The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ทฤษฎีของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wannee.imr, 2022-03-01 13:18:52

ชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์

ชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ทฤษฎีของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด

ชดุ การเรยี นการสอนเพอื่ พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎีของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด
สาหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษา ช่วงชั้นท่ี 1 โรงเรยี นบ้านหนองพลบั (อนิ ทจิตบารุง)

นางสาววรรณี อ่ิมรตั น์
รหสั ประจาตวั นักศึกษา 584121509

หลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าศลิ ปศกึ ษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรุ ี

ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562



ชดุ การเรยี นการสอนเพอื่ พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎีของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด
สาหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษา ช่วงชั้นท่ี 1 โรงเรยี นบ้านหนองพลบั (อนิ ทจิตบารุง)

นางสาววรรณี อ่ิมรตั น์
รหสั ประจาตวั นักศึกษา 584121509

หลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าศลิ ปศกึ ษา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เพชรบรุ ี

ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562

ห น้ า | ก

บทคดั ยอ่

การวิจัยในชั้นเรียนน้ีมีจุดประสงค์การวิจัยเพื่อ (1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ เร่ือง
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์
ของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด (2) เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้เรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนการสอนก่อนเรียนและหลังเรียนเพ่ือพัฒนาทักษะทางด้านความคิด
สร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด ให้มีมากขึ้นตามเกณฑ์
ประสิทธิภาพ 50/70 (3) ความพึงพอใจการใช้ชุดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์โดยใช้
ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 1-3 ที่กาลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านหนองพลับ(อินทจิต
บารุง) โดยมีเคร่ืองมือท่ีใช้ในการจัดการเรียนรู้ คือการใช้ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ดเป็นฐาน
ความคิด ประกอบด้วยชุดการเรียนการสอนที่ใช้จัดการเรียนรู้ 4 ชุดกิจกรรม คือ เรื่อง My Hero พัฒนาด้าน
ความคิดริเริ่ม เรื่อง My Animal พัฒนาด้านความคิดคล่องแคล่ว เร่ือง My Box พัฒนาด้านความคิดยืดหยนุ่
เรื่อง My Room พัฒนาดา้ นความคดิ ละเอียดลออ เครอื่ งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คอื (1) แบบทดสอบ
วดั ทกั ษะความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) ที่
พิจารณาจากความคดิ เห็นของผ้เู ช่ียวชาญ มีค่าความเท่ียง (reliability) เทา่ กับ 0.83 (2) แบบประเมินคุณภาพ
ของชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ มีจานวน 22 ข้อ (3) แบบประเมินความพึง
พอใจตอ่ ชุดการเรยี นการสอนเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทม่ี ลี กั ษณะเป็นแบบมาตราสว่ นประเมินค่า
5 ระดับ จานวน 25 ขอ้ ผ่านการตรวจสอบคณุ ภาพดา้ นความตรงเชงิ เน้ือหา มีค่า 0.47 - 1.00 วิเคราะห์ข้อมูล
เชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน สถิติทดสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเน้ือหา
(content analysis)

ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่พัฒนาขึ้น มี
ประสิทธิภาพสามารถนาไปใช้ได้จริง โดยเห็นได้จากผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ค่า (IOC) อยู่
ระหว่าง 0.67 – 1.00 2) ทักษะความคิดสร้างสรรค์ พบว่า ผลเปรียบเทียบคะแนนชุดการเรียนการสอนเพื่อ
พัฒนาทักษะความคิดสรา้ งสรรค์โดยใช้ทฤษฏขี องกลิ ฟอรด์ เป็นฐานความคิดก่อนเรียน มีค่าเฉล่ียร้อยละ15.42
มคี า่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD) 2.93 และหลังเรยี นมีค่าเฉล่ียร้อยละ 22.75 มีค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (SD) 3.71
โดยสรุปหลังการจัดชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ ทฤษฏีของ กิลฟอร์ดเป็ น ฐ า น
ความคิดต่ากว่าอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 3) ผลประเมินความพึงพอใจต่อชุดการเรียนการสอน
เพ่ือพัฒนาทักษะความคดิ สร้างสรรค์ อยู่ในระดับมากมากท่ีสุด ซง่ึ มีค่าเฉล่ีย เทา่ กับ 4.56 (S.D=0.18)

ห น้ า | ข

กติ ติกรรมประกาศ

การวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สาเร็จลุล่วงได้ความอนุเคราะห์จากอาจารย์ ภัทรภร ฐิติชาญชัยกุลา
อาจารย์ท่ีปรึกษางานวิจัยและอาจารย์นิเทศการสอน และ อาจารย์ดร. ศิริเพ็ญ ภู่มหภิญโญ ที่ได้กรุณาให้
คาแนะนา ชว่ ยเหลอื และช่วยตรวจสอบข้อบกพร่องตา่ งๆ จนวจิ ัยในชน้ั เรียนฉบบั นส้ี าเร็จได้อย่างสมบูรณ์ อีก
ทั้งขอขอบคุณอาจารย์ดร.สุกัญญารัตน์ คงงาม อาจารย์ผู้สอนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ท่ีได้ให้
ความรู้เก่ียวกับการวจิ ยั การทาเพ่ือพฒั นาผู้เรียนตัง้ แต่แรกเรม่ิ จนทาใหผ้ ู้วิจัยสามารถนาความรู้และทักษะการ
วิจยั มาใช้ในการจัดการเรยี นรู้ระหวา่ งฝกึ ประสบการณ์วชิ าชีพครูได้ ผวู้ ิจัยจึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาส
นี้

ขอขอบพระคุณผเู้ ชี่ยวชาญอาจารย์ ภัทรภร ฐติ ชิ าญชัยกลุ า อาจารย์ศิริเพญ็ ภมู่ หภิญโญ และครู
อธชิ า แสนสุด ทกี่ รณุ าช่วยเหลือใหค้ าแนะนาและตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือการจดั ชดุ การเรยี นการสอน
และเครื่องมอื ท่ีใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลในคร้ังนี้ เพอ่ื ปรับปรุงคุณภาพและมคี วามเหมาะสมต่อการวิจยั

ขอขอบพระคุณ โรงเรียนบ้านหนองพลับ(อินทจิตบารุง) ท่ีกรุณาให้คาปรึกษาเก่ียวกับแนว
ทางการดาเนนิ การวิจยั และการนาเคร่ืองมอื การจดั การเรียนรู้ท่ีพฒั นาขึน้ ไปใช้ปฏิบตั จิ รงิ เพือ่ พัฒนาผเู้ รยี น

นางสาววรรณี อม่ิ รตั น์
วันที่ 3 มนี าคม 2563

ห น้ า | ค

สารบัญ

หนา้
บทคดั ย่อ............................................................................................................................................... ก
กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................................ ข
สารบญั .................................................................................................................................................. ค
สารบญั (ตอ่ ).......................................................................................................................................... ง
สารบญั ตาราง.................................................................................................................. ...................... ฉ
บทท่ี 1 บทนา......................................................................................................................... ............... 1

ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา..................................................................................... 1
ปัญหาการทาวจิ ัย....................................................................................................................... 2
วตั ถุประสงค์การวจิ ยั .................................................................................................................. 2
สมมตุ ิฐานการวิจยั ...................................................................................................... ............... 2
ขอบเขตการวิจัย......................................................................................................................... 3
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ..................................................................................................... .................. 3
ประโยชนท์ ี่ไดจ้ ากการวิจัย......................................................................................................... 3
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้อง................................................................................................ 4
1 เอกสารท่ีเกยี่ วข้องกบั เอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้องกับความคดิ สรา้ งสรรค์........................ 5

2 การสรา้ งชดุ การเรยี นการสอน.................................................................…..…...............……... 37
บทที่ 3 วิธีดาเนนิ การวิจัย...................................................................................................................... 53
53
ประชากรการวิจัย....................................................................................................................... 53
กลุ่มตัวอย่างการวิจัย.................................................................................................................. 54
ตวั แปรทใ่ี ชใ้ นการวิจัย................................................................................................................ 54
เครอื่ งมือท่ใี ช้การพฒั นาผู้เรียน.................................................................................................. 55
ขนั้ ตอน/กระบวนการจัดการเรียนรู้............................................................................................ 55
กระบวนการพฒั นาเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการพฒั นานกั เรียน............................................................. 60
เก็บรวบรวมขอ้ มลู ........................................................................................................ .............. 68
การวิเคราะหข์ อ้ มูล.....................................................................................................................

ห น้ า | ง

สารบัญ (ตอ่ )

หน้า
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล................................................................................................ ....... 69

ตอนท่ี 1 การวเิ คราะหข์ ้อมลู พน้ื ฐานของกลมุ่ เปา้ หมายการวิจัย........................................... 69
ตอนที่ 2 ผลการตรวจสอบคุณภาพของชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะความคิด 70
สร้างสรรค…์ …………………………………………………………………………………………….………………
ตอนท่ี 3 การวเิ คราะห์ข้อมลู เพอ่ื ตอบวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย……………..…….……...........… 72
บทที่ 5 สรปุ ผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................... 76
สรปุ ผลการวจิ ัย............................................................................................................. ........ 76
การอภิปรายผล................................................................................................................ .... 77
ข้อเสนอแนะ................................................................................................................... ...... 77
บรรณานุกรม................................................................................................................... ............... 80
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก นวัตกรรมการจัดการเรยี นรู(้ ชุดการเรยี นการสอนเพ่ือพฒั นาทกั ษะความคิด 82

สรา้ งสรรค)์ ...........................................................................................................................

ภาคผนวก ข ผลการตรวจสอบคุณภาพของชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะ 143
ความคดิ สร้างสรรค์..............................................................................................................
ภาคผนวก ค รายการประเมินการตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมือท่ใี ชเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มูล. 146
ภาคผนวก ง เครื่องมือและการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบทักษะความคิด 152
สร้างสรรค์............................................................................................................................ .
ภาคผนวก จ ตัวอย่างผลงานนกั เรยี น................................................................................... 181
ภาคผนวก ช ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลทางสถติ ิ........................................................................
ภาคผนวก ช เอกสารการประเมินคุณภาพแบบทดสอบของผู้เชี่ยวชาญและแบบประเมิน
ความพึงพอใจของผใู้ ชช้ ดุ การเรียนการสอนเพือ่ พัฒนาทักษะความคดิ สรา้ งสรรค์................
ประวตั ผิ วู้ จิ ัย...................................................................................................................................

ห น้ า | จ

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หน้า

3.1 โครงสร้างชุดการเรียนการสอน ชั้นประถมศึกษาช่วงช้ันท่ี 1 หรือกาหนดการ 56
สอน……………………………………...............................................................................

3.2 ผลการประเมินคุณภาพของชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะความคิด 59
สร้างสรรค์ที่ผวู้ จิ ัยพัฒนาขึ้น โดยการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เช่ยี วชาญจานวน 3
คน.........................................................................................................................

3.3 ผลจากการตรวจสอบของผู้เช่ียวชาญได้ค่า IOC ของแบบทดสอบวัดทักษะ 62
ความคิดสรา้ งสรรค์(กอ่ นการปรบั ปรงุ )………………….............................................

3.4 ผลการตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบของผ้เู ช่ยี วชาญ........................................... 64

4.1 ความถแี่ ละรอ้ ยละของข้อมูลเกี่ยวกบั คณุ ลักษณะเบ้ืองตน้ ของนักเรยี นท่ีเปน็ 70

กลุ่มเป้าหมายการวจิ ัย จาแนกเพศ………………………………………............................

4.2 ผลการประเมินคณุ ภาพของชดุ การเรยี นการสอนเพื่อพฒั นาทักษะความคิด 71

สร้างสรรค์ โดยผเู้ ชี่ยวชาญท้ังหมด 3 คน....………………………………………..............

4.3 ผลเปรยี บเทียบคะแนนชุดการเรยี นการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะความคดิ สร้างสรรค์ 73

ระหวา่ งก่อนและหลังเรียนโดยใช้ทฤษฏขี องกลิ ฟอร์ดเป็นฐานความคดิ ............…..

4.4 ค่าร้อยละของความก้าวหนา้ ของทักษะความคิดสร้างสรรค์การพัฒนาผูเ้ รียนดว้ ย 73
ชดุ กจิ กรรมพัฒนาทกั ษะความคดิ สร้างสรรค์..........................................................

4.5 คา่ คะแนนเฉลี่ยของชดุ การเรยี นการสอนเพื่อทกั ษะความคิดสรา้ งสรรค์................ 74

4.6 ผลการประเมินความพึงพอใจขอชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางด้าน 74
ความคดิ สร้างสรรค์..............................................................................................

ข1 ผลการประเมินคุณภาพของชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะความคิด 144
สรา้ งสรรค.์ .............................................................................................................

ห น้ า | ฉ

ค 1 การประเมินความพึงพอใจของชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะทางด้าน 147
ความคดิ สร้างสรรค์.................................................................................................

ค 2 แบบประเมินคุณภาพชุดการเรียนการสอนเพ่อื เสรมิ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ 150
โดยใช้ทฤษฎขี องกลิ ฟอรด์ เปน็ ฐานความคิด............................................................

ง 1 การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบด้านความตรงเชิงเน้ือหา จากค่าความ 163
สอดคลอ้ งระหว่างขอ้ คาถามกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ (IOC)................................

ง 2 สรุปผลการประเมินความตรงเชิงเนอ้ื หา (content validity) ของแบบทดสอบ..... 170
ช 1 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางด้าน 184

ความคิดสร้างสรรค์ ม่ีผวู้ จิ ยั พฒั นาขน้ึ โดยการตรวจสอบของผู้เชีย่ วชาญ 3 ท่าน

บทที่ 1

บทนำ

ควำมเป็นมำและควำมสำคญั ของปัญหำ

ความคิดสร้างสรรค์ถือเป็นคุณลักษณะทางความคิดอย่างหน่ึงที่มีอยู่ในคนทุกคน และสามารถ
สง่ เสริมคณุ ลักษณะน้ีใหส้ งู ข้นึ ได้ การพัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์จะทําใหผ้ ู้เรยี นเป็นคนทม่ี ีอสิ ระทางความคิด
มีความคิดทฉี่ กี ออกไปจากกรอบ และสามารถหาหนทางในการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ ๆ ไดเ้ สมอ (อารี พันธม์ ณี,
2540 : 2) ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นจุดมุ่งหมายที่สําคัญของการจัดการศึกษาทุกระดับโดย
กระทรวงศึกษาธิการได้กําหนดสมรรถนะสําคัญของผู้เรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ไว้ 5 ประการ ซึ่งสมรรถนะที่สําคัญประการหน่ึงคือ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนําไปสู่
การสร้างองคค์ วามรหู้ รอื สารสนเทศเพ่อื การตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม

จะเห็นได้ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งท่ีมีความสําคัญอย่างย่ิงต่อผู้เรียนทุกคนในการพัฒนา
ความคดิ สรา้ งสรรคใ์ ห้กบั นักเรยี นและครูสามารถพัฒนาโดยการใหน้ ักเรียนศึกษาวชิ าศลิ ปะซ่ึงเปน็ สาระการ
เรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ชื่นชมความงาม มี
สุนทรียภาพ รู้คุณค่าที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาศักยภาพผู้เรียนทางด้าน
สติปัญญา อารมณ์จิตใจ รวมทั้งร่างกาย ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเช่ือมั่นในตนเองอันเป็นพื้นฐานใน
การศึกษาตอ่ หรือประกอบอาชพี ได้

การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ต้ังแต่ระดับประถมศึกษาน้ันมีความสําคัญ เพราะนักเรียนวัยน้ีจะ
เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการ การนํากิจกรรมศิลปะเข้ามาจัดให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง
จะทาํ ใหเ้ กดิ การพฒั นาการดา้ นความคดิ สร้างสรรคไ์ ดเ้ ป็นอยา่ งดี เพราะศลิ ปะเปน็ ศาสตรท์ ี่มุ่งเปา้ หมายไปท่ี
กระบวนการเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการรับรู้เก่ียวกับความงาม ตลอดจนพัฒนาความสนใจและ
ความสามารถของแต่ละบุคคลอันก่อให้เกิดผลท่ีเป็นรูปธรรมได้แก่ ผลงานต่าง ๆ และผลท่ีเป็นนามธรรม
ได้แก่ พฒั นาการทางด้านจติ ใจ อารมณ์ และสติปญั ญา

ความคิดสร้างสรรค์ตามแนวคิดของกิลฟอร์ดกล่าวไว้วา่ ความสามารถทางสมองของมนษุ ย์ท่ีคดิ ใน
ลักษณะอเนกนัย ประกอบด้วยความคิดริเร่ิม ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น และความคิด
ละเอียดลออ ความคดิ สรา้ งสรรค์ยังมีความสําคัญในแง่ของการคดิ คน้ พบสิ่งแปลกใหม่ท่ีเป็นประโยชน์และมี
คุณค่าต่อสังคม ทําให้สังคมก้าวหน้า (อัมพวัน อัมพรสินธุ์ , 2544 : 14) แต่นักเรียนไม่สามารถเกิดความคดิ
สร้างสรรคห์ รอื ทักษะในเรื่องของการมีความคิดท่ีสร้างสรรค์มาใช้ในการปฏิบัติได้ จึงเปน็ ปญั หาในการเรียน
การสอนของวิชาทัศนศิลป์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงคิดที่จะแก้ปัญหา นักเรียนที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ให้มีความรู้
ความเข้าใจจนเกิดเป็นทักษะในการสร้างผลงานกับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี1 - 3 โรงเรียนบ้านหนอง

ห น้ า | 2

พลับ(อินทจิตบํารุง) เรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างงานศิลปะด้วยการสร้างชดุ กิจกรรมการเรยี นการ
สอน เพื่อส่งเสริมพัฒนาความคิดของนักเรยี นในการสร้างสรรค์งานศิลปะมากยิ่งขึ้น และสามารถนําความรู้
ความเข้าใจเหลา่ นนั้ ไปใช้เป็นทักษะในการปฏิบัติในวชิ าทัศนศลิ ป์ จากการฝึกปฏบิ ัติการสอนในสถานศึกษา
ของรายวิชาทศั นศลิ ป์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 ทโี่ รงเรียนบา้ นหนองพลับ(อินทจิตบํารุง) ของภาคเรียนที่
1/2562 พบว่านกั เรยี นมีปญั หาในเรอ่ื ง ของความคดิ สร้างสรรค์ มกี ารสรา้ งผลงานทศั นศลิ ป์ในรปู แบบเดิมๆ
ซ่งึ เหน็ ไดจ้ ากการถามตอบและผลงานของนกั เรยี น โดยนักเรียนไมม่ ีทกั ษะความคดิ สรา้ งสรรค์ ไม่มีความคิด
ริเร่มิ ความคิดคล่องแคลว่ ความคิดยืดหยนุ่ และความคิดที่ละเอียดลออ ผู้วิจัยจึงทาํ ชดุ การเรียนการสอนที่
เน้นการพัฒนาความคิดทั้ง 4 ด้านดังกล่าวตามฐานความคิดทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ดท่ีมีผล
ตอ่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาช้ันปที ่ี 1-3 โรงเรยี นบ้านหนองพลับ(อินทจติ บํารงุ )

ปญั หำกำรทำวจิ ัย

การพฒั นาชดุ การเรยี นการสอนเพ่ือพฒั นาทักษะทางดา้ นความคิดสร้างสรรคโ์ ดยใช้ทฤษฎีความคิด
สร้างสรรค์ของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิดของนักเรียนมีขั้นตอนหรือกระบวนการพัฒนาชุดกิจกรรมการ
เรยี นรอู้ ย่างไร

วัตถปุ ระสงค์ของกำรทำวจิ ยั

1. พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ เร่ือง การพัฒนาชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะ
ทางด้านความคิดสรา้ งสรรคโ์ ดยใช้ทฤษฎีความคิดสร้างสรรคข์ องกิลฟอรด์ เป็นฐานความคิด

2. เพ่ือพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง การพัฒนา
ชุดการเรียนการสอนก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎี
ความคิดสร้างสรรค์ของกลิ ฟอรด์ เปน็ ฐานความคดิ ใหม้ มี ากข้ึนตามเกณฑป์ ระสิทธิภาพ 50/70

3. ความพึงพอใจการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎี
ความคิดสรา้ งสรรค์ของกลิ ฟอรด์ เปน็ ฐานความคดิ

สมมุติฐำนกำรวจิ ยั

เดก็ นักเรยี นชว่ งชั้นท่ี 1 โรงเรยี นบ้านหนองพลับ (อนิ ทจิตบาํ รุง) ได้รบั การทําชดุ การเรียนการสอน
เพ่อื พัฒนาทกั ษะความคิดสร้างสรรค์ ใหม้ พี ฒั นาการด้านความคดิ สรา้ งสรรค์เพม่ิ มากย่ิงขึ้น โดยมคี วามคิดท่ี
แปลกใหม่ คล่องแคล่ว ยืดหยุ่น และละเอียดลออ ชุดกิจกรรมจะฝึกฝนให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์
ริเริ่ม คล่องแคล้ว ยืดหยุ่น และละเอียดลออ จะมีการให้นักเรียนทําแบบทดสอบ Pre – Test ก่อนเรียน
และไดก้ ําหนดสมมตุ ฐิ านดังน้ี

1 คุณภาพของชุดการเรียนการสอนเพื่อทักษะความคิดสร้างสรรค์ท่ีพัฒนาขึ้น มีร้อยละ
ความก้าวหน้าเพ่ิมขึ้น

ห น้ า | 3

2 ทักษะความคิดสร้างสรรค์หลังเรียนมีมีคะแนนสูกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ
.05

3 ผู้เรียนหลังทําชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์มีความพึงพอใจกับชุด
การเรียนการสอน

ขอบเขตกำรวจิ ยั
1. ประชากรท่ใี ชใ้ นการวิจยั ครง้ั นี้ คอื ชว่ งชั้นที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองพลบั (อินทจติ บํารุง)

2. กลุ่มตัวอยา่ งในการวิจัยครัง้ นี้ คอื

3. ช่วงเวลาทใี่ ช้ในการพฒั นานกั เรียนทเ่ี ป็นกลุ่มเปา้ หมายการวจิ ัยคือ ภาคเรยี นที่ 2

4. ตัวแปรที่ศึกษาประกอบด้วย ตัวแปรต้น คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง การพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ และตัวแปรตามคอื ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์

นยิ ำมศัพทเ์ ฉพำะ

ชุดกิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง ชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาทักษะความคิดสรา้ งสรรค์
ตามฐานความคิดของกิลฟอร์ดซ่ึงประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ความคิดริเร่ิม ความคิดคล่องแคล่ว ความคิด
ยดื หยุ่น ความคิดละเอียดลออ

ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิดแบบอเนกมัย(Divergent thinking) คิดได้กว้างไกล
หลายทิศหลายทางและนําไปสู่การคิดค้นพบสิ่งแปลกใหม่ รวมถึงการคิดแก้ปัญหาให้สําเร็จอีกด้วย
ประกอบด้วยความคิดริเร่ิม (Originality) ความคล่องในการคิด (Fluency) ความยืดหยุ่นในการคิด
(Flexibility) และความคิดละเอียดลออ (Elaboration)

ประโยชนท์ ี่ได้รับจำกำรวจิ ยั

1. ทําให้ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ท่ีสามารถใช้ในการพัฒนา
ทกั ษะการสร้างผลงานทัศนศลิ ป์ ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 - 3

2. ทําใหน้ กั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 - 3 ไดพ้ ัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์ในการทํางานศิลปะ

3. ทําให้เกิดแนวทางการสอนแก่ครูผู้สอนในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริม
ทักษะความคิดสร้างสรรค์และกิจกรรมท่ีเสริมสร้างทักษะการสร้างผลงานทัศนศิลป์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้เรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎี
ความคดิ สร้างสรรคข์ องกิลฟอรด์ เป็นฐานความคิด

ห น้ า | 4

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง

ในการดาเนินการวิจัยเร่ือง การพัฒนาชุดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านความคิด
สร้างสรรค์โดยใช้ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ของกิลฟอร์ดเป็นฐานความคิด ของนักเรียนช่วงช้ันท่ี 1 ผู้วิจัยได้
ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ งตามลาดับดังน้ี

1 . เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้องกับความคดิ สร้างสรรค์
1.1 ความหมายของความคดิ สร้างสรรค์
1.2 ความสาคัญของความคิดสรา้ งสรรค์
1.3 พฒั นาการด้านความคิดสร้างสรรค์
1.4 แบบทดสอบวัดความคิดสรา้ งสรรค์
1.5 ทฤษฎีความคดิ สร้างสรรค์ของกลิ ฟอรด์
1.6 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์
1.7 งานวิจัยที่เก่ียวกบั ความคิดสร้างสรรค์

2. การสรา้ งชุดกิจกรรมเพื่อการสอน
2.1 หลกั การและทฤษฎที เ่ี กยี่ วข้องกับชดุ การสอน
2.2 ประเภทของชดุ การสอน
2.3 ขน้ั ตอนการผลิตชุดการสอน
2.5 ขน้ั ตอนการสร้างชดุ การเรยี นการสอน
2.6 ลักษณะของชดุ การเรยี นการสอนท่ดี ี
2.7 ประโยชน์ของชุดการเรยี นการสอน

ห น้ า | 5

1. เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับความคดิ สร้างสรรค์

1.1 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึงความสามารถของบุคลในการคิดแก้ปัญหาด้วยความคิด อย่างลึกซ้ึงที่

นอกเหนือไปจากความคิดอย่างปกติธรรมดา เป็นลักษณะภายในตัวบุคคลท่ีสามารถจะ คิดได้หลายแง่มุมและ
ผสมผสานจนได้ผลิตผลใหมท่ ่ีถูกตอ้ งสมบูรณ์

อารี รังสินันท์, 2532: 3: อ้างอิงจาก Guilford. 1959: 470) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง
ความคิดอเนกนัย(Divergent Thinking) ซ่ึงคิดได้หลายทิศทาง หลายด้านหลายมุมคิดได้กว้างไกลและนาไปสู่
การคิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่ รวมถึงการคิดค้นพบวิธีการแก้ปัญหาได้สาเร็จความคิดอเนกนัยประกอบด้วย
ความคิดริเร่ิม (Originality) ความคล่องในการคิด ( Fluency) ความยืดหยุ่นในการคิด (Flexibility) และ
ความคิด ละเอยี ดลออ (Elaboration)

เกตเซล (Getzels. 1962: 450 - 455) มีความเห็นสอดคล้องกับกิลฟอร์ด เขากล่าวว่า ความคิด
สร้างสรรค์เป็นลักษณะการคิดที่หาคาตอบหลายๆ คาตอบ เพ่ือตอบสนองสิ่งเร้า ซ่ึงลักษณะเช่นน้ีมักจะเกิด
ขน้ึ กบั บคุ คลทีม่ ี อิสรภาพในการตอบสนองจงึ จะสามารถตอบได้มาก

ประสาท อิศรปรีดา, 2538: 141; อ้างอิงจาก Good; & Prophy. 1986: 685) ได้ให้ความหมายว่า
ความคิดสร้างสรรค์คือ ความคิดท่ีแปลกใหม่ (Novel) และมีคุณค่า (Value) ด้านความถูกต้อง เช่น แก้ปัญหา
ไดถ้ กู ต้อง หรอื เป็นคุณคา่ ดา้ นความสุขทางใจ เชน่ ดนตรีทาให้ผ้ฟู ังมีความสุข

เทเลอร์ (สุวรรณา ก้อนทอง, 2547: 31; อ้างอิงจาก Taylor. 1964: 108 109) ได้กล่าวว่าความคิด
สร้างสรรค์ประกอบด้วยความคิดคล่องแคล่วในการคิด เป็นการกระตุ้นความคิดจากภายใน และร่วมกันใช้
ความคิดเหล่านี้ เพ่ือให้เกิดความคล่องตัวและความมั่นใจมากขึ้น ความคิดยืดหยุ่นเป็น การพิจารณาปัญหาได้
หลายแง่และความคิดรเิ ริ่มเปน็ การพิจารณาสิ่งตา่ งๆ ในทางท่ีแปลก

ทอแรนซ์ (สุวรรณา ก้อนทอง 2547: 30, อ้างอิงจาก Torrance,E.P. 1964) ได้ให้ ความหมายว่า
ความคิดสร้างสรรค์หมายถึงกระบวนการของความรู้สึก ไวต่อการแก้ปัญหาหรือสิ่ง บกพร่องท่ีขาดหายไปแล้ว
รวมความคิดตั้งเป็นสมมติฐานข้ึนและทาการทดลองสมมติฐาน และรายงาน ผลที่ได้จากการค้นความคิด
สร้างสรรค์ของคนมีความแตกต่างกันตามระดับความมากน้อย ซ่ึงทอแรนซ์ (Torrance , E.P. 1964) ได้ให้
ทัศนะว่า ผลของความคิดสร้างสรรค์น้ันไม่จาเป็นต้องถึงขั้นสูงสุด ดังเช่น การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ หรือการ
สร้างทฤษฎีทตี่ ้องใชค้ วามคดิ ด้านนามธรรม

อารี พนั ธ์มณี (2540: 6) กล่าวว่า ความคดิ สรา้ งสรรคห์ มายถงึ กระบวนการทางสมอง ทคี่ ิดในลกั ษณะ
อเนกนัย อันนาไปสู่การคิดค้นพบส่ิงแปลกใหม่ ด้วยความคิดดัดแปลงปรุงแต่งจาก ความคิดเดิมผสมผสานกัน
ใหเ้ กิดสง่ิ ใหม่ ซ่งึ รวมท้ังการประดิษฐ์คดิ ค้นพบสงิ่ ต่างๆ ตลอดจนวธิ ีการคดิ ทฤษฎี หลกั การได้สาเรจ็

จากความหมายตา่ งๆ ของความคดิ สร้างสรรค์ สรปุ ได้วา่ ความคิดสรา้ งสรรคห์ มายถงึ กระบวนการคิด
ทางสมองท่สี ามารถนาไปสู่ความคิดที่แปลกใหม่ หรอื อาจจะคิดเพ่ิมเติมจากความคิดเดิม และกอ่ ให้เกิดผลงาน
หรือนวตั กรรมทคี่ น้ พบขึ้นมาใหม่ โดยความคิดอาจจะเช่ือมโยงจากประสบการณข์ องตนเอง

ห น้ า | 6

1.2 ความสาคัญของความคิดสรา้ งสรรค์
เฮอร์ลอค (วารุณี นวลจันทร์, 2539: 12: อ้างอิงจาก Hurlock. 1972: 319) ได้กล่าวว่า ความคิด

สรา้ งสรรคใ์ หค้ วามสนุกความสุขและความพอใจแก่เด็กมีอิทธพิ ลต่อบุคลิกภาพของเด็กมาก ไมม่ อี ะไรทีจ่ ะทาให้
เด็กรู้สึกหดหูได้เท่ากับงานสร้างสรรค์ของเขาถูกตาหนิ ถูกดูถูก หรือถูกว่าส่ิงของที่ เขาสร้างนั้นมาเหมือนของ
จรงิ

ผุสดี กฏุ อิ นิ ทร์ (2537: 73) ได้กลา่ วถึงคุณค่าของการสง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่า
1. คุณค่าความคิดสรา้ งสรรค์ท่มี ีต่อสังคม ได้แก่การท่ีบุคคลได้คดิ สร้างสรรคส์ ่ิงหน่ึง เพ่อื เป็นประโยชน์
สุขและความก้าวหน้าของสังคม หรือหาวิธีแก้ไขจนประสบความสาเร็จมีประโยชน์ต่อสังคม เช่นความ
เจรญิ กา้ วหนา้ ด้านการเกษตร การคมนาคม และความเจรญิ ก้าวหนา้ ในดา้ นการแพทย์
2. คณุ คา่ ความคิดสรา้ งสรรคท์ ่ีมีตอ่ ตนเองความสามารถในการสร้างสรรคน์ ้ันนบั เป็น ความสามารถที่มี
คุณค่าต่อผู้ท่ีมีความคิดสร้างสรรค์เองด้วย เพราะการการสร้างผลงานช้ินใดช้ินหนึ่ง ขึ้นมาทาให้ผู้ที่มีความคิด
สรา้ งสรรคม์ คี วามพอใจและมคี วามสุข เช่นการท่ีเด็กสร้างผลงานด้วยตนเอง จะสรา้ งความพงึ พอใจแก่เดก็ ไม่ว่า
จะเป็นการวาดภาพ การต่อสิ่งของให้เป็นรูปต่างๆ การคิดเกม การเล่นที่แปลกใหม่ เด็กจะเกิดความภูมิใจใน
ความสามารถของตนเอง ม่ันใจในตนเอง ซ่ึงมีผลไปถึงแบบ แผนบุคลิกภาพ และความสามารถในการปรับตัว
เข้ากบั สงั คมของเดก็
อารี รังสินันท์ (2532: 498) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์มีความสาคัญต่อตนเอง และ ต่อสังคม
ดังตอ่ ไปนี้
1. ต่อตนเอง

1.1 ลดความเครียดทางอารมณ์ บุคคลท่ีมีความคิดสร้างสรรค์ต้องการแสดงออก อย่างอิสระท้ัง
ความคิดและการปฏิบัติ มีความมุ่งมั่นจริงจังในสิ่งท่ีคิด หากทาได้ตามที่คิดจะทาให้ลดความเครียดและความ
กังวล เพราะได้สนองตอบความต้องการพื้นฐานของตนเอง ซ่ึงลักษณะต่างๆที่บุคคลที่สร้างสรรค์ต้องการ
ตอบสนอง ได้แก่ ความอยากรู้ อยากเห็นความสนใจศึกษาค้นคว้า ต้องการเผชิญกับส่ิงท่ีท้าทายความสามารถ
เป็นตน้

1.2 มีความสนุกสนานเพลิดเพลินและเป็นสุข บุคคลท่ีมีความคิดสร้างสรรค์เม่ือได้ทาในส่ิงที่ตน
คิด ได้เล่น ได้ทดลองกับความคิดจะรู้สึกพอใจตื่นเต้นกับผลงานท่ีจะเกิดขึ้นจะทางานอย่างเพลิดเพลินทุ่มเท
อย่างจริงจังเต็มกาลังเต็มความสามารถและทาอย่างมีความสขุ แม้จะเป็นงานหนักแต่จะเป็นเรื่องที่ง่ายและเบา
จะเหน็ ว่าการทางานของศิลปนิ นกั วทิ ยาศาสตร์ และนกั สรา้ งสรรค์ สาขาต่าง ๆ จะใช้เวลาทางานติดต่อกันคร้ัง
ละหลายๆ ช่ัวโมง และทาอย่างต่อเน่ืองกันหลายปีจนค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่สามารถผลิตผลสร้างสรรค์
ออกมาได้

1.3 มีความภาคภูมิใจและเช่ือม่ันในตนเอง การได้ทาในส่ิงท่ีตนคิดได้ทดลอง ได้ปฏิบัติจริงเมื่อ
งานนั้นได้ประสบความสาเร็จจะทาใหบ้ ุคคลเกิดความรสู้ ึกภาคภูมิใจ และเช่อื มน่ั ในตนเองหากงานน้ันไม่สาเร็จ
บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเข้าใจและยอมรบั ผลที่เกิดขึ้น ได้เรียนรู้และ ค้นพบบางสิ่งบางอยากจากความ

ห น้ า | 7

ไม่สาเร็จ ช่วงน้ีจะเป็นพ้ืนฐานให้เกิดความมุ่งมานะพยายาม และมีความกล้าท่ีจะก้าวไปข้างหน้าเพ่ือ
ความสาเร็จต่อไป

2. ต่อสังคม
2.1 ทาให้สังคมเกิดการเปล่ยี นแปลง เพราะผลงานสร้างสรรค์นามาซึง่ ความ แปลกใหม่ทาให้สังคม

เจริญกา้ วหน้า ถา้ สงั คมหยุดนงิ่ จะทาใหส้ งั คมหล้าหลงั
2.2 ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประดิษฐ์กรรมความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น เคร่ืองจักร

รถยนต์ รถแทรกเตอร์ เครื่องวิดน้า เครื่องนวดข้าว เคร่ืองเก็บผลไม้ เคร่ืองบด สิ่งเหล่าน้ี ช่วยในการผ่องแรง
ของมนุษย์ได้มาก ช่วยลดความเหน่ือยยากลาบากและความทรมานได้มาก ไม่ต้อง ทางานหนัก ทาให้ชีวิตมี
ความสขุ มากข้ึน

2.3 ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายและรวดเร็ว การค้นพบจักรยาน รถยนต์ เรือ เคร่ืองจักรรถไฟ
เครื่องบิน ยานอวกาศ ทาให้การคมนาคมติดต่อกันการเดินทางขนส่งสะดวกสบาย ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน
ความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจกนั มากยงิ่ ขน้ึ

2.4 ความปลอดภัยในชีวิตและการมีชีวิตท่ียืนยาวข้ึนการค้นพบทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ทาให้ชีวิตมนุษย์ไม่ต้องเสี่ยงอันตราย การค้นพบยารักษาโรค ป้องกันโรค เช่น การค้นพบวัคซีน
ต่างๆ ทาให้มนุษย์รอดพ้นจากการเป็นโรคโปลิโอ วัณโรค เป็นต้นการค้นพบความรู้ ใหม่ๆ ในเรื่องโภชนาการ
การออกกาลังกายการดูแลสุขภาพอนามัยต่างๆ ทาให้ประชาชนรู้จักปฏิบัติตน ในด้านการป้องกัน ดูแลรักษา
สขุ ภาพอนามัยท้งั รา่ งกายและจิตใจ มสี ่วนทาใหค้ นมีชีวิตยืนยาวขึน้

2.5 ช่วยประหยัดเวลาแรงงานและเศรษฐกิจ ผลการค้นพบในด้านต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี การแพทย์ การศึกษาการเกษตรช่วยให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นสามารถนาพลังงานไปใช้ทาอย่างอ่ืน
เพ่ือก่อให้เกิดรายได้และเพ่ิมพูนเศรษฐกิจได้มากข้ึนมีเวลาหาความรชู้ ื่นชมกับความงามสนุ ทรียภาพและศิลปะ
ได้มากขน้ึ

2.6 ช่วยในการแก้ปัญหาสังคม เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจาเป็นต้องคิด
หรอื หาวิธีใหม่ๆ มาใชแ้ กป้ ญั หาให้หมดไป

2.7 ช่วยใหเ้ กดิ ความเจริญก้าวหน้าและดารงไวซ้ งึ่ มนุษยชาติ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ดา้ นวิทยาศาสตร์
การแพทย์ ศิลปะ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ช่วยยกมาตรฐานการดาเนินชีวิต ทาให้มนุษย์
เป็นสขุ และสามารถสรา้ งสรรคส์ งั คมใหเ้ จรญิ ขนึ้ ตามลาดบั

สรุปได้ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นมีส่วนสาคัญต่อตนเอง และต่อผู้อื่นความคิด สร้างสรรค์จะส่งผล
ให้บุคคลมีความม่ันใจและเชื่อมั่นในตนเอง สามารถทาส่ิงต่างๆท่ีเป็นประโยชน์ต่อ สังคมและก่อให้เกิด
ความก้าวหน้า รวมท้ังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม และสติปัญญาให้แก่เด็ก
เพื่อจะไดเ้ จริญเติบโตเปน็ บุคคลท่มี ีคุณภาพและสรา้ งความเจรญิ กา้ วหนา้ ให้ ประเทศชาติตอ่ ไป
1.3 พฒั นาการทางความคดิ สรา้ งสรรค์

อารี พันธ์มณี (2545 : 47) กล่าวถึงลักษณะพฒั นาการความคิดสร้างสรรคไ์ วด้ ังต่อไปน้ี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นดา้ นความคดิ สรา้ งสรรค์มักจะเปน็ อีกแบบหน่ึงท่ีแตกต่างไป จากพฒั นาการดา้ นอนื่ ๆ

ห น้ า | 8

จากผลการวิจัยพบว่า ลักษณะความคิดริเริ่มในวัยเด็กจะมีพัฒนาการสูง กว่าในวัยผู้ใหญ่ เด็กมีความ
คลอ่ งตัว กลา้ คิด กล้าเส่ียง และกล้าแสดงออกมาก ความคิด สร้างสรรค์ของเดก็ เจรญิ สูงสดุ ในชว่ งแรกของชีวิต
เม่ือตอนอายุ 41 ปี และจะเริ่มลดลง เมื่อเด็ก เร่ิมเข้าโรงเรียนอนุบาล หลังจากเด็กปรับตัวข้ากับสภาพ
บรรยากาศ และวิธสี อนของโรงเรยี นแลว้ ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องเดก็ จงึ ค่อยพัฒนาขึน้

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า พัฒนาการความคิดสร้างสรรค์โดยท่ัวไปแตกต่างกับ พัฒนาการด้าน
สติปัญญา กล่าวคือ พัฒนาการสติปัญญาของเด็กจะค่อยเจริญงอกงามขึ้นตามระดับ อายุ วุฒิภาวะ และ
ประสบการณ์ที่เพ่ิมขึ้น ในขณะท่ีพัฒนาการความคิดสร้างสรรค์กลับเจริญสูงสุดในช่วงแรกของชีวิตและจาก
แนวคิดท่ีว่าความคิดสร้างสรรค์สามารถส่งเสริมให้พัฒนาได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพ่ือจะ
ชว่ ยกันเสรมิ สร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กให้ เจริญต่อเนอื่ งถึงวัยผ้ใู หญ่ตอ่ ไป

Torrance (1962 : 84 - 105) ได้ศึกษาพฒั นาการสร้างสรรคข์ องเดก็ ในวยั ตา่ ง ๆ ไวด้ ังนี้
1. วัยก่อนเข้าเรียน ในวัยก่อนเข้าเรียนเป็นเด็กที่มีอายุในช่วงแรกเกิดถึง 6 ปี ซ่ึงได้ แบ่งการพัฒนา
ความคิดออกเป็น 3 ระยะ ดงั นี้

1.1 ต้ังแต่แรกเกิดถึง 2 ปี เด็กจะเริ่มมีจินตนาการในระยะน้ี พ่อแม่สามารถเสริมสร้างพัฒนาการให้
เด็กไดด้ ว้ ยการหาเกมเด็กเลน่ ตา่ ง ๆ ใหเ้ ดก็ และควรระมดั ระวังความ ปลอดภยั ของเดก็ ระหวา่ งทีเ่ ลน่ ดว้ ย

1.2 อายุ 2-4 ปี เด็กจะเริ่มเรียนรู้สง่ิ ต่าง ๆ ด้วยตนเองมีช่วงเวลา ความสนใจส้ันๆ และเร่ิมเอาแต่ใจ
ตนเอง ตอ้ งการทาสิ่งตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง ซง่ึ เปน็ การพัฒนาความเช่ือมัน่ ใน ตนเอง เด็กจะอยากรู้อยากเหน็ และ
ถามปัญหาให้ผู้ใหญ่ราคาญได้บ่อย ๆ เด็กวัยนี้ ควรมีของเล่น ชนิดที่เปล่ียนแปลงได้หลายรูปแบบ เช่น รูป
เหลี่ยมสาหรับต่อ หรือ ดินน้ามัน จะทาให้เด็กมี จินตนาการได้ดีกว่าของเล่นที่มีรปู แบบแน่นอนตายตัว ผู้ใหญ่
ควร ชกั จูงให้เด็กปลกู ต้นไม้ หรือ เล้ียงสัตวเ์ ลก็ ๆ น้อย ๆ หรือคอยปลอบโยนเมือ่ เดก็ ทาไมส่ าเรจ็

1.3 อายุ 4-6 ปี เด็กในวัยน้ีมีจินตนาการดี เริ่มเรียนรู้ถึงทักษะในการวางแผน การเล่น เรียนรู้ถึง
หน้าที่ของผู้ใหญ่โดยผ่านการเล่น สามารถเช่ือมโยงเหตุการณ์ เข้าด้วยกัน แม้ว่า ยังไม่เข้าใจเหตุผล เร่ิมรับรู้
อารมณ์ของผู้อื่นและเร่ิมคิดได้ว่าการกระทา ของตนเองจะทาให้ผู้อื่น รู้สึกอย่างไร ผู้ใหญ่ควรนาความคิดของ
เด็กมาใช้ประโยชน์บ้าง แม้ว่าจะไม่ดีเท่าของผู้ใหญ่ควร ยอมให้เด็กทาสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองและคอยให้
คาแนะนา ควรตอบคาถามของเด็กและร่วมรับรู้ใน สิ่งท่ีเด็กคิด เด็กวัยนี้เป็นวัยท่ีควรส่งเสริมจินตนาการและ
ความคิดสรา้ งสรรค์

2. ประถมศกึ ษา ในวยั นเี้ ปน็ วัยท่ีมีอายุในชว่ ง 6- 12 ปี ซ่ึงได้แบ่งระดับความคิด ออกเปน็ 3 ระยะ ดังนี้
UV RA

2.1 อายุ 6-8 ปี ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะลดลงในระยะของการเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
แตเ่ ด็กวัยนีจ้ ะรักการเรียนมีความอยากรูอ้ ยากเห็นเพิ่มมากข้นึ เอาแต่ใจตนเอง ใชต้ ัวเองเป็นศูนยก์ ลาง ระยะนี้
เป็นช่วงเวลาท่ีใช้ความคิดสร้างสรรค์ผ่านบทเรียน นิทาน หรือการอภิปราย ผู้ใหญ่ควรแสดงให้เด็กได้แสดง
ความคดิ เห็นของตนเอง และคอยตอบคาถามของเด็ก

2.2 อายุ 8 - 10 ปี เด็กวัยนี้มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์หรือทักษะอื่น ๆ เพื่อช่วยเพ่ือนฝูง
เด็กสามารถทางานที่ยากข้ึนได้ รู้จักถามปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น รู้จักคิดมากข้ึน มีความกังวลใจในส่ิงท่ีตนเองทา

ห น้ า | 9

ไม่ได้ และรู้สึกเสียใจถ้าไม่ได้รับความยุติธรรม เด็กวัยน้ีต้องการโอกาสที่จะแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์
ผู้ใหญ่ควรให้โอกาส นี้แก่เด็กพร้อมทั้งแสดงให้เด็กเห็นด้วยว่าความคิดของเขาเป็นประโยชน์และเด็กต้องการ
คาแนะนาสนับสนุนและปลอบโยนด้วยเมื่อต้องทางานที่ยากมาก ๆ วัยนี้เป็นวัยที่เด็กควรเรียนรู้ว่าตนเอง
ไมส่ ามารถทาทุกสงิ่ ทุกอย่างได้

2.3 อายุ 10 - 12 ปี เด็กจะชอบอ่านหนังสือและอยู่น่ิง ๆ ได้นานขึ้น สามารถอ่านหนังสือหรือใช้
ความคิดไดท้ ีละนาน ๆ เป็นวยั ทีม่ พี ัฒนาการทางด้านศิลปะและดนตรีได้อย่างรวดเร็ว เด็กในวยั นม้ี ักจะลองทา
ทุกส่ิงทุกอย่างด้วยตนเอง มีความคิดที่ละเอียดลึกซึ้งถึงข้อปลีกย่อยต่าง ๆ และมีความจาดีสามารถแปลง
หลักเกณฑ์ต่างๆ ได้ลงความเห็นคิดประดิษฐ์ส่ิงต่างๆ ได้ ถ้าเป็นงานที่ท้าทายเด็กควรมีโอกาสได้แสดง
ความสามารถด้านต่าง ๆ ที่มีอยู่ระยะน้ีเป็นระยะเวลาที่สมควรสารวจปรีชาญาณในตัวเด็ก รวมทั้งเป็นเวลาท่ี
สมควรกระตนุ้ ให้เดก็ ฝึกทางานยาก ๆ และหัดตัดสนิ ใจ

3. มัธยมศึกษา ในวัยมัธยมศึกษาเป็นวยั ทมี่ อี ายใุ นชว่ ง 12 – 18 ปี แบง่ ความคิด ออกเปน็ 3 ระยะ ดงั นี้
3.1 อายุ 1214 ปี เด็กวัยนี้จะเก่ียวข้องกับกิจกรรมมาก และยังไม่มีการวางแผน สาหรับอนาคตของ

ตนเอง รักสนุกไม่คานึงถึงเหตุผล เด็กที่มีพรสวรรค์จะมีการแสดงออกถึงจินตนาการของตนเองในด้านต่างๆ
เช่น ศิลปะ ดนตรี หรือเครื่องยนต์ เป็นต้น เด็กจะเริ่มต่อต้านระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ต้องการมีส่วนร่วม
ตัดสนิ ใจในเรื่องท่ีเก่ียวกับตนเอง เด็กวัยน้ีมกั มคี วามรู้สึกไมม่ ั่นใจในตวั เอง เพราะการเปล่ียนแปลงทางร่างกาย
และอารมณ์ ความสัมพันธ์ระหว่าง เพ่ือนฝูงเปลี่ยนไปเพราะเด็กมักกลัวว่าเพ่ือนฝูงจะไม่ยอมรับ เด็กควรมี
โอกาสเรียนรู้ถึงการเลือกอาชีพ แม้จะมีการเปล่ียนแปลงภายหลังก็ตาม มีโอกาสทางานที่ยากแต่น่าสนใจฝึก
การตดั สนิ ใจ และ ท่ีสาคญั คือไมค่ วรทาให้เดก็ แตกต่างไปจากกล่มุ เพ่ือนๆ แตค่ วรใช้วธิ ดี ึงกล่มุ เพอื่ นๆ ไปในทาง
ทตี่ อ้ งการควรฝึกให้เดก็ รู้จกั การสังเกตความต้องการของคนอ่ืน และรู้จกั เคารพความคิดเห็นของผู้อืน่ ดว้ ย

3.2 อายุ 14 - 16 ปี ท้ังเด็กชายและเดก็ หญิงจะรักสนุก ชอบผจญภยั เร่ิมสนใจ งานอาชพี ในอนาคต
เด็กจะมีพัฒนาการเร็วมากทางด้านความสามารถและความสนใจ แต่ยังเปล่ียนแปลงได้ง่าย เด็กมักกังวลเรื่อง
การยอมรับของเพ่ือนๆ และเริ่มรู้ว่าปญั หาบางอย่างไม่สามารถหาคาตอบที่แน่นอนได้ ผู้ใหญ่ควรชว่ ยใหเ้ ด็กได้
มีเวลาคิดถึงความสามารถของตนเอง และวิธีการนาไปใช้ให้ประสบความสาเร็จในอาชีพการงาน ควรกระตุ้น
ให้เด็กทราบถึงความ ต้องการของสังคม ระยะนี้เป็นช่วงเวลาสาหรับฝึกฝนทักษะในการคิดตอบปัญหาอย่าง
สรา้ งสรรค์

3.3 อายุ 16 – 18 ปี เด็กวัยน้ีต้องการช่วยชักจูงจินตนาการให้มีความทะเยอทะยาน ในทางที่ดี
สาหรับชวี ติ ความสนใจของเด็กวยั นจี้ ะมน่ั คงพอ ๆ กับความสามารถ และเปน็ วัยท่ีดีที่สดุ สาหรับทดสอบความ
ต้องการของเด็ก เพราะเด็กมีความสามารถที่จะคิดหาข้อสรุปได้แล้ว ได้เรียนรู้ที่จะใช้ความสามารถท่ีมีอยู่
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และสามารถเข้ากับกลุ่มเพ่ือนได้ อย่างดีในระหว่างวัยน้ีผู้ใหญ่ต้องคอยดูแลและ
กระตุ้นด้วย “ อาหารความคิด ” ในห้องเรียน เสริมสร้างทักษะความชานาญและความสนใจในสุนทรียภาพ
ผู้ใหญ่ควรร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับ เด็กในวัยนี้ แต่หลีกเล่ียงการแข่งขันกับเด็ก ควรใช้ประโยชน์ จาก
แบบทดสอบความสนใจ ความสามารถและทัศนคติในเรื่องต่าง ๆ เด็กต้องการพบปัญหา ที่ต้องแก้ไขโดยใช้

ห น้ า | 10

ความคิด สร้างสรรค์ และต้องการความช่วยเหลือแนะแนวทางท่ีควรยึดถือ สร้างความเชื่อม่ันต่อตนเองและ
ความคิดเหน็ ทม่ี ีต่อสงั คม

4. อุดมศึกษา เป็นวัยที่ร่างกายมีความเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ จากการวิจัยพบว่าระดับความคิด
สร้างสรรคข์ องวยั นี้จะลดลง เพราะสาเหตุหลายประการเชน่ พัฒนาการของร่างกายไมต่ ่อเนื่อง การทางานของ
ต่อมต่าง ๆ เปล่ียนแปลงไป ร่างกายไม่แข็งแรงมีการเจ็บป่วยตลอดจนความแตกต่างของสังคม และกังวล
หนกั ใจในงานอาชีพ เป็นต้น

จากการศึกษาเก่ียวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก แต่ละวัย พอสรุปได้ว่า
พอ่ แม่ ผปู้ กครอง ครู และผทู้ เี่ กี่ยวข้องกับเด็กควรให้ความสนใจศกึ ษา เข้าใจลกั ษณะธรรมชาติ พฤตกิ รรมและ
กระบวนการความคิดสรา้ งสรรค์ของเดก็ แต่ละวยั ทัง้ นี้ เพ่ือจะไดเ้ ขา้ ใจ สามารถให้ความช่วยเหลือและสง่ เสริม
ได้อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม

คณุ ลกั ษณะบุคคลทมี่ ีความคดิ สร้างสรรค์ (Creative Person)
ทม่ี ีความคดิ สรา้ งสรรค์จะมีบุคลิกภาพแตกตา่ งไปจากบุคคลอน่ื อยา่ งไร มผี ้ใู หแ้ นวคดิ ไวห้ ลายคน ดงั น้ี
สมศักด์ิ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2541 : 25) กล่าวว่า ลักษณะของคนท่ีมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่เป็นตัว
ของตัวเอง ทนความสับสนยุ่งเหยิงได้ดี มีความมุ่งม่ัน มีความคิดอิสระไม่ข้ึนต่อกลุ่ม มีอารมณ์ขัน มีความ
ยืดหยุ่น ใช้สามัญสานึกมากกว่าเหตุผล และมักถูกมองว่าเป็นคนไม่มีระเบียบ โดยท่ัวไปมีบุคลิกเป็นคนขี้เล่น
เป็นคนแปลกในสายตาของสงั คม อกี นยั หน่ึงคนที่มีความคดิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นคนท่แี ปลกไมเ่ หมือนใคร
อุษณยี ์ โพธิสุข และคนอ่ืนๆ (2544 : 31 - 33) ไดก้ ลา่ วถึงลกั ษณะผมู้ ีความคดิ สรา้ งสรรค์ดงั น้ี
1. ไมย่ อมให้ความรว่ มมอื ถา้ ไม่เห็นด้วย
2. ไมร่ ่วมกจิ กรรมทไี่ ม่ชอบ
3. ชอบทางานคนเดยี วเปน็ เวลานาน
4. มีความสนใจอยา่ งกวา้ งขวางในเรือ่ งตา่ งๆ
5. ชอบซกั ถาม
6. ชอบพูดเกี่ยวกบั ส่งิ ประดิษฐ์หรอื วธิ กี ารคดิ แบบใหม่
7. เบอื่ หน่ายความซา้ ซากจาเจ
8. กล้าทดลองทาเพื่อพิสจู นค์ วามคิดของตนเอง ถึงแมจ้ ะไมแ่ น่ใจผลทีใ่ นผลที่เกดิ ข้ึน
9. มอี ารมณ์ขนั อยเู่ นอื งนติ ย์
10. มอี ารมณอ์ อ่ นไหวง่าย
11. ซาบซงึ้ กบั สุนทรียภาพ เชน่ ซาบซึ้งในดนตรแี ละศลิ ปะตา่ ง ๆ เป็นตน้
12. ไมห่ งุดหงดิ กบั ความไร้ระเบียบหรือความยุ่งเหยงิ ท่ีคนอื่นทนไม่ได้
13. ไม่สนใจว่าตนเองจะแปลกจากคนอ่ืน
14. ชา่ งสังเกต ชา่ งจดจารายละเอยี ดสงิ่ ตา่ ง ๆ เป็นอย่างดี
15. ไม่ชอบการบงั คบั กาหนดกฎเกณฑ์ ตีกรอบความคดิ ให้ทาตามกตกิ าต่าง ๆ
16. ชอบเหม่อลอยสร้างจินตนาการ

ห น้ า | 11

17. ยอมรับความคดิ เห็นของผอู้ ื่นได้ ถ้าอธบิ ายเหตุผล
18. มคี วามคิดทเ่ี ปน็ อิสระ ไม่ชอบทาตามผอู้ ืน่
19. มีความคิดยืดหยุ่น คดิ ไดห้ ลายทิศทาง เช่น สามารถคิดแกป้ ัญหาเดยี วกนั ได้หลายวิธี เป็นตน้
20. สามารถคดิ และทาได้หลาย ๆ อยา่ งในเวลาเดยี วกัน
21. แสดงความคดิ ไดห้ ลากหลายในเร่อื งใดเรื่องหนึ่ง
22. ชอบสรา้ งแล้วร้อื รอ้ื แลว้ สร้างใหม่เพือ่ ความแปลกใหม่
23. ชอบมีคาถามแปลก ๆ ทา้ ทายใหค้ ดิ
24. ชอบคิดหรอื รเิ รมิ่ สรา้ งสรรคใ์ นส่งิ ใหม่ ๆ มากว่าคนอื่น
25. ชอบเปน็ คนแรกทีค่ ิดหรอื ทาเรอ่ื งใหม่
26. มีความรู้สึกรุนแรงเกย่ี วกับอิสรภาพและความเปน็ อิสระทางความคดิ
27. ชอบหมกมนุ่ อยกู่ ับความคิด
28. ในสายตาของคนท่ัวไปดวู า่ เปน็ คน “แปลก” กว่าคนอื่น
29. เหน็ ความเชอ่ื มโยง เหน็ ความสัมพันธ์ระหว่างสงิ่ ตา่ ง ๆ ทค่ี นทวั่ ไปมองไมเ่ ห็น
30. มคี วามวิจติ รพสิ ดารในการทาสง่ิ ตา่ ง ๆ
31. ชา่ งสงั เกต สามารถเหน็ รายละเอียดต่าง ๆ ท่คี นอ่ืนมองไมเ่ ห็น
32. สามารถผสมผสานความคิดหรือสง่ิ ทีแ่ ตกตา่ งเขา้ ดว้ ยกัน โดยไม่มใี ครคดิ และทามาก่อน
Logan and Logan (1971 : 6) กล่าวถึงลักษณะผู้มีความคิดสร้างสรรค์ว่ามีความคิดหลายแนวทาง
มีสติปัญญา มีอารมณ์ขัน เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดแบบอเนกนัย ช่างประดิษฐ์ ชอบทดลองชอบความ
ยุ่งยากซับซ้อน ชอบเส่ียง หัวรุนแรง มีความรู้สึกไว ต่อปัญหา ทางานดี อยากรู้อยากเห็น มีความสามารถใน
การค้นพบส่ิงใหม่ ๆ ไมช่ อบเลยี นแบบ มีอสิ ระ มคี วามอตุ สาหะ และมีจนิ ตนาการ
Evans and Macandless (1978 : 302) กล่าวถึงลักษณะของเด็กวัยรุ่นท่ีมีความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่า
เดก็ วยั ร่นุ ทม่ี ีความคดิ สร้างสรรคม์ ักจะมีความเชื่อมัน่ ในตนเองสูง เป็นคนท่ีเพ่ือน ๆ ให้การยอมรับ มีสติปัญญา
อยากรู้อยากเห็น มีอิสระในการตัดสินใจและพฤติกรรม การแสดงออกมา ชอบสังสรรค์งานสังคม มีมิตรไมตรี
กับคนท่ัวไป แต่มักจะไม่ลงรอย กับพ่อ - แม่ ชอบทางานใหม่ ๆที่ยากและซับซ้อน มีความอดทนในการทางาน
ด้ือร้ัน มีความรู้สึกไวต่อปัญหา ไม่ดันทุรังหรือวางอานาจ สนใจเร่ืองสุนทรียภาพ ชอบทางานให้ได้ผลและมี
อารมณ์ขนั
Ruggiers (1984 : 82 - 92) ทาการวิจยั พบว่า ผ้มู คี วามคิดสร้างสรรคม์ ีลักษณะ ดงั น้ี
1. เป็นผไู้ มอ่ ยู่น่ิง มีความอยากรอู้ ยากเหน็ สนุกสนาน และชอบประสบการณ์ ทแ่ี ปลกใหม่
2. เป็นคนกล้าหาญ ชอบผจญภัย เรียกคนลักษณะนีว้ ่าเปน็ ประสบการณ์เปิด เชน่ Adison, Kalileo
3. เปน็ คนเจ้าความคิด มีความสามารถทจ่ี ะคดิ และแกป้ ญั หาอย่างมีประสิทธภิ าพ
4. ทางานหนัก มีความมานะพยายาม
5. เปน็ อิสระ มีความแตกต่างจากคนอ่ืน

ห น้ า | 12

จากแนวคิดทกี่ ลา่ วมาพอสรปุ ได้ว่า คุณลักษณะของคนท่ีมคี วามคิดสร้างสรรคน์ น้ั จะเปน็ คนทช่ี ่างสงั เกต
มีความอยากรู้อยากเหน็ ซักถามในส่งิ ทส่ี งสยั ชอบคน้ คว้าศกึ ษา กล้าแสดงออกมีความเปน็ ตัวของตวั เองในการ
คิดการกระทา การแก้ปัญหา มีความสามารถในการหยั่งรู้ และมีความอดทนในการสร้างสิ่งใหม่ มีอารมณ์ขัน
อยู่เสมอ ซ่ึงลักษณะดังกล่าวสามารถส่งเสริม ให้เกิดข้ึนในตัวเด็กได้ โดยการส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด
กล้าแสดงออกอย่างเสรี

แนวทางการส่งเสรมิ ความคิดสร้างสรรค์
ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวเด็กทุกคน สามารถส่งเสริมให้พัฒนาข้ึนได้ ซึ่งมีผู้ศึกษา
เกยี่ วกบั การสง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ของเดก็ ดังน้ี
พัชรี วาศวิท (2535 : 62 - 63) ได้ศึกษาถึงปัจจัยและวิธีการท่ีจะส่งเสริมและการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ไว้ ดังนี้

1. การสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เด็กเกิดความรู้สึกเป็นสุข มีความเป็นกันเองกับครู ใช้ระบบ
ประชาธปิ ไตยในการปกครอง จะเปน็ การส่งเสริมใหเ้ ดก็ เกิดความคดิ สรา้ งสรรค์

2. วิธีสอนท่ีทาให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ คาพูดของครู วิธีการตั้งคาถามท่ีเป็นลักษณะถาม
ปลายเปิด การออกคาส่ังของครู การเปิดโอกาสให้เด็กใช้จินตนาการได้แสดงออกจะทาให้เด็กกล้าท่ีจะเสนอ
ความคดิ เห็นของตน ซ่ึงเป็นจดุ เริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์

3. การเสริมแรง เม่ือเด็กได้แสดงความคิดเห็นของตนเองแล้ว บางคร้ังความคิดของ เด็กอาจจะ
แปลก ผู้ใหญ่อาจจะแสดงออกในทางที่เป็นการทาลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก โดยไม่ได้ต้ังใจ เช่น ลงโทษ
ขบขัน ครจู ะตอ้ งตระหนักอย่เู สมอวา่ ควรหลีกเลีย่ งสง่ิ เหล่าน้ี แตค่ รู ควรจะมีการเสริมแรง เพอ่ื ให้เด็กเกิดความ
ภาคภูมใิ จมคี วามเชอื่ ม่ันในตนเองมากข้นึ

วิวัฒน์ โรยสกุล (2538 : 82) กล่าวถึง การท่ีจะส่งเสริมการสร้างสรรค์ของเด็ก ได้อย่างไรน้ัน
กระบวนการคิดในการสร้างสรรค์น้นั ไมใ่ ช่การคิดอย่างเลื่อนลอยหรือเพ้อฝนั แตเ่ ป็นการคิดที่มีจุดหมาย ดงั นั้น
วธิ กี ารสง่ เสรมิ ให้เด็กเกิดความคดิ สรา้ งสรรคไ์ ด้ คอื

1. ใหเ้ ลอื กเองเปิดโอกาสใหเ้ ดก็ รูจ้ ักเลือก และตัดสนิ ใจด้วยตนเองในบางโอกาส เชน่ เลอื กเขา้ ร่วม
กจิ กรรมต่าง ๆ ภายในโรงเรยี น ครูควรส่งเสรมิ ให้เด็กไดร้ จู้ กั และเลอื กตดั สนิ ใจดว้ ยตนเองได้

2. การแก้ปัญหาด้วยตนเอง ควรส่งเสริมให้เด็กมีประสบการณ์ในการผจญกับปัญหาความ
ยากลาบาก เพื่อทดสอบดูว่าเด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่ หรือจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร
(ควรเป็นปัญหาท่ีไม่ร้ายแรงหรอื ไม่เป็นอันตรายกับเดก็ ) เพ่ือว่าครูจะได้พิจารณาหาทางแนะนา และช่วยเหลือ
ตามที่เห็นสมควร

3. ให้คาชมเชย เม่ือเด็กได้ค้นพบหรือเรียนรู้ด้วยความคิดและวิธีการของตนเอง ครูควรพูดจา
ทานองรับรูต้ ่อความสาเร็จนัน้ ๆ หรอื กลา่ วยกยอ่ งชมเชยด้วยท่าที เตม็ ใจ จรงิ ใจ ไม่ใช่เฉยเมย เพ่ือให้เด็กจะได้
รสู้ กึ ภาคภูมใิ จในส่ิงท่ีกระทาได้ และจะมีกาลังใจปรบั ปรงุ ใหด้ ียงิ่ ขน้ึ ในคราวต่อไป

ห น้ า | 13

สงิ่ ทค่ี วรหลกี เลี่ยง
1. คาวพิ ากษว์ จิ ารณ์ การตาหนติ ิเตยี นว่ากล่าวโดยตรง
2. การใช้มาตรฐานของผใู้ หญเ่ ป็นเครอื่ งมือตดั สินช้ีขาดการกระทา
3. การแทรกแซงความคิดของเดก็ อย่างทันทีทันใด
4. การชว่ ยเหลอื เดก็ โดยท่เี ดก็ ไมไ่ ดข้ อร้อง
เยาวพา เดชะคุปต์ (2537 : 66 - 68) ไดเ้ สนอแนวทางในการส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์ ไวว้ ่าใหม้ ีอิสระ
ในการสารวจ ทดลองตามความต้องการ แต่ให้อยู่ในสายตาของพ่อ - แม่ เพราะประสบการณ์จะทาให้เด็กเกิด
การเรยี นรดู้ ้วยตนเอง เกดิ ทักษะและพัฒนาความม่ันใจดว้ ยตนเอง ช่วยเหลือให้เดก็ ประสบความสาเร็จและชื่น
ชมกับสิ่งที่เด็กทาขึ้นหรือค้นพบให้เด็กได้มีโอกาสเล่นบล็อกดินเหนียวหรือดินน้ามัน ซ่ึงจะช่วยส่งเสริม
จินตนาการมากกว่าเครอ่ื งเล่นสาเรจ็ รปู
อุษณีย์ โพธิสุขและคนอื่นๆ (2544:33 -35) กล่าวถึงองค์ประกอบที่สาคัญในการส่งเสริม ความคิด
สรา้ งสรรคท์ ี่ควรทาในการสอนดงั น้ี
1. กระบวนการคิด เป็นการสอนท่ีเพิ่มทักษะความคิดด้านต่าง ๆ เช่น ความคิด จินตนาการ
ความคิดเอกนัย ความคิดอเนกนัย ความคิดวิจารณญาณ ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสังเคราะห์
ความคิดแปลกใหม่ ความหลากหลาย ความคดิ ยืดหยนุ่ ความคดิ เหน็ ที่แตกตา่ งและการประเมินผล
2. ผลิตผล เป็นส่ิงที่ช้ีให้เราเห็นหลายสิ่งหลายอย่างของการคิด เช่น วิธีคิด ประสิทธิภาพทาง
ความคิด การนาเอาความรู้ไปสู่การนาไปใช้ จุดสาคัญในการสอนว่าจะพิจารณา เกณฑ์ของผลผลิตอย่างไรน้ัน
ควรจะมีการกาหนดให้นักเรียนรู้จักการระบุจุดประสงค์ของการทางาน รู้จักประเมินการทางานของตนเอง
อยา่ งใช้เหตผุ ล พยายาม และสามารถปรับใชไ้ ด้ในชวี ติ ประจาวนั จริง
3. องค์ความรู้พ้ืนฐาน คือให้โอกาสเด็กได้รับความรู้ผ่านสื่อและทักษะ หลายด้าน โดยใช้ประสาท
สัมผัสหรือความรู้ที่มาจากประสบการณ์ท่ีหลากหลาย และมีแหล่งข้อมูลท่ีต่างกัน ทั้งจากหนังสือ ผู้เช่ียวชาญ
การทดสอบด้วยตนเอง และท่ีสาคัญ คือ ใหเ้ ดก็ ไดส้ รา้ งความรู้จากตวั ของเขาเอง
4. สิ่งทที่ ้าทายนักเรียน คือหางานท่ีสรา้ งสรรค์และมีมาตรฐานให้เด็กได้ทา
5. บรรยากาศในช้ันเรียน คือต้องให้อิสรเสรี ความยุติธรรม ความเคารพในความคิดเห็น
ของนักเรียน ใหเ้ ดก็ มน่ั ใจวา่ จะไม่ถูกลงโทษหากมคี วามคิดท่แี ตกต่างจากครู หรอื คดิ ว่าครูไมถ่ ูกตอ้ ง ยอมให้เด็ก
ล้มเหลวหรอื ผิดพลาด (โดยไมเ่ กดิ อนั ตราย) แต่ต้องฝึกให้เรยี นรู้จากข้อผิดพลาดที่ผ่านมา
6. ตวั นักเรียน คอื สนับสนุนนักเรียนมคี วามเช่ือม่ันตนเอง ความเคารพตนเองกระหายใคร่รู้
7. การใช้คาถาม คอื ครูต้องสนบั สนนุ ให้นกั เรียนถามคาถามของเขา
8. การประเมินผล ครูต้องหลีกเลี่ยงการประเมินท่ีซ้าๆซากๆ หรือเป็นทางการอยู่ตลอด
และสนับสนุนให้เด็กประเมินการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง และประเมินรว่ มกับครู
9. การสอนและการจัดหลักสูตร ควรจะนาไปผสมผสานกับวชิ าการต่าง ๆ เพราะสามารถใช้ได้กับ
ทกุ วิชา ลองให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งท่ีไม่มีคาตอบที่ดีทีส่ ุด คาตอบทตี่ ายแล้ว คาตอบทค่ี ลุมเครือและเปล่ียนแปลงได้
งา่ ยๆ และให้ครเู ปน็ ผใู้ ห้การสนบั สนนุ และช่วยเหลอื เดก็ ไม่ใช่ผ้สู ่งั การและสอน

ห น้ า | 14

10. การจัดระบบในช้ันเรียน ให้เด็กได้ค้นคว้าความรู้ด้วยตนเองให้มากขึ้น ปรับระบบตารางเรียน
ให้ยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการและความสามารถที่หลากหลาย จัดกลุ่มการสอนหลาย ๆ แบบ
เช่น จับคู่ กลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ และสอนแบบเด่ียว นอกจากน้ี ควรจัดห้องเรียนให้แตกต่างกันไปในแต่ละเวลา
สถานที่ เช่น บางห้อง บางเวลา ไมม่ ที น่ี ่งั น่ังใกลก้ นั ไกลกนั นั่งขา้ งนอก เรียนทส่ี นาม เป็นตน้

อารี พันธ์มณี (2545 : 172) กลา่ วว่า กิจกรรมทส่ี ่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์ สามารถจดั ได้ทกุ วชิ า ตาม
หลกั สูตรท่ีกาหนดไว้ ซ่งึ แบ่งออกเป็นกจิ กรรมทางภาษาศิลปะ การเล่านทิ าน ดนตรี การเคล่อื นไหวเปน็ ต้น

Rogers (1959 : 78 - 80) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่สามารถบังคับให้เกิดข้ึนได้ แต่สามารถ
ส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้ Rogers ได้เสนอแนะแนวทางการจดั การเรียนการสอน เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ไว้
ดังน้ี

1. จดั ให้มภี าวะท่มี คี วามปลอดภยั ทางจิต โดยคานงึ ถึงกระบวนการ 3 กระบวนการ ไดแ้ ก่
1.1 ยอมรับในคุณคา่ ของเด็กแต่ละคน เคารพในความคิดเหน็ และเช่อื มั่นในตวั เด็กอย่างไม่มเี งื่อนไข
1.2 สร้างบรรยากาศท่ผี ่อนคลาย ไม่มีการวัดและการประเมิน เพือ่ ทกุ คนทางานดว้ ยความสบายใจ

ไม่ต้องห่วงหรือวิตกว่าจะได้คะแนนไม่ได้ดี ทาให้รู้สึกเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงออกท้ังความคิด
และการกระทาอย่างสร้างสรรค์ได้เป็นอยา่ งดี

1.3 มีความเขา้ ใจในผลงาน โดยเฉพาะการสรา้ งสรรค์สิ่งแปลก ๆ
2. จัดให้มีภาวะท่ีมีเสรีภาพในการแสดงออก เช่น การพูด การแสดงออก หรือการทาสิ่งท่ีมีลักษณะ
แปลกใหม่ จะเห็นได้ว่าความคิดสร้างสรรค์เปน็ คุณสมบัติที่มีอยใู่ นตัวเด็กทุกคน และสามารถส่งเสริมใหพ้ ัฒนา
ไดโ้ ดยการสอน ฝกึ ฝน อบรม นอกจากนค้ี วรสรา้ งบรรยากาศ และจดั สงิ่ แวดลอ้ มใหเ้ อ้อื ตอ่ การเรยี นรู้
3. การให้อิสระ การส่งเสริมความเป็นอิสระทางด้านความคิดและการกระทาให้เด็กมีโอกาสเลือกคิด
ตัดสนิ ใจ แสดงความคิดเหน็ และผใู้ หญย่ อมรับการตัดสินใจของเด็ก หากจะไม่เป็นการถูกต้องผู้ใหญ่ก็ควรคอย
ช้ีแนะให้แนวทางท่ีถูกต้องและด้วยวิธีการประนีประนอม ยืดหยุ่น และปรับให้เหมาะสม ไม่ใช่การบีบบังคับ
ขู่เข็ญ และใช้อานาจบังคับให้เด็กยอมทาตาม ต้องสนับสนุนให้เด็กกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าแสดงออก
และสามารถคิดสร้างสรรคไ์ ด้
4. การสร้างความเชื่อม่ันในตนเอง มักจะมีส่วนสนับสนุนให้เด็กประสบความสาเร็จได้มาก ผู้ใหญ่จึง
แสดงความชื่นชมในสิ่งท่ีเด็กปฏิบัติ พยายามส่งเสริมให้เด็กประสบความสาเร็จ ตามความสามารถ
ขณะเดียวกันการใหร้ างวลั ชมเชย ให้กาลังใจ ซงึ่ จะทาให้เดก็ เกดิ ความเชอื่ มั่นในตนเอง
5. การตอบคาถามความอยากรู้อยากเห็น เป็นลักษณะท่ีสาคัญของเด็กท่ีมคี วามคิด สรา้ งสรรค์ เด็กจะ
แสดงออกด้วยการ ร้ือ ค้น ทดลอง และซักถาม ผู้ใหญ่ไม่ควรดุด่าหรือว่ากล่าว แต่ควรกระตือรือร้น
แสดงความสนใจต่อคาถาม และนอกจากตอบคาถามแก่เด็กแล้วควรหาทางกระตุ้นให้เด็กคิดหาคาตอบด้วย
ตนเอง ซ่ึงจะเป็นแนวทางหนึ่งท่ีช่วยต่อเนื่องความคิดเห็นของเด็กให้พัฒนาข้ึน และขณะเดียวกันพ่อแม่ควร
ถามเด็กด้วยคาถามท่ีทาให้เกิดคาตอบท่ีหลากหลาย การให้อิสระไม่เคร่งครัดกับเด็ก ทาให้เด็กกล้าเล่นและทา
ตามทต่ี นคิด

ห น้ า | 15

6. การรู้จักช่วยตนเอง การฝึกให้เด็กรู้จักช่วยตนเองตามวัยด้วยการลงมือทาส่ิงต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะ
ทาให้เด็กมีลักษณะที่มุ่งความสาเร็จสูง มีความพยายามมานะบากบั่น ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใดง่าย ๆ หรือที่เรียกว่า
มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิสูง ซ่ึงเป็นลักษณะท่ีสาคัญของความคิดสร้างสรรค์ ผลจากการศึกษาพบว่าการฝึกให้เด็ก
รู้จักช่วยตนเองในชว่ งอายุ 2 - 4 ขวบ จะทาให้เด็กมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธคิ์ ่อนข้างถาวร การส่งเสริมให้เด็กได้ลง
มือปฏิบัติ กล้าเล่นตามท่ีตนคิดและถ่ายทอ ความคิดออกมาเป็นผลงาน เหล่านี้ล้วนช่วยให้เด็กมีความคิด
สร้างสรรค์

Torrance (1970 : 7-9) ได้เสนอกจิ กรรมทส่ี ่งเสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ไว้ 3 ลักษณะคอื
1. ลักษณะความไม่สมบูรณ์การเปิดกว้าง (Incompleteness Openness) พ้ืนฐานแรกที่สุด
ในกิจกรรมกระบวนการเรยี นรู้ โดยวธิ กี ารสร้างสรรคแ์ ละการแก้ปัญหา คือความไม่สมบรู ณ์หรือความเปิดกว้าง
มีเทคนิควิธีการสอนหลายวิธที ี่จะก่อให้เกิดการคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัย ความไม่สมบูรณ์ ไปกระตุ้นการเรยี นรู้
ให้อยากรู้เพม่ิ ขึ้นเร่อื ย ๆ โดยปกตเิ ทคนคิ วธิ กี ารสอนแบบนจ้ี ะใชไ้ ดผ้ ลในตอน ก่อนเริ่มบทเรยี น การใหก้ ารบา้ น
และการทากิจกรรมการเรียนอนื่ ๆ
2. ลักษณะการสร้างหรือผลิตบางสิ่งบางอย่างข้ึนมา (Producing Something and Using) คือ
การให้ผู้เรียนสร้างหรือผลิตผลงานบางอย่างขึ้นให้เป็นประโยชน์ ซ่ึงวิธีน้ีเป็นวิธีหลักที่ Torrance นามาใช้กับ
นกั เรียนระดบั ประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษาตอนต้น
3. ลักษณะการใช้คาถามของเด็ก (Using Pupil Question) ความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ๆ ทาให้
เขาถามคาถามต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ถามคาถาม และครตู ้องยอมรับวา่ ไม่มีอะไรที่
จะเป็นรางวลั แก่เดก็ มากไปกวา่ การท่เี ขาได้ค้นพบคาตอบท่ีเขาถาม แตม่ ไิ ด้หมายความว่าครจู ะต้องตอบคาถาม
ในทันทีทันใดทุกคร้ัง แต่ครูควรจะหาวิธีย่ัวยุหรือ ใช้คาถามกลับ เพื่อให้เด็กหาคาตอบเองจากแหล่งท่ีเด็ก
สามารถค้นหาคาตอบด้วยตวั ของเขาเอง เป็นอีกวิธหี นง่ึ ทเ่ี ด็กจะพอใจและเรยี นรูอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์
Williams (1971 : 42) กล่าวว่า การสอนเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นการสอน ให้เด็กรู้จักการ
คิด การแสดงความรู้สึกและการแสดงออกในวิถีทางของความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้เขายังอธิบายว่า
การสอนเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์น้ันมิใช่ การสอนท่ีสอนในวันนี้แต่ในวันพรุ่งนี้เลิกสอน และไม่ใช่การ
สอนทส่ี อนในปีนแี้ ล้วต่อไปเด็กกล็ มื แต่การสอนเพื่อใหเ้ กดิ ความคิดสรา้ งสรรคน์ ั้นจะตอ้ งสอนอยา่ งต่อเนื่องกัน
ไปเป็นลาดับในทางตรงได้แก่ การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในทางอ้อม ได้แก่ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
ตลอดจนความเข้าใจในเรื่อง การผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็กระดับและ
ความสามารถในการแสดงออก
Williams (1970, อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี 2545 : 145 - 164) ความคิดสร้างสรรค์ องนักเรียนน้ัน
Williams ได้ศึกษาเรื่องการสอนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซ่ึงกาลังได้รับความนิยมในประเทศ
สหรัฐอเมริกา รูปแบบการสอนของเขาเป็นที่รู้จักกันในช่ือว่า Williams Cube CAI Model อันเป็นรูปแบบ
การสอนให้เด็กรู้จักคิดการแสดงความรู้สกึ และการแสดงออกในวิถีทางของความคิดสร้างสรรค์ (A Model for
Implementing Cognitive-Affective Behavior in the Classroom) รูปแบบการสอนน้ีแบ่งออกเป็น 3 มิติ
ดังน้ี

ห น้ า | 16

มิติที่ 1 ด้านเนื้อหา (Content) หมายถึง ในการสอนเพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์น้ัน ยังคงยึด
หลกั สตู รเปน็ แกนและจดั การสอนใหส้ อดคลอ้ งกบั เน้ือหาที่กาหนดไวใ้ นหลกั สตู ร

มิติที่ 2 ด้านพฤติกรรมการสอนของครู (Teacher Behavior) หมายถึง ในการสอนของครูเพ่ือพัฒนา
ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กน้ัน Williams เน้นเทคนิควิธีสอนและการเสนอกิจกรรมอันเป็นหัวใจสาคัญในการ
เสริมสร้างพฤติกรรมสร้างสรรค์ เขากล่าวว่าครูสามารถสอนเนื้อหาวิชาท่ีกาหนดในหลักสูตรและใช้เทคนิควิธี
สอนการจัดกิจกรรมท่ีมุ่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เขาได้เสนอเทคนิควิธีสอนและการจัดกิจกรรมไว้ถึง 18
ลักษณะ

มิติท่ี 3 ด้านพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน (Pupil Behavior) หมายถึง ในการสอนเพื่อพัฒนา
พฤติกรรมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนนั้น Williams ให้ความสาคัญทั้งทางด้านสติปัญญาและด้านจิตใจ
หรอื ความรสู้ ึกของเดก็ ซง่ึ ความสัมพันธก์ ันอย่างใกลช้ ิด โดยเขาแบง่ พฤติกรรมออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

ลักษณะที่ 1 ด้านความรู้ ความเข้าใจ หรือสติปัญญา (Cognitive Behavior) ซ่ึงเป็นการ
เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมทางด้านกลไกและการทางานของสมอง แบง่ ออกเปน็ 4 ด้าน ดงั นี้

1.1 ความคดิ คลอ่ งตัว (Fluent Thinking)
1.2 ความคิดยืดหยุ่น (Flexible Thinking)
1.3 ความคดิ รเิ ร่มิ (Original Thinking)
1.4 ความคดิ ละเอียดลออ (Elaborative Thinking)
ลักษณะท่ี 2 ด้านความรู้สึกหรือด้านจิตใจ (Affective Behavior) ซึ่งเป็นการเปล่ียนแปลง
พฤตกิ รรมทางด้านความรสู้ กึ เจตคติ คา่ นยิ ม เปน็ ตน้ ซงึ่ แบง่ ออกเปน็ 4 ดา้ น ดงั น้ี
2.1 ความอยากรูอ้ ยากเหน็ (Curiosity)
2.2 ความพร้อมที่จะเสย่ี ง (Risk Taking)
2.3 ความพอใจทจ่ี ะทาสิ่งที่ซับซอ้ น (Complexity)
2.4 ความคดิ จนิ ตนาการ (Imagination)
Williams ยังคงใหค้ วามสาคัญในการยึดหลักสูตรเป็นเกณฑ์ในการสอนความคิด สร้างสรรค์ โดยแสดง
ใหเ้ หน็ ว่าความคดิ สร้างสรรคส์ ามารถสอนแทรกได้ในทุกเนื้อหาวิชาของหลักสูตร
มติ ทิ ่ี 2 ดา้ นพฤตกิ รรมการสอนของครู (Teacher Behavior)
ในการสอนของครูเพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กน้ัน Williams เน้นพฤติกรรมการสอน
ของครูด้วยการจัดการเรียนการสอนและใช้กลยุทธ์กลวิธีในการสอนให้เหมาะสม เขาได้เสนอกลวิธีสอนและ
การจดั กิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ กัน ถงึ 18 ลักษณะ ดงั น้ี
1. การสอน (Paradox) หมายถึง การสอนเกย่ี วกับความคิดเห็นในลักษณะ
- ความคิดเหน็ ซึ่งขัดแยง้ ในตัวเอง
- ความคดิ เห็นซึ่งค้านกบั สามญั สานกึ
- ความจรงิ ทยี่ ากจะเชอื่ ถือหรอื อธิบายได้
- ความจริงทีย่ ากจะเชือ่ ถอื หรอื อธิบายได้

ห น้ า | 17

- ความเห็นหรอื ความเช่อื ทฝ่ี ังใจมานาน
อน่ึงลักษณะหรือความคิดเห็น ข้อความหรือข้อสังเกตเหล่านี้อาจเปล่ียนแปลงได้ ตามสภาพการณ์
แม้ว่าค่อนข้างจะหาข้อยุติได้ยาก แต่ท้ังน้ีย่อมขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ประกอบ สนับสนุนหรือคัดค้านข้อคิดเห็นนั้น
การคิดในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะเปน็ การฝกึ วิธีการประเมินค่าระหวา่ งข้อมลู ที่แท้จริงแล้วยังช่วยให้คิดใน
ส่ิงท่ีแตกต่างไปจากรูปแบบเดิมที่เคยมีเป็นการฝึกอบรมมองสิ่งในรูปแบบเดิมให้แตกต่างออกไปและเป็น
การส่งเสริมความคิดเห็นไม่คล้อยตามกันโดยปราศจากเหตุผล ดังนั้นในการสอนครูจึงควรกาหนดหรือให้
นักเรียนรวบรวมและเลือกข้อคิดเห็น หรือคาถามแล้วให้นักเรียนแสดงทักษะด้วยการจัดอภิปรายโต้วาทีหรือ
แสดงความคิดเห็นในกลมุ่ ยอ่ ยกไ็ ด้ เชน่

- คนจนไมม่ คี วามสุข
- ผูห้ ญงิ เป็นช้างเท้าหลัง
- คนเก่งไม่มีใครชอบ
2. การพิจารณาลักษณะ (Attribute) หมายถึง การสอนให้นักเรียนคิดพิจารณาถึง ลักษณะต่าง
ๆ ท่ีปรากฏอยู่ทั้งของมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ ในลักษณะที่แปลกแตกต่างไปกว่าที่เคยคิด รวมทั้งในลักษณะท่ีคาด
ไมถ่ งึ ด้วยกไ็ ด้ เช่น

- ลองพิจารณาสิ่งที่กาหนดให้ต่อไปนี้ โดยคิดหาส่วนใดส่วนหน่ึงที่เห็นว่าแปลกประหลาด
ไม่เหมอื นอย่างอืน่ ของดินสอ ยางลบ หนังสือ

- ลองวิเคราะห์ประวัติบุคคลสาคัญหลังจากได้ฟังประวัติบุคคลสาคัญ พร้อมท้ังให้ลาดับ
ลักษณะนิสัยมาดว้ ย

3. การเปรยี บเทยี บอุปมาอปุ มัย (Analogies) หมายถึง การเปรียบเทียบสิง่ ของหรือ สถานการณ์
ท่ีเหมอื นกนั คลา้ ยคลงึ กนั แตกตา่ งกนั หรือตรงกันขา้ ม อาจเป็นคาเปรยี บเทียบคาพงั เพย สภุ าษติ ก็ได้ เชน่

- ลองเปรียบเทียบมนุษยแ์ ละสัตว์ว่ามีวิธกี ารดารงชีวติ เหมือนกนั หรอื แตกตา่ งกันอยา่ งไรบ้าง
- ลองคดิ ดูว่าชอ้ นกับรถยนตม์ ีลักษณะเหมือนกนั อย่างไร
- ลองคิดหาคาซ่ึงเกี่ยวเนื่องกันหรือคู่กันมาเติม หญิงคู่กับ...(ชาย) พระอาทิตย์ คู่กับ...
(พระจนั ทร์) ชอ้ นใช้กนิ ขา้ ว
4. การบอกสงิ่ ทคี่ ลาดเคลอ่ื น (Discrepancies) ไปจากความจริง หมายถงึ การแสดงความคิดเห็น
ระบบุ ่งช้ถี ึงสิ่งท่ีคลาดเคลอื่ นจากความจริงหรอื ขาดตกบกพรอ่ ง ผดิ ปกติ หรอื สิง่ ทย่ี งั ไม่สมบรู ณ์ เชน่
- ให้เด็กดูภาพแล้วให้นึกถึงสถานท่ีอาศัยของสัตว์ เช่น เม่ือนึกถึงป่า นก นางนวลนึกถึงทะเล
ลงิ นึกถงึ ต้นไม้ เปน็ ต้น
- ให้เด็กดูภาพแล้วให้ลองนึกถึงสถานท่ีอ่ืน ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสัตว์ต่อไปน้ี เช่น อูฐเดินบน
หมิ ะ (แทนทีจ่ ะอยู่ในทะเลทราย) ปลากระโดดในทะเลทราย (แทนทจี่ ะอยูใ่ นนา้ )
- สมมติว่านักเรียนเป็นแมวที่เจ้าของลืมให้อาหาร ลองคิดดูว่าแมวจะมีวิธีหาอาหาร
อยา่ งไรบา้ ง

ห น้ า | 18

5. การใช้คาถามย่ัวยุและกระตุ้นให้ตอบ (Provocative Question) หมายถงึ การต้ังคาถามแบบ
ปลายเปดิ และเปน็ คาถามท่ยี ัว่ ยุและเร้าความรู้สึกนึกคิดใหช้ วนคดิ ค้นควา้ เพื่อให้ได้ความหมายท่ีลึกซึ้งสมบูรณ์
ท่ีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คาถามลักษณะเช่นนี้จะสามารถตอบได้ถูกมากกว่าหน่ึงข้อ หรือไม่มีคาตอบท่ีถูกเพียง
คาตอบเดียวแตม่ หี ลายๆ คาตอบโอกาสทนี่ ักเรียนจะตอบถกู มีมากกวา่ หนึง่ คาตอบ ซึง่ จะเปน็ การส่งเสริมความ
กล้าให้นักเรียนกล้าตอบกล้าคิดและ เช่ือว่าตนจะไม่ถูกหัวเราะเยาะแน่นอน คาถามที่ถามมักจะลงท้ายว่า มี
วิธีการใดบ้าง มีประโยชน์ อย่างไรบ้าง มีอะไรมากกว่านี้อีก ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง เช่น ถ้าสัตว์พูดได้ อะไรจะ
เกดิ ขน้ึ ถา้ ฝนตก ตลอดปีโดยไม่หยดุ เลยอะไรจะเกิดขึน้

6. การเปล่ียนแปลง (Example of Change) หมายถึง การฝึกให้คิดถึงการเปลี่ยนแปลง คัด
แปลง การปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ที่คงสภาพมาเป็นเวลานานให้เป็นไปในรูปแบบอื่น และเปิดโอกาส ให้
เปล่ียนแปลงดว้ ยวธิ ตี า่ ง ๆ อยา่ งอิสระ เช่น

- ให้สุนัขของเล่นมาแล้วให้คิดดัดแปลงตามใจชอบเพื่อให้สุนัขเป็นของเล่นที่ถูกใจและเล่น
ดว้ ยอย่างสนกุ สนาน

- ลองให้นักเรียนคิดสูตรใหม่ๆของส่ิงต่างๆเช่น สูตรการทาขนมต่างๆ สูตรเครื่องด่ืมใหม่ๆ
เป็นต้น

- ถา้ แผน่ ดินไหวเกิดขน้ึ ในประเทศไทย แทนทจ่ี ะเป็นในประเทศญี่ปนุ่ ชวี ติ ของประชาชนคน
ไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

7. การเปล่ียนแปลงความเชื่อ (Example of Habit) หมายถึง การฝึกให้นักเรียนเป็นคนมี
ความยืดหย่นุ ยอมรับการเปล่ยี นแปลงคลายความยดึ ม่นั ตา่ งๆ เพ่อื ปรบั ตนเขา้ กบั สภาพการณ์ใหม่ๆ เชน่

- การทีส่ งั คมไม่กา้ วหนา้ เพราะเราไม่ยอมเปลยี่ นความคิดเกา่ ๆ ขอ้ ใดบา้ ง
- ถ้าโลกนีไ้ มม่ ีโทรทศั น์ คนเราจะเป็นอย่างไรบ้าง
8. การสร้างสิ่งใหม่จากโครงสร้างเดิม (An Organized Random Search) หมายถึง การฝึกให้
นักเรยี นรู้จกั สร้างส่งิ ใหม่ ๆ กฎเกณฑ์ใหม่ ความคดิ ใหม่ โดยอาศัยโครงสร้างเดิม หรอื กฎเกณฑเ์ ดิมทเ่ี คยมี แต่
พยายามคิดพลิกแพลงให้ตา่ งไปจากเดิม เช่น
- ใหน้ กั เรยี นฟงั นทิ านเร่อื งราวตา่ งๆ แลว้ ลองใหแ้ ต่งเร่ืองใหมท่ งั้ ในรูปร้อยแกว้ และร้อยกรอง
- ให้นกั เรียนฟงั เรอื่ งคา้ งแล้วต่อเรอ่ื งตอนทา้ ยใหจ้ บ
9. ทกั ษะการค้นคว้าหาขอ้ มูล (The Skill of Search) หมายถึง การฝึกให้นกั เรยี นรจู้ กั การสารวจ
เพ่อื หาข้อมลู ซงึ่ แบ่งออกเปน็
9.1 การค้นคว้าแบบนักประวัติศาสตร์ (Historical Search) เป็นการศึกษาค้นคว้า
หรอื สารวจวิธีการปฏิบตั กิ นั มาแตด่ ึกดาบรรพ์
9.2 การค้นคว้าแบบบรรยาย (Descriptive Search) เป็นการลองคิดหาวิธีใหม่ แบบลองผิด
ลองถกู กอ่ นคน้ พบแลว้ จึงเสนอผลงาน
9.3 การค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ (Experimental Search) เป็นการสารวจ ค้นคว้าโดย
การตั้งสมมตฐิ านแล้วหาขอ้ มลู เพ่อื พสิ จู น์สมมติฐานแล้วจงึ เสนอผลการศึกษาท่ีไดร้ ับ เช่น

ห น้ า | 19

- ลองคิดวา่ ทาไมไมจ้ ึงลอยไดใ้ นนา้ แต่เหล็กจมในนา้
- ลองทดลองเล้ยี งหนอนผีเสอื้ แล้วบนั ทกึ การเจรญิ เตบิ โต
10. การคน้ หาคาตอบจากคาถามทก่ี ากวมไมช่ ัดเจน (Tolerance for Ambiguity) เปน็ การฝึกให้
นักเรียนมีความอดทนและพยายามท่ีจะค้นหาคาตอบต่อปัญหาท่ีกากวมหรือเป็นสองนัย ลึกลับหรือท้าทาย
ความนึกคดิ ตา่ ง ๆ เชน่
- สมมติว่ากาลังอยู่ในเวทีของการประกวดนางงามจักรวาล ชมการประกวดนางงามอยู่
ลองคดิ คาสนทนาของคนสองคนซงึ่ อาจเกดิ ขน้ึ
- ลองตอ่ เติมภาพจากสว่ นที่กาหนดให้สมบรู ณ์
11. การแสดงออกจากการหยั่งรู้ (Intuitive Expression) เป็นการฝึกให้รู้จักการแสดงความร้สู กึ
ความคดิ ความรู้สกึ ท่เี กิดจากมีสิง่ เร้าอวยั วะรับสมั ผสั ทงั้ ห้า เชน่
- คภู าพคนในอริ ิยาบถต่าง ๆ แล้วใชค้ วามรสู้ กึ ช่วยกันเอาภาพนนั้ ๆ
- สมมติว่าเป็นส่ิงไม่มีชีวิต แล้วให้บอกความรู้สึก เช่น เป็นนาฬิกา ดินสอ ร่ม กระดาษ
เป็นตน้
12. การพฒั นาตน (Adjustment of Development) หมายถงึ การฝึกให้นักเรียนรจู้ ัก พิจารณา
ศึกษาดูความพลาดพลั้ง ล้มเหลว ซึ่งเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ต้ังใจก็ตาม แล้วหาประโยชน์จากความผิดพลาด
หรือข้อบกพร่องของตนเองหรือของผู้อ่ืนหรือใช้ความผิดพลาดหรือ ข้อบกพร่องของตนเองหรือใช้ความ
ผิดพลาดเป็นบทเรยี นนาไปสู่ความสาเรจ็ เชน่
- ลองศึกษาประวัติบุคคลสาคัญของนักวิทยาศาสตร์ทั้งในปัจจุบันและอดีต เก่ียวกับ
ความผิดพลาดหรือความล้มเหลวท่ีเขาได้และจากความผิดพลาด ความพ่ายแพ้ เราจะนามาเป็นข้อคิดข้อ
เตือนใจอยา่ งไร เราจึงจะไดร้ บั ประโยชนแ์ ละประสบความสาเร็จ
- ลองเดาหรือทายส่ิงของท่ีอยู่ในกล่องด้วยการฟังเสียงเขย่าและให้บอกใบ้แก่นักเรียน
ได้บ้างเช่น เปน็ เครือ่ งใชห้ รอื ของเลน่ เปน็ ต้น
13. ลักษณะบุคคลและกระบวนการคิดสร้างสรรค์ (Creative Person and Process) หมายถึง
การให้ศึกษาประวัติบุคคลสาคัญท้ังในแง่ลักษณะพฤติกรรมและกระบวนการคิดตลอดจน วิธีการและ
ประสบการณ์ของเขาดว้ ย เช่น
- เปรียบเทียบประวัติบุคคลสาคัญ 2 คน หลังจากการอ่านหรือฟังประวัติแล้วให้
เปรียบเทียบลักษณะนิสัยของคนทั้งสองว่าเหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไร และอะไรเป็นจุดสาคัญในชีวิต
ของเขา
14. การประเมินสถานการณ์ ( Evaluate Situation) หมายถึง การฝึกให้หา คาตอบ
โดยคานึงถึงผลท่ีเกิดขึ้นและความหมายเก่ียวเน่ืองกัน ด้วยการตั้งคาถามว่าถ้าสิ่งนี้เกิดข้ึนแล้วจะ เกิดผล
อยา่ งไร เช่น
- ถ้าทา่ นไปโลกพระจันทร์ ทา่ นจะนาอะไรตดิ ตัวไปบ้าง
- ใหเ้ ลือกวสั ดุ 2-3 อยา่ ง เชน่ กระดาษ โบ สาลี ท่านประดิษฐ์เปน็ อะไรได้บ้าง

ห น้ า | 20

15. พัฒนาทักษะการอ่านอย่างสรา้ งสรรค์ (A Creative Reading Skill) หมายถึง การฝึกให้รู้จัก
คดิ แสดงความคิดเหน็ แสดงความรสู้ ึกนกึ คิดตอ่ เร่ืองท่อี ่านในการอ่านหนงั สอื ประกอบทุก ๆ วชิ า ควรสง่ เสริม
และให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกต่อเรื่องที่อ่าน มากกว่าและมุ่งทบทวนข้อมูลต่าง ๆ ท่ีจา
ไดห้ รอื เขา้ ใจ เช่น

- ให้นักเรียนอา่ นหนงั สือ บทความแล้วแสดงความรู้สกึ ตอ่ สิง่ ทอ่ี า่ น
- เลือกเหตุการณ์ที่น่าสนใจจากหนังสือพิมพ์แล้วให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น
เก่ียวกับเหตุการณ์ได้หลาย ๆ คาถาม แล้วพยายามหาคาตอบด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลต่อไปเกี่ยวกับ
เหตกุ ารณ์
16. พัฒนาการฟังอย่างสร้างสรรค์ (A Creative Listening Skill) หมายถึง การฝึกให้เกิด
ความรสู้ กึ นกึ คิดในขณะที่ฟังหลังจากการฟังบทความ เรื่องราว ดนตรี เพอื่ เปน็ การศึกษาข้อมูลความรู้ซึ่งโยงไป
หาสง่ิ อื่น ๆ ต่อไป เช่น
- ให้นกั เรียนฟังบทความจากวทิ ยุ โทรทัศน์ เทป แลว้ แสดงความคิดเหน็ จากเร่ืองท่ีได้ยิน
ไดฟ้ ัง
- ใหน้ ักเรียนฟงั เรื่องราว บทความแล้วแต่งเรื่องเสียใหม่ โดยอาศัยความคิดเดมิ
17. พัฒนาการเขยี นอย่างสรา้ งสรรค์ (Creative Writing Skill) หมายถงึ การฝึกให้แสดงความคิด
ความรสู้ กึ และจนิ ตนาการด้านการเขยี นบรรยายหรือพรรณนาให้เหน็ ภาพชัดเจนเชน่
- กาหนดคามาให้แล้วให้นักเรียนแต่งเรื่องจากคาเหล่านั้น - ให้ต่อเติมจากประโยคท่ี
กาหนด เช่น ในคนื เดอื นหงาย....
- ถา้ ท่านเป็นเสอ้ื กนั ฝนทีเ่ ดินไปขณะทฝี่ นตกหนกั ท่านคิดว่าจะร้สู ึกอยา่ งไร
18.ทักษะการมองภาพในมิติต่าง ๆ (Visualization Skills) หมายถึง การฝึกให้แสดง ความรู้สึก
นกึ คิดจากภาพในแง่มมุ แปลกๆ ใหม่ ๆ ไม่ซ้าของเดมิ
- ลองวาดภาพจากส่ิงเรา้ ที่กาหนด เช่น สามเหลีย่ ม วงกลม สีเ่ หลีย่ ม
- ลองวาดภาพต่อเติมใหส้ มบรู ณ์จากเสน้ ท่ีกาหนดให้ อาจเป็นเสน้ ตรง เสน้ โคง้
มิติที่ 3 ด้านพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน (Pupil Behavior) หมายถึง จากการท่ีครูได้จัด
กระบวนการเรียนการสอนตามเนื้อหาวิชาต่างๆ แล้วพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนด้านความคิด
สร้างสรรค์ จะต้องเกิดข้ึนท้ังด้านสติปัญญาและด้านความรู้สึกหรือเจตคติ ซ่ึง Williams ได้แบ่งพฤติกรรมการ
เรียนของนกั เรียนออกเปน็ 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี
ลักษณะที่ 1 ด้านความรู้ความเข้าใจ หรือสติปัญญา หมายถึง นักเรียนต้องเกิดการ
เปลย่ี นแปลงทางดา้ นกลไกของสมองใน 4 ด้าน ดังตอ่ ไปนี้
1.1 ความคิดคล่องตัว (Fluent) หมายถึง ความคิดคล่องหรือความคล่องตัวใน การคิด
ตอบสนองต่อส่ิงเร้าให้ได้มากท่ีสุด ความคิดคล่องตัวเน้นปริมาณการคิด กล่าวคือความคิดย่ิงมีปริมาณมาก
เทา่ ใดก็ยิง่ มีปริมาณมากเทา่ นนั้ เช่น จงบอกประโยชนข์ องกระป๋องมาให้มากทสี่ ดุ

ห น้ า | 21

คาตอบ
กระป๋องใส่น้า ถังใส่ข้าวสาร ตะกร้าผง ขันน้า กระถางต้นไม้ เจาะรูทาเป็นบัว รดน้าต้นไม้
ภาชนะใส่น้าตาล เกลือ แป้ง ตะกร้าใส่เครื่องเย็บปักถักร้อย ที่เก็บเงิน ถังใส่ผ้าเป้ือน ท่ีใส่เครื่องเขียน ใส่เม็ด
กรวดทรายเข้าไปทาเป็นเคร่ืองเขย่าฟังเสียง หรือเป็นอุปกรณ์การสอน ดนตรี หรือเครื่องฟังแยกเสียงแก่เด็ก
ทาเป็นล้อรถ ทาเป็นของเล่น ทาเป็นเปา้ สาหรบั ปา ฯลฯ จากจานวนทต่ี อบกถ็ อื ว่าเป็นการตอบสนองตอ่ คาถาม
นับไดว้ ่าจานวน 20 อยา่ ง จัดเป็นความคดิ คล่องตวั
1.2 ความคิดยืดหยุ่น (Flexible Thinking) หมายถึง ความยืดหยุ่นในการคิดและการกระทา
การปรับความคิดให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น ในที่น้ีคือปริมาณของจาพวกกลุ่มหรือประเภทท่ี
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าและเช่นเดียวกับความคิดคล่องตัว คือ เน้นปริมาณเช่นกัน แต่เป็นปริมาณของประเภท
กล่าวคือ คาตอบย่ิงมากประเภทยิ่งดี หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่าเป็น ความสามารถในการคิดตอบสนองต่อส่ิงเร้า
ให้ได้มากประเภทที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซ่ึงคาตอบมี ความหลากหลาย และแตกแยกแขนงออกได้หลายแขนง
เชน่ จงบอกประโยชนข์ องกระป๋องมาให้ มากทส่ี ุด
คาตอบ
ประเภทท1่ี ภาชนะ ภาชนะใส่เครอื่ งเย็บปกั ถกั รอ้ ย ภาชนะใส่น้าตาล แปง้ เกลอื ฯลฯ
ประเภทท่ี 2 เคร่ืองใช้สาหรับปลูกต้นไม้ : บวั รดน้า กระถาง
ประเภทท่ี 3 ของเล่น
ประเภทท่ี 4 อปุ กรณ์ทางดนตรี
ประเภทท่ี 5 เครื่องใชภ้ ายในบ้าน : ตะกรา้ ผลไม้ ถังใส่ ผ้ากันเป้อื น ฯลฯ
1.3 ความคิดริเร่ิม (Original Thinking) หมายถึง ความคิดแปลกใหม่ ไม่ซ้ากับความคิดของ
คนอ่ืน และแตกต่างจากความคิดธรรมดา ความคิดริเริ่มอาจเกิดจากการคิดของเดิมที่มี อยู่แล้วคิดให้แปลก
แตกต่างกว่าที่เคยเป็น หรือสามารถพลิกแพลงให้กลายเป็นส่ิงใหม่ที่ไม่เคยคาดคิด ความคิดริเริ่มอาจจะเป็น
การนาเอาความคิดเก่ามาปรุงแต่ง ผสมผสาน จนเกิดเป็นของใหม่ ก็ได้ ความคิดริเริ่มมีหลายระดับ แต่เป็น
ความคดิ ครงั้ แรกทีค่ ิดได้หรือเกิดขน้ึ กับตนเองโดยไม่มีใครสอน แมค้ วามคดิ นน้ั จะเคยมีคนคิดมาก่อนแลว้ ก็ตาม
ก็คงจัดเป็นความคิดริเริ่ม หรือความคิด แตกต่าง อาจใช้เกณฑ์ของคาตอบที่เกิดข้ึนร้อยละ 1-5 ของจานวน
ท้ังหมดและคาตอบท่ีเป็นสาระ ก็จัดเป็นความคิดริเร่ิม
1.4 ความคิดละเอียดลออ (Elaborative Thinking) หมายถึง ความคิดในรายละเอียด
คิดเป็นข้ันตอน สามารถอธิบายให้เห็นภาพพจน์ชัดเจน หรือเป็นผลงานที่สมบูรณ์ข้ึน ความคิดละเอียดลออ
จดั เปน็ ความคดิ ในรายละเอยี ดท่ีนามาตกแต่งขยายความคดิ ครงั้ แรกให้สมบูรณ์ขนึ้
ลักษณะท่ี 2 ด้านความรู้หรือด้านจิตใจ หมายถึง การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมค้าน ความรู้ จิตใจ
หรอื เจตคติของนกั เรียนในดา้ นตา่ ง ๆ ซ่ึงแบ่งออกเปน็ 4 ดา้ น ดงั น้ี
2.1 ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ได้แก่ ความต้องการตอบสนอง ความ กระหายใคร่รู้
ในทุกสิ่งทุกอย่าง ความสงสัย ประหลาดใจ และความรู้สึกไวต่อสิ่งที่พบเห็น และแสดงออกด้วยการทดลอง
ค้นคว้า ศึกษา และซกั ถามอย่เู ปน็ นิจ และกระตอื รอื ร้นท่จี ะซักถาม เกีย่ วกบั เรื่องทแี่ ปลกใหม่อยู่เสมอ

ห น้ า | 22

2.2 ความเต็มใจทีจ่ ะเส่ียง (Risk-Taking) ไดแ้ ก่ การตอบสนองความกระหาย ใคร่รู้หรืออยาก
รู้อยากเห็นของตน มีความรู้สึกกล้าหาญ กล้าเคา คาดคะเนและพอใจท่ีจะทดลอง ขีดจากัดความสามารถของ
ตนโดยไมก่ ลัวว่าจะผดิ พลาดพล้งั หรอื ประสบ ความลม้ เหลวหรอื ไม่ คานึงถงึ การวิพากษว์ ิจารณ์

2.3 ความพอใจทจ่ี ะทาส่ิงที่สลับซับซ้อน (Complexity) ไดแ้ ก่ ความต้องการ ตอบสนองที่จะ
ทาให้สิ่งที่ยากซับซ้อนพิสดารให้เป็นผลสาเร็จความยากและความซับซ้อนไม่ได้เป็น อุปสรรค แต่เป็นแรง
กระตุ้น ย่ัวยุ และท้าทายให้อยากทาให้สาเร็จ เพราะฉะน้ันปัญหาที่ยุ่งยาก หรืองานที่ซับซ้อนจึงไม่เป็นส่ิงท่ีทา
ให้ท้อถอย แต่เกิดมุมานะและแรงจูงใจ และกล้าที่จะทางานที่ ไม่มีโครงสร้างแน่ชัด คลุมเครือ ไม่ชัดเจน แต่
หาทางดว้ ยวธิ ีการของเขาเองทาใหเ้ กดิ ผลสาเรจ็

2.4 ความจินตนาการ (Imagination) ได้แก่ การตรวจสอบความต้องการท่ีจะคิด สร้าง
ภาพพจน์จากส่ิงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความคิดจินตนาการจึงมักคิด ในส่ิงแปลกใหม่ยังไม่เกิดข้ึน หรือดู
เหมือนจะเป็นไปได้ยาก และเป็นลักษณะสาคัญ ของความคิดสร้างสรรค์ท่ีจะนาไปสู่การคิดค้น ประดิษฐ์ส่ิง
แปลก ๆ ใหม่ ๆ และเป็นประโยชน์

จากการศกึ ษาแนวทางการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ที่กลา่ วมา พอสรุปไดว้ า่ ในการส่งเสริม ความคิด
สร้างสรรค์ให้กับเด็กนั้น พอ่ แม่ ครู หรือผู้ปกครอง สามารถทาได้โดยการสอนและฝึกอบรม การจัดบรรยากาศ
และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเป็นอิสระในการเรียนรู้ บรรยากาศท่ีจะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์น้ัน
จะต้องเป็นบรรยากาศ ท่ีเต็มไปด้วยการยอมรับ และการกระตุ้นด้วยวิธีการและเทคนิคต่างๆ เพ่ือให้แสดง
ความคิดเห็นอยา่ งอิสระ ซ่ึงจะช่วยใหเ้ ด็ก ได้พบกับความคิดใหม่ ๆ สามารถพัฒนาศักยภาพ ทางด้านความคดิ
สรา้ งสรรค์ของเดก็ ให้เจริญก้าวหน้าตามขีดความสามารถ
1.4 การวัดความคิดสร้างสรรค์

มีการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาในเรอ่ื งการวัดความคิดสร้างสรรค์มาเป็นลาดับ ซ่ึงอารี รังสนันท์ (2532 :
164 - 167) กล่าวถงึ การวัดความคิดสรา้ งสรรค์ของเด็ก พอสรุปไดด้ ังน้ี

1. การสังเกต หมายถึง การสังเกตพฤติกรรมของบุคคลท่ีแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ เช่น การสังเกต
พฤติกรรมการเลียนแบบ การทดลอง การปรับปรุงและตกแต่งส่ิงต่างๆ การแสดงละครการใช้คาอธิบายหรือ
บรรยายให้เกิดภาพพจน์ชัดเจน การเล่านิทาน การแต่งเรื่องใหม่ การเล่นเกม การสังเกตความสามารถใน
การใช้เวลาวา่ งให้เกิดประโยชน์โดยปราศจากสิ่งเร้า เปน็ ต้น

2. การวาดภาพ หมายถึง การให้เด็กวาดภาพจากสิ่งเร้าท่ีกาหนด เป็นการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์
ออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถส่ือความหมายได้ ส่ิงเร้าอาจจะเป็นวงกลม ส่ีเหลี่ยม แล้วให้เด็กวาดภาพเติม
ต่อใหเ้ ป็นภาพ ซึง่ อาจมีคาอธิบายภาพประกอบด้วยก็ได้

3. รอยหยดหมึก หมายถึง การให้เด็กดูภาพรอยหยดหมึก แล้วคิดคาตอบ จากภาพ ที่เด็กเห็น ให้อิสระ
ในการคิดฝัน ตอบได้เต็มที่ ส่วนคาส่ังจะส้ันไม่จาเพาะเจาะจง และสิ่งเร้ารอย หยดหมึกเป็นแบบคลุมเครือไม่
ชัดเจน คาตอบของเด็กจะได้รับการพิจารณา จากความสามารถใน การคิดประดิษฐ์ อารมณ์ขัน ลักษณะ
จินตนาการ ความร้สู กึ และความสามารถในการรับรทู้ ี่ดีต่อ รอยหมกึ

ห น้ า | 23

4. การเขียนเรียงความและงานศิลปะ หมายถึง การให้เด็กเขียนเรียงความจาก หัวข้อท่ีกาหนดและการ
ประเมินจากงานศิลปะของนกั เรยี น

5. แบบทดสอบ หมายถึง การใหเ้ ดก็ ทาแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์มาตรฐาน ซึ่งเปน็ ผลมาจากการ
วิจัยเก่ียวกับธรรมชาติของความคิดสร้างสรรค์ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ อาจจะใช้ภาษาเป็นส่ือหรือใช้
ภาพเป็นส่ือเพ่ือเร้าให้เด็กแสดงออกเชิงความคิดสร้างสรรค์ แบบทดสอบดังกล่าวจะมีกาหนดเวลาในการทาไว้
ด้วย เพื่อให้สามารถ วัดความคิดสร้างสรรค์ได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากขึ้น เช่น
แบบทดสอบความคดิ สร้างสรรค์ของ Guilford แบบทดสอบความคิดสรา้ งสรรค์ ของ Torrance เป็นตน้

Torrance (1962 : 17) ให้ข้อสังเกตว่า การประเมินถึงการมีความคิดสร้างสรรค์ โดยมากจะพิจารณา
ด้านผลผลิตมากกว่ากระบวนการ เพราะกระบวนการของความคิดสรา้ งสรรค์ น้ันเป็นส่ิงที่มีขีดจากัดในการวัด
สาหรับการวัดด้านผลผลิตของความคิดสร้างสรรค์ สามารถวัดได้ โดยใช้แบบทดสอบโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น
แบบทดสอบทใี่ ช้รปู ภาพ หรือภาษา

จากการศึกษาเกี่ยวกับการวัดความคิดสรา้ งสรรค์ พอสรุปได้ว่า การวัดความคิด สร้างสรรค์ สามารถวดั
ได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความเหมาะสม ซึ่งอาจใช้วิธีการสังเกต และการทดสอบโดยการใช้
แบบทดสอบ

1.4.1 แบบทดสอบความคิดสรา้ งสรรค์
แบบทดสอบ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการวัดพฤติกรรมด้านความคิดสร้างสรรค์ อย่างเป็น

ระบบ ซึ่งอาจใช้ควบคู่กับแบบสารวจพฤติกรรมหรือแบบสังเกตพฤติกรรมความคิด สร้างสรรค์ จะช่วยให้ได้
ข้อมูลใกลเ้ คยี งและถูกตอ้ งตรงกับความเปน็ จริงมากย่ิงขนึ้ แบบทดสอบ ความคดิ สร้างสรรค์ มีทัง้ ทใ่ี ชภ้ าษาเป็น
สือ่ และท่ีใช้ภาพเปน็ ส่อื เพื่อเรา้ ให้เด็กแสดงออกเชงิ ความคิด สร้างสรรค์

แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ท่นี ิยมใช้แพรห่ ลายในปัจจุบนั มดี งั ตอ่ ไปนี้
1. แบบทดสอบความคิดคล่องแคล่วของ Guilford and Christensen (Guilford Christensen
Fluency Tests)
แบบทดสอบน้ี Guilford and others แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียตอนใต้คิดข้ึน เพ่ือวัด
ความคิดกระจาย (Divergent Thinking) โดยมุ่งวัดตัวประกอบในแต่ละเซลล์ตาม โครงสร้าง สมรรถภาพทาง
สมอง ซึ่งมี 3 มิติ เน้ือหาท่ีคิด (Content) วิธีการคิด (Operation) และผลิตผล แห่งความคิด (Product)
ตามลาดับ เช่น DSU ซึ่งหมายถึง วิธีการคิดแบบผลิต จาแนกเนื้อหา ท่ีคิดเป็นแบบสัญลักษณ์และผลิตผลแห่ง
ความคดิ ออกมาในรูปของหน่วย เปน็ ตน้ ดงั ภาพที่ 2.2

ห น้ า | 24

ภาพที่ 2.2 แสดงแบบจาลองการวัดความคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ตามทฤษฎี
โครงสร้างทางเชาวน์ปัญญาของ Guilford ทม่ี า : วไิ ล แพงศรี 2546 : 32 12

ความหมายของสัญลักษณร์ หสั วธิ ีการคิด
D = ความคิดกระจาย เนอื้ หาท่คี ิด ผลผลิตของความคิด
U - หนว่ ย (Units)
C - ชน้ั หรือจานวน (Classes)
R - ความสัมพนั ธ์ (Relations)
F = ภาพ
S = สัญลักษณ์
M = ภาษา
B = พฤตกิ รรม
S - ระบบ (Systems)
T - การแปลงรปู (Transformation)
I - การประยกุ ต์ (Implications)

ห น้ า | 25

1.4.2 ลกั ษณะของแบบทดสอบ
1. แบบทดสอบความคล่องแคล่วของ Guilford and Christensen ประกอบด้วย แบบทดสอบ

ย่อย 4 ชุด 11 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็นทางด้านภาษาเขียน 7 ฉบับ ทางด้านรูปภาพ 3 ฉบับ และเป็นโจทย์
ปัญหา 1 ฉบบั แบบทดสอบนีเ้ หมาะกับนกั เรยี นระดบั มัธยมและผู้ใหญ่

ตวั อย่างของแบบทดสอบ
1.1 ความคล่องแคล่วในการใช้คา (Word Fluency, DSU) ให้เขียนคาประกอบด้วยตวั อักษร
ทกี่ าหนดให้ ป ปอ ปกั ปาด เป็นตน้
1.2 ความคล่องแคล่วทางความคิด (Ideational Fluency, DMU) ให้เขียนช่ือ ส่ิงของที่อยู่ใน
พวกหรอื ประเภทเดียวกัน เชน่ ของเหลวทเี่ ปน็ เชื้อเพลิง ได้แก่ น้ามนั ก๊าด แก๊สโซลีน และแอลกอฮอล์ เป็นตน้
1.3 ความคล่องแคล่วด้านเช่ือมโยง (Associational Fluency, DMR) ให้เขียนคาต่างๆท่ีมี
ความหมายคลา้ ยคลึงกับคาทกี่ าหนดให้ เช่น หนกั ยาก แขง็ เป็นตน้
14 ความคล่องแคล่วในการแสดงออก (Expressional Fluency, DSS) ให้เขียนประโยค
ประกอบดว้ ยคาส่ีคา ในแตล่ ะคาเรม่ิ ต้นดว้ ยตัวอักษรที่กาหนดให้ เช่น K - U - Y - 1 Keep up you interest.
Kill useless yellow insects
1.5 การใช้ประโยชน์อย่างอ่ืน (Alternate Uses, DMC) ให้บอกประโยชน์อย่างอื่น ของสิ่ง
เฉพาะทก่ี าหนดให้ มใิ ชเ่ ปน็ การใช้ประโยชน์โดยท่วั ไป เชน่ หนงั สือพิมพ์ใช้ทาประโยชนอ์ ่ืน อยา่ งไรไดบ้ ้าง
1.6 การสรุปผล (Consequence, DMU, DMC) ให้บอกเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน อันเป็น
ผลเน่ืองจากเหตุการณ์สมมติฐานที่กาหนดให้ เช่น ถ้าคนไม่จาเป็นต้องนอนพักผ่อนจะเกิด อะไรบ้าง :
คนทางานไดม้ ากขึ้น ไมจ่ าเป็นต้องใช้นาฬิกาปลุก
1.7 ประเภทของงานอาชีพ (Possible Job, DMI) ให้บอกรายชื่อของงานอาชีพต่างๆ ท่ี
เก่ยี วขอ้ งกับคาทกี่ าหนดให้ เชน่ หลอดไฟฟ้า : วิศวกรไฟฟา้ เจ้าของโรงงานทาหลอดไฟฟ้า และอื่น ๆ เปน็ ตน้
1.8 การวาดรูป (Making Objects, DFS) ให้วาดรูปส่ิงของเฉพาะโดยใช้เซทของรูปท่ี
กาหนดให้ เชน่ รูปวงกลม และรูปสามเหล่ียม เปน็ ตน้ ในการวาดรปู สิ่งของรูปหนึ่งอาจใชร้ ูปที่กาหนดให้ซ้ากัน
ได้และเปลยี่ นแปลงขนาดได้ แตจ่ ะต้องไม่เตมิ รปู หรอื เสน้ อื่น ๆ เพ่ิมขน้ึ
1.9 การสเกตรปู (Sketches, DFU) ใหต้ ่อเตมิ ใหเ้ ป็นรปู จากภาพร่างท่ีกาหนดให้ เช่น วงกลม
สามเหล่ยี ม และต่อเตมิ ภาพให้สมบรู ณ์และแตกต่างกนั ให้มากทีส่ ดุ
1.10 แกป้ ญั หา (Match Problem, DFT) จากโจทยท์ ่ีกาหนดให้ เชน่ ปญั หา ไม้ขีดไฟ ใหเ้ อา
จานวนก้านไม้ขีดไฟจานวนหน่ึงออกโดยให้ก้านไม้ขีดไฟท่ีเหลือประกอบกันเป็น รูปส่ีเหล่ียมจัตุรัสหรือรูป
สามเหลี่ยมทีม่ ีจานวนรปู ตามตอ้ งการ
1.11 การตกแต่ง (Decoration, DFI) ให้ตกแต่งรูปวาดเกี่ยวกับส่ิงของทั่วไป ท่ีร่างเอาไว้แล้ว
ด้วยแบบที่แตกต่างกนั

ห น้ า | 26

2. แบบทดสอบของ Wallach and Kogan แบบทดสอบน้ปี ระกอบดว้ ยแบบทดสอบยอ่ ยดังน้ี
ฉบับท่ี 1 “พวกเดียวกัน” มี 8 ข้อ ให้พยามนึกหาคาตอบที่แปลกใหม่ ไม่ เหมือนใครมาให้

มากที่สุดจากสงิ่ เรา้ ท่ีกาหนดให้ เช่น จากสเ่ี หล่ยี ม เปน็ ต้น
ฉบับท่ี 2 “ประโยชน์ของส่ิงของ” มี 8 ข้อ ให้บอกประโยชน์ของสิ่งของ ที่ กาหนดให้ ให้ได้

มากทสี่ ดุ เท่าทจ่ี ะมากได้ เช่น กระดาษหนังสอื พมิ พ์ มดี ยางรถยนต์ เป็นตน้
ฉบับที่ 3 “ความเหมือน” มี 10 ข้อ ให้บอกถึงลักษณะที่เหมือนกัน หรือคล้ายกันของสองสิ่ง

เชน่ มนั ฝรง่ั กบั หัวแครอท แมวกับหนู รถไฟกับรถแทรกเตอร์
ฉบบั ท่ี 4 “ความหมายของภาพเส้น” มี 3 ข้อ ใหบ้ อกมาให้มากท่สี ุดว่า เมือ่ ดู ภาพแลว้ นึกถึง

อะไรบา้ ง
ฉบบั ที่ 5 “ความหมายของเส้น” มี 8 ขอ้ ใหด้ ภู าพทเ่ี ป็นเส้นแล้วบอกว่าเหน็ เปน็ รูปอะไรบ้าง

บอกมาใหม้ ากทีส่ ดุ
แบบทดสอบน้ีใช้เวลา 55 นาที

3. แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของ Torrance (Torrance Test of Creative Thinking)
Torrance แห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เป็นผู้พัฒนาเคร่ืองมือวัด ความคิด

สร้างสรรค์ ซ่ึงมีท้ังแบบสารวจแบบทดสอบหลายรูปแบบข้ึนสาหรับแบบทดสอบ Torrance ได้พัฒนาขึ้น
ภายในขอบเขตและเนื้อหาทางการศึกษา ซึ่งเป็นโปรแกรมการวจิ ัยระยะยาวท่ีเน้นเฉพาะในเรอื่ งประสบการณ์
ในห้องเรยี นที่จะสนบั สนุน และเร้าใหเ้ ดก็ เกิดความคิดสรา้ งสรรค์

แบบทดสอบความคดิ สร้างสรรค์ของ Torrance มีดงั ตอ่ ไปน้ี
1.1 แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยรูปภาพหรือ Thinking Creatively With
Picture มี 2 แบบ คอื แบบ ก และ แบบ ข
1.2 แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยภาษา (Thinking Creatively With Words
มี 2 แบบ คือ แบบ ก และ แบบ ข
1.3 แบบทดสอบความคิดสรา้ งสรรค์ โดยอาศัยเสยี งและภาษา (Thinking
Creatively With Sound and Word : Sounds and Images)
1.4 แบบทดสอบความคดิ สร้างสรรค์โดยอาศยั การปฏิบัตแิ ละการเคล่ือนไหว
(Thinking Creatively in Action and Movement)
สาหรับในที่น้ีจะกล่าวเฉพาะแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก และ
แบบทดสอบความคิดสรา้ งสรรค์โดยอาศยั ภาษา แบบ ข
แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก (Thinking Creatively With
Picture Figural From A)
แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ มี 2 แบบ คือ แบบ ก และแบบ ข
จุดมุ่งหมายเดยี วกัน แต่แตกต่างกันในสิ่งเร้าท่ีกาหนด แบบทดสอบทงั้ แบบ ก. และแบบ ข. ใช้ สาหรับเดก็ ช้ัน
อนุบาล - อดุ มศกึ ษา

ห น้ า | 27

แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก ประกอบด้วย แบบทดสอบย่อย 3
ชุด ซ่ึง Torrance เรียกแบบทดสอบย่อยว่า กิจกรรม แบบทดสอบย่อย จึงประกอบด้วย 30, 2 กิจกรรม 3
กจิ กรรม ดงั น้ี

กิจกรรมชุดท่ี 1 การวาดภาพ (Picture Construction) โดยให้เด็กต่อเติมภาพจาก สิ่งเร้าที่
กาหนดเป็นกระดาษสต๊ิกเกอร์สีเขียวรูปไข่ ให้เด็กต่อเติมให้แปลกใหม่ น่าตื่นเต้นและน่าสนใจที่สุดเท่าที่จะ
เปน็ ไปได้ แลว้ ให้ต้ังช่อื เร่อื งภาพทว่ี าดแล้วใหแ้ ปลกที่สุด

กิจกรรมชุดที่ 2 การต่อเติมภาพให้สมบูรณ์ (Picture Completion) โดยให้เด็ก ต่อเติมภาพ
จากสิ่งเร้าท่ีกาหนดเป็นรูปเส้นในลักษณะต่างๆ มีจานวน 10 ภาพ เป็นการต่อเติมภาพให้แปลกน่าสนใจ
และนา่ ตืน่ เต้นท่ีสดุ เท่าท่จี ะเปน็ ไปได้ แล้วต้งั ชื่อภาพทตี่ อ่ เตมิ เสร็จแลว้ ให้แปลกและนา่ สนใจดว้ ย

กิจกรรมชุดที่ 3 การใช้เส้นคู่ขนาน (Parallel Line) โดยให้เด็กต่อเติมจากภาพเส้นคู่ขนาน
จานวน 30 คู่ เน้นการประกอบภาพโดยใช้เส้นคู่ขนานเป็นส่วนสาคัญของภาพและ ต่อเติมภาพให้แปลก
แตกต่างไมซ่ ้ากัน แลว้ ตงั้ ชอื่ ภาพท่ีตอ่ เตมิ แลว้ ดว้ ย

แบบทดสอบความคิดสรา้ งสรรคโ์ ดยอาศัยภาษา แบบ ข (Thinking Creatively With words
From B)

แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยใช้ภาษาเป็นสื่อ แบบ ข เร้าให้ผู้สอบแสดง ความคิดเชิง
สรา้ งสรรคอ์ อกมาในรปู ของภาษา แบบทดสอบนปี้ ระกอบด้วยกจิ กรรมยอ่ ย 7 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมชดุ ที่ 1 การตง้ั คาถามโดยให้นกั เรยี นตัง้ คาถามจากภาพที่กาหนดให้มาก ที่สดุ เพือ่ ให้
รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมากท่ีสุด และคาถามท่ีตั้งน้ันต้องไม่เป็นคาถามที่สามารถตอบได้ เพียงแต่เหลือบดูรูปภาพ
เทา่ น้ัน แต่จะตอ้ งตอบจากความคิด

ตวั อย่างคาตอบ ทาไมเด็กผูช้ ายจึงมาทส่ี ระน้า ทาไมหขู องเขาจงึ ใหญ่ )
กิจกรรมชุดที่ 2 การเดาสาเหตุ โดยให้นักเรียนเขียนสาเหตุเก่ียวกับเหตุการณ์ ที่แสดงใน
รูปภาพหน้า 1 มาให้มากที่สดุ (ภาพเดียวกับกิจกรรมชุดท่ี 1)
ตวั อยา่ งคาตอบ เขาคงจะร้อน
เขาคงจะต้องมาพบใครท่ีน่นั
กิจกรรมชุดที่ 3 การเดาผลท่ีจะเกิดตามมา ให้นักเรียนเขียนผลท่ีอาจเกิดข้ึน อันเน่ืองมาจาก
เหตุการณใ์ นภาพทก่ี าหนดให้ (ภาพเดียวกับกจิ กรรมท่ี 1)
ตวั อย่างคาตอบ เขาจะมาพบเพ่ือนของเขา ผ้งึ จะต่อยเขา
ครอบครวั ของเขาจะตายเพราะกนิ ปลาเป็นพิษ
กิจกรรมชุดท่ี 4 ปรบั ปรงุ ผลผลิตให้ดีข้ึน ใหน้ ักเรียนดัดแปลงช้างในภาพ ที่กาหนดใหเ้ ป็นช้าง
ทนี่ า่ รกั น่าเลน่ ด้วย และเปน็ ของเล่นท่ีเด็ก ๆ ชอบ และใหบ้ อกมาหรอื เขยี นให้ มากท่สี ุดเท่าที่จะมากได้
ตวั อย่างคาตอบ ทาสีช้างใหม่ให้เป็นสีชมพู
ทาตาช้างใหโ้ ตข้นึ และหใู หห้ อ้ ยลง

ห น้ า | 28

กิจกรรมชุดท่ี 5 ประโยชน์ของส่ิงของ ให้นักเรียนเขียนรายช่ือของสิ่งของท่ีน่าสนใจ และ
แปลก ทที่ าจากกล่องกระดาษมาใหม้ ากทสี่ ุด

ตัวอย่างคาตอบ ทาเป็นโปสเตอร์หรือแผนที่
ทาเปน็ ชัน้ วางของ
กจิ กรรมชดุ ท่ี 6 ตง้ั คาถามแปลก ๆ ใหน้ ักเรียนตงั้ คาถามแปลก ๆ เกยี่ วกับ กลอ่ ง กระดาษ
ตวั อย่างคาตอบ กล่องกระดาษแพงกว่ากลอ่ งไมห้ รือ ทาไมกลอ่ งกระดาษจึงใส่นา้ ไม่ได้
กิจกรรมชุดที่ 7 การสมมติอย่างมีเหตุผล สมมติว่ามีก้อนเมฆมีเชือกผูกและปลาย ตรึงกับ
พื้นดินอะไรจะเกิดขึ้น ให้นักเรียนเขียนส่ิงที่คิดหรือเดาว่าจะเกิดอะไรข้ึน จากสถานการณ์ ท่ีไม่น่าเป็นไปได้ ท่ี
กาหนดใหเ้ ชน่ สมมติวา่ มีก้อนเมฆมเี ชอื กผูกและปลายตรงึ กบั พน้ื ดินอะไรจะ เกดิ ขึ้น
ตัวอย่างคาตอบ จะมีผู้เอาตะกร้าไปแขวนเชือก ฝนจะตกตรงบริเวณน้ัน อาจมีผู้ร้องเรียน
รัฐบาล ถ้าเขาไม่สามารถตดั เชือกท่หี อ้ ยมาเกะกะสนามของเขา
แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพและโดยอาศัยภาษาเป็นแบบทดสอบ
คู่ขนานที่มีส่ิงเร้าลักษณะคล้ายกัน มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่แตกต่างกันในสิ่งเร้าท่ีกาหนด แบบทดสอบ
ดังกล่าวน้ีตัวประกอบท่ีสาคัญคือ ความเร็วในการทาแบบทดสอบ แต่ละกิจกรรมใช้ เวลา 5 หรือ 10 นาที
สาหรับแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของประเทศไทยน้ัน เนื่องจากได้รับอิทธิพล และพ้ืนฐานมาจาก
ตะวันตก ดังน้ัน การสร้างแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ ของไทยจึงยึดหลักหรือแนวทางของนักศึกษา
ตะวันตก เช่น Guilford และ Torrance เป็นต้น ซ่ึงจะวัด องค์ประกอบหลัก ๆ เช่นเดียวกัน คือ ความคิด
คล่อง ความคดิ ยืดหยุน่ ความคดิ ริเริม่ และ ความคิดละเอยี ดลออ ซ่งึ ที่นามากล่าวถงึ มดี ังน้ี คือ
อารี รังสินันท์ นาแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของ Torrance มาดัดแปลง แปลคาชี้แจงเป็น
ภาษาไทย และนาไปสอบนักเรียนช้ันอนุบาล – อุดมศึกษา ซ่ึงมีรายละเอียดท่ีน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้
แบบทดสอบ คู่มือการปฏิบัติในการสอบ ลักษณะของแบบทดสอบ คู่มือ การตรวจให้คะแนนความคิด
สรา้ งสรรค์ เปน็ ต้น
กรมการฝกึ หดั ครู ได้ทาการวิจยั ความคิดสรา้ งสรรคไ์ ว้ 3 เรอ่ื ง คอื
1. ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องเดก็ ไทยในระดบั ชนั้ อนบุ าล - ป.4 พ.ศ. 2521
2. ความคดิ สรา้ งสรรค์ของเดก็ ไทยในระดบั ช้นั ป.5 - ม.ศ.3 พ.ศ. 2522
3. ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนักศึกษาระดบั อุดมศึกษา พ.ศ. 2523
จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่คัดแปลงมาจาก
แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ต่างประเทศ โดยเฉพาะแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของ Guilford
เป็นท่ีนิยมมาก ผู้วิจัยจึงนาแบบทดสอบดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการพัฒนาชุดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนา
ความคิดสรา้ งสรรค์โดยใช้ทฤษฎีของกลิ ฟอร์ดเปน็ ฐานความคดิ ฉบบั นี้

ห น้ า | 29

1.5 ทฤษฎคี วามคดิ สร้างสรรค์
การศึกษาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้รับความสนใจและขยายการศึกษาวิจัยกันกว้างขวาง อย่างมาก

เพราะผู้คนตระหนักถึงความสาคัญของความคิดสร้างสรรค์ท่ีมีต่อการพัฒนางานทุก สาขา รวมทั้งการพัฒนา
บุคคล และอืน่ ๆ ซึ่งกม็ นี กั จิตวิทยาและนกั วิชาการได้ทาการศึกษาถึงเร่ือง ความคิดสร้างสรรค์ ดงั น้ี

ทฤษฎีโครงสร้างสมรรถภาพทางสมอง (อารี พนั ธม์ุ ณี, 2540 : 27-39)
การศึกษาเร่ืองความคดิ สร้างสรรค์กม็ ีแนวคิดพ้ืนฐานมาจากกลิ ฟอร์ด นักจติ วทิ ยาชาวอเมริกันและคณะ
ได้ทาการศึกษาและวิจัยการวิเคราะห์ตัวประกอบ (Factor Analysis) ของสติ ปัญญาอยู่เป็นเวลาประมาณ
20 ปี โดยเน้นศึกษาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความมีเหตุผล และการแก้ปัญหาในที่สุดก็ได้เสนอแบบจาลอง
โครงสร้างของสมรรถภาพทางสมองขึ้นหรือแบบจาลอง โครงสร้างทางสติปัญญา (The Structure of
Intellect Model ทเ่ี รียกว่า SI) ซงึ่ แบบจาลองนี้ไดค้ รอบคลมุ สมรรถภาพทางสมองต่างๆ
ความสาคัญของการศกึ ษาวิจัยคร้ังน้ี กิลฟอรด์ ได้พัฒนาวิธกี ารคิดขน้ึ 2 ประเภท คือ
1. ความคิดรวมหรือความคิดเอกนัย (Convergent thinking) หมายถึงความคิดท่ีนาไปสู่คาตอบที่
ถกู ตอ้ งตามสภาพข้อมลู ที่กาหนดให้เพียงคาตอบเดียว
2. ความคิดกระจายหรือความคิดอเนกนัย (Divergent thinking) หมายถึง ความคิดไปสู่คาตอบที่
ถูกต้องตามสภาพข้อมูลที่กาหนดให้เพียงคาตอบเดียว ความคิดกระจายหรือความคิดอเนกนัย (Divergent
thinking) หมายถึง ความคิด หลายทิศทางท่ีสามารถเปล่ียนวิธีการแก้ปัญหาได้ ตลอดจนการนาไปสู่ผลของ
ความคิดหรือคาตอบได้หลายอย่างด้วย และกิลฟอร์ดอธิบายไว้ว่า ความคิดสร้าง สรรค์ก็คือความคิดอเนกนัย
นั้นเอง ซ่ึงจะไดก้ ล่าวต่อไปในรายละเอียด
โครงสรา้ งของสมรรถภาพทางสมอง
กลิ ฟอร์ดได้อธบิ ายโครงสร้างสมรรถภาพทางสมอง ในลกั ษณะ 3 มิตดิ งั ภาพท่ีแสดงขา้ งล่าง

ภาพท่ี 1 แสดงโครงสรา้ งสมรรถภาพทางสมอง ในลักษณะ 3 มิติ ของกลิ ฟอร์ด

ห น้ า | 30

จากโครงสร้างของสมรรถภาพางสมอง หรือทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญา กิลฟอร์ดได้แบ่ง
สมรรถภาพทางสมองออกเป็น 3 มิติ ดังนี้

มิติท่ี 1 : เน้ือหา (Content) หมายถึง เน้ือหาข้อมูล หรือส่ิงเร้าที่เป็นส่ือในการคิดที่สมองรับ
เข้าไปคิด แบง่ เป็น 4 ลกั ษณะ คอื

1. ภาพ (Figure) หมายถึง ข้อมูล หรือส่ิงเร้าท่ีเป็นรูปธรรม หรือรูปที่แน่นอน ซึ่งบุคคล
สามารถรับรแู้ ละทาใหเ้ กดิ ความร้สู ึกนกึ คดิ ได้ เชน่ ภาพ เปน็ ต้น

2. สัญลักษณ์ (Symbolic) หมายถึง ข้อมูลหรือส่ิงเร้าท่ีอยู่ในรูปเครื่องหมายต่างๆ เช่น
ตวั อักษร ตัวเลข โนต้ ดนตรี รวมทง้ั สัญลกั ษณ์ต่างๆ ด้วย

3. ภ า ษ า ( Semantic) ห ม า ย ถึ ง ข้ อ มู ล ห รื อ สิ่ ง เ ร้ า ท่ี อ ยู่ ใ น รู ป ข อ ง ถ้ อ ย ค า
ทีม่ คี วามหมายตา่ งๆ กัน สามารถใชต้ ิดตอ่ ส่อื สารได้ เช่น พ่อ แม่ เพอ่ื น ชอบ โกรธ เสียใจ เป็นตน้

4. พฤติกรรม (Behavior) หมายถึง ข้อมูลท่ีเป็นการแสดงออก กิริยา อาการ การกระทาท่ี
สามารถสังเกตเห็น รวมทั้งทัศนคติ การรับรู้ การคิด เช่น การย้ิม การหัวเราะ การสั่น ศีรษะ การแสดงความ
คดิ เหน็ เป็นตน้

มิติท่ี 2 : วิธีการคิด หมายถึง มิติท่ีแสดงกระบวนการปฏิบัติงานหรือกระบวนการคิดของ
สมอง แบ่งออกตามลาดบั ได้ 5 ลักษณะ คือ

การรู้การเข้าใจ (Cognition) หมายถึง ความสามารถในการตีความของสมองเมื่อ เห็นสิ่งเร้า
แล้วเกิดการรับรู้เข้าใจในส่ิงน้ัน และบอกได้ว่าเป็นอะไร เช่น เมื่อเห็น ของเล่นเด็กรูปร่างกลม
ทาด้วยยางผวิ เรียบก็บอกได้วา่ เป็นลกู บอล การจา (Memory) หมายถึง ความสามารถในการเก็บสะสมความรู้
และข้อมูล ต่างๆไว้ได้และสามารถระลึกได้เม่ือต้องการ เช่น การจาสูตรคูณ การจาหน่วยเลขประจาตัว การช้ี
ตัวคนรา้ ยได้ การคิดแบบอเนกนยั หรือความคดิ กระจาย (Divergent thinking) หมายถงึ ความสามารถในการ
คิดตอบสนองต่อส่ิงเร้าได้หลายรูปแบบ หลายแง่มุมแตกต่าง กันไป เช่น "หนังสือพิมพ์ท่ีใช้แล้วทาประโยชน์
อะไรได้บ้าง” ให้บอกมามากท่ีสุด ผู้ท่ีคิดได้มาก แปลก มีคุณค่า คือผู้ที่มีความคิดอเนกนัยก็คือมีความคิด
สร้างสรรคน์ นั่ เอง จากตัวอย่างแสดงคาตอบไดโ้ ดยเขยี นแผนผงั ดงั น้ี

ภาพท่ี 2 แสดงตัวอย่างการคิดแบบอเนกนัยหรอื ความคิดกระจาย (Divergent thinking)

ห น้ า | 31

การคิดแบบเอกนัย หรือความคิดรวม ( Convergent thinking) หมายถึง เป็น
ความสามารถในการคิดหาคาตอบที่ดีท่ีสดุ จากข้อมูลหรือส่งิ เร้าที่กาหนด และคาตอบท่ีถูกต้องก็มีเพียงคาตอบ
เดียว จากตวั อยา่ ง แสดงคาตอบโดยเขียนเปน็ แผน ผงั ไดด้ ังนี้

จากแผนภาพอธิบายวา่ ความคดิ แบบอเนกนัยหรือคิดแบบกระจาย คอื การคิดตอบสนอง
ไดห้ ลายรูปแบบ หลายทศิ ทางจากสงิ่ เรา้ เดยี ว จากแผนภาพอธิบายวา่ ความคิดแบบเอกนยั หรือการคิดรวม คือ
การคดิ ตอบสนองสิ่งทดี่ ี ทสี่ ุดเพียงวิธีเดียวจากสิง่ เรา้ หลายวิธี

5. การประเมินค่า (Evaluation) หมายถึง ความสามารถในการตีราคาลงสรุป โดยอาศัย
เกณฑ์ทด่ี ที ีส่ ุด

ห น้ า | 32

มิติที่ 3 : ผลของการคิด หมายถึง มิติท่ีแสดงผล (Product) ที่ได้จากการปฏิบัติงานทาง
สมอง หรือกระบวนการคิดของสมอง หลังจากที่สมองได้รับข้อมูลหรือสิ่งเร้าจากมิติที่ 1 และตอบสนองต่อ
ข้อมูลหรือส่ิงเร้าที่ได้รับมิติที่ 2 แล้วผลที่ได้ออกมาเป็นมิติท่ี 3 หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างว่าผลของการคิดเกิด
จากการทางานของมิตทิ ี่ 1 และมิตทิ ่ี 2 น่ันเอง ซ่ึงผลของการคดิ แบ่งออกเปน็ 6 ลักษณะดงั นี้

1. หนว่ ย (Unit) หมาถึง สิง่ ท่ีมคี ุณสมบตั ิเฉพาะตัวและแตกต่างไปจากส่งิ อืน่ ๆ เช่น คน
แมว สนุ ัข กระดานดา บ้าน เปน็ ตน้

2. จาพวก (Class) หมายถงึ ประเภท หรือจาพวก หรือกลมุ่ ของหน่วยทม่ี คี ุณสมบัติ หรือ
ลักษณะร่วมกัน เช่น สัตว์เลีย้ งลูกดว้ ยนม ไดแ้ ก่ คน สนุ ขั ข้าง หรือประเภทผลไม้ ได้แก่ ลาไย ลิ้นจี่ เปน็ ต้น

3. ความสมั พันธ์ (Relation) หมายถึง ผลของการเช่ือมโยงความคิดของประเภท หรอื
หลายประเภทเข้าด้วยกัน โดยอาศัยลกั ษณะบางประการเป็นเกณฑ์ ความสมั พันธ์นีอ้ าจอยูใ่ น รปู ของหน่วยกับ
หนว่ ย จาพวกกับจาพวก หรือระบบกบั ระบบก็ได้ เช่น คนคู่กับบา้ น นกคู่กับรงั ปลาคู่กบั น้า เสอื้ คกู่ ับป่า เป็น
ตน้ เป็นความสัมพันธร์ ะหว่างสงิ่ มชี วี ติ กับท่ีอยู่อาศัย

4. ระบบ (System) หมายถงึ การเปลยี่ นแปลง ปรบั ปรงุ ดัดแปลง ตคี วาม ขยาย ความ
ใหน้ ิยามใหม่หรือการจดั องคป์ ระกอบของสง่ิ เร้าหรือข้อมลู ออกมาในรูปใหม่ เช่น การเปล่ียน รปู ส่ีเหลยี่ มเป็น
เส้นตรงส่เี สน้

5. การประยกุ ต์ (Implication) หมายถึง การคาดคะเนหรือทานายจากข้อมลู ส่ิงที่
กาหนดไว้ เช่นที่คาดวา่ เปน็ กระต่าย เป็นตน้

จะเหน็ ได้ว่าโครงสรา้ งของสมรรถภาพทางสมอง หรือการวัดเชาว์ปญั ญาของกลิ ฟอร์ด
แบง่ ออกเป็น 120 เซลล์ หรอื 120 องคป์ ระกอบ โดยในแต่ละตวั จะประกอบดว้ ยหน่วยยอ่ ยของ สามมิติ เรยี ง
จาก เนอ้ื หา - วธิ ีการคิด - ผลของการคิด (Content - Operation - Product)

1.6 องคป์ ระกอบของความคดิ สรา้ งสรรค์
โดยท่วั ไปเม่ือกล่าวถึงความคดิ สรา้ งสรรค์ มักเข้าใจและมุง่ เน้นไปทีค่ วามคิดรเิ ร่ิม ซ่งึ แท้ จรงิ แล้ว

ความคดิ สรา้ งสรรค์ประกอบด้วยลกั ษณะความคิดอ่ืนๆ ด้วย มิใช่เพียงแต่ความคิดรเิ ร่ิม เพียงอย่างเดยี ว
อยา่ งไรก็ตาม ความคิดเร่ิมเป็นลักษณะสาคญั ทท่ี าให้เกดิ การเริ่มต้นข้นึ แตค่ วามสาเรจ็ ของการสรา้ งสรรค์ก็
จาตอ้ งอาศยั ความคิดอน่ื ๆ ประกอบดว้ ย จากทฤษฎโี ครงสร้างสตปิ ญั ญาของกลิ ฟอรด์ ได้อธบิ ายวา่ ความคิด
สรา้ งสรรค์เปน็ ความ สามารถทางสมองท่คี ดิ ได้กวา้ งไกลหลายทศิ ทาง หรือเรยี กวา่ ลกั ษณะการคิดอเนกนยั
หรอื การคิด แบบกระจาย (Divergent thinking) ซงึ่ ประกอบดว้ ย

1. ความคดิ ริเริม่ (Originality)
2. ความคดิ คล่องตัว (Fluency)
3. ความคดิ ยดื หยุน่ หรอื ความยืดหยนุ่ ในการคดิ (Flexibility)
4. ความคดิ ละเอยี ดลออ (Elaboration)

ห น้ า | 33

1. ความคดิ รเิ ริ่ม (Originality)
หมายถงึ ลักษณะความคิดแปลกใหม่ แตกตา่ งจากความคดิ ธรรมดา หรือความคดิ งา่ ยๆ ความคิด

ริเร่มิ หรือท่ีเรยี กว่า Wild Idea เป็นความคิดท่ีเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคม ความคดิ ริเร่ิมอาจเกิดจาก
การเอาความรเู้ ดมิ มาคิดดดั แปลงและประยกุ ต์ให้เกิดเปน็ สง่ิ ใหมข่ ้ึน เช่น การคดิ เครอื่ งบนิ ได้สาเร็จ กไ็ ด้แนวคิด
จากการทาเครอ่ื งร่อน เปน็ ต้น

ความคิดริเริ่มจึงเป็นลักษณะความคิดท่ีเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นความคิดที่แปลกแตกต่าง
จากความคิดเดิม และอาจไม่มีใครนึกหรือคิดถึงมาก่อน ความคิดริเร่ิมจาเป็นต้องอาศัยลักษณะ ความกล้าคิด
กล้าลองเพื่อทดสอบความคิดตน บ่อยครั้งท่ีความคิดริเร่ิมจาเป็นต้องอาศัยความคิด จินตนาการ คิดเร่ืองและ
คิดฝันจากจินตนาการ หรือท่ีเรียกว่าเป็นความคิดจินตนาการประยุกต์ คือ ไม่ใช่คิดเพียงอย่างเดียว แต่
จาเปน็ ต้องคดิ สรา้ งและหาแนวทางทาให้เกิดผลงานจงึ เปน็ ส่ิงคู่กัน ตัวอยา่ งเช่นเคยมีผู้กล่าววา่ คนทีค่ ิดอยากจะ
บินนั้นประหลาด และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ต่อมาพี่น้องตระกูลไรต์ก็สามารถคิดประดิษฐ์เครื่องบินได้สาเร็จ
เป็นต้น

บาเล็ต (Barlett, 1958อ้างถึงใน กาญจนา ดากิงตระกูล,2545: 11 ) ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่อง
ลักษณะความคิดริเรม่ิ และไดส้ รุปวา่ ความคิดริเร่ิมเป็นความคดิ ที่น่าตื่นเต้น หรือทเ่ี ขาเรยี กวา่ “Adventurous
Thinking" ซ่ึงเป็นความคิดแตกออกไปจากความคิดเก่าหรือความคิดเดิม หรือจากแบบพิมพ์และนาไปสู่
ความคิดใหม่ โดยอาศัยความไม่มีอคติ หรือไม่ปิดบังและสกัดกั้นความคิด แต่ยอมเปิดรับความคิดและ
ประสบการณ์ใหม่ๆ ซ่ึงจะนาไปสู่ความคิดท่ีไม่ซ้ากับความคิดเดิม และ ซิมป์สัน (Simpson, 1922อ้างถึงใน
กาญจนา ดากิงตระกูล, 2545: 11 ) ก็ได้กล่าวว่า ความคิดริเร่ิมของบุคคลจัดเป็นความสามารถของสมองท่ี
พยายามคิดให้แตกต่างไปจากเดิม เพ่ือนาไปสู่เพ่ือนาไปสู่ความคิดใหม่ๆ และทอแรนซ์ (Torrance, 1962อ้าง
ถึงใน กาญจนา ดากิงตระกูล, 2545: 11 ) ก็ อธิบายเพ่ิมเติมว่าความคิดริเร่ิมเป็นกระบวนการทางสมองที่
สามารถคิดให้แตกต่างไปจากสิ่ง ธรรมดา หรือส่ิงที่เกิดข้ึนแล้ว ซ่ึงสตาคเวตเตอร์ (Starkwaether, 1962 อ้าง
ถึงใน กาญจนา ดากิง ตระกูล, 2545: 11) ก็กล่าวสนับสนุนว่าความคิดริเร่ิมเป็นลักษณะความคิดที่ไม่ยอม
คลอ้ ยตามความคิด (Non-conformity) ของผูอ้ ่นื อย่างง่ายดายแตจ่ นกว่าจะมีเหตผุ ลสมควรและพรอ้ มกันน้ันก็
ยังสามารถขยายความคดิ ของผอู้ ื่นให้เดน่ ชัด และมีนา้ หนกั ขึน้ อีกดว้ ย

2. ความคิดคล่องตัว (Fluency) หมายถึง ปริมาณความคิดท่ีไม่ซ้ากันในเรื่องเดียวกัน โดยแบ่ง
ออกเป็น

2.1 ความคิดคล่องแคล่วทางด้านถ้อยคา (Word Fluency) เป็นความสามารถในการ ใช้ถ้อยคา
อย่างคลอ่ งแคล่วนัน่ เอง

2.2 ความคิดคลอ่ งแคล่วทางดา้ นการโยงสัมพันธ์ (Associational Fluency) เป็นความสามารถที่
จะคิดหาถ้อยคาท่เี หมือนกนั หรือคล้ายคลงึ กันไดม้ ากที่สุดเทา่ ที่จะมากไดใ้ นเวลาที่กาหนด

2.3 ความคลอ่ งแคลว่ ทางดา้ นการแสดงออก (Expressional Fluency) เปน็ ความสามารถในการ
ใช้วลีหรือประโยคท่ีต้องการ จากการวิจัยพบว่าบุคคลท่ีมีความ คล่องแคล่วทางด้านการแสดงออกสูงจะมี
ความคิดสรา้ งสรรค์

ห น้ า | 34

2.4 ความคล่องแคล่วในการคิด (Ideational Fluency) เป็นความสามารถท่ีจะคิดสิ่งท่ีต้องการ
ภายในเวลาท่ีกาหนด เช่น ให้คิดหาประโยชน์ของไม้ไผ่มาให้ได้มากท่ีสุด ภายในเวลาที่กาหนดให้ ซึ่งอาจเป็น
5 นาที หรือ 10 นาที

ความคดิ คลอ่ งแคลว่ มคี วามสาคญั ต่อการแกป้ ัญหา เพราะในการแก้ปญั หาจะต้องแสวงหาคาตอบ
หรือวธิ แี กไ้ ขหลายวิธี และตอ้ งนาวิธกี ารเหล่าน้ันมาทดลองจนกวา่ จะพบวิธี การทถี่ ูกตอ้ งตามท่ตี อ้ งการ

ความคิดคลอ่ งแคลว่ นบั ว่าเป็นความสามารถอนั ดับแรกในการทีจ่ ะพยายามเลือกเฟ้นให้ได้ความคิด
ทดี่ แี ละเหมาะสมทีส่ ุด กอ่ นอื่นจงึ จาเป็นต้องคดิ คดิ ออกมาให้ได้มากๆ หลายๆ อยา่ งแตกตา่ งกนั แลว้ จงึ นาเอา
ความคิดที่ได้ท้ังหมดมาพิจารณาแต่ละอย่างเปรียบเทียบกันว่าความคิดอันใดจะเป็นความคิดท่ีดีท่ีสุด และให้
ประโยชนค์ ้มุ ค่ามากทส่ี ุด โดยคานงึ ถึงเกณฑใ์ นการพิจารณา เชน่ ประโยชน์ทีใ่ ช้เวลา การลงทุน ความยากง่าย
บคุ ลากร เปน็ ตน้

ความคิดคล่องตัว นอกจากจะช่วยให้ได้คาตอบท่ีดีและเหมาะสมที่สุดแล้ว ยังช่วยจัดหาทางเลือก
อื่นๆ ท่ีอาจเป็นไปได้ให้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในการแก้ปัญหาใดๆก็ตาม มัก จะพยายามหาวิธีแก้หลายๆวธิ ี
โดยให้โอกาสในการเลือกเป็นอันดับรองลงมา เช่น ถ้าเราไม่ สามารถทาได้อย่างวิธีท่ี 1 วิธีที่ 2 ก็อาจนามา
ทดลองใช้ หรือวิธีที่ 3 ก็ยังเป็นท่ีน่าสนใจถ้าวิธีที่ 2 ไม่สามารถแก้ไขได้เหล่าน้ีเป็นต้น ความคิดคล่องแคล่ว
นอกจากช่วยให้มีข้อมูลมากพอในการเลือก สรรแล้วยังมีช่องทางอ่ืนที่เป็นไปได้ให้เลือกอีกด้วย จึงนับได้ว่า
ความคดิ คลอ่ งตวั เปน็ ความสามารถ เบอ้ื งต้นทีจ่ ะนาไปสคู่ วามคดิ ทมี่ ีคณุ ภาพหรือความคิดสร้างสรรคน์ นั่ เอง

3. ความคดิ ยืดหยุน่ (Flexibility)
หมายถึง ประเภทหรือแบบของความคิด แบง่ ออกเป็น
1. ความคิดยืดหยุ่นท่ีเกิดข้ึนทันที (Spontaneous Flexibility) เป็นความ สามารถที่จะพยายามคิด
ให้หลายประเภทอย่างอิสระ เช่น คนท่ีมีความคิดยืดหยุ่นจะคิดได้ว่า ประโยชน์ของก้อนอิฐมีอะไรบ้าง หลาย
ประเภท ในขณะทีค่ นทไ่ี มม่ คี วามคิดสร้างสรรค์จะคิดได้ เพยี งประเภทเดยี ว หรอื สองประเภทเทา่ นั้น
2. ความคิดยืดหยุ่นทางด้านการดัดแปลง (Adaptive Flexibility) ซ่ึงมี ประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา
คนที่มีความคิดยืดหยุ่นจะคิดได้ไม่ซ้ากัน ตัวอย่างเช่น ในข้อ 1 ในเวลา 5 นาที ท่านลองคิดว่าท่านจะสามารถ
ใช้หวายทาอะไรได้บ้าง คาตอบ กระบงุ กระจาด ตะกร้า กลอ่ งใสด่ นิ สอ กระออมเกบ็ น้า เปล เตยี งนอน ตู้ โตะ๊
เครือ่ งแป้ง เก้าอ้ี เก้าอ้นี อนเลน่ โซฟา ตะกรอ้ ชะลอม กรอบรูป กบหนบี ผม ด้ามไม้เทนนิส ดา้ มไมแ้ บดมินตัน
เปน็ ต้น หรือหากนาเอาคาตอบดงั กลา่ วมาจัดเปน็ ประเภท ก็จะจดั ได้ 5 ประเภทดงั น้ี
ประเภทที่ 1 เฟอรน์ เิ จอร์-ตู้ เตียงนอน โตะ๊ เกา้ อ้ี โซฟา
ประเภทท่ี 2 เคร่ืองใช้-กระบงุ กระจาด ตะกรา้ กระออม
ประเภทที่ 3 เครอ่ื งประดับ-หนบี ผม
ประเภทท่ี 4 เครือ่ งเขียน-กล่องใส่ดินสอ เพราะฉะนน้ั จะเห็นได้ว่าความคิดยืดหยุ่นจะเปน็ ตวั เสริมให้
ความคิดคล่องแคล่วมีความ แปลกแตกต่างออกไป หลีกเล่ียงการซ้าซ้อนหรือเพิ่มคุณภาพความคิดให้มากข้ึน
ด้วยการจัดเปน็ หมวดหมู่และหลักเกณฑ์ยง่ิ ขน้ึ

ห น้ า | 35

นับได้ว่าความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น เป็นความคิดพ้ืนฐานที่จะนาไปสู่ความคิดสร้างสรรค์
ได้หลายหมวดหมู่หลายประเภทตลอดจนสามารถเตรียมทางเลือกไว้หลายๆทางความคิดยืดหยุ่นจึงเป็น
ความคดิ เสริมคณุ ภาพใหด้ ีข้ึน

4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)
แม้ว่าลักษณะของความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยความคิดหลายลักษณะ เช่น ความคิด ริเริ่ม

ความคิดยืดหยุ่น ความคิดคล่องตัวก็ตาม แต่ลักษณะความคิดละเอียดลออก็จะขาดเสียมิได้ หากปราศจาก
ความคดิ ละเอยี ดลออแล้วก็ไม่อาจทาใหเ้ กิดผลงานหรือผลผลิตสร้างสรรค์ขนึ้ มาได้ และตรงจดุ น้ที ่ีเป็นจดุ สาคัญ
ของความคดิ สร้างสรรคท์ มี่ งุ่ เนน้ ผลผลิตสรา้ งสรรค์เปน็ สาคญั ด้วย

เนเลอร์ (Kneller, 1956 อ้างถึงใน กาญจนา ดากิงตระกูล, 2545: 14) กล่าวว่า ความคิด
ละเอียดลอดเป็นคุณลักษณะท่ีจาเป็นในการสร้างผลงานท่ีมีความแปลกใหม่เป็นพิเศษให้สาเร็จและยังขยาย
ความอีกว่า "ความคิดสรา้ งสรรคจ์ ึงไม่เพียงแตป่ ระกอบด้วยส่ิงแปลกใหม่แค่เพียงอยา่ งเดียวเท่านนั้ แตใ่ นความ
แปลกความใหม่ และความพิเศษนั้นจะต้องตระหนักถึงความสาเร็จอย่างสร้างสรรค์ด้วย” ดังน้ันบุคคลท่ีมี
ความคดิ สรา้ งสรรค์จึงไม่เพยี งแต่มีความคิดใหม่เท่าน้ัน แต่จะต้องพยายาม คดิ และประสานความคดิ ตดิ ตามให้
ตลอด หรือให้เกิดความสาเร็จด้วย ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มีทีท่าว่าจะเป็นกวีน้ันไม่เพียงแต่ชอบ และคิดในเรื่อง
ความงดงามของบทกลอนเท่าน้ัน แต่จะต้องพยายามสร้างผลงานบทกวีขึ้นมาด้วย หรือหากบุคคลท่ีมีความคดิ
สรา้ งสรรคใ์ นทางทักษะการประดิษฐ์ตา่ งๆแทนทจ่ี ะเลน่ เฉยๆกับลวดกจ็ ะคิดสร้างมนั ให้เป็นวิทยุขึ้นมาได้

ทฤษฎีของทอแรนซ์ (Torrance)
สืบเนื่องจากการค้นคว้าของกิลฟอร์ด (Guilford) ซ่ึงให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับ
"องค์ประกอบ” ของการคิดนั้น ทอแรนซ์ (Torrance) ค้นคว้าเพิ่มเติมโดยทาการศึกษาระยะยาว เกี่ยวกับ
ประสบการณ์ในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยยังคงศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบวา่ ด้วยความคิดคล่องตัว
(Fluency) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) ความคิดริเริ่ม (Originality) และ ความคิดละเอียดลออ
(Elaboration) ในที่สดุ ทอแรนซ์ (Torrance, 1965 อ้างถึงใน กาญจนา ดากิงตระกูล, 2545: 14) ได้สรุปว่า
กระบวนการคิดสร้างสรรค์ หมายถึง วิธีการคิดหรือกระบวนการทางานของสมองอย่างเป็น
ขัน้ ตอน และสามารถคดิ แก้ปญั หาได้สาเรจ็ ซง่ึ เขาได้ใหค้ าอธิบายว่าเป็นกระบวนการของความรู้สึกไวต่อปัญหา
หรอื สงิ่ ท่บี กพร่องขาดหายไปแลว้ จึงรวบรวมความคิดตง้ั เป็นสมมติฐานขึ้น
1.7 งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์
งานวจิ ัยในประเทศ
ยุพิน วิลัย (2544) ได้ศึกษาผลของโปรแกรมการวาดภาพและโปรแกรมการฟังนิทาน ที่มีต่อการพัฒนา
ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน ที่ได้รับโปรแกรมการวาด
ภาพและนักเรียนที่ได้รับโปรแกรมการฟังนิทานมีความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 และมีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลัง
การทดลองนักเรียนท่ีได้รับโปรแกรม การวาดภาพและนักเรียนท่ีได้รับโปรแกรมการฟังนิทานมีความคิด
สรา้ งสรรคไ์ ม่แตกต่างกัน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .05

ห น้ า | 36

ดวงพร พิทักษ์วงศ์ (2546) ได้ศึกษาการสร้างชุดกิจกรรมศิลปะเพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สาหรับ
เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านคลองลาว อาเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ผลการวิจัยพบว่า
ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนปฐมวัยที่เรียนชุดกิจกรรมศิลปะ เพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และที่เรียน
ศิลปะแบบปกติตามแนวการจัดประสบการณ์ ชัน้ ปฐมวยั แดกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01

วรวิทย์ สงคา (2547) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมวาดภาพระบายสี ที่ส่งผลต่อการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ทางศิลปะของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์ เทศบาล 1
สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองพัทลุง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีได้รับการฝึกจากชุดกิจกรรมวาดภาพ
ระบายสมี ผี ลสมั ฤทธด์ิ า้ นความคิดสรา้ งสรรค์ทางศลิ ปะสูงขนึ้ อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ี่ระดับ .01

สุภาวดี เพชรช้ินสกุล (2547) ได้ศึกษาผลการเรียนจากการใช้กิจกรรมเกมดนคร และนิทานที่มีต่อ
ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านดอนดาลึง อาเภอสองพ่ีน้อง จังหวัด
สุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า วิธีสอนกับเพศมีปฏิสัมพันธ์ร่วมต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดย
นักเรียนชายที่เรียน โดยใช้กิจกรรมเกม ดนตรี และนิทาน กับการเรียนตามปกติมีความคิดสร้างสรรค์ไม่
แตกต่างกัน ส่วนนักเรียนหญิงที่เรียน โดยใช้กิจกรรม เกม ดนตรี และนิทานกับการเรียนตามปกติมีความคิด
สรา้ งสรรค์แตกต่างกัน โดยนกั เรียนหญงิ ท่ีเรียน โดยใชก้ ิจกรรมเกมดนตรีและนทิ านมีค่าคะแนนสงู กว่านักเรียน
หญิงท่ีเรียนตามปกติ สาหรับนักเรียนชายและนักเรียนหญิงท่ีเรียนโดยใช้กิจกรรมเกม ดนตรีและนิทานมี
ความคิด สร้างสรรค์แตกตา่ งกัน โดยนักเรียนหญิงที่เรยี นโดยใช้กิจกรรมเกม ดนตรี และนิทานมีค่าคะแนน สูง
กว่านักเรียนชาย สว่ นนกั เรียนชาย และนักเรียนหญิงท่ีเรยี นดามปกติ มคี วามคิดสรา้ งสรรค์ ไม่แตกต่างกนั

ศิริรักษ์ พันธ์ุเวียง (2548) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนศิลปะ คามแนวคิดพหุสัมผัส
เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการวาดภาพระบายสีของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีเข้าร่วมกิจกรรมศิลปะตามแนวคิดพหุสัมผัสเพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และ
ความสามารถในการวาดภาพระบายสีมีความคิด สร้างสรรค์ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01

ชลธิชา ชิวปรีชา (2554) ไดศ้ ึกษาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยท่ที ากิจกรรมศิลปะดว้ ยใบตอง

ผลการวิจัยพบว่า นกั เรยี นทไี่ ด้รับการฝกึ จากชดุ จัดกิจกรรมความคดิ สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวยั ท่ที ากจิ กรรม

ศลิ ปะดว้ ยใบตอง มผี ลสมั ฤทธ์ดิ ้านความคดิ สร้างสรรค์ทางศิลปะสูงกวา่ ก่อนการจดั กจิ กรรมอย่างมนี ยั สาคญั

ทางสถติ ิทีร่ ะดบั .01

เมริกา ตรรกวาทการ (2556) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมทัศนศิลป์เพ่ือส่งเสริมทักษะความคิด
สรา้ งสรรคส์ าหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษา ผลการวิจยั พบวา่ นกั เรียนทีไ่ ด้รับการฝึกจากชุดกิจกรรมทัศนศิลป์
เพ่ือส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ มีระดับความคิดสร้างสรรค์ท่ีสูงกว่าก่อนเขาร่วมกิจกรรมอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.1 และนักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมทักษะคิด
สรา้ งสรรคใ์ นระดบั มากทส่ี ุด

ห น้ า | 37

เกศินี ก่ีจนา (2558) ได้ศึกษาการสรา้ งชดุ จดั กจิ กรรมทัศนศิลป์เพ่ือพฒั นาสามารถในการปฏิบัตงิ าน
ศลิ ปะและความคิดสรา้ งสรรค์ สาหรับนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1 ผลการวิจยั พบว่า นกั เรียนทีไ่ ดร้ ับการฝึก
จากชดุ จัดกจิ กรรมทศั นศิลป์เพือ่ พฒั นาสามารถในการปฏบิ ัตงิ านศลิ ปะและความคดิ สร้างสรรค์ มผี ลสมั ฤทธ์ิ
ดา้ นความคดิ สรา้ งสรรค์ทางศิลปะสงู กวา่ ก่อนเรยี นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ ่ีระดับ .05

งานวิจัยในต่างประเทศ
เบทซ์ และเจนนิเฟอร์ ดับบลิว (Betz & Jennifer, 2009 อ้างถึงใน โรงเรียนบ้านหนองบัว 2555) ได้
ศึกษาการประเมินผลกิจกรรมทัศนศิลป์ในระดับประถมศึกษา ผลของการศึกษาพบว่าแบบทดสอบชนิด
เลือกตอบมีความเหมาะสมกับกิจกรรมทัศนศิลป์ และปจั จบุ นั ไดม้ ผี ู้สาเรจ็ การศกึ ษาดา้ นการวดั และประเมินผล
โดยเฉพาะ ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะคอยให้คาปรึกษากับอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยและในระดับต่าง ๆ เกี่ยวกับการ
สอน หรือบทบาทหนา้ ที่ เทคนิคการประเมินทเี่ ป็นประโยชน์และสามารถนาไปปฏิบัติได้จริง
แคเนียล (Danie, 2010) ไดศ้ กึ ษาความมน่ั คงของโปรแกรมทัศนศิลป์ ผลของการศกึ ษาพบว่า โปรแกรม
ทัศนศิลป์น้ันได้เพิ่มพูนความสาเร็จให้กับนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลถึง 12 ปี มาโดยตลอด ท้ังความม่ันใจ
และการแสดงความคิดเห็นให้โอกาสนักเรียนได้แสดงออกซ่ึงความเฉลียวฉลาด แต่ในปัจจุบันงบประมาณส่วน
หน่ึงได้ถูกตัดออกไปให้กับการทดสอบทาง คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ความต้องการในการเรียนศิลปะน้ัน
ถูกทาลายลงเน่ืองจากสวน ทางกับความก้าวหน้าของประเทศ ซ่ึงมีความจาเป็นที่บุคคลหลาย ๆ ฝ่าย ทั้ง
ประชาชนท่วั ไป ผู้บรหิ าร ผปู้ กครอง ครูหนั มาเหน็ ความสาคญั ของโปรแกรมศิลปะท่ีมีความสาคัญต่อการศึกษา
2. การสร้างชดุ กิจกรรมเพอื่ การสอน
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ปรับปรุงรูปแบบการสอนมาจากชุดการสอนสาหรับกิจกรรมกลุ่ม (วิชัย วงษ์
ใหญ,่ 2525, หน้า 174-175) และชดุ กจิ กรรมของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 5 -
11) ซ่งึ มอี งคป์ ระกอบ ดงั นี้
1. ชุดกิจกรรมสาหรับครู มีไว้เพื่อให้ครูใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนและดาเนิน
กิจกรรม ซ่งึ ประกอบดว้ ยหัวขอ้ สาคัญ ดังนคี้ อื
1.1 ช่อื กจิ กรรม เป็นส่วนทรี่ ะบหุ มายเลขกจิ กรรมและชือ่ กิจกรรม
1.2 คาชี้แจง เป็นสว่ นท่ีอธิบายความมงุ่ หมายหลกั ของกิจกรรมและลักษณะ ของการจดั กิจกรรม เพือ่ ให้
บรรลุจดุ ม่งุ หมายทีต่ ้งั ไว้ โดยกล่าวใหผ้ ู้อา่ นมองเหน็ ภาพรวม ของกจิ กรรมอยา่ งคร่าวๆ
1.3 จุดมงุ่ หมาย เปน็ ส่วนทีร่ ะบุจดุ มงุ่ หมายท่ีสาคญั ของกจิ กรรมซ่ึงแบ่งออกเป็น

1.3.1 จดุ มุง่ หมายท่ัวไป ซึ่งเป็นส่วนทบี่ ง่ บอกจุดมงุ่ หมายปลายทาง โดยทัว่ ไปของกิจกรรม
1.3.2 จุดมุ่งหมายเชงิ พฤติกรรม เป็นส่วนระบุถึงพฤติกรรมที่นักเรียนต้องทา เพ่ือให้บรรลุความมุ่ง
หมายหลกั ของกจิ กรรม

ห น้ า | 38

1.4 แนวคิด เป็นส่วนที่ระบุเน้ือหาของกิจกรรม เพ่ืออธิบายให้ครูทราบว่าอะไร เป็นสาระสาคัญที่
นกั เรยี นควรได้รับและเขา้ ใจจากการเรียนตามกิจกรรม

1.5 เวลาท่ีใช้เป็นส่วนที่ระบุจานวนเวลาโดยประมาณว่ากิจกรรมนั้นควรใชเ้ วลา ประมาณเท่าใด แต่ครู
สามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตามครูไม่ควรข้ามข้ันตอน ในการอภิปรายหรือลดเวลา
อภปิ รายมากเกนิ ไป เพราะขน้ั อภปิ รายเป็นข้นั ท่ีสาคัญต่อการเรียน ของนักเรยี น

1.6 สื่อ เป็นส่วนท่ีระบุถึงวัสดุและอุปกรณ์ท่ีจาเป็นในการดาเนินกิจกรรม เพ่ือช่วยให้ ครูทราบว่าต้อง
เตรียมอะไรบ้างในการจดั กิจกรรมแต่ละครงั้

1.7 ข้ันตอนดาเนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุวิธีการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุ จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม
สาหรับขั้นตอนดาเนินกิจกรรมมีดังตอ่ ไปนี้

ขน้ั นา เป็นการเตรียมความพร้อมของนักเรยี น
ขั้นสอน เป็นส่วนให้ความรู้ หรอื สาธิตประกอบการบรรยาย และให้นกั เรยี นลงมือ ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
ขัน้ อภปิ ราย เปน็ สว่ นทีใ่ ห้นักเรยี นได้นาเอาประสบการณท์ ี่ได้รบั ในข้นั สอนมาอภิปราย แลกเปลย่ี น
ความคดิ เหน็ เพ่อื ใหเ้ กิดความเข้าใจและแนวทางการแกป้ ญั หาทอี่ าจพบในการดาเนนิ กจิ กรรมคร้ังต่อไป
ขั้นสรุป เป็นส่วนท่ีครูและนักเรียนได้ช่วยกันรวบรวมความรู้ท่ีได้จากขั้นสอน มาอภิปราย มาสรุป
เพ่ือให้ได้สาระสาคญั ในการทากิจกรรม
ข้ันประเมินผล เป็นส่วนท่ีครูต้องการตรวจสอบว่าเม่ือจบกิจกรรมแต่ละกิจกรรมแล้วนักเรียน
สามารถทากิจกรรมของนักเรียนในขณะดาเนินการประเมินจากแบบฝกึ หัดท้ายบทหรอื ผลงานของนักเรยี นแต่
ละช้ินทนี่ ักเรียนทาในแตล่ ะกิจกรรม โดยใชเ้ กณฑ์การประเมนิ ผลงานทกี่ าหนดไวใ้ นแต่ละกจิ กรรม
ขั้นส่ังงาน เป็นส่วนที่ครูแจ้งให้นักเรียนได้เตรียมตัวและจัดหาอุปกรณ์บางอย่าง เพื่อนามาใช้ใน
การทากจิ กรรมครั้งต่อไป
1.8 ภาคผนวก เป็นส่ิงที่ให้คาเฉลยของแบบฝึกหัด ความรู้หรือหลักการต่าง ๆ ในกิจกรรมนั้น ๆ
สาหรับครู กิจกรรมสาหรับนักเรียนและแบบฝึกหัดท้ายกิจกรรมสาหรับนักเรียนและข้อมูลอื่น ๆ สาหรับครู
กจิ กรรมสาหรบั นักเรียน และแบบฝึกหดั ท้ายกจิ กรรมสาหรบั นกั เรยี น และข้อมลู อน่ื ๆ ท่ีจาเป็นสาหรับครู เพ่ือ
เป็นแนวทางในการดาเนนิ กิจกรรม
2. ชุดกิจกรรมสาหรับนักเรียน มีไว้เพ่ือให้นักเรียนใช้เป็นแนวทางในการทากิจกรรมแต่ละครั้ง ซ่ึง
ประกอบด้วยหัวขอ้ สาคญั ดงั ตอ่ ไปนี้ คอื

2.1 วตั ถุประสงค์ เป็นส่วนที่ระบุวตั ถปุ ระสงค์ที่สาคญั ของกจิ กรรม
2.2 เวลาท่ีใช้เป็นส่วนทร่ี ะบใุ ห้นกั เรียนไดท้ ราบชว่ งระยะเวลาทใี่ ช้ในการทากิจกรรมแตล่ ะครั้ง

ห น้ า | 39

2.3 ส่ิงท่ีนักเรียนต้องเตรียมมา เป็นส่วนที่ระบุถึงส่ิงที่นักเรียนจะต้องเตรียมมาไว้เพ่ือใช้ใน
กจิ กรรมทกี่ าหนดให้

2.4 กิจกรรมท่นี ักเรยี นต้องทา เปน็ ส่วนท่ีระบุถงึ กิจกรรมที่นกั เรียนต้องทาในแต่ละกิจกรรม
2.5 การประเมินผล เป็นส่วนที่ระบุเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลรายกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนท่ี
ได้ทราบเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินกิจกรรมแต่ละครงั้
นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 1-7) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุด กิจกรรมว่าควรมี
ลกั ษณะดังต่อไปนี้
1. หลักการของรูปแบบการฝึกทักษะ ซ่ึงจะทาให้นักเรียนเห็นความสาคัญและคุณค่าของสิ่งท่ีน่าจะทา
ให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจวา่ จะทาอยา่ งไร และได้มกี ารกระทาอย่างต่อเน่อื งจนเกิดความชานาญ
2. ลักษณะของชุดกิจกรรม จะประกอบด้วยโครงสรา้ งเนื้อหาที่มีลักษณะต่อเน่ืองกันมีความเบ็ดเสรจ็ ใน
ตัวเอง เพือ่ สะดวกในการใช้ด้วยกระบวนการฝึกแบบกิจกรรม ซงึ่ อย่ใู นรปู กจิ กรรมการสอนและกจิ กรรมการฝึก
หลงั จากนัน้ จะประเมนิ ผลเพื่อใหท้ ราบถึงผลสัมฤทธิ์จากการใชช้ ุดกจิ กรรม
3. สื่อประกอบชุดกิจกรรม โดยสร้างให้สอดคล้องกับหลักการเพ่ืออานวยความสะดวกให้แก่ครู ชุดสื่อ
ดังกล่าวประกอบด้วยเคร่ืองมือแบบต่าง ๆ ท่ีครูใช้ในการสอนและฝึกทักษะให้นักเรียน เช่น แบบทดสอบท้าย
กจิ กรรม แบบวดั ทกั ษะการทางานกลมุ่
ชุดการสอนเป็นเทคโนโลยีท่ีพัฒนาวิธีการเรียนการสอนหลาย ๆ ระบบโดยนาเอาส่ือที่สอดคล้องกับ
เน้ือหาวิชาของแต่ละกิจกรรมมาช่วยในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นักการศึกษาได้ให้
ความหมายของชุดการสอนไว้หลายแนวคิด เช่น ชุดการสอน (Instructional Package) เป็นสื่อประสมที่ได้
จากระบบการผลิตและการนาส่ือการสอนที่สอดคล้องกับวิชา หน่วย หัวเรื่องและวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้การ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเรียน เป็นไปอย่างมี เพื่อช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเรียน
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2539, หน้า 117-118) ชุดการสอนเป็นนวัตกรรมท่ีต้ังอยู่บน
พน้ื ฐานของทฤษฎแี ละหลกั การของส่ือประสมประกอบอย่างมเี หตุผลและสมบูรณ์ เพื่อใหบ้ รรลุจดุ มุ่งหมายของ
การสอน ทาใหก้ ารเรยี นการสอนมปี ระสทิ ธภิ าพยิง่ ขนึ้ ภายในชุดการสอนมสี อ่ื และคาแนะนาวิธีดาเนินการสอน
พร้อมท่ีจะให้ครูนาไปใชส้ อนได้ทนั ที และชุดการสอนยังสามารถจัดทาได้หลายประเภทสามารถเลือกใช้ได้ตาม
ความเหมาะสมกบั ลกั ษณะของผเู้ รยี น สภาพแวดลอ้ ม และโอกาส ทาใหผ้ ้เู รียนไดท้ ากจิ กรรมตามเอกตั ภาพ
จากการสร้างชดุ กจิ กรรมเพ่ือการสอนสรุปไดว้ า่ ชุดกจิ กรรมเพอื่ การสอนจะเปน็ สอื่ ประสมทชี่ ่วยให้การ
จัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน ภายในชุดกิจกรรม เพ่ือการสอนจะมีคาแนะนาส่ือและการ
ดาเนนิ การสอนท่ีพร้อมให้ผใู้ ชส้ ามารถเลอื กให้เหมาะสม

ห น้ า | 40

อาจกล่าวได้ว่าชุดกิจกรรมเพ่ือการสอน มี 2 ประเภท ได้แก่ ชุดกิจกรรมสาหรับครู และ ชุดกิจกรรม
สาหรบั นักเรยี น และองคป์ ระกอบของชดุ กิจกรรมประกอบดว้ ยหลกั การของรปู แบบการฝึกทักษะ ลักษณะของ
ชุดกิจกรรมและส่ือประกอบชุดกิจกรรมและชุดการสอนเป็นนวัตกรรม ท่ีต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของทฤษฎีและ
หลักการของส่ือประกอบอย่างมีเหตุผลและสมบูรณ์เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการสอน สามารถเลือกใช้ได้
ตามความเหมาะสมกบั ลกั ษณะผูเ้ รยี น สภาพแวดล้อม และโอกาส
2.1 หลักการและทฤษฎที ี่เกีย่ วข้องกับชดุ การสอน

แนวคิดพื้นฐานที่นาไปสู่การสร้างชุดการสอนนั้นประกอบด้วยแนวคิด 5 ประการ ดังน้ี (ชัยยงค์ พรหม
วงศ,์ 2539, หน้า 105)

แนวคิดที่ 1 เป็นแนวคิดตามหลักจติ วิทยา เกี่ยวกับทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล นักการศึกษาได้
นาแนวคิดน้ีมาจัดการเรียนการสอน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ของผู้เรียน จัดการศึกษาท่ีให้
อสิ ระในการเรียนรู้ด้วยตนเองตามกาลังความสามารถของแต่ละบคุ คล

แนวคิดท่ี 2 เป็นแนวคิดที่พยายามจะเปลย่ี นแปลงการเรียนการสอนจากแบบเดิมที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง
มีครูเป็นแหล่งความรู้นั้นมาเป็นการจัดประสบการณ์และสื่อประสมที่ตรงกับเนื้อหาวิชาในรูปของชุดการเรียน
การสอน โดยผ้เู รยี นหาความรูด้ ว้ ยตนเองจากชุดการเรยี นการสอน

แนวคิดที่ 3 เป็นแนวคิดท่ีพยายามจะจัดระบบการผลิตและการใช้อุปกรณ์การสอนให้เป็นไปในรูปส่ือ
ประสม โดยมีจุดม่งุ หมายเพื่อเปลี่ยนจากการใชส้ อ่ื เพ่ือช่วยครสู อนมาเป็นการช่วยผู้เรยี นเรียน

แนวคิดที่ 4 เป็นแนวคิดที่พยายามจะสร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นระหว่างครูกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน
และผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม โดยนาส่ือการสอนและทฤษฎีกระบวนการกลุ่มมาใช้ ในการประกอบกิจกรรม
รว่ มกันของผ้เู รยี น

แนวคิดที่ 5 เป็นแนวคิดท่ียึดหลักการจิตวิทยาการเรียนรู้มาจัดสภาพการณ์เรียนรู้ เพื่อให้การเรียนรู้มี
ประสทิ ธภิ าพ โดยการเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้พบเหน็ ส่งิ ตา่ ง ๆ ดงั นี้

1. ได้ร่วมกจิ กรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2. มที างทราบว่าการตัดสนิ ใจหรือการทางานของคนถูกหรือผิดทนั ที
3. มีการเสริมแรงทางบวก ท่ีทาให้ผู้เรียนภาคภูมิใจท่ีได้ทาถูกหรือคิดถูกอันจะทาให้กระทา
พฤตกิ รรมนน้ั ซา้ อกี ในอนาคต
4. ได้คอ่ ยเรียนรู้ทล่ี ะขนั้ ตามความสามารถและความสนใจของผูเ้ รียนเอง โดยไม่มีการบงั คับ
การจัดสภาพการณ์ที่เอ้ืออานวยต่อการเรียนรู้ตามนัยดังกล่าวข้างต้นนี้จะต้องมีเคร่ืองมือช่วยให้บรรลุ
จุดหมายปลายทาง โดยการจัดการสอนแบบโปรแกรมในรูปแบบของกระบวนการและใช้ชุดการสอนเป็น
เครือ่ งมอื สาคัญ

ห น้ า | 41

อาจกล่าวได้ว่าหลักการและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับชุดการสอน ประกอบด้วยแนวคิด 5 ประการ คือ
แนวคิดตามหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล แนวคิดท่ียึด ผู้เรียนเป็นสาคัญ แนวคิด
จัดระบบการผลิตและการใช้สื่อประสม และแนวคิดที่ยึดหลักการจิตวิทยาการเรียนรู้ โดยจะต้องมีเคร่ืองมือ
ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยการจัดการสอนแบบโปรแกรม ในรูปของกระบวนการและใช้ชุดการสอนเป็น
เครอ่ื งมือ
2.2 ประเภทของชดุ การสอน

ในการจัดแบ่งประเภทของชุดการสอนน้ัน ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2539, หน้า 244-245) และวิชัย วงษ์
ใหญ่ (2525, หน้า 174-175) ไดจ้ ัดแบ่งชุดการเรียนการสอนตามลักษณะการใชง้ าน ออกเปน็ 4 ประเภท ดังน้ี

1. ชุดการสอนประกอบคาบรรยาย เป็นชุดการสอนท่ีมุ่งขยายเนื้อหาสาระการสอนแบบบรรยายให้
ชัดเจนข้ึนช่วยให้ผู้สอนพูดน้อยลง และใช้ส่ือการสอนทาหน้าท่ีแทนชุดการสอนแบบบรรยายน้ีนิยมใช้กับการ
ฝึกอบรมและการสอนในระดับอุดมศึกษา การสอนแบบบรรยายยังมีบทบาทสาคัญในการถ่ายทอดความรู้
ใหก้ บั ผู้เรียน

2. ชุดการสอนแบบกลุ่มกิจกรรมเป็นชุดการสอนท่ีมุ่งให้ผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน และอาจ
จดั การเรียนในรูปของศูนย์การเรยี น ชุดการสอนแบบกจิ กรรมกลมุ่ จะประกอบดว้ ยชดุ ย่อยเทา่ กบั จานวนศูนย์ที่
แบ่งไว้ในแต่ละหน่วยในแต่ละศูนย์จะใช้สื่อการเรียนหรือบทเรียนครบชุดตามจานวนนักเรียนในศูนย์กิจกรรม
น้ัน สื่อการเรยี นอาจจะอยู่ในรูปรายบคุ คลหรือผเู้ รยี นท้ังศนู ย์ใชร้ ว่ มกันได้ ผเู้ รียนจากชดุ การสอนแบบกิจกรรม
กลุ่มอาจะต้องการความช่วยเหลือจากครูเพียงเล็กน้อยในระยะเวลาที่เร่ิมต้นเท่านั้น หลังจากเคยชินต่อ
วิธีการใช้แล้ว ผเู้ รียนจะสามารถชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกนั ได้เอง ระหวา่ งประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนหาก
มีปัญหาผู้เรียนสามารถซกั ถามครไู ดเ้ สมอ

3. ชุดการสอนตามเอกัตภาพหรือชุดการสอนรายบุคคล เปน็ ชดุ การสอนทมี่ ุ่งให้ผูเ้ รียนสามารถศึกษาหา
ความรู้ด้วยตนเอง บางท่ีเรียกว่าชุดการเรียนอาจเป็นการเรียนในโรงเรียนหรือท่ีบ้านก็ได้ เพื่อให้ผู้เรียนก้าวไป
ข้างหน้าตามความสามารถความสนใจความพร้อมของผู้เรียน ชุดการสอนรายบุคคลอาจจะออกมาในรูปหนว่ ย
การสอนยอ่ ยหรือโมดลู

4. ชุดการสอนทางไกล เป็นชุดการสอนที่ผู้สอนกับผู้เรียนอยู่ต่างถิ่นต่างเวลากัน มุ่งสอนให้ผู้เรียนได้
ศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียน ประกอบด้วยส่ือประเภท สิ่งพิมพ์ รายการวิทยุกระจายเสียง
โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และการสอนเสรมิ ดามศูนย์บริการการศึกษา

ดงั นน้ั ผวู้ ิจัยได้สร้างชดุ กิจกรรมขนึ้ โดยยึดแนวการสรา้ งชดุ การสอนสาหรบั ชุดกิจกรรม ซึง่ ชุดกิจกรรมนี้
จะมลี กั ษณะการจดั กิจกรรมที่มีครูและนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยกิจกรรม ชว่ งแรกจะเปน็ กจิ กรรมท่ใี หค้ วามรู้


Click to View FlipBook Version