The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

มรดกภูมิปัญญาอีสาน

ในยุคปัจจุบันแม้ว่าจะไม่มีการใช้เครื่องเงินในชีวิตประจ�ำวัน
เหมอื นอยา่ งอดตี แตย่ งั มชี มุ ชนและสายสกลุ ชา่ งเครอื่ งเงนิ สบื ทอดมรดก
แขนงนอี้ ยใู่ นชมุ ชน สรา้ งสรรคผ์ ลงานเพอ่ื ตอบสนองในยคุ สงั คมปจั จบุ นั
รปู แบบและผลงานยงั โดดเดน่ ถอื เปน็ มรดกประจำ� ทอ้ งถนิ่ ดงั มตี วั อยา่ ง
ผลงานท่ีแสดงออกมาให้เห็น ถึงแม้จะมีการเปล่ียนแปลงรูปแบบไป
เพ่ือกระแสของสังคมในยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมบ้าง
ไม่มากก็น้อย แร่โลหะเงินเริ่มหายากในชุมชนและมีราคาสูง มีการ
นำ� วตั ถชุ นดิ อนื่ มาทดแทน เชน่ อะลมู เิ นยี ม ทองแดง แลว้ ชบุ หรอื กะไหล่
ให้งดงามเลียนแบบเคร่ืองเงินรุ่นเก่า ก็เป็นไปตามกระแสของสังคม
ปัจจบุ นั นน้ั เอง
การประกาศขึ้นบญั ชี
เครอ่ื งเงนิ ไทย ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๘

197

เครื่องทองเหลอื งบ้านปะอาว

ประวตั คิ วามเป็นมา
บ้านปะอาวอยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี
ราว ๒๓ กโิ ลเมตร เครอ่ื งทองเหลืองบ้านปะอาว เปน็ ผลิตภัณฑ์ทท่ี �ำข้ึน
จากทองเหลอื ง ซง่ึ เปน็ วสั ดผุ สมระหวา่ งทองแดงกบั สงั กะสี โดยทวั่ ไปใช้
สัดสว่ นผสมทองแดงกับสงั กะสี ๗๐ : ๓๐ ผลิตเปน็ เคร่อื งใชป้ ระเภท ขกิ
ลูกกระพรวน เช่ยี นหมาก ตะบนั หมาก ผอบ เตา้ ปนู

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน 198

ความสำ� คญั และคุณค่าแห่งมรดกภมู ิปัญญา
การผลิตเครื่องทองเหลืองบ้านปะอาว มีลักษณะสมมาตร
เท่ากันทุกด้าน เพราะใช้วิธีการปั้นหุ่นแม่พิมพ์ พันเส้นขี้ผ้ึง หุ้มพิมพ์
เผาไล่ข้ีผึ้ง (เรียก lost Wax) ในการหลอมโลหะ เพื่อเททองเหลือง
หลอมละลายแทนที่ แลว้ กลงึ ชน้ิ งานทไ่ี ดใ้ หส้ วยเงางาม โดยพบหลกั ฐาน
ทางโบราณคดีท่ีบ้านเชียง แสดงถึงเทคโนโลยีหล่อเคร่ืองทองเหลือง
ท่ียาวนานมากว่า ๒,๐๐๐ ปี และมีการผลิตกันที่บ้านปะอาวสืบต่อมา
ยาวนานราว ๒๐๐ ปี
บา้ นปะอาว ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปน็ หมบู่ า้ นอนรุ กั ษภ์ มู ปิ ญั ญา
ชา่ งฝีมือพืน้ บ้าน โดยพ่อใหญ่ทอง ลอ้ มวงศ์ เปน็ ผ้นู ำ� และเมือ่ พ่อใหญ่
ทอง ลอ้ มวงศ์ เสียชีวติ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ นายบุญมี ล้อมวงศ์ ผเู้ ปน็ บตุ ร
ได้รับหน้าที่สืบต่อและได้เป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์หัตถกรรมหล่อทอง
เหลือง โดยช่างฝีมือในหมู่บ้านได้เข้ามาร่วมกันผลิตเคร่ืองทองเหลือง
กนั ที่ศูนย์อนุรักษ์ ซ่ึงยังคงสร้างชา่ งฝมี อื ร่นุ ใหม่อย่อู ย่างตอ่ เนื่อง ส่งผล
ให้ชุมชนมีความรกั ความผกู พัน และความภาคภมู ใิ จในทอ้ งถนิ่ เสมอมา

การประกาศข้ึนบัญชี
เครอ่ื งทองเหลืองบ้านปะอาว ได้รับการประกาศข้นึ บญั ชเี ป็น
มรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๖

199

ฆ้องบา้ นทรายมลู

ประวัติความเป็นมา
ฆ้อง เป็นเครื่องโลหะประเภททองเหลืองหรือเหล็ก ใช้ส�ำหรับตีให้เกิดเสียง ลักษณะกลม มีขอบฆ้อง (ฉัตร) เพื่อให้มีความแข็งแรง
ไม่บิดงอ เจาะรูขอบไว้ร้อยเชือก ส�ำหรับแขวนฆ้องได้ ตรงกลางตัวฆ้อง มีปุ่มใหญ่ (จูมฆ้อง) ไว้ส�ำหรับตีด้วยค้อนตีฆ้อง ซึ่งจะมีขนาดเท่า ๆ กับ
จูมฆ้อง ส�ำหรับฆ้องบ้านทรายมูล จะมีจูมประดับ รอบ ๆ จูมใหญ่อีก ๘ จูม รวมเป็น ๙ จูม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของฆ้องบ้านทรายมูล
เพอื่ ความเปน็ มงคล สันนิษฐานว่าไทยรบั มาจากพมา่ ซง่ึ พอ่ ค้าเรจ่ ากพม่าน�ำมาขายตามคำ� กล่าวที่ว่า “กุลาขายฆ้อง” แล้วมกี ารเรียนรู้วธิ กี ารตฆี ้อง
จนท�ำกนั มากที่บา้ นทรายมลู จงั หวัดอุบลราชธานี
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 200

ความสำ� คญั และคุณคา่ แห่งมรดกภมู ิปัญญา

สมยั กอ่ นการทำ� ฆอ้ งจะตอ้ งค�ำนึงถงึ โศลก หรือโสกฆอ้ ง คอื การวัดขนาดความกว้างของฆ้องด้วยมือของเจ้าของ แล้วกล่าวค�ำ โสกฆอ้ ง
ซ่งึ จะมีกลุ่มค�ำหรือวลี ที่ท้ังดีหรอื ไม่ดี ถ้าตกคำ� ไมด่ ีก็จะต้องแกไ้ ขใหม่ ให้มีสัดสว่ นและขนาดทีถ่ ูกต้อง โสกฆอ้ งที่จ�ำกนั มาแตโ่ บราณ ดงั นี้

สิทธมิ งั คละโชค ตอ้ งอวดโลกป่าวดูดาย เสยี งบ่วายบ่มว่ั
เสียงดังทวั่ ทง้ั แผน่ ธรณี แสนมเหสมี านั่งเฝา้ เป็นเจ้าแผน่ ดนิ ทองเหลือง
แหข่ ุนเมอื งขึ้นน่งั แท่น แสนคนแล่นมาเต้า ตีอดู เอ้าเสพขอนผี
นางธรณตี กใจสะทา้ น ตีออกบ้านมาเอาชยั

การทำ� ฆ้องมีขนั้ ตอนทีต่ ้องใช้เสียงดัง จึงตอ้ งออกไปรวมกนั ท�ำนอกหมู่บา้ น เชน่ การตีแต่งเสยี งซง่ึ ทุกกลุ่มช่างมกี ารปฏบิ ตั ใิ นแบบเดยี วกัน
แตก่ ารตกแต่งลวดลายสามารถทำ� ไดใ้ นครอบครวั ซง่ึ สตรมี ีสว่ นรว่ มในข้ันตอนนไี้ ดอ้ ย่างดี ฆ้องแต่ละใบจึงเปน็ ผลงานจากความรว่ มมอื ของช่างฝมี ือ
หลายคน รวมทั้งชา่ งทำ� ค้อน และทำ� ขาต้ังฆอ้ ง ฆอ้ งจึงเปน็ ผลงานบูรณาการงานช่างอย่างน่าอนุรกั ษ์

การประกาศขน้ึ บญั ชี

ฆอ้ งบ้านทรายมลู ไดร้ ับการประกาศข้นึ บัญชีเปน็ มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๖

201

ประเกอื มสุรนิ ทร์

ประวตั ิความเป็นมา
ประเกอื ม เปน็ ภาษาเขมร หมายถงึ ปะคำ� เปน็ คำ� เรยี ก เมด็ เงนิ
เม็ดทอง รปู ทรงกลมท่ีนำ� มารอ้ ยเรยี งกันเป็นเคร่ืองประดับคอ รูปแบบ
ดงั้ เดมิ ของประเกอื มมี ๑๓ แบบ คอื ถงุ เงนิ หมอน แปดเหลย่ี ม หกเหลยี่ ม
กรวย แมงดา กระดุม โอ่ง มะเฟอื ง ตะโพน ฟกั ทอง จารย์ (ตะกรดุ )
มีขนาดต่าง ๆ กัน ต้ังแต่ ๐.๕ เซนติเมตร ถึง ๒.๕ – ๓ เซนติเมตร
แกะลวดลายที่เลียนแบบจากธรรมชาติรอบตัว เช่น ลายดอกบัว
ลายตาราง ลายดอกพิกลุ ลายดอกจันทร์ เปน็ ตน้
มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี าน 202

ความส�ำคญั และคุณคา่ แหง่ มรดกภมู ิปัญญา
การท�ำประเกือมบ้านเขวาสินรินทร์ มีประวัติความเป็นมายาวนานประมาณ ๒๗๐ ปี
(พ.ศ. ๒๒๖๒) สมัยเมื่อประเทศกัมพูชาเกิดกรณีพิพาทกับเวียดนาม ชาวเขมรกลุ่มหน่ึงซึ่งเป็น
กลุ่มท่ีมีฝีมือช่างท�ำเงิน ท�ำทอง ได้อพยพออกไปต้ังอยู่บริเวณต�ำบลเขวาสินรินทร์ ปัจจุบัน
มีการท�ำเครื่องเงินประเกือมกันที่บ้านโชค บ้านสะดอ และบ้านเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
ในชมุ ชนมีช่างฝีมอื หลายคนทยี่ งั คงผลติ เครอ่ื งเงนิ ประเกือม
การผลติ ประเกอื ม เร่ิมจากการนำ� เม็ดเงินบริสทุ ธม์ิ าหลอมให้ละลาย หลอ่ เปน็ แท่งแล้ว
รดี ใหเ้ ปน็ แผน่ บาง ๆ ดว้ ยการใชค้ วามรอ้ นจนออ่ นตวั ตแี ละรดี ดว้ ยเครอ่ื งจนมคี วามบางประมาณ
๔ มิลลิเมตร แล้วน�ำมาตัดตามรูปแบบลูกประเกือมที่ต้องการ ม้วนเช่ือมให้เป็นเม็ด ตกแต่ง
รมิ ขอบดว้ ยการปดิ ฝาดว้ ยแผน่ เงนิ เลก็ ๆ ลกั ษณะโคง้ นนู และปดิ ขอบดว้ ยเสน้ ลวดเงนิ ใหเ้ รยี บรอ้ ย
อัดชันให้แน่นจนผิวเงินด้านนอกตึงเรียบ แล้วแกะลายให้งดงาม เสร็จแล้วใช้เหล็กแหลมเผาไฟ
ให้ร้อนแทงทะลุชันให้เป็นรูส�ำหรับร้อยต่อกันเป็นเคร่ืองประดับ น�ำเม็ดประเกือมท่ีเรียบร้อย
แล้วมาขัดด้วยแปรงทองเหลือง ล้างท�ำความสะอาดให้เงางาม แต่หากต้องการรมด�ำ เดิมใช้รม
ด้วยเขม่าหรือควันไฟ ปัจจุบันใช้น้�ำยาย้อมผมหรือยาขัดรองเท้าท�ำรอบเม็ดประเกือม ผ่ึงให้แห้ง
แลว้ ขัดออกทำ� ความสะอาด สีดำ� จะติดท่ีรอ่ งลายท�ำใหช้ ัดเจนขนึ้
ประเกือมเป็นงานช่างเครื่องประดับเงินทองรูปพรรณแบบเขมรท่ีรักษาเอกลักษณ์
รูปแบบลวดลาย และวิธีการผลิตแบบด้ังเดิมด้วยเงินแท้ ๑๐๐ % ที่ตีได้บางและอัดชันภายใน
เมด็ ประเกอื ม ทำ� ใหแ้ กะลายไดช้ ดั เจน งดงาม เปน็ งานชา่ งฝมี อื ทมี่ อี ยเู่ ฉพาะในตำ� บลเขวาสนิ รนิ ทร์
ชา่ งทำ� ประเกอื มยงั มกี ารสบื ทอดทกั ษะกนั อยมู่ าก นายปว่ น เจยี วทอง ผนู้ ำ� กลมุ่ เครอ่ื งเงนิ บา้ นโชค
เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ท่ีอนุรักษ์มรดกงานช่างฝีมือเคร่ืองเงินและเป็นผู้มีบทบาทส�ำคัญ
ในการเผยแพร่ ถ่ายทอดงานชา่ งฝมี อื เครอ่ื งเงินมาจนปจั จบุ นั
การประกาศขน้ึ บญั ชี
ประเกือมสุรินทร์ ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๕๖

203

เกวียนสลักลาย

ประวัตคิ วามเป็นมา
เกวียน คอื พาหนะชนดิ หน่งึ มี ๒ ล้อ ใช้ควายหรอื วัวเทียม ใชส้ �ำหรบั งานบรรทกุ ขนสง่ เดินทางไกล ทำ� จากไมเ้ นื้อแขง็ เปน็ ส่วนใหญ่
เชน่ ไม้พะยูง ไมแ้ ดง ไม้ประดู่ ไมแ้ คน (ไม้ตะเคียน)

มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 204

ความส�ำคัญและคณุ ค่าแหง่ มรดกภมู ิปัญญา
ในการท�ำเกวียน ช่างต้องมีความรู้ในการค�ำนวณสัดส่วน ทั้งส่วนโครงสร้างและส่วนประกอบย่อยต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้
งาน การเลอื กไมท้ ่ีใช้ในแตล่ ะส่วนของเกวียนให้เหมาะสมกับการรบั น�้ำหนกั บรรทกุ แรงกระแทกและการเสยี ดสี แหล่งผลิตเกวียนที่สำ� คัญอยทู่ บ่ี า้ น
นาสะไมย์ ต�ำบลนาสะไมย์ อำ� เภอเมือง จงั หวดั ยโสธร
เกวียนบ้านนาสะไมย์มีลักษณะเฉพาะ เรียกว่า เกวยี นสลกั ลาย เปน็ เกวียนทม่ี กี ารสลกั ลวดลายเตม็ พนื้ ทีข่ องตวั เรอื นเกวยี น และรวมถึง
สลกั ในส่วนอ่ืน ๆ อกี หลายแห่ง คือ แปน้ ชาน หวั โถน คั่นยัน แพดหรือแปรก หัวทวก คนั ทูปเกวยี น หวั เต่าหนา้ หัวเตา่ หลัง คานหน้า คานหลงั และ
ก้องเพลา ลักษณะของเกวียนมีหัวทวกโค้งงอลงเล็กน้อย ตัวเรือนเกวียนจะท�ำแยกอีกช้ินหนึ่ง วางเพื่อใช้งานบนโครงคาน ทวก และถอดออกได้
โดยเฉพาะอย่างย่ิง การสลักลวดลายท่ีดูเหมือนจะคล้าย ๆ กันท่ัวไป แต่ในรายละเอียดช่างสลักเกวียนจะมีอิสระในการจัดวางลวดลายต่าง ๆ
ทสี่ บื ทอดกันมา เช่น ลายเม็ดข้าวสาร ลายดอก ลายยอ้ ย ลายเครือ ฯลฯ
ปัจจุบันการท�ำเกวียนสลักลายก�ำลังประสบปัญหาหลายด้าน เช่น การหมดประโยชน์ใช้สอย การขาดแคลนวัตถุดิบ ซ่ึงท�ำให้ช่างฝีมือ
ตอ้ งละทิ้งอาชพี เดมิ ไปประกอบอาชีพใหม่ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ความรใู้ นเชงิ ชา่ งสญู หายไปในทีส่ ุด
การประกาศขึน้ บญั ชี
เกวียนสลกั ลาย ไดร้ บั การประกาศข้นึ บญั ชเี ปน็ มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๒

205

เรือนไทยพืน้ บา้ นดั้งเดิม

ประวัติความเปน็ มา
สถาปตั ยกรรมพน้ื บา้ นเปน็ สงิ่ สะทอ้ นถงึ องคร์ วมของภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ นในแตล่ ะทอ้ งถนิ่
ที่ได้สร้างสรรค์สืบทอดต่อเนื่องกันมานับเป็นเวลาหลายช่ัวอายุคน เป็นกระบวนการสร้างสรรค์
ที่อยู่อาศัย โดยใช้วิทยาการหลายแขนง ทั้งศิลปะการออกแบบ วัสดุศาสตร์ เทคนิควิทยาการ
ก่อสร้าง ความรอบรู้เกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศ ท่ีผสมกลมกลืนกับวิถีการด�ำเนินชีวิตและ
ความเชื่อศรัทธา งานสถาปัตยกรรมพ้ืนบ้านจึงได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถ่ิน ดังเช่น
เรอื นกาแลเปน็ เอกลกั ษณข์ องภาคเหนอื เรอื นไทยเปน็ เอกลกั ษณข์ องภาคกลาง เรอื นปน้ั หยาหรอื
เรอื นหลงั คามนลิ าเปน็ เอกลกั ษณข์ องภาคใต้ สว่ นเรอื นเหยา้ เปน็ เอกลกั ษณข์ องภาคอสี าน เปน็ ตน้

มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 206

ความส�ำคัญและคณุ คา่ แห่งมรดกภูมปิ ัญญา
เรอื นอสี าน หมายถึง เรือนของชาวอีสานที่มบี รรพชนเปน็ คนล่มุ น้ำ� โขง รนุ่ พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๓ เปน็ ต้นมา สร้างดว้ ยไมจ้ ริงทง้ั หลงั
ขนาดความยาว ๓ ห้องเสา ที่เรียกว่า เรือนใหญ่ มีประโยชน์ใช้สอยสอดคล้องกับวิถีชีวิตทางด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อ การขัดเกลาทางสังคมและ
การควบคมุ พฤติกรรมคนในครอบครวั รวม (Stem family) ที่สมั พนั ธก์ ับธรรมชาตแิ วดลอ้ มในทอ้ งถ่ิน
ลักษณะพเิ ศษหรอื เอกลักษณ์ มรี ูปแบบทรงจัว่ ใตถ้ นุ สงู แบง่ ประโยชน์ใช้สอยชดั เจน คอื ห้องเปงิ (ห้องผี-หอ้ งพระ) หอ้ งนอนพ่อแม่และ
ห้องสว้ ม (ห้องนอนลูกสาว-ลูกเขย) มพี ัฒนาการจากเถยี งนา เถยี งเหย้า ตูบเหย้าและเหยา้ จนกระทั่งเป็นเรือนใหญ่ท่ีมเี ทคนคิ การกอ่ สร้างที่ประณตี
ซบั ซ้อนและสมั พันธก์ ับความเชอื่ มากในหลาย ๆ ข้ันตอนของการก่อสร้าง
เทคนคิ การกอ่ สรา้ งทสี่ ำ� คญั คอื การเลอื กไมท้ ใี่ ชส้ รา้ ง โดยมคี วามเชอื่ กำ� กบั มวี ธิ กี ำ� หนดขนาด-สดั สว่ น ดว้ ยการแทกโสกหรอื โฉลกชนิ้ สว่ น
ต่าง ๆ ของเรือน ทส่ี ัมพนั ธก์ ับเจา้ เรือน มพี ธิ ยี กเสาแฮก-เสาขวัญ มเี ทคนิคการหาระดับตวั เรือนแบบด้งั เดมิ
คุณค่าของงานช่างฝีมือดั้งเดิม เห็นได้ว่ารูปแบบของเรือนอีสานมีความสัมพันธ์กับความเช่ือ เศรษฐกิจ การแยกครอบครัว รวมท้ัง
การใชเ้ ทคนิคและภูมิปัญญาการกอ่ สร้างที่ประณตี ซับซ้อน
สถานภาพของการถา่ ยทอดความรแู้ ละทกั ษะการสรา้ งเรอื นอสี านในปจั จบุ นั ตกอยใู่ นสภาวะเสย่ี งตอ่ การสญู หายมากทสี่ ดุ จำ� เปน็ ทจ่ี ะตอ้ ง
ปกป้องคุม้ ครองอยา่ งเรง่ ดว่ น เพราะปจั จัยหลายดา้ นท้งั จากคนภายในทมี่ ีคา่ นยิ มเปลย่ี นแปลง และปจั จยั ภายนอกทีม่ ีกฎหมายอนรุ กั ษ์ปา่ ไมข้ องรัฐ
ควบคมุ วสั ดุสังเคราะห์วทิ ยาศาสตรใ์ หมเ่ ขา้ มาแทนทม่ี ากขึ้น ฯลฯ เป็นเหตุให้ตัวช่างฝีมอื ดั้งเดิมและกลุ่มชา่ งทเี่ คยมีความรู้และทักษะประสบการณ์
ขาดการสืบทอด
การประกาศขน้ึ บัญชี
เรือนไทยพ้นื บา้ นดัง้ เดิม ไดร้ ับการประกาศขน้ึ บญั ชเี ป็นมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๔

207

เรอื นโคราช

ประวัตคิ วามเป็นมา
จังหวัดนครราชสีมาเป็นเมืองที่มีความส�ำคัญมาแต่อดีต เนื่องจากเป็นเมืองศูนย์กลาง
การติดต่อระหว่างชมุ ชนทอ่ี ยแู่ ถบลุ่มน้ำ� มูล ล่มุ น�ำ้ ชีและลุ่มน�้ำโขงกบั ชุมชนแถบลุม่ น�้ำเจา้ พระยา
มีการต้ังถิ่นฐานมาแต่คร้ังก่อนประวัติศาสตร์และสืบเน่ืองมาถึงปัจจุบัน มีประชากรท่ีประกอบ
ดว้ ยหลายกลุ่มชาตพิ ันธุ์ เช่น ไทย ลาว เขมร มอญ สว่ ย จีน แขก เป็นตน้ จึงเกิดการผสมผสาน
ทางวัฒนธรรมกลายเปน็ เอกลกั ษณ์ อนั มีลักษณะวัฒนธรรมบางอยา่ งแตกตา่ งจากชาวไทยอสี าน
โดยทวั่ ไป เช่น เรือนพักอาศยั พืน้ ถน่ิ ซ่งึ ได้รบั อทิ ธิพลจากเรอื นไทยภาคกลางมาตงั้ แต่สมัยอยธุ ยา
มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 208

ความส�ำคญั และคุณคา่ แหง่ มรดกภูมิปัญญา เป็นไม้เน้ือแข็ง ใตถ้ นุ สูง เรือนนอนลดระดบั ไปยงั ระเบียงและนอกชาน
“เรือนโคราช” เป็นเรือนพักอาศัยพ้ืนถ่ินที่ปลูกสร้างตาม หลังคาจวั่ ทรงสงู วธิ กี ารปลกู สร้างเปน็ ระบบสำ� เร็จรูป รอดเจาะทะลเุ สา
แบบประเพณีนิยมของกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพ้ืนท่ีจังหวัดนครราชสีมา เต้ารับชายคา พรึงรับฝาผนังซ่ึงเป็นฝาผนังแบบส�ำเร็จรูป เช่น ฝาปรือ
ซ่ึงเกิดจากภูมิปัญญาของช่างท้องถ่ินที่มีการถ่ายทอดด้วยกระบวนการ กรุเซงดำ� คลา้ ยฝาส�ำหรวดของภาคกลาง ฝานอนตที ับเกลด็ ทม่ี ลี กั ษณะ
ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยอาศัยแรงงานความร่วมมือกันของคนใน เฉพาะและฝาตั้งคลา้ ยฝาสายบวั
ครอบครัวและชุมชนตามวิถีสังคมเกษตรกรรม ลักษณะโดยทั่วไปมี จากกระแสของความเปล่ียนแปลงในยุคปัจจุบัน อาคาร
ความคล้ายคลึงกับเรือนไทยภาคกลาง ได้รับอิทธิพลจากเรือนไทย พักอาศัยได้รับการพัฒนาไปตามความนิยม มีรูปแบบใหม่ วัสดุใหม่
ภาคกลางต้ังแต่สมัยอยุธยามาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อกาลเวลาเนิ่นนานเข้า และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเพ่ิมความสะดวกสบาย
ฝมี อื ชา่ งไดเ้ ปลย่ี นแปลงไปตามความคดิ ความอา่ นของชา่ งทอ้ งถน่ิ จนเกดิ เรือนโคราชได้รับผลกระทบในการเปล่ียนแปลงจนแทบจะไม่เหลือ
การคล่ีคลายในรปู แบบและรายละเอยี ดบางส่วน จนเกดิ เป็นเอกลักษณ์ ร่องรอยของวัฒนธรรมท้องถิ่น ปัจจุบันชาวไทยโคราชส่วนใหญ่ไม่รู้จัก
เฉพาะถ่ินขึ้น เรียกว่า เรือนโคราช มีอายุเรือนระหวา่ ง ๖๐ – ๑๖๐ ปี เรอื นโคราช ใชภ้ าษาโคราชในการสอ่ื สารนอ้ ยลง แตย่ งั มคี นโคราชจำ� นวนหนงึ่
มอี ยทู่ ั้งหมดจ�ำนวน ๔๗ หลัง ในพน้ื ท่ี ๑๐ อำ� เภอ ได้แก่ อำ� เภอเมือง อาศัยอยู่ในเรือนโคราชด้วยความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพชน
นครราชสมี า อ�ำเภอปักธงชยั อ�ำเภอขามทะเลสอ อ�ำเภอโชคชัย อ�ำเภอ ทีไ่ ด้สรา้ งสรรค์งานสถาปัตยกรรมอันทรงคุณคา่ ยิง่ ไวใ้ ห้ลกู หลาน
เฉลมิ พระเกยี รติ อ�ำเภอสูงเนิน อ�ำเภอดา่ นขนุ ทด อ�ำเภอโนนสงู อำ� เภอ
โนนไทย และอ�ำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเหมาะสมกับสภาพ การประกาศข้ึนบัญชี
ภมู อิ ากาศและภมู ปิ ระเทศของจงั หวดั นครราชสมี า วสั ดกุ อ่ สรา้ งสว่ นใหญ่ เรือนโคราช ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๖๑

209

งานช่างตอกกระดาษ ภาพไมช่ ดั

ประวัติความเป็นมา
งานช่างตอกกระดาษ เป็นงานช่าง
ท่ีแยกตัวออกมาจาก “ชา่ งสลัก” เปน็ งานชา่ ง
ประเภทหนึ่งของไทย ซ่ึงพบได้ท่ัวไปทุกภาค
ในประเทศไทย โดยอยใู่ นจารตี ขนบวฒั นธรรม
ตามชุมชนและท้องถ่ินต่าง ๆ จึงถือเป็นงาน
ช่างฝีมือพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ประจ�ำท้องถิ่นนั้น ๆ ช่างตอกกระดาษแต่ละ
สกุลช่างจะมีการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
ลงมานานหลายชั่วอายุคน ลวดลายตอก
กระดาษตา่ ง ๆ ทแี่ สดงออกมาจะอยใู่ นรปู แบบ
ของลวดลายเชงิ สัญลกั ษณ์ บ่งบอกถงึ แนวคติ
ความเชอ่ื ในเรอ่ื งจารตี ประเพณแี ละวฒั นธรรม
ของตนเองไดเ้ ป็นอย่างดี

มรดกภมู ปิ ญั ญาอีสาน 210

ความสำ� คัญและคณุ คา่ แห่งมรดกภูมิปัญญา การประกาศข้นึ บญั ชี
ภาคอีสานจะพบงานช่างกระดาษประดับประดาในงานบุญ งานช่างตอกกระดาษ ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ต่าง ๆ ในฮีตสิบสอง คองสิบสี่ เช่น ประดับประดาบั้งไฟในขบวนแห่ ภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗
บ้ังไฟงานบุญเดือนหก เรือไฟบกในงานประเพณีไหลเรือไฟในประเพณี
ออกพรรษา ตลอดจนงานศพตามแบบพ้ืนบ้านอีสาน ประดับประดา
หอธรรมาสนใ์ นงานบญุ ผะเหวด อาคารสิง่ กอ่ สรา้ งชั่วคราว หรือสิ่งของ
ท่ีสร้างข้ึนเพียงใช้งานชั่วคราวไม่ถาวร ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยงานช่าง
ตอกกระดาษ ประดับประดาเสมอ เช่น หีบศพ ปะร�ำ เมรุ พลับพลา
ปราสาท ขบวนบ้ังไฟ เรือไฟ ตลอดจนธรรมาสน์เทศน์ในเทศกาล
งานบุญผะเหวดของชาวอีสาน เป็นต้น ส่ิงเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นด้วย
ภูมิปัญญาของช่างที่อยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ บางลวดลายมีคติสอดแทรก
ความนกึ คดิ ของชา่ งผปู้ ระดษิ ฐ์ บางลวดลายไดแ้ รงบนั ดาลใจจากเรอื่ งราว
ในพทุ ธศาสนา เชน่ ภาพตอกกระดาษในงานบุญผะเหวด บางลวดลาย
ได้แรงบันดาลใจจากส่ิงของใกล้ตัวและธรรมชาติ นับเป็นความงาม
ที่มคี ตแิ ฝงอยู่ในลวดลายประจ�ำตัวในท้องถ่ินต่าง ๆ

กลวิธีการฉลุหรือสลักกระดาษนั้น ส่วนใหญ่จะใช้กระดาษ
ทองย่นหรือกระดาษทองอังกฤษหรือบางท้องท่ีจะใช้กระดาษน้�ำตะโก
มาเป็นวัตถุดิบ ระยะหลังมีการใช้กระดาษสีต่าง ๆ หรือผ้าดิบมาเป็น
วตั ถดุ บิ แทนวสั ดดุ งั้ เดมิ การทำ� งานของชา่ งกระดาษนน้ั จะตอ้ งมแี บบลาย
ฉลเุ ปน็ แมแ่ บบเมอ่ื วางแผน่ กระดาษทององั กฤษซอ้ นกนั ราว๑๑-๑๒แผน่
แลว้ จงึ วางกระดาษแมแ่ บบทบั ซอ้ น ใชส้ วิ่ ลกั ษณะตา่ ง ๆ ตอกสว่ นทส่ี กดั
ออกไป ลวดลายที่ตอกฉลอุ อกมาน้นั ใชไ้ ปผนกึ กบั แผน่ ไม้หรอื ผ้าในสว่ น
ประดับประดาตา่ ง ๆ เชน่ พลบั พลา ปราสาท พระเมรุ หบี ศพ เป็นตน้
ตามแตล่ ะขนบธรรมเนยี มประเพณีต่าง ๆ

ในปัจจุบันมีวัสดุอื่นเข้ามาแทนท่ีกระดาษ ประกอบกับใน
บางชุมชน นายช่างเองล้วนแล้วแต่สูงอายุไม่มีใครสนใจหรือเล็งเห็น
ความสำ� คญั ในงานชา่ งแขนงนี้ เปน็ ทน่ี า่ เสยี ดายยงิ่ นกั ถา้ หากไมอ่ นรุ กั ษ์
ภูมิปัญญา งานช่างแขนงน้ีไว้ ในอนาคตคงจะสูญหายไปในท่ีสุดไม่ช้า
ก็เร็ว

211

บายศรี

ประวตั ิความเปน็ มา
บายศรีเป็นเครื่องใช้ในพิธีสู่ขวัญ ท�ำด้วยใบตองกล้วย
ซ่ึงแฝงคติความเช่ือว่าขวัญเป็นส่ิงส�ำคัญและมนุษย์ทุกคนจะต้องมี
ขวัญ จึงก่อให้เกิดการท�ำขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลอยู่กับตัวตลอดไป
บาย มาจากภาษาเขมร แปลว่า ข้าว และ ศรี มาจากภาษาสันสกฤต
แปลว่า สิริมงคล ม่ิงขวัญ บายศรีจึงมีความหมายว่าข้าวขวัญหรือข้าว
ทม่ี ีสริ มิ งคลเป็นม่งิ ขวญั บายศรีจะมเี ครอ่ื งประกอบ คอื ขา้ วสกุ ท่หี ุงตกั
เอาทป่ี ากหมอ้ ไขต่ ม้ และมเี ครอื่ งบรวิ ารคอื สำ� รบั คาวหวานประกอบอกี ดว้ ย
จะเห็นได้ว่าทุกช่วงชีวิตของคนตั้งแต่แรกเกิดจนกระท่ังเข้าสู่วัยชรา
จะมเี รอื่ งการทำ� ขวัญต่าง ๆ ทเ่ี กีย่ วกบั การดำ� เนินชวี ิตของคนไทย เชน่
ทำ� ขวญั แรกเกดิ ทำ� ขวญั เดอื น การโกนผมไฟ การเลอื่ นยศเลอ่ื นตำ� แหนง่
การกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน การต้อนรับแขกผู้มาเยือน ซ่ึงล้วนแต่
เปน็ การปฏบิ ตั เิ พอื่ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งมน่ั คงของชวี ติ เสรมิ สรา้ งพลงั จติ ใจ
และการดำ� เนนิ ชวี ติ ใหม้ คี วามราบรน่ื ดงั นนั้ บายศรจี งึ จดั เปน็ สญั ลกั ษณ์
หน่งึ ของพธิ กี รรมที่เกย่ี วข้องกับวิถีชีวติ ของคนไทย

มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 212

ความสำ� คญั และคุณคา่
แหง่ มรดกภมู ิปัญญา
ปัจจุบันการประดิษฐ์บายศรีจะพบ
เห็นทั่วไปในในชุมชนท่ัวทั้ง ๔ ภาคของ
ประเทศไทย ซึ่งแต่ละภูมิภาคจะมีรูปลักษณ์
และวิธีการประดิษฐ์ทีแ่ ตกต่างกัน
บายศรีภาคอีสาน ภาษาถนิ่ จะเรยี ก
ว่า “พาขวญั ” หรือ “พานพาขวัญ” ส่วนใหญ่
ใช้ประกอบการท�ำขวัญเหมือนกับภาคอ่ืน ๆ
กล่าวคือ จะใช้ท�ำพิธีท�ำขวัญให้กับคน สัตว์
และสิ่งของ เช่น ได้เรือนใหม่ (ข้ึนบ้านใหม่)
ท�ำขวญั ใหเ้ กวยี น ทำ� ขวัญให้ววั ควาย ทำ� ขวัญ
ให้คนป่วย ตลอดจนตอ้ นรบั แขกผมู้ าเยือน
ปัจจุบันช่างท�ำบายศรียังคงพบเห็น
ทว่ั ไปในชมุ ชนตา่ งๆทว่ั ภมู ภิ าคของประเทศไทย
ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุในชุมชน หากแต่
การประดิษฐ์บายศรีได้ถูกประยุกต์ดัดแปลง
ใหเ้ ข้ากบั ยคุ สมยั สงั คมปัจจบุ นั มากขึน้
การประกาศขึน้ บัญชี
บายศรี ได้รับการประกาศขึ้นบัญชี
เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๖

213

ปราสาทผ้งึ

ประวัตคิ วามเปน็ มา
ปราสาทผ้ึง เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของช่างฝีมือพื้นบ้าน
อีสาน ในการประดิษฐ์ปราสาทประดับด้วยข้ีผ้ึงอย่างวิจิตรสวยงาม
เพ่ือถวายเป็นพุทธบูชา ซ่ึงจะปรากฏในฮีตสิบสอง คองสิบส่ี ในจารีต
ของคนอสี าน
การสร้างปราสาทผ้ึงถวายเป็นพุทธบูชาเกิดจากแนวคิด
ตามต�ำนานเรื่องลิงถวายรวงผึ้งในคร้ังท่ีพระพุทธเจ้าเสด็จจ�ำพรรษา
ในป่ารักขิตวัน ตามต�ำนานว่า พระพุทธเจ้าทรงร�ำลึกถึงคุณความดี
ของช้างปาลิเลยยะ จึงน�ำรังผงึ้ มาทำ� เป็นดอกไมเ้ รยี กว่า ดอกผงึ้ นำ� มา
ตดิ ประดับต้นผึง้
มรดกภูมิปัญญาอสี าน 214

ความส�ำคัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภูมิปญั ญา
ปราสาทผึ้ง มีพัฒนาการจากการท�ำต้นผึ้งเป็นหอผ้ึง
เพอ่ื ถวายเปน็ พุทธบชู าอุทิศส่วนกศุ ลให้แก่ผ้ลู ่วงลับ เป็นงานทชี่ าวบ้าน
มารว่ มกันทำ� ดังกล่าวว่า “ผู้หญงิ ห่อข้าวตม้ ตัดตอก บบี ข้าวปุ้น ผชู้ าย
ถักหอผง้ึ ”ถกั หอผึง้ คอื การหกั ตอกเพื่อท�ำต้นผ้งึ ตอ่ มาชุมชนพระธาตุ
เชิงชุมได้ร่วมกันจัดประเพณีให้ใหญ่โตข้ึนและจัดท�ำหอผึ้งให้ใหญ่โต
งดงามดว้ ยโครงไมไ้ ผเ่ ปน็ รปู ปราสาท เรยี ก ปราสาทผงึ้ เปน็ ปราสาททรง
หอมียอดประดับหลังคาแหลมสูง แต่งหน้าจั่วด้วยหยวกกล้วยประดับ
ดอกผ้ึง แม้ชาวบ้านจะเรียกหอผึ้ง แต่มีลักษณะรูปทรงแบบปราสาท
รปู ทรงของปราสาทผง้ึ มี ๔ ลกั ษณะ คอื ปราสาทผงึ้ ทรงพระธาตุ ปราสาท
ผึ้งทรงบุษบก ปราสาทผึ้งทรงจัตุรมุข และปราสาทผึ้งทรงหอผี กลวิธี
การผลติ งานและขนั้ ตอนการท�ำปราสาทผึ้ง ประกอบดว้ ย การทำ� โครง
ไม้ไผ่ การออกแบบและการแกะลวดลาย การท�ำดอกผึ้ง (ดอกเผ่ิง)
การประดับตกแต่งปราสาทผึ้งและส่วนฐานของปราสาทผ้ึงส�ำหรับ
ให้คนหาม ๔ คน
คติความเช่ือของชาวอีสาน มีความเช่ือในฮีตหรือจารีต
การถวาย “ผาสาทเผิ่ง” หรือต้นดอกผึ้งว่าท�ำถวายเพ่ือเป็นพุทธบูชา
อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วดังน้ัน เม่ือญาติมิตรพี่น้อง
ในชุมชนถึงแก่กรรมลง ก็จะช่วยงานศพคนละไม้คนละมือ การท�ำ
ต้นดอกผึ้งจะท�ำให้เสร็จก่อนวันเก็บอัฐิผู้ตายในวันเก็บอัฐิ ญาติพ่ีน้อง
จะแห่ต้นผึ้งไปด้วย หลังจากใช้ก้านกล้วยคีบแปรอัฐิเป็นรูป
คนกลับธาตุใหม่ น�ำต้นดอกผ้ึงมาวางบริเวณแปรอัฐิ นิมนต์พระสงฆ์
บังสุกุลกลบบนธาตุอัฐิน้ัน ดังนั้น ต้นผ้ึงหรือหอผึ้งนั้นมีความสัมพันธ์
อันเก่ียวพันกับจารีตของชาวอีสานอย่างแน่นแฟ้นและถือเป็นฮีตคอง
ปฏิบัติมาจากบรรพบรุ ษุ หลายชัว่ อายุคน
การประกาศขึ้นบญั ชี
ปราสาทผ้ึง ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศักราช ๒๕๕๘

215

เครอื่ งบชู าอยา่ งไทย

ประวตั คิ วามเป็นมา
เคร่ืองบูชาอย่างไทย มีองค์ประกอบหลัก คือ ธูป เทียน ดอกไม้และข้าวตอก
มีท้ังวัตถุประสงค์ในการบูชาพระรัตนตรัย และในโอกาสส�ำคัญทางพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น
๒ ประเภทใหญ่ ๆ คอื เครอ่ื งบูชาแบบของราษฎรแ์ ละเครอ่ื งบูชาส�ำหรับบคุ คลท่วั ไป

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน 216

ความส�ำคญั และคุณคา่ แห่งมรดกภูมปิ ัญญา
คาย คือ เคร่ืองบูชาภาคอีสาน คาย เป็นค�ำท่ีมีมากับชุมชน
ชาวภาคอสี านมาช้านาน ค�ำว่า คาย มอี ยู่ในทุกช่วงของการดำ� เนนิ ชีวิต
ของชาวอสี าน จากอดตี จนถงึ ปจั จบุ นั แมว้ า่ กาลเวลาผา่ นไปหลายยคุ สมยั
แตค่ ายยงั คงมสี บื ตอ่ กนั มา เพยี งแตอ่ าจมีการเปลย่ี นแปลงรายละเอียด
บา้ ง กเ็ พราะกาลเวลาและวฒั นธรรมสังคมมกี ารปรับเปล่ียน ผสมผสาน
อารยธรรมตา่ ง ๆ จนคายบางอย่างอาจแปรสภาพไปเลยก็มี
ค�ำว่า “คาย” สันนิษฐานว่ามาจากค�ำว่า “คารวะ” เพราะ
จากใบลานเร่ืองท้าวบุษบาปลาแดกปลาสมอ (จารเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕)
มีข้อความตอนที่พระยาสุริยะวงศารบแพ้พระยาบุษบาแล้วจึงน�ำเอา
ช้าง ม้า วัว ควาย แก้วค�ำ (ทองค�ำ) อย่างละหน่ึงร้อยมาเป็นของ
บรรณาการในฐานะท่ีเป็นผู้แพ้สงคราม ได้จารว่าเป็น“คายรวะสมมา”
ซง่ึ ต่อมาเรยี กวา่ คา่ คาย ดงั นั้น เมือ่ จะประกอบพิธีกรรมใด ๆ จงึ ตอ้ งมี
การเตรยี มเครือ่ งคายไว้เสมอ ของสำ� คัญท่ีจะขาดไมไ่ ด้ในคาย คอื ขัน ๕
ซงึ่ หมายถงึ เครอ่ื งบชู าอยา่ งละ ๕ คู่ โดยมากมดี อกไม้ ๕ คเู่ ทยี นเลก็ ๕ คู่
ในบางทอ้ งทอี่ าจมีหมากพลู ๕ คู่ แลว้ แตค่ วามนิยมของแตล่ ะทอ้ งที่
ปัจจุบันยังพบเห็นชุมชนท่ีท�ำเคร่ืองบูชาอย่างไทยได้ทั่วไป
เนอื่ งจากยงั เปน็ สงิ่ ทเี่ กยี่ วขอ้ งในวถิ ชี วี ติ ของคนไทย ซงึ่ ยงั มคี วามเลอื่ มใส
ในพระพุทธศาสนา โดยชุมชนในภาคอีสานท่ีมีความโดดเด่นในการ
ผลิตเครื่องบูชา ไดแ้ ก่ ชมุ ชนในจงั หวัดยโสธร (ซ่งึ ผลติ ข้าวตอก) รวมถงึ
“คาย” ซง่ึ เปน็ เครอ่ื งบชู าทปี่ ระกอบดว้ ยความเชอื่ และความศรทั ธาของ
ผคู้ นชาวอสี านนน้ั ถงึ แมว้ า่ มติ ทิ างเวลาอาจเปลยี่ นแปลงวสั ดบุ างประการ
ไปบา้ ง แตก่ ไ็ มอ่ าจเปลยี่ นแปลงความเชอ่ื “คาย” ในทอ้ งถนิ่ อสี านไดเ้ ลย

การประกาศขนึ้ บัญชี
เครื่องบูชาอย่างไทย ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศักราช ๒๕๕๘

217



มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน

ดา้ นการเลน่ พน้ื บา้ น กฬี าพืน้ บ้าน
และศลิ ปะการต่อสูป้ อ้ งกันตัว

การเลน่ พ้ืนบา้ น กีฬาพื้นบ้าน และศลิ ปะการต่อสู้ปอ้ งกันตวั
หมายความว่า กจิ กรรมทางกายและการออกแรง เพ่อื ความสนุกสนาน
เพลิดเพลิน เพอื่ ชัยชนะ เพ่อื การปอ้ งกนั ตัว หรอื เพือ่ เชอ่ื มความสามคั คี
มีรปู แบบและวิธีการเลน่ ตามลักษณะเฉพาะของท้องถนิ่ ทป่ี ฏบิ ตั ิกันอยู่
ในประเทศไทยและมีเอกลักษณส์ ะท้อนวถิ ีไทย
การเลน่ พนื้ บ้าน กฬี าพนื้ บา้ น และศลิ ปะการต่อสปู้ ้องกันตวั
แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ดังตอ่ ไปน้ี
(๑) การเลน่ พื้นบา้ น หมายความว่า กิจกรรมการเคลอ่ื นไหว
ที่ท�ำด้วยความสมัครใจ เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่มุ่งเน้น
การแข่งขันและไม่หวังผลแพ้ชนะ เช่น จ้�ำจ้ี รีรีข้าวสาร งูกินหาง
มอญซอ่ นผา้ เป็นต้น
(๒) เกมพ้ืนบ้าน หมายความว่า กิจกรรมการเคล่ือนไหว
ที่มีลักษณะของการแข่งขันเพื่อความสนุกสนาน มีกฎกติกาท่ียอมรับ
กันในหมผู่ ้เู ลน่ เช่น หมากเก็บ อตี ัก มวยตับจาก ปดิ ตาตีหมอ้ เปน็ ต้น
(๓) กีฬาพ้ืนบ้าน หมายความว่า การแข่งขันทักษะทางกาย
ที่ต้องใช้ความสามารถทางการเคลื่อนไหวตามกฎกติกา โดยมุ่งหวังผล
แพ้ชนะ เชน่ แย้ลงรู แขง่ เรอื วงิ่ ควาย ตะกร้อลอดหว่ ง เป็นตน้
(๔) ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว หมายความว่า วิธีการหรือ
รูปแบบการต่อสู้หรือการป้องกันตัวที่ใช้ร่างกายหรืออุปกรณ์ โดยได้รับ
การฝึกฝนตามวัฒนธรรมท่ีได้รับการถ่ายทอดกันมา เช่น มวยไทย
กระบี่กระบอง ซลี ะ เปน็ ต้น

มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน 220



โคง้ ตีนเกวียน

ประวัติความเป็นมา
โค้งตีนเกวียนเป็นการเล่นพื้นเมือง
ของจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดทางภาคอีสาน
อ่นื ๆ เชน่ จังหวดั มหาสารคาม อบุ ลราชธานี
และนครราชสีมา บางท้องถิ่นเรียกว่า ระวง
ตีนเกวียน โล่งโค้งกงเกวียนหรือเสียนโตก
เป็นการเล่นเลียนแบบล้อเกวียนท่หี มุนบนพนื้
หลังจากหลุดออกจากเพลาเกวียน ไม่ปรากฏ
หลักฐานว่าเริ่มมีการเล่นโค้งตีนเกวียนต้ังแต่
สมัยใด แต่พบว่าอย่างน้อยมีการเล่นโค้งตีน
เกวียนกนั แลว้ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐
ความสำ� คญั และคุณคา่ แห่งมรดกภูมปิ ญั ญา
โคง้ ตนี เกวยี นสะทอ้ นถงึ วถิ ชี วี ติ จรงิ ของชาวบา้ นในภาคอสี าน ทนี่ ยิ มใชเ้ กวยี นเปน็ พาหนะขนสง่ สนิ คา้ นอกจากน้ี วธิ เี ลน่ มที งั้ แบบนง่ั ลอ้ มวง
เหยยี ดขายนั กบั วงลอ้ เกวยี นทน่ี อนบนพน้ื และแบบใชค้ นนงั่ ลอ้ มวงเหยยี ดขาชนกนั แลว้ อกี พวกยกแขนพวกนง่ั ใหก้ น้ พน้ พน้ื แลว้ หมนุ เปน็ วงคลา้ ยลอ้
เกวียนหมุน เป็นการเล่นท่ีไม่ค่อยพบเห็นในประเทศอื่น นับเป็นเอกลักษณ์ไทยท่ีสะท้อนให้เห็นคุณค่าและการเรียนรู้วัฒนธรรมการใช้ เกวียนเป็น
พาหนะ และสภาพของปัญหาเม่อื ล้อเกวยี นหลุดจากเพลาเกวยี น
โอกาสท่ีเลน่ โค้งตีนเกวยี นนัน้ เล่นกันไดท้ กุ โอกาสทว่ี า่ ง แตม่ กั จะมกี ารเล่นในงานเทศกาลตา่ ง ๆ เชน่ งานบญุ ขา้ วสาก งานตรุษสงกรานต์
เป็นต้น ผู้เล่นจะเล่นกันในหมู่เด็กท้ังชายและหญิง โดยแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ พวก จ�ำนวนผู้เล่นพวกละเท่า ๆ กัน อย่างน้อยควรมีจ�ำนวนผู้เล่น
พวกละ ๓ คน โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ในการเล่น สถานที่เล่นสามารถเล่นบริเวณลานดินท่ัวไป เช่น สนามหญ้า ลานบ้าน ลานวัด ไม่มีการก�ำหนด
ขอบเขตสนามเลน่
โค้งตีนเกวยี น มีคณุ คา่ ทางร่างกาย ซง่ึ จะมีผลต่อความทนทานของกลา้ มเนอื้ และระบบการไหลเวียนโลหติ คณุ ค่าทางจติ ใจ ส่งเสรมิ ความ
กลา้ และความเชอ่ื มนั่ ในตนเองของผเู้ ลน่ ทำ� ใหจ้ ติ ใจเขม้ แขง็ คณุ คา่ ทางอารมณ์ สถานการณใ์ นการเลน่ ชว่ ยสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ ลน่ ไดผ้ อ่ นคลายความตงึ เครยี ด
ทางอารมณแ์ ละสามารถควบคมุ อารมณข์ องตนเองได้ คณุ คา่ ทางสตปิ ญั ญา ทำ� ใหผ้ เู้ ลน่ ไดเ้ รยี นรแู้ ละมปี ระสบการณเ์ กย่ี วกบั การปรบั ตวั ในภาวะตา่ ง ๆ
และคณุ คา่ ทางสังคม ท�ำใหเ้ กิดความสามัคคีพร้อมเพรยี งไดด้ ี
การประกาศข้ึนบัญชี
โค้งตนี เกวยี น ได้รับการประกาศขนึ้ บญั ชเี ป็นมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗

มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 222

หนอนซอ้ น

ประวัติความเป็นมา
หนอนซ้อน เป็นการเล่นพ้ืนบ้าน
ของภาคอสี าน นิยมเลน่ กนั ในจงั หวัดอดุ รธานี
และจังหวัดใกล้เคียงเป็นการวิ่งไล่แตะกัน
โดยสมมุติคนหนึ่งว่าเป็นหนอน เป็นที่น่ารังเกียจแก่ผู้อื่น ผู้เล่นอื่นจะว่ิงหนีคนที่เป็นหนอน แต่การหนีจะพ้นจากการไล่แตะได้ก็ต่อเม่ือไปยืนซ้อน
หน้าคนที่ยืนเป็นวงกลม ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มมีการเล่นหนอนซ้อนต้ังแต่เม่ือใด แต่จากการสัมภาษณ์ชาวบ้านสูงอายุจังหวัดอุดรธานีได้เล่าว่า
ท้งั ตนเองและคนร่นุ พอ่ ก็เคยเลน่ หนอนซ้อนมาตัง้ แต่สมัยเปน็ หนุ่ม เมือ่ คำ� นวณแล้วการเล่นหนอนซอ้ นนา่ จะมีแลว้ กอ่ น พ.ศ. ๒๔๔๐ ซ่ึงอยใู่ นชว่ ง
รชั กาลท่ี ๕ แหง่ กรุงรัตนโกสนิ ทร์
ความส�ำคัญและคณุ ค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา
ในภาคอสี านมกี ารเลน่ ทม่ี ชี อ่ื เรยี กวา่ หนอน เชน่ ขห้ี นอน หนอนเลขแปด และอน่ื ๆ ทม่ี วี ธิ กี ารเลน่ เปน็ การวง่ิ ไลแ่ ตะกนั คลา้ ยกบั หนอนซอ้ น
แตโ่ ครงสรา้ งของการเล่นและวิธีเล่นมคี วามซบั ซ้อนนอ้ ยกว่าหนอนซอ้ น ในสมัยกอ่ นการเลน่ หนอนซ้อนเป็นการเล่นของคนหนุ่มสาวและเด็ก ๆ เลน่
เปน็ การสนุกสนานในเทศกาลสงกรานตแ์ ละงานรน่ื เรงิ ตา่ ง ๆ ปัจจุบนั หนมุ่ สาวไม่ค่อยนยิ มเล่นกนั แลว้ แตเ่ ดก็ ๆ ยังมกี ารเลน่ กันอยูบ่ ้างในชนบท
การละเลน่ หนอนซ้อน เปน็ การละเลน่ ทมี่ ลี ักษณะเฉพาะทีแ่ สดงอตั ลกั ษณ์ เพราะ
๑) เปน็ การเลน่ ทส่ี ะท้อนวถิ ชี ีวิตของชาวบา้ นในชนบทไทยท่ีต้องแก้ปญั หาตัวหนอนเกาะท�ำลายพืชผัก
๒) โครงสรา้ งของการเลน่ ทเี่ ปน็ วงกลม ๒ วงซอ้ นกนั มกี ารวง่ิ ไลว่ งิ่ หนลี ดั เลาะไปตามวง แลว้ ไปซอ้ นสบั เปลย่ี นใหค้ นอน่ื หนตี อ่ เปน็ ลกั ษณะ
เอกลกั ษณ์ไทยท่ไี ม่เหมอื นประเทศอื่น
๓) รูปแบบวธิ ีการเล่นทรงคณุ ค่ามาก มีท้งั ความสนกุ สนาน ตื่นเต้น ตอ้ งใชค้ วามไว ใช้ไหวพรบิ การตดั สินใจทร่ี วดเรว็
หนอนซ้อนมีคุณค่าด้านร่างกาย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ความแคล่วคล่องว่องไวด้านจิตใจ ช่วยฝึกความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง
พึ่งตัวเอง มีความกล้าในการแสดงออก ด้านสังคม ช่วยสร้างสัมพันธ์กับคนอื่น การปฏิบัติตามกฎกติกา ด้านวัฒนธรรม ช่วยให้เกิดการเรียนรู้
เก่ียวกบั วถิ ชี วี ิตเกษตรกรรมและตัวหนอน
การประกาศข้นึ บัญชี
หนอนซ้อน ไดร้ ับการประกาศขึน้ บัญชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๖

223

โคมลอยลอดห่วง

ประวัติความเป็นมา ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ส่วนความสูงของโคมน้ันประมาณ ๒ เมตร
การแข่งโคมลอยลอดห่วง เริ่มมีการเล่นแพร่หลายในพื้นที่ ตรงกลางระหว่างโครงวงกลมไม้ไผ ่ จะตรึงไว้ด้วยเส้นลวดที่สามารถ
อำ� เภอศรสี มเดจ็ เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยนายบญุ ถม สขุ กำ� เนดิ ในขณะนน้ั ทนต่อความร้อนของไฟได้ประมาณ ๑๕ – ๒๐ นาที จ�ำนวนสองเส้น
ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุและจ�ำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านป่าเม้า ต�ำบล ผกู โยงเปน็ กากบาทไวส้ ำ� หรบั ผกู ยดึ ลกู ไฟทที่ ำ� จากเศษผา้ หรอื นนุ่ ชบุ นำ้� มนั
เมืองเปลือย อ�ำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด ในสมัยนั้น และเป็น หรือข้ีผึ้งผสมน้�ำมันยางนา ซ่ึงได้มาจากต้นยางนาในป่าตามธรรมชาติ
ผู้ท่ีสนใจในการเล่นโคมลอยมาต้ังแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ซ่ึงได้ศึกษา ปัจจุบันได้พัฒนาและนิยมใช้น้�ำมันก๊าดเป็นเช้ือเพลิงเพ่ือจุดไฟ
เรียนรู้เทคนิควิธีการท�ำโคมลอยจากนายเหลือ มนตรีโพธ์ิ ซ่ึงเป็นตา เพราะจะติดไฟไดน้ านและท�ำให้โคมลอยข้ึนสู่ทอ้ งฟา้ ได้
ปจั จบุ นั เสยี ชวี ติ แลว้ โดยในชมุ ชนตำ� บลเมอื งเปอื ย เมอื่ เรม่ิ เขา้ สเู่ ทศกาล โคมลอยลอดห่วง มีคุณค่าในทางสังคม โดยถือเป็นการ
เขา้ พรรษาในวนั ศลี (วนั พระ)ไมว่ า่ จะเปน็ วนั พระ๘คำ�่ หรอื วนั พระ๑๕คำ�่ สร้างความรัก ความสามัคคีของชุมชนและในหมู่คณะ ซ่ึงปัจจุบัน
พุทธศาสนิกชน คนหนุ่มคนสาวที่มาเข้าวัดฟังเทศน์และปฏิบัติธรรม การแข่งเป็นเพียงส่วนที่ท�ำให้เกิดความสนุกสนานเท่านั้น แต่การท่ี
ก็จะมีการปล่อยโคมลอยให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อเป็นพุทธบูชาและ กลมุ่ คนในชุมชนมารวมตวั กนั มาก ๆ ท้ังเดก็ และผู้ใหญ่ เพ่ือร่วมสืบสาน
เพ่ือความสวยงามสนุกสนานกันในหมู่ชมุ ชน อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ได้ท�ำบุญแล้วมีกิจกรรมทางสังคม
ร่วมกัน ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางสังคม ปลูกฝังเจตคติท่ีดี
ความสำ� คญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา แกเ่ ดก็ และเยาวชนในชมุ ชน
โคมลอยท�ำจากกระดาษแก้วใสหลายหลากสีตามที่ผู้จัดท�ำ
ออกแบบลวดลายเอาไว้ แต่ไม่เกินจ�ำนวน ๑๒ แผ่น ประกอบติดกับ การประกาศขึน้ บัญชี
โครงวงกลม ซึง่ ท�ำจากไมไ้ ผ่สดหรือทีแ่ หง้ แล้ว แตส่ ่วนมากนยิ มใชไ้ มไ้ ผ่ โคมลอยลอดห่วง ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
แห้ง เพราะจะน�้ำหนักเบา เหลาเป็นเป็นเส้นกลม ๆ ขนาดประมาณ ภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๕๘
คร่ึงเซนติเมตร แล้วน�ำมาผูกโค้งให้เป็นวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง

มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 224

ตีไก่คน

ประวัตคิ วามเป็นมา
ตีไก่คน พบหลักฐานว่ามีการเล่น
แข่งขันมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ในงาน
กรีฑานักเรียนจังหวัดสตูล เนื่องในโอกาส
เ ฉ ลิ ม พ ร ะ ช น ม พ ร ร ษ า พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ
พระเจ้าอยู่หัว ซ่ึงได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬา
ตีไก่ส�ำหรับชายรุ่นใหญ่ข้ึนด้วย กีฬาตีไก่คนนิยมเล่นกันมากในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคามและนครราชสีมา เป็นต้น โดยทางภาคอีสาน
เปน็ การเล่นสนุกสนานในยามวา่ ง และมักจัดให้มกี ารเล่นแขง่ ขันกนั ในเทศกาลตรษุ สงกรานต์
ความสำ� คญั และคณุ ค่าแหง่ มรดกภูมิปัญญา
ตีไก่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตจริงของชาวบ้านในภาคอีสาน ท่ีนิยมน�ำไก่มาตีเล่นกันเพ่ือความเพลิดเพลินยามว่าง โดยวิธีเล่นแบบใช้คน
น่งั ยอง ๆ แล้วกระโดดใช้ไหล่ชนกันเลยี นแบบอาการทไ่ี กต่ ีกนั หรือการชนไกก่ นั ของชาวบ้าน เปน็ การเล่นทีไ่ มค่ ่อยพบเหน็ กนั ในประเทศอืน่ นบั เป็น
เอกลักษณ์ไทยท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความส�ำคัญของความอุดมสมบูรณ์ของไก่ และจุดมุ่งหมายท่ีหลากหลายของการเล้ียงไก่ในชนบทไทยสมัยก่อน
เช่น เพอ่ื การบรโิ ภค เพื่อความสวยงาม เพือ่ ความผอ่ นคลาย เป็นตน้
ตีไก่คน เล่นได้ทุกโอกาสในยามว่างจากการงาน นิยมจัดเล่นและแข่งขันกันในเทศกาลตรุษสงกรานต์โดยเล่นได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก
ทั้งชายและหญิง ไม่จ�ำกัดจ�ำนวนผู้เล่น แต่อย่างน้อยต้องมีผู้เล่นต้ังแต่ ๒ คนขึ้นไปโดยทั่วไปจะเล่นบริเวณลานกว้าง เช่น ลานบ้าน ลานวัด
มกี ารกำ� หนดขอบเขตของสนามเลน่ เปน็ รปู วงกลมที่พ้นื มีขนาดตามแตจ่ ะตกลงกัน คุณค่าทางร่างกาย การนั่งยอง ๆ สปรงิ ปลายเทา้ กระโดดไปมา
เพ่อื เอาไหลช่ นกัน ท�ำให้กลา้ มเนอ้ื ส่วนเทา้ และขาไดท้ ำ� งาน คณุ คา่ ทางจิตใจ ช่วยสง่ เสริมดา้ นความกล้าในการแสดงความสามารถ กล้าเผชญิ หนา้
กับคู่แข่งขัน คุณค่าทางอารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเอง รู้จักยั้งคิด รู้จักเก็บความรู้สึกและท�ำอารมณ์ให้มั่นคงจากการเล่น คุณค่าทาง
สติปัญญา ต้องใช้ไหวพริบและการตัดสินใจที่ถูกต้องรวดเร็วว่าจะเคลื่อนไปทางไหน และคุณค่าทางสังคม ท�ำให้ผู้เล่นได้ใกล้ชิดกัน ส่งเสริมให้เกิด
ความเข้าอกเข้าใจกนั เหน็ ใจกัน การใหอ้ ภยั แก่กันและกัน
การประกาศขึน้ บัญชี
ตีไกค่ น ได้รับการประกาศข้ึนบัญชเี ป็นมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๗

225

วา่ วไทย

ประวัตคิ วามเป็นมา
ในประเทศไทยมีหลกั ฐานชัดเจนวา่
มีการเล่นว่าวกันมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยมาจนถึง
ปัจจุบันน้ี เน่ืองจากมีพืชตระกูลไผ่ซึ่งใช้เป็น
วัสดุส�ำคัญในการท�ำโครงว่าว เพราะสามารถ
เหลาให้ได้ขนาดตามความต้องการและมี
ความยืดหยุ่นสูง องค์ประกอบที่ส�ำคัญของ
การเล่นว่าว คือ แรงลมท่ีท�ำให้ว่าวลอยตัว
อยู่ในอากาศได้ รองลงไปก็คือ สายป่านท่ี
เหน่ียวสามารถต้านแรงลมไดอ้ ยา่ งดี

ว่าวในประเทศไทยมีหลายชนิด
และมีเล่นกันอยู่ท่ัวทุกภูมิภาค โดยจะมีช่ือ
เรียกต่าง ๆ กันไป เช่น ว่าวอีลุ้ม ว่าวดุ๋ยดุ่ย
ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า โดยเฉพาะว่าวจุฬากับ
ว่าวปักเป้าจะเป็นที่รู้จักกันมาก เพราะมี
การแข่งขันเป็นประเพณีทุกปี อีกทั้ง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เ ส ด็ จ ป ร ะ พ า ส ท อ ด พ ร ะ เ น ต ร แ ล ะ ท ร ง
พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เป็นองค์ประธาน
ในการแข่งขันว่าว ณ สนามสวนดุสิตและ
บริเวณท้องสนามหลวง จึงท�ำให้ว่าวจุฬาและ
ว่าวปกั เปา้ กลายเป็นสญั ลกั ษณ์ของวา่ วไทย

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน 226

ความสำ� คญั และคณุ ค่าแหง่ มรดกภมู ปิ ญั ญา ๔) วา่ วตาแหลว เปน็ วา่ วขน้ั พนื้ ฐาน มขี นาดเลก็ และทำ� ไดง้ า่ ย
วา่ วในภาคอสี าน จะเลน่ กนั ในตน้ ฤดหู นาว คอื ลมทศิ ตะวนั ออก มาก ภาคกลางเรยี กวา่ วา่ วปกั เปา้ บางทอ้ งถน่ิ อสี านมรี ปู ทรงตา่ งไปบา้ ง
เฉียงเหนือพัดมา น่ันคือหลังงานบุญออกพรรษา (กลางเดือนสิบ เรียกว่า “ว่าวอกี บ” หรือ “ว่าวอลี ้มุ ”
เอ็ด) เมื่อนาเสร็จ ชาวอีสานก็จะรอให้ข้าวออกรวงแล้วก็จะเก่ียวข้าว ๕) ว่าวลกู หรือ ว่าวใหญ่ เปน็ วา่ วขนาดใหญ่ มโี ครงไม้ไผ่วัด
ช่วงเกี่ยวข้าวน้ีเองเป็นช่วงลมอ่วย คือลมเปล่ียนทิศพัดจากเหนือลงใต้ ได้เป็นวา ใช้กระดาษเหนียว ๆ ติด ชาวบ้านนิยมใช้กระดาษกระสอบ
ชาวอสี านกจ็ ะเรม่ิ เล่นว่าว ดังนนั้ เวลาเยน็ ๆ กลบั จากท้องนา เดก็ ๆ ปูนซีเมนต์เพราะเหนียวและหนา คนรุ่นหลังนิยมใช้กระดาษส�ำหรับ
กจ็ ะใชส้ นามโรงเรยี นเป็นทป่ี ล่อยว่าว วา่ วทเ่ี ลน่ กันในภาคอีสานท�ำจาก ติดโคมไฟเพราะมีน�้ำหนักเบาและมีสีสันสวยงาม บางท้องถิ่นอีสาน
วัสดุตา่ ง ๆ กัน ดังน้ี จะเรยี กวา่ วชนิดนี้วา่ “ว่าวหาง” หรอื “วา่ วดุ๊ยด่ยุ ”
ในการแขง่ ขนั ใชว้ า่ วตอ่ สกู้ นั นน้ั เปน็ การแสดงฝมี อื ในการเลน่
๑) วา่ วใบกลอย เปน็ วา่ วทที่ ำ� จากใบกลอยทแี่ หง้ แลว้ โดยเกบ็ วา่ วเพอื่ เอาชนะอกี ฝา่ ยหนง่ึ โดยการทำ� งานประสานกนั เปน็ กลมุ่ เปน็ พวก
ใบกลอยทห่ี ลน่ เลอื กเอาใบกลอยใหญ่ ๆ แลว้ กใ็ ชป้ อกลว้ ยทำ� หาง ใชไ้ หม ต้องใช้ประสบการณ์และช้ันเชิงในการเข้าโจมตี และหลบหลีกจาก
หรอื ฝา้ ยเปน็ เชือก การโจมตีของอกี ฝา่ ยหน่ึง

๒) ว่าวกาบลาง เป็นว่าวที่ท�ำจากกาบของต้นไผ่ใหญ่เอามา การประกาศขน้ึ บญั ชี
ตกแต่งใส่สายโยงเชอื กผูกทำ� หาง ว่าวไทย ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๔
๓) ว่าวประทุน คือ ว่าวที่ใช้กระดาษแผ่นหน่ึงพับข้างให้มี
ลักษณะเหมือนประทุนเกวียน ใช้เชือกท�ำเป็นสายโยงซ้ายขวา ต่อด้วย
เชอื กหรอื เส้นไหมปล่อยขนึ้ บางทอ้ งถน่ิ เรียกวา่ วชนดิ น้วี า่ “ว่าวโกบ”

227

มวยโบราณสกลนคร

ประวัติความเป็นมา
มวยโบราณสกลนคร เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของ
ชนเผ่าญ้อในจังหวัดสกลนคร เป็นมวยแบบหนึ่งมีมาแต่โบราณ
บางคร้ังเรยี กว่า “เสอื ลากหาง” มวยดงั กลา่ วนี้นยิ มฝกึ หัดกนั ตามคมุ้ วัด
ของหมู่บ้าน เพื่อให้มีก�ำลังแข็งแรง สามารถใช้ต่อสู้ป้องกันตัวได้
แต่ในขณะเดียวกันก็ค�ำนึงถึงความสวยงามของลีลาท่าร�ำท่าฟ้อน
นอกจากน้ียังมีการร่�ำเรียนเวทมนต์คาถาเสกเป่าหมัด เท้า เข่า ศอก
ใหม้ ีพละกำ� ลังแข็งแกรง่ จนคู่ต่อส้ทู ำ� อันตรายไมไ่ ด้

ความสำ� คญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภูมิปัญญา
มวยโบราณสกลนคร เป็นกีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้
ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสานและชั้นเชิง
การต่อสู้แบบมวยโบราณ โดยเน้นให้เห็นลีลาท่าทางที่งดงาม มิใช่เป็น
มวยท่ีเข้าคลุกวงใน ชกเอาแพ้ชนะกันเช่นมวยในปัจจุบัน เพราะจะ
ท�ำให้เห็นลีลาท่าฟ้อนร�ำน้อยไป การร�ำมวยโบราณเป็นศิลปะการต่อสู้
ทมี่ ศี ิลปะในตวั เอง ไม่เครง่ ครัดตายตัวในแบบแผนและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ
ความงดงามอยู่ที่ท่าทางการไหว้ครู ซึ่งใช้ลีลาจากอากัปกิริยาของสัตว์
เชน่ เสอื ชา้ ง มา้ ววั ควาย มาดดั แปลงเปน็ ลลี าการเคลอื่ นไหว นอกจากนี้
นักมวยบางคนยังน�ำเอาท่าทางการเคลื่อนไหวของลิงและยักษ์ในเร่ือง
รามเกียรต์ิมาประดิษฐ์เปน็ ท่าทางรา่ ยรำ� อยา่ งสวยงาม
มวยโบราณสกลนคร มีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าใด
ไม่ปรากฏ แต่เริ่มมีการบันทึกและสืบทอดโดยครูจ�ำลอง นวลมณี
ซงึ่ ทา่ นไดอ้ นรุ กั ษม์ วยโบราณสกลนครไวเ้ ปน็ มรดกทางวฒั นธรรมอนั ลำ�้ คา่
ได้ถา่ ยทอดศลิ ปะการต่อส้แู ละพัฒนามาเปน็ ศิลปะการแสดงในปจั จบุ ัน
การแสดงมวยโบราณ แบ่งเปน็ ๓ ขน้ั ตอน คอื เริม่ ดว้ ยการ
รำ� หมู่เปน็ ขบวนแห่ ตามดว้ ยท่าไหว้ครู หรือร�ำเด่ียว แล้วแสดงการตอ่ สู้
ในขนั้ ตอนสดุ ท้าย

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 228

การแต่งกาย นิยมนุ่งผ้าโจงกระเบนหยักร้ังเพื่อให้เห็นลายสักขา นิยมนุ่งผ้าสีแดงหรือ
สีน้�ำเงิน ปล่อยชายกระเบนห้อยลงมาพองาม มีผ้าคาดเอวสีแดงหรือสีน�้ำเงิน เนื่องจากนักมวย
โบราณมคี วามเชอื่ มน่ั ในความคงกระพนั ชาตรมี าก ตามเนอ้ื ตวั แขน ขา จงึ นยิ มสกั ลาย โดยทอ่ นบน
ของรา่ งกายมักจะสักเปน็ รูปสัตว์ที่มอี ำ� นาจทแี่ ผงอก เชน่ ครฑุ งู เสือ หรือหนมุ าน นอกจากนน้ั
ยงั สกั เป็นลวดลายและลงอักษรโบราณที่มีคาถาอาคม ส่วนตามโคนขากจ็ ะสักเปน็ รปู พชื ผัก เช่น
ลายต้นขา้ ว ผักกดู
ปัจจุบันมวยโบราณจะมีการแสดงร�ำให้เห็นท่ีจังหวัดสกลนครเท่านั้นและค่อนข้าง
จะหาดูได้ยากแต่จากการท่ีมีการส่งเสริมให้มีการแสดงร�ำมวยโบราณอย่างเอาจริงเอาจัง ท�ำให้
โรงเรียนต่าง ๆ ท้ังระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาหลายแห่งฝึกหัดร�ำมวยโบราณ
การอนุรักษ์และสง่ เสรมิ อยา่ งจรงิ จังกเ็ พอื่ เปน็ การรกั ษามวยโบราณไวค้ กู่ บั เมืองสกลนคร

การประกาศขึ้นบัญชี
มวยโบราณสกลนคร ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศักราช ๒๕๕๖

229



บทสรปุ มรดกภมู ิปัญญาอสี าน

มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน สามารถจำ� แนกไดต้ ามพ้ืนทีแ่ หลง่ ก�ำเนิด พน้ื ท่ีทป่ี รากฏ ตลอดจนพืน้ ท่ีการกระจายตวั ออกเปน็ ๕ ลกั ษณะ ดังน้ี
๑) มแี หลง่ ก�ำเนดิ หรอื ปรากฏพบเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานเทา่ นนั้
๒) พบทวั่ ไปในทกุ ภมู ภิ าคของประเทศไทย โดยในแตล่ ะภมู ิภาคนน้ั จะมีลกั ษณะเฉพาะเป็นของตนเอง
๓) พบเพียงเฉพาะพ้นื ที่ภาคอสี านและบางภมู ภิ าคเทา่ นัน้
๔) เป็นมรดกภูมปิ ญั ญาที่พืน้ ทภี่ าคอีสานไดร้ บั อทิ ธพิ ลเขา้ มา
๕) เป็นมรดกภูมปิ ัญญาทม่ี ลี ักษณะเหมือนกนั ในทุกภูมภิ าค
โดยสามารถจ�ำแนกรายการมรดกภูมิปัญญาอีสานตามสาขาของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมซ่ึงแบ่งตามลักษณะพ้ืนท่ีที่พบหรือ
การกระจายตวั ในแตล่ ะพน้ื ทไ่ี ด้ ดังนี้

สาขา จำ� นวนมรดกภูมิปญั ญาอีสานทจ่ี �ำแนกตามลักษณะพืน้ ท่ที ี่พบหรือการกระจายตวั ในแตพ่ ืน้ ท่ี (รายการ)
มรดกภูมปิ ญั ญา
ทางวฒั นธรรม พบในภาคอีสาน พบทกุ ภูมิภาค พบเฉพาะพน้ื ที่ พื้นท่ีภาคอสี าน ลกั ษณะเหมือนกัน
เท่านัน้ แต่มลี กั ษณะเฉพาะ ภาคอสี านและ ไดร้ ับอิทธิพลเข้ามา ทุกภูมิภาค
วรรณกรรมพ้นื บา้ นและภาษา บางภูมิภาคเท่านั้น
ศลิ ปะการแสดง ของตนเอง
แนวปฏบิ ัตทิ างสังคม พธิ กี รรม
ประเพณี และเทศกาล ๑๒ ๘ ๙ ๑ -
ความร้แู ละการปฏบิ ัติเกีย่ วกบั
ธรรมชาติและจกั รวาล ๒๕ ๑ - - ๑
งานช่างฝมี ือด้ังเดมิ
การเลน่ พืน้ บา้ น กฬี าพ้นื บา้ น ๗๘ - - ๑
และศลิ ปะการต่อสู้ป้องกนั ตัว
๖๕ - ๒ -
รวม ๑
รวมทั้งหมด ๑๐ ๖ ๓ - ๑

๔๑ - -

๖๔ ๒๙ ๑๒ ๓

๑๑๒ รายการ

231

บรรณานกุ รม

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน เอกสารทางวชิ าการ
กรมปศสุ ตั ว์. คมู่ อื การเลยี้ งกระบอื ไทย. กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกดั , ๒๕๕๖.
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. กีฬาภูมิปัญญาไทย : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์องค์การ

สงเคราะห์ทหารผา่ นศกึ ในพระบรมราชูปถัมภ,์ ๒๕๖๐.
กรมสง่ เสรมิ วัฒนธรรม. ความร้แู ละแนวปฏบิ ัติเกย่ี วกบั ธรรมชาติและจกั รวาล : มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาต.ิ

กรุงเทพ ฯ : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถมั ภ,์ ๒๕๖๐.
กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม. คมู่ อื ดำ� เนนิ งานตามพระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙.

กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารสงเคราะห์ทหารผา่ นศกึ ในพระบรมราชปู ถมั ภ,์ ๒๕๖๐.
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. งานช่างฝีมือดั้งเดิม : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์องค์การ

สงเคราะหท์ หารผ่านศกึ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๖๐.
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ.

กรงุ เทพ ฯ : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะหท์ หารผา่ นศึกในพระบรมราชูปถมั ภ,์ ๒๕๖๐.
กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม. ภาษา : มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาต.ิ กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารสงเคราะหท์ หารผา่ นศกึ ใน

พระบรมราชปู ถมั ภ์, ๒๕๖๐.
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. วรรณกรรมพื้นบ้าน : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์องค์การ

สงเคราะหท์ หารผ่านศึกในพระบรมราชปู ถมั ภ์, ๒๕๖๐.
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. วัฒนธรรม วิถชี วี ิตและภมู ิปญั ญา. กรุงเทพ ฯ : รุ่งศลิ ปก์ ารพมิ พ,์ ๒๕๕๙.
กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม. ศลิ ปะการแสดง : มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาต.ิ กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารสงเคราะห์

ทหารผ่านศกึ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๖๐.
โครงการสารานกุ รมไทยสำ� หรบั เยาวชน โดยพระราชประสงคใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั . สารานกุ รมไทยสำ� หรบั เยาวชน

โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพ ฯ : โครงการสารานุกรมไทยส�ำหรับเยาวชน
โดยพระราชประสงค์ ฯ, ๒๕๓๖.
คายส์ เอฟ, ชาร์ลส์. อีสานนิยม : ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศ. กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิโครงการต�ำราสังคมศาสตร์และ
มนุษยศาสตร์, ๒๕๕๖.
จารุวรรณ ธรรมวัตร. ขนบธรรมเนียมประเพณีของอีสาน. กรุงเทพ ฯ : ห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด อรุณการพิมพ์, ๒๕๒๔.
(หนงั สอื สง่ เสริมการอา่ นระดับมธั ยมศึกษา)
จารวุ รรณ ธรรมวตั ร. ภมู ปิ ญั ญาอสี าน. มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม : โครงการตำ� ราคณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร,์ ๒๕๔๓.
จารวุ รรณ ธรรมวตั ร. “การถา่ ยทอดภมู ปิ ญั ญาพน้ื บา้ นอสี าน”. วารสารทศิ ทางหมบู่ า้ นไทย. กรงุ เทพ ฯ : เจรญิ วทิ ยก์ ารพมิ พ,์
๒๕๓๑.

232

จารุวรรณ ธรรมวัตร. “ถอดรหัสวัฒนธรรมในภาพผะเหวดอีสาน”. วารสารมนุษย์กับสังคม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม :
คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์, ๒๕๕๘.

ดำ� รงราชานภุ าพ, สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา. ตำ� นานพระพทุ ธเจา้ เลยี บโลก. เชยี งใหม่ : สมพรการพมิ พ,์ ม.ป.ป.
ธนาคารกรงุ เทพ จ�ำกัด (มหาชน). ลักษณะไทย วัฒนธรรมพื้นบ้าน. กรงุ เทพ ฯ : อมรนิ ทรพ์ ร้ินติง้ แอนด์พับลชิ ชง่ิ , ๒๕๕๑.
ปฐม หงษส์ วุ รรณ. ตำ� นานพระธาตขุ องชนชาตไิ ทย : ความสำ� คญั และปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งพทุ ธศาสนากบั ความเชอื่ ดงั้ เดมิ .

วทิ ยานพิ นธอ์ กั ษรศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย คณะอกั ษรศาสตร.์ กรงุ เทพ ฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ,
๒๕๔๘.
ปรมินท์ จารวุ ร. ความขัดแย้งและการประนปี ระนอมในต�ำนานปรมั ปราไทย. กรงุ เทพ ฯ : โครงการเผยแพรผ่ ลงานวชิ าการ
คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙.
มานะชาติ คล่องดี. การศึกษารูปแบบการสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งทางสังคมด้วยพิธีกรรมเหยาของชาวผู้ไทย
จังหวัดมุกดาหาร. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ คณะวัฒนธรรมศาสตร์.
มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๕๒.
มลู นธิ ิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณชิ ย์. สารานกุ รมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. กรงุ เทพ ฯ : มูลนิธสิ ารานกุ รม
วฒั นธรรมไทย, ๒๕๔๒.
รัตนพล ช่ืนค้า. นิทานเร่ืองนางสิบสอง-พระรถเมรีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : เร่ืองเล่าจากภาคสนาม.
กรมศลิ ปากร : สำ� นกั วรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์, ๒๕๖๐.
ศิรพิ ร บุญชู และ นนั ทวรรณ รักพงษ.์ ภมู ปิ ัญญาการผลติ เสน้ ไหมไทยพน้ื บ้านอีสาน. กรงุ เทพ ฯ : กรมหม่อนไหม กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์, ๒๕๕๕.
สมชยั ฟกั สวุ รรณ.์ วรรณคดีอีสาน เรอื่ งพระยาคนั คาก. กรมศลิ ปากร : ส�ำนักศลิ ปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา, ๒๕๕๕.
สมศกั ดิ์ จนั ทร์โพธิ์ศร.ี ประมวลประเพณีมงคลไทยอีสาน. พระนคร : ส�ำนกั พมิ พธ์ รรมบรรณาคาร, ๒๕๑๕.
สุกัญญา สุจฉายา. “นางอินทปัตถา-กุลวงศ์กับนางอรพิม-พระปาจิต ต�ำนานของชนผู้สร้างปราสาทหิน”. เมืองโบราณ
ปีท่ี ๔๑ ฉบับท่ี ๒ เมษายน – มถิ ุนายน, ๒๕๕๘.
สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. แผนที่ภาษาของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
เพื่อเสนอผลการวจิ ัย. กรุงเทพ ฯ : สำ� นักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาต,ิ ๒๕๔๔.
อนุลกั ษณ์ อาสาสู้. ดนตรีในพิธกี รรมรำ� ผีฟ้า : กรณศี ึกษาคณะหมอล�ำผฟี ้าบา้ นหนองคอนไทย ต�ำบลกุดต้ม อ�ำเภอเมอื ง
จังหวัดร้อยเอ็ด. ปริญญานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยดุริยางวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย.
กรุงเทพ ฯ : มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, ๒๕๕๓.
อมรรตั น์ อนนั ตว์ ราพงษ.์ หลกั การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาผลติ ภณั ฑภ์ มู ปิ ญั ญาไทย. กรงุ เทพ ฯ : สำ� นกั พมิ พจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ,
๒๕๖๐.
อลงกรณ์ อทิ ธิผล. “คำ� เฮียก (เรยี ก) ขวัญในพิธีกรรมรกั ษาโรคของหมอเหยาชาวผไู้ ทย. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลยั
สงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตหาดใหญ่ ปที ่ี ๗ ฉบบั ที่ ๑ มกราคม – มิถุนายน, ๒๕๕๘.
เอกวทิ ย์ ณ ถลาง. ภมู ิปญั ญาอสี าน. กรุงเทพ ฯ : อมรนิ ทร์, ๒๕๔๔.

233

เว็บไซต์

กรมศิลปากร สบื คน้ จาก www.finearts.go.th
กรมสง่ เสรมิ วัฒนธรรม สบื ค้นจาก www.culture.go.th
การท่องเทย่ี วแหง่ ประเทศไทย สบื คน้ จาก www.tatcontactcenter.com
เครือข่ายกาญจนาภิเษก สบื ค้นจาก kanchanapisek.or.th
งานแตง่ งานตามประเพณีภูไท (อสี าน) สืบค้นจาก https://pantip.com
งานแตง่ งานอีสานไทบ้าน สืบคน้ จาก https://pantip.com
ชมรมศิลปวฒั นธรรมอีสาน จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย สบื คน้ จาก www.isan.clubs.chula.ac.th
ชมรมอนรุ ักษพ์ ุทธศลิ ปแ์ ห่งภาคอีสาน สืบคน้ จาก www.ubonpra.com
ชาวกยู สืบค้นจาก kuination.blogspot.com
เชยี งรายโฟกสั สบื คน้ จาก www.chiangraifocus.com
ตำ� รานรลักษณ์ สบื คน้ จาก http://greatbooks.Inwshop.com
เทศบาลตำ� บลขวาว สบื คน้ จาก www.khwao.go.th
บ้านจอมพระ สบื คน้ จาก www.baanjompra.com
ประเพณแี กลมอ บ้านอาลึ สบื ค้นจาก http://district.cdd.go.th
พธิ กี รรม รำ� ผฟี า้ เพอื่ รกั ษาคนทปี่ ่วยเป็นโรค – โดนคณุ ไสย ใหห้ ายขาด สบื ค้นจาก www.hotnew69.com
รา้ นส้มตำ� สืบค้นจาก somtumm.blogspot.com
รวี วิ หมูบ่ า้ นวฒั นธรรมผู้ไทโคกโกง่ สืบค้นจาก www.painaidii.com
เร่อื งสนั้ ปัน้ แต่ง สบื คน้ จาก https://palungjit.org
เรือมมะม็วด หรือ ร�ำแม่มด บา้ นใจดี อ.ขุขันธ์ – Phisan Sookkhee สืบคน้ จาก phisan.ssku.ac.th
ล�ำผญา สืบค้นจาก www.travel2mukdahan.com
ลำ� ผีฟา้ วัฒนธรรมล่มุ นำ�้ ชี สืบค้นจาก https://sites.google.com
ศูนย์จัดการขอ้ มลู และวเิ คราะหท์ างสถติ ิ สบื ค้นจาก www.cascap.in.th
ศนู ยม์ านษุ ยวทิ ยาสริ ินธร (องค์การมหาชน) สืบคน้ จาก www.sac.or.th
ศูนยศ์ ึกษาฟื้นฟภู าษาและวฒั นธรรมในภาวะวกิ ฤต มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล สืบคน้ จาก www.langrevival.mahidol.ac.th
สยามรัฐ สืบคน้ จาก www.siamrath.co.th
ส�ำนกั ศึกษาท่ัวไป มหาวิทยาลยั มหาสารคาม สืบคน้ จาก www.genedu.msu.ac.th
ส�ำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร สืบคน้ จาก www.nat.go.th
หมอล�ำทรงบา้ นหนองไผ่ ตำ� บลโนนสงู อำ� เภอยางตลาด จังหวดั กาฬสินธุ์ สบื ค้นจาก www.youtube.com
BURIRAM WORLD สืบค้นจาก www.buriramworld.com
SANOOK GURU สืบคน้ จาก guru.sanook.com
THE SORENTO สบื ค้นจาก www.thesorentowedding.com
Facebook : Art Konganothai
Facebook : ของสะสม ผ้าโบราณ มูนมังอีสาน
Facebook : ตามฮอยอสี าน
ส�ำนกั งานวฒั นธรรมจังหวัดตา่ ง ๆ ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ สำ� นักงานปลดั กระทรวงวฒั นธรรม
อุทยานประวตั ิศาสตร์ภูพระบาท ส�ำนกั ศลิ ปากรที่ ๘ ขอนแก่น กรมศลิ ปากร

มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 234

หลักเกณฑ์การพจิ ารณา
ขน้ึ บัญชมี รดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม

ในยคุ ทโี่ ลกกำ� ลงั เปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ เชน่ ปจั จบุ นั สงิ่ ทเ่ี ปน็ ภมู ปิ ญั ญาของมนษุ ยชาติ
ก�ำลังถูกคุกคามจากอันตรายต่าง ๆ ทั้งด้วยการถูกรุกรานจากวัฒนธรรมต่างชาติ การฉกฉวย
ผลประโยชน์จากผู้ท่ีมีเทคโนโลยีท่ีเหนือกว่า หรือการน�ำภูมิปัญญาของกลุ่มชนหนึ่ง ๆ ไปใช้
อย่างไม่เหมาะสม ไม่มกี ารแบง่ ปันผลประโยชน์ ซ่ึงปัจจยั ตา่ ง ๆ เหลา่ นี้ สง่ ผลใหก้ ลมุ่ ชนทีไ่ ดร้ บั
ผลกระทบถกู ครอบงำ� จนเกดิ การสญู เสยี อตั ลกั ษณ์ และสญู เสยี ภมู ปิ ญั ญาทเี่ ปน็ องคค์ วามรขู้ องตน
ไปอยา่ งรูเ้ ทา่ ไม่ถงึ การณ์
ดว้ ยเหตดุ งั กลา่ ว ประเทศไทยจงึ ไดเ้ ขา้ เปน็ ภาคภี ายใตอ้ นสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยการสงวนรกั ษา
มรดกวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ด้ ค.ศ. ๒๐๐๓ ขององคก์ ารยเู นสโก เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ซง่ึ อนสุ ญั ญา ฯ
ฉบบั นม้ี งุ่ เนน้ ถงึ การปกปอ้ งคมุ้ ครองมรดกของบรรพบรุ ษุ ทไี่ ดส้ รา้ งสรรคแ์ ละปฏบิ ตั สิ บื ทอดกนั มา
ต้ังแต่อดีตและส่งต่อผ่านลูกหลานรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นอัตลักษณ์ (Identity) ของชุมชนหรือ
กลมุ่ ชนทยี่ ดึ ถอื ปฏบิ ตั กิ นั จนถงึ ทกุ วนั น้ี อยา่ งไรกต็ าม ประเทศไทยกไ็ ดด้ ำ� เนนิ การปกปอ้ งคมุ้ ครอง
“มรดกวัฒนธรรมท่ีจับต้องไม่ได้” ซึ่งได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า
“มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม” มาตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๕๒ จนกระทง่ั นำ� มาสกู่ ารประกาศใชพ้ ระราช
บญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. ๒๕๕๙ ภายในประเทศเชน่ เดยี วกนั
โดยพระราชบัญญัติ ฯ มีเจตจ�ำนงในการประกาศใช้ด้วยหลักการและวัตถุประสงค์
ที่สอดคล้องกับอนุสัญญา ฯ ดังกล่าวข้างต้น คือ เล็งเห็นว่ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
เปน็ สมบตั ลิ ้ำ� ค่าทไ่ี ดม้ กี ารสรา้ งสรรค์ สั่งสม ปลูกฝัง และสืบทอดในชมุ ชนจากคนรนุ่ หนึง่ มายัง
คนอีกรุ่นหนึ่ง แต่ในปัจจุบันมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมดังกล่าว ได้รับผลกระทบจาก
ความเปลยี่ นแปลงของสงั คมทงั้ ภายในประเทศและตา่ งประเทศ บางครงั้ มกี ารนำ� มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรมไปใช้ในทางท่ีบิดเบือนหรือไม่เหมาะสม และอาจเป็นเหตุให้มรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องเสื่อมสูญไปอย่างน่าเสียดาย สมควรจัดให้มีการส่งเสริมและรักษา
มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมให้มีความสืบเน่อื งและย่ังยนื สบื ไป
กิจกรรมส�ำคัญประการหน่ึงของการปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
คอื การขนึ้ บญั ชมี รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม โดยมกี รมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ โดยถือเป็นหนทางหนึ่งในการปกป้องคุ้มครองและเป็นหลักฐาน
สำ� คญั ของประเทศในการประกาศความเปน็ เจา้ ของมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมตา่ ง ๆ นอกจากนี้
การขนึ้ บญั ชมี รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมยงั เปน็ การบนั ทกึ ถงึ ประวตั คิ วามเปน็ มาและอตั ลกั ษณ์

235

ของภูมิปัญญา รวมถึงสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลองค์ความรู้ท่ีส�ำคัญเกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมทอ่ี ยใู่ นอาณาเขตของประเทศ ซงึ่ จะชว่ ยเสรมิ สรา้ งบทบาทสำ� คญั และความภาคภมู ใิ จ
ของชุมชน กลุ่มคนหรือบุคคลที่เป็นผู้ถือครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ตลอดจน
ช่วยส่งเสริมและพัฒนาสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟู และปกป้องคุ้มครองมรดก
ภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของทอ้ งถิน่ และของชาติ
การประกาศข้ึนบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
ได้ก�ำหนดลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อการขึ้นบัญชี รวม ๖ สาขา ได้แก่
สาขาวรรณกรรมพ้ืนบ้านและภาษา สาขาศิลปะการแสดง สาขาแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม
ประเพณี และเทศกาล สาขาความรูแ้ ละการปฏิบตั เิ กยี่ วกับธรรมชาตแิ ละจักรวาล สาขางานช่าง
ฝมี อื ดัง้ เดมิ และสาขาการเล่นพ้นื บา้ น กีฬาพ้นื บ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกนั ตวั
ท้ังนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะพิจารณาขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากการสำ� รวจและจดั เกบ็ รวบรวม
โดยสำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ตา่ ง ๆ ทวั่ ประเทศ และการพจิ ารณาคดั เลอื กของคณะอนกุ รรมการ
กล่ันกรองตามกระบวนการข้ันตอนและหลักเกณฑ์การพิจารณาขึ้นบัญชีของแต่ละสาขา
ซง่ึ เปน็ การดำ� เนนิ การภายใตก้ ารกำ� กบั ดแู ลของคณะกรรมการสง่ เสรมิ และรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรม ท้ังน้ี รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีจะได้รับการขึ้นบัญชีต้องมี
คณุ ลกั ษณะตามหลกั เกณฑ์การพจิ ารณา คอื
๑) รายการมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมทีม่ ีลักษณะตามทก่ี ำ� หนดไว้ ๖ สาขา
๒) เป็นมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมทอี่ ยู่ในอาณาเขตประเทศไทย
๓) มคี วามโดดเดน่ เปน็ เอกลกั ษณแ์ ละมคี ณุ ลกั ษณะบง่ บอกถงึ ความเปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรมของท้องถนิ่ หรอื ของชาติ
๔) เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ียังมีการสืบทอดและปฏิบัติอยู่ในวิถีชีวิตและ
อาจเสย่ี งต่อการสญู หาย
๕) มคี ณุ คา่ ทางประวตั ิศาสตร์ วชิ าการ ศิลปะ คุณค่าทางจิตใจ คณุ ค่าเชงิ สรา้ งสรรค์
หรือผลงานควรค่าแกก่ ารรักษาไว้
๖) มีการบันทึกหลักฐานหรือสามารถอ้างอิง สืบค้นองค์ความรู้ดั้งเดิมของมรดก
ภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมนัน้
๗) เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยินยอมจากชุมชนให้ขึ้นบัญชีมรดก
ภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม

มรดกภูมปิ ญั ญาอสี าน 236

ส�ำหรับการประกาศข้ึนบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในประเทศไทยนั้น
มีการประกาศขึน้ บญั ชีแบง่ เป็น ๒ ประเภท คือ
๑) บัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ส�ำหรับรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรม
๒) บญั ชมี รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม สำ� หรบั รายการมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
ที่ต้องไดร้ ับการสง่ เสริมและรักษาอย่างเร่งดว่ น ซ่ึงมีลักษณะดงั นี้
(ก) รายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ต้องสงวนรักษาอย่างเร่งด่วน
เน่ืองจากอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการสูญหาย แต่ยังมีความพยายามในการปกป้องคุ้มครอง
จากชมุ ชน กลุม่ คน หรือบุคคลท่เี กย่ี วขอ้ ง
(ข) รายการมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมทจี่ ำ� เปน็ เรง่ ดว่ นอยา่ งยงิ่ ในการสงวน
รักษาเน่ืองจากก�ำลงั เผชญิ หน้ากับภัยคกุ คาม หากไมม่ มี าตรการในการสง่ เสรมิ รกั ษา ไมส่ ามารถ
อยู่รอดได้
จึงจะเห็นได้ว่าการข้ึนบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมน้ัน จ�ำเป็นท่ีจะต้องมี
การเสนอรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากพ้ืนท่ีชุมชนแหล่งปฏิบัติท่ีมีประวัติศาสตร์
ของการสบื ทอดมาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง โดยตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๖๑ มรี ายการทไ่ี ดร้ บั การประกาศ
ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว จ�ำนวน ๓๓๖ รายการ ซึ่งประโยชน์
ที่ประชาชนและสังคมจะได้รับ คือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจะได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู
ปกป้องและคุ้มครอง รวมถึงส่งเสริมภูมิปัญญาท่ีมีผลในการปฏิบัติและการด�ำเนินการให้เป็น
รูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือรักษาและสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่เป็นมรดก
ทางวฒั นธรรมใหส้ บื ทอดและคงอยใู่ นวถิ ชี วี ติ ของคนไทย รวมถงึ ไดร้ บั การสง่ เสรมิ ใหม้ กี ารสบื ทอด
ไปยังชนรนุ่ หลงั น�ำไปใช้ประโยชนส์ ่งเสรมิ การท่องเท่ียวของชุมชนท้องถิน่ สร้างรายไดแ้ ละมีผลดี
ต่อเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากน้ีการประกาศข้ึนบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ยังแสดงถึงการยืนยันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกต่อการด�ำเนินงานสงวนรักษามรดก
ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามอนุสัญญา ฯ ท้ังยังมีสิทธิในการเสนอรายการเพ่ือประกาศ
เปน็ ตวั แทนของมรดกทางวฒั นธรรมทจี่ บั ตอ้ งไมไ่ ดข้ องมนษุ ยชาติ หรอื รายการมรดกทางวฒั นธรรม
ที่จับต้องไม่ได้ซึ่งจ�ำเป็นต้องได้รับการสงวนรักษาอย่างเร่งด่วน รวมทั้งสามารถเสนอแผนงาน
โครงการ และกิจกรรมตา่ ง ๆ เพอ่ื ขอความชว่ ยเหลือจากองคก์ ารยเู นสโกไดอ้ ีกด้วย

237

คำ� ส่งั คณะกรรมการวัฒนธรรมแหง่ ชาติ
ท่ี ๒ / ๒๕๖๑

เร่ือง แตง่ ตง้ั คณะอนกุ รรมการจดั ทำ� หนงั สือชดุ “มรดกวัฒนธรรมอสี าน”

ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายจะจัดพิมพ์หนังสือชุดมรดกวัฒนธรรมอีสาน เนื่องจากพิจารณาว่าองค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม
ในภาคอีสานน้ันมีมากแต่ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทางวิชาการในเชิงลึก ประชาชนท่ัวไปไม่สามารถเข้าถึงได้ หนังสือชุด “มรดกวัฒนธรรมอีสาน”
ทจี่ ะจัดพมิ พข์ ึน้ นี้ มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อรวบรวมองคค์ วามรู้ทางด้านศลิ ปวฒั นธรรมแขนงตา่ ง ๆ ในภาคอสี านซงึ่ ถือเปน็ มรดกทางวัฒนธรรม อนั ล�้ำค่า
ที่มีการสืบทอดกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นการสร้างความเข้าใจในศิลปวัฒนธรรมพื้นถ่ินให้กับประชาชนในวงกว้าง จะเป็นประโยชน์
ในการอนุรักษ์และต่อยอดงานด้านศิลปวัฒนธรรมอีสาน สร้างความรัก ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ตลอดจนเป็นข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ต่อไป น้ัน

ดังน้ัน เพ่ือให้การด�ำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส�ำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ อาศัยอ�ำนาจตามความในมาตรา ๑๒
แห่งพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ประกอบกับค�ำสั่งส�ำนักนายกรัฐมนตรี ท่ี ๓๒๔/๒๕๖๐ ลงวันท่ี ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐
เรอื่ ง มอบหมายและมอบอำ� นาจใหร้ องนายกรฐั มนตรแี ละรฐั มนตรปี ระจำ� สำ� นกั นายกรฐั มนตรี ปฏบิ ตั หิ นา้ ทป่ี ระธานกรรมการ รองประธานกรรมการ
และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบส�ำนักนายกรัฐมนตรี และมติคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในการประชุม
ครั้งท่ี ๒/๒๕๖๑ เม่ือวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๑ จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดท�ำหนังสือชุด “มรดกวัฒนธรรมอีสาน” โดยมีองค์ประกอบ
และอ�ำนาจหนา้ ที่ ดงั น้ี

องคป์ ระกอบ

๑. รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงวฒั นธรรม ประธานอนกุ รรมการ
๒. ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อนกุ รรมการ
๓. รองปลดั กระทรวงวฒั นธรรม อนกุ รรมการ
(นายชาย นครชยั )
๔. อธิบดีกรมศิลปากร อนกุ รรมการ
๕. อธิบดกี รมส่งเสริมวฒั นธรรม อนกุ รรมการ
๖. ศาสตราจารยธ์ าดา สทุ ธธิ รรม อนกุ รรมการ
๗. ผู้ช่วยศาสตราจารยส์ ทิ ธิชัย สมานชาติ อนุกรรมการ
๘. นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวงั เจริญ อนกุ รรมการ
นักอักษรศาสตรท์ รงคุณวฒุ ิ กรมศลิ ปากร

มรดกภูมิปญั ญาอีสาน 238

๙. นายสมชาย ณ นครพนม อนกุ รรมการ
๑๐. นางเบญจมาส แพทอง อนุกรรมการ
๑๑. นางจุฑาทพิ ย์ โคตรประทมุ อนกุ รรมการ
๑๒. ผ้อู ำ� นวยการสำ� นักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ อนกุ รรมการ
กรมศลิ ปากร อนกุ รรมการ
๑๓. ผู้อำ� นวยการสำ� นกั พพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาต ิ อนุกรรมการ
กรมศลิ ปากร อนกุ รรมการ
๑๔. ผู้อ�ำนวยการสำ� นักศลิ ปากรที่ ๘ ขอนแก่น อนกุ รรมการ
กรมศิลปากร อนกุ รรมการและเลขานุการ
๑๕. ผแู้ ทนกรมสง่ เสริมวัฒนธรรม อนุกรรมการและผูช้ ว่ ยเลขานกุ าร
๑๖. ผอู้ �ำนวยการกลุ่มประชาสมั พนั ธ์
ส�ำนกั งานปลดั กระทรวงวัฒนธรรม อนุกรรมการและผชู้ ่วยเลขานุการ
๑๗. ผู้อ�ำนวยการกองกลาง
สำ� นกั งานปลดั กระทรวงวฒั นธรรม
๑๘. นางอลงกรณ์ จารธุ ีรนาท
นักวิชาการวัฒนธรรมชำ� นาญการ
ส�ำนักงานปลดั กระทรวงวฒั นธรรม
๑๙. นางสาวอุษา แย้มบุบผา
นกั วิชาการวัฒนธรรมปฏบิ ัตกิ าร
สำ� นักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

อ�ำนาจหนา้ ที่
๑. กำ� หนดแนวทางและรปู แบบการจดั ทำ� หนงั สอื ชดุ “มรดกวฒั นธรรมอสี าน” ใหเ้ ปน็ ไปตามกรอบทวี่ างไว้ และสำ� เรจ็ ลลุ ว่ งตามวตั ถปุ ระสงค์
๒. ค้นควา้ เรียบเรียงขอ้ มลู เนอื้ หา และภาพประกอบ เพอ่ื เปน็ ขอ้ มลู สำ� หรับจัดท�ำต้นฉบับหนังสอื ชดุ “มรดกวฒั นธรรมอีสาน”
๓. ปฏบิ ัติงานอน่ื ทเี่ กี่ยวข้องและตามทร่ี ัฐมนตรวี ่าการกระทรวงวฒั นธรรมมอบหมาย


ทัง้ น้ี ตงั้ แต่บดั น้ีเปน็ ตน้ ไป

สง่ั ณ วนั ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑

(นายวิษณุ เครืองาม)
รองนายกรฐั มนตรี
ประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

239

มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน

ISBN 978-616-543-567-3
จดั พมิ พ์ : กันยายน ๒๕๖๑ จำ� นวน ๓,๐๐๐ เล่ม
ท่ีปรกึ ษา
นายวีระ โรจนพ์ จนรัตน์ รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงวฒั นธรรม
นายกฤษศญพงษ์ ศริ ิ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
นางพมิ พร์ วี วฒั นวรางกรู อธบิ ดีกรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม
นายประดษิ ฐ์ โปซวิ รองอธบิ ดีกรมส่งเสรมิ วัฒนธรรม
คณะอนกุ รรมการจัดท�ำหนงั สอื ชดุ “มรดกวฒั นธรรมอีสาน”
กองบรรณาธิการ
นางสาวอจั ฉราพร พงษฉ์ วี ผูอ้ ำ� นวยการสถาบันวัฒนธรรมศกึ ษา
นางสุกัญญา เย็นสุข นักวชิ าการวัฒนธรรมช�ำนาญการพิเศษ
นางสาวชนาภรณ์ แสวงทรพั ย ์ นกั วชิ าการวฒั นธรรมช�ำนาญการ
นางสาวสมุ าลี เจียมจังหรดี นกั วชิ าการวฒั นธรรมชำ� นาญการ
นายชาครติ สทิ ธฤิ ทธ์ ิ นกั วิชาการวัฒนธรรมชำ� นาญการ
นางสมฤดี ไชยสุกมุ าร เจา้ พนักงานธรุ การชำ� นาญงาน
นางสาวอรณุ ี จีรพรบัณฑิต นักวชิ าการวฒั นธรรม
นายณฐั ดนัย ใจมน่ั ลูกจ้างโครงการ
นางสาวจุฑารตั น์ โพธิ์สระ นักศึกษาฝกึ สหกจิ ศึกษา
ภาพประกอบ
กลุ่มสงวนรกั ษามรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมและกลุ่มประชาสัมพันธ์ กรมสง่ เสริมวัฒนธรรม
ผูร้ ับผดิ ชอบ
กล่มุ สงวนรกั ษามรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม สถาบันวฒั นธรรมศึกษา กรมส่งเสรมิ วฒั นธรรม
โทร. ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๑๓ ต่อ ๑๓๑๒ – ๔ โทรสาร ๐ ๒๖๔๕ ๓๐๖๑
เว็บไซต์ http://ich.culture.go.th
เฟซบคุ๊ www.facebook.com/ichthailand
อเี มล [email protected]
พิมพ์ท ี่ โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จ�ำกัด

“หนังสอื เลม่ นี้จดั พิมพข์ ึน้ เพอื่ ประโยชนใ์ นการศึกษาและเผยแพรเ่ รื่องมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม มิใช่เพอื่ การค้า ซ่ึงภาพประกอบภายในเลม่ ไดน้ ำ� มาจาก
แหลง่ ขอ้ มลู ทหี่ ลากหลาย โดยบางภาพไมส่ ามารถอา้ งแหลง่ ทมี่ าปฐมภมู ไิ ด้ จงึ ขออนญุ าตใชภ้ าพดงั กลา่ วและขอบคณุ ผเู้ ปน็ เจา้ ของภาพทกุ ภาพไว้ ณ ทนี่ ด้ี ว้ ย”







กรมสง่ เสริมวฒั นธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

๑๔ ถนนเทียมรว่ มมติ ร เขตหว้ ยขวาง กรงุ เทพฯ ๑๐๓๑๐
โทรศพั ท์ ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๑๓ ตอ่ ๑๓๑๒ - ๔
www.culture.go.th


Click to View FlipBook Version