกถงึ วถิ ชี วี ติ การประกาศขึ้นบัญชี
และความเปน็ อยขู่ องชมุ ชนชาวอสี าน การลำ� ในอดตี เปน็ การลำ� ทเี่ รยี กวา่ หมอล�ำเพลิน ได้รับการประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดก
หมอลำ� พื้น ซึง่ เปน็ การเล่าเรือ่ งทเ่ี ป็นพงศาวดาร และหลักธรรมคำ� สอน ภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม แตย่ ังไม่ได้รับการประกาศขึ้นบญั ชีเป็นมรดก
ทางพระพทุ ธศาสนา มที ว่ งทำ� นองทไ่ี พเราะ ใหอ้ รรถรสของตวั ละครตา่ ง ๆ ภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ

99

เรือมมะม๊วดหรอื ร�ำแมม่ ด

ประวตั คิ วามเป็นมา ดนตรีที่ใช้ประกอบในพิธีกรรม แ ต ่ เ น่ื อ ง ด ้ ว ย ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ข อ ง โ ล ก
การร�ำแม่มดในสังคมวัฒนธรรม ร�ำแม่มด เป็นดนตรีเฉพาะท่ีเป็นเอกลักษณ์ ท่ีเชื่อมโยงกันในทุกมิติ ส่งผลให้กิจกรรม
ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรนั้นเป็นพิธีกรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรและยังมีการผสม บางอย่างของมนุษย์รุ่นก่อนเร่ิมลดบทบาท
ที่จัดท�ำข้ึนเพ่ือเป็นการแก้บน จากเหตุการณ์ ผสานเสียงแคน ซึ่งจัดว่าเป็นเครื่องดนตรี ลง หรือถ้าจะอยู่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะ
ท่ีมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วรักษาไม่หาย ของกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาด้วย วงดนตรีท่ีใช้ พิธีกรรมตามความเช่ือท่ีถือว่าเป็นเครื่องยึด
ไปหาหมอวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ก็ยัง ในการบรรเลงประกอบพิธีร�ำแม่มดเรียกว่า เหน่ียวความร้สู กึ หรือความกลัวที่มีอย่ใู นจิตใจ
ไม่หาย ชาวบ้านจะมีความเช่ือว่า อาการเจ็บ “วงแมม่ ด” หรอื “วงเจรยี ง” ดังนั้น การร�ำแม่มดจึงถือได้ว่าเป็นกิจกรรม
ไข้ได้ป่วยน้ันไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือโดน พธิ กี รรมรำ� แมม่ ดหรอื “เรอื มมะมว๊ ด” ทางสังคมอย่างหนึ่งที่มีความโดดเด่นทาง
คุณไสย แต่เกิดจากความประสงค์ของผี เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค เอกลักษณ์และมีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม
บรรพบุรุษหรือผีเช้ือที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านที่มีสังคม ในปจั จบุ นั
อยากจะมาอยู่ด้วยหรือเกิดจากการกระท�ำผิด วัฒนธรรมในกลุ่มชาติพันธุ์เขมร โดยถือว่า
อย่างใดอย่างหน่ึงที่ไม่เหมาะสม เช่น พูดจา เป็นพิธีกรรมทางความเช่ือท่ีชาวบ้านเขมร การประกาศขนึ้ บัญชี
ไม่สภุ าพ ลบหลู่สิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ เป็นตน้ ถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาหลายช่ัวอายุคน เรือมมะม๊วดหรือร�ำแม่มด ได้รับ
ความสำ� คัญและคณุ ค่า บรรพบุรุษของชาวเขมรใช้ภูมิปัญญาดังกล่าว การประกาศเป็นรายการเบ้ืองต้นมรดก
แหง่ มรดกภมู ปิ ัญญา เพ่ือเป็นการบ�ำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แต่ยังไม่ได้รับการ
พิธีร�ำแม่มดเป็นการผสมผสาน ตัวเอง คนในสังคมและลูกหลานมารุ่นต่อรุ่น ประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทาง
ศลิ ปะทส่ี ำ� คญั สองอยา่ งคอื ดนตรแี ละนาฏศลิ ป์ วัฒนธรรมของชาติ
หรอื การ “รำ� ” หรอื เรยี กเปน็ ภาษาทอ้ งถนิ่ เขมร
ว่า “เรือม” การร�ำในพธิ รี �ำแม่มด เปน็ การรำ�
ที่มีความเป็นอิสระในการถ่ายทอดอารมณ์
และท่าทางท่ีค่อนข้างไม่มีขีดจ�ำกัดท่ีแน่นอน
แตจ่ ะมที า่ ทางทที่ กุ คนจะรา่ ยรำ� ไปพรอ้ ม ๆ กนั
หลายทา่

มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 100

ฟอ้ นกลองตุม้

ประวตั ิความเปน็ มา ความสำ� คัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภมู ิปญั ญา
ฟ้อนกลองตมุ้ หรือฟอ้ นส่วยมอื เป็นการฟอ้ นรำ� ทเ่ี กา่ แกแ่ ละ การฟ้อนท่าฟ้อนท่ีได้รับการสืบทอดมาต้ังแต่คร้ังบรรพบุรุษ
โบราณของชาวอีสาน เป็นศิลปะการฟ้อนร�ำท่ีมีความเช่ือแฝงอยู่ด้วย รวมทั้งมีการคิดประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่ มีท่าฟ้อนพื้นฐาน ๓ ท่า คือ
และยังเป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างการฟ้อนร�ำกับดนตรี (กลองตุ้ม) ท่าท่ี ๑ เร่ิมด้วยท่ายกมือท้ังสองข้าง โดยกางข้อศอกให้ตั้งฉากและ
เป็นการฟ้อนร�ำตามฉบับพ้ืนบ้าน คือ โยกย้ายท่วงท่าการฟ้อนร�ำไป ขนานกัน แบมือให้หลังมือหันเข้าหาผู้ฟ้อน แล้วแกว่งแขนข้ึนลง
ตามอิสระ ไม่มีการกำ� หนดท่วงท่าทีแ่ นน่ อน ในอดีตนยิ มฟอ้ นด้วยผชู้ าย ข้างล�ำตัวสลับไปมา ซ้าย-ขวา เป็นการเช้ือเชิญให้พ่ีน้องท้ังหลาย
ทั้งหมด เป็นการฟ้อนร�ำประกอบจังหวะกลองตุ้ม ใช้ประกอบขบวน มารว่ มงานสนุกสนานร่ืนเรงิ ในประเพณีบญุ บ้ังไฟ ทา่ ที่ ๒ ยกมอื ทง้ั สอง
ในการแหบ่ ง้ั ไฟ การฟ้อนกลองตมุ้ มอี ยู่ ๒ แบบดว้ ยกัน แบบทีห่ น่ึง คอื แบออก แล้วไขว้กันอยู่ระดับหน้าผาก งอศอกเป็นการแสดงถึง
การฟ้อนเป็นจังหวะในรูปแบบการฟ้อนแห่เป็นขบวน แบบท่ีสอง คือ ความสามัคคีพร้อมเพรียงของชาวบ้าน ท่าท่ี ๓ ย่ืนแขนท้ังสองข้าง
การฟอ้ นประกอบทำ� นองกาพยเ์ ซง้ิ เพอื่ ขอเหลา้ หรอื ปจั จยั ไทยทาน                ออกไปข้างหน้า ให้ฝ่ามือขนานกัน มีความหมายให้ไปสู่จุดมุ่งหมาย
เดียวกนั การฟอ้ นจะฟ้อนถอยหลงั
ในการฟ้อนจะเอากลองและพางฮาดหามใช้ราวเดียวกัน
คนหาม ๒ คน หันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งตีกลอง อีกคนตีพางฮาด
คนหามกลองและพางฮาดจะเป็นผู้น�ำขบวนฟ้อนและตีกลองในจังหวะ
เดยี วกนั คอื ตมุ้ -แปะ-ตมุ้ เมอ่ื จะเปลยี่ นทา่ ฟอ้ น คนตพี างฮาดจะเปน็ คน
ใหส้ ัญญาณ ทา่ รำ� ไม่ออ่ นชอ้ ยแตด่ สู วยงามดว้ ยการแต่งกายที่ละลานตา
โอกาสการแสดงของฟ้อนกลองตุ้ม คือ การแสดงในงาน
ของท้องถิ่นและงานเทศกาลเทศกาลต่าง ๆ เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ
งานเขา้ พรรษา แหเ่ ทยี น งานขา้ วสากขา้ วประดบั ดนิ งานพธิ อี วยพรและ
ต้อนรบั แขกบา้ นแขกเมอื ง ฟอ้ นกลองตมุ้ จะสะท้อนใหเ้ หน็ ความสามัคคี
และความพร้อมเพรียงกันของชาวบ้านที่มาฟ้อนร�ำกลองตุ้มประกอบ
ประเพณีบุญบ้ังไฟที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบทอดต่อกันมา การที่
เด็กและเยาวชนในหมู่บ้านได้แสดงออกด้วยความสนุกสนาน นับว่า
เปน็ กุศโลบายในการสบื ทอดประเพณอี นั ดีงามของทอ้ งถ่นิ ต่อไป

การประกาศข้นึ บัญชี
ฟอ้ นกลองตมุ้ ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๖

101

หนงั ประโมทยั

ประวตั คิ วามเปน็ มา
หนังประโมทัย คือ หนังตะลุงของ
ภาคอีสาน โดยการน�ำหมอล�ำกับหนังตะลุง
มารวมกนั คำ� วา่ “หนงั ประโมทยั ”ทอ้ งทบ่ี างแหง่
ในภาคอีสานเรียก หนังปราโมทัย หรือ
หนังปะโมทัย ซ่ึงมาจากค�ำ ๆ เดียวกันคือ
“ปราโมทย์” ซ่ึงหมายถึง ความบันเทิงใจ
ความปลมื้ ใจ ดงั นน้ั หนงั ประโมทยั จงึ หมายถงึ
หนังท่ีให้ความสนุกสนาน ทั้งน้ี ประโมทัย
หรือปราโมทัย เป็นช่ือของคณะละครร้อง
ซงึ่ มปี ระวตั คิ วามเปน็ มาตงั้ แตช่ ว่ งปลายรชั กาล
ท่ี ๕ แลว้ นำ� มาตัง้ ชื่อหนงั ตะลงุ อสี าน บางแหง่
เรยี กหนงั บกั ตือ้ หนังบกั ป่องบักแกว้ หนงั บกั
ปอดบักแก้ว หรือช่ือตามรูปตัวละครตลกท่ี
สำ� คญั หรอื เปน็ รปู ตวั ละครทอ่ี อกประกาศเรอ่ื ง
ทแ่ี สดง
มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน 102

ความส�ำคัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภมู ปิ ญั ญา
คณะหนงั ประโมทยั ในภาคอสี าน นยิ มเรยี กเปน็ คณะ ในคณะหนง่ึ ๆ จะมผี เู้ ลน่ ประมาณ
๕ – ๑๐ คน โดยท�ำหน้าที่เป็นคนเชิดหนัง คนพากย์และเจรจา และนักดนตรีซ่ึงอาจเพิ่มขึ้น
ตามจำ� นวนเครอ่ื งดนตรี เครอ่ื งดนตรจี ะประกอบดว้ ย กลองสองหนา้ แคน กลองชดุ เบส คยี บ์ อรด์
กตี าร์ ฉง่ิ และระนาดเอก เปน็ ตน้ เวทที ใ่ี ชแ้ สดงจะอยรู่ ะดบั สายตา สว่ นจอจะสงู จากเวทปี ระมาณ
๑ เมตร ขนาดของเวทกี ว้างประมาณ ๑.๘๐ เมตร แสงไฟท่สี ่องจะใช้ตะเกยี งโปะ๊ (เจ้าพายุ) ตอ่ มา
ใช้หลอดไฟประมาณ ๖๐ หรือ ๗๐ แรงเทียน ผเู้ ชิดและผพู้ ากยเ์ ปน็ คนเดียวกนั ปัจจบุ ันไดพ้ ฒั นา
ตามความนยิ มของผชู้ ม คือ ใช้ท�ำนองลำ� ซง่ิ เพอื่ ความสนกุ สนาน เนอ้ื เรื่องที่ใชแ้ สดงมีหลายเรือ่ ง
แตส่ ่วนมากนยิ มเลน่ เรอ่ื งรามเกยี รตห์ิ รอื สงั ขส์ ินไชย
การแสดงของหนังประโมทัย มักจะมีการแทรกพุทธภาษิตและคติธรรม รวมทั้งแสดง
ใหเ้ หน็ วา่ ฝา่ ยอธรรมยอ่ มพา่ ยแพแ้ กฝ่ า่ ยธรรมะ ผทู้ ท่ี ำ� ความดแี มต้ กยากกม็ ผี อู้ ปุ การะ ผทู้ ท่ี ำ� กรรม
ชว่ั กจ็ ะประสบกบั ภยั พบิ ตั ใิ นทสี่ ดุ หนงั ประโมทยั ชว่ ยอนรุ กั ษไ์ วซ้ งึ่ ศลิ ปวฒั นธรรมพนื้ บา้ นอนั เกย่ี ว
เนอื่ งกบั การแสดงของหนงั ประโมทยั อนั เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมชน้ิ หนงึ่ ของภาคอสี านทช่ี ใี้ หเ้ หน็
ถึงอารยธรรมบางอย่างของอีสาน หนังประโมทัยเป็นมหรสพท่ีผสมผสานกันของศิลปะพื้นบ้าน
หลายแขนง นบั แต่การสรา้ งรปู หนัง บทพากย์ บทเจรจา ดนตรี การลำ� และศิลปะในการเชิดตัว
หนัง สิ่งเหล่าน้ีได้หล่อหลอมขึ้นมาจากขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมท้องถ่ิน แล้วสะท้อนออก
มาในรปู ของมหรสพท่ีใหค้ วามบนั เทงิ ซึ่งมคี ติความคดิ ของผ้คู นในถิ่นนั้น ๆ เกีย่ วกบั เรอื่ งตา่ ง ๆ
สอดแทรกดว้ ย
หนงั ประโมทยั ในปจั จบุ นั ไดล้ ดความนยิ มลง อนั เนอื่ งมาจากเทคโนโลยแี ละรบั วฒั นธรรม
ใหม่ ๆ เข้ามา แต่ยังมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นในวง รวมถึงยังคงได้รับความนิยมในคนบางกลุ่ม
หรือบางท้องที่ในภาคอีสาน และมีหน่วยงานราชการสถานศึกษาหลายแห่งได้น�ำการแสดง
หนังประโมทัยไปเผยแพร่หรือบรรจุเป็นหลักสูตรในการเรียน เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปกาฬสนิ ธุ์ เปน็ ตน้
การประกาศข้นึ บัญชี
หนังประโมทยั ไดร้ ับการประกาศขึ้นบญั ชเี ป็นมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๗

103

การเซ้ิงผ้าหมี่

ประวัตคิ วามเปน็ มา
การเซิ้งผ้าหมี่ในงานประเพณบี ุญบงั้ ไฟบ้านขวาว จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มกี ารเซ้งิ ตอ่ กันมา
หลายชวั่ อายุ จากการสมั ภาษณ์ กลา่ วว่า การเซ้งิ ผ้าหมี่บา้ นขวาวมมี านานแลว้ ตั้งแตเ่ กดิ มากม็ ี
การเซง้ิ ผา้ หมแ่ี ละจากการศกึ ษาเอกสารของโรงเรยี นชมุ ชนบา้ นขวาว สนั นษิ ฐานไดว้ า่ บรรพบรุ ษุ
ของชาวบา้ นขวาวอพยพมาจากฝง่ั ลาวนำ� มาเผยแพรแ่ ละไดส้ บื ทอดตอ่ กนั มาจนกลายเปน็ ประเพณี
โดยผู้เซิ้งจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ไม่จ�ำกัดว่าอายุเท่าไร การเซิ้งผ้าหม่ีจะเซิ้งก่อนงานบุญบ้ังไฟ
๓ วนั และจะเซิ้งเฉพาะในงานบุญบ้ังไฟเทา่ นน้ั

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 104

ความสำ� คญั และคุณค่าแห่งมรดกภมู ปิ ัญญา เพราะจะทำ� ทกุ ปไี มเ่ คยเวน้ เลย สว่ นผทู้ ม่ี าเซงิ้ ผา้ หมก่ี ม็ าดว้ ยความสมคั ร
การเร่ิมต้นเซิ้ง จะเร่ิมเมื่อทราบว่ามีการจัดงานประเพณี ใจ ศรทั ธาในการเซง้ิ เพอ่ื ใหต้ นเองครอบครวั สงั คมในหมบู่ า้ นมคี วามสขุ
บุญบ้ังไฟ การเซิ้งจะเซิ้งก่อนงาน ๓ วัน (ในอดีต) ปัจจุบันเซ้ิงผ้าหมี่ เกิดความสนุกสนานและสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านขึ้น เป็นการ
ก่อนงาน ๑ วัน ผู้เซิ้งผ้าหมี่ถ้ามีหลายกลุ่มจะตกลงกันในการเดินเซ้ิง อนรุ ักษ์วฒั นธรรมให้คงอยู่ ซงึ่ ไดส้ ืบทอดตอ่ ๆ มา
เพื่อไม่ให้เซิ้งในแต่ละคุ้มเจอกัน การเริ่มต้นเซ้ิงผ้าหมี่ จะเร่ิมในตอน ปจั จบุ นั ได้มโี รงเรียนในหมบู่ ้าน คือ โรงเรียนชุมชนบ้านขวาว
เช้า เมื่อทุกคนมาพร้อมกันมากพอสมควร โดยเฉพาะผู้ตีกลอง ผู้น�ำ และโรงเรียนขวาววิทยาคาร ได้เชิญผู้เซ้ิงผ้าหม่ีในหมู่บ้านเป็นวิทยากร
กาพย์เซิง้ พร้อมแลว้ กเ็ ริ่มเซ้งิ ผ้าหมไ่ี ปรอบ ๆ หม่บู า้ น ส่วนผเู้ ซ้งิ ที่แต่งตวั สอนนักเรียน เพื่อสบื ทอดประเพณแี ละศลิ ปวัฒนธรรมพน้ื บ้านใหค้ งอยู่
เสรจ็ ทหี ลงั กส็ ามารถเขา้ ขบวนเซิง้ ระหว่างทางไดเ้ ลย การจดั แถวเซ้งิ ผา้ อยา่ งย่ังยืนตลอดไป
หมี่จะเป็นแถวตอนเรียงสอง หัวหน้าแถวคนหนึ่งจะเป็นผู้ว่ากาพย์เซิ้ง
ให้ลูกคู่วา่ ตาม คนตีกลองจะอยตู่ รงกลางเพอ่ื ให้จงั หวะ เพราะจะไดย้ นิ การประกาศขน้ึ บญั ชี
ทวั่ ถงึ ในท้ายขบวนจะมคี นคัดทา้ ย ซ่ึงตอ้ งท�ำทา่ ให้แปลก ๆ คนดจู ะได้ การเซิ้งผ้าหม่ี ได้รับการประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดก
หัวเราะ ภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม แต่ยงั ไมไ่ ดร้ บั การประกาศขนึ้ บัญชีเปน็ มรดก
ภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ
          การเซง้ิ ผ้าหมบ่ี ้านขวาว ชาวบา้ นเชอ่ื ว่าผู้ชายสามารถสอื่ สาร
กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้และศรัทธาต่อการเซ้ิงในประเพณีบุญบั้งไฟมาก

105

การเสง็ กลองกง่ิ

ประวตั ิความเป็นมา เนื่องจากกลองเส็ง เป็นกลองท่ีจัดท�ำข้ึนมาเพ่ือตีประโคม
กลองกิ่งหรือกลองเส็ง เป็นกลองประเพณีมาแต่โบราณ ให้เกิดเสียงดังเป็นส�ำคัญ ต่อมามีผู้คิดให้น�ำมาประชันหาความดัง
ลักษณะการน�ำไปใช้ในงานจะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของงาน ของกลอง จนกระท่ังเกิดการแข่งขันเอาแพ้เอาชนะกัน เพ่ือให้ได้มา
ประเพณนี ้ัน ๆ แต่ที่เหมอื นกนั คือ กลองกง่ิ เป็นกลองทีใ่ ช้ในการแข่งขนั ซง่ึ ชอ่ื เสยี งของวดั และหมบู่ า้ นทเี่ ปน็ เจา้ ของ การตกี ลองทเี่ ปน็ การแขง่ ขนั
ประชนั ความดัง เรียกวา่ “การเส็งกลองกิง่ ” จึงจ�ำเป็นต้องอาศัยกติกาหรือหลักเกณฑ์ในการแข่งขัน เพื่อให้เกิด
การเสง็ กลอง หรือการแขง่ ขนั ตีกลองก่งิ ก�ำหนดจัดขึน้ เมือ่ มี ความเท่ียงธรรมข้ึน ปัจจุบันการตัดสินกลองเส็งมีความแตกต่างกันไป
งานประเพณี โดยนิยมแข่งกันในงานบุญเดือนหก คือ บุญบั้งไฟ ทั้งนี้ ข้ึนอยู่กับการตกลงของคณะกรรมการเป็นส�ำคัญ ตัวอย่างเช่น
โดยเรม่ิ ทำ� การแขง่ ขนั ในวนั โฮม (วนั รวมกนั รนื่ เรงิ ) เชอื่ กนั วา่ เสยี งของกลอง ในสมยั โบราณ บางแห่งใชก้ ารจดุ เทียนตง้ั ไว้ใหผ้ ูต้ กี ลองแต่ละฝา่ ยโหมตี
จะดังไปถึงพญาแถน เมื่อพญาแถนได้ยินเสียงกลองก่ิง เป็นสัญญาณ ถา้ ฝา่ ยใดสามารถตกี ลองจนความสน่ั สะเทอื นของเสยี งทำ� ใหเ้ ทยี นดบั ได้
ให้เตรียมการส�ำหรับการปล่อยน้�ำฝนลงมา เพ่ือท�ำนาและยังเชื่อว่า ก็ถอื ว่าชนะ
ความดงั ของกลองกง่ิ จะดงั ไปถงึ ผสี างเทวดา ใหร้ บั รแู้ ทนคำ� พดู ของมนษุ ย์ กลองเส็งกับวิถีชีวิตชาวอีสานจึงมีความผูกพันกันมากและ
มีมานานต้ังแต่สมัยบรรพบุรุษ ซ่ึงชาวอีสานมีความเช่ือเกี่ยวกับประวัติ
ความสำ� คญั และคุณคา่ แหง่ มรดกภูมิปัญญา ความเป็นมาของกลองเส็ง ความเชื่อเก่ียวกับการนับถือธรรมชาติและ
ลักษณะของกลองกิ่ง ด้านบนกว้าง ด้านล่างแคบ หรือปาก ผสี างเทวดาเชอ่ื โชคลางและสงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ สว่ นดา้ นความสมั พนั ธก์ บั สงั คม
กว้างก้นแคบ ขึงหน้าด้วยหนังด้านท่ีมีปากกว้าง ขึงหนังหน้ากลองให้ ผทู้ เี่ กยี่ วขอ้ งกบั กลองเสง็ สว่ นใหญม่ มี นษุ ยสมั พนั ธด์ ี มนี ำ�้ ใจ รจู้ กั ชว่ ยเหลอื
ตึงด้วยเชือกไนล่อน โดยส่วนมากมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางด้านบน ๔๐ เพ่ือนมนษุ ย์และสงั คมอ่ืน ๆ หากเป็นผู้ตีกลอง เปน็ ผทู้ ่มี ีสขุ ภาพแขง็ แรง
เซนตเิ มตรขนึ้ ไป ความยาวแปรตามขนาดของเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง โดยบวก สมบรู ณ์ นิสยั ร่าเริง ร้จู กั ใหอ้ ภัยบุคคลอ่ืน ส�ำหรับช่างท�ำกลอง เป็นผทู้ ี่มี
เพม่ิ เขา้ ไป ๓๐ เซนตเิ มตร ภูมิปัญญาใช้ความสามารถและเทคนิคต่าง ๆ สร้างสรรค์ประดิษฐ์
ตกแต่งวัสดุ ท�ำให้เกิดเสียงเพ่ือเป็นสัญญาณต่าง ๆ โดยเฉพาะเพื่อให้
สังคมโลกไดร้ วู้ ่า นี่คอื สญั ลักษณ์อนั เปน็ มรดกของคนอสี านโดยแทจ้ รงิ

การประกาศขึน้ บญั ชี
การเสง็ กลองกง่ิ ไดร้ บั การประกาศเปน็ รายการเบอื้ งตน้ มรดก
ภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม แต่ยงั ไม่ได้รบั การประกาศขน้ึ บัญชีเปน็ มรดก
ภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ

มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 106

บกั กับ๊ แกบ้

ประวตั คิ วามเป็นมา และวงดนตรีผ้ไู ทย ล้วนใช้กบ๊ั แกบ้ ทงั้ สนิ้ เคร่อื งดนตรีทใ่ี ชป้ ระกอบการ
“กั๊บแก้บ” เป็นชื่อเรียกกรับ เรียกช่ือตามส�ำเนียงเสียงของ แสดง ไดแ้ ก่ กับ๊ แก้บ พณิ แคน ฉ่ิง รำ� มะนา กร่ิงกรอด กลองยาว ฉาบ
กรบั เพอื่ กระทบกนั ดงั วา่ “กบั๊ แกบ้ ” ตามทไี่ ดย้ นิ ของชาวไทยลาวในภาค สำ� หรบั ก๊ับแกบ้ ทำ� จากไมท้ เี่ นอ้ื ไมม้ คี วามกงั วาน (sonority)
อสี าน ซง่ึ รจู้ กั ใช้ก๊ับแกบ้ มาแลว้ หลายชั่วอายคุ น ไม่มหี ลกั ฐานชดั เจนว่า ในตวั เช่น ไม้ชิงชัน ประดู่ พะยงู มะหาด หมากเล่ือม เปน็ ต้น ชาวไทย
เร่มิ ต้นเมือ่ ใด แต่ไดร้ ับความนิยมสูงสดุ ในชว่ งปี พ.ศ. ๒๔๙๓ – ๒๔๙๕ ลาวทำ� กบั๊ แกบ้ ขนึ้ ใชห้ ลายรปู รา่ ง ทนี่ ยิ มมากคอื ทำ� เปน็ แทง่ ยาวประมาณ
เพราะในชว่ งนนั้ มกี ารแสดงหมอลำ� ขนึ้ ประเภทหนง่ึ เรยี กวา่ “หมอลำ� กบ๊ั ๑ คืบ (ประมาณ ๘ นวิ้ ) โดยใช้ไมแ้ ปรรปู ขนาดไมห้ นา้ สอง (มีขนาดหน้า
แก้บ” เวลาล�ำทางส้นั เดินกลอน หมอลำ� จะกำ� กบ๊ั แก้บไวใ้ นมือ มือละคู่ ตดั ๒ x ๒ นวิ้ ) เวลาบรรเลงใชน้ ว้ิ มอื ทงั้ สองจบั ตรงกง่ึ กลางลำ� ตวั กบ๊ั แกบ้
ขยับมือเอาแผ่นก๊ับแก้บกระทบกันท�ำกระสวนจังหวะเข้ากันกับจังหวะ เอากบั๊ แกบ้ ทั้งคู่ตกี ระทบกัน กบั๊ แก้บรปู รา่ งอื่น ๆ เชน่ ท�ำเปน็ แผน่ บาง
ล�ำและท่าฟ้อนของหมอลำ� ดว้ ย กว้างประมาณ ๒ นว้ิ ยาวประมาณ ๔ น้วิ มักทำ� เป็น ๒ คู่ เวลาบรรเลง
ใช้ก�ำไว้ในมือท้ังสองข้างข้างละคู่ ขยับมือเอาแผ่นก๊ับแก้บกระทบกัน
ความส�ำคัญและคุณคา่ แห่งมรดกภูมปิ ัญญา อีกรูปร่างหน่ึงท�ำเป็นแท่งยาวประมาณ ๑ ศอก ที่ปลายแท่งด้านหนึ่ง
คำ� วา่ “บกั กบ๊ั แกบ้ ” เปน็ ชอื่ การละเลน่ พนื้ เมอื งอสี านชนดิ หนง่ึ เอาตะปูตอกยึดแผ่นฝาจีบหรือเหรียญโลหะท่ีมีรูอยู่จุดก่ึงกลางติดไว้
สนั นษิ ฐานวา่ คงออกมาจากเสยี งไมก้ ระทบกนั ดงั กบั๊ แกบ้ นน่ั เอง เหมอื น ๓ – ๔ ชนิ้ และท่ีลำ� ตัวของแท่งกบ๊ั แก้บดา้ นตรงขา้ มนัน้ เอาเลอื่ ยเซาะ
เสยี งตกุ๊ แก หรอื เสยี งแมวรอ้ งบอกชอ่ื ตวั เอง โดยถอื เปน็ ศลิ ปะการแสดง เปน็ รอ่ งรปู ฟนั ปลาหลาย ๆ รอ่ ง เวลาบรรเลงมกั เอาแทง่ กบ๊ั แกบ้ ตกี ระทบ
เก่าแก่ คนอีสานใช้เลน่ ในเทศกาลตา่ ง ๆ มาเป็นเวลานาน มีการละเลน่ กันบ้าง เอาร่องขดู ถกู นั บ้าง ขณะทตี่ ีกระทบหรอื ขดู ถูกันนัน้ แผ่นฝาจบี
ในจงั หวดั ต่าง ๆ ทางภาคอีสานและนิยมนำ� มาเล่นในงานเทศกาลรื่นเริง หรือเหรียญท่ีติดอยู่ท่ีส่วนหัว ก็จะเล่ือนขึ้นลงตามแนวตะปูกระทบกัน
ในโอกาสตา่ ง ๆ ซ่ึงวงดนตรีต่าง ๆ เช่น วงโปงลาง วงโหวด ซอ พณิ แคน ดงั กรุง๋ กรง๋ิ ๆ ดว้ ย
การแสดงบักก๊ับแก้บที่มีชื่อเสียงโดดเด่น เช่น ร�ำกั๊บแก้บ
ของชาวผู้ไทยอ�ำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม อ�ำเภอเมือง จังหวัด
สกลนคร และหมู่บ้านส้มป่อย ต�ำบลนาด่าน อ�ำเภอสุวรรณคูหา
จงั หวดั หนองบวั ลำ� ภู ไดม้ กี ารละเลน่ บกั กบ๊ั แกบ้ มาชา้ นาน ซงึ่ ในบางครง้ั
ก็ได้รับความสนใจดี บางครั้งก็ถูกละเลยไม่มีใครสนใจ จนกระท่ังมีการ
รวบรวมวงเล่นอย่างจริงจังข้ึนมาอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงมีการเชิญ
วงบักกั๊บแก้บไปแสดงในงานประจ�ำปีและงานเทศกาลต่าง ๆ ในพ้ืนที่
ภาคอสี าน ซึ่งถอื เป็นการอนรุ ักษใ์ นทางหนงึ่
การประกาศข้ึนบญั ชี
บักกั๊บแก้บ ได้รับการประกาศเป็นรายการเบ้ืองต้นมรดก
ภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม แตย่ งั ไมไ่ ดร้ บั การประกาศขน้ึ บัญชเี ปน็ มรดก
ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ

107

ฟ้อนผู้ไทยบ้านโคกโก่ง

ประวตั คิ วามเป็นมา
การฟอ้ นผไู้ ทย เปน็ การแสดงพน้ื เมอื งอยา่ งหนง่ึ ของชาวผไู้ ทยทไี่ ดร้ บั การถา่ ยทอดมาเปน็ เวลาชา้ นาน ซงึ่ เปน็ การแสดงออกซง่ึ ความสามคั คี
ในหมคู่ ณะเดียวกนั โดยการจับกลุ่มฟ้อนเพือ่ ความสนกุ สนาน ส�ำหรับการฟอ้ นผไู้ ทยบา้ นโคกโก่ง ต�ำบลกุดหวา้ อำ� เภอกฉุ ินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
ส่วนใหญแ่ สดงในงานบุญหรอื งานร่นื เริงประจ�ำปีของหมู่บ้าน เชน่ ในเทศกาลบญุ เดือนหก คือบุญบง้ั ไฟ
มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 108

ความส�ำคญั และคณุ ค่า
แหง่ มรดกภมู ิปัญญา
การฟ้อนผู้ไทยบ้านโคกโก่ง มีฝ่าย
หญิงเป็นผู้ฟ้อน สวมเส้ือแขนยาวสีดำ� ตกแตง่
ด้วยกระดมุ สขี าว นุ่งผา้ ซน่ิ หมีต่ ิดตนี ซน่ิ มีสไบ
ขีดและมผี ้าขดผืนเลก็ ๆ ผกู หวั เครื่องประดบั
เป็นก�ำไลเงินเกล้ียง
บทร้องน�ำมาจากกลอนผญาที่
หนุ่มสาวใช้โต้ตอบกันมาตั้งแต่คร้ังโบราณ
ดนตรีบรรเลงน�ำในท�ำนองล�ำผู้ไทย ฝ่ายชาย
จะร้องก่อน เน้ือเพลงจะพรรณนาถึงความรัก
ความคิดถึงท่ีหนุ่มสาวมีให้แก่กัน จากน้ัน
ฝ่ายหญิงจึงร้องตอบ ผู้ฟ้อนจะฟ้อนอยู่
ด้านหนา้ ตง้ั แต่ทา่ แรกจนจบกระบวนท่า
          เคร่ืองดนตรีที่ใช้บรรเลงการฟ้อนของผู้ไทยบ้านโคกโก่งแต่ก่อน ประกอบด้วย แคน ปี่ กลอง พังฮาด ส่วนท�ำนองที่ใช้ประกอบการร้อง
มี ๒ ลักษณะ คอื ตุ้ม ตุม้ ตา่ และ ตมุ้ ต่า ตมุ้ ต่า ตุม้ ตา่ ปัจจบุ ันเครอื่ งดนตรที ี่ใช้บรรเลง ประกอบด้วย กลองยาว กลองรำ� มะนา โหวด พณิ แคน
โปงลาง ไห ฉงิ่ ฉาบ
ปัจจุบันการฟ้อนผู้ไทยบ้านโคกโก่งมีท่าฟ้อน จ�ำนวน ๙ ท่า ถือเป็นศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการอนุรักษ์และแสดงเผยแพร่อยู่เป็นประจ�ำ
ท้ังในเทศกาลต่าง ๆ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ตลอดจนศิลปะการฟ้อนผู้ไทยได้รับการบรรจุเป็นหลักสูตรวิชาท้องถิ่นในสถานศึกษาต่าง ๆ
ซง่ึ ช่วยในการสืบสานและถ่ายทอดมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมนไ้ี วใ้ ห้คงอยสู่ บื ไป
การประกาศขึ้นบญั ชี
ฟอ้ นผไู้ ทยบา้ นโคกโกง่ ไดร้ บั การประกาศเปน็ รายการเบอ้ื งตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม แตย่ งั ไมไ่ ดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ

109

ฟ้อนหางนกยูง

ประวตั ิความเปน็ มา ความส�ำคัญและคุณค่าแหง่ มรดกภมู ปิ ัญญา
ฟอ้ นหางนกยงู เปน็ ศลิ ปะฟอ้ นรำ� ของจงั หวดั นครพนม เปน็ ลลี า ผฟู้ อ้ น ผฟู้ อ้ นหางนกยงู เปน็ ผหู้ ญงิ ลว้ น หรอื อาจผสมชายและ
ฟอ้ นรำ� อกี แบบหนงึ่ ทเ่ี ปน็ การเลยี นแบบจากทา่ นกยงู รำ� แพนเปน็ สว่ นมาก หญงิ ในยุคปจั จุบันน้ี ผู้ฟ้อนหางนกยงู นยิ มฟอ้ นในลักษณะของระบ�ำหมู่
ศิลปะการฟ้อนหางนกยูงน้ีมีผู้น�ำมาถ่ายทอดและฟ้อนร�ำเอง ตามค�ำ คอื ใชผ้ ู้ฟ้อนตัง้ แต่ ๒ คนขึน้ ไป โดยไม่จำ� กัดจำ� นวนแลว้ แตโ่ อกาสและ
บอกเลา่ ว่าประมาณหน่งึ ร้อยปีเศษ ๆ โดยนายพัน เหมหงส์ ซึ่งเป็นชาว ความเหมาะสมของสถานท่ี
นครพนมโดยก�ำเนิด ท่านเป็นบุตรของอุปราชท่านหนึ่งในสมัยโบราณ ทา่ ฟอ้ น ทา่ ฟ้อนหางนกยูงมที ัง้ หมด ๑๒ ท่า ไดแ้ ก่ นกยงู รอ่ น
เมอื่ นายพนั  เหมหงส์ ยงั มชี วี ติ อยู่ ทา่ นมชี วี ติ ทโี่ ลดโผน เปน็ นกั สเู้ คยผา่ น ออก นกยงู รำ� แพน รำ� แพนปกั หลกั ไหวค้ รู ยงู พสิ มยั ยงู ฟอ้ นหาง ปกั หลกั
การสรู้ บมากอ่ น ทา่ นสนใจในการฟนั ดาบ เพลงดาบ กระบก่ี ระบองและ ลอดซมุ้ ยงู รา่ ยไม้ ยูงกระสันคู่ ยงู รำ� แพนซมุ้ ยงู ปัดรังควาน ยงู เหิรฟ้า
มวย ทา่ นจงึ กลายเปน็ ครดู าบ กระบก่ี ระบองและมวย เปน็ ผมู้ ฝี มี อื เยยี่ ม ดนตรี วงดนตรีท่ีใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนหางนกยูงน้ี
ท่านหน่ึง เวลาวา่ ง ๆ ทา่ นชอบล่าสัตว์ป่า หมปู ่า จงึ สะสมของปา่ เอาไว้ เดิมใช้วงดนตรีไทยบรรเลง ต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้วงดนตรีโปงลาง
เชน่ หางนกยูง แล้วน�ำมามัดเปน็ ก�ำ ๆ คิดประดษิ ฐ์ท่ารำ� ขน้ึ มา ซึ่งมลี ลี า ซ่งึ ให้ความสนกุ สนานเรา้ ใจมากกวา่
คล้ายกบั การฟันดาบ แล้วน�ำไปถา่ ยทอดให้ลูกหลานตอ่ ไป เคร่ืองแต่งกายของฟ้อนหางนกยูง เส้ือที่สวมใส่เป็นเส้ือแขน
กระบอกสเี หลอื ง คอจนี ตดั เยบ็ ดว้ ยผา้ ตว่ น ผา้ ถงุ เปน็ ผา้ ถงุ ลายลาวเวยี ง
มรดกภมู ปิ ญั ญาอีสาน 110 สเี ขยี ว มเี ชงิ สง่ั ทอจากศนู ยล์ าวอพยพ บา้ นนาโพธิ์ อำ� เภอเมอื งนครพนม
จงั หวัดนครพนม ผา้ สไบ เปน็ ผ้าสไบดิ้นทองสีเขยี ว สง่ั ทอจากศนู ย์ลาว
อพยพเชน่ เดยี วกบั ผา้ ถงุ เขม็ ขดั ทำ� จากผา้ สเี ดยี วกบั ผา้ ถงุ เครอ่ื งประดบั
ใชเ้ ครอ่ื งเงนิ ประดบั ไดแ้ ก่ สรอ้ ยคอ ตา่ งหู กำ� ไลขอ้ มอื ตามความสวยงาม
อุปกรณ์ทใี่ ช้ประกอบการฟ้อนรำ� ใช้หางนกยูงมัดเปน็ กำ� พอดี
เรยี งลำ� ดบั หางและแววใหส้ วย แลว้ ใชผ้ า้ สสี วยเปน็ มนั หรอื ผา้ ดนิ้ ทองหมุ้
ด้ามให้สวยงาม โดยผู้ร�ำทุกคนถือหางนกยูงท้ังสองมือ วาดหางนกยูง
ดว้ ยทา่ รำ� ต่าง ๆ ไปตามจงั หวะ
โอกาสและจุดมุ่งหมายในการแสดง จัดขึ้นเพื่อประกอบพิธี
ฟ้อนบูชาพระธาตุพนมในงานเทศกาลไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม
เป็นงานประจ�ำปีตามจารีตของชาวนครพนม ซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมา
นอกจากนี้ยังมีการฟ้อนหางนกยูงเพ่ือต้อนรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
และแขกผู้มาเยอื นจงั หวัดนครพนม

การประกาศข้ึนบญั ชี
ฟอ้ นหางนกยงู ได้รับการประกาศเปน็ รายการเบือ้ งตน้ มรดก
ภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม แตย่ ังไมไ่ ด้รบั การประกาศขนึ้ บัญชีเปน็ มรดก
ภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ

รำ� วงคองกา้

ประวตั ิความเป็นมา
การละเล่นร�ำวงคองก้าในบ้านขาม ต�ำบลบ้านขาม อ�ำเภอ
เมอื งหนองบวั ลำ� ภจู งั หวดั หนองบวั ลำ� ภนู น้ั เปน็ ไปในลกั ษณะทถี่ า่ ยทอด
ความรู้และประสบการณ์ตรงจากคนรุ่นหน่ึงไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง
แหล่งความรู้นั้นชาวบ้านจะสามารถเรียนรู้ได้จากบุคคลท่ีอยู่รอบข้าง
ที่เคยละเล่นร�ำวงคองก้ามาก่อน อาจเป็นเพ่ือน พี่ น้อง ญาติ และไปดู
จากคนอื่นท่ีมีฝีมือในการแสดงท่ีดี โดยจดจ�ำเอามาท�ำเอง อาจศึกษา
หรือเห็นจากผู้รู้หลาย ๆ คนแล้วน�ำจุดเด่นของแต่ละคนมาปรับใช้กับ
การละเล่นร�ำวงคองก้าในท้องถ่ิน ความรู้ในด้านน้ีจะไม่มีการจดบันทึก
เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร เปน็ เพียงการละเล่นตอ่ ๆ กนั มา
ความสำ� คัญและคณุ ค่าแหง่ มรดกภูมิปญั ญา
ในการละเล่นร�ำวงคองก้าบ้านขามนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชนและภูมิปัญญาของชาวบ้าน
อยา่ งมากมาย นบั ตงั้ แตก่ ารรวมกลมุ่ ผลู้ ะเลน่  การหาวสั ดอุ ปุ กรณ ์ การคดิ ทา่ รา่ ยรำ�  บทเพลงรำ� วงคองกา้  ทกุ ขนั้ ตอนนนั้ ลว้ นแลว้ แตใ่ ชภ้ มู ปิ ญั ญาเปน็
องค์ประกอบทั้งส้ิน การละเล่นร�ำวงคองก้าจะท�ำการละเล่นไปพร้อม ๆ กับงานประจ�ำ เช่น การท�ำไร่นา กลุ่มร�ำวงคองก้าจะใช้เวลาว่างเท่าที่
จะนัดหมายกนั ได้ ประมาณครง้ั ละ ๒ ชั่วโมง เพอ่ื ท�ำการฝึก โดยฝกึ ให้มคี วามคุน้ เคยและใหม้ คี วามชำ� นาญ
กลุ่มผู้ละเล่นร�ำวงคองก้า ต่างก็มีเทคนิคการฝึกที่แตกต่างกันไป ต่างน�ำมาปรับปรุงจนกลายเป็นเทคนิคการสอน โดยอาศัยเทคนิค
ที่เป็นภูมิปัญญาพ้ืนฐาน คือ เริ่มต้นท�ำการฝึกด้วยความรัก ฝึกปฏิบัติจริง ฝึกจากสิ่งท่ีง่ายไปหายาก เช่น การฝึกท่าเต้น การฝึกเน้ือร้อง 
การฝึกท�ำนอง การฝึกการเลน่ ดนตรี เป็นต้น
การละเล่นร�ำวงคองก้าของชาวบ้าน เป็นแบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ลดการพ่ึงพาภายนอก แม้ไม่ถึงกับร�่ำรวย แต่คนในชุมชนก็จะมี
วิถีชีวิตแบบพออยู่พอกิน มีเศรษฐกิจแบบพอเพียง มีกินมีใช้มีความสุขตามอัตภาพ ดังน้ัน การละเล่นร�ำวงคองก้า จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
เศรษฐกิจของชุมชน เป็นปัจจัยหนึ่งท่ีมีส่วนเปล่ียนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้านทั้งในทางตรงและทางอ้อม การละเล่นของชาวบ้านเป็นวิถีชีวิต
ท่ีตอบสนองการพ่งึ ตัวเองได้เปน็ อยา่ งดี คือ การละเลน่ ร�ำวงคองกา้ ในลักษณะหนงึ่ ครวั เรือนสองวถิ ีการผลิต อนั หนงึ่ เพ่อื ฝึกอนรุ กั ษ์ศลิ ปวฒั นธรรม
อนั ทส่ี อง ผลติ เพอื่ สรา้ งรายไดใ้ หแ้ กช่ มุ ชน ทำ� ใหช้ มุ ชนเกดิ ความเขม้ แขง็ และนำ� ไปสกู่ ารพงึ่ ตวั เองของชมุ ชน สง่ ผลใหใ้ นปจั จบุ นั วฒั นธรรมการละเลน่
ร�ำวงคองก้าบ้านขาม สามารถเล่นได้กับผู้คนทุกระดับ ต้ังแต่เด็กจนกระทั่งผู้ใหญ่และก็ไม่อาจที่จะลบเลือนหายไปจากสังคมไทยได้โดยง่าย 
เพราะมคี วามผกู พนั โยงใยและฝงั รากลึกอยกู่ บั สงั คมไทยมานานจนเป็นวิถชี วี ิตของผ้คู นส่วนหนึ่งในสังคม
การประกาศข้ึนบัญชี
รำ� วงคองกา้ ไดร้ บั การประกาศเปน็ รายการเบอ้ื งตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม แตย่ งั ไมไ่ ดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ

111

เรอื มตรด

ประวตั ิความเป็นมา ความส�ำคญั และคณุ ค่า ผู้ร้องตามหรือเรียกว่าลูกคู่ เคร่ืองดนตรี
เรือมตรด คือร�ำตรุษสงกรานต์ แหง่ มรดกภูมปิ ัญญา ประกอบด้วย กลองกันตรึม ๒ ใบ หรือ
เป็นการละเล่นพ้ืนบ้านของชาวอีสานใต้มา การแตง่ กายของนกั แสดง การแตง่ กาย มากกว่าน้ัน ฉ่ิง ฉาบ ซอ จอกกร็อง ฯลฯ
ต้ังแต่โบราณ มีความเชื่อเป็นการละเล่นเพ่ือ นยิ มให้สวยงามตามประเพณผี หู้ ญงิ นงุ่ ซน่ิ ไหม โดยทกุ ครง้ั ทม่ี กี ารแสดงจะตอ้ งมกี ลองกนั ตรมึ
ความสนุกสนานในวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทย ผู้ชายนุ่งโสร่งหรือโจงกระเบนสีสันสวยงาม ประกอบเสมอ
สมยั กอ่ นทใ่ี ชเ้ ดอื นเมษายนของทกุ ปเี ปน็ วนั ขนึ้ รวมเป็นคณะเรือมตรดเคลื่อนขบวนร้องร�ำ เนื้อร้องเรือมตรด เร่ิมจากบท
ปใี หม่ นอกจากน้ี เรือมตรดยังมีความสัมพันธ์ ไปตามหมบู่ า้ นทกุ หลงั คาเรอื น มกั นยิ มเลน่ เฉพาะ ขออนญุ าตเจา้ ของบา้ นตอ่ ดว้ ยบทอน่ื ๆ ตามท่ี
เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา รวมถึงยังมี เดือนเมษายนของทุกปีเท่านั้น เพื่อเป็นการ เหน็ สมควรถงึ การขอรบั บรจิ าค บทเกยี้ วพาราสี
ความเชอ่ื ทว่ี า่ เมอื่ ใดทส่ี ตั วป์ า่ เขา้ มาในหมบู่ า้ น พักผ่อนหย่อนใจจากการตรากตร�ำท�ำงาน ของหนุ่มสาว ตอนท้ายเป็นบทให้ศีลให้พร
ถอื วา่ เป็นลางร้าย จะเกดิ สง่ิ ทไ่ี ม่ดี ต้องพบกบั หนักมาเป็นเวลานาน การเรือมตรดน้ี เจ้าของบ้านและบทร้องลา แล้วจึงย้ายคณะ
สิ่งช่ัวร้าย จึงจัดแสดงเรือมตรดข้ึน โดยมี จะร้องร�ำไปตามหมู่บ้านทุกหลังคาเรือน เรอื มตรดไปยงั บ้านอนื่ ตอ่ ไป
รูปภาพสัตว์ป่าทุกชนิด เพื่อให้มีโอกาส เมื่อถึงบ้านใครเป็นธรรมเนียมเจ้าของบ้าน ในปัจจุบันมีการละเล่นเรือมตรด
ได้ประพรมน�้ำอบ ทาแป้ง ทาน้ำ� มันใหแ้ ก่สัตว์ จ ะ อ อ ก ม า ต ้ อ น รั บ แ ล ะ ม อ บ จ ตุ ป ั จ จั ย ทม่ี แี นวคดิ ความเชอ่ื ในเรอื่ งดงั กลา่ วอยบู่ า้ ง เชน่
เหล่านั้น เพ่ือเป็นสัญลักษณ์ที่ได้ป้องกัน เครอ่ื งอปุ โภคบรโิ ภคตา่ ง ๆ ใหแ้ กผ่ เู้ ลน่ เรอื มตรด บา้ นจรเขม้ ากตำ� บลจรเขม้ ากอำ� เภอประโคนชยั
ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งเช่ือว่า ภายหลังหากมีสัตว์ป่า เพื่อรวบรวมน�ำไปถวายวัดต่อไป การเล่น จงั หวัดบรุ รี มั ย์ มีการบอกบุญ ระดมทรพั ย์สนิ
เขา้ ไปในหมู่บา้ น จะไม่สามารถบันดาลใหเ้ กดิ เรือมตรดมีผู้ร้องร�ำเพลงเป็นต้นบทร้องน�ำ เงินทอง ผ้าขาวม้า สิ่งของ เช่น ผ้าไหม เงิน
สิ่งช่วั ร้ายได้ หรือเรียกว่าพ่อเพลงแม่เพลง คนอื่น ๆ เป็น ขา้ วสาร ฯลฯ ให้กับคนเรอื มตรด เพ่อื รวบรวม
น�ำไปถวายวัดเป็นการท�ำบุญ ท่ีบ้านเมืองต�่ำ
ตำ� บลหว้ ยราชา อำ� เภอหว้ ยราช จงั หวดั บรุ รี มั ย์
จะมกี ารเรอื มตรดเพอ่ื บอกบญุ ไปยงั บา้ นตา่ ง ๆ
เชน่ บญุ กฐิน บญุ ผ้าปา่ งานทีเ่ กยี่ วกับวัดจะใช้
วธิ กี ารเรือมตรดบอกบญุ เสมอไป

การประกาศขึน้ บัญชี
เรือมตรด ได้รับการประกาศเป็น
รายการเบอ้ื งตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
แต่ยังไม่ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ

มรดกภูมิปญั ญาอีสาน 112

แกลมอ

ประวตั ิความเปน็ มา แมม่ อและมอท้งั หมดลกุ ขน้ึ รำ� ๓ รอบ แลว้ ทำ� พิธีกินบายศรี
การเล่นมอ ชาวไทยกูย เรียกว่า “แกลมอ” ซ่ึงมักเล่นใน เมื่ออิ่มหน�ำส�ำราญแล้วก็จะท�ำพิธีออกจากร่าง เป็นการปล่อยผีมอ
ตอนกลางวัน สาระในการเลน่ มกั จะเกย่ี วกบั การขชี่ ้าง ข่ีมา้ การจบั ชา้ ง ให้ไปอยู่ที่เดิม ตอนออกจากร่าง หมอแคนเป่าแคนให้ท�ำนองคนเดียว
แสดงถึงการหึงหวงช้างของตน แกลมอมีบทบาทส�ำคัญต่อการด�ำรง ไม่ตีกลองให้จังหวะ เพราะเช่ือว่าหากได้ยินเสียงกลอง มอจะไม่ยอม
ชีวิตของชนกลุ่มนี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนท่ีเก่ียวกับความอยู่ดี ออกจากร่าง มอออกจากร่างก่อนหลังตามอาวุโสของมอ แม่มอจึง
มีสุขของสมาชิกในสังคม ทั้งนี้ สิ่งท่ีเกิดขึ้นในชีวิตประจ�ำวันน้ัน อาจมี ออกจากรา่ งเป็นคนสดุ ท้าย เป็นอนั เสร็จส้ินพธิ กี ารเลน่ แกลมอ
สิ่งผิดปกติหรือไม่เป็นไปตามท่ีควรจะเป็น เช่น สิ่งของส�ำคัญสูญหาย พิธีกรรมแกลมอ สร้างความสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ
เกิดการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นการสร้างขวัญและก�ำลังใจ ชมุ ชน เนอื่ งจากเจา้ ภาพทจ่ี ะจดั งานตอ้ งมกี ารเตรยี มการตอ้ นรบั ผมู้ ารว่ ม
ให้กับผู้เกี่ยวข้อง จึงต้องหาวิธีการในการผ่อนคลายความกังวลใจ งานหน่ึงวนั กอ่ นจะมกี ารแสดง เพือ่ นบา้ นจะมาช่วยเตรียมอาหาร วสั ดุ
ความวติ กจนเกนิ เหตใุ ห้ลดน้อยลง อปุ กรณ์ต่าง ๆ เช่น ขา้ วต้ม ขา้ วตอก กรวย ในวันงาน เพอื่ นบ้านที่เป็น
ชายจะมาชว่ ยสรา้ งปะรำ� พธิ ใี นตอนเช้ากอ่ นท่จี ะถึงเวลาแสดง คนอื่น ๆ
ความสำ� คัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภูมปิ ญั ญา กจ็ ะมาช่วยท�ำอาหาร ชว่ ยดแู ลอำ� นวยความสะดวกและใหก้ ำ� ลงั ใจ
พิธีกรรมแกลมอ เป็นประเพณีของชาวบ้านตรึม ต�ำบลตรึม
อ�ำเภอศขี รภมู ิ จังหวดั สรุ นิ ทร์ เรยี กตามภาษาถน่ิ ว่า แกลมอ มมี าตัง้ แต่ การประกาศข้นึ บญั ชี
เม่ือใดไม่มีหลักฐานปรากฏที่แน่ชัด ทราบแต่เพียงว่าพิธีกรรมเหล่าน้ี แกลมอ ได้รับการประกาศเป็นรายการเบ้ืองต้นมรดก
มีมานานแล้ว พวกชาวไทยกูยรับถ่ายทอดต่อเนื่องกันมาอีกทอดหน่ึง ภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม แต่ยังไมไ่ ดร้ ับการประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดก
และปฏิบัตมิ าโดยตลอดจนกระทั่งทุกวนั น้ี ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ
ในการประกอบพิธีแกลมอ ใช้ลานกว้างบริเวณท่ีเป็นท่ีอยู่
อาศัยของเจ้าภาพหรือผู้ป่วย ส่วนมากเป็นบ้านเจ้าโคตรซึ่งเป็นหัวหน้า
สายตระกลู ตง้ั ปะรำ� พิธีชั่วคราวเปน็ โรงไม้ ๔ เสา ปกั เปน็ มมุ กวา้ งยาว ๔
เมตร มงุ หลงั คาดว้ ยใบมะพรา้ วหรอื หญา้ คา เพอื่ เปน็ สถานทป่ี ระกอบพธิ ี
กลางปะรำ� พธิ มี กี ารสรา้ งรา้ นโดยปกั เสา ๓ ตน้ ใชไ้ ม้ ๒ ตน้ และตน้ กลว้ ย
๑ ต้น ทำ� เสาสงู ถงึ หลงั คาของปะรำ� ชัน้ บนขัดเป็นตาห่าง ๆ ไว้ส�ำหรับ
ตงั้ วางขนั ดอกไม้ ชัน้ ท่ี ๒ พาดผ้าถุง และผ้าขาวมา้ วางทับด้วยมดี ดาบ
ของครูบามอ ภายในปะร�ำจะปูตาข่ายตาถี่วางทับด้วยเส่ือ ส�ำหรับให้
ผเู้ ลน่ ไดเ้ ขา้ ไปนง่ั ท�ำพธิ ี ผทู้ ีไ่ มเ่ ก่ยี วข้องหา้ มเขา้ ในบรเิ วณดงั กล่าว

113

แมงหนา้ งาม (ผขี นนำ�้ )

ประวตั ิความเป็นมา
แมงหน้างาม (ผีขนน้�ำ) น้ันมีความเช่ือจากรากเหง้าเดียวกันกับปู่เยอย่าเยอ สิงห์แก้วสิงห์ค�ำจากอาณาจักรล้านช้าง หลวงพระบาง
สาเหตุที่มีแมงหน้างามตามแถบชายแดนอ�ำเภอเชียงคานนี้ ก็สืบเนื่องมาจากผู้คนในแถบนี้อพยพมาจากเมืองหลวงพระบางและเมืองเวียงจันทน์
จึงถือเป็นประเพณีท้องถ่ินของผู้คนในแถบลุ่มแม่น�้ำโขง ซ่ึงเป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากอาณาจักรล้านช้าง มีรากฐานแนวคิดความเชื่อ
มาจากการนบั ถอื บรรพบุรุษ

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 114

ความส�ำคญั และคณุ ค่า การละเลน่ แมงหนา้ งาม (ผขี นนำ้� ) ของบา้ นนาซา่ ว อำ� เภอเชยี งคาน มปี ระวตั คิ วามเปน็ มา
แห่งมรดกภูมิปัญญา ที่ชัดเจนและเล่นกันทุก ๆ ปี ระหวา่ งวันแรม ๑ – ๓ คำ�่ ของเดือนหก ปจั จบุ นั มศี ูนย์วฒั นธรรม
การละเล่นแมงหน้างามในเขต ผีขนน�้ำอยู่ที่โรงเรียนบ้านนาซ่าว ต�ำบลนาซ่าว อ�ำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ท้ังน้ี การละเล่น
อำ� เภอเชยี งคาน จังหวัดเลยนน้ั เจา้ แสนเมอื ง แมงหนา้ งาม มอี ยู่ใน ๓ จังหวัด คือ เลย เพชรบูรณ์ และสกลนคร โดยภาครฐั เข้ามามีบทบาท
เป็นผู้ก�ำหนดวนั เลน่ แมงหนา้ งาม ผา่ นบัวนาง ในการสง่ เสริมใหเ้ ป็นกิจกรรมเพอื่ การท่องเท่ียวด้วย
(ร่างทรง) โดยการละเล่นแมงหน้างาม
มวี ตั ถปุ ระสงค์ คอื เพอ่ื เลน่ ถวายแกเ่ จา้ แสนเมอื ง การประกาศขนึ้ บญั ชี
เพื่อขอให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีมีสุข แมงหน้างาม (ผีขนน�้ำ) ได้รับการประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทาง
เพอ่ื เลน่ ประกอบในบญุ เดอื นหกของบา้ นนาซา่ ว วัฒนธรรม แตย่ งั ไมไ่ ดร้ ับการประกาศขน้ึ บญั ชเี ป็นมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ
เพื่อร�ำลึกถึงบุญคุณของสัตว์เลี้ยง วัว ควาย
ท่ีทำ� คุณประโยชนแ์ กช่ าวบา้ น และเพอ่ื ขอฟา้
ขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล

เครื่องแต่งกายที่ใช้ประกอบการ
ละเล่นแมงหน้างาม ส่วนหัวประกอบด้วย
เขาของแมงหน้างาม ท�ำจากกิ่งไม้ไผ่ท่ีน�ำมา
ดัดให้โค้ง แล้วติดด้วยกระดาษสีต่าง ๆ
เพอื่ ความสวยงาม หลงั จากนน้ั จงึ นำ� มาเยบ็ ตดิ
กับผ้า ส่วนหน้าของแมงหน้างามท�ำมาจาก
ไมง้ วิ้ นำ� มาถากให้ไดร้ ูปสวยงามแลว้ แตง่ แต้ม
ด้วยสี เพ่ิมความสวยงาม ชดุ ของแมงหน้างาม
ท�ำจากผ้าฝ้ายเก่าท่ีน�ำมาตัดเย็บเป็นชุดยาว
ไมค้ รอบศรี ษะทำ� จากไมไ้ ผท่ น่ี ำ� มาสานแบบงา่ ย ๆ
สวมใส่ก่อนที่จะสวมหน้ากาก แขวนขอลอไว้
ด้านหลัง เวลาเดินหรือเตน้ จะส่งเสยี งดัง

ท่าร�ำการละเล่นของแมงหน้างาม
ประกอบด้วย ท่าออกเหล่าเต้นหมู่ ท่าแหมบ
น้�ำส�่ำตม ท่าเข้าศอกตอกแหล่ง ท่าคอบเจ้า
ทา่ เลน่ บญุ ชมชน่ื ทา่ ขอฟา้ ขอฝน และทา่ ลาเลกิ

115



มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน

ดา้ นแนวปฏิบปตั รทิะเาพงณสังี คแมละพเทธิ ศีกกรรามล

แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล
หมายความว่า การประพฤติปฏิบัติและการกระท�ำกิจกรรมในแนวทาง
เดียวกันของคนในชุมชนท่ีสืบทอดกันมาบนหนทางของมงคลวิถี น�ำไป
สูส่ ังคมแหง่ สนั ติสขุ แสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของชมุ ชนหรอื กลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ
แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล
แบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท ดังต่อไปน้ี
(๑) มารยาท หมายความว่า การประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม
ต่อผู้อืน่ เช่น การแสดงความเคารพ การสง่ และการรบั สิ่งของ การกิน
การพูด การยนื การเดิน การนั่ง การนอน การแตง่ กาย
(๒) ประเพณี หมายความว่า สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติ
สืบทอดกันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีตประเพณี
ซ่ึงเก่ยี วกบั ศาสนา เทศกาล วงจรชวี ติ และการท�ำมาหากนิ
(ก) ประเพณเี กย่ี วกบั ศาสนา เชน่ การสวดมนต์ การเทศน์
การทอดกฐนิ การทอดผา้ ปา่ ประเพณแี หเ่ ทยี นพรรษา ประเพณลี ากพระ
ประเพณแี หผ่ า้ ข้ึนธาตุ เป็นต้น
(ข) ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล เช่น งานสงกรานต์
งานลอยกระทง งานบุญเดือนสิบ งานตานก๋วยสลาก งานผีตาโขน
งานแข่งเรือ งานบุญบั้งไฟ เป็นตน้
(ค) ประเพณีเกี่ยวกับวงจรชีวิต เช่น การเกิด การต้ังช่ือ
การบวช การแตง่ งาน พธิ บี ายศรสี ขู่ วญั พธิ กี รรมเหยา ประเพณผี กู เสย่ี ว
การข้นึ บ้านใหม่ การตาย เปน็ ต้น
(ง) ประเพณีเกี่ยวกับการท�ำมาหากิน เช่น พิธีบูชา
แม่โพสพ พิธีท�ำขวัญข้าว พิธีไหว้ครู พิธีกรรมขอฝน พิธีวางศิลาฤกษ์
ประเพณลี งเล เป็นต้น

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 118



การแต่งงานแบบไทย

ประวตั คิ วามเป็นมา
ประเพณีแต่งงาน ถือเป็นธรรมเนียมที่ดีงาม เป็นประเพณีท่ีส�ำคัญส�ำหรับวิถีชีวิตไทย
ท่ีถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน เป็นพิธีท่ีช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตคู่
ส�ำหรับบ่าวสาวในการตัดสินใจครองคู่กันได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการบ่งบอกว่าผู้ที่แต่งงานนั้น
มีความเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีความรับผิดชอบมากขึ้น ประเพณีแต่งงานในประเทศไทย ยังคงยึดถือ
ปฏิบัติกันอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งในแต่ละภูมิภาคจะมีขนบธรรมเนียมประเพณี
ความเชอ่ื ขั้นตอนและพธิ กี ารท่ีแตกต่างกัน

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน 120

ความสำ� คัญและคณุ ค่าแห่งมรดกภูมิปัญญา
พิธีแต่งงานภาคอีสาน เป็นอีกหน่ึงประเพณีท่ีสืบทอดกันมา
อย่างยาวนาน โดยเรียกพิธีแต่งงานตามภาษาอีสานว่า “การกินดอง”
หมายถึง การกินเลี้ยงเพ่ือฉลองการเก่ียวดองเป็นครอบครัวเดียวกัน
ซ่ึงมีข้ันตอนดงั นี้ คือ
๑) การสู่ขอ ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายบอกญาติผู้ใหญ่ของตนเอง
ใหไ้ ปสขู่ อฝ่ายหญิงจากญาตผิ ใู้ หญ่ เรียกว่า การโอม
๒) พิธีขันหมาก ส�ำหรับพิธีขันหมากจะประกอบด้วย
พธิ ีแห่ขันหมาก พธิ รี ับขนั หมาก และพธิ ีนบั สินสอด
๓) พิธีสู่ขวัญ ให้เจ้าบ่าวและเพ่ือนเจ้าบ่าวนั่งอยู่ทางขวา
เจ้าสาวและเพ่ือนเจ้าสาวนั่งอยู่ทางซ้ายจากน้ันเจ้าบ่าวและเจ้าสาว
จะจับพาขวญั โดยใช้แขนไขวก้ นั
๔) การขอขมาญาตผิ ใู้ หญ่ หรอื การสมมา คอื การมอบสงิ่ ของ
เพื่อขอบคุณญาตผิ ู้ใหญ่ของทง้ั สองฝา่ ย
๕) การปทู น่ี อนและการสง่ ตัวเข้าหอ

จึงถือเป็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษของไทยท่ีมองการณ์ไกลและ
มคี วามละเอยี ดออ่ น จงึ จดั ใหม้ ปี ระเพณแี ตง่ งานขน้ึ โดยจดั ใหม้ พี ธิ กี รรม
ตามข้ันตอนของประเพณีไทย เร่ิมตั้งแต่การทาบทาม สู่ขอ หม้นั และ
แตง่ งาน พิธีการแต่งงานน้ถี ้าจะให้ถกู ต้องเหมาะสม จะต้องประกอบพิธี
ทางศาสนาด้วยในตอนเช้า และอีกพิธีคือจะต้องจดทะเบียนสมรส
ใหถ้ กู ตอ้ งตามกฎหมาย กถ็ อื วา่ การแตง่ งานนนั้ ถูกต้องสมบูรณ์

การประกาศขึ้นบัญชี
การแต่งงานแบบไทย ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗

121

การผกู เสี่ยว

ประวตั คิ วามเปน็ มา
การผูกมิตรเปนเอกลักษณท่ีส�ำคัญของคนไทย เพราะมิตรมีบทบาทส�ำคัญตอชีวิต
ความเปนอยู่ความปลอดภัยและการแกไขปญหาตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นของทั้ง ๒ ฝาย วิธีการผูกมิตร
มีความแตกตางและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของแตละทองถ่ิน เชน การผูกเส่ียวของ
ภาคอีสาน ค�ำวา “เส่ียว” หมายถึง เพ่ือนที่เปนเพ่ือนตาย เพ่ือนรวมสุขรวมทุกข เพ่ือนยาก
เพอื่ นท่ีพงึ่ พาได เพือ่ นทเ่ี สียสละทกุ สิง่ ทกุ อยางเพอื่ เพอื่ นได ไมวา จะเปน ทรพั ยสนิ หรือแมก ระทั่งชวี ิต

มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 122

ความสำ� คัญและคณุ คา่ แหง่ มรดกภมู ิปัญญา
ความเปน เสยี่ วระหวา งกนั ของคนอสี านจะเกดิ ขน้ึ ได้ ตอ งผา น
ข้ันตอนที่สำ� คัญ คือ ขัน้ ของการหาคูเสี่ยว ซ่ึงมอี ยู ๒ วธิ ี ไดแก
๑) บคุ คลสองฝา ยเหน็ วา ตนเองมคี วามรกั ใครช อบพออกี ฝา ย
หน่ึง คิดวาพอจะพึ่งพากันได้และมีความสุข ความอบอุน ความมั่นใจ
เม่ือไดคบกันและเม่ือดูอายุบุคลิกลักษณะนิสัยใจคอ เพศและฐานะ
โดยรวมแลวไมแ ตกตา งกนั มากนกั จงึ ตกลงท่จี ะเปน เส่ียวกัน
๒) ญาติพ่ีนอง บิดามารดาหรือผูใหญท่ีเก่ียวของกับคูเสี่ยว
เห็นวา บุคคลท้ังสองมีบุคลิกลักษณะนิสัยใจคอ เพศ ฐานะ และ
ความจ�ำเปนท่ีบุคคลทั้งสองจะพ่ึงพาอาศัยกันในภายภาคหนา จึงจัด
ใหบุคคลท้งั สองไดมาพบกนั และจดั พธิ ผี ูกเส่ียวให
สวนข้ันตอนของการผูกเส่ียวมีอยูหลายวิธี ซึ่งจะแตกตางกัน
ไปในแตละพ้ืนที่ แตโดยสาระส�ำคัญและจุดมุงหมายแลวจะเหมือนกัน
คือ เปนการประกาศใหบุคคลท้ังสองฝายและบุคคลท่ีเกี่ยวของไดรับ
รูถงึ ความผูกพนั ท่บี ุคคลทงั้ สองพรอ มครอบครัว รวมท้ังชมุ ชนสังคมนน้ั
มีตอกัน โดยมีผูใหญทั้งสองฝายที่เคารพนับถือมาเปนสักขีพยานดวย
โดยจะมอี ยู ๓ แบบ คือ ๑) แบบงายหรือแบบธรรมดา ๒) แบบมีพิธีการ
หรือแบบเปน ทางการ ๓) แบบมกี ารสาบานตอ กนั
การเปนเสี่ยวไมใชเฉพาะคูเสี่ยวเทานั้น ยังรวมถึงบุคคล
ในครอบครวั ญาติ ชมุ ชนและสงั คมของคเู สยี่ วดว ย ดงั นนั้ วธิ กี ารผกู เสย่ี ว
จึงเปนความชาญฉลาดของคนอีสานโบราณที่หวังใหเกิดความสงบสุข
ในชีวิตและชุมชนอยางแทจริง เพราะการเปนเส่ียวกันจะไมท�ำรายกัน
ไมคิดทรยศตอกัน แตจะรักกันซ่ือสัตยตอกัน ชวยเหลือเกื้อกูลกัน
ดังนั้น การเปนเส่ียวกันจึงเปนสิ่งที่ดีงามท่ีควรรักษาสืบทอดดวยความ
จริงจังและจริงใจ มิใชเพ่ือประโยชนของฝายใดฝายหน่ึง และควรไดมี
การศึกษาถึงสาระท่ีเปนแกนแทที่มีคุณความดีงามของค�ำวา เสี่ยว
เพ่อื สบื ทอดตอ ไป
การประกาศขึน้ บญั ชี
การผูกเส่ียว ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๕

123

เทศน์มหาชาติ

ประวัตคิ วามเป็นมา ความส�ำคญั และคุณคา่ ซึ่งเปนการเลาต�ำนานที่มาของการเกิด
มูลเหตแุ หง่ การเทศนม์ หาชาติ หรือ แห่งมรดกภูมิปญั ญา ประเพณีเทศนมหาชาติ จากน้ันพระสงฆ
ที่ในภาคอีสาน เรียกวา บุญผะเหวด (เป็น เทศน์มหาชาติหรือบุญผะเหวด จะแสดงอานิสงส์เทศนมหาชาติ และสวด
สำ� เนยี งชาวอสี านทมี่ าจากคำ� วา่ “บญุ พระเวส” (บุญมหาชาติหรือบุญเดือนส่ี) ในภาคอีสาน คาถาบาลขี องเวสสนั ดรชาดกหรอื “คาถาพนั ”
หรือพระเวสสันดร) มีเล่าไว้ในเร่ืองพระมาลัย ไดม้ กี ารจดั พธิ อี ยา่ งยงิ่ ใหญม่ าก เปน็ กจิ พธิ ที ท่ี ำ� อันถือเปนพุทธวัจนะ แลวจึงเริ่มเทศน
หมืน่ มาลัยแสนวา่ พระมาลยั ไดข้ ึ้นไปไหวพ้ ระ ตอ่ เน่อื งกัน ๒ – ๓ วัน ซงึ่ อาจจะเตรยี มงาน มหาชาติไลเรียงไปทีละกัณฑ ตั้งแตกัณฑแรก
ธาตุเกศแก้วจุฬามณีในสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ ก่อนหน้าน้ีอีกหลายวัน โดยถือกันว่าเป็น จนจบกัณฑท่ีสิบสามและสรุปทายดวยการ
พบพระศรีอาริยเมตไตรย โดยได้ด�ำรัสสั่ง กิจประเพณีของชุมชนท่ีร่วมกันหลายหมู่บ้าน เทศนอรยิ สจั
กับพระมาลัยว่า ถ้ามนุษย์อยากพบพระองค์ โดยวัดในหมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะส่งฎีกา การสวดและเทศนมหาชาติตั้งแต
จงอย่าได้ท�ำบาปหนัก ได้แก่ ฆ่าหรือข่มเหง บอกบุญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาร่วมงาน อดีตจนถึงปจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ
บิดามารดา สมณพราหมณาจารย์ ท�ำร้าย บุญผะเหวดจะท�ำกันในเดือนหนึ่งเดือนใด แตละรูปแบบมีความส�ำคัญ มีวัตถุประสงค
พระพุทธเจ้าและยุยงพระสงฆ์ให้แตกกัน ในระหว่างออกพรรษา จะเป็นข้างขึ้นหรือ ในการจัด แนวทางการปฏิบัติและพิธีการ
ให้อุตส่าห์ฟังเรื่องราวมหาเวสสันดรชาดก ข้างแรมก็ได้ บางแห่งท�ำในเดือนหกหรือ ท่ีแตกตางกันไป สะทอนใหเห็นวาประเพณี
หรือพระเวสใหจ้ บในวนั เดยี วกัน ฟงั แลว้ ให้น�ำ เดือนเจ็ด ซ่ึงมักจะท�ำบุญบั้งไฟร่วมด้วย เทศนมหาชาติด�ำรงอยูในสังคมไทยอยางมี
ไปประพฤติปฏิบัติ จะได้พบพระศาสนาของ ในทุก ๆ ปีชาวอีสานที่ไปประกอบอาชีพ พลวัต มีทั้งความพยายามในการรักษาและ
พระองค์ เม่ือพระมาลัยกลับมาถึงโลกมนุษย์ ในท้องถิ่นอ่ืนจะพากันกลับมาร่วมงานบุญนี้ สืบทอดรูปแบบและประเพณีด้ังเดิมใหคง
จงึ ไดบ้ อกใหม้ นษุ ยท์ ราบ โดยเหตนุ ี้ ผปู้ รารถนา เป็นจำ� นวนมาก อยู่และการปรับเปล่ียนใหสอดคลองกับ
จะพบศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย จึงพากัน วิถีชีวิตสมัยใหม แต่ปจจุบันประสบปญหา
ทำ� บญุ พระเวสสืบตอ่ กนั มา ลำ� ดบั ขน้ั ตอนการจดั เทศนม หาชาติ ส�ำคัญหลายประการ เชน ขาดบุคลากรที่จะ
มักเร่ิมตนดวยการเทศนเร่ืองพระมาลัย สบื ทอดทำ� นองการสวดและการเทศนท ถ่ี กู ตอ ง
ขาดการสรางองคความรูเกี่ยวกับแบบแผน
วิธีการฝกหัด การถายทอดการเทศน์และ
การแหล่อยางเปนระบบ ซึ่งควรจะรวมกัน
หาแนวทางแกไขและพัฒนาใหคงคุณคาของ
ประเพณนี ้ีสืบตอ ไป

การประกาศขน้ึ บัญชี
เทศน์มหาชาติ ได้รับการประกาศ
ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๕

มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี าน 124

ประเพณกี วนขา้ วทพิ ย์

ประวตั ิความเปน็ มา หม่ ขาว กระทะละ ๒ คน แลว้ แตจ่ ะกวนกกี่ ระทะ วัตถุดิบทเ่ี ปน็ สว่ นประกอบน�ำมากวนรวมกัน
ประเพณีการกวนข้าวทิพย์เป็น เปน็ ข้าวทพิ ยไ์ ด้ บางแหง่ เรียกวา่ ข้าวส�ำปะปิ หมายถงึ การน�ำของหลายอยา่ งมารวมกันจนแยก
พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ท่ีสอดแทรกเข้า ไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
มาในพธิ กี รรมของ พระพทุ ธศาสนา ซงึ่ ถอื เปน็ เม่ือเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว พิธีการจะเร่ิมประมาณ ๔ โมงเย็นของวันข้ึน ๑๔ ค่�ำ
พระราชพิธที ก่ี ระท�ำกนั ในเดือนสบิ มมี าตง้ั แต่ เดือน ๑๑ โดยเรมิ่ ดว้ ยพระสงฆ์เจรญิ พระพทุ ธมนตถ์ ึงบทอิตปิ โิ ส เดก็ หญงิ พรหมจารจี ะลกุ ไปยัง
สมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี บรเิ วณพธิ กี บั ผชู้ ำ� นาญการ สว่ นคนอน่ื จะเขา้ ไปไมไ่ ด้ เดก็ หญงิ จะเปน็ ผเู้ รม่ิ ทำ� ทกุ อยา่ ง ตง้ั แตก่ อ่ ไฟ
และได้รับการฟื้นฟูอีกคร้ังในสมัยรัชกาลที่ ๑ ยกกระทะขึ้นตั้งเตาไฟแลว้ เร่ิมกวน กวนไปประมาณ ๑๐ นาที ก็เปน็ การเสร็จพธิ กี าร หลงั จาก
และมาเลกิ ราไปในรชั กาลท่ี ๒ และรชั กาลท่ี ๓ น้ันชาวบา้ นจะช่วยกนั กวน โดยผลดั กนั ตลอดเวลา แต่ละกระทะจะใช้ประมาณ ๓๐ – ๔๐ นาที
แล้วมาได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในรัชกาลที่ ๔ ถ้ากระทะใหญ่อาจใชเ้ วลามากขนึ้ ขณะกำ� ลงั ขน้ ก็จะใสเ่ นย ข้าวเม่า น้ำ� ตาล น้ำ� ออ้ ย พอสุกไดท้ ี่
เป็นต้นมา ปัจจุบันนิยมท�ำกันในทุกภาคของ ข้าวจะออกเป็นสีน�้ำตาลไหม้แล้วน�ำไปเทลงถาดที่เตรียมไว้และโรยหน้าด้วยถั่วงา วันรุ่งขึ้นเป็น
ประเทศไทย โดยในภาคอีสานนิยมท�ำกันใน วันพระ มีการท�ำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ถวายข้าวทิพย์แด่พระสงฆ์และแจกจ่ายแบ่งปันให้กับ
วนั กอ่ นออกพรรษาหนงึ่ วนั คือ วนั ขน้ึ ๑๔ คำ่� ผู้ท่ีมารว่ มงาน หนา้ ตายิ้มแยม้ แจม่ ใส อ่ิมบญุ กันทั่วหนา้ เป็นอนั เสร็จพธิ ี
เดือน ๑๑ ประเพณีกวนข้าวทิพย์แม้จะเป็นพิธีการของพราหมณ์ แต่ก็น�ำมาประยุกต์กับวิถีพุทธ
ได้อย่างลงตัว สามารถเสริมศรัทธา การเสียสละ ความสามัคคีในชุมชนได้อย่างดี จึงเห็นควรที่
ความส�ำคญั และคุณค่า คนรุ่นหลงั จะชว่ ยกันหนุนเสรมิ ใหม้ รดกแหง่ ปัญญาธรรมนี้ควรอย่สู ืบไป
แหง่ มรดกภูมิปญั ญา
การกวนขา้ วทพิ ยโ์ ดยปกตกิ วนในวดั การประกาศขน้ึ บัญชี
วัดท่ีจะกวนต้องเตรียมการหลายอย่าง ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ทง้ั สถานทก่ี วนขา้ วทพิ ยซ์ งึ่ อาจจะทำ� เปน็ ปะรำ� ของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๖
พิธี มุมทั้งสี่ต้ังฉัตร ๗ ช้ัน ขันหมากเบ็งเป็น
เครื่องสักการบูชา อุปกรณ์การกวนข้าวทิพย์
ได้แก่ เตา ฟืน กระทะ ใบบวั ไม้พาย เดก็ หญงิ
พรหมจารีท่ียังไม่เป็นประจ�ำเดือน นุ่งขาว

125

ประเพณกี ารละเลน่ ผตี าโขนในงานบญุ หลวง จังหวดั เลย

ประวตั ิความเปน็ มา
ผีตาโขน เป็นค�ำเรียกชื่อการละเล่นชนิดหนึ่งที่ผู้เล่นต้อง
สวมหน้ากากที่วาดหรือแต้มให้น่ากลัว แต่งกายด้วยชุดท�ำจากเศษผ้า
น�ำมาเย็บติดกัน ซึ่งจะเข้าร่วมขบวนแห่และมีการแสดงท่าทางต่าง ๆ
เพ่ือสร้างความต่ืนเต้น สนุกสนาน ร่ืนเริง ในระหว่างที่มีงานประเพณี
บญุ หลวง เปน็ การละเล่นที่มเี ฉพาะในทอ้ งท่ีอำ� เภอดา่ นซ้าย จงั หวัดเลย

มรดกภูมิปัญญาอีสาน 126

ความสำ� คัญและคุณคา่ แห่งมรดกภูมปิ ญั ญา
ลักษณะของผีตาโขน ประกอบด้วย ส่วนหัวของหน้ากาก ท�ำด้วยหวดน่ึงข้าวเหนียว น�ำมาหักพับข้ึน ให้มีลักษณะคล้ายหมวกแล้วเจาะ
ช่องตา ส่วนจมูก ท�ำจากไม้นุ่นลักษณะยาวแหลมคล้ายงวงช้าง ส่วนเขา ท�ำจากปลิ่มมะพร้าวแห้ง น�ำมาตัดเป็นขนาดและรูปทรงตามต้องการ
เคร่อื งแต่งกาย ชดุ ทำ� จากเศษผ้า น�ำมาเย็บติดกนั มี “หมากกะแหล่ง” (ลกั ษณะคล้ายกระด่ิงใชแ้ ขวนคอกระบือ) หรอื กระดิง่ กระพรวน กระปอ๋ ง
ผูกตดิ กับบั้นเอว แขวนคอ หรอื ถือเคาะเขยา่ เพื่อใหเ้ กิดจังหวะและมเี สียงดงั เวลาเดินและแสดงท่าทางตา่ ง ๆ ผีตาโขนทุกตัวจะมีอาวุธประจำ� กาย
เป็นดาบหรอื งา้ ว ซ่ึงทำ� จากไม้เนอ้ื ออ่ น
บุญหลวง เป็นการท�ำบุญใหญ่ของเจ้านาย โดยน�ำบุญเผวส บุญบ้ังไฟ บุญซ�ำฮะ (สะเดาะเคราะห์บ้านเมือง) และการละเล่นผีตาโขน
มารวมเป็นงานเดยี วกนั เปน็ ประเพณีปฏิบัติสบื ต่อกันมาแต่โบราณ ขั้นตอนการประกอบพธิ ีกรรมประเพณบี ญุ หลวงและการละเลน่ ผตี าโขน
๑) พธิ ีเบกิ พระอุปคุต พธิ บี ายศรีสขู่ วญั เจา้ พ่อกวน พธิ นี ้เี ปน็ วันแรกของงาน
๒) พธิ แี หพ่ ระเวสสนั ดรเขา้ เมอื ง จดุ บง้ั ไฟ ลอยชดุ ผตี าโขนและหนุ่ ผตี าโขน เพอ่ื ปลดทกุ ขป์ ลดโศก (ลอยเคราะห)์ ตอนเยน็ เทศนม์ าลยั หมน่ื
มาลยั แสน เปน็ เสร็จพธิ วี ันทสี่ อง
๓) ถวายภตั ตาหาร สะเดาะเคราะห์บา้ นสะเดาะเคราะห์เมอื งและเทศนม์ หาชาตจิ นครบ ๑๓ กัณฑจ์ ึงเปน็ การจบสิ้นพิธีบุญหลวง
การละเลน่ “ผีตาโขน” ของชาวอ�ำเภอด่านซ้าย มีความเช่ือว่า ประการแรก เล่นเพอ่ื ถวายดวงวญิ ญาณศักดิส์ ิทธท์ิ ม่ี อี ำ� นาจในการปกครอง
สงู สดุ ในเมอื งดา่ นซา้ ย ประการทสี่ อง เลน่ เพอื่ รว่ มขบวนแหพ่ ระเวสสนั ดรเขา้ เมอื ง อนั เปน็ ความเชอื่ ทางพทุ ธศาสนา ประการทสี่ าม เลน่ เพอื่ รว่ มขบวน
ในการแหบ่ ญุ เดอื นหก (บุญบง้ั ไฟ) และการแหข่ อฝน ประการทส่ี ี่ เลน่ เพอื่ ความสนกุ สนาน และประการสดุ ทา้ ย เลน่ เพอ่ื ใหส้ งิ่ ทไี่ มด่ ที เี่ คยกระทำ� ดว้ ย
กาย วาจา ใจ รวมถงึ โรคภยั ไขเ้ จ็บต่าง ๆ ให้ตดิ ไปกับผตี าโขน โดยการน�ำไปล่องลำ� น้�ำหมนั เปน็ การเสร็จส้ินพธิ บี ญุ หลวงและการละเล่นผีตาโขน
การประกาศขน้ึ บญั ชี
ประเพณกี ารละเล่นผีตาโขนในงานบุญหลวง จงั หวัดเลย ได้รบั การประกาศขน้ึ บัญชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปี
พุทธศกั ราช ๒๕๕๖

127

ประเพณที �ำขวญั ขา้ ว

ประวตั ิความเป็นมา
ประเพณีท�ำขวัญข้าวเป็นประเพณีเซ่นสรวงแม่โพสพของชาวนาไทย การท�ำขวัญข้าวเกิดจากความเชื่อว่าต้นข้าวมีขวัญหรือส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ
คุ้มครอง ทีเ่ รียกว่า “แม่ขวญั ข้าว” หรือ “แมโ่ พสพ” จึงทำ� ให้ต้นขา้ วเจรญิ งอกงามดี หากขวญั ขา้ วไม่อยกู่ บั ต้นขา้ ว ข้าวก็จะไม่ออกรวงหรอื ไมเ่ จรญิ
งอกงามสมบูรณ์ ผลผลิตทไี่ ดก้ จ็ ะไม่พอเล้ยี งชพี ดังนน้ั จึงตอ้ งเอาใจปฏบิ ัติตอ่ ข้าวดว้ ยความเคารพและมคี วามกตญั ญรู ้คู ุณข้าว ชาวอีสาน เรยี กวา่
เรยี กขวญั ข้าว ส่วนชาวไทยเชือ้ สายเขมร เรียกว่า สขู่ วญั ขา้ วเปลอื ก หรอื เฮา ปลึง เสรวิ แตว่ ธิ ีการปฏิบัติแตกตา่ งกนั ไป ชาวนาภาคอีสานจะท�ำขวัญ
ในช่วงทไี่ ดผ้ ลผลติ แลว้ และเตรียมขนขา้ วเขา้ ยุ้งเท่านั้น
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 128

แมว้ า่ ประเพณที �ำขวญั ข้าวยงั คงมอี ยู่บา้ งในบางทอ้ งถ่ิน แต่ก็
เปล่ียนแปลงไปมากเนื่องจากการเปล่ียนแปลงของระบบการท�ำนา
การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือการเกษตรท่ีทันสมัย ในบางท้องถ่ิน
ประกอบพิธีท�ำขวัญแม่โพสพร่วมกับการท�ำผ้าป่าข้าวเปลือกแทน
เพื่อเร่ียไรข้าวเปลือกน�ำเงินมาบูรณะหรือสร้างสิ่งก่อสร้างในวัด
บางชมุ ชนท่เี คยเป็นแหลง่ ปลกู ข้าวในอดีต บ้างกจ็ ดั พิธที �ำขวัญแม่โพสพ
รว่ มกบั งานประจำ� ปขี องวดั บางชมุ ชนจัดเปน็ พิธเี ขา้ ทรงทีศ่ าลแมโ่ พสพ
ในเดือนสี่ บางท้องถ่ินก็จัดเป็นพิธีกรรมประดิษฐ์เพ่ือการท่องเท่ียว
รูปแบบของพิธีกรรมในปัจจุบันจึงถูกปรับเปล่ียนให้ย่นย่อหรือรวบรัด
มากข้ึน และมักจะอยู่ในรูปแบบของการบอกกล่าวและการบนบาน
มากกว่าการประกอบพิธีกรรมเต็มรูป ผู้รู้ข้ันตอนในการท�ำพิธีกรรม
มีจ�ำนวนลดลง แต่ถึงอย่างไร พิธีกรรมท�ำขวัญข้าวก็ยังตอบสนอง
ทางด้านจติ ใจ ช่วยสร้างขวัญและก�ำลงั ใจให้แก่ชาวนาไทย

การประกาศข้นึ บัญชี
ประเพณีท�ำขวัญข้าว ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๔

ความสำ� คัญและคุณค่าแหง่ มรดกภูมิปัญญา
การท�ำขวัญข้าวตอนขนข้าวเข้ายุ้ง เป็นการเฉลิมฉลองหลัง
การเก็บเกี่ยว เกิดจากความเช่ือท่ีว่าเมื่อผ่านกระบวนการนวดข้าว
ขวัญของแม่โพสพอาจตกใจหนีหายหรือตกหล่นอยู่ในลาน จึงต้องเชิญ
ขวญั แมโ่ พสพใหก้ ลบั เขา้ ไปอยใู่ นเมลด็ ขา้ ว เพอื่ ชว่ ยคมุ้ ครองดแู ลขา้ วใน
ยงุ้ ใหป้ ลอดภยั ขณะเดยี วกนั กท็ ำ� บญุ อทุ ศิ สว่ นกศุ ลใหแ้ มโ่ พสพ ตลอดจน
ควายที่น�ำมาใช้งานหนักในช่วงเพาะปลูก พิธีน้ีมีท้ังท่ีท�ำเป็นการเฉพาะ
ครอบครัวและท�ำเป็นประเพณีของส่วนรวม คือ ท้ังชุมชนไปจัดที่วัด
หลังจากขนข้าวเข้ายุ้งเรียบร้อยแล้ว เป็นการท�ำขวัญแม่โพสพ ซึ่งเป็น
ความเชอื่ ดง้ั เดมิ ผสมผสานไปกบั พธิ ที ำ� บญุ อทุ ศิ สว่ นกศุ ลทางพทุ ธศาสนา
และอธิษฐานขอพรใหม้ ีข้าวเต็มยงุ้ ในปตี อ่ ไปและขอใหไ้ ด้ราคาดี

ผปู้ ระกอบพธิ ใี นขน้ั ตอนนี้ มที ง้ั หญงิ เจา้ ของทน่ี า หมอขวญั และ
พระภกิ ษุ โดยความส�ำคัญอยทู่ ี่เครอ่ื งสงั เวยหรือเคร่ืองขวัญข้าวทว่ี างไว้
บนกองข้าวเปลือกและค�ำขอบคุณแม่โพสพหรือบทขวัญข้าวที่แสดงถึง
ความกตญั ญรู คู้ ณุ ขา้ วท่ใี หช้ วี ิตและความม่นั คงในชวี ิตแก่ชาวนา

129

ประเพณบี ญุ บง้ั ไฟ

ประวัติความเปน็ มา
บญุ บงั้ ไฟ หรอื บญุ เดอื นหก เปน็ บญุ ประเพณที ส่ี ำ� คญั ของชาวอสี านทถี่ อื ปฏบิ ตั สิ บื ทอด
กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนได้มีการก�ำหนดไว้ในประเพณี ๑๒ เดือน ควบกับครรลองปฏิบัติ
ของฝ่ายปกครองหรือระบบการปกครองแบบอาญา ๔ อีสานโบราณ ซ่ึงเรียกรวมกันว่า
“ฮิตสิบสองคองสิบสี่” ในงานบุญบ้ังไฟนั้นชาวอีสานจะร่วมแรงร่วมใจกันอย่างพร้อมเพียง
และด้วยแรงศรทั ธาเปน็ อยา่ งยิ่ง

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 130

ความส�ำคัญและคุณค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา บุญบั้งไฟจะจัดเพียงสองวัน คือ วันรวม ซึ่งเรียกว่า วันโฮม เป็นวัน
บง้ั ไฟปกติจะมี ๓ ขนาด คอื บ้ังไฟธรรมดา จะใชด้ นิ ประสิว แหข่ บวนบัง้ ไฟไปรวมกนั และวันจุด คือ วนั รุ่งข้นึ ของวันโฮม
ไมเ่ กนิ ๑๒ กโิ ลกรมั บั้งไฟหม่นื จะใช้ดนิ ประสิว ๑๒ กิโลกรมั บ้งั ไฟแสน งานบุญบั้งไฟได้สะท้อนให้เห็นปรัชญา ภูมิปัญญาและ
จะใชด้ ินประสวิ ๑๒๐ กิโลกรัม เมื่อท�ำบ้งั ไฟเสร็จแล้วกจ็ ะมีการตกแต่ง ภูมิความดีอยู่หลายประการ เป็นต้นว่าได้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีการด�ำรง
ประดบั ประดาดว้ ยกระดาษสอี ยา่ งสวยงาม ซงึ่ เรยี กเปน็ ภาษาพน้ื บา้ นวา่ ชีพของคนในท้องถิ่นท่ีผูกพันอยู่กับการท�ำนาข้าวน้�ำฝน ดังน้ัน เมื่อถึง
เอ้ ส่วนทอ่ นหวั และทอ่ นหางของบง้ั ไฟจะประกอบเป็นรูปต่าง ๆ ตามที่ ฤดูการทำ� นา จงึ ท�ำบ้งั ไฟไปจุดเพอ่ื บอกใหพ้ ญาแถนรบั รู้ เพอื่ พญาแถน
ตอ้ งการ สว่ นมากจะเปน็ รปู หวั พญานาค จะบันดาลให้ฝนตกลงมาให้มีน้�ำท�ำนาต่อไป นอกจากน้ียังได้สะท้อน
ให้เห็นถึงวิธีการสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันของคนในสังคมท่ีอยู่รอบข้าง
เมื่อประดับประดา หรือ เอ้ เรียบร้อยแล้ว ข้ันต่อไป คือ โดยมีการบอกบุญไปยังหมู่บ้านข้างเคียง เพ่ือให้น�ำบ้ังไฟมาร่วมและ
การแหไ่ ปสมทบกบั หมบู่ า้ นทีเ่ ป็นเจ้าภาพ โดยปกติบ้ังไฟไมไ่ ด้ท�ำเฉพาะ วิธีการสร้างความเป็นน�้ำหน่ึงใจเดียวกันของคนในหมู่บ้าน โดยมีงาน
หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งเท่านั้น จะบอกบุญไปยังหมู่บ้านที่มีสายสัมพันธ์ บญุ บง้ั ไฟเป็นสื่อกลาง
ต่อกันและหมู่บ้านนั้นจะท�ำบั้งไฟมาร่วมด้วย เมื่อถึงเวลานัดหมาย
ประมาณ ๔ – ๕ โมงเยน็ ทกุ ขบวนทงั้ หมบู่ า้ นทเ่ี ปน็ เจา้ ภาพและหมบู่ า้ น การประกาศขึน้ บญั ชี
แขกจะแหบ่ งั้ ไฟเขา้ ไปบริเวณวัด ขบวนแหบ่ ง้ั ไฟจะถือเป็นงานท่ียง่ิ ใหญ่ ประเพณีบุญบั้งไฟ ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
และส�ำคัญยิ่ง ซ่ึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี ศิลปวัฒนธรรม ภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๖
ความสนุกสนานและความดงี ามท้ังหลาย ในขบวนแห่จะมีการเซง้ิ บัง้ ไฟ
และการละเล่นต่าง ๆ ที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยปกติ

131

ประเพณแี หเ่ ทยี นพรรษา จงั หวัดอบุ ลราชธานี

ประวตั คิ วามเปน็ มา
ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัด
อุบลราชธานี มีประวัติความเป็นมาอย่าง
ยาวนาน โดยเฉพาะเมอื งอบุ ลราชธานเี มอื่ ครง้ั
อดีต ถือเป็นเมืองที่ต้ังอยู่ในพ้ืนที่ที่คนอีสาน
เรยี กขนานนามกนั วา่ “ดงอผู่ งึ้ ” เปน็ ป่าทเ่ี ปน็
แหล่งท�ำรังของผึ้งหลวงขนาดใหญ่ ในช่วง
เดอื น ๕ ของทุกปี จะมชี าวบา้ นทม่ี อี าชพี เก็บ
น้�ำผ้ึงป่าจากดงอู่ผึ้ง ซึ่งถือว่าเป็นน้�ำผึ้งป่าที่ดี
ท่สี ดุ ในป่าภาคอีสาน ผลพลอยได้จากการเก็บ
น�ำ้ ผึ้งปา่ คอื รงั ผงึ้ ป่า กค็ ือขผี้ ึ้งนั่นเอง จึงเกดิ
ภูมิปัญญาจากการใช้ขี้ผึ้งป่าจากธรรมชาติมา
ท�ำเทียน เพ่ือใช้ในการให้แสงสว่าง ประกอบ
กับในชว่ งเวลาเดือน ๘ คือ งานบุญเข้าพรรษา
ตามฮตี คองของชาวอีสาน จงึ ถือเป็นประเพณี
ในการถวายเทยี นพรรษา เพอ่ื ใหพ้ ระภกิ ษสุ งฆ์
ได้ใช้ประโยชน์จากแสงเทียนในการส่องสว่าง
ส�ำหรับใช้ในการศึกษาพระธรรมวินัยขณะ
จ�ำพรรษา
มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 132

ความสำ� คญั และคุณค่าแหง่ มรดกภูมปิ ญั ญา
ประเภทของเทียนพรรษาทีใ่ ชป้ ระกวดในปจั จบุ นั มี ๓ ประเภท ดังนี้
๑) เทยี นพรรษา ประเภทมัดรวมติดลาย เป็นการทำ� เทยี นแบบโบราณ โดยการน�ำเอา
เทียนเล่มเล็ก ๆ มามัดรวมกันเป็นต้นเดียว ตกแต่งด้วยกระดาษสีและดอกผึ้งท่ีท�ำจากกรรมวิธี
แบบโบราณ
๒) เทียนพรรษา ประเภทติดพมิ พ์ ซึ่งเป็นภูมปิ ัญญาช้ันสงู ของช่างเทยี นพรรษาจังหวัด
อุบลราชธานี
๓) เทยี นพรรษา ประเภทแกะสลัก ตน้ เทียนประเภทแกะสลัก เปน็ ต้นเทยี นสมัยใหม่
ท�ำเปน็ คร้ังแรกเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๐๒ โดย นายค�ำหมา แสงงาม
งานประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประเพณีทางพุทธศาสนาของ
ชาวอุบลราชธานี ซึ่งบ่งบอกถึงความเจริญในพุทธศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีมาเป็นเวลา
ยาวนาน ถอื เปน็ งานบญุ ทย่ี ง่ิ ใหญท่ สี่ ดุ ของจงั หวดั อบุ ลราชธานี โดยไดก้ ำ� หนดจดั งานในวนั เขา้ พรรษา
วนั แรม ๑ ค�ำ่ เดอื น ๘ ของทกุ ปี ณ บรเิ วณสวนสาธารณะท่งุ ศรีเมือง อ�ำเภอเมืองอุบลราชธานี
พัฒนาการของงานประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี จากเดิมเป็นงาน
ประจ�ำปีท้องถ่ิน ได้พัฒนามาเป็นงานประเพณีระดับชาติ จากงานของชาวบ้านก็พัฒนามาสู่
การสนบั สนนุ จากภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกบั ภาคประชาชนตราบจนกระทง่ั ปัจจุบัน
การประกาศขน้ึ บัญชี
ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศักราช ๒๕๕๗

133

ประเพณแี ห่มาลยั ข้าวตอกในเทศกาลวนั มาฆบูชา จงั หวัดยโสธร

ประวัติความเปน็ มา
มาลยั ข้าวตอก คอื ผลงานทีส่ ร้างสรรค์และประดิษฐข์ ึ้นดว้ ย
ความศรทั ธาตอ่ พระพทุ ธศาสนา โดยชาวบา้ นไดน้ ำ� เอาขา้ วเปลอื กเหนยี ว
มาคั่วด้วยหม้อดินแล้วข้าวก็จะแตกออกเป็นสีขาวสวยงามเสมือน
ดอกมณฑารพ แล้วน�ำไปร้อยประดิษฐ์เป็นมาลัยให้สวยงาม เพ่ือน�ำไป
ถวายวัดเป็นการบูชา ประเพณีการแห่มาลัยข้าวตอกท่ีถือปฏิบัติเป็น
ประเพณีท่ีถือว่าเป็นงานส�ำคัญและถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลา
ยาวนาน คือ ที่บ้านฟา้ หยาด อ�ำเภอมหาชนะชัย จังหวดั ยโสธร การแห่
มาลยั ขา้ วตอกนน้ั มคี วามเชอ่ื มานานกวา่ ๑๐๐ ปี เดมิ เปน็ การรวมตวั กนั
ของชาวบา้ นฟา้ หยาด จำ� นวน ๓ – ๕ ครวั เรือน/มาลยั ๑ สาย มาลัย
ขนาด ๐.๕๐ เมตรถงึ ๑.๕๐ เมตร หรือตามความสามารถของชาวบ้าน
ทจ่ี ดั ทำ� ได้ ตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มหี นว่ ยงานทอ้ งถน่ิ เขา้ มารว่ มจดั งาน
ทำ� ใหม้ าลยั มจี ำ� นวนและขนาดใหญข่ น้ึ เปน็ ๒ – ๔ เมตร และจดั เปน็ งาน
ประเพณยี ิง่ ใหญป่ ระจ�ำท้องถน่ิ ตง้ั แตน่ ้ันเปน็ ตน้ มา
มรดกภมู ปิ ญั ญาอีสาน 134

ความส�ำคญั และคุณคา่ แห่งมรดกภมู ิปญั ญา
มาลยั ข้าวตอกท่มี ีอยู่ในปัจจบุ ัน มี ๒ แบบ คอื
๑) มาลัยสายฝน รอ้ ยขา้ วตอกเป็นสายยาวประมาณ ๔ – ๖ เมตร ทำ� สายมาลยั จำ� นวน
สายมากนอ้ ยเล็กหรือใหญ่ ตามแต่ศรทั ธาและก�ำลังความสามารถของผทู้ ำ�
๒) มาลัยข้อ จะร้อยต่อดอกแบบอบุ ะ โดยเอาขา้ วตอกมาร้อยเรียงกันเปน็ สาย แลว้ มัด
เปน็ ข้อใหส้ วยงามตามทอ่ี อกแบบ
ประเพณีการแห่มาลัยข้าวตอก ได้มีการเปล่ียนแปลงไปจากเดิมที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่
ในอดีต ได้มีการปรบั ประยุกตท์ างวัฒนธรรม เพือ่ ใหส้ อดรบั กบั สถานการณใ์ หม่ ๆ ซง่ึ ทำ� ใหค้ ุณค่า
และความหมายของประเพณีบางอยา่ งได้เรม่ิ สญู หายไป เชน่ ความเอือ้ อาทร การสรา้ งจิตส�ำนกึ
รว่ มในการเปน็ พวกเดยี วกนั ของคนในชมุ ชน กศุ โลบายในการสง่ั สอนคนในดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
สายสมั พันธ์ระหวา่ งบ้าน วดั โรงเรยี น รวมทง้ั อัตลักษณค์ วามเปน็ ตัวตนของบ้านฟ้าหยาดเริม่ หาย
ไป ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งอาศยั การรว่ มมอื ของชมุ ชนในการสรา้ งความตระหนกั การยอมรบั และเหน็ คณุ คา่
ความสำ� คญั ของประเพณดี งั้ เดมิ ทแี่ ทจ้ รงิ มคี วามกลา้ ทจี่ ะเผยแพรห่ รอื นำ� เสนอตอ่ สาธารณชนดว้ ย
ความรสู้ ึกมนั่ ใจและภาคภมู ิใจในวฒั นธรรมของตน

การประกาศขนึ้ บัญชี
ป ร ะ เ พ ณี แ ห ่ ม า ลั ย ข ้ า ว ต อ ก
ในเทศกาลวันมาฆบูชา จังหวัดยโสธร ได้รับ
การประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศักราช
๒๕๕๘

135

พิธีถวายข้าวพีชภาคและบุญเสียค่าหวั ขา้ โอกาสพระธาตุพนม

ประวตั คิ วามเปน็ มา ความส�ำคญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา
พิธีถวายข้าวพีชภาคและบุญเสีย “ข้าโอกาสพระธาตุพนม” หมายถึง กลุ่มคนที่สืบทอดความเช่ือว่าบรรพบุรุษได้รับ
คา่ หวั ในวนั ขนึ้ ๘ ค�่ำ เดือน ๓ งานนมสั การ การอุทิศจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง โดยมอบหมายหน้าท่ีให้เป็นผู้รับใช้พระสงฆ์และ
พระธาตุพนม ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ดูแลพระธาตุพนม ตามคติความเชื่อเรื่องพระธาตุ เป็นพิธีกรรมเฉพาะกลุ่ม ซ่ึงกลุ่มข้าโอกาสน้ี
ที่สืบทอดมาจากอดีต อย่างน้อยเท่าท่ีมี เปน็ กรรมสิทธขิ์ องวัด เมือ่ แตง่ งานมีลกู หลาน จะตอ้ งสืบทอดเปน็ ขา้ โอกาสตอ่ ไป มกั ตง้ั บ้านเรือน
หลกั ฐานปรากฏ เม่อื พ.ศ. ๒๑๕๗ จากจารึก อยบู่ รเิ วณใกลเ้ คยี งองคพ์ ระธาตพุ นม มหี นา้ ทป่ี รนนบิ ตั พิ ระภกิ ษสุ งฆ์ ดแู ล นอนเฝา้ องคพ์ ระธาตพุ นม
วดั พระธาตพุ นม ๒ ซง่ึ เกดิ ขนึ้ ในสมยั อาณาจกั ร นอกจากน้ันจะมีหน้าท่ีท�ำไร่ท�ำนากับ “นาจังหัน” แล้วน�ำผลผลิตไปถวายวัดพระธาตุพนม
ศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษเดิมของชาว เรยี กวา่ ถวายขา้ วพชี ภาค ขา้ โอกาสเหลา่ นจ้ี ะไดร้ บั การยกเวน้ การเกณฑท์ หารและเสยี ภาษใี หก้ บั
จังหวัดนครพนม เป็นพิธีกรรมโบราณท่ีสืบ ทางรฐั แต่จะเสยี คา่ หัวใหก้ บั องคพ์ ระธาตพุ นมแทน
เนื่องมาจากกลุ่มข้าโอกาสวัดพระธาตุพนม
ที่สบื ทอดมาจากในสมัยอดตี “ข้าวพีชภาค” หมายถึง ผลผลิต
ทางการเกษตรท่ีได้จากที่ดินของวัดเดิม
“นาจังหัน” โดยแยกว่า “ข้าว” หมายถึง
ข้าวเจ้า ข้าวเหนียวและ “พีช” หมายถึง
พืชพันธุ์ต่าง ๆ ผลไม้ ฯ “ภาค” หมายถึง
สว่ น โดยรวมแลว้ มคี วามหมายวา่ เปน็ ผลผลติ
ได้แก่ หอม มันแกว กลว้ ย ออ้ ย และผลผลิต
อื่น ๆ ทจี่ ำ� เป็นตอ่ การด�ำรงชีวติ โดยข้าวเป็น
ผลผลิตท่ีส�ำคัญและเป็นอาหารหลักของ
พระภิกษุสงฆท์ ่จี ำ� พรรษาในวดั พระธาตพุ นม

ปัจจุบันพิธีกรรมถวายข้าวพีชภาค
และบุญเสียค่าหัวได้ลดบทบาทลง เพราะ
ความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมรากเหง้าของชุมชนข้าโอกาสเอง อย่างไรก็ตาม ชุมชนในบริเวณรอบ
พระธาตุพนมก็ยังมีความเชื่อว่า ตนเองเป็นลูกหลานของกลุ่มข้าโอกาสมาแต่ด้ังเดิม และได้รับ
การปลกู ฝงั เรยี นรู้ สบื ทอดความคดิ ความเชอื่ มาโดยตลอด และยงั คงยดึ ถอื ปฏบิ ตั พิ ธิ ถี วายขา้ วพชี
ภาคและบญุ เสยี คา่ หวั อย่างต่อเนื่อง
การประกาศข้ึนบัญชี
พิธีถวายข้าวพีชภาคและบุญเสียค่าหัวข้าโอกาสพระธาตุพนม ได้รับการประกาศ
ข้ึนบญั ชีเปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๖๑

มรดกภูมิปัญญาอสี าน 136

พิธกี รรมขอฝน

ความส�ำคัญและคณุ ค่า
แหง่ มรดกภูมิปญั ญา
ประเพณีแห่นางแมว เป็นพิธี
ออ้ นวอนขอฝนของพวกชาวบา้ นทม่ี มี าชา้ นาน
ซงึ่ เปน็ พธิ กี รรมของชาวไทยชนบททวั่ ไป จะจดั
ทำ� ขน้ึ ในปีท่ที อ้ งถนิ่ แห้งแล้งผิดปกติ ฝนไมต่ ก
ตอ้ งตามฤดกู าล อนั จะทำ� ใหช้ าวบา้ นเดอื ดรอ้ น
ขบวนแหน่ างแมว ประกอบดว้ ย คานหามแมว
คือ นำ� กะทอ เขง่ กระบุง หรอื ตะกร้าใบหนึง่
มาตกแต่งให้สวยงาม แล้วผู้เฒ่าที่รู้ประเพณี
จะหานางแมว (แมวตัวเมียสีด�ำหรือแมวไทย
พนั ธส์ุ สี วาด ซง่ึ คนไทยโบราณเรยี กแมวมาเลศ)
โดยคดั เลอื กตวั ทม่ี รี ปู รา่ งปราดเปรยี วสวยงาม
๑ – ๓ ตวั ใส่ในกะทอ กอ่ นที่จะน�ำนางแมว
เข้ากะทอหรือกระบุง คนที่เป็นผู้อาวุโสที่สุด
จะพดู กบั นางแมววา่ “นางแมวเอย ขอฟา้ ขอฝน
ให้ตกลงมาด้วยนะ” พอหย่อนนางแมวลง
กะทอแล้ว ใช้เชอื กผูกปิดปากกะทอไม่ใหแ้ มว
ออกได้ และใช้ไมค้ านสอดกะทอใหค้ นหามหวั
ทา้ ย ๒ คน ตงั้ คายดว้ ยขนั ธห์ า้ เปา่ สกั เคเทวดา
เพือ่ ให้เทวดาบันดาลใหฝ้ นตก

ประวัติความเปน็ มา
พิธีกรรมขอฝน เป็นพิธีกรรมท่ีจัดขึ้นเพ่ือขอให้ส่ิงศักด์ิสิทธ์ิบันดาลให้ฝนตก
เพื่อประโยชน์ในการเกษตรกรรม จัดเป็นพิธีกรรมเพ่ือความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร
และเปน็ การสรา้ งขวญั และกำ� ลงั ใจของชาวนาชาวไร่ โดยจดั ขนึ้ เมอื่ เกดิ แลง้ ฝน สว่ นใหญม่ กั กระทำ�
ในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ท้ังน้ี ในภาคอีสานปรากฏพิธีกรรม
ขอฝนของชาวบา้ นทสี่ ำ� คญั คือ ประเพณแี ห่นางแมว

137

นอกเหนือจากพิธีกรรมขอฝนของ
ชาวบ้านดังกล่าวข้างต้น ยังปรากฏว่ามีพิธี
ขอฝนของชาวบ้านที่เห็นกันในภาคอีสาน คือ
การแห่ช้างปัจจัยนาเคนทร์ เป็นพิธีท่ีจัดข้ึน
เนอ่ื งจากจดุ บงั้ ไฟแลว้ ฝนกย็ งั ไมต่ ก แหน่ างแมว
แล้วฝนก็ยังไม่ตก เป็นงานท่ีจัดข้ึนในระดับ
ต�ำบลหรืออ�ำเภอ เพราะมีผู้มาร่วมงานอย่าง
ล้นหลาม แต่ก็ไม่ได้จัดบ่อยนัก ช้างปัจจัย
นาเคนทร์ ซงึ่ เปน็ ชา้ งคบู่ ารมขี องพระเวสสนั ดร
ช้างปัจจัยนาเคนทร์อยู่ท่ีใดท่ีน่ันก็จะอุดม
สมบรู ณ์ จึงมแี ตค่ นอยากได้
พธิ กี รรมขอฝนของคนไท ย ถือเป็น
วัฒนธรรมประเพณีที่มีมานานคู่กับสังคมไทย
ท่เี ปน็ สงั คมเกษตรกรรม จ�ำเป็นท่ีจะต้องใชน้ �้ำ
ในการอุปโภค บริโภค ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์
ในงานด้านการเกษตร ด้วยเหตุท่ี ฟ้าฝนชลประทานไม่ตกต้องตามฤดูกาล คนไทยจึงอยู่น่ิงดูดายไม่ได้ เพ่ือความอยู่รอดจึงต้องหาวิธีอะไรสักอย่าง
ทจี่ ะทำ� ใหฝ้ นตกลงมา ในปจั จบุ นั ความเชอื่ เรอ่ื งการขอฝนยงั มอี ยโู่ ดยทว่ั ไป ปใี ดทฝ่ี นแลง้ ไมต่ กตอ้ งตามฤดกู าล ชาวบา้ นจะชกั ชวนกนั ทำ� พธิ กี รรมตา่ ง ๆ
ซึง่ เป็นประเพณีที่มมี าแต่โบราณ ควบคู่กบั การท�ำฝนหลวง ซึง่ เปน็ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ให้ฝนตก เพ่ือการท�ำเกษตรกรรมของคนไทย
การประกาศข้ึนบญั ชี
พิธีกรรมขอฝน ได้รับการประกาศ
ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน 138

พิธีทำ� บุญต่ออายุ

ความสำ� คญั และคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมิปญั ญา

ผูคนในภาคอีสานประกอบพิธกี รรมตออายุ โดยถือปฏบิ ัติในหลายพืน้ ท่ี มีชื่อเรียกและ
รายละเอยี ดแตกตางกันไป ดงั น้ี

๑) พิธสี ขู วญั กอง มีการเตรยี มอุปกรณท ใ่ี ชใ นพธิ ี ไดแ ก กองขา ว ไขตม แปง หอม กลว ย
ขาวเหนียว กรวยขันหาหรือขันแปด น�้ำหอม ฝายผูกแขน เปนตน เม่ือเร่ิมพิธีกรรมใหเขียนชื่อ
และอายุของผปู วย เอาเสื้อผ้าและอุปกรณต า ง ๆ ของผปู วยใสล งในกอ งขา ว ตกเยน็ น�ำกอ งขาว
ไปถวายพระทีว่ ดั พรอมทัง้ นมิ นตพ ระสวดมนตทำ� วัตรเยน็ จดุ ธปู เทยี น ชุมนุมเทวดาประกาศชือ่
ผปู ว ย แลวนำ� กองขา วมาสวดเรียกขวญั สามครงั้ สามคนื เมื่อสวดครบ พระผสู วดนำ� กอ งขาวไป
ยงั บา นเรอื นผปู วย ผกู แขนผูปว ยเสรจ็ แลวใหพ รและอนโุ มทนา

๒) พิธีเสียเคราะห ชาวอีสานมีพิธีกรรมเสียเคราะหหรือสะเดาะเคราะห์ เม่ือบุคคล
มีลางรายบอกเหตุว่าชะตาจะถึงฆาตหรือมีเคราะหกรรมมาสูตน พิธีแบบจารีตเดิม หมอจ้�ำ
จะเปนผูประกอบพิธเี สยี เคราะห

ส�ำหรับการตออายุดวยพิธีค้�ำโพธ์ิ
ค�้ำไทรและตอสะพานจะท�ำในพื้นท่ีที่มี
ตนโพธิ์ตนไทรในวัด เชน ในเขตวัฒนธรรม
ประวตั คิ วามเปน็ มา โคราช จงั หวัดนครราชสีมา เปน ตน สว นการ
พิธีท�ำบุญตออายุ เปนประเพณีที่ ตอ อายบุ า นอายเุ มอื ง ชาวอสี านทำ� ในประเพณี
ถือปฏิบัติในภูมิภาคตาง ๆ ของไทย โดยมี บุญเบิกบาน บุญซ�ำฮะ และประเพณีเล้ียง
ช่ือเรียกและวิธีการปฏิบัติแตกตางกันไปบาง มเหสักขหลักเมืองตามธรรมเนียมแตละถ่ิน
ในแตละภูมิภาค ความเชื่อเร่ืองการสืบชาตา พิธีท�ำบุญต่ออายุในปัจจุบันมีการประยุกต์
มีปรากฏในคัมภีรอานิสงส์สืบชาตา ซึ่งได หลายอย่าง เพราะความสัมพันธ์ของคน
บรรยายถึงเรื่องราวเม่ือครั้งสมัยพุทธกาล เปลี่ยนแปลงไป เนื่องมาจากการเปลีย่ นแปลง
มีสามเณรชื่อ ติสสะ ไดรับค�ำท�ำนายจาก สังคม เศรษฐกิจ การเมือง จึงมีการประยุกต์ การประกาศข้นึ บญั ชี
พระสารีบุตรวาจะตองเสียชีวิตภายใน ๗ วัน องค์ประกอบของพิธีกรรมในหลายระดับ พธิ ที ำ� บญุ ตอ่ อายุ ไดร้ บั การประกาศ
แตสามเณรรูปน้ีไดประกอบกุศลกรรม คือ เพ่ือสืบสานและอนุรักษ์ไม่ให้การท�ำบุญต่อ ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ปลอยอีเกงใหพนจากความตาย กุศลกรรมนี้ อายุสญู หายไป ของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๕
จึงสงผลตอ อายุใหย นื ยาวได

139

พิธีบายศรสี ู่ขวญั

ประวตั ิความเป็นมา
พิธีบายศรีสู่ขวัญตามวัฒนธรรมอีสาน หรือ
ภาษาท้องถ่ินด้ังเดิมอีสานเรียกว่า บาศรีสูตรขวัญ
เป็นประเพณีด้ังเดิมที่เชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลเกิดความสวัสดี
กับผู้รับขวัญหรือเจ้าของขวัญ เดิมทีเข้าใจว่าจะท�ำกันใน
หมู่ชนช้ันเจ้านายผู้ใหญ่ เพ่ือให้เกิดสิริมงคล เป็นประเพณี
ของพราหมณ์ เน่ืองจากบรรพบุรุษของชาวอีสานได้ผ่าน
การนบั ถอื ทง้ั ธรรมชาติ ศาสนาพราหมณแ์ ละศาสนาพทุ ธมา
จึงมีการเลือกสรรเอาส่วนที่ดีมาปรับใช้และได้ยึดถือปฏิบัติ
เป็นประเพณีส�ำคัญอย่างหน่ึงของชาวอีสานสืบมาตราบ
เท่าปัจจุบนั

มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 140

ความสำ� คญั และคุณคา่ แห่งมรดกภมู ิปัญญา การสู่ขวัญเป็นเรื่องเก่ียวกับขวัญและก�ำลังใจ ซึ่งบรรพบุรุษ
การท�ำพิธีสู่ขวัญ เป็นการเชิญขวัญให้อยู่กับเน้ือกับตัว ของชาวอีสานได้เห็นความส�ำคัญของจิตใจมาก การด�ำเนินชีวิตแทบ
ซึ่งนอกจากจะท�ำให้อยู่ดีมีสุขแล้ว ยังจะส่งเสริมให้มีก�ำลังใจที่เข้มแข็ง ทุกอย่างต้องอาศัยพลังทางจิต เพ่ือจะได้ช่วยให้มีจิตใจท่ีเข้มแข็ง
มีสติไม่ประมาท ชาวอีสานนิยมเรียกสิ่งท่ีเป็นที่รักและเสริมสิริมงคล มีสติสัมปชัญญะที่ม่ันคง ซ่ึงจะก่อให้เกิดปัญญาและความมุ่งม่ันทุ่มเท
แกต่ นวา่ ขวญั เชน่ ลกู แกว้ เมยี ขวญั ชา้ งขวญั มา้ ขวญั เพอ่ื นขวญั ของขวญั ไปสู่เป้าหมาย สามารถเอาชนะฟันผ่าอุปสรรคท่ีอาจจะเกิดขึ้น จึงเป็น
เป็นต้น และเรียกผู้ท่ีรู้วิธีท�ำขวัญว่า หมอขวัญหรือหมอพราหมณ์ มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมท่คี วรถือปฏิบตั ิสืบทอดกันตอ่ ไป
เรียกวิธีเรียกขวัญให้มาอยู่กับตัวว่า สู่ขวัญ เรียกการสวดหรือสูตรใน
พิธีกรรมสขู่ วัญของพราหมณ์วา่ สตู รขวัญ เรยี กเครื่องใช้ในพธิ ีสู่ขวญั วา่ การประกาศขน้ึ บัญชี
บายศรี ซงึ่ ทำ� ดว้ ยใบตองกลว้ ยเยบ็ เปน็ กรวยเรยี งกนั ประดบั ดว้ ยดอกไมส้ ด พิธีบายศรีสู่ขวัญ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
เชน่ ดอกดาวเรอื ง ดอกมะลิ ดอกบานไมร่ โู้ รย ดอกจำ� ปาขาว (ดอกลน่ั ทม) ภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๖
จัดเป็นระเบียบอยู่บนพานหรือโตก ปกตินิยมจัดด้วยพานทองเหลือง
โดยทว่ั ไปจะใชเ้ พยี งพานเดยี วรวมเรียกว่า พาขวญั หรือพานบายศรี

141

ลอยกระทง

ประวตั คิ วามเปน็ มา
ลอยกระทง เป็นประเพณีที่ส�ำคัญ
และถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่
สมัยท่ีมีผู้คนอาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ
สันนิษฐานว่าการลอยกระทงจะเป็นคติของ
ชนชาติท่ีประกอบการกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัย
น�้ำในการเพาะปลูก เม่ือถึงเวลาน้�ำหลาก
จึงท�ำกระทงลอยเพ่ือขอบคุณแม่คงคาหรือ
ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิท่ีประทานน�้ำให้เกิดความอุดม
สมบูรณ์ ตามด้วยการละเล่นรื่นเริงที่แสดงถึง
การแล้วเสร็จของภารกิจท่ีได้กระท�ำมาแล้ว
จนเห็นผล ประเพณีลอยกระทงจึงเป็น
ประเพณีของคนในสังคมลุ่มน้�ำ ซึ่งประกอบ
อาชพี ทางการเกษตร โดยปรากฏทั้งในอนิ เดยี
พม่า ลาว เขมรและไทย ซ่ึงปฏิบัติแตกต่าง
กันไปในแต่ละพื้นท่ีในประเทศไทย อันมี
การจัดประเพณีลอยกระทงแตกต่างไปตาม
พนื้ ทภ่ี าคต่าง ๆ

มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 142

ความสำ� คญั และคณุ ค่า
แห่งมรดกภูมิปัญญา
การลอยกระทงของภาคอีสาน
เรียกว่า เทศกาลไหลเรือไฟ จัดเป็นประเพณี
ยิ่งใหญ่ในหลายจังหวัด เช่น จังหวดั นครพนม
โดยการนำ� หยวกกลว้ ยหรอื วสั ดตุ า่ ง ๆ มาตกแตง่
เป็นรูปพญานาคและรูปอ่ืน ๆ ตอนกลางคืน
จุดไฟปล่อยให้ไหลไปตามล�ำน้�ำโขงดูสวยงาม
ตระการตา โดยชาวอสี านถอื ปฏบิ ตั ใิ นเทศกาล
ออกพรรษา ทำ� กนั ในวนั ขนึ้ ๑๕ คำ�่ ถงึ แรม ๑ คำ่�
เดือน ๑๑ ตามแม่น�้ำ ล�ำคลอง เมื่อใกล้
ออกพรรษา ชาวบ้านจะรวมกันเป็น “คุ้ม”
โดยยึดเอาชื่อวัดใกล้บ้านเป็นหลักในการ
ตง้ั ชอื่ คมุ้ ชาวค้มุ ตา่ ง ๆ จะจดั ให้มกี ารแข่งเรอื
และการไหลเรือไฟในช่วงดังกล่าว
เรอื ไฟ หรอื ภาษาถ่ินอีสานเรยี กกนั วา่ “เฮือไฟ” นเ้ี ปน็ เรือที่ทำ� ด้วยต้นกล้วยหรือไม้ไผต่ อ่ เปน็ ล�ำเรือยาวประมาณ ๕ – ๖ วา ขา้ งในบรรจุ
ขนม ข้าวตม้ ผัดหรอื ส่งิ ของท่ีตอ้ งการบริจาคทาน ข้างนอกเรือมดี อกไม้ ธูปเทียน ตะเกียง ขไี้ ต้ ส�ำหรบั จุดให้สว่างไสวกอ่ นจะปล่อยเรอื ไฟ ซึง่ เรยี กว่า
การไหลเรอื ไฟ หรือปล่อยเฮอื ไฟ
มูลเหตุของการไหลเรือไฟนัน้ มคี ตนิ ยิ มเชน่ เดียวกบั การลอยกระทง คอื
๑) ความเชอ่ื เกี่ยวกับการบชู ารอยพระพทุ ธบาททปี่ ระทบั ไว้ ณ หาดทรายริมฝัง่ แมน่ ้�ำนัมมทานที
๒) ความเชื่อเก่ยี วกับการบชู าพระรัตนตรัย
๓) ความเชือ่ เก่ยี วกบั การบูชาคุณพระแมค่ งคา
๔) ความเชื่อเก่ียวกับการบูชาพญานาค
ลอยกระทงเป็นประเพณีที่ผู้คนในสังคมไทยสืบทอดต่อกันมาช้านาน และได้ถือเป็นโอกาสในการจัดกิจกรรมสืบทอดทางวัฒนธรรม
รว่ มกันของครอบครวั และชมุ ชน โดยยงั ถอื เป็นการทำ� นบุ �ำรุงและสืบทอดพระพทุ ธศาสนาอีกทางหนงึ่
การประกาศขึ้นบญั ชี
ลอยกระทง ได้รับการประกาศขน้ึ บญั ชีเปน็ มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๔

143

เหยา

ประวตั ิความเปน็ มา
ชาวผู้ไทยและกะโซ่เป็นกลุ่มที่มี
ความเชื่อเมื่อมีการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่สบาย
ก็เช่ือว่าเป็นเพราะการกระท�ำของภูตผี
วิญญาณและส่ิงศักด์ิสิทธิ์ ดังน้ัน การเยียวยา
หรือการรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย จึงเกิดข้ึน
ด้วยการประกอบพธิ กี รรมต่าง ๆ ซ่งึ พิธกี รรม
ในลักษณะเช่นน้ีพบเป็นจ�ำนวนมากในเขต
พ้นื ท่ีจงั หวดั สกลนคร นครพนม กาฬสินธแ์ุ ละ
มุกดาหาร เรยี กวา่ พธิ เี หยา ดังน้นั ค�ำวา่ เหยา
ก็คอื พิธกี รรมบำ� บัดรักษาโรคภยั ไขเ้ จ็บ ซ่ึงเกิด
จากส่ิงที่เหนือธรรมชาติ หมอเหยาซ่ึงเป็นผู้มี
บทบาทส�ำคัญในการประกอบพิธีกรรมเหยา
จะเป็นผู้น�ำในการประกอบพิธีกรรม โดยเร่ิม
จากการร่ายร�ำเพ่ือส่องหรือท�ำนาย โดยเชิญ
ให้ส่ิงเหนือธรรมชาติน้ันให้ทรงสู่ในตัวหมอ
เหยา และหมอเหยาก็จะพูดหรือบอกผู้ป่วย
หรือญาติผู้ป่วย ในนามที่เป็นตัวแทนของ
ส่ิงเหนือธรรมชาติน้ันเป็นภาษาท้องถิ่น
ในรปู ของกาพย์ กลอน

มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน 144

ความส�ำคญั และคุณคา่ แห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา
การประกอบพิธีกรรมเหยาจะเริ่มต้นที่ญาติพ่ีน้องของผู้ป่วยไปเชิญหมอเหยาและ
จัดหาเคร่ืองคาย (เคร่ืองบูชา) หมอเหยามาตกแต่งให้พร้อม จากนั้นก็จะมีการร่ายร�ำ โดยมีปี่
และแคนเป็นดนตรีประกอบ เพ่ือเส่ียงทายหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วยและวิธีการแก้ไขจนเป็น
ที่แน่ใจว่าถูกต้องและสามารถปฏิบัติตามได้ก็เป็นอันเสร็จพิธีกรรมน้ัน ซึ่งท�ำให้ผู้ป่วยและ
ญาติพ่นี อ้ งมขี วัญกำ� ลังใจดขี ึ้นและบางคนก็หายเป็นปกติ
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีความทันสมัยของวงการแพทย์ที่มีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องของ
การรักษาโรคนั้น พิธีเหยารักษาผู้ป่วยก็ยังคงมีให้เห็นในสังคมผู้ไทยและกะโซ่ เพราะเป็นการ
ยึดเหนี่ยวจิตใจและเพ่ือความสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง หรือจะเป็นญาติ ๆ ของผู้ป่วย
ในทางสังคม การเป็นครอบครัวใหญ่ส่งผลให้การตัดสินใจอะไรก็ตามจะต้องให้เห็นพ้องต้องกัน
หรือความเชือ่ ในผทู้ อี่ าวุโสกวา่ เชน่ ผ้เู ฒา่ ผแู้ ก่ในหมู่บา้ น
การประกาศข้นึ บัญชี
เหยา ได้รับการประกาศข้ึนบญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปี
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘

145

แห่ปราสาทผึง้

ประวตั คิ วามเป็นมา
งานแห่ปราสาทผึ้งเป็นประเพณีส�ำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสาน ซึ่งนิยมท�ำกันในช่วง
เทศกาลออกพรรษา ในระหว่างวันขน้ึ ๑๐ – ๑๔ ค่ำ� เดอื น ๑๑ ของทุกปี แตก่ ารแห่นั้นจะมีข้นึ
ก่อนวันออกพรรษา ๑ วัน คอื วันขึ้น ๑๕ ค�ำ่ เดอื น ๑๑

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 146


Click to View FlipBook Version