The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book รวบรวม 10 วัฒนธรรมเด่นของจังหวัดนราธิวาส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by club007toy, 2023-03-26 23:24:38

๑๐ วัฒนธรรมเด่น เมืองนรา

E-book รวบรวม 10 วัฒนธรรมเด่นของจังหวัดนราธิวาส

Keywords: วัฒนธรรม,จังหวัดนราธิวาส

๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา


ชื่อหนังสือ : ๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ เรียบเรียง : ปราณชลี เลขมาตรฐานสากลประจ�ำหนังสือ : ๙๗๘-๖๑๖-๔๗๙-๐๑๓-๑ พิมพ์ครั้งแรก : ตุลาคม ๒๕๖๔ ที่ปรึกษา : ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นางสาวสุกัญญา โพธิเสถียร วัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส บรรณาธิการบริหาร : นายชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ คณะบรรณาธิการ : นางสาวอลิษา ดาโอ๊ะ นายดูลรอมัน สะนิ นายอรรณพ เจ๊ะสุโหลง นายปราโมทย์ สุวรรณ ผู้ประสานงาน : นางสาวอาภัสสร ศรีใส นักวิชาการวัฒนธรรมช�ำนาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการ : นางสาวแวซัยนะห์ แวมูซอ ผู้อ�ำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และ เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ภาพประกอบ : ประชาสัมพันธ์จังหวัดนราธิวาส ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส เทศบาลเมืองนราธิวาส นายสมมาตร เทพพรหม นายเกริ่น เขียนชื่น นายเพาซี ยะซิง นายสุไลมาน เจ๊ะแม ปราณชลี Sahat Madahee ออกแบบปก-รูปเล่ม : เดียร์ดีไซน์ พิสูจน์อักษร : นางสาวพัชรินทร์ เวชสิทธิ์ พิมพ์ที่ : หสม.พงศ์นราการพิมพ์ โทร. ๐๙ ๐๗๑๘ ๖๗๑๔ จัดพิมพ์โดย : ส�ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส (Narathiwat Provincial Cultural Office) ศาลากลาง (หลังเก่า) ถนนพิชิตบ�ำรุง ต�ำบลบางนาค อ�ำเภอเมือง นราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ๙๖๐๐๐ โทร. ๐๗๓ ๕๑๒ ๘๓๓


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา น�้ำตกปาโจ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด - สุไหงปาดี


๖ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ประกอบด้วย ศาสนา ภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม นาฏศิลป์ดนตรี ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นแบบแผนและวิถีชีวิตอันดีงาม สิ่งเหล่านี้เป็นมรดกอันทรงคุณค่าจากอดีตสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตที่ชุมชนและท้องถิ่นต่าง ๆ ได้พัฒนา สร้างสรรค์ขึ้น และใช้เป็นเครื่องมือในการด� ำเนินชีวิต ป้องกันและแก้ไข ปัญหา รวมทั้งใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นศักยภาพและทุนที่ ส� ำคัญยิ่งของชุมชนท้องถิ่นและสังคมไทย รัฐบาลได้ให้ความส� ำคัญกับ การส่งเสริมให้สถาบันทางสังคมร่วมปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่ ดีรวมทั้งการท� ำนุบ� ำรุงศาสนา การอนุรักษ์ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย และการยอมรับประเพณีวัฒนธรรมที่ดีที่มีความหลากหลาย เพื่อสร้าง สังคมให้มีคุณภาพ คุณธรรม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข จากกรอบ นโยบายของรัฐบาลและจากคุณค่าและความส� ำคัญของวัฒนธรรมซึ่งเป็น ศักยภาพและทุนทางสังคม ส� ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาสจึงได้จัด ท� ำหนังสือ ๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา โดยรวบรวมองค์ความรู้ศิลป วัฒนธรรมที่โดดเด่น กลมกลืนในความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม จ านวน ๑๐ เรื่องได้แก่“กรือโต๊ะ”“กลองบานอ”“ตารีอีนา”“บุญบั้งไฟ”“รับ เจ้าเข้าเมือง”“คเณศจตุรถี”“ศาลเจ้าโก้วเล่งจี่”“ศาลเจ้าแม่ โต๊ะโมะ”


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๗ “เรือกอและ เรือยาว เรือยอกอง” และ “ประชันนกเขาชวา” เพื่อเป็น สื่อที่บอกเล่าเรื่องราวอันงดงามของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนใน พื้นที่จังหวัดนราธิวาส อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้และเผยแพร่ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ “๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา” เล่มนี้จะเป็นคู่มือองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ รวมทั้งเป็นการ ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันดีของประชาชน ท� ำให้เกิดการ ยอมรับและเคารพในประเพณีวัฒนธรรมในลักษณะพหุสังคม ประชาชน ในท้องถิ่นเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม ท้องถิ่นของตนเอง ส่งผลให้ เกิดการรักษาและธ� ำรงไว้ซึ่งคุณค่าของวัฒนธรรมที่ดีงามสืบต่อไป ส�ำนักง านวัฒนธรรมจังหวัดนร าธิว า ส


ค�ำน�ำ สารบัญ บทน�ำ บทที่ ๑ “กรือโต๊ะ” เสียงดนตรีสะท้อนรักสามัคคี บทที่ ๒ “กลองบานอ” ก้องกังวานในความรื่นรมย์ บทที่ ๓ “ตารีอีนา” นาฏลีลาของการผสมผสาน บทที่ ๔ “บุญบั้งไฟ” รวมใจอีสานหนึ่งเดียวในภาคใต้ บทที่ ๕ “รับเจ้าเข้าเมือง” เพื่อคุ้มครองให้อยู่ดีมีสุข บทที่ ๖ “คเณศจตุรถี” พิธีประทานพรอันประเสริฐ บทที่ ๗ “ศาลเจ้าโก้วเล่งจี่”ศูนย์รวมจิตวิญญาณสร้างขวัญก�ำลังใจ บทที่ ๘ “ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ” วิถีธรรม ความดีเมตตา บารมี บทที่ ๙ “เรือกอและ เรือยาว และเรือยอกอง” จากรากเหง้าสู่รากลึกแห่งศรัทธา บทที่ ๑๐ “ประชันนกเขาชวา” สร้างเสียง สร้างสุข ในงานของดีเมืองนรา ................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. ......................................................................... ......................................................................... ......................................................................... ................................................... ............................................................ ............................. ........................................


๖ ๘ ๑๗ ๒๙ ๔๓ ๖๕ ๘๑ ๙๕ ๑๐๕ ๑๑๗ ๑๒๙ ๑๔๑ ๑๕๙ ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑๑ นราธิวาส : ที่อยู่อันยิ่งใหญ่ของประชาชน


๑๒ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑๓ บรรยากาศการแสดงดนตรีพื้นเมือง ณ ริมฝั่งแม่น�้ำบางนรา ในช่วงมีการแข่งเรือกอและหน้าพระที่นั่ง


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา อรุณรุ่ง ณ ชายหาดบ้านทอน อ�ำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส


วงเวียนหอนาฬิกาใจกลางเมืองนราธิวาสในอดีต วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๘ ปากน�้ำบางนรา


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา บ้านเมืองก็เหมือนชีวิตผู้คน ต่างมีรากเหง้าส� ำนึกจิตวิญญาณ ที่ด� ำเนินไปตามวิถีและสภาพแวดล้อม “นราธิวาส” คือพื้นที่หนึ่งในสามของจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส ในฐานะที่ตั้งอาณาจักร โบราณนาม “ลังกาสุกะ” ศูนย์อ� ำนาจตั้งอยู่บริเวณเมืองโบราณยะรัง อ� ำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน พื้นที่ค่อย ๆ พัฒนาจาก เมืองท่าขนาดเล็กของชาวพื้นเมือง เติบโตเป็นชุมชน เป็นเมือง เป็นรัฐ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๗ กระทั่งรุ่งเรืองก้าวหน้า กลายเป็นศูนย์กลาง การค้าทางทะเลช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เชื่อมระหว่างโลกตะวันตกและ โลกตะวันออกสอดคล้องกับสิ่งที่กษมาณัชย์นิติยารมย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ประวัติศาสตร์หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยะลา บอกเล่าว่า แหล่งโบราณคดีส่วน ใหญ่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้นอกจากเส้นทางที่ไปแว้ง - สุคิรินแล้ว เส้นทางส� ำคัญอีกเส้นหนึ่งคือ เส้นไปจากสายน�้ำของปัตตานีและสายบุรี “จากแหล่งโบราณคดีที่เหล่านี้ท� ำให้เห็นความต่อเนื่องของยุค ก่อนประวัติศาสตร์แรกเริ่มประวัติศาสตร์จนกระทั่งเชื่อมถึงปัจจุบัน” ช่วงที่ผ่านมา แม้จะยังไม่มีการส� ำรวจทางโบราณคดีอย่าง เป็นทางการในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส แต ่มีการค้นพบโบราณวัตถุ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ประเภทขวานหินขัดอายุราว๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ปี ตามแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี เขตรอยต ่ออ� ำเภอแว้งและ อ� ำเภอสุคิรินด้วยตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน�้ำปัตตานีและสายบุรีทางฝั่งตะวันออก ของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ลุ่มน�้ำแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้สันนิษฐานว่ามนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เลือกใช้พื้นที่ซึ่งเป็นถ�้ำและเพิงผาของภูเขาหินปูนเป็นที่อยู่อาศัยและ ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น บริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรีในเขตพื้นที่ ต้นลุ ่มน�้ ำปัตตานีและสายบุรีประกอบด้วยถ�้ ำและเพิงผาในเขต อ� ำเภอเบตงอ� ำเภอธารโตอ� ำเภอยะหาจังหวัดยะลาและเขตอ� ำเภอแว้ง ๑๙


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ อ� ำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส รวมทั้งกลุ ่มเขาหินปูนที่อยู ่บริเวณ ตอนกลาง – ปลายลุ่มน�้ำปัตตานีเขตอ� ำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ความต่อเนื่องในทางประวัติศาสตร์แน่นอนว่าย่อมสัมพันธ์กับ การเคลื่อนตัวของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ข้อมูลจากห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส กล่าวถึง กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสว่า กลุ่มชาติพันธุ์มลายู มีเลือด ผสมระหว ่างชนพื้นเมืองหรือกลุ ่มชาติพันธุ์ที่ถูกเรียกในปัจจุบันว ่า “โอรังอัสลี”รวมถึงอินเดียจีน และอาหรับ เป็นส่วนใหญ่ท� ำให้ลักษณะ หน้าตาและผิวพรรณของชาวมลายูมีความหลากหลาย รวมทั้งมีความ หลากหลายทางศิลปะและวัฒนธรรมด้วย ชาวมลายูส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ตั้งถิ่นฐานกระจาย อยู่ทั่วไปในทุกพื้นที่ ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์สยามนั้นถึงแม้จะเรียกเป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์สยาม แต่ส่วนหนึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มลายู พื้นเมืองดั้งเดิมที่ไม่ได้เปลี่ยนมารับศาสนาอิสลามเหมือนชาวมลายู ส่วนใหญ่เพราะเป็นคนพื้นเมืองที่อยู่ในดินแดนแถบนี้มานาน มีลักษณะ หน้าตาและอุปนิสัย วิถีชีวิต ที่ไม่แตกต่างจากกลุ่มมลายูมุสลิมมาก นัก ยกเว้นเรื่องประเพณีและความเชื่อทางศาสนา เช่น กลุ่มบ้านเจ๊ะเห อ� ำเภอตากใบ กลุ่มบ้านล� ำภูอ� ำเภอเมืองนาธิวาส และกลุ่มบ้านทุ่งคา อ� ำเภอยี่งอ ภายใต้ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ศาสนา ก่อนมีการแบ่ง เส้นเขตแดนหรือก่อนที่จะเป็นรัฐชาติสมัยใหม่เหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน ดินแดนแถบนี้ก็ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิกลุ่มชนซึ่งอาศัยอยู่ในป่าลึก และชาวมลายูซึ่ง ในระยะแรกนับถือสิ่งเหนือธรรมชาติศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ต ่อมาชาวมลายูส ่วนใหญ ่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ท� ำให้ชาวมลายูส่วนหนึ่งที่ยังคงนับถือศาสนาพุทธถูกเรียกโดยรวมว่า “โอรังสยาม” ๒๐


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ทั้งนี้ช่วงแรก ๆ ของศาสนาอิสลามที่เข้ามาในแหลมมลายู เป็นศาสนาอิสลามแบบซูฟีจนปรับเปลี่ยนมาเป็น “อะห์ลีซุนนะห์ วัลญามาอะห์” และมีการปรับเปลี่ยนอีกหลายครั้งจากกระแส อิสลามานุวัฒน์ ต่อมา เมื่อการค้าทางทะเลมีความส� ำคัญมากขึ้น และที่ตั้ง แหลมมลายูที่อยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือระหว่างจีนและอินเดีย รวมทั้ง การที่ปาตานีเป็นเมืองท่าที่ส� ำคัญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ท� ำให้ เกิดการย้ายมาตั้งถิ่นฐานตามเส้นทางการค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณ ปากแม่น�้ำ ริมชายฝั่งทะเล และตามแหล่งทรัพยากรส� ำคัญ จากหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่า ในบริเวณจังหวัด นราธิวาส เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณที่นับถือศาสนาพุทธ เนื่องจาก พบพระพุทธรูปศิลปะอินเดียใต้แบบอมราวดีที่อ� ำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ - ๑๑ นอกจากนี้ยังมีการ ส� ำรวจพบแหล่งโบราณคดีซึ่งมีอายุก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เช่น แหล่ง โบราณคดีโคกอิฐ และแหล่งโบราณคดีเขากง ย้อนไปในสมัยอาณาจักรศรีวิชัยเจริญรุ่งเรืองช่วงพุทธศตวรรษ ที่ ๑๓ - ๑๔ อาณาจักรลังกาสุกะและบรรดาเมืองท่าทั้งหลายทางฝั่ง ตะวันออกของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ก็อยู่ภายใต้อ� ำนาจ ทางการเมืองและวัฒนธรรม จนเมื่ออาณาจักรศรีวิชัยอ่อนก� ำลังลง เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ บทบาทของอาณาจักรลังกาสุกะจึงปรากฏ ขึ้นอีกครั้ง ต่อมาราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อาณาจักรลังกาสุกะ หมดอ� ำนาจลงเนื่องจากสภาพภูมิประเทศเปลี่ยนแปลง เมื่อไม่สามารถ ท� ำมาหากินได้ดังเดิม ชาวเมืองจึงพากันอพยพไปอยู่ที่อื่น ท� ำให้อาณาจักร ลังกาสุกะค่อย ๆ เลือนหายไป เกิดเป็นรัฐปาตานีดารุสสาลามเข้ามา แทนที่ ๒๑


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ กระทั่งล ่วงสู ่ยุครัตนโกสินทร์ ผ ่านวันผ ่านคืน ผ ่านความความรักและ ผูกพันระหว่างกัน เกิดการหลอมรวมผู้คน ทุกเชื้อชาติศาสนาที่อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ จังหวัดปัตตานียะลา และนราธิวาส จากสายธารชาติพันธุ์พื้นเมือง (โอรังอัสลี) กับรากความเชื่อแบบดั้งเดิม สู่กระแสธารศรัทธาฮินดู - พุทธอิสลาม จีน คริสต์สะท้อนวิถีความงดงามในความเป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ในที่สุด ประการส� ำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม คนเชื้อชาติศาสนาใด ต่างมีชีวิต ศรัทธา ความเชื่อศิลปวัฒนธรรม ประเพณีโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์มากด้วยเสน่ห์สามารถบอก เล่าถึงวิถีและเพิ่มสีสันให้เมืองนราอย่างตรา ตรึงใจ ๒๒


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๒๓ บรรยากาศการซ้อมแข่งเรือในแม่น�้ำบางนรา


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา บรรยากาศเมืองนราธิวาส บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ยามค�่ำคืน บริเวณแยกเสด็จ ในเมืองนราธิวาส


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๓๐


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา เมื่อหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวประมาณเดือนกุมภาพันธ์และ เดือนมีนาคมมาถึง ... ภายใต้ความร้อนของแผ่นดินยามแล้ง บนฟากฟ้ากลับถูก แต่งแต้มด้วยสีสันของว่าวนานาชนิด และในวาระว่างเว้นจากการงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยสิ่งที่จะมา ชดเชยความรู้สึกได้ประการหนึ่ง ก็คือการแสวงหาการละเล่นที่ให้ความ บันเทิงสนุกสนานมาแทนที่แถมยังแฝงปรัชญาวิถีถิ่นไว้อีกด้วย เรื่องราวเกี่ยวกับ “กรือโต๊ะ” ซึ่งในภาษามลายูแปลว ่า “การตี” จึงเกิดขึ้น และถูกเรียกขานกันต่อมาว่า “กลองกรือโต๊ะ” การละเล่นพื้นบ้านชนิดหนึ่งของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีต้นก� ำเนิดอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเท่านั้น กระทั่งได้รับการ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๖ ก�ำเนิดกรือโต๊ะ ถิ่นก� ำเนิดของกรือโต๊ะก่อนจะกลายเป็นแหล่งนิยมเล่นกันมาก คือในพื้นที่ ๓ อ� ำเภอของจังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อ� ำเภอแว้ง อ� ำเภอสุไหงปาดีและอ� ำเภอสุไหงโก -ลก นอกจากนี้ยังมีความพยายาม ฟื้นฟูอนุรักษ์การละเล่นสมัยโบราณนี้จากชาวบ้านหมู่ ๓ต� ำบลมะรือโบออก อ� ำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส อีกด้วย ต� ำนานชาวบ้านมะรือโบออกให้รายละเอียดว่า “กรือโต๊ะ” เป็นค� ำภาษามาลายูใช้เรียกการละเล่นชนิดหนึ่งซึ่งท� ำจากลูกมะพร้าว แห้งกับไม้ใช้ตีให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า ค�ำ “กรือโต๊ะ” ไม่มีความหมาย แต่น่าจะเป็นชื่อที่แยกเลียนเสียงการตี ๓๑


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๓๒


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา อุปกรณ์ไล่นกชนิดหนึ่งเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีมาแล้วเดิมทีเกิดจากภูมิปัญญา ชาวบ้านโต๊ะแบ ต� ำบลมะรือโบออก ในจังหวัดนราธิวาส ที่คิดค้นวิธีการไล่ ไก่ เป็ด และนก ไม ่ให้มากัดกินท� ำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวของชาวนา โดยการขุดหลุมกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ เซนติเมตรลึก ๒๕ - ๓๐ เซนติเมตร แล้วน� ำไม้ไผ่ที่ผ่าครึ่งแล้วจ� ำนวน ๕ ท่อนมาพาดไว้บนหลุม ๑ ท่อน เรียกว่า“ใบกรือโต๊ะ” ที่เหลือ ๔ ท่อน น� ำมาปักที่ขอบด้านนอกหลุม ให้ชิดกับใบกรือโต๊ะเพื่อกันไม่ให้เคลื่อนที่ ใช้ก้านมะพร้าวเป็นไม้ตี เนื่องจากหาง่ายและให้เสียงที่ดังไปไกล ไล่นกได้ผลดี ต่อมาเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ท� ำให้ต้องขยายพื้นที่ท� ำนา ไปไกล ๆ การขุดหลุมจึงกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ที่ส� ำคัญหากมีฝนตกก็ ใช้การไม่ได้ชาวบ้านจึงคิดค้นอุปกรณ์ไล่นกแบบใหม่ที่สามารถพก พาไปได้ทุกที่ โดยเลียนแบบจากของเดิม มีการใช้ลูกมะพร้าวมาแทน การขุดหลุมเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน วิธีการคือใช้มะพร้าวที่ถูกกระรอก กัดกินเนื้อข้างในจนหมด เพราะโดยธรรมชาติกระรอกจะกัดบริเวณ ก้นลูกมะพร้าวทีละนิดจนถึงเนื้อมะพร้าวกินเนื้อด้านในจนหมดจากนั้น มะพร้าวจะตกจากต้นเองชาวบ้านน� ำลูกมะพร้าวมาตัดก้นตรงที่กระรอก กัดกินออกให้กว้างประมาณ ๑ ใน ๔ ของขนาดมะพร้าวแล้วใช้รูปแบบ เดียวกันกับการขุดหลุม คือ หงายส่วนที่ตัดขึ้น น� ำไม้ไผ่ผ่าครึ่ง ๑ ท่อน มาวางพาดส่วนที่ตัดไว้เรียกว่า “ใบกรือโต๊ะ” แล้วน� ำซี่ไม้ไผ่ ๒ ท่อน มาผูกติดกับลูกมะพร้าวด้วยเชือกปักเป็นเสา ๒ ข้าง ยึดใบกรือโต๊ะไว้ ด้านใดด้านหนึ่ง อีกด้านเจาะรูแล้วยึดด้วยซี่ไม้ไผ่ขนาดเล็กปักไว้กับ ฐานรอง และผูกยึดติดกับลูกมะพร้าวเช่นกัน ใช้ก้านมะพร้าวเป็นไม้ตี เมื่อมีการใช้กรือโต๊ะอย่างแพร่หลายมากขึ้น และเสียง กรือโต๊ะของแต่ละคนก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว(ขึ้นอยู่กับลูกมะพร้าวและ ไม้ไผ่) เลยมีการจัดการประชันขึ้นจนกลายเป็นการแข่งขันที่มีกฎเกณฑ์ขึ้น๒ เกณฑ์โดยทั่วไปแล้วจะดู๒ อย่างคือ ๑.ความสวยงามในการตกแต่ง กรือโต๊ะ ๒.ความดังและท� ำนองในการท� ำเพลง ๓๓


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๓๔ จากนั้นมากรือโต๊ะกลายเป็นอุปกรณ์การละเล่นชนิดหนึ่งที่นิยม เล่น และส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันในงานต่าง ๆแต่เมื่อเวลาผ่านไปนานมีของ เล่นใหม่เพิ่มมากขึ้น ท� ำให้กรือโต๊ะค่อย ๆ หายไป ปัจจุบันหาดูได้ยาก ก่อนจะเป็น “กลองกรือโต๊ะ” พัฒนาการในการท� ำกลองกรือโต๊ะในแต่ละพื้นที่ปรับเปลี่ยน ไปตามยุคสมัย สิ่งส� ำคัญคือ การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เพียงแต่น� ำมาประกอบ ดัดแปลง หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามสภาพ ส� ำหรับวิธีการท� ำอุปกรณ์ส� ำคัญในการละเล่นกรือโต๊ะของ ชาวบ้านอ� ำเภอแว้งอ� ำเภอสุไหงปาดีและอ� ำเภอสุไหงโก-ลกจะท� ำกรือ โต๊ะจากไม้เนื้อแข็งเช่น ไม้ตะเคียน ไม้ตาแปด หรือไม้หลุมพอซึ่งในอดีต หาได้ไม่ยากนักเพราะมีพื้นที่ติดกับป่าแถบเทือกเขาสันกาลาคีรีหรือในเขต ผืนป่าฮาลา - บาลา อันกว้างใหญ่ กรือโต๊ะ ประกอบด้วย ๓ ส่วนด้วยกัน คือ ตัวกรือโต๊ะ เด๊าว์ หรือใบ และไม้ตีตัวกรือโต๊ะ ท� ำจากไม้เนื้อแข็งเรียกว่า “ไม้ตาแป” ทุกอย่างถูกน� ำมาประกอบกันเข้าอย่างลงตัว วิธีการท�ำ เริ่มแรกน� ำไม้ตาแปมาตากแดดให้แห้งสนิท เสร็จแล้วตัดให้ได้ขนาดจากนั้นใช้สิ่วขุดให้เป็นหลุม ลักษณะของหลุมที่ นิยมคือ หลุมปากแคบและป่องตรงกลาง ภายนอกตกแต่งหรือกลึงอย่าง สวยงาม มีการทาสีที่นิยม คือสีฟ้าสีขาวสีเหลือง หรือทาน�้ำมันชักเงา ให้สวยงาม เด๊าว์หรือ เรียกว่า ใบ หรือลิ้นเสียง ท�ำจากไม้ตาแปที่แห้งสนิทดี เช่นเดียวกับกรือโต๊ะ กรือโต๊ะใบหนึ่ง ๆ มีเด๊าว์ ๓ อัน ขนาดความยาว ประมาณ ๒ - ๓ ฟุตกว้างประมาณ ๖ - ๘ นิ้ว ท� ำเป็นเสียงต�่ำ เสียงกลาง และเสียงสูงอย่างละอัน ความยาวจะขึ้นอยู่กับความช� ำนาญของผู้ใช้เล่น


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา นอกจากตัวกลองกรือโต๊ะแล้ว ยังมีส่วนไม้ตีในภาษามลายูเรียก ว่า“มูโก” ท� ำจากไม้เนื้อแข็ง ขนาดไม้พอจับถือได้ถนัดยาวประมาณ ๑ ฟุต ปลายด้ามที่ใช้ตีพันด้วยเส้นยางพาราให้หนา ลักษณะเป็นหัวกลม ขนาดโตกว่าก� ำปั้นเล็กน้อย หลังอุปกรณ์ต่าง ๆถูกประกอบร่างกลายเป็นกลองกรือโต๊ะแล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อม การแสดงก็เริ่มต้น ... เป้ าหม ายและคุณค่ าของก ารเล่น “ตู้ม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ” เสียงกลองกรือโต๊ะดังกังวานสอดประสานเสียงไปทั่วชุมชน คนถือมูโกแต่ละคนใบหน้าเปื้อนเหงื่อ หากทว่าดวงตามุ่งมั่นและเต็ม ไปด้วยความสุข เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ชมต่างมีรอยยิ้มอิ่มสุขกันถ้วนหน้า ต่างลุ้น ต่างเชียร์อย่างสนุกสนาน มักมีการตีกรือโต๊ะแข่งขันว่าของใคร จะมีเสียงดังกว่าหรือมีเสียงนิ่มนวลกลมกลืนกัน และความพร้อมเพรียง ในการตีสะท้อนความสมัครสมานสามัคคีกันในทีม การเล่นกรือโต๊ะนิยมเล่นกันในวันส� ำคัญของหมู่บ้าน ทั้งงาน ฉลอง งานเทศกาล หรือในวันส� ำคัญอื่น ๆ หรือหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว ในนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตกราวเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม และนิยม เล่นกันในคืนเดือนหงายเพราะไม่ร้อนและบรรยากาศชวนให้สนุกสนาน ในการแข่งขันกรือโต๊ะถือเป็นวันส� ำคัญของหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านหรือ ต� ำบลหนึ่งจะมีกรือโต๊ะของหมู่บ้านและต� ำบลคณะเดียว หากหมู่บ้าน หรือต� ำบลของตนชนะก็เกิดความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติแห่งความเป็น ผู้ชนะ เพราะแต่ละหมู่บ้านจะน� ำกรือโต๊ะที่มีอยู่ประมาณ ๕ - ๑๐ ใบ หรือแล้วแต่ตกลงมาตีประชันแข่งขันกันเป็นทีม ทีมไหนที่มีผู้ตีกรือโต๊ะได้ เสียงดังมีความพร้อมและอดทนในการตีกรือโต๊ะได้นานกว่าทีมอื่นก็จะเป็น ฝ่ายชนะผลชนะของทีมเสมือนว่าเป็นการชนะของคนทั้งหมู่บ้านทีเดียว ๓๕


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๓๖


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา โดยสรุปจึงอาจกล่าวได้ว่า การตีกรือโต๊ะนอกจากเพื่อความ สนุกสนานแล้ว ยังสะท้อนความสมานสามัคคีของคนในชุมชนอีกด้วย ถือเป็นการเล่นที่ส่งเสริมความรักความสามัคคีของผู้เล่น เพราะถ้าหาก ผู้เล่นมีความพร้อมเพรียงกันในการตีกรือโต๊ะก็จะมีเสียงดังที่นิ่มนวล เข้าจังหวะกัน และท� ำให้เกิดความสนุกสนาน ร่วมสืบส านเสียงสะท้อนรักส ามัคคี เป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันกรือโต๊ะมีจ� ำนวนลดน้อยลง ทั้งด้าน การท� ำเครื่องดนตรีและความนิยมของผู้เล่น เนื่องจากการท� ำกรือโต๊ะ ต้องใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่มาขุดเจาะเป็นตัวกรือโต๊ะ ซึ่งด้วยข้อจ� ำกัด ด้านสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ท� ำให้หาไม้เนื้อแข็ง ขนาดใหญ่ได้ยาก ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่คนในสังคม ให้ความนิยมในสื่อบันเทิงแบบใหม่ คนส่วนใหญ่ยึดความเป็นอยู่แบบ ต่างคนต่างอยู่ในลักษณะครอบครัวเดี่ยว ต่างคนต่างดิ้นรนเอาตัวรอด ท� ำให้ไม่ค่อยมีกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน การเล่นกรือโต๊ะนับวันก� ำลังเลือนหายไปจากสังคม กระทั่ง หลายคนเกรงว่าวันหนึ่งจะถึงวัน “สิ้นเสียงกลอง”เพราะทุกวันนี้จะมีการ แสดงบ้างก็ช่วงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับผู้ใหญ่หรืองานเทศกาลส�ำคัญ ดังนั้นหากต้องการให้กรือโต๊ะด� ำรงอยู่ในสังคม ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชน และภาคประชาชน จ� ำต้องร่วมกันอนุรักษ์และสืบสาน การท� ำกรือโต๊ะและการเล่นกรือโต๊ะ ผ่านประสบการณ์ผู้อาวุโสหรือ คนรุ่นเก่า ผสานกับพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อกรือโต๊ะในฐานะ ศิลปะโบราณจะได้อยู่คู่สังคมชายแดนใต้สืบไป เมื่อหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวประมาณเดือนเดือนกุมภาพันธ์และ เดือนมีนาคมมาถึงอีกครา ย่อมเป็นสัญญาใจของพวกเราว่าจะได้ไป ร่วมเล่นกรือโต๊ะด้วยกันอีกครั้ง เพื่อร่วมสืบสานเสียงสะท้อนรักสามัคคี ที่หล่อหลอมผูกพันหัวใจของเราทุกคนไว้ด้วยกันมาเนิ่นนาน ๓๗


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ลักษณะเด่นและการแข่งขัน “กรือโต๊ะ” ขนาดกรือโต๊ะ กรือโต๊ะมี๓ ขนาดคือ ๑.รุ่นเล็ก มีส่วนลึกไม่เกิน ๒๐ เซนติเมตร ๒.รุ่นกลาง มีส่วนลึกไม่เกิน ๒๔ เซนติเมตร ๓.รุ่นใหญ่ มีส่วนลึกไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร จังหวะการตี การตีกรือโต๊ะ แบ่งเป็น ๓ จังหวะคือ ๑.จังหวะโหมโรง หมายถึง จังหวะก่อนเริ่มเล่นกรือโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็น การแสดงหรือการประชัน เพื่อทดสอบความสมบูรณ์และความพร้อมของอุปกรณ์ ๒.จังหวะลีลา หมายถึง การตีจังหวะที่สนุกสนาน ผสมลีลาการตีที่ เร้าใจ สร้างสีสันให้ผู้ชม ๓.จังหวะประชัน หมายถึง จังหวะที่ต้องใช้ก�ำลังในการตีเพราะสิ่งที่ ประชันคือเสียงของกรือโต๊ะของตัวเอง ต้องไปกลบเสียงตีของคู่แข่งให้ได้หากวง ใดตีดังและสามารถกลบเสียงคู่แข่งได้จะเป็นฝ่ายชนะ ลักษณะการบรรเลง ๑.ในการแข่งขันแต่ละครั้ง จะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากถึง ๓๐ ทีม จะแบ่งสายการแข่งขันโดยคณะกรรมการอาวุโสอย่างน้อย ๓ คน ๒.คณะกรรมการจะท�ำการแบ่งรุ่นการแข่งขันเป็น ๓ รุ่น ประกอบด้วย รุ่นเล็ก รุ่นกลาง และรุ่นใหญ่ ๓.กรือโต๊ะคณะหนึ่งจะมีผู้เล่นอย่างน้อย ๗ คน ประกอบด้วย หัวหน้า คณะ ท�ำหน้าที่ตีกรือโต๊ะใบเอก บอกสัญญาณการเริ่มต้นและหยุดและผู้ร่วมตีมือ ๒ และมือ ๓ ท�ำหน้าที่ให้สัญญาณเร่งจังหวะหรือลดจังหวะส่วนผู้ร่วมตีที่เหลือ ท�ำ หน้าที่ตีให้เข้ากับจังหวะ


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ลักษณะการจัดวาง ๑.การจัดวางกรือโต๊ะทั้ง ๗ ใบ มีรูปแบบตายตัว คือ มี๒ แถว แถวที่ ๑ มี๔ ใบ แถวที่ ๒ มี๓ ใบ วางกรือโต๊ะแต่ละใบห่างกันพอสมควรเพื่อไว้ ส�ำหรับการยืนตีและเปลี่ยนใบได้อย่างสะดวกส่วนฝ่ายคู่แข่งจะวางแถวใกล้ๆกัน ๒.กรรมการจะนั่งฟังตัดสินเสียงห่างจากสถานที่แข่งขัน๓๐–๕๐เมตร ๓.เมื่อเริ่มการแข่งขัน กรรมการจะให้คณะที่แข่งขันทีมแรกตี๓ พัก หรือ ๓ เพลงต่อเนื่อง เพลงละ ๑ – ๒ นาทีหลังจากตีเสร็จเรียบร้อยอีกคณะก็ เริ่มตีเช่นเดียวกัน จากนั้นกรรมการก็จะตัดสินคณะที่ชนะส�ำหรับคณะที่แพ้ต้อง เปลี่ยนใบอันใหม่จนกว่าคณะใดเปลี่ยนใบครบ ๓ อันก็ถือว่าเป็นผู้แพ้ในที่สุด การตัดสินของกรรมการ กรรมการตัดสินจะพิจารณาจากเสียงของกรือโต๊ะที่ตีออกมาว่า ดัง นุ่มนวลกลมกลืน และในคณะมีความพร้อมเพรียงกว่าคณะที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว จะเป็นฝ่ายชนะ ที่มา : งานวิจัยการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการละเล่นกรือโต๊ะ อ�ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดย ซาฮีฎีน นิติภาค และคณะ, ๒๕๖๑.


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๒


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๔๔


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา เสียงกระหน�่ ำกลองบานอดังสะท้านก้องกังวานไป ไกลทั่วชุมชนในหุบเขา ชาวบ้านซึ่งก� ำลังท� ำภารกิจตามท้องไร่ท้องนาหรือ ในเรือนเคหาแสนอบอุ่น ต่างหยุดนิ่งพร้อมตั้งใจเงี่ยหูฟัง หลายคนแสดงอากัปกิริยาพยักหน้ารับรู้ตามมาด้วยภาพ สะท้อนอารมณ์เปี่ยมสุขอาบใบหน้า เพราะรู้ดีว่าสัญญาณ นี้คือที่มาของนัดหมายเข้าร่วมงานรื่นเริงหรือกิจกรรมส� ำคัญ ซึ่งก� ำลังจะเกิดขึ้นในชุมชนของตนในเร็ววันนี้ การส่งสัญญาณเช่นนี้ใช่ว่าจะมีอยู่ทุกพื้นที่ทุก แห่งหน หากทว่ากลับปรากฏอยู่บางพื้นที่ในชายแดนใต้ สุดของประเทศไทยเท่านั้น โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาส พื้นที่รอยต่อชายแดนไทย-มาเลเซียซึ่งมีเทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นเส้นแบ่งพรมแดน แต่หาได้แบ่งแยกรากร่วมเชิงวิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรม นราธิวาสมีปัจจัยเชิงพื้นที่ที่มีทรัพยากรป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าดิบชื้นหรือป่าฝนเขตร้อน (Tropical RainForest) ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา รวมถึง เขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีเชิงวิถีชีวิตผู้คนมีสังคม และวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายศิลปะการแสดงหรือ การละเล่นพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือมรดกร่วมของ ชาวบ้าน และเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนา อิสลาม จึงสะท้อนวิถีมุสลิมทั้งตามพื้นฐานการด� ำรงชีวิต ความคิดและการแสดงออกกลายเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ ประจ� ำถิ่นผ ่านวิถีชีวิตความเป็นอยู ่ ศรัทธาความเชื่อ สภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติตามสภาพภูมิศาสตร์ หรือท� ำเลที่ตั้ง ๔๕


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ เช่นที่ อ.ประพนธ์ เรืองณรงค์กล่าวถึงศิลปะการแสดง พื้นบ้านในหนังสือบุหงาปัตตานี : คติชนไทยมุสลิมชายแดนภาคใต้ว่า แบ่งออกได้เป็น ๑๐ ประเภท หนึ่งในนั้นคือ“บานอร์” หรือ“บานอ” เครื่องดนตรีพื้นเมืองสะท้อนอัตลักษณ์ความภาคภูมิใจของ ชาวบ้านในจังหวัดนราธิวาส มีประวัติความเป็นมายาวนาน กอปรด้วย เรื่องเล่าต� ำนาน ความรักความผูกพัน เชิงพื้นที่และผู้คน นับตั้งแต่อดีต นับเนื่องจนถึงปัจจุบัน เส้นท างศิลปวัฒนธรรมกลองบ านอ กลองบานอมีจุดเริ่มต้นในฐานะเป็นการละเล่นในท้องถิ่น ผ่านการสั่งสมจนกลายเป็นภูมิปัญญาสร้างความภาคภูมิใจให้คนใน ชุมชน มีต� ำนานเล่าขานมายาวนานผ่านค� ำบอกเล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น นับเนื่องกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว ดังปรากฏเรื่องเล่าต่อกันมาว่าแรกเริ่ม เดิมทีนั้นมีโต๊ะลือบาผู้หนึ่งชื่อ “นอร์” เริ่มมีแนวคิดค้นสร้างกลองขึ้น มาด้วยการตัดท่อนไม้กลมที่มีรูอยู่ด้านใน เจาะต่อเติมให้รูนั้นกว้างออก ไปยาวประมาณ ๒ ฟุตจากนั้นจึงน� ำหนังควายที่รีดขนออกจนเรียบบาง มาวางปิดปากไม้จัดการขึงให้ตึงโดยใช้เชือกหวาย เวลาตีด้วยมือ จะท� ำให้มีเสียงดังกังวานมากเริ่มแรกสร้างเพียงลูกเดียวแต่ด้วยเข้าใจดี ถึงข้อจ� ำกัดของการสื่อสารในชุมชน จากที่ต้องการให้สามารถปรับเสียง ได้มากขึ้นและดังขึ้น จึงเพิ่มจ� ำนวนกลองเป็น ๖ - ๙ ลูก ในสมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีช่วยด้านการสื่อสารประกอบกับ การตั้งถิ่นฐานอาคารบ้านเรือนมักอยู่ห่างกันตามสภาพพื้นที่เป้าหมาย ของการสร้างกลองจึงมีเพื่อช่วยเรื่องการสื่อสารแจ้งข่าวเมื่อเจ้าของงาน แจ้งก� ำหนดวันจัดงานพิธีต่าง ๆ เช่น พิธีเข้าสุหนัต พิธีแต่งงาน โดยมี การตีประโคมเสมือนเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าขณะนี้ถึงวันงานของตน แล้ว รวมถึงเพื่อให้การจัดงานนั้น ๆ มีความสนุกสนานยิ่งขึ้นด้วย ๔๖


๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ต่อมากลองที่ถูกสร้างขึ้นมาจึงถูกเรียกจนติดปากคนทั่วไป จนถึงทุกวันนี้ว่า“บานอ” หรือ“บานอร์”อันมีที่มาจาก“โต๊ะลือบา” ชื่อ “นอร์” ซึ่งเป็นผู้สร้างกลองประเภทนี้ขึ้นมานั่นเอง บ้างก็บอกเล ่าสืบกันมาว ่า กลองบานอเป็นกลองชนิด หนึ่ง เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวไทยมุสลิมของ จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมถึงชาวมาเลเซียในรัฐกลันตันและตรังกานู แรกเริ่มได้รับอิทธิพลมาจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย “บานอ” เป็นค� ำมาจากภาษามาเลเซียว่า “รือบานอ” เป็นกลองขนาดใหญ่ ที่พัฒนามาจาก“กลองเดาะตุ๊”ซึ่งเป็นของชาวนครเมกกะสมัยโบราณ ในอดีตใช้ตีเพื่อนัดหมายหรือส่งสัญญาณ ปัจจุบันใช้ในการละเล่น เพื่อความรื่นเริง นิยมกันมากแถบอ� ำเภอสุไหงโก-ลก อ� ำเภอแว้ง อ� ำเภอสุไหงปาดีจังหวัดนราธิวาสแต่ดูเหมือนนับวันจะยิ่งหาชมได้ยาก เพราะมีกลุ่มสืบทอดการแสดงน้อยลง


วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๔๘


Click to View FlipBook Version