The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

ความส�ำคัญและคณุ คา่ แห่งมรดกภูมิปญั ญา ๕) ชาวอีสานมีการประกอบพิธีเซ่นสรวงดวงวิญญาณ จึงมี
รูปแบบของปราสาทมีอยู่ ๔ แบบด้วยกัน คือ ปราสาทผึ้ง การสร้างเรือนจ�ำลองในลักษณะของศาลหรือหอผีเพื่ออุทิศส่วนกุศล
ทรงพระธาตุ ปราสาทผง้ึ ทรงหอผี ปราสาทผงึ้ ทรงบษุ บกและปราสาทผง้ึ แก่ดวงวญิ ญาณบรรพบรุ ษุ หรอื เจ้ากรรมนายเวรผู้ลว่ งลบั
ทรงจตั รุ มุข ปัจจุบันการท�ำปราสาทผ้ึงและขบวนแห่เปล่ียนแปลงไปมาก
การแห่ปราสาทผึ้งสะท้อนถึงความเช่ือของชาวอีสาน แล้ว รูปทรงของปราสาทผึง้ และการประดับประดาวิจติ รพสิ ดาร มกี าร
หลายประการ ไดแ้ ก่ ออกแบบลวดลายต่าง ๆ ไม่เหมือนในอดีต ขบวนแห่ที่เคยใช้เกวียน
๑) ความเชื่อเรื่องอานิสงส์ของการถวายต้นผึ้ง ดอกผึ้ง กเ็ ปลย่ี นมาใช้รถยนตแ์ ทน และเปลย่ี นสถานท่รี วมขบวนจากบริเวณวัด
(ตน้ กลว้ ยท่มี ขี ี้ผ้ึงปั้นเปน็ รูปดอกไม้ประดับ) เป็นสนาม ขบวนแห่ยาวเป็นกิโลเมตรมีสิ่งใหม่ ๆ เพ่ิมในขบวนแห่
๒) เพอ่ื แสดงถงึ การชนื่ ชมยนิ ดใี นวนั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ลงมา ปราสาทผึ้ง คือ การแสดงเกี่ยวกับประเพณีโบราณของชาวอีสาน เช่น
จากสวรรคช์ ้นั ดาวดึงส์ ร�ำมวยโบราณ ฟ้อนผู้ไทย โส้ท่ังบ้ัง บุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน
๓) การท�ำบุญในวันออกพรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเปิด การต�ำขา้ ว การปรุงยาสมยั โบราณ การแขง่ เรอื และการแสดงความเชอ่ื
โลกทั้งสามให้มองเห็นความเป็นอยู่ซ่ึงกันและกัน และโดยพุทธานุภาพ ทางไสยศาสตร์ เช่น การไล่ผีปอบ การปลุกพระ ตลอดถึงการแสดง
แห่งพระสมั มาสมั พุทธเจ้า ชาวบา้ นจะมองเหน็ หอผ้งึ ท่ตี นทำ� ถวายไว้ นรกสวรรค์
๔) ชาวพทุ ธเชอื่ วา่ ปราสาทเปน็ ทอี่ ยขู่ องเทพบนสวรรค์ ถา้ หาก
ตนเองหรอื ญาตพิ นี่ อ้ งไดท้ ำ� บญุ สรา้ งกศุ ลหรอื ทำ� ความดมี ากพอ เมอื่ ตาย การประกาศข้นึ บญั ชี
ไปแลว้ จะทำ� ให้ได้ไปจุตบิ นสวรรค์ โดยมปี ราสาทสวยงามเปน็ ที่อยู่ แหป่ ราสาทผงึ้ ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘

147



มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน

เก่ยี วกดับ้านธครวรามมชราู้แตลิแะลกะาจรกัปรฏวบิ าตัลิ

ความรู้และการปฏิบัติเก่ียวกับธรรมชาติและจักรวาล หมายความว่า องค์ความรู้
วิธีการ ทักษะ ความเช่ือ แนวปฏิบัติและการแสดงออกท่ีเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
คนกบั สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเพอื่ การดำ� รงชวี ติ
ความรู้และการปฏิบัติเก่ียวกับธรรมชาติและจักรวาล แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท
ดังตอ่ ไปน้ี
๑. อาหารและโภชนาการ หมายความว่า ส่ิงท่ีมนุษย์บริโภค รวมถึงวิธีการปรุงและ
ประกอบอาหาร รปู แบบการบรโิ ภค และคุณค่าทางโภชนาการ
๒. การแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยพ์ ืน้ บ้านไทย
(ก) การแพทย์แผนไทย หมายความว่า กระบวนการทางการแพทย์เกี่ยวกับ
การตรวจ วินิจฉัย บ�ำบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์
หรอื สตั ว์ การผดงุ ครรภ์ การนวดไทย และรวมถงึ การเตรยี มการผลติ ยาแผนไทย และการประดษิ ฐ์
อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ท้ังนี้ โดยอาศัยความรู้หรือต�ำราท่ีได้ถ่ายทอดและพัฒนา
สบื ตอ่ กันมา
(ข) การแพทย์พื้นบ้านไทย หมายความว่า การตรวจ การวินิจฉัย การบ�ำบัด
การรกั ษา การปอ้ งกนั โรค การส่งเสรมิ และการฟื้นฟสู ขุ ภาพ โดยใชอ้ งคค์ วามร้ซู ่งึ สบื ทอดกนั มา
ในชุมชนท้องถิ่นหรือกลุ่มชาติพันธุ์ ท้ังน้ี ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย หรือการแพทย์
พ้นื บา้ นไทย
๓. โหราศาสตร์และดาราศาสตร์
(ก) โหราศาสตร์ หมายความว่า ความรู้ ความเช่ือ ในการท�ำนายโชคชะตา
ทำ� นายอนาคตของบคุ คลและบา้ นเมอื ง โดยอาศยั ตำ� แหนง่ ของดวงดาวในเวลาทเ่ี กดิ เหตกุ ารณน์ น้ั
(ข) ดาราศาสตร์ หมายความว่า ความรู้จากการสังเกตและอธิบายธรรมชาติ
ของดวงดาวและเทหวัตถุในทอ้ งฟา้ ที่นำ� มาใชใ้ นการด�ำรงชีวิต
๔. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายความว่า ความรู้ในการจัด
การระบบนิเวศเพอ่ื การอนรุ ักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยัง่ ยืน
๕. ชัยภูมิและการต้ังถ่ินฐาน หมายความว่า ความรู้และความเชื่อในการเลือกที่ตั้ง
เพื่อการอยู่อาศยั หรือวตั ถปุ ระสงค์อน่ื ตามสภาพแวดลอ้ มและวัฒนธรรมของชมุ ชน

มรดกภูมปิ ญั ญาอีสาน 150

151

น�้ำพรกิ

ประวัติความเป็นมา
น�้ำพริก เป็นอาหารประเภทเคร่ืองจิ้มและ
เปน็ อาหารจานหลกั ในสำ� รบั อาหารของคนไทยทกุ ภาค
เนือ่ งจากแต่ละภาคตา่ งก็มีนำ้� พริกชนิดต่าง ๆ จ�ำนวน
มากเปน็ ของตนเอง
วตั ถดุ บิ หลกั ของนำ�้ พรกิ ประกอบดว้ ย พรกิ
หอมแดง กระเทียมและกะปิ (ภาคกลางและภาคใต้)
ถั่วเน่า (ภาคเหนือ) น�้ำปลาร้า (ภาคอีสาน) โดยเพิ่ม
ปรมิ าณเนอื้ นำ�้ พรกิ ใหข้ น้ ดว้ ยปลายา่ งหรอื กงุ้ แหง้ และ
พชื ในท้องถน่ิ เช่น มะอกึ มะเขือ มะเขอื เทศ มะนาว
มะมว่ ง มะยม ส้มซ่า มะดนั ตะลงิ ปลงิ มะขาม ระก�ำ
กระท้อน ฯลฯ เพ่ือให้ได้รสและกลิ่นของน�้ำพริก
ต่างกนั ไป
มรดกภูมิปัญญาอสี าน 152

ความส�ำคัญและคณุ คา่ แห่งมรดกภูมปิ ัญญา คนไทยนยิ มบรโิ ภคนำ�้ พรกิ จมิ้ คกู่ บั ผกั ชนดิ ตา่ ง ๆ ตามฤดกู าล
น้�ำพริกของภาคอีสาน จะมีน้�ำปลาร้าเป็นวัตถุดิบหลักของ รู้จักเลือกสรรว่าน้�ำพริกชนิดใดจะกินคู่กับผักชนิดใด แนมด้วยของคาว
น�้ำพริก เช่น น้�ำพริกปลาร้า แจ่วบอง เป็นต้น โดยคนอีสานนิยมใช้ ชนดิ ใด จึงจะได้รสชาติท่ีอรอ่ ยขนึ้ ลดความเผ็ดและรสจัดจา้ นของพรกิ
น้�ำปลาร้าเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารทุกอย่าง ส�ำหรับแจ่วน้ันจัดอยู่ใน และได้คณุ ค่าทางยาจากพืชผกั สมนุ ไพร
ประเภทน้ำ� พรกิ โดยมี ๒ ประเภท คอื ประเภทใช้พริกสดและประเภท
ใชพ้ รกิ แห้ง ประเภทใช้พริกสดหรือพรกิ สดทเี่ ผาแลว้ เรยี กวา่ แจ่วพริก การประกาศข้นึ บัญชี
ถา้ ตำ� พรกิ กบั เกลอื เรยี กวา่ เกลอื แจว่ หรอื เกลอื แกว่ กเ็ รยี ก แจว่ พรกิ แหง้ น้�ำพริก ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ไดแ้ ก่ แจ่วบอง (ปลาแดกบองหรอื ปลารา้ ทรงเครื่อง) แจ่วผง (พริกปน่ ) ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๕
แจ่วเพ้ยี (เพ้ยี – น้�ำย่อยทอ่ี ยูใ่ นลำ� ไส้ออ่ นของววั ) แจ่วข่า เป็นต้น แจ่วใช้
รับประทานกับผัก หรือใช้เปน็ เครอ่ื งจมิ้ สำ� หรับปลานงึ่ เน้อื ยา่ ง ลิ้นยา่ ง
ซ่ึงนยิ มใสเ่ พ้ีย (น้ำ� ดขี องววั ) ลงไป เพ่อื จะได้มีรสขมนดิ ๆ

153

ปลารา้

ประวัติความเป็นมา
ปลาร้าเป็นภูมิปัญญาในการถนอม
อาหารของคนไทยในทุกภูมิภาคท่ีมีมาแต่
โบราณ เพื่อท่ีจะเก็บปลาท่ีมาตามธรรมชาติ
ในชว่ งต้นฤดฝู นไว้กนิ นาน ๆ วธิ กี ารท�ำปลารา้
คล้ายคลึงกัน แต่จะแตกต่างกันท่ีส่วนผสม
และระยะเวลาในการหมัก

มรดกภมู ิปัญญาอสี าน 154

ความสำ� คัญและคุณค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา
การหมกั ปลารา้ ตอ้ งหมกั ในไหภาคอสี านจงึ เรยี กวา่ “ปลาแดก”
ตามลกั ษณะของการบรรจปุ ลาลงในไห การแดก คอื การยดั ปลาใหแ้ นน่
ที่สดุ แล้วปิดฝาไหให้สนิท การหมกั ปลาร้ามี ๒ แบบ คือ
๑) ปลารา้ ข้าวค่วั ไดจ้ ากการหมักปลาขนาดกลางและขนาด
ใหญ่ร่วมกับเกลือและขา้ วคว่ั ปลาร้าทไี่ ดจ้ ะมีลักษณะแฉะ เนอื้ ออ่ นนุ่ม
สเี หลอื งเข้มและมีกล่นิ หอม ปลาสดทนี่ ิยมใช้ คอื ปลากระดี่ ปลาสลดิ
ปลาหมอเทศ ปลาดุก ปลาชอ่ น นยิ มนำ� ไปปรงุ อาหารประเภทนำ้� พรกิ
และป่น (ป่น คือ ปลาต้มกับน้�ำปลาร้าใส่หอม กระเทียมและพริกเผา
โขลกให้เข้ากนั ทำ� เปน็ เคร่อื งจิม้ )
๒) ปลาร้าร�ำ ได้จากการหมกั ปลาขนาดเลก็ เชน่ ปลาสรอ้ ย
ปลาซิว ปลากระดี่ หมกั รว่ มกับเกลอื และร�ำ หรอื ร�ำผสมข้าวค่วั ปลารา้
ทไ่ี ดจ้ ะมสี คี ลำ�้ ปลายงั มลี กั ษณะเปน็ ตวั เนอื้ ไมน่ ม่ิ มาก มกี ลน่ิ รนุ แรงกวา่
ปลาร้าข้าวค่ัว นิยมน�ำไปปรุงอาหารเพ่ือเพิ่มรสชาติ เช่น ปรุงน้�ำแกง
ปรุงในสม้ ตำ� ปรงุ ในลาบ ก้อย ค่วั ไก่ ค่วั เนือ้
รส กลนิ่ สขี องปลาร้า ขึ้นอยกู่ บั สัดส่วนท่ีเหมาะสมระหว่าง
ปลา เกลอื และอณุ หภมู ิ สว่ นกลน่ิ ทหี่ อมและรสทไี่ มเ่ คม็ เกนิ ไป ขน้ึ อยกู่ บั
การใช้ข้าวคั่วและร�ำใหม่ท่ีมีคุณภาพ ปลาร้าท่ีหมักนานประมาณ
แปดเดือนข้นึ ไปถึงหน่ึงปี จะใหร้ สชาตทิ ี่ดี
เคล็ดลับส�ำคัญในการหมักปลาร้า คือ การใช้เกลือสินเธาว์
ซ่ึงเป็นเกลือในท้องถิ่นอีสาน ซ่ึงสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ
จลุ นิ ทรีย์และทำ� ให้มีรสไม่เคม็ มากเกนิ ไป คนอสี านมกั นยิ มใชน้ ้�ำปลารา้
เป็นเครื่องปรุงรสแทนน�้ำปลาในอาหารทุกอย่าง ปัจจุบันมีผู้น�ำปลาร้า
ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เช่น ปลาร้าบองหรือแจ่วบอง
น้�ำพริกปลาร้า ปลาร้าก้อนตลอดจนแปรรูปเป็นปลาร้าก้อน ปลาร้าผง
เพ่ือพกพาได้สะดวกย่งิ ขนึ้
การประกาศขึน้ บัญชี
ปลาร้า ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๕

155

ส้มตำ�

ประวตั ิความเป็นมา
สม้ ตำ� เปน็ อาหารประเภทยำ� เดมิ กนิ คกู่ บั
ขา้ วมนั เรยี กวา่ “ขา้ วมนั สม้ ตำ� ” เปน็ อาหารคนไทย
ภาคกลางท่ีชาวอีสานน�ำไปประยุกต์และปรุงใหม่
จนแพร่หลายไปท่ัวประเทศ ข้าวมันส้มต�ำน่าจะมี
ท่มี าจากส�ำรับอาหารชาววงั โดยเฉพาะจากฝา่ ยใน
ท่ีมีเช้ือสายแขก เพราะวิธีการหุงข้าวใส่น้�ำกะทิ
หรือหุงขา้ วมันเปน็ วธิ กี ารหุงขา้ วแบบแขก
ส้มต�ำที่กินคู่กับข้าวมันมีหลักฐานเก่า
ที่สุด บันทึกโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
เยาวภาพงศ์สนิท ในหนังสือ “ต�ำรับสายเยาวภา”
ว่าเคร่ืองปรุงนั้นประกอบด้วย มะละกอซอย
คลกุ กบั กงุ้ แหง้ ปน่ กระเทยี ม พริกข้ีหนู ปรุงรสด้วย
นำ้� มะขามเปียก มะนาว น้�ำปลาดี น�้ำตาล กินกับ
ผักดิบ เช่น ใบทองหลางไทย ใบมะยม ฯลฯ
และผักทอด เช่น ใบเล็บครุฑทอด ดอกไม้
ชบุ แป้งทอด ฯลฯ
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 156

ความส�ำคญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภมู ิปญั ญา
ชาวอีสานเรยี กสม้ ต�ำว่า “ต�ำบกั หุง่ ” วตั ถุดบิ หลักเปน็ มะละกอสับ ซอยกระเทยี ม พรกิ
แตเ่ ครือ่ งปรงุ เสรมิ และกรรมวธิ ีในการปรุงแตกตา่ งไปตามความนยิ มในทอ้ งถน่ิ เชน่ ในภาคอีสาน
นยิ ม “ส้มต�ำปลารา้ ”ใสม่ ะกอกสุก รสชาตเิ ปรีย้ วอมหวานแกมฝาดของมะกอกช่วยลดความเผด็
และความเค็มลงไดบ้ ้าง
เนื่องจากสม้ ต�ำเปน็ อาหารท่ีมีไขมันตำ�่ มเี ส้นใยสงู อุดมดว้ ยวิตามนิ หลายชนดิ จึงเป็น
อาหารสขุ ภาพยอดนิยมของไทย
ปจั จบุ นั สม้ ตำ� ทแี่ พรห่ ลายมี ๓ แบบ ไดแ้ ก่ “สม้ ตำ� ไทย” ซงึ่ ใสก่ งุ้ แหง้ ถว่ั ลสิ งคว่ั ออกรส
เปร้ยี วหวานเผด็ “สม้ ต�ำป”ู จะใสป่ ูเค็มหรอื ปดู อง แลว้ ออกรสเค็มเผด็ และ “สม้ ต�ำลาว” หรือ
“สม้ ตำ� ปลารา้ ” จะใสน่ ำ้� ปลารา้ แลว้ ออกรสเคม็ เผด็ นอกจากนย้ี งั มกี ารสรา้ งสรรคส์ ม้ ตำ� แบบใหม่
เป็นสม้ ต�ำปมู ้า สม้ ตำ� ไข่เค็ม บา้ งก็ใส่เสน้ ขนมจีนคลกุ เคล้ากบั ส้มตำ� เปน็ “ต�ำซว่ั ”
การประกาศขน้ึ บัญชี
ส้มต�ำ ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บัญชเี ปน็ มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปี
พุทธศักราช ๒๕๕๕

157

สำ� รบั อาหารไทย

ประวตั คิ วามเป็นมา
อาหารม้ือหลักของคนไทยเป็น
อาหารชุด ประกอบด้วยข้าวและกับข้าว
หลายอย่างที่มีสีสันและรสชาติแตกต่าง
กัน แต่กลมกลืนกัน เพราะมีทั้งของกินแก้
และของแนมที่เรียกว่า “เคร่ืองเคียง” และ
“เคร่ืองแนม”จัดวางรวมกัน ภาคกลาง
เรียกว่า “ส�ำรับ” ภาคใต้เรียกว่า “หมฺรับ”
ภาคเหนือเรียกว่า “ขันโตก” และภาคอีสาน
เรียกว่า “พาข้าว” อาหารไทยจึงเป็นอาหาร
ท่ีเสพทง้ั ทางตาและลนิ้ เพราะอาหารในส�ำรบั
ของทุกภาคมหี ลายรสชาติและหลายสีสนั

มรดกภูมปิ ัญญาอสี าน 158

ความสำ� คญั และคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมปิ ญั ญา เน่ืองจากอาหารไทยส่วนหนึ่ง
“พา” คอื ส�ำรบั กบั ข้าวหรือถาดทค่ี นอสี านใสก่ บั ข้าวลอ้ มวงกินกัน ดงั นนั้ สำ� รบั อาหาร นำ� มาจากอาหารชนชาตติ า่ งๆทม่ี คี วามสมั พนั ธ์
ของภาคอีสานท่ีเรียกว่า “พาข้าว” หรือ “ภาชน์ข้าว” น้ันจึงมีลักษณะเป็นภาชนะท่ีใส่อาหาร กันมาแต่โบราณ เช่น อาหารแขก อาหารจีน
หลาย ๆ อยา่ ง เชน่ ถาดใสก่ บั ขา้ วหลาย ๆ อยา่ งหรอื การรวมวงกนั นง่ั รบั ประทานอาหาร กเ็ รยี กกนั วา่ อาหารของชนชาตติ ่าง ๆ จงึ เขา้ มาผสมผสาน
วงพาขา้ วเชน่ เดยี วกนั นอกจากนบ้ี างแหง่ ยงั เรยี ก “พางายพาแลง” คอื สำ� รบั กบั ขา้ ว สำ� รบั อาหาร อยู่ในส�ำรับอาหารไทยและถูกปรุงให้เข้ากับ
เชา้ และสำ� รบั อาหารเยน็ (งาย – เชา้ แลง – เยน็ ) และเนอื่ งจากอาหารไทยในแตล่ ะภาคจะมรี สชาติ รสแบบไทย เสน่ห์ของอาหารไทย จึงอยู่ที่
แตกตา่ งกนั ขนึ้ อยกู่ บั สภาพนเิ วศทางธรรมชาตแิ ละรสนยิ มของทอ้ งถน่ิ จงึ ทำ� ใหอ้ าหารภาคอสี าน ความมีหลายรสชาตใิ นส�ำรับเดยี วกนั
มีรสชาติเค็มและเผ็ดจัด ส�ำรับอาหารไทยมีคุณค่าทาง
โภชนาการสูง เพราะมีความหลากหลาย
ของเนื้อสัตว์และพืชผัก รวมท้ังเครื่องเทศ
สมุนไพรท่ีแตกต่างกันไปในส�ำรับแต่ละวัน
แต่ละฤดูกาล อาหารส่วนใหญ่เป็นสมุนไพร
ที่มีสรรพคุณทางยา เช่น กระเทียมช่วยลด
ความดันโลหิต พริกข้ีหนูสดมีวิตามินเอ
ช่วยขับเหงื่อ หอมแดงแก้หวัด ตะไคร้ ขม้ิน
แก้ท้องอืด ฯลฯ อาหารไทยจึงเป็นอาหาร
แห่งสขุ ภาพ

การประกาศขึ้นบญั ชี
สำ� รบั อาหารไทย ไดร้ บั การประกาศ
ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๕

159

การยา่ งไฟ

ประวัติความเป็นมา ๓. กอ่ นทำ� การรกั ษาใหผ้ ปู้ ว่ ยดม่ื เหลา้ ขาว ๔๐ ดกี รี ๑ – ๒ กง๊
การย่างไฟเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยวิธีหน่ึงของการแพทย์ (ประมาณ ๓๐ – ๔๐ มิลลิลิตร) ผสมนำ้� ตาลทราย ๑ – ๒ ช้อนโตะ๊ กอ่ น
พนื้ บา้ นอสี าน ใชร้ กั ษาผปู้ ว่ ยทไ่ี ดร้ บั บาดเจบ็ จากอบุ ตั เิ หตุ เชน่ ตกตน้ ไม้ เพ่อื ป้องกนั และรกั ษาอาการ “เลือดตีข้นึ ” หมายถึง ภาวะเลอื ดตกใน
ควายชน หรอื รถจกั รยานยนตล์ ม้ ผทู้ ไี่ ดร้ บั อบุ ตั เิ หตมุ อี าการเคลด็ ขดั ยอก ๔. ผปู้ ว่ ยตอ้ งอาบนำ�้ ใหส้ ะอาด โดยการอาบนำ้� อนุ่ ทม่ี สี ว่ นผสม
ฟกช�ำ้ ด�ำเขียว แผลถลอก การย่างไฟมจี ดุ เดน่ ในการแก้อาการเจ็บป่วย ของใบมะขามและใบหนาดตม้ ให้เดือด
โดยชว่ ยใหเ้ ลอื ดลมในรา่ งกายไหลเวยี นดี ทำ� ใหเ้ ลอื ดกระจายและปอ้ งกนั ๕. ใหส้ วมเสอ้ื ผา้ หลวม ๆ ระบายอากาศหรอื ถา่ ยเทความรอ้ น
เลือดตกในหรอื เลือดค่งั คา้ ง เปน็ การใชค้ วามรอ้ นท่เี หมาะสมผา่ นตัวยา ได้ดี เวลาย่างไฟจะไดไ้ มอ่ บและรอ้ นเกนิ ไป
สมนุ ไพร เพอ่ื ใหอ้ อกฤทธแ์ิ ละความรอ้ น ไออนุ่ จะทำ� ใหน้ ำ�้ มนั หอมระเหย ๖. การนอนบนแคร่ที่มีไอร้อน ต้องเฝ้าระวังหรือประเมิน
ในสมุนไพร ชว่ ยบ�ำบดั เลือดลมในรา่ งกายใหเ้ ป็นปกติ อาการผู้ป่วยทุกระยะ เพ่ือปอ้ งกันไม่ใหค้ วามร้อนมากเกนิ ไปจนผิวหนัง
ลวกพอง
ความส�ำคญั และคุณคา่ แห่งมรดกภูมิปญั ญา ๗. ระยะเวลาทใ่ี ช้ยา่ งข้นึ อย่กู ับอาการของผปู้ ว่ ย
การย่างไฟเป็นท้ังกระบวนการปฐมพยาบาลและรักษาผู้ท่ี - ระดับเลก็ น้อย ย่างไฟครงั้ ละ ๒ – ๔ ชั่วโมง ท�ำตอ่ เน่อื ง
ประสบอุบตั เิ หตทุ มี่ ีการใช้มานานนบั รอ้ ยปี โดยเฉพาะในกลุม่ ชาตพิ นั ธ์ุ ๑ – ๒ วนั
ต่าง ๆ ในภาคอีสาน การย่างไฟมวี ธิ ีการ ดังนี้ - ระดับปานกลาง ย่างไฟครั้งละ ๓ – ๕ ชวั่ โมง ทำ� ตอ่ เนื่อง
๑. น�ำแครม่ าวางไว้ทโี่ ลง่ ตดิ ไฟใชไ้ มฟ้ นื หรอื ถ่าน ไมท้ ่นี ยิ มน�ำ ๒ – ๔ วัน
มาใช้ ไดแ้ ก่ จกิ (เตง็ ) ขเ้ี หล็ก สะแกนา จากนนั้ เทขา้ วเปลอื กทน่ี ่ึงใหม่ - ระดับการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น กระดูกหัก หมดสติ
แล้วเกลย่ี กระจายให้ทว่ั บรเิ วณแคร่ตามท่ตี ้องการ ยา่ งไฟครง้ั ละ ๔ – ๗ ชั่วโมง ทำ� ตอ่ เนื่อง ๓ – ๕ วนั
๒. วางสมุนไพรลงบนแคร่ให้ทั่ว (แล้วแต่สูตรต�ำรับ) ปูผ้า ปัจจุบันยังมีการถือปฏิบัติอยู่หลายชุมชน แต่ละชุมชน
หรือเส่ือที่ชุบน�้ำแล้วบนช้ันของสมุนไพร (ต้องชุบน�้ำก่อนย่างเสมอและ มีหลักการเหมือนกัน แต่อาจมีต�ำรับยาที่ใช้ในการย่างไฟแตกต่างกัน
หลงั จากยา่ งได้ ๒ – ๓ ชว่ั โมง ตอ้ งพรมน้ำ� ให้ชมุ่ ) ในการรกั ษาผู้ประสบอุบัตเิ หตุ

การประกาศข้ึนบัญชี
การย่างไฟ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๗

มรดกภูมิปญั ญาอีสาน 160

การสกั ยา

ประวัตคิ วามเป็นมา วธิ กี ารสกั เรม่ิ จากการหยดนำ้� ยาลงบรเิ วณทต่ี อ้ งการรกั ษา เชน่
การสักยา เป็นภูมิปัญญาในการรักษาโรคประเภทหน่ึงของ กรณรี กั ษาพษิ ใหห้ ยดนำ้� ยารอบ ๆ ปากแผล แตถ่ า้ รกั ษาอาการปวดเมอื่ ย
ชาวอีสาน เช่น สักเพอื่ ลดอาการปวดศีรษะ ลดอาการปวดบวมตามข้อ ให้หยดน�้ำยาไปตามเส้นที่ต้องการรักษาอาการปวด จากนั้นใช้เข็มสัก
ถอนพษิ ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะพษิ จากแมงมมุ กดั ภมู ปิ ญั ญาทเี่ กยี่ วขอ้ ง ไดแ้ ก่ บรเิ วณทม่ี หี ยดนำ�้ ยาทุกหยด ๕ – ๖ ครง้ั แทงบริเวณผิว ๆ ไม่ลกึ เหมอื น
น�้ำยาทีใ่ ชป้ ระกอบการสักและวิธีการสกั การสกั ยนั ต์ เมอ่ื นำ�้ ยาแหง้ แลว้ ใชส้ ำ� ลชี บุ นำ้� มนั บงึ้ แดงหรอื นำ�้ มนั เลยี งผา
เช็ดบริเวณทส่ี กั ไว้ ต�ำรบั พอ่ แพง นาคะอนิ ทร์ มีคาถาในขณะเชด็ น�ำ้ มัน
ความส�ำคญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภูมปิ ญั ญา วา่ “โอมสามเฒ่า โอมสามแก่ โอมสามพาข้าว โอมเฒา่ ผีโพง โอมเฒา่ ผี
นำ�้ ยาทใ่ี ชป้ ระกอบการสกั ประกอบดว้ ย วา่ นกระจาย วา่ นแก้ พาย โอมสหายยาเด้อ มนตร์อันน้ีกูซิอ่อยเลือดข้ึน มนตร์อันนี้กูซิอ่อย
เสน้ ขอด วา่ นขม้ินขาว วา่ นถอนพษิ รอ้ ยแปดและนำ้� มนั บง้ึ แดง ถา้ ไมม่ ี เลือดลง ว่าซิลงเลือดแล้วกูซิเป่าเลือดหมู่น้ีให้มันมุ่นบัดน้ีแล้วนครโอม
ให้ใช้น�้ำมันเลียงผาแทน แต่คุณภาพจะด้อยกว่าน�้ำมันจากบ้ึงแดง สะหะโอมสหายยาเพอ้ ” (คาถาสลายเลือด)
การเตรียมน�้ำยาเพื่อใช้ในการสัก ให้น�ำหัวว่านสดท้ังหมดมาห่ันให้เป็น ขอ้ หา้ มของการสกั รักษามี ๒ ประการ คือ น้ำ� ยาท่สี กดั จาก
ชิ้นบาง ๆ แล้วน�ำไปหุงกับน้�ำมันมะพร้าวผสมกับน้�ำมันงา โดยมี ว่านห้ามน�ำมาสูดดม และเม่ือได้รักษาด้วยการสักไปแล้วห้ามกินดักแด้
คาถาก�ำกับในการสัก ส่วนการจับบ้ึงแดงมาใช้ต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเดด็ ขาด เพราะโปรตนี จากดกั แด้จะไปลดประสิทธภิ าพของยาทอี่ ยู่
เพราะถ้าถูกบงึ้ กดั อาจตายได้ ในร่างกาย ท้ังน้ี การสกั คือ การท�ำใหผ้ ิวหนังเปน็ รู เพ่อื ให้น้�ำยาซึมเข้า
สู่บริเวณท่ีเป็นปัญหาโดยตรง ส่วนน้�ำมันที่ใช้มีลักษณะเป็นน�้ำกระสาย
ยา ช่วยใหย้ าเดนิ ไดด้ ีขนึ้
จากบริบททางสังคมท่ีเปลี่ยนแปลงไป ท�ำให้ปัจจุบันการสัก
เพ่อื รักษาโรคลดลง ในปจั จุบันอาจมผี รู้ ู้ไมเ่ กนิ ๒๐ ทา่ น ปัญหาที่สำ� คัญ
คือ ยังไม่มีการถอดองค์ความรู้ทางด้านนี้ เพื่อน�ำมาอนุรักษ์ฟื้นฟูและ
พฒั นาการใชใ้ นขนั้ ตอ่ ไป
การสักเพ่ือใช้ในการรักษาโรคยังคงปรากฏในหมอสักใน
บางพน้ื ทขี่ องภาคอสี าน เชน่ จงั หวดั สกลนคร อดุ รธานแี ละมหาสารคาม

การประกาศข้ึนบญั ชี
การสกั ยา ไดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทาง
วัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗

161

ข้าวหอมมะลิ

ประวัตคิ วามเป็นมา
ข้าวหอมมะลิเป็นพันธุ์ข้าวเจ้าที่ได้รับการยกย่องว่าอร่อยท่ีสุด ได้รับรางวัลชนะเลิศ
การประกวดท้งั ระดบั เอเชยี และระดับโลก ชาวนาไทยทอ้ งถนิ่ ต่าง ๆ นิยมเพาะปลกู สืบต่อกนั มา
แตโ่ บราณในช่ือของ“ขา้ วหอม” ซง่ึ มีอยูห่ ลายชนิด เชน่ ข้าวหอมจนั ทน์ (ใต้) ข้าวหอมคลองหลวง
(กลาง) ขา้ วหอมแดง (กลาง) ขา้ วหอมพษิ ณโุ ลก (เหนอื ) ขา้ วหอมนางมณฑา (กลาง) ขา้ วหอมมะลิ
(ภาคตะวนั ออก) ฯลฯ
ข้าวหอมมะลเิ ปน็ พชื ใบเลยี้ งเดี่ยววงศ์ Gramineae ตระกูล Oryza อยใู่ นกล่มุ ขา้ วปลกู
ที่มชี ่อื เรยี กเฉพาะวา่ Sativa เป็นสายพนั ธขุ์ า้ วเจ้าเมล็ดยาว (Indica)
มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 162

ความส�ำคญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา

เล่ากันว่าข้าวหอมมะลิเป็นพันธุ์ข้าวท่ีนายจรูญ ตันฑวุฒิ
ชาวนาต�ำบลแหลมประดู่ อ�ำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้ใช้
ภมู ปิ ญั ญาในวฒั นธรรมขา้ ว คดั เลอื กสายพนั ธข์ุ า้ วไวเ้ พาะปลกู ในปตี อ่ ไป
จนพบข้าวพันธุ์ใหมโ่ ดยบงั เอิญในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จึงตัง้ ชอ่ื ข้าวพันธใ์ุ หม่
ตามลักษณะเด่นท่ีมีกล่ินหอมว่า “ข้าวหอมมะลิ” จนมีเสียงเล่าลือ
ว่าเป็นขา้ วที่ “เมลด็ สวย เรยี ว ยาว ขาว ใส นมุ่ นวล อร่อย หอม”
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ขุนทพิ ย์ กำ� นนั ตำ� บลท่าทองหลาง อำ� เภอบางคลา้
จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา ไดน้ ำ� ไปปลกู ในนาของตน ตอ่ มาจงึ ขยายพนั ธส์ุ ชู่ มุ ชน
ขนุ ทพิ ยไ์ ดแ้ นะนำ� ขา้ วหอมมะลใิ หแ้ กน่ ายสนุ ทร สหี ะเนนิ พนกั งานขา้ ว
ของกรมวชิ าการเกษตรประจำ� อำ� เภอบางคลา้ ไดร้ จู้ กั ซงึ่ ไดน้ ำ� ไปทดลอง
ปลูกเพ่ือพัฒนาสายพันธุ์ท่ีสถานีทดลองข้าวโคกส�ำโรง จังหวัดลพบุรี
ในปี พ.ศ.๒๔๙๖ จึงได้ขยายผลน�ำไปทดลองปลูกในภาคเหนือและ
ภาคอสี านตอ่ เนื่องเปน็ เวลา ๖ ปี
จากผลการทดลอง พบวา่ “ขา้ วหอมมะลสิ ายพนั ธ์ุ ๔ - ๒ - ๑๐๕” ทนความแหง้ แลง้ ไดด้ ี ชอบดนิ รว่ นปนทรายและชอบนานำ้� ฝน จงึ เหมาะ
ทจ่ี ะปลกู ในภาคอสี านมากทสี่ ดุ คณะกรรมการคดั เลอื กสายพนั ธจ์ุ งึ มมี ตริ บั รองผลการทดลองและใหช้ อื่ วา่ “ขา้ วขาวดอกมะลิ ๑๐๕” ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒
ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๔ สถานีทดลองข้าวจังหวัดสุรินทร์เร่ิมกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ๑๐๕ สู่ท้องถ่ิน แต่ชาวนานิยมเรียกว่า
“ข้าวหอมมะลิ” เหมือนเดิมและกลายเปน็ ข้าวสายพันธ์หุ ลักท่ปี ลกู ในพ้นื ท่ีสว่ นใหญข่ องทุง่ กลุ ารอ้ งไห้สบื มา

ท้ังนี้ ข้าวหอมมะลิเป็นพันธุ์ข้าว
ท่ีค้นพบจากภูมิปัญญาของชาวนาไทยและ
ทางราชการไทยไดน้ ำ� ความรดู้ า้ นวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยมี าพฒั นาสายพนั ธใ์ุ หเ้ หมาะสม
กับการเพาะปลูกมากข้ึน จนกระท่ังกลาย
เป็นข้าวที่อร่อยท่ีสุดและมีชื่อเสียงมากที่สุด
ในปัจจบุ นั
การประกาศขนึ้ บัญชี
ขา้ วหอมมะลิ ไดร้ บั การประกาศขนึ้
บัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ
ชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๖

163

คชศาสตรช์ าวกยู

ประวัตคิ วามเป็นมา
กลุ่มชนชาวกูย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หน่ึงในประเทศไทย ซึ่งอาศัยหนาแน่นในพ้ืนที่
ภาคอีสานตอนล่างโดยเฉพาะอย่างย่ิงในพื้นท่ีจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี
และสระแก้วบางสว่ น ค�ำเรยี กขานวา่ “กูย” “กยุ ” หรอื “กวย” เป็นการออกเสยี งท่แี ตกต่างกนั
ไปตามแตล่ ะท้องถ่นิ และยงั จำ� แนกช่อื เรยี กตามวิถีชีวติ อาทิ กยู ซแร หมายถึง ชาวกยู ที่ประกอบ
อาชีพท�ำนา กูยแฎก หมายถึง กลุ่มชาวกูยที่ประกอบอาชีพตีมีดและกูยอะจีงหรือกูยอาเจียง
คือ ชาวกูยทีป่ ระกอบอาชีพเลีย้ งช้าง

มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 164

ความสำ� คญั และคณุ ค่า
แหง่ มรดกภูมิปัญญา
ชาวกยู อะจงี บ้านกระโพ บา้ นตาก
ลาง ต�ำบลกระโพ อ�ำเภอท่าตูม จังหวัด
สุรินทร์ มีความรู้และความช�ำนาญในการจับ
และการเล้ียงช้าง ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมท่ีได้ถ่ายทอดมาแต่โบราณกาล
องคค์ วามรูด้ ังกล่าว ประกอบดว้ ย
๑) ความรู้ด้านการจับช้างป่าด้วย
วิธีการโพนช้าง คือ การจับช้างป่าด้วยการ
ใช้ช้างต่อ
๒) ความรู้ด้านพิธีกรรมเก่ียวกับ
ช้างและคนเล้ียงช้าง พิธีกรรมเซ่นไหว้ผีปะก�ำ
พิธีกรรมปัดรังควานเป็นต้น ความรู้ทั้งสอง
ด้านเป็นความรู้ท่ีโดดเด่นท่ีสุดของชาวกูยอะ
จงี เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ทสี่ ะท้อนความ
ยึดโยงระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งความ
ศกั ด์ิสทิ ธแ์ิ ละจิตวญิ ญาณ
๓) ความรูด้ ้านการฝึกบังคับชา้ ง ท้งั ในยามปกติและยามท่ชี า้ งตกมัน
๔) ความรดู้ า้ นการรักษาโรคของช้างด้วยสมุนไพรและมนตค์ าถา
๕) ความรดู้ า้ นการทำ� เชือกปะกำ� คลอ้ งช้าง
๖) ความรู้ด้านการสังเกตลกั ษณะดีรา้ ยของช้าง
ความรู้ด้านคชศาสตร์ของชาวกูย เป็นความรู้ท่ีอยู่กับหมอช้างในลักษณะของความทรงจ�ำและประสบการณ์ การถ่ายทอดความรู้กระท�ำ
ได้ ๒ ทาง คอื ทางวาจาและการปฏิบตั จิ ริง แต่มีขอ้ ห้ามอนั เปน็ จารีตวา่ ห้ามบิดาถา่ ยทอดความรูใ้ หก้ ับบตุ รชายโดยตรง เนื่องจากเช่อื ว่าจะท�ำใหเ้ กดิ
เภทภยั ตอ่ ผทู้ ฝ่ี า่ ฝนื อนึ่ง การท่ชี าวกยู ไมม่ ตี ัวอักษรเป็นของตน จึงไมม่ ีการบันทึกองค์ความรไู้ ว้เป็นลายลักษณ์อกั ษร
นบั ตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๐๓ เปน็ ตน้ มา ชาวกยู ในจงั หวดั สรุ นิ ทรไ์ มไ่ ดอ้ อกไปจบั ชา้ งปา่ อกี ตอ่ ไป เนอ่ื งจากเหตผุ ลทางการเมอื งระหวา่ งประเทศ
เมอื่ ไมม่ กี ารจบั ชา้ งปา่ กไ็ มส่ ามารถแตง่ ตง้ั หรอื เลอื่ นตำ� แหนง่ หมอชา้ งไดเ้ พราะตำ� แหนง่ หมอชา้ งขน้ึ อยกู่ บั ความรอบรใู้ นการจบั ชา้ งปา่ และการประกอบ
พิธีกรรมต่าง ๆ รวมทงั้ จ�ำนวนชา้ งปา่ ท่ีจบั ได้ ปัจจบุ ันเหลอื หมอช้างที่ยงั มีชีวิตอยู่เพยี งไม่ก่คี นเท่านัน้
การประกาศขน้ึ บญั ชี
คชศาสตร์ชาวกูย ได้รับการประกาศขึน้ บญั ชีเปน็ มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๕

165

แมวไทย

ประวัตคิ วามเปน็ มา ท้ังน้ี ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นางยีน จอห์นสนั ชาวสหรัฐอเมรกิ า
“แมวไทย” (Siamese Cat) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Felis ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยและได้น�ำแมวโคราช (แมวสีสวาด
silvestris catus แมวไทยจัดเป็นแมวพันธ์ุแท้ท่ีสืบเชือ้ สายมาจากแมว หรือดอกเลา) กลับไปสหรัฐอเมริกา ๒ ตัว ชื่อนาราและดารา ต่อมา
โบราณ แมวไทยมีอุปนิสัยท่ีโดดเด่น คือ มีความฉลาด มีความเป็นตัว ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้มีการก่อต้ังสมาคมผู้เล้ียงแมวไทยพันธุ์โคราช
ของตวั เอง รูจ้ ักคิด รู้จักประจบ รักบา้ นรกั เจา้ ของและเหนอื อน่ื ใด คอื ข้ึนในสหรัฐอเมริกา ตราบจนกระทั่งมีการจดทะเบียนเป็นสัตว์
รักความอิสระเป็นชีวิตจิตใจ ซ่ึงถือว่าเป็นบุคลิกประจ�ำตัวที่ท�ำให้แตก ประจำ� ชาตไิ ทยในปี พ.ศ. ๒๕๕๒
ตา่ งจากแมวพนั ธอ์ุ นื่ ปจั จบุ นั แมวไทยทมี่ ลี กั ษณะดเี หลอื อยเู่ พยี ง ๕ ชนดิ
ไดแ้ ก่ ศภุ ลกั ษณห์ รอื ทองแดง มาเลศหรอื ดอกเลา วเิ ชยี รมาศ โกนจาหรอื การประกาศข้นึ บัญชี
รอ่ งมด ขาวมณหี รือขาวปลอด แมวไทย ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗
ความส�ำคญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภูมปิ ญั ญา
แมวมาเลศหรอื ดอกเลา หรอื ทค่ี นไทยเรยี กวา่ แมวโคราชหรอื
แมวสีสวาดนน้ั มีถน่ิ กำ� เนิดทอี่ �ำเภอพมิ าย จงั หวดั นครราชสีมา (โคราช)
มีหลักฐานบันทึกเกี่ยวกับแมวโคราชในสมุดข่อยท่ีเขียนข้ึนในช่วงกรุง
ศรอี ยธุ ยา ไดก้ ลา่ วถงึ แมวทใี่ หโ้ ชคลาภทดี่ ี ๑๗ ตวั รวมถงึ แมวโคราชดว้ ย
ชอ่ื แมวโคราช เปน็ ชอื่ ทไี่ ดร้ บั พระราชทานจากพระบาทสมเดจ็
พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั โดยใช้แหล่งกำ� เนิดของแมวเป็นช่ือเรียกพันธ์ุ
แมว มีเรื่องเล่ามากมายหรือเป็นต�ำนานเล่าขานเก่ียวกับแมวโคราช
รวมถงึ ตำ� นานพน้ื บา้ นทกี่ ลา่ วถงึ การทแ่ี มวโคราชมหี างหงกิ งอมากเทา่ ไร
จะมีโชคลาภมากเท่านั้น แต่คนไทยบางกลุ่มจะเรียกแมวโคราชว่า
แมวสีสวาด คนสมยั โบราณมีความเช่ือวา่ แมวสีสวาด เปน็ แมวน�ำโชค
ลาภของคนโคราชและคนเลยี้ งทว่ั ๆ ไป จะนำ� มาซง่ึ ความสขุ สวสั ดมิ งคล
แก่ผูเ้ ล้ยี ง

มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 166

ภูมิปญั ญาการทำ� เสน้ ไหมไทย

ประวัติความเปน็ มา
ผ้าไหม (Thai Silk) เป็นมรดกภูมิปัญญาของชาวสยามที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ
กว่าจะเป็นผืนผ้าที่สวยงาม ต้องผ่านกระบวนการสั่งสมประสบการณ์อันยาวนานของช่างทอ
เริ่มต้ังแต่การปลูกหม่อน การเลี้ยงตัวไหม การสาวไหมเพื่อน�ำมาท�ำเป็นเส้นไหม การฟอกไหม
การยอ้ มสแี ละการทอเปน็ ผนื ผา้

167

ความสำ� คัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภมู ิปญั ญา นอกจากนี้ การทอผ้าไหมในอดีตถือเป็นการแสดงศิลปะ
ภูมปิ ัญญาการท�ำเส้นไหมไทย ประกอบดว้ ย แสดงฝีมือความเป็นลูกผหู้ ญิง ทอใหก้ บั คนท่ีรักใส่ สมยั หลงั เป็นการทอ
๑) ภูมปิ ญั ญาการปลูกหมอ่ น เพื่อเพ่มิ รายได้ใหแ้ ก่ครอบครัว เม่อื ยามวา่ งจากการท�ำนา คนในชุมชน
๒) ภมู ิปัญญาการคดั เลือกสายพันธไ์ุ หม จะรวมกลมุ่ กันเพอ่ื ทอผา้
๓) ภมู ิปัญญาการเล้ียงไหม ปจั จบุ นั การทอผา้ ไหมในประเทศไทยนยิ มกนั มากในภาคอสี าน
๔) ภูมิปัญญาการสาวไหม เส้นไหมที่ได้จากการสาวไหม แตล่ ะจงั หวดั แตล่ ะชมุ ชนจะมกี ารสบื ทอดกระบวนการทอผา้ ไหมทแี่ ตก
แต่ละคร้งั แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท ไดแ้ ก่ เสน้ ไหมหลบื หรอื ไหมปลอก ต่างกัน เป็นการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูก
หรือไหม ๓ เส้นไหมสาวเลย หรือไหมลวด หรือไหม ๒ เส้นไหมน้อย หม่อนเล้ียงไหมน้อยลง การใช้ไหมโรงงานหรือไหมอุตสาหกรรมจึงเข้า
หรือไหมเครือ หรือไหมยอดหรือไหม ๑ และเส้นไหมข้ีกะเพย หรือ มามบี ทบาทมากขน้ึ เพราะเสน้ ใยไหมจะมคี วามเรยี บและความสมำ�่ เสมอ
ยามแลง หรือปากหม้อ และยงั มกี ารนำ� เขา้ เสน้ ไหมจากประเทศเพอ่ื นบา้ น ซงึ่ คณุ ภาพตา่ งกบั เสน้
๕) ภูมิปัญญาการฟอกไหม ไหมในประเทศไทย แตถ่ งึ อยา่ งไร ไหมไทยยงั คงไดร้ บั ความนยิ มนำ� มาตดั
๖) ภมู ปิ ัญญาการย้อมสธี รรมชาติ เปน็ ชดุ เพือ่ สวมใส่ในงานตา่ ง ๆ อย่เู สมอ ความมชี อ่ื เสยี งของไหมไทยที่
๗) ภูมปิ ญั ญาการทอ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้ความนิยมน้ัน ท�ำให้มีการลอกเลียนแบบ
การทอผา้ ไหมทใ่ี ชใ้ นงานพธิ ตี า่ ง ๆ เชน่ งานทำ� บญุ งานตอ้ นรบั ผ้าไหมไทยจ�ำหน่าย จงึ ท�ำใหต้ อ้ งเกิดตราสัญลกั ษณน์ กยงู ข้ึน เพือ่ สรา้ ง
แขก บางผืนใช้เวลาในการทอเป็นปี เพ่ือแสดงให้เห็นถึงความรักความ มาตรฐานคณุ ภาพของไหมไทย
ศรัทธา เชน่ ผา้ มดั หมี่ ผา้ ตีนจก ผ้าตาด ผ้ายก เป็นต้น ในอดีตผา้ ท่ใี ชใ้ น
ราชส�ำนักเป็นผ้าไหมที่มีความประณีต สีสันสวยงาม ทอด้วยช่างหลวง การประกาศข้นึ บญั ชี
ผ้าไหมยังแสดงชน้ั ยศของผสู้ วมใส่ ภมู ปิ ญั ญาการทำ� เสน้ ไหมไทย ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘

มรดกภมู ิปัญญาอสี าน 168

ภมู ิปัญญาการเล้ยี งควายไทย

ประวัติความเป็นมา ปัจจุบันควายไทยมีจ�ำนวนลดน้อยลงเร่ือย ๆ เพราะสาเหตุ
ควายไทยเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กับคนไทยมานาน มีต�ำนานโบราณ หลายประการประกอบกนั คอื ชาวนาไทยสว่ นใหญน่ ยิ มใชเ้ ครอื่ งจกั รทนุ่
เลา่ วา่ พระยาแถนเปน็ ผมู้ อบควายใหแ้ กบ่ รรพบรุ ษุ ของคนไท ครง้ั ยงั อยทู่ ี่ แรงหลายชนดิ หลายขนาดมาใช้ไถนากันมากขึน้ จงึ ทำ� ให้เวลาการไถนา
บงึ ดอนแถนลอ เพอื่ ไวใ้ ชท้ ำ� นา การเลย้ี งควายไทยในอดตี มวี ตั ถปุ ระสงค์ ไมพ่ รอ้ มกนั และตา่ งพากนั ปรบั พนื้ ทน่ี าใหเ้ ปน็ ผนื ใหญข่ น้ึ เพอื่ ความเหมาะสม
๒ ประการด้วยกัน คือ การเล้ยี งควายงามและการเลีย้ งเพื่อใชแ้ รงงาน กับการใช้เครื่องจักรมากขึ้น รวมท้ังใช้รถเกี่ยวข้าวที่สีพ่นข้าวแทน
แตส่ ว่ นมากจะเลยี้ งเพอื่ ใชแ้ รงงานเปน็ หลกั สำ� คญั มากกวา่ การเลยี้ งควาย การนวดข้าวพร้อมกัน จงึ มีการใช้แรงงานควายน้อยลงเร่อื ย ๆ อยา่ งไร
งามท่ีมีอยู่ไม่มากนัก การเลี้ยงทั้งสองต่างก็มีลักษณะเฉพาะท่ีแสดงถึง ก็ตาม ยังพบว่ามีบางชุมชนที่ยังมีการเล้ียงควายกันอยู่บ้าง เพราะยังมี
ภูมปิ ญั ญาการเล้ยี งแตกต่างกนั ไปตามวตั ถุประสงค์ บริเวณพ้ืนที่ท�ำเลเล้ียงควายตามบริเวณที่ลุ่มทาม-บุ่งของที่ราบลุ่มน้�ำ
สงครามในเขตต�ำบลท่าบ่อสงคราม อำ� เภอศรสี งคราม จังหวดั นครพนม
ความสำ� คญั และคุณคา่ แหง่ มรดกภูมิปัญญา โดยเฉพาะควายของชาวบ้านดอนมะจ่าง บ้านดอนแดง บ้านดอนสมอ
ภูมิปญั ญาเล้ียงควายไทย ประกอบด้วย และบา้ นทา่ บอ่ ยงั มคี วายรวม ๆ กนั ทงั้ ๔ หมบู่ า้ น ไมน่ อ้ ยกวา่ ๑,๐๐๐ ตวั
๑) ภมู ิปัญญาการเลี้ยงควายงาม พจิ ารณา ๓ เร่อื งเป็นหลัก นอกจากน้ี ยังมีหน่วยงานราชการ และองค์กรเอกชนที่เห็นวิกฤติ
คอื ดูลักษณะรปู ร่างท่าทางโดยรวม ดลู กั ษณะอวยั วะส่วนตา่ ง ๆ และ ความเส่ียงของควายไทย ด้วยการรวมตัวกันจัดต้ังโครงการและศูนย์
ดลู กั ษณะต�ำแหนง่ ขวญั ต่าง ๆ ขึ้น เพ่ืออนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ควายและวิถีชีวิตควายท่ีมี
๒) ภูมิปัญญาการเล้ียงควายงาน คือ การเลี้ยงปล่อยรวมฝูง ความสัมพันธแ์ ละผูกพันกับคนไทยมาแสนนานหลายแหง่
การเล้ียงแบบปล่อยฝงู การเล้ยี งล่าม การเลย้ี งในพ้นื ท่ีเฉพาะ การเล้ยี ง
ขังคอกและการฝกึ ควายไถนา การประกาศข้ึนบญั ชี
ภูมิปัญญาการเล้ียงควายไทย ได้รับการประกาศข้ึนบัญชี
เปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๘

169

ดอนปู่ตา

ประวตั ิความเปน็ มา
ดอนปู่ตาเป็นบริเวณป่าที่ดอนท่ีน�้ำท่วมไม่ถึง ทุกหมู่บ้านของชาวอีสานต้องมีพ้ืนที่ “ดอนปู่ตา” เป็นท่ีประทับของผีปู่ตาหรือผีอารักษ์
ของหมู่บ้าน ชาวบ้านเช่ือว่าดอนปู่ตาเป็นบริเวณพื้นท่ีศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่กล้าตัดฟันต้นไม้ในบริเวณน้ันและไม่กล้าจับสัตว์ต่าง ๆ ท่ีมีในดอนปู่ตา
มากินเป็นอาหาร
มรดกภมู ิปัญญาอีสาน 170

ความสำ� คญั และคณุ ค่าแหง่ มรดกภูมปิ ัญญา ออกมาดรู ปู รา่ งถา้ คางไกส่ ว่ ยคอื มรี ปู รา่ งดีไมบ่ ดิ เบยี้ วผวิ ของกระดกู เรยี บ
ภายในป่าดอนปู่ตามีการสร้างหอพ่อปู่และแม่ย่าไว้กราบไหว้ ไม่ขรขุ ระ แสดงว่าขา้ วปลาอาหารจะสมบูรณ์ แต่ถา้ รปู ร่างไมด่ ี แสดงว่า
โดยปกติชาวบ้านจะประกอบพิธีเล้ียงผีปู่ตาในทุกวันพุธก่อนเพล ข้าวจะยากหมากจะแพง ในเชิงวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า
ซึ่งเป็นการเซ่นไหว้ประจ�ำสัปดาห์และในรอบปีจะมีการเซ่นไหว้ใหญ่ เน่ืองจากไก่บ้านเป็นไก่ที่หากินอยู่กับสิ่งแวดล้อมในบ้านหรือในไร่นา
ครั้งหนึ่งซ่ึงมักจะท�ำในเดือน ๖ ก่อนจะลงท�ำนา ในบางพ้ืนที่จะมี ถ้าอาหารอุดมสมบูรณ์ กระดูกอ่อนที่คางไก่ก็จะสมบูรณ์ แต่ถ้าอาหาร
การเลยี้ งผี ๒ ครง้ั ตอ่ ปี คอื เลย้ี งในชว่ งเดอื น ๓ และเดอื น ๖ แตใ่ นปจั จบุ นั ของไก่ขาดแคลน การเจริญของคางไก่ก็จะไม่สมบูรณ์ ชาวบ้านต้อง
สว่ นใหญเ่ หลอื การเลย้ี งผปี ตู่ าเฉพาะในชว่ งเดอื น ๖ โดยจะมขี องเซน่ ไหว้ เตรียมตัวรับกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นหรือเร่งปรับสภาพแวดล้อมให้อยู่ใน
ดงั นี้ เหลา้ หน่งึ ไห ไก่หน่งึ ตัว สำ� รบั หวานส่สี �ำรบั หมากหน่ึงคำ� และบหุ รี่ ภาวะสมดุลมากย่ิงขึ้น
หนงึ่ มวน และมี “เฒา่ จำ�้ ” หรือ “ขะจ�้ำ” เป็นผูท้ �ำหน้าท่ีติดตอ่ เจรจา ป่าดอนปู่ตาและพิธีกรรมความเชื่อที่เก่ียวข้อง จึงนับเป็น
กบั ผีปตู่ าและเปน็ ผู้กล่าวน�ำและกลา่ วแทนชาวบ้านในพิธเี ซน่ ไหว้ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในการรักษาความสมดุลของทรัพยากร
ป่าไม้และแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของระบบความเช่ือของชุมชน
ดังนั้น ภูมิปัญญาของการมีป่าดอนปู่ตาและการเล้ียงผีปู่ตา กับสิ่งแวดล้อม
จึงมหี ลกั การที่สำ� คัญ ๒ ประการ คือ
การประกาศข้นึ บัญชี
๑) พ้ืนท่ีของป่าดอนปู่ตาเป็นพื้นท่ีอนุรักษ์ของหมู่บ้าน ดอนปู่ตา ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
เพราะมีความเชื่อและตั้งเป็นกฎร่วมกันว่าเป็นบริเวณที่ห้ามตัดต้นไม้ ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๕
เก็บหาเห็ดและห้ามล่าสัตว์ จึงท�ำให้พืชและสัตว์มีพ้ืนที่ปลอดภัย
ได้อาศัยอยู่เพื่อการแพร่พันธุ์ไปยังพ้ืนที่อ่ืน ๆ ต่อไป นักวิจัยได้พบว่า
ปา่ ดอนปตู่ าในภาคอสี านมพี นื้ ทเ่ี ฉลย่ี ๕๐ ไร่ แตม่ ดี ชั นคี วามหลากหลาย
ชนดิ ของพรรณพืชและสัตวเ์ ทยี บเคยี งได้กบั ป่าท�ำเลขนาด ๑,๐๐๐ ไร่

๒) พธิ เี ลย้ี งผปี ตู่ าสามารถใชต้ รวจสอบคณุ ภาพสง่ิ แวดลอ้ มของ
หมบู่ า้ นได้ เนอ่ื งจากในการประกอบพธิ กี รรมจะมกี ารนำ� เอาไกท่ เี่ ลย้ี งไว้
ในบา้ นหรอื ตามนา ๑ ตวั ไปฆา่ สงั เวยใหก้ บั ผปี ตู่ า ในพธิ จี ะมกี ารเสยี่ งทาย
คางไก่ โดยเฒ่าจ้�ำจะถอดเอาขากรรไกรล่างของไก่ ซึ่งเป็นกระดูกอ่อน

171

การเลอื กทำ� เลสรา้ งบ้านเรอื นของชาวอสี าน

ประวตั ิความเป็นมา
การเลือกทำ� เลหรอื ชยั ภูมิการตั้งชมุ ชนบ้านเมอื ง ตอ้ งมีพนื้ ทส่ี �ำคญั ๔ พื้นท่ี คือ

๑) พ้ืนที่อยู่อาศัย
๒) พืน้ ท่ีศักด์ิสิทธ์ิ
๓) พืน้ ทท่ี �ำกนิ
๔) พืน้ ที่สาธารณะ

มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน 172

ความสำ� คญั และคุณค่าแห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา ตั้งตัวเรือนกับแนวเขตบริเวณบ้าน รวมทั้งมีข้อห้ามสร้างเรือนคร่อมทับ
การเลือกท�ำเลพื้นที่เฉพาะบริเวณท่ีจะปลูกเรือนของแต่ละ บางส่ิงที่เชื่อว่าไม่เป็นมงคล ตลอดจนมีความเช่ือท่ีสัมพันธ์กับต้นไม้
ครอบครวั ของชาวอสี านนนั้  จะดจู ากปจั จยั ของลกั ษณะพน้ื ท่ี ๔ ดา้ น คอื   ใกล้บ้านใกลเ้ รอื นในทศิ ต่าง ๆ
การเลือกท�ำเลสร้างบ้านเรือนของชาวอีสาน สะท้อนความ
๑) ระดบั ความสงู – ต�่ำของพืน้ ดนิ   สัมพันธ์ของคนและสังคมกับธรรมชาติแวดล้อมและจักรวาลท่ีประสาน
๒) ทิศของจอมปลวกทม่ี อี ยใู่ นบรเิ วณนัน้   กันอย่างกลมกลมื ของผคู้ นชาวอีสาน
๓) ลกั ษณะรปู ร่างของพ้นื ท่ีดิน 
๔) การก�ำหนดต�ำแหนง่ ทีจ่ ะขดุ แหลง่ น้ำ� ตามทิศตา่ ง ๆ  การประกาศขึ้นบญั ชี
การเลอื กทำ� เลสรา้ งบา้ นเรอื นของชาวอสี าน ไดร้ บั การประกาศ
นอกจากนี้ ยงั มขี อ้ หา้ มเกยี่ วกบั ทำ� เลทข่ี ดั ขวางตา้ นธรรมชาติ เป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม แต่ยังไม่ได้รับ
และห้ามการกระท�ำการบางอย่างที่มีผลกระทบในทางไม่ดีกับตัวเรือน การประกาศข้นึ บญั ชีเปน็ มรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ
และผู้อยู่อาศัย ส�ำหรับการเลือกต�ำแหน่งที่จะปลูกเรือนในบริเวณ
บ้านมีความเช่ือที่เกี่ยวข้องกับทิศ การวางแนวตัวเรือนตามทิศ ระยะที่

173



มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน

ดา้ นงานช่างฝมี ือดั้งเดิม

งานชา่ งฝีมือดัง้ เดมิ หมายความวา่ งานท่ีสร้างสรรค์ขนึ้ จากภูมปิ ญั ญา ทกั ษะฝีมือชา่ ง
การเลือกใช้วสั ดุ เคร่อื งมือ อปุ กรณ์ และกลวธิ ีการสรา้ งสรรคท์ แ่ี สดงถึงลักษณะเฉพาะ สะท้อน
พัฒนาการทางสงั คมและวัฒนธรรมทีส่ ืบทอดกันมา
งานช่างฝมี ือดงั้ เดิม แบง่ ออกเป็น ๙ ประเภท ดังต่อไปน้ี
๑. ผา้ และผลติ ภณั ฑจ์ ากผา้ หมายความวา่ งานทส่ี รา้ งสรรคข์ นึ้ จากเสน้ ใย ดว้ ยกรรมวธิ ี
ในการผลติ เช่น ทอ ถกั ปัก ตเี กลยี ว มดั หมี่ ขิด ยก จก เกาะลว้ ง พิมพล์ าย ย้อม หรอื กรรมวิธอี ่นื
ทเี่ ก่ยี วข้องกบั การผลติ ผ้าและผลติ ภัณฑ์จากผ้า
๒. เครือ่ งจักสาน หมายความว่า งานท่สี ร้างสรรค์จากวัตถดุ ิบ ดว้ ยกรรมวิธใี นการผลติ
เช่น จักตอก สาน ถกั ผูกรดั มดั ร้อย หรอื กรรมวธิ ีอน่ื ทเ่ี กี่ยวข้องกับการผลิตเคร่ืองจักสาน
๓. เครื่องรัก หมายความว่า งานที่ใช้ยางรักเป็นวัสดุส�ำคัญ ด้วยกรรมวิธีในการผลิต
เช่น ถม ทบั ปดิ ทองรดนำ้� ก�ำมะลอ ประดบั มกุ ประดบั กระจกสี ประดบั กระดกู ปั้นกระแหนะ
หรือกรรมวิธอี น่ื ท่ีเกี่ยวข้องกบั การผลติ เครอ่ื งรกั
๔. เคร่ืองปั้นดินเผา หมายความว่า งานที่สร้างจากดินเป็นวัสดุหลัก ด้วยวิธีการปั้น
ผง่ึ แห้ง เผาเคลอื บ หรอื วธิ กี ารอืน่ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั การผลิตเคร่ืองปัน้ ดินเผา
๕. เคร่อื งโลหะ หมายความว่า งานท่ีสร้างสรรค์จากโลหะเป็นวสั ดหุ ลกั ดว้ ยกรรมวิธี
ในการผลิต เช่น หลอม เผา ตี หล่อ ตัด ติด ขัด เจียร เช่ือม หรือกรรมวิธีอ่ืนท่ีเก่ียวข้องกับ
การผลติ เครือ่ งโลหะ
๖. เคร่ืองไม้ หมายความว่า งานที่สร้างสรรค์จากไม้เป็นวัสดุหลัก ด้วยกรรมวิธี
ในการผลิต เช่น แปรรูป ตัด เลื่อย แกะ สลัก สับ ขุด เจาะ ถาก กลึง ขูด ขัด ตกแต่งผิว
หรือกรรมวธิ ีอืน่ ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการผลติ เครือ่ งไม้
๗. เครือ่ งหนัง หมายความว่า งานทสี่ ร้างสรรค์จากหนังสัตว์เปน็ วสั ดหุ ลัก ดว้ ยกรรมวิธี
ในการผลติ เชน่ หมกั ฟอก ตากแหง้ ตัด เจาะ ฉลุ ลงสี หรอื กรรมวธิ ีอ่ืนทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั การผลิต
เครอ่ื งหนัง
๘. เคร่อื งประดบั หมายความว่า งานทป่ี ระดิษฐจ์ ากวสั ดุ เช่น หิน เปลือกหอย โลหะ
มีคา่ และอญั มณี ดว้ ยกรรมวธิ ีในการผลติ เช่น หลอม หล่อ ดึง ตี ทบุ บุ ดุน เลย่ี ม แกะ สลกั
ร้อย เชื่อม ติด หรือกรรมวิธีอ่นื ท่เี ก่ยี วข้องกบั การผลิตเครือ่ งประดบั
๙. งานช่างฝีมือด้ังเดิมที่ไม่สามารถจัดอยู่ใน ๘ ประเภทท่ีกล่าวมาข้างต้น เช่น
ปราสาทศพ งานชา่ งแทงหยวก หรอื งานอน่ื ที่เกย่ี วข้องกบั งานชา่ งฝีมอื ดัง้ เดิม

มรดกภมู ิปัญญาอสี าน 176

177

ผา้ ขาวม้า

ประวตั คิ วามเปน็ มา
ผ้าขาวม้า ไม่ใช่ค�ำไทยแท้ หากแต่เป็นภาษาเปอร์เซียท่ีมีค�ำต้นเค้ามาจากค�ำว่า
“กา-มาร์บันด์” (Kamar Band) “กามาร์” หมายถึง เอวหรือท่อนล่างของร่างกาย “บันด์”
แปลว่า รัดหรือพัน คาดทับ เม่ือน�ำสองค�ำมารวมกัน จึงมีความหมายว่า “เข็มขัดผ้าพันหรือ
ที่คาดเอว” ผ้าขาวม้าเป็นงานส่ิงทอโบราณท่ีใช้กันอยู่ในชุมชนและครัวเรือนมานานต้ังแต่
พทุ ธศตวรรษที่ ๑๖ แลว้ ดงั จะปรากฏหลกั ฐานตง้ั แตส่ มยั เชยี งแสน มกี ารใชผ้ า้ ขาวมา้ สำ� หรบั ผชู้ าย
นงุ่ เคยี นเอว หรือโพกศรี ษะ ซึง่ กค็ งจะไดร้ บั วัฒนธรรมจากไทลอ้ื
ความส�ำคญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา
ผ้าขาวม้ามีรูปลักษณะเป็นผ้ารูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้างประมาณ ๒ ศอก
ยาว ๓ – ๔ ศอก สว่ นใหญจ่ ะทอเปน็ ผา้ ลายตารางเลก็ ๆ จบั คสู่ เี ปน็ คู่ ๆ ทอสลบั กนั ไปจนเตม็ ผนื ผา้
บางท้องทเี่ รียกว่า “ผา้ ตาหมากรกุ ” ในภาคอสี านจะเรยี กวา่ “แพรอีโป้ หรอื แพรลิ้นแลน หรือ
แพรไสป้ ลาไหล” มกี ารใชเ้ สน้ ไหมเปน็ วตั ถดุ บิ สว่ นใหญ่ บางทอ้ งทใี่ ชฝ้ า้ ยทอบา้ ง โดยเปน็ สงิ่ ของท่ี
ใชใ้ นงานพธิ บี ายศรสี ขู่ วญั เปน็ ผา้ ไหวญ้ าตผิ ใู้ หญข่ องฝา่ ยสามี (ของสมมา) และใชใ้ นพธิ กี รรมตา่ ง ๆ

มรดกภมู ปิ ญั ญาอีสาน 178

ผา้ ขาวมา้ ถอื วา่ เปน็ ผา้ สารพดั ประโยชนท์ วั่ ไปมกี ารใชง้ านตา่ ง ๆ ดงั น้ี เชน่ ใชน้ งุ่ อาบนำ�้
เชด็ ตัว ปรู องนัง่ โพกศรี ษะ นงุ่ แทนโสร่ง ห่มกนั หนาว นุ่งกระโจมอก มดั แทนเชอื ก ห่อเสือ้ ผา้ หรอื
สมั ภาระต่าง ๆ หนุนแทนหมอน ทำ� ผ้าขีร้ ้วิ ท�ำผา้ อ้อม ท�ำเปลเล้ียงเดก็ ซับเหงอ่ื เชด็ ปาก คาดเอว
บงั แดดฝน ท�ำผา้ กันเป้อื น น่งุ คลอดลูก อยู่ไฟ ผูกสตั ว์เลยี้ ง เปน็ ตน้
ในปจั จบุ นั ยงั มกี ารทอผา้ ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธต์ุ า่ ง ๆ เชน่ กลมุ่ ชา่ งทอผา้ ไทยวน อำ� เภอเมอื ง
จงั หวดั ลำ� ปางจงั หวดั เชยี งใหม่จงั หวดั นา่ นจงั หวดั เชยี งรายและจงั หวดั ราชบรุ ีเปน็ ตน้ กลมุ่ ชา่ งทอผา้
จังหวดั กาญจนบรุ ี และกลุ่มชา่ งทอผา้ ไทคร่ัง จงั หวัดสพุ รรณบรุ ี จงั หวดั ชยั นาท จงั หวดั อทุ ยั ธานี
อำ� เภอภูพาน จงั หวัดสกลนคร จังหวดั ร้อยเอด็ จงั หวัดนครพนม จังหวดั มุกดาหาร และจงั หวัด
อ�ำนาจเจริญ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้คนรุ่นใหม่แทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นผ้าขาวม้าแบบด้ังเดิม
ท่ีทอกันในชุมชนต่าง ๆ ประกอบกับมีผ้าขาวม้าจากโรงงานอุตสาหกรรม ทอด้วยเคร่ืองจักร
ขยายเข้ามาแทนท่ีผ้าขาวม้าแบบด้ังเดิมที่ทอด้วยมือ อีกท้ังยังขาดหน่วยงานในภาครัฐเข้าไป
เก็บขอ้ มูล และส่งเสรมิ งานชา่ งแขนงนอ้ี ย่างเตม็ ที่ ซ่ึงเกรงวา่ ในอนาคตจะเกิดการสญู หายขึน้ ได้
การประกาศขึน้ บญั ชี
ผ้าขาวม้า ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ประจ�ำปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๖

179

ผา้ ทอไทพวน

ประวตั คิ วามเปน็ มา
ไทพวนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หน่ึงที่มีบรรพบุรุษสืบเช้ือสายมาจากเมืองพวน ซ่ึงมีถ่ินฐานเดิมอยู่แขวงเมืองเชียงขวาง ทางตอนเหนือของ
เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชาวพวนได้อพยพโยกย้ายเข้ามาต้ังถ่ินฐานรกรากท�ำกินในประเทศไทยเม่ือราว
๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว ไดก้ ระจายตวั ไปอาศัยในจงั หวัดต่าง ๆ ท่ัวภูมภิ าคของประเทศไทย
มรดกภูมิปัญญาอสี าน 180

ความสำ� คญั และคุณคา่ แหง่ มรดกภมู ปิ ญั ญา การประกาศข้นึ บญั ชี
ผ้าทอของชาวไทพวน ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่ชาวไทพวน ผา้ ทอไทพวน ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น มีเอกลักษณ์และลักษณะพิเศษ ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๖
เฉพาะตวั กลา่ วคอื กรรมวธิ ใี นการผลติ และวธิ กี ารตา่ ง ๆ ทล่ี ะเอยี ดออ่ น
งดงามทง้ั ทางดา้ นการกำ� หนดลวดลาย สสี นั ทโ่ี ดดเดน่ สะดดุ ตา ลวดลาย
ตา่ ง ๆ ลว้ นประณีตละเอยี ดอ่อน ทัง้ กรรมวธิ ี การมัดหม่ี การควบเสน้
การขิด การจก และการแต้มสี ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์
ของผ้าทอของชาวไทพวนอย่างแท้จริง ลวดลายบนผ้านุ่งที่ชาวไทพวน
น่งุ น้นั ลว้ นแฝงดว้ ยคตคิ วามเช่อื ในจารตี ขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละ
วัฒนธรรมของตนเองที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นปู่ย่าตายายมาสู่
รุน่ พอ่ แม่และถงึ รุ่นลกู หลานนานนับเวลาเกอื บ ๒๐๐ ปี

การแต่งกายของสตรีชาวไทพวนจะนิยมนุ่งผ้าซ่ินตีนจก
ต่อหัวต่อเอว คาดเข็มขัดเงิน สวมเส้ือคอกระเช้า ภาษาพวน เรียกว่า
เส้ือคอกระทะหรือเสื้ออีเป้า ส่วนผู้ชายจะนุ่งโส้งขาก้อม สวมเสื้อ
ย้อมคราม หากไปท�ำบุญที่วัดจะนุ่งเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว มีผ้าพาดบ่า
ซึ่งสตรชี าวไทพวนจะนิยมนงุ่ ผ้าทีต่ นเองเป็นผู้ทอข้ึนไว้ใชเ้ อง มลี วดลาย
สีสันสวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทอผ้า
ขดิ ของชาวไทพวนอำ� เภอบา้ นเชยี ง จงั หวดั อดุ รธานี ซง่ึ นยิ มทอสงิ่ ถกั ทอ
ประเภทของใช้ในชีวิตประจ�ำวัน เช่น ผ้าห่ม ผ้าสไบ ผ้าปรกหัวนาค
ยา่ ม หมอนขดิ ผ้าปรกหัวช้าง ตงุ หรือธง

ปัจจบุ นั การทอผา้ ของชาวไทพวนในชมุ ชนต่าง ๆ ก�ำลังเข้าสู่
ขั้นวกิ ฤตมิ คี วามเส่ียงต่อการสญู หายอนั สบื เนือ่ งมาจากผู้สืบทอดในการ
ทอผ้าในชุมชนเข้าสู่วัยสูงอายุและเลิกอาชีพการทอผ้าน้ีไป ประกอบ
กบั วทิ ยาการสมยั ใหมแ่ ละสงิ่ ถกั ทอรนุ่ ใหมท่ ผ่ี ลติ ในระบบโรงงานเรม่ิ คบื
คลานขยายตัวเข้ามาสชู่ มุ ชน ซง่ึ เขา้ มาแทนท่ผี า้ ทอแบบดง้ั เดมิ อกี ทง้ั ยงั
ขาดระบบการจดั การและการจดั เกบ็ องคค์ วามรทู้ ด่ี ี หนว่ ยงานของภาครฐั
ยังมิได้ให้ความช่วยสนับสนุนอย่างสม่�ำเสมอและขาดการฟื้นฟูอย่าง
ตอ่ เนอื่ ง บางชมุ ชนไดเ้ ลกิ วธิ กี ารทอผา้ แบบดงั้ เดมิ หนั ไปใชว้ ธิ กี ารทอผา้
แบบการยกตะกอลอยแทนกรรมวิธีแบบเก่าท่ีได้รับสืบทอดมาจาก
บรรพบุรุษ บางชุมชนเลิกการใช้เส้นฝ้ายจากธรรมชาติหันไปใช้
ดา้ ยโรงงานแทน ซง่ึ เปน็ การขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในกระบวนการทอผา้
อนั เป็นอตั ลักษณท์ ่ีส�ำคัญของตนไป

181

ผ้าทอไทยวน

ประวัตคิ วามเป็นมา
ไทยวนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่สืบเช้ือสายมาจากชาวเมือง
เชียงแสนแห่งอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันพบว่า มีการต้ังถิ่นฐานของ
ชาวไทยวนโยนกเชียงแสนท่ีอพยพมาจากถิ่นฐานเดิมไปอยู่ตามหัวเมือง
ต่าง ๆ ของประเทศไทย ซึ่งพบใน ๘ จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดลำ� ปาง จงั หวดั แพร่ จงั หวัดอตุ รดิตถ์ จงั หวัดนา่ น จังหวัดราชบุรี
จังหวัดสระบรุ ี และจังหวดั นครราชสมี า

มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน 182

ความสำ� คญั และคุณค่าแหง่ มรดกภูมปิ ัญญา บ้านโนนกุ่ม อ�ำเภอสีค้ิว จังหวัดนครราชสีมา ชุมชนไทยวน อ�ำเภอ
ผ้าทอไทยวน ถือเป็นงานช่างฝีมือด้ังเดิมท่ีมีลักษณะและ แมแ่ จม่ อ�ำเภอดอยเตา่ อ�ำเภอจอมทอง จังหวดั เชยี งใหม่ ชมุ ชนไทยวน
เอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตวั กล่าวคือ มกี รรมวธิ ใี นการผลติ สิง่ ถกั ทอชนดิ อำ� เภอนานอ้ ย อำ� เภอภูเพียง อ�ำเภอเวยี งสา จังหวัดนา่ น ชุมชนไทยวน
ต่าง ๆ ด้วยความละเอียดอ่อนวจิ ิตรงดงาม ทั้งทางด้านการเลือกใชส้ ีสัน อ�ำเภอตรอน อำ� เภอลบั แล จังหวดั อตุ รดิตถ์ ชมุ ชนไทยวน อำ� เภอเมอื ง
และความงดงามของลวดลายที่ประณีต มีท้ังเทคนิคการจก การยกมุก จังหวดั ล�ำปาง
ปัน่ ไก (ควบเส้น) เกาะลว้ ง และการมัดกา่ น (คาดก่าน) ที่แสดงออกถึง ผ้าทอไทยวนในปัจจุบันก�ำลังเข้าสู่ข้ันวิกฤติ เพราะผู้สืบทอด
อัตลักษณ์ของชาวไทยวนโยนกเชียงแสนในมิติต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ในการทอผ้าจะมีในบางชุมชนเท่านั้น เช่น ชุมชนไทยวน จงั หวัดราชบุรี
ทง้ั วิถีชวี ิตความเปน็ อยู่ คตคิ วามเช่อื จารตี ประเพณีและวฒั นธรรมของ เหลือคนทอผา้ ตนี จกเท่าท่สี �ำรวจพบเหลือแค่ ๑๒ คนเทา่ นั้น ส่วนใหญ่
ตน ผ้าทอไทยวนชนิดต่าง ๆ ที่มีความส�ำคัญและใช้ในชีวิตประจ�ำวัน จะเปน็ ผสู้ งู อายแุ ละขาดการถา่ ยทอดใหก้ บั เยาวชนคนรนุ่ ใหม่ บางชมุ ชน
ของชาวไทยวน ไดแ้ ก่ ผ้าห่มหัวเกบ็ ผ้าเชด็ หน้า ย่าม ผ้าซิน่ ชนิดตา่ ง ๆ เลิกการทอผ้าจกแบบดั้งเดิมหันมาทอแบบเทคนิคยกตะกอลอยแทน
(ตัวซิน่ ) หมอนหน้าจก ผ้าสไบ ผา้ ปกหัวนาค ตุง พวงเข็ม (ตุงใย) เปน็ ตน้ กรรมวธิ แี บบเกา่ ซง่ึ ตอ้ งใชเ้ วลามาก บางชมุ ชนเหลอื เพยี งการทอยา่ มมกุ
ผ้ายกมกุ ตา่ ง ๆ ตวั อยา่ งเช่น ชมุ ชนไทยวน อำ� เภอเสาไห้ จังหวดั สระบรุ ี
ปัจจุบนั มกี ารทอผา้ ทอไทยวนในชุมชนต่าง ๆ ๘ จงั หวัดของ และบ้านโนนกุ่ม อำ� เภอสีคิ้ว จังหวดั นครราชสมี า นอกจากนี้ บางชมุ ชน
ประเทศไทย เชน่ ชุมชนไทยวน อ�ำเภอลอง จังหวดั แพร่ ชมุ ชนไทยวน เลกิ อาชพี การทอผา้ และหนั ไปรบั เอาการทอผา้ ชนดิ อนื่ ทไ่ี มใ่ ชอ่ ตั ลกั ษณ์
จังหวดั ราชบุรี ชุมชนไทยวน อ�ำเภอเสาไห้ จงั หวดั สระบุรี ชมุ ชนุ ไทยวน ตามแบบดั้งเดิมของชาวไทยวนโยนกเชียงแสนเข้ามาแทนท่ี ส่งผลให้
มรดกภมู ปิ ัญญาเหล่านี้ใกล้สูญหาย

การประกาศขน้ึ บัญชี
ผา้ ทอไทยวน ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๕

183

ผ้าทอผู้ไทย

ประวัติความเปน็ มา
ผไู้ ทย เปน็ ชอ่ื เรยี กของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
ย่อยต่าง ๆ จ�ำนวนมาก เช่น ไทด�ำ ไทแดง
ไทขาว ไทแอด ไทวัง ไทกอและไทซ�ำ ผู้ไทย
มีถ่ินฐานเดิมอยู่บริเวณชายแดนตอนเหนือ
ระหว่างประเทศลาวและเวียดนาม มีการ
อพยพเข้ามาในประเทศไทยหลายระลอก
ด้วยเหตุผลด้านการเมือง สงคราม การหา
แหล่งท�ำกินใหม่ ท�ำให้ไม่อาจระบุได้ว่ากลุ่ม
ผู้ไทยในประเทศไทยนั้นเป็นกลุ่มย่อยใดบ้าง
เมื่อเข้ามาในรัฐไทยแล้วคนกลุ่มนี้จะถูกเรียก
ช่ืออย่างเป็นทางการว่า “ผู้ไทย” ซึ่งเป็นการ
แฝงความหมายทางการเมืองในฐานะท่ีเป็น
ประชากรของประเทศไทย

มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี าน 184

ความสำ� คญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภูมิปัญญา
ปัจจุบันสามารถพบเห็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
การทอผ้าและการออกแบบลวดลายผ้าของชาวผู้ไทยในประเทศไทย
ในรูปแบบของเส้ือผ้าแฟชั่นของสังคมชั้นสูง โดยเฉพาะ “ผ้าแพรวา”
ซึ่งเป็นผ้าไหมทอมือของผู้ไทย ค�ำว่า “แพร” คือ ชื่อเรียกผ้าของ
ชาวอีสาน ค�ำว่า “วา” คือขนาดความยาวของผ้าที่ยาว ๑ วา หรือ
ประมาณ ๒ เมตร รปู แบบและลวดลายของผา้ แพรวา โครงสรา้ งแบง่ เปน็
สองส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนของชายครุย คือ ชายทั้งสองด้านของผ้า
จะปล่อยเส้นไหมท่ีเป็นเส้นยืนของด้านกว้างแล้วจะรวบเป็นปอย
ขนาดเล็ก กับส่วนของผืนผ้า ซง่ึ แบ่งเปน็ สี่ส่วน ได้แก่
๑) ส่วนชายครยุ
๒) ลายเลก็ หรอื ลายคน่ั ไดแ้ ก่ ลายทท่ี อบนชายผา้ ทง้ั สองดา้ น
๓) ลายเชิงผา้ ไดแ้ ก่ ลายทท่ี อไวช้ ิดกับลายเลก็ ๆ ก่อนจะทอ
ลายใหญ่ โดยลายเชงิ ผา้ จะอยู่สองแถวของแต่ละดา้ นของผนื ผ้า
๔) ลายใหญ่ ไดแ้ ก่ ลายท่อี ย่แู นวขวางหรอื แนวนอน
ประเภทของผ้าไหมแพรวา แบ่งเป็น ๓ อยา่ ง ไดแ้ ก่
๑) ผา้ ลว่ งผ้าจะมี ๒ สี คือ สพี ้นื และสลี าย การทอไมซ่ บั ซอ้ น
๒) ผ้าจก หรือ ผา้ ลายจก ลายหยอด หรอื ลายจกดาว มี ๒ สี
๓) ผ้าเกาะหรือผ้าลายเกาะ ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก
ซับซ้อน โดยจะใช้เวลาในการผลิตผา้ แต่ละผนื ตง้ั แต่ ๑ เดอื นข้นึ ไป
คนทั่วไปมักรู้จักการทอผ้าและการออกแบบลวดลายผ้า
ของชาวผู้ไทยเพียงแต่ผ้าแพรวา ในขณะที่ความเป็นจริงน้ัน ชาวผู้ไทย
นน้ั มมี รดกภมู ปิ ญั ญาทลี่ ะเอยี ดออ่ นและลกึ ซงึ้ เกย่ี วกบั ผา้ ทอหลากหลาย
ชนดิ ไดแ้ ก่
๑) ผ้าแส่ว ๒) ผ้าแพรวา ๓) ผ้าแพรมน ๔) ผ้าตุ้ม
๕) ผา้ ซิ่นมดั หม่ี ๖) ผา้ เมด็ งา ๗) ผ้ากาบโกย้ ๘) ผ้าโสร่งหางกระรอก
๙) หมอนขิด ๑๐) ผา้ ห่อคมั ภรี ์ และ ๑๑) เสื้อเย็บมอื เปน็ ตน้
การประกาศข้นึ บญั ชี
ผ้าทอผู้ไทย ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศักราช ๒๕๕๕

185

ผา้ ทอเมอื งอุบลฯ

ประวตั คิ วามเป็นมา
มรดกภูมิปัญญาทางด้านวัฒนธรรมในเรื่องผ้าทอของจังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็น
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางดา้ นวฒั นธรรมทมี่ เี อกลกั ษณโ์ ดดเดน่ ในดา้ นรปู แบบ ลวดลายของผา้ ทที่ อขน้ึ
ใชใ้ นเมอื งอบุ ล ฯ ตงั้ แตช่ นชน้ั เจา้ เมอื งลงมาถงึ สามญั ชนธรรมดา ตามหลกั ฐานในพระราชหตั ถเลขา
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มพี ระราชหตั ถเลขาตอบกลบั สมเดจ็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอ
กรมหลวงสรรพสทิ ธปิ ระสงค์ เมือ่ ครั้งส่งผา้ ทอของเมืองอบุ ล ฯ ขน้ึ ทลู เกล้า ฯ ถวาย ในคร้งั นนั้
ทรงกล่าวถงึ “ผ้าเยียรบบั ลาว” นับเปน็ หลักฐานท่สี �ำคัญวา่ เมืองอุบลราชธานีในอดีตกม็ ีสิง่ ถกั ทอ
มากมายหลายชนิดบ่งบอกถึงฐานานุศักด์ิ แบ่งระบบชนชั้นผู้ปกครองได้อย่างชัดเจน ถือเป็น
การพัฒนาในดา้ นรูปแบบและลวดลายของการแตง่ กายของผคู้ นสมัยน้นั ได้อยา่ งชัดเจน
มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 186

ความส�ำคญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภูมิปญั ญา ๔) ลายมัดหมี่ของเมืองอุบล ฯ จะนิยมการให้ลายละเอียด
งานผ้าทอเมอื งอบุ ล ฯ มเี อกลกั ษณท์ ีโ่ ดดเด่น คือ ของลายผ้าแบบ “หมี่สองสอด” ซง่ึ จะเสรมิ ความประณตี ของลายผา้
๕) มกี ารผสมผสานและประยกุ ตเ์ ทคนคิ การทอผา้ จนเกดิ เปน็
๑) ลวดลายผ้าหลายอย่างเป็นงานออกแบบความคิด งานผ้าทอใหม่ กรณี “ผ้าซ่ินทิวมุกจกดาว” ที่ได้ผสมเทคนิคการตั้งสี
สร้างสรรค์ท่ีประยุกต์มาจากลวดลายผ้าสยาม เช่น ผ้าเยียรบับลาว เครือเส้นยืน การทอเสริมเส้นยืนพิเศษ และการจกเสริมเส้นพุ่งพิเศษ
ท่เี จ้านายเมอื งอุบล ฯ ผลติ ส่งใหร้ าชส�ำนกั สยาม ในผนื เดียว จนเป็นงานผ้าทอทีเ่ ปน็ เอกลักษณ์

๒) ลายตีนซ่ินท่ีน�ำลายกรวยเชิงของลายผ้าในราชส�ำนักไทย การประกาศขึ้นบญั ชี
มาประยุกต์ออกแบบเป็นตีนซิ่นแบบเมืองอุบล ฯ ด้วยการใช้เทคนิค ผ้าทอเมืองอุบล ฯ ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
การทอขิดของอีสาน จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ ภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๗
ผา้ ราชสำ� นกั และศิลปะผา้ ทอเมืองอบุ ล ฯ

๓) ลายหัวซิ่นที่ใช้การเทคนิคการทอจก ลายดาวท่ีเป็น
เอกลกั ษณท์ ่ีแตกต่างจากผา้ อสี านท่วั ไป

187

ผา้ แพรวา

ประวตั คิ วามเปน็ มา
ผ้าแพรวา คือ ผ้าแพรเบี่ยงไหมท่ีใช้พาดเบ่ียงคล้ายสไบ
มคี วามกว้างประมาณ ๑ ศอก ยาว ๑ วา จึงเป็นทีม่ าของชือ่ ผืนผา้ ว่า
“ผา้ แพรวา” ซง่ึ มแี หลง่ ผลติ อยทู่ บ่ี า้ นโพน อำ� เภอคำ� มว่ ง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ
โดยชา่ งทอกล่มุ วัฒนธรรมผ้ไู ทย

ความส�ำคัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภมู ปิ ญั ญา
กรรมวธิ กี ารทอผ้าแพรวา เปน็ กรรมวธิ ีจกแบบดง้ั เดิม โดยใช้
“นิ้วก้อย” จก สอดเส้นไหมสีสันต่าง ๆ สอดแทรกเป็นเส้นพุ่งพิเศษ
ตามจังหวะลวดลายทีละเล็กละนอ้ ย สว่ นการยอ้ มไหมมักใชส้ ีธรรมชาติ
โดยเฉพาะสีแดงจากคร่ังซึ่งใช้เป็นสีพื้น ทอสลับการสร้างลวดลายจก
เปน็ ช่วง ๆ ตลอดทง้ั ผนื ผา้ แพรวาหนึ่งผนื ใชเ้ วลาทอนานนบั เดือน
ความโดดเดน่ เป็นเอกลกั ษณ์ของผา้ แพรวา คอื ลายหลกั เป็น
รูปส่ีเหลี่ยมขนมเปียกปูนเป็นโครงสร้างพ้ืนฐานในลวดลายผ้า โดยมี
ลวดลาย ๑๐ – ๑๒ ลายตอ่ ผืน และใชเ้ สน้ ไหม ๒ – ๙ สีในการถักทอ
ซ่ึงลวดลายจะมีความประณีตและเรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกันตลอดท้ัง
ผนื ผา้ สำ� หรบั ตน้ แบบลวดลายดงั้ เดมิ ของผา้ แพรวานนั้ ไดร้ บั การสบื ทอด
มาจากบรรพบุรุษท่ีปรากฏลายบนผืนผ้าแซ่วพ้ืนสีขาวผืนหน่ึงท่ีมีขนาด
ประมาณ ๒๕ x ๓๐ เซนตเิ มตร ซง่ึ อาจจะมลี วดลายมากถงึ กวา่ ร้อยลาย

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 188

ผา้ แพรวาแตเ่ ดมิ นยิ มพน้ื สแี ดงคลำ้� มลี ายจกสเี หลอื ง สดี ำ� สขี าว และสเี ขยี วเขม้ ประกอบ การประกาศข้นึ บัญชี
ดว้ ยลาย ๓ ส่วน คอื ลายหลัก ลายค่นั และลายชอ่ เชิงปลาย ผ้าแพรวา ได้รับการประกาศข้ึน
ผา้ แพรวาผนื หนง่ึ ประกอบดว้ ยลวดลายหลายสบิ ลายไมซ่ ำ�้ กนั ในแตล่ ะลายมคี วามหมาย บัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
เกยี่ วขอ้ งกับระบบความเช่ือของชุมชน เชน่ ลายนาค สอ่ื ถงึ บรรพชน ลายดอกแกว้ สือ่ ถงึ ความ ของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗
อุดมสมบูรณแ์ ละคุณงามความดขี องชีวิต นอกจากนี้ สตรีชาวผู้ไทยใช้ผ้าแพรวาพาดเบ่ียงไปร่วม
งานในโอกาสพเิ ศษ เช่น งานบญุ บั้งไฟ พธิ กี รรมเหยา งานกนิ ดอง (แตง่ งาน) หรือเพ่ือใชค้ ลมุ ไหล่
หม่ สไบเฉยี ง รวมถงึ ใช้เป็นผ้าโพกหัว โดยในปัจจบุ นั ไดม้ กี ารขยายขนาด เพ่ือใหส้ ามารถใชง้ านได้
หลากหลายมากขึ้น

189

ผ้ามัดหมี่

ประวัตคิ วามเป็นมา
ผา้ มัดหมี่ คือ ผ้าทที่ อจากดา้ ยหรือไหมทผ่ี กู มัดแลว้ ยอ้ ม โดยการคิดผูกให้เป็นลวดลาย
แล้วน�ำไปย้อมสีก่อนทอ เป็นศิลปะการทอผ้าพ้ืนเมืองชนิดหน่ึงท่ีนิยมท�ำกันมานานแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานของประเทศไทย ในภาคกลางบางจังหวัด อาทิ จังหวัดชัยนาท
จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดลพบุรี ภาคเหนือมีการทอที่
จังหวัดเชยี งใหมแ่ ละจังหวดั น่าน เปน็ ต้น

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 190

ความสำ� คัญและคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมปิ ัญญา
กระบวนการท�ำผ้ามัดหมี่นั้น ในข้ันตอนการสร้างลวดลายจะต้องน�ำเส้นใยฝ้าย
หรือเส้นใยไหมไปค้นล�ำหมี่ให้ได้ตามจ�ำนวนที่เหมาะสมกับลวดลาย แล้วจึงน�ำไปขึงเข้ากับ
“โฮงหม่ี” โดยจะใช้เชือกมัดส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี เรียกว่าการ “โอบ” ในอดีตใช้เชือกกล้วย
ตอ่ มานยิ มใชเ้ ชอื กฟางพลาสตกิ การมดั จะต้องมัดให้แนน่ ตามลวดลายทก่ี �ำหนดไว้แลว้ นำ� ไปย้อม
สี จากนนั้ ตากแดดใหแ้ หง้ เมอื่ นำ� มาแกเ้ ชอื กออก จะเหน็ สว่ นทมี่ ดั ไวไ้ มต่ ดิ สที ยี่ อ้ ม หากตอ้ งการให้
ลวดลายมหี ลายสี จะตอ้ งมดั โอบอกี หลายครงั้ ตามความตอ้ งการ ตำ� แหนง่ ทมี่ ดั ใหเ้ กดิ ลวดลายนน้ั
จะต้องอาศัยทักษะเชิงช่างท่ีช�ำนาญและแม่นย�ำ เพราะช่างมัดหม่ีของประเทศไทยไม่ได้มีการ
ขีดต�ำแหน่งลวดลายไว้ก่อนแบบประเทศอ่ืน ๆ ต�ำแหน่งการมัดลวดลาย จึงอาศัยการจดจ�ำ
และสั่งสมจากประสบการณ์ ในกระบวนการทอ ช่างทอผ้ามัดหม่ีจะต้องระมัดระวังทอผ้า
ตามล�ำดับของหลอดด้ายมัดหมี่ท่ีร้อยเรียงล�ำดับไว้ให้ถูกต้อง และจะต้องใช้ความสามารถในการ
ปรับจัดลวดลายท่ีเหล่ือมล้�ำกันท่ีเกิดจากกระบวนการย้อมสีให้ออกมาสวยงาม กลวิธีการทอผ้า
มัดหม่ีจงึ เป็นภูมิปญั ญาดา้ นงานชา่ งฝีมอื ด้งั เดิมท่ีตอ้ งอาศยั ทักษะเชงิ ชา่ งชน้ั สูง
ลวดลายมัดหมี่ท่ีมีการสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่โบราณน้ัน ส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจ
จากธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในวิถีชีวิต ความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณี อาทิ ลายดอกแก้ว
ลายตน้ สน ลายโคมหา้ ลายโคมเจด็ ลายบายศรี ลายกวาง ลายนกยูง ลายเต่า ลายพญานาค ฯลฯ
ผ้ามัดหมี่มีบทบาทในวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย หญิงสาวต้องทอผ้าเพ่ือท�ำเป็นเครื่อง
นุ่งห่ม วสั ดุเสน้ ใยทงั้ ฝ้ายและไหม บ่งบอกถงึ ศักยภาพทางการคา้ เพราะเปน็ วสั ดทุ ีใ่ ชแ้ ลกเปลยี่ น
ซื้อขายมาแต่โบราณ ส่วนวัสดุย้อมสีธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืช
ในประเทศไทยที่มีความหลากหลาย ซงึ่ ช่วยใหผ้ ้ามดั หม่ขี องไทยมีสีสันเฉพาะตัว และยงั สะทอ้ น
ไปถงึ ความเชี่ยวชาญของแต่ละกลมุ่ ชนในการย้อมสธี รรมชาติ
การประกาศขึ้นบัญชี
ผ้ามัดหม่ี ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ประจำ� ปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๓

191

ผ้ายอ้ มคราม

ประวัติความเปน็ มา
ผา้ ยอ้ มครามเปน็ ผา้ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ทเี่ กดิ จากฝมี อื ชา่ งทอ้ งถนิ่
ท่ีไม่ได้ผ่านการเรียนรู้จากระบบทางการศึกษา แต่เป็นภูมิปัญญา
ท่ีถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษมาสู่ลูกหลานและยังถ่ายทอดมาจนถึง
ปจั จบุ นั ผา้ ครามจงึ เกดิ จากความคดิ ของชาวบา้ น ซง่ึ เปน็ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่
ท้ังน้ี ต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมาจังหวัดสกลนครถือเป็นแห่งแรก
ในประเทศไทยท่ีพยายามฟื้นฟูและบ�ำรุงผ้าย้อมครามตามกรรมวิธีการ
ผลติ ของภูมปิ ญั ญาด้ังเดมิ ท่ีเคยใชใ้ นอดีต

มรดกภมู ิปัญญาอีสาน 192

ความส�ำคญั และคุณคา่ แห่งมรดกภมู ิปญั ญา
ผา้ ยอ้ มครามเกดิ จากเสน้ ฝา้ ยและตน้ ครามทผี่ า่ นกระบวนการ
ที่ซับซ้อนยากท่ีจะได้เรียนรู้จากท่ัวไปได้ โดยผ้าครามเกิดจากการ
ถ่ายทอดแบบสังคมชาวบ้านท่ีมีกระบวนการปลูกต้นฝ้ายแล้วผลิตมา
เปน็ เสน้ ฝา้ ย นำ้� ครามเกดิ จากตน้ ครามทผ่ี า่ นกระบวนการทำ� โดยการนำ�
กิง่ ไปมัดเปน็ ฟอ่ นหรือท่อนเล็กแล้วแช่ลงในโอง่ ดินท้งิ ไวป้ ระมาณ ๒ วัน
แลว้ นำ� กากจากกง่ิ ใบออก เตมิ ปนู ขาวทล่ี ะลายนำ้� แลว้ ใสล่ งในโอง่ ดนิ ทม่ี ี
น�้ำคราม แลว้ กวนให้เกดิ ฟอง แลว้ กวนจากกลิ่นเน่าของใบครามใหเ้ ป็น
กล่นิ ท่ีดี ปลอ่ ยให้ตกตะกอน ๒ – ๓ วัน เม่อื นำ้� อยู่เหนอื ตะกอนเริม่ ใส
แล้วรินน�้ำทิ้ง เทน้�ำด่างท่ีเกิดจากขี้เถ้าลงในโอ่ง เพ่ือไม่ให้ครามแห้ง
เพอื่ เก็บเนือ้ ครามไว้ใชย้ ้อมได้ตลอดท้งั ปี
ผา้ ยอ้ มครามหรอื ผา้ อน่ื ทท่ี อไมไ่ ดใ้ ชค้ รามยอ้ ม กเ็ ปน็ ภมู ปิ ญั ญา
ของชาวบา้ นและยงั เปน็ ผา้ ทผ่ี คู้ นบรโิ ภค ทง้ั คนในชนบทและคนในเมอื ง
เพราะผา้ ครามเปน็ ผา้ เกดิ จากฝมี อื ชา่ งทอทไี่ มไ่ ดผ้ า่ นกระบวนการเรยี นรู้
จากสถาบันการศกึ ษา แตเ่ ป็นการถา่ ยทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น จึงทำ� ให้
ผ้าครามเป็นผ้าภูมิปัญญาท่ีหายากและพร้อมท่ีจะสูญหายไปจากสังคม
ชนบท เพราะกระบวนการทำ� ผา้ ครามเปน็ ขบวนการผลติ ทม่ี คี วามซบั ซอ้ น
ตง้ั แตป่ ลกู คราม ทำ� นำ�้ คราม แลว้ นำ� ฝา้ ยมายอ้ ม แลว้ มดั ลาย นำ� มาถกั ทอ
เปน็ ผนื ผา้ ครามจงึ เปน็ ผา้ ทผี่ า่ นมาจากการทที่ ำ� ดว้ ยความรกั ความผกู พนั
ที่บรรพบรุ ษุ ถ่ายทอดไวใ้ ห้สลู่ กู หลาน
การประกาศขนึ้ บญั ชี
ผ้ายอ้ มคราม ได้รับการประกาศขึน้ บญั ชีเป็นมรดกภมู ปิ ัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศักราช ๒๕๕๔

193

เคร่ืองจกั สานไม้ไผ่

ประวตั ิความเป็นมา ความสำ� คัญและคุณค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา
เครอื่ งจกั สานไมไ้ ผเ่ ปน็ หตั ถกรรมเกา่ แกข่ องไทยทท่ี ำ� สบื ตอ่ กนั เอกลักษณ์ของเคร่ืองจักสานไม้ไผ่ของไทยประการหน่ึง คือ
มานานหลายรอ้ ยปี เครอ่ื งจกั สานไมไ้ ผใ่ นอดตี อาจมรี ปู แบบและลวดลาย การสร้างลวดลายท่ีหลากหลายตั้งแต่ลายขัด ซึ่งเป็นลายพ้ืนฐานและ
ทีไ่ มซ่ ับซอ้ น เพราะวัตถุประสงค์สำ� คญั คอื ทำ� เพ่ือใชส้ อย จงึ มรี ปู แบบ พัฒนาให้มีความงามควบคู่ไปกับการใช้สอย เช่น ลายขัดโปร่งยอน
และลวดลายสอดคลอ้ งกบั การใชส้ อย วฒั นธรรมและรสนยิ มของกลมุ่ ชน ดอก ลายขัดกนั เป็นตาโปร่ง ๆ แล้วใชต้ อกเลก็ ๆ สอดเขา้ ไป ทำ� ให้เกดิ
ดอกเล็ก ๆ ในตาโปร่งน้ัน ลายสองเวียน คล่ีคลายเป็น ลายสองเวียน
ลายสองยนื ลายขา้ งกระแต ลายดหี ลม่ ลายดกี ระจาย ลายสาม ลายขดั เชน่
เดียวกับลายสอง แต่เพม่ิ ตอกเปน็ สามเสน้ “ยกสาม ขม่ สาม” แล้วจะได้
ลายแนวทแยงสวยงามใชส้ านเสอ่ื ลำ� แพน ฝาเรอื น หรอื ภาชนะขนาดใหญ่
ลายสามยกดอก ลายสองท่ีใช้ดีเป็นแกน สร้างดอกลายส่ีเหลี่ยมเรียง
สลับกันไป เช่นเดียวกับลายสองยกดอก แต่เพ่ิมตอกเป็นสามเส้น
ลายชนดิ นใ้ี ชส้ านฝาเรอื น พดั หมวก กอ่ งขา้ ว เปน็ ตน้ ลายสามคลคี่ ลายเปน็
ลายประสุ ลายดีหล่ม ลายดีตะแคง ลายดาวล้อมเดือน ลายยกดอก
ลายตาหมากรุก ลายตะแกรง ลายเสื่อ ท้ังน้ี งานจักสานบางชนิด
ยงั แสดงให้เหน็ ภมู ิปัญญาในการสรา้ งรปู แบบและลวดลายให้สอดคล้อง
กับวัฒนธรรมด้วย เช่น ก่องข้าวและกระติบข้าว ภาชนะส�ำหรับใส่
ข้าวเหนียวนึ่งท่ีมีลักษณะพิเศษ คือ การสานซ้อนกัน ๒ ช้ัน ช่วยให้
ไอร้อนจากข้าวเหนียวนึ่ง ระเหยออกไปอย่างช้า ๆ ท�ำให้ข้าวเหนียว
นึ่งรอ้ นและอยไู่ ด้นาน

ภูมิปัญญาส�ำคัญในการจักสานไม้ไผ่ คือ สานเพ่ือสนอง
ความเชื่อของกลมุ่ ชน เชน่ เฉลว (ภาคเหนือ-อสี าน เรยี ก ลายตาแหลว
ภาคใต้ เรยี ก ลายตาหล่ิว) ตอกไมไ้ ผ่พบั ขดั กันเปน็ ห้าหรือหกมุมคล้าย
ดาวห้าแฉกหรือหกแฉก ใช้ปักเป็นสัญลักษณ์ เช่น ปักเพื่อแสดงความ
เปน็ เจ้าของหรือบอกขายสิ่งนั้น หรือปกป้องกนั สงิ่ ชวั่ ร้ายไม่ให้เข้ามาใน
บรเิ วณทป่ี กั เฉลวไว้ ปกั ไวบ้ นหมอ้ ยา เพอ่ื ปอ้ งกนั สง่ิ ชว่ั รา้ ยไมใ่ หม้ าทำ� ให้
ยาเสอ่ื ม หรอื ใชเ้ ฉลวปกั ไวต้ ามทตี่ า่ ง ๆ เพอ่ื ปอ้ งกนั ผแี ละสง่ิ ชว่ั รา้ ยไมใ่ ห้
เขา้ มาในบริเวณนนั้

มรดกภมู ิปัญญาอีสาน 194

เครื่องจกั สานไมไ้ ผ่ เปน็ งานหตั ถกรรมทีท่ �ำจากวัตถดุ ิบที่หาได้ไมย่ าก ราคาไม่แพง และมกี รรมวธิ ีการผลติ พื้น ๆ ท่สี านด้วยมือเป็นหลกั
ไม่มีขั้นตอนและกรรมวิธีท่ียุ่งยากซับซ้อน แต่ส่ิงเหล่าน้ีกลับท�ำให้งานจักสานเป็นงานหัตถกรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจ เพราะสร้างข้ึนอย่างตรงไป
ตรงมา “จากสมองไปสู่มอื ” สะท้อนให้เหน็ ความรสู้ ึกนึกคิด ความสามารถ และรสนยิ มความงามของชา่ งอย่างซ่อื ตรงทีส่ ุด
การประกาศข้ึนบญั ชี
เครอ่ื งจกั สานไม้ไผ่ ไดร้ ับการประกาศขึ้นบัญชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๔

195

เครือ่ งเงินไทย

ประวัติความเปน็ มา ความสำ� คญั และคุณค่า แหล่งผลิตเครื่องเงินในภาคอีสาน
“งานชา่ งเงนิ ” ในประเทศไทยจะพบ แห่งมรดกภูมิปญั ญา คือ สกุลช่างอีสาน โดยในดินแดนภาคอีสาน
อยู่ตามชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ รูปแบบก็จะ ลวดลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง ของไทยจะพบชุมชนช่างเงินอยู่ตามท้องถิ่น
แตกตา่ งกนั ตามรปู แบบสายสกลุ ชา่ งในทอ้ งถน่ิ ของเครื่องเงินภาคอีสาน จะพบท่ีชุมชนบ้าน ท่ีเป็นเมืองเก่าหรือจังหวัดที่มีพื้นที่ดินแดน
น้ัน ๆ ในดนิ แดนภาคอีสานของไทย สว่ นใหญ่ เขวาสนิ รินทร์ จงั หวดั สุรินทร์ ชมุ ชนส่วย (กยู ) ติดต่อกับประเทศเพ่ือนบ้าน รู้จักกันในนาม
เคร่ืองเงินในกลุ่มภูมิภาคนี้ จะพบอยู่ใน อ�ำเภอสำ� โรงทาบ จงั หวัดศรสี ะเกษ สว่ นใหญ่ “ช่างเงิน-ช่างค�ำ” เช่น จังหวัดหนองคาย
กลุ่มไทยลาวและกลุ่มไทยเชื้อสายเขมร จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาในรูปแบบเคร่ือง จังหวัดนครพนม ช่างเงินส่วนใหญ่มีเชื้อสาย
วัฒนธรรมอีสานใต้ ได้แก่ สกุลช่างเงิน ประดับ เช่น ลูกประเกือม ตะเกา (ต่างหู) ลาวเวยี งจนั ทน์ มฝี ไี มล้ ายมอื ในการสรา้ งสรรค์
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั หนองคาย จงั หวดั นครพนม เป็นตน้ รูปแบบเคร่ืองเงินในสกุลช่างไทย - ลาว
กลุ่มช่างเงินวัฒนธรรมอีสานใต้ อ�ำเภอ ส่วนใหญ่จะผลิตเคร่ืองเงินขึ้นใช้ในชุมชนและ
เขวาสนิ รนิ ทร์ จงั หวดั สรุ นิ ทร์ อำ� เภอสำ� โรงทาบ เทคนิคการทำ� เครอ่ื งเงิน เมอ่ื ข้ึนรูป จำ� หนา่ ยในพน้ื ทเี่ ขตภาคอสี าน ประเภทเครอ่ื ง
จังหวัดศรีสะเกษ ส่วนใหญ่จะสร้างสรรค์งาน โลหะเงนิ เปน็ รูปทรงตามต้องการแล้ว ภาชนะ เงินที่พบ ได้แก่ เคร่ืองประดับชนิดต่าง ๆ
ฝีมือออกมาในรูปแบบเคร่ืองประดับประเภท น้ันก็ยังมีผิวเรียบ ไม่มีลวดลาย การตกแต่ง ภาชนะ เช่น พาน ขันและเชี่ยนหมาก อกี สกุล
เข็มขดั ตา่ งหู กำ� ไลขอ้ มอื และสง่ิ ของเคร่ืองใช้ ลวดลายลงไปบนภาชนะโลหะเงิน มีหลาย ช่างหนึ่งของภาคอีสาน คือ สกุลช่างอีสานใต้
ในชีวติ ประจ�ำวัน เช่น เชีย่ นหมาก ขนั น�้ำ พาน ขั้นตอน คือ การแกะสลักลาย การประดับ ทม่ี เี ขตพนื้ ทต่ี ดิ ตอ่ กบั ประเทศกมั พชู า รปู แบบ
อัญมณี การลงยาสแี ละการกะไหล่ (กาไหล)่ ของช่างในชุมชนสืบทอดเช้ือสายมาจาก
มรดกภมู ปิ ญั ญาอีสาน 196 ชา่ งเขมร


Click to View FlipBook Version