ตำ� นานพระเจ้าห้าพระองค์
ประวตั คิ วามเปน็ มา
สาระส�ำคัญของต�ำนานพระเจ้า
ห้าพระองค์ คือ การเล่าเร่ืองประวัติของ
พระพุทธเจ้าท้ัง ๕ พระองค์ในภัทรกัปป์
หรือกัปป์ปัจจุบัน แบ่งเป็นพระอดีตพุทธเจ้า
๓ พระองค์ คือ พระกุกกุสันธพุทธเจ้า
พระโกนาคมพุทธเจ้าและพระกัสสปพุทธเจ้า
พระปัจจุบันพุทธเจ้า ๑ พระองค์ คือ
พระโคตมะพุทธเจ้า และพระอนาคตพุทธเจ้า
๑ พระองค์ คอื พระศรอี ารยิ เมตไตรย ต�ำนาน
พระเจ้าห้าพระองค์พรรณนาประวัติของ
พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ต้ังแต่ก่อนเป็น
พระพุทธเจ้าจนถึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
และปรินิพพาน พระพุทธเจา้ ทั้ง ๕ พระองค์นี้
กอ่ นทจี่ ะตรสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ เคยเกดิ มาเปน็
พี่น้องกันในพระชาติหน่ึง โดยมาเกิดเป็น
ลูกแม่กาเผือก ต่อมาแม่กาเผือกฟักไข่ออกมา
๕ ฟอง ไวท้ ตี่ ้นไมใ้ หญ่ ภายหลังเกิดพายุใหญ่
พัดรังกากระจัดกระจายไป ไข่กาท้ัง ๕ ฟอง
ตกลงมาจากต้นไม้น้ัน และถูกพายุพัดไหล
ไปตามน้�ำ แม่กาเผือกเห็นดังน้ันเข้าใจว่า
ลกู ตาย จงึ ตรอมใจตายไปเกดิ เปน็ ทา้ วพกาพรหม
47
ความส�ำคญั และคณุ คา่
แหง่ มรดกภูมิปญั ญา
ต� ำ น า น พ ร ะ เจ ้ า ห ้ า พ ร ะ อ ง ค ์
เปน็ ตำ� นานพนื้ บา้ นทแี่ พรห่ ลายอยใู่ นทกุ ภมู ภิ าค
ของไทย บา้ งกเ็ รยี กกนั วา่ ตำ� นานพญากาเผอื ก
ในบางท้องถิ่นอาจมีช่ือเร่ืองที่แตกต่างกัน
ออกไป ในภาคอีสานบางถนิ่ เรียกว่า กาเผอื ก
ต�ำนานพระธาตุเชิงชุม ทั้งน้ี ต�ำนานพระเจ้า
ห้าพระองค์ ถือเป็นต�ำนานประเภทอธิบาย
เร่ืองก�ำเนิดวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม
เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับแบบแผนพฤติกรรมหรือ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคมหรือกลุ่มชน
หนง่ึ ๆ อันเปน็ สงิ่ ทีน่ ยิ มเช่อื ถือปฏบิ ัตสิ ืบทอด
ต่อกัน ต�ำนานพระเจ้าห้าพระองค์ นับเป็น
ต�ำนานพุทธศาสนาของไทยท่ีสร้างสรรค์ขึ้น
ในวัฒนธรรมไทยเป็นภูมิปัญญาในการเชื่อม
ค ว า ม สั ม พั น ธ ์ ใ น ฐ า น ะ พ่ี น ้ อ ง ร ะ ห ว ่ า ง
พระพุทธเจ้าท้ัง ๕ พระองค์ นอกจากนี้ยังมี
บทบาทในทางการเมือง หรือการน�ำไปใช้ใน
ทางอ้างอิงในกฎหมายตราสามดวง ท้ังยังมี
บทบาทเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
งานศิลปกรรมต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ
พระศรอี าริยอ์ ีกดว้ ย
การประกาศขึน้ บญั ชี
ต�ำนานพระเจ้าห้าพระองค์ ได้รับ
การประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศักราช
๒๕๕๓
มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน 48
ต�ำนานอุรังคธาตุ
ประวัติความเป็นมา ศักดิ์สิทธ์ิที่คนภาคอีสานภาคภูมิใจ พุทธศาสนิกชนต่างก็มาเคารพ
ค�ำว่า อุรังคธาตุ นักวิชาการ ผู้รู้และพระสงฆ์ ทราบว่า สกั การบชู าอย่างตอ่ เน่ืองตลอดท้ังปี
หมายถึง พระบรมสารีริกธาตุ ส่วนพระอุระหรือหน้าอกของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาบรรจุไว้ที่พระธาตุพนม แต่ชาวบ้าน ความสำ� คญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา
สว่ นใหญใ่ นสมยั อดตี แถบบรเิ วณภาคอสี าน รวมถงึ ประชาชนทางฝง่ั ซา้ ย โครงเรอื่ งหลกั กลา่ วถงึ การสรา้ งพระธาตพุ นม โดยแสดงใหเ้ หน็
ของแม่น�้ำโขงเลื่อมใสศรัทธาต่อองค์พระธาตุพนมอย่างสูงสุด ถึงแนวคิดการสร้าง โดยใช้อิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์ในการเล่า เพื่อแสดง
แต่ปัจจุบันน้ีคนท่ัวไปท้ังในประเทศและต่างประเทศรู้จักดีว่าหมายถึง ให้เห็นว่าพระธาตุพนมเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ
พระธาตุพนม ท่ีบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระธาตุ นับเน่ืองแต่อดีตจนปัจจุบันอย่างไม่เส่ือมคลาย นอกจากน้ี เนื้อเรื่อง
ยังกล่าวถึงพระอินทร์ร่วมกับเทพทั้งหลายได้ร่วมกับพระอรหันต์และ
เจ้าเมืองได้ร่วมกนั บริจาคทรัพย์ สงิ่ ของมคี ่า อีกทง้ั ยงั ไดม้ ารว่ มก่อสรา้ ง
พระธาตุพนมจนแล้วเสร็จ
วิธกี ารแตง่ ตำ� นานอุรงั คธาตุ เปน็ การบันทึกบอกเลา่ เร่อื งราว
เชิงประวัติศาสตร์ด้านพุทธศาสนาในสมัยอดีต โดยได้แทรกปาฏิหาริย์
เพ่ือเน้นถึงความขลังเคารพศรัทธาตัวละครท่ีเป็นมนุษย์และเจ้าเมือง
ได้จุติแล้วเกิดหลายภพหลายชาติ แต่ก็มีความเก่ียวข้องกับเน้ือเรื่อง
ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี และตัวละครทเ่ี ป็นอมนษุ ย์ เชน่ พระยานาค มีช่อื ปรากฏ
หลายช่ือ สามารถแปลงกายได้ มีอภินิหารด�ำเนินเรื่องให้สมจริงย่ิงข้ึน
ตลอดท้ังเรื่องและยังเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน เช่น
พระพุทธบาทเวนปลา พระธาตุภูเพ็ก พระธาตุนารายณ์เจงเวง แม่น้�ำ
ส�ำคัญต่าง ๆ ฯลฯ ความเช่ือปาฏิหาริย์ท่ีปรากฏในเนื้อเร่ือง จึงเพิ่ม
ความขลงั ความเคารพศรัทธาตอ่ องคพ์ ระธาตุพนมอยา่ งสูงสุด
ในปจั จบุ นั มกี ารจดั ทวั รไ์ หวพ้ ระ๙วดั หรอื การจดั การทอ่ งเทยี่ ว
ตามโบราณสถานทสี่ �ำคัญ ๆ ๙ แหง่ และรวมถึงการเดนิ ทางท�ำบญุ เสรมิ
ดวงชะตาตามราศีเกิดทั้ง ๑๒ ราศี (ตามธาตุเจดีย์ส�ำคัญในประเทศ)
พระธาตุพนมก็เป็นธาตุเจดีย์ที่คนเกิดวันอาทิตย์ ประจ�ำปีวอก ต้องไป
เสรมิ บญุ บารมที อี่ งคพ์ ระธาตพุ นมดว้ ยกศุ โลบายขา้ งตน้ ผคู้ นจงึ หลงั่ ไหล
ไปไหว้พระท�ำบญุ กนั อยา่ งเนืองแนน่
การประกาศขึ้นบัญชี
ต�ำนานอุรังคธาตุ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๕
49
กาพย์เซ้ิงบง้ั ไฟ
ประวตั ิความเป็นมา แสดงวา่ ฝนฟา้ จะตกตอ้ งตามฤดกู าล การเซง้ิ บง้ั ไฟ
กาพยเ์ ซง้ิ บง้ั ไฟ เปน็ รอ้ ยกรองทอ้ งถนิ่ อสี านหรอื เปน็ เพลงพน้ื บา้ นประเภทเพลงประกอบ จึงเป็นพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ท่ีต้องมี
พิธขี องชาวบา้ นอสี าน ทรี่ อ้ งในขบวนแห่บัง้ ไฟในงานประเพณบี ุญบ้ังไฟ เดือน ๖ มผี ูน้ ำ� คนหนงึ่ เร่ืองเพศเข้ามาเก่ียวข้องตามคติความเชื่อของ
เปน็ คนขบั เนอ้ื ความ แลว้ คนอนื่ ๆ ในขบวนจะรอ้ งรบั ไปเรอ่ื ย ๆ เรยี กวา่ การเซงิ้ ประกอบการฟอ้ น คนในสังคมเกษตรกรรม ท�ำให้ในขบวนเซิ้ง
ตามจังหวะของกลองตุ้มและเครอ่ื งดนตรอี น่ื ๆ ท่ใี ชป้ ระกอบ เชน่ พังฮาด โทน กาพย์เซง้ิ บงั้ ไฟ ซึ่งแต่เดิมมีเฉพาะผู้ชายและผู้ชายแต่งกาย
แต่งด้วยค�ำประพนั ธท์ ีเ่ รียกวา่ กาพย์ ๗ ค�ำ วรรคหนงึ่ มี ๗ ค�ำ ขา้ งหน้า ๓ ค�ำ ข้างหลัง ๔ คำ� เปน็ หญงิ นำ� หนุ่ ชายหญงิ แสดงทา่ ทางการรว่ มเพศ
ค�ำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ จะส่งเสียงสัมผัสไปท่ีค�ำใดก็ได้ในวรรคต่อไป (ค�ำสัมผัสในภาษาอีสาน ชกั ไปตลอดทาง และในคำ� เซง้ิ มเี นอื้ หาเกย่ี วกบั
เรียกว่า ค�ำก่าย) นิยมสัมผัสกับค�ำท่ี ๓ โดยใช้ระดับเสียงของค�ำที่สัมผัสเป็นเสียงวรรณยุกต์ เรอ่ื งเพศและเรอ่ื งตลกหยาบโลน เพอ่ื ออ้ นวอน
เดยี วกนั บทหนงึ่ จะมกี ่ีวรรคกไ็ ด้แลว้ แตเ่ น้อื ความ นยิ มใช้กบั การเซ้งิ แบบต่าง ๆ เช่น เซงิ้ นางด้ง ให้เทวดาสง่ ฝนลงมาตามคำ� ขอ
เซิง้ นางแมว คำ� สอน บทกล่อมเดก็ ในสมัยต่อมาเม่ือการเซิ้งบั้งไฟ
กลายเป็นงานประเพณีของชุมชน มีการ
ความสำ� คัญและคณุ คา่ แห่งมรดกภมู ิปัญญา ประกวดแข่งขันกันระหว่างหมู่บ้าน อ�ำเภอ
การเซิ้งบั้งไฟแต่แรกเร่ิม เป็นการละเล่นประกอบพิธีกรรมแห่บั้งไฟ เพ่ือขอฝนของ จงั หวดั รปู แบบและเนอื้ หาของกาพยเ์ ซงิ้ บงั้ ไฟ
ชาวนา เป็นการบวงสรวงพญาแถนหรือเทวดาในความเช่ือด้ังเดิมของชาวไทลาว เพื่อขอให้ กเ็ ปลย่ี นแปลงตามไปดว้ ย คณะเซ้งิ มีทั้งผชู้ าย
ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล จึงจัดขึ้นในเดือน ๖ เพื่อเป็นสัญญาณเตรียมท�ำไร่ท�ำนาและเป็นการ และผู้หญิง การฟ้อนช้า ๆ ตามจังหวะช้า ๆ
เส่ยี งทายดินฟา้ อากาศ หากจุดบงั้ ไฟไมข่ นึ้ หรือบ้ังไฟแตก ทำ� นายว่าฝนจะแล้ง หากจุดบงั้ ไฟไดส้ ูง ของกลองตุ้มก็เปล่ียนเป็นการประดิษฐ์ท่าร�ำ
ให้อ่อนช้อยสวยงาม จังหวะและท่วงท�ำนอง
เปลี่ยนเป็นสนุกสนานตามลีลาของกลองยาว
และแคน ในปัจจุบันเนื้อหาของกาพย์เซิ้ง
ในขบวนแห่มีหลากหลายมากขึ้น ทั้งการร้อง
เลา่ ต�ำนาน เช่น เร่อื งผาแดงนางไอ่ เลา่ ค�ำสอน
เชน่ เร่ืองกาพยพ์ ระมนุ ี เล่าเก่ยี วกบั สังคมและ
เหตกุ ารณป์ จั จบุ นั รวมถงึ ยงั นยิ มใชเ้ พลงลกู ทงุ่
แทนกาพย์เซิ้งแบบเดิม
การประกาศขึน้ บัญชี
กาพย์เซิ้งบ้ังไฟ ได้รับการประกาศ
ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจ�ำปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๗
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 50
เพลงแห่นางแมว
ประวัตคิ วามเป็นมา ร่วมพิธขี อฝน นอกนน้ั ก็มเี คร่อื งดนตรปี ระกอบเพลง เช่น กลอง กรับ ฉิ่ง
ในสงั คมเกษตรกรรม ซง่ึ นำ้� ฝนมคี วามสำ� คญั อยา่ งมากตอ่ การ เมอ่ื เคลอ่ื นขบวนออกเดนิ ต่างก็ร้องบทแห่นางแมว ซง่ึ มีขอ้ ความคล้าย
เร่ิมเพาะปลูกพืชพันธุ์ ถ้าปีใดฝนมาช้าพื้นดินแห้งแล้งไม่สามารถเพาะ กันหรอื แตกตา่ งกนั บ้าง แห่ไปตามละแวกบ้านจนทั่วแล้วก็กลบั เมื่อแห่
ปลกู ได้ กจ็ ะเกดิ ความเดอื นรอ้ นไปทว่ั เกดิ ความอดอยากยากจน ไมม่ ขี า้ ว ไปถึงบ้านใคร เจ้าบ้านจะเอาภาชนะตักน้�ำสาดลงไปในชะลอมเข่งหรือ
พืชไร่ไว้เล้ียงชีพ ไว้ขายส�ำหรับเอาเงินมาใช้จ่ายในเร่ืองอื่น ๆ ในสังคม ตะกรา้ ที่ขงั แมว
ดงั กลา่ ว จงึ มพี ธิ อี นั เนอ่ื งมาจากความเชอื่ ทจี่ ะทำ� ลายอำ� นาจทที่ ำ� ใหฝ้ นแลง้ เนื้อหาของบทร้องเพลงแห่นางแมว แสดงถึงคุณค่าขอฝนท่ี
บันดาลให้ฝนตกลงในเทศกาลดังกล่าว เพื่อที่จะเร่ิมชีวิตเกษตรกรรม เมอื่ ตกลงมานำ้� ทา่ จะบรบิ รู ณ์ เรมิ่ ตน้ การเพาะปลกู ได้ จะเรมิ่ ตน้ ขอฝนกบั
ในสังคมไทยมีพิธีกรรมเก่ียวกับความเจริญงอกงามท่ีประพฤติเป็น เทวดานางฟ้าหรือนางไม้ โดยมีวิธีการเซ่นไหว้บูชา ด้วยของท่ีชอบใจ
ประเพณีสืบต่อกันมา คือเร่ืองแห่นางแมว และประเพณีการจุดบ้ังไฟ และมกี ารแสดงท่ีเทวดานางฟา้ นางไมช้ อบใจ เป็นการขอเคลด็ และเปน็
ของภาคอสี าน สญั ลกั ษณข์ องการรว่ มเพศ อนั เปน็ ตน้ เหตขุ องการเกดิ ปจั จบุ นั พธิ แี หน่ าง
แมวขอฝนมปี รากฏจรงิ ในบางพนื้ ที่ เพราะมกี ารกกั เกบ็ นำ้� ไวใ้ ชใ้ นการทำ�
ความสำ� คัญและคณุ คา่ แห่งมรดกภูมปิ ญั ญา นาโดยไมต่ อ้ งพง่ึ ธรรมชาติ มกี ารสรา้ งฝนเทยี มขน้ึ มาเพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ ความ
การที่ท�ำพิธีแห่นางแมว เพราะมีความเช่ือว่าแมวเป็นสัตว์ แหง้ แลง้ หากสงั คมเกษตรกรรมแบบดง้ั เดมิ เลอื นหายไป พธิ แี หน่ างแมว
ท่ีกลัวน้�ำ จึงเป็นตัวท่ีท�ำให้เกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตก จึงต้องจับแมว ขอฝนก็จะเลอื นหายตามไปดว้ ย
มาตระเวนแห่และให้ผู้คนตักน�้ำรดราดแมวจนแมวเปียกหนาวสั่น
เพอ่ื ทำ� ลายความเปน็ ตวั แลง้ ใหห้ มดไป การแหน่ างแมวของชาวบา้ นจะทำ� ในปี การประกาศขึน้ บญั ชี
ทฝ่ี นมาลา่ พธิ เี รมิ่ ตน้ ตง้ั แตบ่ า่ ยโมงจนมดื คำ่� ชาวบา้ นจะเอาแมวตวั เมยี ใส่ เพลงแห่นางแมว ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ชะลอมเข่งหรอื ตะกรา้ เอาฝาปิดให้แน่น เอาไมค้ านสอดเข้าแล้วหาบไป ภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗
มีคนแห่แวดล้อมนางแมวคนหน่ึงถือพานน�ำหน้า ร้องเชิญให้ทุกคนมา
51
บทท�ำขวัญข้าว
ประวตั คิ วามเปน็ มา
บททำ� ขวัญข้าว เปน็ มรดกทางภูมปิ ัญญาที่สำ� คญั สำ� หรบั ชาวนา ซง่ึ แสดงใหเ้ ห็นวธิ ีคดิ ของคนไทยท่มี คี วามนบนอบตอ่ แม่โพสพ ซึ่งเชื่อวา่
เป็นขวัญของต้นข้าว และเชื่อว่าเม่ือแม่โพสพพอใจ ก็จะดลบันดาลให้ข้าวในนาเจริญงอกงาม หรือข้าวที่มีอยู่ในยุ้งฉางมีปริมาณมาก ตักไปกิน
ใช้เท่าไรก็ไม่หมด ชาวนาในแต่ละภาคประกอบพิธีท�ำขวัญข้าวไม่พร้อมกัน แต่ที่พบว่ามีลักษณะคล้ายกัน คือ การท�ำขวัญข้าวตอนข้าวตั้งท้อง
และการท�ำขวัญข้าวตอนขนข้าวข้ึนยุ้งแล้ว ในการท�ำขวัญจะต้องมีบทประกอบพิธี ซ่ึงเรียกว่า “บทท�ำขวัญข้าว” ในแต่ละท้องถิ่นเรียกแตกต่าง
กันไป โดยภาคอีสานจะเรยี กว่า ค�ำสู่ขวัญข้าว
มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 52
ความสำ� คัญและคณุ คา่
แหง่ มรดกภมู ิปญั ญา
บทท�ำขวัญข้าว มีความสัมพันธ์
กับวิถีชีวิตของคนไทยที่มีอาชีพเกษตรกรรม
มาอย่างยาวนาน และมีบทบาทส�ำคัญใน
การบันทึกความรู้หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน
ท่ีสะท้อนผ่านบทท�ำขวัญอีก ๔ ประการ คือ
เปน็ บนั ทกึ เกย่ี วกบั ความรเู้ รอื่ งขา้ ว คอื พนั ธข์ุ า้ ว
เป็นบันทึกความรู้ด้านการประกอบพิธีกรรม
เปน็ บนั ทกึ ทเ่ี กยี่ วกบั ความเชอ่ื เปน็ บนั ทกึ วถิ ชี วี ติ
และข้นั ตอนตา่ ง ๆ ของการทำ� นา นอกจากน้ี
บททำ� ขวญั ขา้ วยงั เปน็ สว่ นหนงึ่ ของพธิ ที ำ� ขวญั
ขา้ วทเี่ ป็นกลไกอย่างหนงึ่ ของสังคมในการช่วยลดหรือบรรเทาความเครยี ดให้กบั ชาวนา เนื่องมาจากการท�ำนาต้องลงทนุ ลงแรงจ�ำนวนมาก ชาวนา
จึงเกิดความไม่ม่ันใจและรู้สึกไม่ม่ันคงทางจิตใจว่าการท�ำนาจะประสบความส�ำเร็จหรือไม่ พวกเขาจึงต้องอาศัยการท�ำขวัญข้าว เพื่อสร้างขวัญและ
ก�ำลงั ใจใหก้ ับตนเอง ดงั นนั้ บทท�ำขวญั ขา้ วหลาย ๆ บท จึงแสดงให้เห็นความคดิ และความคาดหวังของชาวนา ในปจั จบุ ันการท�ำขวญั ข้าวค่อย ๆ
เลือนหายไปจากสังคมชาวนาไทย ชาวนาในภูมิภาคต่าง ๆ ประกอบ
พธิ ที �ำขวญั ข้าวนอ้ ยลง เพราะชาวนาตอ้ งเรง่ รีบทำ� นาใหไ้ ด้ ๓ คร้ังตอ่ ปี
จึงไม่มีเวลาประกอบพิธีท�ำขวัญข้าว เมื่อไม่มีการประกอบพิธีกรรม
ยอ่ มหมายถงึ การเลอื นหายไปของบททำ� ขวญั ขา้ วดว้ ย เพราะไมม่ ผี สู้ นใจ
เรียนรู้และสืบทอดบทท�ำขวัญข้าว ปัจจุบันน้ันได้มีหน่วยงานต่าง ๆ
ทงั้ ในระดบั ชาตแิ ละระดบั ทอ้ งถนิ่ เลง็ เหน็ ความสำ� คญั ของพธิ ที ำ� ขวญั ขา้ ว
จึงได้มีการฟื้นฟู อนุรักษ์ สาธิต รวมทั้งจัดพิธีทำ� ขวัญข้าวข้ึนในโอกาส
ต่าง ๆ เพื่อรื้อฟื้นให้บทท�ำขวัญข้าวได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหน่ึง
แม้วา่ ชาวนาไทยจะประกอบพธิ ีทำ� ขวัญข้าวนอ้ ยลง
การประกาศข้นึ บัญชี
บททำ� ขวญั ขา้ ว ไดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๓
53
บทท�ำขวัญควาย
ประวัติความเปน็ มา ทำ� ขวญั ควายไดก้ ลา่ วถงึ วา่ ขณะทม่ี กี ารไถนาอยนู่ นั้ บางครงั้ ควายเดนิ ชา้
บทท�ำขวัญควาย เป็นตัวบท มัวกินหญ้าตามข้างทาง คนอาจจะตีฟาดด้วยเชือก กระแทกด้วยปฏัก
ประกอบพิธีกรรมท�ำขวัญควาย ซ่ึงเป็นการ ควายได้รับความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ก็อดทนกล้�ำกลืนไว้
ระลึกถึงบุญคุณของควายที่ช่วยมนุษย์ท�ำนา เพราะพูดไมไ่ ด้ ชาวนาร้สู กึ ส�ำนกึ ผดิ จงึ ท�ำพิธบี ายศรสี ู่ขวัญ เอาดอกไม้
รวมไปถึงการขอขมาที่ได้ด่าว่า เฆี่ยนตี ธูปเทียนมาขอขมาวัวควายด้วย นับเป็นคุณธรรมอันประเสริฐในหัวใจ
ในระหว่างการใช้งาน ทางภาคเหนือเรียกว่า ของชาวนา ในแง่นี้พิธีสู่ขวัญควาย จึงเป็นพิธีที่มนุษย์ขอขมาโทษ
ฮ้องขวัญควาย เรียกขวัญควาย หรือเอาขวัญ และปลอบขวญั ควายซง่ึ เปน็ สัตว์เดรัจฉาน
ควาย ภาคอสี านเรยี กว่า สขู่ วญั ควาย สรุ ินทร์ พธิ สี ขู่ วญั ควาย จงึ เปน็ พธิ ที สี่ ะทอ้ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์
เรียก ฮาวปลึงกระไบ กับควายที่เปน็ ไปดว้ ยความอ่อนโยน เอื้ออาทรและร้สู ึกในบุญคณุ ควาย
ในปัจจุบันวิถีการท�ำนาได้เปลี่ยนแปลงไป ควายมีบทบาทน้อยลง
ความส�ำคัญและคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมปิ ญั ญา อย่างมาก มีเทคโนโลยีอย่างอ่ืนเข้ามาแทนท่ีควาย พิธีท�ำขวัญควาย
สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม การท�ำนาถือได้ว่าเป็น รวมถงึ บทสขู่ วญั ควาย จงึ เสยี่ งตอ่ การสญู หายและการสบื ทอดในอนาคต
อาชีพหลักที่ส�ำคัญยิ่ง โดยอาศัยแรงงานจากสัตว์เล้ียงมาช่วยด้าน
การไถ การคราด สัตว์เลี้ยงท่ีว่าน้ัน คือ ควายหรือวัว เมื่อได้ปลูกข้าว การประกาศขนึ้ บญั ชี
ดำ� นาเรยี บรอ้ ยแลว้ ดว้ ยความสำ� นึกในบุญคุณ เจา้ ของจะทำ� พธิ ีบายศรี บทท�ำขวัญควาย ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
สขู่ วญั ควาย ใหค้ วายกนิ หญา้ อ่อนและเอาควายไปอาบนำ้� ขดั สีฉววี รรณ ภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๓
เอาอกเอาใจ เอาดอกไม้ ธูปเทียนไปขอขมา
โครงสรา้ งและเนือ้ หาของบทสู่ขวัญควาย ได้สะทอ้ นทศั นคติ
และลักษณะนสิ ัยของคนไทยดังน้ี
ประการที่ ๑ ความกตญั ญูรู้คณุ คนไทยถือวา่ ควายเปน็ สตั ว์
ใหญแ่ ละมีบุญคุณแกต่ น เพราะช่วยในการไถ การทำ� ไรน่ า
ประการที่ ๒ ความเมตตากรุณา บทท�ำขวัญควายสะท้อน
ความรสู้ กึ เมตตากรณุ าตอ่ ควาย ในคำ� สขู่ วญั ควาย กลา่ วถงึ การเอาหญา้
อ่อนหวานอรอ่ ยมาให้ควายเค้ยี วกนิ เป็นการให้รางวัลแกค่ วาย
ประการที่ ๓ ความส�ำนึกผิดที่เคยรุนแรงต่อควาย ในบท
มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 54
ประวตั คิ วามเปน็ มา บทท�ำขวญั ชา้ ง
ขวัญ เป็นสิ่งท่ีไม่มีตัวตน แต่มีผล
ต่อจิตใจ โบราณเชื่อว่าขวัญสิงอยู่ในตัวตน ความสำ� คญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภมู ิปญั ญา
และเปน็ ส่ิงท่ที �ำใหเ้ จ้าของขวัญทุกขห์ รอื สุขได้ การท�ำขวัญช้าง จัดเป็นการท�ำขวัญสัตว์ท่ีมีความสัมพันธ์
หากมีเหตุท่ีท�ำให้ขวัญไม่อยู่กับตัวหรือออกไป ในฐานะท่ีสัตว์ชนิดน้ันมีคุณประโยชน์ต่อคนและต่อส่วนรวม โดยมี
เที่ยวเล่น จะมีเหตุร้ายเจ็บป่วยหรือมีเคราะห์ จุดประสงค์เพ่ือเสรมิ ความเชอ่ื มัน่ รำ� ลกึ ถงึ บญุ คุณและเป็นสริ มิ งคล
กรรมและถา้ ตอ้ งการใหข้ วญั กลบั เขา้ สรู่ า่ งกาย บททำ� ขวัญช้าง เปน็ พิธีท่ีสะทอ้ นความสัมพนั ธ์ระหว่างมนษุ ย์
ต้องมีพธิ ีท�ำขวญั อนั หมายถึง การท�ำพธิ กี รรม กับช้าง ในฐานะที่ช้างเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันยังคงมี
เพื่อเรียกขวัญให้กลับมาสู่เจ้าของขวัญ การท�ำขวัญช้างในพ้ืนที่ท่ียังคงใช้ช้างท�ำงาน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่
ความเชื่อเรื่องขวัญและพิธีท�ำขวัญเป็น ล�ำปาง สุรินทร์ ตรัง โดยสามารถน�ำมาใช้เป็นทุนทางวัฒนธรรม
ก ร ะ บ ว น ก า ร ท่ี แ ส ด ง ค ว า ม ผู ก พั น แ ล ะ เพือ่ ส่งเสรมิ การท่องเท่ียวของประเทศไดอ้ กี ดว้ ย
ความสมั พนั ธใ์ นระบบเครอื ญาตริ ะหวา่ งบคุ คล การประกาศขึน้ บัญชี
กับครอบครัวและบุคคลกบั ชุมชน พธิ ที ำ� ขวัญ บททำ� ขวญั ชา้ ง ไดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ปรากฏในทุกภาคของประเทศ โดยแบ่งการ ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๗
ทำ� ขวัญแบง่ ไดเ้ ป็น ๓ ประเภท คอื ท�ำขวัญคน
ท� ำ ข วั ญ พื ช แ ล ะ สั ต ว ์ ที่ สั ม พั น ธ ์ กั บ ค น 55
และท�ำขวญั สิง่ ของ
ผญาอีสาน
ประวตั คิ วามเปน็ มา ภาษิต เป็นค�ำพูดท่ีเป็นข้อเตือนใจและช้ีแนะให้คนในสังคมประพฤติ
“ผญา” เป็นภูมิปัญญาประเภทหนึ่งที่ปรากฏในท้องถ่ิน ปฏิบตั ิตนให้เหมาะสม
ภาคอีสาน หมายถึง ค�ำคม ค�ำพูดหรือถ้อยค�ำ ของนักปราชญ์อีสาน รูปแบบโครงสร้างของผญาอีสาน มีท้ังแบบมีสัมผัสและไม่มี
กลา่ วกนั วา่ “ผญา” นนั้ มาจากคำ� วา่ “ปญั ญา” หรอื “ปรชั ญา” คำ� ผญา สัมผัส คนอีสานในอดีตใช้ผญาในโอกาสต่าง ๆ โดยท่ัวไป ทั้งในงาน
เป็นค�ำพูดท่ีคนอีสานนิยมใช้พูดจาหรือบอกกล่าวกัน มักมีความหมาย ประเพณีหรือในกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เช่น ในงานพิธีท�ำบุญ
โดยนัยหรือเชิงเปรียบเทียบท่ีแสดงให้เห็นถึงปัญญา ปรัชญา วิธีคิด งานแต่งงาน ในการละเล่นพ้ืนบ้านหรือแม้ในชีวิตประจ�ำวัน การแสดง
ความชาญฉลาดของคนอสี าน ผญาอสี าน เกดิ จากสาเหตุหลายประการ พน้ื บา้ น เชน่ หมอล�ำ จะมผี ญาสอดแทรกอยูม่ าก
คอื จากขนบธรรมเนยี มประเพณี จากหลกั ธรรมคำ� สอนทางพทุ ธศาสนา ในปัจจุบัน ผญาอีสานมีผู้ใช้น้อยลงทุกขณะและมีบทบาท
จากค�ำสอนของปู่ย่าตายายท่ีสืบทอดกันมา จากการเก้ียวพาราสีของ ลดลงทุกที ครูหมอล�ำจ�ำนวนมากก็ไม่ได้ใช้ค�ำผญาในการแสดงเหมือน
หนุ่มสาว จากการละเล่นของเด็กในท้องถิ่น จากนิทานพื้นบ้านและ เช่นแต่ก่อน ผู้กล่าวผญามักเป็นผู้สูงวัย ผญาจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงต่อ
จากสภาพแวดล้อมตา่ ง ๆ การสูญหาย ซึ่งท่ีปรากฏใช้ก็อยู่ในลักษณะกระจัดกระจายทั่วไปใน
ภาคอสี านนอกจากน้ีการเกบ็ รวบรวมคำ� ผญาการแสดงความหมายของคำ�
ความส�ำคัญและคุณคา่ แห่งมรดกภูมิปัญญา ทป่ี รากฏในผญา การตคี วามคำ� ผญาทง้ั บทและการจดั เกบ็ คำ� ผญาใหเ้ ปน็
ผญาอีสานแบ่งได้หลายประเภทตามความหมายและ หมวดหมเู่ ทา่ ท่มี ีอยูย่ ังมคี วามหลากหลายและยังไม่สมบรู ณ์ ชมุ ชนทีพ่ บ
การตีความเนื้อหาของผญา เช่น ผญาเก้ียว เป็นค�ำพูดที่หนุ่มสาว ว่ามีการรวมตัวกันสืบทอดผญาอีสาน เช่น จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์
ใช้พูดจาเก้ียวพาราสีหรือหยอกล้อกัน อาจใช้เป็นค�ำเปรียบเปรยหรือ มุกดาหารและอบุ ลราชธานี
มีความหมายได้หลายทาง ผญาค�ำสอน เป็นผญาที่ส่ังสอนหรือชี้แนะ
แนวทางในการประพฤติปฏิบัติ ผญาปรัชญาหรือปริศนา เป็นค�ำพูดที่ การประกาศขึน้ บัญชี
ต้องมีการตีความให้เป็นรูปธรรมอีกต่อหน่ึง และผญาสุภาษิตหรือผญา ผญาอีสาน ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศักราช ๒๕๕๖
มรดกภูมปิ ญั ญาอีสาน 56
ต�ำรานรลักษณ์
ประวัตคิ วามเปน็ มา หญงิ ใดหลังตนี สงู ข้ึนคอื หลังดองเตา่
ตำ� รานรลักษณ์ เป็นต�ำราดลู กั ษณะ หญิงนน้ั ใจซ่ือแทป้ ระสงคต์ ั้งต่อผวั เจ้าเอย
ดีร้ายของบุคคล นอกจากชื่อต�ำรานรลักษณ์ ก็บ่มกั เล่นชูช้ ายอ่ืนมาชม
แล้ว ต�ำราดูลักษณะบุคคลในกลุ่มนี้ ยังมี กท็ อ่ จงใจรักต่อผวั คคี ้อยคีค้อย
ช่ือเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถ่ิน เช่น หญิงนัน้ แม่นซทิ ำ� การสรา้ งอันใดก็เรอื งรงุ่ แท้แลว้
ในภาคกลางและภาคใต้เรียก ต�ำราดูลักษณะ แสนซจิ มอยพู่ ้ืนมาแล้วกห็ ากฟู
ชายหญงิ ตำ� ราตรภี พ (ตำ� ราเศษพระจอมเกลา้ )
ผูกนิพพานโลกีย์ ต�ำรับพระโยนี ส่วนใน ต�ำรานรลักษณ์ในอดีตถือได้ว่ามีบทบาทอย่างย่ิงในการคัดเลือกบุคคล เพ่ือใช้ใน
ภาคอสี านและภาคเหนอื เรียก ต�ำราดูลักษณะ วตั ถปุ ระสงคต์ า่ ง ๆ อาทิ การรับราชการ การเลอื กคูค่ รอง เป็นต้น ปัจจบุ นั ต�ำรานรลกั ษณ์ยังคง
ชายหญิง โสกชาย – โสกหญิง โฉลกชาย – มีบทบาทตอ่ คนไทย โดยเฉพาะในดา้ นของการเสริมความงาม ศลั ยกรรมต่าง ๆ ตามความเช่ือวา่
โฉลกหญิง ซ่ึงบางคร้ังอาจมีแทรกในต�ำรา หากปรับแต่งให้สอดคล้องกับต�ำรานรลักษณ์แล้ว จะท�ำให้มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นมงคลต่อ
พรหมชาติหรือในวรรณกรรมท้องถิ่น เช่น ชีวติ ในภายภาคหนา้
ในวรรณกรรมอีสานเร่ือง ท้าวค�ำสอนหรือ
นทิ านทา้ วค�ำสอนเลอื กสาว การประกาศขน้ึ บญั ชี
ความส�ำคัญและคณุ ค่า ต�ำรานรลักษณ์ ได้รับการประกาศขน้ึ บญั ชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
แหง่ มรดกภูมปิ ัญญา ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗
สาระส�ำคัญของต�ำรานรลักษณ์
โดยทั่วไปว่าด้วยการพยากรณ์ลักษณะบุคคล
ทง้ั หญงิ และชายดลู กั ษณะรา้ ยดตี า่ งๆในรา่ งกาย
และกริ ยิ าอาการ บางสำ� นวนมกี ารอา้ งองิ บคุ คล
ในประวัติศาสตร์ เพ่ือสร้างความน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าต�ำรา
โดยมาก เน้นการดูลักษณะดีร้ายของหญิง
มากกวา่ ชาย
ตวั อยา่ งเนอ้ื ความในนทิ านเรอ่ื งทา้ ว
ค�ำสอนของภาคอสี าน กลา่ วถงึ ลกั ษณะสตรีที่
มคี วามซ่อื สตั ยต์ ่อสามี ไม่เปน็ ชู้ ดงั น้ี
57
ภาษากยู /กวย
ประวัติความเปน็ มา
กลุม่ ชาตพิ ันธ์ุกลุ่มน้ี เรียกตนเองว่า กูย กยุ โกยหรือกวย ซึง่ แตกต่างกนั ไปตามลักษณะ
การออกเสียงของแต่ละถ่ิน ส่วนค�ำว่า ส่วย เป็นค�ำท่ีคนอื่นเรียก คนกูยกวยส่วนใหญ่ต้ังถิ่นฐาน
อยู่ในพ้ืนที่ลุ่มแม่น้�ำโขงและเทือกเขาพนมดงรัก บริเวณประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและประเทศไทย
จากงานแผนทภ่ี าษาและชาตพิ นั ธใ์ุ นประเทศไทย พบวา่ มชี าวกยู กวยอยใู่ นภาคอสี านหลายจงั หวดั
ได้แก่ สรุ ินทร์ บุรรี ัมย์ ศรีสะเกษ อบุ ลราชธานี เป็นตน้
มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 58
ดว้ ยบรบิ ทแวดลอ้ มทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปและอทิ ธพิ ลจากสอ่ื ตา่ ง ๆ ทม่ี าจาก
ภายนอกและระบบการศึกษาที่มุ่งให้เรียนภาษาราชการจนให้ผู้เรียน
ละเลยการใช้ภาษาแมห่ รือภาษาทอ้ งถ่นิ เด็ก ๆ เรมิ่ หันมาพดู ภาษาของ
กลุ่มท่ีใหญ่กว่าและเห็นว่าส�ำคัญกว่า คนอายุสิบห้าปีลงมาบางชุมชน
อาจไมส่ ามารถพดู ภาษากูยกวยได้
การประกาศขน้ึ บญั ชี
ภาษากยู /กวย ไดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๕๘
ความสำ� คญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา
ภาษากูยกวย เป็นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขา
มอญ-เขมร สาขาย่อยกะตุอิค ภาษากูยมีความแตกต่างกับภาษากวย
นิดหน่อย แต่เจ้าของภาษาก็สามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้เป็น
อยา่ งดตี วั อยา่ งเชน่ กยู -กวย = คน โตง-ตงู = มะพรา้ ว อะจงี -เจยี ง = ชา้ ง
โดย-ดอย = กิน เป็นต้น ค�ำศัพท์บางค�ำก็ใช้แตกต่างกันบ้าง เช่น
โค-ชีลกวด = กางเกง อะเป-อะเนือว = น้า การเรียงค�ำในประโยค
มลี กั ษณะ ประธาน-กรยิ า-กรรม เชน่ ฮยั ซะมฮุ ปราณี <ฉนั -ชอื่ -ปราณ>ี =
ฉนั ชื่อปราณี
นอกจากลักษณะโครงสร้างทางภาษาแล้ว คนกูยกวยยังมี
องค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น คือ การทอผ้าไหมและ
การเลี้ยงช้างซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนกูยมากกว่า โดยเฉพาะกูยที่อยู่
ในเขตจังหวัดสุรินทร์จะเห็นได้ชัดในกลุ่มชาวกูยที่เรียกว่า “กูยอาจีง
หรือ กูยอาเจียง” เขมรสุรินทร์เรียกว่า “กูยด�ำเร็ย” จะนับถือผีปะก�ำ
ภาษาทคี่ นกยู ใชฝ้ กึ ชา้ งเรยี กวา่ “ภาษาผปี ะกำ� ” ภาษานเ้ี ปน็ ภาษาพเิ ศษ
ที่คนกูยใช้ส่ือสารกันในระหว่างการเดินทางไปคล้องช้าง ซ่ึงตามปกติ
เม่ืออยู่บา้ นจะใชภ้ าษากยู
ในภาวการณ์ปัจจุบัน ภาษากูยกวยค่อย ๆ เลือนหายไป
คนรุ่นใหม่ขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจากผู้ใหญ่
59
ภาษาเขมรถนิ่ ไทย
ประวตั ิความเป็นมา เช้ือสายเขมรในประเทศไทยส่วนใหญ่เรียกตนเองว่า คแมร หรือ คฺแม
ภาษาเขมรมีผู้พูดอยู่ในหลายประเทศ ท้ังในประเทศกัมพูชา ชาวเขมรในจงั หวดั สรุ นิ ทรเ์ รยี กภาษาของตนเองวา่ คแมร ลอ̣ื = เขมรสงู
ประเทศเวียดนามและประเทศไทย ภาษาเขมรที่พูดในประเทศไทย หรือเขมรบน และเรียกเขมรกัมพูชาว่า คแมร กรอม = เขมรต่�ำ
เรียกว่า ภาษาเขมรถ่ินไทย ซ่ึงเป็นภาษาท้องถิ่นท่ีพูดในหลายจังหวัด ชาวเขมรมีวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตน เช่น การแต่งกายและ
ทางภาคตะวันออกและภาคอีสานของประเทศไทย แม้ว่าภาษาเขมร การทอผา้ ไหม ชาวเขมรนับถอื พทุ ธศาสนา แตก่ ็นับถือผีบรรพบุรุษและ
ถิ่นไทยจะมีลักษณะทางภาษาใกล้เคียงกับภาษาเขมรท่ีพูดในประเทศ เร่ืองทางไสยศาสตร์ มีการเข้าทรงแม่มดหมอผี เพ่ือการรักษาพยาบาล
กัมพูชา แต่ก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากโรคร้ายตา่ ง ๆ
ภาษาเขมรถิ่นไทยในหลายพ้ืนที่ เช่น ภาษาเขมรสุรินทร์และศรีสะเกษ ภาษาเขมรเป็นภาษาส�ำคัญในตระกลู ภาษาออสโตรเอเชียตกิ
ยงั คงรกั ษาเสียงพยัญชนะสะกด “ร” อย่างเคร่งครัด เปน็ ต้น (Austro-asiatic language family) ภาษาเขมรเป็นภาษาทม่ี ลี กั ษณะ
ความสำ� คญั และคุณคา่ แหง่ มรดกภูมปิ ญั ญา การสร้างค�ำด้วยการแผลงค�ำ เช่น ชัน = ฉันอาหาร (ใช้กับพระ),
กลุ่มผู้พูดภาษาเขมรในประเทศไทย ต้ังถิ่นฐานหนาแน่น จงั ฮนั = อาหารพระ, ตุม = เกาะ (กรยิ า), ตรนมุ = คอน (ส�ำหรับเกาะ)
ทางตอนใต้ของภาคอีสาน คือจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ ภาษาเขมรไม่มีวรรณยุกต์ เรียงโครงสร้างประโยคแบบประธาน-กริยา-
กระจดั กระจายในภาคตะวนั ออก เชน่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว กรรม เช่น แม ก�ำปงุ ตน�ำ บาย <แม่-กำ� ลัง-หุง-ข้าว> = แมก่ �ำลังหุงขา้ ว
จันทบุรีและตราด ค�ำว่า เขมร เป็นชื่อชาติพันธุ์และภาษา คนไทย ปัจจุบันภาษาเขมรในประเทศไทยอยู่ในภาวะถดถอย
เน่ืองจากความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ท�ำให้ชุมชนท้องถ่ิน
เข้าถงึ ภาษาไทยได้งา่ ยและละเลยการอนุรักษ์ภาษาพดู ของตน
การประกาศขึ้นบัญชี
ภาษาเขมรถิ่นไทย ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๖
มรดกภมู ปิ ญั ญาอสี าน 60
ภาษาโซ่ (ทะวงื )
ประวัตคิ วามเปน็ มา ๓) กลมุ่ ทคี่ นภายนอกเรยี กวา่ โซ่ และเจา้ ของภาษาเรยี กตนเอง
ชาวโซ่(ทะวงื )ตงั้ ถนิ่ ฐานอยใู่ นเขตบา้ นหนองมว่ งบา้ นหนองแวง ว่า โซ่ เช่นเดยี วกนั อาศัยอย่ใู นอ�ำเภอกุสมุ าลย์ จังหวัดสกลนคร
และบ้านหนองเจริญ ต�ำบลปทุมวาปี อ�ำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ในปัจจุบันภาษาโซ่ (ทะวืง) ได้มีภาษาไทย – ลาวเข้ามาปน
ซ่ึงเป็นพื้นที่ทมี่ กี ลุ่มชาตพิ นั ธุ์อน่ื ๆ ตั้งถ่ินฐานอย่รู ่วมกนั ไดแ้ ก่ กลุม่ ภูไท ในการใช้ภาษามาก ทั้งค�ำศัพท์จ�ำนวนมาก ส่วนลักษณะไวยากรณ์ก็มี
กลุ่มญ้อ และกลุ่มลาว ซึ่งเป็นกลุ่มชนท่ีมีประวัติศาสตร์การอพยพ ความคล้ายคลึงกับภาษาไทย ค�ำเชื่อมข้อความหรอื ประโยคก็มักจะเป็น
มาจากประเทศลาวด้วยกัน ภาษาลาว โดยประชากรทยี่ งั คงพดู ภาษาโซ่ (ทะวงื ) มปี ระมาณ ๑,๐๐๐ คน
ส่วนมากอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนกลุ่มเด็กและกลุ่มเยาวชนส่วนใหญ่
ความส�ำคญั และคุณค่าแหง่ มรดกภมู ิปญั ญา แทบจะพูดภาษาโซ่ (ทะวืง) ไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังเกิดการแต่งงาน
ภาษาโซ่ (ทะวืง) เป็นภาษาท่ีจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตร ขา้ มกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ทำ� ใหภ้ าษาโซ่ (ทะวงื ) ถกู ภาษาอน่ื กลนื ไปอกี ระดบั หนงึ่
เอเชียติก สาขาเวียดติก ซึ่งอยู่ในสาขาเดียวกับภาษาเวียดนาม นอกจากน้ีชาวโซ่ (ทะวืง) แต่เดิมมีการนับถือผี และมีการเลี้ยงผีทุกปี
ดังตัวค�ำนับ เช่น มูด = หน่ึง ฮ้าน = สอง ปา = สาม โป้น = สี่ ในวันขึ้น ๓ ค�่ำ เดือน ๓ ปัจจุบันชาวโซ่ (ทะวืง) ส่วนใหญ่ รวมถึง
ดัม = ห้า ค�ำเรียกชื่อว่า โซ่ เป็นช่ือรวมท่ีใช้เรียกกลุ่มชนหลายกลุ่ม ชาวญอ้ ภไู ท และลาวทีอ่ าศยั ในตำ� บลปทมุ วาปี อำ� เภอสอ่ งดาว จังหวัด
และมีความสบั สนในหลายพนื้ ท่ี โดยแบ่งออกเปน็ สกลนคร นบั ถอื ศาสนาพทุ ธและมปี ระเพณี พธิ กี รรมตามแบบชาวอสี าน
๑) กลมุ่ ทค่ี นภายนอกเรยี กวา่ โซ่ แตเ่ จา้ ของภาษาเรยี กตนเอง ท่วั ไปเชน่ เดียวกนั เช่น งานบญุ ผะเหวด งานบุญบง้ั ไฟ เป็นต้น
ว่า บรู อาศยั อยู่ในจังหวัดมุกดาหาร และจงั หวดั สกลนคร
๒) กลมุ่ ทค่ี นภายนอกเรยี กวา่ โซ่ แตเ่ จา้ ของภาษาเรยี กตนเอง การประกาศขนึ้ บญั ชี
ว่า ข่า อาศยั อยู่ในจังหวัดมกุ ดาหาร ภาษาโซ่ (ทะวืง) ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๖
61
ภาษาญ้อ
ประวตั ิความเป็นมา ออกพรรษา เรยี กวา่ “ไหลเฮอ่ื ไฟ” นอกจากน้ี ยงั มวี ฒั นธรรมการละเลน่
กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ แต่เดิมอาศัยอยู่เป็นจ�ำนวนมาก ทเ่ี ป็นเอกลกั ษณ์ของกล่มุ ชาตพิ นั ธุญ์ อ้ คอื หมากโขง่ โหลง่ หมากตอ่ ไก่
ในเมืองหงสาและค�ำม่วน ซ่ึงเป็นดินแดนที่อยู่ในประเทศลาว ต่อมา หมากนู่เนียม ปาบึกแล่นมาฮาด หม่อจ้�ำหม่อมี และหมากอีหมากอ�ำ
ไดอ้ พยพมาตงั้ ถนิ่ ฐานในเขตประเทศไทย บรเิ วณพนื้ ทใี่ นภาคอสี านและ การละเลน่ แตล่ ะประเภทจะมวี ธิ กี ารเลน่ และมเี พลงประกอบการละเลน่ ดว้ ย
ภาคตะวันออกของไทย พบมีกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อย้ายมาตั้งถ่ินฐานหลาย เชน่ การละเลน่ หมอ่ จำ้� หมอ่ มี มเี พลงประกอบวา่ จมั้ หมอ่ มมี่ าจหี่ มอ่ หมน่
จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองคาย อุดรธานี มหาสารคาม สกลนคร หกั คอคนเซอหน้านกกด หน้านกกดหน้าลงิ หนา้ ลาย หน้าผพี ายหน้ากิก
นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น นครสวรรค์ สระบุรี ปราจีนบุรี และ หน้าก่อม หน้ากกิ (หนา้ สนั้ ) หนา้ กอ่ ม (หนา้ กลม) ยอมแยะแตะปกี ผ่ึงวะ
สระแก้ว นอกจากน้ียังพบว่า มีกลุ่มชาติพันธุ์ญ้ออาศัยอยู่ในประเทศ ผง่ึ วะ (ซ้ำ� ตงั้ แต่ตน้ ไปเร่อื ย ๆ) เป็นต้น
กมั พชู า ไดแ้ ก่ จงั หวดั บนั ทายมชี ยั และอดุ รมชี ยั ประเทศกมั พชู าอกี ดว้ ย ลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของภาษาญ้อ ซ่ึงถือว่าเป็นเสน่ห์
อยา่ งหนงึ่ ของภาษาญอ้ ไดแ้ ก่ เสยี งสระ เออ ของคำ� ทตี่ รงกบั เสยี งสระ ใ–
ความสำ� คญั และคณุ ค่าแห่งมรดกภูมิปญั ญา ของภาษาไทยมาตรฐาน เชน่ หัวเจอ๋ = หัวใจ เฮอ = ให้ ผู้เญอ่ = ผใู้ หญ่
กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อในประเทศไทย มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับ ลูกเพ่อหรือลุเพ่อ = ลูกสะใภ้ เส้อ = ใส่ เบ๋อ = ใบไม้ เม่อ = ใหม่
คนไทยในภาคอีสานมาก ประเพณีท่ีถือว่าเป็นเอกลักษณะเฉพาะของ เสอ = ใส เตอ = ใต้ เกอ = ใกล้ เญ่อ = ใหญ่ เนอ้ = ใน
กลมุ่ ชาตพิ นั ธญ์ุ อ้ คอื ประเพณไี หลเรอื ไฟในวนั ขนึ้ ๑๕ คำ่� เดอื น ๑๑ หรอื วนั แม้ว่าปัจจุบันจะมีการใช้ภาษาญ้อในชุมชนท่ีอยู่ในพื้นท่ี
ตา่ ง ๆ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ แตผ่ ทู้ พี่ ดู ภาษาญอ้ เรม่ิ มจี ำ� นวนลดนอ้ ยลงไปเรอ่ื ย ๆ
จงึ จดั ไดว้ า่ ภาษาญอ้ เปน็ ภาษาหนง่ึ ทอ่ี ยใู่ นภาวะวกิ ฤตทิ จี่ ำ� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั
การฟน้ื ฟู อนรุ ักษ์และสบื ทอดภาษา
การประกาศขึ้นบญั ชี
ภาษาญ้อ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๗
มรดกภูมปิ ญั ญาอีสาน 62
ภาษาญัฮกรุ
ความส�ำคญั และคณุ คา่ ปัจจุบันภาษาญัฮกุรอยู่ในภาวะ
แห่งมรดกภูมิปัญญา วิกฤติใกล้สูญหาย เน่ืองจากการรุกคืบของ
ภาษาญัฮกุร เป็นภาษาท่ีจัดอยู่ใน คนต่างถ่ินต่างเชื้อสายและชาวญัฮกุรบางส่วน
ตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ – เขมร ได้มีการอพยพย้ายถิ่นฐาน และเยาวชน
สาขาย่อยโมนกิ โดยพบวา่ มีความใกลเ้ คยี งกัน ใชภ้ าษาไทยเปน็ ภาษาพดู โดยสว่ นใหญ่ อยา่ งไร
กบั ภาษามอญ ซงึ่ อยใู่ นสาขาเดยี วกนั เนอื่ งจาก กต็ าม ชาวญฮั กรุ ไดม้ คี วามพยายามฟน้ื ฟภู าษา
นกั วชิ าการเชอื่ วา่ ภาษามอญโบราณเปน็ ภาษา และวฒั นธรรมของตนเอง ตง้ั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๔๘
กลางของคนในยุคทวารวดี เมื่อประมาณ โดยได้มีการพัฒนาระบบตัวเขียน การสร้าง
๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว จึงทำ� ใหเ้ ช่อื ไดว้ า่ ชาวญัฮกรุ วรรณกรรมท้องถิ่น การสอนภาษาญัฮกุร
น่าจะเป็นลูกหลานของคนมอญสมัยทวารวดี ในโรงเรียนและชมุ ชน เป็นตน้
ที่ยังหลงเหลอื อยถู่ งึ ปจั จบุ นั
การประกาศข้ึนบญั ชี
ภาษาญัฮกุร มีระบบเสียงท่ีแสดง ภาษาญัฮกุร ได้รับการประกาศ
ลักษณะภาษากลุ่มมอญ – เขมรชัดเจน ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ทั้งพยัญชนะต้น (๒๖ ตัว) พยัญชนะสะกด ของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๕
(๑๔ ตวั ) ภาษาญฮั กรุ ไมม่ วี รรณยกุ ต์ แตม่ ลี กั ษณะ
ประวตั คิ วามเปน็ มา น้ำ� เสียง ๒ ลกั ษณะ คอื
คำ� วา่ “ญัฮกุร” แปลว่า “คนภูเขา”
ญัฮ แปลวา่ “คน” และ กรุ แปลว่า “ภูเขา” ๑) ลักษณะน�้ำเสียงใหญ่ทุ้มต่�ำ
คนท่ัวไปรู้จักคนกลุ่มนี้ในนาม “คนดง” หรือ (เสียงก้อง มีลม) เชน่ ชุ่ร = แมลง, เน่จ = ผา้
“ชาวบน” ชาวญัฮกุรอาศัยอยู่ในป่าบนภูเขา
เดิมเป็นพรานป่าและย้ายท่ีอยู่ไปเรื่อย ๆ ๒) ลกั ษณะนำ้� เสยี งปกติ และสงู - ตก
เคยอาศัยอยู่ในป่าแถบเทือกเขาพังเหย เชน่ ชุร = สุนขั , เนจ = เลก็ เป็นต้น
มีอาณาเขตที่ต่อเน่ืองกันระหว่างภาคกลาง
ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ภาคเหนือ ได้แก่ ชาวญัฮกุรมีองค์ความรู้เกี่ยวกับ
จังหวัดเพชรบูรณ์ และภาคอีสาน ได้แก่ ป่า สัตว์ป่า พันธุ์พืชพ้ืนบ้าน สมุนไพรและมี
จงั หวดั ชยั ภมู แิ ละจงั หวดั นครราชสมี า ปจั จบุ นั การละเล่นพ้ืนบ้าน ซ่ึงเป็นการขับเพลงของ
พบชาวญัฮกุรอาศัยหนาแน่นในเขตอ�ำเภอ ชาวญัฮกุร เรียกว่า “ปา เร่ เร่” เน้ือร้อง
เทพสถิต จงั หวดั ชยั ภมู ิ เป็นภาษาญัฮกุร บรรยายถึงความงามของ
ธรรมชาติ การเก้ียวพาราสีระหว่างชาย
หญิง การลาจาก การโหยหาอดีต ปัจจุบันมี
ผสู้ ามารถเล่นและขับรอ้ งไดไ้ มม่ ากนัก
63
ภาษาไทยโคราช/ไทยเบิ้ง
ประวตั ิความเปน็ มา
ภ า ษ า ไ ท ย โ ค ร า ช / ไ ท ย เ บ้ิ ง
เป็นภาษาไทยถ่ินหน่ึงในภาษาตระกูลไท
กลุ่มคนท่ีพูดภาษานี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน
จังหวัดนครราชสีมา ยกเว้นอ�ำเภอบัวใหญ่
และอ�ำเภอปักธงชัย ซึ่งใช้ภาษาไทยถิ่นอีสาน
และมีบางส่วนในจังหวัดชัยภูมิและบุรีรัมย์
และยังมีผู้พูดบางส่วนในจังหวัดปราจีนบุรี
โดยจะเรียกภาษาท่ีใช้พูดว่า “ภาษาไทย
โคราช” ส่วนกลุ่มคนที่ย้ายถิ่นฐานจาก
จังหวัดนครราชสีมาไปอาศัยอยู่ในจังหวัด
ลพบุรี สระบุรีและสุรินทร์ จะเรียกภาษา
และกลุ่มคนว่า “ไทยเบ้ิง” อย่างไรก็ตาม
จากหลกั ฐานการศกึ ษาพบวา่ ภาษาไทยโคราช
กับภาษาไทยเบงิ้ เป็นภาษาเดียวกัน
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 64
ความสำ� คญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภมู ิปญั ญา
ภาษาไทยโคราช/ภาษาไทยเบ้ิง มีลักษณะบางประการคล้ายคลึงกับภาษาไทยกลางหรือภาษาไทยกรุงเทพ เน่ืองจากเป็นพื้นท่ีท่ีมีเขต
ติดต่อกับภาคกลางของประเทศไทยและภาษาที่ใช้มีหลายภาษา เช่น ภาษาไทยถ่ินอีสาน ภาษาเขมรถิ่นไทย จึงท�ำให้ภาษาไทยโคราช/ภาษาไทย
เบ้ิงมีลักษณะบางส่วนคล้ายคลึงกับภาษาไทยถิ่นอีสาน ตลอดจนมีค�ำศัพท์ภาษาเขมรปะปนอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ค�ำศัพท์ท่ีใช้เฉพาะในภาษาไทย
โคราช/ภาษาไทยเบงิ้ ยังมจี �ำนวนมาก เชน่ อนี าง = ค�ำเรียกเดก็ ผูห้ ญิง ไอน้ าย = คำ� เรียกเดก็ ผ้ชู าย กะโผง่ แกม้ = กระพุ้งแก้ม โขนงหวั = หนังศรี ษะ
ประแจ = กุญแจ เกือก = รองเท้า ละกอ = มะละกอ สีเดือน = ไส้เดือน เหื่อ = เหงื่อ ฟ้าแขยบ = ฟ้าร้อง ป๊ะ = พบ ฉก = ขโมย
หน้าจะหรึน = หน้าทะเล้น หน้ามนึ = หน้าด้าน กะเหลนิ เปนิ = ซมุ่ ซา่ ม เป็นต้น
ภาษาไทยโคราช/ภาษาไทยเบ้ิง มลี กั ษณะการเรียงค�ำแบบประธาน–กรยิ า–กรรม นอกจากนม้ี ีการใชล้ ักษณะภาษาท่เี ปน็ ลักษณะเฉพาะ
เชน่ จัก๊ จัก๊ แหล่ว จ๊กั เด่ = ไมร่ ู้ ยงั งน้ั ดอกนิ = อยา่ งน้ันหรือ ยังงด้ี อกวา = อย่างนีห้ รอกหรือ
จากสภาพในปจั จบุ นั ทำ� ใหภ้ าษาไทยโคราช/ไทยเบง้ิ ในปจั จบุ นั อยใู่ นสภาพวกิ ฤติ จงึ จำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งมกี ารศกึ ษาและเกบ็ รวบรวมองคค์ วามรู้
ด้านภาษาน้ีไวท้ ั้งระบบ ตลอดจนการสื่อความหมาย ซง่ึ ควรจัดทำ� คลงั ข้อมลู เพ่อื เกบ็ รกั ษา อนรุ กั ษ์ เผยแพร่ และหาชอ่ งทางให้มีการสืบสานใหด้ �ำรง
คงอยู่สืบไป
การประกาศขึน้ บญั ชี
ภาษาไทยโคราช/ไทยเบงิ้ ไดร้ บั การประกาศขึ้นบัญชีเปน็ มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๖
65
ภาษาผู้ไทย
ประวัตคิ วามเป็นมา ความส�ำคญั และคุณค่าแหง่ มรดกภมู ปิ ัญญา
ภาษาผู้ไทย เป็นภาษาในตระกูล ชาวผู้ไทยมีวัฒนธรรมอันโดดเด่นท่ีเป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
ภาษาไท ผู้พูดภาษาผู้ไทยในประเทศไทย รักสงบ และรักอิสระ ผู้ชายมีความเข้มแข็งกล้าหาญอดทน นิยมเดินทางไกลเพ่ือค้าขาย ผู้หญิง
สว่ นใหญอ่ าศยั อยใู่ นบรเิ วณจงั หวดั ภาคตะวนั ออก ผู้ไทยมีรูปร่างผิวพรรณสวยงาม มีฝมี อื ในการทอผ้าและการเย็บปกั ถกั รอ้ ย ตลอดจนมีพรสวรรค์
หรอื ภาคอสี านตอนบน ไดแ้ ก่ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ ในศลิ ปะดา้ นดนตรแี ละการฟอ้ นร�ำ
นครพนม มุกดาหาร และสกลนคร นอกจากนี้ ในดา้ นภาษา เนอื่ งจากภาษาผไู้ ทยนน้ั เปน็ ภาษาถนิ่ ในภาษาตระกลู ไท จงึ มลี กั ษณะเดน่
ยังมีอีกเล็กน้อยอาศัยบริเวณจังหวัดร้อยเอ็ด บางประการร่วมกับภาษาไทยถ่ินอื่น กล่าวคือ เป็นภาษาค�ำโดดและเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์
อุดรธานี อุบลราชธานี และอ�ำนาจเจริญ คำ� มกั เปน็ คำ� พยางคเ์ ดยี ว โครงสรา้ งประโยคพนื้ ฐาน ไดแ้ ก่ “ประธาน กรยิ า กรรม” มลี กั ษณะนาม
โดยภาษาผู้ไทยในแต่ละท้องถ่ินต่างมีส�ำเนียง เช่นเดียวกบั ภาษาตระกลู ไทยถิน่ อน่ื ๆ ภาษาผ้ไู ทยมลี กั ษณะบางประการท่ถี ือวา่ เปน็ ลักษณะเด่น
และคำ� ศพั ทท์ ใ่ี ชแ้ ตกตา่ งกนั ออกไป นอกจากนี้ อน่ื ๆ อาทิ ดา้ นคำ� ศพั ท์ มคี ำ� ศัพทท์ ีแ่ ตกต่างออกไปจากภาษาถ่ินอสี านหรือภาษาไทยกลาง เช่น
ยังมีค�ำยืมจากภาษาถิ่นอีสาน ภาษาผู้ไทยมี หา หมายถึง ขา เฮา้ หมายถึง เขา้ เหม็ หมายถึง เขม็ เหือก หมายถงึ เหงือก
ชอ่ื เรยี กอนื่ คอื ภาษาผไู้ ท ภาษาภไู ท หลกั ฐาน ภาษาผูไ้ ทยเป็นภาษาท่มี ผี ใู้ ช้เป็นจำ� นวนมาก แตใ่ นปัจจบุ ันกลับถูกกระแสโลกาภิวตั น์
ทางประวัติศาสตร์ พบว่า ชาวผู้ไทด้ังเดิม ท�ำลายลกั ษณะส�ำคัญทางภาษาไป การรกั ษามรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรมเหล่าน้ไี ม่ใหส้ ูญหาย
เป็นกลุ่มชนท่ีอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสิบสอง และอยู่รอดอย่างยัง่ ยนื จำ� เป็นอยา่ งยง่ิ ท่ีชุมชนซ่ึงเกี่ยวข้องต้องมีจิตส�ำนึกเข้ามามีสว่ นรว่ มในการ
จุไท ทั้งบริเวณตอนเหนือของลาวและ ปกปอ้ งคมุ้ ครอง และด�ำเนินการโดยชุมชนเพื่อชุมชนเอง ทงั้ นีเ้ พือ่ ใหภ้ าษาและวัฒนธรรมของคน
เวียดนาม และทางตอนใต้ของจนี มศี นู ย์กลาง กลมุ่ ชาติพนั ธผุ์ ูไ้ ทยคงอยสู่ ืบไป
อยทู่ ่เี มืองไลและเมืองแถง (เดิมชอ่ื เมอื งแถน
ค�ำว่า แถน แปลวา่ ฟ้า) การประกาศข้นึ บัญชี
ภาษาผู้ไทย ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ประจ�ำปีพุทธศักราช ๒๕๕๗
มรดกภูมิปญั ญาอสี าน 66
ภาษาพวน
ประวตั ิความเปน็ มา
ภาษาพวน มีช่ือเรียกอื่นว่า ภาษา
ไทพวน ภาษาไทยพวน และภาษาลาวพวน
เป็นภาษาในตระกูลไทซ่ึงมีผู้พูดกระจาย
อยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย
เช่น จังหวัดอุดรธานี แถบอ�ำเภอบ้านเชียง
อ�ำเภอหนองหานและอ�ำเภอบ้านผือ จังหวัด
หนองคายในอ�ำเภอโกสุมพิสัยและอ�ำเภอ
ศรีเชียงใหม่ และจังหวัดเลย บริเวณอ�ำเภอ
เชียงคาน เปน็ ต้น
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ชาวไทยพวนด้ังเดิมมีถ่ินฐานอยู่แถบลุ่มแม่น�้ำ
พวน จึงเรียกตนเองว่า “พวน” โดยทั่วไป
ชาวพวนมีอาชีพเกษตรกรรม การย้าย
ถิ่นฐานของชาวพวนเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
มสี าเหตหุ ลกั ๒ ประการ คือ จากการอพยพ
ลี้ภยั สงครามเข้ามาในประเทศไทย ด้วยความ
สมัครใจและจากการถูกกวาดต้อนเข้ามาใน
สมยั กรุงธนบุรแี ละรตั นโกสินทร์ตอนตน้
67
ปฏสิ ัมพนั ธก์ บั คนรอบขา้ ง กลมุ่ ชาตพิ ันธพุ์ วนกำ� ลังจะสญู เสียอตั ลักษณ์
ทางภาษาและวัฒนธรรม ตลอดจนความลุ่มลึกทางภูมิปัญญาอันดีงาม
ที่มอี ยู่ จึงเปน็ ความจำ� เป็นเร่งด่วนทจ่ี ะต้องมีการจดั การเพ่อื รกั ษามรดก
ภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมพวนมใิ หส้ ญู หาย
การประกาศข้ึนบญั ชี
ภาษาพวน ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๘
ความส�ำคัญและคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมิปญั ญา
กลุ่มชาติพันธุ์พวนมีวัฒนธรรมและขนบประเพณีอันโดดเด่น
ของตนเอง มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพท�ำนา ท�ำสวน
และเล้ียงสตั ว์ ชาวไทยพวนเปน็ ผทู้ ่ีมีอธั ยาศัยไมตรเี ป็นมิตรกับคนทวั่ ไป
โอบออ้ มอารี รักพวกพอ้ งของตน ไม่มีเครื่องแต่งกายที่แสดงสัญลักษณ์
เฉพาะว่าเป็นชาติพันธุ์พวน มีวัฒนธรรมการทอผ้าท้ังผ้ามัดหมี่และ
ผา้ ตนี จก ตลอดจนนทิ านพนื้ บา้ นและลำ� พวนทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณข์ องชมุ ชน
ชาวพวนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาและยังรักษาขนบธรรมเนียมและ
ประเพณตี า่ ง ๆ ไว้อย่างเหนยี วแน่นถึงปจั จบุ นั
ในด้านภาษา ภาษาพูดของชาวไทยพวนจะมคี วามคลา้ ยคลึง
กับภาษาไทยและภาษาถิ่นอีสานมาก วงค�ำศัพท์คล้ายกับภาษาไทย
แต่มีบางค�ำที่เป็นค�ำศัพท์เฉพาะของชาวไทยพวนที่แตกต่างจาก
ภาษาไทยและคลา้ ยกบั ภาษาถน่ิ อสี าน สว่ นภาษาเขยี นของชาวไทยพวนนน้ั
แตเ่ ดมิ ใชอ้ กั ษรไทยนอ้ ยและอักษรธรรมอสี าน แตป่ ัจจบุ ันไมม่ ีผศู้ ึกษา
ภาษาเขียนมากนัก ภาษาเขียนเหล่านี้จึงเป็นเพียงหลักฐานที่ปรากฏ
ในสมุดข่อยและใบลานเท่านั้น ซ่ึงส่วนใหญ่จะเป็นบทสวดและ
ตำ� รายาโบราณ แมช้ าวบา้ นทค่ี รอบครองตำ� รานี้ มจี ำ� นวนนอ้ ยทส่ี ามารถ
อา่ นต�ำรายาเหลา่ นี้ได้
ชมุ ชนพวนเปน็ ชมุ ชนทเี่ ขม้ แขง็ มกี ารรวมกลมุ่ และจดั ตงั้ ชมรม
ไทยพวน มีการติดตอ่ ไปมาหาสู่ จัดท�ำกจิ กรรมเพอื่ อนรุ ักษ์และสบื ทอด
วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์และ
มรดกภูมิปญั ญาอีสาน 68
ภาษาแสก
ประวัติความเปน็ มา ความส�ำคัญและคุณค่าแห่งมรดกภูมิปญั ญา
ภาษาแสกเป็นภาษาหน่ึงในภาษา
ตระกลู ไทกลุม่ เหนอื (Northern Tai Group) ชาวแสกในประเทศไทยเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ถ่ินฐานเดิมของชาวแสกอยู่ในประเทศ
ตามการแบ่งของนกั ภาษาศาสตร์ คอื ฟังกวย เวียดนาม เดิมชาวแสกมีวัฒนธรรมประเพณีหลายอย่างที่แตกต่างไปจากชาวไทยอีสานและ
ลี ปกติภาษาตระกูลไทกลุ่มเหนือจะมีพูดใน ชาวไทยทอ่ี น่ื ๆ แตป่ จั จบุ นั ชาวแสกมวี ฒั นธรรมและประเพณที คี่ ลา้ ยคลงึ กบั คนไทยในภาคอสี านมาก
ประเทศจนี ทง้ั หมด แตภ่ าษาแสกเปน็ ภาษาไท ประเพณีที่ถือได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของชาวแสก คือ ประเพณีสังเวยผีหรือเหลี่ยงเดน
กลมุ่ เหนอื เพยี งภาษาเดยี วทมี่ ผี พู้ ดู อาศยั อยใู่ น จดั ในวันข้นึ ๒ ค�่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ซง่ึ จะมีการเตน้ รำ� ถวายเรียกว่า “การเต้นสาก”
เขตพน้ื ทขี่ องประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย จากงานวจิ ยั ดา้ นภาษาศาสตรพ์ บวา่ ภาษาแสกทบี่ า้ นบะหวา้ ตำ� บลทา่ เรอื อำ� เภอนาหวา้
ประชาชนลาวและประเทศไทย ซ่ึงเป็นพื้นท่ี จังหวัดนครพนม มีลักษณะเด่น คือ เสียงพยัญชนะต้นเด่ียวที่มีลักษณะเป็นเสียงก้อง/ฅ/ เช่น
ของผพู้ ดู ภาษาตระกลู ไทกลมุ่ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ คำ� ว่า ฅอ = คอ ฅ�่ำ = คำ่� พยญั ชนะควบกล�้ำ /ถร/ /บล/ และ /มล/ เช่น คำ� วา่ เถรา = หัว
(Southwestern Tai Group) เถรย่ี ว = รบี เบรย๋ี น = เดอื น (พระจนั ทร)์ บรี๋ = ดี (อวยั วะ) มราด = จดื แมรก็ = เมลด็ นอกจากนน้ั
ยังมีค�ำศัพท์ท่ีใช้ร่วมกับภาษาเวียดนาม เช่น เหล้ย = เหงือก หง่อน = อร่อย แหน๋ง = ฟัน
มากหว๋งึ = งา
ปจั จบุ นั ในประเทศไทยมจี ำ� นวนผพู้ ดู ภาษาแสกประมาณ ๓,๐๐๐ กวา่ คน ใน ๔ หมบู่ า้ น
ของจังหวัดนครพนม โดยมีบ้านบะหว้า ต�ำบลท่าเรือ อ�ำเภอนาหว้า เป็นหมู่บ้านหลักท่ียังคงใช้
ภาษาแสกในชีวิตประจ�ำวนั ภาษาแสกจึงถกู จดั ให้เป็นภาษาทอ่ี ยูใ่ นภาวะวกิ ฤติใกล้สูญหาย
การประกาศขึ้นบัญชี
ภาษาแสก ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ประจ�ำปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๗
69
อกั ษรไทยนอ้ ย
ประวัติความเปน็ มา
อกั ษรไทยนอ้ ย เปน็ อกั ษรสกลุ ไทยทอ่ี ยลู่ มุ่ แมน่ ำ�้ โขง กลา่ วคอื
ทั้งอาณาจักรล้านช้างและภาคอีสานของไทยบางส่วน ใช้จดบันทึก
เรื่องราวต่าง ๆ ทไ่ี ม่ใชเ่ รอื่ งราวทางศาสนา เชน่ หนงั สือราชการ (ใบบอก
หรอื ลายจมุ้ ) กฎหมายวรรณกรรมนทิ าน อกั ษรไทยนอ้ ยไดพ้ ฒั นามาจาก
อักษรไทยสมัยพระยาลิไทแห่งสุโขทัย และอักษรฝักขามของล้านนา
ต่อมาได้พัฒนารูปแบบสัณฐานและอักขรวิธีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ
กลุ่มคนลุ่มแม่น�้ำโขง ในท่ีสุดรูปแบบสัณฐานก็พัฒนาต่างไปจากอักษร
ตน้ แบบจึงมชี ่ือเรียกวา่ “อกั ษรไทยน้อย”
มรดกภมู ปิ ัญญาอสี าน 70
ความสำ� คญั และคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมปิ ญั ญา วรรณยุกต์ครบทั้ง ๕ เสียงเหมือนภาษาไทย
อักษรไทยน้อยที่ปรากฏในภาคอีสานปัจจุบัน มีหลักฐานท้ังท่ีเป็นศิลาจารึก เอกสาร โดยท่ีผู้อ่านต้องผันหาเสียงเอาเองตาม
ใบลานและสมุดข่อย ซึ่งพบกระจายอยู่ตามพื้นท่ีจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสานเกือบทุกจังหวัด ความหมายของประโยคหรือข้อความนั้น ๆ
โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในวัดทเ่ี ปน็ ศนู ยก์ ลางของชุมชนเกา่ แก่ นอกจากนีย้ ังมีเอกสารใบลานประเภท เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเหมือนกันกับ
ตำ� รายาที่บันทึกด้วยอักษรไทยน้อย ซ่งึ ถอื ว่าเปน็ เอกสารท่มี ีความส�ำคัญมาก อักษรธรรมอีสานทุกประการ
ปจั จบุ นั เอกสารใบลานในหลายพน้ื ท่ี
อักขรวิธีของอักษรไทยน้อยส่วนมากจะเหมือนกันกับอักขรวิธีของไทยปัจจุบัน มีการจัดเก็บท่ีไม่เหมาะสมและไม่ได้รับ
โดยอักขรวิธีของอักษรไทยน้อยจะวางพยัญชนะต้นไว้บนบรรทัด และวางสระไว้รอบพยัญชนะ ความเอาใจใส่ ท�ำให้เส่ียงต่อการสูญหายและ
ตน้ คอื ดา้ นหนา้ ด้านหลงั ด้านบน ด้านล่าง ส่วนพยญั ชนะตัวสะกดวางไว้บนบรรทดั เดียวกัน ถูกท�ำลาย รวมถึงการหาผู้ท่ีจะมาท�ำการ
กับพยญั ชนะ พยัญชนะเดีย่ วอกั ษรไทยน้อยมี ๒๗ รูป ส�ำหรับพยญั ชนะควบกล้ำ� หรอื พยญั ชนะ ปริวรรตถอดแปลเอกสารเหล่าน้ีท�ำได้ยาก
ตวั นำ� และพยญั ชนะตวั ตามทปี่ รากฏมากทสี่ ดุ มี ๖ รปู คอื เมอื่ พยญั ชนะตวั ตาม ตามหลงั พยญั ชนะ เนื่องจากขาดการสืบทอดกันเป็นระยะเวลา
ตัวน�ำ มักจะเปล่ียนรูปโดยตัวตามจะใช้คร่ึงตัว (น และ ม) หรือใช้ตัวเฟื้องของอักษรธรรม นาน และอักษรไทยน้อยไม่ได้ถูกน�ำมาใช้ใน
(ย และ ล) ส�ำหรับสระอักษรไทยน้อยใช้เขียนไว้รอบพยัญชนะตัวเต็ม คือ ด้านหน้า เรียกว่า สงั คมปัจจุบนั ทำ� ให้ขาดผู้รู้ ผสู้ นใจและกำ� ลัง
สระหนา้ ดา้ นหลงั เรยี กวา่ สระหลงั ดา้ นบน เรยี กวา่ สระบน ดา้ นลา่ ง เรยี กวา่ สระลา่ ง เหมอื นสระ จะเลอื นหายไปจากสงั คมชาวอีสาน
อกั ษรไทยปจั จบุ นั มี ๒๓ รปู นอกจากนี้ มสี ระพเิ ศษ อกี ๒ ตวั คอื ตวั ย เฟอ้ื ง ใชเ้ ขยี นแทนสระเอยี
เมอ่ื มตี วั สะกด เหมอื นกบั อกั ษรธรรมอสี าน เชน่ (เกยี่ ว), (เสยี ง) ตวั หยอหยาดนำ้� ใชเ้ ทา่ กบั เสยี งสระ การประกาศขนึ้ บญั ชี
ออ สะกดด้วย ย (ออย) เช่น (คอย), (น้อย) สำ� หรับวรรณยกุ ต์ ในอักษรไทยนอ้ ยไมม่ ีรปู แต่มีเสียง อักษรไทยน้อย ได้รับการประกาศ
ขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๕
71
อักษรธรรมอสี าน
ประวัตคิ วามเป็นมา
อักษรธรรมอีสาน มตี น้ กำ� เนิดจากอักษรปลั ลวะ ต่อมาได้พัฒนาเป็นอักษรมอญโบราณ
และพฒั นามาเปน็ อกั ษรธรรมลา้ นนาและอกั ษรธรรมอสี าน ดงั ปรากฏหลกั ฐานในบรเิ วณภาคอสี าน
ของประเทศไทย สาเหตทุ ีช่ ่ือวา่ ตัวอักษรธรรมน้นั เพราะใช้ตัวอักษรชนดิ น้ีในการบันทกึ เรื่องราว
เก่ยี วกับพระพุทธศาสนา เชน่ พระไตรปฎิ ก พระธรรมคมั ภรี ์ต่าง ๆ เป็นต้น ตวั อักษรชนดิ นใ้ี ชใ้ น
ประเทศลาว ก็เรียกว่าตัวธรรมลาว ใช้ในภาคอีสาน ก็เรียกว่าตัวธรรมอีสาน ตามแต่ละท้องถ่ิน
จะเรยี ก แตก่ ค็ ือตวั อกั ษรชนิดเดียวกนั นัน่ เอง
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 72
ความส�ำคญั และคณุ ค่าแหง่ มรดกภูมิปญั ญา ผู้อ่านต้องผันหาเสียงเอาเองตามความหมายของประโยคหรือข้อความ
หลักฐานการใช้อักษรธรรมอีสานปรากฏในจารึก เอกสาร น้นั ๆ เป็นเกณฑใ์ นการพจิ ารณา ซึง่ วิธกี ารดังกล่าวน้ี คนโบราณอีสาน
ใบลานและสมุดข่อย โดยอักษรธรรมอีสานที่ปรากฏในจารึกเก่าที่สุด เรียกว่า “หนังสือ หนังหา” คือ หาความหมายเอาเองตามค�ำบริบทที่
คือ จารกึ วดั ถ�ำ้ สวุ รรณคหู า ๑ ระบุ จ.ศ. ๙๒๔ ซงึ่ ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๐๕ แวดลอ้ มของคำ� นั้น ตัวอย่างเช่น คำ� ถ่ายถอด “ปูได้ปูมาแตนา” ค�ำอา่ น
จากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร “ปไู่ ดป้ มู าแตน่ า”นอกจากน้ียงั มอี กั ขรวธิ พี เิ ศษหมายถงึ อกั ษรธรรมอสี าน
ปรากฏจารึกอักษรธรรมอีสาน ท้ังสิ้น ๔๕ จารึก ส�ำหรับเอกสาร ท่ีมีวิธีประสมอักษรท่ีแตกต่างจากกฎเกณฑ์ท่ัวไป ซ่ึงมีรูปร่างแตกต่าง
ใบลานหรือหนังสือใบลานปรากฏการใช้อักษรธรรมอีสานในการจาร ไปจากคำ� เดมิ หรอื คำ� อา่ นมาก ทงั้ น้ี อาจเปน็ เพราะคนอสี านสมยั โบราณ
เพอ่ื บนั ทกึ เนอ้ื หาและเรอื่ งราวตา่ ง ๆ เชน่ ทว่ี ดั มหาชยั จงั หวดั มหาสารคาม ต้องการที่จะประหยัดเวลาและแรงงาน ตลอดถึงจ�ำนวน ขนาดและ
วดั มหาธาตุ จงั หวดั ยโสธร วดั ทงุ่ ศรเี มอื ง จงั หวดั อบุ ลราชธานี นอกจากน้ี ขอบเขตของใบลานท่ใี ช้จาร จึงคิดบญั ญตั ศิ ัพทพ์ เิ ศษข้ึนใช้ บางทกี ็เพ่ือ
สมุดข่อยก็มีการใช้อักษรธรรมอีสานในการจดบันทึกทั้งสมุดข่อยขาว แสดงภูมิความรู้ ฉะน้ัน จึงเป็นปัญหามากส�ำหรับผู้เริ่มหัดอ่านและ
และด�ำ จะต้องจดจ�ำเปน็ กรณีพิเศษ
การคงอยู่ของอักษรธรรมอีสานปัจจุบัน พบว่ามีกระจาย
อักขรวิธีของอักษรธรรมอีสานจะวางพยัญชนะต้นซึ่งเป็น อยู่ตามพื้นท่ีจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานเกือบทุกจังหวัด อย่างไรก็ตาม
พยญั ชนะตวั เตม็ (๓๗ รปู ) ไวบ้ นบรรทดั และวางสระไวร้ อบพยญั ชนะตน้ มีผู้ที่สามารถอ่านอักษรโบราณได้จ�ำนวนน้อยมากและส่วนมากจะเป็น
ส่วนพยัญชนะตัวสะกดและพยัญชนะตัวควบกล�้ำ จะวางไว้ใต้บรรทัด ผู้สูงอายุ เน่ืองจากเป็นอักษรที่ไม่ได้มีการถ่ายทอดกันในชุมชนและ
โดยใช้รูปพยัญชนะคร่ึงตัวหรือคร่ึงรูป ซ่ึงเรียกว่า “ตัวเฟื้อง” หรือ ไมไ่ ดน้ �ำอักษรมาใชใ้ นการสื่อสาร
“ตัวห้อย” มีทั้งหมด ๑๖ ตัว ส่วนพยัญชนะตัวสะกดที่ไม่มีรูปครึ่งตัว
จะเขยี นดว้ ยตวั เตม็ ส่วนสระในอักษรธรรมอีสาน แบง่ เป็น ๒ ประเภท การประกาศขึ้นบญั ชี
คือ สระลอย ๘ รปู และสระจม ๒๗ รปู วรรณยุกต์ในอกั ษรธรรมอีสาน อักษรธรรมอีสาน ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดก
ไม่มีรูป แต่มีเสียงวรรณยุกต์ครบท้ัง ๕ เสียงเหมือนภาษาไทย โดยท่ี ภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๕
73
ศิลปะการแสดงมรดกภูมปิ ญั ญาอีสาน
ดา้ น
ศลิ ปะการแสดง หมายความวา่ การแสดงดนตรี การขบั รอ้ ง การรำ�
การเตน้ และละครทแี่ สดงเปน็ เรอื่ งราว ทงั้ ทเ่ี ปน็ การแสดงตามขนบแบบแผน
หรือมีการประยุกต์เปลี่ยนแปลง การแสดงท่ีเกิดขึ้นน้ันเป็นการแสดงสด
ตอ่ หนา้ ผชู้ ม และมจี ดุ มงุ่ หมายเพอื่ ความงาม ความบนั เทงิ หรอื เปน็ งานแสดง
ท่ีก่อให้เกิดการคดิ วิพากษ์ น�ำสกู่ ารพัฒนาและเปล่ยี นแปลงสังคม
ศลิ ปะการแสดง แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังตอ่ ไปน้ี
(๑) ดนตรแี ละเพลงรอ้ ง หมายความวา่ เสยี งทเ่ี กดิ จากเครอ่ื งดนตรี
และการขับร้องที่ประกอบกนั เป็นทำ� นองเพลง ท�ำใหเ้ กดิ อารมณ์ ความรสู้ กึ
และจินตนาการ เพ่ือบรรเลง ขับกล่อม ประกอบพิธีกรรมและประกอบ
การแสดง ดนตรีและเพลงร้อง แบ่งออกเปน็ ดนตรแี ละเพลงรอ้ งในพธิ ีกรรม
ดนตรแี ละเพลงรอ้ งในการแสดง ดนตรแี ละเพลงรอ้ งเพอ่ื การประกวดประชนั
ดนตรีและเพลงรอ้ งเพือ่ ความรนื่ เริง
(๒) นาฏศลิ ป์และการละคร หมายความว่า การแสดงทีใ่ ชร้ า่ งกาย
ทว่ งท่าการเคลือ่ นไหว ทา่ เต้น ท่ารำ� การเชดิ อาจสอดคล้องหรือสมั พันธ์กับ
การพากย์ เจรจา การใชเ้ สียงดนตรี บทร้อง บทละครและอปุ กรณ์ประกอบ
การแสดง ซ่ึงส่ือถงึ อารมณ์ ความรู้สกึ และเรื่องราว อาจแสดงรว่ มกับดนตรี
และการขบั ร้องหรอื ไม่กไ็ ด้ นาฏศิลปแ์ ละการละคร แบง่ ออกเป็น นาฏศิลป์
และการละครในพิธีกรรม นาฏศิลป์และการละครที่เป็นเรื่องราวและแสดง
เปน็ ชดุ แตไ่ ม่เป็นเร่ืองราว
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 76
กันตรมึ
ประวัตคิ วามเป็นมา
กันตรึม หรือ โจ๊ะ กันตรึม เป็นวงดนตรีพื้นบ้านของชาวอีสานใต้ นิยมเล่นในพื้นท่ี
จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษและบุรีรัมย์ เป็นต้น ลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของกันตรึมก็คือ
เปน็ วงดนตรีพื้นบา้ นท่นี ำ� เอาจงั หวะตโี ทน โจะ๊ -คะครมึ -ครึม มาเป็นชื่อวงดนตรที ี่เรียกว่า กันตรึม
มรดกภมู ิปญั ญาอสี าน 78
ความส�ำคญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภูมปิ ัญญา
เครื่องดนตรกี นั ตรึม ประกอบด้วย ปอ่ี ้อ ๑ เลา ซอกันตรมึ หรือซอกลาง ๑ คนั กลองโทน ๒ ใบ เครอ่ื งประกอบจังหวะมฉี ่ิง ฉาบ กรับ
ทำ� นองเพลงใช้แมบ่ ทเพลงพื้นบา้ น เช่น มะโล้บโดง ผการัญเจก โอมต๊กุ สบื ทอดกันมาจากพ่อครูแมค่ รเู พลง เนื้อเพลงที่ใช้รอ้ งจะเป็นภาษาเขมรสูง
มเี นอ้ื หาทสี่ ะทอ้ นถงึ ความเปน็ มา ความรกั และการบรรยายใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยู่ผเู้ ลน่ สว่ นใหญจ่ ะเปน็ ผชู้ าย จำ� นวน ๔ – ๕ คน ฝา่ ยหญงิ สว่ นใหญ่
จะเขา้ มารว่ มรำ� และร้องบ้างเป็นบางครง้ั การเลน่ กันตรมึ นยิ มเล่นในงานมงคลต่าง ๆ เชน่ งานแตง่ งาน โกนจกุ บวชนาคหรืองานเทศกาลตา่ ง ๆ
ปัจจุบนั มีผู้น�ำไปบรรเลงทงั้ ประเภทเพลงครู เพลงพธิ ีการ เพลงเขา้ ขบวนแห่ เพลงเบด็ เตล็ด ซ่ึงมที งั้ ท่วงทำ� นองอ่อนหวาน สนกุ สนานและโศกเศร้า
กันตรึมได้รับการสืบทอดแบบมุขปาฐะ
(Oral Tradition) โดยไมม่ กี ารจดบนั ทกึ ไวเ้ ปน็
ลายลักษณ์อักษร กันตรึมพื้นบ้านมีสภาพ
ท่ีไม่แตกต่างกับการละเล่นพื้นบ้านอ่ืน ๆ
ทกี่ ำ� ลงั ลดความนยิ มลงไป ทำ� ใหก้ นั ตรมึ พน้ื บา้ น
ในปัจจุบันหลงเหลืออยู่น้อย ปัจจุบันยังคง
หลงเหลือกันตรึมและมีผู้สืบทอดในพื้นที่
จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เช่น
วงของนายโฆษิต ดีสม และน�้ำผ้งึ เมอื งสุรนิ ทร์
แหง่ บา้ นดงมนั จงั หวดั สรุ นิ ทร์ คณะปอยตะแบง
บ้านปอยตะแบง จังหวัดสุรินทร์ คณะดาวรุ่ง
พัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ แต่อย่างไรก็ตาม
ในขณะนปี้ รากฏวงกนั ตรมึ ในสถาบนั การศกึ ษา
เ พ่ิ ม ข้ึ น ต า ม โ ร ง เ รี ย น แ ล ะ ม ห า วิ ท ย า ลั ย
ในท้องถ่นิ ของหลายจงั หวดั ทางภาคอีสาน
การประกาศขึน้ บัญชี
กนั ตรึม ไดร้ ับการประกาศข้ึนบัญชี
เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
ประจำ� ปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๕
79
กลองยาว
ประวตั คิ วามเปน็ มา
กลองยาว เป็นเคร่ืองดนตรีประเภทเคร่ืองหนัง ขึงหนัง
หน้าเดียว ล�ำตัวกลองยาวด้านท้ายผายบานออกอย่างดอกล�ำโพง
กลองยาวมีบทบาทในสังคมและวัฒนธรรมไทยทุกภูมิภาค ใช้ตีน�ำ
ในขบวนแห่ต่าง ๆ มีรูปแบบการตีเพลงกลองจังหวะและรูปแบบท่าร�ำ
ประกอบการแสดง โดยมักใชว้ งกลองยาวในกระบวนแห่ตามงานร่นื เริง
สนุกสนานของเทศกาลและงานมงคลต่าง ๆ ท่ีสร้างความบันเทิง
ความสนุกสนานไดเ้ ปน็ อยา่ งดี สามารถพบการแสดงกลองยาวไดห้ ลาย
ภมู ิภาคของประเทศไทย
มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 80
ความส�ำคัญและคุณคา่ แหง่ มรดกภูมปิ ญั ญา จงั หวะนั้น ผู้เล่นกลองยาวทุกคนต้องทำ� กระสวนจงั หวะเดยี วกนั ทำ� ให้
กลองยาวของภาคอีสานเป็นกลองล�ำตัวยาวที่มีเสียงแหลม เสียงกลองยาวดังอึกทึกเซ็งแซ่ได้ยินไปไกล วงกลองยาวในภาคอีสาน
ของชาวไทยลาว มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า กลองหาง (กลองยาวแบบลาว) ใช้บรรเลงน�ำหน้าขบวนแห่ต่าง ๆ ในทุกเทศกาล เช่น แห่นาค
กลองแอว กลองตีน (ถ้าล�ำตัว-หางสั้น เรียกว่า กลองโทน) แต่คน แห่กณั ฑเ์ ทศน์ แหเ่ ทยี น แห่ดอกไม้ แห่บ้งั ไฟ ฯลฯ
โดยทั่วไปมักเรียกว่ากลองยาว เนื่องจากมีรูปร่างเป็นแบบเดียวกับ ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะมีการสร้างสรรค์การแสดงกลองยาว
กลองยาวของภาคกลาง รปู ทรงของกลองชนดิ นม้ี เี อวคอดตรงสว่ นกลาง ในรปู แบบใหม่ ๆ แตก่ ย็ งั คงมกี ารรำ� กลองยาวแบบเดมิ ทยี่ งั คงมกี ารอนรุ กั ษ์
(จงึ เรยี กวา่ กลองแอวหรอื กลองเอว) สว่ นถดั จากเอวลงไปผายออกเหมอื น สบื สานกันมาอย่างตอ่ เนอ่ื ง ด้วยมกี ารสืบทอดโดยรวมถงึ ศลิ ปินพ้ืนบ้าน
เป็นหางของกลอง (จึงเรียกว่ากลองหาง) และส่วนปลายสุดใช้เป็นท่ี รวมถึงศิลปินของส�ำนักการสังคีต กรมศิลปากร จากรุ่นสู่รุ่นมาจวบจน
ตัง้ พ้ืนเหมือนสว่ นเท้าของกลอง (จึงเรยี กว่ากลองตนี ) ปัจจุบัน และยังมีการสืบสานเผยแพร่ไปสู่นักเรียน นิสิต นักศึกษา
ในสถาบนั การศึกษาตา่ ง ๆ
กลองยาวในท้องถิ่นภาคอีสาน ใช้ประสมกับวงกลองตึ้ง
โดยใช้กลองยาวหลายใบไม่จ�ำกัดจ�ำนวนกับกลองตึ้งเพียงใบเดียว การประกาศขน้ึ บญั ชี
วงดนตรีกลองยาวอาจใช้กลองยาว ๖ – ๒๐ ใบ วงดนตรโี ปงลางและ กลองยาว ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
วงโหวดซอพณิ แคนอาจใช้กลองยาว ๒ – ๔ ใบ เวลาบรรเลงท�ำกระสวน ทางวฒั นธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศักราช ๒๕๕๘
81
แคน
ประวัติความเปน็ มา
แคน เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมือง
ภาคอีสานที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณ เป็นเครื่อง
ดนตรีที่ใช้ปากเป่าให้เป็นเพลง แบ่งเป็น
สองอยา่ งคอื แคนเจด็ และแคนแปดแคนเจด็ นนั้
มีลูกเจ็ดคู่ ส่วนแคนแปดน้ันมีลูกแปดคู่แคน
ท�ำด้วยไม้อ้อหรือไม้เห้ียน้อย แต่เดี๋ยวนี้
ไมอ้ อ้ หาไดย้ าก จงึ ทำ� แคนดว้ ยไมเ้ หยี้ นอ้ ยและ
จะต้องหาให้ได้ลดขนาดเท่าน้ิวมือจึงจะใช้ได้
ระบบของแคนแปดมีเสียงท้ังหมด ๑๖ เสียง
แต่เป็นระดับเสียงที่ซ�้ำกัน ๒ เสียง โดยเสียง
ทั้ง ๑๖ เสียงน้ี มิได้เรียงล�ำดับอย่างเสียง
ระนาดหรือเสยี งเปียโน
มรดกภมู ปิ ัญญาอีสาน 82
ความสำ� คัญและคุณค่าแหง่ มรดกภมู ปิ ญั ญา
ท่วงท�ำนองของแคนท่ีถูกเป่าออกมาน้ัน ชาวอีสานเรียกว่า
ลายแคน ลายแคนเป็นภูมิปัญญาท่ีมีการสืบต่อกันมาจากความทรงจ�ำ
หมอแคนในอดีต ไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ลายแคน
ถกู ประดษิ ฐข์ นึ้ จากการเลยี นลลี าและทว่ งทำ� นองหรอื เสยี งจากธรรมชาติ
ซ่ึงให้ความไพเราะจับใจ สามารถแยกระดับเสียงได้ ๒ กลุ่มระดับ
เสียง คอื ทางยาว หมายถึง การบรรเลงประกอบการลำ� ทม่ี ีทว่ งท�ำนอง
เชือ่ งช้า เหมาะส�ำหรบั การลำ� ในบทเลา่ เรอ่ื ง บทพรรณนา บทโศกเศร้า
หวนหา และทางสนั้ หมายถงึ การบรรเลงประกอบการลำ� ทม่ี ที ว่ งทำ� นอง
กระชับ สนุกสนาน ร่าเริง ลายแคนท่ีนิยมเล่น ได้แก่ ลายสุดสะแนน
ลายอา่ นหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือน้อย ลายเซ ลายแมลงภู่ตอมดอก
ลายโปงลางขึ้นภู ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลายลมพัดไผ่ ลายลมพัดพร้าว
ลายลอ่ งของ ลายโปซ้ า้ ย ลายเต้ย ลายเซิง้
การบรรเลงดนตรีทุกอย่างของชาวอีสานจะใช้แคน
เปน็ หลกั ถอื เปน็ เอกลกั ษณท์ างดนตรขี องชาวอสี านอยา่ งหนง่ึ และทำ� นอง
เพลงของเคร่ืองดนตรีต่าง ๆ ก็ล้วนแต่ยึดแบบอย่างของเพลงแคน
ในสมัยโบราณพวกหนุ่มผู้นิยมเป่าแคนดีดพิณเดินเลาะบ้านไปคุยสาว
หรือไม่ก็ในงานบุญผะเหวด ชายหนุ่มก็จะพากันเป่าปี่เป่าแคน ดีดพิณ
สีซอ เลาะตามตูบ พร้อมกับเกี้ยวสาวไปด้วย แต่ในปัจจุบันประเพณี
ต่าง ๆ เหล่านี้สูญหายไปแล้ว จึงเหลือแต่การบรรเลงประกอบล�ำและ
ประกอบฟ้อนในงานท่ีมีรปู แบบอ่ืน ๆ
การประกาศข้ึนบญั ชี
แคน ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศกั ราช ๒๕๕๖
83
เจรยี ง
ประวัติความเป็นมา
เจรยี ง หรือ จำ� เรียง เปน็ ภาษาเขมรในสุรนิ ทรเ์ รียกว่า จรีง หรือ จำ� รึ่ง เปน็ การละเล่นพ้นื บา้ นท่ีเนน้ การขบั ร้องมากกว่าการรา่ ยรำ� ขบั รอ้ ง
เป็นเพลงคล้ายท�ำนองแบบการอ่านท�ำนองเสนาะ มักจะใช้กลอนสดเป็นส่วนใหญ่ เนื้อร้องเป็นภาษาเขมร บรรยายถึงสภาพทางภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบัน เจรียงมีลักษณะการขับคล้ายกับการขับวรรณคดีเสภาในภาคกลางท่ีเรียกว่า “เสภา” ภาคเหนือ
เรียกวา่ “จ๊อย”
มรดกภูมิปญั ญาอีสาน 84
ความสำ� คญั และคณุ คา่
แห่งมรดกภูมปิ ญั ญา
เจรียงเป็นการละเล่นพื้นบ้านใน
ลกั ษณะของเพลงปฏพิ ากย์ (dialogue songs)
คอื เพลงทช่ี ายหญงิ ใชร้ อ้ งโตต้ อบกนั สว่ นใหญ่
เป็นเร่ืองของการเกี้ยวพาราสี มีจุดเด่นอยู่ท่ี
โวหาร การชิงไหวพริบกัน เพลงพ้ืนบ้านที่ใช้
ขับร้องน้ันจะแตกต่างกันไปบ้างตามลักษณะ
วัฒนธรรมประจ�ำท้องถิ่น สังเกตได้จากการ
ใช้ภาษา ท่วงท�ำนอง เนื้อหา เคร่ืองดนตรี
การร่ายร�ำ การแต่งกาย และโอกาสที่ขับร้อง
เพลงปฏิพากย์เป็นเพลงที่ร้องเล่นกันเป็นกลุ่ม
เป็นวงเจรียง ประกอบด้วย คนน�ำขับร้อง
ท่ีเรียกว่า พ่อเพลงและแม่เพลง จะมีลูกคู่
คอยให้จังหวะ เป็นเพลงท่ีเล่นในเทศกาล
หนุ่มสาวมีโอกาสได้พบปะกัน เช่น เทศกาล
ตรุษสงกรานต์ เทศกาลกฐนิ ผา้ ป่า ในงานบญุ
ต่าง ๆ ท่ีจดั ขึน้ ที่วัด
เจรียงจึงเป็นการละเล่นพ้ืนบ้าน
ในจงั หวดั สรุ นิ ทรแ์ ละจงั หวดั ตามแนวชายแดน
เขมร จงึ เปน็ เพลงปฏิพากย์ของชาวไทยเขมร โดยชายหญิงรอ้ งโตต้ อบกนั ไปมา มที ้ังเจรียงทร่ี ้องโต้ตอบเปน็ คู่ ๆ ระหวา่ งชายหญิง และมีการร้องกัน
เปน็ กล่มุ ซง่ึ มีผนู้ ำ� ขับรอ้ ง เรยี กว่า หัวหน้า หรอื พ่อเพลงและแมเ่ พลง อาจจะมลี ูกคูค่ อยร้องรบั ในจงั หวะ เชน่ เจรียงซนั ตจู เจรียงตรด เจรยี งเบรนิ
เปน็ ตน้
ปัจจุบันการละเล่นเจรียงเกือบทุกประเภทท่ีเคยได้รับความนิยมในอดีตได้ถูกหลงลืมและลดความส�ำคัญไปจากสังคมชาวไทยเขมร
จนแทบจะไม่มีให้ชมให้ฟังอีกเลย จะมีไม่ก่ีเพลงที่เหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีบทเพลงเจรียงบางประเภทท่ีได้สอดแทรกแนวปรัชญาแห่งการ
ด�ำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนาของกลุ่มชาวไทยเขมรไว้อย่างพร้อมมูล ด้วยเหตุนี้ เจรียงจึงยังคงอยู่คู่กับวัฒนธรรมสังคมชาวไทยเขมรตลอดมา
ในสภาพที่เส่ียงต่อการสูญหาย ทงั้ น้ี เพราะสภาพสังคม เศรษฐกิจและวฒั นธรรมทีเ่ ปลยี่ นแปลงไปในปัจจุบนั
การประกาศขึ้นบญั ชี
เจรียง ไดร้ ับการประกาศข้ึนบัญชีเปน็ มรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ุทธศักราช ๒๕๕๕
85
พิณ
ประวตั คิ วามเป็นมา ความสำ� คญั และคณุ ค่าแหง่ มรดกภมู ิปญั ญา
พิณ หรือ “ซุง” เป็นเคร่ืองดนตรี พิณอีสานนน้ั มที ้งั แบบพณิ ๒ สาย ๓ สาย และ ๔ สาย ส�ำหรบั พิณ ๒ สาย สาย ๑
ของชาวอสี านทม่ี ชี อ่ื เรยี กแตกตา่ งออกไป เช่น เป็นสายเอก ข้ึนสายเปล่าเปน็ เสียง มี สาย ๒ เปน็ สายทุ้ม ข้นึ สายเปลา่ เปน็ เสยี ง ลา พณิ ๓ สาย
ซึง หมากจับปี่ หมากตดโต่ง หมากตับเต่ง สาย ๑ เปน็ สายเอก ขนึ้ สายเปลา่ เป็นเสียง มี สาย ๒ เปน็ สายทุ้ม ขึน้ สายเปล่าเป็นเสียง ลา สาย ๓
พิณท�ำด้วยไม้ เช่น ไม้ขนุน (ไม้บักมี่) เพราะ จะขนึ้ สายเปน็ เสยี งประสาน พณิ ๔ สาย สองสายลา่ ง เปน็ เสยี ง โด เปน็ เสยี งคแู่ ปด (สายแรก โดตำ�่
มีน้�ำหนักเบาและให้เสียงทุ้มกังวานไพเราะ สายสอง โดสงู ) สองสายบน ขนึ้ เสยี งเปน็ ซอล เปน็ เสยี งคแู่ ปด (สายสอง ซอลตำ�่ สายหนงึ่ ซอลสงู )
กวา่ ไมช้ นดิ อนื่ สายพณิ ดงั้ เดมิ ใชส้ ายลวดเบรก
รถจักรยาน เพราะคงทนและให้เสียงดังกว่า
สายชนิดอื่น แต่ในปัจจุบันนิยมใช้สายกีตาร์
แทน โดยมากพณิ จะเล่นค่กู นั กบั แคน
มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน 86
เพลงที่ใช้กับพิณเป็นเพลงที่มาจากลายแคน เช่น ลายใหญ่ ลายน้อย ลายล�ำเพลิน
ลายนกไทรบนิ ข้ามทุ่ง ลายแมลงภ่ตู อมดอก ลายลมพดั ไผ่ ลายกาเต้นก้อน ลายแมฮ่ า้ งกลอ่ มลูก
ลายไล่งัวข้ึนภู ลายโป้ซ้าย ภูไทเลาะตูบ เต้ยหัวดอนตาล ลายสร้อยสีกซิ่น เซิ้งขิก มโนราห์
ศรีโคตรบรู ณ์ สังข์ศลิ ป์ชยั ลมพดั พร้าว เซ้ิงกลองยาว ทองสร้อย เป็นตน้
พิณ นอกจากจะนิยมบรรเลงเด่ียวแล้ว ยังใช้ประสมวงกับเคร่ืองดนตรีชนิดอ่ืน เช่น
ซอ โปงลาง แคน หมอลำ� กลองยาว และจะมเี ครอื่ งดนตรปี ระกอบจงั หวะ เชน่ กลอง กรบั ฉงิ่ ฉาบ
และไหซอง เป็นต้น การฝึกฝนเล่นพิณต้องฝึกให้สามารถจดจ�ำท�ำนอง (ลาย) พิณให้ได้ก่อน
ผู้เล่นจึงจะสามารถฝึกฝนทักษะสอดแทรกใส่ลูกเล่นต่าง ๆ ลงไปในลายให้เกิดความไพเราะ
สนุกสนาน และปัจจุบันพิณเร่ิมมีบทบาทในวงดนตรีพื้นบ้านอีสานมากข้ึน และได้มีการน�ำพิณ
ไปประยุกตบ์ รรเลงในบทเพลงสมัยนยิ มมากขน้ึ ดว้ ย
การประกาศขึ้นบญั ชี
พิณ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปี
พุทธศกั ราช ๒๕๕๖
87
สะไน
ประวตั คิ วามเป็นมา การประกาศขึน้ บัญชี
สะไนหรือสเนง เป็นภาษาเขมร สะไน ได้รับการประกาศขึ้นบัญชี
ท้องถ่ิน แปลว่า “เขาสัตว์” ถ้าเป็นเขาควาย เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
จะเรียกว่า “สะไน กะไบ” สะไนท่ีเป็น ประจำ� ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๖๑
เคร่ืองเป่าของชาวเยอท่ีนิยมน�ำมาเป่าให้เกิด
ท่วงท�ำนอง ผสมผสานจังหวะกลองให้เกิด
ความไพเราะ สนกุ สนาน นิยมทำ� จากเขาสัตว์
โดยเฉพาะเขาควาย ภาษาเยอ เรียกสะไนว่า
“ซ้ัง” หรือ “ซง้ั ไน”
ความสำ� คญั และคุณค่าแหง่ มรดกภูมิปัญญา
สะไนเป็นเคร่ืองเป่าที่ใช้ประกอบพิธีกรรมหรือกิจกรรมที่ส�ำคัญ เช่น พิธีกรรม
บวงสรวงศาลพญากะตะศิลา ใช้ในการแข่งขันเรือและเป็นการเป่าเพ่ือบูชาเช่นเดียวกับสังข์
(หอยสงั ข์) ปัจจบุ ันนิยมนำ� มาเปา่ ผ่อนคลายหรอื ความบนั เทิง และยังเปน็ เคร่อื งดนตรีทศ่ี กั ดิ์สทิ ธ์ิ
ตามหลกั ความเชอ่ื ของชาวเยอทอ่ี าศยั อยใู่ นเขตพน้ื ทอี่ ำ� เภอราศไี ศล เนอ่ื งจากมคี วามเชอื่ วา่ สะไน
มีความเก่ียวข้องและเก่ียวโยงกับสังข์ที่เป็นเคร่ืองเป่าอันศักด์ิสิทธิ์ของศาสนาฮินดู แม้กระท่ัง
ในสงั คมไทยก็นับถือวา่ สังข์ เปน็ ของศักดสิ์ ทิ ธ์ิ
สะไนเปน็ เครือ่ งเปา่ ทที่ �ำจากเขาสตั ว์ โดยเฉพาะเขาควาย นิยมน�ำเขาควายมาทำ� สะไน
เนอ่ื งจากเขาควายมรี ลู กึ ตง้ั แตโ่ คนเขาจนถงึ ปลายเขา ทำ� ใหเ้ จาะรจู ากปลายเขาไดง้ า่ ย สว่ นเขาววั นนั้
รูจากโคนเขาถึงปลายเขาไม่ลึกพอ จึงไม่นิยม โดยเป็นเคร่ืองดนตรีที่ชาวเยอเช่ือว่าจะใช้เป่า
เพอื่ เป็นการบูชาสังขห์ รือบูชาหอย ส่วนสะไนจะแตกตา่ งจากแตรเขาสตั ว์ คือ แตรเขาสตั วจ์ ะเป่า
จากปลายเขา เพราะลน้ิ อยทู่ ปี่ ลายเขาแตส่ ะไนเจาะลน้ิ ระหวา่ งปากลำ� โพง (สว่ นเขาทมี่ คี วามกวา้ ง
ของรู) และปลายเขา โดยเจาะรูให้อยู่ชิดมาด้านปากล�ำโพง ใช้เป่าในกิจกรรมท่ีส�ำคัญ ๆ และ
มีความศักดสิ์ ิทธ์ิ เช่น เปา่ บชู าสังข์ เป่าในพิธีแข่งเรอื เปา่ เพือ่ ปราบผี
สะไน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท่ีมีคุณค่าอย่างยิ่งของชาวเยอในพ้ืนที่
อำ� เภอราศไี ศล การรวบรวมสบื คน้ ขอ้ มลู ดา้ นดนตรแี ละศลิ ปะการแสดง แสดงใหเ้ หน็ ถงึ อตั ลกั ษณ์
ของท้องถิ่น ทั้งน้ี ชุมชนให้ความส�ำคัญกับมรดกทางภูมิปัญญาภูมิปัญญาด้านวัฒนธรรมสะไน
โดยสง่ เสริมใหม้ กี ารอนุรกั ษ์ ฟ้นื ฟแู ละพัฒนาศลิ ปวัฒนธรรมเก่ียวกับสะไนอยา่ งตอ่ เน่ืองในฐานะ
ทีเ่ ป็นศิลปะการแสดงและประเพณสี ำ� คญั ของท้องถิน่
มรดกภมู ิปัญญาอีสาน 88
เพลงโคราช
ประวตั คิ วามเปน็ มา ความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน เพราะเป็นคนในสังคมเดียวกัน จึงเข้าใจ
เพลงโคราช เปน็ การรอ้ งเพลงโตต้ อบ ปญั หาของกันและกนั
ท่ีพัฒนาไปเป็นการแสดงพื้นบ้านของชาว หมอเพลงโคราชรุ่นใหม่ มักเล่นตามค�ำเรียกร้องของผู้ฟัง
จังหวัดนครราชสีมาหรือโคราช ซึ่งได้สืบทอด เพื่อความเพลิดเพลินและสนุกสนาน ด้วยเหตุนี้ เพลงโคราชจึงค่อย ๆ
กันมาเป็นเวลายาวนาน มีเอกลักษณ์อยู่ที่ เส่ือมความนิยมลง แต่เนื่องจากในยุคปัจจุบันมีความเชื่อว่าท้าวสุรนารี
การร้องร�ำเป็นภาษาโคราช ปรากฏหลักฐาน ในสมยั ทยี่ งั มีชีวิตอยู่ (พ.ศ. ๒๓๑๓ – ๒๓๙๕) ทา่ นชอบเพลงโคราชมาก
ชัดเจน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ เมื่อสมเด็จ จึงมีผู้หาเพลงโคราชไปเล่นแก้บน ณ บริเวณใกล้ ๆ กับอนุสาวรีย์
พระศรพี ชั รนิ ทราบรมราชนิ นี าถ พระราชชนนี ท้าวสุรนารีในตอนกลางคืนเป็นประจ�ำ จึงเป็นปัจจัยหน่ึงท่ีท�ำให้
พันปีหลวง เสด็จพระราชด�ำเนินไปจังหวัด หมอเพลงโคราช ซ่ึงส่วนใหญ่อยู่ท่ีอ�ำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
นครราชสมี า เพอ่ื ทรงเปดิ ถนนจอมสรุ างคย์ าตร์ ยังคงสามารถประกอบอาชีพอยู่ได้ ตัวอย่างของคณะเพลงโคราช
และเสดจ็ ฯ ไปพมิ าย ในโอกาสรบั เสดจ็ ครงั้ นนั้ ทโ่ี ดดเดน่ น้ันจงึ อยทู่ ี่อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดนครราชสมี า
หมอเพลงชายรุ่นเก่าชื่อเสียงโด่งดังมาก การประกาศข้ึนบญั ชี
ชอ่ื นายหรี่ บา้ นสวนขา่ ไดม้ ีโอกาสเล่นเพลง เพลงโคราช ได้รับการประกาศข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญา
โคราชถวาย ทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ� ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๒
ความส�ำคญั และคุณคา่ แห่งมรดกภมู ิปัญญา 89
ในสมัยก่อนเพลงโคราชเป็นท่ีนิยมมาก เพราะการแสดง
มหรสพต่าง ๆ มีเพลงโคราชเพียงอย่างเดียว คนฟังเพลงก็มีเวลามาก
ฟังกันต้ังแต่หัวค่�ำจนรุ่งเช้า เม่ือหมอเพลงเล่นเพลงลา คือ ลาผู้ฟัง
ลาเจ้าภาพและเพื่อนหมอเพลงด้วยกัน จะมีปี่พาทย์ ฆ้อง กลอง
บรรเลงรับ หมอเพลงจะร�ำตามกันไปยังบ้านเจ้าภาพ เจ้าภาพก็จะ
น�ำเงินค่าหมอเพลงมาให้ พร้อมท้ังเลี้ยงข้าวปลาอาหารและห่อข้าว
ของกนิ ตา่ ง ๆ ให้เปน็ เสบียงในการเดินทางกลับ คนฟงั จะอย่รู ว่ มฟงั งาน
จนเสรจ็ สนิ้ กระบวนการจงึ ทยอยกลับ
ปัจจุบันค่านิยมของผู้ฟังเพลงโคราชเปลี่ยนแปลงไปมาก
ท้ังด้านเนื้อหา รูปแบบการแสดงและความนิยมของคนโคราชเอง
เนอ้ื หาของเพลงโคราชขน้ึ อยกู่ บั โอกาสทจ่ี ะเลน่ หมอเพลงโคราชรนุ่ เกา่
เนน้ การใชป้ ฏภิ าณไหวพรบิ เลา่ เรอื่ งนทิ านชาดกและเครง่ ครดั มากในเรอื่ ง
สอนศีลธรรม หมอเพลงโคราชในอดีตท�ำหน้าท่ีเป็นผู้แพร่ข่าวสาร
เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์กว้างไกล พบเห็นเหตุการณ์และผู้คน
หลากหลาย หมอเพลงโคราชและคนฟังเพลงโคราชในอดีต จึงมี
ล�ำผญา
ประวัตคิ วามเปน็ มา ความส�ำคญั และคณุ คา่ แหง่ มรดกภูมิปัญญา
ผญา คือ ค�ำคม สุภาษิต หรือ ในสมัยก่อนการล�ำผญาเป็นเพียงการจ่ายผญาเก้ียวของหนุ่มสาวในโอกาสงาน
ค�ำพูดทีเ่ ป็นปรศิ นา เปน็ ค�ำพูดทีค่ ลอ้ งจองกัน บุญ งานประเพณีตามหมู่บ้าน เช่น งานแต่งงาน งานศพ ประเพณีลงข่วง (ประเพณีจีบ
มีจังหวะหนักเบา ผญาจึงเป็นการพูดที่ต้อง สาวท่ีลานบ้านในตอนกลางคืน) ลงแขก (ท�ำงานร่วมกัน) ต่อมาการล�ำผญาได้พัฒนารูป
ใช้ไหวพรบิ สตปิ ญั ญา พดู สัน้ แตก่ ินใจความ แบบเป็นการแสดงที่มีข้ันตอนซับซ้อนขึ้น และใช้แสดงในหลายโอกาส การล�ำและจ่ายผญา
มาก ส่วนล�ำผญา เป็นการร้องเพลงพื้นบ้าน ในสมยั โบราณนยิ มนงั่ กับพ้นื หมอล�ำหรือหมอผญาและหมอแคนน่ังลอ้ มเป็นวง ส่วนผฟู้ ังอื่น ๆ ก็
ของชาวอีสานประเภทหน่ึง เป็นการร้องล�ำ นง่ั เปน็ วงลอ้ มรอบ บางครง้ั กล็ กุ ขนึ้ ฟอ้ น แตผ่ จู้ า่ ยผญาจะไมม่ กี ารฟอ้ น ในบางครง้ั ทำ� งานไปดว้ ยแก้
เก้ียวกันระหว่างชายหญิง โดยมีการจ่ายผญา ผญาไปดว้ ย บางครงั้ กม็ หี มอสอยคอยสอดแทรก (“สอย” คอื สำ� นวนทชี่ าวอสี านนยิ มพดู เสรมิ หรอื
เว้าผญา พูดผญา และการแก้ผญา ผู้ถาม สอดแทรกขดั จังหวะหมอลำ� เป็นบทรอ้ ยกรองปากเปล่าวา่ ส้ัน ๆ สว่ นมากมีถอ้ ยค�ำออกไปในทาง
ส่วนใหญ่เป็นหมอล�ำฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงเป็น หยาบโลน เปน็ การหยอกลอ้ ท้งั หมอล�ำและผฟู้ งั เพือ่ ให้เกดิ ความสนกุ สนาน ผสู้ อยเก่ง ๆ เรยี กวา่
ฝ่ายตอบ มีเครื่องดนตรีประกอบการล�ำ คือ “หมอสอย”) ทำ� ใหผ้ ฟู้ งั ไดร้ บั ความสนกุ สนาน ตอ่ มามกี ารพฒั นาจากการนงั่ เปลยี่ นเปน็ ยนื ลำ� ทำ� ให้
แคน พิณ กลอง โหวดและฉง่ิ มกี ารฟอ้ นประกอบไปดว้ ย จากดนตรปี ระกอบทมี่ เี พยี งแคนเปน็ เครอื่ งทำ� ทำ� นอง กไ็ ดน้ ำ� เอากลอง
ฉง่ิ ฉาบ และดนตรอี น่ื ๆ เขา้ มาประกอบ จากผแู้ สดงเพยี ง ๒ คนกค็ อ่ ย ๆ เพมิ่ เปน็ ๓ – ๕ คน จนมา
รวมกันเป็นคณะ เรียกวา่ คณะหมอลำ� ผญา
ล�ำผญาท�ำให้ผู้ฟังได้ท้ังความรู้
ความคดิ สตปิ ญั ญา และความสนกุ เพลดิ เพลนิ
ยง่ิ ไปกวา่ นนั้ ยงั ทำ� ใหเ้ กดิ ความรกั ดว้ ย จงึ ทำ� ให้
หนุ่มสาวในสมัยก่อนนิยมพูดผญากันมาก
เพราะการพูดโต้ตอบเชิงปัญญา ท�ำให้
แต่ละฝ่ายเฟ้นหาค�ำตอบเพ่ือเอาชนะกัน
จึงก่อให้เกิดความซาบซ้ึงและสามารถผูกมัด
จิตใจของหนุ่มสาวได้ตัวอย่างหมอผญา
ที่มคี วามสามารถโดดเด่น เช่น แม่ดา ซามงค์
แมส่ ำ� อางค์อณุ วงศ์แมเ่ ปอ๋ พลเพง็ แมบ่ ญุ เหลอ่ื ม
พลเพ็ง แห่งบ้านดอนตาล อ�ำเภอดอนตาล
จงั หวัดมกุ ดาหาร
การประกาศขน้ึ บัญชี
ล�ำผญา ไดร้ ับการประกาศขน้ึ บัญชีเปน็ มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำ�
ปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๒
มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน 90
สวดสรภัญญ์
ประวัติความเปน็ มา
สรภัญญ์ เป็นการสวดในท�ำนอง
สังโยค คือ การสวด เป็นจังหวะหยุดตาม
รูปประโยคฉันทลักษณ์บทสวดจะมีลักษณะ
เป็นฉันท์หรือกาพย์ก็ได้ แต่ท่ีนิยมกันมาก
คือ กาพย์ยานี ส�ำหรับเนื้อหาจะเก่ียวข้อง
กับศาสนา บาปบุญคุณโทษ นิทานชาดก
นอกจากนั้นก็ยังมีการแต่งกลอนเน้นไปทาง
ศิลปวัฒนธรรม เช่น กลอนถามข่าว โอภา
ปราศรัย ชกั ชวนให้ไปเยยี่ ม การลา หรือเป็นวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ของอีสาน เช่น เร่ืองก่องขา้ วนอ้ ยฆ่าแม่ เป็นตน้ โดยมุ่งอบรมสัง่ สอนใหค้ นทำ� ความดี
มจี รยิ ธรรม พรรณนาธรรมชาติ ช่วยให้เกดิ อารมณผ์ อ่ นคลาย มีเร่ืองราวสนกุ สนานก่อใหเ้ กิดความสามคั คี
ความส�ำคญั และคณุ คา่ แห่งมรดกภูมิปญั ญา
ในอดีตการขับร้องสรภัญญ์มีบทบาทส�ำคัญต่อชุมชนชาวอีสานเป็นอย่างมาก จึงมีการส่งเสริมและสนับสนุนการขับร้องและสวดสรภัญญ์
ด้วยการจัดประกวดการขับร้องเป็นกิจกรรมแทรกในงานต่าง ๆ อันส่งผลให้มีผู้คิดและแต่งบทสรภัญญ์กันมากขึ้น ผู้ท่ีแต่งส่วนใหญ่ คือ พระสงฆ์
หรือฆราวาสที่เคยบวชเรยี น หรอื มีประสบการณใ์ นการขับสรภัญญแ์ ละรักในศิลปะการประพันธ์ ความแตกตา่ งของการสวดสรภญั ญ์ของภาคอีสาน
และภาคอ่ืน ๆ คือ ถ้อยคำ� สำ� เนียง ภาษาเน้นและมีความโดดเด่นทางดา้ นส�ำเนยี งภาษาถน่ิ อีสาน โดยน้ำ� เสยี งของการขับรอ้ งมีเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั
สว่ นเนอื้ หาในบทสวดหลายบทเปน็ เนอ้ื หาทน่ี ำ� มาจากวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ของชาวอสี าน ในปจั จบุ นั การสวดสรภญั ญน์ ยิ มนำ� ไปใชใ้ นงานบญุ ประเพณี
ตา่ ง ๆ ตามฮีตสบิ สองคองสิบส่ี
สรภัญญ์จำ� แนกได้ ๑๐ บท คือ บทบชู าพระรัตนตรยั บทนมสั การไหวค้ รแู ละเคารพบดิ ามารดา บทค�ำสอนทางพทุ ธศาสนา สรรเสริญ
พระศาสนาและวันสำ� คัญต่าง ๆ ทางพทุ ธศาสนา บททเ่ี ป็นค�ำสอนทางโลก บทสุภาษิตคำ� พังเพยอุปมาอุปไมย บทท่ีอย่ใู นความสนใจของชาวบ้าน
บทที่เปน็ เหตกุ ารณ์ปัจจบุ ัน บทพรรณนาธรรมชาติ บทวรรณกรรมพ้ืนบา้ น และบทท่ีมเี นือ้ หาเบ็ดเตล็ด
ปัจจุบันการสวดสรภัญญ์ของชาวภาคอีสาน นิยมขับร้องหรือสวดกันในหลายจังหวัด โดยนิยมขับร้องในงานต่าง ๆ เช่น งานทอดผ้าป่า
งานกฐิน งานทอดเทียน งานกวนข้าวทิพย์ในกิจกรรมวันธรรมสวนะ งานศพ ชาวอีสานได้ร่วมใจกันสืบสานการสวดสรภัญญ์ให้คงอยู่
ด้วยการสวดสรภัญญ์ในวันธรรมสวนะและงานบุญต่าง ๆ และจัดให้มีการประกวดสวดสรภัญญ์กันอยู่เสมอ โดยมีการแข่งขันต้ังแต่ระดับต�ำบล
จนถงึ ระดบั ภาค นอกจากน้ียังไดถ้ า่ ยทอดให้กบั เยาวชน โดยการบรรจอุ ยู่ในวิชาท้องถิ่นในโรงเรียนตา่ ง ๆ ของภาคอีสานอกี ด้วย
การประกาศขึน้ บัญชี
สวดสรภัญญ์ ไดร้ ับการประกาศขึ้นบัญชีเปน็ มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปพี ทุ ธศักราช ๒๕๕๖
91
หมอลำ� กลอน
ประวัตคิ วามเปน็ มา ผู้ที่จะเป็นหมอล�ำกลอนท่ีดีได้น้ัน จะต้องเป็นผู้มีความรอบรู้หลายด้านและหลากหลาย ท้ังด้าน
หมอล�ำกลอน เป็นการล�ำที่ใช้ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การท�ำมาหาเลี้ยงชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณี บาปบุญคุณโทษ
บทกลอนโต้ตอบกันระหว่างหมอล�ำชายและ คา่ นิยมสังคม ข้อธรรมะไปจนถงึ นทิ านชาดกและข่าวสารบา้ นเมือง อีกทั้งต้องมีปฏภิ าณไหวพรบิ
หมอลำ� หญิงในเรอื่ งต่าง ๆ บทกลอนทหี่ มอล�ำ ในการโตต้ อบและการแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ บนเวทไี ดอ้ ยา่ งทนั ทว่ งที นอกจากนยี้ งั มคี วามสวยงาม
ใช้ล�ำเรียกว่า “กลอนล�ำ” ซึ่งมีลักษณะเป็น อ่อนชอ้ ยของท่าร�ำประกอบการล�ำที่หมอล�ำฝา่ ยชายและฝา่ ยหญิงได้สรา้ งสรรคข์ ึน้
ร้อยกรองที่มีเนื้อหาสาระหลายประเภท เช่น เครอื่ งดนตรที ใี่ ชป้ ระกอบการแสดงหมอลำ� กลอน คอื แคน หมอแคนจะเปา่ แคนประกอบ
วถิ ีชวี ิต นทิ านพ้นื บ้าน ธรรมชาติ วรรณกรรม การลำ� กลอน ซงึ่ เปน็ เครอ่ื งดนตรเี พยี งชนิ้ เดยี วทใี่ ชป้ ระกอบการแสดงหมอลำ� กลอนของชาวอสี าน
ทางพระพุทธศาสนา ค�ำสอนโบราณของชาว นอกจากหมอลำ� กลอนจะเปน็ ศลิ ปะทใ่ี หค้ วามบนั เทงิ สนกุ สนานเพลดิ เพลนิ สอดแทรก
อสี าน คตธิ รรม ขอ้ คิดเตือนใจโตต้ อบกันและ ความรู้ ความคิด คติธรรม ความเช่ือ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ท่ีท�ำให้คนฟัง
กลอนท่ีเก่ียวกับวชิ าการตา่ ง ๆ เกิดความเฉลียวฉลาดและมีส่วนช่วยส่งเสริมจริยธรรมคุณธรรม รักษาบรรทัดฐานของสังคม
ช่วยอนุรักษ์วรรณกรรมและศิลปะพ้ืนบ้านแล้ว ยังเป็นสื่อในการถ่ายทอดความคิดเห็นของ
ความสำ� คญั และคุณคา่ ประชาชน เป็นภมู ปิ ัญญาของชุมชนในสมยั ท่กี ารศึกษายงั ไมเ่ จรญิ เชน่ ทุกวันนี้ ถือเป็นการศกึ ษา
แหง่ มรดกภมู ิปญั ญา นอกระบบที่เน้นความประพฤติ สอนให้คนเป็นคนดี และในสมัยหน่ึงหมอล�ำยังช่วยเผยแพร่
การแสดงหมอล�ำกลอน ประกอบ ความรู้ด้านลัทธิการเมือง ช้ีแนะให้ประชาชนเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยและ
ดว้ ยหมอลำ� ชายและหมอลำ� หญงิ ฝา่ ยละ ๑ คน ให้ความรตู้ ่าง ๆ เชน่ การวางแผนครอบครัว การคมุ กำ� เนิด การกนิ ท่ถี กู สขุ ลกั ษณะ เป็นต้น
โดยแตล่ ะฝา่ ยมหี มอแคนของตน เนอื้ หาสาระ ปัจจบุ นั หมอล�ำกลอนกอ็ ยใู่ นสภาพเช่นเดยี วกบั การละเลน่ หรือการแสดงพ้นื บ้านอ่ืน ๆ
อยทู่ บี่ ทกลอนทใ่ี ชป้ ฏภิ าณไหวพรบิ โตต้ อบกนั ท่ีมีแนวโน้มจะสูญหายหรือเส่ือมไปจาก
ความนยิ มของชาวอสี าน จงึ ตอ้ งมกี ารประยกุ ต์
ให้เข้ากบั การเปล่ยี นแปลงทางสงั คม ตัวอยา่ ง
หมอล�ำที่พัฒนาไปจากหมอล�ำกลอน เช่น
หมอล�ำเพลิน ลูกทุ่ง หมอล�ำ และหมอล�ำซ่ิง
ฯลฯ ตัวอย่างหมอล�ำกลอนที่โดดเด่นและ
คงคุณค่าตามแบบแผนเดิม เช่น หมอล�ำ
ฉวีวรรณ พันธุ ศิลปินแห่งชาติ เป็นต้น
การประกาศข้ึนบัญชี
หมอล�ำกลอน ได้รับการประกาศ
ข้ึนบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ของชาติ ประจำ� ปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๒
มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 92
หมอลำ� พ้ืน
ประวตั ิความเป็นมา
หมอลำ� เปน็ ศลิ ปะการขบั รอ้ งเพลงพ้นื บ้านและการแสดงพ้ืนบา้ นของภาคอสี าน มคี วามหมาย ๒ อยา่ ง อยา่ งแรก หมายถึง ผู้เชีย่ วชาญ
ในการขบั ลำ� นำ� หรอื การขบั รอ้ ง โดยการทอ่ งจำ� จากกลอนลำ� หรอื บทกลอนทม่ี ผี ปู้ ระพนั ธข์ น้ึ เปน็ ภาษาถนิ่ อสี าน อยา่ งทสี่ อง หมายถงึ ศลิ ปะการแสดง
พ้นื เมืองหรือมหรสพอย่างหน่ึงของชาวอีสานทมี่ ีการเปล่งเสียงขบั รอ้ งกไ็ ด้
หมอลำ� แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ หมอล�ำทแ่ี สดงเพอ่ื ความบนั เทงิ เช่น หมอล�ำพืน้ หมอล�ำกลอน หมอล�ำเรื่อง หมอลำ� เพลิน ซงึ่ แตล่ ะอยา่ ง
ก็จะมีลักษณะแตกตา่ งกัน และหมอล�ำทแี่ สดงในพธิ ีกรรม ไดแ้ ก่ หมอลำ� ผีฟ้า เป็นการลำ� ทม่ี จี ดุ ประสงค์ ๒ อยา่ ง คือ รักษาคนป่วยและพยากรณ์
ดนิ ฟา้ อากาศ
93
ความสำ� คัญและคณุ ค่า การประกาศขึ้นบญั ชี
แห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา หมอล�ำพื้น ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
หมอลำ� พนื้ เปน็ การลำ� แบบเลา่ เรอ่ื ง ประจ�ำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๕๒
หรอื นทิ านหรอื คำ� สอนเกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนา
มลี กั ษณะแสดงเปน็ การลำ� เดย่ี วหรอื ลำ� คนเดยี ว
ส่วนใหญ่เป็นหมอล�ำผู้ชาย โดยมีแคนเป็น
เครอื่ งดนตรปี ระกอบ เรอื่ งทนี่ ำ� มาเลา่ ตอ้ งเปน็
เร่ืองที่มาจากวรรณกรรม เช่น เร่ืองการะเกด
สินไซ นิทานชาดก ฯลฯ ในการล�ำ ผู้ล�ำใช้
ผ้าขาวม้าเป็นอุปกรณ์ประกอบในการแสดง
ทา่ ทาง เปน็ พระเอก นางเอก หรือเป็นนกั รบ
ตามเนื้อเรื่องหมอล�ำพ้ืนมีบทบาทสร้าง
ความบนั เทงิ ใหแ้ กค่ นในชมุ ชนและกลอ่ มเกลา
ทางสังคม บันทึกค�ำสอน ปรัชญาของชุมชน
อีสานทีส่ ืบทอดตอ่ ๆ กันมา
ในปจั จบุ นั หมอลำ� พน้ื กำ� ลงั จะสญู หาย
ไปจากแผ่นดินอีสาน เน่ืองจากขาดผู้สืบทอด
อีกประการหนึ่งผู้ที่จะเป็นหมอล�ำพ้ืนได้ดี
จะตอ้ งใชร้ ะยะเวลาในการปลกู ฝงั และบม่ เพาะ
เพื่อให้สามารถจดจ�ำเนื้อเร่ืองต่าง ๆ ได้เป็น
อยา่ งดี รวมทงั้ ตอ้ งสามารถตบี ทตวั ละครตา่ ง ๆ
ได้ด้วย การล�ำจึงจะมีรสชาติชวนติดตาม
ตัวอย่างหมอล�ำพื้นท่ีโดดเด่นเป็นท่ีประจักษ์
ในปัจจุบัน เช่น หมอล�ำทองมาก จันทะลือ
ศิลปินแห่งชาติ เป็นต้น
มรดกภูมปิ ัญญาอีสาน 94
มโหรีเขมร
ประวตั คิ วามเป็นมา เครื่องดนตรีและการประสมวง ประกอบด้วยเคร่ืองดนตรี
“มโหรีเขมร” เป็นวงดนตรีพื้นบ้านแถวอีสานใต้ ค�ำว่า ๕ ช้ิน ไดแ้ ก่ จะเข้ กระจบั ป่ี ซอ กลอง และป่ีสไลหรอื ปอ่ี อ้ ตามปกติ
“มโหรีเขมร” เป็นช่ือเรยี กทีเ่ รียกกนั มานาน “มโหรเี ขมร” ทมี่ ีชอ่ื เสียง วงมโหรีเขมรมักจะไม่ค่อยน�ำปี่สไลมาร่วมวง เนื่องจากปี่สไลมีระดับ
วงหน่ึง คือ วงป้าพลอย อย่ทู บี่ ้านสะเดา ตำ� บลสะเดา จังหวดั บรุ ีรัมย์ เสียงสูง จึงมักใช้ปี่อ้อสลับกันไปตามประเภทของงานการแสดงหรือ
บ้านสะเดาเป็นหมู่บ้านท่ีมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานจากหลาย ๆ เลน่ ละคร
พ้ืนที่ โดยเฉพาะมาจากอ�ำเภอปราสาท จังหวดั สุรนิ ทร์ ต้ังแต่ประมาณ ปัจจุบัน “มโหรีเขมร” วงป้าพลอย ยังคงมีการสืบทอดจาก
ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ผู้ริเริ่มก่อตั้งวงมโหรีเขมรวงป้าพลอย คือ นายเมา รุ่นลกู และรุ่นหลานของนายเมา สมธุ ิราช ท่มี คี วามสามารถและมีใจรัก
สมธุ ริ าช ปจั จบุ นั มลี กู สาวนายเมา ๒ คน คอื นางพลอยและนางคำ� เรยี บ ในด้านดนตรีมโหรีเขมรอีกหลายคนและ “มโหรเี ขมร” ยงั คงเป็นที่นยิ ม
เปน็ ผดู้ แู ลสบื ตอ่ มา ภายหลงั ชาวบา้ นจงึ นยิ มเรยี กวา่ “วงมโหรปี า้ พลอย เปน็ อยา่ งมากในสงั คมวฒั นธรรมของประชาชนในแถบอีสานใต้
ป้าค�ำเรยี บ” จนถึงปัจจุบัน
การประกาศข้ึนบญั ชี
ความสำ� คญั และคณุ คา่ แหง่ มรดกภมู ิปญั ญา มโหรีเขมร ได้รับการประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดก
ขนบธรรมเนียมทีส่ �ำคัญของวงมโหรเี ขมร บ้านสะเดา ต�ำบล ภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม แต่ยังไมไ่ ดร้ บั การประกาศขนึ้ บญั ชีเปน็ มรดก
สะเดา อำ� เภอพลบั พลาชยั จงั หวดั บรุ รี มั ย์ คอื กอ่ นแสดงทกุ ครง้ั จะตอ้ งมี ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
การไหวค้ รู ซงึ่ นกั ดนตรใี นวงทกุ คนใหค้ วามเคารพนบั ถอื เปน็ ทยี่ ดึ เหนยี่ ว
จิตใจ โดยหมายถงึ ท้งั ครเู ทพยดา ครมู นษุ ย์ผเู้ คยประสทิ ธิป์ ระสาทวชิ า
ความร้ดู ้านดนตรี ขับรอ้ งและฟอ้ นร�ำและครผู ูล้ ่วงลับไปแลว้ ความเชอื่
ของวงมโหรีเขมรวงน้ี มีจุดประสงค์ในการประกอบพิธีไหว้ครูเพื่อบูชา
ครูผู้ล่วงลับไปแล้วให้รับรู้ว่าจะมีการเล่นดนตรี ขอให้ครูบันดาลให้เล่น
ไดไ้ พเราะดี ไม่มผี ดิ และขอใหม้ สี ขุ ภาพร่างกายแขง็ แรง ไม่เจ็บปว่ ย
95
ล�ำผฟี า้
ประวตั ิความเป็นมา ความส�ำคัญและคุณค่าแห่งมรดกภมู ปิ ญั ญา
หมอล�ำส่องหรือล�ำผีฟ้า เป็นหมอ
ไสยศาสตรห์ รอื หมอผปี ระเภทหนงึ่ ทร่ี กั ษาดว้ ย หมอล�ำทรงและหมอล�ำผีฟ้า มีอยู่แทบทุกหมู่บ้านในจังหวัดขอนแก่น จังหวัด
ความเชอ่ื และพธิ กี รรมทางศาสนา หมอลำ� ผฟี า้ มหาสารคามและจังหวัดอ่ืน ๆ นอกจากน้ีอาจจะมีอยู่บ้าง เครื่องคายรักษาของแต่ละคณะ
รักษาผู้ป่วยโดยใช้อ�ำนาจเหนือธรรมชาติของ จะไม่ค่อยเหมือนกันนัก คงเป็นเพราะครูสอนครอบให้ต่างกันหรือบางคร้ังหาไม่ได้ อย่างเช่น
ผีฟ้า เพ่ือท่ีจะให้ผีออกจากร่างกายของผู้ป่วย ดอกจ�ำปาลาว (ดอกลั่นทม) องค์ประกอบของล�ำทรงและล�ำผีฟ้า ประกอบด้วย หัวหน้าคณะ
การรกั ษาด้วยผีฟา้ มีอยู่ ๒ สาเหตุ คือ รักษา (ครบู า) ชาวคณะ หมอแคน บางทเี่ รยี กวา่ หมอมา้ ลกั ษณะของกลอนลำ� ทรงและกลอนลำ� ผีฟ้า
ดว้ ยลำ� ทรงแลว้ ไมห่ าย ผตี า่ ง ๆ ไมย่ อมยกโทษ นั้นไมแ่ นน่ อน บางครงั้ ก็ล�ำเป็นทำ� นอง บางครง้ั กพ็ ูดคล้าย ๆ คำ� ผญา ไม่มกี ลอนที่ถอื วา่ ไพเราะ
ให้หรือผีมีความแก่กล้าเกินไป ไม่ยอมรับ เหมือนหมอล�ำหรือล�ำกลอน ลักษณะฉนั ทลักษณ์ไมแ่ นน่ อน ผูล้ �ำหรือผ้แู สดงและผฟู้ งั ไม่ไดย้ ึดถือ
การขอขมา จ�ำเป็นต้องเชิญผีฟ้าลงมาช่วย เรอ่ื งความไพเราะของกลอน แตย่ ดึ เน้อื หาของกลอนวา่ พูดอยา่ งไร
รักษาเยียวยา เพราะผีฟ้ามีอิทธิฤทธ์ิมากกว่า หน้าท่ีหลักของการรักษาท่ีเป็นผีฟ้าก็คือ การรักษาพยาบาลสมาชิกของครอบครัว
เป็นผีท่ีก�ำหนดชะตาชีวิตมนุษย์และอยู่เหนือ เมือ่ เกดิ การเจ็บปว่ ย แมว้ า่ การรกั ษาจะไม่มียาหรืออปุ กรณ์การแพทย์กต็ าม การรกั ษาจะกระทำ�
กว่าผีท้ังปวง อีกอย่างหน่ึงเมื่อล�ำส่อง ด้วยคำ� พดู บอกกลา่ วกบั ผรี า้ ยต่าง ๆ ทเี่ ปน็ สาเหตุของการเจ็บป่วย จากการสอบถามขอ้ มลู พบว่า
(การดูหมอเพื่อการวินิจฉัยปัญหาของชาว ส่วนใหญ่ของผู้ท่ีมีการรักษาเป็นผีฟ้าเคยรักษาโรคท่ีเกิดจากผีท�ำแล้วหาย นับได้ว่าการรักษา
อีสาน) ดูแล้วปรากฏว่าอาการเจ็บป่วยนั้น เป็นบริการสุขภาพประเภทหนึ่งของชาวบ้านได้ ดังน้ัน การรักษาจึงมีความหมายทั้งการรักษา
เป็นการผิดต่อผีฟ้า ไม่ใช่ผีในโลกมนุษย์ พยาบาลและการกระท�ำหน้าท่ีให้ความม่ันคงทางจิตใจ โดยหมอผีฟ้าเป็นผู้ดูแลและใช้อ�ำนาจ
กจ็ ะเขา้ ทรงอัญเชิญผฟี ้าลงมารักษา ของการรกั ษานน้ั
การประกาศขนึ้ บญั ชี
ลำ� ผฟี า้ ไดร้ บั การประกาศเปน็ รายการเบอ้ื งตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม แตย่ งั ไม่
ได้รับการประกาศขึ้นบญั ชเี ปน็ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ
มรดกภมู ิปญั ญาอีสาน 96