1326765395 สถานภาพและบทบาทของตวั ละครหญงิ ในนวนยิ ายของจฬุ ามณี
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 วทิ ยานพิ นธ์
ของ
วไิ ลรตั น์ ภามนตรี
เสนอตอ่ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม เพื่อเปน็ สว่ นหนึง่ ของการศึกษาตามหลกั สตู ร
ปรญิ ญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย
เมษายน 2565
ลิขสิทธ์ิเป็นของมหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม
60010180022_1326765395
1326765395 สถานภาพและบทบาทของตวั ละครหญงิ ในนวนยิ ายของจุฬามณี
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 วิทยานพิ นธ์
ของ
วิไลรัตน์ ภามนตรี
เสนอตอ่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพ่อื เป็นสว่ นหน่งึ ของการศึกษาตามหลกั สตู ร
ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย
เมษายน 2565
ลขิ สิทธ์ิเปน็ ของมหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
1326765395 Status and Role of Female Characters in Chulamanee’s Novels
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 Wilairat Pamontree
A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of Requirements
for Master of Arts (Thai)
April 2022
Copyright of Mahasarakham University
1326765395 คณะกรรมการสอบวทิ ยานิพนธ์ ไดพ้ ิจารณาวิทยานิพนธ์ของนางสาววิไลรัตน์ ภามนตรี
แลว้ เห็นสมควรรบั เปน็ ส่วนหนงึ่ ของการศึกษาตามหลักสตู รปริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ า
ภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 คณะกรรมการสอบวิทยานพิ นธ์
(รศ. ดร. นติ ยา วรรณกติ ร์ ) ประธานกรรมการ
(ผศ. ดร. กรี ติ ธนะไชย ) อาจารยท์ ีป่ รึกษาวทิ ยานพิ นธ์หลกั
(ผศ. ดร. ราชนั ย์ นิลวรรณาภา ) กรรมการ
(ผศ. ดร. มารศรี สอทิพย์ ) กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิภายนอก
มหาวิทยาลัยอนุมตั ิให้รับวิทยานพิ นธ์ฉบับนี้ เป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสูตร
ปรญิ ญา ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
(รศ. ดร. นิตยา วรรณกติ ร์ ) (รศ. ดร. กรสิ น์ ชยั มูล )
คณบดีคณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลยั
ง
บทคัดยอ่ ภาษาไทย สถานภาพและบทบาทของตัวละครหญิงในนวนยิ ายของจุฬามณี
ช่ือเรื่อง
ผูว้ ิจัย วิไลรัตน์ ภามนตรี
อาจารย์ท่ปี รกึ ษา ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร. กรี ติ ธนะไชย
ปริญญา ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ า ภาษาไทย
มหาวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ปีทีพ่ มิ พ์ 2565
1326765395 บทคดั ย่อ
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 วิทยานิพนธ์น้ี มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาสถานภาพและบทบาทของตัวละครหญิง
ในนวนิยายของจุฬามณี และ 2) เพื่อศึกษากลวิธีการสร้างตัวละครหญิงในนวนิยายของจุฬามณี นว
นิยายท่ีนามาใช้ในวิจัยในครั้งน้ีเป็นนวนิยายท่ีจุฬามณีประพนั ธ์ขึ้น ตง้ั แต่ปี พ.ศ.2550 - 2560 ศึกษา
ตัวละครหญิงทั้งหมด 204 ตัวละคร จานวน 8 เรอ่ื ง ดังน้ี 1) ชิงชัง 2) ตะเกียงกลางพายุ 3) สุดแค้น
แสนรัก 4) พระอาทิตย์ขึ้นในคืนหนาว 5) ลิขิตรักในสายลม 6) ทุ่งเสน่หา 7) วาสนารัก 8) กรงกรรม
โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพตามกรอบแนวคิดเก่ียวกับกลวิธีการสร้างตัวละคร สถานภาพและ
บทบาทของตวั ละคร
ผลการวิจัย พบว่า ด้านสถานภาพและบทบาทในครอบครัว ได้แก่ สถานภาพและ
บทบาทของแม่ สถานภาพและบทบาทของแม่สามี - ลูกสะใภ้ สถานภาพและบทบาทของภรรยา
สถานภาพและบทบาทของลูกสาว สถานภาพและบทบาทของเพ่ือน/พี่น้อง สถานภาพและบทบาท
ของญาติผู้ใหญ่ สถานภาพและบทบาทในสังคม พบว่า ตวั ละครหญิงมคี วามสามารถทางานไดไ้ ม่จากัด
สถานที่ มีบทบาทการประกอบอาชีพบนพื้นที่สาธารณะมากขึน้ การศึกษามอี ทิ ธิพลต่อทศั นคตใิ นการ
เลือกประกอบอาชีพ มบี ทบาททางเศรษฐกิจสังคมเปดิ กว้างให้ผู้หญิงได้ทางานในอาชีพต่าง ๆ มากข้ึน
มีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ผู้หญิงต้องสามารถรับผิดชอบได้ท้ังงานในบ้านและนอกบ้าน
ด้านกลวิธีการสร้างตัวละคร พบว่า ตัวละครหญิงในนวนิยายของจุฬามณีแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
ได้แก่ การสร้างลักษณะผู้หญิงตามคตินิยมในสังคมจารีต ผู้หญิงสวย มีความเป็นกุลสตรี และกตัญญู
การสร้างลกั ษณะผู้หญิงสมัยใหม่ เป็นผู้หญิงท่ีเก่ง มสี ตปิ ัญญาดี มีเสน่ห์ แตง่ ตวั ทนั สมัย มคี วามมั่นใจ
ในตนเอง มกี ลวธิ ีการสร้างตัวละครแนวสมจริง
คาสาคัญ : สถานภาพและบทบาท, กลวิธกี ารสร้างตวั ละคร, ตัวละครหญงิ , นวนยิ ายจฬุ ามณี
จ
บทคัดย่อภา ษา อังกฤษ Status and Role of Female Characters in Chulamanee’s Novels
TITLE Wilairat Pamontree
AUTHOR
Assistant Professor Ph.D. keerati Dhanachai
ADVISORS
DEGREE Master of Arts MAJOR Thai
UNIVERSITY Mahasarakham YEAR 2022
University
1326765395 ABSTRACT
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 The purposes of this study were 1) To study the status and role of
female characters in Chulamanee’s Novels. and 2) To strategies of creating female
characters in Chulamanee’s Novels. The novel used in this research is a novel written
by Chulamanee from 2007 - 2017. There are 204 female characters, 8 stories, as
follows: 1) Ching Chang 2) Thakieangklangpayu 3) Sutkansanrak 4) Sunrise on a cold
night 5) Destiny of love in the wind 6) Thung Sanaeha 7) Watsanarak 8) Krongkarma
by using a qualitative research methodology based on the conceptual framework of
character creation strategies. Status and roles and the theory of characters.
The results of the research were as follows: The status and roles in the
family were the mother's status and roles, Status and role of mother-in-law -
daughter-in-law, Status and role of wife Daughter's status and role, The status and
role of friends/sisters, Status and roles of adult relatives. Status and roles in society,
it was found that female characters graduated from primary school to bachelor's
level. Women are talented, smart, intelligent, able to work in unlimited places.
Women are taking a more active role in public spaces. Education influences attitudes
towards career choices that are chosen based on interests and the aptitude that they
have Women play more economic roles. The society is more open for women to
work in various professions, have the ability to communicate in English. Women must
be able to take responsibility for both household chores and work outside the home.
In terms of character creation techniques, it was found that female characters in
Chulamanee's novels can be divided into 2 types,namely creating female
1326765395 ฉ
characteristics according to social traditions, beautiful women, being feminine and
grateful. Chulamanee creates modern female characters, smart woman with good
intelligence, charming, fashionable dress, have self-confidence.There are strategies for
creating realistic characters.
Keyword : Status and Roles, Character Creation tactics, Female Character,
Chulamanee’s Novels
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32
1326765395 ช
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 กติ ตกิ รรมประกาศ
กิตตกิ รรมประกาศ
วิทยานพิ นธ์ฉบับน้ีสาเรจ็ สมบูรณ์ไดด้ ว้ ยความกรณุ าและความช่วยเหลอื อย่างสูงย่ิงจาก รศ.ดร.
นิตยา วรรณกิตร์ ประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.กีรติ ธนะไชย อาจารย์ท่ี
ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ผศ.ดร.ราชันย์ นิลวรรณาภา และ ผศ.ดร.มารศรี สอทิพย์ คณะกรรมการสอบ
วิทยานพิ นธ์ทุกทา่ นท่กี รุณาให้คาปรึกษา แนะนาแนวทาง ช่วยเหลอื ตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ
ดว้ ยความเอาใจใส่อย่างดีย่ิง รวมท้ังเสียสละเวลาอนั มีคา่ ทง้ั กาลงั กายและกาลังใจ ผู้วจิ ัยรู้สึกซาบซึง้ เป็น
อย่างย่ิงท่ีได้รับความกรุณาจากคณาจารย์ ตั้งแต่ต้นจนสาเร็จเรียบร้อย และขอขอบพระคุณบัณฑิต
วิทยาลยั ทีไ่ ดอ้ านวยความสะดวก และประสานงานในการจัดทาวทิ ยานิพนธเ์ ป็นอยา่ งดี
ขอขอบพระคุณคุณพ่อสินธ์ คุณแม่นิด ภามนตรี ที่เป็นกาลังใจอย่างดียิ่ง ประโยชน์และ
คุณค่า ท่ีเกิดจากวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี ผู้วิจัยขอมอบบูชาพระคุณแด่บิดา มารดา คณาจารย์ และผู้มี
พระคุณทุกทา่ น
วไิ ลรตั น์ ภามนตรี
1326765395 สารบญั
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 หน้า
บทคัดยอ่ ภาษาไทย...............................................................................................................................ง
บทคัดยอ่ ภาษาอังกฤษ ........................................................................................................................ จ
กิตตกิ รรมประกาศ .............................................................................................................................. ช
สารบัญ................................................................................................................................................ ซ
บทท่ี 1 บทนา ..................................................................................................................................... 1
1.1 ภูมิหลงั ................................................................................................................................... 1
1.2 วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย ....................................................................................................... 6
1.3 ขอบเขตการศกึ ษาคน้ คว้า....................................................................................................... 6
1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ.................................................................................................................... 6
1.5 ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รบั ..................................................................................................... 7
1.6 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย......................................................................................................... 7
1.7 วธิ กี ารศกึ ษาคน้ ควา้ .............................................................................................................. 10
1.8 ข้อตกลงเบ้ืองต้น .................................................................................................................. 11
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วข้อง........................................................................................... 12
2.1 เอกสารที่เก่ียวขอ้ งกับนวนิยาย............................................................................................. 12
2.1.1 ความหมายนวนยิ าย .................................................................................................. 12
2.1.2 คณุ คา่ และความสาคัญของนวนยิ าย .......................................................................... 13
2.1.3 ประเภทของนวนิยาย................................................................................................. 16
2.1.4 องคป์ ระกอบของนวนยิ าย ......................................................................................... 17
2.1.5 ตัวละครในนวนิยาย ................................................................................................... 19
2.2 เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วข้องกับตวั ละครและกลวิธกี ารสร้างตัวละคร.............................. 21
1326765395 ฌ
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 2.2.1 ตวั ละคร ..................................................................................................................... 21
2.2.2 กลวธิ กี ารสร้างตวั ละคร.............................................................................................. 28
2.2.3 การวิเคราะหต์ วั ละคร ................................................................................................ 31
2.2.4 งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วข้องด้านกลวธิ กี ารสร้างตวั ละคร......................................................... 32
2.3 เอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้องกับสถานภาพและบทบาทของตวั ละครหญิง ....................... 36
2.3.1 ความหมายของสถานภาพและบทบาท...................................................................... 36
2.3.2 งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้องดา้ นการศกึ ษาสถานภาพและบทบาท.......................................... 38
บทท่ี 3 สถานภาพและบทบาทในครอบครวั และสงั คมของตวั ละครหญงิ ....................................... 44
ในนวนยิ ายของจุฬามณี..................................................................................................................... 44
3.1 สถานภาพและบทบาทในครอบครวั ..................................................................................... 45
3.1.1 สถานภาพและบทบาทของแม่ ................................................................................... 45
3.1.2 สถานภาพและบทบาทของแม่สามี – ลูกสะใภ้ .......................................................... 69
3.1.3 สถานภาพและบทบาทของภรรยา ............................................................................. 94
3.1.4 สถานภาพและบทบาทของลกู สาว ...........................................................................132
3.1.4.1 ลกู สาวผู้กตัญญู ..........................................................................................132
3.1.4.2 ลกู สาวที่มีความประพฤตไิ ม่ดี .....................................................................135
3.1.5 สถานภาพและบทบาทของเพ่อื น/พี่น้อง ...................................................................143
3.1.5.1 เพ่อื น/พี่นอ้ งที่รักและชว่ ยเหลอื แบง่ ปันกัน.................................................143
3.1.5.2 เพอื่ น/พ่ีน้องทีเ่ กลยี ดและพรอ้ มจะแยง่ ชิงกนั .............................................149
3.1.6 สถานภาพและบทบาทของญาตผิ ใู้ หญ่.....................................................................151
3.1.6.1 ญาตผิ ูใ้ หญ่เป็นเสมือนแม่............................................................................151
3.1.6.2 ญาตผิ ู้ใหญใ่ ห้คาปรกึ ษา แนะนาส่ังสอน .....................................................152
3.2 สถานภาพและบทบาทในสงั คม ..........................................................................................154
3.2.1 สถานภาพและบทบาทดา้ นการศกึ ษา......................................................................154
1326765395 ญ
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 3.2.2 สถานภาพและบทบาทดา้ นการประกอบอาชพี ........................................................163
บทท่ี 4 การสร้างลักษณะตวั ละครและกลวธิ กี ารสร้างตัวละครหญงิ ..............................................178
4.1 การสรา้ งลักษณะของตัวละครหญงิ ....................................................................................182
4.1.1 ผู้หญงิ ตามคตนิ ิยมในสังคมจารีต..............................................................................182
4.1.1.1 ผู้หญิงทมี่ คี วามสวย......................................................................................183
4.1.1.2 ผู้หญิงที่มีความเป็นกุลสตรี ..........................................................................184
4.1.1.3 ผู้หญิงที่มีความกตัญญู .................................................................................187
4.1.2 ผูห้ ญงิ สมัยใหม่.........................................................................................................189
4.1.2.1 เป็นผู้หญิงเก่ง ..............................................................................................189
4.1.2.2 เป็นผู้หญิงสวย มีสเน่ห์ เปรี้ยว.....................................................................191
4.1.2.3 เป็นผู้หญิงปากร้าย ไม่ยอมคน เป็นผู้หญิงสู้คน...........................................193
4.1.2.4 การนาเสนอลักษณะตวั ละครผา่ นพื้นท่ี ......................................................195
4.2 กลวิธีการสร้างตัวละครหญงิ ตามแนวสมจรงิ ในนวนิยายของจฬุ ามณี .................................202
4.2.1 การสรา้ งโดยการใช้ตวั ละครแบบฉบับ (Type) ........................................................203
4.2.2 การสรา้ งตวั ละครแนวเหมอื นจริง (realistic)...........................................................203
บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ...............................................................................206
5.1 สรุปผลการวิจัย...................................................................................................................206
5.2 อภิปรายผล.........................................................................................................................218
5.3 ข้อเสนอแนะ.......................................................................................................................220
บรรณานกุ รม...................................................................................................................................221
ภาคผนวก........................................................................................................................................227
ตารางที่ 1 การวเิ คราะห์สถานภาพและบทบาทด้านการศึกษาและด้านการประกอบอาชีพ .....228
ของตัวละครหญงิ ในนวนิยายของจฬุ ามณี ..................................................................................228
ประวัตผิ ้เู ขียน..................................................................................................................................239
1326765395 บทท่ี 1
บทนา
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32
1.1 ภูมหิ ลัง
นวนิยาย คือ เรื่องราวท่ีผู้แต่งสร้างขึ้นโดยสมมติตัวละครให้มีบทบาท พฤติกรรมเสมือน
คนจริง ๆ ในสังคมท่ีต้องประสบปัญหาความขัดแย้ง และอุปสรรคต่าง ๆ ให้ตัวละครได้แก้ไขและมี
จุดมุ่งหมายให้ความบันเทิงเป็นหลัก ปัจจุบันมีนักเขียนท่ีมีกลวิธีการเขียนและการสร้างตัวละครที่
นา่ สนใจได้รับการยกย่องว่าเปน็ นกั เขยี นทปี่ ระสบความสาเรจ็ มาก นน่ั ก็คือ จุฬามณี
จุฬามณี เป็นนามปากกาของ นายนิพนธ์ เท่ียงธรรม เกิดเม่ือวันที่ 20 พฤษภาคม
พ.ศ. 2521 ปัจจุบันอายุ 44 ปี มีภูมิลาเนาอยู่จังหวัดนครสวรรค์ มีผลงานท่ีสร้างชื่อเสียงให้กับเขา
เป็นอย่างมาก ได้แก่ นวนยิ ายเรื่อง สดุ แคน้ แสนรัก นวนิยายเรื่อง ชงิ ชัง ไดเ้ ข้ารอบ 20 เรื่องสุดท้าย
ได้รับรางวัลทมยันตีอะวอร์ด คร้ังที่ 1 (2548-2549) และนวนิยายเรื่อง กรงกรรม ได้รับรางวัล
ชมเชยหนังสือดีเด่น ประเภทนวนิยาย จากคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (สพฐ.) พ.ศ. 2561
ผลงาน นวนิยายของจุฬามณีท่ีได้รับความนิยมมากจนมีการนาไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์หลาย
เรือ่ งจนกลายเป็นท่ีร้จู กั และยอมรบั ของบคุ คลท่ัวไปในปัจจบุ ัน ได้แก่ ชิงชงั สดุ แคน้ แสนรัก กรงกรรม
ทงุ่ เสนห่ า วาสนารัก
นวนิยายของจุฬามณมี ีลกั ษณะแนวคดิ แบบสัจนยิ ม เป็นการจาลองชวี ติ ของคนในสงั คม สะทอ้ น
ภาพสงั คม ไม่ว่าจะเปน็ ด้านดีหรอื เลว เน้นการตแี ผช่ วี ิตของมนษุ ยใ์ นแงม่ ุมตา่ ง ๆ และมแี นวคดิ แบบ
ธรรมชาตนิ ยิ ม เป็นนวนยิ ายทสี่ ะทอ้ นด้านเลวรา้ ย ทกุ ขย์ าก และขมขน่ื ในชีวติ ของมนุษย์ โดยนาเสนอ
สภาพแวดลอ้ มทางสังคม เช่น ภาวะเศรษฐกจิ ปัญหาภายในครอบครัว พนั ธกุ รรม ฯลฯ เปน็ สง่ิ กาหนดให้
มนษุ ยบ์ างคนมีสถานะตา่ ตอ้ ย ถกู กดข่ี และเสียเปรยี บคนอ่ืน (สายทพิ ย์ นุกลู กิจ. 2539 : 187)
ด้านเนอื้ หามกี ารตแี ผ่ดา้ นมดื ของจิตใจมนษุ ยท์ ี่มคี วามรัก โลภ โกรธ หลง มีการแบ่งชนชนั้
แสดงให้เหน็ ถงึ ความเป็นชายขอบของตวั ละคร ภาพแทนของผหู้ ญงิ ชนช้ันลา่ งชายขอบ เปน็ ตน้
จะเหน็ ได้ว่าผลงานของจุฬามณีจะมีฉากเปน็ จงั หวดั นครสวรรคเ์ พราะเป็นคนที่มีภมู ิลาเนาอยู่
นครสวรรค์ แกน่ เรอื่ งจะมลี กั ษณะทเี่ กย่ี วกบั เรอ่ื งผลของกรรมทีเ่ กิดจากการกระทา และความรักต่าง
ชนช้ัน นวนิยายของจฬุ ามณีมีกลวธิ ีการสรา้ งตัวละครทีน่ ่าสนใจมาก เพราะนวนิยายทุกเรือ่ งมีตวั ละคร
เปน็ จานวนมาก ตัวละครมหี ลายรุ่น (Generation) มรี นุ่ ย่า/ยาย แม่ และลูก ความสมั พนั ธ์ของตัว
ละครแต่ละเรอ่ื งมีความต่อเนื่องสมั พนั ธก์ นั นักเขียนสามารถทาให้ตัวละครทกุ ตวั ในแตล่ ะเร่อื ง
1326765395 2
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 มบี ทบาทและความสาคญั เท่ากนั โดยเฉพาะความสมจริงของตวั ละครมีความโดดเดน่ มาก ซงึ่ การ
ดาเนนิ เรอื่ งของตัวละครเปน็ สว่ นสาคญั ท่ที าให้นวนิยายของจุฬามณมี คี วามสนุกสนานและน่าติดตาม
ยกตวั อยา่ ง ตวั ละครผู้หญงิ “อุ่น” ในเรอ่ื งชิงชงั
“หลงั จากอุน่ คลอดลูกแล้ว เธอจึงยอมตกเปน็ ของมนั หวังให้มนั เป็นผัวเธอเป็นเมยี แต่ส่ิงทม่ี ันทากับเธอคือ
ให้เธอเป็นท่ีรองรับอารมณ์ของบรรดาเจ้าหนี้ท่ีมันเคยกู้ยืมเขามาด้วย ชีวิตเธอก็ไม่ต่างจากโสเภณี จะดีก็มีมันคุ้ม
กะลาหัว มีขา้ กิน มเี งนิ ใช้ วันเวลาท่ีล่วงเลย ทาให้อุ่นเรียนรูเ้ รือ่ งเพศรสอนั หลากหลาย ท้ังขนาด ลีลาและอารมณ์”
(ชงิ ชัง. 2556 : 319)
จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการเลือกอาชีพโสเภณีที่สังคมให้ค่านิยมว่าเป็นอาชีพ
ที่ต้อยต่า ไร้ศักด์ิศรี แสดงให้เห็นถึงภาพแทนของผู้หญิงชนชั้นล่างท่ีไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
และเรื่องการมีชู้ของผู้หญิงนั้นขัดกับความคาดหวังต่อผู้หญิงในสังคมไทย เพราะคนในสังคมไทย
คาดหวังว่าภรรยาต้องซื่อสัตย์ต่อสามี ไม่นอกใจ ดังน้ันพฤติกรรมการเป็นชู้จึงทาให้ถูกตีตราว่าเป็น
ผหู้ ญิงเลว เป็นผู้หญิงทีไ่ มด่ ี ไรเ้ กียรติไร้ศักดิศ์ รี ทาให้พ่อแม่เสอ่ื มเสยี ชือ่ เสียงอับอายขายหนา้ ชาวบา้ น
ซงึ่ เปน็ การทาหนา้ ท่ขี องลกู ท่ดี ีได้ไมส่ มบรู ณ์
กลวิธีการสร้างตัวละคร เป็นศิลปะอย่างหน่ึงผู้ประพันธ์ต้องมีจุดมุ่งหมายเด่นชัดว่าจะต้อง
สร้างตัวละครให้มีความสมจริง ประทีป เหมือนนิล. (2523 : 25) กล่าวว่า ตัวละคร คือ บุคคลท่ี
ผู้ประพันธ์สมมติขึ้นเพ่ือให้กระทาพฤติกรรมในเรื่องหรือเป็นผู้ได้รับผลจากเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนตาม
โครงเร่ือง เพราะถ้าปราศจากตัวละครหรือผู้กระทาพฤติกรรมเสียแล้วการดาเนินเร่ืองจะไม่เกิดข้ึน
ตวั ละครจึงเป็นองค์ประกอบสาคัญที่ทาให้นวนิยายประสบความสาเรจ็ และเป็นท่ีจดจาและมีอิทธิพล
ต่อผูอ้ า่ น สามารถทาใหผ้ ู้อา่ นร้สู กึ รว่ มไปกบั เรอ่ื งได้ ทาให้นวนยิ ายได้รับความนิยมเปน็ อย่างสูงในกลุ่ม
ผ้อู ่าน ยกตัวอยา่ งตัวละครในเรื่องชิงชงั ทมี่ ีกลวิธีในการสร้างตวั ละครใหม้ คี วามสมจริงนา่ ติดตาม ดังนี้
“ฉันจะบอกอะไรให้นะแม่อิ่ม ตอนนี้น้องสาวเธอมันทางามหน้าแล้ว..รู้ไหมทุกวันนี้มัน แรด ๆ ไปขลุกอยู่
บา้ นนายชาญชัย ฉันไมค่ ิดวา่ คนอย่างเออื้ งอรุณจะคบหา คบกันอยา่ งไรฉันไมร่ ู้ หากเรียนจบมอปลาย ต่อไปฉัน
ตัดขาดเรือ่ ส่งเสยี แลว้ .พอกนั ทีกับการเลี้ยงลูกชาวบ้าน เล้ียงดีกเ็ สมอตัว ถ้าเล้ียงช่วั ฉันก็ตอ้ งมารบั กรรม
ฉนั ไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวพ่ีทองคาจะเป็นอย่างนี้ อีอุ่นรึก็ท้องป่องข้ึนมา ผัวก็ดันมาตายจากอีบังอรก็ดัน
หลับหูหลับตาไปคว้าคนมีเจ้าของ เธอรหู้ รือเปล่าว่ามันเปน็ เมียน้อยเขา ไม่ใชห่ ลวงอย่างท่ีเข้าใจกัน ดี.สม มีคนดี ๆ
ไมร่ จู้ ักรักษาเอาไว้ เวรกรรมอะไรนะ ออี ารยี อ์ กี คนตัง้ ใจเล้ียงใหด้ ดี นั หนตี ามผู้ชายไป งามหน้าจริง ๆ”
(ชิงชงั . 2556 : 295)
1326765395 3
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 จากข้อความข้างต้นทาให้เห็นความสมจริงของตัวละครลักษณะเหมือนคนที่ปรากฏอยู่ใน
สังคมจริง ๆ เป็นตัวละครหลายมิติ เร่ืองการนินทาชีวิตของคนอ่ืน ชีวิตที่ล้มเหลว ผิดพลาด ไม่
ประสบผลสาเรจ็ ในชีวิตจึงมักเป็นทน่ี า่ สนใจของคนในสงั คม ตัวละครทถี่ ูกสรา้ งมาจึงเป็นท่ีจดจาและมี
อิทธพิ ลต่อผู้อา่ น สามารถทาใหผ้ ูอ้ ่านร้สู ึกร่วมไปกับเร่ืองได้
นวนิยายของจุฬามณีสร้างตัวละครสาคัญเป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง เช่น แม่ย้อย
ในเร่ืองกรงกรรมเป็นตัวละครหลักท่ีผู้เขียนให้ความสนใจมากกว่าตัวละครอื่น เรณู ตัวละครเอกที่มี
อดีตอาชีพเป็นโสเภณี ซ่ึงเป็นภาพแทนของผู้หญิงชนชั้นลา่ งเป็นตัวละครชายขอบ ตัวละครทาให้เน้ือ
เรอ่ื งดาเนนิ ไปสูเ่ ปา้ หมายและสนุกสนานนา่ ติดตาม ยังถอื ได้วา่ เปน็ ภาพแทนของคนในสงั คมอกี ดว้ ย
อิราวดี ไตลังคะ. (2546 : 49) กล่าวถึงความสาคัญของตัวละครว่า ตัวละครเป็นเสน่ห์อย่าง
หน่ึงในนวนิยายท่ีผู้เขียนสามารถบรรยายพรรณนาบุคลิกลักษณะ ท่าทาง นิสัยใจคอของตัวละครได้
อยา่ งละเอยี ดลออ ผ้อู า่ นจะรู้สึกคลอ้ ยตามเหมือนตวั ละครมตี วั ตนสมจรงิ ยกตวั อย่าง
“อิ่ม...อุ่น...บังอร...อารี...เอ้ืองอรุณ...ไล่วัยกันลงไปสามปีสองคน แต่ละคนมีความสวยชนิดลือสามบ้าน
แปดบ้าน
ผู้ใหญ่แก้วเล้ียงลูกสาวด้วยความรักและอย่างคนท่ีพอมีความรู้ อากัปกิริยาใด ๆ ท่ีส่อไปในทางเส่ือมเสีย
จะถกู อบรมด้วยถ้อยคาอย่างอารีและในแววอารตี ่อบุตรีนนั้ ก็มีอานาจและความเดด็ ขาดชนิดที่ใคร ๆ ไม่กล้าขดั คาส่ัง
ผ้ใู หญแ่ กว้ มอบหมายใหง้ านแตล่ ะคนทาตามความเหมาะสม
อ่ิม ลูกสาวคนโตวัยย่ีสบิ ผ้เู ป็นพ่อได้มอบหมายให้มหี น้าที่ดูแลน้อง ๆ แทนหูแทนตา หน้าที่ส่วนใหญ่ของ
อิ่มคอื งานนอก คืองานในทุง่ นา อมิ่ จงึ เปน็ ที่รกั ของคนโดยทว่ั ไป
แตอ่ ย่างว่าจะว่ากล่าวติเตยี นลูกใครมาก ๆ กไ็ มไ่ ด้ เพราะลกู สาวตัง้ ห้าคนจะว่าไปกย็ งั ส่งไม่ถึงฝ่ัง ทุกวนั น้ีก็
ได้แตส่ อนถ่อให้ทางานนอกบ้าน สอนดูระลอกคลื่นและทิศทางลม จะเพล่ียงพล้าหรือจับพลัดจับผลูได้ไอ้หนุ่มด้อย
ราคามาเป็นคู่หรอื เปล่ากไ็ ม่รู้ แต่ท่ีรู้ ๆ ในวันน้ี อม่ิ อุ่น และบังอร เป็นลกู ท่ีดี ดูท่าจะไม่เก็บผ้าหนีตามใครไปง่าย ๆ
(ชงิ ชัง. 2556 : 3-4)
จากข้อความข้างต้นท่ีบรรยายลักษณะเด่นของตัวละครหญิงที่มีความโดดเด่น มีความสาว
และความสวยเพื่อดงึ ดดู ใจให้เพศชายรสู้ กึ หลงใหล และมคี วามคาดหวงั ของสังคมวา่ การเป็นผหู้ ญิงที่ดี
ตอ้ งเรียบรอ้ ย ไมด่ ื่มเหล้า ไมเ่ ท่ียวกลางคืน และในการเลือกคู่ครองต้องคานึงถึงความเหมาะสมกันใน
ด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านการงาน การเงิน การศึกษา หนา้ ตาทางสังคม การเป็นลูกท่ีดตี ้องทาตามหน้าที่
และบทบาท ทาตามคาส่ังเชือ่ ฟงั คาสง่ั สอนของพ่อแม่ ไม่ออกนอกลนู่ อกทางทท่ี าให้เส่ือมเสียชื่อเสยี ง
สถานภาพและบทบาทของพ่อแม่ก็คือการอบรมขัดเกลาเล้ียงดูบุตรจนเติบโตท้ังให้การศึกษา จนถึง
การแต่งงาน สอนให้รู้จักทางานนอกบ้าน การเลือกคู่ครองให้กับบุตร ซึ่งอิทธิพลของครอบครัวจะ
สง่ ผลต่อการเลือกคู่ครองของลกู ดังน้ัน เมอ่ื มคี วามคิดเห็นไม่ตรงกันจึงเกิดอุปสรรคในความรัก ทาให้
1326765395 4
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ความรักไม่สมหวัง ไมเ่ ข้าใจกัน มีการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นภายในครอบครัวจงึ เกิดปัญหาครอบครัว
ตามมา
ตวั ละครจึงเป็นองค์ประกอบท่ีมีความสนใจและน่าศึกษา เพราะตัวละครคือการจาลองภาพ
ของความเป็นมนุษย์ อารมณ์ท่ีหลากหลาย พฤติกรรมอันแปลกแยก อารมณ์ และความรู้สึกอัน
ละเอียดอ่อน รวมทัง้ การตดั สินใจ และความขดั แย้งทั้งภายนอกและภายในของตัวละครเอง การศกึ ษา
ตวั ละครจึงสามารถศึกษาได้ในหลากหลายแนวทาง จากนวนิยายสามารถศึกษาผ่านตัวละคร ถือว่า
ตัวละครเป็นภาพแทนของบุคคล เนื่องจากผู้เขียนสร้างตัวละครโดยนามาจากผู้หญิงที่มีวิถีชีวิตท่ี
สอดคล้องกับผู้หญิงที่พบได้ในสังคม ยกตัวอย่าง เร่ืองลิขิตรักในสายลมท่ีบรรยายถึงลักษณะของ
ณิชกานต์
“กระทั่งมีลกู หลานไฮโซชื่อส้ัน ๆ ว่า กฤตย์ เขา้ มาติดพันเธอพกั ใหญ่เป็นข่าวเกรียวกราว สร้างความอิจฉา
ให้เพ่ือน ๆ ในวงการ เพราะคิดว่าเธอกาลังจะตกบ่อทอง แต่สุดท้ายเพราะพ้ืนฐานของเธอเป็นเพียงลูกชาวบ้าน
ธรรมดา ไมม่ ีเงนิ เป็นพนั ๆ ลา้ น บดิ ากับมารดาเขาจงึ บังคบั ให้แต่งงานกบั หญิงสาว ท่ีมฐี านะเสมอกันจนได้
และเธอก็ทาตัวว่าง ๆ รับผิดชอบงานแสดงอย่างเร่ือยเป่ือย หวังว่าสักวันจะมีผู้ชายสักคนที่รักเธอจริง ๆ
และเธอกร็ กั เขาจริง ๆ เข้ามาในชวี ิต แตย่ ิ่งเดินหากลบั รู้สึกวา่ ยิง่ เหนื่อย”
(ลขิ ติ รกั ในสายลม. 2556 : 164)
จากข้อความข้างตน้ ไดแ้ สดงให้เห็นถงึ ความแตกต่างทางชนชั้นความรักของคนรวยกับคนจน
ทาให้เกิดค่านิยมของการที่ผู้หญิงจะเลือกคู่ครองจากฐานะความร่ารวย และเกิดอุปสรรคถูกกีดกัน
เพราะความไมเ่ ท่าเทียมกนั ทางหนา้ ตาทางสงั คมทาใหไ้ มส่ มหวังในความรกั ทาให้เกดิ ปญั หาครอบครัว
ตามมา
นวนิยายแต่ละเร่ืองผู้เขียนจะใช้กลวิธีการสร้างตัวละครตามความเหมาะสมของเรอ่ื งตามการ
สรา้ งสรรค์ จินตนาการ แรงบันดาลใจของผเู้ ขยี น ในนวนิยายของจฬุ ามณีผู้เขียนใช้กลวิธีการสร้างตัว
ละครทีม่ ีความสมจรงิ เป็นตวั ละครที่มีหลายมิติในตัวเอง ตัวละครจะมีลักษณะอุปนสิ ัยทพี่ ฒั นาไปตาม
เหตกุ ารณแ์ ละกาลเวลา มพี ฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกท้ังด้านดแี ละไม่ดี
จุฬามณีสร้างตัวละครโดยใช้ความเป็นจริงของสังคมมาสร้างตัวละครให้มีบุคลิกลักษณะ
และนิสัยใจคอเหมือนคนจริง ๆ ในสังคม มีลักษณะนิสัยท้ังด้านดีและด้านไม่ดี มีการเปลี่ยนแปลง
ความรสู้ ึกนึกคิดไปตามเหตปุ ัจจัยต่าง ๆ เป็นตัวละครประเภทพลวตั คือเปลีย่ นแปลงไปตามเหตกุ ารณ์
(กุหลาบ มัลลิกามาส. 2538 : 114)
ยกตวั อย่างตวั ละครในเรอ่ื งชงิ ชงั เช่น
1326765395 5
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 “เอ้ืองอรุณ เธอหลงเสน่ห์คนมีการศึกษาจากต่างประเทศหัวปักหัวปา...เกือบพลาดท่าเสียทีให้เขาก็ต้ัง
หลายหน ดีทีส่ ามญั สานกึ ผดุ ข้ึนจนยบั ยง้ั ไว้ได้
เธอจะเดินซา้ รอยพ่ีสาวท้งั สค่ี นไมไ่ ด้...ชีวติ เธอต้องไปไกลกว่าใครท้ังนัน้ ...เธอจะตอ้ งไปอยตู่ า่ งประเทศ ชุบ
ตวั เสยี ใหม่...กลับมาอีกทีเธอจะกลายเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย แต่เธอเรมิ่ มีปญั หา เพราะนังน่นั เข้า
มาทีหลัง มีภาษีดีกว่าตรงท่ีมันเป็นลูกสาวคนมีเงิน ไม่ใช่ลูกนอกทะเบียนอย่างที่เธอเป็นอยู่ เอ้ืองอรุณกามือแน่น
อย่างไรเสียเธอก็ไม่มีวันท่ีจะปล่อยผู้ชายที่เพียบพร้อมทุกอย่างหลุดมือไปได้ ก็เธอรักเขาแล้วน่ี...จะกลัวอะไรกับ
อุปสรรค
อ่ิมเพ่ิงเข้าใจว่าทาไมเอื้องอรุณถึงได้คิดฝันไปทั่ว น้องสาวของเธอคนนี้มีความทะเยอทะยานไม่รู้จักเจียม
เนือ้ เจียมตวั เอง...บางครง้ั เอือ้ งอรุณทาเหมอื นไม่พอใจท่ีไมไ่ ดเ้ กิดมาเป็นลูกแท้ ๆ ของน้าทองแดง หญิงสาวทาคล้าย
ว่า ไม่อยากมพี อ่ แมท่ าไร่นาด้วยซ้า”
(ชิงชงั . 2556 : 211-213)
จะเห็นได้ว่า เอื้องอรุณไม่พึงพอใจกับสถานภาพของตนเองจึงทาให้เขาต้องปรับเปลี่ยน
สถานภาพของตนเองให้ดขี ้ึน ด้วยการคบกับผู้ชายทมี่ ีฐานะรา่ รวยเพ่อื ยกระดับชวี ิตของตนเองให้ดขี ้ึน
ซึง่ ถือได้ว่าเป็นตัวละครทมี่ ีความสมจริงและน่าสนใจ สามารถสะทอ้ นภาพของคนในสงั คมไดเ้ ป็นอยา่ ง
ดี
นวนิยายของจุฬามณีเป็นบันทึกของชีวิตและสังคม เป็นกระจกส่องสะท้องชีวิตมนุษย์และ
สังคม การอ่านนวนิยายของจุฬามณีจึงเป็นการอ่านชีวิตของมนุษย์ท่ีโลดแล่นตามจินตนาการของ
ผู้อ่าน ให้เราเข้าถึงตัวละครท่ีผู้เขียนสร้างขึ้น เป็นการปลุกตัวเองให้ต่ืนข้ึน ให้รู้จักเห็นอกเห็นใจ
เข้าใจชีวิต เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น เห็นความสัมพันธ์แห่งเหตุผลที่เป็นส่วนต่าง ๆ ของชีวิต ทาให้เรา
เข้าใจ ได้เรียนรู้ รู้จักชีวิตจิตใจของเพื่อนมนุษย์ได้ดียิ่งข้ึน ประสบการณ์จากตัวละครสามารถทาให้
ผู้อ่านเขา้ ใจความเป็นมนุษย์ของตนเอง เรียนรู้เข้าใจชวี ิตผู้อนื่ เข้าใจสงั คมอันประกอบด้วยความหลาย
หลายและซับซ้อนของตัวมนุษย์ และลักษณะทางสังคมวัฒนธรรมท่ีมนุษยส์ ร้างข้ึน จุฬามณีสามารถ
สะท้อนความเป็นมนุษย์และแสดงสัจธรรมของชีวิตผ่านตัวละครได้อย่างงดงาม สมจริง เพราะ
บทเรียนชีวิตครอบครัวของตัวละครได้สะท้อนให้ย้อนคิดถึงเรื่องราวชีวิตครอบครัวในโลกความเป็น
จริงของตนเองด้วย ลกั ษณะของตัวละครหญิงจะค่อนข้างให้ความสาคัญกับเร่ืองครอบครัว ความรัก
การแตง่ งาน ซ่งึ เป็นการเปลี่ยนสถานภาพจากเด็กสาวไปสู่ความเป็นแม่เรอื น ได้ทาหน้าท่เี มยี เปน็ แม่
ของลูกที่ตอ้ งดแู ลรบั ผิดชอบอบรมเลยี้ งดูให้การศกึ ษาแก่ลกู ให้เติบโตไปเป็นเยาวชนทดี่ ี
มีคุณภาพชวี ติ ทดี่ กี วา่
ดว้ ยเหตุผลดังกลา่ วในการศึกษาครั้งน้ีผวู้ ิจัยสนใจทีจ่ ะศกึ ษาสถานภาพและบทบาท กลวธิ กี าร
สร้างตัวละครหญิงในนวนิยายของจุฬามณี โดยจะศึกษาวิเคราะห์ตัวละครหญิงในนวนิยายของจุฬา
6
มณีที่มีบทบาทสาคัญตอ่ การดาเนินเรื่องในนวนิยายจุฬามณี การศึกษาในครัง้ น้ีจะเป็นประโยชน์ต่อ
การศกึ ษาตัวละครในนวนยิ ายของนกั ประพันธ์ร่วมสมัยคนอืน่ ๆ ตอ่ ไป
1.2 วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1326765395 1.2.1 เพือ่ ศึกษาสถานภาพและบทบาทของตัวละครหญงิ ในนวนิยายของจุฬามณี
1.2.2 เพอ่ื ศกึ ษากลวธิ ีการสร้างตวั ละครหญิงในนวนิยายของจฬุ ามณี
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 1.3 ขอบเขตการศึกษาคน้ คว้า
ในการศึกษาครัง้ น้ี จะศกึ ษาวเิ คราะห์เฉพาะตัวละครหญงิ ตัวละครเอกและตัวละครประกอบ
มีทงั้ หมด 204 ตวั ละคร ซึ่งนวนยิ ายทีน่ ามาใช้ในวิจัยในคร้ังนเ้ี ปน็ นวนิยายทีจ่ ุฬามณปี ระพันธ์ข้นึ ต้ังแต่
ปี พ.ศ.2550 – 2560 จานวน 8 เรื่อง ไดแ้ ก่
เรื่อง ปี พ.ศ.ที่พิมพเ์ ปน็ เล่ม
ชงิ ชัง 2550
ตะเกียงกลางพายุ 2553
สุดแคน้ แสนรกั 2553
พระอาทติ ย์ขึน้ ในคนื หนาว 2555
ลิขิตนกั ในสายลม 2556
ทุ่งเสนห่ า 2558
วาสนารกั 2558
กรงกรรม 2560
1.4 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
การวิจยั คร้ังนก้ี าหนดนยิ ามศพั ท์เฉพาะทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั งานวิจยั ดงั ต่อไปนี้
1.4.1 กลวิธีการสร้างตัวละคร หมายถึง การสร้างตัวละครที่ผู้ประพันธ์จะต้องวางแผน
กาหนดไวล้ ่วงหน้าว่าจะเลอื กบุคลิกลักษณะนิสัยอย่างไรเป็นตัวละครในเร่ือง และผู้ประพันธ์จะสร้าง
ให้ตัวละครมีลกั ษณะความคดิ พฤติกรรมของตัวละครที่มีอิทธพิ ลต่อผู้อา่ น สามารถทาให้ผู้อ่านรู้สึก
1326765395 7
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 คล้อยตาม มีอารมณ์ร่วมไปกับเร่ืองราวในนวนิยาย การสร้างลักษณะของตัวละครหญิง เส้นทาง
ชีวติ ของตัวละครหญิง ปญั หาและการแกป้ ัญหาของตัวละครหญิง โดยใช้กลวิธีการสร้างตัวละครท่ีมี
ความสมจริง มีบุคลิกลักษณะ และลักษณะนิสัยใจคอเหมือนคนจริง ๆ ในสังคม มีการแสดงออกทั้ง
พฤติกรรมท่ีดี และพฤติกรรมที่ไม่ดี ในกรอบขนบที่สังคมกาหนด มีการเปล่ียนแปลงไปตาม
ความร้สู กึ นกึ คิดเปล่ียนแปลงไปตามเหตุการณ์
1.4.2 สถานภาพ หมายถึง ตาแหน่งหรือฐานะที่ได้จากการเป็นสมาชิกในสังคม เป็นสิทธิ
หน้าท่ีท้ังหมดที่บุคลมีอยู่ที่เก่ียวข้องกับผู้อ่ืนหรือสังคมส่วนรวม สถานภาพจะกาหนดว่าบุคคลนั้น
จะต้องมีหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้อ่ืนอย่างไร มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไรในสังคม สถานภาพเป็นส่ิงเฉพาะ
บุคคล ทาให้บุคคลน้ันแตกต่างจากผอู้ ่ืน
1.4.3 บทบาท หมายถึง การปฏบิ ตั ิตามสิทธแิ ละหนา้ ท่ขี องสถานภาพซ่ึงกค็ ือ ตาแหนง่ หรือ
ฐานะ บทบาทช่วยให้คนปฏิบัติตามสถานภาพอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะบทบาทกาหนดความ
รับผดิ ชอบของงานต่าง ๆ ท่ีปฏบิ ัติ
1.4.4 ตัวละครหญิง หมายถึง ตัวละครที่เป็นผู้หญิงตัวละครเอกและตัวละครประกอบที่
แสดงสถานภาพและบทบาทสาคัญ และมลี ักษณะต่าง ๆ แสดงออกเป็นตัวดาเนินเร่อื งราวต่าง ๆ ใน
ฉากสงั คมไทยในนวนยิ ายของจฬุ ามณี
1.5 ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั
1.5.1 ทาใหเ้ ข้าใจสถานภาพและบทบาทของผ้หู ญงิ ในนวนิยายของจฬุ ามณี
1.5.2 ทาใหท้ ราบถึงกลวิธกี ารสรา้ งตัวละครในนวนิยายของจุฬามณี
1.5.3 เพื่อเป็นแนวทางและประโยชน์ในการศึกษาตวั ละครในนวนิยายของนักเขยี นรว่ มสมัย
คนอนื่ ๆ ตอ่ ไป
1.6 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
การวิจยั ครัง้ น้ีผู้วิจัยมุ่งศกึ ษาเพอื่ ศึกษากลวิธีการสร้างตัวละคร สถานภาพ และบทบาทของ
ตัวละครหญิงในนวนยิ ายของจฬุ ามณี ผวู้ จิ ัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง เพ่ือนามาพฒั นา
กรอบในการวิจยั ดังน้ี
1326765395 8
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 1.6.1 ทฤษฎแี ละกรอบแนวคิดท่ีเกยี่ วขอ้ งกับกลวิธกี ารสร้างตวั ละคร
ผวู้ ิจยั ได้ประยกุ ต์ใช้แนวคิดกลวธิ ีการสรา้ งตัวละครของ ศ.เกยี รตคิ ุณ ดร.วภิ า กงกะนนั ท์
วิภา กงกะนันท์. (2533 : 55) มี 5 แนว ดังน้ี
1. การสรา้ งตวั ละครแนวสมจริง (Realistic) หมายถงึ การทาให้ตัวละครน้นั ๆ
มบี คุ ลิกลกั ษณะ ความรู้สกึ นกึ คิด ทัศนคติ พฤตกิ รรมการแสดงออกต่าง ๆ ในสภาพแวดลอ้ มและ
เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ คล้ายคลึงกบั คนจรงิ ตามปถุ ชุ นวิสัยจะเปน็ ไปได้ คอื มีพฤติกรรมการแสดงออกทง้ั
ด้านดีและด้านท่ีไม่ดี นักเขียนทีด่ ตี ้องพยายามสร้างตวั ละครใหเ้ หมาะสมกบั เน้ือเรอ่ื ง
2. สร้างตามอุดมคติ (Idealistic) หมายถึง การสร้างตัวละครท่ีดีกว่าที่เป็นอยู่
โดยผู้ประพันธ์ใช้ศรทั ธา ความปรารถนาและระบบค่านิยมความดีงามความถูกต้องและ ยตุ ิธรรมเป็น
เกณฑ์ในการสร้างตัวละคร ตัวละครแบบนี้จะขาดความสมจริงคือจะดีงามผิดธรรมดา เพราะตาม
ธรรมชาตมิ นุษยห์ รือสตั ว์ย่อมมีกิเลสหรอื อวชิ ชา
3. สรา้ งแบบเหนอื จรงิ (Surrealistic) วตั ถุประสงคใ์ นการสร้างตวั ละครแบบนี้คือ
เพ่อื สร้างความตน่ื เต้น มไิ ดต้ ้องการหลอกลวงหรอื มอมเมาผู้อา่ นแต่อยา่ งใด เพราะการหลอกลวงหรือ
มอมเมานน้ั ทาด้วยวธิ ีอนื่ ง่ายกวา่ ดว้ ยการสร้างวรรณกรรมมาก
4. สร้างแบบบุคลาธษิ ฐาน (Personification) ตัวละครแบบนจี้ ะเป็นสรรพสง่ิ ต่าง
ๆ ท่มี ิใช่มนษุ ย์แต่ผ้เู ขียนกาหนดบทบาทและพฤติกรรมไว้เหมอื นกบั มนุษย์
5. สร้างโดยการใช้ตวั ละครแบบฉบบั (Type) เป็นตัวละครทมี่ ีลกั ษณะคงทไี่ มว่ ่าใน
เวลาและสถานท่อี ยา่ งไรก็มีลกั ษณะนิสยั และพฤติกรรมเช่นเดมิ ไมเ่ ปลี่ยนแปลง เรียกว่าตวั ละครไร้
ชวี ติ ผู้อ่านสามารถเอาเหตกุ ารณล์ ่วงหนา้ ไดว้ ่าเมื่อมีปญั หาตัวละครจะแก้ปญั หาอยา่ งไร
1.6.2 กรอบแนวคิดเกีย่ วกบั ลักษณะการสร้างตัวละคร ของ ยวุ พาว์ (ประทปี ะเสน) ชยั
ศิลปว์ ัฒนา (2544.125 - 127) กล่าวว่า การสรา้ งลักษณะตัวละครทาได้ด้วยวิธีการตา่ ง ๆ ดังนี้
1. ผู้แตง่ บรรยายอปุ นิสัยของตวั ละครโดยตรง ผู้แต่งบอกลักษณะ รปู รา่ ง หนา้ ตา
ผิวพรรณ ความสูง น้าหนัก การศกึ ษา อาชพี สถานภาพทางเศรษฐกจิ และสังคม หรือรายละเอียด
ปลีกยอ่ ยอน่ื ๆ เกย่ี วกับตวั ละครให้ผู้อา่ นรบั ร้อู ย่างแจม่ แจง้
2. ผูแ้ ตง่ ให้ตวั ละครอ่นื ๆ พูดถึงตัวละครอกี ตัวหน่งึ คาพูด คาวจิ ารณ์ของตัวละคร
อน่ื ๆ สามารถเปดิ เผยให้ผอู้ า่ นรบั ร้ลู กั ษณะนิสยั ของตัวละครได้ในหลายแง่มมุ
3. ผู้แต่งบอกนิสัยใจคอของตัวละครผ่านพฤตกิ รรม คาพดู และทัศนคติของตวั ละคร
เอง การกระทา คาพูด และทศั นคตขิ องตัวละครสามารถสะทอ้ นอุปนิสัยทแ่ี ท้จรงิ ของตวั ละครให้
ผู้อ่านไดร้ บั รู้
1326765395 9
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 4. ผู้แต่งบอกอปุ นสิ ัยของตวั ละครผ่านความรสู้ กึ นึกคดิ ของตวั ละครเอง ความรสู้ ึก
นกึ คดิ และความในใจอันเปน็ โลกสว่ นตัวของตัวละครบอกถงึ สภาพภายในจิตใจของตวั ละครนัน้ ๆ
ผู้อา่ นสามารถเข้าถึงความตอ้ งการ ความหวัง ความฝัน หรือความกลวั ของตัวละครและรู้จักตัวละคร
ไดอ้ ย่างใกล้ชดิ ที่สุด
5. ผู้แต่งบอกอปุ นิสัยของตัวละครจากสัมพันธภาพของตวั ละครน้นั กับตัวละครอน่ื ๆ
ความสมั พันธแ์ ละปฏกิ ริ ิยาระหวา่ งตัวละครอนื่ ๆ ในแต่ละเหตุการณ์หรอื สถานการณ์สะทอ้ นให้เหน็
อารมณ์ นสิ ยั ความคิด ความฉลาด ความมไี หวพริบ ความสขุ ุมรอบคอบ ความเอาตวั รอด และการ
รจู้ กั แกไ้ ขสถานการณ์ของตวั ละครได้เปน็ อยา่ งดี
ดงั นั้น อาจจะกลา่ วไดว้ ่า วธิ แี นะนาตัวละครอาจกระทาได้ 2 ลกั ษณะ คอื การ
แนะนาโดยตรง ด้วยการบรรยายวา่ เปน็ ใคร มีลักษณะนิสัยอย่างไร มปี ระวัตคิ วามเปน็ มาอย่างไร
กบั การแนะนาโดยออ้ ม คอื การใหต้ วั ละครพดู กระทา และคิดต่อบุคคลอื่น หรือใหบ้ ุคคลอื่นพูด
กระทา หรือคดิ ตอ่ ตวั ละครนัน้
1.6.3 กรอบแนวคดิ เก่ียวกบั ตวั ละคร ของสายทิพย์ นกุ ลู กจิ . (2543 : 124-123, 149-150)
ใหค้ วามหมายของคาวา่ ตัวละคร คอื บคุ คลทีผ่ แู้ ต่งสมมติขนึ้ มาเพอ่ื ใหก้ ระทาพฤตกิ รรมในเรื่อง
มบี ทบาทในเนอื้ เรอื่ ง เป็นผทู้ าให้ เรอ่ื งเคล่ือนไหวดาเนินไปสจู่ ดุ หมายปลายทาง ซึ่งมไิ ดห้ มายถึงมนุษย์
เทา่ นน้ั อาจรวมถึงสตั ว์ พชื และสง่ิ ของด้วย ซงึ่ มีแนวคิดและการกระทาอยา่ งคน สว่ นรายละเอียด
ของตวั ละครทคี่ วรศกึ ษา ไดแ้ ก่
1. ประเภทของตัวละคร แบ่งตามลกั ษณะบทบาทและความสาคญั ของตวั ละคร ได้
ดังน้ี
1.1 ตัวละครเอก คอื ตัวละครทีม่ บี ทบาทสาคญั ในการดาเนนิ เรอ่ื ง หรอื ตวั ละคร
ท่เี ปน็ ศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกดิ ขนึ้ ท้ังหมด เป็นตวั ละครที่มคี วามขดั แย้งภายในใจหรอื กับตัวละคร
อื่น
1.2 ตวั ละครประกอบ คอื ตวั ละครทม่ี บี ทบาทรองลงไปจากตัวละครเอก เปน็ ตัว
ละครทที่ าให้เรือ่ งราวหรอื เหตุการณต์ ่าง ๆ ท่ีเกยี่ วข้องกับตัวละครเอกเคล่ือนไหวไปส่จู ุดหมาย
ปลายทางตัวละครประกอบบางตัว อาจมบี ทบาทเด่นพอ ๆ กนั กบั ตวั ละครเอกกไ็ ด้ แตม่ กั เปน็ ฝา่ ย
ตรงขา้ มกับตวั ละครเอก
2. ลักษณะนิสยั ของตัวละคร การกาหนดลกั ษณะนิสยั ของตวั ละครนยิ มทากนั 2 วธิ คี อื
2.1 ตัวละครท่มี ลี ักษณะไม่ซบั ซอ้ น คอื ตวั ละครทถ่ี ูกสร้างข้นึ มาเพ่อื ให้เป็นตวั แทน
ความคดิ หรือลกั ษณะอย่างใดอยา่ งหนึ่งเพยี งอย่างเดียว เชน่ เปน็ คนดุ ใจดี หรอื ซือ่ สัตย์ เป็นตน้
2.2 ตวั ละครทีม่ ลี ักษณะซบั ซ้อน คือตัวละครที่ถูกสรา้ งข้นึ มาเพ่อื ใหม้ ีลักษณะ
1326765395 10
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 นสิ ัยหลากหลายคล้ายกับปุถชุ นธรรมดาทวั่ ไป
3. บทบาทหรือบุคลิกภาพของตวั ละคร การกาหนดบทบาทหรือบุคลิกภาพของ ตัวละครมี
อยู่ 2 วิธี คือ
3.1 ตัวละครทีม่ ีบทบาทคงท่ี คอื ตวั ละครทีม่ บี ุคลิกทต่ี ลอดเร่ืองตง้ั แต่ตน้ จนจบ
ตอนเปิดเร่อื งมลี ักษณะนสิ ยั อย่างไร ตอนจบเรอื่ งที่ยงั มีลกั ษณะนิสยั อย่างนั้น
3.2 ตัวละครที่มบี ทบาทไมค่ งที่ คือ ตัวละครทีป่ รบั เปลยี่ นนิสยั บุคลิกลักษณะ
และทศั นคติไปตามประสบการณ์ หรอื สภาพจิตใจไดเ้ มอ่ื มีเหตุผลอันสมควรหรือ เกิดจาก ส่งิ แวดลอ้ ม
เปน็ ตัวการสาคัญที่ทาให้บุคลกิ ภาพของตวั ละครเปล่ยี นแปลงไป
1.6.4 ทฤษฎีและกรอบแนวคิดท่ีเก่ียวข้องกับสถานภาพและบทบาทของตัวละครหญิง
ในนวนยิ ายของจฬุ ามณี
ผูว้ ิจยั เลอื กศกึ ษาประเด็นหลัก 2 ดา้ น ไดแ้ ก่
1.6.4.1 สถานภาพและบทบาทในครอบครวั และสังคม
1.6.4.1.1 สถานภาพและบทบาทในครอบครัว
1.6.4.1.1 สถานภาพและบทบาทของแม่
1.6.4.1.2 สถานภาพและบทบาทของแม่สามี - ลกู สะใภ้
1.6.4.1.3 สถานภาพและบทบาทของภรรยา
1.6.4.1.4 สถานภาพและบทบาทของลูกสาว
1.6.4.1.5 สถานภาพและบทบาทของเพ่ือน/พ่นี ้อง
1.6.4.1.6 สถานภาพและบทบาทของญาติผู้ใหญ่
1.6.4.1.2 สถานภาพและบทบาทในสังคม
1.6.4.1.2.1 สถานภาพและบทบาทด้านการศกึ ษา
1.6.4.1.2.2 สถานภาพและบทบาทด้านการประกอบอาชพี
1.7 วิธกี ารศึกษาคน้ คว้า
การวิจัยเรื่องการศึกษากลวิธีการสร้างตัวละคร สถานภาพ และบทบาทของตัวละครหญิง
ในนวนิยายของจุฬามณี การศึกษาคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เป็นการ
วิจัยเชิงคุณภาพ และเสนอผลการวิจัยในรูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis)
โดยดาเนินการตามข้นั ตอน ดงั นี้
1326765395 11
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 1.7.1 ขั้นเก็บรวบรวมข้อมลู
1.7.1.1 สารวจและรวบรวมนวนยิ ายของจุฬามณที ปี่ ระพันธ์ข้นึ ต้งั ปี พ.ศ.2550 - 2560
1.7.1.2 รวบรวมหลักเกณฑ์ทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหต์ วั ละครจากเอกสารตา่ ง ๆ
1.7.1.3 ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
1.7.2 ข้ันวเิ คราะห์ขอ้ มลู
1.7.2.1 วเิ คราะหต์ วั ละครหญงิ ในนวนยิ ายของจุฬามณี
1.7.2.2 วเิ คราะห์กลวิธีการสร้างตวั ละครหญิงในนวนยิ ายของจฬุ ามณี
1.7.2.3 วิเคราะห์สถานภาพและบทบาทของตัวละครหญิงในนวนยิ ายของจุฬามณี
1.7.3 เรยี บเรยี งผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
1.7.4 สรปุ และอภปิ รายผลการศกึ ษา
นาเสนอผลการศึกษาในรปู แบบของการพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis)
สรปุ และอภิปรายผล
1.8 ข้อตกลงเบือ้ งต้น
การอ้างอิงระบบนาม – ปี ซึ่งจะเก่ียวข้องกับการยกตัวอย่างตัวบทจากนวนิยายของจุฬามณี
ผวู้ จิ ัยจะใชก้ ารเขยี นชื่อเรื่อง ปที ่ีพิมพ์ และหน้าหนังสือที่อ้างถึง ตามลาดับ โดยจะวางไว้ใต้ข้อความท่ี
อ้างถงึ ดงั ตัวอย่าง
“เรณูเป็นแม่ ก็ตอ้ งวางแผนอนาคตไวใ้ หล้ ูก พวกญาตพิ ่นี ้องจะตอ้ งเห็นวา่ แมช้ าตกิ าเนดิ ของปอ๊ กนัน้ จะเกดิ
จากความมักมากในการของพอ่ กับแม่ แต่ปอ๊ กจะตอ้ งเติบโตขึน้ มาอยา่ งสวยงาม มันน่าจะถงึ เวลาแล้วท่เี รณูจะไดท้ า
หน้าท่ีแมใ่ ห้เตม็ ที่เสียที”
(กรงกรรม. 2560 : 467)
12
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
1326765395 การศึกษาสถานภาพ และบทบาทของตวั ละครหญิงในนวนิยายของจฬุ ามณี ผู้วิจัยสนใจที่
จะศึกษาสถานภาพและบทบาท กลวิธีการสร้างตัวละครของตัวละครหญิงในนวนิยายของจุฬามณี
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 โดยจะศึกษาวิเคราะห์ตัวละครหญิงในนวนิยายของจุฬามณีที่มีบทบาทสาคัญต่อการดาเนินเรื่องใน
นวนิยายจฬุ ามณี การศกึ ษาคน้ ควา้ แบ่งเปน็ 3 ส่วน มเี อกสารและงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวขอ้ ง ดังน้ี
2.1 เอกสารท่เี กีย่ วขอ้ งกับนวนยิ าย
2.2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกีย่ วข้องกับตวั ละครและกลวิธีการสรา้ งตวั ละคร
2.3 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้องกับสถานภาพและบทบาทของตัวละครหญงิ
2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกบั นวนิยาย
2.1.1 ความหมายนวนิยาย
ความหมายของนวนิยายมีนกั วิชาการหลายทา่ นไดจ้ ากดั ความของความหมาย ดังน้ี
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2554 : 608) อธิบายความหมายวา่ นวนิยาย เป็นบันเทิงคดีรอ้ ยแก้ว
ขนาดยาวรูปแบบหน่ึง มีตัวละคร โครงเร่ือง เหตุการณ์ในเรื่อง และสถานที่ท่ีท่ีทาให้เน้ือเรื่องมี
ความสมจริง เช่น เรื่องหญิงคนชั่ว ของ ก.สุรางคนางค์ เรื่องเรือมนุษย์ ของกฤษณา อโศกสิน
ถา้ มีความยาวขนาดสั้น เรียกว่า นวนิยายขนาดสั้น เช่น เรื่องดรรชนีนาง ของอิงอร เร่ืองสรอ้ ยทอง
ของนมิ ติ ภมู ิถาวร
บุญเหลือ เทพยสุวรรณ. (2517:113) อธิบายความหมายคาว่า นวนยิ าย เป็นเรื่องแตง่ ท่ีมตี ัว
ละครทีผ่ ู้เขยี นใชก้ ลวิธใี ห้ผู้อา่ นเห็นไดง้ ่ายว่าไม่ใช่เรื่องจรงิ แต่วิธีการสร้างตัวละครให้มี การเจรจาใน
เรอื่ งจะเลยี นแบบชวี ติ จรงิ และการเจรจาของตวั ละครยังข้นึ อยูก่ บั ฐานะ วัย เพศและ การศึกษา
สุพรรณี วราทร. (2519 : 1) ได้ใหค้ วามหมายของนวนยิ ายไดว้ ่า นวนิยายเป็น วรรณกรรม
ซึ่งมีความสาคัญต่อสังคมเป็นอยา่ งย่ิงเพราะนวนยิ ายเปน็ สอ่ื ในการบันทกึ และเผยแพร่ต่อสาธารณชน
เปน็ เครอ่ื งมอื ในการแลกเปล่ียนทศั นคติ แสดงปัญหาสาคัญ ๆ ในสงั คมและเสนอ เร่ืองราวต่าง ๆ เช่น
ทเ่ี กยี่ วกบั ชาติ ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น
จิตรลดา สุวัตถิกุล. (2526 : 3) กล่าวว่า นวนิยายเป็นเรื่องสมมติขึ้น โดยอาศัยพฤติกรรม
มนุษย์ในสงั คมเป็นพ้ืนฐานแล้วนามาปรุงแต่งให้มีความสมจริงย่ิงข้ึน ดังน้ันนวนิยายจึงเป็นงานเขียน
1326765395 13
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 หรือเรื่องแต่งท่ีสมมตขิ ึ้นมา ไม่ใช่เร่ืองจรงิ แต่มคี วามสมจริงโดยอาศัยกลวธิ ีการแต่งเพื่อทาให้ผู้อ่านมี
ความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเร่ืองจริงประกอบด้วยส่วนประกอบท่ีสาคัญคือ ตัวละคร การดาเนินเรื่อง
ฉากหรอื บรรยากาศ แก่นเรอ่ื ง และบทสนทนา
เปล้ือง ณ นคร. (2540 : 191) อธิบายความหมายของนวนิยายว่า นวนิยาย หมายถึง
เรื่องราวที่มีพฤติการณ์ต่อเน่ืองกัน อาจมีมูลความจริงแฝงอยู่ก็ได้ ไม่กาหนดตัวละคร มีความยาว
ตั้งแต่ 40,000 คาขึน้ ไป ความมุ่งหมายเพอ่ื ความเพลิดเพลิน
ดังน้ัน นวนิยาย หมายถึง งานประพันธ์ที่มีเรื่องราวต่อเน่ืองกัน มีความหลากหลายของ
ตัวละคร มุ่งเน้นเพื่อความเพลิดเพลินและอาจมีมูลความจริงแฝงอยู่ก็ได้ ประกอบด้วย โครงเร่ือง
ตัวละคร บทสนทนา ฉาก และความคิดเห็นของผ้แู ตง่ เพื่อทาให้ผอู้ ่านมคี วามรู้สึกตามเนือ้ หาท่ผี ู้แต่ง
นาเสนอ
2.1.2 คณุ ค่าและความสาคญั ของนวนยิ าย
คุณคา่ และความสาคัญของนวนิยาย มีดงั น้ี
วันเนาว์ ยเู ด็น. (2537:14) กล่าวว่า คุณคา่ ของนวนิยายมหี ลากหลายคณุ คา่ ไดแ้ ก่
1. คุณค่าทางอารมณ์ หมายถึง แรงบันดาลใจท่ีเกิดขึ้นจากผู้ประพันธ์แล้วถ่าย โยงมายัง
ผู้อ่าน ซ่ึงผู้อ่านจะตีความวรรณกรรมน้ัน ๆ ออกมาซ่ึงอาจจะตรงหรือคล้ายกับ ผู้ประพันธ์ ก็ได้เช่น
อารมณ์โศก อารมณ์รัก อารมณ์โกรธ เคียดแค้น เป็นต้น โดยวรรณกรรมจะเป็นเคร่ืองขัด เกลา และ
กล่อมเกลาอารมณ์ให้หายความหมักหมม คลายความกังวล และความหมกมุ่น หนุนจิตใจ ให้เกิด
ความผ่องแผ้ว ทาให้รู้สึกช่ืนบาน และร่าเริงในชีวิต ทาให้หายจากความมีจิตใจ ท่ีคับแคบรู้ ค่าความ
งามของธรรมชาติ ความมีระเบียบเรียบร้อย ความดี ความงาม และความจริงหรอื สัจธรรม ที่แฝงอยู่
กับความร่ืนเริงบันเทิงใจ หรือการได้ร้องไห้กับตัวเอกของเร่ือง ในหนังสือหรือหัวเราะกับคาพูดใน
หนังสือนั้น มีผลดที างด้านอารมณ์
2. คณุ คา่ ทางปัญญา วรรณกรรมแทบทุกเรื่องผู้อา่ นจะไดร้ บั ความคิด ความรู้ เพ่ิมข้ึนไม่มาก
กน็ ้อย มีผลให้สติปัญญาแตกฉานทั้งทางด้านวิทยาการ ความรู้รอบตัว ความรเู้ ท่าทนั คน ความเห็นอก
เห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดขน้ึ กับตวั ละครในเร่ืองให้ข้อคิดตอ่ ผู้อา่ นขยายทัศนคติให้
กวา้ งข้นึ บางคร้ังก็ทาให้ทัศนคติ ทเ่ี คยผดิ พลาดกลับกลายเป็นถกู ต้อง
3. คุณค่าทางศีลธรรม วรรณกรรมเร่ืองหน่ึง ๆ อาจจะมีคติหรือแง่คิดอย่างหน่ึง แทรกไว้
อาจจะเป็นเน้ือเรื่องหรือเป็นคติคาสอนระหว่างบรรทัด ซ่ึงวรรณกรรมแต่ละเร่ืองให้แง่คิดไม่
เหมือนกัน บางทีผู้อ่านที่อ่านอย่างผิวเผินจะตาหนิตัวละครในเร่ืองน้ันว่า กระทาผิดศีลธรรม ไม่
ส่งเสริมให้คนมีศีลธรรม แต่ถ้าพิจารณาและติดตามต่อไปผู้อ่านก็จะพบว่า ใครก็ตามท่ีไม่อยู่ใน
ศีลธรรมก็จะต้องประสบความทุกข์ยาก ความล้มเหลวและความเกลียดชังจากสังคม อาจจะเป็น
1326765395 14
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 เพราะกรรมของแต่ละคน บางคนประกอบกรรมมา ต่างกรรมต่างวาระแต่อาจจะพบจุดจบในกรรม
อนั เดียวกันกไ็ ด้
4. คุณคา่ ทางวฒั นธรรม วรรณกรรมทาหนา้ ที่ผู้สืบต่อ วัฒนธรรมของชาตจิ ากคนรุ่นหน่งึ ไปสู่
คนอีกรุ่นหนึ่ง เป็นสายใยเช่ือมโยงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ ในวรรณกรรมมักจะ
บ่งบอกคติของคนในชาติไว้ เช่น วรรณกรรมสมัยสุโขทัยจะทาให้เราทราบว่า คติของคนไทยสมัย
สุโขทัยนิยมการทาบุญให้ทาน การสาปแช่งคนบาปคนผิด มักจะสาปแช่งมิให้พระสงฆ์รับบิณฑบาต
จากบุคคลผู้นั้น ทั้งนี้เป็นต้น วรรณกรรมของชาติมักจะเล่าถึง ประเพณีนิยม คติชีวิต การใช้ถ้อยคา
ภาษา การดารงชีวิตประจาวัน การแก้ปัญหาสังคม อาหารการกิน ท่ีอยู่อาศัย เสื้อผ้า เปน็ ต้น เพ่ือให้
คนรุ่นหลังมีความรู้เกี่ยวกับคนรุ่นก่อน ๆ และเข้าใจวิถีชวี ิตของคนรุ่นก่อน เข้าใจเหตุผลว่า ทาไมคน
รุ่นก่อน ๆ จึงคดิ เชน่ น้ัน ทาเช่นน้ัน ก่อใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจอนั ดตี ่อกัน
5. คุณค่าทางประวัติศาสตร์ การบันทึกทางประวัติศาสตร์ ท่ีมุ่งจดแต่ข้อเท็จจริง ไม่ช้า
ก็อาจจะเบื่อหน่ายหลงลืมได้ เชน่ เร่ืองราวเก่ียวกับสงครามยุทธหตั ถี ระหว่างสมเด็จ พระนเรศวรกับ
พระมหาอุปราช ในประวัติศาสตร์อาจจะจดบนั ทึกไวเ้ พยี งไม่กีบ่ รรทัด ผอู้ ่านก็ อาจจะอ่านข้าม ๆ ไป
โดยไม่ทันสังเกตและจดจา ถ้าได้อ่านลิลิตตะเลงพ่าย จะจาเร่ืองยุทธหัตถี ได้ดีข้ึนและยังเห็น
ความสาคญั ของเหตุการณ์บ้านเมืองในตอนนั้นอกี ด้วย ท้งั นี้เพราะผู้อ่านไดร้ ับรส แหง่ ความสุขบันเทิง
ใจในขณะท่ีอ่านลิลิตตะเลงพา่ ย หรือวรรณกรรมประวตั ิศาสตรอ์ ื่น ๆ ที่นาเรอื่ งราวทางประวตั ิศาสตร์
มาใช้เปน็ วัตถุดิบในการแตง่ ด้วย อยา่ งไรก็ตามวรรณกรรมดังกล่าวมิใช้ เอกสารวิชาการสาหรับอ้างอิง
ทางประวตั ิศาสตร์ ตรงขา้ มประวัติศาสตรต์ ่างหากทเี่ ปน็ เอกสารอ้างอิงของวรรณกรรม ดังนน้ั การใช้
วรรณกรรมเป็นเอกสารอ้างอิง ทางประวัติ ประวัติศาสตร์จึงอาจคลาดเคล่ือนได้ อย่างไรก็ตาม
วรรณกรรมถือเป็นกระจกเงาสะท้อนภาพ ในอดีตของแต่ละชาติได้อย่างดีที่สุด เรื่องราวที่เป็น
ประวัตศิ าสตร์หลายเร่ือง ศึกษาได้จาก วรรณกรรมไมม่ ากก็น้อย
6. คุณค่าทางจินตนาการ เป็นการสร้างความรู้สึกนึกคิดที่ลึกซ้ึง จินตนาการต่างกับอารมณ์
เพราะอารมณ์คือ ความรู้สึก ส่วนจินตนาการ คือ ความคิด เป็นการลับสมองทาให้เกิดความคิดริเริ่ม
ประดิษฐกรรมใหม่ ข้ึนมาก็ได้ จนิ ตนาการจะทาให้ผู้อา่ นเป็นผมู้ องเห็นการณ์ไกล จะทาสิ่งใดก็ได้ทา
ด้วยความรอบคอบ โอกาสจะผิดพลาดมีน้อย นอกจากน้ัน จินตนาการ เป็นความคิดฝันไปไกลจาก
สภาพท่ีเป็นอยู่ในขณะน้ัน อาจจะเป็นความคิดถึงสิ่งที่ล่วงเลยมา นานแล้วในอดีตหรือส่ิงที่ยังไม่เคย
เกดิ ขน้ึ เลย โดยหวังว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตกไ็ ด้
7. คุณค่าทางทักษะเชิงวิจารณ์การอ่านมาก เป็นการเพ่ิมพูนความรู้ความคิดและ
ประสบการณ์ให้แก่ชีวิต คนท่ีมีความรู้แคบมีความคิดตื้น ๆ และประสบการในชีวิตเพียงเล็กน้อย
มักจะถูกเรียกว่า คนโง่ ส่วนคนท่ีมีความรู้มากแต่ไม่รู้จักวิเคราะห์วิจารณ์นั้นอาจจะหลงผิดทาผิดได้
วรรณกรรมเป็นสิ่งยั่วยุใหผ้ ู้อา่ นใช้ความคดิ นกึ ตรึกตรองตัดสนิ สง่ิ ใดดหี รอื ไมด่ ี
1326765395 15
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 8. คุณค่าทางการใชภ้ าษา เพราะการเขยี นเป็นการถา่ ยทอดความคิด เป็นการใช้ ภาษาเพื่อ
การสื่อสาร เพ่ือรสชาติทางภาษา เพ่ือจูงใจเพ่ือความติดใจและประทับใจ ทาให้ผู้อ่าน สามารถสังเกต
จดจานาไปใช้ก่อให้เกิดการใช้ภาษาท่ีดี เพราะการเห็นแบบอย่างท้ังท่ีดี และ บกพร่องทั้งการใช้คา
การใชป้ ระโยค การใชโ้ วหาร เปน็ ต้น
9. คุณค่าท่ีเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างวรรณกรรมและศิลปกรรมด้านต่าง ๆ
วรรณกรรม ที่ผเู้ ขียนเผยแพรอ่ อกไปบ่อยครั้งท่ีสร้างความประทับใจ และแรงบนั ดาลใจใหเ้ กิดผลงาน
อ่นื ๆ เพม่ิ ข้นึ
ธวัช ปุณโณทก. (2527:10 - 11) ได้กล่าวถึงคุณค่าของนวนิยาย โดยแบ่งออกเป็น 2
ประเดน็ ใหญ่ ๆ ดงั นี้
1. คุณค่าของวรรณกรรมต่อปัจเจกบุคคล คือ นวนิยายให้สารประโยชน์ต่อบุคคล อันเป็น
หนว่ ยหนงึ่ ของสงั คม
1.1 สง่ เสริมการเรยี นรู้และฝึกทกั ษะ
1.1.1 ส่งเสรมิ ปลกู ฝังนิสัยรกั การอา่ น และฝึกทกั ษะในการอ่าน
1.1.2 ส่งเสริมในการเรียนรทู้ างด้านภาษา และชว่ ยใหม้ โี อกาสฝกึ ทกั ษะ
1.1.3 สง่ เสริมใหร้ ู้จักใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์
1.2 ใหค้ วามบนั เทงิ ใจ
1.2.1 เพลดิ เพลิน สนกุ สนานไปตามเนอื้ เรอ่ื ง
1.2.2 สะเทอื นใจ สะเทือนอารมณ์ ทั้งอารมณร์ ัก โกรธ แคน้ สงสาร และสมใจ
1.2.3 ฝัน ไปกับท้องเร่อื ง
1.3 ประเทอื งปญั ญา
1.3.1 ชีใ้ ห้เห็นสภาพของชวี ิตมนุษยใ์ นสังคม
1.3.2 ให้ประสบการณ์จาลองชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ชีวิตท่ีสมบูรณ์พูนสุขยากแค้น
อับเฉา ถกู กดขี่ จองเวร อาภพั อับโชค เปน็ ตน้
1.3.3 ให้มโนทัศน์ (Conception) ต่าง ๆ เกย่ี วกับวถิ ชี ีวติ ของมนุษย์ในสงั คม
2. คณุ ค่าต่อการสร้างสรรคส์ งั คม นวนยิ ายมีสว่ น ให้ความสานกึ ของสังคม หรือมโน ทัศนร์ ่วม
ของสงั คม โดยวิธีเสนอแนวคิดต่อผู้อา่ น โดยส่วนรวม เป็นการปลกู ฝังทัศนคติตอ่ สังคมแก่ ผ้อู ่าน และ
มีกลวิธีในการนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือให้ผู้อ่านเห็นพ้องกับแนวคิดที่ผู้ประพันธ์ เสนอมาใน
รูปแบบนวนิยาย หรอื ให้ผู้อ่านเลือกรูปแบบของสังคมตามทัศนะของตนเองรวมมากับ การบันเทิงใจ
ในนวนิยายด้วย ซ่ึงเป็นตัวเร่งเร้า ส่งเสริม ให้ผู้อ่านอันเป็นหน่วยหน่ึงของสังคม ยอมรับแนวคิด
เหล่านน้ั และมมี โนทศั น์ร่วมตอ่ สังคม คือ
2.1 กฎเกณฑต์ อ่ สังคม ไดแ้ ก่ ศีลธรรม กรอบจารีตประเพณี และธรรมนิยมต่าง ๆ
1326765395 16
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 2.2 มีความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมในฐานะเปน็ หนว่ ยหน่งึ ของสงั คมนนั้
2.3 มโนทัศน์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม นวนิยาย ได้เสนอแนวคิดร่วมของ การ
เปลยี่ นแปลงทางดา้ นสงั คมโดยไม่หยดุ นิ่ง เพ่อื ไปสสู่ ภาพของสังคมมนษุ ย์ทีด่ กี วา่
2.4 เสนอแนวคิดร่วมในการเปล่ียนแปลงสังคมไปสู่สภาพท่ีดีกว่าและชะลอ การ
เปล่ียนแปลงท่ีนาไปสู่สภาพชีวิตเลวลง หรือชะลอการเปลี่ยนแปลงท่ีคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
พยายามผลกั ดนั จะใหเ้ ปน็ ไปแตไ่ ม่ใช่มโนทศั น์ร่วมของสงั คม
2.5 เสนอแนะ เร่งเร้ามโนคติของปัจเจกบุคคลให้พยายามปรับตัวเข้ากับการ เปล่ียนแปลง
พัฒนาทางด้านสังคมอนั ไมเ่ คยหยุดนง่ิ
สรุปได้ว่านวนิยายแต่ละชิ้นมีคุณค่าในตัวเอง ท้ังในด้าน อารมณ์ สังคม สติปัญญา
จินตนาการ การใช้ภาษา ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงทาให้เกิดแรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์งาน
ประเภทอื่น ๆ ท้ังน้ีการอ่านนวนิยายแล้ว ผู้อ่านสามารถวิเคราะห์คุณค่าของเร่อื งแลว้ นาไปใชใ้ ห้ เกิด
ประโยชน์ วรรณกรรมชน้ิ น้ันจะทรงคณุ ค่ามากขึน้ จุดมงุ่ หมายในการแตง่ การศกึ ษาประวัติ ของผแู้ ต่ง
สภาพสงั คมในสมัยที่แต่ง สามารถทาให้ผ้อู ่านวิเคราะห์ จุดมุง่ หมายในการแต่งได้ หากผอู้ ่านวเิ คราะห์
จุดมุ่งหมาย ในการแต่งนวนิยายได้อย่างถูกต้องส่งผลให้การวิเคราะห์นวนิยาย ด้านต่าง ๆ ชัดเจน
ยิ่งข้ึนสิ่งเหล่านี้ ท่ีกลา่ วมาข้างต้นทั้งหมดเป็นส่ิงที่ผอู้ ่านต้องพิจารณาวิเคราะห์ และต้ังคาถามตนเอง
เมือ่ อา่ นนวนยิ าย
2.1.3 ประเภทของนวนิยาย
นกั วิชาการหลายท่าน ได้จาแนกประเภทของนวนยิ ายไวห้ ลายประเภท ดังน้ี
เปลื้อง ณ นครและ ปราณี บุญชุ่ม. (2533 : 220) กล่าวว่า ประเภทของนวนิยายนั้น แบ่ง
ตามเนื้อเรื่องและจุดมุ่งหมายของเรื่อง เช่น นวนิยายประเภทเหตุการณ์ การเผชิญภัย ชีวประวัติ
การทหาร การจารชน เปน็ ต้น
พิมาน แจ่มจรสั . (2556) หลักเกณฑ์ของการแบ่งประเภทของนวนิยาย ออกเป็น 4 ประเภท
คอื
1. นวนิยายจินตนิมิต คือ เร่ืองแต่งท่ีมีการใช้โลกที่ไม่มีจริง เช่น นรก ดินแดนใต้ดิน เวทย์
มนต์ อยา่ งทวภิ พ ของ ทมยนั ตี
2. นวนยิ ายรัก เป็นเรื่องแต่งท่ีเน้นให้ความรักเป็นแก่นหรือสาระสาคัญ ใช้ความรักเป็น เหตุ
จูงใจใหเ้ กดิ เหตกุ ารณส์ าคัญของเร่ือง อยา่ ง ค่กู รรม ของทมยันตี
3. นวนิยายจดหมาย เป็นงานเขียน โต้ตอบในรูปจดหมาย ระหว่างตัว อย่าง ทางรัก ของ
ทมยนั ตี
1326765395 17
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 4. นวนิยายชีวิตเสเพล นาเสนอเรื่องราวเสเพลของตัวละคร โดยเล่าประสบการณ์ ทานอง
เสียดสสี ังคมของตน การเอาตัวรอด โดยมักเล่าเป็นตอนๆ ไม่มีโครงเรื่องที่แนน่ อน อย่าง พันธ์ุหมาบ้า
ของ ชาติ กอบจิตติ
2.1.4 องค์ประกอบของนวนยิ าย
องคป์ ระกอบของนวนยิ ายมีนักวิชาการจากดั ความไว้ดงั นี้
สายทิพย์ นุกูลกิจ. (2543 : 100 - 112) กล่าวถึงองค์ประกอบสาคัญของนวนิยายได้
6 ประการคอื
1. แก่นเรือ่ ง คือทัศนะทีผ่ ้แู ตง่ มตี อ่ ชีวิต หรือสารที่ผูแ้ ต่งต้องการจะสื่อใหผ้ ู้อา่ นทราบ
2. โครงเร่อื ง คือ เหตกุ ารณ์ชดุ หน่ึงที่เกิดขึ้นต่อเนอ่ื งเป็นเหตุเป็นผลตอ่ กัน กลา่ วโดย สรุปคือ
กลวธิ กี ารเชื่อมโยงเหตุการณท์ ี่เกิดข้ึนในเร่อื งให้ดาเนินต่อเน่ืองกันเป็นเร่ืองราวอยา่ งมีเหตุ มีผลต้ังแต่
ต้นไปจนถงึ จดุ จบของเรอื่ ง และใหเ้ กดิ ผลตามมาความมงุ่ หวงั ของผ้แู ต่งจะมี สว่ นประกอบ ดงั นี้
2.1 การเปดิ เรอ่ื ง
2.2 การผูกปม
2.3 การหนว่ งเรือ่ ง
2.4 จดุ สุดยอด
2.5 การคลายปม
2.6 การปิดเรอ่ื ง
3. ตัวละคร ตัวละครคือบุคคลท่ีผู้แต่งสมมติข้ึนมาเพื่อให้กระทาพฤติกรรมในเรื่อง คือ
ผมู้ ีบทบาทในเนอื้ เรอ่ื ง หรือผู้ทาให้เรอ่ื งเคล่อื นไหวดาเนนิ ไปสจู่ ุดหมายปลายทาง
4. บทสนทนา คือคาพดู ของตวั ละครที่ใช้โต้ตอบกันในเรื่อง
5. ฉาก คือสถานที่ เวลา และสภาพแวดลอ้ มทุกอย่างท่ีปรากฏในเรอ่ื งด้วยเพื่อบอก ให้ทราบ
วา่ ตวั ละครกาลงั แสดงบทบาทในชวี ติ ของเขาในส่งิ แวดลอ้ มอยา่ งไร
6. บรรยากาศ คือ ทีท่าหรือทัศนคติของผู้อ่านที่มตี ่อส่ิงใดสง่ิ หน่ึงตามผู้แต่งจะชกั พาไป เช่น
เศรา้ หมอง กราดเกร้ียว ขมข่ืน เยาะหยนั หรือขบขนั เปน็ ต้น
กล่าวโดยสรุปในส่วนขององค์ประกอบของนวนิยายน้ันได้แบ่งองค์ประกอบโดยได้ ใช้เป็น
แนวคิดในการวเิ คราะห์นวนิยายในด้านต่าง ๆ คือ แนวเร่ือง แก่นเรอื่ ง โครงเร่ือง ตัวละคร ฉาก และ
บทสนทนา
ยรุ ฉตั ร บุญสนทิ . (2542 : 26) กลา่ ววา่ องค์ประกอบของนวนิยายส่วนต่าง ๆ ไดแ้ ก่
โครงเรอื่ ง ตวั ละคร ฉาก บทสนทนา ทรรศนะของผแู้ ตง่ และกลวิธี ดงั น้ี
1. โครงเร่ือง คือการผูกเรอ่ื งหรอื สรา้ งเรื่องราวต่าง ๆ เพอ่ื เปน็ แนวทางในการดาเนินเรอื่ ง
1326765395 18
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 โดยกาหนดพฤติกรรม เหตุการณ์ ความเคลื่อนไหวที่เกิดข้ึนตลอดเวลา และให้มี ความเก่ียวเน่ืองกัน
โครงเรื่องเป็นองค์ประกอบสาคัญและเป็นพ้ืนฐานของเรื่องเน้นการลาดับ เหตกุ ารณ์และสถานการณ์
ในเรื่อง โครงเร่ืองลักษณะท่ัวไป เช่น ตอนเปิดเรื่องการเปิดเร่ืองอาจ เร่ิมด้วยการแนะนาตัวละคร
สถานที่ หรือเหตุการณ์สาคญั บางครั้งอาจข้ึนต้นด้วยขอ้ ขดั แย้งหรือ สถานการณ์ปัญหา การเริ่มเร่ือง
แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ เร่ิมเร่ืองแบบดาเนินตามปฏิทินกับเร่ิมเร่ือง โดยย้อนเหตุการณ์สลับไปมา
จากนั้นจึงดาเนินเรื่องจนถึงจุดวิกฤตแล้ว จะคล่ีคลายไปสู่จุดจบเรื่อง โครงเรื่องจะประกอบด้วย
โครงเรื่องใหญ่และโครงเรอ่ื งย่อยรวมกัน
2. ตวั ละคร คือผทู้ ีม่ บี ทบาทในเร่ือง อาจเป็นคนสัตว์หรือสิง่ ของกไ็ ด้ ตัวละครเป็นแบบจาลอง
ชีวิตของมนุษย์ การนาเสนอตัวละครทาได้โดยการบรรยายโดยตรงหรือบอกโดยอ้อม ประเภทตัว
ละครแบ่งอย่างกวา้ ง ๆ มี 2 ประเภท คือ ตัวละครหลัก กบั ตัวละครรอง
3. ฉาก สถานที่ เวลา ยุคสมัยและบรรยากาศในเรอ่ื ง ซ่ึงเป็นท่ีเกิดพฤติกรรมของตัว ละคร
หรือเหตุการณ์ ฉากมีหลากหลายประเภทธรรมชาติ เหตุการณ์ สภาพแวดล้อมเชิงนามธรรม
เช่น ค่านิยม จารีต การเมือง เพศ และศีลธรรม ซึ่งฉากช่วยให้พฤติกรรมของตัวละคร น่าเช่ือถอื และ
มคี วามสมจรงิ
4. บทสนทนา โดยลักษณะของบทสนทนาทดี่ ีนั้นตอ้ งมีลักษณะเป็นธรรมชาติ คล้ายคลึงกับ
ทบ่ี คุ คลพูดคยุ กันในชวี ติ จริง ตอ้ งมีความเหมาะสมกับบุคลิกลักษณะของตัวละครแตล่ ะตวั ดว้ ย คือตอ้ ง
เหมาะสมกับสภาพความเปน็ อยู่ ครอบครวั การศึกษา สภาพทาสงั คม ตลอดจน อปุ นิสยั ใจคอของตัว
ละคร ถ้อยคาที่ตัวละครใช้ในการพูดคุยกัน ซึ่งแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิด สติสัมปชัญญะ อารมณ์
และเจตนาของผู้พูด บทสนทนามีส่วนช่วยในการดาเนินเร่ือง ลักษณะของ บทสนทนาท่ีดีจะต้อง
เลอื กใชเ้ หมาะสมกบั ฐานะและบทบาทของตวั ละคร
5. ทรรศนะของผู้แต่ง คือ วิธีการเสนอเน้ือเรื่อง ตัวละคร ฉากและเหตุการณ์ในเร่ืองเล่า
แต่ละเรื่อง ผู้เล่าเรื่อง จะถูกกาหนดโดยผู้แต่ง เร่ืองเล่าทุกเรื่องจะมีผู้เล่าเร่ือง ผู้เล่าเร่ืองอาจเป็น
ตัวนักประพันธ์เอง อาจเป็นผู้เล่าที่ไม่ปรากฏตัวในเรื่องมีแต่เสียง หรือนักเขียนอาจจะเลือกตัวละคร
ตวั ใดตัวหน่งึ เป็นผู้เลา่ เรอ่ื งก็ได้ ส่วนมุมมองเป็นกลวธิ ีเขียนว่าเรื่องน้ีเลา่ ตามการรู้เห็นของใครเลา่ ตาม
ประสบการณข์ องใคร
6. กลวิธี คือ แนวทางที่นักเขียนเลือกใช้ในการเรียบเรียงถ้อยคาเพ่ือจะแสดงความคิด หรือ
แก่นเรื่อง ท่วงทานองเขียนเกิดจากองค์ประกอบในการใช้ภาษาของนักเขียนแต่ละคน เช่น
การเลือกใช้คา วลี ความเปรียบ ท่วงทานองโวหาร น้าเสียงของผู้แต่ง เป็นต้น กลวิธีในการเล่าเร่ือง
มีท้ังผแู้ ต่งเปน็ ผเู้ ล่าเองตัวละครในเร่ืองเปน็ ผู้เล่า ตัวละครคนใดคนหน่งึ เป็นผู้เลา่
ดังน้นั สรุปได้ว่า องคป์ ระกอบของนวนยิ ายส่วนตา่ ง ๆ ได้แก่ โครงเร่อื ง ตัวละคร ฉาก
บทสนทนา ทรรศนะของผู้แตง่ และกลวิธีทที่ าให้นวนยิ ายมคี วามสมบรู ณ์
1326765395 19
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 2.1.5 ตัวละครในนวนิยาย
ตัวละคร เป็นส่วนประกอบที่สาคัญอย่างหนึ่งในวรรณกรรม เช่น นวนิยาย เรื่องส้ัน นิทาน
บทละคร เปน็ ต้น เพราะตวั ละครจะเปน็ ผูแ้ สดงพฤตกิ รรมต่าง ๆ ตามเหตุการณห์ รือโครง เรื่องที่ผแู้ ต่ง
กาหนดไว้และเป็นตัวเดินเร่ืองทาให้เรื่องดาเนินไปจากต้นจนจบมีผู้ให้ความเห็นซ่ึงเป็น แนวทางใน
การศกึ ษาดังน้ี
ม.ล. บญุ เหลอื เทพสวุ รรณ. (2518 : 118) กล่าวถึงตัวละครในนวนยิ ายว่าสาหรบั ตวั ละครนั้น
เป็นส่วนสาคัญที่สุดของนวนิยายซ่ึงแสดงความรู้สึกต่าง ๆ และลักษณะนิสัยให้ผู้อ่านสนใจได้ง่าย
ถ้าลักษณะนิสัยของตัวละคร ไม่เหมาะใจผู้อ่านหรือเน้ือเร่ืองดาเนินไปโดยไม่อาศัยลกั ษณะ นิสัยของ
ตวั ละครจะถือว่าเป็นนวนิยายไม่ได้ อาจได้รับความเอาใจใสเ่ ฉพาะระยะหน่งึ แล้วกพ็ ้น ความสนใจได้
งา่ ย
กุหลาบ มัลลิกะมาส. (2528 : 112) กล่าวว่า ตัวละคร หมายถึง ผู้มีบทบาทในเนื้อเร่ือง
หรือบุคคลที่ผู้แต่งสมมติขึ้นมาแสดงพฤติกรรมตามเหตุการณ์ในท้องเรื่องเป็นผู้ท่ีได้รับผลจาก
เหตุการณท์ ่เี กิดข้ึนตามโครงเร่ือง ผแู้ ตง่ จะเป็นคนสร้างตัวละครในเร่ืองข้ึน โดยกาหนดรปู รา่ ง หน้าตา
เพศ วัย อุปนิสัย บุคลิกภาพ ให้ตัวละครเหล่านี้มีชีวิตจิตใจสามารถแสดงอารมณ์ ความรู้สึก
พฤติกรรมตา่ ง ๆ ได้เช่นเดยี วกบั มนษุ ยจ์ ริง ๆ การท่ีผู้แต่งจะสรา้ งใหต้ วั ละครมีลกั ษณะที่ สมจรงิ ได้น้ัน
จะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์และใช้ความต้องการของมนุษย์เป็นแนวทางในการสร้างตัว
ละคร เชน่ การสร้างตวั ละครให้มคี วามรกั ต้องการความสนใจ ตอ้ งการเสรีภาพ เป็นต้น
ลักษณะนสิ ยั ตัวละครทผี่ ้แู ตง่ สรา้ งขน้ึ โดยปกตมิ คี วามแน่นอนคงที่ เวน้ แตว่ ่าจะมี เหตุการณ์
หรอื แรงจงู ใจท่มี ีอทิ ธิพลเพียงพอจะทาใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงอุปนิสัย บคุ ลิกภาพและ พฤติกรรมของ
ตัวละคร ตัวละครจึงมีท้ังประเภทสถิต (Static Character) คือ มีลักษณะประจาตัว คงที่ไม่มีการ
เปล่ยี นแปลงต้ังแต่ต้นจนจบเร่ือง และประเภทพลวัต (Dynamic Character) คือมีการ เปล่ียนแปลง
อารมณ์ บุคลกิ ภาพไปตามเหตุการณ์ ประสบการณ์และกาลเวลา ซึง่ ในการเปลย่ี นแปลงน้ีผูเ้ ขียนตอ้ ง
ระมัดระวังใหเ้ ปน็ ไปอย่างสมเหตุสมผล
อดุ ม หนูทอง. (2522 : 111 - 114) กลา่ วว่า ตัวละครคือผู้ท่ีรบั บทบาทแสดงพฤติกรรมตาม
เหตุการณ์ในเรื่อง หรือผู้รับผลจากเหตุการณ์ทเี่ กิดขึ้นตามโครงเรือ่ งท่ีกาหนดได้ ตัวละครอาจ เป็นคน
สัตว์ หรอื สิ่งของก็ได้ ซ่ึงสอดคล้องกับ สายทิพย์ นุกูลกิจ (2543 : 121 122) ให้ความหมายของคาว่า
ตัวละคร คือบุคคลท่ีผู้แต่งสมมติขึ้นมาเพ่ือให้กระทาพฤติกรรมในเร่ืองมี บทบาทในเร่ือง เป็นผู้ทาให้
เร่ืองเคล่ือนไหวดาเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง ซ่ึงไม่ได้หมายถึงมนุษย์ เท่านั้น อาจรวมถึงสัตว์
พืช และสิ่งของด้วย รายละเอียดของตวั ละครท่ีควรศกึ ษาไดแ้ ก่
1. ประเภทของตวั ละคร แบง่ ตามลกั ษณะบทบาทและความสาคัญของตวั ละคร ไดด้ ังนี้
1.1 ตัวละครเอก คอื ตัวละครทีม่ บี ทบาทสาคัญในเรือ่ ง
1326765395 20
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 1.2 ตัวละครประกอบ คอื ตัวละครท่ีมีบทบาทรองลงไปจากตัวละครเอก
2. ลักษณะนสิ ยั ของตวั ละคร
2.1 ตวั ละครท่ีมลี ักษณะไมซ่ ับซ้อน เชน่ เปน็ คนดุ ใจดี หรือซื่อสัตย์
2.2 ตวั ละครท่มี ีลกั ษณะซบั ซอ้ น ตัวละครนี้ลกั ษณะนสิ ัยคลา้ ยบคุ คลในชีวิตจรงิ
3. บทบาทหรือบคุ ลิกภาพของตัวละคร
3.1 ตัวละครทม่ี ีบทบาทคงที่ คอื ตัวละครทีม่ บี คุ ลิกท่ีตลอดเร่อื งตัง้ แต่ต้นจนจบ
3.2 ตัวละครท่ีมีบทบาท ไม่คงที่ คือตัวละครท่ีปรับเปล่ียนลักษณ ะนิสัย
บคุ ลกิ ลกั ษณะและทัศนคตไิ ปตามประสบการณห์ รือสภาพจิตใจได้
สายทิพย์ นุกูลกิจ. (2543 : 124-123, 149-150) ให้ความหมายของคาว่า ตัวละคร คือ
บุคคลท่ีผู้แต่งสมมติขึ้นมาเพื่อให้กระทาพฤติกรรมในเรื่อง มีบทบาทในเนื้อเร่ือง เป็นผู้ทาให้ เร่ือง
เคลื่อนไหวดาเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง ซ่ึงมิได้หมายถึงมนุษย์เท่าน้ัน อาจรวมถึงสัตว์ พืช และ
สงิ่ ของด้วย ซึง่ มแี นวคดิ และการกระทาอยา่ งคน สว่ นรายละเอยี ดของตวั ละครที่ควรศึกษา ได้แก่
1. ประเภทของตวั ละคร แบ่งตามลกั ษณะบทบาทและความสาคญั ของตัวละคร ได้
ดังน้ี
1.1 ตัวละครเอก คือตัวละครท่ีมีบทบาทสาคัญในการดาเนินเรื่อง หรือ ตัวละครที่
เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เปน็ ตัวละครที่มีความขัดแย้งภายในใจหรือกบั ตัวละคร
อื่น
1.2 ตัวละครประกอบ คือตัวละครท่ีมีบทบาทรองลงไปจากตัวละครเอก เป็นตัว
ละครที่ทาให้เรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับตัวละครเอกเคล่ือนไหวไปสู่จุดหมาย
ปลายทางตัวละครประกอบบางตัว อาจมีบทบาทเด่นพอ ๆ กันกับตัวละครเอกก็ได้ แต่มักเป็นฝ่าย
ตรงขา้ มกบั ตัวละครเอก
2. ลักษณะนิสยั ของตัวละคร การกาหนดลักษณะนสิ ัยของตัวละครนิยมทากัน 2 วธิ ีคอื
2.1 ตัวละครที่มีลักษณะไมซ่ ับซ้อน คือตัวละครท่ีถกู สรา้ งขึ้นมาเพ่ือใหเ้ ปน็ ตัวแทน
ความคิดหรอื ลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งเพยี งอยา่ งเดยี ว เช่น เป็นคนดุ ใจดี หรอื ซื่อสตั ย์ เป็นตน้
2.2 ตวั ละครท่ีมีลกั ษณะซับซ้อน คอื ตวั ละครทถ่ี ูกสร้างข้ึนมาเพอื่ ใหม้ ลี ักษณะ นิสัย
หลากหลายคล้ายกับปถุ ชุ นธรรมดาทัว่ ไป
3. บทบาทหรือบคุ ลิกภาพของตัวละคร การกาหนดบทบาทหรือบุคลิกภาพของ ตัวละครมี
อยู่ 2 วิธี คือ
3.1 ตัวละครที่มีบทบาทคงท่ี คือตัวละครที่มีบุคลิกที่ตลอดเร่ืองต้ังแต่ต้น จนจบ
ตอนเปิดเร่อื งมลี กั ษณะนิสยั อย่างไร ตอนจบเรอื่ งท่ยี งั มีลกั ษณะนสิ ยั อย่างน้นั
1326765395 21
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 3.2 ตัวละครที่มีบทบาทไม่คงท่ี คือ ตัวละครท่ีปรับเปลี่ยนนิสัย บุคลิกลักษณะ
และทัศนคติไปตามประสบการณ์ หรอื สภาพจิตใจได้เมื่อมเี หตุผลอันสมควรหรือ เกิดจาก ส่งิ แวดล้อม
เป็นตัวการสาคญั ท่ีทาใหบ้ ุคลิกภาพของตัวละครเปลีย่ นแปลงไป
2.2 เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวข้องกับตัวละครและกลวิธีการสรา้ งตัวละคร
เอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วขอ้ งกบั ตวั ละคร ผู้วิจัยรวบรวมเอกสารท่ีเก่ยี วข้องกับตวั ละครจาก
นักวิชาการหลายท่าน ดงั น้ี
2.2.1 ตัวละคร มผี ้ใู ห้นยิ าม ความหมายของ “ตัวละคร” ไวด้ งั นี้
สมพร มันตะสูตร. (2525 : 56 – 58) ได้ให้ความหมายของตวั ละคร คือ ผู้กระทาพฤติกรรม
ต่าง ๆ ในเรื่อง หรือเป็นผู้ที่ได้รับผลจากเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนตามโครงเรื่อง โดยปกติตัวละครมี 2
ประเภท คือ ตัวละครที่ไม่เปล่ียนแปลง (flat character) คือ ตวั ละครทีม่ ีลักษณะ เฉพาะตัวไมม่ ีการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรม ลักษณะนิสัย ไม่ว่าเหตุการณ์จะผันแปรไปอย่างไร มี ลักษณะจาง่าย ๆ คือ
อาจเปน็ คนดหี รือเลวอยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง และตัวละครท่เี ปล่ียนแปลง (round character) คอื ตวั ละคร
ท่เี ปล่ียนพฤติกรรมและอปุ นิสัยไปตามสภาพแวดลอ้ มและเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ไมค่ งที่ ตัวละครประเภทนี้
บางครัง้ เรียกวา่ “dynamic c” ซึ่งเปน็ ตวั ละครสาคัญในเร่ือง
สายทิพย์ นุกูลกิจ. (2538 : 206 – 211) ได้ให้ความหมายของ ตัวละคร คือ ผู้ที่ทาให้เกิด
เหตุการณ์ในเร่ือง หรือเป็นผู้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ในเร่ือง ตัวละครน้ีเป็นองค์ประกอบ สาคัญส่วน
หน่ึงของนวนิยาย เพราะถ้าไม่มีตัวละครแล้ว เร่ืองราวต่าง ๆ ในนวนิยายกย็ ่อมจะเกดิ มี ขึ้นไม่ได้ ตัว
ละครในนวนิยายยอ่ มมีไดไ้ มจ่ ากัดทั้งในส่วนทเ่ี ปน็ ตัวละครเอกและตัวละครประกอบ ตวั ละครเอกของ
เรอ่ื ง คอื ตัวละครทเี่ ป็นศูนย์กลางของเรื่อง อาจมีทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิง หรืออาจมี เพียงฝ่ายเดยี วกไ็ ด้
ตัวละครประกอบมีสว่ นชว่ ยเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรือ่ งดาเนนิ ไปด้วยดี
อิราวดี ไตลังคะ. (2543 : 45) ได้กล่าวถึงตัวละครว่าเป็นเสน่ห์อย่างหน่ึงของ บันเทิงคดี
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในนวนิยายที่มีขนาดความยาวมากพอท่ีผู้เขียนจะพรรณนา บุคลิกลักษณะนิสัยใจ
คอของตวั ละครได้ละเอียด ผู้อ่านจะรู้สึกเหมอื นตวั ละครสมจริงเสมือนมี ตัวตน หรือไม่ก็ทาใหเ้ รานึก
ถึงคนท่ีเราเคยรู้จัก ในนวนิยายบางเร่ืองเราจะจดจาตัวละครได้ดีกว่า องค์ประกอบอื่น ๆ เพราะ
ผูเ้ ขียนทาใหเ้ รารู้สึกชน่ื ชม หมั่นไส้ สมเพช ฯลฯ ตวั ละครนั้น ๆ ไดอ้ ยา่ ง น่าอัศจรรย์ อย่างไรกต็ าม ใน
โลกอันน่าพิศวงของบันเทิงคดี ตัวละครไม่เพียงแต่เป็นมนุษย์ได้ เท่านั้น อาจเป็นสัตว์ เป็นวิญญาณ
อมนุษย์ หรือแมแ้ ตส่ ิ่งของก็ได้ แต่สง่ิ เหล่าน้จี ะมอี ารมณ์ ความรูส้ กึ หรือความนกึ คิดแบบมนุษย์
หมอ่ มหลวงบญุ เหลือ เทพยสวุ รรณ. (2539 : 71-72) อธิบายตวั ละครสรุปไว้ ดังนี้
1326765395 22
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ลักษณะนิสัยของตัวละครเป็นส่ิงสาคัญ เพราะผู้อ่านจะมีความรู้สึกนึกคิดต่ออุปนิสัยต่อตัว
ละคร ถ้าลักษณะนิสยั ไมถ่ ูกใจผู้อา่ น หนังสือเร่ืองนั้นมักจะไม่ดึงดูดความสนใจ การพิจารณาลักษณะ
นิสัยของตัวละครต้องพิจารณาตัวละครตัวไหนสาคัญแก่เน้ือเร่ืองหรือความคิดเห็นและปรัชญาของ
ผู้ประพันธ์ตัวละครตัวใดทาให้เน้ือเรื่องมีรสข้ึน ตัวละคร ตัวใดเป็นตัวเอก เกี่ยวเน่ืองกับเนื้อเรื่อง
อยา่ งไร
วรรณา บวั เกิด. (2538 : 649) อธิบายแนวทางการวเิ คราะห์ตัวละครไว้ดงั น้ี
ตัวละครตัวใดเป็นตัวละครสาคัญในเร่ือง มีการสร้างลักษณะนิสัยอย่างไร เปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมของตัวละครเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ บุคลิกของตัวละครมีบุคลิกเด่นจากบุคคล
ทั่วไปอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะตัวละครเอก ผู้แต่งได้บรรยายบุคลิกภาพให้โดดเด่นจากกลุ่ม แต่มี
ความจริง บทสนทนาสอดคล้องกับบคุ ลกิ ภาพและลักษณะนิสัยของตัวละครหรือไม่ ชื่อตัวละครต้อง
เหมาะสมกับบทบาทและลักษณะนิสัย ของตัวละคร และอาจสื่อความหมายท่ีผู้แต่งต้องการเสนอแก่
ผู้อ่านการสรา้ งสภาพจติ ใจ ตัวละครทกุ ตวั ต้องมจี ติ ใจและความรู้สึกเหมอื นมนุษยท์ ่ัวไป คอื มีทง้ั ความ
ดแี ละความไม่ดี อยู่ในคนเดียวกัน
อริ าวดี ไตลังคะ. (2543 : 49-59) กล่าวว่าถงึ ตวั ละครสรุป ดงั น้ี
บันเทิงคดีไทยมีท้ังเน้นโครงเร่ืองและเน้นตัวละคร เช่น งานของคอกไม้สด หรือ กฤษณา
อโศกสินมีตัวละครเด่นกว่าโครงเรื่อง เพราะนักเขียนทั้งสองสนใจเสนอนิสัยใจคอ และความขัดแย้ง
ภายในจติ ใจของตัวละครมากกว่าการวางโครงเรอ่ื งท่ีมีความซับซ้อนหรอื มี เหตุการณ์พลกิ ผันอย่างผิด
ความคาดหมาย ส่วนประเภทของตัวละครแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ตัวละครมิติเตียว ตัวละครมี
ลกั ษณะนิสยั หรอื พฤติกรรมคงท่ีตลอดทั้งเร่อื ง ผู้อ่านสามารถ คาดเดาได้วา่ ตัวละครจะคิดหรอื กระทา
อย่างไรต่อไป ตัวละครหลายมิติ เป็นตัวละครมีลักษณะหลากหลาย มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลง
นิสัยหรือทศั นะไดต้ ามเหตุการณน์ ั้น ๆ
วธิ ีการสรา้ งตวั ละคร มีดังน้ี
1. การรู้จักลักษณะนิสัยตัวละครทางตรง คือ การรู้จักลักษณะนิสัยโดยผู้เล่าเรื่อง เช่น
บรรยายรูปร่างหน้าตา ลักษณะนิสัยของตัวละครทาให้ผู้อ่านเช่ือว่าเป็นจริงเพราะเล่าโดย แบบผู้รู้
หรอื แบบผู้ประพันธ์ และการรู้จักลกั ษณะและนสิ ัยของตัวละครโดยตวั ละครอน่ื ผูอ้ า่ นสามารถรู้จักตัว
ละครจากทัศนะจากตวั ละครอ่ืน
2. การรู้จักตัวละครทางอ้อม ผู้อา่ นสามารถสรุปนิสัยและทศั นะของตัวละครจากการ กระทา
ของตัวละครน้นั ๆ จากบทสนทนา ความคดิ และจากลกั ษณะภายนอกของตัวละคร การรู้จกั ตัวละคร
ทางอ้อมมี 4 วธิ ี คือ การร้จู ักตวั ละครจากการกระทาของตัวละคร มีท้ังการ สรุปการกระทาที่เกิดขึ้น
ครง้ั เดียว เปน็ การกระตนุ้ ลกั ษณะการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร
1326765395 23
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 สว่ นการกระทาท่เี กิดขึ้นเป็นนิสัยแสดงให้เห็นลักษณะไม่เปล่ียนแปลงของตวั ละคร เช่น การ
รู้จักนิสัยตัวละครจากบทสนทนา การรู้จักนิสัยและทัศนคติของตัวละครจากความคิด ของตัวละคร
โดยผู้เล่าเร่ืองแบบผู้รู้ถ่ายทอดความคิดของตัวละครออกมา ผู้อ่านสามารถ เข้าใจนิสัยและทัศนคติ
ของตัวละครชัดเจนและการรู้จักตัวละครจากผู้เขียนบรรยายลักษณะ ภายนอกของตัวละคร ผู้อ่าน
ต้องตีความเอาเองวา่ ตัวละครมลี ักษณะภายนอกเป็นคนอย่างไร เช่น รปู รา่ งหน้าตา การแต่งกาย การ
ใช้เคร่ืองประดับ รวมทั้งสภาพแวดล้อม เช่น บ้านเรือน ห้อง ฯลฯ นอกจากนี้การรู้จักตัวละคร
พจิ ารณาได้จากการตั้งช่ือตวั ละครสามารถ แสดงลักษณะนิสยั หรอื การต้ังช่ือมคี วามหมายตรงกนั ข้าม
กับตัวละครเพอื่ ยั่วลอ้ หรอื เยาะเยย้
ธัญญา สังขพันธานนท์. (2539 : 173-180) ได้อธิบายเกี่ยวกับตัวละครออกเป็น 3 ประเด็น
สรปุ ได้ดงั นี้
1. ตัวละคร คือ ผู้มีบทบาทในท้องเร่ือง หรือผู้เดินผ่านเนื้อเร่ืองและเหตุการณ์ต่าง ๆ ตัว
ละครในวรรณกรรมอาจเป็นคน สัตว์ อมนุษย์ หรอื วตั ถุสิ่งของ ตัวละครเป็นสิ่งสมมุติ หรือสัญลักษณ์
เพื่อเทียบเคียงกับธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ เป็นแบบจาลองของคน สามารถพบเห็น
โดยท่ัวไป ตวั ละครส่วนใหญ่มีลักษณะความเป็นมนุษย์เชน่ เดียวกับผู้อ่าน เช่น หน้าตา อุปนิสัยใจคอ
สถานภาพทางสังคม
2. การนาเสนอตัวละคร แบง่ เป็น 2 วธิ ี คอื
2.1 การนาเสนอโดยตรง คือ ผู้แต่งให้รายละเอียดและข้อมูลเก่ียวกับตัวละคร
ลักษณะ การบรรยายภาพตัวละคร การนาเสนอตัวละครเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของตัวละคร เช่น
รายละเอียดเชิงประวัติ ช่ือ เพศ อายุ สถานภาพทางครอบครัว สังคม อาชีพ ประวัติ ฯลฯ ลักษณะ
ทางกายภาพได้แก่ หน้าตา ท่าทาง รูปร่าง การแต่งกาย หรือบางคร้ังเน้นลักษณะเด่นประจาตัว
บางอย่าง ลกั ษณะทางจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด อุปนิสัยใจคอ วธิ ีคิด ปรัชญา ชีวติ หรือภาวะจิตใจของ
ตัวละคร วัตถุสิ่งของเกี่ยวข้องกับตัวละครมีความหมายบ่งบอก สภาวะของตัวละคร หรือแฝงด้วย
สัญลักษณ์บางอย่าง การนาเสนอตัวละคร โดยการบรรยาย รวมคร้ังใหญ่ คือ การให้ข้อมูลท้ังหมด
เกี่ยวกับตวั ละครคร้งั เดยี วกับการบรรยายตวั ละคร กระจายไปตลอดทัง้ เร่ือง
2.2 การนาเสนอโดยอ้อม คือ การนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับตัวละครไม่บรรยาย
ตรงไปตรงมา แตจ่ ะแทรกอยู่ในเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยผอู้ ่านจะรู้จักตัวละครจากพฤติกรรม การกระทา
คาพูด หรือการบรรยายกิริยาอาการ ผู้อ่านสามารถสรุปลักษณะทางกายภาพและนิสัยใจคอของตัว
ละคร การนาเสนอตัวละครทงั้ ทางตรงและทางอ้อมทาได้หลายวธิ ี เชน่ ผู้เล่าเรอ่ื ง เป็นผู้รู้แจง้ เกีย่ วกับ
ตัวละคร เป็นการมองผ่านสายตาผู้เล่าเรื่องเพียงคนเดียว ผ่านพฤติกรรม ภายนอก สภาพจิตใจ
ความคดิ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรอื อนาคต ผู้อ่านรจู้ ักตัวละคร โดยการแนะนาผ่านความคิดเห็นของตัว
ละคร หรือผเู้ ขียนให้ตวั ละครอน่ื สนทนากับตัวละครอกี ตัวแทนการเล่าเรอ่ื งโดยตรง เชน่ การกลา่ วถึง
1326765395 24
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 หรือนินทา การแนะนาตัวละครผ่านสายตา ตัวละครอ่ืนอาจไม่ได้ข้อมูลเท่ียงตรง เพราะภาพของตัว
ละครท่กี ลา่ วถึงถกู ปรงุ แต่งดว้ ย ความรู้สกึ นึกคดิ และทัศนะของตัวละครอ่นื
3. ประเภทของตัวละคร ตัวละครแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ตัวละครแบบแบน หรือตัว
ละครน้อยลักษณะนิสัย เป็นตัวละครมีลักษณะไม่มีความซับซ้อนด้านบุคลิกภาพ และสภาพจิตใจมี
ลักษณะคงที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตัวละครแบบกลม หรือตัวละครหลาย ลักษณะนิสัย เป็นตัวละคร
สรา้ งความประทับใจแกผ่ ู้อา่ น เพราะมลี ักษณะใกล้เคียงกบั มนุษย์ ผู้เขยี นสร้างตัวละครมาจากแงม่ ุม
ทีห่ ลากหลายของมนุษย์ บุคลิกภาพ นสิ ยั ซับซอ้ น แตกตา่ งไปตามอารมณ์ หรือสถานการณ์
การวิเคราะห์ตัวละคร แบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ พิจารณากลวิธีการสร้างตัวละคร และ
พิจารณาคุณลักษณะและบทบาทของตัวละคร
1. การพิจารณากลวิธีการสร้างตัวละคร พิจารณาการนาเสนอตัวละครโดยวิธีใด (โดยตรง
หรือโดยออ้ ม) การให้ข้อมลู ที่เก่ียวกบั ตวั ละคร หรือสิ่งกระตุ้นใหต้ ัวละครแสดง พฤตกิ รรมออกมา เช่น
ความปรารถนา การตอ่ สู้เพ่ือการอยู่รอด การปกป้องตนเอง ฯลฯ และพิจารณาน้าเสียงของผู้แตง่ ที่มี
ต่อตัวละคร ผู้แต่งมีน้าเสียงอย่างต่อตัวละครอย่างไร และ น้าเสียงของผู้แต่งมีจุดมุ่งหมายเพ่ืออะไร
เช่น ช่วยเสรมิ แก่นเร่ืองใหเ้ ดน่ หรอื เพื่อตอ้ งการ วจิ ารณ์กลมุ่ คนบางกลมุ่
2. การพิจารณาคุณลักษณะและบทบาทของตัวละคร ตัวละครพูดอะไรกับตวั เองบ้าง หรือ
ตัวละครคิดอะไร คาพูดและความคิดของตัวละครช่วยให้เข้าใจความรู้สึกนึกคิด ลักษณะนิสัยใจคอ
และอารมณเ์ ปน็ อยา่ งไร ตวั ละครอ่นื ๆ ในเรอ่ื งพดู ถึงตัวละครเอกอยา่ งไร บ้าง เช่น ตัวละครเป็นเพ่อื น
กบั ตัวเอก หรือตวั ละครเปน็ ปรปกั ษต์ อ่ กนั
การประเมินค่าการสร้างตัวละคร คือ การพิจารณาว่าผู้แต่งสร้างตัวละครได้สมจริงหรือไม่
ท้ังด้านจิตใจ และพฤติกรรม หากผู้แต่งสร้างตัวละคร ไม่สมจริง พิจารณาว่าผู้เขียน สร้างขึ้นเพื่อ
เจตนาใดการเปล่ยี นแปลงหรือพัฒนาการของตัวละครอย่างสมเหตุสมผล หรอื ไม่ หากผเู้ ขียนตอ้ งการ
ให้ตัวละครเปลยี่ นแปลงควรปพู ้ืนฐานใหเ้ ห็นพัฒนาการ หรือเปลย่ี นแปลงอย่างไร มีเหตผุ ลที่น่าชื่อถือ
หรือไม่และการพจิ ารณาการสรา้ งตัวละครชว่ ยให้ผู้อ่าน เขา้ ใจมนุษยไ์ ดม้ ากน้อยเพยี งไร
ยุรฉัตร บุญสนิท. (2538 : 35-86) กล่าวเกี่ยวกับการวิจารณ์ตัวละครพิจารณาหลายด้าน
สรปุ ได้ดงั นี้
ตัวละครน้อยลักษณะ คือ ตัวละครแสดงบุคลิกนิสัยด้านเดียว โดยผู้แต่งไม่ค่อยให้
รายละเอียดเกีย่ วกบั ตวั ละครมากนัก ส่วนใหญจ่ ะเป็นตวั ละครแบบฉบับ เชน่ แมเ่ ลย้ี ง ใจร้าย นางเอก
สวยและดี ตัวอิจฉาร้าย ตัวละคร ไม่มกี ารพัฒนาด้านอุปนิสัย ดา้ นตัวละคร หลายลักษณะผู้เขียนจะ
สร้างพฤติกรรมให้สอดคล้องกับภูมิหลัง การศึกษา ชีวิตความ เป็นอยู่ ทัศนคติมีความสมเหตุสมผล
และต้องพิจารณาบทบาท ความสาคัญของตัวละครมีความเหมาะสมกับเรื่อง และสอดคล้องกับภูมิ
หลังหรือประสบการณ์ของตัวละคร มีการใช้ เหตุผลหรืออารมณ์เหมาะสมกับตัวละครหรือไม่ การ
1326765395 25
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 วจิ ารณ์ตัวละครพิจารณาวิธสี ร้างตัวละครให้สมเหตสุ มผล ตัวละครท่ีผู้อ่านให้ความสนใจ เรียกว่า ตัว
ละครเอก ส่วน ตัวละครที่เป็นฝ่ายตรงข้าม เรียกว่า ตัวละครปรปักษ์ เนื้อเร่ืองอาจจะดาเนินไปด้วย
ความขัดแย้ง ซ่ึงเป็นความขัดแย้งระหว่างคนกับคน หรือความขัดแย้งระหว่างตัวละครเอกกับ
โชคชะตา กลวิธีการสร้างลักษณะนสิ ัยตัวละครสงั เกตได้ ดังน้ี
1. สังเกตผู้เขียนใหต้ ัวละครพดู บทบาทของตัวละครหรือมีส่วนชว่ ยให้ผอู้ ่านสามารถวินิจฉัย
ได้ว่ามีเหตุผลอย่างไร หรอื มีจดุ ประสงค์ใดอยเู่ บอ้ื งหลังตัวละคร ทงั้ คาพูดของตัวละครและคาพูดของ
ตัวละครอืน่
2. สังเกตผู้เขียนบรรยายภูมิหลัง ประสบการณ์ ชีวิต อุปนิสัย ความคิดเห็น ของตัวละคร
ผ้เู ขียนอาจอธิบายอยา่ งตรงไปตรงมาด้วยการบรรยาย สถานภาพ ความนึกคิด พฤตกิ รรมของตัวละคร
3. สังเกตการประเมนิ คา่ ตัวละครของผู้เขยี น เรียกว่า “เสียง” ของผู้เขียน ผู้เขียนคิดอย่างไร
กับตวั ละครของเขาทาใหผ้ ู้อา่ นเข้าใจการสร้างตวั ละครข้นึ เพอื่ อะไร
4. สังเกตตวั ละคร ผเู้ ขยี นใช้สรรพนามบุรษุ ที่ 1 เช่น ฉัน ข้าพเจ้า ทาให้ผู้อ่านสามารถขยาย
ความคิดเหน็ ของตวั ละครได้มากข้นึ เพราะการใช้สรรนามแทนตวั เองผู้เขียน สามารถลว่ งรคู้ วามในใจ
ของตวั ละครได้ดี
5. สังเกตผู้เขียนให้ตัวละครพูดกับตัวเอง การพูดกับตัวเองเป็นการแสดงความในใจของตัว
ละคร ผูอ้ า่ นสามารถเขา้ ใจความรสู้ กึ นึกคดิ ของตัวละคร
จากการศึกษาเอกสารจากนักวิชาการหลายท่านสรุปได้ว่า ตัวละคร คือ ผู้แสดงบทบาท
สาคัญในการดาเนินเร่ือง โดยสร้างลักษณะนิสัย พฤติกรรมความคิด เป็นตัวแทนมนุษย์ในสังคม
ประเภทตัวละคร คือ ตัวละครน้อยลักษณะ ตัวละครมีลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมเพียงด้านเดียว
ส่วนมากจะปรากฏในเรื่องสัน้ เพราะการสร้างเรอื่ งส้ันมเี นอ้ื หาขนาดสั้น มีโครงเรื่องหลักเพียง โครง
เร่ืองเดียว จึงไม่จาเป็นต้องสร้างตัวละครให้มีลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมหลายด้าน ส่วนตัวละคร
หลายลักษณะ เป็นตัวละครท่ีมีลกั ษณะนิสัยและพฤติกรรมหลายด้าน พฤติกรรมและลักษณะนิสัยมี
การเปล่ียนแปลงตามสถานการณ์ เหตุการณ์ ซ่ึงมีความสมเหตุสมผล การนาเสนอตัวละครมี 2
ลักษณะ คือ การนาเสนอตวั ละครโดยตรง คือ การบรรยายรูปร่างหนา้ ตา การแต่งกาย เพศ วัย อาชีพ
ความคิด ซ่ึงเป็นการบรรยายผ่านมุมมองผู้เล่าเร่ือง และการนาเสนอตัวละครโดยทางอ้อม คือ การ
นาเสนอผ่านบทสนทนา การกระทาของตัวละคร พฤติกรรมของตวั ละคร หรือ รู้จกั ตวั ละครจากทัศนะ
ตัวละครอน่ื ทาให้ผู้อา่ นรจู้ ักลกั ษณะนิสยั ของตวั ละครหลาย ๆ มมุ มอง
ตัวละคร คือ ผู้ทีม่ ีบทบาทแสดงการกระทา พฤติกรรม หรือได้รับผลจากพฤติกรรม ตวั ละคร
มี 2 ประเภท ได้แก่ ตัวละครมีลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมด้านเดียว ไม่มีการ เปล่ียนแปลง และตัว
ละครมลี กั ษณะนสิ ัยหรอื พฤตกิ รรมหลายด้าน ทง้ั ด้านทดี่ ีและไมด่ ี มกี ารเปลี่ยนแปลงลกั ษณะนสิ ัยตาม
1326765395 26
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ส่ิงแวดล้อม และเหตุการณ์ต่าง ๆ การเสนอตัวละคร วิธีการเสนอภาพและลักษณะนิสัยตัวละคร
ดังนี้
1. การสร้างเหตุการณ์ข้ึน เพื่อให้ผู้อ่านวิเคราะห์นิสัยของตัวละครจากสภาพเหตุการณ์ท่ี
เกิดขนึ้
2. การบรรยายตวั ละครโดยตรง เป็นวิธีชว่ ยให้ผอู้ ่านมองเห็นภาพ และลักษณะนสิ ัยตัวละคร
ได้ชดั เจน
มนี ักวชิ าการได้ศกึ ษา แบง่ ประเภทของตัวละครไว้ ดงั น้ี
ชนกิ านต์ กู้เกยี รติ. (2546 : 45) ได้แบ่งประเภทตวั ละครไว้ 2 แบบ คือ
1. ตวั ละครแบบแบน หรอื ตัวละครนอ้ ยลักษณะนิสัย เปน็ ตัวละครทีม่ ีลกั ษณะเรียบง่าย
ไม่มีความซับซ้อนในด้านบุคลิกภาพและสภาพจิตใจ มีลักษณะคงท่ีไม่ค่อยเปล่ียนแปลงลักษณะของ
ตวั ละครแบบแบน ประกอบด้วย
1.1 มักจะมีลักษณะคล้ายกันทุกตัวจนสามารถสรุปเป็นแบบที่แน่นอนได้ และไม่
ค่อยสร้างความประทับใจให้แก่คนอ่าน เช่น นางเอกต้องรูปร่างหน้าตาสวยงาม มีความประพฤติ
เรียบรอ้ ย จิตใจดี มเี มตตา
1.2 มีลกั ษณะไม่สมจริง ไมเ่ หมอื นคนจริง ๆ
1.3 การแนะนาตัวละครทาไดง้ ่ายกวา่
1.4 มีลักษณะคงทตี่ ลอดท้งั เร่ือง ตัวละครแบบนี้มักจะพบในนวนยิ ายยอดนยิ ม เช่น
เรอื่ งประเภทรักรษิ ยา บีโลดโผน ต่นื เตน้ ผจญภัย
2. ตัวละครแบบกลม หรือตัวละครที่มีหลายลักษณะ เป็นตัวละครที่สร้างความ ประทับใจ
ให้แก่ผู้อ่านได้มาก เพราะมีลักษณะใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์มากกว่าแบบแรก ผู้เขียน สร้างตัว
ละครมาจากแง่มุมหลากหลายของมนุษย์ มีบุคลิกภาพและนิสัยซับซ้อนแตกต่างกันไปตาม สภาพ
อารมณ์ สถานการณ์และสภาพแวดล้อมเหมือนมนุษย์จริง ลักษณะเด่นของตัวละครแบ บกลม
ประกอบด้วย
2.1 มีลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกหลากหลาย และเปล่ียนแปลงพัฒนาไปตาม
สภาพแวดล้อม
2.2 ลักษณะคล้ายชีวิตจริงมาก 2.3 ตัวละครปรากฏในเรื่องแต่ละคร้ังด้วยลักษณะ
ทแี่ ตกต่างไปจากเดิม
2.4 การนาเสนอตวั ละครทาไดย้ ากและซับซ้อนกวา่
อรรคภาค เล้าจินตนาศรี. (2548 : 58) แบ่งตัวละครตามความสาคัญตามบทบาทของ
ตวั ละครไว้ดงั น้ี
1. ตวั ละครหลัก เป็นตวั ละครทีม่ ีบทบาทมากทส่ี ุดในนวนยิ ายแตล่ ะเรื่อง
1326765395 27
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 2. ตวั ละครรอง เปน็ ตัวละครท่ีมบี ทบาทรองจากตวั ละครหลกั เปน็ ตัวละครท่ีมบี ทบาท เปน็ คู่
เทยี บหรอื ขัดแย้งกับตวั ละครหลกั
3. ตัวละครประกอบ เป็นตัวละครอื่น ๆ ท่ีผู้เขียนสร้างข้ึน เพ่ือเสริมสร้างความสมจริง
สร้างบรรยากาศ หรือมีสว่ นเสริมใหเ้ รอื่ งในชว่ งเหตุการณน์ ้ันดาเนนิ ตอ่ ไปได้
นอกจากนีย้ ังมีนักวชิ าการ ได้ให้เกณฑ์การสรา้ งตัวละคร ไวด้ งั นี้
กุหลาบ มลั ลิกะมาส. (2538 : 112 - 114) ให้เกณฑ์การสร้างตวั ละครในวรรณกรรม
สรปุ ไดด้ ังนี้
1. ลักษณะนิสัยตัวละคร (Trail) นักเขียนที่ไม่สันทัด จะสร้างตัวละครท่ีมีลักษณะนิสัย
ประจาเป็นประเภท ๆ ไป ได้แก่ ประเภทร่าเริงสดใส ประเภทหงอยเหงาเฉ่ือยชา ประเภทขี้โกรธ
และประเภทเศร้าเห่ียวแห้ง ตัวละครจึงมีลักษณะนิสัยอย่างเดียว หรือน้อยอย่าง (Flat character)
หาก นกั เขียนมฝี มี อื จะสร้างตัวละครทมี่ นี สิ ัยหลายอย่าง หรือหลากหลาย (Round character)
2. ผู้แต่งท่ีเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ จะใช้ความต้องการ ความจาเป็นของมนุษย์เป็น
แนวทางในการสรา้ งตัวละครในเรื่อง โดยตัวละครที่มีลักษณะสมจริงจะมีความคิดความต้องการอย่าง
มนษุ ย์ เชน่ ตอ้ งการความรกั ตอ้ งการเพ่อื นที่เขา้ ใจ ตอ้ งการความบันเทิง เปน็ บุคคลที่กอ่ ใหเ้ กิด ความ
เข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ เกิดความหย่ังเห็น (Insight) หรือให้ความคิดตระหนัก เป็น ความรู้สึก
นกึ คดิ และจิตใจของมนุษย์ทวั่ ไป
3. ผู้แต่งสร้างตัวละคร ให้มีลักษณะคงที่ไว้ การเปลี่ยนแปลงนิสัยจะต้องเป็นไปอย่าง
สมเหตุสมผล คือ ตัวละครต้องมีประสบการณ์เรื่องราวต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลพอท่ีจะเปลี่ยนแปลงนิสัย
บุคลิกภาพของตัวละครน้ัน มิใช่ผู้แต่งจะเปลี่ยนตามความพอใจของตน ทั้งนี้ตัวละครมีท้ังประเภท
สถิต (Static character) คือ ไม่เปลี่ยนแปลง และประเภทพลวัต (Dynamic character) คือ
เปลย่ี นแปลงไปตามเหตุการณ์
ตวั ละครจึงเปน็ องคป์ ระกอบสาคญั ของนวนยิ ายในการดาเนินเร่อื ง ทผี่ ู้แต่งสร้างขน้ึ เพอ่ื ใหต้ ัว
ละครเป็นผู้ทาให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือเป็นผู้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ในเร่ือง ตัวละครมี ทั้งตัว
ละครหลกั ตัวละครรองและตวั ประกอบ ตามความสาคัญ ตามบทบาท มีท้ังแบบหลายมิติท่ีมี ลักษณะ
เหมือนมนุษย์ และมิติเดยี วไม่ลักษณะคงทีไ่ ม่เปลี่ยนแปลง ตัวละครทุกแบบมีความสาคัญ เพราะหาก
ขาดตัวละครแบบใดไป ก็จะทาให้เรื่องราวไม่สมบูรณ์ ผู้เขียนสร้างตัวละครแต่แบบเพ่ือ สื่อสารบาง
ประการนั่นเอง โดยตัวละครท่ีมีความสมจริง ผู้แต่งต้องสร้างตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด
ทงั้ ลักษณะนิสัย ธรรมชาติของมนุษย์ อยา่ งสมเหตุสมผลในความเป็นมนุษย์ มีการเปลี่ยนแปลงนิสัย
ไปอย่างสมเหตุสมผลตามเหตกุ ารณ์ที่ประสบ ผอู้ า่ นจะจดจาตัวละครทป่ี ระทบั ใจไดด้ ีกว่าองค์ประกอบ
อ่ืน ๆ เม่ือผู้อ่านจดจาตัวละครจนเกิดความรู้สึกคล้อยตามไปกับ นวนิยาย เกิดความรู้สึกร่วมต่าง ๆ
ทง้ั รัก ชงั ชอบ เป็นต้น
1326765395 28
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 2.2.2 กลวธิ ีการสร้างตัวละคร
ธวัช ปณุ โณทก. (2527 : 94-95) ได้อธบิ ายเกยี่ วกับวธิ ีการสร้างตวั ละคร ซึ่งนยิ มสร้างด้วยกัน
5 แบบ คือ
1. การสร้างตัวละครแบบพิมพ์เดียว (Stereo Types) เป็นตัวละครที่เป็นแบบ ตัวเอก
ของเรอ่ื งทมี่ ีพฤตกิ รรมเปน็ มาตรฐานถอดมาจากชีวติ จริง และเปน็ ภาพคนจริงๆ ในสงั คม นัน้ ๆ ผอู้ ่าน
จะมีความรู้สึกว่าเป็นบุคลิกของบุคคลในสังคม ซ่ึงเป็นบุคลิกท่ีเหมาะสมกับฐานะ อาชีพของ ตัวละคร
น้ัน การสร้างตัวละครแบบนี้ผู้เขียนมีความมุ่งหมายท่ีจะแสดงภาพผิวเผิน เห็นได้ง่ายจาก ภายนอก
ไมม่ ลี กั ษณะเงอ่ื นงาซับซ้อน จะพบมากในนวนยิ ายครอบครัว
2. การสร้างตัวละครแบบธรรมเนียมนิยม (Stock Characters) มีลักษณะ การสร้างตัว
ละครแบบอุดมการณ์ ซงึ่ อาจจะเรียนแบบมาจากวรี บุรษุ หรือตัวละครในวรรณคดี โบราณทตี่ ัว ละคร
เอกมีความเก่งกลา้ สามารถ รักเกียรติ เสียสละ เป็นตัวอย่างทด่ี ี แก่ บคุ คลท่วั ไป
3. การสร้างตัวละครแบบนิทานเปรียบเทียบ หรือสัญลักษณ์ (Allegorical and
Symbolical Characters) มักพบในวรรณกรรมประเภทบทประพันธ์ การสร้างตัวละครในแบบนี้
ผเู้ ขียนจะกาหนดให้ตัวละครในเร่ืองเช่ือมโยงกับบุคคลจริง ๆ เช่น สร้างอัศวนิ มาให้เป็นตัวแทน ของ
คนดีมีศลี ธรรม การสรา้ งตวั ละครแบบนีย้ งั ไมค่ ่อยนยิ มในวงการนักเขยี นไทย
4. การสร้างตัวละครแบบมิติสมบูรณ์ (Full-Dimensional Character) คือ การสร้างตัว
ละครท่มี ีลกั ษณะอุปนิสยั ท่ีพฒั นาไปตามเหตุการณ์และเวลา ทั้งนีเ้ ร่ืองราวของตัวละครต้องมี มากมาย
เปน็ เรอื่ งราวท่ีแสดงพฤตกิ รรมหนงึ่ ชว่ งชวี ติ ของตัวละคร ผ้เู ขียนมีจุดมุ่งหมาย แนวคดิ ผ่านพฤติกรรม
ของตวั ละครทกุ แงท่ กุ มมุ
5. การสร้างตัวละครแบบคงที่ตลอดเวลา (The Permanence and Universality of
Characters) ตัวละครประเภทนี้มีลักษณะฝนื ธรรมชาติ เพราะคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้เวลา
จะล่วงเลยไปนานเพียงใด ตวั ละครกย็ ังมีนสิ ยั ความประพฤติ การพูดจาและบุคลิกอืน่ ๆ คงที่ ผเู้ ขยี น
อาจเปลย่ี นเนื้อเรอื่ ง ฉาก แต่ยังใช้ตัวละครเดิม มีบุคลิกภาพเดิม ส่วนใหญ่เปน็ บุคลิกตัว ละครเป็นที่
คนุ้ เคยกบั ผู้อา่ น
เถกิง พันธ์ุเถกิงอมร. (2541 : 154 – 234) ไดก้ ล่าวถึงกลวิธีการสรา้ งตัวละครไวว้ ่า นักเขียน
ทด่ี ีต้องพยายามสร้างตัวละครใหเ้ หมาะสมกับเน้อื เรือ่ ง แบ่งออกเปน็ 5 แนว ดงั นี้
1. การสร้างตัวละครแนวสมจริง หมายถึง การทาให้ตัวละครนั้น ๆ มีบุคลิกลักษณะ
ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ พฤติกรรมการแสดงออกต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่าง ๆ
คล้ายคลงึ กับคนจรงิ ตามปุถชุ นวิสัยจะเป็นไปได้ คือ มีทั้งดา้ นดีและดา้ นเลว
1326765395 29
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 2. การสร้างตัวละครแนวอดุ มคติ หมายถงึ การท่นี ักเขียนมีความมุ่งหมายท่ีจะแสดงให้ เห็น
ถงึ บุคลกิ ลักษณะนิสัยใจคอของตัวละครตามที่มีอยู่ในความคิดฝันหรือในอุดมคติของตัว นักเขียนเอง
ตัวละครแนวนจี้ งึ ขาดความสมจริง คอื อาจดเี กนิ คนธรรมดา
3. การสร้างตัวละครแนวแบบฉบบั หมายถึง ตัวละครท่ีมลี ักษณะคงท่ี มีอุปนสิ ยั ใจคอ และ
พฤติกรรมไม่เปลยี่ นแปลง มีบุคลิกภาพแบบตัวละครมิติเดยี ว คอื บุคลิกเรียบงา่ ยไม่ซับซ้อน มองเห็น
บุคลิกภาพเพียงด้านเดียว หรือแง่มุมเดียว เช่น ศรีธนญชัย ที่เป็นแบบฉบับของคนเจ้าเล่ห์ กะล่อน
และฉลาดแกมโกง เป็นต้น
4. การสร้างตัวละครแนวเหนือจริง คือ ตัวละครที่มีพฤติกรรมผิดปกติธรรมดาของ มนุษย์
ท่ัวไป เชน่ มอี ิทธิฤทธ์ิ หายตัวได้ เปน็ ต้น
5. การสร้างตัวละครแนวบุคลาธิษฐาน หมายถึง ตัวละครที่ไม่ใช่คน ท่ีถูกกาหนดให้มี
ลักษณะเลยี นแบบมนุษย์ คดิ พดู และทาแทนมนษุ ย์ หรือกล่าวอีกนัยคือ ทาหน้าทีแ่ ทนผเู้ ขียน นั่นเอง
ซง่ึ สว่ นมากจะเปน็ สตั ว์ โดยเฉพาะจะพบมากในบรรดานทิ านและนิยายตา่ ง ๆ
ไพรถ เลศิ พริ ิยกมล. (2542 : 24) ได้กล่าวถึงกลวธิ กี ารสร้างตัวละครไวด้ งั นี้
1. การสร้างตัวละครท่ีเป็นแบบพิมพ์เดียวกัน หมายถึง ตัวละครท่ีเป็นแบบมาตรฐานที่ได้
แบบอยา่ งมาจากชวี ติ จริง อ่านแล้วจะรสู้ ึกวา่ เหมือนชวี ติ จรงิ ทพ่ี บเห็นจรงิ ๆ ในสังคมน้ัน
2. การสรา้ งตัวละครแบบธรรมเนียมนิยม คอื สรา้ งนสิ ยั ตัวละครจากแบบฉบบั เชน่ สรา้ งให้
เป็นผ้ดู ีทุกกระเบียดนวิ้ แบบนางในวรรณคดี ซึ่งในชวี ติ จริงจะไมค่ ่อยพบ เพราะเป็น ลกั ษณะนิสัยแบบ
อดุ มคติ
3. การสร้างตัวละครแบบมิตสิ มบูรณ์ คือ สร้างนิสัยตัวละครมีววิ ัฒนาการไปตาม ลักษณะ
เหตุการณ์ท่ีเปล่ียนแปลงตามกาลเวลา ตามประสบการณ์ท่ีเข้ามากระทบซ่ึงจะต้องเกี่ยวพัน กับทุก
สภาพการณ์ ทุกแง่ทกุ มมุ และตอ้ งสมเหตสุ มผลดว้ ย
4. การสรา้ งตัวละครแบบเปรยี บเทยี บหรอื สัญลกั ษณ์ หมายถงึ ตวั ละครทีเ่ ป็นสัญลักษณ์ ที่
สมบูรณ์ของความดี ความช่ัว ที่เพียบพร้อมในทุกแง่ทุกมุม เช่น มหาเวสสันดร เป็นสัญลักษณ์ด้าน
ความดี ด้านคุณธรรม เปน็ ต้น
5. การสร้างตัวละครแบบคงท่ีตลอดกาล คือ เม่ือสร้างตัวละครให้มีลักษณะอย่างไร ก็คง
ตัวอย่างน้ันตลอดไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น รวยกรวยตลอด เจ้าสาราญกเ็ จ้าสาราญตลอด กลัวก็
กลัวตลอด เปน็ ต้น
วิภา กงกะนันทน์. (2533 : 89 - 94) ให้ข้อคิดเก่ียวกับการพิจารณาการสร้างตัวละคร ของ
นกั ประพันธ์ มีอยู่ 5 แนว คอื
1. สร้างให้สมจริง (Realistic) การสร้างตัวละครให้สมจริง นักประพันธ์ต้องรู้ว่าของ จริงมี
ลักษณะธรรมชาติอย่างไร ถ้าตัวละครเป็นคนไม่ว่าจะเป็นจริงหรือสมมติเราจะต้องแลเห็น ลักษณะ
1326765395 30
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 และธรรมชาติของตัวละครว่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกาย อารมณ์และปัญญา เมื่อสิ่งแวดล้อม
เปล่ียนไป ตัวละครจะดูสมจริงก็ต่อเมื่อแสดงธรรมชาติของปุถุชนคือ มีกิเลส และอวิชา คือความรัก
ความโลภ ความหลง ความอิจฉา เป็นต้น ในสัดส่วนที่ต่างกันในแต่ละตัว ละครทั้งนี้ย่อมขึ้นกับ
พันธุกรรมและส่ิงแวดล้อม
2. สร้างตามอุดมคติ (Idealistic) คือ การสร้างตัวละครที่ดีกว่าท่ีเป็นอยู่โดยผู้ประพันธ์
ใช้ศรัทธา ความปรารถนา และระบบค่านิยมส่วนตัวในเรื่องความดี ความงาม ความถูกต้องและ
ยุติธรรมเป็นเกณฑ์ในการสร้างตัวละคร ตัวละครแบบนี้จะขาดความสมจริงคือจะดีงามผิดธรรมดา
เพราะตามธรรมชาตมิ นุษย์หรือสตั ว์ยอ่ มมีกิเลสหรอื อวชิ ชา
3. สรา้ งแบบเหนือจริง (Surrealistic) วัตถุประสงค์ในการสร้างตัวละครแบบนี้คือเพื่อสร้าง
ความต่ืนเต้น มิได้ต้องการหลอกลวงหรือมอมเมาผู้อ่านแต่อยา่ งใด เพราะการหลอกลวงหรือ มอมเมา
นน้ั ทาดว้ ยวิธอี นื่ งา่ ยกว่าด้วยการสร้างวรรณกรรมมาก
4. สร้างแบบบุคลาธิษฐาน (Personification) ตัวละครแบบนี้จะเป็นสรรพสิ่งต่าง ๆ ท่ีมิใช่
มนษุ ยแ์ ตผ่ ้เู ขียนกาหนดบทบาทและพฤติกรรมไวเ้ หมอื นกบั มนษุ ย์
5. สร้างโดยการใช้ตัวละครแบบฉบับ (Type) เป็นตัวละครที่มีลักษณะคงท่ีไม่ว่าใน เวลา
และสถานที่อย่างไรก็มีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมเช่นเดิมไม่เปล่ียนแปลง เรียกว่าตัวละครไร้ ชีวิต
ผอู้ ่านสามารถเอาเหตุการณล์ ว่ งหนา้ ไดว้ า่ เมื่อมปี ัญหาตวั ละครจะแก้ปญั หาอยา่ งไร
จากการศึกษาสามารถสรปุ กลวธิ ีการสร้างตัวละคร ได้ดังน้ี
1. ตัวละครแบบสมจริง เป็นตัวละครที่มหี ลายมิติในตัวเอง ตัวละครจะมีลักษณะอปุ นิสยั ที่
พฒั นาไปตามเหตุการณ์และกาลเวลา มีพฤติกรรมท่ีแสดงออกทัง้ ด้านดแี ละไมด่ ี
2. ตัวละครแบบมาตรฐาน เป็นตวั ละครท่ีไดแ้ บบอย่างมาจากชีวิตคนท่ัว ๆ ไป ทพ่ี บเห็น ใน
สังคม เป็นบุคลิกท่ีเห็นจากสถานภาพและบทบาทในสังคมตามฐานะ อาชีพ ท่ีแสดงให้เห็นเพียง ผิว
เผนิ บทบาทของตวั ละครจึงไม่ค่อยเดน่ มากนัก
3. ตัวละครแบบธรรมเนียมนิยม เป็นตัวละครที่สร้างมาจากแบบฉบับ สร้างนิสัยตัว ละคร
จากวรี บุรุษ หรอื ตัวละครในวรรณคดี เป็นตวั ละครแบบอดุ มคติ หรือจติ นิยม
4. ตัวละครแบบสัญลักษณ์ เป็นการสร้างตัวละครที่มีความสมบูรณ์ของความดี ความเก่ง
ความย่ิงใหญ่ ความช่ัวร้าย เป็นต้น โดยสร้างตัวละครเปรียบเทียบแทนสัญลักษณ์ความดี ความช่ัว
ความยิ่งใหญ่ เช่น มหาเวสสันดร เป็นสญั ลักษณ์ด้านความดี มหาจักรพรรดิเป็นตัวแทนความ ยงิ่ ใหญ่
เป็นตน้
5. ตัวละครแบบคงที่ หรือตวั ละครมิติเดียว เป็นตัวละครทไ่ี ม่มกี ารเปล่ียนแปลงใด ๆ ต้ังแต่
เรม่ิ ต้นจนจบเรือ่ ง
1326765395 31
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ยวุ พาว์ (ประทปี ะเสน) ชยั ศิลปว์ ฒั นา (2552 : 121 - 122) กล่าวว่า การสรา้ งลักษณะ
ตัวละครทาไดด้ ว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ ดังน้ี
1. ผแู้ ต่งบรรยายอุปนสิ ัยของตวั ละครโดยตรง ผแู้ ต่งบอกลักษณะ รปู รา่ ง หนา้ ตา ผวิ พรรณ
ความสูง น้าหนกั การศึกษา อาชีพ สถานภาพทางเศรษฐกิจและสงั คม หรือรายละเอียดปลกี ย่อย
อนื่ ๆ เกยี่ วกบั ตัวละครให้ผูอ้ ่านรบั รูอ้ ยา่ งแจม่ แจ้ง
2. ผู้แตง่ ให้ตัวละครอ่นื ๆ พดู ถึงตวั ละครอกี ตวั หนง่ึ คาพูด คาวิจารณ์ของตวั ละครอน่ื ๆ
สามารถเปดิ เผยให้ผูอ้ ่านรับรู้ลักษณะนสิ ัยของตวั ละครไดใ้ นหลายแงม่ ุม
3. ผู้แตง่ บอกนิสัยใจคอของตวั ละครผ่านพฤตกิ รรม คาพูด และทัศนคติของตวั ละครเอง การ
กระทา คาพดู และทัศนคติของตัวละครสามารถสะทอ้ นอุปนสิ ยั ท่ีแทจ้ ริงของตัวละครใหผ้ ู้อ่านได้รบั รู้
4. ผแู้ ต่งบอกอปุ นิสยั ของตัวละครผ่านความร้สู ึกนึกคดิ ของตวั ละครเอง ความรู้สึกนึกคิดและ
ความในใจอนั เปน็ โลกสว่ นตัวของตัวละครบอกถงึ สภาพภายในจิตใจของตัวละครน้ัน ๆ ผูอ้ ่านสามารถ
เข้าถึงความต้องการ ความหวงั ความฝัน หรือความกลัวของตัวละครและรูจ้ ักตวั ละครได้อย่างใกลช้ ิด
ท่สี ุด
5. ผแู้ ต่งบอกอุปนสิ ยั ของตัวละครจากสมั พันธภาพของตัวละครน้ันกบั ตวั ละครอืน่ ๆ
ความสัมพันธแ์ ละปฏิกิรยิ าระหวา่ งตัวละครอื่น ๆ ในแต่ละเหตกุ ารณ์หรอื สถานการณ์สะทอ้ นใหเ้ หน็
อารมณ์ นสิ ยั ความคิด ความฉลาด ความมไี หวพริบ ความสขุ มุ รอบคอบ ความเอาตัวรอด และการ
รูจ้ ักแกไ้ ขสถานการณ์ของตัวละครไดเ้ ป็นอย่างดี
ดงั น้ัน อาจจะกล่าวไดว้ า่ วิธีแนะนาตัวละครอาจกระทาได้ 2 ลกั ษณะ คือ การแนะนา
โดยตรง ด้วยการบรรยายว่าเป็นใคร มีลักษณะนสิ ัยอย่างไร มปี ระวัติความเป็นมาอยา่ งไร กบั การ
แนะนาโดยอ้อม คอื การใหต้ วั ละครพดู กระทา และคดิ ต่อบคุ คลอ่ืน หรือให้บุคคลอื่นพดู กระทา หรือ
คิดตอ่ ตวั ละครนัน้
2.2.3 การวิเคราะห์ตัวละคร
การวเิ คราะห์ตัวละครสามารถพิจารณาไดห้ ลายประเดน็ (ยวุ พาส์ (ประทปี ะเสน) ชยั ศิลป์
วฒั นา. 2552. 129) ดังน้ี
1. ตัวเอกของเรื่องคือใคร มลี ักษณะนิสยั อย่างไร
2. ตวั ละครรองคอื ใคร ตวั ละครแต่ละตวั มีบทบาทในเร่อื งอย่างไร
3. ผู้แตง่ บอกนิสยั ตัวละครด้วยวธิ ีใด
4. ตัวละครมลี กั ษณะอย่างไร เปน็ ตวั ละครมิติเดยี วหรือตวั ละครหลายมติ ิ
5. พฤตกิ รรมของตัวละครเกดิ จากเหตุหรือแรงจงู ใจทีส่ มเหตุสมผลหรอื ไม่
6. ตวั ละครมีความคงเสน้ คงวา น่าเช่อื และนา่ สนใจเพยี งใด
1326765395 32
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 7. พัฒนาการใดของตวั ละครท่ีมผี ลต่อการเปล่ียนแปลงเหตุการณ์ในเรื่อง
8. อะไรคือสาเหตุท่ีแทจ้ รงิ ทีผ่ ลกั ดนั ใหต้ วั ละครเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม ความคิด และ
ทัศนคติ
นวนิยายแต่ละเร่ืองผู้เขียนจะใช้กลวิธีการสร้างตัวละครแต่ละแบบตามความเหมาะสมของ
เรอื่ ง ตามการสร้างสรรค์ จินตนาการ แรงบันดาลใจของผู้แต่ง ในนวนยิ ายของจฬุ ามณีผเู้ ขียนใช้กลวิธี
การสรา้ งตวั ละครแบบสมจรงิ ตัวละครหญิง คือ บุคคลทีผ่ ู้แตง่ สมมตุ ิขึ้นมาเป็นเพศหญิงเพ่ือใหด้ าเนิน
บทบาทเด่นเป็นเรื่องราวในนวนิยายที่ผู้แต่งสร้างให้สมจริงเหมือนกับมนุษย์จริง เป็นตัวละครท่ีมี
หลายมิติในตัวเอง มีพฤติกรรมท่ีแสดงออก มีอารมณ์ความรู้สึกท้ังด้านดีและไม่ดีและมีอุปนิสัยที่
พัฒนาไปตามเหตุการณ์และกาลเวลา ซึ่งผวู้ ิจยั จะไดศ้ ึกษาต่อไป
2.2.4 งานวิจยั ท่ีเกีย่ วขอ้ งดา้ นกลวธิ ีการสรา้ งตวั ละคร
งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องด้านการศึกษาตัวละคร กลวิธีการสร้างตัวละคร ท่ีผู้วิจัยศึกษาและ
รวบรวม มดี ังน้ี
วิรัลชพัชร จรัสเพชร. (2555 : 15) เขยี นวิทยานิพนธ์ เร่ือง “กลวธิ ีการสร้างตัวละครในนว
นิยายของก่ิงฉตั ร” การวจิ ัยคร้ังนี้มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือวิเคราะห์ลักษณะของตัวละครในนวนิยายของกิ่ง
ฉัตร วิเคราะห์กลวิธกี ารสรา้ งตัวละครในนวนยิ ายของกิ่งฉัตร และวิเคราะหค์ ุณค่าและความสาคญั ของ
ตัวละครในนวนิยายของกิ่งฉัตร โดยศึกษาตัวละครเอก ตัวละครสนับสนุน และตัวละครปรปักษ์
ทีม่ ีบทบาทสาคญั ในการดาเนนิ เรอ่ื งโดยตลอด ตง้ั แต่ต้นจนจบเร่ือง และมีลักษณะเด่นปรากฏชดั เจน
ตลอดทั้งเรื่อง นวนิยายที่ใช้วิเคราะห์เป็นนวนิยายที่กิ่งฉัตร ประพันธ์ขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2553
ที่พิมพเ์ ปน็ เล่มแล้วจานวน 33 เรอ่ื ง
จากการศึกษาลักษณะของนวนิยายของกิ่งฉัตร พบว่านวนิยายของกิ่งฉัตร สามารถแบ่งได้
เป็น 4 ลกั ษณะ ได้แก่ นวนยิ ายแนวพาฝนั เพียงอยา่ งเดยี ว นวนิยายแนวพาฝันผสมผสานแนวสืบสวน
สอบสวน นวนิยายแนวพาฝันผสมผสานแนวเหนือธรรมชาติ และนวนิยายแนวพาฝันผสมผสานแนว
สืบสวนสอบสวนและ มีการผสมผสานกับแนวเหนือธรรมชาติ จากการศึกษาแก่นเร่ือง พบว่า
มีแก่นเรื่องหลักด้านเดียว คือ แก่นเร่ืองด้านความรัก ก่ิงฉัตรนาเสนอความรักของหนุ่มสาว
การครองคู่ ความผูกพันระหว่างสามีภรรยา การเชื่อม่ันในรักแท้ ความเสียสละ ความรักท่ีเร่ิมต้น
ด้วยอุปสรรค แต่ในท้ายที่สดุ ก็จะลงเอยอย่างราบร่ืน ในสว่ นของแก่นเรือ่ งรองปรากฏ 4 ด้าน ได้แก่
แก่นเรื่องด้านครอบครวั ด้านการเมือง ด้านสังคม และด้านความเชอ่ื จากการศึกษากลวิธีการสร้าง
ตวั ละครในนวนิยายของกง่ิ ฉัตรพบวา่ กิ่งฉัตรมีกลวิธีการสร้างตัวละครท่ีตอบสนองตามลกั ษณะโครง
เรื่อง โดยสามารถจาแนกกลวิธีการสรา้ งตวั ละครของกิ่งฉัตร ได้ 5 ประเภท ได้แก่ การสร้างตัวละคร
1326765395 33
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ตามแนวพาฝัน การสร้างตัวละครตามแนวพาฝันผสมผสานแนวสืบสวนสอบสวน การสร้างตัวละคร
ตามแนวพาฝันผสมผสานแนวเหนือธรรมชาติ การสร้างตัวละครจากคู่เทียบ และการสร้างตัวละคร
ตอ่ เน่อื ง ดา้ นคณุ ค่าของตัวละครในนวนิยายของกิ่งฉตั ร มี 3 ประการ ได้แก่ คุณคา่ ดา้ นความบนั เทิง
คุณคา่ ของ การเป็นอทุ าหรณส์ อนใจ และคุณคา่ ด้านความสมจริง
ผลจากการวิเคราะห์ตวั ละครในนวนิยายของกิ่งฉตั รพบว่ากิ่งฉัตรมกี ลวธิ กี ารสร้างตัวละครท่ีมี
ความหลากหลายและตอบสนองตามลักษณะโครงเร่ือง ลักษณะของการสร้างตัวละครของก่ิงฉัตร
จะมุ่งเน้นให้ตัวละคร เป็นเสมือนตัวแทนของความดี ความช่ัว และมีความสมจริงสะท้อนภาพของคน
ในสังคม นอกจากน้ียังมีการนาความรู้ ความคิด และความเชื่อมาสร้างเป็นตัวละครเพื่อสะท้อนให้
เห็นถงึ ความรู้ ความคดิ และความเชือ่ ท่อี ยคู่ สู่ งั คมไทยมานานและยังคงอยู่ถงึ ปัจจบุ ัน
ธดิ าดาว เดชศรี. (2561 : 3) เขยี นวทิ ยานิพนธ์ เรื่อง ตัวละครหญิงหว้ งรกั – เหวลกึ ของ
หลวงวิจติ รวาทการ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาการสร้างลักษณะของตัวละครหญิง เส้นทาง ชีวิตของตัว
ละครหญิง ปัญหาและการแก้ปัญหาของตัวละครหญิงในนวนิยายเรื่อง ห้วงรัก - เหวลึก ของหลวง
วิจิตรวาทการ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหวา่ งการสร้างตัวละครหญิงในนวนิยายเรื่องน้ี กับบริบท
ทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม และศึกษาแนวคิดสิทธสิ ตรีทีป่ รากฏในนวนิยายนี้ โดยผู้วิจยั ศึกษา
ตัวละครหญิงในนวนยิ ายเรอื่ ง หว้ งรกั – เหวลึก จานวนท้งั หมด 16 ตวั
ผลการศึกษา พบว่า หลวงวิจิตรวาทการสร้างให้ตัวละครหญิงในนวนิยายเร่ือง ห้วงรัก -
เหวลึก มีลักษณะโดดเด่น 3 ประการ คือ ผู้หญิงตามคตินิยมในสังคมจารีต ผู้หญิงในทัศนคติแบบ
ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงสมัยใหม่ ตัวละครหญิงมีเส้นทางชวี ิตท่ีคล้ายคลึงกัน เนื่องจากตัวละครหญิง
ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตเพ่ือความอยู่รอด และตัวละครหญิงประสบปัญหา 3 ด้าน คือ ความหัวโบราณ
ของตัวละครชาย กระบวนการยุตธิ รรมสมัยใหม่ และเศรษฐกจิ ครัวเรือน โดยมสี าเหตุอันเน่ืองมาจาก
การเปล่ียนผ่านของสงั คมจากสังคมสมัยจารตี ไปสู่สังคมสมยั ใหม่ การศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างตัว
ละครหญิงในนวนิยาย ห้วงรัก - เหวลึก กับบริบท สังคม การเมือง และวัฒนธรรมพบว่า
ประสบการณ์ชีวิต ทัศนคติ และอุดมการณ์ของหลวงวิจิตรวาทการ รวมถึงบริบทของสังคมโลกและ
สงั คมไทยล้วนมีอิทธพิ ลต่อการสรา้ งตัวละครหญิงในนวนิยายเรือ่ งน้ี และในนวนยิ ายเรือ่ งนม้ี กี ารเสนอ
แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศอย่างเด่นชัด ทั้งในด้านสิทธิทางกฎหมาย ความ
เสมอภาคในความเป็นมนุษย์ สทิ ธทิ างรา่ งกาย และการแตง่ งาน
ศรจี ันทร์ พนั ธ์ุพานิช. (2534 : 5) เขยี นวิทยานิพนธเ์ รอื่ ง “การวเิ คราะหต์ วั ละครผูห้ ญงิ ในนว
นยิ ายของ ว.วนิ ิจฉยั กลุ ” โดยวเิ คราะห์ลักษณะตวั ละครผหู้ ญิงในนวนยิ ายจานวน 18 เรื่องของ
ว.วินิจฉัยกลุ ในด้านบคุ ลิกภาพ สถานภาพบทบาทในครอบครวั การประกอบอาชีพและสังคม รวมท้ัง
ทศั นะของ ผปู้ ระพันธท์ ่ีมีตอ่ ผหู้ ญิงในเรอื่ งของการศึกษา ชีวติ สมรส และการดาเนินชีวิตในสังคม
วทิ ยานพิ นธ์ ได้จาแนกบุคลกิ ภาพของตวั ละครตามทฤษฎีของอีริค พรอมม์ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1326765395 34
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ตวั ละครทีม่ บี คุ ลิกภาพแบบสร้างสรรคแ์ ละตวั ละครทม่ี ีบุคลกิ ภาพแบบ ไม่สรา้ งสรรค์ ส่วนสถานภาพ
และ บทบาทตัวละครจาแนกออกได้ 3 ประการ คือ สถานภาพและบทบาทในครอบครัว สถานภาพ
และ บทบาทในการประกอบอาชีพ สถานภาพและบทบาทในสังคม ทัศนะของผู้เขียนท่ีมีตอ่ ผหู้ ญงิ
จาแนกออกเปน็ 2 ประการ ไดแ้ ก่ ทัศนะในเรอ่ื งการศึกษา ทัศนะในเรื่องชีวติ สมรส และทัศนะใน
เรอ่ื งการดาเนนิ ชวี ติ ในสังคม
จิตรา รุง่ เรอื ง. (2545 : 2) เขียนวทิ ยานิพนธเ์ รอื่ ง “การศึกษาวิเคราะห์นวนิยายของกิ่งฉัตร
ระหวา่ งปี พ.ศ. 2535-2545” มีจุดมุ่งหมายเพ่ือศึกษาวเิ คราะหน์ วนิยายของกิ่งฉัตรระหว่างปี พ.ศ.
2535-2555ตามวัตถุประสงค์ 3 ประการ คอื หนึ่งเพอ่ื วิเคราะห์องคป์ ระกอบของนวนิยาย สองเพ่อื
วเิ คราะหก์ ลวธิ ีการแตง่ ทว่ งทานองการแต่ง และสามเพื่อวิเคราะห์ภาพสะท้อนสงั คมไทยที่ ปรากฏ
ในนวนยิ าย โดยใช้วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ศกึ ษาวิเคราะหข์ ้อมูล ตามกรอบแนวคดิ และทฤษฎี
แลว้ จึงนาเสนอผลการศกึ ษาแบบพรรณนาวิเคราะห์
ผลการศกึ ษาพบว่าดา้ นองคป์ ระกอบของนวนิยายทง้ั โครงเรื่อง แนวคดิ ทีก่ ่ิงฉตั รนามาใช้เรียบ
ง่าย หยิบยกเอาเรอ่ื งของครอบครวั ที่มีปัญหาต่าง ๆ จากการดาเนินชวี ิต การอยูร่ ่วมกันหรือเหตุการณ์
ท่ีเกิดขึ้นในสงั คมขณะนนั้ ๆ เป็นความ ขัดแย้งระหวา่ งมนษุ ย์กบั มนุษย์ หรือภายในจติ ใจตนเองมา
สรา้ งเป็นปมปัญหาและคลี่คลายปัญหา อย่างสมจริงในทส่ี ุด การสรา้ งฉาก ตัวละคร บทสนทนาท่ี
สมจรงิ มชี วี ิตชีวา ชวนตดิ ตามอ่าน ด้านกลวิธกี ารแตง่ ท่วงทานองการแต่ง มีกลวิธกี ารแตง่ ทีน่ า่ สนใจ
ทงั้ การตง้ั ชือ่ เรื่องท่ีเลอื กใช้คาที่สรา้ งความใคร่รู้ให้ผู้อ่านติดตามอ่านเร่ือง การดาเนนิ เรอื่ งส่วนมาก
เป็นไปตามปฏิทนิ แทรกเหตกุ ารณ์ใน อดีตบา้ ง เพ่ือใหเ้ นื้อหาสมบรู ณ์ เปิดเร่อื งด้วยบทสนทนา
การบรรยาย และบทเพลง ส่วนการปิดเร่อื งจะเป็นแบบสขุ นาฏกรรมตามความนิยมของการจบเรื่อง
โวหารทใี่ ช้ให้ภาพที่ชัดเจนแสดงถงึ ความสามารถของกิ่งฉัตร ดา้ นสภาพสงั คมกิง่ ฉัตรนาเสนอสภาพ
ของปัญหา โดยรวมท่เี กิดข้นึ ใน สงั คมทัง้ ยาเสพติด การกดขท่ี างเพศ การเลน่ พนนั ค้าของเถอ่ื น
พฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ของคนในสังคม ทาใหม้ องเหน็ ภาพของสงั คมท่ีสะท้อนมาทางนวนิยายได้เปน็ อย่างดี
กนกวรรณ คันสนิ ธ์. (2532 : 33) เขียนวทิ ยานพิ นธ์เร่ือง “การศกึ ษาวิเคราะหบ์ ุคลิกภาพตวั
ละครเอกฝา่ ยหญงิ ในนวนิยายของกิง่ ฉัตร ระหว่าง พ.ศ. 2545-2550” มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื วิเคราะห์
บุคลกิ ภาพของตวั ละครเอกฝ่ายหญงิ ในนวนยิ ายท่ีไดร้ ับความนิยมสูงของกิง่ ฉัตร จานวน 2 เรอ่ื ง
ผลการศกึ ษาพบวา่ ตวั ละครเอกฝา่ ยหญิงในนวนิยายของกิง่ ฉัตรทง้ั 2 เรือ่ งมบี คุ ลกิ ภาพ
ภายนอกท่ี สอดคลอ้ งกันโดยภาพรวม กลา่ วคอื บุคลกิ ภาพภายนอกด้านลกั ษณะทางกาย เป็นหญงิ ที่มี
รูปรา่ ง หน้าตาสวยงาม เป็นตวั ละครแบบฉบับของนวนิยายไทยโดยทั่วไป สว่ นใหญ่มลี ักษณะความ
งาม ตามแบบหญิงไทย แต่จะมตี ัวละครบางคนท่ีมีรปู รา่ งแบบสมยั ใหม่ และไมใ่ ช่ความงามตาม
ค่านิยมหญงิ ไทย บคุ ลกิ ภาพภายนอกด้านอากัปกิรยิ าของตัวละครเอกฝ่ายหญิงเหลา่ นี้ เริม่ มี
ภาพลักษณ์ของสตรีสมัยใหมก่ วา่ ครง่ึ คอื มที า่ ทแี ข็งกระดา้ ง ตรงไปตรงมาและเดด็ เดีย่ ว ไม่ยอมแพ้
1326765395 35
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ใคร มคี วาม มั่นใจในตนเองสูง แต่ก็ยังมตี ัวละครเอกฝ่ายหญิงท่คี งลักษณะตัวละครเอกท่ีเปน็ แบบฉบบั
คือ น่มุ นวลอ่อนหวาน ส่วนบุคลกิ ภาพภายในด้านสตปิ ญั ญาคอ่ นขา้ งเปน็ ภาพลกั ษณ์ของผูห้ ญงิ
สมยั ใหม่ คอื ตวั ละครเอกฝ่ายหญงิ ทงั้ หมดมีสติปัญญาดี เฉลยี วฉลาด มีเหตุผล ในจานวนนี้มีตวั ละคร
ทีส่ ามารถแกไ้ ขสถานการณเ์ ฉพาะหน้าได้ดี บุคลกิ ภาพภายในดา้ นอุปนิสัยปรากฏตวั ละคร ใน
ภาพลกั ษณท์ ่ีเป็นตวั ละครแบบฉบับ คอื มองโลกในแงด่ ี เยือกเยน็ ใจออ่ น ข้ีสงสารและหว่ งใย
ความรู้สึกคนอนื่ เก็บความรู้สกึ ได้ดี สว่ นบุคลกิ ภาพภายในดา้ นอปุ นสิ ัยท่แี ตกต่างออกไป คือ เอาจริง
เอาจัง มีทัศนคติไมด่ ีตอ่ เพศชาย ด้านบุคลกิ ภาพภายในของตวั ละครเอกฝา่ ยหญิงส่วนใหญ่ จงึ ยังคง
รกั ษาภาพลักษณข์ องผูห้ ญงิ ไทยท่ีเป็นแบบฉบับเช่นเดียวกนั
พิมลรตั น์ บังศรี. (2555 : 25) เขียนวิทยานพิ นธเ์ รอ่ื ง “วเิ คราะห์นวนยิ ายของกง่ิ ฉตั ร”
มคี วามม่งุ หมายเพ่อื วเิ คราะห์องค์ประกอบทางวรรณกรรมและลักษณะวรรณกรรมประชานิยมในนว
นิยายของก่ิงฉัตรทง้ั หมด 21 เรือ่ ง
ผลการวิจยั พบว่านวนิยายของก่งิ ฉัตรมีแก่นเรือ่ ง ดา้ นความรกั ด้านครอบครัว ด้านสงั คม
และด้านคติความเช่อื โครงเรื่องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คอื การเปิดเรือ่ งแบบพรรณนาและการบรรยาย
ฉาก เหตุการณ์ และตัวละคร ดาเนินเร่ืองโดยใชค้ วามขดั แยง้ ระหว่างมนษุ ยก์ ับมนุษย์ ความขัดแยง้
ระหว่างมนษุ ย์กบั เรือ่ งเหนือธรรมชาติ และความขัดแยง้ ระหวา่ งมนษุ ย์กับ สภาพแวดล้อมและสงั คม
การปดิ เรื่องแบบสขุ นาฏกรรมเปน็ ส่วนใหญ่ ลกั ษณะของตัวละครคอื ลกั ษณะภายนอกและลักษณะ
ภายใน ฉากเป็นธรรมชาตไิ ดแ้ ก่ ทะเล ปา่ ภูเขา แม่น้า และการตกแต่ง อาคารบ้านเรอื นอย่างสวยงาม
บทสนทนาใช้บทสนทนาที่แสดงบทบาทของตัวละครเอกอย่าง ตรงไปตรงมา การใช้บทสนทนาแสดง
พฤติกรรมของตวั ละครเอกท่ดี าเนินใหเ้ หน็ ความน่าสนใจ เหมาะสมกบั เน้อื หาของนวนยิ าย ลักษณะ
ประชานิยมในนวนิยายของกง่ิ ฉัตรมคี วามเปล่ยี นแปลง ทางสงั คมตามยุคสมัยเปน็ ผลมาจากการรับ
อทิ ธพิ ลตะวนั ตก
ดังนน้ั นวนิยายในรปู แบบเดิมทเี่ นอื้ เร่อื งเนน้ ด้านการเมืองเปลี่ยนเปน็ ด้านบนั เทงิ มากข้นึ
ทาให้เกิดลักษณะวรรณกรรมประชานิยมใน ดา้ นความรกั กง่ิ ฉัตรสะทอ้ นให้เห็นความรักของหนมุ่ สาว
ทเี่ กิดจากความรักท่มี ัน่ คง ศรัทธา คานงึ ถึงความถูกตอ้ ง ความเหมาะสม ความปรารถนาดีตอ่ กนั
สามารถแบง่ ปนั ความสุข ทกุ ข์ ให้ เกียรติและปกปอ้ งรักษาศกั ด์ศิ รซี ง่ึ กนั และกัน นวนยิ ายของกง่ิ ฉตั ร
เป็นทีน่ ิยมเพราะผคู้ นเกิดความ เบ่ือหน่ายปญั หาด้านการเมอื ง ทาให้คนอา่ นตอ้ งการหลีกหนจี าก
ปญั หาซา้ ซากจาเจและหันมาอ่าน เรื่องเบาสมอง ดา้ นครอบครัว ผู้เขียนสะท้อนครอบครัวของ
สงั คมไทยกบั บทบาทหนา้ ท่ีของ สมาชิกในครอบครวั ความรับผดิ ชอบตอ่ ครอบครัวและตนเองสูง
ดา้ นการเมอื งและสงั คม ผเู้ ขียน เสนอด้านสงั คม ค่านิยม วถิ ีชีวิตและสภาพความเป็นอยแู่ บบเรยี บง่าย
มีความผูกพัน ดา้ นการศึกษา กงิ่ ฉัตรตระหนกั ถึงความสาคญั ของการศึกษาเพราะปัจจบุ นั การ
เปลย่ี นแปลงทางสงั คม ให้สิทธิและ เสรภี าพแกผ่ ู้หญงิ เท่าเทยี มกนั ในเกือบทุกด้าน ทาให้ผหู้ ญิงมี
1326765395 36
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 โอกาสศึกษาหาความร้ไู ดท้ ัดเทียมกบั ผ้ชู ายมากข้ึนและได้รบั การยอมรบั ทางสงั คม ดา้ นการประกอบ
อาชีพ ก่ิงฉตั รแสดงถึงอุดมคติใน การทางานของผู้หญิงยุคใหมว่ ่าสามารถพงึ่ พาตนเอง กล้าหาญ
เสียสละและอดทนต่อปัญหาอุปสรรค ก่งิ ฉัตรผสมผสานระหว่างลกั ษณะวรรณกรรมประชานิยมทม่ี ี
ผลผลติ ความแปลกใหม่ของ เนื้อหา วรรณกรรมเหล่านเ้ี ปน็ เหตุเปน็ ผลมากกว่าวรรณกรรมในยุคสมัย
เกา่ หลายประการ
วาทนิ ี ศิรชิ ัย. (2551 : 15) เขียนวิทยานิพนธ์เร่ือง “การสร้างตัวละครตอ่ เนอื่ งในนวนยิ าย
ของกง่ิ ฉัตร” มีวตั ถุประสงค์เพอื่ วิเคราะหต์ ัวละครต่อเนอื่ งในนวนยิ ายของกิ่งฉตั ร จานวน 16 เรื่อง
โดยจาแนกบทบาทของตัวละครออกเปน็ ตวั ละครเอก ตัวละครรอง และตัวละครประกอบ
ผลการศึกษาพบวา่ การสร้างตัวละครต่อเน่ืองในนวนยิ ายของกงิ่ ฉัตร 16 เรื่อง สามารถ
แบ่งเปน็ 2 ลักษณะ คือ การเปล่ยี นบทบาทของตัวละครต่อเนอ่ื งและการคงบทบาทของตัวละคร
ตอ่ เนือ่ ง ซ่ึงตัวละคร ตอ่ เนอื่ งส่วนใหญ่จะเปล่ยี นบทบาทจากเรื่องหนงึ่ สู่อกี เรือ่ งหน่ึงและตัวละคร
ทเี่ ปลี่ยนบทบาทมาก ที่สุดปรากฏในเรอื่ งตา่ ง ๆ ถึง 4 เร่ืองส่วนตัวละครที่มีการคงบทบาทจะปรากฏ
ในนวนยิ ายมากท่ีสุด 3 เร่ือง สาหรบั การศึกษาวิเคราะหต์ ัวละครตอ่ เนือ่ งไดใ้ ชแ้ นวคดิ ทางจิตวิทยามา
อธบิ ายพฤติกรรม ของตัวละคร โดยวิเคราะห์ตวั ละครต่อเนอ่ื งจานวน 10 ตวั ซึง่ เปน็ ตัวละครที่มี
บทบาทและ พฤตกิ รรมเดน่ นา่ สนใจ พบวา่ ตวั ละครส่วนใหญ่ได้รับอทิ ธพิ ลจากครอบครัวหรอื จาก
การเลย้ี งดูในวัยเดก็ อันส่งผลตอ่ พฤตกิ รรมเมื่อเป็นผ้ใู หญ่ และพบว่าแม้ตวั ละครต่อเนอื่ งจะเปลีย่ น
บทบาทจากเรือ่ งหนึง่ ไปสอู่ ีกเร่ืองหนง่ึ แตพ่ ฤตกิ รรมส่วนใหญข่ องตวั ละครยงั คงอยเู่ พราะเป็น
พฤติกรรมเดิมของ ตวั ละคร แต่มีตวั ละครบางตวั เมอื่ มกี ารเปลยี่ นสถานภาพกท็ าให้ความเข้มข้นของ
พฤติกรรมลดลง
2.3 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ งกับสถานภาพและบทบาทของตวั ละครหญงิ
จากการทบทวนวรรณกรรม มีผ้ใู ห้นิยาม “สถานภาพและบทบาท” ไว้ดงั นี้
2.3.1 ความหมายของสถานภาพและบทบาท
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (ราชบัณฑิตยสถาน. 2554 : 1158 - 1159)
ได้ให้ความหมายของ สถานภาพ คือ ฐานะ ตาแหน่งหน้าท่ี หรือเกียรติของบุคคลที่ปรากฏในสังคม
สิทธิหน้าทต่ี ามบทบาทของบุคคล และบทบาท (ราชบัณฑิตยสถาน. 2554 : 648-649) คือ ฐานะการ
ทาตามหนา้ ท่ที ก่ี าหนดไว้ เช่น บทบาทของพ่อแม่ บทบาทของครู เป็นต้น
ไพบลู ย์ ช่างเรียน. (2516 : 26 - 31) ไดใ้ หค้ วามหมายว่า สถานภาพ หมายถึง ฐานะที่เปน็ ผล
จากเกียรติภูมิ สทิ ธิ อานาจ และหน้าทข่ี องบุคคลในระบบสังคมใดสังคมหนึ่ง สถานภาพจึงเป็นที่รวม
แห่งสิทธิและหน้าท่ีที่มีอยู่ จึงก่อให้เกิดบทบาทของการปฏิบัติตาม สถานภาพ บทบาทของบุคคลจึง
1326765395 37
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 แตกต่างไปตามลักษณะของสถานภาพ อุปนิสัย ความคิด ความรู้ ความสามารถ มูลเหตุจูงใจ การ
อบรมขดั เกลา ความพอใจ ซ่ึงบทบาทมีอยู่ในทุกสถานภาพของ สงั คม ถกู กาหนด โดยวัฒนธรรมและ
ขนบธรรมเนียมประเพณีในสังคม การท่ีบุคคลจะทราบ สถานภาพและบทบาทได้จะต้องมกี ารขัดเกลา
ทางสังคม (Socialization) และบทบาทจริงท่ีบุคคล แสดงนั้นไม่แน่นอนเสมอไปว่าจะเหมือนกับ
บทบาทที่ควรจะเป็นไปตามปทัสถานของสังคมเพราะ บทบาทท่ีบุคคลนั้นแสดงจริง ๆ เป็นผลของ
ปฏิกิริยาแห่งบุคลิกภาพของบุคคลท่ีครองสถานภาพ รวมกับบุคลิกภาพของบุคคลอื่นมาร่วมใน
พฤตกิ รรม และเป็นเครื่องกระต้นุ ใหเ้ กดิ การแสดงบทบาท
พทั ยา สายหู. (2540 : 43-44) ได้ให้ความหมายว่า สถานภาพ คือ ฐานะ ตาแหน่งท่ีบุคคลได้
จากปฏิบัติตามบทบาทน้ัน เม่ือเทียบกันกับฐานะตาแหน่งของผู้อ่ืนตามบทบาทอ่ืน บทบาท
จึงหมายถึงขอบเขตอานาจหนา้ ท่ี และสทิ ธิในการกระทาตามบทของแตล่ ะงานที่เรามีต่อผู้อน่ื
สพุ ัตรา สุภาพ. (2542 : 26) กล่าวว่า สถานภาพเปน็ สงิ่ เฉพาะบคุ คล ทาให้บคุ คลน้ันแตกต่าง
จากบคุ คลอนื่ โดยสถานภาพแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. สถานภาพโดยกาเนดิ เป็นสถานภาพทางสังคมที่สมาชกิ ไดร้ ับ โดยกาเนิด ได้แก่ เชื้อชาติ
สัญชาติ เพศ อายุ และสถานภาพอันเกดิ จากการเปน็ สมาชิกครอบครัวโดยกาเนิดทงั้ สิ้น ในบางสังคม
มกี ารจดั ลาดบั ช่วงชน้ั ของสมาชกิ ในสงั คม โดยพจิ ารณาจากสถานภาพโดยกาเนิดเป็นเกณฑส์ าคญั
2. สถานภาพโดยความสามารถของบุคคล เปน็ สถานภาพทางสงั คมท่ีเกิดจากการกาหนด
คุณสมบัติของผู้ท่จี ะได้รับสถานภาพโดยยดึ ถอื ความสามารถตามเกณฑ์ที่สังคมกาหนด เช่น การไดร้ ับ
ปริญญากิตติมศักดข์ิ องบคุ คลที่มีความสามารถพเิ ศษ เปน็ ตน้
บทบาท จึงหมายถึงการปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ของสถานภาพ หรือตาแหน่งท่ีได้จาก
การเป็นสมาชิกของกลุ่ม เป็นสิทธิและหน้าท่ีทั้งหมดที่บุคคลมีอยู่เก่ียวข้องกับผู้อ่ืน และสังคม
ส่วนรวม สถานภาพกาหนดว่าบุคคลนั้นจะต้องมีหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร มีหน้าท่ีรับผิดชอบ
อยา่ งไรในสงั คม
สถานภาพ (Status) โดยทั่วไปหมายถึง ตาแหน่งซ่ึงบุคคลได้รับตามโครงสร้างทางสังคม
การศึกษา อาชีพ ระบบการเมือง และในครอบครัว บุคคลอาจมีหลายตาแหน่งในขณะเดียวกัน
เนื่องจากเป็น สมาชิกของกลุ่มทางสังคมหลายกลุ่ม ซ่ึงตาแหน่งเหล่าน้ีมีอานาจ สิทธิพิเศษ และ
ศกั ด์ิศรีในระดับท่ี แตกต่างกัน ดังนั้น แนวคิดเก่ียวกับสถานภาพแสดงนัยสาคัญของการจัดลาดับขั้น
ของตาแหน่ง ซ่ึง แต่ละตาแหน่งมีสิทธิและหน้าท่ีท่ีผู้ได้รับตาแหน่งน้ันถกู คาดหวังให้ทา และบทบาท
Role) หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมและหน้าท่ีความรับผิดชอบของคนตามสถานภาพหรือตาแหน่ง
ของ บุคคลนั้น ๆ ท้ังน้ีสถานภาพอาจเปล่ียนแปลงไปตามระดับการศกึ ษาและสถานะทางเศรษฐกิจที่
เปลีย่ นแปลงไป
1326765395 38
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 ปิน่ หล้า ศิลาบุตร. (2551 : 14) กล่าวว่า สถานภาพ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สถานภาพโดย
กาเนิด เปน็ สถานภาพท่ีบุคคลไดร้ ับ โดยไม่มสี ิทธิ์เลือกเป็นอย่างอน่ื เช่น สถานภาพ บตุ ร สถานภาพ
ความเป็นผู้หญิงผู้ชาย เป็นต้น และสถานภาพท่ีได้มาภายหลังหรือได้โดย ความสามารถ เป็น
สถานภาพที่ได้มาภายหลังดว้ ยความสาเรจ็ ของบุคคลนั้นเอง เช่น การสมรสทาให้ มีสถานภาพภรรยา-
สามี มารดา-บิดา หรือสถานภาพเป็นครู แพทย์ เป็นต้น และบทบาท หมายถึง การปฏิบัติตามสิทธิ
และหน้าที่ของสถานภาพ ซ่ึงก็คือตาแหน่งหรือฐานะ บทบาทจะช่วยให้บุคคล ปฏิบัติตามสถานภาพ
อย่างมีประสทิ ธิภาพ เพราะบทบาทกาหนดความรับผิดชอบของงานตา่ ง ๆ ทีป่ ฏิบัติ
จากการศึกษาความหมายข้างต้น สถานภาพและบทบาทของแต่ละบุคคลนั้น แตกต่างกัน
ตามตาแหน่งในสังคม แต่ละคนมีสถานภาพโดยกาเนิดท่ีถูกกาหนดไว้แต่แรก และสถานภาพท่ีได้มา
ภายหลังจากความสามารถ ซึ่งจะทาให้ต้องมีบทบาท ความรับผิดชอบ การปฏิบัติตามสิทธิ หน้าท่ี
ตามแตล่ ะสถานภาพของบุคคล เช่น สถานภาพและบทบาทแม่ มหี น้าทีก่ ารอบรมเลย้ี งดลู ูก เปน็ ตน้
2.3.2 งานวิจัยทเี่ ก่ียวข้องดา้ นการศกึ ษาสถานภาพและบทบาท
การทบทวนวรรณกรรมท่ีเกีย่ วขอ้ งกับสถานภาพและบทบาทของผู้หญิง มผี ู้ศึกษาไวด้ งั นี้
พรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์. (2555 : 1 - 5) ได้เสนอบทความเรื่อง ภาพตัวแทนของ ผู้หญิง
สมัยใหม่ในส่ือบันเทิงไทย : บทวิเคราะห์จากภาพยนตร์เร่ือง "รถไฟฟ้ามาหานะเธอ" และละคร
โทรทัศน์เร่ือง "สูตรเสนห่ า" มีจดุ มุ่งหมายเพื่ออธบิ ายภาพตัวแทนผู้หญิงสมยั ใหม่ในลักษณะตา่ ง ๆ ซึ่ง
มีความหมายต่อการนิยามตนเองของผู้หญิงบางกลุ่มในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์
ระหว่างเพศในชีวิตประจาวัน และวิเคราะห์ว่าภาพตัวแทนของผู้หญิงสมัยใหม่ที่ปรากฏขึ้นในส่ือ
บันเทิงมคี วามเก่ียวเนื่องกับปรากฏการณท์ างสังคมวฒั นธรรมอย่างไร โดยสรุปได้ว่า เร่อื งราวของท้ัง
สองนามาสู่ความสนใจเก่ียวกับความเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ มีนิยามอยู่ในกรอบของความทันสมัยหรือ
ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) ซ่ึงบ่งบอกถึงสภาพการณ์ความเปล่ียนแปลงภายใต้แนวโน้มของ
ระบบ ทุนนิยมเสรี ครอบคลุมท้ังด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซ่ึงพบว่ามีลักษณะ
หลัก ร่วมกันอยู่ 5 ประเด็น ได้แก่ พื้นที่เมือง ชนช้ัน หน้าท่ีการงาน เวลาว่าง และความคาดหวังต่อ
ตนเอง ท้ังสองคนมีความเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ลักษณะสาคัญคือเป็นตัวของตัวเอง สามารถท่ีจะพึ่งพา
ตนเอง และใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ไม่จาเป็นต้องให้ผู้ชายมาเล้ียงดู มีโอกาสพัฒนาตนเองหลาย ๆ
ด้านไม่ แตกต่างจากผู้ชาย รักในศักด์ิศรีตนเอง เช่ือมั่นในการตัดสินใจและกล้าแสดงออก สังเกตได้
จากการ ดาเนินความสัมพันธ์ระหว่างเพศ เช่น การจีบผู้ชายก่อน ภาพตัวแทนผู้หญิงสมัยใหม่ในส่ือ
บันเทิงน้ัน เป็นตัวอย่างความหมายของผู้หญิงสมัยใหม่ทไ่ี ม่ตายตวั ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง แตเ่ ป็น
คุณลักษณะ ต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้น ในกระบวนการนาเสนอภาพแทนความจริงของส่ือภาพยนตร์
และละคร ความหมายทีผ่ า่ นการสอดแทรกและตีความในภาพตวั แทนผ้หู ญิงสมัยใหมน่ น้ั เชื่อมโยงกับ
1326765395 39
MSU iThesis 60010180022 thesis / recv: 29042565 08:37:17 / seq: 32 การ ประกอบสร้างความจริงทางสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์และแบบแผนทางวัฒนธรรมใน
ดา้ นตา่ ง ๆ ไม่ว่าจะเปน็ วฒั นธรรมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) วัฒนธรรมการบริโภค (Consumerism)
เป็นตน้
ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. (2558 : 35) ได้เสนอบทความวิจัย ความไม่พยาบาทของครู เหลี่ยมกับ
วบิ ากความทนั สมัยของไทย แปลจากภาษาองั กฤษเป็นภาษาไทยโดย พงษเ์ ลิศ พงษว์ นานต์ สรุปได้ว่า
นยิ ามความสาเรจ็ ของหญงิ ไทยสมัยใหม่ดาเนินไปตามพลอ็ ตเรื่องแนว สขุ นาฏกรรม “ทบ่ี างคร้ังกช็ นะ
บางคร้ังต้องประนีประนอมกับพลังต่าง ๆ ในสังคมและโลก ธรรมชาติ เพื่อท่ีจะบรรลุความสาเร็จใน
ฐานะผู้บงการชวี ิตตนเอง ที่ไม่ถูกบงการ โดยกฎเกณฑ์และจารตี แบบแผนของสังคม ขณะที่นักธุรกิจ
ชายองิ แอบความสาเร็จของตน โดยผโู้ ยงพวกเขาเข้ากับ ความเปน็ ไทยภายใต้คณุ ธรรมจรยิ ธรรมความ
เป็นจีน ผู้หญิงไทยเหล่านี้กลับเลือกท่ีจะนิยามตัวเอง กับ “อดุ มคติพื้นฐาน มาตรฐานสากลของความ
งาม ซ่ึงขา้ มพันชนชั้นและเชือ้ ชาติ” จะพบว่า วิธีการรับมอื กบั ค่านยิ มและจารตี ประเพณีชายเป็นใหญ่
ในสังคมไทย หญิงไทยจะต้องนิยามตัวเอง ให้เข้ากับ “ความเป็นสากล” หรืออีกนัยหน่ึงคือ “ความ
เป็นตะวันตก” ซึ่งทาหน้าท่ีเป็นเสมือนเกราะ ป้องกันพวกเธอจากการถูกจองจาของประเพณี
ขณะเดียวกนั กเ็ ป็นใบเบิกทางให้พวกเธอสามารถ เข้าไปสมาคมกับบรรดาผู้ชาย เพราะอาศัยรัศมีของ
ความเปน็ สากลและความเป็นตะวันตกที่ สังคมไทยและเหล่าชายยาเกรง
เสาวคนธ์ วงศ์ศุภชยั นมิ ิต. (2559 : 55) เขียนวทิ ยานิพนธ์เร่ือง “การศึกษาสถานภาพและ
บทบาทผหู้ ญิงในนวนยิ ายของณารา” งานวิจยั น้ีศกึ ษาวิเคราะหส์ ถานภาพและบทบาทผูห้ ญงิ ในนว
นยิ ายของณารา จานวน 10 เรือ่ ง เสนอผลการวจิ ัยแบบพรรณนาวเิ คราะห์
ผลการวจิ ัยพบวา่ ด้านสถานภาพและบทบาทในครอบครัว ไดแ้ ก่ สถานภาพและบทบาท
ภรรยา พบภรรยาโดยนิตินัย และภรรยาโดยพฤตินัยกอ่ นการสมรส มบี ทบาทดแู ลให้เกยี รติสามี ดูแล
ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน วางแผนครอบครวั เลย้ี งดลู ูกและ ทางานไปดว้ ย สถานภาพและบทบาทลูกสาว
เป็นลกู สาวสมัยใหม่กล้าคิดกลา้ ตัดสนิ ใจ เป็นหวั หนา้ ครอบครวั เปน็ ผู้สบื ทอดกิจการ กตัญญเคารพ
พ่อแม่ สถานภาพและบทบาทแม่ เป็นแม่สมยั ใหม่เล้ียงดลู กู แบบตะวันตก สนับสนุนลกู และพบ
บทบาทของแมเ่ ลยี้ งเดย่ี วมากขึ้น ด้านสถานภาพและบทบาทในสงั คม พบวา่ ตวั ละครหญิงส่วนใหญ่มี
การศึกษาระดับปรญิ ญาตรีถงึ ปรญิ ญาเอก จบ การศึกษาท้ังในและต่างประเทศ และการศึกษาเฉพาะ
ทาง ใชอ้ งั กฤษไดใ้ นระดับดี ประกอบอาชีพทีใ่ ช้ความร้คู วามสามารถ และทกั ษะในการทางาน ไดแ้ ก่
เลขานกุ าร ผบู้ ริหาร นักประชาสัมพนั ธ์ นกั จิตวทิ ยา อาจารยม์ หาวิทยาลัย นางแบบ พยาบาล
บรรณาธกิ าร แพทย์ทางอายรุ กรรมทาง ประสาท สถาปนกิ และตารวจ นอกจากนมี้ ักเดินทางทางาน
ทั้งในและต่างประเทศ แสดงใหเ้ ห็นถงึ บทบาททางสงั คมของผ้หู ญงิ ทีม่ มี ากขึ้น
ด้านกลวิธกี ารสรา้ งตวั ละคร พบว่า ตวั ละครผูห้ ญิงในนวนิยายของณาราเป็นผหู้ ญิงสมยั ใหม่
มบี ุคลกิ ลกั ษณะภายนอกและภายในทีแ่ สดงถงึ ความมั่นใจในตวั เอง ดาเนินชวี ติ ดว้ ยการอปุ โภคบรโิ ภค