The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonnipa.pa, 2026-01-22 23:26:34

การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

Keywords: มันสำปะหลัง,ธาตุอาหารพืช,การจัดการดิน,ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม,วิธีการเขตกรรม,การเตรียมดิน

คำปรารภตําราเรื่อง “การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสําปะหลัง” ที่แต่งและเรียบเรียงโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเอกสารที่ทรงคุณค่าทางวิชาการเกี่ยวข้องกับการผลิตมันสําปะหลังของไทยตําราเล่มนี้เหมาะกับนักวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายไร่ นักวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ศึกษา อ้างอิงเปรียบเทียบ และสําหรับใช้วางแผนการวิจัย อ้างอิง ตรวจสอบทฤษฎี และใช้ประกอบเพื่อการผลิตเอกสารส่งเสริมเผยแพร่สําหรับเกษตรกร เอกสารและสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินและปุ๋ยมันสําปะหลังศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา เป็นนักวิจัยของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ทํางานทางด้านดินและปุ๋ย ธาตุอาหารของมันสําปะหลังไทย ต่อเนื่องมาตลอดกว่า 50 ปี ความรู้ประสบการณ์ที่สั่งสมมา และกลั่นกรองรวมอยู่ในตําราเล่มนี้ นับเป็นสมบัติที่มีคุณค่าทางวิชาการของวงการมันสําปะหลังไทยมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสําปะหลัง คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตลอดจนผู้เขียน ที่ร่วมกันดําเนินการจัดพิมพ์ และสนับสนุนทุนในการจัดพิมพ์ตําราเล่มนี้หนังสือเล่มนี้ได้จัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และจัดพิมพ์เป็นอีบุ๊ค เพื่อสามารถส่งให้ผู้สนใจได้ทั่วถึง ทางมูลนิธิฯหวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะเกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียน และผู้จัดพิมพ์มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทยมกราคม 2569


คำนำชนิด ปริมาณ พฤติกรรม และพลวัต (dynamic) ของธาตุอาหารพืชที่จำเป็นในดินเป็นปัจจัยดินที่มีความสำคัญ และมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อผลิตภาพของดิน (soil productivity) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับหรือปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดเป็นรายธาตุ สัดส่วน ความสมดุล อันตรกิริยา(interaction) และการเปลี่ยนแปลงของธาตุอาหารในดินทุกชนิดที่จะมีผลต่อการเติบโตของพืชปลูกรวมทั้งมันสำปะหลัง เรียกโดยรวมว่า “ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน” ของดินที่จะใช้ปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งก่อนปลูกพืชหรือในระหว่างการปลูกพืช ถ้าผู้ปลูกสามารถรู้สถานภาพความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินสามารถใช้ความรอบรู้ดังกล่าวเป็นแนวทางในการพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการการปรับปรุงบำรุงดินได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเพิ่มผลผลิตพืชและผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าในการผลิตพืชการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินอาจประเมินเป็นรายธาตุหรือกลุ่มธาตุอาหารที่จำเป็นทุกชนิด ขึ้นกับวัตถุประสงค์ ความจำเป็น ค่าใช้จ่าย และปัจจัยอื่น ๆ โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับสมบัติของดิน เช่น ประเภทเนื้อดิน ความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่อาจใช้เป็นแนวทางในการบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ที่พืชอาจขาดหรือไม่ขาดธาตุอาหารชนิดที่จะประเมิน ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไป ไม่นิยมประเมินธาตุอาหารพืชทุกชนิดพร้อม ๆ กัน และการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินซึ่งมีหลายวิธีนั้นไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการประเมินทุกวิธีการ โดยอาจใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรือใช้วิธีการบางวิธีร่วมกันแบบบูรณาการถือว่าเพียงพอที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่จะเป็นตัวชี้วัดระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินได้อย่างแม่นยำในระดับที่ยอมรับได้วิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินที่นิยมปฏิบัติมากที่สุด คือการวิเคราะห์ดินเพื่อประเมินปริมาณธาตุอาหารพืชที่เป็นประโยชน์ในดินและรวมทั้งสมบัติที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ของดิน เช่น ประเภทของเนื้อดิน ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ฯลฯ วิธีการประเมินวิธีอื่น ๆ ได้แก่ การสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืชปลูก การวิเคราะห์ตัวอย่างพืช และการทดสอบทางชีวภาพ (biological test) โดยการปลูกพืชในไร่หรือในโรงเรือนทดลอง ซึ่งปกติ ไม่มีการปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง และอย่างสม่ำเสมอเหมือนวิธีการวิเคราะห์ดินก่อนปลูกพืช ทำให้อาจเกิดปัญหาในกรณีที่ข้อมูลผลวิเคราะห์ดินที่ได้มีความแปรปรวน การแปลผลเกิดความคลาดเคลื่อน ซึ่งจะมีผลทำให้ข้อมูลผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในดินไม่มีความน่าเชื่อถือ ส่งผลเสียต่อการนำผลที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงบำรุงดินอย่างเหมาะสม ซึ่งถ้าเกิดสถานการณ์ในลักษณะนี้ ควรประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยวิธีการอื่น ๆ ด้วย แล้วนำผลที่ได้มาประกอบการพิจารณาแปลผลร่วมกันแบบบูรณาการ เช่น การประเมินโดยวิธีการวิเคราะห์ดินร่วมกับวิธีการวิเคราะห์พืช และ/หรือวิธีการทดสอบทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเกษตรกรไม่นิยมประเมินแบบบูรณาการในลักษณะดังกล่าว ส่วนใหญ่นิยมประเมินโดยวิธีการวิเคราะห์ดินก่อนปลูกพืชวิธีการเดียวเป็นหลัก


การเรียบเรียงหนังสือ เรื่อง “การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง” มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับชนิด สมบัติ และพฤติกรรมของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดิน สาเหตุสำคัญบางประการที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืช วิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินแต่ละวิธีและการใช้วิธีการต่าง ๆร่วมกันแบบบูรณาการ ข้อมูลเกี่ยวกับการแบ่งค่าลำดับชั้น รวมทั้งค่ามาตรฐาน และ/หรือค่าวิกฤติ(critical value) ของผลวิเคราะห์ดิน ผลวิเคราะห์พืช แนวทางแก้ไขดินขาดธาตุอาหารพืชโดยการจัดรูปแบบของเนื้อหา และการรวบรวมข้อมูลเชิงพรรณนารวมทั้งตารางข้อมูล และภาพประกอบที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้อยู่ในเอกสารทางวิชาการฉบับเดียว เพื่อความสะดวกต่อการใช้ประโยชน์ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินปลูกมันสำปะหลังได้อย่างถูกต้องหรือเพื่อให้การแปลผลมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นนอกจากนั้น ยังมีการสรุปสาระสำคัญในภาพรวม รวมทั้งการขยายความในเชิงลึกของเนื้อหาในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในหัวข้อต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นปัญหาที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืชและแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดธาตุอาหารพืชในดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง โดยในการแก้ไขปัญหาด้านธาตุอาหารพืชโดยการใช้ปุ๋ยจะกล่าวถึงวิธีการเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก รวมทั้งการเพิ่มบทเสริมในภาคผนวกท้ายเล่มเพื่อขยายความในเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการทดสอบทางชีวภาพ (biological test) โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับหลักการและวิธีการเบื้องต้นในการวางแผนการทดลองในไร่เพื่อประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยการปลูกทดลองมันสำปะหลังในดินที่ต้องการประเมิน รวมทั้งแนวทางปฏิบัติบางประการในการดำเนินการทดลองเพื่อเพิ่มความเที่ยงตรง/แม่นยำ (precision) และความถูกต้อง(accuracy) ของผลการทดลอง โดยการลดความผิดพลาดของผลการทดลอง (experimental error) ที่อาจจะเกิดขึ้นให้มากที่สุดขอขอบคุณศาสตราจารย์ ดร.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ ศาสตราจารย์ ดร.เอ็จ สโรบล รองศาสตราจารย์ดร.วิจารณ์ วิชชุกิจ คุณสรินดา สุขรัตน์ ดร.ภาริณี เจียมเมืองปักษ์ภาควิชาพืชไร่นา และรองศาสตราจารย์ ดร.วันวิสา ศิริวรรณ์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และคุณสมฤทัย เจ้าวงศ์ดีที่ได้กรุณาอ่านตรวจ และ/หรือออกแบบจัดรูปเล่มหนังสือ และคณะอาจารย์จากภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้ง 4 ท่าน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมชาติ วงศ์ลี้เจริญ รองศาสตราจารย์ ดร.สุรเชษฏ์ อร่ามรักษ์ รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพล จิตมาตย์ และรองศาสตราจารย์ ดร.วรชาติ วิศวพิพัฒน์ ที่ได้กรุณาอ่านตรวจหนังสือในบทเสริมพร้อมกับให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาสาระในการเรียบเรียงให้มีความถูกต้องและความเหมาะสมในทางวิชาการมากยิ่งขึ้น และขอขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยที่ให้ทุนในการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่หนังสือฉบับนี้ปิยะ ดวงพัตรามกราคม 2569


กสารบัญบทที่ 1 เกริ่นนำ....................................................................................................................... 11. ธาตุอาหารพืชที่จำเป็น……………………………………………………………...…….………………. 52. ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน……………………………………….………………. 63. การประเมินความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน…………………………….…………. 7บทที่ 2 ธาตุอาหารหลัก……………………………………………………………………………………………… 361. ไนโตรเจน………………………………………………………………………………….…….…..…………. 362. ฟอสฟอรัส………………………………………………………………………….…….……………………. 463. โพแทสเซียม………………………………………………………………………...…………………………. 55บทที่ 3 ธาตุอาหารรอง………………………………………………………………………………………………. 631. แคลเซียม………………………………………………………………………………….……………………. 632. แมกนีเซียม………………………………………………………………………….…….…….….…………. 703. กำมะถัน…………………………………………………………………………….…….……………………. 77บทที่ 4 ธาตุอาหารเสริม………………………………………………………………...………………………….. 841. เหล็ก…………………………………………………………………………...…………………….…………. 852. แมงกานีส…………………………………………………………………………......................…………. 913. สังกะสี……………………………………………………………………………………………………………. 974. ทองแดง…………………………………………………………………………………………………………. 1055. โบรอน……………………………………………………………………………………………………………. 111บทที่ 5 สาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืช 11 ชนิด……………………………………………. 1161. บทบาทของธาตุอาหารพืชต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง……………………………………. 1162. อันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชในดิน……………………………………………….………….... 1193. สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืช………………………………………......……………. 1234. วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน…………………….……………. 1305. แนวทางแก้ไขปัญหาขาดธาตุอาหารพืชของมันสำปะหลัง……………………….……………. 141


ขสารบัญ (ต่อ)บทที่ 6 วิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี……………………………………………… 1851. การกำหนดวันปลูก………………………………………………………………….………………………. 1862. การเลือกชนิดพันธุ์มันสำปะหลังที่จะปลูก…………………………………………………………… 1913. การเตรียมต้นพันธุ์และท่อนพันธุ์ปลูก………………………………………………………………… 1924. การปรับปรุงดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ…………………………………………………………. 1945. การเตรียมดินเพื่อปลูก…………………….……………………………………………………….……… 1976. วิธีการปลูกและระยะปลูก………………………………………………………………….…………….. 2007. การใช้ปุ๋ยเคมี………………………………………………………………….………………………………. 2028. การควบคุมวัชพืช.………………………………………………………………….……………………….. 2049. การป้องกันกำจัดโรคพืชและแมลงศัตรู….…………………………………………………………… 20710. การเก็บเกี่ยว………………………………………………………………….…………………………….. 21111. วิธีการอื่น ๆ ที่ควรปฏิบัติเพิ่มเติม.…………………………………………………………………… 212ภาคผนวกท้ายเล่ม…………………………………………………………………………………………………………บทเสริม เรื่อง หลักการเบื้องต้นในการทดลองด้านดินและปุ๋ยและกรณีศึกษา……………..…………. 2141. หลักการเบื้องต้นในการทดลองด้านดินและปุ๋ย……………………………………......…………. 2141.1 คำนำ…………………………………………………………………………...…….……….…………. 2141.2 วิธีการวางแผนการทดลอง…………………………………………………….……….…………. 2151.2.1 การทดลองปัจจัยเดียว………………………………………………….…………………. 2151) แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์……………………………………………………. 2152) แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก…………………………………. 2171.2.2 การทดลองสองปัจจัย…………………………………………………………….…………. 2231) แผนการทดลองแบบแฟคทอเรียล…………………………………......…………. 2232) แผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต…………………………………….…………. 2253) แผนการทดลองแบบสตริป-พล็อต…………………………………......…………. 2301.2.3 การทดลองมากกว่าสองปัจจัย…………………………………...………….…………. 2321) แผนการทดลองแบบแฟคทอเรียล…………………………………......…………. 2322) แผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อต………………………………………. 236


คสารบัญ (ต่อ)3) แผนการทดลองแบบสตริป-สปลิต-พล็อต…………………………...…………… 2391.3 การจัดการดินและพืชเพื่อควบคุมความผิดพลาดของการทดลอง………………….…. 2411.3.1 ความแปรปรวนของดิน………………………………………………………….…………. 2411.3.2 การแข่งขันและผลที่เกิดกับพืชทดลอง…………………………………….……….…. 2491.3.3 การควบคุมผลที่เกิดจากการแข่งขัน……………………………………….…………... 2562. กรณีศึกษา: การจัดตั้งแปลงทดลองด้านดินและปุ๋ยและวิธีการปฏิบัติ………………..……. 2602.1 การเลือกพื้นที่ทดลอง…………………………………………………………………….…….……. 2602.2 การวางแผนการทดลอง………………………………………………………………….…….……. 2602.3 การเตรียมการก่อนปลูกทดลอง……………………………………………………….…….……. 2612.4 การกำหนดชนิดพันธุ์ วิธีการปลูก และการดูแลรักษา……………………………….……. 2662.5 การควบคุมความแปรปรวนที่เกิดจากผู้ปฏิบัติ………………………………......…………. 2682.6 การสังเกตการณ์แปลงทดลองหลังปลูก…………………………………………….…….……. 2692.7 การเก็บข้อมูลพืช………………………………………………………………………………………. 2692.8 การเก็บข้อมูลอื่น ๆ ก่อนปลูกและก่อนเก็บเกี่ยว……………………………….…….……. 2703. การเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์สมบัติทางฟิสิกส์ เคมีและสมบัติอื่น ๆ….…………….… 271ภาพสี………………………………………………………………………………………………………………………….. 272ภาพสีที่ 1–29: ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชของมันสำปะหลัง…………...….………….. 272ภาพสีที่ 30–34: ประเภทและลักษณะของปุ๋ยเคมี………………………………………..………….. 276บรรณานุกรม………………………………………………………………………………….................................. 277ดัชนี……………………………………………………………………………………………………………………………. 284


- 1 -บทที่ 1เกริ่นนำนอกเหนือจากปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์สังคม และการจัดการทางด้านการเขตกรรมเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เช่น ปัจจัยทางด้านเงินทุน สินเชื่อ ต้นทุนการผลิต ราคาผลผลิต ความรอบรู้ทางด้านวิชาการเกษตรและวิธีการปฏิบัติของเกษตรกร ฯลฯ ที่แต่ละปัจจัยมีผลโดยตรงหรือโดยทางอ้อมไม่มากก็น้อยต่อการตัดสินใจ และผลที่จะได้จากการปลูกมันสำปะหลัง ปัจจัยทางด้านทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่จำเป็นต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมาย และมีความหลากหลายทั้งทางด้านปัจจัยทางกายภาพ และชีวภาพ เช่น ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพหรือลักษณะของพื้นที่ปลูกว่าเป็นพื้นที่ราบหรือพื้นที่ลาดเท สมบัติ และผลิตภาพของดิน (soil productivity) ในพื้นที่ดังกล่าว สภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะปริมาณการตกและการกระจายของฝน อุณหภูมิของอากาศ ความแห้งแล้ง พฤติกรรม และพลวัตของน้ำในดินที่อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น เป็นดินที่ขาดน้ำรุนแรงหรือมีน้ำมากเกินไปในบางช่วงเวลาของการปลูกจนถึงระดับที่ทำให้เกิดการขังน้ำบนผิวหน้าดิน (waterlogging) ชีวนปัจจัย (biotic factors) ทางด้านชนิด และคุณภาพของพันธุ์พืชที่ใช้ วัชพืช โรค และแมลงศัตรู ซึ่งปัจจัยทางด้านชีว-กายภาพ (bio-physical factors) และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าแต่ละปัจจัยเป็นปัจจัยที่ไม่เหมาะสม และ/หรือปัจจัยต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลกันหรือมีความสัมพันธ์แบบไม่เกื้อกูลกัน (antagonism) ก็อาจเกิดผลกระทบต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของมันสำปะหลังได้ไม่มากก็น้อยแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ สภาพแวดล้อมและประเภทหรือชนิดของปัจจัยที่เป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยที่เป็นประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญมากต่อสมบัติด้านผลิตภาพของดินก็คือปัจจัยทางด้านความเสื่อมโทรมของดิน (soil degradation) ในพื้นที่ปลูก โดยเฉพาะปัญหาด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เป็นดินที่มีปริมาณธาตุอาหารพืชที่จำเป็น และปริมาณอินทรียวัตถุต่ำถึงต่ำมาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญที่เด่นชัดมากที่ทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเซียรวมทั้งในประเทศไทยให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำ (Henry and Gottret,1996; เจริญศักดิ์ และคณะ, 2547)ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2569) เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศไทยนิยมปลูกมันสำปะหลังโดยใช้มันสำปะหลังพันธุ์ดีแต่การปลูกมันสำปะหลังของทั้งประเทศยังให้ผลผลิตเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ (น้อยกว่า 4 ตัน/ไร่)และให้ผลผลิตในระดับต่ำถึงต่ำมาก (น้อยกว่า 3.5 ตัน/ไร่) ในพื้นที่ปลูกหลายท้องที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากปัญหาทางด้านแมลงศัตรูโดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง และปัญหาการระบาดของโรคใบด่าง (cassava mosaic disease) ที่กำลังเป็นปัญหาระดับชาติที่มีความร้ายแรงมากปัญหาอื่น ๆ ทางด้านชีวกายภาพ และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สำคัญที่เป็นข้อจำกัดอย่างเด่นชัดมากก็คือสมบัติของดินที่โดยส่วนใหญ่มีผลิตภาพต่ำถึงต่ำมากที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมโทรมของดินที่เกิดจากกระบวนการต่าง ๆ ตามธรรมชาติ เช่น การเกิดการชะล้างพังทลายของดินหรือการกร่อนดิน (soil erosion) ในพื้นที่ปลูกที่มีความลาดเท การชะละลาย (leaching) ของธาตุอาหารพืช กระบวนการเฟอโรไลซีส (ferrolysis process)และกระบวนการพ๊อตโซไลเซชัน (podzolization process) (Ragland and Boonpuckdee, 1987) และ


- 2 -รวมทั้งวิธีการจัดการดินของเกษตรกรเองที่ไม่มีการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อแก้ไขปัญหาหรือมีการปฏิบัติโดยใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่น การเตรียมดิน การใช้ปุ๋ย การใช้สารปรับปรุงดิน การอนุรักษ์ดิน และน้ำ ฯลฯ และมีผลทำให้เกิดปัญหาตามมาที่ทำให้ดินมีปัญหาขาดธาตุอาหารพืช ขาดอินทรียวัตถุ เกิดชั้นดินดาน ดินแน่นแข็ง ฯลฯและโดยรวมมีผลทำให้ดินมีสมบัติไม่เหมาะสมต่อการผลิตพืชหรือเป็นดินที่มีผลิตภาพต่ำ ซึ่งพบมากในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยที่มีการปลูกมันสำปะหลัง ทั้งนี้จะเห็นได้จากผลการศึกษาของ เจริญศักดิ์ และคณะ (2547)ในช่วงปี พ.ศ. 2545–2546 เพื่อสำรวจปัญหาการปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยการสอบถามความคิดเห็นของหัวหน้ากลุ่มเกษตรกรจำนวน 465 ราย ที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ รวม 21 จังหวัด ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศที่พบว่าข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติด้านความเสื่อมโทรมของดินเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดร้อยละ 32.55(ตารางที่ 1.1) รองลงมาคือปัญหาด้านโรคและแมลงศัตรูร้อยละ 12.63 และปัญหาทางชีวกายภาพในด้านอื่น ๆน้อยกว่าร้อยละ 10 ในแต่ละประเด็น โดยเกษตรกรที่แสดงความคิดเห็นทั้งหมดนั้น มีหัวหน้ากลุ่มเกษตรกรที่มาจากจังหวัดต่าง ๆ รวม 10จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมากกว่าครึ่ง คือ 271 ราย หรือประมาณร้อยละ 58 และในจำนวนนี้เป็นหัวหน้ากลุ่มเกษตรกรที่มาจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีการปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศไทยมากถึง 108 ราย หรือประมาณร้อยละ 23 ผลการศึกษาที่ได้ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีปัญหาด้านความเสื่อมโทรมของดินอย่างมีนัยสำคัญมาก ซึ่งสำหรับประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของดินในความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้ระบุว่าดินมีสมบัติที่เป็นข้อจำกัดอย่างไรนั้น เข้าใจว่าหมายถึงดินปลูกมันสำปะหลังที่ส่วนใหญ่เป็นดินเนื้อหยาบ (ดินทราย ดินร่วนปนทราย ดินทรายปนดินร่วน) ที่มีปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณธาตุอาหารพืชหลายชนิดต่ำถึงต่ำมาก รวมทั้งสมบัติที่เกี่ยวกับความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (cation exchange capacity)ด้วย ซึ่งในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อยืนยันจากผลการสำรวจ และวิจัยของคณาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (คณาจารย์คณะเกษตร, 2555) เพื่อประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินชั้นบนในพื้นที่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังของบริษัทอุบลไบโอเอทานอลในจังหวัดอุบลราชธานี โดยการเก็บตัวอย่างดินจากแปลงปลูกมันสำปะหลังจำนวนมากที่ครอบคลุมเขตปลูก 8 เขต รวม 17 แปลงปลูก เพื่อวิเคราะห์สมบัติทางฟิสิกส์และทางเคมีของดิน ซึ่งผลวิเคราะห์ดินในภาพรวม (ตารางที่ 1.2) จะเห็นได้ว่าดินในแปลงปลูกทุกแปลงเป็นดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำหรือต่ำมาก ซึ่งแสดงว่าเป็นดินที่มีปัญหาขาดไนโตรเจนและกำมะถันด้วย ทั้งนี้เพราะอินทรียวัตถุในดินเป็นแหล่งที่มาที่สำคัญของธาตุอาหารพืชทั้ง 2 ชนิด นอกจากนั้นยังเป็นดินที่มีปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกต่ำหรือต่ำมากด้วย รวมทั้งปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ซึ่งพบว่าดินในแปลงปลูกส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำผลการวิเคราะห์ดินในภาพรวมแสดงว่าดินในแปลงปลูกทั้งหมดที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังเป็นดินที่มีสภาพเสื่อมโทรมมากและอาจถือได้ว่าเป็นดินที่มีสภาพเสื่อมโทรมที่มีระดับของความรุนแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยเห็นผลวิเคราะห์ดินจากแปลงปลูกมันสำปะหลังจำนวนมากในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง)โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาดินขาดอินทรียวัตถุ ธาตุอาหารหลัก (N,P,K) และธาตุอาหารรอง (Ca,Mg,S) ทุกชนิด นอกจากนี้ถ้าจะมีการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารเสริมชนิดต่าง ๆ (Fe,Mn,Zn,Cu,B,Mo,Cl,Ni) ในดินด้วย


- 3 -ก็มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าดินอาจมีปัญหาขาดธาตุอาหารเสริมหลายชนิดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะธาตุสังกะสีและธาตุโบรอน ดังนั้น การปลูกมันสำปะหลังในดินที่มีสมบัติไม่เหมาะสมเพราะเป็นดินที่มีผลิตภาพต่ำและมีผลทำให้ได้ผลผลิตของมันสำปะหลังต่ำ ปัจจัยดินที่เป็นสาเหตุสำคัญ คือ ปัญหาดินขาดอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารพืชชนิดใดชนิดหนึ่งในระดับรุนแรงหรือขาดธาตุอาหารพืชหลายชนิดพร้อม ๆ กัน (mineral stress) ซึ่งในการจัดการดินอย่างเหมาะสมเพื่อปรับปรุงบำรุงดินที่มีปัญหาขาดอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืช(nutritional problems) นั้น วิธีการดำเนินการในขั้นตอนแรกคือ ผู้ปลูกต้องมีความรอบรู้ก่อนว่าดินที่จะปลูกมันสำปะหลังขาดอินทรียวัตถุหรือไม่ ดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดใด ขาดมากหรือน้อยพียงใด และจะมีแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร ซึ่งในการนำความรอบรู้มาใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดผลดีในทางปฏิบัตินั้น ผู้ปลูกมันสำปะหลังต้องมีความรู้เบื้องต้นในขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับธาตุอาหารพืชในดินมาก่อน โดยเฉพาะ ชนิด พฤติกรรม และพลวัตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูป และความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน สาเหตุที่มาของปัญหาที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืช วิธีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์การแปลผลผลการประเมิน และมาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตารางที่ 1.1 ความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของปัญหาการปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยคิดคะแนนเฉลี่ยเป็นร้อยละของหัวหน้ากลุ่มเกษตรกรจำนวน 465 รายจาก 21 จังหวัดในประเทศไทยปัญหาด้านชีว-กายภาพและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ร้อยละ ปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์ ร้อยละ ปัญหาด้านสังคม ร้อยละ1. ภูมิอากาศ 1.1 ฝนแล้ง 5.031. ขาดเงินทุน2. ราคามันสำปะหลังต่ำ11.061.421. เกษตรกรขาดความรู้เรื่องการเพาะปลูก2. ขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ3. ขาดวัสดุปรับปรุงดิน4. ปุ๋ยปลอมระบาด9.231.993.580.912. พื้นที่ปลูกและดิน 2.1 พื้นที่ไม่เหมาะสม 2.2 ดินเสื่อมโทรม 2.3 ดินดาน 2.4 การชะล้างพังทลายของดิน1.8232.555.752.80รวม 41.1 รวม 12.48 รวม 5.713. ชีวปัจจัย 3.1 ขาดพันธุ์ดี 3.2 โรคและแมลงศัตรู 3.3 วัชพืช7.5512.633.61รวม 23.79รวมทั้งหมด 71.74ที่มา: เจริญศักดิ์ และคณะ (2547)


- 4 -ตารางที่ 1.2 สมบัติของดินในแปลงมันสำปะหลังในเขตปลูกต่าง ๆ ของบริษัทอุบลไบโอเอทานอล ในจังหวัดอุบลราชธานีเขตปลูก แปลง ประเภทเนื้อดินpH OM(%)Avai.P(mg/kg)Exch.K(mg/kg)Exch.Ca(mg/kg)Exch.Mg(mg/kg)CECCmolc/kgขี้เหล็ก KK 2 ทรายร่วน SlA L-VL M L L-VL L-VL L-VLK 6 ทรายร่วน SlA L-VL L VL L-VL L-VL L-VLK 5 ทรายร่วน SlA L-VL H VL L-VL L-VL L-VLนาด NDND 1 ทรายร่วน MA L-VL L L L-VL L-VL L-VLND 3 ทรายร่วน MA L-VL L L L-VL L-VL L-VLแก่งโดม KDKD 1-1 ทรายร่วน N L-VL L VL L-VL L-VL L-VLKD 1-2 ร่วนปนทราย SA L-VL M L L-VL L-VL L-VLKD 11 ทรายร่วน SA L-VL L VL L-VL L-VL L-VLหนองนกเขียน NKNK 9 ทรายร่วน SA L-VL L VL L-VL L-VL L-VLป่าข่าPKPK 2 ทราย MA L-VL L VL L-VL L-VL L-VLPK 5 ร่วนปนทราย VSA L-VL L VL L-VL L-VL L-VLดอนชาด D D 10 ร่วนปนทราย VSA L-VL VH L L-VL L-VL L-VLทรายมูลSMSM 1 ร่วนปนทราย MA L-VL L L L-VL L-VL L-VLSM 2 ร่วนเหนียวปนทรายแป้งSA L-VL L L M L-VL MSM 3 ร่วนปนทราย SA L-VL L L L-VL L-VL L-VLนกเด็น N N 3-1 ร่วนปนทราย SA L-VL L VL L-VL L-VL L-VLN 3-2 ทราย SlA L-VL L L L-VL L-VL L-VLหมายเหตุ: 1. pH = ความเป็นกรด-ด่าง, OM = อินทรียวัตถุ, Avai.P = ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์,Exch.K, Ca, Mg = โพแทสเซียม แคลเซียมแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้, CEC = ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก2. SlA = เป็นกรดเล็กน้อย, MA = เป็นกรดปานกลาง, N = เป็นกลาง, SA = เป็นกรดจัด, VSA = เป็นกรดจัดมาก3. VL = ต่ำมาก, L = ต่ำ, M = ปานกลาง, H = สูง, VH = สูงมากที่มา: คณาจารย์คณะเกษตร (2555)


- 5 -1. ธาตุอาหารพืชที่จำเป็นพืชที่ปลูกลงดินเติบโตในดินที่มีองค์ประกอบของธาตุต่าง ๆ มากกว่า 60 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช 17 ชนิด ได้แก่ กลุ่มธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนที่พืชต้องการในปริมาณมากที่สุดที่ได้จากอากาศ และน้ำ และอีก 14 ชนิดพืชได้จากดิน ยกเว้นพืชตระกูลถั่วที่ได้ไนโตรเจนส่วนใหญ่จากก๊าซไนโตรเจนในอากาศ ธาตุอาหารพืชทั้ง 14 ชนิดในดินประกอบด้วย กลุ่มธาตุอาหารหลัก (primary nutrient elements) 3 ชนิด ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่พืชต้องการในปริมาณมาก และดินมักมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช กลุ่มธาตุอาหารรอง (secondary nutrient elements) 3 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถันที่พืชต้องการในปริมาณน้อยกว่าธาตุอาหารหลัก โดยเฉพาะไนโตรเจน และโพแทสเซียม และกลุ่มธาตุอาหารเสริมหรือจุลธาตุอาหาร (micronutrient elements) ที่พืชต้องการในปริมาณน้อยมาก 8 ชนิด ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล โดยประมาณร้อยละ 96 ของน้ำหนักแห้งของพืชประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน และมีเพียงประมาณร้อยละ 4 เท่านั้นที่เป็นธาตุชนิดอื่นที่พืชได้จากดิน ซึ่งในจำนวนนี้ยกเว้นธาตุนิกเกิลที่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน พืชโดยทั่วไปดูดใช้ไนโตรเจนมากที่สุด รองลงไปตามลำดับคือธาตุโพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส กำมะถัน คลอรีน เหล็ก โบรอน แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโมลิบดีนัมธาตุอาหารพืชทั้ง 17 ชนิดแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มตามปริมาณความต้องการของพืช กลุ่มแรกคือ ธาตุอาหารมหธาตุ (macronutrients หรือ major elements) ซึ่งหมายถึงกลุ่มธาตุที่ได้มาจากอากาศ น้ำ และดินที่พืชต้องการในปริมาณมากและสะสมในเนื้อเยื่อพืชมากกว่า 500 มก./กก. ของพืชแห้ง ได้แก่ธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน และกลุ่มที่สองคือ ธาตุอาหารเสริม (micronutrients หรือ minor elements) ที่พืชต้องการในปริมาณน้อย และสะสมในเนื้อเยื่อพืชต่ำกว่า 50 มก./กก. ของพืชแห้ง ได้แก่ ธาตุเหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล (คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541)ธาตุอาหารพืชในดินที่ปลูกมันสำปะหลังมีปริมาณมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นกับชนิดดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง ปัจจัยดิน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งทางด้านเคมี ชีวเคมี กายภาพ และชีวภาพที่มีอิทธิพลต่อพลวัตหรือการเปลี่ยนแปลงของธาตุอาหารพืชในดินทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยในเชิงปริมาณ ดินที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่ขาดธาตุอาหารหลักทุกชนิด (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม) โดยเฉพาะไนโตรเจนและขาดธาตุอาหารรองในรูปกำมะถันถ้าเป็นดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ขาดสังกะสีทั้งในดินกรด และดินด่าง ขาดธาตุอาหารเสริมในรูปเหล็ก สังกะสี ในดินเนื้อปูน (calcareous soil) ที่มีสีเทาดำหรือสีดำ ขาดโบรอนในดินกรด และดินด่างที่มีเนื้อดินหยาบ และขาดเหล็ก สังกะสี และทองแดงในดินเนื้อหยาบที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่ไม่ใช่ดินเนื้อปูน ในเชิงคุณภาพ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืชในดินรูปต่าง ๆ ทั้งในรูปสารประกอบอนินทรีย์ สารประกอบอินทรีย์ ธาตุอาหารพืชทั้งหมดในดิน ธาตุอาหารที่พืชดูดใช้ได้ทั้งในรูปแอนไอออน เช่น ไนโตรเจนในรูปไนเตรท-ไนโตรเจน (NO3-N) หรือในรูปแคตไอออน เช่น โพแทสเซียม ในรูปโพแทสเซียม แคตไอออน (K+) เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงศักยภาพของธาตุอาหารพืชในดิน


- 6 -แต่ละชนิดต่อการเติบโตของพืช ซึ่งอาจไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณทั้งหมด และรูปของธาตุอาหารพืชในดิน เช่น ดินอาจมีปริมาณเหล็กทั้งหมดสูง แต่เหล็กส่วนใหญ่อยู่ในรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้ ทำให้พืชที่ปลูก เช่น มันสำปะหลังอาจขาดเหล็กทั้ง ๆ ที่ดินมีปริมาณเหล็กทั้งหมดสูง ดังนั้น การเติบโตของพืชจึงขึ้นกับระดับความมากหรือน้อยของธาตุอาหารพืชในดินในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเป็นหลัก หรืออีกนัยหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโต และผลผลิตของพืชกับปริมาณธาตุอาหารพืชในรูปที่เป็นประโยชน์ในดินต้องเป็นความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ การประเมินระดับหรือศักยภาพความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินจึงจะสามารถนำมาใช้ในการคาดคะเนระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินได้อย่างน่าเชื่อถือ2. ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินดินทุกชนิดที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังที่มีธาตุอาหารที่จำเป็นรวม 14 ธาตุ แต่ละธาตุมีปริมาณมากหรือน้อยแตกต่างกันตามชนิดดิน สภาพแวดล้อม และการใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละบริเวณ แต่คำถามที่เป็นประเด็นสำคัญคือธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินปรากฏอยู่ในรูปที่มันสำปะหลังสามารถดูดใช้ประโยชน์ได้มากหรือน้อยเพียงใดทั้งนี้เพราะความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินขึ้นกับปัจจัยที่สำคัญต่าง ๆ หลายปัจจัย ได้แก่ ประเภทของเนื้อดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปฏิกิริยาดินหรือพีเอชของดิน (soil- pH) ความชื้นของดิน การระบายอากาศในดิน ระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่จะสูงถ้าดินมีเนื้อละเอียด ดินมีอินทรียวัตถุในปริมาณมาก ดินมีระดับปฏิกิริยาไม่เป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไป มีความชื้นของดินเหมาะสมและสมดุลกับสมบัติการระบายอากาศของดินไร่ ซึ่งหมายถึงดินที่ไม่ชื้นหรือ แห้งเกินไป และมีการระบายอากาศดี ยกเว้นประเภทเนื้อดิน สมบัติต่าง ๆ ของดินดังกล่าวถ้าไม่มีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชเพราะธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่อยู่ในรูปที่มันสำปะหลังใช้ประโยชน์ไม่ได้ สามารถปรัปปรุงเพื่อให้ธาตุอาหารพืชในดินเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อมันสำปะหลังได้มากขึ้นได้ เช่น โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน การปรับปฏิกิริยาดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไปให้มีระดับ pH ประมาณ 6.0–6.5 และการใช้มาตรการจัดการดินที่ทำให้ดินที่มีปัญหาด้านสมบัติทางกายภาพมีสมบัติเหมาะสมมากขึ้น เช่น การปรับปรุงดินที่แน่นแข็งให้มีความโปร่งซุยมากขึ้น มีสมบัติอุ้มน้ำ ระบายน้ำ และมีสภาพการระบายอากาศในดินดีขึ้นธาตุอาหารที่มันสำปะหลังดูดใช้ได้พบในดิน 2 รูป คือ ในรูป ไอออน (ion) ในสารละลายดิน และในรูปไอออนที่ถูกดูดซับ (adsorbed ion) อยู่ที่ผิวของคอลลอยด์ดิน (soil colloid) หรือที่เรียกว่า ไอออนในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ (exchangeable ion) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปไอออนประจุบวก (cation) เพราะคอลลอยด์ดินส่วนใหญ่มีประจุลบ รูปของธาตุอาหารพืชที่มันสำปะหลังดูดใช้ได้ประกอบด้วยไนโตรเจนในรูปไนเตรตไอออน (NO3-) และแอมโมเนียม ไอออน (NH4+) เป็นหลัก ฟอสฟอรัสในรูปไดฟอสเฟตไอออน (HPO42-) และโมโนฟอสเฟตไอออน (H2PO4-) ซึ่งพบมากในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด (pH 5.1–5.5) และจะพบทั้ง 2 รูปในดินกรดอ่อน (pH 6.0–6.5) ซึ่งพืชดูดใช้ได้ดีทั้ง 2 รูป กำมะถันในรูปซัลเฟตไอออน (SO4-) โพแทสเซียม แคลเซียมแมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และนิกเกิลในรูปไอออนประจุบวก (K+,Ca2+,Mg2+,Fe2+,Mn2+,Zn2+,Cu+ หรือ Cu2+และ Ni2+ ตามลำดับ) และ โบรอน โมลิบดีนัม ในรูปไอออนประจุลบ (B4O72-และ MoO42-ตามลำดับ)


- 7 -ยกเว้นไนโตรเจนซึ่งโดยทั่วไปนิยมประเมินว่ามีปริมาณมากหรือน้อยโดยการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินเป็นหลัก การวิเคราะห์ดินไร่ที่ไม่ใช่ดินนาขังน้ำ โดยทั่วไป วิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะเป็นรูปที่พืชดูดใช้ได้ และมีความสัมพันธ์กับการเติบโตของพืชมากกว่าธาตุอาหารในรูปอื่นที่พืชดูดใช้ไม่ได้โดยทันที และผลวิเคราะห์ดินสามารถใช้เป็นค่าบ่งชี้ถึงระดับ ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินในขณะนั้นได้ว่าดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดใด ควรจัดการดินอย่างไรเพื่อเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชชนิดที่ดินขาด เช่น โดยการใช้มาตรการในการปรับปรุงบำรุงดินต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยในรูปต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และ/หรือปุ๋ยชีวภาพ3. การประเมินความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินธาตุอาหารพืชในดินประกอบด้วยธาตุอาหารในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งอาจอยู่ในรูปสารประกอบอนินทรีย์ที่ไม่ละลายน้ำ ไม่ละลายในสารละลายดินที่มีฤทธิ์เป็นกรด เป็นกลาง เป็นด่าง หรือในรูปที่เป็นองค์ประกอบในสารประกอบอินทรีย์ที่พืชดูดใช้ไม่ได้ และธาตุอาหารพืชในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ เช่น ธาตุอาหารที่ละลายอยู่ในสารละลายดินในรูปไอออนประจุบวกหรือแคตไอออน (cation) เช่น โพแทสเซียมในรูปโพแทสเซียมแคตไอออน (K+) หรือในรูปแอนไอออน (anion) ที่มีประจุลบ เช่น ฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟตแอนไอออน (H2PO4-) และในรูปธาตุอาหารประจุบวกที่ดูดยึดอยู่ที่ผิวเม็ดดินแต่แลกเปลี่ยนได้ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ที่แลกเปลี่ยนได้ (exchangeable K,Ca,Mg ตามลำดับ) ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินอาจเรียกโดยรวมได้ว่า “ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน” หรือถ้าจะให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของดินควรครอบคลุมถึงสมบัติอื่น ๆ ของดินที่เป็นตัวชี้วัดที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินด้วย ได้แก่ พีเอชของดิน (soil-pH) ปริมาณอินทรียวัตถุหรืออินทรีย์คาร์บอนในดินและความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกของดิน (ยงยุทธ, 2557) วิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินหรือระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินมีวิธีการหลัก ๆ 4 วิธีการ และวิธีการประเมินร่วมกันแบบบูรณาการอีก 1 วิธีการรวม 5 วิธีการ คือ การสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืชปลูกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาการวิเคราะห์ดิน การวิเคราะห์พืช การทดสอบทางชีวภาพโดยใช้พืชปลูกเป็นตัวชี้วัด และการใช้วิธีการต่าง ๆข้างต้นแบบบูรณาการร่วมกันมากกว่า 1 วิธีการ3.1 การสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืชวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินวิธีการนี้ ในทางปฏิบัติเป็นการสังเกตด้วยสายตากับพืชปลูก เช่น มันสำปะหลังที่กำลังเติบโต ไม่ใช่การวัดหรือการวิเคราะห์ในทางฟิสิกส์ทางเคมีหรือการทดสอบทางชีวภาพ ซึ่งข้อได้เปรียบของวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืช คือเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ใด ๆ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยหรือไม่มีค่าใช้จ่ายเลยแต่ในทางวิชาการ มีจุดอ่อนตรงที่ผู้ที่สังเกตการณ์ต้องมีความรอบรู้และประสบการณ์มากพอในการสังเกต และวินิจฉัยลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดว่ามีลักษณะอาการเฉพาะตัวอย่างไร เช่น ลักษณะอาการผิดปกติของลำต้น กิ่ง ก้านใบ ใบ ต้นส่วนเหนือดินทั้งต้นและราก ทั้งทางด้านสี รูปร่าง ขนาด รอยแตก ตำแหน่ง


- 8 -ของการเกิดบนต้น หรือลักษณะผิดปกติอื่น ๆ แต่ข้อเสียเปรียบของวิธีการนี้ที่จะทำให้การวินิจฉัยเกิดความสับสนไม่แม่นยำ คือ พืชปลูกอาจขาดธาตุอาหารมากกว่า 1 ชนิดพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยเกิดความสับสน และทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย หรือลักษณะอาการของพืชอาจเกิดจากปัญหาโรคและแมลงศัตรูทำลายหรือผลเสียหายอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชโดยการสังเกตลักษณะอาการด้วยสายตาก็เป็นวิธีการเบื้องต้นที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยร่วมกับวิธีการประเมินอื่น ๆ เพื่อให้การประเมินเกิดความแม่นยำมากยิ่งขึ้นได้การที่พืชปลูกรวมทั้งมันสำปะหลังแสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารที่จำเป็น อาจเกิดจากสาเหตุที่มาและตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่ปรากฏให้เห็นหรือตรวจสอบได้หลายประการ ดังนี้1) พืชที่ปลูกแตกใบหรืองอกแล้วตายทั้งต้นในระยะต้นกล้าหรือระยะแทงหน่อ (seedling stage)2) การเติบโตของพืชเกิดการชะงักงันรุนแรง3) เกิดลักษณะอาการผิดปกติของราก ใบ ก้านใบ กิ่ง ลำต้น ต้นส่วนเหนือดินทั้งต้น เช่น สี ขนาด รูปร่าง และความสมบูรณ์ที่ระยะการเติบโตต่าง ๆ ตลอดฤดูปลูก4) เกิดความผิดปกติภายในต้น เช่น เกิดการอุดตันของเนื้อเยื่อลำเลียง (conductive tissues)5) การแก่ (maturity) ของพืชช้าหรือเกิดการคลาดเคลื่อนผิดปกติ6) ในเชิงปริมาณ พืชให้ผลผลิตต่ำ ซึ่งสำหรับมันสำปะหลัง สามารถตรวจสอบได้โดยการขุดหัวมันสดขึ้นมาดูหรือวัดผลถึงแม้ว่าจะปรากฏหรือไม่ปรากฏลักษณะอาการผิดปกติในส่วนต่าง ๆ ของพืชในส่วนเหนือผิวดินก็ตามโดยเฉพาะกับใบพืช7) พืชให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำ เช่น คุณภาพในการเก็บรักษาและคุณภาพเกี่ยวกับองค์ประกอบทางเคมีของผลิตผลที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น ปริมาณแป้ง น้ำมัน โปรตีนในผลิตผลพืชสาเหตุที่ทำให้เกิดลักษณะอาการผิดปกติทั้ง 7 ประการข้างต้น บางลักษณะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ขนาดของหัวมันสำปะหลังใต้ผิวดิน การเกิดการอุดตันของท่อลำเลียงอาหาร (phloem)และองค์ประกอบทางเคมีของผลิตผล ดังนั้น ในการประเมินว่าพืชขาดธาตุอาหารชนิดใด จึงจำเป็นต้องประเมินโดยวิธีการอื่นประกอบด้วย เช่น การขุดเพื่อทดสอบขนาดและน้ำหนักของหัวมันสำปะหลัง การตัดผ่าชิ้นส่วนของพืชเพื่อสังเกตลักษณะอาการผิดปกติภายใน หรือการวิเคราะห์พืชทางเคมีลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของมันสำปะหลังที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า ได้แก่ สี ขนาด รูปร่าง และตำแหน่งของใบบนต้น มีหลักเกณฑ์ในการสังเกตและพิจารณา ดังนี้(1) สีของใบมันสำปะหลังที่ขาดธาตุอาหารจะแสดงลักษณะอาการขาดทางสีของใบใน 4 ลักษณะ คือ(1.1) ลักษณะใบเหลือง (chlorosis) ทั่วทั้งแผ่นใบรวมทั้งเส้นใบและบริเวณเนื้อที่ใบระหว่างเส้นใบ เช่น ลักษณะอาการขาดไนโตรเจน (ภาพสีที่ 3) ฟอสฟอรัส (ภาพสีที่ 4) กำมะถัน (ภาพสีที่ 14) และเหล็ก (ภาพสีที่ 16) ของใบมันสำปะหลัง


- 9 -(1.2) ลักษณะแผ่นใบเหลืองยกเว้นเส้นใบ (interveinal chlorosis) ซึ่งหมายถึงอาการใบเหลืองในบริเวณพื้นที่ระหว่างเส้นใบโดยที่เส้นใบยังเขียวอยู่ เช่น ลักษณะอาการขาดธาตุแมกนีเซียม (ภาพสีที่ 13) แมงกานีส (ภาพสีที่ 19) และสังกะสี (ภาพสีที่ 21) ของใบมันสำปะหลัง(1.3) ลักษณะอาการไหม้ของใบ (leaf necrosis) ที่เกิดบนแผ่นใบบางบริเวณเป็นจุด ๆ หรือเป็นแถบรอยไหม้สีน้ำตาลเข้มหรือลักษณะขอบใบไหม้ที่เป็นลักษณะอาการใบเหลืองที่มีความรุนแรงมากขึ้นจนเกิดการไหม้ติดตามมา เช่น ลักษณะอาการขาดธาตุโพแทสเซียม (ภาพสีที่ 7) แคลเซียม (ภาพสีที่ 10) สังกะสี (ภาพสีที่ 23) และโบรอน (ภาพสีที่ 27 และภาพสีที่ 28) ของใบมันสำปะหลัง(1.4) ลักษณะใบสีอื่นที่ไม่ใช่สีเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้ม เช่น แผ่นใบสีม่วงที่เกิดจากการขาดฟอสฟอรัสของมันสำปะหลังบางพันธุ์ แต่มันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ไม่พบลักษณะใบสีอื่น นอกเหนือจากใบสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเข้มดังกล่าวข้างต้น(2) ขนาดและรูปร่างของใบความผิดปกติของขนาด และรูปร่างของใบ โดยเฉพาะใบที่มีขนาดเล็กลง เช่น ในกรณีของมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน (ภาพสีที่ 1) สังกะสี (ภาพสีที่ 23) ทองแดง (ภาพสีที่ 24 ภาพสีที่ 25) และโบรอน (ภาพสีที่ 27) รูปร่างของใบบิดเบี้ยวม้วนงอที่ปลายใบ ขอบใบหรือแผ่นใบในกรณีมันสำปะหลังขาดแคลเซียม (ภาพสีที่ 10) สังกะสี (ภาพสีที่ 23) และทองแดง (ภาพสีที่ 24)(3) ลักษณะอาการผิดปกติของก้านใบ กิ่ง ลำต้น และต้นลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชชนิดใดชนิดหนึ่งของมันสำปะหลังที่ทำให้ก้านใบ กิ่ง ลำต้น และต้นส่วนเหนือดินทั้งต้นเติบโตผิดปกติอย่างชัดเจน ได้แก่ อาการขาดฟอสฟอรัสที่ทำให้ต้นเล็ก ลำต้นบางก้านใบสั้น (ภาพสีที่ 5) อาการขาดโพแทสเซียมที่มีรอยไหม้ (gummy lesions) บนก้านใบ (ภาพสีที่ 8) อาการขาดโบรอนที่ทำให้เกิดรอยไหม้ทั้งบนก้านใบและลำต้น (ภาพสีที่ 28) และมันสำปะหลังที่ขาดทองแดงที่ทำให้ใบแก่มีก้านใบยาว และโค้งงอลง (ภาพสีที่ 25)(4) ระบบรากพืชที่ขาดธาตุอาหารที่จำเป็นบางชนิดทำให้การพัฒนาระบบรากผิดปกติ ยกตัวอย่าง เช่นมันสำปะหลัง ที่ขาดแคลเซียม และทองแดงจะทำให้มีปริมาณมวลรากลดลงชัดเจนมาก (ภาพสีที่ 11 และ ภาพสีที่ 26 ตามลำดับ) และรากแขนง (lateral root) มีรูปร่างบวมผิดปกติในกรณีขาดโบรอน (ภาพสีที่ 29)(5) ตำแหน่งบนต้นที่พืชแสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารลักษณะอาการขาดธาตุอาหารบนต้นพืชจะแสดงตำแหน่งที่ส่วนไหนก็ได้ เช่น ส่วนบนส่วนกลาง หรือส่วนล่างของต้น ขึ้นกับชนิดของธาตุอาหารพืชและระบบการขนย้ายธาตุอาหารในท่อลำเลียงอาหารของพืช (phloem transport system) ที่ทำให้ธาตุอาหารบางชนิดเคลื่อนย้ายได้มากหรือน้อยแตกต่างกันรวม 3 ลักษณะ ดังตัวอย่างที่พบกับมันสำปะหลัง ดังนี้


- 10 -(5.1) ธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหารได้ง่ายธาตุอาหารพืชที่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหารของมันสำปะหลังได้ง่าย (phloem mobile nutrients) ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งหมายความว่าถ้ารากดูดธาตุอาหารพืชชนิดนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการของส่วนของพืชที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในด้านบนของต้น เช่น ใบอ่อน ยอดอ่อน ธาตุอาหารชนิดต่าง ๆ เหล่านี้ในใบที่โตเต็มที่ หรือใบที่แก่กว่าด้านกลางและด้านล่างของต้นจะเคลื่อนย้ายไปยังส่วนบนของพืช (ใบอ่อน ยอดอ่อน) ทำให้ใบอ่อนและยอดอ่อนส่วนบนของต้นมีความเข้มข้นของธาตุอาหารมากขึ้น และทำให้ใบที่แก่กว่ามีปริมาณธาตุอาหารพืชลดน้อยลงหรือมีปริมาณความเข้มข้นในใบน้อยกว่าใบด้านบนของต้นที่ธาตุอาหารจากใบที่แก่กว่าเคลื่อนย้ายขึ้นไปสะสมแล้วแสดงลักษณะอาการขาดออกมาให้เห็นก่อนในลักษณะที่แตกต่างกันขึ้นกับชนิดของธาตุอาหาร เช่น ถ้ามันสำปะหลังขาดฟอสฟอรัส ใบแก่ด้านล่างจะเหลือง (chlorosis) ทั้งแผ่นใบ (ภาพสีที่ 4) หรือมีลักษณะใบเหลืองแต่เส้นใบยังเขียวคล้ายก้างปลา (interveinal chlorosis) ถ้าขาดแมกนีเซียม (ภาพสีที่ 13) ดังตัวอย่างผลการวิจัยเกี่ยวกับความเข้มข้นของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในใบมันสำปะหลังในตำแหน่งต่าง ๆ ของต้นที่พบอย่างชัดเจนว่าใบส่วนบนของต้นมีปริมาณความเข้มข้นสูงกว่า ใบส่วนกลางและใบส่วนล่าง (ตารางที่ 1.3) ตารางที่ 1.3 ความเข้มข้นของธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมในใบมันสำปะหลังที่ตำแหน่งต่าง ๆ ของต้นที่อายุ 3–4 เดือนหลังปลูก และในใบที่ร่วงจากต้นตำแหน่งใบบนต้นและใบที่ร่วงจากต้นธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ปานกลางธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ยากธาตุที่เคลื่อนย้ายไม่ได้N P K Mg S Fe Mn Zn Cu Ca Bร้อยละ มก./กก. ร้อยละ มก./กก.ใบด้านบนของต้น 4.57 0.34 1.29 0.25 0.29 198 128 49 9.9 0.68 26ใบด้านกลางของต้น 3.66 0.25 1.18 0.27 0.25 267 185 66 8.7 1.08 37ใบด้านล่างของต้น 3.31 0.21 1.09 0.25 0.25 335 191 89 7.6 1.48 42ใบที่ร่วงจากต้น 2.31 0.13 0.50 0.25 0.22 4,850 209 121 9.4 1.69 39ที่มา: Howeler (2002) อย่างไรก็ตาม สำหรับมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน ตำแหน่งที่แสดงลักษณะอาการขาดที่ใบด้านล่างของต้น (ใบแก่) ไม่มีความแน่นอนชัดเจนเหมือนฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม โดยอาการขาดที่ทำให้ใบเหลืองซีดอาจเกิดกับใบด้านล่างและใบส่วนกลางของต้นขึ้นกับชนิดพันธุ์มันสำปะหลังและระดับความรุนแรงของการขาดไนโตรเจน


- 11 -(5.2) ธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหารได้ปานกลางสำหรับมันสำปะหลัง กำมะถันเป็นธาตุที่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหารได้ปานกลาง และลักษณะอาการขาดกำมะถันมีความคล้ายคลึงกับลักษณะอาการขาดไนโตรเจน กล่าวคือ อาจเกิดได้ทั้งกับใบด้านบนของต้นและใบที่อยู่ด้านล่างลงมา (ภาพสีที่ 15) ขึ้นกับชนิดพันธุ์มันสำปะหลังและระดับความรุนแรงของการขาดกำมะถัน ทั้งนี้จะเห็นได้จากความเข้มข้นของกำมะถันที่ไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเหมือนกับความเข้มข้นของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในใบส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างของต้นมันสำปะหลัง (ตารางที่ 1.3)(5.3) ธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหารได้ยากและไม่เคลื่อนย้ายธาตุอาหารพืชที่ไม่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหาร (phloem immobile nutrients)ของมันสำปะหลังที่ชัดเจนมาก ได้แก่ แคลเซียมและโบรอน ซึ่งลักษณะอาการขาดจะปรากฏให้เห็นบนส่วนบนสุดของต้นที่เป็นยอดอ่อน ใบอ่อน หรือส่วนของเนื้อเยื่อเจริญ (ภาพสีที่ 10 และ ภาพสีที่ 28 ตามลำดับ) ส่วนธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ยากหรือเคลื่อนย้ายได้น้อยมาก ได้แก่ เหล็ก สังกะสี และทองแดง โดยที่ลักษณะอาการขาดจะแสดงให้เห็นกับใบด้านบนของต้นที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ (ภาพสีที่ 17 ภาพสีที่ 23 และ ภาพสีที่ 24 ตามลำดับ) การที่ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารเหล่านี้ปรากฏในส่วนบนของต้นก่อนด้านล่างของต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของใบ เป็นเพราะถ้าพืชดูดใช้ธาตุอาหารเหล่านี้จากดินได้ไม่เพียงพอ ธาตุอาหารที่มีในใบด้านล่างที่โตเต็มที่หรือใบแก่จะไม่เคลื่อนย้ายขึ้นไปสนองความต้องการของใบด้านบนที่กำลังเติบโต ทำให้ส่วนของพืชด้านบน เช่น ใบอ่อน ยอดอ่อน และใบที่ยังเติบโตไม่เต็มที่มีปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชน้อยกว่าในใบส่วนกลางและในใบส่วนล่างของต้น (ตารางที่ 1.3) และทำให้ใบแก่ด้านล่างของต้นไม่แสดงลักษณะอาการขาดให้เห็น ซึ่งตรงกันข้ามกับธาตุอาหารชนิดที่เคลื่อนที่ในพืชได้ง่าย เช่น ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่เมื่อมันสำปะหลังขาด ใบแก่ด้านล่างจะแสดงอาการขาดออกมาให้เห็นก่อนอย่างชัดเจนลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชที่ปรากฏและสังเกตเห็นได้ด้วยสายตาสามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะลักษณะอาการขาดสังกะสีของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินกรดหรือดินด่างและลักษณะอาการขาดเหล็กของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินเนื้อปูน (calcareous soil) ที่สามารถวินิจฉัยลักษณะอาการขาดทางใบได้ชัดเจนมากกว่าธาตุอาหารที่จำเป็นชนิดอื่น ๆ ทั้งหมด ซึ่งการที่ธาตุอาหารชนิดอื่น ๆ วินิจฉัยลักษณะอาการขาดได้ยากเพราะลักษณะอาการขาดที่ปรากฏให้เห็นทางใบไม่มีความชัดเจนเฉพาะตัว เช่น ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนและกำมะถันที่มีความคล้ายกันมาก หรืออาจเป็นเพราะพืชขาดธาตุอาหารมากกว่า 1ชนิดพร้อม ๆ กัน และแสดงลักษณะอาการที่มีความซับซ้อนมากขึ้นออกมา ซึ่งในกรณีที่การวินิจฉัยลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชทำได้ยาก การประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินจำเป็นต้องนำผลการวินิจฉัยที่ได้จากวิธีการทดสอบอื่น ๆ มาใช้ประกอบการพิจารณาควบคู่กันไปด้วย เช่น วิธีการวิเคราะห์ดิน วิธีการวิเคราะห์พืช และวิธีการปลูกทดสอบทางชีวภาพ (biological test) เช่น การปลูกทดลองกับมันสำปะหลังในโรงเรือนทดลองหรือในไร่


- 12 -การที่พืชปลูก เช่น มันสำปะหลังไม่แสดงลักษณะอาการผิดปกติให้สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนไม่ได้หมายความว่ามันสำปะหลังมีปริมาณธาตุอาหารทุกชนิดในเนื้อเยื่อเพียงพอต่อความต้องการเสมอไปสถานภาพที่มันสำปะหลังขาดธาตุอาหารแต่ไม่แสดงลักษณะอาการออกมาให้เห็นด้วยสายตาเรียกว่า ลักษณะการขาดธาตุอาหารแบบซ่อนเร้น (hidden hunger) ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงมันสำปะหลังมีปริมาณธาตุอาหารชนิดนั้น ๆ ในเนื้อเยื่อสูงกว่าระดับที่มันสำปะหลังจะแสดงลักษณะอาการขาดให้เห็นแต่ก็ยังมีปริมาณน้อยกว่าระดับที่มันสำปะหลังจะให้ผลผลิตสูงสุด หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้ามีการทดลองปุ๋ยกับมันสำปะหลังในกระถางหรือในไร่โดยการปลูกในดินที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์การขาดธาตุอาหารในลักษณะซ่อนเร้นกับมันสำปะหลังมันสำปะหลังยังอาจแสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยไม่มากก็น้อยและมีผลทำให้การใช้ปุ๋ยได้ผลผลิตหัวสดเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง ดังนั้นในกรณีเช่นนี้ การประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินที่มันสำปะหลังที่ปลูกเกิดปรากฏการณ์การขาดธาตุอาหารในลักษณะซ่อนเร้น ควรปฏิบัติโดยใช้วิธีการทดสอบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น วิธีการวิเคราะห์ดิน และ/หรือวิธีการวิเคราะห์พืช3.2 การประเมินจากผลวิเคราะห์ดินในกรณีที่พืช เช่น มันสำปะหลังแสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารแต่ไม่สามารถวินิฉัยด้วยสายตาได้ว่าขาดธาตุอะไรเพราะอาจขาดหลายธาตุพร้อม ๆ กันหรืออาจเป็นเพราะสาเหตุที่เกิดจากโรคพืชบางชนิด หรือพืชไม่แสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารชนิดใด ๆ ให้เห็นด้วยสายตาแต่ให้ผลผลิตต่ำ ปานกลาง หรือให้ผลผลิตไม่สูงเท่าที่ควรเพราะอาจเป็นการขาดแบบซ่อนเร้น การที่จะทราบได้ว่าดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดใดควรใช้วิธีการอื่น ๆ ในการวินิจฉัยระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินประกอบการพิจารณาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการวิเคราะห์ดินวิธีการวิเคราะห์ตัวอย่างดินที่เก็บจากแปลงปลูกพืชเป็นวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินที่เกษตรกรนิยมปฏิบัติมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินอื่น ๆ เพราะเป็นวิธีการที่เสียค่าใช้จ่ายและระยะเวลาประเมินน้อยกว่าวิธีการปลูกทดสอบทางชีวภาพ และมีข้อได้เปรียบมากกว่าวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืชและวิธีการวิเคราะห์พืชตรงที่เป็นการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินก่อนปลูกพืช ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาโดยการใช้ข้อมูลผลวิเคราะห์ดินเป็นแนวทางในการกำหนดโปรแกรมการใช้ปุ๋ยก่อนปลูกโดยไม่ต้องรอให้ปลูกพืชก่อนแล้วสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชหรือเก็บตัวอย่างพืชที่กำลังเติบโตมาวิเคราะห์ทางเคมี ซึ่งถ้าพบความผิดปกติอาจแก้ไขไม่ทันกาลเหมือนการพิจารณาแก้ไขโดยใช้ผลวิเคราะห์ดินตั้งแต่ระยะก่อนปลูกพืชนอกเหนือจากการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืชในดิน การวิเคราะห์ดินโดยทั่ว ๆ ไปนิยมวิเคราะห์สมบัติอื่น ๆ ของดินควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะสมบัติด้านประเภทเนื้อดิน (soil texture) ปฏิกิริยาความเป็นกรดเป็นด่างของดินหรือพีเอชของดิน (soil–pH) ปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินและความจุในการแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่มีประจุบวกหรือแคตไอออน (cation exchange capacity) ของดิน ทั้งนี้เพราะสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสมบัติที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมและกลไกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับพีเอชของดิน และปริมาณอินทรียวัตถุในดิน


- 13 -สำหรับธาตุอาหารพืชในดิน ยกเว้นในกรณีของไนโตรเจนที่นิยมใช้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินเป็นตัวชี้วัดปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในดิน การวิเคราะห์ดินโดยทั่วไปไม่นิยมวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืชทั้งหมดในดิน แต่วิเคราะห์ปริมาณบางส่วนของธาตุอาหารทั้งหมดในดินที่ได้มีการศึกษามาก่อนว่าเป็นรูป ปริมาณ และสัดส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อพืชมากที่สุด และได้รับการยอมรับกันในทางวิชาการ โดยการนำผลวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในดินโดยวิธีการที่ใช้วิเคราะห์ดินดังกล่าวมาหาความสัมพันธ์กับปริมาณการดูดใช้โดยพืชปลูกและกับผลที่ได้จากการประเมินระดับการตอบสนองต่อการใช้ธาตุอาหารของพืช เช่น ผลตอบสนองด้านผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารพืชชนิดที่ต้องการทดสอบ ยกตัวอย่าง เช่น วิธีการวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไป คือ วิธี Bray-II (Bray and Kurtz, 1945)และวิธีการวิเคราะห์ดินโดยใช้น้ำยาสกัดในรูป DTPA (Diethylene Triamine Penta Acetic acid) pH 7.3(Lindsay and Norvel, 1978) สำหรับการวิเคราะห์ปริมาณเหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดงที่สกัดได้จากดินซึ่งถือว่าอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ความสัมพันธ์ระหว่างผลวิเคราะห์ดินกับผลวิเคราะห์พืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ปริมาณผลผลิตพืชที่ถ้าพบว่ามีสหสัมพันธ์(correlation) เชิงบวกระหว่างกันสูงมากขึ้นเท่าไร แสดงว่าวิธีการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในดินวิธีการนั้น เช่น วิธี Bray-II สำหรับวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน มีความน่าเชื่อถือหรือมีความแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวหมายความว่าถ้าผลวิเคราะห์ธาตุอาหารพืช เช่น ฟอสฟอรัสในดินโดยวิธีBray-II พบว่าดินมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำหรือสูง พืชปลูกเช่น มันสำปะหลัง จะให้ผลผลิตหัวสดต่ำหรือสูงตามลำดับด้วย ทำให้สามารถนำค่าความสัมพันธ์ของค่าตัวแปรในลักษณะดังกล่าวมากำหนด “ค่าวิกฤติ(critical value)” ของธาตุอาหารพืชในดินที่วิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการวิเคราะห์ดังกล่าวค่าวิกฤติของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดิน หมายถึง “ความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชในดินที่ถ้าดินมีความเข้มข้นมากกว่านี้ พืชที่ปลูกจะไม่ตอบสนองต่อการใส่ธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวลงดิน ” ซึ่งปกติหมายถึงระดับความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชในดินที่ทำให้พืชซึ่งในที่นี้หมายถึงมันสำปะหลังให้ผลผลิตร้อยละ 90หรือร้อยละ 95 ของผลผลิตสูงสุด (Howeler, 2014) อย่างไรก็ตาม ค่าวิกฤติของธาตุอาหารพืชชนิดต่าง ๆ ที่รายงานโดยนักวิจัยต่าง ๆ จะแตกต่างกันแม้ว่าจะเป็นพืชชนิดเดียวกัน เช่น มันสำปะหลัง และใช้วิธีการวิเคราะห์เหมือนกัน และถ้าเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่ ค่าวิกฤติของฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ในดินสำหรับมันสำปะหลังมีค่าพิสัยต่ำกว่าค่าวิกฤติของพืชไร่ชนิดอื่น กล่าวคือ มีค่าวิกฤติของฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในดินในพิสัย 4–10 มก./กก. และ 31–70 มก./กก. เปรียบเทียบกับ 10–18 มก./กก. และ 63–199 มก./กก. ของพืชชนิดอื่น ๆ ตามลำดับ (Howeler, 2014)สำหรับเหตุผลที่มันสำปะหลังมีระดับพิสัยของค่าวิกฤติของปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินต่ำกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ๆ นั้น เป็นเพราะบทบาทการเติบโตแบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างรากมันสำปะหลังกับเชื้อราเวสิคิวลา-อาร์บัสคิวลา ไมโคไรซา (vesicular-arbuscular mycorrhiza) โดยที่นอกเหนือจากการดูดใช้ฟอสฟอรัสในดินโดยตรงโดยรากมันสำปะหลังแล้ว เส้นใยของเชื้อราที่ฝังตัวและเติบโตอยู่ในรากมันสำปะหลังยังดูดใช้ฟอสฟอรัสในดินโดยมีฟอสฟอรัสที่เชื้อราดูดได้บางส่วนเคลื่อนย้ายเข้าสู่รากมันสำปะหลังเพื่อใช้


- 14 -ประโยชน์ในการเติบโตด้วย ซึ่งมีผลหรือเป็นเหตุผลที่ทำให้มันสำปะหลังสามารถเติบโตได้ดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ๆที่ไม่มีกลไกที่เกิดจากกระบวนการทางชีวเคมีแบบเกื้อกูลกัน (synergism) ในลักษณะนี้ แม้ว่าจะปลูกมันสำปะหลังในดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำ หรืออีกนัยหนึ่ง ทำให้มันสำปะหลังมีค่าวิกฤติที่มีพิสัยของความเข้มข้นของปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินต่ำกว่าค่าวิกฤติที่เป็นค่าพิสัยของพืชไร่ชนิดอื่น ๆ และในทำนองเดียวกัน แม้ว่ามันสำปะหลังเป็นพืชไร่ที่มีความต้องการโพแทสเซียมสูง แต่มันสำปะหลังก็ยังสามารถเติบโตได้ดี แม้ว่าดินจะมีปริมาณโพแทสเซียมที่พืชดูดใช้ได้ในระดับปานกลาง ทั้งนี้จะเห็นได้จากค่าความเข้มข้นวิกฤติของโพแทสเซียมที่มันสำปะหลังดูดใช้ได้ในดินที่มีค่าวิกฤติในพิสัยต่ำกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ๆ ดังกล่าวแล้วข้างต้น ทั้งนี้รวมทั้งธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะธาตุสังกะสีที่พบว่าหลังการปลูกในระยะ 1–3 เดือนแรก ใบของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีสังกะสีต่ำตามธรรมชาติอาจแสดงลักษณะอาการขาดสังกะสีอย่างชัดเจน แต่ต่อมาหลังระยะ 2–3 เดือนหลังปลูกเมื่อระบบรากฝอย (fibrous root system) มีการพัฒนาดีขึ้นและมีการเติบโตแบบพึ่งพาอาศัยกัน (symbiosis) ร่วมกับเชื้อราเวสิคิวรา-อาร์บัสคิวรา ไมโคไรซาในดินแล้ว ลักษณะอาการขาดสังกะสีของใบอาจหายไปเอง โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยสังกะสีเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดตามธรรมชาติในลักษณะนี้ เกิดจากบทบาทการเติบโตแบบพึ่งพาอาศัยกันดังกล่าวแล้วข้างต้น (Howeler,2014)การวิเคราะห์ดินเพื่อให้ได้ผลวิเคราะห์ที่มีคุณค่าและมีความน่าเชื่อถือในการนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินที่จะใช้ในการกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปุ๋ยเคมี และการใช้ปูน (ถ้าดินมีฤทธิ์เป็นกรดมากเกินไป) ได้อย่างถูกต้อง ควรมีหลักการในการพิจารณาและวิธีการปฏิบัติอย่างเหมาะสมรวม 3 ประการ คือ1) เก็บตัวอย่างดินอย่างถูกต้องการเก็บตัวอย่างดินต้องเก็บโดยวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของดินในแปลงที่จะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งการเก็บตัวอย่างดินเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่มีลักษณะดังกล่าวควรมีหลักการใน การพิจารณาและวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้1.1) เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บตัวอย่างดินเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จะใช้เก็บตัวอย่างดินที่ดีควรเก็บดินได้อย่างสม่ำเสมอตลอดความยาวของเครื่องมือในส่วนต้นและส่วนปลายสุดที่จะใช้เจาะ แซะ หรือสอดแทรกลงไปใต้ผิวดินเพื่อเก็บตัวอย่าง และในการเก็บตัวอย่างดินจากแต่ละจุด ก่อนที่จะนำมาผสมรวมกันให้เป็นตัวอย่างดินรวม (composite sample) แต่ละตัวอย่างควรมีปริมาณดินมากพอ ๆกันทุกจุด ซึ่งเครื่องมือที่มีความเหมาะสมต่อการเก็บเพื่อให้ได้ตัวอย่างดินตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น คือ หลอดเจาะดินแบบเปิดด้านข้าง โดยเฉพาะหลอดเจาะดินแบบฮ๊อปฟี (Hoffeeopen faced soil tube) ที่ใช้ได้ผลดีกับดินในเกือบทุกสภาพแวดล้อม ยกเว้นดินที่แห้งหรือดินที่มีกรวดปะปนอยู่มากเกินไปที่อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเก็บตัวอย่างแบบอื่น ๆ เช่น ใช้สว่านเจาะดิน (soil augers) พลั่ว เสียมหรือจอบ และตัวอย่างดินที่จะเก็บจากจุดต่าง ๆควรเก็บแล้วใส่ลงในถังพลาสติก (plastic bucket) ไม่ควรใช้ถังที่ทำด้วยโลหะ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจเกิดจากธาตุสังกะสีและธาตุโลหะชนิดอื่น ๆ (ภาพที่ 1.1)


- 15 -ภาพที่ 1.1 เครื่องมือหรืออุปกรณ์ ขั้นตอนการจำแนกพื้นที่ จุดเก็บตัวอย่าง วิธีการเก็บ และการเตรีย มตัวอย่างดินตัวแทนจากตัวอย่างดินรวมเพื่อส่งวิเคราะห์ทางเคมี1.2) การจำแนกเพื่อกำหนดขอบเขตของแปลงปลูกพืชที่จะเก็บตัวอย่างดินแปลงปลูกพืชทั้งหมดที่จะเก็บตัวอย่างดินที่มีเนื้อที่มากและสภาพพื้น (landform) ที่อาจมีความแปรปรวนไม่มากก็น้อย ควรเก็บตัวอย่างดินรวม (composite sample) แยกกัน ไม่รวมกันเป็นตัวอย่างเดียว ซึ่งจากแปลงปลูกพืชทั้งหมด ตัวอย่างดินรวมที่จะเก็บจะมีจำนวนกี่ตัวอย่างขึ้นกับความแตกต่างของลักษณะพื้นที่ สมบัติของดิน ประวัติการใช้ที่ดินเพื่อการผลิตพืชในปีเพาะปลูกที่ผ่านมา และสภาพอื่น ๆ ที่จะต้องมีการพิจารณาเพื่อจำแนก กำหนดขอบเขตของพื้นที่ และเนื้อที่ต่อตัวอย่างดินรวมให้ชัดเจนก่อน เช่น ในแปลงปลูกพืชทั้งหมด พื้นที่บางบริเวณอาจเป็นพื้นที่ราบ พื้นที่ลาดเท พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นลูกคลื่นลอนลาด เป็นพื้นที่ดอน พื้นที่ลุ่ม (ภาพที่ 1.1) ฯลฯ ความแปรปรวนของสมบัติดิน (soil heterogeneity) ที่สังเกตเห็นได้ด้วยสายตาอย่างชัดเจน เช่น สีดิน เนื้อดิน พื้นที่ที่มีการปรากฏให้เห็นถึงร่องรอยของการเกิดการกร่อนดิน (soil erosion) การไหลบ่าของน้ำ (water runoff) การระบายน้ำที่ผิดปกติ ประวัติการใช้ที่ดินที่แตกต่างกันทั้งชนิดของพืชปลูก เช่น บางแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บางแปลงปลูกมันสำปะหลัง และวิธีการเขตกรรมที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้หรือไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และรวมทั้งควรเก็บตัวอย่างดินรวมในบริเวณแปลงที่ให้ผลผลิตพืชสูงแยกกันกับบริเวณแปลงที่ให้ผลผลิตพืชต่ำเพื่อนำมาเปรียบเทียบกันด้วยเมื่อได้จำแนกเพื่อกำหนดขอบเขตและเนื้อที่ของแปลงปลูกพืชที่จะเก็บตัวอย่างดินในแปลงต่าง ๆ ดังตัวอย่างที่เกี่ยวกับลักษณะพื้นที่ที่แสดงในภาพที่ 1.1 แล้ว โดยทั่ว ๆ ไปในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บตัวอย่างดินรวมจำนวน 1 ตัวอย่างต่อพื้นที่ 12.5–50 ไร่ (The Fertilizer Institute, 1976) มากหรือน้อยขึ้นกับความแตกต่างของลักษณะพื้นที่ สมบัติดิน และประวัติการใช้ที่ดินเพื่อการผลิตพืชตามรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเป็นพื้นที่ปลูกที่มีสภาพต่าง ๆ สม่ำเสมอมากหรือมีความแปรปรวน


- 16 -น้อยมาก เช่น เป็นบริเวณพื้นที่ที่มีลักษณะราบเรียบ ไม่ลาดเท ดินเป็นดินที่ถูกจำแนกไว้แล้วว่าเป็นดินชุดดิน(soil series) เดียวกัน หรือดินมีสีดิน และประเภทเนื้อดินไม่แตกต่างกัน ไม่มีการปรากฎให้เห็นถึงร่องรอยของการเกิดการกร่อนดิน มีการปลูกพืชชนิดเดียวกันมาตลอดและใช้วิธีการเขตกรรมในทุกขั้นตอนเหมือน ๆ กัน ฯลฯ การเก็บตัวอย่างดินรวมจำนวน 1 ตัวอย่าง แนะนำให้เก็บในแปลงปลูกที่มีเนื้อที่มากขึ้น เช่น อาจเก็บตัวอย่างดินรวมจำนวน 1 ตัวอย่างต่อพื้นที่ 30-50 ไร่ ในทางกลับกัน ถ้าสภาพพื้นที่ของแปลงปลูกต่าง ๆดังกล่าวข้างต้นมีความแปรปรวนสูง พื้นที่ที่จะเก็บตัวอย่างดินรวมควรเก็บจากพื้นที่ที่มีเนื้อที่น้อยลง เช่น 12–20 ไร่ต่อตัวอย่างดินรวม 1 ตัวอย่าง หรืออีกนัยหนึ่ง ในพื้นที่ปลูกทั้งหมดที่มีเนื้อที่เท่า ๆ กัน พื้นที่ปลูกที่มีความแปรปรวนมาก ตัวอย่างดินรวมที่จะเก็บควรมีจำนวนมากกว่าจำนวนตัวอย่างดินรวมที่จะเก็บในพื้นที่ปลูกที่มีความแปรปรวนน้อยกว่า1.3) จำนวน ตำแหน่ง ลักษณะการกระจายของหลุมและวิธีการเก็บตัวอย่างดินเมื่อได้จำแนกเพื่อกำหนดพื้นที่และเนื้อที่ของแปลงปลูกแต่ละแปลงที่จะเก็บตัวอย่างดินรวมแล้ว ให้กำหนดตำแหน่งและการกระจายของหลุมที่จะเก็บตัวอย่างดินรวม 15–20 หลุมต่อตัวอย่างดินรวม 1 ตัวอย่างต่อแปลงที่ได้จำแนกและกำหนดเนื้อที่ไว้แล้ว เช่น มีเนื้อที่ 12–20 ไร่ โดยการเก็บตัวอย่างจากหลุมเก็บตัวอย่างดิน (core sample) ในตำแหน่งต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทั่วทั้งแปลงในรูปแบบคล้ายฟันเลื่อย (zigzag pattern) (ภาพที่ 1.1) ส่วนความลึกของหลุมที่จะเก็บตัวอย่างดิน (depth of core sampling) ถ้าจะปลูกมันสำปะหลังโดยมีการเตรียมดินโดยวิธีการที่เกษตรกรในประเทศไทยนิยมปฏิบัติกันโดยทั่ว ๆ ไป คือ การเตรียมดินครั้งแรกด้วยการไถดะด้วยผานสาม (3-disk plow) ต่อมาไถแปรเพื่อย่อยดินด้วยผานเจ็ด (7-disk plow) และ/หรือยกร่องปลูก (Howeler, 2014) ควรเก็บตัวอย่างดินจากแต่ละหลุมให้มีความลึกของชั้นไถพรวนประมาณ 15–20 เซนติเมตร ในแปลงที่ยังไม่มีการปลูกหรือก่อนปลูกและก่อนการเตรียมดินครั้งแรก แต่ถ้าจะปลูกมันสำปะหลังโดยมีการไถดะครั้งแรกโดยการไถลึก (deep plow) เช่น การไถดะที่มีระดับความลึกประมาณ30 เซนติเมตร การเก็บตัวอย่างดินจากแต่ละหลุมควรเก็บให้มีระดับความลึกประมาณ 30 เซนติเมตรเช่นกัน ทั้งนี้เพราะความลึกในระดับนี้จะถือได้ว่าเป็นระดับชั้นไถพรวนที่เกิดจากการเตรียมดินครั้งแรกในกรณีที่มีการไถลึก1.4) วิธีการแบ่งตัวอย่างดินตัวแทนจากตัวอย่างดินรวมตัวอย่างดินรวมที่เก็บได้จากแต่ละหลุมทั้ง 15–20 หลุม ที่ควรมีน้ำหนักทั้งหมดประมาณ 2 กิโลกรัมให้นำมาคลุกเคล้ากัน แล้วแบ่งตัวอย่างดินบางส่วน (subsampling) ประมาณ 1 ใน 4 ส่วน หรือประมาณ 500 กรัม ให้เป็นตัวอย่างดินตัวแทนของตัวอย่างดินรวม 1 ตัวอย่าง สำหรับส่งวิเคราะห์ทางเคมีโดยวิธีการแบ่งตัวอย่างดินตัวแทนให้ปฏิบัติโดยการนำตัวอย่างดินรวมทั้งหมดที่มีการคลุกเคล้ากันอย่างดีแล้วมาเทลงบนแผ่นพลาสติกที่วางลงบนพื้นที่ราบแล้วปาดเกลี่ยกองดินให้แผ่ออกเป็นรูปทรงกลมที่มีความหนาเสมอกัน หลังจากนั้นขีดเส้นทแยงมุม 2 เส้น เพื่อแบ่งมวลดินรูปทรงกลมออกเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน แล้วเก็บตัวอย่างดิน 1 ส่วน ให้เป็นตัวอย่างดินตัวแทนที่มีน้ำหนักประมาณ 500 กรัม ใส่ถุงพลาสติกเพื่อส่งวิเคราะห์ต่อไป (ภาพที่ 1.1)


- 17 -1.5) ระยะเวลาเก็บตัวอย่างดินยกเว้นวิธีการทดสอบดินแบบรวดเร็ว (rapid soil test) กับตัวอย่างดินในแปลงปลูกโดยตรงที่ใช้เวลาในการปฏิบัติน้อยมากและรู้ผลการทดสอบได้ในทันทีหรือภายในวันที่ทดสอบ ตัวอย่างดินที่จะเก็บเพื่อส่งวิเคราะห์สมบัติทางฟิสิกส์ สมบัติทางเคมี ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน และ/หรือสมบัติทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการ (laboratory analysis) โดยทั่วไป ใช้เวลาในการวิเคราะห์หรือการให้การบริการจากผู้รับวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ค่อนข้างยาวนาน ทั้งนี้เพราะนอกจากระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการแล้ว ผู้ให้บริการซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรภาครัฐที่โดยทั่วไปมีการแปลผลวิเคราะห์ และให้คำแนะนำในการปรับปรุงบำรุงดินให้ด้วย ยังต้องมีระยะเวลามากพอในการนำผลวิเคราะห์ที่ได้มาแปลผล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากำหนดคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย การใช้ปูน และ/หรือการใช้สารปรับปรุงบำรุงดินชนิดอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นเกษตรกรหรือผู้ขอรับการบริการควรเก็บตัวอย่างดินจากแปลงปลูกแล้วนำส่งตัวอย่างดินเพื่อขอรับการบริการจากผู้ให้บริการอย่างน้อย 2 เดือนก่อนปลูกมันสำปะหลัง ทั้งนี้รวมทั้งในกรณีที่ผู้ให้บริการวิเคราะห์ดินไม่มีการแปลผลวิเคราะห์และให้คำแนะนำในการปรับปรุงบำรุงดินให้ด้วย และผู้ขอรับการบริการหรือเกษตรกรจะต้องใช้เวลาในการนำผลวิเคราะห์มาแปลผลและกำหนดแนวทางในการปรับปรุงบำรุงดินด้วยตนเอง ผู้ขอรับการบริการหรือเกษตรกรควรเก็บตัวอย่างดินส่งผู้ให้การบริการอย่างน้อย 2 เดือนก่อนปลูกเช่นกันในระยะยาว การเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงบำรุงดินที่จะใช้ปลูกมันสำปะหลัง ควรปฏิบัติโดยการเก็บตัวอย่างดินวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอประมาณ 3–5 ปีต่อครั้ง มากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ โดยเฉพาะสภาพพื้นที่ของแปลงปลูกพืชและความแปรปรวนของสมบัติดิน ซึ่งถ้าดินมีความแปรปรวน หรือมีความอ่อนไหวมากต่อการเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็ควรเก็บตัวอย่างดินบ่อยครั้งมากขึ้น เช่น อาจต้องวิเคราะห์ดินทุก ๆ 3 ปี แทนที่จะเป็นทุก ๆ 4 หรือ 5 ปีต่อครั้ง สำหรับสภาพของพื้นที่ปลูกและสมบัติของดินที่มีความแปรปรวนน้อยกว่า ซึ่งการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว (3–5 ปีต่อครั้ง) จะทำให้ได้ข้อมูลที่ดีมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินในช่วงปีเพาะปลูกที่ผ่านมาจนถึงปีเพาะปลูกปัจจุบันที่จะมีการปลูกพืชในรอบใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้เป็นแนวทางในการจัดการดินเพื่อปลูกมันสำปะหลังได้อย่างเหมาะสมการเก็บตัวอย่างดินเพื่อให้ได้ดินตัวแทนที่ดีที่สุดของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเพื่อวิเคราะห์สมบัติทางเคมีและสมบัติอื่น ๆ เป็นวิธีการปฏิบัติที่มีความสำคัญมากในการนำผลวิเคราะห์ที่ได้ไปประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน รวมทั้งสมบัติอื่น ๆ ของดินที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม พลวัต และความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน ทั้งนี้เพราะข้อผิดพลาดที่เกิดจากการเก็บตัวอย่างดิน (soil sampling error) จากแปลงปลูกพืชอย่างไม่เหมาะสมไม่ถูกต้อง และมีผลทำให้ได้ตัวอย่างดินที่ไม่เป็นตัวแทนที่ดีของดินในแปลงปลูกพืช โดยทั่วไปหรือโดยเฉลี่ยจะมีความผิดพลาดมากกว่าความผิดพลาดที่เกิดจากผลที่จะได้จากการวิเคราะห์ดิน (analytical error) และจะมีผลทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในการเก็บตัวอย่างดิน การวิเคราะห์ดิน การแปลผลค่าวิเคราะห์ดิน และการกำหนด


- 18 -คำแนะนำในการใช้ปุ๋ย ปูน หรือสารปรับปรุงบำรุงดินชนิดอื่น ๆ เกิดความล้มเหลวทั้งหมด หรืออีกนัยหนึ่งถ้าเริ่มจากการเก็บตัวอย่างดินแล้วได้ตัวอย่างดินที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างดินมีความแปรปรวนสูง จะมีผลทำให้ไม่สามารถนำผลวิเคราะห์ดินดังกล่าวมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ปูน หรือสารปรับปรุงบำรุงดินชนิดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้ผลวิเคราะห์ดินเพื่อกำหนดอัตราปุ๋ยเคมีที่จะทำให้ได้ผลผลิตของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมากที่สุดต่อหน่วยที่เท่า ๆ กันของปุ๋ยเคมีที่ใช้(maximum yield response)และ/หรือปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด (maximum economic yield)2) ใช้วิธีการวิเคราะห์ดินที่มีความแม่นยำ2.1) วิธีการวิเคราะห์มาตรฐานในห้องปฏิบัติการตัวอย่างดินตัวแทนที่แบ่งจากตัวอย่างดินรวม (composite sample) จำนวนประมาณ 500 กรัมต่อตัวอย่างที่เก็บจากแปลงปลูกพืชเพื่อส่งวิเคราะห์สมบัติของดิน เกษตรกรในประเทศไทยที่เคยใช้บริการวิเคราะห์ดินส่วนใหญ่ส่งวิเคราะห์โดยวิธีการวิเคราะห์มาตรฐานในห้องปฏิบัติการที่ตั้งอยู่กับที่ (static laboratory) ขององค์กรภาครัฐ เช่น ห้องปฏิบัติการของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ แต่ก็ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ใช้บริการจากห้องปฏิบัติการของภาคเอกชน การวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการขององค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชนให้ผลวิเคราะห์ที่มีความแม่นยำสูง เพราะเป็นการวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยและมีการวิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ ของดินโดยใช้วิธีการที่ได้มีการศึกษาหรือวิจัยมาก่อนจนเป็นที่ยอมรับกันเป็นสากลแล้วว่าเป็นวิธีการที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด เช่น การวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดโดยวิธี Bray-II (Bray and Kurtz,1945) ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ดินโดยใช้วิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการในประเทศไทยก็มีข้อจำกัดหลายประการ กล่าวคือ การวิเคราะห์เสียค่าใช้จ่ายสูง และระยะเวลาที่เริ่มต้นจากวันที่ส่งตัวอย่างดินวิเคราะห์จนถึงวันที่จะได้รับรายงานผลการวิเคราะห์ บ่อยครั้งล่าช้าหรือใช้เวลานานเกินไป ทำให้ไม่ทันกาลในการนำผลวิเคราะห์ที่ได้ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีการแปลผลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย และสารปรับปรุงดินชนิดต่าง ๆ มาพร้อม ๆ กันด้วยมาใช้ประโยชน์กับการปลูกมันสำปะหลังในฤดูเพาะปลูกที่ได้กำหนดไว้แล้วการวิเคราะห์สมบัติทางฟิสิกส์และสมบัติทางเคมีของตัวอย่างดินโดยใช้วิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการสามารถวิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ ของดินได้หลายรายการนอกเหนือจากการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นในดิน ซึ่งสมบัติอื่น ๆ ของดินเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมกับพลวัตการเปลี่ยนแปลง และความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมบัติขั้นพื้นฐานของดิน (basic soil properties) ที่นิยมวิเคราะห์กันโดยทั่วไป (routine analysis) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ยกตัวอย่าง เช่น สมบัติของดินขั้นพื้นฐานที่องค์กรภาครัฐ เช่น ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้การบริการวิเคราะห์ดินประกอบด้วยสมบัติต่าง ๆรวม 8 รายการ ได้แก่ ประเภทเนื้อดิน (soil texture) ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (soil-pH) ของดิน ค่าความต้องการปูน (lime- requirement) ของดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดมากเกินไป ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน ซึ่งการ


- 19 -วิเคราะห์สมบัติของดินขั้นพื้นฐานทั้ง 8 รายการ ถ้าเป็นการวิเคราะห์ทั้งชุดหรือวิเคราะห์ทุกรายการจะมีค่าวิเคราะห์แบบเหมาจ่ายในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 800 บาทต่อตัวอย่าง แต่ถ้าจะวิเคราะห์เฉพาะบางรายการจะมีค่าวิเคราะห์เฉพาะรายการนั้น ๆ และโดยรวมของทั้ง 8 รายการที่วิเคราะห์แยกกันจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดมากกว่า คือ 1,290 บาท ดังรายละเอียดในตารางที่ 1.4ตารางที่1.4 สมบัติขั้นพื้นฐานของดินที่ให้บริการวิเคราะห์โดยวิธีมาตรฐานและค่าบริการแต่ละรายการ และแบบเหมาจ่ายของภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2568รายการที่วิเคราะห์ ค่าบริการ (บาท) ค่าบริการแบบเหมาจ่าย (บาท)ความเป็นกรด-ด่างของดิน (Soil-pH) 60 800ความต้องการปูน (Lime requirement) 120อินทรียวัตถุ (Organic matter) 250ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์(Available phosphorus) 250โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้(Exchangeable potassium) 120แคลเซียมที่แลกเปลี่ยนได้(Exchangeable calcium) 120แมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้(Exchangeable magnesium) 120ประเภทเนื้อดิน (วิธีไฮโดรมิเตอร์) 250รวม 1,290นอกจากนั้น ถ้าผู้ขอรับบริการต้องการวิเคราะห์ตัวอย่างดินเพื่อประเมินสมบัติของดินให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น หรือเพื่อประเมินสมบัติของดินเชิงลึกเพื่อวัตถุประสงค์ในด้านอื่น ๆ ทั้งสมบัติทางเคมี สมบัติทางฟิสิกส์และสมบัติทางชีวภาพ ห้องปฏิบัติการของภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังให้การบริการวิเคราะห์สมบัติในด้านต่าง ๆ ดังกล่าวอีกหลายรายการทั้งสมบัติทางเคมี เช่น สมบัติต่าง ๆ เกี่ยวกับความเค็มของดิน ปริมาณทั้งหมดของธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรองในดิน ปริมาณทั้งหมด ปริมาณที่สกัดได้และปริมาณที่ละลายได้ของธาตุอาหารเสริมในดิน ปริมาณธาตุโลหะหนัก และสมบัติทางเคมีอื่น ๆอีกหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับสมบัติทางฟิสิกส์ เช่น ประเภทของเนื้อดิน ความชื้นในดินในระดับต่าง ๆ ความหนาแน่นรวม กราฟลักษณะความชื้นของดิน และสมบัติทางชีวภาพ เช่น เชื้อราในดิน แบคทีเรียในดิน แอคติโนมัยซีทในดิน และกิจกรรมต่าง ๆของจุลินทรีย์ในดิน ดังรายละเอียดรวมทั้งค่าบริการในปี พ.ศ. 2568ที่แสดงในตารางที่ 1.5 ตารางที่ 1.6 และตารางที่ 1.7 ตามลำดับ


- 20 -ตารางที่1.5 สมบัติทางเคมีของดินที่ให้การบริการวิเคราะห์โดยวิธีการมาตรฐานและค่าบริการของภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ. 2568รายการที่วิเคราะห์1ค่าบริการ(บาท)2รายการที่วิเคราะห์ ค่าบริการ (บาท)อินทรีย์คาร์บอน (OC) 250 ซัลเฟตที่สกัดได้(Extractable SO42-) 500ความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน (CEC) 1,000 ธาตุอาหารเสริม -อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) 1,100 เหล็กทั้งหมด (Total Fe) 250ร้อยละความอิ่มตัวเบส (%BS) 1,000 เหล็กที่สกัดได้(Extractable Fe) 250สภาพกรดที่สกัดได้(EA) 600 แมงกานีสทั้งหมด (Total Mn) 250อินทรียวัตถุ (OM) +OC 300 แมงกานีสที่สกัดได้(Extractable Mn) 250OC+Total N+ C/N ratio 1,200 สังกะสีทั้งหมด (Total Zn) 250ความเค็ม - สังกะสีที่สกัดได้(Extractable Zn) 250สภาพการนำไฟฟ้า 1: 5 (EC 1:5) 120 ทองแดงทั้งหมด (Total Cu) 250สภาพการนำไฟฟ้าขณะดินอิ่มตัวด้วยน้ำ (ECe) 250 ทองแดงที่สกัดได้(Extractable Cu) 250โซเดียมทั้งหมด (Total Na) 400 โบรอนที่สกัดได้(Extractable B) 600โซเดียมที่สกัดได้(Extractable Na) 250 คลอไรด์ที่ละลายได้(Soluble CL) 600โซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้(ESP) 1,000 นิกเกิลทั้งหมด (Total Ni) 600อัตราส่วนการดูดซับโซเดียม (SAR) 1,000 โลหะหนัก -ธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง - แคดเมียมทั้งหมด (Total Cd) 600ไนโตรเจนทั้งหมด (Total N) 850 โครเมียมทั้งหมด (Total Cr) 600แอมโมเนียม-ไนโตรเจน (NH4-N) 600 ตะกั่วทั้งหมด (Total Pb) 600ไนเตรท-ไนโตรเจน (NO3-N) 600 ปรอททั้งหมด (Total Hg) 1,000ฟอสฟอรัสทั้งหมด (Total P) 250 สารหนูทั้งหมด (Total As) 1,000โพแทสเซียมทั้งหมด (Total K) 250 ซีลีเนียมทั้งหมด (Total Se) 1,000แคลเซียมทั้งหมด (Total Ca) 250 รายการอื่น ๆ -แมกนีเซียมทั้งหมด (Total Mg) 250 อะลูมินัมทั้งหมด (Total AL) 600กำมะถันทั้งหมด (Total S) 500 อะลูมินัมที่สกัดได้(Extractable AL) 600ซัลเฟตทั้งหมด (Total SO42-) 500 ซิลิคอนที่ละลายได้(Soluble Si) 600หมายเหตุ:1ไม่รวมรายการวิเคราะห์สมบัติขั้นพื้นฐานในตารางที่ 1.42ไม่รวมค่าเตรียมตัวอย่างดิน 60 บาท และค่าการย่อยเปียก (wet digestion) 150 บาท


- 21 -ตารางที่ 1.6 สมบัติทางฟิสิกส์ของดินที่ให้การบริการวิเคราะห์โดยวิธีการมาตรฐานและค่าบริการของภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ. 2568รายการที่วิเคราะห์1ค่าบริการ (บาท)2ประเภทเนื้อดิน (วิธีปิเปตต์) 750ความชื้น (Moisture) 250ความจุความชื้นสนาม (Field capacity) 250ความชื้นที่จุดเหี่ยวถาวร (Permanent wilting point) 250ความหนาแน่นรวม (Bulk density) 250ความจุน้ำใช้ประโยชน์ได้(Available water capacity) 400กราฟลักษณะความชื้น (Soil moisture characteristic curve) ความดันละ 120หมายเหตุ:1ไม่รวมรายการวิเคราะห์สมบัติขั้นพื้นฐานในตารางที่ 1.4 2ไม่รวมค่าเตรียมตัวอย่างดิน 60 บาทตารางที่ 1.7 สมบัติทางชีวภาพของดินที่ให้การบริการวิเคราะห์โดยวิธีการมาตรฐานและค่าบริการของภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ. 2568รายการที่วิเคราะห์ ค่าบริการ (บาท)1เชื้อราในดิน 1,000แบคทีเรียในดิน 1,000แอคติโนมัยซีทในดิน 1.000กิจกรรมจุลินทรีย์ในดิน (Soil microbial activity) - - กิจกรรมย่อยสลายเซลลูโลส (Cellulase activity) 1,500 - กิจกรรมละลายฟอสเฟต (Phosphate solubilizing) 1,500 - ซิเดอร์โรฟอร์(Siderophores) 1,800 - การตรึงไนโตรเจน (Nirogen fixation) 1,500 - เอซีซี ดีอะมีเนส (ACC deaminase) 1,500หมายเหตุ:1ไม่รวมค่าเตรียมตัวอย่างดิน 60 บาท2.2) วิธีการวิเคราะห์แบบรวดเร็วนอกเหนือจากวิธีการวิเคราะห์มาตรฐานในห้องปฏิบัติการที่ยังมีข้อจำกัดหลายประการดังกล่าวแล้วข้างต้นและมีผลทำให้เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมส่งตัวอย่างดินวิเคราะห์วิธีการวิเคราะห์แบบอื่นที่เป็นทางเลือก คือ วิธีการวิเคราะห์อย่างง่ายและรวดเร็วที่เกษตรกรสามารถตรวจสอบสมบัติของดินบางรายการในแปลงปลูกมันสำปะหลังได้โดยตรงด้วยตนเอง ซึ่งผลการตรวจสอบที่ได้ถึงแม้ว่าในทางวิชาการจะมีจุดอ่อนตรงที่ผลการตรวจสอบที่ได้มีความแม่นยำหรือความน่าเชื่อถือน้อยกว่าวิธีการวิเคราะห์แบบมาตรฐานในห้องปฏิบัติการแต่ข้อได้เปรียบของวิธีการนี้ คือ


- 22 -2.2.1) ระยะเวลาตรวจสอบและการใช้ประโยชน์จากผลการตรวจสอบการตรวจสอบโดยวิธีการวิเคราะห์ดินแบบรวดเร็วใช้เวลาน้อยมาก โดยสมบัติของดินที่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีนี้ทุกรายการสามารถรู้ผลการตรวจสอบได้ในทันทีหรือรู้ผลได้ภายในวันที่ตรวจสอบ เช่น การตรวจสอบแบบรวดเร็วเพื่อประเมินความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (soil-pH) ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณความต้องการปูน (lime requirement) ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ได้โดยการใช้ชุดตรวจสอบที่พัฒนาขึ้นโดยภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ตารางที่ 1.8) ทำให้สามารถนำผลการตรวจสอบที่ได้มาใช้กำหนดแนวทางการปรับปรุงสมบัติของดินที่มีปัญหาได้อย่างทันกาลก่อนการปลูกมันสำปะหลัง แม้ว่าผลการตรวจสอบจะมีความแม่นยำน้อยกว่าผลที่ได้จากวิธีการวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการก็ตามตารางที่1.8 สมบัติของดินที่วิเคราะห์โดยวิธีตรวจสอบแบบรวดเร็วของภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เวลาที่ใช้ในการตรวจสอบ ค่าชุดตรวจสอบ จำนวนตัวอย่างดินที่วิเคราะห์ได้ต่อชุดตรวจสอบ และค่าใช้จ่ายต่อตัวอย่างดินโดยประมาณในปี พ.ศ. 2568รายการที่ตรวจสอบ เวลาที่ใช้ในการตรวจสอบต่อตัวอย่างโดยประมาณ (นาที)ค่าชุดตรวจสอบ(บาท)1จำนวนตัวอย่างดินที่วิเคราะห์ได้ต่อชุดตรวจสอบ (ตัวอย่าง)ค่าใช้จ่ายต่อตัวอย่างดินโดยประมาณ (บาท)1. ชุดตรวจสอบความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (soil-pH) ชนิดน้ำยา 3 เบอร์5 300 50 62. ชุดตรวจสอบความเป็นกรดเป็นด่างของดินชนิดน้ำยาเดี่ยว5 400 50 83. ชุดตรวจสอบความเป็นกรดเป็นด่างของดินและความต้องการปูน (LR) ของดิน (และน้ำ)25 ขึ้นไป(ขึ้นกับสมบัติอื่น ๆ เช่น เนื้อดินและ soil-pH ของดิน)500 40 (soil-pH)24 (LR ของดิน)12.5 (กรณีวิเคราะห์ soil-pH เพียงอย่างเดียว)21 (กรณีวิเคราะห์ soilpH ร่วมกับ LR ของดิน)4. ชุดตรวจสอบอินทรียวัตถุในดิน (soil organic matter)20 750 10 755. ชุดตรวจสอบ NPK ในดิน และความเป็นกรดเป็นด่างของดิน330 4,800 50 96หมายเหตุ:1ไม่รวมค่าจัดส่ง 2 วัด soil-pH และ LR ของดินได้ 40 และ 24 ตัวอย่าง ตามลำดับ 3 วัด soil-pH และ NPK ของดินได้ 50 ตัวอย่าง


- 23 -2.2.2) ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการวิเคราะห์มาตรฐานในห้องปฏิบัติการ วิธีการวิเคราะห์ตัวอย่างดินแบบรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินรายการเดียวกัน เช่น ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณความต้องการปูน (lime requirement) ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ได้เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาก ยกตัวอย่าง เช่น การวิเคราะห์ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน และปริมาณอินทรียวัตถุในดินโดยวิธีการตรวจสอบแบบรวดเร็วเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 8 บาท และ 75 บาทต่อครั้งต่อตัวอย่างเท่านั้น ตามลำดับ (ตารางที่ 1.8) เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการวิเคราะห์โดยวิธีการมาตรฐานในห้องปฏิบัติการที่มีค่าใช้จ่ายมากถึง 60 บาท และ 250 บาทต่อครั้งต่อตัวอย่าง ตามลำดับ (ตารางที่ 1.4)นอกเหนือจากการให้การบริการโดยภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานครฯ ในการวิเคราะห์สมบัติของตัวอย่างดินในรายการต่าง ๆ ดังรายละเอียดในตารางที่ 1.4, 1.5, 1.6 และ 1.7 แล้ว ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ก็ยังให้การบริการวิเคราะห์สมบัติของตัวอย่างดินในรายการต่าง ๆ จำนวนมากด้วยเช่นกัน และรวมทั้งการวิเคราะห์ตัวอย่างปุ๋ยด้วย โดยในการวิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการของวิทยาเขตกำแพงแสนและวิทยาเขตบางเขน ใช้วิธีการวิเคราะห์โดยวิธีการที่ทันสมัย และมีมาตรฐานสูงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานของระบบการบริหารจัดการคุณภาพในระดับสากลหรือระดับ ISO (International Organization for Standardization)3) แปลผลวิเคราะห์ดินอย่างถูกต้องผลวิเคราะห์ดินที่ได้จากการวิเคราะห์โดยใช้วิธีการมาตรฐานในห้องปฏิบัติการโดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินที่ต้องการประเมิน จะต้องมีการแปลผลว่ามีปริมาณมากหรือน้อยเพียงใด เช่น มีปริมาณต่ำ ปานกลาง หรือสูง ค่าไหนหรือค่าอะไรที่เป็นค่าวิกฤติ (critical value) หรือเป็นพิสัยของค่าวิกฤติ และค่าที่มีความเหมาะสมหรือมีปริมาณเพียงพอกับมันสำปะหลังมีค่าเท่าไร โดยในการแปลผลให้ใช้ค่าผลวิเคราะห์ดินที่ได้เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่มีการศึกษาเพื่อจำแนกระดับความมากหรือน้อยมาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับหรือนิยมใช้แปลผลค่าวิเคราะห์ดินกันโดยทั่วไปโดยห้องปฏิบัติการขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนดังรายละเอียดที่แสดงในตารางที่ 5.3 ในบทที่ 5 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นค่ามาตรฐานของผลการวิเคราะห์ดินสำหรับมันสำปะหลังในทางปฏิบัติหรือในความเป็นจริง เกษตรกรหรือผู้ขอรับการบริการที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยที่เคยใช้บริการวิเคราะห์ดินโดยวิธีการมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ ส่วนใหญ่ที่สุดส่งตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินแต่เฉพาะบางรายการหรือทุกรายการที่เป็นสมบัติขั้นพื้นฐาน (ตารางที่ 1.4) และสมบัติด้านความเค็มของดินในตารางที่ 1.5 เท่านั้น สำหรับสมบัติอื่น ๆ ในตารางที่ 1.5 ตารางที่ 1.6 และตารางที่ 1.7 เกษตรกรส่วนใหญ่ที่สุดไม่ส่งตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ก็มีบ้างจากผู้ขอรับการบริการจากภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังในเนื้อที่มากเพื่อใช้ประโยชน์จากผลิตผลในเชิงอุตสาหกรรมและรวมทั้งจากเกษตรกรหัวก้าวหน้าบางราย แต่โดยรวมยังมีการขอรับบริการน้อยมาก


- 24 -3.3 การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชการประเมินจากผลวิเคราะห์พืชมีหลักการและแนวคิดที่ว่า ปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารในพืชมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน โดยข้อมูลผลการวิเคราะห์พืชที่ได้ เช่น ปริมาณความเข้มข้นของฟอสฟอรัสทั้งหมดในใบมันสำปะหลังถ้านำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลวิเคราะห์ดิน ผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในอัตราต่าง ๆ สามารถประเมินได้ว่าใบมันสำปะหลังในวันที่เก็บตัวอย่างพืชมีปริมาณฟอสฟอรัสเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ พืชขาดหรือไม่ขาดฟอสฟอรัสโดยการพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าความเข้มข้นวิกฤติของฟอสฟอรัสในใบมันสำปะหลังเป็นเกณฑ์ ซึ่งค่าความเข้มข้นในใบจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เข่น อายุของพืช เวลา และสภาพอากาศในวันที่เก็บตัวอย่าง ชิ้นส่วนของพืช เช่น ใบ ก้านใบ ลำต้น ฯลฯ ตำแหน่งบนต้นและระดับการพัฒนาของชิ้นส่วนพืชที่เก็บ เช่น ถ้าเก็บตัวอย่างใบมันสำปะหลังเพื่อวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืช ตัวอย่างใบที่เก็บควรเป็นใบอ่อนที่สุดที่พึ่งโตและขยายตัวเต็มที่ (Youngest Fully Expanded Leaf:YFEL) จากต้นมันสำปะหลังอายุ 3–4 เดือน (Howeler, 2014) ซึ่งสำหรับความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในใบYFEL ของมันสำปะหลังอายุ3–4 เดือน ที่มีรายงานว่าเป็นค่าความเข้มข้นวิกฤติของปริมาณฟอสฟอรัสในใบคือ 0.41 เปอร์เซ็นต์ (CIAT, 1985) นั้น หมายความว่า ถ้าใบมีความเข้มข้นของฟอสฟอรัสน้อยกว่า 0.41 เปอร์เซ็นต์การเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังจะลดลงเพราะพืชขาดฟอสฟอรัส ในทางกลับกันมันสำปะหลังจะไม่ตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าว ถ้าใบ YFEL ของมันสำปะหลังมีความเข้มข้นของฟอสฟอรัสไม่น้อยกว่า 0.41 เปอร์เซ็นต์อย่างไรก็ตาม ค่าวิกฤติของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในใบ เช่น ปริมาณความเข้มข้นวิกฤติของฟอสฟอรัสในใบมันสำปะหลังอาจมีความแปรปรวนหรือมีค่าไม่แน่นอน ซึ่งในทางวิชาการไม่ควรกำหนดให้เป็นค่าที่มีความคงที่เสมอไป เพราะต้องขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง ความสมดุล และปฏิสัมพันธ์(interaction) ระหว่างธาตุอาหารพืชชนิดต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลัง ยกตัวอย่าง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของฟอสฟอรัสกับสังกะสีในใบมันสำปะหลังที่มีรายงานว่า ถ้าใบ YFEL ของมันสำปะหลังอายุ 3–4 เดือนมีระดับความเข้มข้นของสังกะสีต่ำกว่าค่าวิกฤติคือ ต่ำกว่า 33 มก./กก. (CIAT, 1985) ค่าความเข้มข้นวิกฤติของฟอสฟอรัสในใบอาจมีค่าต่ำกว่าค่าวิกฤติปกติ(0.41 เปอร์เซ็นต์) ด้วยก็ได้ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกลไกทางชีวเคมีภายในพืชที่เกิดจากอันตรกิริยา หรือปฏิสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์กัน (antagonistic interaction) ระหว่างธาตุฟอสฟอรัสและธาตุสังกะสีในต้นมันสำปะหลัง (Olsen, 1973)โดยทั่ว ๆ ไปวิธีการวิเคราะห์พืชสามารถปฏิบัติได้ด้วยวิธีการขั้นพื้นฐานที่สำคัญ 3 วิธีการด้วยกัน คือ1) การวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืช (tissue test) คือ วิธีการวิเคราะห์แบบรวดเร็วหรือใช้เวลาน้อย (quick test) วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในสารละลายในเนื้อเยื่อพืชตัวอย่างที่ยังสดอยู่โดยใช้วัสดุ และสารเคมีชนิดต่าง ๆ ไม่กี่ชนิด และใช้ปริมาณไม่มาก ได้แก่ น้ำยาเคมีในรูปสารละลาย สารเคมีในรูปของแข็ง หรือกระดาษอินดิเคเตอร์ (paper indicatiors) เพื่อพัฒนาสี หลักการ และขั้นตอนในการวิเคราะห์


- 25 -ปฏิบัติง่าย ๆ โดยการบดขยี้ให้เซลล์พืชแตกแล้วนำของเหลวในเซลล์มาทำปฏิกิริยากับสารเคมีหรือกระดาษอินดิเคเตอร์ที่ใช้พัฒนาสีเพื่อประเมินหรือคาดคะเนปริมาณธาตุอาหารในพืชในขณะนั้น ซึ่งโดยทั่วไปนิยมประเมินปริมาณธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ในของเหลวในเซลล์พืชที่พืชยังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ (unassimilated nutrients) ผลจากการทดสอบที่ปรากฏให้เห็น เช่น สีที่เกิดจากการพัฒนาสี สามารถประเมินความมากหรือน้อยของธาตุอาหารพืชได้โดยการจำแนกเชิงปริมาณออกเป็น 4 ระดับ คือ ต่ำมาก ต่ำ ปานกลาง และสูง โดยการเปรียบเทียบสีที่พัฒนาได้กับสีมาตรฐานที่ใช้เป็นตัวชี้วัดที่ได้มีการพิจารณาและกำหนดมาก่อน ความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชในของเหลวในเซลล์พืชเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่จะแสดงว่าในขณะที่ทดสอบกับพืชโดยตรงในไร่นาตัวอย่างพืชในขณะตรวจสอบมีปริมาณธาตุอาหารพืชมากหรือน้อยเพียงใด พืชมีปัญหาขาดหรือไม่ ซึ่งถ้ามีการวิเคราะห์พืชแบบรวดเร็วอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาต่าง ๆ ของฤดูกาลปลูกมันสำปะหลัง ผลที่ได้จะมีประโยชน์ต่อการแก้ไขถ้าเกิดปัญหาการขาดธาตุอาหารพืชชนิดที่ทดสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวิเคราะห์กับมันสำปะหลังในระยะแรก ๆ ของการเติบโต เช่น ระยะ 1–3 เดือนหลังปลูกวิธีการปฏิบัติในการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชที่ควรพิจารณาอย่างเหมาะสมคือการเลือกชิ้นส่วนของพืชที่จะทดสอบอย่างถูกต้อง โดยควรเป็นชิ้นส่วนที่จะเป็นตัวชี้วัดสถานภาพของธาตุอาหารในพืชได้ดีที่สุด ซึ่งโดยหลักการในทางวิชาการ ชิ้นส่วนของพืชที่เหมาะสมที่สุดต่อการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืช คือ ชิ้นส่วนของพืชที่ ระดับความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชระหว่างระดับความเข้มข้นที่พืชขาดถึงระดับความเข้มข้นที่พืชมีเพียงพอ มีค่าพิสัยกว้างที่สุด สำหรับมันสำปะหลัง ชิ้นส่วนของพืชที่ควรวิเคราะห์คือ ใบพืชเพราะเป็นชิ้นส่วนที่ชี้วัดได้ดีที่สุด หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นชิ้นส่วนของพืชที่ระดับความเข้มข้นของธาตุอาหารในพืชมีความสัมพันธ์กับการเติบโตและผลผลิตมากที่สุด คือ ชิ้นส่วนของแผ่นใบของใบอ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่ (Youngest Fully Expanded Leaf: YFEL) หรือใบด้านบนสุดของต้นประมาณใบที่ 4 หรือใบที่ 5ระยะการเติบโตที่จะเก็บตัวอย่างพืชเพื่อวิเคราะห์เนื้อเยื่อก็มีความสำคัญเช่นกัน ทั้งนี้เพราะสถานภาพความเข้มข้นของธาตุอาหารในเนื้อเยื่อพืชจะเปลี่ยนแปลงตามอายุของพืช อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม การวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชควรวิเคราะห์ในระยะแรกของการเติบโตมากกว่าระยะช่วงกลางหรือช่วงปลายของการเติบโตของพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพืชไร่อายุสั้น เช่น พืชไร่ที่มีอายุเก็บเกี่ยว 100–150 วัน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่วนพืชไร่ที่มีอายุเก็บเกี่ยวยาวนานกว่า เช่น มันสำปะหลัง (10-12 เดือน) ระยะการเติบโตที่เหมาะสมในการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชคือ เมื่อพืชมีอายุประมาณ 3–4 เดือนหลังปลูก ทั้งนี้เพราะในช่วงอายุนี้ ความเข้มข้นของธาตุอาหารในเนื้อเยื่อพืชมีความแปรปรวนน้อยที่สุด หรือมีความเสถียรมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเก็บตัวอย่างพืชในขณะที่เกิดสภาพอากาศที่แห้งแล้งรุนแรงหรือในเวลาที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นมาก โดยถ้าจะเก็บตัวอย่างพืชเพื่อวิเคราะห์ทางเคมีควรเก็บตัวอย่างพืชหลัง เกิดสภาพอากาศดังกล่าวประมาณ 2–3 เดือน หรือหลังจากที่พืชปลูกที่ได้รับผลกระทบได้กลับมาเติบโตอย่างเป็นปกติแล้วการทดสอบเนื้อเยื่อพืชควรทดสอบในช่วงเวลาของวันที่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะการทดสอบปริมาณไนโตรเจนในพืช ทั้งนี้เพราะปริมาณไนโตรเจนในรูปไนเตรท (NO3-N) ในพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในใบปกติ


- 26 -จะมีความเข้มข้นสูงในตอนเช้ามากกว่าตอนบ่าย และถ้าพืชมีไนโตรเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไนโตรเจนในรูปไนเตรทจะสะสมในเนื้อเยื่อพืชตอนกลางคืนและจะถูกใช้ในตอนกลางวันที่มีการสังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต ดังนั้นการทดสอบไนเตรทในเนื้อเยื่อพืชควรทดสอบในตอนเช้ามากหรือตอนบ่ายมากของวันประเด็นอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา และปฏิบัติเกี่ยวกับการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืช คือ1.1) ควรติดตามพฤติกรรมของมันสำปะหลังเกี่ยวกับปริมาณการดูดใช้ธาตุอาหารพืชจากดิน เช่น โดยการทดสอบปริมาณธาตุอาหารในเนื้อเยื่อพืชหลายครั้งเป็นระยะ ๆ เช่น 5–6 ครั้ง ตลอดอายุการเติบโตของพืชจนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต ทั้งนี้เพื่อติดตามความแปรปรวนของปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารในเนื้อเยื่อพืช ทั้งนี้เพราะตามปกติ ปริมาณธาตุอาหารในพืชที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนจะมีความเข้มข้นสูงในช่วงต้นฤดูปลูก ซึ่งเป็นช่วงการเติบโตในระยะแรกของฤดูฝนที่พืชมีปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดน้อยกว่าในช่วงหลังของ ฤดูปลูกที่สภาพอากาศมักจะมีความแห้งแล้งมากกว่า เช่น ข้อจำกัดด้านปริมาณความชื้นในดิน ปริมาณธาตุอาหารพืชที่เป็นประโยชน์ในดิน ฯลฯ1.2) ทุกครั้งที่จะวิเคราะห์ธาตุอาหารในเนื้อเยื่อพืช ควรทดสอบตัวอย่างใบมันสำปะหลังที่ปลูกในพื้นที่ที่พืชแสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารเปรียบเทียบกับมันสำปะหลังที่ปลูกในพื้นที่ที่พืชเติบโตปกติและพืชไม่แสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารชนิดที่จะทดสอบ1.3) การวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชทุกครั้ง ควรทดสอบจากต้นมันสำปะหลังจำนวน 10–15 ต้น แล้วนำค่าที่ประเมินได้มาหาค่าเฉลี่ย และ/หรือประมวลผลที่วัดได้ในภาพรวมในมิติของการใช้ประโยชน์จากผลวิเคราะห์ที่ได้ การวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชมีเป้าหมายหรือเหตุผล ดังต่อไปนี้1.1) ใช้ผลที่ได้จากการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชร่วมกับข้อมูลผลการวิเคราะห์ดิน ประวัติการจัดการดิน และพืช เพื่อประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน1.2) ถ้าจะทดลองปุ๋ย เช่น ปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลัง ข้อมูลผลการวิเคราะห์พืชแบบรวดเร็วจะมีส่วนช่วยคาดคะเนผลของการใช้ปุ๋ยต่อสถานภาพของธาตุอาหารในเซลล์พืชได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งจะมีผลดีต่อการวางแผนเพื่อกำหนดตำรับการทดลองปุ๋ย (fertilizer treatment) ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น แม้ว่าในขณะที่วิเคราะห์จะยังไม่ทราบข้อมูลผลการตอบสนองของพืชต่อการใช้ปุ๋ยก็ตาม ในบางกรณี ธาตุอาหารหรือปุ๋ยที่ใส่ลงดินอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการหรือวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ จนทำให้พืชดูดใช้ธาตุอาหารได้น้อยลง เช่น การสูญเสียธาตุอาหารในปุ๋ยโดยการเกิดการกร่อนดิน (soil erosion) การชะละลาย (leaching)กระบวนการดิไนตริฟิเคชัน (denitrification process) กระบวนการตรึงธาตุอาหารพืชในดิน (fixation process)สภาพดินที่มีการระบายอากาศไม่ดี สภาพอากาศที่แห้งแล้ง การใส่ปุ๋ยโดยวิธีการที่ไม่เหมาะสมและสาเหตุอื่น ๆ1.3) เพื่อศึกษาความสมดุล และ/หรือความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณธาตุอาหารในพืชและการเติบโตของพืช1.4) เพื่อศึกษาสถานภาพของธาตุอาหารพืชในดินในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชใช้เวลาปฏิบัติไม่มากและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการวิเคราะห์พืชในห้องปฏิบัติการ โดยการ


- 27 -นำผลวิเคราะห์ที่ได้ไปพิจารณาหาความสัมพันธ์ของการเติบโตและผลผลิตของพืชในฤดูปลูกปัจจุบันหรือในฤดูปลูกต่อไป เพื่อจะได้สะท้อนให้เห็นถึง ระดับความแม่นยำของวิธีการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชว่า มีคุณค่ามาก หรือน้อยเพียงใด2) การวิเคราะห์ทั้งหมดการวิเคราะห์ทางเคมีที่เรียกว่าการวิเคราะห์ทั้งหมด (total analysis) เป็นการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชหลายชนิดในพืชทั้งต้นหรือแต่ละชิ้นส่วนของต้น ซึ่งเป็นวิธีการวิเคราะห์พืชโดยใช้เทคนิคที่มีความแม่นยำสูง ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมาก ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์หลายประเภท เช่น เครื่องSpectrophotometer, Flame Photometer, Atomic Absorption Spectrophotometer ฯ ล ฯ แ ล ะเกี่ยวข้องกับวิธีการเก็บตัวอย่างพืช การอบแห้ง การบด การย่อยเปียก (wet digestion) หรือการเผาให้เป็นเถ้า (ashing) ก่อนนำไปพัฒนาสีหรือวัดปริมาณธาตุอาหารพืชโดยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เทคนิคทางกราฟสเป็คตรัม (Spectrographic techniques) เช่น การใช้เครื่อง Atomic Absorption Spectrophotometer ที่สามารถวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชได้หลายชนิดการวัดปริมาณธาตุอาหารโดยวิธีวิเคราะห์ทั้งหมด)มีความแตกต่างไปจากวิธีการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชตรงที่ผลที่ได้มีความแม่นยำมากกว่าและสามารถวิเคราะห์ได้ทั้งธาตุอาหารพืชในรูปที่พืชใช้ประโยชน์แล้ว (assimilated forms) และยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (unassimilated forms) และสามารถวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็น และธาตุที่ไม่จำเป็นต่อการเติบโตของพืชได้หลายชนิด เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม นิกเกิล ซิลิคอน โคบอลต์และอะลูมินัม การวิเคราะห์พืชทั้งหมดโดยทั่วไป เน้นการวิเคราะห์พืชทั้งต้นหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นใบพืช แต่การวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชเน้นการวิเคราะห์เฉพาะชิ้นส่วนของพืชเป็นสำคัญ เช่น การวิเคราะห์ใบอ่อนที่พึ่งโตและขยายตัวเต็มที่ (ใบ YFEL) ของมันสำปะหลังมากกว่าการวิเคราะห์ใบอ่อนหรือใบแก่เกินไปการประเมินสถานภาพของธาตุอาหารในพืชปลูกชนิดต่าง ๆ รวมทั้งมันสำปะหลังโดยวิธีการวิเคราะห์พืชอาจปฏิบัติโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชวิธีการเดียว หรือใช้ควบคู่ไปกับวิธีการวิเคราะห์ทั้งหมดตลอดฤดูปลูก โดยเฉพาะ วิธีการเก็บตัวอย่างพืชเพื่อวิเคราะห์ที่ต้องใช้วิธีการเก็บอย่างเหมาะสม ซึ่งขึ้นกับระยะการเติบโตของพืช ชิ้นส่วนของพืชที่จะเก็บ ระยะเวลาเก็บ ความสะดวก และค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์เช่น ถ้าเป็นพืชไร่อายุสั้น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 4 เดือน และตามธรรมชาติเป็นพืชไร่ที่มีความอ่อนไหวต่อการขาดธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่พืชต้องการในปริมาณมาก อาจใช้วิธีการวิเคราะห์ธาตุอาหารหลักในเนื้อเยื่อพืช 2–3 ครั้ง ในระยะก่อนข้าวโพดออกดอกตัวเมีย (silking stage) ก็พอ โดยไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารรอง (Ca,Mg,S) และธาตุอาหารเสริมทั้ง 6 ชนิด (Fe,Mn,Zn,Cu,B,Ni) ในห้องปฏิบัติการ ส่วนมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชไร่ที่มีอายุเก็บเกี่ยวยาวนานกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2–3 เท่า(8–12 เดือน) อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการทั้ง 2 วิธี ทั้งนี้เพราะนอกเหนือจากปริมาณธาตุอาหารหลักที่สามารถประเมินได้ดีในระดับหนึ่งด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยแล้ว อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการ


- 28 -วิเคราะห์ทั้งหมดเพื่อวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมชนิดอื่น ๆ พร้อมกันด้วย ทั้งนี้เพราะเป็นชนิดของธาตุอาหารพืชที่วิธีการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชไม่สามารถวิเคราะห์ได้ โดยเฉพาะในกรณีไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์พืช อาจใช้วิธีการวิเคราะห์ทั้งหมดวิธีการเดียวเพื่อวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืชทุกชนิดที่ต้องการก็ได้การแปลผลวิเคราะห์พืชที่ได้จากวิธีการวิเคราะห์ทั้งหมดให้มีความแม่นยำขึ้นกับบรรทัดฐาน หลักการและเหตุผลที่ใช้ในการแปลผล และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความแปรปรวนของผลวิเคราะห์ที่ได้ เช่น ความสมดุลของธาตุอาหารชนิดต่างๆ ในพืช เช่น ถ้าพืชมีปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมสูงความเข้มข้นของปริมาณโพแทสเซียมในพืชมักจะลดลง การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูงอาจ ทำให้พืชเติบโตเร็วแล้วมีผลทำให้ธาตุอาหารพืชบางชนิดมีความเข้มข้นน้อยลงหรือเจือจางลง (dilution effects) เนื่องจากพืชมีการสร้างคาร์โบไฮเดรตในอัตราสูงกว่าการสะสมธาตุอาหารในพืช ในทางกลับกัน ถ้าการสะสมธาตุอาหารในพืชมีอัตราสูงกว่าอัตราการเติบโตของพืช เนื้อเยื่อพืชอาจจะมีธาตุอาหารเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้นถ้าจะใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชเพื่อประเมินสถานภาพของธาตุอาหารในพืช ไม่ควรวิเคราะห์พืชครั้งเดียว แต่ควรปฏิบัติหลายครั้งในช่วงต่าง ๆ ตลอดระยะการเติบโตของพืชในการประเมินผลที่ได้จากการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในพืช เช่น ในใบมันสำปะหลัง โดยเฉพาะ การประเมินโดยวิธีการวิเคราะห์ทั้งหมดว่าผลที่ได้จะบ่งบอกถึงระดับความต้องการธาตุอาหารชนิดที่วิเคราะห์ได้มากหรือน้อยเพียงใด โดยทั่วไป นิยมแบ่งระดับค่าความมากหรือน้อยของความเข้มข้นหรือปริมาณธาตุอาหารในพืชออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับขาดมาก ต่ำ เพียงพอ สูง และระดับที่สูงมากจนอาจเป็นพิษกับพืช โดยค่าที่กำหนดต้องเป็นค่าที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในทางวิชาการที่เป็นผลที่ได้จากการศึกษาหรือวิจัยมาก่อน สำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของธาตุอาหารในพืชกับการเติบโตของพืช โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับผลผลิตของพืช ซึ่งจากผลการศึกษาที่ได้ สามารถนำไปกำหนดเป็น“ค่าวิกฤติ (critical value)” ของความเข้มข้นของธาตุอาหารแต่ละชนิดในพืชชนิดดังกล่าวได้สำหรับมันสำปะหลัง การวิเคราะห์พืชควรใช้ตัวอย่างจากชิ้นส่วนต่าง ๆ ของมันสำปะหลังที่มีระยะการพัฒนาหรืออายุพืชที่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความมากหรือน้อยของระดับความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชชนิดที่จะวิเคราะห์ได้ดีที่สุด หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นระยะการเติบโตที่ปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารพืชที่วัดได้จากตัวอย่างพืชในส่วนนั้น ๆ มีความเสถียร และมีความสัมพันธ์กับการเติบโต และผลผลิตของมันสำปะหลังมากที่สุด ซึ่งดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วในหัวข้อที่ 3.3 ข้อย่อย 1) เรื่อง การวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืช ในที่นี้จะขอกล่าวซ้ำเพื่อเน้นถึงความสำคัญอีกครั้งว่าส่วนของต้นมันสำปะหลังที่เหมาะสมต่อการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในพืชมากที่สุด หรือเป็นตัวชี้วัดที่แม่นยำมากที่สุดคือส่วนของแผ่นใบของใบอ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่(ใบ YFEL) ซึ่งปกติจะเป็นใบที่ 4 กับใบที่ 5 จากด้านบนสุดของต้น และควรเก็บจากต้นมันสำปะหลังที่มีอายุ 3–4 เดือนหลังปลูก ทั้งนี้เพราะในระยะการเติบโตนี้ ความเข้มข้นของธาตุอาหารในใบจะมีความเสถียรมากกว่าระยะการเติบโตอื่น ๆ และไม่ควรเก็บตัวอย่างพืชในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งรุนแรงหรือในเวลาที่มีอากาศหนาวเย็น


- 29 -ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่มันสำปะหลังมีอัตราการเติบโตช้าลง โดยควรเลื่อนเวลาเก็บตัวอย่างพืชไปเป็นในช่วง 2–3เดือนหลังผ่านพ้นสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวไปแล้วการเก็บแผ่นใบมันสำปะหลังที่ไม่รวมก้านใบ ควรสุ่มเก็บประมาณ 20 ใบจากต้นในแปลงปลูกที่เติบโตสม่ำเสมอแล้วรวมใบทั้งหมดเป็นตัวอย่างพืช 1 ตัวอย่างสำหรับส่งวิเคราะห์ทางเคมี และถ้าแผ่นใบพืชสกปรกเพราะมีฝุ่นหรือเศษดินติดใบหรือใบเปื้อนสารเคมี เช่น ปุ๋ยเคมีที่ฉีดพ่นทางใบ ก่อนส่งตัวอย่างใบวิเคราะห์ต้องนำแผ่นใบทั้งหมดมาล้างอย่างระมัดระวังเพื่อให้ใบสะอาด ปราศจากสารมลทิน และไม่ให้แผ่นใบเกิดการฉีกขาดโดยการล้างด้วยน้ำกลั่นหรือน้ำดีไอโอไนซ์(deionized water) หลังจากนั้น ต้องอบตัวอย่างแผ่นใบให้แห้งให้เร็วที่สุดโดยใช้อุณหภูมิของตู้อบระหว่าง 60–80 องศาเซลเซียส ประมาณ 24–48 ชั่วโมงจนได้น้ำหนักแห้งคงที่ และในกรณีไม่มีตู้อบ ต้องนำตัวอย่างแผ่นใบตากแดดให้แห้งในช่วงเวลากลางวันที่มีอากาศร้อนโดยการตากในบริเวณที่มีการระบายอากาศดีและไม่มีฝุ่นละออง จากนั้นหลังอบหรือตากตัวอย่างแผ่นใบจนแห้งสนิทแล้ว จึงบดตัวอย่างแผ่นใบแห้งก่อนนำส่งวิเคราะห์ทางเคมี โดยในกรณีที่จะวิเคราะห์ปริมาณทองแดงในพืช การบดตัวอย่างต้องบดแล้วร่อนผ่านตะแกรงเหล็กกล้า แต่ถ้าจะวิเคราะห์ปริมาณเหล็กในพืชต้องบดตัวอย่างพืชในครกหรือโกร่งหินโมรา (agate mortar) ปกติ ตัวอย่างแผ่นใบที่เตรียมเพื่อ ส่งวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืชนิยมบรรจุในถุงกระดาษเพื่อความสะดวกต่อการอบหรือตากให้แห้ง แต่ถ้าจะวิเคราะห์ปริมาณโบรอนในตัวอย่างพืช ควรเก็บตัวอย่างแล้วบรรจุแผ่นใบพืชในถุงพลาสติก ตัวอย่างพืชแห้งที่บดแล้ว ควรเก็บรักษาไว้ในภาชนะพลาสติกก่อนส่งวิเคราะห์ทางเคมีรายงานผลการวิจัยกับมันสำปะหลังที่ปลูกในโรงเรือนและในไร่จากแหล่งอ้างอิงต่าง ๆ จำนวนมากสามารถนำมาสรุปอย่างกว้าง ๆ ได้ว่า ปริมาณธาตุอาหารในระดับต่าง ๆ รวมทั้งระดับเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่ของมันสำปะหลังอายุ 3–4 เดือน มีค่าพิสัยความเข้มข้นดังแสดงในบทที่ 5 ตารางที่ 5.53) การวิเคราะห์พืชโดยใช้รังสีเอกซ์ปริมาณธาตุอาหารในพืชสามารถวิเคราะห์ได้โดยใช้เทคนิคการแผ่รังสีเอกซ์ในรูปกราฟสเปคตรัม (x-ray emission spectrograph) โดยมีหลักการหรือกลไกการใช้รังสีเอกซ์ปฐมภูมิที่จะทำให้ธาตุอาหารในพืชผลิตรังสีเอกซ์ทุติยภูมิที่มีความยาวคลื่นและระดับพลังงานออกมาซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิด สามารถแปลผลออกมาเป็นปริมาณธาตุอาหารพืชชนิดนั้น ๆ ได้ การวิเคราะห์ใช้ตัวอย่างพืชแห้งที่บดและวิเคราะห์โดยใช้รังสีเอกซ์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยเปียก (wet digestion) หรือผ่านการเผาให้เป็นเถ้า (ashing) เหมือนวิธีการทางเคมี ตัวอย่างพืชแห้งที่บดและผ่านการวิเคราะห์โดยเทคนิคทางรังสีเอกซ์แล้ว ถ้าจะวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชชนิดอื่นหรือโดยใช้วิธีการวิเคราะห์อื่น ๆ สามารถนำตัวอย่างพืชแห้งที่บดมาแล้ววิเคราะห์ต่อได้ ทั้งนี้เพราะตัวอย่างพืชมิได้ถูกทำลายด้วยการเผาให้เป็นเถ้าหรือถูกย่อยเปียกด้วยกรดเหมือนวิธีทางเคมี


- 30 -วิธีการวิเคราะห์พืชทั้ง 3 วิธีการที่นิยมปฏิบัติมากที่สุดคือการวิเคราะห์พืชทางเคมีโดยวิธีการวิเคราะห์ทั้งหมด เพราะสามารถวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชได้ทุกชนิด ผลวิเคราะห์ที่ได้มีความแม่นยำมากกว่าวิธีการวิเคราะห์เนื้อเยื่อพืชแบบรวดเร็วและมีความสะดวกมากกว่าในการแสวงหาแหล่งที่จะรับวิเคราะห์ซึ่งโดยเฉลี่ยเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิครังสีเอกซ์3.4 การประเมินจากผลการทดสอบทางชีวภาพการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยการทดสอบทางชีวภาพ (biological test) กับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่จะประเมินเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพราะผลที่ได้จากการทดสอบถ้ามีข้อผิดพลาดที่เกิดจากการทดลอง (experimental error) น้อยหรือมีความแปรปรวนในขอบเขตที่ยอมรับได้ จะถือได้ว่าเป็นวิธีการที่มีความแม่นยำมากในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินในแปลงปลูกที่จะทดสอบและมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินอื่น ๆ ทั้ง 3 วิธีการ ได้แก่ วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืช วิธีการวิเคราะห์ดิน และวิธีการวิเคราะห์พืช ทั้งนี้เพราะเป็นการปลูกมันสำปะหลังในดินที่จะทดสอบภายใต้สภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติตามความเป็นจริงในบริเวณที่จะปลูกมันสำปะหลัง การทดลองด้านความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยการปลูกมันสำปะหลังในสภาพไร่โดยการใช้วิธีการวางแผนการทดลองทางสถิติมีการดำเนินการวิจัยกันมานานและอย่างกว้างขวาง โดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ธาตุอาหารพืชชนิดที่ต้องการทดสอบว่าดินที่จะปลูกมันสำปะหลังขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวหรือไม่ และถ้าขาด ขาดมากหรือน้อยเพียงใด ซึ่งธาตุอาหารพืชที่ใช้ในการทดสอบส่วนใหญ่อยู่ในรูปปุ๋ยเคมีโดยการใช้ตำรับการทดลอง (treatment)ที่ประกอบด้วยธาตุอาหารที่มีในปุ๋ยเคมีในอัตราต่าง ๆ ในแปลงขนาดเล็กที่แต่ละตำรับการทดลองทำหลายซ้ำ(replication) หรืออาจทำเป็นแปลงขนาดใหญ่ที่มุ่งเป้าเพื่อการสาธิตด้วย โดยมีซ้ำหรือไม่มีซ้ำก็ได้ การทดสอบโดยใช้พืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง ถ้าจะดำเนินการในดินที่เป็นตัวแทนที่ดีในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อม ๆ กัน โดยใช้ตำรับการทดลองเหมือน ๆ กัน หรือในลักษณะเดียวกัน สามารถนำผลการทดลองมาสรุปภาพรวมเพื่อใช้กำหนดคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาได้ เช่น การกำหนดคำแนะนำการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตในอัตราที่เหมาะสมกับชุดดิน (soil series) หรือกลุ่มดิน (great group) เดียวกันกับมันสำปะหลังที่ปลูกในพื้นที่ต่าง ๆวิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการปลูกมันสำปะหลังในสภาพไร่ใช้ระยะเวลาปลูกทดลองยาวนาน และมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นการทดลองที่ไม่สามารถควบคุมสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ฝน และปัจจัยที่อาจเป็นข้อจำกัดอื่น ๆ ได้ ทำให้วิธีการทดลองในไร่โดยตรงมีข้อเสียเปรียบตรงที่ไม่สามารถใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินจำนวนมากชนิดได้ อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองในสภาพไร่ที่ได้ เช่น ผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายแนวทาง เช่น การใช้ผลการศึกษากับมันสำปะหลังที่ปลูกในสภาพไร่ควบคู่ไปกับผลการวิเคราะห์ดินและพืชเพื่อใช้ในการปรับ(calibrate) ระดับความแม่นยำในการประเมินปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน เพื่อใช้กำหนดค่าวิกฤติ(critical value) และระดับความมากหรือน้อยของธาตุอาหารพืชในดินและในพืชที่วิเคราะห์โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์ปริมาณสังกะสีในดินโดยการใช้น้ำยาสกัดในรูป Diethylene Triamine


- 31 -Penta-Acetic Acid (DTPA) (Lindsay and Norvell, 1978) เปรียบเทียบกับวิธีการใช้น้ำยาสกัดในรูป 0.05N HCl+0.025N H2SO4(วิธี Mehlich-1) (Mehlich, 1953) เพื่อประเมินว่าวิธีการใดเป็นวิธีที่มีความแม่นยำมากกว่ากัน โดยการหาความสัมพันธ์ระหว่างผลวิเคราะห์ธาตุสังกะสีในดินโดยวิธีการทั้ง 2 วิธีกับความเข้มข้นของสังกะสีในพืช และ/หรือกับปริมาณผลผลิตพืชที่ได้วิธีการทดสอบทางชีวภาพในบางกรณีอาจจำเป็นต้องดำเนินการทดลองโดยการปลูกมันสำปะหลังในดินที่บรรจุในกระถางที่จัดวางในโรงเรือนทดลองเพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและการทดลองโดยวิธีการนี้สามารถควบคุมสภาพปัจจัยสิ่งแวดล้อมบางปัจจัยได้ เช่น สภาพภูมิอากาศ ความชื้นในดิน และปัญหาที่เกิดจากการทำลายของโรค แมลงศัตรู และการแข่งขันของวัชพืช โดยเฉพาะ การทดลองปลูกมันสำปะหลังในกระถางขนาดใหญ่อาจให้ผลการทดลองที่มีคุณค่าสูง ถ้าวางแผนการทดลองอย่างเหมาะสมและมีการปฏิบัติเพื่อดูแลรักษาพืชด้วยความละเอียดและประณีตในทุกขั้นตอนตัวอย่างการทดสอบทางชีวภาพโดยการใช้พืชเป็นตัวชี้วัดระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน เช่น การทดลองเพื่อศึกษาผลตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีของมันสำปะหลังที่ปลูกในสภาพไร่หรือการทดลองทางด้านดินและปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลังโดยการใช้วิธีการทดลองในไร่ที่มีบรรทัดฐาน มีหลักการและวิธีการในการออกแบบการทดลองอย่างถูกต้อง เหมาะสม และวิธีการปฏิบัติในการดำเนินการทดลองที่จะทำให้ผลการทดลองที่ได้มีความน่าเชื่อถือสูงเพราะเกิดข้อผิดพลาดจากการทดลอง (experimental error) น้อยมีเนื้อหาสาระเพิ่มเติมค่อนข้างละเอียดในภาคผนวกท้ายเล่มใน บทเสริม เรื่อง “หลักการเบื้องต้นในการทดลองด้านดินและปุ๋ยและกรณีศึกษา”3.5 การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินทั้ง 4 วิธีการ ได้แก่ วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืช วิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ดิน วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์พืช และวิธีการที่ 4: การทดสอบทางชีวภาพ แต่ละวิธีมีความแม่นยำ ความสะดวก ระยะเวลาประเมิน และค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยแตกต่างกัน ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเลือกใช้วิธีการประเมินได้ตามความเหมาะสมขึ้นกับการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติเอง ซึ่งในความคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ถ้าจะพิจารณาถึงความแม่นยำของวิธีการประเมินแต่ละวิธี วิธีการทดสอบทางชีวภาพถ้ามีการปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่เป็นวิธีการที่มีความแม่นยำมากที่สุด รองลงไปคือ วิธีการวิเคราะห์พืช วิธีการวิเคราะห์ดิน และวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืช ยกเว้นลักษณะอาการขาดธาตุเหล็กของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินเนื้อปูน (calcareous soil) หรือดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และลักษณะอาการขาดสังกะสีของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินกรดหรือดินชนิดอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่มีความชัดเจนมาก แต่เนื่องจากวิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยใช้มันสำปะหลังและวิธีการวิเคราะห์พืชเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก ใช้เวลาในการประเมินยาวนาน และเสียค่าใช้จ่ายสูง โดยทั่วไปผู้ผลิตพืชจึงนิยมใช้วิธีการวิเคราะห์ดินมากกว่า ทั้งนี้เพราะการวิเคราะห์ดินที่มีการปฏิบัติก่อนปลูกพืชสามารถวิเคราะห์สมบัติทางเคมีและสมบัติทางฟิสิกส์อื่น ๆ ของดินได้ด้วยพร้อม ๆ กันไป นอกเหนือจากการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืชในดินโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมบัติของดินที่มีความสัมพันธ์อย่างมี


- 32 -นัยสำคัญกับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน เช่น ประเภทหรือลักษณะของเนื้อดิน (soil texture)ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (soil-pH) และปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การแปลผลการวิเคราะห์ดินเพื่อประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม ถ้าจะไม่ถือว่าเป็นข้อจำกัดหรือในกรณีที่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับความสะดวกในทางปฏิบัติระยะเวลาที่จะใช้ในการประเมิน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่คำนึงถึงลักษณะอาการขาดสังกะสีและเหล็กของใบมันสำปะหลัง ซึ่งผลการวินิจฉัยที่ได้จะถือว่ามีความแม่นยำชัดเจนมากอยู่แล้วดังที่ได้กล่าวข้างต้นโดยหลักการอย่างกว้าง ๆ การประเมินแบบบูรณาการโดยใช้วิธีการทั้ง 4 วิธีการข้างต้นมากกว่า 1 วิธีการมีความแม่นยำในการประเมินมากกว่าการใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่น ถ้าจะประเมินโดยใช้วิธีการทั้ง 4 วิธีการร่วมกัน ผลที่ได้จะถือว่ามีความแม่นยำมากที่สุดและมากกว่าการใช้วิธีการต่าง ๆ ร่วมกัน 3 วิธีการ 2 วิธีการ และวิธีการเดียว ตามลำดับ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าจะประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของโพแทสเซียมในดินปลูกมันสำปะหลังว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังหรือไม่ อาจเริ่มจากวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมที่แสดงออกทางสีของใบก่อน ซึ่งผู้สังเกตการณ์อาจไม่มีความแน่ใจว่าสีของใบที่ปรากฏให้เห็นเป็นลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมจริงหรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ ควรวินิจฉัยโดยใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น วิธีการวิเคราะห์ดินเพื่อวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน หรือเพื่อให้เกิดความแม่นยำ มากยิ่งขึ้นอาจปฏิบัติเพิ่มเติมโดยการเก็บใบมันสำปะหลังวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมในใบ และรวมทั้งการดำเนินการทดลองในไร่เพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมในอัตราต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าการประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการโดยใช้วิธีการประเมินมากกว่า 1 วิธีการ ปรากฏผลดังต่อไปนี้1) ผลการใช้วิธีการที่ 1 พบว่า ลักษณะอาการของใบพืชมีแนวโน้มคล้ายลักษณะอาการขาดโพแทสเซียม และการใช้วิธีการที่ 2 (วิธีการวิเคราะห์ดิน) พบว่า ดินมีปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้30 มก./กก. ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำกว่าค่าวิกฤติในดิน (59 มก./กก.) หรือดินมีปริมาณโพแทสเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง หรือ2) ผลการใช้วิธีการที่ 1 และวิธีการที่ 2 ข้างต้น และมีการใช้วิธีการที่ 3 คือ การวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมในใบมันสำปะหลังร่วมด้วย พบว่า มันสำปะหลังมีปริมาณโพแทสเซียมในใบ 1.12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีค่าต่ำกว่าค่าวิกฤติในใบ (1.50 เปอร์เซ็นต์) หรือ3) ผลการใช้วิธีการที่ 1 วิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ข้างต้น และมีการใช้วิธีการที่ 4 ด้วย (การทดสอบทางชีวภาพโดยการปลูกทดลองในไร่) และผลการทดลองในไร่ปรากฏว่า มันสำปะหลังแสดงการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมที่ใส่ลงดินในอัตราต่าง ๆผลการประเมินโดยใช้วิธีการต่าง ๆ มากกว่า 1 วิธีการ โดยใช้แนวทางต่าง ๆ ทั้ง 3 แนวทางข้างต้นอาจสรุปได้ว่า วิธีการประเมินร่วมกันแบบบูรณาการที่น่าจะมีความแม่นยำมากที่สุดและมีความแม่นยำมากหรือน้อย รองลงไปตามลำดับ คือ วิธีการที่วินิจฉัยโดยใช้วิธีการประเมินทั้ง 4 วิธีการ 3 วิธีการ และ


- 33 -2 วิธีการ ซึ่งจากแนวทางที่ใช้ในการประเมินทั้ง 3 แนวทางที่ยกเป็นตัวอย่างนี้ ผลการประเมินที่ได้โดยการใช้วิธีการทั้ง 4 วิธีการร่วมกัน มีความชัดเจนว่าดินในแปลงที่จะปลูกมันสำปะหลังขาดโพแทสเซียมแน่นอนตัวอย่างการวินิจฉัยโดยการใช้วิธีการประเมินตามวิธีการที่ 1 วิธีการที่ 2 วิธีการที่3 และวิธีการที่ 4 แต่ละวิธีการและการใช้วิธีการประเมินร่วมกันมากกว่า 1 วิธีการแบบบูรณาการ อาจใช้รายงานผลการวิจัยของอัญชลี และธนูชัย (2554) ที่แสดงในตารางที่ 1.9 เป็นกรณีศึกษาได้โดยการเพิ่มค่าผลการวิเคราะห์พืชสมมติ(วิธีการที่ 3) รวม 2 ค่าที่มีปริมาณโพแทสเซียมในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่ (YFEL) ของมันสำปะหลังต่ำกว่าและสูงกว่าค่าวิกฤติ และใช้วิธีการที่ 1 โดยการอ้างอิงถึงลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมของมันสำปะหลังที่แสดงในภาพสีที่ 6, 7, 8 และภาพสีที่ 9 ทั้งนี้เพราะจากรายงานผลงานวิจัยดังกล่าวไม่มีการเก็บข้อมูล และการนำเสนอเกี่ยวกับลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมของใบมันสำปะหลังและไม่มีการวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมในใบ YFEL ของมันสำปะหลังด้วยตารางที่ 1.9 ผลการวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน ปริมาณความเข้มข้นสมมติของโพแทสเซียมในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่และผลตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมในอัตราต่าง ๆ ของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินชุดดินสตึกผลการประเมินโดยวิธีการที่ 2ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน (มก./กก.)ผลการประเมินโดยวิธีการที่ 3 (ค่าสมมติ)ปริมาณโพแทสเซียมในใบ YFEL (%)ผลวิเคราะห์ดินบน ค่าวิกฤติ ผลวิเคราะห์พืช ค่าวิกฤติ 24 59 กรณีที่ 1: 1.351 1.50กรณีที่ 2: 1.601ผลการประเมินโดยวิธีการที่ 4: ผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราต่าง ๆอัตรา K2O (กก./ไร่) 0 4 8 16 24 32ผลผลิตหัวสด (กก./ไร่) 3,232b 5,136a 6,000a 4,576ab 5,120a 5,296aผลผลิตสัมพัทธ์(%) 100 159 186 142 158 164F-test: ปริมาณผลผลิตหัวสดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์หมายเหตุ: 1) ค่าสมมติเพื่อใช้ประกอบการแปลผล เพราะผลงานวิจัยไม่มีการวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมในใบ YFELที่มา: อัญชลี และธนูชัย (2554) จากตัวอย่างที่ใช้เป็นกรณีศึกษาในการประเมินแบบบูรณาการโดยการใช้วิธีการที่ 1 โดยการอ้างอิงถึงภาพที่แสดงลักษณะอาการขาดธาตุโพแทสเซียมของมันสำปะหลัง (ภาพสีที่ 6, 7, 8 และภาพสีที่ 9) และการประเมินโดยวิธีการที่ 2, 3 และวิธีการที่ 4 โดยพิจารณาจากผลการวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน ปริมาณความเข้มข้นสมมติของโพแทสเซียมในใบ YFEL ของมันสำปะหลังอายุ 3 เดือน และผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราต่าง ๆตามลำดับดังรายละเอียดที่แสดงในตารางที่ 1.9 จะเห็นได้ว่าถ้าจะประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของโพแทสเซียมในดินชุดดินสตึก (Satuk soil series) สำหรับการปลูกมันสำปะหลังโดยใช้วิธีการประเมินทั้ง 4 วิธีการร่วมกัน และการใช้ผลของการทดลองที่ได้จากวิธีการที่ 4 วิธีเดียว เป็นที่แน่ชัดว่า ดินชุดดินสตึกในพื้นที่ที่ศึกษามีระดับความอุดมสมบูรณ์


- 34 -ของโพแทสเซียมในดินต่ำแน่นอน โดยเฉพาะถ้าผลการประเมินโดยใช้วิธีการที่ 3 (ปริมาณโพแทสเซียมในใบ YFEL ของมันสำปะหลังอายุ 3 เดือน) ได้ผลตามกรณีที่ 1 คือมีปริมาณความเข้มข้นในใบร้อยละ 1.35 ซึ่งมีค่าต่ำกว่าค่าวิกฤติคือ ร้อยละ 1.50 แต่ถ้าจะมีการประเมินแบบบูรณาการโดยวิธีการที่ 1, 2 และ 3 โดยไม่ใช้วิธีการที่ 4 และถ้าผลการประเมินโดยวิธีการที่ 1 (วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดโพแทสเซียม) ไม่มีความชัดเจนและไม่แน่ใจได้ว่ามันสำปะหลังขาดธาตุโพแทสเซียมจริงหรือไม่ แต่ผลการวิเคราะห์ดิน และใบ YFEL ของมันสำปะหลัง พบว่า ดินมีปริมาณโพแทสเซียมต่ำกว่าค่าวิกฤติ(59 มก./กก.) คือ 24 มก./กก. และในกรณีที่ 1 คือใบพืชมีปริมาณโพแทสเซียมร้อยละ 1.35 ซึ่งมีค่าต่ำกว่าค่าวิกฤติคือ ร้อยละ 1.50 ผลการประเมินโดยรวมก็อาจจะอนุมานได้ว่า การประเมินแบบบูรณาการโดยใช้วิธีการที่ 1, 2 และ 3 บ่งบอกได้ดีพอสมควรว่าดินที่ทดสอบมีปริมาณโพแทสเซียมในระดับต่ำหรือดินขาดโพแทสเซียม แต่ในกรณีที่ 2 ถ้าผลวิเคราะห์ใบพืชปรากฏว่าใบ YFEL ของมันสำปะหลังมีความเข้มข้นของโพแทสเซียมร้อยละ 1.60 ซึ่งสูงกว่าค่าวิกฤติในใบ ผลการประเมินโดยวิธีการทั้ง 3 วิธีการร่วมกันจะเกิดความขัดแย้งกัน ทำให้เกิดความสับสน หรือไม่แน่ใจได้ว่า ดินในแปลงปลูกที่จะประเมินขาดโพแทสเซียมจริงหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้ ควรประเมินเพิ่มเติมเพื่อยืนยันโดยการใช้ผลการทดลองที่ได้จากวิธีการประเมินที่ 4 ด้วย และผลจะออกมาอย่างไรก็ให้ยึดถือผลที่จะได้จากการประเมินโดยวิธีการที่ 4 เป็นหลัก หรือในอีกนัยหนึ่ง ถ้าจะมีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของโพแทสเซียมในดินโดยวิธีการที่ 4 ก็ไม่มีความจำเป็นต้องประเมินโดยใช้วิธีการที่ 1, 2 และวิธีการที่ 3 อีกสำหรับการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินปลูกมันสำปะหลังโดยใช้วิธีการแต่ละวิธีการ และเมื่อใช้ร่วมกันมากกว่า 1 วิธีการแบบบูรณาการนั้น ถ้าจะประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง การประเมินโดยวิธีการที่ 4 (ผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมี) น่าจะมีความน่าเชื่อถือหรือมีระดับความแม่นยำของผลที่ได้มากกว่าวิธีการที่ 3 (ผลวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารในใบ) วิธีการที่ 2 (ผลวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ในดิน)และวิธีการที่ 1 (การสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืช) ตามลำดับ ยกเว้นการใช้วิธีการที่ 1 กับธาตุอาหารเสริมในรูปสังกะสีในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่าง รวมทั้งกับธาตุอาหารเสริมในรูปเหล็กในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินเนื้อปูน (calcareous soil) ที่ต้นมันสำปะหลังส่วนเหนือดินโดยเฉพาะใบที่ขาดธาตุอาหารเสริมทั้งสองชนิด (เหล็กและสังกะสี) จะแสดงลักษณะอาการขาดออกมาให้เห็นได้ด้วยสายตาอย่างชัดเจนมาก (ภาพสีที่ 16, 17, 18 และภาพสีที่ 21, 22 ตามลำดับ) และทำให้สามารถวินิจฉัยลักษณะอาการขาดได้อย่างแม่นยำในระดับที่น่าจะมีความถูกต้องไม่น้อยไปกว่าการประเมินโดยวิธีการที่ 2 วิธีการที่ 3และวิธีการที่ 4 หรือในอีกนัยหนึ่ง สำหรับการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของเหล็กและสังกะสีในดินปลูกมันสำปะหลัง อาจไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยโดยใช้วิธีการที่ 2 วิธีการที่ 3 และวิธีการที่ 4 วิธีการใดวิธีการหนึ่ง หรือใช้ร่วมกันมากกว่า 1 วิธีการแบบบูรณาการ (ตารางที่ 1.10)


- 35 -ตารางที่ 1.10 ความแม่นยำของวิธีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินปลูกมันสำปะหลังแบบบูรณาการวิธีการประเมินแต่ละวิธี และมากกว่า 1 วิธีการวิธีการประเมินแต่ละวิธี มากกว่า 1 วิธีการ และระดับความแม่นยำ3วิธีการที่ 1: การสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืช1วิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ในดินวิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารในใบวิธีการที่ 4: การศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมี2วิธีการใดวิธีการหนึ่ง วิธีการที่ 4 >วิธีการที่ 3 > วิธีการที่ 2 >วิธีการที่ 1วิธีการที่ 1 + วิธีการที่ 2 วิธีการที่ 1+2 >วิธีการที่ 2 > วิธีการที่ 1วิธีการที่ 1 + วิธีการที่ 3 วิธีการที่ 1+3 >วิธีการที่ 1+2 > วิธีการที่ 2 >วิธีการที่ 1วิธีการที่ 2 + วิธีการที่ 3 วิธีการที่ 2+3 >วิธีการที่ 1+3 >วิธีการที่ 1+2 > วิธีการที่ 2 >วิธีการที่ 1วิธีการที่ 1 + วิธีการที่ 2 + วิธีการที่ 3วิธีการที่ 1+2+3 >วิธีการที่ 2+3 >วิธีการที่ 1+3 > วิธีการที่ 1+2 >วิธีการที่ 2 >วิธีการที่ 1หมายเหตุ 1ยกเว้นวิธีการที่ 1 กับสังกะสีในดินกรดหรือดินด่าง และเหล็กในดินเนื้อปูนที่สามารถวินิจฉัยลักษณะอาการขาดได้ชัดเจนมาก2ถ้าประเมินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพ (biological test) โดยการศึกษาผลตอบสนองของ มันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมี (วิธีการที่ 4) ไม่ต้องประเมินแบบบูรณาการร่วมกับวิธีการอื่น ๆ เพราะผลที่ได้จะถือว่ามีความแม่นยำมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผลการทดลองมีค่าสัมประสิทธิ์ของความแปรปรวน (CV value) ต่ำ 3ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง


- 36 -บทที่ 2ธาตุอาหารหลักไม่รวมธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนที่พืชได้มาจากน้ำ และอากาศ ธาตุอาหารพืชที่จำเป็นชนิดอื่น ๆ รวม 14 ชนิด ที่พืชได้มาจากดินเป็นหลัก และธาตุอาหารพืชบางชนิด เช่น ไนโตรเจน และกำมะถันที่พืชได้บางส่วนมาจากอากาศ อาจจำแนกออกได้หลายประเภทหรือกลุ่ม และเรียกชื่อประเภทหรือกลุ่มแตกต่างกันขึ้นกับเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาเพื่อจำแนก เช่น ปริมาณความต้องการของพืช ปัญหา และความสำคัญต่อการผลิตพืช โดยเฉพาะปัญหาทางด้านปริมาณความเป็นประโยชน์และความขาดแคลนในดิน ความสำคัญต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช รวมถึงเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกอื่น ๆ โดยในการแบ่งกลุ่มธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้ง 14 ชนิด อาจจำแนกออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ธาตุอาหารพืชในกลุ่มมหธาตุ(macronutrients หรือ major- elements) ที่พืชต้องการในปริมาณมากรวม 6 ชนิด ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และธาตุอาหารพืชในกลุ่มจุลธาตุ (trace elements)รวม 8 ชนิด ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิลที่พืชต้องการในปริมาณน้อย (ยงยุทธ, 2558) หรือ อาจจำแนกธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้ง 13 ธาตุ (ไม่รวมธาตุนิกเกิล) ออกได้เป็น 3 กลุ่มตามที่ได้กำหนด และให้คำนิยามไว้ในพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกอบด้วยกลุ่มธาตุอาหารหลัก (primary-nutrient elements) 3 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจนฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กลุ่มธาตุอาหารรอง (secondary nutrient elements) 3 ธาตุ ได้แก่ แคลเซียมแมกนีเซียม กำมะถัน และกลุ่มธาตุอาหารเสริม (micronutrient elements) 7 ธาตุ ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม และคลอรีน ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวเกริ่นนำไว้แล้วในบทที่ 1 ซึ่งสำหรับการเรียบเรียงเกี่ยวกับธาตุอาหารพืชในหนังสือฉบับนี้จะใช้ประเภทหรือกลุ่มธาตุอาหารที่จำเป็นทั้ง 3 กลุ่มหลังนี้ที่มีการจำแนกออกเป็นกลุ่มธาตุอาหารหลัก กลุ่มธาตุอาหารรอง และกลุ่มธาตุอาหารเสริมโดยจะไม่รวมถึงธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิลด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับที่มีการใช้หรือให้คำนิยามไว้อย่างเป็นทางการในพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ดังกล่าวแล้วข้างต้น1. ไนโตรเจน1.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารหลักที่มันสำปะหลังต้องการในปริมาณมาก เพราะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของต้นส่วนเหนือดินทั้งส่วนที่เป็นลำต้น กิ่ง ใบ และก้านใบ ทั้งนี้เพราะไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารพืชที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโปรตีน (Protein) คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เอนไซม์ (Enzymes) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) และยังเป็นส่วนประกอบของสารไซยาโนเจนิก ไกลโคซีดส์ (Cyanogenic glycosides) ลินามารีน (Linamarin) และสารโลทอสทราลิน (Lotaustralin) ซึ่งเป็นสารที่ผลิตกรดไฮโดรไซยานิก(Hydrocyanic acid) เมื่อเซลล์พืชถูกทำลาย กรดไฮโดรไซยานิกมีรสขม เป็นองค์ประกอบใน ใบ ลำต้น และ


- 37 -รากมันสำปะหลัง มีพิษรุนแรง ทำให้ก่อนบริโภค ต้องทำให้พิษหมดไปก่อนโดยการทำให้แห้งหรือโดยการ ปรุงสุก1.2 พฤติกรรมในดินในบรรดาธาตุอาหารพืชที่จำเป็น ไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ในดิน (available nitrogen) สูญเสียง่ายและในปริมาณมากโดยกระบวนการต่าง ๆ ในดิน เช่น กระบวนการชะละลาย (leaching) ดีไนตริฟิเคชัน (denitrification) โวลาติไลเซชัน (volatilization) และกระบวนการกร่อนดิน (soil erosion) ทำให้ค่าวิเคราะห์ไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ในดินไม่มีความแม่นยำพอที่จะใช้เป็นตัวชี้วัดระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินได้ดีเหมือนค่าวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชที่จำเป็นชนิดอื่น ๆ ดังนั้น โดยทั่ว ๆ ไป จึงนิยมประเมินความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินโดยการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินเป็นหลัก แต่ก็อาจวิเคราะห์ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (total nitrogen) ในดินประกอบการประเมินด้วยก็ได้ ไนโตรเจนที่มีอยู่แล้วเดิมในดินส่วนใหญ่อยู่ในรูปอินทรีย์ไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบของอินทรียวัตถุในดิน ดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินต่ำและสูง โดยทั่ว ๆ ไปจะถือว่ามีระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินต่ำและสูงตามลำดับด้วยถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณอินทรียวัตถุในดินกับระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินจะไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงบวกแบบเส้นตรง (linear relationship) อย่างมีนัยสำคัญหรืออย่างชัดเจนเสมอไปก็ตามดังนั้นจากความเป็นจริงที่มันสำปะหลังดูดใช้ไนโตรเจนในปริมาณมากเมื่อเปรียบเทียบกับการดูดใช้ธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ประกอบกับไนโตรเจนในดินเป็นธาตุอาหารพืชที่สูญเสียง่ายและในปริมาณมากดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงแน่ได้ว่าดินทุกชนิดในทุกพื้นที่ของประเทศไทยที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องยาวนานมีปริมาณไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังตลอดฤดูปลูกด้วยเหตุผลดังกล่าว การปลูกมันสำปะหลังในดินชนิดใดก็ตาม แม้ว่าดินชนิดนั้นจะมีปริมาณอินทรียวัตถุในระดับสูง ผู้ปลูกควรใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนไม่มากก็น้อยทุกครั้งไนโตรเจนในดินมีอันตรกิริยา (interaction) กับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ในดิน และ/หรือในพืชดังต่อไปนี้1) ไนโตรเจนในรูปไนเตรท (NO3-N) กับฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมในดิน มีสภาวะที่เกื้อกูลกันหรือเสริมฤทธิ์กัน (synergism) สำหรับการดูดใช้ธาตุอาหารทั้ง 2 ชนิดในดิน กล่าวคือการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปไนเตรท หรือใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม (NH4-N) แล้วแอมโมเนียม-ไนโตรเจนที่ใส่เกิดการเปลี่ยนรูปไปเป็นไนเตรทในดิน มีผลทำให้มันสำปะหลังดูดใช้ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมได้มากขึ้น และในทำนองเดียวกัน การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม หรือปุ๋ยแมกนีเซียมกับดินที่ขาดธาตุชนิดใดชนิดหนึ่งทั้ง 4 ชนิดก็มีผลทำให้มันสำปะหลังดูดใช้ไนโตรเจนได้มากขึ้นเช่นกัน2) ไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียมกับโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมในดินมีอันตรกิริยาที่ทำให้เกิดสภาวะที่เป็นปฏิปักษ์กัน (antagonism) กล่าวคือ การใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียมพืชจะดูดใช้โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมได้น้อยลง


- 38 -3) ไนโตรเจนกับสังกะสีในดิน และ/หรือในพืชมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กัน (antagonism) ทั้งนี้เพราะการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงดินถ้าใช้ในปริมาณมากจะมีผลทำให้มันสำปะหลังมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นมาก และทำให้ความเข้มข้นของสังกะสีในพืชลดลงจนถึงระดับที่ทำให้พืชแสดงอาการขาดสังกะสีออกมา (dilution effect) หรืออาจเป็นเพราะสังกะสีที่พืชดูดเข้ามาที่รากถูกกักเก็บไว้ในรูปสังกะสี-โปรตีน คอมเพล็กซ์ (zincprotein complex) ที่ไม่เคลื่อนย้ายจากรากขึ้นสู่ด้านบนของต้น มีผลทำให้พืชแสดงลักษณะอาการขาดสังกะสีที่ต้นส่วนเหนือดิน (Ozanne, 1955)1.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดไนโตรเจนสาเหตุที่ทำให้ดินที่ปลูกมันสำปะหลังขาดไนโตรเจน อาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมวิธีการปฏิบัติ กลไกการเคลื่อนย้ายของไนโตรเจนภายในดิน สมบัติของดิน และสาเหตุอื่น ๆ ดังต่อไปนี้1) มันสำปะหลังมีความต้องการไนโตรเจนในปริมาณมาก และที่ดินทุกชนิดที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่วไปมีปริมาณไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง ดังนั้น การใส่ปุ๋ยเคมีที่ไม่มีไนโตรเจนหรือใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนลงดินในอัตราต่ำที่มีปริมาณไนโตรเจนไม่มากพอ ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกขาดไนโตรเจนได้ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมตามธรรมชาติของไนโตรเจนในดินในที่ดอน(upland soils) ธาตุอาหารพืชชนิดนี้ โดยเฉพาะไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ที่มีอยู่แล้วในดิน หรือในรูป ที่ใส่ลงดินในรูปปุ๋ยเคมี มีการเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการต่าง ๆ ที่มีผลทำให้เกิดการสูญเสียไนโตรเจนในปริมาณมาก เช่น กระบวนการระเหิดออกไปจากดินในรูปก๊าซ (volatilization) กระบวนการชะละลาย (leaching)กระบวนการกร่อนดิน (soil erosion) และการไหลบ่าของน้ำ (water runoff) บนผิวหน้าดินในพื้นที่ปลูกที่มีความลาดเท ดังนั้นจึงมีผลทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังทุกชนิดมีปริมาณไนโตรเจนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ต่ำ และมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง ถึงแม้ว่าจะมีการใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ไนโตรเจนในปริมาณมากเพียงพอหรือมากเกินพอแล้วก็ตาม กระบวนการต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการสูญเสียไนโตรเจนในดินที่เป็นพลวัตตามธรรมชาติดังกล่าว จะมีผลทำให้ไม่มีไนโตรเจนเหลือตกค้างอยู่ในดินอย่างมีนัยสำคัญมากนักหรืออาจไม่มีตกค้างอยู่เลย ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ควรใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนทุกฤดูกาลเพาะปลูกที่มีการปลูกมันสำปะหลัง2) ดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำมีปัญหาขาดไนโตรเจน ทั้งนี้เพราะอินทรียวัตถุในดินเป็นแหล่งที่มาของไนโตรเจนที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินร่วนปนทราย ดินทรายปนดินร่วนที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำจะมีปัญหาขาดไนโตรเจนอย่างรุนแรงมากกว่าดินที่มีเนื้อละเอียดกว่าที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ เช่น ดินร่วนเหนียว ดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง3) ในระยะยาว มันสำปะหลังที่ปลูกในระบบพืชเชิงเดี่ยว หรือการปลูกมันสำปะหลังชนิดเดียวอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสเกิดปัญหาขาดไนโตรเจนมากกว่ามันสำปะหลังที่ปลูกในระบบพืชหมุนเวียนที่มีการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว4) การใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนโดยเฉพาะปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจนในรูปปุ๋ยยูเรียโดยใช้วิธีการใส่ที่ไม่เหมาะสม เช่น การใส่โดยวิธีการหว่านแล้วไม่ไถกลบปุ๋ยลงดิน จะมีผลทำให้เกิดการสูญเสียไนโตรเจนในรูปก๊าซได้ไม่มากก็น้อย


- 39 -โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการสูญเสียจะเกิดในปริมาณมากถ้าใส่ปุ๋ยยูเรียลงดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างรวมทั้งดินเนื้อปูน (calcareous soil) ทั้งนี้เพราะจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างฤทธิ์ความเป็นด่างของดินกับปุ๋ยยูเรียแล้วทำให้เกิดการสูญเสียไนโตรเจนในรูปก๊าซแอมโมเนียออกไปจากดินโดยกระบวนการระเหิด (volatilization process)5) จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณอินทรียวัตถุในดินไร่กับผลผลิตของมันสำปะหลัง พบว่า ค่าวิกฤติของปริมาณอินทรียวัตถุในดินคือ 3.2 เปอร์เซ็นต์ (Howeler, 2014) ซึ่งเป็นปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่มีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดเป็นองค์ประกอบประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ หรือมีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดประมาณ 0.16 เปอร์เซ็นต์และจากความเป็นจริงที่ว่าในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินนั้น โดยทั่วไปนิยมประเมินจากปริมาณอินทรียวัตถุในดินเป็นหลัก ดังนั้นถ้าดินมีปริมาณอินทรียวัตถุน้อยกว่าค่าวิกฤติ (น้อยกว่า 3.2 เปอร์เซ็นต์) หมายความว่า ถ้ามีการปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ปุ๋ยไนโตรเจน มันสำปะหลังจะแสดงการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่ และการตอบสนองน่าจะมีมากขึ้นถ้าดินมีปริมาณอินทรียวัตถุน้อยลงตามลำดับ ทั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงบทบาทของอินทรียวัตถุต่อการปรับปรุงสมบัติอื่น ๆ ของดินที่อาจเกิดผลดีต่อการเติบโตและการเพิ่มผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังได้เช่นกัน เช่น ผลดีต่อการปรับปรุงโครงสร้างของดิน ความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ หลายชนิด เช่น กำมะถัน ธาตุอาหารเสริม ฯลฯ และคุณค่าในด้านอื่น ๆอย่างไรก็ตาม ปริมาณอินทรียวัตถุในดินอาจไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดิน ถ้าดินมีสมบัติบางประการไม่เหมาะสมกับกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนรูปของอินทรีย์ไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในอินทรียวัตถุไปเป็นอนินทรีย์ไนโตรเจนในรูปไอออนที่พืชดูดใช้ได้ (NH4+,NO3-) โดยกระบวนการไนโตรเจนมิเนอรัลไลเซชัน (nitrogen mineralization process) โดยเฉพาะกับดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัดที่การเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการดังกล่าวจะเกิดในอัตราต่ำมาก มีผลทำให้ดินมีปริมาณไนโตรเจนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ยกตัวอย่าง เช่น จากผลการทดลองในประเทศโคลัมเบีย พบว่า มันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่เกิดจากเถ้าภูเขาไฟ (volcanic ash soil) ที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด (pH 4.3) แสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเด่นชัด แม้ว่าดินจะมีปริมาณอินทรียวัตถุสูงกว่าค่าวิกฤติมาก (สูงกว่า 3.2 เปอร์เซ็นต์) คือมีปริมาณอินทรียวัตถุสูงถึง 7.1 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม (Howeler and Cadavid, 1990)1.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของไนโตรเจนในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของมันสำปะหลังพืชส่วนใหญ่รวมทั้งมันสำปะหลัง ใบพืชที่ขาดไนโตรเจนจะเกิดลักษณะอาการใบเหลือง (chlorosis)ของใบด้านล่างของต้นที่แก่กว่าก่อนใบด้านบน และถ้าการขาดมีความรุนแรงมากขึ้น อาการขาดจะลุกลามขึ้นสู่ใบด้านบนของต้นที่อ่อนกว่า จนในที่สุดใบพืชจะเหลืองทั้งต้น มันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจนในระดับปานกลาง ลักษณะอาการขาดทางใบไม่ชัดเจนเหมือนพืชไร่ชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฝ้าย ยกเว้นการขาดในระดับรุนแรงจึงจะเห็นลักษณะอาการใบเหลืองชัดเจนมากขึ้น โดยใบล่างของมันสำปะหลังจะมีสีเหลืองทั้งแผ่นใบ


- 40 -พร้อมกันโดยเส้นใบยังคงมีสีเหลืองอมเขียว และใบส่วนบนมีสีเขียวซีดจางกว่าใบปกติ(ภาพสีที่ 3) นอกจากนั้น มันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน ใบจะมีขนาดเล็กผิดปกติ(ภาพสีที่ 1) การเติบโตของต้นจะลดลงหรือเกิดการชะงักงันอย่างชัดเจน ต้นจะสูงเรียว เล็ก และขนาดทรงพุ่มแคบ (ภาพสีที่ 2) และถึงแม้ว่าลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของใบมันสำปะหลังอาจมีความคล้ายคลึงกับลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัส แต่ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนจะมีความแตกต่างจากลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัส อย่างน้อย 3 ประการ คือ1.1) ใบมันสำปะหลังที่เกิดลักษณะอาการใบเหลือง (chlorotic leaf) เพราะขาดไนโตรเจนยังคงมีความเต่งตึงนาน ใบไม่ห้อยพับลงด้านล่าง (ภาพสีที่ 3) ในขณะที่ใบมันสำปะหลังที่ขาดฟอสฟอรัสจะเกิดใบเหลืองและใบสูญเสียความเต่งตึงอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบห้อยพับลงจากก้านใบอย่างชัดเจน (ภาพสีที่ 4)1.2) มันสำปะหลังที่ขาดฟอสฟอรัส ใบด้านล่างจะเกิดอาการใบเหลืองทั้งแผ่นใบรวมทั้งเส้นกลางใบ (ภาพสีที่ 4) ในขณะที่ใบมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน ลักษณะจะเกิดอาการใบเหลืองที่มีความชัดเจนน้อยกว่า เช่น เส้นใบยังคงมีสีเหลืองอมเขียว (ภาพสีที่ 3)1.3) ใบด้านบนของมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน (ภาพสีที่ 2) มีสีเขียวน้อยกว่าใบด้านบนของมันสำปะหลังที่ขาดฟอสฟอรัส (ภาพสีที่ 5)2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดินการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในที่ดอนในสภาพไม่ขังน้ำ นิยมประเมินโดยการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินมากกว่าการประเมินจากปริมาณไนโตรเจนในดินในรูปที่พืชสามารถดูดใช้ได้ทันที ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุดอยู่ในรูปแอมโมเนียม-ไนโตรเจน (NH4-N) และไนเตรทไนโตรเจน (NO3-N) ทั้งนี้เพราะไนโตรเจนในดินทั้งสองรูปมีความคงตัวต่ำ เปลี่ยนแปลงง่ายและเร็ว เพราะเป็นธาตุอาหารพืชที่เกิดการสูญเสียออกไปจากดินหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ในหลาย ๆ แนวทางโดยกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดในดินดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ทำให้ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในดินส่วนใหญ่อยู่ในรูปอินทรีย์-ไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบในอินทรียวัตถุในดินที่มีความคงตัวมากกว่าและสามารถปลดปล่อยออกมาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ที่พืชดูดใช้ได้โดยกระบวนการไนโตรเจนมิเนอรัลไลเซชัน(nitrogen mineralization process) ซึ่งจะปลดปล่อยออกมามากหรือน้อยขึ้นกับสภาพปัจจัย และสิ่งแวดล้อมในดิน ซึ่งจากความเป็นจริงเกี่ยวกับกลไกธรรมชาติดังกล่าว ทำให้ค่าที่ได้จากการวัดปริมาณไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม-ไนโตรเจน และไนเตรท-ไนโตรเจนในดินไม่ใช่ค่าตัวแทนผลวิเคราะห์ดินที่ดีในการบ่งบอกหรือใช้ในการคาดคะเนถึงระดับความอุดมสมบูรณ์ของไนโตรเจนในดิน โดยเฉพาะในระยะหลังการเก็บตัวอย่างดินวิเคราะห์ ซึ่งไม่เหมือนกับไนโตรเจนในรูปอินทรีย์-ไนโตรเจนที่จะค่อย ๆ ปลดปล่อยไนโตรเจนออกมาให้พืชได้ใช้อย่างต่อเนื่องและยาวนานมากกว่า และมีผลเชิงบวกต่อการเติบโตของพืชไร่ที่ปลูกในที่ดอนมากกว่าค่าที่ได้จากการวัดปริมาณไนโตรเจนในรูปอนินทรีย์ไนโตรเจนที่มีความเสถียรต่ำ ดังนั้นการวัดปริมาณอินทรียวัตถุในดินจึงได้รับการยอมรับกันว่าสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินไร่ได้ดีกว่าการวิเคราะห์ปริมาณไนโตรเจนในรูปอนินทรีย์ไนโตรเจน สำหรับค่าวิกฤติของปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่มีค่าร้อยละ 3.2 นั้น(ตารางที่ 2.1) ไม่ใช่เป็นค่าวิกฤติของระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินโดยตรง แต่เป็นค่าที่มี


Click to View FlipBook Version