๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ในค�่ำคืนวันนี้ชาวบ้านจะรวมตัวกันรอบเสาระธาหรือเสาไม้ แฉกที่มีราวไว้ปักเทียน น�ำข้าวสารมาโปรยรอบระธา ๓ ครั้ง พร้อมกับ น�ำเรื่องบูชาเป็นไม้เหลาที่มัดดอกไม้และเศษผ้า พร้อมกับเสียบเปลือก มะพร้าวสามเหลี่ยมไว้บนยอด เรียกว่า “ธงทิว” หรือ “ธงเทียว” มาด้วย นอกจากมีพิธีกรรมแบบพุทธแล้วงานประเพณีรับเจ้าเข้าเมือง ยังมีการท�ำพิธีแบบพราหมณ์โบราย โดยภายหลังพิธีพราหมณ์ชาว บ้านจะน�ำผ้าคลุมศีรษะและล�ำตัวไว้จากนั้นพระสงฆ์จะน�ำตาลปัตร มาแตะหัวชาวบ้านเป็นพิธีทอดผ้าป่าและหลังเสร็จพิธีชาวบ้านก็จะน�ำ เทียนจากต้นระธาไปจุดหน้าบ้านจนเทียนหมดเล่ม รวมทั้งธงเทียวก็จะ น�ำกลับไปเสียบไว้หน้าประตูบ้านด้วย ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้เล่ม ๑๓ นเรศศรีรัตน์ได้กล่าวถึงประเพณีรับเจ้าเข้าเมืองว่า“รับเจ้าเข้าเมือง”หรือ “รับปี” เป็นพิธีต้อนรับเทพยดาหรือนางสงกรานต์ประจ�ำศักราชใหม่ ตามแบบเดิมของไทยซึ่งก�ำหนดตามจันทรคติคือวันแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๕ หรือตามสุริยคติราววันที่ ๑๓ – ๑๔ – ๑๕ เมษายนของแต่ละปี เพื่อขอให้เทพยดาหรือนางสงกรานต์ประจ�ำศักราชนั้น ๆช่วยคุ้มครอง ผู้คนและสัตว์เลี้ยงให้อยู่ดีมีสุขไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนทั้งฝนก็ตก ถูกต้องตามฤดูกาล และพืชพรรณธัญญาหารก็อุดมสมบูรณ์เป็นต้น ผู้คนจึงมาร่วมประกอบพิธีต้อนรับเทพยดาหรือนางสงกรานต์ ประจ�ำศักราชในวันแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๕ ซึ่งถือเป็นวันเริ่มศักราชใหม่ ของแต่ละปี การประกอบพิธีของผู้คนแต่ละหมู่บ้าน ต่างน�ำดอกไม้ธูป เทียน เทียว (ธงทิว) อาหารคาวหวาน และผลไม้ต่าง ๆ ตามที่หาได้ มารวมกันตอนหัวค�่ำวันแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๕ ณ ที่ใดที่หนึ่งซึ่งเป็น ๙๙
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๐๐
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ศูนย์กลางของชุมชนในหมู่บ้านนั้น ๆ เช่น ที่วัด หรือสถานที่แห่งใด แห่งหนึ่งที่นัดแนะกันไว้จากนั้นจึงเอาอาหารที่น� ำมานี้ใส่ภาชนะ ตามความเหมาะสม วางบนเสื่อที่ปูลาดไว้เมื่อพร้อมเพรียงกันแล้วต่าง ก็จุดธูปเทียน ช่วยกันติดเทียนและเทียว(ธงทิว) ที่ส่วนต่าง ๆของระธา (ดอกไม้ไฟ) แล้วยกระธาขึ้นปักกับพื้น พร้อมทั้งปักธูปและวางอาหาร คาวหวาน ตลอดทั้งผลไม้ที่เตรียมมาที่โคนระธา พร้อมกับมอบภารกิจ ให้หัวหน้าหรือผู้น� ำการชุมนุมกันนั้นอ่านประกาศสงกรานต์ประจ� ำปี ซึ่งทางราชการประกาศไว้แล้วให้ทุกคนทราบ เมื่ออ่านจบก็พูดเปรย ๆ ขึ้นมาเชิงอ้อนวอนนางสงกรานต์ ให้ช่วยคุ้มครอง และบันดาลให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงในชุมชนนั้น ๆ อยู่ดี มีสุข ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และพืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น เมื่อเสร็จแล้ว ผู้คนที่ไปร่วมชุมนุมกัน ต่างโห่ร้องและโปรย ข้าวสารเข้าไปที่โคนระธา ๓ ครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการคารวะนางสงกรานต์ ประจ� ำปีนั้น ๆ หลังจากนั้นผู้ที่น� ำเทียว(ธงทิว) มาจากบ้านก็จะน� ำเทียว ของตนกลับไปปักไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของหลังคาบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคล แก่ตนและครอบครัว ค�่ ำคืนท่ามกลางความมืดมิด แสงไฟจากเทียวหรือธงทิวที่ตั้ง เรียงราย กลับพลิ้วไหวด้วยแรงลมพัดบางเบา ขณะสาดแสงให้ความ สว่างไสวร่มเย็น เป็นเสมือนการ “รับเจ้าเข้าเมือง” เพื่อเสริมขวัญ ก� ำลังใจให้ผู้คนได้ยืนหยัดในการด� ำเนินชีวิตอย่างถูกท� ำนองคลองธรรม ในวิถีพุทธที่ตนยึดมั่นศรัทธา และคอยคุ้มครองให้ชีวิตอยู่ดีมีสุข ๑๐๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๖
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๐๖
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา หลายคนอาจสงสัยว ่าท� ำไมจังหวัดนราธิวาสถึงมี “องค์พระพิฆเนศ” หรือ “พระคเณศ” เทพเจ้าที่มีคนบูชาอย่างแพร่ หลายที่สุดในกลุ่มคนหลากชาติหลายภาษา มีความเชื่อกันว่าพระองค์ เป็นเทพเจ้าแห่งความส� ำเร็จ แถมร�่ ำลือกันว่าพระพิฆเนศที่นราธิวาส สวยงามที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย หากสืบสาวย้อนกลับไปพินิจเชิงประวัติศาสตร์อาจไม่ แปลกใจนักเมื่อพบว่า ตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๖ หรือ ๗ ดินแดน ที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันมีอารยธรรมที่ก่อร่างสร้างตัวมาจาก ศาสนาพราหมณ์ โดยพื้นที่ภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากอินเดียตั้งแต่พุทธ ศตวรรษที่ ๗ – ๘ ดังมีหลักฐานว่า“รากเหง้า”ของพื้นที่ตั้งแต่สมัยราช อาณาจักรลังกาสุกะ แรกเริ่มเดิมทีพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ รับสายธารอารยธรรมฮินดู –พราหมณ์มาก่อนและเมื่อถึงยุคที่อังกฤษมา ครอบครองสหพันธรัฐมลายา ตั้งอาณานิคมช ่องแคบหรือ สเต็ทส์เซ็ทเทิลเมนต์ (Straits Settlements) ก็เริ่มมีทั้งชาวจีน ชาวอินเดีย อพยพมาใช้แรงงานในเหมืองแร่ดีบุกหรือเป็นแรงงานใน สวนยางพาราในสหพันธรัฐมลายาหรือมาเลเซียในปัจจุบัน และ ส่วนหนึ่งเดินทางข้ามชายแดนมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังเช ่นมีการตั้งวัดซิกข์แห ่งเดียวย ่านถนนรวมมิตร จังหวัดยะลา มีพ่อค้าอินเดียจากเมืองมัทราสเมืองท่าชายฝั่งตะวันออก ของอินเดียเดินทางข้ามน�้ำข้ามทะเลมาสร้างหลักปักฐานอยู่หน้าตลาด เทศวิวัฒน์จังหวัดปัตตานีและที่จังหวัดนราธิวาส สายสัมพันธ์ของ ชาวฮินดูที่ปรากฏ คือ การมาเป็นเจ้าของกิจการจ� ำหน่ายผ้าชื่อดังใน เมืองนราธิวาสและท� ำกิจกรรมดี ๆ หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการริเริ่ม จัดสร้างองค์พระพิฆเนศองค์ใหญ่ ๑๐๗
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ องค์พระพิฆเนศจังหวัดนราธิวาส มีการริเริ่มจัดสร้างขึ้นโดย ชาวนราธิวาสกลุ่มหนึ่ง ภายใต้การน� ำของ นายอินดาร์แซล บุศรีเจ้าของ กิจการจ� ำหน่ายผ้า “ห้างดีวรรณพาณิชย์” ในอ� ำเภอเมืองนราธิวาส ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพิฆเนศเทพเจ้าแห่งศิลปะความเมตตา และความส� ำเร็จ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดูเพื่อเป็นที่สักการบูชา ส� ำหรับผู้เคารพศรัทธา ทั้งในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังหวังให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส จึงได้ น� ำเรื่องไปปรึกษาหารือกับทาง “วัดบางนรา” และ “คณะกรรมการ ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่”จนได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นในสถานที่ของวัดบางนรา บริเวณศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ เขามงคลพิพิธ (ซึ่งทางศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ ได้เช่า ถือครองจากวัดบางนราอยู่ในปัจจุบัน) ใกล้โรงเรียนอนุบาลนราธิวาส ต� ำบลบางนาคถนนพิพิธคีรีอ� ำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ในที่สุดการสร้างองค์พระพิฆเนศจังหวัดนราธิวาสจึงมีแกน หลักคือ นายอินดาร์แซล บุศรีและคณะ มีอาจารย์เจริญชัย ต้นครอง จันทร์เป็นผู้ออกแบบและดูแลงานศิลป์หัวหน้าช่างปั้น นายสมหมาย เย็นบุตรและทีมงาน ส่วนหัวหน้าฝ่ายก่อสร้างคือ นายยูกีฟรือลีมะแซ และทีมงาน ใช้ระยะเวลาก่อตั้งตั้งแต่เริ่มลงเสาเข็มและวางรากฐาน ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๕ รวมเป็นระยะเวลา ๙ ปี หลังก่อสร้างองค์พระพิฆเนศจนเสร็จเรียบร้อยได้มีการท� ำพิธี เบิกเนตรเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ในขั้นตอนการเบิกเนตร มีทั้งการท� ำพิธีตามประเพณีศาสนาฮินดูและมีการนิมนต์พระสงฆ์ มาร่วมประกอบพิธีเบิกเนตรด้วยโดยพราหมณ์ที่ประกอบพิธีเบิกเนตร ตามประเพณีศาสนาฮินดูคือ บัณฑิตวิทยาธร ศุกละ ประธานฮินดู ปุโรหิตแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะพราหมณ์จากกรุงเทพฯ และ บัณฑิตลลิตโมฮันวยาสเทพมณเฑียรสมาคมฮินดูสมาซกรุงเทพฯส่วน ๑๐๘
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา พระสงฆ์ที่ประกอบพิธีเบิกเนตร น� ำโดย พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะ จังหวัดนราธิวาส วัดประชุมชลธารา พร้อมด้วย พระครูสิริวราภรณ์ เจ้าคณะอ� ำเภอเมือง – ยี่งอ – บาเจาะ / เจ้าอาวาสวัดก� ำแพง พระครู ประภัสสรสิริคุณ เจ้าอาวาสวัดเขากง พระครูสุตธรรมโชติเจ้าอาวาส วัดพนาสณฑ์พระครูปัญญาภิรมย์เจ้าอาวาสวัดประชาภิรมย์พระครู สุวัฒนากร เจ้าอาวาสวัดทุ่งกง พระครูวิสิฐพรหมคุณ เจ้าอาวาสวัด พรหมนิวาส พระครูบริหารสังฆานุวัตร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด นราธิวาส วัดประชุมชลธารา และท่านแจ้ง พระวัดบางนรา ลักษณะองค์พระพิฆเนศจังหวัดนราธิวาสมีขนาดหน้าตักกว้าง๗ เมตรสูง ๑๖ เมตร ประทับนั่งในท่าลลิตาสนะ(ท่านั่งพับขาซ้ายและ ห้อยขาขวาลงพื้น) สวมศิราภรณ์(เครื่องประดับศีรษะ) มงกุฎประดับ โมเสคแก้วหลากสีมีพวงมาลัยเป็นดอกไม้หลากสีคล้องพระศอ (คอ) เป็นการบูชา งวงเยื้องไปทางขวาและเวียนกลับมาทางซ้ายขององค์ เหนือพระนาภี(สะดือ) มีสายธุร�ำ (ลักษณะคล้ายสายสังวาลหรือ ด้ายที่พราหมณ์คล้องเฉวียงบ่า) เป็นงูแผ่พังพานใต้พระถัน (เต้านม) ด้านซ้าย พระกรมี ๔ กร พระหัตถ์ขวาบนถือดอกบัวอันเป็นสัญลักษณ์ แทนสติปัญญา พระหัตถ์ขวาล่างติดศิลาปิดทองค� ำเป็นค� ำว่า “โอม” และถือประค� ำแสดงท่าประทานพรให้ประสบความส� ำเร็จ พระหัตถ์ ซ้ายบนถือปรศุ (ขวาน) และขอช้าง รวมกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ฝ่าฟัน ปัญหาอุปสรรค ให้ความคุ้มครองและน� ำทิศทางการเดินไปสู่ความรู้ โดยปราศจากมายาพระหัตถ์ซ้ายล่างถือชามขนมโมทกะเป็นสัญลักษณ์ รางวัลแห่งความเจริญรุ่งเรืองความอุดมสมบูรณ์พูลทรัพย์งอพระชานุ (เข่า) ซ้าย วางราบบนพระเพลา (ขาตัก) ห้อยพระบาท (เท้า) ขวาลงสู่ เบื้องล่างบนฐานดอกบัวรูปแบบถนิมพิมพาภรณ์(เครื่องประดับร่างกาย) ใช้แบบไทย ประดับด้วยโมเสคแก้วหลากสีห่มพัสตราภรณ์ (เสื้อผ้า ๑๐๙
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา เครื่องนุ่งห่ม) แบบอินเดีย ผ้าคาดสะโพกใช้เป็นลายเสือ ซึ่งเป็นการ แสดงถึงการเป็นบุตรพระศิวะ ที่องค์พระศิวะนุ่งห่มหนังเสือ ที่ประทับ แท่นประทับอยู่บนดอกบัว มีผ้าคลุมรองนั่งแสดงรอยพับย่นเป็นริ้ว เลือกใช้ผ้าเพราะทางห้างดีวรรณพาณิชย์ของผู้จัดสร้างเป็นร้านจ�ำหน่ายผ้า สิ่งที่น่าสนใจส�ำหรับผู้เลื่อมใสศรัทธาองค์พระพิฆเนศจังหวัด นราธิวาสสามารถเข้ามีส่วนร่วมได้คือการเดินทางเข้าร่วมงาน “เทศกาล คเณศจตุรถี” ของพี่น้องชาวอินเดียในจังหวัดนราธิวาส ณ เทวสถาน องค์พระพิฆเนศ บริเวณเขามงคลพิพิธ เป็นงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของการบูชาพระพิฆเนศเพราะถือว่าเป็น “วันประสูติ”ของพระพิฆเนศ ตรงกับวันแรม ๔ ค�่ำ เดือน ๙ และวันแรม ๔ ค�่ำ เดือน ๑๐ เชื่อกันว่าพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อประทานพร อันประเสริฐสูงสุดแก่ผู้ศรัทธาพระองค์ท่าน เทศกาลนี้มีการจัดพิธีกรรม บูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วอินเดียและทั่วโลก มีการจัด สร้างเทวรูปพระพิฆเนศขนาดใหญ่โตมโหฬารเพื่อเข้าพิธีบูชา จากนั้น จะแห่องค์เทวรูปไปทั่วเมือง และมุ่งหน้าไปสู่แม่นํ้าศักดิ์สิทธิ์สายต่าง ๆ ถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่องค์เทวรูป นับร้อยนับพันองค์ผู้ศรัทธาทุกคนแต่งชุดส่าหรีสีสันสวยงาม ขบวนแห่ จะไปสิ้นสุดที่แม่น�้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น�้ำคงคา แม่น�้ำสรัสวตีฯลฯ แล้วทาพิธีลอยเทวรูปลงสู่แม่น ํ ํ้า หรือทะเล องค์พระพิฆเนศ จังหวัดนราธิวาส จึงเป็นหนึ่งในจุดหมาย ปลายทางแห่งศรัทธาของผู้คนที่ต่างเดินทางมาร่วมงานส�ำคัญซึ่งจัดเป็น ประจ�ำทุกปี ๑๑๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ความเป็นมาของ “พระพิฆเนศ” ความเป็นมาที่มีหลักฐานในคัมภีร์ฤคเวท(แต่งขึ้นประมาณ๑๐๐–๕๐๐ปีก่อน พุทธกาล) ในสมัยนั้น พระพิฆเนศยังไม่ได้หมายถึงเทพที่มีเศียรเป็นช้าง ที่พบว่ามีเศียรเป็น ช้างก็ยังไม่ใช่พระพิฆเนศ ในคัมภีร์เก่ามนูสมฤติกล่าวว่า พระพิฆเนศเป็นเทพเจ้าของชนชั้น ต�่ำคือศูทร ต่อมาในสมัยปุราณะได้รับการยกย่องเป็นเทพผู้ประทานความส�ำเร็จ มีความ หมายมากขึ้น และได้เป็นพระพิฆเนศชัดเจนในสมัยคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๑) ที่มี รูปแบบพระพิฆเนศที่มีเศียรเป็นรูปช้างที่เก่าแก่ที่สุด แต่ขณะนั้นยังไม่มีการสวมมงกุฎ อาจ จะพบได้ทั้งเศียรเดียว มีกร ๒ กร หรือเศียรเดียวมีกร ๔ กร สมัยต่อมาจึงมีรูปแบบเพิ่มเศียรกรเครื่องประดับมากขึ้น รูปเคารพมักท�ำจาก ปูน ไม้โลหะแต่ไม่มีสีกายที่เป็นหลักฐานนัก
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๗
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๑๘
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ณ เขามงคลพิพิธ ถือเป็นสถานที่มงคลของจังหวัดนราธิวาส แห่งหนึ่ง รอบ ๆ บริเวณมีลักษณะเป็นโขดหินซ้อนเรียงกันขึ้นเป็นเนิน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจ� ำลองและพระพุทธรูปพระสังกัจจายน์ รวมถึงศาสนสถานอื่น ๆ ที่ส� ำคัญจนกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คน “ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่” นราธิวาส เป็นหนึ่งในศาสนสถานส� ำคัญที่ตั้งอยู่ ในบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องกับเขามงคลพิพิธ เป็นศาลเจ้าแห่งแรกของ เมืองบางนราเดิมเป็นศาลเจ้าไม้เก่าแก่มีการขอใช้พื้นที่บริเวณเขามงคลพิพิธ เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๕ เพื่อก่อสร้างศาลเจ้า และก่อสร้างแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยพี่น้องชาวจีนทุกภาษาที่อาศัยอยู ่ใน จังหวัดนราธิวาส ร่วมสมทบทุนในการก่อสร้าง มีชาวจีนแต้จิ๋วเป็น ผู้ก่อตั้ง และได้เปิดศาลเจ้าฯ อย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. ๒๔๙๙ ภายในศาลเจ้ามีปูนปั้นองค์เทพเจ้าต่าง ๆ สลักลวดลาย สวยงาม ภายนอกเป็นปูนปั้นวิจิตรสวยงาม บอกเล ่าเรื่องราว ทางขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมจีน ตามต� ำนานพงศาวดารจีน ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน นอกจากนี้ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีลักษณะที่แปลก กว่าศาลเจ้าอื่น เนื่องด้วยมีเจ้าที่หรือเจ้าศาลเป็น “หัวมังกรคาบแก้ว” ซึ่งมีล� ำตัวใหญ่ยาวมาก คอยปกปักรักษาดูแลลูกหลานชาวไทย และ ประดิษฐานหลวงพ่อทวดเหยียบน�้ำทะเลจืด ปลุกเสกโดยหลวงปู่ทิม หรือ พระครูวิสัยโสภณ วัดช้างให้ท� ำให้แต่ละวันจะมีคนมากราบไหว้ บนบานศาลกล่าวขอพรเป็นประจ� ำ ศาลเจ้าแห่งนี้กลายเป็นศูนย์รวมทางวิญญาณและขวัญก� ำลัง ใจของบรรพชนในจังหวัดนราธิวาส มีอาณาเขตครอบคลุมถึงบริเวณ เขามงคลพิพิธที่ชาวนราธิวาสต่างเชื่อว่าเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง บางนรามาช้านาน ๑๑๙
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๒๐
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ย้อนไปในอดีต มีการจัดงานครบรอบ ๑๐ ปีศาลเจ้าโก้วเล้ง จี่ เมื่อวันที่ ๒ – ๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ (วันที่ ๑๗ เดือน ๖ ของชาวจีน) จัดงานสมโภชครบ ๑๐ ปีโดยท่านพระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม ธัมมธโร) แห่งวัดช้างให้ได้มาท� ำพิธีปลุกเสก ในพิธีดังกล่าวยังมีวัตถุมงคล คือ เหรียญพระยูไล เหรียญพระโพธิสัตว์กวนอิม ร่วมในพิธีปลุกเสกเดี่ยว เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๐๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. หลังปีพ.ศ. ๒๕๐๙ จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นเวลากว่า ๑๘ ปี ที่กลายเป็นศาลเจ้าร้าง ไม่มีผู้ดูแล ต่อมา นายวารินทร์รัตนพิธาน พร้อมเพื่อน ได้เข้ามาบูรณะ ซ่อมแซมศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ นราธิวาส เนื่องจากคนจีนในยุคนั้นได้ โยกย้ายถิ่นฐาน อีกทั้งบางส่วนก็เสียชีวิต ท� ำให้ศาลเจ้าไม่มีคนคอยดูแล และคอยด� ำเนินการ ปล่อยทิ้งร้าง จึงได้ร่วมบูรณะซ่อมแซมศาลเจ้าให้ กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยเริ่มจัดงานแห่พระลุยไฟตามปฏิทินจีน คือ ในวันที่๑๗ เดือน ๖ ของจีน ในปีพ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๓๐ ปีที่ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ นราธิวาส ได้ด� ำเนิน การเปิดศาลและด� ำเนินงานมาโดยตลอดให้อยู่คู่กับชาวนราธิวาสสืบไป ชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดนราธิวาสและพื้นที่ใกล้เคียงต่างรวมพลัง ศรัทธาจัดงานสมโภชแห่พระ ลุยไฟ ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ อย่างยิ่งใหญ่ เป็นประจ� ำทุกปีในนามมูลนิธิศาลเจ้าโก้วเล้งจี่เพื่อร่วมสืบสานประเพณี ที่ดีงามและเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมีพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประชาชน ทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ มีอายุรวมกว่า ๑๐๐ ปีเริ่มจัดงาน ประเพณีสมโภช แห่พระ – ลุยไฟ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๐๙ หลังการ จัดงานจะน� ำรายได้มาซ่อมแซมบูรณะศาลเจ้าฯ และองค์พระภายใน ศาลเจ้าฯ ให้มีความมั่นคงถาวร เพื่อความเป็นสิริมงคล ๑๒๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ การจัดงานแต่ละครั้งในงานจะมีพิธีส�ำคัญเช่น พิธีอัญเชิญยก เสาเทวดา พิธีอภิเษกบูชาองค์พระพิฆเนศ พระหนุมาน และไสบาบา โดยพราหมณ์พิธีอัญเชิญองค์เทพขึ้นประทับเกี้ยว พิธีแห่พระรอบเขต เทศบาลเมืองนราธิวาส และพิธีลุยไฟ พิธีทิ้งกระจาด และการมอบรถ เข็นวีลแชร์ให้กับผู้พิการในพื้นที่รวมถึงกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศลอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีพิธีเดินธูปเวียนเทียนสะเดาะเคราะห์เป็นทุก คืน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมงาน ทั้งยังมีการแสดงเชิดสิงโต แห่มังกรการแสดงบนเทวีและมีอาหารเจให้กับผู้มีจิตศรัทธาร่วมท�ำบุญ ตลอดการจัดงานอีกด้วย ๑๒๒
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑๒๓
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๘
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๓๐
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา วันที่ ๒๓ เดือน ๓ ต ามปฏิทินจีน อ�ำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนร าธิว า ส บรรยากาศกลางเมืองสุไหงโก-ลก ยามบ่ายเป็นไปอย่าง คึกคัก ดูเหมือนว ่าถนนทุกสายมุ ่งสู ่เป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือ อ� ำเภอสุไหงโก-ลก ผ ่านศรัทธาอันแรงกล้าเพื่อมาสักการบูชา องค์เจ้าแม่โต๊ะโมะที่ประทับอยู่ในศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ซึ่งการดูแล รับผิดชอบประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารศาลเจ้า มีนายกสมาคม ชาวจีน และคณะกรรมการสมาคมทั้ง ๔ สมาคม ได้แก่สมาคมฮกเกี้ยน สมาคมแต้จิ๋ว สมาคมฮากกา และสมาคมไหหล�ำ โดยต� ำแหน่งประธาน ศาลเจ้าแม่จะสลับหมุนเวียนให้นายกแต่ละสมาคมมาบริหารวาระละ ๒ปี ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ใครจะมาด� ำรงต� ำแหน่งประธาน ศาลเจ้าก็ตาม แน่นอนว่าเมื่อถึงวันที่ ๒๓ เดือน ๓ ตามปฏิทินจีนซึ่ง เป็นวันคล้ายวันเกิดขององค์เจ้าแม่ย่อมถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันฉลอง “สมโภชองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะ” ที่จัดขึ้นเป็นประจ� ำทุกปีและในทุก ๆ ๕ ปี จะมีงานฉลองครั้งยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ สิ่งพิเศษที่จะเกิดขึ้นในวันงานก็คือ การมีโอกาสได้สัมผัส การแสดงที่หาชมได้ยาก เป็นการแสดงจากหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชน ชมรม โรงเรียน และกลุ่มคณะบุคคลต่าง ๆ ประกอบด้วย การเชิดสิงโตและมังกร ร� ำมวยไทเก๊ก อุปรากรจีน เอ็งกอ กลองยาว ดิเกร์ฮูลูร� ำไทย การแสดงวงโยธวาทิต การประทับร่างทรงองค์เจ้าแม่ และการแสดงอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นการสื่อให้เห็นถึงประเพณีและ วัฒนธรรมไทยจีน มุสลิม ที่สืบสานและอยู่ร่วมกันมาอย่างสมัครสมาน สามัคคียาวนาวนับร้อย ๆ ปี ๑๓๑
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๓๒
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ในวันแห่ ช่วงเช้ามีพิธีอัญเชิญเจ้าแม่ประทับลงเกี้ยวเพื่อ ลุยประทัดอันตื่นตาตื่นใจ ณบริเวณหน้าลานศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะช่วงบ่าย จะมีขบวนแห่องค์เจ้าแม่ไปรอบเมืองให้ประชาชนทั่วไปได้สักการ บูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกับมีการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ไปทั่วเมืองสุไหงโก-ลก ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมารวมตัวกันอยู่ ณพื้นที่แห่งนี้ ด้วยพลังความรักและศรัทธาในช่วงเวลาของการจัดงาน “สมโภชเจ้าแม่ โต๊ะโมะ” ซึ่งเป็นที่ศรัทธายิ่งของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ความศรัทธานี้ย่อมมีที่มาที่ไป ... พุทธศักร าช ๒๔๘๓ เหมืองแร่ทองค�ำบ้ านโต๊ะโมะ ต�ำบลภูเข าทอง อ�ำเภอสุคิริน จังหวัดนร าธิว า ส บ้านโต๊ะโมะ เดิม... ห้วงเวลาก่อนจะเกิดสงคราเอเชียบูรพา มีชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่ง ได้มารับสัมปทานท� ำเหมืองแร่ทองค� ำที่“บ้านโต๊ะโมะ”โดยได้ว่าจ้างให้ “กัปตันคิว” เป็นหัวหน้างาน กัปตันคิว เป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธา “เจ้าแม่มาจู่” มาก่อนแล้วเพราะฉะนั้นก่อนที่จะท� ำการขุดส� ำรวจแร่ทองค�ำ ก็จะต้อง ท� ำพิธีประทับร่างทรงเจ้าแม่เพื่อหาแร่ทองค� ำก่อนทุกครั้ง และหากมี คนงานหรือชาวบ้านคนใดเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะท� ำพิธีประทับร่างทรง เจ้าแม่เพื่อท� ำการบ� ำบัดรักษาจนหาย ทั้งนี้เนื่องจากเขาโต๊ะโมะตั้งอยู่ ในเขตป่าเขาสูง การคมนาคมไม่สะดวก การที่จะล� ำเลียงผู้ป่วยลงจาก ป่าเขามารักษาในเมืองเป็นไปได้ยาก เกรงว่าจะไม่ทันการณ์ ๑๓๓
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๕ มกร าคม พุทธศักร าช ๒๔๙๕ ศ าลเจ้าแม่โต๊ะโมะ อ�ำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนร าธิว า ส วันมงคลฤกษ์หรือวันแรกของการเริ่มต้นก่อสร้างศาลเจ้าแม่ โต๊ะโมะใน อ� ำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นสายธารศรัทธาที่เคลื่อนจากแผ่นดินจีนสู่ประเทศไทย จากสุคิรินสู่สุไหงโก-ลกด้วยปัจจัยแวดล้อมและเหตุการณ์ส� ำคัญที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลพวงจากการเกิดสงครามเอเชียบูรพาซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ในช ่วงที่เกิดสงครามเอเชียบูรพา ชาวบ้านได้หลบหนี ภัยสงครามจากโต๊ะโมะ ท� ำให้“ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ” ที่ชาวบ้านสร้างขึ้น เพื่อท� ำการสักการบูชาและเป็นขวัญก� ำลังใจช ่วงตื่นทองโต๊ะโมะ จ� ำต้องถูกทิ้งร้างไว้เป็นเวลานาน จนกระทั่งสงครามได้สิ้นสุดลง บริเวณ เหมืองทองโต๊ะโมะจึงฟื้นคืนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เวลานั้น “ก� ำนันฟ้า” บุตรของกัปตันคิวแห่งต� ำบลเจ๊ะเหม อ� ำเภอแว้งได้เดินทางขึ้นเขาโต๊ะโมะเพื่อที่จะไปบูรณะศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ แต่ไม่พบองค์จ� ำลองเจ้าแม่เหลือแต่เพียงกระถางธูปเท่านั้น จึงได้อัญเชิญ กระถางธูปเจ้าแม่โต๊ะโมะลงมาไว้ที่ต� ำบลเจ๊ะเหม และสร้างศาลเจ้า ไว้ให้ประชาชนสักการบูชาซึ่งต่อมา“ผู้ใหญ่จุกไท้”แห่งบ้านสามแยก อ� ำเภอแว้ง ได้ไปอัญเชิญกระถางธูปเจ้าแม่มาไว้ที่บ้านสามแยก และ ท� ำการสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่อีกทั้งยังได้สร้างองค์จ� ำลองเจ้าแม่โต๊ะโมะ ขึ้นมาใหม่ พร้อมจัดงานสมโภชองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะเป็นประจ� ำทุกปี จนกระทั่งต่อมาเจ้าแม่ได้ทรงบอกว่าเมื่อฉลองครบ ๕ ปีแล้ว ให้น� ำองค์จ� ำลองของท่านพร้อมกระถางธูป ไปไว้ที่“อ� ำเภอสุไหงโก-ลก” โดยให้นายปีง ไค บุญ หรือ “เถ้าแก่กัง” คหบดีของเมืองสุไหงโก-ลก ไปหาที่ดินที่เป็นเนินสูงและด้านหน้าเป็นธารน�้ำไหลธรรมชาติซึ่ง จะส ่งผลให้ลูกหลานอยู ่เย็นเป็นสุข และการท� ำมาหากินสมบูรณ์ ๑๓๔
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา อีกทั้งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาบ้านเมืองและสิ่งยึดเหนี่ยว จิตใจให้กับประชาชนได้กราบไหว้บูชา คืนหนึ่ง นางสงวน สรรกุล ชาวสุไหงโก-ลก ได้ฝันว ่ามี หญิงสาวชาวจีนแต่งกายด้วยชุดจีนโบราณ มาเข้าฝันหาผู้บริจาคที่ดิน เพื่อสร้างศาลเจ้า เมื่อน� ำมาเล่าให้ผู้รู้ในกลุ่มคนจีนได้ฟัง จึงเชื่อกันว่า เป็นองค์เจ้าแม่โต๊ะโมะมาเข้าฝัน นางจึงได้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างศาล และพ่อค้าประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนในสุไหงโก-ลก ก็ได้ร่วมกัน บริจาคทรัพย์สินเงินทองเพื่อสร้างศาลเจ้า โดยนายสมาน เลิศวณิช ซึ่ง ขณะนั้นด� ำรงต� ำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดนราธิวาส เป็นผู้น� ำในการ ก่อสร้าง ถือเอาวันมงคลฤกษ์คือ วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๔๙๕ เป็น วันเริ่มก่อสร้างศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะตั้งอยู่เลขที่๑๕ ถนนเจริญเขตซอย ๓ อ� ำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หลังจากการก ่อสร้างแล้วเสร็จ จึงได้ท� ำพิธีอัญเชิญองค์ จ� ำลองเจ้าแม่โต๊ะโมะ พร้อมด้วยกระถางธูปมาประทับ แล้วตั้งชื่อว่า “ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ”โดยถือเอาวันที่๒๓ เดือน ๓ ของปฏิทินจีน ซึ่งเป็น วันเกิดของเจ้าแม่จัดงานฉลองเป็นประจ� ำทุกปีติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ เจ้าแม่โต๊ะโมะ (เจ้าแม่มาจู่) เป็นต�ำนานเล่าสืบต่อกันมาช้านานว่าเจ้าแม่โต๊ะโมะเดิมมีเชื้อสายจากบรรพบุรุษ ในราชวงศ์ตั๋ง เป็นบุตรคนที่ ๖ จากจ�ำนวนพี่น้อง ๖ คนของผู้ตรวจราชการเมืองฮกเกี้ยน หลังจากเจ้าแม่ได้จุติมาสู่โลกได้ครบ ๑ ขวบ ก็ไม่เคยร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว และเป็นเด็กที่ ฉลาดเมื่ออายุได้๖ ขวบ มีอาจารย์มาสอนวิชาให้สามารถท่องต�ำราครั้งเดียวก็จ�ำได้หมด เมื่ออายุได้๑๖ ปีขณะที่เจ้าแม่กับสาวใช้เดินเล่นในสวนใกล้บ่อน�้ำ ได้มีเซียน ตนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏร่างจากบ่อน�้ำลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า สาวใช้ต่างวิ่งหนีกันหมดเหลือแต่ เจ้าแม่ที่ยังยืนสงบนิ่งแล้วคุกเข่าลง เซียนจึงได้มอบคัมภีร์ให้เล่มหนึ่ง เจ้าแม่ได้ศึกษาคัมภีร์ จนชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างพิสดารช่วยปกป้องขจัดมารคุ้มครองชาวประชา เหินฟ้าไป ตามท้องทะเล ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล จนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลซาบซึ้งในใจ และความดีของเจ้าแม่จึงร่วมกันสร้างศาลไว้เพื่อสักการบูชา กระทั่งปีพ.ศ. ๑๕๒๓ (ตรงกับวันที่ ๘ เดือน ๘ ของปฏิทินจีน) เจ้าแม่เบื่อ ความวุ่นวายทางโลกอยากจะอยู่อย่างสงบจึงได้เดินทางสู่เหมยซาน(ภูเขาเหมย)บรรดาญาติ พี่น้องเห็นเจ้าแม่เดินเหมือนมีก้อนเมฆปรากฏใต้ฝ่าเท้า มีลมพัดผ่านจนร่างเจ้าแม่ค่อย ๆ หายไปในกลีบเมฆ จนไม่เห็นร่องรอยตั้งแต่นั้นมา รวมเวลาพันกว่าปีมาแล้ว
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๙
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๔๒
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา สายน�้ำที่แลเห็นเบื้องหน้าดูนิ่งสงบ ฉากเบื้องหลังที่เห็นอยู่ไม่ ใกล้ไม่ไกลคือขุนเขาตันหยงวางตัวตระหง่านผสานกับผืนฟ้าและสายน�้ำ แม่น�้ำสายนี้เชื่อมทะเลกว้าง จากต้นธารป่าเขียวเขาสูงรวมเป็นล� ำธาร ใหญ่น้อย ไหลผ่านป่าเขาชุมชนก่อนไหลเลียบสู่ปากอ่าวทะเลกว้าง เป็นแม่น�้ำที่สะท้อนวิถีชีวิตผูกพันของผู้คนตั้งแต่อดีตกาลกับสายน�้ำใหญ่ ดั่งจะไหลอยู่เป็นนิรันดร เพื่อหล่อเลี้ยงสร้างความสมบูรณ์พูนสุขแก่ผืนดิน บางนราสุดปลายด้ามขวาน ประการส� ำคัญ... แม่น�้ำสายนี้กลับกลายเป็นเสมือนสิ่งร้อย รัดดวงใจหลากหลายผู้นามที่เปี่ยมล้นด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนสิงหาคม - กันยายนของ ทุกปีนับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ เป็นต้นมา แม่น�้ำสายนี้ชื่อว่า “บางนรา” “แม ่น�้ ำบางนรา” เป็น ๑ ใน ๔ แม ่น�้ ำส� ำคัญของ จังหวัดนราธิวาสเป็นแม่น�้ำที่แยกจากแม่น�้ำสุไหงโก -ลกที่ต�ำบลเกาะสะท้อน อ� ำเภอตากใบ แล้วไหลไปทางตะวันตก ได้รับน�้ำจากคลองสุไหงปาดี คลองยะกัง และคลองตันหยงมัส วกขึ้นเหนือลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่ ต� ำบลบางนาค อ� ำเภอเมืองนราธิวาส รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๕๕ กิโลเมตร ส่วน “แม่น�้ำสุไหงโก - ลก” มีต้นธารจากเขาเยลี ในทิวเขาสันกาลาคีรีเป็นแม่น�้ำกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทย -มาเลเซีย ไหลผ่านอ� ำเภอแว้งอ� ำเภอสุไหงโก-ลกไหลลงสู่อ่าวไทยในต� ำบลเจ๊ะเห อ� ำเภอตากใบ มีความยาวประมาณ ๑๐๓ กิโลเมตร ส� ำหรับล� ำน�้ำส� ำคัญของจังหวัดนราธิวาสอีกสายหนึ่ง คือ “แม่น�้ำตากใบ” แม่น�้ำที่เกิดจากสันทรายนอกริมฝั่งทะเลเป็นแนวยาว ปิดกั้นให้น�้ำไหลออกทางเดียวที่ปากแม่น�้ำสุไหงโก -ลกบริเวณบ้านตาบา อยู่ชายฝั่งตะวันออกในพื้นที่ต� ำบลศาลาใหม่ต� ำบลเจ๊ะเห ยาวประมาณ ๑๔๓
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ๑๔๔
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ๑๔ กิโลเมตร และสุดท้ายคือ “แม่น�้ำสายบุรี” มีต้นน�้ำอยู่ระหว่าง เขาอุลกาโอกับเขาตาโป้ในทิวเขาสันกาลาคีรีเขตอ� ำเภอสุคิริน ไหลผ่าน อ� ำเภอจะแนะ อ� ำเภอศรีสาคร อ� ำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส และ อ� ำเภอรามัน จังหวัดยะลาลงสู่อ่าวไทยที่อ� ำเภอสายบุรีจังหวัดปัตตานี ความยาวประมาณ ๑๙๕ กิโลเมตร ด้วยเหตุนราธิวาสที่เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น�้ำส� ำคัญถึง ๔ สาย การเคลื่อนไหวของล� ำน�้ำผ่านซอกซอนไปในแทบทุกพื้นที่ จึงมีผลให้วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ล้วนผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับสายน�้ำ มายาวนาน ยามเช้า เย็นย�่ำ และค�่ ำคืน เมื่อทัศนาทัศนียภาพจากริม ฝั่งแม่น�้ำบางนรา จะเห็นวิถีชีวิตผู้คนที่เกี่ยวพันกับล� ำน�้ำสายนี้อย่าง แยกกันไม่ออก โดยเฉพาะภาพเรือใหญ่น้อยลอยล่องเข้าออกเป็นระยะ ๆ จากแม่น�้ำบางนราสู่ทะเลกว้างและจากปากน�้ำกลับคืนสู่แผ่นดินบางนรา ๑๔๕
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ เพลาที่เรือเคลื่อนตัวสู ่ทะเลกว้างอ ่าวไทยคือห้วงยาม แห่งความหวัง และโมงยามที่เรือหวนกลับฝั่งนั่นหมายถึงคลังอาหาร ทะเลเต็มท้องเรือที่อาจน� ำมาแปรเปลี่ยนเป็นได้ทั้งอาหารส� ำหรับ ครอบครัว และจ� ำหน่ายจ่ายแจกในท้องตลาดโดยทั่วไป นี่คือวิถีชีวิตของชาวประมงในจังหวัดนราธิวาสที่ด� ำรงสืบเนื่อง มายาวนาน ท� ำให้เกิดชุมชนประมงส� ำคัญในเมืองนราธิวาส ๓ แห่งคือ ที่หมู่บ้านยะกังซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของชาวประมงเชื้อสายจีน นับถือศาสนาอิสลามที่มาตั้งถิ่นฐานบุกเบิกเนิ่นนานมาแล้ว ปัจจุบัน มีฮวงซุ้ยอยู่กลางหมู่บ้านปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐาน อีกชุมชนหนึ่งเป็น ชุมชนที่ชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยโบราณเช่นเดียวกัน คือชุมชน ประมงบ้านบาเละฮีเล ซึ่งเป็นย่านการค้าขายอาหารสด ทั้งปูปลา กุ้ง หอย ที่เรือประมงชายฝั่งขนาดเล็กหามาได้และใกล้ ๆ กับชุมชนแห่ง นี้คือที่ตั้งของ“มัสยิดกลาง” ที่ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่ามองเห็นได้แต่ไกล ชุมชนประมงสุดท้ายคือ“หมู่บ้านทอน” หมู่บ้านชาวประมง ไทยมุสลิมซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งผลิตเรือกอและทั้งของจริงและของ จ� ำลองขนาดเล็ก เรือหาปลาของชาวประมงในท้องที่จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานีและนราธิวาส ตลอดจนชาวมาเลเซียมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถูกเรียกขานกันว่า “เรือกอและ” เป็นเรือประมงชายฝั่งขนาดเล็ก ความยาว๒๕,๒๒และ๒๐ศอกมีลักษณะเด่นคือเป็นเรือที่ถูกสร้างให้ส่วน หัวและท้ายเรือสูงขึ้นจากล� ำเรือจนเป็นเอกลักษณ์มาช้านาน และ ตกแต่งหัวเรือและท้ายเรือด้วยลวดลายสีสันสวยงาม ผสมผสานระหว่าง ลายมลายูลายชวาและลายไทยโดยมีสัดส่วนของลายไทยมากที่สุดเช่น ลายกระหนก ลายบัวคว�่ ำบัวหงาย ลายหัวพญานาค หนุมานเหิรเวหา รวมทั้งลายหัวนกในวรรณคดีเช่น “บุหรงซีงอ” หรือ สิงหปักษีฯลฯ
๑๐ วัฒนธรรมเด่นเมืองนรา ยามว่างเว้นจากการประกอบอาชีพในท้องทะเลในฤดูน�้ำ หลากไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม เหล่าชาวเรือมักจะมีกิจกรรมการแข่งเรือ เพื่อความสนุกสนาน เสริมสร้างความสามัคคีและเป็นการพักผ่อนไปใน ตัวดังเช่น เคยปรากฏเป็นเรื่องราวตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานีถึงสมัย กรุงศรีอยุธยาเป็นพระมหานคร ปรากฏความจากหนังสือค� ำให้การชาว กรุงเก่าที่กล่าวถึงประเพณีแข่งเรือในพระราชพิธีเดือนสิบเอ็ดว่า “...พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเรือพระที่นั่งกิ่งล� ำหนึ่ง พระอัครมเหสีล�ำหนึ่ง แข่งเรือกัน แล้วโปรดให้เสนาอ�ำมาตย์ทั้งหลาย แข่งเรือกันโดยล�ำดับ พระราชพิธีนี้ท�ำกันเมื่อขึ้น ๑๔ ค�่ำ จนแรม ๑ ค�่ำ รวมสามวัน พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเครื่องขาวพระมหามงกุฎท�ำ ด้วยเงิน เวลากลางคืนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะเสด็จลงลอยประทีป อุทิศถวายพระพุทธเจ้า แล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่งประทับยืนไปในเรือ พร้อมด้วยเสนาอ�ำมาตย์อันประดับด้วยประทีปแห่เสด็จรอบพระนคร มีการเลี้ยงดูขุนนางและข้าราชการทั้งปวงเสด็จไปพระราชทานกฐิน ตามพระอารามในกรุง...” ในจังหวัดนราธิวาสนั้นว่ากันว่าประเพณีการแข่งขันเรือเคยมี ปรากฏอยู่แต่ห้วงเวลาหนึ่งกลับถูกทอดทิ้งให้หายสาบสูญไปพร้อมกับ อดีตกาล กระทั่งประเพณีการแข่งขันเรือกอและชิงถ้วยพระราชทาน หน้าพระที่นั่งได้รับการฟื้นฟูใหม่นับแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ หลัง การก ่อสร้างพระต� ำหนักทักษิณราชนิเวศน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระบรม วงศานุวงศ์ ได้เสด็จพระราชด� ำเนินแปรพระราชฐานมาประทับ แรม ณ พระต� ำหนักทักษิณราชนิเวศน์เป็นประจ� ำแทบทุกปี และการเสด็จพระราชด� ำเนินแต ่ละครั้ง จะเสด็จเยี่ยมราษฎร ๑๔๗
วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และจิตวิญญาณ ในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียงทุกหมู่เหล่าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นถิ่นทุรกันดารเพียงใดเมื่อรับทราบปัญหาของพสกนิกรแล้วก็ ทรงวางโครงการน้อยใหญ่เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น ยังความสุขสงบร่มเย็น โดยถ้วนหน้าตลอดมา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันมากล้น ชาวจังหวัดนราธิวาส ได้ตระหนักและระลึกอยู่เสมอมา กระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จึงต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสมควรจัดให้มีการแข่งขันเรือกอและอัน เป็นประเพณีเก ่าแก ่ของจังหวัดนราธิวาสที่ก� ำลังสูญหายไปจาก สังคม ถวายทอดพระเนตรเพื่อเทิดพระเกียรติในพระมหากรุณาธิคุณ อันล้นพ้น และเป็นการฟื้นฟูประเพณีการแข ่งขันเรือกอและ ด้วยฝีพายที่ว ่างเว้นมานมนาน กระทั่งมีพระบรมราชานุญาตให้ จัดการแข่งขันเรือกอและด้วยฝีพายหน้าที่นั่งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ อีกทั้งได้พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ทีมเรือที่ชนะ การแข่งขันด้วย โดยผลการแข่งขันเรือกอและฯ ครั้งแรกปี๒๕๑๘ ทีมที่ชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานคือเรือชื่อ สิงห์ภักดีของ กลุ ่มชาวประมงบ้านบาเละฮิเล จังหวัดนราธิวาส หัวหน้าทีมคือ นายศิริอับดุลสาและ นับแต่นั้นมาจังหวัดนราธิวาสจึงได้จัดเป็นประเพณีสืบต่อมา ตลอดทุกปีจัดให้อยู่ในกองงานหนึ่งใน ๕ กองงานของ “งานประเพณี ของดีเมืองนรา” ซึ่งก� ำหนดจัดงานระหว่างวันที่ ๒๑-๒๕ กันยายนของ ทุกปีจนกลายเป็นประเพณียิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของจังหวัดนราธิวาสโดย ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๒ จังหวัดนราธิวาสได้ริเริ่มให้เพิ่มการแข่งขันเรือ ยาวเข้าไปอีกประเภทหนึ่ง งานจึงเปลี่ยนเป็น “งานประเพณีแข่งขันกอ และ และเรือยาวหน้าพระที่นั่ง” เพื่อชิงถ้วยพระราชทานประจ� ำปีนั้น ๆ และจัดเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ภายหลังมีเรือเข้าร่วม ๑๔๘