กถา] 297 และมนษยุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ใหบรรลธรรมครุงทั้ ี่๑” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวา ทรงชวยเหลอื (อทุธรนฺโตฺ ) ความวา ทรงยกขนึ้ จากสาครคอสืงสารวัฏั ดวยนาวาคออรืยมรรคิ คำวา ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ (โกฏสตสหสิสฺโยิ ) คอื๑๐๐,๐๐๐ โกฏ ิทรงแสดงถอยคำโดยปร ยายทิ แปลกออกไป ี่ ก็ในกาลใด พระสุมนพุทธเจาผูนำสัตวโลก ทรงทำยมกปาฏิหาริย ย่ำยี ความมวเมาัและมานะของเดยรถียีทโคนต ี่นมะมวงกรงสุนุนทวดั ีทรงยงสัตวั ๑,๐๐๐ โกฏใหิดมอมตธรรมื่นเปี้นการบรรลธรรมครุงทั้ี่๒ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงึ ตรสวัา [๘] “พระมหาวระตรีสสอนหมัเดูยรถียี ในกาลใดในกาลนนั้ ทรงชวยเหลาสตวั ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏ ิใหบรรลธรรมุ ในกาลแสดงธรรมครงทั้ี่๒” ๒ บรรดาคำเหลานนั้ คำวาหมเดูยรถียี ( ตติถฺโยิคเณ) คอื หมคณะทูเปี่น เดยรถียี หรอหมืคณะของเดูยรถียีทงหลายั้ เกจอาจารยิกลาววา “พระพทธเจุาเมอจะื่ ขมขเดี่ยรถียี ทรงแสดงธรรมเทศนาแลว” ก็ในกาลใด เทวดาใน ๑๐,๐๐๐ จักรวาลและมนุษยประชุมกันในจักรวาลนี้ ตงเรั้องนื่โรธข ินวึ้า “ทานเขาน โรธก ินอยั างไร อยในน ูโรธอย ิ างไร ออกจากนโรธอย ิ างไร ” เทวดาในเทวโลกชนกามาวจรั้๖ ชนั้ พรหมในพรหมโลก พรอมดวยมนษยุทงหลายั้ ไมอาจวนิจฉิยการเขัา การอย ูและการออกจากสมาบตั ิ เปนตนอยางน ไดี้ จงได ึ แบงก นออกเป ัน๒ พวก ๒ ฝาย ตอจากนนั้ จงพรึอมดวยพระเจาอรนทมะผิ เปูน นรบดี พากันเขาไปเฝาพระสุมนทศพล ผูเปนนาถะของชาวโลกทั้งปวงในเวลาเย็น ๖. สมนพุทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๗/๖๐๘๒ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๘/๖๐๘
298 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ ครนเขั้าเฝาแลว พระเจาอรนทมะจิงทึลถามนูโรธป ิญหากบพระผัมูพระภาคี จากนนั้ เมอพระผื่มูพระภาคทรงตอบนี โรธป ิญหาแลวการบรรลธรรมกุได็มแกีสตวั ๙๐,๐๐๐ โกฏิ นเปี้นบรรลธรรมครุงทั้ ี่๓ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๙] “ในกาลเมอเทวดาและมนื่ษยุ ผพรูอมเพรยงกีนรั วมใจก นมาทัลถามู นโรธป ิญหาและความสงส ยทางใจ ั [๑๐] ในกาลทรงแสดงธรรมเปนเครองื่ แสดงนโรธิ แมครงนั้นั้ เหลาสตวั ประมาณ ๙๐,๐๐๐ โกฏ ิ ไดบรรลธรรมครุงทั้ ี่๓” ๑ กพระผ็มูพระภาคพระนามวีา สมนะุ ทรงมสาวกสีนนับาติ๓ ครงั้ ในบรรดา ๓ ครงนั้นั้ ในสาวกสนนับาตคริงทั้ี่๑ พระผมูพระภาคกีบพระอรหันตั จำนวน ๑,๐๐๐ โกฏ ิผบวชดูวยเอหภิกขิอุปสุมปทา ั ทรงอาศยเมขลนครจำพรรษาแล ัว ทรงปวารณา ดวยการปวารณาคร งแรกั้ นเปี้น สาวกสนนับาตคริงทั้ ี่๑ สมยตัอมา พระจอมมนุี ผประเสร ู ฐดิงดวงตะวั่นั ประทบนังั่ณ ยอดสวรรณบรรพตุ มบรีเวณกวิ างประมาณ ๑ โยชน ซงบึ่งเกัดดิ วยกำล งกัศลของพระเจุาอรนทมะิ ไมใกลจากส งกัสสนครั เหมอนื ดวงทนกรแสดงแสงอินงดงามั ในฤดสารทู เหนอยืคนธรบรรพตุ ทรงอบรมสงสอนั่ บรุษุ๙๐,๐๐๐ โกฏ ิซงหึ่อมลอมพระเจาอรนทมะตามเสดิจมา็ ทรงใหพวกเขาอ ปสมบทุ ดวยเอหิภิกขุอุปสัมปทาหมดทุกคน เหลาภิกษุผูบรรลุอรหัตตผลในวันนั้นนั่นแล แวดลอมแลว ทรงยกปาตโมกข ิขนแสดงึ้ ในสนนับาตอิ นประกอบด ัวยองค ๔ นเปี้น สาวกสนนับาตคริงทั้ี่๒ สมยใด ั ทาวสกกเทวราชเสดัจเข็ าไปเฝ าพระสคตุ สมยนันั้ พระผมูพระภาคพระนามวีาสมนะุ อนพระอรหันตั ๘๐,๐๐๐ โกฏแวดลิอมแลว กทรง็ ยกปาตโมกข ิขนแสดงึ้ นเปี้น สาวกสนนับาตคริงทั้ี่๓ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคี จงตรึสวัา ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๙-๑๐/๖๐๘
กถา] 299 [๑๑] “พระพทธเจุาพระนามวา สมนะุผแสวงหาู คณอุนยั งใหญ ิ่มการประช ีมแหุงพระขณาสพี ผปราศจากมลท ูนิมจีตสงบระงิบัผคงทูี่๓ ครงั้ [๑๒] เมอพระผื่มูพระภาคทรงจำพรรษาแล ีว เมอสงฆื่ประกาศปวารณา พระตถาคตทรงปรวาณา พรอมดวยภกษิ ประมาณุ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ [๑๓] จากนนั้ ในการประชมกุนทัสี่วรรณุ บรรพตอนสั กปลุงพระขั่ณาสพประมาณ ี ๙๐,๐๐๐ โกฏ ิ มาประชมกุนั เปนครงทั้ี่๒ [๑๔] ในกาลเมอทื่าวสกกเทวราชั เสดจเข็ าเฝาพระพทธจุาพระขณาสพี จำนวน ๘๐,๐๐๐ โกฏ ิ มาประชมกุนั เปนครงทั้ ี่๓” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวาเมอสงฆื่ประกาศปวารณา (อภมิฏุเฐปวารเณ) บณฑัตพิงเหึนว็า เปนลงควิ ปลาส ิ ความวา เมอปวารณาอ ื่นสงฆั ประกาศแล ว คำวา จากนั้น (ตโตปรํ) คือ ในสมัยตอจากสาวกสันติบาตครั้งที่๑ แลวนั้น คำวา สวรรณบรรพตุ (กจนปพฺพเตฺ ) คอื ภเขาอูนสำเร ัจแล็วด วยทองคำ คำวา เสดจ ็ เขาเฝ าพระพทธเจุา (พทุธทสฺสนฺปาคมุ )ิ คอื เสดจเข็ าไปใกล เพ อเฝ ื่าพระพทธเจุา ไดยนวิา ในครงนั้นั้ พระโพธสิตวัของพวกเรา เสวยพระชาตเปินพญานาคชอวื่าอตละุ มฤทธานีภาพมากุ ทานได สดบขัาววา “พระพทธเจุาเสดจอ็บุตัเกิดขินแลึ้ วในโลก ” อนหมัญาตูแวดลิอมแลว ออกจากภพของตน บชาพระผูมูพระภาคพระนามวีาสมนะุ ซงมึ่ภีกษิ ุ๑๐๐,๐๐๐ โกฏเปินบรวาริ ดวยดนตรทีพยิ ถวายมหาทาน ถวายคผูาร ปละคูู ๖. สมนพุทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๑-๑๔/๖๐๘
300 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ แลวดำรงอย ในสรณะ ู พระศาสดาพระองคนนั้ ทรงพยากรณพญานาคนนวั้า “จกเป ัน พระพทธเจุา ในอนาคตกาล” เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๕] “สมยนันั้เราเปนพญานาค ผมู ฤทธีมากมิ์ชีอวื่าอตละุ เปนผสรูางก ศลใหุเจรญขินึ้ [๑๖] ครงนั้นั้เราพรอมดวยหมญาตูออกจากิ นาคพภพบำร ิงพระชุนเจิาพรอมทงพระสงฆั้ ดวยดนตรทีพยิของพวกนาค [๑๗] จดอังคาสพระสงฆัสาวก ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏใหิอมหนำด ิ่วยขาว และน้ำแลวถวายผาร ปละหนูงคึู่ ไดถงพระชึนเจิาพระองคน นเป ั้นสรณะ [๑๘] แมพระพทธเจุาพระนามวา สมนะุพระองคนนั้ ทรงเปนผ นำส ูตวั โลก กทรงพยากรณ็เราวา ในกปั อนประมาณม ั ไดิ นบจากกั ปนั ไปอต ี้ลพญานาคน ุี้ จกเปันพระพทธเจุา พระตถาคตไดเสดจออกจาก็ กรงกบุลพิสดั ุทนี่ารนรมยื่ [๑๙] พระตถาคตทรงเรมต่ิงความเพั้ยรี บำเพญท็กรกุริยาิจกประท ับบนังทั่โคนต ี่น อชปานโครธ ิทรงรบขั าวปายาสในท นี่นแลั้ว เสดจไปย ็งแมัน้ำเนรญชราั พระชนเจิาพระองคนนั้จกเสวยขั าวปายาส ทรี่มฝิงแมน้ำเนรญชราัแลวเสด จไป ็
กถา] 301ทโคนต ี่นโพธ ิตามหนทางอนประเสร ัฐิทตกแตี่งไวแลว จากนนั้พระองคผ มูพระยศยี งใหญ ิ่ จกทำประท ักษั ณโพธ ิ ม ิณฑั อนยอดเยัยมแลี่ ว ตรสรั ทูโคนต ี่ น อสสัตถพฤกษั มารดาผใหูกำเน ดพระชินเจิาพระองค น ี้ จกมัพระนามวี า มายา พระบดาจิกมัพระนามวี า สทโธทนะุพระชนเจิาพระองค น จ ี้กมั ี พระนามวา โคดม พระโกลตเถระและพระอิ ปตุสสเถระิ ผไมู ม อาสวะี สนราคะิ้ มจีตสงบิ ตงมั้นดั่ี จกเปันพระอครสาวกั พระเถระนามวาอานนท จกเปันพระอ ปุ ฏฐาก บำรงพระชุนเจิาพระองค น ี้ พระเขมาเถรและพระอีบลวรรณาเถรุี ผไมู ม อาสวะี สนราคะิ้ มจีตสงบิ ตงมั้นดั่ี จกเปันพระอครสาวักาิตนไม เปนทตรี่สรัของพระผู มูพระภาคี พระองคน นั้ ชาวโลกเรยกวีาต น อสสัตถพฤกษั จตตคหบดิ อ ีบาสกและหุตถกคหบดั อ ีบาสกุ ชาวเมองอาฬวื ี จกเปันอครอั ปุ ฏฐาก นนทมารดาอับาสุกาและอิตตราอุบาสุกาิ จกเปันอครอั ปุ ฏฐายกาิ พระโคดมผมูพระยศี พระองคนนจั้กมัพระชนมายี ประมาณุ๑๐๐ ป๖. สมนพุทธวุงสวัณณนาั
302 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ เทวดาและมนษยุได ฟ งพระดำร สนั ี้ ของพระพทธจุาผ ไมูม ใครเสมอเหม ีอนื ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่แลว ตางกม็ความชีนชมกลื่าววา ทานผนูี้เปนหนอพทธางกุรู สตวัท งหลายในหม ั้นจื่กรวาลั พรอมทงเทวดาั้ตางก เปล็งเส ยงโห ีรอง ปรบมอืราเรงิ ประนมมอนมืสการวัา ถาเราทงหลายจั้กพลาดศาสนาของั พระโลกนาถ พระองคน ี้เราทงหลายั้ กจ็กพรัอมหนาหนอพทธางกุรนูี้ ในอนาคตกาล มนษยุทงหลายเมั้อจะขื่ามแมน้ำ พลาดทาเฉพาะหนาแลวกย็ดเอาทึาถ ดไป ั จงขึามแมน้ำใหญไปฉนใด ัเราทงหมดกั้ฉ็นนันั้ เหมอนกืนัถาพลาดพระชนเจิาพระองคน ี้ กจ็กพรัอมหนาหนอพทธางกุรนูี้ในอนาคตกาล [๒๐] เราไดฟ งพระดำร สของพระพัทธเจุา แมพระองคนนแลั้วก ทำจ ็ ตให ิเล อมใสอย ื่างยงิ่ ไดอธษฐานวิตรเพั อบำเพ ื่ญบารม็ ี๑๐ ประการ ใหยงขิ่นไป ึ้ ” ๑ ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๙-๒๐/๖๐๘-๖๑๑
กถา] 303 กพระผ็มูพระภาคพระนามวีาสมนะพระองคุนนั้ ทรงมเมีองชือวื่าเมขละ มพระี ชนกพระนามวาพระเจาสทุตตะั มพระชนนีพระนามวีาสริมาเทวิ ีมคีพระอูครสาวกนามั วาพระสรณะและพระภาวติตตะั มพระพีทธอุปุ ฏฐากนามวาพระอเทนุมคีพระอูครสาวักาิ นามวาพระโสณาเถร และพระอี ปโสณาเถรุ ีมตีนไม เปนทตรี่สรัชูอวื่าตนกากะทงิ มพระี สรระสีงู๙๐ ศอก มพระชนมายีุ๙๐,๐๐๐ ป มพระมเหสีนามวีาวฏงสักาเทวิ ี มพระโอรสนามว ีาอน ปมะู ทรงออกมหาภเนษกรมณิดวยยานคอชืาง มอีปุ ฏฐากนามวา องคราชาั ประทบัณ พระวหารชิอวื่าองคารามัเพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๒๑] “กรงชุอวื่าเมขละ กษตรัยิพระนามวา สทุตตะั เปนพระชนก พระนางสริมาิ เปนพระชนนของพระพีทธเจุาพระนามวา สมนะุ ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ [๒๒] พระองคทรงครองฆราวาสอย ู๙,๐๐๐ ป มปราสาทท ีอี่ดมอยุู๓ หลงัคอืจนทปราสาท ั สจุนทปราสาท ัและวฏงสปราสาท ั [๒๓] มนางสนมกำน ีลั๖,๓๐๐,๐๐๐ นาง ลวนประด บประดาสวยงาม ั พระมเหสี พระนามวาวฏงสักาิ พระราชโอรส พระนามวาอนปมะู [๒๔] พระชนเจิาทรงเหนน็มิติ๔ ประการ จงทรงราชพาหนะคึอชืางออกผนวชแลว ทรงบำเพญเพ็ยรอยี ู๑๐ เดอนเตืม็ (จงไดึบรรล พระโพธุ ญาณิ ) ๖. สมนพุทธวุงสวัณณนาั
304 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ [๒๕] พระมหาวระเจีาพระนามวาสมนะุ ทรงเปนผ นำส ูตวั โลก ผอูนพรหมทัลอาราธนาแลูว ทรงประกาศพระธรรมจกรัณ เมขลบรุี ซงเปึ่นเม องประเสร ืฐทิสี่ดุ [๒๖] พระสรณเถระและพระภาวติตตเถระั เปนพระอครสาวกัพระเถระนามวาอเทนุ เปนพระอ ปุ ฏฐากของพระพทธเจุาพระนามวา สมนะุ ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ [๒๗] พระโสณาเถรและพระอี ปโสณาเถรุี เปนพระอครสาวักาิแมพระพทธเจุาผ ไมูม ี ใครเสมอเหมอนพระองคืนนั้ ไดตรสรั ู ทโคนต ี่นกากะทงิ [๒๘] วรณอุบาสกและสรณอุบาสกุ เปนอครอั ปุ ฏฐากจาลาอบาสุกาิ และอปจาลาอุบาสุกาเป ินอครอั ปุ ฏฐายกาิ [๒๙] พระพทธเจุาพระองคนนั้ทรงมี พระวรกายสงู๙๐ ศอกทรงงดงามดงทองคำ ั ทลี่ ้ำคารงเรุองไปท ืวหมั่นจื่กรวาลั [๓๐] ขณะนนั้มนษยุทงหลายมั้อายีุ ประมาณ ๙๐,๐๐๐ ปพระองคกทรง็ ดำรงพระชนมายประมาณเทุานนั้ ทรงชวยหม ชนให ูขามพ นได จำนวนมาก [๓๑] พระสมมาสัมพัทธเจุาทรงชวยคน ทควรขี่ามให ขามทรงชวยคนทควรตรี่สรั ู
กถา] 305 ใหตรสรัแลูวเสดจด็บขั นธปร ันิพพานิ เหมอนดวงจืนทรัด บไป ั [๓๒] ภกษิผุขูณาสพเหลีานนั้ผมูยศยี งใหญ ิ่ และพระพทธเจุาผ ไมูม ใครเปร ี ยบได ี พระองคนนั้แสดงพระรศมัทีไมี่ม อะไร ี เปรยบได ี เสดจด็บขั นธปร ันิพพานไป ิ [๓๓] พระสพพัญัตญาณและพระร ุตนตรัยั ทไมี่ม อะไรเท ียบเคียงเหลีานนั้ ทกอยุางลวนอ นตรธานไปหมดแล ัว สงขารทั งปวงเป ั้นสภาพว างเปล าหนอ [๓๔] พระพทธเจุาพระนามวาสมนะุผทรงพระยศู เสดจด็บขั นธปร ันิพพานทิอี่งคารามั พระสถปของพระชูนเจิานนั้ ทอี่งคารามนันสั้งถูงึ๔ โยชนฉะนแลี้ ” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวาทรงงดงามดงทองคำท ัลี่ ้ำคา (กจนคฺฆฺยสงิ กาโสฺ ) คอื ทรงมพระรี ปโฉมงดงามู เหมอนรื ปบูชาทูทำด ี่วยทอง อนวัจิตรดิวยรตนะหลากั หลายชนิด คำวา รุงเรืองไปทั่วหมื่นจักรวาล (ทสสหสฺสิวิโรจติ) ความวา ทงั้๑๐,๐๐๐ โลกธาตุกเจ็ดจิาดวยพระรศมัของพระองคี คำวา ทรงชวยคนทควรขี่าม (ตารณีเย) ไดแกทรงยังหมูชนผูที่ควรใหขาม คือผูควรขาม อธิายวา พุทธเวไนย ทงปวง ั้ คำวาเหมอนดวงจืนทรั ( อฬุราชาวุ ) คอื เหมอนดวงจืนทรั คำวาดบไป ั (อตถมฺ )ิ คอื ดบลงแลัว เกจอาจารยิยอมสวดวาอตถฺํ คโต คำวาผไมูม ใคร ี เปรียบ (อสาทิโส) คือ ไมมีผูเสมอเหมือน คำวา ผูมียศยิ่งใหญ (มหายสา) คือ ๖. สมนพุทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๒๑-๓๔/๖๑๑-๖๑๒
306 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ ผมูเกียรตีมากและมิบรีวารมากิ คำวา พระสพพัญัตญาณน ุนั้ (ตจฺญาณ)ํคอื พระสพพัญัตญาณน ุนั้ คำวาทไมี่ม อะไรเท ียบเคียงี (อตลุยิ)ํ คอื ชงตวงไม ั่ได ไดแก ไมม อะไรเหม ีอนื คำทเหลี่อในท ืที่งปวงม ั้เนีอความงื้ายทงนั้นั้ สมนพุทธวงศุวณณนาั จบ พทธวงศุเรองทื่ ี่๖ จบ _____________ ๗. เรวตพทธวุงสวัณณนาั พรรณนาวาด วยพระประว ตัของพระเรวตพิทธเจุา ในกาลภายหลงจากสมัยของพระผัมูพระภาคพระนามวีาสมนะุ เมอศาสนาของื่ พระองคอ นตรธานไปแล ัว พวกมนษยุทมี่อายีุ๙๐,๐๐๐ ป กลดลงโดยลำด ็บั จนถงึ มอายีุ๑๐ ป กเพ็มขิ่นโดยลำด ึ้บั จนมอายีถุงึ๑ อสงไขย แลวกลดลงอ็กี จนมอายีุ ๖๐,๐๐๐ ป ในสมยนันั้ พระศาสดาพระนามวาเรวตะ เสดจอ็บุตัขินึ้ แมพระองคกทรง็ บำเพ็ญบารมีทั้งหลายแลวบังเกิดในดุสิตเทวโลก ซึ่งเปนภพที่รุงโรจนดวยรัตนะเปน อันมาก จุติจากสวรรคชั้นดุสิตแลวทรงถือปฏิสนธิในพระครรภของพระนางวิปุลา ผไพบ ูลยูดวยคณราศรุอีนงดงามั และนาจ บใจ ั ซงเปึ่นจดรวมดวงตาของชนทุงปวง ั้ เรองรองดืวยความงาม ซงเกึ่ดจากดวงหนิ าและดวงใจอ นมัสีรินิารกั เหมอนดอกบืวั ตระการตา ทรงเปนอครมเหสั ในราชสก ีลของพระเจุาว ปิละุ ผไพบ ูลยูดวยความมงคั่งั่ ทกอยุาง อนเกลัอนดื่วยเหตเกุดแหิงสริสมบิตั ิทรงถกหูอมลอมดวยขาราชบรพาริ งดงามประมาณมไดิ ประดบกายดัวยเครองอลื่งการทั งปวง ั้ ในกรงสุธุ ญญวดั ีซงมึ่ี ทรพยัและข าวเปล อกพรือมสรรพ ถวนกำหนดทศมาส กประส ็ตูจากพระครรภิของ พระชนนีเหมอนพญาหงสืทองบนิ ออกจากภเขาจูตรกิฏูฉะนนั้ ปาฏหาริยิทงหลายั้ ในการปฏสนธิ และประส ิตูของพระองคิ มนียดังกลัาวมา แลวแตกอน พระองคทรงม ปราสาท ี๓ หลงั คอื (๑) สทุสสนปราสาท ั (๒) รตนคฆั ิ
กถา] 307 ปราสาท (๓) อาเวฬปราสาท สตรจำนวน ี๓๓,๐๐๐ นาง มพระนางสีทุสสนาเทวั เปีน ประธานไดเปนผูอุปฏฐาก พระเรวตราชกุมารนั้นอันเหลาสตรีเหลานั้นแวดลอมแลว อนเหลัายวนารุผีหาญกลูาแวดลอมแลว ทรงครองฆราวาสวสิยั เสวยสขอยุู๖,๐๐๐ ป เหมอนเทพกืมารุ เมอพระโอรสพระนามว ื่าวรณะุ ของพระนางสทุสสนาเทวั ประส ีตูิ พระองคทรงเห็นนิมิต ๔ ประการแลวทรงเครื่องนุงหม อยางดีเบาๆ มีสีสรรตางๆ ทรงสวมกณฑลมณุมีกดาหารุ ทรงทองพาหรุดั มงกฏและกำไลพระกร ุ อยางด ีทรง ประดับดวยของหอมและดอกไมที่มีสีและกลิ่นหอมอยางยิ่ง ทรงมีกลุมมหาชนที่ทำ ใหงดงามอยางยิ่ง เหมือนดวงอาทิตยในฤดูสารทฉะนั้น อันจตุรงคินีเสนาทัพใหญ แวดลอมแลว ประหนงดวงจึ่นทรัอนหมัดาราแวดลูอมแลว เหมอนหนืงทึ่าวสหสนัยนั อนหมัเทพชูนไตรทศแวดล ั้อมแลว และเหมอนหนืงทึ่าวหารตมหาพรหมิ อนหมัพรหมู แวดลอมแลว เสด็จออกมหาอภิเนษกรมณ ดวยรถเทียมมา ทรงเปลื้องเครื่อง สรรพาภรณประทานไว ในม อเจืาหนาทเรี่อนคลืงหลวงั ทรงตดพระเกศาั และมงกฏุ ของพระองค ดวยมดทีลี่บจนคมกรับิ เหมอนกืบกลั บดอกปท ีมอุนเกั ดในน ิ้ำ ทไรี่มลทนิ และไมวกลิ แลวทรงโยนข นไปในนภากาศ ึ้ ทาวสกกเทวราชกัทรงเอาผอบทองรองร็บั พระเกศา และมงกฏนุนไว ั้ ทรงนำไปยงภพดาวดังสึ ทรงสรางพระเจดยีอ นสำเร ัจ็ ดวยรตนะั ๗ ประการไวเหนอยอดภืเขาพระสูเมรุ ุ ฝายพระมหาบุรุษทรงครองผากาสายะ ที่เทวดานำมาถวายแลวทรงผนวช บรุษประมาณุ๑ โกฏ ิกออกบวชตามเสด็จ็ พระมหาบรุษนุนอั้นบัรุษเหลุานนแวดลั้อม แลว ทรงบำเพญเพ็ยรอยี ู๗ เดอนื ในวนวั สาขป ิรณมุ ีเสวยขาวมธ ปายาสุ ทธี่ดาิ เศรษฐผีหนูงึ่ ชอวื่า สาธเทวุ ีถวายแลว ทรงยงกาลอั นเป ันสวนแหงว นให ัลวงไปด วย ทวาวิหารสมาบิตั ิ ในสาลวโนทยาน ในเวลาเยน็ ทรงรบหญัาคา๘ กำ ทอาชี่วกี ผหนูงถวายึ่ แลวเสดจเข็ าไปท โคนต ี่นนาคะอ นประเสร ัฐิ นาชนชมื่ ทรงทำประทกษัณิ โพธพฤกษิแลว ทรงลาดหญาเปนสนถัดั กวาง๕๓ ศอก แลวประท บนังอธั่ษฐานิ ความเพยรมีองคี ๔ ทรงกำจดมารและพลมารั ทรงแทงตลอดพระสพพัญัตญาณ ุ ๗. เรวตพทธวุงสวัณณนาั
308 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ แลวเปล งอทานวุา อเนกชาตสิสารํ ํฯลฯ ตณหานฺ ํขยมชฌคาฺ๑ เพราะเหตนุนั้ พระผมูี พระภาคจงตรึสวัา [๑] “สมยตัอจากพระพทธเจุาพระนามวา สมนะุ ไดมพระชีนเจิ าทรงเป นผ นำพระนามว ูาเรวตะ ไมมผีเปร ูยบปาน ี ไมมผีเทูยมเทีา ผสูงสูดุ ” ๒ ไดยินวา พระศาสดาพระนามวาเรวตะ ทรงเสวยวิมุตติสุขอยูในบริเวณ โพธพฤกษินนแลตลอดั้ ๗ สปดาห ั ทรงรบคำอาราธนาของท ัาวมหาพรหมเพอทรงื่ แสดงธรรม ทรงใครครวญอยวูา “เราจะแสดงธรรมแกใครก อนหนอ ” ๓ ทรงเหนภ็กษิุ ๑ โกฏิ ทออกบวชตี่ดตามพระองคิ เทวดาและมนษยุเหลาอนอื่กเป ีนอ นมากเป ันผ ู ถงพรึอมดวยอ ปนุสิยั จงเสดึ จไปทางอากาศ ็ เสดจลงท็พระวี่หารวริณารามุ อนภักษิุ เหลานนแวดลั้อมแลว ทรงประกาศพระธรรมจกรอันยอดเยัยมี่ ทลี่มลุกึ ละเอยดี มปรีวิฏั ๓ ซงผึ่อูนประกาศไม ื่ได ทรงยงภักษิ ุ๑ โกฏ ิ ใหดำรงอย ในอรห ูตตผลั ผทูี่ ดำรงอยในมรรคผล ู ๓ มจำนวนน ี บไม ัถวน เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๒] “แมพระองคอนพรหมทัลอาราธนาแลูว กทรงประกาศพระธรรม ็อนกำหนดด ัวยขนธั และธาต ุไมเป นไปในภพน อยภพใหญ ” ๔ บรรดาคำเหลานนั้ คำวาอนกำหนดด ัวยขนธัและธาต ( ุขนธธาตฺววตุถานฺ )ํ ความวา ทำการจำแนกขนธั ๕ ธาตุ๑๘ โดยกำหนดนามรปเปูนตน กำหนดรปธรรมู และอรปธรรมู โดยสภาวลกษณะและสามัญญลั กษณะเป ันตน ชอวื่ากำหนดข นธัและธาตุ อนงึ่ พงทราบการกำหนดข ึนธัและธาต ุแมโดยอน จจานิ ปุสสนาเป นตน โดยนยเปันตนวา ๑ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๕๓/๗๙๒ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑/๖๑๓๓ ว.ิม. (ไทย) ๔/๑๐/๑๕, ม.ม. ( ูไทย) ๑๒/๒๘๔/๓๐๙, ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๔๐/๔๑๑๔ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๒/๖๑๓
กถา] 309 “รปเปรูยบเหมีอนกื อนฟองน ้ำ เพราะไมทนตอการย่ำย ีและเพราะตองขาดไปเป น ชนเลิ้กช็นนิ้อยเป นตน เวทนาเปรยบเหมี อนฟองน ื้ำ เพราะรนรมยื่อยเพูยงชีวขณะั่ สญญาเปร ัยบเหมีอนพยืบแดดั เพราะความยอยย บไป ั สงขารทั งหลายเปร ั้ยบเหมีอนื ตนกล วยเพราะไม มแกีน วญญาณเปร ิยบเหมีอนนืกเลันกล เพราะหลอกลวง” ๑ ในคำวา ไมเป นไปในภพน อยภพใหญ ( อปปวตฺตฺํภวาภเว) น ี้ความเจรญชิอวื่าภวะ ความ เสอมชื่อวื่าอภวะ บณฑัตพิงทราบเนึอความแหื้งภวะและอภวะ โดยนยเป ันตนอยางน ี้ คอื สสสตทัฏฐิชิอวื่าภวะ อจเฉททุ ฏฐิชิอวื่าอภวะ ภพนอยชอวื่าภวะ ภพใหญชอวื่า อภวะ กามภพชอวื่าภวะ รปภพและอรูปภพชูอวื่าอภวะ อธบายวิา ทรงประกาศธรรม อนเป ันเหต ไมุเป นไปแห งภพน อยและภพใหญ เหลานนั้ อกนียหนังึ่ อปปุตตนิมิตในภพ ิ ทงั้๓ มกามภพเป ีนตน ชอวื่าภวะ เพราะความหมายวา เปนเหตมุอยี ูอปปุตตภพิ ชอวื่าอภวะ อธบายวิา ทรงแสดงธรรมอนทำการละความย ันดิ ีคอไม ื เป นไปในภวะ และอภวะทงั้๒ กพระเรวตพ็ทธเจุาพระองคนนทรงมั้อภีสมิยั๓ ครงเหมั้อนกืนั แต การบรรลธรรมครุงทั้ ี่๑ ของพระองค เหลอทืจะนี่บจำนวนของผ ัตรูสรั ไดู เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๓] “ในกาลทพระองคี่ทรงแสดงธรรม การบรรลธรรมมุี๓ ครงั้ ผไดูบรรลธรรมุ ครงทั้ ี่๑ คำนวณนบไม ั ไดเลย ” ๒ บรรดาคำเหลานนั้ คำวา๓ ครงั้ (ตณี )ิ คอื๓ คราว ทานทำเป นลงควิ ปลาส ิ นเปี้นการบรรลธรรมครุงทั้ ี่๑ ไดดแลีว ในสมยตัอมา ไดมพระราชาพระนามวีาอรนทมะิ ผทรงรบชนะขูาศ กในกร ึงุ อตตระุ ซงเปึ่นเม องฝ ืายเหนอื ไดยนวิา พระเจาอรนทมะพระองคินนทรงทราบขั้าว ทพระผี่มูพระภาคี เสดจถ็งเมึองของพระองคื โดยลำด บั ทรงมมหาชนจำนวน ี๓ โกฏิ ๗. เรวตพทธวุงสวัณณนาั ๑ อภ.ิว.ิอ. (บาล) ี๒/๒๖/๓๕, ส.ํอ. (ไทย) ๓/๙๕/๓๔๙๒ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๓/๖๑๓
310 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ แวดลอมกระทำการต อนรบพระผัมูพระภาคี นมนติเพ อเสวยในว ื่นรังขุนึ้ ทรงถวาย มหาทานตลอด ๗ วนั แดพระภกษิสงฆุมพระพีทธเจุาเป นประธาน ทรงทำการบชาดูวย ประทปี กวาง๓ คาวตุ เขาเฝาพระผมูพระภาคประท ีบนังแลั่ว ลำดบนันั้ พระผมูี พระภาคทรงแสดงธรรมมนียอันวัจิตริ เหมาะแกพระหฤทยของพระเจัาอรนทมะนินั้ ในทประช ี่มนุนั้การบรรลธรรมครุงทั้ี่๒ ไดมแกีเทวดาและมนษยุประมาณ ๑,๐๐๐ โกฏิ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๔] “ในกาลเมอพระมื่นุพระนามวีาเรวตะ ทรงแนะนำพระเจาอรนทมะิเทวดาและมนษยุ จำนวน ๑,๐๐๐ โกฏิไดบรรลธรรมครุงทั้ี่๒” ๑ นเปี้นบรรลธรรมครุงทั้ ี่๒ ในสมยตัอมา พระเรวตศาสดาทรงอาศยอัตตรนุคมประท ิบอยั ูประทบนังั่ เขานิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน ไดยินวา ครั้งนั้น มนุษยชาวอุตตรนิคมนำเอาขาวตม ขาวสวย ของขบฉนั เภสชั และน้ำปานะเปนตน ถวายมหาทานแดพระะภกษิสงฆุ แลวพากนถามวัา “ขาแตทานผเจรู ญิ พระผมูพระภาคประท ีบอยั ูณ ทไหน ี่ ” ภกษิุ ทั้งหลายก็บอกแกคนเหลานั้นวา “อาวุโส พระผูมีพระภาคทรงเขานิโรธสมาบัติ” เมอลื่วง๗ วนไป ั พวกเขากได็เหนพระผ็มูพระภาคี ผทรงออกจากนูโรธสมาบ ิตัแลิว ทรงรงเรุองดืวยพทธสุริของพระองคิ ซงหาผึ่เปร ูยบมี ไดิ เหมอนดวงอาทืตยิ ในฤด สารทู จงทึลถามคูณานุสงสิของน โรธสมาบ ิตัแกิมนษยุเหลานนั้ ครงนั้นั้ เทวดาและมนษยุ จำนวน ๑๐๐ โกฏิกได็ ดำรงอย ในอรห ูตตผลันเปี้นการบรรลธรรมครุงทั้ี่๓ เพราะ เหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๕] “พระผองอาจกวูานรชนเสดจออกจาก็ นโรธสมาบ ิตัในว ินทั ี่๗ ทรงแนะนำเทวดา และมนษยุในอรห ตตผลจำนวน ั๑๐๐ โกฏ”ิ 2 ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๔/๖๑๓๒ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๕/๖๑๓
กถา] 311 ในกรงสุธุ ญญวดั ีพระอรหนตัทอี่ปสมบทดุวยเอหภิกขิอุปสุมปทา ั มจำนวนน ีบั ไมถวน ไดมีสาวกสันนิบาตครั้งที่๑ ในการยกมหาปาติโมกขขึ้นแสดงครั้งแรก ในเมขลนคร พระอรหนตัทอี่ปสมบทดุวยเอหภิกขิอุปสุมปทา ั นบได ั ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏ ินบเป ัน สาวกสนนับาตคริงทั้ ี่๒ พระอครสาวกของพระผัมูพระภาคพระนามวีา เรวตะ ชอวื่าวรณะุ ผอนูวุตรตามพระธรรมจักรั เปนยอดของภกษิผุมูปีญญาทงหลายั้ เกดอาพาธิ ในครงนั้นั้ พระเรวตพทธเจุา ทางแสดงธรรมอนแสดงถั งไตรล ึกษณัแก มหาชนทประช ี่มกุนั เพอต่ืองการถามภกษิ ไขุ ทรงยงบัรุษประมาณุ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ใหอปสมบทดุวยเอหภิกขิอุปสุมปทา ั แลวให ดำรงอย ในอรห ูตตผลั ทรงยกปาตโมกข ิ ขนแสดงในสาวกส ึ้นนับาตทิ ประกอบด ี่วยองค ๔ นเปี้นสาวกส นนับาตคริงทั้ ี่๓ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๖] “พระชนเจิาผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ พระนามวาเรวตะได ม การประช ีมพระขุณาสพี ผปราศจากมลท ูนิ หลดพุนด ีคงท ี่๓ ครงั้ [๗] ครงทั้ี่๑ มพระขี ณาสพมาประช ีมกุนั มากจนเกนกวิาทจะนี่บัครงทั้ี่๒ มพระขีณาสพี จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏ ิมาประชมกุนั [๘] ในกาลเมอพระองคื่ไมม ใครเสมอด ีวย พระปญญาของพระองค ทรงประกาศพระธรรมจกรแลัว ทรงพระประชวรจวนจะเสดจด็บขั นธปร ันิพพานิ [๙] ครงทั้ี่๓ มพระอรหีนตัทเขี่าเฝาพระมนุี เพอทื่ลถามพระอาการประชวรของพระองคู จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏ ิ มาประชมกุนั” ๑ ๗. เรวตพทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๖-๙/๖๑๓-๖๑๔
312 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ บรรดาคำเหลานั้น คำวา ทรงประกาศพระธรรมจักร (จกฺกานุวตฺตโก) คือ ผอนูวุตรตามพระธรรมจักรั ในคำวา ทรงพระประชวรจวนจะเสดจด ็ บขั นธปร ันิพพานิ (ปตโตฺชวีตสิสยํ )ํน ี้มความวีา สงสยในช ัวีติ ชอวื่าชวีตสิงสยะั ถงความสงสึยั ในชีวิตอยางนี้วา “พระเถระถึงความสิ้นชีวิตแลวหรือ หรือยังไมถึงความสิ้นชีวิต” อธบายวิา ถงความสงสึ ยในช ัวีตวิา “เพราะภาวะทอาพาธรี่นแรงุ พระเถระจะมรณภาพ หรอไม ืมรณภาพ ” คำวาพระขณาสพทีมาเขี่าเฝ าพระมนุ ( ีเย ตทา อปคตาุมนุ )ี เมอเป ื่นทฆะดีงนั (ี้มนุ ) ีกหมายความถ็งภึกษิทุงหลายั้ เมอเป ื่นรสสะั พรอมทงนั้คหิติ (มนุ )ึ กหมายถ็งพระวรึณะผุเปูนพระอครสาวกั ครงนั้นั้ พระโพธสิตวัของพวกเรา เปนพราหมณชอวื่าอตเทพิ ในกรงรุมมวดั ี ถงฝึง ในพราหมณธรรม เหนพระเรวตส็มมาสัมพัทธจุา ฟงธรรมกถาของพระองค แลวดำรงอย ในสรณะ ู กลาวสดดุพระทศพลดี วยคาถาจำนวน ๑,๐๐๐ คาถา บชาู พระผมูพระภาคดีวยผาหมอนมัคีานบพั นกหาปาณะ ั แมพระพทธเจุาพระองคนนั้ กทรง็ พยากรณพระโพธ สิตวันนวั้า “จกเป ันพระพทธเจุาพระนามว าโคดม ในทสี่ดุ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั นบแตัก ปนั ไปี้ ” เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๐] “สมยนันั้เราเปนพราหมณมนามวีาอตเทพิ ไดเข าเฝาพระพทธเจุาพระนามวาเรวตะ แลวถงพระองคึ เปนสรณะ [๑๑] ไดกลาวสดดุศีลคีณุสมาธคิณุและปญญาคณุ อนยอดเยัยมของพระองคี่ แลวได ทลถวายผูาหมแด พระองคตามกำล งั [๑๒] แมพระพทธเจุาพระนามวาเรวตะ พระองคนนั้ทรงเปนผ นำส ูตวั โลก กทรงพยากรณ็ เราวา ในกปอั นประมาณม ั ไดิ นบจากกั ปนั ไปี้ พราหมณนจี้กเปันพระพทธเจุาในโลก
กถา] 313 พระตถาคตไดเสดจออกจาก็กรงกบุลพิสดั ุ ทนี่ารนรมยื่ [๑๓] พระตถาคตทรงเรมติ่งความเพั้ยรีฯลฯ กจ็กพรัอมหนาหนอพทธางกุรนูี้ในอนาคตกาล บณฑัตพิงกลึาวคาถาทงั้๑๗ คาถาใหพสดาริ [๑๔] เราไดฟ งพระดำร สของพระพัทธเจุา แมพระองคนนแลั้วกทำจ ็ ตให ิเล อมใสอย ื่างยงิ่ ไดอธษฐานวิตรเพั อบำเพ ื่ญบารม็ ี๑๐ ประการ ใหยงขิ่นไป ึ้ [๑๕] แมครงนั้นั้เราระลกถึงึพทธการกธรรมุนนั้ แลวเพมพิ่นใหูเจรญขินดึ้วยหวงวัาเราจกนำมา ั ซงธรรมนึ่นั้อนเป ันธรรมท เราปรารถนาอย ี่างยงิ่ ” ๑ คำวาเรา...แลวถงพระองคึ เป นสรณะ (สรณํตสสฺคฉหฺ )ํ คอื ขาพระองค ขอถงพระองคึ เปนสรณะ คำวา ตสสฺ เปนฉฏฐัวีภิตั ิ ใชในความหมายแห งทตุยาวิภิตัิ คำวา ปญญาคณุ (ปญาคฺณุ )ํคอืสมบตัคิอปืญญา คำวาอนยอดเยัยมี่ (อนตุตมฺ )ํ คอื ประเสรฐทิสี่ดุ พระบาลวีา ปญาวฺมิตุตฺคิณมุตุตมฺํกม็ ีพระบาลนีนกั้ง็ายแลว คำวากลาวสดดุ (ี โถมยติวาฺ ) ไดแก ชมเชยแลวคดสรรเสรืญแลิว คำวา ตามกำลงั (ยถาถาม)ํคอื ตามกำลงั คำวาผาหม (อตุตรฺยี)ํคอืผาอตตราสงคุคำวา ไดทลถวายู (อทาสห)ํ คอื เราไดใหแลว คำวาพทธการกธรรมุ (พทุธธมฺมฺ )ํ คอื ธรรมทกระทำ ี่ ความเปนพระพทธเจุา อธบายวิา บารมธรรมี คำวาระลกถึงึ (สรติวาฺ ) คอื ตาม ระลกถึงึ คำวาเพมพิ่นู (อนพุรฺหยู )ึ คอื ทำใหเจรญยิงแลิ่ว คำวาจกนำมา ั (อาหรสิสามฺ )ิ คอื จกนั อมนำมา คำวา ซงธรรมนึ่นั้ (ตํธมมฺ )ํ คอื ความเปน ๗. เรวตพทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๐-๑๕/๖๑๔-๖๑๖
314 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ พระพุทธจานั้น คำวา อันเปนธรรมที่เราปรารถนาอยางยิ่ง (มยฺหํอภิปตฺถิตํ) ความวา เราจกนำความเป ันพระพทธเจุา ทเราปรารถนาน ี่กหนามาให ั ได พระผมูพระภาคพระนามวีาเรวตะ พระองคนนทรงมั้เมีองชือว่ืากรงสุธุ ญญวดั ี พระชนกพระนามวาพระเจาว ปิละุ พระชนนพระนามวีาพระนางวปิลาุคพระอูครั สาวกนามวาพระวรณะุและพระพรหมเทวะ พทธอุปุ ฏฐากนามวา พระสมภวะั คูพระอัครสาวิกานามวา พระภัททาและพระสุภัททา ตนไมเปนที่ตรัสรูชื่อวาตน กากะทงิพระสรระสีงู๘๐ ศอก พระชนมายุ๖๐,๐๐๐ ปพระอครมเหสัพระนามวีา พระนางสทุสสนาั พระโอรสพระนามวาวรณะุ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณดวยรถ เทยมมีา ครงนั้นั้เปลวพระรศมัอีนยอดเยัยมี่ พวยพงออกจากพระวรกายของพระองคุ แผไปตลอดอาณาบร เวณประมาณ ิ๑ โยชนเปนนตยิ ทงกลางวั้นและกลางคันื พระมหาวรชีนพิทธเจุาพระองคนนั้ ทรงอนเคราะหุสรรพสตวั ทรงอธษฐานวิา ธาตทุงหลายของเราทั้งหมดั้จงเฉลยกี่นไปให ัทวถั่งึ พระเรวตพทธเจุาพระองคนนั้อนมนัษยุ และเทวดาทงหลายบั้ชาแลูวทรงดบขั นธปร ันิพพานิ ณ พระราชอทยานนาควุนัแหงพระนครอนยั งใหญ ิ่แล เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๖] “กรงชุอวื่า สธุ ญญกะักษตรัยิพระนาม วาวปิละุเปนพระชนก พระเทวพระนามี วาวปิลาุเปนพระชนนของพระพีทธเจุา พระนามวาเรวตะ ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่
กถา] 315 [๑๗] พระองคทรงครองฆราวาสอย ู๖,๐๐๐ ป มปราสาทท ีอี่ดมอยุู๓ หลงัคอื สทุสสนปราสาท ั รตนัคฆั ปราสาท ิ และอาเวฬปราสาท ตกแตง สวยงาม บงเกัดเพราะบิญกรรม ุ [๑๘] มนางสนมกำน ีลั๓,๓๐๐,๐๐๐ นาง ลวนประด บประดาสวยงาม ั พระมเหสี พระนามวา สทุสสนาั พระราชโอรสพระนามวาวรณะุ [๑๙] พระชนเจิาทรงเหนน็มิติ๔ ประการ จงทรงึ ราชพาหนะคอรถออกผนวชแลืว ทรงบำเพญเพ็ยรอยี ู๗ เดอนเตืม็ (จงไดึบรรล พระโพธุ ญาณิ ) [๒๐] พระมหาวระเจีาพระนามวาเรวตะ ทรงเปนผ นำส ูตวโลก ัผอูนพรหมทัลอาราธนาแลูว ทรงประกาศพระธรรมจกรั ประทบอยัทูวรี่ณารามุ [๒๑] พระวรณเถระุและพระพรหมเทพเถระ เปนพระอครสาวกัพระสมภวเถระั เปนพระอ ปุ ฏฐากของพระพทธเจุาพระนาม วาเรวตะ ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ [๒๒] พระภททาเถรัและีพระสภุททาเถรั ี เปนพระอครสาวักาิแมพระพทธเจุาผ ไมูม ใคร ี เสมอเหมอนพระองคืนนั้กได็ตรสรัทูโคนต ี่นกากะทงิ [๒๓] วรณอุบาสกุและสรณอบาสกุเปน อครอั ปุ ฏฐาก ปาลาอบาสุกาิและอปปาลาุ อบาสุกิ เปนอครอั ปุ ฏฐายกาิ ๗. เรวตพทธวุงสวัณณนาั
316 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ [๒๔] พระพทธเจุาพระองคนนั้ทรงมี พระวรกายสงู๘๐ ศอก ทรงเปลงพระรศมั ี สวางไสวไปท วทั่ศิดงดวงอาทัตยิอทุยั [๒๕] วงพระรศมัอีนยอดเยัยมี่ ทเกี่ดในพระสร ิระของพระพีทธเจุาพระองคนนั้ แผไปโยชน หน งโดยรอบ ึ่ทงกลางวั้นกลางคันื [๒๖] ขณะนนั้มนษยุทงหลายมั้อายีุ ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ปพระองคก ทรงดำรง ็ พระชนมายประมาณเทุานนั้ทรงชวยหมชนู ใหขามพ นได จำนวนมาก [๒๗] ทรงแสดงพทธพลุงแลัว ประกาศอมตธรรมในโลก ไมทรงมอีปาทานุ เสดจด็บขั นธปร ันิพพานแลิวดจไฟดุบไป ั เพราะสนเชิ้อื้ฉะนนั้ (เพราะสนความยิ้ดมึนถั่อมืนวั่าเปนผเลูศิ) [๒๘] พระวรกายมพระรีศมัดีงทองั พระธรรมกไม็ม อะไรเหม ีอนืทกอยุาง ลวนอ นตรธานไปหมดแล ัวสงขารทั งปวง ั้ เปนสภาพว างเปล าหนอ ” ๑ บรรดาคำเหลานั้น คำวา ทรงเปลงพระรศมัสวี างไสว (โอภาเสติ) คือ ยอมสองสวาง คำวาอทุยั (อคุคโตฺ ) คอื โคจรขนไปแล ึ้ว คำวาวงพระรศมั ี (ปภามาลา) คอื ขอบเขตรศมั ี คำวาดจไฟุ (ยถคคฺ ) ิคอื เหมอนกื บไฟ ั คำวา ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๖-๒๘/๖๑๖-๖๑๗
กถา] 317 เพราะสนเชิ้อื้ (อปาทานสงุขยาฺ ) คอื เพราะสนเชิ้อเพลื้งิ คำวาพระวรกายมี พระรัศมีดังรัตนะ (โส จ กาโย รตนนิโภ) คือ พระวรกายของพระผูมีพระภาค พระองคนนั้มวรรณะเพียงดีงทองนั่นดั้วยพระบาลวีาตจฺกายํรตนนภิํกม็ีคำนนั้ ทานกล าวไว ดวยอำนาจล งควิ ปลาส ิ กพระบาล็นีนั้ มใจความเหม ีอนอยืางนนั้ ในคาถา ทเหลี่อทืงหมดั้ มเนีอความงื้ายแลวเทยวี เรวตพทธวุงสวัณณนาทั ี่๗ จบ พทธวงศุเรองทื่ ี่๗ จบ _____________ ๘. โสภตพิทธวุงสวัณณนาั พรรณนาวาด วยพระประว ตัของพระโสภ ิตพิทธเจุา ภายหลงั จากสมยของพระเรวตพัทธเจุาพระองคนนั้ เมอศาสนาของพระองคื่ อันตรธานแลว พระโพธิสัตวพระนามวาโสภตะิ ทรงบำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั ไดอบุตับิงเกั ดในด ิสุตเทวโลก ิ ทรงดำรงอยตลอดอายูในเทวโลกชุนั้ นนแลั้ว อนทวยเทพอัอนวอนแลว จงจึตุจากดิสุตเทวโลก ิ ถอปฏ ืสนธิ ในพระครรภ ิ ของพระนางสธรรมาเทวุ ีในราชสกลของพระเจุาสธรรมุ ในกรงสุธรรมุ พระโพธสิตวันนั้ ครนถั้วนกำหนดทศมาสก ประส ็ตูจากมาติคุพโภทร ั ณ สธรรมราชอุทยานุ เหมอนจืนทรั เตมดวงพ็นจากกลบเมฆี ปาฏหาริยิในการปฏ สนธิ และประส ิตูของพระองคิ มประการอ ีนั ขาพเจากลาวแล วในกาลก อน พระโพธสิตวันนทรงครองฆราวาสวั้สิยอยั ู๑๐,๐๐๐ ปเมอพระโอรสพระนามว ื่า สหกีมารุ ทรงถอปฏ ืสนธิ ในครรภ ิของพระนางมขลาเทวิ ีพระอครมเหสั ียอดสนม นารนาฏประมาณ ี๓๗,๐๐๐ นาง ทรงเหนน็มิติ๔ ประการเกดสลดพระทิยัทรงผนวช ในปราสาทนนเองั่ ทรงเจรญอานาปานสต ิสมาธิ ในปราสาทน ินแลั่ ทรงไดรปฌานู๔ ทรงบำเพญความเพ็ยรี ในปราสาทนนตลอดั้๗ วนัจากนนั้เสวยขาวมธ ปายาสอุนมัรสี ๘. โสภตพิทธวุงสวัณณนาั
318 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ อรอยอยางยงิ่ อนพระนางมขัลมหาเทวินีอมเข าไปถวายแล ว ทรงเกดความดำร ิ ในการ ิ ออกมหาภเนษกรมณิวา “ขอปราสาททประด ี่บตกแตังแลวน ี้จงไปทางอากาศ ตอหนา มหาชนทกำล ี่งมองดัอยู ูทำโพธพฤกษิ์ ไวตรงกลาง แลวหย งลงในแผ ั่นดนิ และสตรเหลีาน ี้ เมอเรานื่งั่ ณ โคนตนโพธ พฤกษิ ไดตองมคนบอกี จงลงจากปราสาทกนเองเถัดิ” พรอมกบั ความดำรอยิางนนั้ ปราสาทกเหาะจากพระราชน็เวศนิของพระเจาสธรรมุ ขนสึ้อากาศู อนเชันกบภัเขาอู ญชันสัเขียวครามี ปราสาทนนมั้พีนอื้นประด ับดั วยพวงดอกไม ทสี่ง กลนหอมอบอวลิ่ รงเรุองเหมื อนประด ื บประดาท ัวพั่นอื้มพรั เหมอนดวงทืนกริ กลมทุี่ กระทำความงาม เชนกบสายสัวรรณธาราุ เหมอนดวงรืชนั กรในฤด ีสารทู มขีายแหง กระดงซึงงดงามวึ่จิตริ นานาชนดหิอยยอย เมอตื่องลม กส็งเส ยงไพเราะ ี นาร กใคร ั ดงเบญจดั่รุยางคิ อนบัคคลผุ ชำนาญบรรเลง ู ดวยเสยงกีงวาลอั นไพเราะซ ั งไดึ่ยนมาแติ ไกล เสยงไพเราะน ีนกั้หย็งลงสั่โสตของ ู สตวัทงหลายั้ เหมอนกืบถั กประเลูาประโลมทางอากาศ อนไม ั ไกลจากชายป า งดงาม ไปดวยรกขชาตุ ิ ไมต่ำนกไม ัสงนูกั ในหมมนูษยุทยี่นเจรจาปราศร ืยกันอยั ในบ ูานเรอนื ทาง ๓ แยก ๔ แยก และในทองถนนเป นตน เหมอนหนืงดึ่งดึ ดสายตาประชาชนดูวยส ี ทเแลี่นเรองรองรื งโรจน ุดวยรตนะตัางๆ คอกืงอิ่นงามของตั นไม และประหนงโฆษณา ึ่ บญญาน ุภาพุ กดำเน ็ นไปตลอดพ ินนภากาศื้ แมเหลาสนมนาฏนาร ี ในทนี่นั้ ยงคงั ขบกลั อมประสานเส ยงี ดวยเสยงอี นไพเราะแห ังดนตรอยีางด ีซงมึ่องคี ๕ ไดยนวิา แมจตุรงคเสนีของพระองคก็ยังงดงามดวยสุคนธบุปผชาติและแพรพรรณหลากสีสัน อนโชตนาการด ั วยประกายแห งเครองอลื่งการั และอาภรณประด บกายั ไปแวดลอม ปราสาท ทางดานภาคพนนภากาศื้ เหมอนกองทืพทวยเทพเทวาั เหมอนผืนแผืน ธรณซีงงดงามนึ่าดอยูางยงิ่ จากนนั้ ปราสาทกไปทำต ็ นไม เปนทตรี่สรัชูอวื่ากากะทงิ ซงสึ่งู ๘๘ ศอก ลำตนตรง อวบ กลม ประดบดั วยใบอ อนและดอกตมู ไวตรงกลาง แลวลงประด ษฐานิ ณ ภาคพนื้ สวนเหลาสนมนาฏนาร ี ใครๆ มไดิ ออกปากบอก กลงจากปราสาทน ็นั้ แลวจรจากไป ไดยนวิา แมพระโสภ ตมหาบิรุษุ ผงามเลูศดิวยคณสมบุตัเปินอนมากั
กถา] 319 ทำมหาชนใหเปนบร วารโดยส ิวนเดยวี ทรงยงวัชชาิ๓ ใหเกดิ ในยามทงั้๓ แหงราตร ี สวนมารและพลแหงมาร กแตกหน็ ไปตามทางท ี ไปี่ โดยกำลงตามธรรมดาของพระมหาบัรุษุ นนนั้นเองั่ พระผมูพระภาคพระนามวี าโสภ ตะิ ทรงบรรลสุมมาสั มโพธ ัญาณแลิว ทรง เปลงพระอุทานวา อเนกชาตสิสารํ ํฯลฯ ตณหานฺํขยมชฌคาฺทรงเสวยวิมุตติสุข ใกลตนโพธ พฤกษิตลอด๗ สปดาห ั ทรงรบการอาราธนาให ัแสดงธรรมของทาวมหาพรหม ทรงตรวจดดูวยพทธจุกษัวุา “เราควรแสดงธรรมแกใครก อนหนอ ” ทรงเหน็ อสมกมารุ และสเนตรกุมารุพระกนษฐภาดาติางพระมารดาของพระองควา “กมารทุงั้๒ พระองคน ี้ ถงพรึอมดวยอ ปนุสิยั สามารถแทงตลอดธรรมอนละเอัยดลีมลุกได ึ เอาเถดิ เราจะแสดง ธรรมแกกมารทุงั้๒ น” ี้แลวเสดจมาทางอากาศ็ ลงทสี่ธรรมราชอุทยานุ โปรดให พนกงานเฝ ัาพระราชอทยานุ เรยกพระกีมารทุงั้๒ พระองคมาแลว อนพระกัมารุ พรอมกบบรัวารแวดลิอมแลว ทรงประกาศพระธรรมจกรทัามกลางมหาชน เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑] “สมยตัอจากพระพทธเจุาพระนาม วาเรวตะ ไดมพระพีทธเจุาพระนามวา โสภตะิ ทรงเปนผ นำู มพระทียสงบั มนคงั่ ไมม ใคร ี เสมอเหมอนื ไมมบี คคลเปรุยบี [๒] พระชนเจิาพระองคนนั้ ไมทรงยนดิ ี ในพระราชวงของพระองคั ทรงบรรลพระุโพธญาณิ โดยสนเชิ้งิ ประกาศพระธรรมจกรแลัว [๓] จากเบองบนจรดอเวจื้มหานรกี จากเบองลื้างจรดภวคคพรหมั ในระหวางน ี้ มบรีษิ ทเป ันหนงเดึ่ยวกีนั ในการแสดงธรรม ๘. โสภตพิทธวุงสวัณณนาั
320 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ [๔] พระสมมาสัมพัทธจุาทรงประกาศ พระธรรมจกรแกับรษิทนันั้ผไดูบรรลธรรมุ ครงทั้ี่๑ จะคำนวณนบมั ไดิเลย ” ๑ บรรดาคำเหลานั้น คำวา ในพระราชวงของพระองคั ( สกเคหมหฺ )ิ คือ ในนเวศนิของตนนนเองั่ อธบายวิา ทภาคพี่นภายในปราสาทน ื้นเองั่ คำวา ไมทรง ยนดิ (ีมานสํวนิวติตยฺ )ิ คอื กลบใจ ั อธบายวิา อยในน ูเวศนิของพระองค เปลยนี่ จิตจากความเปนปุถุชนภายใน ๗ วันเทานั้น แลวทรงบรรลุความเปนพระพุทธเจา คำวาเบองลื้าง (เหฏฐา ) คอื เบองตื้ ่ำ คำวาภวคคพรหมั (ภวคคาฺ ) คอื จาก อกนษฐภพิ คำวาจากบรษิทนันั้ (ตาย ปรสายิ ) คอื ทามกลางบรษิทนันั้ คำวา จะคำนวณนบไม ั ไดเลย (คณนาย น วตตพฺโพฺ ) ความวาเกนกวิาทจะนี่บจำนวนได ั คำวาการบรรลธรรมครุงทั้ี่๑ (ปฐมาภสมโย ิ ) คอื การบรรลธรรมครุงทั้ี่๑ คำวา อห ุความวา บรษิทนั บจำนวนไม ั ได พระบาลวีา ปฐเม อภสมิสึเยวุกม็ ีความวา ชนเหลาใดตรัสรูในการแสดงธรรมของพระโสภิตพุทธเจานั้น ชนเหลานั้นอันใครๆ กลาวไม ไดดวยการน บจำนวน ั ในสมยตัอมา พระโสภตพิทธเจุ าทรงทำยมกปาฏ หาริยิ ณ โคนตนจ ตตปาฏล ิ ิ ใกลกบประต ักรูงสุทุสสนะั ประทบนังแลั่วทรงแสดงพระอภธรรมิ บนพนบื้ณฑักุมพลศัลาิ อาสน ภายใตต นปาร ฉิตตกะั ในภพดาวดงสึ อนเป ันภพท สำเร ี่จด็วยนพรตนัและทอง ในเวลาจบเทศนา เทวดาจำนวน ๙๐,๐๐๐ โกฏตริสรัธรรมูนเปี้นการบรรลธรรมุ ครงทั้ี่๒ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๕] “ถดจากนันั้เมอพระองคื่ทรงแสดงธรรม ในสมาคมของเทวดาและมนษยุ ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑-๔/๖๑๘
กถา] 321 เทวดาและมนษยุประมาณ ๙๐,๐๐๐ โกฏิ ไดบรรลธรรมุครงทั้ี่๒” ๑ ในสมยตัอมา พระราชกมารพระนามวุา ชยเสนั ในกรงสุทุสสนะั ทรงสราง วหารประมาณ ิ ๑ โยชนถวาย ทรงสรางพระอาราม ทรงเวนไว ระยะต นไม เชน ตนอโศก ตนสนตนจำปา ตนกระถนพิมานิตนบนนาคุตนพกิลุตนมะมวงตนขนนุ อาสนศาลา ตนมะลิวัน ตนมะมวงหอม และตนพุด เปนตน ทรงมอบถวายแดพระ ภกษิสงฆุมพระพีทธจุาทรงเป นประธาน พระผมูพระภาคทรงทำอน ี โมทนาทานุ ทรง สรรเสรญการบริจาคทานิ แลวทรงแสดงธรรม ครงนั้นั้ การบรรลธรรมไดุมแกีหมสูตวั ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏินเปี้นการบรรลธรรมครุงทั้ี่๓ เพราะเหตนุนั้พระผมูพระภาคี จงตรึสวัา [๖] “ในกาลนนั้พระราชบตรผุเปูนกษตรัยิ พระนามวา ชยเสนัทรงรบสั งใหั่สรางพระอาราม อกแหีงหนงึ่นอมถวายพระพทธเจุา [๗] พระพทธเจุาผทรงมูพระจีกษัุ ทรงแสดงธรรมประกาศการบชาของกษูตรัยิ พระองคน ี้เทวดาและมนษยุประมาณ ๑,๐๐๐ โกฏิ ไดบรรลธรรมครุงทั้ี่๓” 2 พระราชาพระนามวาอคคตะุ ทรงสรางพระวหารชิอวื่าสนุนทะั ในกรงสุนุนทะั ถวายแดพระภิกษุสงฆมีพระพุทธเจาเปนประธาน ในทานนั้น พระอรหันตจำนวน ๑๐๐ โกฏ ิทบวชดี่วยเอหภิกขิอุปสุมปทามาประช ัมกุนั พระผมูพระภาคพระนามวีา โสภตะิ ทรงยกปาตโมกข ิขนแสดงทึ้ามกลางพระอรหนตัเหลานนั้ นเปี้น สาวกสนนับาติ ๘. โสภตพิทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๕/๖๑๘๒ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๖-๗/๖๑๘-๖๑๙
322 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ ครงทั้ี่๑ คณะธรรมในเมขลนคร สรางมหาวหารอินนัารนรมยื่เปนอยางด ีชอวื่า ธมมคณารามั ถวายแดพระภกษิสงฆุมพระพีทธจุาเป นประธานอ กี แลวได ถวายทาน พรอมดวยบรขารทิกอยุางในสมาคมน นั้ พระผมูพระภาคทรงยกปาต ี โมกข ิข นแสดงใน ึ้ สนนับาตนินมั้พระอรหีนตั จำนวน ๙๐ โกฏ ิซงบวชดึ่วยเอหภิกขิอุปสุมปทามาประช ัมกุนั นเปี้น สาวกสนนับาตคริงทั้ี่๒ สวนสมยทัพระผี่มูพระภาคทรงจำพรรษาในภพดาวด ีงสึ ของทาวสหสนัยนั อนหมัเทพแวดลูอมแลว เสดจลงจากเทวโลกในว ็ นปวารณาออก ั พรรษา ทรงปวารณาพรอมกบพระอรหันตั จำนวน ๘๐ โกฏ ิ ในสนนับาตอิ นประกอบ ั ดวยองค ๔ นเปี้น สาวกสนนับาตคริงทั้ ี่๓ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๘] “พระพทธเจุาผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ พระนามวาโสภ ตะิ ไดม การประช ีมแหุงพระขณาสพี ผปราศจากมลท ูนิมจีตสงบระงิบัผคงทูี่๓ ครงั้ [๙] พระราชาทรงพระนามวาอคคตะุพระองคนนั้ ทรงถวายทานแดพระพทธเจุาเปนผสูงสูดแหุง นรชน ในทานนนั้ พระอรหนตั ประมาณ ๑๐๐ โกฏ ิมาประชมกุนั [๑๐] ครงนั้นั้มหมีคณะมาถวายทานแดูพระพทธเจุา เปนผสูงสูดแหุงนรชนพระอรหนตั ประมาณ ๙๐ โกฏิ มาประชมกุนั ครงทั้ี่๒ [๑๑] ในกาลเมอพระชื่นเจิาทรงเสด จจำพรรษา ็ ในเทวโลก แลวเสดจลง็พระอรหนตั ประมาณ ๘๐ โกฏ ิ มาประชมกุนครังทั้ ี่๓” ๑ ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๘-๑๑/๖๑๘
กถา] 323 ไดยนวิา ในครงนั้นั้ พระโพธสิตวัของพวกเรา เปนพราหมณชอสื่ชาตะุ เกดดิ ี แลวทงั้๒ ฝาย ในกรงรุมมวดั ี ฟงพระธรรมเทศนาของพระผมูพระภาคพระนามวีา โสภตะิ แลวดำรงอย ในไตรสรณคมน ู ถวายมหาทานตลอดไตรมาส แดพระภกษิสงฆุ มพระพีทธเจุาทรงเป นประธาน แมพระโสภ ตพิทธเจุาพระองคนนกั้ทรงพยากรณ็สชาตุ พราหมณนนวั้า “ในอนาคตกาล จกเป ันพระพทธเจุาพระนามว าโคดม ” เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๒] “สมยนันั้เราเปนพราหมณมนามวีา สชาตะุ เราไดองคาสพระพัทธเจุาพรอมทงสาวกั้ ใหอมหนำด ิ่วยขาวและน้ำ [๑๓] แมพระพทธเจุาพระนามวา โสภตะิ พระองคน นทรงเป ั้นผ นำส ูตวโลก ักทรงพยากรณ็ เราวา ในกปอั นหาประมาณม ั ไดิจากก ปนั ไปี้ สชาตพราหมณุน ี้จกเป ันพระพทธเจุาพระตถาคต ไดเสดจออกจาก็กรงกบุลพิสดัท ุนี่ารนรมยื่ [๑๔] พระตถาคตทรงเรมติ่งความเพั้ยรี บำเพญท็กรกุริยาิฯลฯ เราทงหมดกั้ฉ็นนันั้ ถาพลาดพระชนเจิาพระองคน ี้ กจ็กพรัอมหนาหนอพทธางกุรนู ี้ในอนาคตกาล [๑๕] เราไดฟ งพระดำร สของพระพัทธเจุา แมพระองคนนแลั้วทงยั้นดิ ีทงตั้นตื้ นใจ ั ไดบำเพ ญความเพ็ ยรให ียงขิ่นไปเพ ึ้อบรรลื่ประโยชนุนนั้” ๑ ๘. โสภตพิทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๒-๑๕/๖๑๙-๖๒๑
324 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ บรรดาคำเหลานนั้ คำวาเพอบรรลื่ ประโยชนุน นั้ (ตเมวตถมนฺปุปตฺตฺยาิ ) คอื เพอให ื่เก ดความเป ินพระพทธเจุานนั้ อธบายวิา ครนฟั้งพระดำร สของพระโสภ ัตพิทธเจุา พระองคนนวั้า “ในอนาคตกาล ทานผนูจี้กเป ันพระพทธเจุาพระนามว าโคดม ” แลวจงึ ปฏบิตัเพิอบรรลื่ถุงความเป ึนพระพทธเจุาเพราะคดวิา “พระพทธเจุาทงหลายมั้พระดำร ีสั ไมผดิ” คำวา ใหยงขิ่นึ้ (อคุคฺ )ํคอืแรงกลา คำวาความเพยรี (ธติ)ึคอืความเพยรี คำวา เราไดบำเพ ญ ็ (อกาสห)ํ คอื ขาพเจ าได กระทำแล ว พระผมูพระภาคพระนามวีา โสภตะิพระองคนนั้ มพระนครชีอวื่ากรงสุธรรมุ พระชนก พระนามวาพระเจาสธรรมุ พระชนนพระนามวีาพระนางสธรรมาเทวุ ีคพระอูครสาวกั มนามวีาพระอสมเถระและพระสเนตตเถระุ พระพทธอุปุ ฏฐากมนามวี าพระอโนมเถระ คพระอูครสาวักามินามวีา พระนกลาเถรุและพระสีชาตาเถรุ ีตนไม ตรสรัชูอวื่าตนกากะทงิ พระสรระสีงู๕๘ ศอก พระชนมายุ๙๐,๐๐๐ ป พระอครมเหสัมีนามวีา พระนาง มกิลาเทวี พระโอรสมีนามวาสีหกุมาร พระสนมนาฏนารีจำนวน ๓๗,๐๐๐ นาง ทรงครองฆราวาสวสิยอยั ู๙,๐๐๐ ป ทรงเสดจออกมหาภ็เนษกรมณิพรอมก บปราสาท ั อปุ ฏฐากทรงพระนามวาพระเจาชยเสนั เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๖] “กรงชุอวื่า สธรรมุกษตรัยิพระนามวา สธรรมุ เปนพระชนกพระเทวพระนามวีา สธรรมาุ เปนพระชนนของพระพีทธเจุาทรงพระนามวา โสภตะิผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ [๑๗] พระองคทรงครองฆราวาสอย ู๙,๐๐๐ ป มปราสาทท ีอี่ดมอยุู๓ หลงัคอืกมุทปราสาทุ นฬนิปราสาท ี และปทมปราสาทุ [๑๘] มนางสนมกำน ีลั ๔๓,๐๐๐ นาง ลวนประด บประดาสวยงาม ั พระมเหสี พระนามวามกลาิ พระราชโอรสพระนามวา สหะี
กถา] 325 [๑๙] พระองคผ เปูนผสูงสูดแหุงบรุษทรงเหุนน็มิติ ๔ ประการ จงเสดึ จออกจากปราสาทไปผนวช ็ ทรงบำเพญเพ็ยรอยี ู๗ วนั (จงไดึบรรล พระโพธุ ญาณิ ) [๒๐] พระมหาวระพระนามวีา โสภตะิ ทรงเปนผ นำส ูตวโลก ัผอูนพรหมทัลอาราธนาู แลวทรงประกาศพระธรรมจ กรัณ พระอทยานุ สธรรมะอุนประเสร ัฐิ [๒๑] พระอสมเถระและพระสเนตตเถระุ เปนพระอครสาวกั พระอโนมเถระ เปนพระอ ปุ ฏฐากของพระพทธเจุาพระนาม วา โสภตะิผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ [๒๒] พระนกลาเถรุและีพระสชาตาเถรุี เปนพระอครสาวักาและพระพิทธเจุาพระองคนนั้ เมอตรื่สรั ูกได็ตรสรัทูโคนต ี่นกากะทงิ [๒๓] รมมอับาสกุและสเนตรอุบาสกุ เปนอครอั ปุ ฏฐาก นกลาอุบาสุกาิและ จตตาอิบาสุกิา เปนอครอั ปุ ฏฐายกาิ [๒๔] พระมหามนุทรงมีพระวรกายสีงู ๕๘ ศอก ทรงเปลงพระรศมัสวี างไสวไปท วทั่ศิ ดงดวงอาทัตยิอทุยั [๒๕] คำสงสอนของพระองคั่อบไปด วยกลนศ่ิลี เปรยบเหมี อนป ื าไมทมี่ดอกบานสะพรีงั่ อบไปดวยกลนติ่างๆ ๘. โสภตพิทธวุงสวัณณนาั
326 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ [๒๖] คำสอนของพระองคใครๆ ไมเบ อจะฟ ื่ง เหมอนสาครทื ใครๆ ี่ไมเบอทื่จะเหี่น็ [๒๗] ขณะนนั้มนษยุทงหลายมั้อายีุ ประมาณ ๙๐,๐๐๐ ปพระองคกทรง็ ดำรงพระชนมายประมาณเทุานนั้ทรงชวย หมชนให ูขามพ นได เป นจำนวนมาก [๒๘] พระองคพรอมกบสาวกนันั้ ทรงประทานพระโอวาทและการพร่ำสอน ทรงสงสอนหมั่ชนทูเหลี่อให ืเผากเลสแลิว ปรนิพพานดิ งเปลวไฟไหม ัเชอแลื้วด บไป ั [๒๙] พระพทธเจุาผ หาใครเสมอเหม ูอนมื ไดิ และสาวกผบรรลูพลธรรมุ ทกอยุางลวนอ นตรธานไปหมดแล ัว สงขารทั งปวงเป ั้นสภาพว างเปล าหนอ ” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวาดงดวงอาทัตยิ ( สตรสํวิ) คอื เหมอนดวงอาทืตยิ อธบายวิา สองสว างไปท กทุศิ คำวา ปาไม (ปวน)ํ คอื ปาใหญ คำวาอบ (ธปูต)ํ คอื อบทำใหมกลีนิ่คำวา ไมเบอื่ (อตปปฺโย ) คอื ไมทำความอ มิ่หรอไม ืเกดความอิมิ่ คำวา ขณะนั้น (ตาวเท) คือ ในกาลนั้น ความวา ตลอดกาลเพียงนั้น คำวา ให ขามพน (ตาเรส)ิคอื ใหขาม คำวา พระโอวาท (โอวาท)ํคอืการสอนครงเดั้ยวี ชอวื่าโอวาท คำวาการพร่ำสอน (อนสุ ฏิฐ )ึคอืการกลาวบอยๆชอวื่าการพร่ำสอน คำวาหมชนทูเหลี่อื (เสสเก ชเน) ไดแก ชนทเหลี่อซืงยึ่งไมับรรลการแทงตลอดุ สจจะั คำนเปี้นสตตมัวีภิตัใชิ ในความหมายแห งฉฏฐัวีภิตั ิ คำวาดงเปลวไฟไหม ัเชอื้ ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๖-๒๙/๖๒๑-๖๒๓
กถา] 327 แลวด บไป ั (หตาสโนวุตาเปตวาฺ ) ไดแก เหมอนไฟไหม ืแลวด บไป ั อกอยีางหนงึ่ พระบาลกีอย็างนเหมี้อนกืนั ความวา พระผมูพระภาคปร ีนิพพานแลิว เพราะสนิ้ อปาทานุ ในคาถาทเหลี่อในท ืกๆุบท มเนีอความงื้ายแลวทงนั้นั้ โสภตพิทธวุงสวัณณนาทั ี่๘ จบ พทธวงศุเรองทื่ ี่๘ จบ ____________ ๙. อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาั พรรณนาวาด วยพระประว ตัของพระอโนมท ิสสัพีทธเจุา เมอพระโสภ ื่ตพิทธเจุาปร นิพพานแลิวภายหลงจากสมัยของพระองคั ๑ อสงไขย กว็างเวนจากการอบุตัขินของพระพึ้ทธเจุา เมออสงไขยน ื่นลั้ วงไปแล ว ในกปหน ังึ่ มี พระพทธเจุาทรงอบุตัขินึ้ ๓ พระองค คอื ๑. พระอโนมทสสัพีทธเจุา ๒ . พระปทมพุทธเจุา ๓. พระนารทพทธเจุา บรรดาพระพทธเจุาทงั้๓ พระองคนนั้พระผมูพระภาคพระนามวีา อโนมทสสั ี ทรงบำเพญบารม็ ี๑๖ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปับงเกั ดในด ิสุตเทวโลก ิอนเหลัาเทพ ออนวอนแลว จงจึตุจากดิสุตเทวโลกน ินั้ แลวทรงถ อปฏ ืสนธิ ในพระครรภ ิของพระนาง ยโสธราเทว ีผมูพระเตีาถนอันงอนงามั ผเปูนพระอครมเหสั ี ในราชสกลของพระเจุา ยสวา ในกรุงจันทวดีราชธานี ไดยินวา เมื่อพระอโนมทัสสีกุมารอยูในครรภของ พระนางยโสธราเทว ีดวยอานภาพแหุงบญบารม ุของพระองคี พระรศมัแผี ไปตลอดพ นทื้ี่ บรเวณประมาณ ิ๘๐ ศอก รศมัดวงจีนทรัและดวงอาทตยิข มไม ได ครนถั้วนกำหนด ทศมาส พระนางกประส ็ตูพระโพธ ิสิตวั ปาฏหาริยิทงหลายั้ มนียทักลี่าวไว ในหนหล งั ๙. อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาั
328 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ ในวนขนามพระนามั พระประยรญาต ู ิเมอจะขนานนามพระองคื่ เพราะเหตทุี่ รตนะั๗ ประการ หลนลงมาจากอากาศในว นประส ัตู ิฉะนนั้ จงขนานพระนามวึา “อโนมทสสั ” ี เพราะเปนเหตเกุดริตนะอั นไม ัต่ำทราม พระองคทรงเจรญวิ ยโดยลำด ับั ไดรบการบำร ั งบำเรอดุวยกามคณเพุยงดีงทัพยิ ทรงครองฆราวาสวสิยอยั ู๑๐,๐๐๐ ป ไดยนวิา พระองคทรงม ปราสาท ี ๓ หลงั คอื ๑. สริปราสาท ๒ ิ . อปสุริปราสาท ิ ๓. สริวิฑฒปราสาท ั ทรงมีพระสนมนารี๒๓,๐๐๐ นาง มีพระนางสิริมาเทวีเปนประมุข เมื่อ พระอปวาณราชกุมารุ โอรสของพระนางสริมาเทวิ ประส ีตู ิ พระอโนมทสสั โพธ ีสิตวันนั้ กทรงเห็นน็มิติ๔ ประการ จงเสดึจออกมหาภ็เนษกรมณิ ดวยยานคอวอื ทรงผนวช แลว ประชาชนประมาณ ๓ โกฏ ิกออกบวชตามเสด็จพระองค็ พระมหาบรุษอุนชนั ๓ โกฏเหลิานนแวดลั้อมแลว ทรงบำเพญความเพ็ยรอยี ู ๑๐ เดอนื จากนนั้ ในวนวั สาขป ิรณมุ ีเสดจเท็ยวบี่ณฑบาตในหม ิบูานอน ปมพราหมณู เสวยขาวมธ ปายาสทุธี่ดาของอนิ ปมเศรษฐ ูถวายแลีว ทรงยงสัวนแหงว นให ัลวงไปด วย ทวาวิ หารธรรมในสาลวโนทยาน ิ ทรงรบหญัาคา๘ กำ ทอาชี่วกชีออนื่ปมะถวายแลูว ทรงทำประทกษัณติ นไม เปนทตรี่สรั ูชอวื่าตนกมุ ทรงลาดสนถัดหญัากวาง๓๘ ศอก ประทบนังขั่ดสมาธั ิอธษฐานความเพิยรมีองคี ๔ ทรงกำจดมารและพลแหังมาร แลวทรงยงวัชชาิ๓ ใหเก ดในยามท ิงั้๓ ทรงเปลงพระอทานวุา อเนกชาตสิสารํ ํฯลฯ ตณหานฺ ํขยมชฌคาฺเพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑] “สมยตัอจากพระพทธเจุาพระนามวา โสภตะิ ไดมพระสีมมาสัมพัทธเจุาพระนามวา อโนมทสสั ี ผสูงสูดแหุงเทวดาและมนษยุมพระยศหาประมาณม ี ไดิ ทรงมพระเดชยากทีจะลี่วงได
กถา] 329 [๒] พระองคทรงตดกัเลสเคริองผื่กไดูทกอยุาง ทรงทำลายภพทงั้๓๑ แลวทรงแสดงทาง ทมี่การไปไม ีหวนกลบแกัหมเทวดาและมนูษยุ [๓] พระองคทรงเป นผ ไมูหว นไหวด ั่งมหาสมัทรุ หาผกระทบกระทูงไดั่ยากดงภัเขาูทรงมพระคีณหาุ ทสี่ดมุไดิดงอากาศทรงงดงามั (ดวยมหาป รุสิ ลกษณะและพระอนัพยุ ญชนะั ) ดงตั นพญาไม สาละทมี่ดอกบานสะพรีงั่ [๔] สตวัทงหลายยั้อมยนดิแมีดวยการเหน็ พระพทธองคุสตวัเหลาน นได ั้สด บพระดำร ัสั ทกำล ี่งตรัสแลัวยอมบรรลอมตธรรมุ ” ๒ บรรดาคำเหลานนั้คำวา อโนมทสสั (ี อโนมทสสฺ )ีคอืนาด ไมูมทีเปร ี่ยบเทียบี หรอวืานาทศนาอยั างหาประมาณม ไดิ คำวามพระยศหาประมาณม ี ไดิ (อมตยโส ิ ) คอืมบรีวารอิ นประมาณม ั ไดิ หรอวืามพระเกียรตี หาประมาณม ิ ไดิ คำวามพระเดชี (เตชสสฺี) คอื ทรงประกอบดวยเดชคอศืลสมาธี ปิญญา คำวายากทจะลี่ วงได (ทรตุกิกโมฺ ) คอื อนใครกำจ ั ดได ัยาก อธบายวิา ทรงเปนผทูผี่อูนื่ ไมวาเทวดา มาร หรอใครๆ ื ไมสามารถลวงละเม ดได ิ คำวาพระองคทรงต ดกัเลสเคริองผื่ กไดู ทกอยุาง (โส เฉตวาฺพนธนฺํสพพฺ )ํ ไดแก ทรงตดสั งโยชน ั ๑๐ ไดทงหมดั้ คำวา ทรงทำลายภพทงั้๓ แลว (วทิธฺเสตํวาฺตโย ภเว) ไดแก ทรงกำจดกรรมเป ันเหตุ เขาถงภพทึงั้๓ ดวยญาณเคร องทำให ื่สนกรรมิ้อธบายวิา ทำไมใหม ีคำวาทางทมี่ี การไปไมหวนกลบั (อนวติตฺคมนิ ํมคคฺ )ํความวาพระนพพานิอนเป ั นปฏ ปิกษตอการ เปนไปหวนกล บั ทานเรยกวีาอนวติตฺ (ิ ไมหวนกลบั) บคคลยุอมถงพระนึพพานิ ๑ ภพ ๓ ไดแก กามภพ รปภพูและอรปภพู , ท.ีปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๕๒ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑-๔/๖๒๓-๖๒๔ ๙. อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาั
330 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ อนไม ัหวนกลบนันั้ ดวยมรรคนนั้ เพราะเหตนุนั้ มรรคนนั้ จงชึอวื่าม การไปไม ีหวนกลบั อธบายวิา ทรงแสดงมรรคมองคี ๘ อนเป ันเคร องไปไม ื่หวนกลบนันั้ พระบาลวีา ทสเสตฺ ิกม็ ีความกอย็างนนเหมั้อนกืนั คำวา แกหมเทวดาและมนูษยุ ( เทวมานเสุ ) คอื สำหรบเทวดาและมนัษยุทงหลายั้ บณฑัตพิงเหึนว็า คำนเปี้นทตุยาวิภิตัใชิ ใน ความหมายแหงฉฏฐัวีภิตัิ คำวาผไมูหว นไหว ั่ (อสงโขโภฺ ) คอื ทรงเปนผอู นใครๆ ั ไมอาจให กระเพอมื่ ใหไหวได เพราะฉะนนั้ จงชึอวื่าผ ไมูหว นไหว ั่ อธบายวิา เหมอนอยืางวา มหาสมทรลุกึ ๘๔,๐๐๐ โยชน เปนทอยี่ของภูตหลายพูนโยชน ั อนอะไรๆ ั ใหกระเพ อมไม ื่ไดฉ นใด ั พระองคก ทรงเป ็นผอู นใครๆ ั ใหกระเพ อมไม ื่ไดฉนนันั้ คำวาทรงมพระคีณหาทุสี่ดุ มไดิดงอากาศั (อากาโสว อนนโตฺ ) ความวา เหมอนอยืางวา ทสี่ดแหุงอากาศไม ม ี ทแที่อากาศไมมทีสี่ดุหาประมาณมไดิ ไมม ฝีงฉนใด ัแมพระผมูพระภาคกี ไม็มทีสี่ดุ หาประมาณมไดิ ไมม ฝีงดวยพระพทธคุณทุงหลายั้กฉ็นนันั้คำวาพระองค ( โส) คอื พระผมูพระภาคพระองคีนนั้ คำวาดงตั นพญาไม สาละทมี่ดอกบานสะพรีงั่ (สาลราชาว ผลุลฺโติ ) ความวายอมงดงามเหมอนตื นพญาไม สาละทมี่ดอกบานสะพรีงั่เพราะ ทรงมพระสรี ระประด ีบดั วยมหาป รุสลิกษณะและอนัพยุ ญชนะั ครบทกประการุ คำวา แมดวยการเหนพระพ ็ ทธองคุ ( ทสสเนนปฺตํพทุธฺ )ํ ความวา แมดวยการเหนพระ็ พทธเจุาพระองคนนั้ แมในฐานะเช นน ี้นกปราชญ ัทางคมภัรีศพทศาสตรัยอมประกอบ ฉฏฐัวีภิตั ิ คำวายนดิ (ีโตสตาิ ) คอื ยนดิ ีอมใจ ิ่ คำวาทกำล ี่งตรัสั (พยาหรนฺตฺ )ํ คอื ของพระองคผ กำล ูงตรัสอยั ูคำนเปี้นทตุยาวิภิตั ิ ใชในความหมายแห งฉฏฐัวีภิตัิ คำวาอมตธรรม (อมต)ํคอืพระนพพานิ คำวายอมบรรล (ุปาปณนุตฺ )ิคอืบรรลุ คำวา สตวัเหล านนั้ (เต) ความวา สตวัเหล าใด ฟงพระดำร สคัอพระธรรมเทศนาของื พระองค สตวัเหลานนั้ ยอมบรรลอมตธรรมุ กพระผ็มูพระภาคทรงเสวยวีมิตตุสิขยุบยังอยั้ ูณ สถานทใกล ี่ควงไม โพธ พฤกษิ ตลอด ๗ สปดาห ั อนทัาวมหาพรหมทลอาราธนาแลูว ทรงตรวจดสูตวโลกด ัวยพทธุ - จกษัเพุอทรงแสดงธรรมื่ ทรงเหนชน็๓ โกฏ ิซงออกบวชตามพระองคึ่ เปนผถูงพรึอม
กถา] 331 ดวยอ ปนุสิยัจงทรงใคร ึครวญวา “บดนั ี้ชนเหลานนอยั้ทูไหนหนอ ี่ ” ทรงเหนชนเหล็านนั้ อยในส ูทุสสนราชอัทยานุใกลกรงสุภวดุีจงเสดึ จไปทางอากาศ ็ลงทสี่ทุสสนราชอัทยานุ พระองคอนชนเหลัานนแวดลั้อมแลว ทรงประกาศพระธรรมจกรทัามกลางบรษิทพรัอม ทงเทวดาและมนั้ษยุณ ทนี่นั้การบรรลธรรมครุงทั้ี่๑ ไดมแกีสตวั ประมาณ ๑๐๐ โกฏิ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสัวา [๕] “ครงนั้นั้ ในการแสดงธรรมครงแรกของพระองคั้ การบรรลธรรมเจรุ ญริงเรุองแผื ไปอย างกวางขวาง เทวดาและมนษยุประมาณ ๑๐๐ โกฏ ิไดบรรลธรรมุ ” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวา กวางขวาง (ผโตี ) คอื ถงความเจรึญิ โดยชนเปน จำนวนมาก ตรสรัธรรมู คำวา ประมาณ ๑๐๐ โกฏ (ิโกฏสตานิ )ิ คอื หลายรอยโกฏ ิ ชอวื่าหนงรึ่อยโกฏ ิพระบาลวีา โกฏสตโย ิกม็ ีพระบาลนีนมั้เนีอความวื้า หลายรอยโกฏ ิ ภายหลงั ในสมยตัอมา พระผมู พระภาคทรงทำยมกปาฏ ีหาริยิ ณ โคนตนประด ู ใกลประต โอสธูนครี ประทบนังเหนั่อแทืนบณฑักุมพลศัลาอาสนิ ในภพดาวดงสึซงึ่ พวกอสรครอบงำไดูโดยยาก ทรงยงสายฝนค ัอพระอภื ธรรมให ิ ตกลงตลอดไตรมาส ครงั้ นนั้ เทวดาจำนวน ๘๐ โกฏ ิตรสรัธรรมู เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๖] “สมยตัอมา ในการตรสพระธรรมเทศนาครังทั้ี่๒ นเมี้อพระพื่ทธเจุาย งฝนค ั อธรรมให ืตกอย ูเทวดาและมนษยุ ประมาณ ๘๐ โกฏ ิไดบรรลธรรมุ ” ๒ บรรดาคำเหลานนั้คำวา ใหตกอย (ูวสสนฺเตฺ ) คอืเมอมหาเมฆคื่อพระพืทธเจุา ยงฝนให ัตกลง คำวา ฝนคอธรรมื (ธมมวฺ ฏุฐโยิ ) คอื หยาดฝนคอธรรมกถาื ในสมยตัอจากนนั้สตวั ๗๘ โกฏิตรสรัธรรมูในการททรงแสดงมงคลป ี่ญหา นนเป ั่นการบรรลธรรมครุงทั้ ี่๓ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา ๙. อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๕/๖๒๔๒ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๖/๖๒๔
332 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ [๗] “สมยตัอมาเมอพระพื่ทธองคุยงธารนั้ำ คอธรรมให ืหล งไหลทำหม ั่สูตวั ใหอมหนำ ิ่ เทวดาและมนษยุประมาณ ๗๘ โกฏิ ไดบรรลธรรมครุงทั้ ี่๓” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวา ใหหล งไหล ั่ (วสสนฺเตฺ ) คอื ทรงหลงธารนั่ ้ำ คอื ธรรมกถา ใหหล งไหล ั่ คำวา ใหอมหนำ ิ่ (ตปปยนฺเตฺ ) คอื ใหเขาอมเอิ่บดิวยน้ำฝน คออมตธรรมื อธบายวิา เมอพระผื่มูพระภาคี ทรงจำแนกทำใหเขาอมเอิ่บิ พระผมูพระภาคพระนามวี าอโนมท สสั ีทรงมสาวกสีนนับาติ๓ ครงั้ ใน ๓ ครงนั้นั้ ทรงยกปาตโมกข ิขนแสดงทึ้ามกลางพระอรหนตั จำนวน ๘๐๐,๐๐๐ รปู ซงึ่ เลื่อมใสในธรรมที่ทรงแสดงโปรดพระเจาอิสิทัตตะ ในกรุงโสไรยะ แลวออกบวชดวย เอหภิกขิอุปสุมปทา ั นเปี้นปฐมสาวกส นนับาติ ในเมอทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ ื่า สุนทรินธร ในกรุงราธวดี ทรงยกปาติโมกขขึ้นแสดงทามกลางพระอรหันตจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ รปูซงออกบวชดึ่วยเอหภิกขิอุปสุมปทา ันเปี้นทตุยสาวกสินนับาติทรงยก ปาติโมกขขึ้นแสดงทามกลางพระอรหันตจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ รูป ผูออกบวชดวย เอหภิกขิอุปสุมปทา ั พรอมกบพระเจั าโสไรยะ ในกรงโสไรยะอุกีนเปี้นตต ยสาวกิ สนนับาติ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๘] “เฉพาะพระสมมาสัมพัทธเจุาพระนามวา อโนมทสสั ีพระองคนนั้ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ ไดม การประช ีมพระภุกษิสงฆุสาวก ผบรรลู ุ อภญญาและพลธรรมิผเบูกบานดิวยการหลดพุน๓ ครงั้ [๙] ครงนั้นั้พระขณาสพผีละความมูวเมาและความหลงั ผมูจีตสงบระงิบัผคงทูี่ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ รปูมาประชมกุนั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๗/๖๒๔
กถา] 333 [๑๐] พระขณาสพผี ไมูมกีเลสเคริองยื่วยวนั่ ปราศจากธลุคีอกืเลสิผมูจีตสงบระงิบั ผคงทูี่จำนวน ๗๐๐,๐๐๐ รปูมาประชมกุนั เปนครงทั้ี่๒ [๑๑] พระขณาสพผีบรรลูอภุ ญญาและพลธรรมิ ดบกั เลสได ิแลวมตบะี ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ รปู มาประชมกุนั เปนครงทั้ี่๓” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวา เฉพาะพระสมมาสัมพัทธเจุาพระนามว าอโนมท สสั ี พระองคน นผั้แสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ ( ตสสาปฺจ มเหสโนิ ) ไดแก แมพระอโนมท สสั ี พทธเจุาผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่พระองคนนั้ พระบาลวีา ตสสาปฺทวฺปทิตุตโมฺกม็ี มเนีอความวื้า พระองคทรงเป นผเลูศกวิาสตวัสองเทา พระองคนนบั้ณฑัตพิ งกำหนด ึ ลกษณะพระสั ตรโดยคูมภัรีสททศาสตรั คำวาผบรรลูอภุ ญญาและพลธรรมิ (อภิญาฺ - พลปปตฺตานฺ )ํ คอื ผถูงกำล ึงแหังอภญญาทิงหลายั้ อธบายวิา ถงความมึ นคงใน ั่ อภญญาทิงหลายั้ โดยความพนิจอยิางฉบพลั นเพราะเป ันผเชู ยวชาญี่ คำวาผเบูกบานิ (ปปุผฺตานิ )ํ คอื ถงความงดงามอยึางเหลอเกืนิ เพราะบานสะพรงเตั่มไปหมด ็ คำวา ดวยการหลดพุน (วมิตุตฺยาิ ) คอื ดวยอรหตตผลวัมิตตุิ ในคำวาผไมูมกีเลสเคริองยื่วยวนั่ (อนงคณานฺ )ํนี้องคณฺ -ศพทัน ี้ ในอาคต สถานบางแหง ยอมปรากฏใช ในความหมายว ากเลสทิงหลายั้ เชนในประโยคว า “บรรดาธรรมหมวด ๓ นนั้ องคณะั ๓ เปนไฉน องคณะั ๓ ประการ คอื ๑. องคณะคัอราคะื (กเลสเพิยงดีงเนันคิอราคะื ) ๒. องคณะคั อโทสะ ื (กเลสเพิยงดีงเนันคิ อโทสะ ื ) ๓. องคณะคั อโมหะ ื (กเลสเพิยงดีงเนันคิ อโมหะ ื )”๒ ๙. อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๑/๖๒๔๒ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๙๒๔/๕๗๘
334 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ และเชนในประโยคว า “ทานผมูอายี ุคำวากเลสเพิยงดีงเนันิ เปนชอของื่ อจฉาจาริ ทเปี่นบาปอก ศลุ ” ๑ ในอาคตสถานบางแหงใช ในความหมายว ามลทนิ เชน ในประโยควา “ยอมพยายามเพ อจะกำจ ื่ดไฝหร ั อฝืานนนั้นแลั่ ” ๒ ในอาคตสถานบางแหง ใชในความหมายว าภาคพนเหื้นปานน ็ นั้ เชนในประโยคว า “ลานพระเจดยี ลานโพธิ พระลานหลวง” ๓ สวนในท นี่บี้ณฑัตพิงเหึนว็ าใช ในความหมายว ากเลสทิงหลายั้ เพราะ ฉะนนั้ จงมึเนีอความวื้า ผไมูมกีเลสิ คำวา ปราศจากธลุคีอกืเลสิ (วรชานิ ) ํ เปน ไวพจนของคำว าอนงคณานฺ ํนนนั้นแหละั่ คำวามตบะี (ตปสสฺนิ)ํ ความวา ตบะ กลาวคออรืยมรรคิ อนกระทำความส ันกิ้เลสิ ของภกษิเหลุาใดม อยี ูภกษิเหลุานนั้ ชอวื่าตบะ ภกษิผุมูตบะเหลีานนั้ คอพระขืณาสพี ในกาลนนั้ พระโพธสิตวั ของพวกเราเป นเสนาบดยีกษั ผมูศีกดั ใหญ ิ์ตนหนงึ่ มฤทธานีภาพมากุ เปนอธบดิของยีกษั หลายแสนโกฏ ิ พระโพธสิตวันนั้ สดบวัา “พระพทธเจุาเกดขินแลึ้ วในโลก ” กได็มาเนรม ตมณฑปอ ิ นสำเร ัจด็วยรตนะั๗ ประการ อนงดงามนัาดอยูางยงิ่ เหมอนวงกลมแหืงดวงจนทรัทงดงามเหลี่อเกืนิ ไดถวายมหาทาน แดพระสงฆมพระพีทธเจุาเป นประธาน ณ มณฑปนนตลอดั้๗ วนั เวลาอนโมทนาุ ภตตทานั พระผมูพระภาคทรงพยากรณีวา “ในอนาคตกาล เมอลื่วงไป ๑ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กปั ทานผนูจี้กเป ันพระพทธเจุาพระนามว าโคดม ” เพราะเหตนุนั้ พระผมูี พระภาคจงตรึสวัา [๑๒] “สมยนันั้เราเกดเปินยกษัผมู ฤทธีมากิ์ วางอำนาจเปนใหญ กวายกษั หลายโกฏ ิ [๑๓] แมครงนั้นั้เรากได็เข าเฝาพระพทธเจุา ผประเสร ู ฐพระองคินนั้ผทรงแสวงหาคูณุ ๑ ม.ม. ( ูไทย) ๑๒/๖๐/๔๘๒ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๘๔/๑๙๗๓ ม.ม.ูอ. (ไทย) ๑/๕๗/๒๑๙
กถา] 335 อนยั งใหญ ิ่แล วได องคาสพระองคัผ ทรงเป ูนผ นำู สตวโลก ัพรอมทงพระสงฆั้ ใหอมหนำด ิ่วยขาวและน้ำ [๑๔] ครงนั้นั้แมพระมนุผีมูนียนาบรัสิทธุพระองคิ์นนั้ กทรงพยากรณ็เราวา ในกปอั นประมาณม ั ไดิ นบจากกั ปนั ไปี้ยกษัตนนจี้กเป ันพระพทธเจุา พระตถาคตไดเสดจออกจาก็กรงกบุลพิสดัท ุนี่ารนรมยื่ [๑๕] พระตถาคตทรงเรมติ่งความเพั้ยรีฯลฯ กจ็กพรัอมหนาหนอพทธางกุรนูี้ [๑๖] เราไดฟ งพระดำร สของพระพัทธเจุา แมพระองคนนแลั้วทงยั้นดิ ีทงตั้นตื้ นใจ ั ไดอธษฐานวิตรเพั อบำเพ ื่ญบารม็ ี๑๐ ประการ ใหยงขิ่นไป ึ้ ” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวา ไดอธษฐานวิ ตรให ัยงขิ่ นไป ึ้ (อตุตรฺึวตมธฏิฐาส )ึ ความวา เราไดทำความยากบากบ นมั่นคงยั่งขิ่นไป ึ้ เพอให ื่บารมบรีบิรณู พระผูมีพระภาคพระนามวาอโนมทัสสีพระองคนั้น ทรงมีเมืองชื่อวากรุง จนทวดั ีพระชนกพระนามวาพระเจายสวา พระชนนพระนามวี ายโสธรา คพระู อครสาวกนามวัา พระนสภเถระและพระอโนมเถระ ิ พระอปุ ฏฐากนามวา พระวรณุ เถระ คพระอูครสาวักานามวิา พระสนทรุเถรีและพระสีมนาเถรุ ีตนไม เปนทตรี่สรั ู ชอวื่าต นรกฟ า พระสรระสีงู๕๘ ศอก พระชนมายุ๑๐๐,๐๐๐ ป พระอครมเหสั ี พระนามวาพระนางสริมาิ พระโอรส พระนามวา อปวาณกุมารุ ทรงครองฆราวาสวสิยั อยู๑๐,๐๐๐ ป พระองคเสดจออกอภ็เนษกรมณิดวยพระยานคอวอื สวนการเสด จไป ็ พึงทราบตามนัยที่กลาวมาแลวในการเสด็จโดยปราสาท ในโสภิตพุทธวังสวรรณนา ๙. อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาั ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๒-๑๖/๖๒๕-๖๒๗
336 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ พระเจาธมมักะิ ทรงเปนอ ปุ ฏฐาก ไดยนวิา พระผมูพระภาคประท ีบอยั ูณ ธมมารามั มหาวหาริ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๗] “กรงชุอวื่าจนทวดั ีกษตรัยิพระนามวา ยสวา เปนพระชนกพระเทวพระนามวีา ยโสธรา เปนพระชนน ีของพระศาสดาพระนามวา อโนมทสสั ี [๑๘] พระองคทรงครองฆราวาสอย ู๑๐,๐๐๐ ป มปราสาทท ีอี่ดมอยุ ู๓ หลงั คอสืริปราสาท ิ อปสุริปราสาท ิ และวฑฒปราสาท ั [๑๙] มนางสนมกำน ีลั๒๓,๐๐๐ นาง ลวนประด บประดาสวยงาม ั พระมเหสพระนามวีา สริมาิ พระราชโอรสพระนามวาอปวาณะุ [๒๐] พระชนเจิาทรงเหนน็มิติ๔ ประการ จงทรงวอทองออกผนวชแลึว ทรงบำเพญเพ็ยรอยี ู๑๐ เดอนื (จงไดึบรรล พระโพธุ ญาณิ ) [๒๑] พระมหาวรมหามีนุพระนามวีา อโนมทสสั ีผอูนพรหมทัลอาราธนาแลูว ทรงประกาศพระธรรมจกรั ณ พระอทยานสุทุสสนะอั นประเสร ัฐิ [๒๒] พระนสภเถระิและพระอโนมเถระ เปนพระอครสาวกัพระเถระนามวาวรณะุ เปนพระอ ปุ ฏฐากของพระศาสดาพระนามวา อโนมทสสั ี
กถา] 337 [๒๓] พระสนทรุเถรีและีพระสมนาเถรุี เปนพระอครสาวักาิตนไม เปนทตรี่สรัของู พระผมูพระภาคพระองคีนนั้ ชาวโลกเรยกวีาตนรกฟ า [๒๔] นนทัวิฑฒอับาสกุและสริวิฑฒอับาสกุ เปนอครอั ปุ ฏฐากอปปลาอุบาสุกาิและ ปทมาอุบาสุกาิ เปนอครอั ปุ ฏฐายกาิ [๒๕] พระมหามนุทรงมีพระวรกายสีงู๕๘ ศอก พระองคมพระรีศมัแผีซานออกสว างไสว ดงดวงอาทัตยิอทุยั [๒๖] ขณะนนั้มนษยุทงหลายมั้อายี ประมาณุ๑๐๐,๐๐๐ ป พระองคก ทรงดำรงพระชนมาย ็ ประมาณเทุานนั้ ทรงชวยหม ชนให ูขามพ นได เป นจำนวนมาก [๒๗] ศาสนาของพระชนเจิาบานสะพรงั่ งดงามดวยพระอรหนตัทงหลายั้ผคงทูี่ ปราศจากราคะและไมมมลทีนิ [๒๘] พระศาสดาพระองคนนั้ผมูพระยศี หาประมาณมไดิ และคพระอูครสาวกัผไมูม ี บคคลเสมอเหมุอนืทกอยุางลวนอนตรธานั ไปหมดแลวสงขารทั งปวงเป ั้นสภาพว างเปล าหนอ ” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวามพระรีศมัแผีซานออกสว างไสว (ปภา นทิธาวตฺ )ี ความวา พระรศมัพวยพีงุ ออกจากพระสรระของพระองคี คอพระรืศมัแหีงพระสรระี แผไปตลอดพ นทื้ประมาณ ี่๑๒ โยชน อยเปูนนตยิ คำวาคพระอูครสาวกั (ยคานุิ ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๗-๒๘/๖๒๗-๖๒๘ ๙. อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาั
338 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ ตาน)ิ คอื คมูคีพระอูครสาวกั เปนตน คำวาทกอยุางอ นตรธานไปหมดแล ัว (สพพฺํ ตมนตรหฺติ)ํ ความวา สงทิ่งปวงม ั้ประการด ีงกลัาวแลวเขาส ปากอน ูจจลิกษณะั แลวกหาย็ ไปสนิ้ พระบาลวีานนุรติตเมวฺสงขาราฺกม็ ีพระบาลนีนมั้คำอธ ีบายวิา สงขารทั งปวง ั้ ลวนว างเปล าทงนั้นอยั้างแนแท ม-อกษรั ทำหนาทเชี่อมบทื่ในคาถาทเหลี่อทืกแหุงมเนีอื้ ความงายทงนั้นแลั้ กค็พระอูครสาวกคันู ี้คอพระสารืบี ตรและพระมหาโมคคุลลานะั กได็ ทำปณ ธานิ เพอเป ื่นพระอครสาวกั ในสำนกของพระผัมูพระภาคพระนามวี าอโนมท สสั ีพระองคน ี้ กเร็องของพระเถระทื่งสองนั้ ี้ควรกลาวไว ในเร องนื่ ี้แตขาพเจาม ไดิยกข นแสดงโดยกล ึ้วจะั พสดารในค ิมภัรี (พทธวงศุน )ี้ อโนมทสสัพีทธวุงสวัณณนาทั ี่๙ จบ พทธวงศุเรองทื่ ี่๙ จบ ____________ ๑๐. ปทมพุทธวุงสวัณณนาั พรรณนาวาด วยพระประว ตัพระปท ิมพุทธเจุา ตอจากสมยของพระผัมูพระภาคพระนามวี าอโนมท สสั ีมนษยุทงหลายมั้อายีุ ๑ อสงไขย เมอกำล ื่งลดลงอั กได ีมอายีุ๑๐๐,๐๐๐ ป แลวลดลงโดยลำด บั จนมอายีุ ๑๐ ป แลวเพิ่มขึ้นโดยลำดับอีก จนมีอายุ๑๐๐,๐๐๐ ป ครั้งนั้น พระศาสดา พระนามวา ปทมะุทรงอบุตัขินในโลก ึ้ แมพระศาสดาพระองคน นทรงบำเพ ั้ญบารม็ ี แลวบังเกิดในดุสิตเทวโลก จุติจากภพนั้นแลวถือปฏิสนธิในพระครรภของพระนาง อสมาเทวี ซึ่งไมมีผูเสมอเหมือนดวยรูปเปนตน ทรงเปนอัครมเหสีในราชสกุลของ พระเจาอสมะในกร งจุมปา ั ครนครบกำหนดทศมาสแล ั้ว พระองคก ทรงประส ็ตูจากิ มาตคุพโภทร ั ณ จมปกราชอ ัทยานุ เมอพระกื่มารสมภพุ ฝนดอกปทมไดุตกลงจาก นภากาศ จนทวชมพั่ทวูปี มมหาสมี ทรเปุนทสี่ดุ เพราะเหตนุนั้ ในวนขนานพระนามั
กถา] 339 พระกมารนุนั้ พวกโหราจารยทงหลายั้ และเหลาพระประย รญาต ู ิจงขนานพระนามวึา “มหาปทุมกุมาร” พระองคทรงครองฆราวาสวิสัยอยู๑๐,๐๐๐ ป ทรงมีปราสาท ๓ หลงั คอื ๑. นนทั ตตรปราสาท ๒ุ . วสตตรปราสาทุ ๓. ยสตตรปราสารทุ มีพระสนมนาฏนารีจำนวน ๓๓,๐๐๐ นาง มีพระนางอุตตราเทวีเปนประมุข คอยบำรงบำเรอุ ในสมยนันั้ พระมหาบรุษุ เมอรื่มมราชกัมารุ ของพระนางอตตรามหาเทวุี ประสตูแลิว ทรงเหนน็มิติ๔ ประการ จงเสดึจออกมหาภ็เนกษกรมณิดวยรถเทยมมีา บรุษประมาณุ๑ โกฏ ิออกบวชตามเสดจพระมหาส็ตวัผทรงผนวชอยูนูนั้ พระมหาสตวั อนบัรุษเหลุานนแวดลั้อมแลว ทรงบำเพญความเพ็ยรอยี ู๘ เดอนื ในวนวั สาขป ิรณมุี เสวยขาวมธ ปายาสุ ทนางธี่ญญาวดั ีผเปูนธดาของสิธุ ญญเศรษฐั ี ในกรงธุ ญญวดั ี ถวายแลว ทรงยงสัวนแหงว นให ัลวงไปด วยทวาวิหารธรรมิ ณ มหาสาลวนั ในเวลา เย็น ทรงรับหญาคา ๘ กำ ที่ติตถกะอาชีวกนอมถวาย แลวเสด็จเขาไปยังตน โพธิพฤกษ ชื่อตนมหาโสณะ (ตนออยชาง) ทรงลาดสันถัดหญากวาง ๓๘ ศอก ประทบนังขั่ดสมาธั ิอธษฐานความเพิยรมีองคี ๔ ทรงกำจดมารและพลแหังมาร ทำให แจงวิชชา ๓ ในยามทั้ง ๓ ทรงเปลงพระอุทานวา อเนกชาติสํสารํฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฌคาฺ แลวทรงประท บเสวยวัมิตตุสิขุ ใกลโพธ พฤกษิตลอด๗ สปดาห ั ทรงรบั อาราธนาของทาวมหาพรหมทรงตรวจดบูคคลุ ซงเปึ่นดงภาชนะรองรับพระธรรมเทศนาั ทรงเหนภ็กษิ จำนวนุ๑ โกฏ ิทออกบวชพรี่อมกบพระองคั ในทนใดน ันั้ กทรงเสด็จ็ ไปทางอากาศ ลง ณ ธนญชัยราชอัทยานุ ใกลกรงธุ ญญวดั ีอนภักษิเหลุานนั้ แวดลอมแลว ทรงประกาศพระธรรมจกรั ทามกลางภกษิเหลุานนั้ ครงนั้นั้ การบรรลุ ธรรมไดมแกีสตวั จำนวน ๑๐๐ โกฏ ิเพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา ๑๐. ปทมพุทธวุงสวัณณนาั
340 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ [๑] “สมยตัอจากพระสมมาสัมพัทธเจุาพระนามวา อโนมทสสั ีไดมพระสีมมาสัมพัทธเจุาพระนามวา ปทมะุ ตามพระโคตร ผสูงสูดแหุงเทวดาและมนษยุ ไมม ใคร ี เสมอเหมอนื ไมมบี คคลเปรุยบี [๒] แมศลของพระองคีก ไม็มสีงไรเสมอ ิ่แมสมาธ ิ กไม็มทีสี่ดุ พระญาณอนประเส ัรฐนิ บไม ัถวนและแม วมิตตุกิไม็ม อะไรเปร ียบี [๓] แมในคราวท พระองคี่ผมูเดชหาอะไรเท ียบมี ไดิ ทรงประกาศพระธรรมจกรัการบรรลธรรมุ กำจดความมั ดใหญ ื ไดม ี๓ ครงั้” ๑ บรรดาคำเหลานนั้ คำวา ศลไม ีมสีงไรเสมอ ิ่ (อสมํสลี)ํ ไดแก ไมเสมอนื ดวยศลของผีอูนื่ อธบายวิา สงสูดุ คอประะเสร ืฐสิดุ คำวาแมสมาธกิไม็ มทีสี่ดุ (สมาธปิอนตโกฺ ) ไดแก ทั้งสมาธิก็หาประมาณมิได ความที่สมาธินั้นไมมีที่สุด บัณฑิตพึงเห็นในยมกปาฏิหาริย อันเปนอภินิหาร เครื่องเปดโลกเปนตน คำวา พระญาณอนประเสร ัฐิ (ญาณวร)ํ คอื พระสพพัญัตญาณ ุ หรออสาธารณญาณื ทงหลายั้ คำวาแมวมิตตุ (ิวมิตุตฺปิ) คอื แมอรหตตผลวัมิตตุของพระผิมูพระภาคี คำวา ไมม อะไรเปร ียบี (อนปมาู ) คือ เวนที่จะเปรียบได คำวา ผูมีเดชหา ประมาณมิได (อตุลเตชสฺส) คือ ผูมีพระเดชคือญาณอันชั่งมิได พระบาลีวา อตลญาณเตชาุก็มี พระบาลีนั้น บัณฑิตพึงเห็นวา เชื่อมความกับบทหลังนี้วา ตโย อภสมยาิ คำวา กำจดความมั ดใหญ ื ( มหาตมปวาหนา) คอื ยงโมหะใหญ ั ให พนาศิ อธบายวิา กำจดความมัดคื อโมหะ ื ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑-๓/๖๒๘-๖๒๙
กถา] 341 ในสมยตัอมา พระผมูพระภาคพระนามวี าปท มะุ ทรงใหสาลกมารและอุปสาลุ กมารุ พระกนษฐภาดาของพระองคิ บรรพชาอปสมบทุ ในทามกลางสมาคมพระ ประยรญาต ู ิพรอมทงบรั้วาริ เมอทรงแสดงธรรมโปรดคนเหล ื่านนั้ ทรงยงสัตวั ประมาณ ๙๐ โกฏ ิใหดมอมตธรรมื่ กในกาลคร ็งทั้ ทรงแสดงธรรมโปรดพระธรรมเถระ ี่ การบรรลุ ธรรมครงทั้ ี่๓ ไดมแกีสตวั ๘๐ โกฏ ิเพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๔] “ในการบรรลธรรมุ ครงทั้ ี่๑ พระพทธธุรเจีา ทรงชวยเทวดาและมนษยุประมาณ ๑๐๐ โกฏิ ใหบรรล ุในการบรรลธรรมุ ครงทั้ ี่๒ ทรงชวย เทวดาและมนษยุ ประมาณ ๙๐ โกฏ ิใหบรรลุ [๕] และในคราวเมอพระปท ื่มพุทธเจุา ตรสสอนพระราชโอรสของพระองค ั เทวดาและมนษยุประมาณ ๘๐ โกฏิ ไดบรรลธรรมครุงทั้ี่๓” ๑ กในกาลท ็พระเจี่าสภาวุติตตะั มขีาราชบรพาริ๑๐๐,๐๐๐ โกฏ ิทรงผนวชดวย เอหภิกขิอุปสุมปทา ั ในสำนกของพระปท ัมพุทธเจุา ผมูพระพีกตรัด งดอกปท ัมบานุ ใน สนนับาตนินั้ พระผมูพระภาคทรงยกปาต ี โมกข ิขนแสดงึ้นนเป ั้นปฐมสาวกส นนับาติ ในสมยตัอมา พระมหาปทมพุทธเจุา มนุผีเลูศิ ผมูคตีเสมอดิ วยโคอ สภะุ ทรง อาศัยกรุงอุสภวดี เขาจำพรรษา พวกชนชาวเมืองประสงคจะเห็นพระผูมีพระภาค จงพากึ นไปเข ั าเฝา พระผมูพระภาคทรงแสดงธรรมโปรดชนเหล ีานนั้ คนเปนอนมากั ในทนี่นั้ มจีตเลิ อมใส ื่ จงพากึนออกบวชั ลำดบตัอจากนนั้ พระทศพลทรงปวารณา เปนวสิทธุปวารณาก ิบภักษิเหลุานนั้ และภกษิุ๓๐๐,๐๐๐ รปู อนๆื่นนเป ั้นทตุยิ สาวกสนนับาติ สวนชนเหล าใดย งไมับวช ในครงนั้นั้ ชนเหลานนั้ สดบอานัสงสิกฐนิ ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๔-๕/๖๒๙ ๑๐. ปทมพุทธวุงสวัณณนาั
342 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ แลว กพาก็นถวายกฐันจิวรอีนมัอานีสงสิ ๕ ในวนปาฏ ับทิ ในหาเดอนื ตอจากนนั้ ภกษิทุงหลายอั้อนวอนพระสาลเถระ ผเปูนพระธรรมเสนาบดอีครสาวกั ผมูปีญญา อนไพศาลน ันั้ เพอกรานกฐื่นิ ไดถวายกฐนจิวรแกีพระสาลเถระนนั้ เมอกฐื่นจิวรของี พระเถระอนภักษิทุงหลายทำก ั้นอยั ูภกษิทุงหลายกั้เป็นสหายชวยกนเยับ็ ฝายพระปท มุ สมมาสัมพัทธเจุา ทรงรอยดายเขารเขูมประทาน ็ เมอจื่วรสำเร ีจแล็ว พระผมูพระภาคี กเสด็จจาร็ กจากไป ิ พรอมกบภักษิ ประมาณุ ๓๐๐,๐๐๐ รปู สมยตัอมา พระพทธเจุาผ ประเสร ู ฐิ เหมอนบืรุษผุประเสร ู ฐิ ผดำเน ูนไปด ิวย ความองอาจเพยงดีงราชสัหี เสดจเข็ าจำพรรษา ณ ปามหาวนทัมี่ดอกไม ีหอมอยางยงิ่ มผลไม ี เปนพวง มกีงกิ่านออนน อมโน มลง มคีาคบไม เหมอนป ื าโคส งคสาลวินั บรบิรณูดวยหวงน้ำเยน็ ซงมึ่รสอรีอย ประดบดัวยบวกัานและบ วสายไร ัมลทนิ เปนท ี่ สญจรของหมัเนูอเชื้น กวาง จามร ีราชสหี เสอื ชาง มา โค และกระบอื เปนตน อนฝังแมลงภูและผูงสาวึ้ ทมี่ใจต ีดกลิ นดอกไม ิ่อนหอมกรันุ บนตอมวิ อนเป นฝงๆู โดยรอบ อนเหลัานางนกดเหวุา มจีตเบิกบานดิ วยรสผลไม สงเสยงรี องไพเราะ แผวเบา คลายกบขับกลัอมอย ูนารนรมยื่อยางยงิ่ สงดจากผัคนู เหมาะแกการประกอบความเพ ยรี พระตถาคตทศพล ผเปูนพระธรรมราชา พรอมทงบรั้วาริ ประทบอยั ูณ ปามหาวนนันั้ ทรงรุงโรจนดวยพุทธศิริ มนุษยทั้งหลายเห็นแลว สดับพระธรรมเทศนาของพระ ตถาคตพระองคนนแลั้ว มจีตเลิ อมใส ื่ พากนออกบวชดัวยเอหภิกขิอุปสุมปทา ั ครงนั้นั้ พระผมูพระภาคมีภีกษิ ประมาณุ ๒๐๐,๐๐๐ รปแวดลูอม ปวารณาออกพรรษาแลว นนเป ั้นตต ยสาวกสินนับาติ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๖] “พระปทมพุทธเจุาผแสงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ ไดม การประช ีมสาวกุ ๓ ครงั้ ภกษิ ประมาณุ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏ ิ มาประชมกุนั เปนครงทั้ ี่๑ [๗] เมอกฐื่นจิวรเกีดขิ นในสม ึ้ยกรานกฐันิ ภกษิทุงหลายชั้วยกนเยับจ็วรีเพอประโยชน ื่ แกพระธรรมเสนาบด ี
กถา] 343 [๘] ครงนั้นั้ภกษิเหลุานนลั้วนปราศจากมลท นิ ไดอภญญาิ๖ มฤทธีมากผิ์ ไมูพายแพ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รปูมาประชมกุนั [๙] สมยตัอมา ในคราวทพระปท ี่มพุทธเจุา ผองอาจกวูานรชนทรงเขาจำพรรษาในป าใหญ ครงนั้นั้ภกษิ ประมาณุ๒๐๐,๐๐๐ รปูมาประชมกุนั” ๑ บรรดาคำเหลานนั้คำวา ในสมยกรานกฐันิ (กฐนติถารสมเยฺ ) คอื ในสมยั กรานกฐนิ คำวาเพอประโยชน ื่แก พระธรรมเสนาบด (ีธมมเสนาปตฺติถายฺ ) คอื เพื่อพระสาลเถระผูเปนพระธรรมเสนาบดี คำวา ผไมูพายแพ ( อปราชตาิ ) คือ อนใครๆ ั ใหพายแพ ไม ได บณฑัตพิงเหึนว็า ลบวภิตั ิคำวา โส คอื พระปทมพุทธเจุา พระองคนนั้ คำวา ในปาใหญ ( ปวเน) คอื ปามหาวนั คำวาพรรษา (วาส)ํ คอื อยจำพรรษา ูคำวาเขาจำ (อปาคมุ )ิคอืเขาอย จำูคำวา ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ รปู (ทวฺนินฺํสตสหสสฺนิ)ํ คอื จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ พระบาลวีาตทา อาสิสมาคโม กม็ี ถาวา มไดี กพ็ งเปึนการด ี ในกาลนนั้เมอพระตถาคตประท ื่บอยั ูณ ไพรสณฑนนั้ พระโพธสิตวัของพวกเรา เกดเป ินราชสหี เหนพระตถาคตประท ็บนังเขั่าน โรธสมาบ ิตั ิตลอด ๗ วนั มจีตเลิ อมใส ื่ ทำประทกษัณิ บงเกั ดปิตโสมน ิสั จงบึนลัอสืหนาที๓ ครงั้ ไมละป ตอินมัพระพีทธคุณุ เปนอารมณ ตลอด ๗ วนั ดวยป ตสิขนุนแลั้ จงไมึออกแสวงหาอาหาร ยอมสละ ชวีติ ยนอยื ใกล ู ๆ ครงนั้นั้ เวลาผานไป ๗ วนั พระศาสดาจงเสดึจออกจากน็ โรธิ สมาบตั ิ ทรงเปนนรชนผ ประเสร ู ฐิ ทรงตรวจดราชสูหี ทรงดำรวิา “ขอราชสหีนนั้ จงมจีตเลิ อมใส ื่ แมในพระภ กษิสงฆุ ดงนันั้ ขอพระสงฆจงมา ” ภกษิ จำนวนหลายโกฏ ุิ กพาก็นมาถั งในขณะน ึนั้ ราชสหีไดยงจั ตให ิเล อมใสในพระสงฆ ื่ ครงนั้นั้ พระศาสดา ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๖-๙/๖๒๙ ๑๐. ปทมพุทธวุงสวัณณนาั
344 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ ทรงตรวจดวารจูตของราชสิหีนนั้ แลวทรงพยากรณวา “ในอนาคตกาล ราชสหีน ี้ จกเป ันพระพทธเจุาพระนามว าโคดม ” เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๐] “สมยนันั้ขาพเจาเก ดเปินราชสหี เปนเจาแห งฝงเนูอื้ ไดเหนพระช็นเจิา ซงกำล ึ่งเจรัญวิเวกธรรมอยิ ในป ู าใหญ [๑๑] ขาพเจากราบพระยคลบาทดุวยศรษะี กระทำประทกษัณพระองคิ บนลัอสืหนาที ๓ ครงั้ บำรงพระชุนเจิาอยตลอดู ๗ วนั [๑๒] ครบ ๗ วนแลัว พระตถาคตเสดจออกจาก็ สมาบตัอินประเสร ัฐิ ทรงมหที ยดำร ั ใหิภกษิุ จำนวน ๑ โกฏ ิ มาประชมกุนั [๑๓] แมครงนั้นั้พระมหาวระพระองคีนนั้ กทรงพยากรณ็ ในท ามกลางภกษิเหลุานนวั้า ในกปอั นประมาณม ั ไดิ นบจากกั ปนั ไปี้ พญาราชสหีน ี้จกเป ันพระพทธเจุา พระตถาคตไดเสดจออกจาก็กรงกบุลพิสดั ุ ทนี่ารนรมยื่ [๑๔] พระตถาคทรงเรมติ่งความเพั้ยรีฯลฯ กจ็กพรัอมหนาหนอพทธางกุรนูี้ ในอนาคตกาล [๑๕] เราไดฟ งพระดำร สของพระพัทธเจุาแมพระองคนนั้ แลวก ทำจ ็ ตให ิเล อมใสอย ื่างยงิ่ ไดอธษฐานวิตรเพัอื่ บำเพญบารม็ ี๑๐ ประการใหยงขิ่นไป ึ้ ” ๑ ๑ ขุ.พุทฺธ. (ไทย) ๓๓/๑๐-๑๕/๖๒๙-๖๓๑
กถา] 345 บรรดาคำเหลานนั้ คำวา กำลงเจรัญวิเวกธรรมิ (ปวเวกมนิพุรฺหนูตฺ ) ํความวา ทรงเขานิโรธสมาบัติ คำวา ประทักษิณ (ปทกฺขิณํ) คือ ทำประทักษิณ ๓ ครั้ง คำวาบนลัอื (อภนาทิติวาฺ ) ไดแก บนลัอสืหนาที๓ ครงั้ คำวา บำรงุ (อปฏุฐห )ํ คอื บำรงุ อกอยีางหนงึ่ พระบาลกีอย็างนเหมี้อนกืนั คำวา จากสมาบตัอินประเสร ัฐิ (วรสมาปตฺติยา) คือ ออกจากนิโรธสมาบัติ คำวา ทรงมีหทัยดำริ (มนสา จนิตยฺติวานฺ ) ความวา ทรงดำรในพระหท ิยวัา “ภกษิทุงปวงจงมา ั้ณ ทนี่ ” ี้คำวา มาประชมกุนั (สมานย)ิ คอื พรอมก นมาประช ัมุ พระผมูพระภาคพระนามวี าปท มะพระองคุนนั้ ทรงมเมีองชือวื่ากรงจุมปกะ ั พระชนกพระนามวาพระเจาอสมราชา พระชนนพระนามวีาพระนางอสมาเทว ีคพระอูครั สาวกนามวาพระสาลเถระและพระอ ปสาลเถระุ พทธอุปุ ฏฐากนามวา พระวรณเถระุ คู พระอครสาวักานามวิาพระราธาเถรและพระสีราธาเถรุ ีตนไม เปนทตรี่สรัชูอวื่าต นมหาโสณะ (ตนออยช างใหญ ) พระสรระสีงู๕๘ ศอก พระชนมายุ๑,๐๐๐,๐๐๐ ปพระอครมเหสั ี นามวา พระนางอตตราเทวุ ีผยอดเยูยมดี่วยคณสมบุตั ิมพระรี ปเปูนตน พระโอรสของ พระองคนารนรมยื่ยงิ่ นามวาพระรมมกัมารุ เพราะเหตนุนั้ พระผมูพระภาคจีงตรึสวัา [๑๖] “กรงชุอวื่าจมปกะ ักษตรัยิพระนามวา อสมะ เปนพระชนก พระเทวพระนามวีา อสมา เปน พระชนนของพระพีทธเจุาพระนามวา ปทมะุ ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ [๑๗] พระองคทรงครองฆราวาสอย ู๑๐,๐๐๐ ป มปราสาทท ีอี่ดมอยุ ู๓ หลงั คอืนนทปราสาท ั วสปราสาทุ และยสตตรปราสาทุ [๑๘] มนางสนมกำน ีลั๓๓,๐๐๐ นาง ลวนประด บประดาสวยงาม ั ๑๐. ปทมพุทธวุงสวัณณนาั
346 อรรถกถาขททกนุกายิ มธรุตถวัลาสินิี [นทานิ พระมเหสพระนามวีาอตตราุ พระราชโอรสพระนามวารมมะั [๑๙] พระชนเจิาทรงเหนน็มิติ๔ ประการ จงทรงราชพาหนะึคอรถืออกผนวชแลว ทรงบำเพญเพ็ยรอยี ู๘ เดอนื (จงไดึบรรลุ พระโพธญาณิ ) [๒๐] พระมหาวระพระนามวี าปท มะุ ทรงเปนผ นำส ูตวโลก ั ผอูนพรหมั ทลอาราธนาแลูว ทรงประกาศพระธรรมจกรั ณ พระอทยานธนุ ญชะอั นประเสร ัฐิ [๒๑] พระสาลเถระและพระอปสาลเถระุ เปนพระอครสาวกัพระเถระนามวาวรณะุ เปนพระอ ปุ ฏฐากของพระปท มพุทธเจุา ผแสวงหาคูณอุนยั งใหญ ิ่ [๒๒] พระราธาเถรและพระสีราธาเถรุี เปนพระอครสาวักาิ ตนไม เปนทตรี่สรั ู ของพระผมูพระภาคพระองคีนนั้ ชาวโลก เรยกวีาตนออยช างใหญ [๒๓] สภยอิบาสกและอสมอุบาสกุ เปนอครอั ปุ ฏฐากรจุอิบาสุกาและิ นนทรามาอับาสุกาิ เปนอครอั ปุ ฏฐายกาิ [๒๔] พระมหามนุทรงมีพระวรกายสีงู ๕๘ ศอก พระองคมพระรีศมั หาอะไรเสมอม ี ไดิ ซงแผึ่ซานออกทวทั่ศิ