๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา หัวใจส�ำคัญของบ านอ ขั้นตอนการท� ำกลองบานอจ� ำเป็นต้องเลือกใช้วัสดุซึ่งเป็นไม้ เนื้อแข็งประเภท “ไม้หลุมพอ” เป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ ขนาดใหญ่ที่หักหรือโค่นล้มเองตามธรรมชาติไม้ลักษณะนี้ในจังหวัดนราธิวาส มักจะเจอมากแถบพื้นที่ อ� ำเภอแว้ง อ� ำเภอสุไหงปาดีหรืออ� ำเภอสุคิริน เขตรอยต่อเทือกเขาสันกาลาคีรีระหว่างชายแดนไทย - มาเลเซีย ส่วนเครื่องประกอบอื่น ๆต้องใช้“หวาย” ทั้งขนาดใหญ่ยาวและหวาย ที่มีขนาดเล็ก มาผสมผสานกันในการรัดตัวกลอง ซึ่งในพื้นที่ ก็มีอยู่มากมายเช่นเดียวกัน ประการส� ำคัญ ปรากฏเรื่องเล่าเกี่ยวกับขั้นตอนก่อนจะเป็น กลองบานอสักลูก มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการ เช่น เชื่อว่าไม้ที่น� ำมาท� ำกลองบานอมีผีเจ้าไม้สถิตอยู่ ต้องเป็นไม้หลุมพอ ที่ถูกฟ้าผ่ายืนตาย เพราะเชื่อว่าท� ำให้เสียงดังดีก่อนเดินทางไปแข่งขัน หมอต้องท� ำพิธีบวงสรวงเชิญผีเจ้าไม้ให้มาประจ� ำอยู่ในกลอง นอกจากนี้ หมอยังใช้ข้าวสารมาต� ำกับขมิ้น เสกคาถาเสร็จแล้วเอาเก็บไว้กับตัว ถึงเวลาลงสนามแข่งขัน หมอจะน� ำข้าวสารที่ต� ำกับขมิ้นมาขัดกลอง เชื่อว่าเป็นการไล่และป้องกันเสนียดจัญไรที่ฝ่ายต่างข้ามอาจจะกระท� ำ ต่อฝ่ายตน เครื่องมือที่ใช้ท� ำกลองบานอมีหลายประเภทด้วยกัน ส่วนใหญ่ เป็นเครื่องมือที่ชาวบ้านใช้เป็นปกติในชีวิตประจ� ำวัน เป็นการสร้างสรรค์ ขึ้นโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตขึ้นมาเอง โดยเฉพาะค้อนไม้ส� ำหรับ ตีหรือเคาะซึ่งมีขนาดแตกต่างกัน รวมถึงค้อนเหล็กขวาน หรือมีดชนิด ต่าง ๆโดยระยะเวลาในการผลิตกลองบานอใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน ต่อ ๑ ใบ ๔๙
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๕๐ ส� ำหรับขั้นตอนและวิธีการเล่น เริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ ในการละเล่น ได้แก่ กลองบานอ ไม้ตีกลอง โดยบานอ ๑ ทีมจะมี กลองบานอ ๖ ตัว (เดิมจ� ำนวนกลอง ๗ ตัว แต่เนื่องจากไม้ท� ำกลอง หายาก ปัจจุบันจึงลดจ� ำนวนกลองเป็น ๖ ตัว) จากนั้นแต่งเสียงกลอง โดยใช้ค้อนไม้ขนาดใหญ่ปรับแต่งลิ่มไม้ด้านหลังกลอง ใช้เวลาตี ๓ รอบ ๑ รอบใช้เวลา ๕ นาทีส่วนช่วงเวลาเล่นนิยมตอนกลางคืน จ� ำนวน ผู้เล่นกลองบานอ ๑ ใบใช้ผู้ตีจ� ำนวน ๒ คน ดังนั้นกลองบานอ ๑ ทีม มีกลองบานอ ๖ ใบ ใช้ผู้ตีทั้งหมด ๑๒ คน เป็นผู้ตีน�ำ ๑ คน ผู้ตีขัดจังหวะ ๑ คน และผู้ตีตาม ๑๐ คน รายละเอียดการแข่งขัน วิธีการและเกณฑ์ การตัดสิน ทีมที่แข่งขันจะตีกลองทีมละ ๓ รอบ รอบละ ๕ นาทีตีสลับกัน ทั้ง ๒ ทีม แต่ละทีมสามารถปรับแต่งเสียงกลองทีมของตนเพื่อให้เสียง ดังก้องกังวานและเสียงดีกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง และในรอบที่ ๔ ตีพร้อมกัน ทั้ง ๒ ทีม หากทีมใดรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ก็วางไม้ยอมแพ้เรื่องกรรมการตัดสิน ทั้งผู้ฟังและผู้เล่นจะท� ำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินกันเองหากทีมใดรู้ตัวว่า สู้ไม่ได้ก็วางไม้ยอมแพ้ส่วนรางวัลในการแข่งขันมักเป็นเงินรางวัล เป็นส่วนใหญ่ เหตุผลส� ำคัญประการหนึ่งที่ท� ำให้ศิลปวัฒนธรรมกลองบานอ ยังคงเป็นที่นิยมกันในบางกลุ ่มหรือบางชุมชน และพร้อมจะ ปลุกจิตส� ำนึกร่วมอนุรักษ์สืบสานกันต่อไป ด้านหนึ่งเป็นเพราะเป็น การละเล่นพื้นบ้านที่ถูกสืบทอดกันมานับร้อยปีผ่านวิธีการเล่นที่คิดค้น สร้างสรรค์โดยชาวบ้านด้วยกันเอง ประกอบกับมีเป้าหมายการละเล่น ที่ก่อประโยชน์ต่อบุคคลและสังคมส่วนรวม รวมถึงการซ่อนคุณค่า ความหมายไว้มากมายในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การคิดค้น การสร้าง การตีการละเล่น หรือการแข่งขัน โดยเฉพาะสิ่งเน้นย�้ำเรื่องความรัก และสามัคคีของผู้คนในสังคม
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ร่วมอนุรักษ์สืบส านศิลป์ของแผ่นดิน “การสร้างกลองบานอ ถือได้ว ่าเป็นการสืบทอดรักษา ภูมิปัญญามรดกทางวัฒนธรรมพื้นถิ่นของเราให้ยังคงอยู่ การได้อยู่ กับเสียงกลองบานอมีความสุขมาก ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกลองเหมือน เสียงพรของพระเจ้า ท� ำให้พวกเราไม่ลืมวัฒนธรรมของเรา ขอเพียงแค่มีคน สนใจมาท� ำหรือมาตีกลองบานอ พร้อมที่จะถ่ายทอดและสานต่อเท่าที่ ยังมีแรงและมีลมหายใจ ขอให้ยังได้ยินเสียงกลองบานอดังกังวาน เพื่อ ให้วัฒนธรรมคงอยู่กับเราต่อไป” นายสูดิน ดอเลาะ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ๒๕๖๐ กล่าวถึง ความรู้สึกที่มีต่อกลองบานอ พร้อมย้อนความหลังว่า สมัยอายุ ๑๔ ปี ยังเด็กมาก มีโอกาสฝึกท� ำกลองบานอตามผู้ใหญ่ ท� ำกับพ่อและทีม งานไม่กี่คน ปัจจุบันร่วมท� ำหลายคน รู้สึกสนุกกว่าช่วงอดีต ผู้น� ำชุมชน ก็ชวนคนรุ ่นใหม ่มาร ่วมกัน เป็นการส ่งเสริมเด็กวัยรุ ่นให้อนุรักษ์ กลอง ๗ ใบ คนตี๑๔ คน สลับกันตีเล่นกันหลายคน ท� ำให้เกิดความ รักและสนุกสนานต่อกัน จนถึงปัจจุบัน ความนิยมใช้กลองบานอเป็นสัญญาณ ก� ำลังเสื่อมความนิยมลงไป เนื่องจากความเจริญของเทคโนโลยี การสื่อสารที่ท� ำให้การติดต ่อด้วยวิธีต ่าง ๆ ท� ำได้รวดเร็ว เสียงของกลองบานอจึงค่อย ๆ เลือนรางเงียบหายไป คงมีให้เห็น แต่เพียงในจังหวัดนราธิวาสได้แก่ที่อ� ำเภอสุไหงโก -ลกอ� ำเภอแว้งและ อ� ำเภอสุไหงปาดีผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ดังกล่าวรู้สึกรัก หวงแหน และผูกพัน สัญญาณเสียงกลองบานอ ทันทีที่ได้ยินมีความหมาย ดั่งต้องมนตร์ พร้อมปลุกชีวิตและจิตวิญญาณเสรีของผู้คนให้ล่องลอย ไปพร้อมจินตนาการกว้างไกล เรื่องการถ ่ายทอดและการสืบสานเป็นเรื่องน ่ายินดีว ่า ส� ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ ๕๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๕๒
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา สืบสาน เผยแพร ่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกลองบานอ โดยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สืบสาน เผยแพร่ สร้างความภาคภูมิใจและสร้างชุมชนวัฒนธรรม น� ำไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง ด้านวัฒนธรรม จึงจัดให้มีโครงการฟื้นฟูภูมิปัญญามรดกวัฒนธรรม ท้องถิ่น “กลองบานอ” อ� ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ส่งเสริมให้เกิด เครือข่ายในการสืบสาน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมสร้างชุมชนวัฒนธรรม น� ำไปสู่ชุมชนเข้มแข็งด้าน วัฒนธรรม เพื่อถ่ายทอดสืบสาน องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ ช ่วงที่ผ ่านมามีการประกาศให้คุณค ่าแก ่บุคคล ประเภท ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านศิลปะการแสดงและดนตรีที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ โดยตรงกับ “กลองบานอ” จ� ำนวน ๓ ท่าน ประกอบด้วย นายสูดิน ดอเลาะ ชาวบ้าน “บ้านยะหอ” ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๗/๑ หมู่ที่ ๓ ต� ำบลแม่ดง อ� ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส มีประสบการณ์การท� ำงาน เคยท� ำบานอที่บ้านแม ่ดง มีแนวคิดและอุดมคติว ่า การสร้าง กลองบานอถือเป็นการสืบทอดให้แก่เยาวชนรุ่นหลังได้ชม ท� ำให้ไม่ลืม วัฒนธรรมของชุมชน เป็นการสร้างมิตรภาพกับคนในหมู่บ้าน และ ฟื้นฟูวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป รวมถึงนายยายิมะตาแฮ ชาวบ้าน “บ้านยะหอ” ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๓๒/๑ หมู่ที่ ๓ ต� ำบลแม่ดง อ� ำเภอแว้งจังหวัดนราธิวาสและนายยะปามะแซชาวบ้าน“บ้านยะหอ” ปัจจุบันอยู ่บ้านเลขที่ ๒๐ หมู ่ที่ ๓ ต� ำบลแม่ดง อ� ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งต่างมีแนวคิดและอุดมคติคล้ายคลึงกัน ผ่านมาหลายชั่วอายุคน ทุกวันนี้เสียงกลองบานออาจแผ่วโผย โรยแรงลงมากด้วยบริบทแวดล้อมทางสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทว่ายังคง มีอีกจ� ำนวนหนึ่งที่ยังคงยึดมั่นพร้อมทุ่มเทหัวใจให้กับการสืบสานอนุรักษ์ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น การแสดงพื้นบ้านให้คงอยู่เพราะบานอเปรียบเสมือน เสียงของความหวังที่ยังคงก้องกังวานไปไกล ต่างร่วมมือกันพยายามหา ๕๓
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๕๔
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ทางต่อลมหายใจการละเล่นที่ปรากฏอยู่ใน จังหวัดนราธิวาสหนึ่งเดียวเท่านั้น ประการส� ำคัญ แม้จะเป็น การแสดงพื้นบ้านแบบง่าย ๆ หากทว่า การแข่งขันกลองบานอ ได้แฝงเป้าหมาย คุณค่าไว้หลายประการ ทั้งการรู้จักแพ้รู้จัก ชนะ เพราะผู้เล ่น ผู้ฟัง ตัดสินกันเอง หากทีมใดรู้ตัวว่าเสียงกลองที่ตีสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ก็จะวางไม้ยอมรับความพ่ายแพ้เป็นการฝึก ขัดเกลาจิตใจให้ผู้เล ่นมีจิตใจเยือกเย็น มีความละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งเป็นผลจาก การปรับแต ่งเสียงบานอในทีมเพื่อให้ได้ โทนเสียงตามต้องการ นอกจากนี้ยังก่อ ให้เกิดความสามัคคีเพราะการละเล่น บานอเล่นเป็นทีม ผู้เล่นต้องมีความสามัคคี จึงจะเล ่นได้พร้อมเพรียง รวมถึงได้ ความสนุกสนาน เพลิดเพลินและสุขภาพที่ดี จากการได้ออกก� ำลังขณะกระหน�่ ำตีกลอง “กลองบานอ” จึงเป็นหนึ่งใน ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านทรงคุณค ่าของ พื้นที่จังหวัดนราธิวาสและพื้นที่ชายแดน ภาคใต้เป็นการแสดงที่หาชมได้ยากและ แฝงไว้ซึ่งความงดงาม ทั้งผู้ชมยังได้สัมผัสได้ ถึงหัวใจผู้คนที่หล่อหลอมความรักความเข้าใจ ความสามัคคีและการผสานความแตกต่าง ทางวัฒนธรรมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ๕๕
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ขั้นตอน/วิธีการท�ำกลองบานอ ขั้นตอนการเตรียมไม้ ๑. น�ำไม้ที่ได้มาตัดเป็นก้อน โดยวัดขนาดให้พอดีกับที่ต้องการ ๒.ซอยเปลือกไม้ออก พร้อมกับท�ำให้เป็นรูปทรงกลม ๓.น�ำไม้กลับมายังสถานที่ท�ำกลองใช้ขวานเซาะหรือเจาะเนื้อไม้ข้างในท�ำเป็นรู คัดเนื้อไม้ให้เรียบร้อยทั้งภายในโพรงไม้และภายนอกจากนั้นแกะบนเนื้อไม้ภายนอกให้เป็น เส้นรวมประมาณ๖เส้น เพื่อไว้ส�ำหรับรัดแผ่นหนังให้ติดกับตัวไม้เป็นอันว่าเสร็จสมบูรณ์ใน ขั้นตอนนี้ ขั้นตอนการเตรียมหวาย ๑. น�ำหวายเส้นเล็กที่ได้มาจากป่าขึงหรือดึงไว้กับต้นไม้เพื่อให้หวายมีลักษณะ เป็นเส้นตรง ๒. หวายที่ดัดให้เป็นเส้นตรงแล้ว น�ำมาสอดในเครื่องมือที่จะท�ำให้หวายกลาย เป็นหวายเส้นแบบ ๓. หวายที่มีขนาดใหญ่ น�ำมาดัดให้เป็นวงกลม วิธีท�ำกลองบานอ ตัวกลองซึ่งท�ำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้หลุมพอ ใช้วิธีน�ำไม้ตรงโคนต้นมาตัด เป็นท่อน ความยาวประมาณ ๒ ฟุต เจาะตรงกลางให้กลวงทะลุถึงกันทั้งหัว-ท้าย โดยมี ความกว้างของหน้ากลอง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒๔ นิ้ว (วงในสุดของหน้ากลองใช้ ส�ำหรับตีมีความกว้าง ๑๗ นิ้วขอบกลองถัดออกไปมีความกว้าง ๔ นิ้วและขอบกลองนอกสุด มีความกว้าง ๒ นิ้ว)และเส้นรอบวงหน้ากลองประมาณ ๕๐ นิ้วตัวกลองมีลักษณะเรียวไป ทางด้านหลัง หลังกลองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๗ นิ้ว
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ หนังที่ใช้ในการหุ้มกลอง ๑.ใช้หนังควายจ�ำนวน๒ตัวต่อกลองบานอ๑ใบก่อนน�ำหนังควายมาประกอบ ต้องน�ำไปแช่น�้ำก่อน เพื่อให้หนังนิ่ม ๒.จากนั้นน�ำไปตากแดดเพื่อให้หนังตึงแล้วจึงเจาะรูรอบ ๆ หนังขึงด้วยหวาย ข้อด�ำกับตัวกลอง ๓. น�ำหนังควาย(แผ่นแรก) ที่ยืดหยุ่นแล้ว มาหุ้มไม้หลุมพอ มัดด้วยเชือก ทิ้งไว้ ประมาณ ๑ สัปดาห์เพื่อให้หนังควายมีรูปทรงตามไม้หลุมพอที่เตรียมไว้ ๔. เมื่อหนังควายแผ่นแรกได้รูปทรงตามที่ต้องการแล้วน�ำมีดปลายแหลมมาตัด ขอบหนังควายออกให้เหลือขนาดหน้ากลอง ๕. น�ำหนังควายแผ่นที่สองมาทับบนหนังควายแผ่นแรก ๖. น�ำตะปูเจาะรูมาเจาะรอบขอบหนังควาย โดยแต่ละรูมีระยะห่างประมาณ ๑ นิ้วแล้วทิ้งไว้ประมาณ ๒ - ๓ วัน ๗. น�ำหนังควายไปแช่น�้ำเพื่อให้หนังนิ่ม ทิ้งไว้๑ คืน ๘. น�ำหนังควายข้างต้นมาคลึงให้ตึงกับไม้หลุมพอโดยใช้หวายขนาดกลางยึดไว้ ด้านใน แล้วขึงให้ตึง ทิ้งไว้ประมาณ ๑ สัปดาห์ ๙.แกะหวายทดลองทิ้งแล้วน�ำไม้มาเสียบแทนที่เพื่อรักษาให้หน้ากลองอยู่ตัว ๑๐.แกะไม้ที่เสียบรูออกแล้วน�ำหวายที่เหลาเสร็จแล้วมาร้อยยึดกับตัวกลอง ๑๑.น�ำไม้ส�ำหรับปรับเสียงมาเสียบตามช่องด้านหนังตัวกลองโดยเว้นระยะห่าง เท่าๆกัน ๑๒. เมื่อเสียบไม้ปรับเสียงครบทุกช่องแล้วน�ำผ้าเปียกมาวางบนชายหนังควาย ให้เกิดความนิ่ม ง่ายต่อการตัดออก ๑๓. เมื่อประกอบชิ้นส่วนเสร็จแล้ว ทาสีกลองให้มีสีสันสะดุดตา
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๖๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ลักษณะกลองบานอที่เสร็จสมบูรณ์ กลองบานอที่เสร็จสมบูรณ์ด้านหลังกลองจะมีลิ่มไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเป็น ไม้เนื้อแข็ง มักท�ำจากไม้ต้นลางสาด ยื่นออกมาทั้งหมด ๑๗ อัน ลิ่มไม้แต่ละอันมี ความยาวประมาณ ๒๐ นิ้ว ไว้ส�ำหรับการปรับแต่งเสียงกลองโดยใช้ค้อนไม้ขนาด ใหญ่ตอกลิ่มเพื่อปรับแต่งเสียง และลิ่มไม้ทั้ง ๑๗ อันนี้จะใช้เป็นขาตั้งกลองบานอ ไปในตัวด้วย ส่วนขาตั้งด้านหน้าจะแยกต่างหากจากตัวกลอง มีความสูงประมาณ ๑๕ นิ้ว นอกจากนี้ยังมีห่วงส�ำหรับใช้ไม้สอดและใช้แรงคน ๒ คน หามไม้สอดคนละ ด้านเพื่อเคลื่อนย้ายกลอง ขั้นตอนการท�ำไม้ตีกลองบานอ นอกจากตัวกลองแล้ว วิธีตีกลองบานอยังต้องใช้ไม้ตีซึ่งท�ำมาจากไม้ เนื้อแข็งความยาวประมาณ ๑ ฟุต หัวไม้ตีกลองจะพันด้วยยางพาราเพื่อท�ำให้เกิด การกระดอนขณะตีจากนั้นใช้เชือกไนลอนหุ้มทับอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้รายละเอียดของ การท�ำกลองบานอ อาจจะแตกต่างกันไปตามผู้ท�ำแต่ละราย ทั้งเรื่องของการใช้ไม้ หวาย หนังหุ้มกลอง หรือการท�ำไม้ตีกลองบานอ รวมถึงการใช้สีหรือลวดลายที่มี เอกลักษณ์เฉพาะตัวเฉพาะกลุ่ม
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๓
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๖๖
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา การแสดง “ตารีอีนา” (Tari Ena) ของเหล่าเด็กหญิงในชุด สวยงาม ลีลาร่ายร� ำอ่อนช้อยงดงาม แต่ละท่วงท่าแตกต่างกันไป เช่น ท่าลอดสะพานโค้ง ท่าดอกไม้บาน ตีลังกา ท่าต่อตัว ม้วนตัว การใช้ ปากคาบสิ่งของที่วางบนพื้นประกอบจังหวัดดนตรีล้วนแล้วแต่ได้สร้าง ความประทับใจให้ผู้ชม โดยเฉพาะท ่าร ่ายร� ำสุดท้าย คือ ท ่าสะพานโค้งและใช้ ปากหยิบวัตถุหรือสิ่งของที่พื้น เป็นท่วงท่าที่ฝึกค่อนข้างยาก ท� ำให้ผู้ชม ต่างสนใจว่าเด็กหญิงเหล่านี้ฝึกฝนมาจากที่ใด ท� ำอย่างไรถึงร่ายร� ำแต่ละ ท่าได้งดงามยิ่งนัก หากตามรอยการแสดงตารีอีนา คงต้องติดตามเรื่องราว ที่เกิดขึ้น ณ พื้นที่หมู ่ ๖ บ้านสามแยก หรือ “บ้านวากัฟซีกู” ต� ำบลกายูคละ อ� ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ชุมชนที่สามารถสืบสาน ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นปรากฏที่นี่เพียงหนึ่ง เดียวของประเทศไทย เป็นชุมชนที่สามารถอนุรักษ์สืบสานการแสดง ซึ่งนับวันจะสูญหายไปเนื่องจากขาดผู้สืบทอด โดยได้รับการสนับสนุน จากองค์การบริหารส่วนต� ำบลกายูคละ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอ� ำเภอแว้ง และหน่วยงานอื่น ๆ “การแสดงตารีอีนาเป็นเสมือนการแสดงที่ผสมผสานระหว่าง ซีละกับมโนราห์ สมัยก่อนผู้ชายนิยมเล่นกัน แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมา เป็นเด็กผู้หญิงเพราะร่างกายอ่อนช้อยสวยงามกว่า ต้องใช้เวลาในการ ฝึกกันประมาณ ๓ - ๔ เดือน” มะยะโก๊ะ ยูโซ๊ะ ครูภูมิปัญญาพื้นบ้าน ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมบ้านสามแยกต� ำบลกายูคละ กล่าว นายมะยะโก๊ะ ยูโซ๊ะ คือลูกศิษย์ของ “เปาะนิโก๊ะ” หรือ นายยะโก๊ะ อาแวอาแซ ชาวรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านซีละและตารีอีนา ซึ่งเดินทางมาเยี่ยมญาติที่บ้าน สามแยกหรือบ้านวากัฟซีกูการมาในครั้งนั้นท่านได้สอนทั้งซีละและ ๖๗
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ตารีอีนาแก่ชาวบ้านที่สนใจฝึกหัดศิลปะ ๒ ชนิดนี้รวม ๔ คนที่กลายเป็น ศิษย์รุ่นบุกเบิก กระทั่งต่อมาจึงเป็นที่มาของการก่อตั้งตารีอีนาคณะ “ฮีต� ำมานิส” ในปีพ.ศ. ๒๕๑๖ นับจากนั้นการแสดงตารีอีนาก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชุมชน แม้จะมีบางช่วงเคยเงียบหาย แต่เวลานี้ก� ำลังกลับฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ มีการสืบทอดการแสดงให้ลูกหลานอย่างไม่ขาดสาย ทั้งนี้นายมะยะโก๊ะ ยูโซ๊ะ ทายาทผู้รับมรดกส� ำคัญของการ แสดงศิลปะชนิดนี้ได้พัฒนาท่าการร่ายร� ำให้งดงามยิ่งขึ้น และได้สอน ให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนในหมู่บ้าน จนช� ำนาญพอที่จะเดินทาง ไปแสดงตามที่ต่าง ๆ ได้เขาบอกว่าปกติแล้วการแสดงตารีอีนานิยม แสดงในงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรืองานมงคลต ่าง ๆ การแสดงชุดนี้ต้องใช้ทักษะและความสามารถพิเศษของเด็ก ๆซึ่งจะเป็น การสืบสานและอนุรักษ์ต่อไปเป็นรุ่น ๆ เพื่อการอนุรักษ์การแสดงนี้ไว้ ไม่ให้สูญหายไป ๖๘
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา รากศัพท์ของค�ำ “ตารีอีนา” เป็นภาษามลายูมีความหมาย โดยรวมแปลว่า ร�ำ หากแยกค�ำ ค� ำว่า “ตารี” แปลว่า เทียน และ “อีนา”แปลว่าดอกไม้ที่สตรีชาวมลายูนิยมน� ำมาต� ำหรือบดเพื่อสกัดเอา สีมาทาประดับที่เล็บ เป้าหมายของการร� ำตารีอีนาในเวลานี้นิยมร� ำกัน ในพิธีเข้าสุหนัต(การขริบปลายอวัยวะเพศชายมุสลิม) หรืองานแต่งงาน การร่ายร� ำแต่ละครั้งจะจบลงโดยการที่ผู้ร� ำน� ำดอกเทียนมาทาที่เล็บ ของบ่าวสาว หรือเด็กที่จะเข้าพิธีสุหนัต การร� ำตารีอีนาเป็นนาฏศิลป์ของชาวมลายูปาตานีได้รับ อิทธิพลจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีความเป็น มายาวนานร่วม ๒๐๐ ปีเดิมจะท� ำการร่ายร� ำภายในวังของสุลต่าน หรือเจ้าเมืองเท่านั้น แต่ปัจจุบันพบการร� ำชนิดนี้ได้ในงานมงคลโดย ทั่วไป เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างคือในอดีตผู้ร� ำมักเป็นชายล้วน แต่ปัจจุบัน เป็นหญิงล้วน แต ่งกายคล้ายชุดมะโย ่งซึ่งเป็นศิลปะการแสดง อีกประเภทหนึ่งของชาวมลายูมีผู้ร�ำ ๓ - ๕ คนโดยประมาณ ประกอบ ด้วยเครื่องดนตรีทั้งสิ้น ๖ ชนิดคือกลองมลายูใหญ่กลองมลายูเล็กฉิ่ง ปี่ชวา ฆ้องคู่จานัง มีลักษณะการแสดงอยู่ ๓ รูปแบบด้วยกันคือตารีอีนา มะโย่ง ตารีอีนาซีลัต ตารีอีนามโนราห์ เรื่องเล่าขานว่า กษัตริย์ประเทศมาเลเซียมักส่งศิลปะตารีอีนา มาแสดงให้เจ้าเมืองฝั่งไทยในวโรกาสต่าง ๆ ดังนั้นศิลปะตารีอีนาจึง เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยหรือในพื้นที่ภาคใต้กระทั่งครั้งหนึ่ง มีครูมโนราห์คนหนึ่งได้มาอาศัยอยู่ในดินแดนมลายา (มาเลเซีย) และ มีเพื่อนสนิทเป็นอาจารย์ดีกา หรือ “ซีลัต” ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างกัน ในที่สุดได้ร่วมกันประยุกต์ท่าร่ายร� ำอันอ่อนช้อยงดงาม ของการร� ำมโนราห์ร่วมกับท่าร่ายร� ำซีละ ศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างสง่างามของชาวมลายูที่มีมาช้านาน ๖๙
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมพุทธกับวัฒนธรรมมลายู มุสลิมเข้าด้วยกัน กลายเป็นท่าร� ำตารีอีนาที่คณะมโนราห์ชาวไทยพุทธ มักเรียกว่า “มโนราห์มลายู” ส� ำหรับ “อ� ำเภอแว้ง” ซึ่งปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับการแสดง ตารีอีนานั้นเดิมชื่อ “อ� ำเภอโต๊ะโม๊ะ” ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ภูเขาทอง ปัจจุบันเป็นต� ำบลหนึ่งของอ� ำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ปีพ.ศ. ๒๔๔๒ มีการย้ายที่ว ่าการอ� ำเภอโต๊ะโม๊ะมาตั้งที่ “อ� ำเภอฆอเลาะ” ปัจจุบันเป็นต� ำบลหนึ่งของอ� ำเภอแว้ง และล่วงถึง ประมาณปีพ.ศ. ๒๔๔๕ ได้ย้ายที่ว ่าการอ� ำเภอมาตั้งที่บ้านแว้ง (ต� ำบลแว้งในปัจจุบัน) พร้อมกับเปลี่ยนชื่ออ� ำเภอจาก “อ� ำเภอโต๊ะ โม๊ะ” มาเป็น “อ� ำเภอแว้ง”ให้ถูกต้องตามชื่อสถานที่ตั้งที่ว่าการอ� ำเภอ ในปีพ.ศ. ๒๔๙๒ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๓๕๙,๘๗๕ ไร่ เป็น ๑ ใน ๑๓ อ� ำเภอของจังหวัดนราธิวาสในปัจจุบัน ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนว่าศิลปะในประเทศไทยระยะแรกได้รับอิทธิพลจากความเชื่อ เรื่องดวงวิญญาณและอ� ำนาจลี้ลับ ดังจะเห็นได้ว่าก่อนการร� ำแสดงจะ มีพิธีไหว้ครูศิลปะตารีอีนาส่วนใหญ่จึงเกิดจากแรงผลักดันของศาสนา และความเชื่อของคนสมัยก่อน ว่าสามารถใช้ในพิธีต่าง ๆ เช่น พิธีการ บ� ำบัดผู้ป่วย หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดนตรีบ� ำบัด อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะตารีอีนาอย่างลึกซึ้ง คงต้องเรียนรู้ศิลปะตารีอีนาโบราณซึ่งช่วยหล่อหลอมลักษณะเฉพาะ ของศิลปะตารีอีนาในปัจจุบัน ในฐานะเป็นศิลปะการร่ายร� ำที่อ่อนช้อย มีอยู่น้อยคนมากที่มีความสามารถในการแสดงเหล่านี้ได้จึงอาจเป็น สาเหตุที่ท� ำให้ศิลปะชนิดนี้ค่อย ๆสูญหายไป นายมุสตอปา เจ๊ะมะ ผู้อ� ำนวยการโรงเรียนไม้ฝาด กล่าวว่า เดิมการแสดงตารีอีนามีผู้แสดง ๑ - ๓ คน ส่วนท่าร่ายร� ำก็มีไม่กี่ท่า เน้นที่ความอ่อนช้อยของผู้ร�ำ ด้วยข้อจ� ำกัดประการใดประการหนึ่ง ๗๐
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่วงท่าในการร่ายร� ำซึ่งค่อนข้างยาก หลักศรัทธา ความเชื่อฯลฯจึงส่งผลให้การแสดงตารีอีนาเกือบเลือนหายไปจากชุมชน ต่อมาจากอิทธิพลการแสดง“มโนราห์”การแสดงวัฒนธรรม ท้องถิ่นภาคใต้ของไทยโดยมีครูมโนราห์คนหนึ่งเดินทางไปพ� ำนักอาศัย ในประเทศมาเลเซีย ขณะเดียวกันมีเพื่อนรักเป็นอาจารย์สอน “ดีกา” หรือ “ซีละ” สหายทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน น� ำไปสู่ การร่วมประยุกต์ท่าร่ายร� ำมโนราห์รวมกับท่าร่ายร� ำซีละ กลมกลืน กลายเป็นท่าร่ายร� ำตารีอีนายุคใหม่ พร้อมกับได้รวมเครื่องดนตรีของ ทั้งสองประเภทมาเป็นเครื่องดนตรีส�ำหรับตารีอีนาโดยเฉพาะเพื่อเปิดแสดง ในงานต่าง ๆโดยเฉพาะความนิยมแสดงในพิธีการส� ำคัญ ล่วงถึงปีพ.ศ. ๒๕๑๖ นายยะโก๊ะ อาแวอาแซ หรือ “เปาะนิโก๊ะ” ชาวกลันตัน ประเทศมาเลเซีย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ซีละและตารีอีนา ได้เดินทางมาเยี่ยมญาติที่บ้านสามแยก ต� ำบลกายูคละ อ� ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส การมาในครั้งนี้น� ำความเปลี่ยนแปลง ครั้งส� ำคัญมาด้วย เนื่องเพราะท ่านได้สอนทั้งซีละและตารีอีนา แก่ชาวบ้านสามแยกที่สนใจจนสามารถสืบทอดสานต่อมาจนถึงทุกวันนี้ จุดเปลี่ยนส� ำคัญอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๒๘ เมื่อ นายมุสตอปา เจ๊ะแม ได้ย้ายมาเป็นผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนบ้านสามแยก จึงร่วมกับนายอาหะมะ ยะเอร์และนายมะยะโก๊ะ ยูโซ๊ะผู้ช� ำนาญด้าน ซีละและตารีอีนา น� ำการแสดงทั้งสองประเภทมาฝึกสอนให้กับนักเรียน โรงเรียนบ้านสามแยกโดยการบรรจุเป็นหลักสูตรท้องถิ่น เพื่ออนุรักษ์ ศิลปะทั้งสองประเภทนี้ให้มีการสืบทอดตลอดไป ปัจจุบัน นายมะยะโก๊ะ ยูโซะ ซึ่งเป็นศิษย์เปาะนิโก๊ะ ได้พัฒนาท่าการร่ายร� ำให้งดงามยิ่งขึ้น สอนนักเรียนและเยาวชนใน หมู่บ้านจนช� ำนาญสามารถไปแสดงตามที่ต่าง ๆ กระทั่งได้รับเชิญให้ไป แสดงตามงานต่าง ๆ อยู่เป็นประจ� ำ ๗๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ถึงวันนี้นอกจากจะมีจุดเด่นเชิงศิลปวัฒนธรรมแล้วเรื่องราว เกี่ยวกับตารีอีนานับว่ายังมีนัยส� ำคัญต่อผู้คน ชุมชน สังคมอย่างลึกซึ้ง ดังโครงการวิจัย“การมีส่วนร่วมของผู้น� ำสี่เสาหลักในการบริหารจัดการ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น :กรณีศึกษา“ตารีอีนา”ต� ำบลกายูคละ อ� ำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดย สุรชัย ไวยวรรณจิตร และคณะ ท� ำการศึกษาพบว่า ผู้น� ำสี่เสาหลักให้ความสนใจสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยมีมุมมองว่า“ชุมชนต้องเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน”โดยเฉพาะ ผู้น� ำธรรมชาติ(ปราชญ์ชาวบ้าน)องค์กรเยาวชน (ผู้น� ำท้องที่)และก� ำนัน (ผู้น� ำท้องถิ่น) ได้ดูทุกครั้ง เวลาคณะตารีอีนาได้จัดการแสดงจะไม่ค่อย มีบทบาทมากนักก็เห็นจะเป็นผู้น� ำทางจิตวิญญาณ (โต๊ะอิหม่าม) แต่ก็ ไม่ได้ห้าม แม้มองว่าประเด็นทางศาสนาจะท� ำได้หรือไม่ในการแสดง ส� ำหรับประเด็นประวัติความเป็นมาของตารีอีนาในฐานะ มรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสรุปได้ว่า “ตารีอีนาเป็นการแสดงที่มีอยู่ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ถ้าไม่มีการสืบทอด อีกไม่นานตารีอีนา ก็จะหายไปในที่สุด สิ่งที่น่าสนใจของตารีอีนา คือ บุคคลที่เรียนตารีอีนา ในอดีตทั้งหมดจะมี ๔ คน แต่คนอื่นไม่ได้รับการถ่ายทอด มีแค่คนเดียว ที่ได้ท� ำการถ่ายทอดคือ เจ๊ะ (มะยะโก๊ะ) เจ๊ะเล่าว่า ได้หยุดเล่นเป็นเวลา ๒๒ ปีแต่ก็ได้เริ่มเล่นต่ออีก เนื่องจากมีคนเรียกร้องให้เล่น เพราะคนบนบานไว้สิ่งที่ตารีอีนาไม่ได้ แตกต่างจากการแสดงอื่น ๆ ทั่วไป คือ ก่อนการเล่นต้องมีการไหว้ครู ก่อนเพื่อให้เด็กได้เข้าอารมณ์ในการแสดงที่น่าสนใจ อีกประการหนึ่ง คือจุดเริ่มต้นของการเล่นตารีอีนาเป็นผู้ชายทั้งหมดต่อมาเปลี่ยนเป็น ผู้หญิงหมดผู้ชายเปลี่ยนมาเป็นการแสดงสิละ พ่อแม่ของลูกในสมัยก่อน ไม่ไห้ลูกหลานของตนแสดงตารีอีนาเพราะกลัวว่าเป็นอันตราย(เอวหัก) เพราะโดยปกติใช้เวลาในการซ้อมยาวนานประมาณ ๑๐๐ วัน จุดเด่น ของตารีอีนาคือการร� ำท� ำท่าสะพานโค้งถ้าใครมีความสามารถที่ดีที่สุด ๗๒
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา จะสามารถท� ำท่าสะพานโค้งแล้วหยิบเหรียญบาทได้ที่เด่นอีกกว่านั้น คือท� ำท่าสะพานโค้งแล้วหยิบธนบัตรที่วางเหรียญอยู่ด้านบน แล้วหยิบ มาให้หมดโดยการรวบทีเดียวส� ำหรับที่มาที่ไปตารีอีนาเริ่มแรกมาจาก เจ้าสาวให้ใส่“เฮนน่า”แล้วอยู่บนบัลลังก์ให้คนมาร�ำ “ตารี”รอบบัลลังก์ จึงมีการเรียก “ตารีอีนา” ประเด็นแนวทางในการส่งเสริม ฟื้นฟูอนุรักษ์ตารีอีนา สืบต่อไป จะเห็นว่าทุกกลุ่มภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันว่า อยากให้ผู้น� ำ ทั้งสี่เสาหลักได้เข้ามามีบทบาทในการมีส่วนร่วมต่อการส่งเสริมให้ มากที่สุด เพราะปัจจุบันนี้การสนับสนุนส่วนใหญ่เกิดจากผู้น� ำท้องถิ่น ผู้น� ำธรรมชาติและผู้น� ำท้องที่ เป็นหลัก แต ่ก็เป็นไปในลักษณะ การส่งเสริมทางความรู้สึกไม่ได้มีส่วนของงบประมาณในการสนับสนุน ที่ผ่านมางบประมาณและการสนับสนุนต่าง ๆได้จากการน� ำเยาวชนไป แสดงของครูภูมิปัญญา สิ่งส� ำคัญที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน คือ ควรมี การสร้างเครือข่ายสืบทอดสนับสนุนตารีอีนาให้เยาวชนทั้ง ๕ รุ่น ที่ผ่านมา ได้มารวมตัวกันเพื่อผลักดันการสืบทอดให้รุ่นน้อง ๆต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือการจะสืบสานการแสดงตารีอีนาให้คงอยู่ต่อ ไป ต้องใช้หลาย ๆองค์ประกอบร่วมกัน เพราะมีข้อจ� ำกัดหลายประการ “พอมีคนรู้ว่าชุมชนของเรามีกิจกรรมแบบนี้ ก็มีคนติดต่อให้ ไปแสดงอยู่เสมอ ซึ่งจุดเด่นของการแสดงชุดนี้ก็คือการร่ายร�ำที่สวยงาม ผู้แสดงที่เอวอ่อนท�ำท่าสะพานโค้งกลับหลัง แล้วใช้ปากรับสิ่งของที่ มอบให้กับพื้นเหมือนกับการแสดงกายกรรม กิจกรรมเหล่านี้นอกจาก จะท�ำให้เด็ก ๆ ต�ำบลของเราห่างไกลจากปัญหายาเสพติดแล้ว ยังสร้าง ความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ในแต่ละหมู่บ้านภายในต�ำบลของเรา อีกทางหนึ่ง” ๗๓
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ แบลีหรือ นายสุไลมาน เจ๊ะแม ผู้ดูแลคณะคนส� ำคัญให้ ข้อมูลว่า “คณะฮีต� ำมานิส” ถือเป็นตารีอีนาคณะเดียวในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือของประเทศไทย ที่ยังมีการสืบทอดและมี การตระเวนไปแสดงตามงานต่าง ๆ อยู่เสมอ รวมถึงเป็นตัวแทนของ จังหวัดด้านศิลปวัฒนธรรม ในคณะมีผู้ร� ำอยู่ ๒ รุ่นด้วยกันคือ รุ่นเล็ก (เด็กประถม) และรุ่นใหญ่ (เด็กมัธยม) รวมกันประมาณ ๒๕ คน รวมถึง นักดนตรีอีก ๗ คน “การร�ำของคณะฮีต�ำมานิสนั้น เป็นการผสมผสานระหว่าง ท่าร�ำดั้งเดิมของตารีอีนา มโนราห์ และซีลัต เข้าด้วยกัน ครูผู้สอนคือ นายมะยะโก๊ะฯ มีความพยายามที่จะรักษาศิลปะชนิดนี้ไว้ โดยการสอน ให้กับเด็กภายในหมู่บ้านในเวลากลางคืน แม้ตัวท่านจะมีงานประจ�ำ ต้องท�ำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการกรีดยาง และเป็นครูสอนโรงเรียนตาดีกา อยู่ด้วยก็ตาม จึงนับว่าได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ผู้คน ชุมชน และ การสานต่อศิลปะการแสดงชนิดนี้เป็นอย่างมาก” ผลประโยชน์สืบเนื่องที่ติดตามมาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจาก จะธ� ำรงรักษาไว้ซึ่งศิลปะชนิดนี้แล้วคือการที่เด็กและเยาวชนสามารถ มีรายได้จากการไปแสดงตามงานต่าง ๆ มีโอกาสเดินทางไปเปิดหูเปิดตา ในสถานที่ที่ไปท� ำการแสดง เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต กระบี่ สงขลา และ ประเทศมาเลเซีย นับเป็นประเด็นส� ำคัญในการสร้างความภูมิใจให้ เด็กและเยาวชน พ่อแม่ รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการมุ่งสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันดีงามที่บ่งบอกถึง อัตลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของโลกมลายูที่ได้รับการสืบทอดต่อเนื่องกัน มายาวนาน ๗๔
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๗๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ คุณสมบัติก ารแสดงและวิธีก ารแสดง การแสดงตารีอีนา มีองค์ประกอบหลายประการประกอบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งในตัวนักแสดง นักดนตรีรวมถึงการแต่งกาย หรือท่าร่ายร� ำ เพศและประเภทของท่ าร�ำ เดิมว่ากันว่าในสมัยก่อนการแสดงตารีอีนามักจะเป็นผู้ชายแต่ต่อมาต้องเปลี่ยน เป็นเด็กผู้หญิงเพราะร่างกายจะมีลีลาอ่อนช้อยงดงามกว่าซึ่งการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรม การแสดงพื้นบ้านตารีอีนาโดยเยาวชนจากทุกหมู่บ้านในต� ำบลกายูคละ (รวม ๙ หมู่บ้าน) อ� ำเภอแว้งจะสมัครใจมากันเองโดยมีครอบครัวร่วมสนับสนุน ส่วนใหญ่เริ่มฝึกกันตั้งแต่เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ และจะซ้อมและแสดงกันไปกระทั่งเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ โดยใช้ สถานที่ของ“ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมบ้านสามแยก” ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๒๐.๐๐ – ๒๒.๐๐ น.
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ส�ำหรับท่ าร่ายร�ำในก ารแสดงต ารีอีน า ประกอบด้วย ๑. ท่าร� ำวงมาตรฐาน (สดายม) ๒. ร่ายร� ำท่าอินทรีย์(แลลาแย) ๓. ร่ายร� ำท่าพระรามเดิน (สฆามอ) ๔.ตั้งหลักท่ายืน (ตารีฆาแฆ) ๕. ท่าร� ำพญาหงส์(สือรามอ) ๖. ท่าร� ำสะพานโค้ง ๗. ท่าร� ำตารีซีละ ๘. ท่าร� ำลาเกาะซือเมาะ ๙. ท่าร� ำนอรอ ๑๐. ท่าร� ำตารีแล ๑๑. ท่าร� ำตารีซือรามอ
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ จุดเด่นของการร�ำตารีอีนา จุดส�ำคัญอยู่ที่ท่าร่ายร�ำอ่อนช้อยสวยงามสอดคล้องไปกับจังหวะดนตรีบรรเลง สดชวนเร้าใจผสานด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายโดยเฉพาะท่าร�ำสะพานโค้งซึ่งมุ่งแสดง ให้เห็นความสามารถในการใช้ปากคาบธนบัตรหรือเหรียญที่วางไว้กับพื้นโดยผู้ชมตั้งใจมอบให้ การแต่งกายของนางร�ำและนักดนตรี การแต่งกายของนางร�ำ ประกอบด้วย กางเกง เน้นให้มีความยาวถึงตาตุ่ม เสื้อนิยมตัดเย็บในลักษณะแขนสามส่วน เข็มขัดผ้ารัดเอว บุหงา ใช้ส�ำหรับประดับผมให้ สวยงาม ไม้คาดผมสิละแน หรือผ้าพันรอบเอวกรองกรอง ใช้สวมทับเสื้ออีกครั้ง เล็บนางร�ำ ใช้สวมใส่นิ้วมือเพื่อเสริมการร่ายร�ำให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น เครื่องแต่งกายนักดนตรีประกอบด้วยชุดนักดนตรีสิละแน หรือผ้าพันรอบเอว หมวกคลุม เข็มขัดผ้ารัดเอว เครื่องดนตรี ๑. ปี่ชวา ๒.กลองมลายูใหญ่ (กลองตัวผู้) ๓.กลองมลายูเล็ก(กลองตัวเมีย) ๔.ฉิ่งฉาบ ๕. ฆ้องคู่ ๖.จานัง วิธีการร�ำ เริ่มจาก“การไหว้ครู” มีลักษณะ ๒ แบบด้วยกัน คือการไหว้ครูแบบยาวและ แบบสั้น ร่ายร�ำท�ำเป็นรูปวงกลม (สดายม) ร่ายร�ำท่าอินทรีย์(แลลาแย) ร่ายร�ำท่าพระราม เดิน (สฆามอ)การท�ำท่าสะพานโค้งซึ่งจะเป็นในลักษณะต่างๆในการโค้งหยิบเหรียญและ ธนบัตรและการเข้าสู่ต�ำแหน่งเดิมเพื่อเป็นการไหว้ครูอีกครั้งตอนจบ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๔
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๘๒
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา หากเดินทางจากตัวจังหวัดนราธิวาสใช้เวลาประมาณชั่วโมง กว่า ๆกับระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตรก็จะถึงพื้นที่ชายขอบของ “สุคิริน” อ� ำเภอตอนล่างด้านใต้สุดของจังหวัดนราธิวาส และพื้นที่ ใต้สุดของประเทศไทย มีพรมแดนติดประเทศมาเลเซีย ๒ ด้าน คือ ทิศใต้ติดกับอ� ำเภอเจอลีรัฐกลันตัน อ� ำเภอกริกรัฐเปรัคและทิศตะวันตก ติดต่อกับอ� ำเภอกริก รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย เมื่อใช้เวลาลัดเลาะผ่านแมกไม้สายธารอีกหลายโค้ง สัมผัส ภาพเทือกเขายาวเหยียดที่เหมือนจะโอบอุ้มชุมชนเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมอก พรรณไม้นานาส่งผลให้อากาศเย็นสบาย และในที่สุดสิ่งที่จะได้สัมผัส บริเวณจัดงานที่ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นสิ่งแปลกตาไปทันที งาน “บุญบั้งไฟ” ของชาวบ้านต� ำบลภูเขาทอง อ� ำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อัตลักษณ์อีสานด� ำรงอยู ่อย ่างคงมั่นในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ล้วนนับถือศาสนาอิสลาม ก่อเกิดเป็นความสวยงามในความหลากหลายการด� ำรงอยู่ที่ เหมือนแปลกแยกหากทว่ากลับมีเอกภาพ “อ� ำเภอสุคิริน” มีค� ำขวัญว่า “หลายประเพณีที่สร้างตน ต้นล� ำธาร หวานผลไม้ใต้เหมืองทอง” เนื่องจากพื้นที่ส ่วนใหญ ่ มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน�้ำ ภายใต้เนื้อที่ ประมาณ๕๑๗ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ๓๑๙,๘๔๙ ไร่ในขณะที่ จากเดิมเคยเป็นกิ่งอ� ำเภอหนึ่งที่จัดตั้งขึ้น พ.ศ. ๒๔๗๔ ชื่อกิ่งอ� ำเภอปาโจ ขึ้นกับอ� ำเภอโต๊ะโมะ (อ� ำเภอแว้งในปัจจุบัน) เดิมพื้นที่แถบนี้เป็นป่าดงดิบรกเรื้อ เต็มไปด้วยภยันตราย นานัปการกระทั่งเมื่อถึงยุค“ตื่นทอง”จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่าง ขนานใหญ่ เพราะมีชาวฝรั่งเศสเข้ามาขอสัมปทานท� ำเหมืองแร่ทองค� ำ ๘๓
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ บริเวณเทือกเขาลีซอหรือเขาลิโชที่ต� ำบลโต๊ะโมะ กลายเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดผู้คนให้อพยพเข้ามาอยู่เป็นจ� ำนวนมากทางราชการจึงได้พิจารณา จัดตั้งพื้นที่แถบนี้เป็น “กิ่งอ� ำเภอ”เพื่อให้สะดวกแก่การปกครองพร้อม ทั้งดูแลผลประโยชน์การจัดเก็บภาษีอากรและให้บริการประชาชน โดยแบ ่งเขตการปกครองเป็น ๒ ต� ำบล คือ ต� ำบลโต๊ะโมะและ ต� ำบลมาโมง จุดเปลี่ยนแปลงครั้งส� ำคัญเกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่ง เมื่อเกิด สงครามอินโดจีนในปีพ.ศ. ๒๔๘๒ ชาวฝรั่งเศสเจ้าของกิจการ เหมืองแร่ทองค� ำตัดสินใจหนีภัยสงคราม ทิ้งเหมืองแร่ทองค� ำไว้เป็น ความหลัง รัฐบาลไทยโดยกรมโลหกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ง ตั้ง “พระอุดมธรณีศาสตร์” มาเป็นผู้ด� ำเนินการเหมืองแร่ทองค� ำแทน ประมาณปีเศษเกิดเหตุการณ์ไม่สงบบริเวณเหมืองแร่ทองค�ำ ต่อมาจึง ต้องล้มเลิกกิจการไป คนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ต่างตัดสินใจพากัน อพยพหลบหายออกจากพื้นที่ ถึงเวลานี้ดูเหมือนว่าความเงียบสงบวังเวงจะมาเยือนพื้นที่ แถบนี้อีกครั้ง หากทว่าการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖ คณะรัฐมนตรีมีมติให้กรม ประชาสงเคราะห์จัดตั้งนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้จังหวัดนราธิวาส เพื่ออพยพราษฎรที่มีฐานะยากจนและไม ่มีที่ดินท� ำกินจากท้องที่ ต่าง ๆ เข้ามาประกอบอาชีพ เขตนิคมครอบคลุมพื้นที่ ๒ อ� ำเภอ คือ อ� ำเภอสุคิริน และอ� ำเภอจะแนะ พร้อมกับมีประกาศพระราชกฤษฎีกา ก� ำหนดแนวเขตจัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๗ วัตถุประสงค์ของ การจัดตั้ง เพื่อบรรจุราษฎรที่มีฐานะยากจนไม่มีที่ท� ำกินเป็นของตนเอง เข้าท� ำประโยชน์ในที่ดินจัดสรรพัฒนาพื้นที่บริเวณชายแดนไทย -มาเลเซีย ที่มีสภาพรกร้างให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาความมั่นคงทั้ง ทางด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองในภูมิภาคชายแดนไทยตอนใต้สุด ๘๔
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา พื้นที่นิคมสร้างตนเองสุคิริน จังหวัดนราธิวาสเนื้อที่ประมาณ ๒๙๓,๗๔๔ ไร่ แยกเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่เขตจังหวัดนราธิวาส ในท้องที่ อ� ำเภอสุคิริน ต� ำบลมาโมง ต� ำบลสุคิริน ต� ำบลเกียร์ต� ำบลภูเขาทอง ต� ำบลร่มไทร เนื้อที่ประมาณ ๒๓๔,๓๗๔ ไร่และท้องที่อ� ำเภอจะแนะ ต� ำบลจะแนะต� ำบลช้างเผือกเนื้อที่ประมาณ ๕๙,๓๗๐ ไร่ มีที่ท� ำการ นิคมตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ ๖ ต� ำบลมาโมง อ� ำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ลักษณะการจัดที่ดินแบบหมู่บ้าน จัดสรรให้สมาชิกนิคมฯ ครอบครัว ๑๘ ไร่ แยกเป็นที่ท� ำกิน ๑๖ ไร่ ที่อยู่อาศัย ๒ ไร่ และแบบเรียงราย จัดสรรให้สมาชิกนิคมฯ ครอบครัว ๑๘ ไร่ แยกเป็นที่ท� ำกิน ๑๖ ไร่ ที่อยู่อาศัย ๒ ไร่ นับจากนั้นมามีผู้คนจากดินแดนที่ราบสูง ทั้งบุรีรัมย์สุรินทร์ สกลนคร นครราชสีมา และอุบลราชธานีรวมถึงภาคเหนือและ ภาคกลาง พากันอพยพลงมาสร้างหลักปักฐานอยู่อาศัยจ� ำนวนมาก เนื่องจากเขตนิคมฯ มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการปลูกพืช ยืนต้น เช่น ยางพาราและไม้ผลนานาชนิดสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา สูงชันและป่าทึบ ลักษณะดินอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน�้ำตามธรรมชาติ เช่น แม่น�้ำสายบุรีมีเกาะแก่งล� ำธารต่าง ๆ ไหลผ่านตามหมู่บ้านแทบ ทุกแห่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้อาศัยแหล่งน�้ำดังกล่าวใช้สอยในชีวิตประจ� ำวัน ตราบกระทั่งล่วงสู่วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๐ กระทรวง มหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งกิ่งอ� ำเภอสุคิรินขึ้น ประกอบด้วย ๒ ต� ำบล คือ ต� ำบลมาโมง และต� ำบลสุคิริน และเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๒๙ ได้ประกาศยกฐานะกิ่งอ� ำเภอสุคิรินเป็น “อ� ำเภอสุคิริน” มีความหมาย ว่า “พรรณไม้งามเขียวชอุ่ม” จนถึงปัจจุบัน นอกจากการอพยพลงมาปักหลักตั้งถิ่นฐานสร้างชีวิตใหม่ บนผืนแผ่นดินที่มีพรรณไม้งามเขียวชอุ่มสมชื่อแล้ว สิ่งที่พี่น้องจากดิน แดนที่ราบสูงนับพันครอบครัวน� ำติดตัวมา ก็คืออัตลักษณ์ความเป็น “ลูกอีสาน” สะท้อนผ่านวิถีชีวิต ภาษาศิลปวัฒนธรรม และประเพณี ๘๕
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา หนึ่งในภาพส�ำแดงความเป็นลูกอีสานขนานแท้คือการริเริ่ม จัดงาน “ประเพณีบุญบั้งไฟ” ประจ�ำปีของชาวบ้านต�ำบลภูเขาทอง ปรากฏครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๒๕ ถึงปัจจุบันรวมเวลากว่า ๓๐ ปีมาแล้ว โดยเฉพาะปี๒๕๕๘ เนื่องในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีจังหวัดนราธิวาสจึงมี การจัดงานใหญ่เป็นพิเศษ ช่วงเช้าของวันงาน ชาวบ้านจะพากันไปถวาย ภัตตาหารให้แก่พระสงฆ์ นอกจากนี้ชาวบ้านในหมู่บ้าน ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ หนุ่มสาว และเด็ก ๆ ในแต่ละหมู่บ้าน ร่วมกันคิดค้นวาดลวดลายความ สวยงาม จัดริ้วขบวนแห่บั้งไฟพญานาคไปตามท้องถนนเพื่อประชันขันแข่ง สร้างบรรยากาศให้เกิดความสนุกสนาน ทุกครั้งที่ถึงช่วงงานประเพณีบุญบั้งไฟในอ�ำเภอสุคิริน นอกจาก ผู้เข้าร่วมจะได้ยินได้สัมผัสเสียงดนตรีสนุกสนานตามต�ำรับ “อีสานสไตล์” แล้ว คือภาพสะท้อนสีสันฉูดฉาดของขบวนแห่บั้งไฟ ทั้งจากรถแห่บั้งไฟ ประกวดที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามและเสื้อผ้าอาภรณ์จากคนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาว หรือรุ่นลูกหลาน หลายคนแต่งชุดผ้าซิ่น สไบเฉียง บ้างออกอาการร�ำเซิ้งดีดดิ้น กันอย่างสนุกสนาน ขบวนแถวที่เดินจากถนนใหญ่ค่อยๆเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่ ด้านหน้าเวทีใหญ่ แล้วไปตั้งแถวรายเรียง บนเวทีใหญ่ประกอบด้วยแขก ผู้มีเกียรติผู้หลักผู้ใหญ่รวมถึงนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียที่สนใจ เดินทางมาชมประเพณีบุญบั้งไฟมากขึ้นทุกปี เมื่อผ่านพ้นพิธีการส�ำคัญไปแล้ว จึงเข้าสู่ช่วงส�ำคัญ เมื่อเริ่ม มีการจุดบั้งไฟแสนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือเทือกสันกาลาคีรีท่ามกลางเสียง กองเชียร์โห่ร้องรอบสนามฟุตบอล หลังจากนั้นบั้งไฟขนาดเล็กซึ่งถูกผลิต โดยลูกหลานชาวอีสานในพื้นที่ถูกทยอยน�ำไปติดตั้งบนฐานจุดบั้งไฟ ก่อนจุดขึ้นสู่ฟากฟ้าเป็นระยะลูกแล้วลูกเล่า ภายใต้ความเชื่อเรื่องการขอฝน จากพญานาคราชซึ่งได้รับการนับถือว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งฝน” เพียงแต่ บุญบั้งไฟที่สุคิรินกลับถูกสืบสานเพื่อขอให้ฝนตกน้อยให้เหมาะสม สอดคล้องกับอาชีพและวิถีที่แท้จริงเนื่องจากพื้นที่นี้ล้อมรอบด้วยขุนเขา มีความอุดมสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว ๘๗
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๘๘
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ทุกวันนี้ ประเพณีบุญบั้งไฟหนึ่ง เดียวในภาคใต้เริ่มได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดนราธิวาส ศูนย์อ� ำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทยจังหวัดนราธิวาส กระทรวง วัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษากระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์สภาวัฒนธรรมจังหวัด นราธิวาส อ� ำเภอสุคิริน องค์การบริหารส่วน ต� ำบลภูเขาทอง ฯลฯ และได้รับความสนใจ จากผู้คนที่หลั่งไหลมาร่วมสัมผัสกิจกรรมใน แต่ละปีมากขึ้น จากคนอีสานรุ่นแรก สืบทอดมา สู่ผู้คนรุ่นที่ ๒ และ ๓ ประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นประหนึ่งสัญลักษณ์ของคนอีสาน ในพื้นที่ชายแดนใต้ยังคงได้รับการสานต่อ อย่างมั่นคงโดยผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนจะสอน ให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้ได้เข้าใจที่มาที่ไป รู้จักราก เหง้าตนเอง ท� ำให้เกิดความภาคภูมิใจและ อยากจะสานต่อประเพณีและวัฒนธรรมดี ๆ เอาไว้ท่ามกลางความหลากหลายที่สวยงาม ของวิถีชีวิตและผู้คนในดินแดนโอบกอดของ เทือกสันกาลาคีรี ๘๙
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ดูเหมือนว่าทุกๆเดือน ๖ ของทุกปีหรือประมาณสัปดาห์ ที่ ๒ ของเดือนพฤษภาคม ผู้คนจะกลับมารวมตัวกันที่นี่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสัมผัสกับอัตลักษณ์อีสานสุดถิ่นใต้กับบั้งไฟหนึ่งเดียวที่ส่องแสง สว่างเหนือทิวเขาสันกาลาคีรี ๙๐
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๕
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๙๖
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา แม้ผู้คนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสส่วนใหญ่จะนับถือศาสนา อิสลาม แต่ความเป็น “พุทธ” หรือศรัทธาเนื่องในศาสนาอื่น ๆ ก็อยู่ เคียงข้างกันอย่างงดงามลงตัวเวลามีงานส� ำคัญทางศาสนาของแต่ละ ศาสนาและความเชื่อต่างประกอบพิธีกรรมแห่งตนอย่างเคารพศรัทธา และบางงานบางกิจกรรมมีการปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ฉันมิตร สหายหรือพี่น้องร่วมแผ่นดิน ประเพณีของไทยพุทธในจังหวัดนราธิวาส เป็นเช่นพื้นที่ อื่น ๆของประเทศไม่ว่าจะเป็นชิงเปรตเนื่องในเทศกาลวันสารทเดือนสิบ ประเพณีลากพระหรือชักพระในวันแรม ๑ ค�่ ำเดือน ๑๑ รวมถึง ประเพณีลาซังอันเกี่ยวเนื่องกับแม่โพสพ หรือประเพณีการกินวาน เมื่อต้องการไหว้วานเพื่อนบ้านมาช ่วยกันลงแรงท� ำงานอย่างใด อย่างหนึ่ง และหนึ่งในงานประจ� ำปีที่กลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของ ชาวไทยพุทธในจังหวัดนราธิวาสก็คือกิจกรรมสืบสาน “ประเพณีรับเจ้า เข้าเมือง”ซึ่งทางส� ำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาสจะไปร่วมจัดงาน กับหน่วยงานในพื้นที่ ภายใต้โครงการส่งเสริมสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดนราธิวาส เป็นประจ� ำทุกปี ประเพณีรับเจ้าเข้าเมือง จัดกันในคืนวันแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๕ ชาวบ้านจะน� ำอาหาร เช่น ขนมโค และผลไม้ตามฤดูกาล ไปถวาย พระและรวมตัวกันกลางลานวัดในตอนกลางคืนเพื่อกราบไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คุ้มครองดูแลหมู่บ้าน มีการจัดในหลายสถานที่ เช่น วัดชลธาราวาส หมู่ที่ ๒ ต� ำบลตันหยงมัส อ� ำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส หรืออีก สถานที่หนึ่ง คือ บ้านตอหลัง หมู่ที่ ๓ ต� ำบลไพรวัน อ� ำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งนับเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยส� ำเนียงตากใบ ฯลฯ ๙๗
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ