- 41 -ความสัมพันธ์เชิงบวกมากที่สุดกับผลผลิตสัมพัทธ์ของมันสำปะหลัง หรือเป็นค่าชี้วัดที่บอกเป็นนัยว่าถ้าดินมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.2 และดินมีสมบัติ และสภาพแวดล้อมในดินเหมาะสมต่อการเกิดกระบวนการไนโตรเจนมิเนอรัลไลเซชัน ปริมาณ และอัตราการปลดปล่อยไนโตรเจนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ที่ได้จากการสลายตัวของอินทรียวัตถุในดินน่าจะมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังตารางที่ 2.1 ปริมาณและระดับของอินทรียวัตถุในดินที่ใช้ในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินและปริมาณและระดับของไนโตรเจนในใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับของอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณและระดับของไนโตรเจนในใบปริมาณอินทรียวัตถุ1 (เปอร์เซ็นต์)ระดับอินทรียวัตถุ2ความเข้มข้นในใบ4(เปอร์เซ็นต์)ระดับไนโตรเจนในใบ<1.0 ต่ำมาก <4.0 ขาดมาก1.0-2.0 ต่ำ 4.1-4.8 ขาด2.0-4.0 ปานกลาง 4.8-5.1 ต่ำ3.2 ค่าวิกฤติ35.1-5.85เพียงพอ5>4.0 สูง >5.8 สูง1 วิเคราะห์โดยวิธีWalkley and Black (1947)2 ปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่ใช้เป็นตัวชี้วัดระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดิน แต่ไม่สามารถใช้เป็นค่าวิกฤติของไนโตรเจนในดินได้ด้วย3ปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกมากที่สุดกับผลผลิตสัมพัทธ์ของมันสำปะหลังซึ่งไม่ใช่ค่าวิกฤติของไนโตรเจนในดิน4 ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก5ค่าพิสัยของไนโตรเจนในใบในระดับเพียงพอที่อาจถือได้ว่าเป็นพิสัยของค่าวิกฤติในใบด้วยที่มา: Howeler (2014)3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณความเข้มข้นในพิสัยระดับสูงของไนโตรเจนในใบมันสำปะหลังอายุ 3–4 เดือนซึ่งเป็นใบที่พึ่งพัฒนา และขยายตัวเต็มที่ และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 5.1–5.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นพิสัยในระดับค่าวิกฤติของไนโตรเจนในใบมันสำปะหลังได้ด้วย (ตารางที่ 2.1) ส่วนปริมาณความเข้มข้นของไนโตรเจนในใบที่แสดงว่าดินขาด คือ ต่ำกว่า 5.1 เปอร์เซ็นต์4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของไนโตรเจนในดินที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดว่าดินในแปลงที่มีการทดสอบขาดไนโตรเจนหรือไม่ คือ การประเมินโดยการปลูกมันสำปะหลังที่มีการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราต่าง ๆ แล้ววัดปริมาณการเติบโต เช่น น้ำหนักสดของต้นส่วนเหนือผิวดิน และปริมาณผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงที่ทดสอบ ซึ่งถ้าการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราต่าง ๆ มีผลทำให้ได้น้ำหนักสด
- 42 -ของต้นส่วนเหนือผิวดินและปริมาณผลผลิตหัวสดมากกว่ามันสำปะหลังที่ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างมีนัยสำคัญจึงสามารถสรุปได้ว่า ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดไนโตรเจนจริงดังตัวอย่างผลการวิจัยของ Mutchima และคณะ (Mutchima et al., 2018) ที่แสดงในตารางที่ 2.2 ที่พบว่าเมื่อใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราต่าง ๆ ตั้งแต่ 25–125 กก.N/เฮกตาร์(4–20 กก.N/ไร่) มันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 80 ที่ปลูกในดินร่วนปนทรายให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 31.34–39.81 ตัน/เฮกตาร์ (5,014–6,370 กก./ไร่) ซึ่งสูงกว่าผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 27.16 ตัน/เฮกตาร์(4,326 กก./ไร่) ของมันสำปะหลังที่ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ทั้งนี้รวมทั้งน้ำหนักสดของต้นส่วนเหนือผิวดินที่ให้น้ำหนักสดเฉลี่ย 14.30–19.45 ตัน/เฮกตาร์(2,288–3,112 กก./ไร่) ซึ่งสูงกว่าน้ำหนักสดเฉลี่ย 11.73 ตัน/เฮกตาร์(1,877 กก./ไร่) ของมันสำปะหลังที่ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างมีนัยสำคัญยิ่งเช่นกัน ซึ่งจากผลการวิจัยดังกล่าวทำให้สามารถสรุปได้ว่าดินที่ใช้ปลูกมีปริมาณไนโตรเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังตารางที่2.2 ผลตอบสนองด้านผลผลิตหัวสดและน้ำหนักสดของต้นส่วนเหนือผิวดินของมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 80 ต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราต่าง ๆ อัตราปุ๋ยไนโตรเจน(กก.N/เฮกตาร์)ผลผลิตหัวสด(ตัน/เฮกตาร์) น้ำหนักสดของต้นส่วนเหนือผิวดิน(ตัน/เฮกตาร์) 0 27.16 11.7325 34.39 14.3050 32.01 14.8675 39.81 16.93100 38.43 19.45125 31.34 16.62F-test ** **** ค่าเฉลี่ยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติที่มา: Mutchima et al. (2018) 5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการการประเมินโดยผู้ประเมินที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มากพอที่จะทำให้การประเมินมีความแม่นยำสูง การประเมินโดยวิธีสังเกตลักษณะอาการขาดไนโตรเจนเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของมันสำปะหลังวินิจฉัยยาก ถ้าลักษณะอาการขาดไม่มีความรุนแรงมากพอหรือมันสำปะหลังอาจแสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีลักษณะอาการขาดคล้ายกันพร้อม ๆ กันไปด้วย เช่น ลักษณะอาการขาดกำมะถัน ทำให้ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนไม่มีความชัดเจน และอาจมีผลทำให้การวินิจฉัยเกิดความผิดพลาดได้ง่าย การประเมินโดยการวิเคราะห์ดินและพืช รวมทั้งการทดลองในไร่นาแม้ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ผลการประเมินให้ผลแม่นยำกว่าวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดไนโตรเจนด้วยสายตา ซึ่งวิธีการที่นิยมแนะนำและมีการปฏิบัติมากที่สุดคือ การวิเคราะห์ตัวอย่างดินก่อนปลูกพืชโดยการเก็บตัวอย่างดิน
- 43 -จากแปลงปลูกโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติได้สะดวกมากกว่าวิธีการวิเคราะห์พืชและการทดลองโดยการปลูกพืชในโรงเรือนหรือในไร่นาการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินแบบบูรณาการโดยการใช้วิธีการประเมินมากกว่าหนึ่งวิธีการ จะทำให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำมากขึ้น เช่น โดยการพิจารณาลักษณะอาการขาดไนโตรเจนร่วมกับค่าวิกฤติของปริมาณอินทรียวัตถุในดิน (ร้อยละ 3.2) ค่าพิสัยในระดับพอเพียงของปริมาณความเข้มข้นของไนโตรเจนในใบมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนของใบที่พึ่งพัฒนา และขยายตัวเต็มที่ (ร้อยละ 5.1–5.8) (Howeler, 2014) และผลตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราต่าง ๆ ของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินบริเวณเดียวกันกับที่เก็บตัวอย่างดิน และตัวอย่างพืชมาวิเคราะห์ ซึ่งจากหลักการโดยทั่วไป ถ้าจะพิจารณาถึงความแม่นยำในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินของวิธีการประเมินแต่ละวิธีการ วิธีการที่มีความแม่นยำที่สุดคือ วิธีการทดลองปลูกมันสำปะหลังในแปลงปลูกโดยตรงเพื่อทดสอบระดับการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราต่าง ๆ และผลที่ได้พบว่ามันสำปะหลังแสดงการตอบสนองเชิงบวกด้านการเติบโตและปริมาณการให้ผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนวิธีการประเมินที่น่าจะมีความแม่นยำรองลงไปในระดับมาก ปานกลาง และน้อยตามลำดับคือ วิธีการวิเคราะห์ปริมาณไนโตรเจนในใบมันสำปะหลัง วิธีการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินและวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของมันสำปะหลัง (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง)ในการพิจารณาวิธีการประเมินทั้ง 4 วิธีการแบบบูรณาการ ถ้ามีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินโดยวิธีการทดลองในไร่เพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราต่าง ๆ กับดินที่ต้องการทดสอบ และผลการประเมิน พบว่า มันสำปะหลังแสดงการตอบสนองทางด้านการเติบโตและปริมาณการให้ผลผลิตต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเด่นชัด ในกรณีเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินโดยวิธีการอื่นทั้ง 3 วิธีการอีก อย่างไรก็ตามในกรณีที่ไม่มีการประเมินโดยวิธีการทดสอบกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่โดยตรง ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปเกษตรกรไม่ปฏิบัติกันอยู่แล้ว การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินแบบบูรณาการ สามารถทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า โดยใช้วิธีการที่ 1 โดยการสังเกตลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2 ซึ่งเป็นวิธีการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และวิธีการที่ 3 โดยการวิเคราะห์ความเข้มข้นของไนโตรเจนในใบมันสำปะหลังจากวิธีการประเมินทั้ง 3 วิธีการข้างต้น ถ้าจะประเมินแบบบูรณาการ โดยใช้วิธีการปฏิบัติมากกว่า 1 วิธีการ ได้แก่ วิธีการประเมินร่วมกัน 2 วิธีการใน 3 รูปแบบ คือ วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 วิธีการที่ 1ร่วมกับวิธีการที่ 3 วิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 และวิธีการประเมินครบทั้ง 3 วิธีการ คือ วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 วิธีการการประเมินครบทั้ง 3 วิธีการน่าจะมีความแม่นยำในระดับมาก ส่วนวิธีการประเมินที่น่าจะมีความแม่นยำในระดับค่อนข้างมาก ปานกลาง และในระดับน้อยตามลำดับ คือ วิธีการประเมินที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2ดังรายละเอียดในตารางที่ 2.3 (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง)
- 44 -ตารางที่ 2.3 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดิน วิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินแต่ละวิธีและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุและค่าวิกฤติในดิน2(เปอร์เซ็นต์)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณไนโตรเจนและค่าพิสัยในระดับพอเพียงในใบมันสำปะหลัง3(เปอร์เซ็นต์)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่ 2,ภาพสีที่ 33.2 - น้อยวิธีการที่ 1+3 - 5.1-5.8 ปานกลางวิธีการที่ 2+3 3.2 5.1-5.8 ค่อนข้างมากวิธีการที่ 1+2+3 3.2 5.1-5.8 มากหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะถือว่ามีระดับความแม่นยำมากที่สุด 2,3 Howeler (2014) 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง1.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดไนโตรเจนการแก้ไขปัญหาดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดไนโตรเจน มีวิธีการปฏิบัติบางประการดังต่อไปนี้1) ถ้าปลูกมันสำปะหลังโดยอาศัยน้ำฝนในพื้นที่ที่มีความลาดเท ควรจัดการดิน และน้ำเชิงอนุรักษ์ เพื่อลดการสูญเสียเนื้อดิน โดยเฉพาะเนื้อดินในหน้าดินชั้นบน อินทรียวัตถุ ไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ในดินปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนที่ใส่ลงดิน และการสูญเสียน้ำโดยกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ กระบวนการกร่อนดิน (soil erosion) การไหลบ่าของน้ำ (water runoff) และกระบวนการชะละลายในดิน (leaching) โดยใช้มาตรการที่สำคัญบางประการในการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม ดังต่อไปนี้1.1) ปลูกมันสำปะหลังบนร่องปลูกที่ยกร่องตามแนวระดับหรือยกร่องขวางความลาดเทเพื่อลดปัญหาการกร่อนดิน และการไหลบ่าของน้ำบนผิวดิน1.2) ปลูกมันสำปะหลังในระบบพืชหมุนเวียนที่มีมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก และมีการใช้พืชตระกูลถั่ว เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า ตามความเหมาะสมในระบบพืชหมุนเวียน1.3) ปลูกหญ้าแฝกให้เป็นแถบพืช (hedge rows) ตามแนวระดับขวางความลาดเทโดยมีระยะห่างระหว่างแถวแฝกตามความเหมาะสมขึ้นกับระดับความลาดเทและความยาวของความลาดเท1.4) การใช้ปุ๋ยเคมีทุกชนิดรวมทั้งปุ๋ยไนโตรเจนอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรถ้าดินที่ใช้ปลูกมีสมบัติแน่นแข็ง ระบายน้ำ และระบายอากาศไม่ดี ซึ่งในกรณีที่ดินมีความแน่นแข็งทั้งที่ผิวดิน และใต้ผิวดิน โดยที่ความแน่นแข็งใต้ผิวดินอาจมีความแน่นแข็งถึงระดับเป็นชั้นดินดาน ควรปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดินทางเชิงกล เช่น การไถทำลายชั้นดินดานโดยการใช้ไถสิ่ว (chisel plow) และ/หรือการปรับปรุงดินทางเคมี เช่น
- 45 -การใช้ยิปซัม (gypsum) หรือฟอสโฟยิปซัม (phosphogypsum) ในอัตรา 200–250 กก./ไร่ โดยการใส่แบบหว่านกระจายให้ทั่วแปลงที่ระยะก่อนเตรียมดินครั้งสุดท้ายก่อนปลูก หรือใส่ก่อนเตรียมดินครั้งแรกที่ควรไถดินให้ลึกเพื่อลดปัญหาการเกิดแผ่นแข็งปิดผิวดิน (soil seal) รวมทั้งเพื่อปรับปรุงชั้นดินใต้ผิวดินที่มีความแน่นแข็งให้มีความโปร่งซุยมากขึ้น ซึ่งในการใช้ยิปซัมหรือฟอสโฟยิปซัมนั้น ยังให้ธาตุแคลเซียมและธาตุกำมะถันแก่พืชด้วย โดยเฉพาะการใช้กับดินที่ขาดกำมะถัน ยกตัวอย่าง เช่น จากรายงานผลการวิจัยของ Kaewkamthong et al. (2014)พบว่าการใช้สารปรับปรุงดินในรูปยิปซัมในอัตรา 200 กก./ไร่ ร่วมกับการไถลึกเพื่อคลุกกลบยิปซัมลงดินถึงระดับ30 เซนติเมตร มีผลทำให้มันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 80 ที่ปลูกต่อเนื่องกัน 2 ปีเพาะปลูกในดินชุดดินยโสธร(Yasothon soil series) ในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ยจากทั้ง 2 ปีเพาะปลูก 3,392 กก./ไร่ เปรียบเทียบกับมันสำปะหลังที่ปลูกโดยการไถดินลึก 30 เซนติเมตร โดยไม่ใส่ยิปซัมที่ให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 2,208 กก./ไร่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการใช้ยิปซัมให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ยสูงขึ้นมากถึง 1,184 กก./ไร่ หรือให้ผลผลิตหัวสดสูงขึ้นถึง 5.92 กก.ต่อการใช้ยิปซัม 1 กก.ซึ่งในเชิงเศรษฐศาสตร์ การใช้ยิปซัมในอัตราดังกล่าวให้ผลตอบแทนหรือกำไรสุทธิคุ้มค่าแน่นอน ถึงแม้ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใส่ยิปซัมลงดินด้วยก็ตาม(ตารางที่ 2.4)ตารางที่ 2.4 ผลของการไถลึกและการใช้ยิปซัมต่อผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 80 ที่ปลูกในดินชุดดินยโสธรติดต่อกัน 2 ปีเพาะปลูก (กก./ไร่)วิธีการปฏิบัติ ปีเพาะปลูก 2553 ปีเพาะปลูก 2554 เฉลี่ย1. การไถลึก12,128 2,288 2,2082. การไถลึก+การใส่ยิปซัมอัตรา 200 กก./ไร่3,088 3,696 3,392ผลต่าง(วิธีที่ 2 - วิธีที่ 1)960 1,408 1,184หมายเหตุ:1การไถลึกถึงระดับ 30 ซม.เพื่อคลุกกลบยิปซัมลงดินก่อนปลูกมันสำปะหลังที่มา: Kaewkamthong et al. (2014)2) เพื่อผลดีในระยะยาว ปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีในปริมาณมาก เช่น การใช้ปุ๋ยหมักถ่านชีวภาพ (biochar compost) ที่ผลิตโดยใช้ถ่านชีวภาพร่วมกับปุ๋ยหมักฟางข้าวที่พบว่าได้ผลดีมากต่อการปรับปรุงบำรุงดิน และการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน (ภานุเดชา, 2565) หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีในรูปอื่น ๆ รวมทั้งปุ๋ยพืชสดที่ได้จากการปลูกพืชปุ๋ยสดโดยควรใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับปริมาณอินทรียวัตถุในดินให้มีปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนในอัตราที่มีปริมาณไนโตรเจนมากเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังทุกฤดูกาลเพาะปลูก3) ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนลงดินโดยวิธีการที่เหมาะสม เช่น ควรใส่แบบเฉพาะจุดข้างต้นมันสำปะหลังแล้วกลบหลุมที่หยอดปุ๋ย หรือการใส่แบบเป็นแถบยาวข้างต้นโดยใช้เครื่องหยอดปุ๋ย ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนลงดินโดยวิธีการหว่านกระจายให้ทั่วแปลงแล้วไถกลบหรือไม่ไถกลบลงดิน โดยเฉพาะการใส่ปุ๋ย
- 46 -ไนโตรเจนในรูปปุ๋ยเดี่ยว เช่น ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ลงดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างโดยไม่ไถกลบลงดินจะทำให้เกิด การสูญเสียไนโตรเจนในรูปก๊าซแอมโมเนียจำนวนมาก หรือแม้ว่าจะมีการไถกลบปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนลงดิน ก็อาจจะเกิดการสูญเสียไนโตรเจนในรูปก๊าซแอมโมเนียได้ไม่มากก็น้อย รวมทั้งปัญหาด้านวัชพืชที่จะทำให้มีปัญหามากกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีแบบเฉพาะจุดข้างต้นมันสำปะหลัง4) หลังการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง และหลังจากนำผลิตผลรวมทั้งลำต้นที่จะใช้เป็นท่อนพันธุ์ปลูกในครั้งต่อไปออกไปจากพื้นที่เก็บเกี่ยว ควรทิ้งเศษซากพืชทั้งส่วนที่เป็นเหง้า กิ่ง ใบ แขนง และลำต้นบางส่วนที่ไม่ใช้ประโยชน์ให้คงค้างกระจายอยู่ในแปลงให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารพืชและอินทรีย์สารให้กลับคืนลงดินก่อนการเตรียมดินในฤดูเพาะปลูกต่อไป5) ในดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจน โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจน เช่น ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 หรือใช้ปุ๋ยแอมโมเนียม ซัลเฟตสูตร 21-0-0+24S ถ้าดินที่ปลูกเป็นดินที่ขาดกำมะถัน โดยการแบ่งใส่มากกว่า 1 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการสูญเสียไนโตรเจนโดยการชะละลาย (leaching) ที่มักจะเกิดมากในดินที่มีเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินร่วนปนทราย6) การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนกับมันสำปะหลัง ไม่ว่าจะใช้ในรูปปุ๋ยเดี่ยวหรือในรูปปุ๋ยผสม แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินโดยการใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุปุ๋ยไนโตรเจนในอัตรา16, 8 และ 4กก.N /ไร่ถ้าดินมีปริมาณอินทรียวัตถุน้อยกว่าร้อยละ 1 ร้อยละ 1-2 และมากกว่าร้อยละ 2 ตามลำดับ และแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีตามประเภทเนื้อดินโดยการใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุปุ๋ยไนโตรเจนในอัตรา 4, 8 และ16 กก.N /ไร่ สำหรับดินที่มีเนื้อดินเหนียว ดินเหนียวปนกรวดหรือดินเหนียวที่เป็นดินตื้น ดินร่วนเหนียว และดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ตามลำดับ (กรมวิชาการเกษตร, 2564)2. ฟอสฟอรัส2.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังบทบาทสำคัญของฟอสฟอรัสในพืช คือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสารนิวคลีโอโปรตีน(Nucleoprotein) กรดนิวคลีอิก (Nucleic acid) และสารฟอสโฟลิปิดส์ (Phospholipids) รวมทั้งเอนไซม์ทั้งหมดที่มีหน้าที่สำคัญต่อการสะสมและการถ่ายทอดพลังงานภายในพืช ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการเกิดกระบวนการต่าง ๆ ภายในพืช ได้แก่ กระบวนการฟอสโฟรีเลชัน (Phosphorylation) กระบวนการสังเคราะห์แสง กระบวนการหายใจ และกระบวนการสังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) โปรตีน และไขมันซึ่งเป็นกระบวนการที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แป้งที่มีความสำคัญต่อการลงหัวของมันสำปะหลังมันสำปะหลังที่ได้รับฟอสฟอรัสอย่างเพียงพอจะเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการพัฒนาระบบรากโดยเฉพาะในระยะแรกของการเติบโตที่มันสำปะหลังต้องการฟอสฟอรัสในปริมาณมาก และมากกว่าความต้องการในระยะหลังจากนั้นไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ระยะประมาณ 10–12 เดือนหลังปลูก
- 47 -2.2 พฤติกรรมในดินดินที่ใช้ในการผลิตพืชโดยทั่ว ๆ ไปมีปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมด (total phosphorus) น้อยกว่าปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (total nitrogen) และปริมาณโพแทสเซียมทั้งหมด (total potassium) ในดิน ซึ่งปริมาณจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายปัจจัย เช่น ชนิดของวัตถุต้นกำเนิดดิน การชะละลาย การกร่อนดิน (soil erosion) การจัดการดิน และประเภทเนื้อดิน โดยดินเนื้อละเอียดมีปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดมากกว่าดินเนื้อหยาบ และดินชั้นบนปกติมีฟอสฟอรัสน้อยกว่าดินชั้นล่างซึ่งเป็นผลที่เกิดจากชะละลายในชั้นหน้าตัดดิน ฟอสฟอรัสที่พบในดินอยู่ในรูป 2 รูป คือ อินทรีย์ฟอสฟอรัส และอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสในรูปแร่ สารประกอบฟอสเฟตที่ละลายน้ำยากและฟอสฟอรัสในรูปไอออนในสารละลายดิน ดินที่ใช้ในการเขตกรรมโดยทั่วไปมีปริมาณฟอสฟอรัสในรูปอนินทรีย์ฟอสฟอรัสมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแร่ปฐมภูมิ แร่ทุติยภูมิ และฟอสฟอรัสในรูปไอออนที่ถูกดูดซับอยู่ที่ผิวดิน โดยเฉพาะการดูดซับโดยแร่ดินเหนียวในรูปซิลิเกต ไฮดรัสออกไซด์ของเหล็ก และอะลูมินัมที่ละลายน้ำยากความเป็นประโยชน์ต่อพืชของฟอสฟอรัสในดินขึ้นกับฟอสฟอรัส 2 รูป คือรูปที่พืชดูดใช้ได้ และรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้ โดยฟอสฟอรัสในรูปที่พืชดูดใช้ได้ ได้แก่ ฟอสฟอรัสในรูปไอออนในสารละลายดินที่ประกอบด้วยฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟตแอนไอออน (H2PO4-1) และไดฟอสเฟตแอนไอออน (HPO4-2) ที่พบในสารละลายดินน้อยมาก คือน้อยกว่า 0.1 ส่วนต่อล้านส่วน (ppm) ของปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดในดิน ส่วนฟอสฟอรัสในรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้ที่พบมากที่สุดในดิน ได้แก่ ฟอสฟอรัสในรูปแร่ สารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ และใน รูปแอนไอออนที่ถูกดูดซับอยู่ที่ผิวดิน โดยเฉพาะกับแร่ดินเหนียวและทำให้มีสมบัติละลายน้ำยาก ซึ่งความเป็นประโยชน์ต่อพืชของฟอสฟอรัสในดินจะมีมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นกับความสัมพันธ์ของฟอสฟอรัสทั้ง 2 รูปนี้ กล่าวคือ เมื่อพืชดูดใช้ฟอสฟอรัสในรูปแอนไอออนที่พืชดูดใช้ได้จากสารละลายดิน ฟอสฟอรัสในรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยการปลดปล่อยฟอสฟอรัสในรูปที่พืชดูดใช้ได้ออกมาในสารละลายดิน เพื่อชดเชยส่วนที่ถูกพืชดูดใช้ไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดมากหรือน้อย และเร็วหรือช้าเพียงใดเพื่อรักษาสภาพสมดุลของปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่พืชดูดใช้ได้ในดินดังกล่าวขึ้นกับปัจจัย กลไกและสมบัติของดินหลายประการ เช่น ชนิดของสารประกอบฟอสเฟตในดิน ปริมาณ และชนิดของแร่ดินเหนียว รวมถึงองค์ประกอบหลักของธาตุที่มีประจุบวกในรูปเหล็ก อะลูมินัม แมงกานีส แคลเซียม แมกนีเซียม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมบัติความเป็นกรดเป็นด่างหรือพีเอชของดิน (soil-pH) ที่พบว่ามีอิทธิพลอย่างเด่นชัดมากต่อการควบคุมระดับความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดิน ทั้งนี้เพราะมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนต่อปริมาณความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในรูปแอนไอออนในสารละลายดินที่พืชใช้ประโยชน์ได้ กล่าวคือ ถ้าดินมีฤทธิ์เป็นกรด คือมีระดับพีเอชน้อยกว่า 6.8 และมีฤทธิ์เป็นกลางเพราะมีค่าพีเอชระหว่าง 6.8–7.2 ฟอสฟอรัสในรูปแอนไอออนที่มีมากในดินคือโมโนฟอสเฟต และไดฟอสเฟตตามลำดับซึ่งเป็นรูปที่พืชดูดใช้ได้ สำหรับดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง คือมีพีเอชมากกว่า 7.2 ฟอสฟอรัสในดินส่วนใหญ่อยู่ในรูปสารประกอบไตรฟอสเฟต (PO4-3) ที่ละลายน้ำได้น้อย และพืชดูดใช้ได้ยาก
- 48 -เมื่อใส่ปุ๋ยเคมีลงดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ง่ายและเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุดหรือทั้งหมดอยู่ในรูปสารประกอบแคลเซียมโมโนฟอสเฟต (Ca(H2PO4)) หรือแอมโมเนียมโมโนฟอสเฟต(NH4H2PO4) พืชจะดูดใช้ฟอสฟอรัสจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ได้เพียงประมาณร้อยละ 10-30 เท่านั้น โดยประมาณร้อยละ70–90 ของฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์จะเปลี่ยนรูปไปเป็นรูปที่ละลายน้ำได้น้อยลง พืชดูดใช้ได้ยากขึ้น โดยกลไกทางฟิสิกส์และทางเคมีในดินที่เรียกว่า กระบวนการตรึงฟอสฟอรัสในดิน (phosphorus fixation) ซึ่งการตรึงฟอสฟอรัสจะเกิดมากหรือน้อยขึ้นกับสมบัติของดินหลายประการ เช่น ชนิดและปริมาณของอินทรียวัตถุในดิน พีเอชของดิน ชนิดและปริมาณแร่ดินเหนียวในดิน ชนิดและปริมาณธาตุในรูปไอออนที่มีประจุบวกหรือแคตไอออน (cation) และสารประกอบต่าง ๆ ที่จะทำปฏิกิริยากับฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟต (H2PO4-1) และไดฟอสเฟต (HPO4-2) ในสารละลายดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคตไอออนในรูป เหล็ก อะลูมินัม แมงกานีสที่พบมากในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด และแคลเซียมที่พบมากในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง โดยเฉพาะในดินเนื้อปูน(calcareous soil)ฟอสฟอรัสในดินมีอันตรกิริยา (interaction) กับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ในดินด้านการดูดใช้จากดินและ/หรือการเคลื่อนย้ายภายในพืช ซึ่งนอกเหนือจากปัจจัยอื่น ๆ ในดิน ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสต่อพืชจะมีมากหรือน้อยยังขึ้นกับสภาวะของความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) ต่อกัน หรือสภาวะที่ทำให้เกิดการเกื้อกูลหรือเสริมฤทธิ์กัน (synergism) ต่อการดูดใช้ฟอสฟอรัสจากดิน และ/หรือการเคลื่อนย้ายภายในพืชดังนี้ 1) นอกเหนือจากอันตรกิริยาระหว่างฟอสฟอรัสกับไนโตรเจนในรูปไนเตรท (NO3-N) ในดินที่ได้กล่าว ไปแล้วข้างต้น ฟอสฟอรัสกับแมกนีเซียมในดินมีอันตรกิริยาเกื้อกูลกันในด้านการเคลื่อนย้ายภายในพืช เพราะแมกนีเซียมเป็นธาตุที่ทำหน้าที่กระตุ้น (activator) การทำงานของเอนไซม์ฟอสโฟคิเนส (phosphokinase) ซึ่งเร่งปฏิกิริยาการเคลื่อนย้ายหมู่ฟอสเฟตจากอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (adenosine triphosphate) ไปยังโมเลกุลของสารอื่น2) ฟอสฟอรัส กับเหล็ก และฟอสฟอรัสกับสังกะสีในดินมีอันตรกิริยาที่ทำให้เกิดสภาวะที่เป็นปฏิปักษ์กันทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเกิดอันตรกิริยาที่ไม่เกื้อกูลกันหลายประการ คือ2.1) ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ในสารละลายดิน (H2PO4-1, HPO4-2) หรือที่ได้จากปุ๋ยเคมีที่มีสมบัติละลายเร็วที่ใส่ลงดินทำปฏิกิริยากับเหล็ก หรือสังกะสีในรูปแคตไอออน (Fe2+,Zn2+ตามลำดับ) ในสารละลายดินกลายเป็นสารประกอบในรูปเหล็กฟอสเฟต และสังกะสีฟอสเฟตที่ละลายน้ำยาก ทำให้พืชขาดเหล็ก หรือสังกะสีได้โดยเฉพาะในดินที่มีเหล็ก และสังกะสีต่ำตามธรรมชาติ2.2) ฟอสฟอรัสในรูปฟอสเฟตแอนไอออนในสารละลายดินขัดขวางการดูดใช้เหล็กหรือสังกะสีของรากพืช รวมทั้งการเคลื่อนย้ายจากรากสู่ส่วนเหนือดินของพืช3) ในดินที่ขาดฟอสฟอรัสรุนแรง การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตช่วยเพิ่มการเติบโตหรือปริมาณชีวมวลของพืชอย่างเด่นชัด และหลังจากเหล็ก และสังกะสีเคลื่อนย้ายจากรากสู่พืชส่วนเหนือดิน จะทำให้เกิดความเสียสมดุล กล่าวคือ ทำให้ความเข้มข้นของฟอสฟอรัสต่อเหล็กและความเข้มข้นของฟอสฟอรัสต่อสังกะสีภายในพืชมีอัตราส่วนสูงกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้พืชขาดเหล็กหรือสังกะสีได้
- 49 -4) ฟอสฟอรัสมีปฏิสัมพันธ์เชิงลบแบบสองทิศทางกับแคลเซียมในดิน กล่าวคือ การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสหรือสารปูนไลม์ เช่น หินปูนบด ในปริมาณมากอาจทำให้พืชดูดใช้แคลเซียมหรือฟอสฟอรัสได้ยากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะที่มีความสำคัญในทางปฏิบัติ คือ ผลที่จะเกิดในทิศทางเดียวจากการใส่สารปูนไลม์ลงดินในปริมาณมากเกินไปแล้วทำให้พืชขาดฟอสฟอรัส ทั้งนี้เพราะแคลเซียมในสารปูนไลม์จะทำให้ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินโดยเฉพาะในรูปโมโนฟอสเฟต แอนไอออน (H2PO4-) ที่ละลายน้ำง่ายเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแคลเซียมไตรฟอสเฟต(Ca3(PO4)2) ที่ละลายน้ำยากและพืชดูดใช้ได้น้อยมาก 2.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดฟอสฟอรัสสาเหตุที่มาที่ทำให้ดินขาดฟอสฟอรัสและมันสำปะหลังที่ปลูกแสดงลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัส อาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการปฏิบัติ และสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้1) ดินในแถบร้อนชุ่มชื้นที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง ที่พบว่ามีปัญหาขาดฟอสฟอรัสมากคือดินในชั้นอันดับดิน(soil orders) ออกซิโซล (Oxisols) อุลติโซล (Ultisols) และอินเซ็บติโซล (Inceptisols) ซึ่งในดินทั้ง 3 อันดับดินนี้ ฟอสฟอรัสเป็นชนิดของธาตุอาหารพืชที่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญมากต่อการให้ผลผลิตของมันสำปะหลังดินที่ขาดฟอสฟอรัสรุนแรง หากมีการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสอย่างเพียงพอจะมีผลทำให้ผลผลิตของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาก (Howeler, 2014)2) ดินมีปฏิกิริยาเป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไป โดยเฉพาะดินกรดจัดที่มีปริมาณเหล็ก แมงกานีส และอะลูมินัมในดินในปริมาณมาก และดินด่าง เช่น ดินเนื้อปูน (calcareous soil) ที่มีปริมาณแคลเซียมในดินสูง ซึ่งจะทำให้ดินที่มีสมบัติดังกล่าวมีความสามารถในการตรึงฟอสฟอรัส (phosphorus fixation) ได้ในปริมาณมากและมีผลทำให้ฟอสฟอรัสเกิดการเปลี่ยนแปลงจากรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ เช่น ฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟตแอนไอออน (H2PO4-) ที่มีในสารละลายดินหรือในปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงดินไปเป็นสารประกอบฟอสเฟตที่ละลายน้ำยากพืชดูดใช้ไม่ได้3) ดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินร่วนปนทราย และดินทรายปนดินร่วนที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ อาจมีปัญหาขาดฟอสฟอรัสเพราะเกิดการสูญเสียฟอสฟอรัสโดยกระบวนการชะละลาย (leaching) ในดิน4) การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่มีฟอสฟอรัสแต่ใช้ในอัตราที่มีปริมาณฟอสฟอรัสน้อยเกินไปและการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่ไม่มีฟอสฟอรัสหรือใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเดี่ยวที่ไม่ใช่ปุ๋ยฟอสเฟต5) ยกเว้นปุ๋ยหินฟอสเฟต การใช้ปุ๋ยเคมีประเภทละลายเร็วที่มีฟอสฟอรัสโดยวิธีการไม่เหมาะสม เช่น การใส่ลงดินแบบหว่านกระจายทั่วทั้งพื้นที่ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องอาจมีผลทำให้มันสำปะหลังขาดฟอสฟอรัสได้ทั้งนี้เพราะฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ในปุ๋ยเคมีจะถูกตรึงในดิน (phosphorus fixation) มากขึ้น โดยการเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้2.4 วิธีการประเมินความความอุดมสมบูรณ์ของฟอสฟอรัสในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสของมันสำปะหลังฟอสฟอรัสในพืชเป็นธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย ดังนั้น เมื่อมันสำปะหลังขาดฟอสฟอรัส ส่วนของพืชโดยเฉพาะใบพืชจะแสดงลักษณะอาการขาดที่ใบส่วนล่างก่อนใบส่วนบน (ภาพสีที่ 4) การขาดฟอสฟอรัส
- 50 -ถ้าขาดไม่มาก ลักษณะอาการขาดที่สังเกตเห็นได้ทางสีของใบไม่ค่อยชัดเจนยกเว้นการเติบโตของต้นส่วนเหนือผิวดินที่จะลดลงอย่างเด่นชัด (ภาพสีที่ 5) ในสภาพที่พืชขาดฟอสฟอรัสในระดับรุนแรง ใบส่วนล่างจะมีสีเหลืองอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งแผ่นใบโดยที่เส้นกลางใบมีสีเหลืองด้วย (ภาพสีที่ 4) ต้นมีลำต้นเล็ก ก้านใบสั้น แผ่นใบแคบและจำนวนกลีบใบ (lobe) ต่อใบลดลง มันสำปะหลังบางพันธุ์ใบมีสีม่วง ใบอ่อนปวกเปียกเพราะขาดความเต่งทำให้ใบห้อยลงจากก้านใบ ใบอาจเกิดจุดไหม้สีดำ และท้ายที่สุดใบจะหลุดออกจากต้น ลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสที่แตกต่างจากลักษณะอาการขาดไนโตรเจน คือ ใบส่วนบนของต้นที่ขาดฟอสฟอรัสยังสมบูรณ์ และมีสีเขียวปกติ หรือมีสีเขียวอมม่วง ในขณะที่ใบส่วนบนของต้นที่ขาดไนโตรเจนมีสีเขียวน้อยกว่า หรือมีสีเขียวซีดจางไม่เขียวเข้มเหมือนใบส่วนบนที่ขาดฟอสฟอรัส 2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดินจากการวิเคราะห์ดินโดยวิธี Bray-II (Bray and Kurtz, 1945) ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินที่มีค่าพิสัยในระดับปานกลาง คือ 4 -15 มก./กก. และในระดับสูงคือมีปริมาณในดินมากกว่า 15 มก./กก.ส่วนปริมาณที่ถือได้ว่าเป็นระดับค่าวิกฤติของฟอสฟอรัสในดินคือ 7 มก./กก.ซึ่งหมายความว่าปริมาณฟอสฟอรัสในดินที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ ปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชต่ำกว่า 7 มก./กก. (ตารางที่ 2.5)เหตุผลสำคัญที่ค่าวิกฤติของปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน (7 มก./กก) มีค่าต่ำกว่าค่าพิสัยบน(15 มก./กก.) ของช่วงค่าพิสัยในระดับปานกลาง คือ4-15 มก./กก. ก็อาจเกิดจากบทบาทที่เกื้อกูลกัน (synergism)ระหว่างการเติบโตแบบพึ่งพาอาศัยกัน (symbiosis )ของรากมันสำปะหลังกับเชื้อราเวสิคิวรา อาร์บัส-คิวราไมโคไรซา(vesicular arbuscular mycorrhiza) ในดิน โดยที่เชื้อราช่วยดูดฟอสฟอรัสในดินแล้วมีฟอสฟอรัสบางส่วนที่ เชื้อราดูดเข้ามารากมันสำปะหลังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทำให้มันสำปะหลังได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณมากขึ้นนอกเหนือจากปริมาณที่รากมันสำปะหลังจริงๆจะดูดใช้ได้และมีผลทำให้มันสำปะหลังสามารถเติบโตได้ดีขึ้นแม้ดินจะมีปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่ำกว่าค่าพิสัยบนในระดับปานกลางก็ตาม3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในใบอ่อนที่สุดของมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่พึ่งพัฒนา และขยายตัวเต็มที่แบ่งออกได้รวม 5 ระดับ คือ ระดับขาดมาก ขาด ต่ำ เพียงพอ และระดับสูง โดยมีค่าพิสัยของความเข้มข้นในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง 0.38-0.50 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ค่าความเข้มข้นในช่วงพิสัยนี้มีค่าวิกฤติในใบ 0.41 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่าปริมาณในใบที่มีความเข้มข้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง และควรมีการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสคือ 0.25-0.36 เปอร์เซ็นต์ และน้อยกว่า 0.25 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นระดับความเข้มข้นในดินที่ดินขาดและขาดมากตามลำดับ (ตารางที่ 2.5) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสลงดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ในระดับขาดมาก ทั้งนี้เพราะในทางวิชาการ เชื่อว่าจะมีผลทำให้มันสำปะหลังแสดงการตอบสนองในเชิงบวกอย่างชัดเจนหรือมีผลดีต่อการเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญมาก
- 51 -ตารางที่ 2.5 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับฟอสฟอรัสในดิน ปริมาณและระดับฟอสฟอรัสในใบปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน1/(มก./กก.)ระดับฟอสฟอรัสในดินความเข้มข้นในใบ2/(เปอร์เซ็นต์)ระดับฟอสฟอรัสในใบ<2 ต่ำมาก <0.25 ขาดมาก2 - 4 ต่ำ 0.25 - 0.36 ขาด4 -15 ปานกลาง 0.36 - 0.38 ต่ำ7 ค่าวิกฤติ 0.38 - 0.50 เพียงพอ>15 สูง 0.413/ค่าวิกฤติ3/>0.50 สูงหมายเหตุ:1วิธีBray-II (Bray and Kurtz,1945) 2ความเข้มข้นในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3(CIAT,1985)ที่มา: Howeler (2014)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีปัญหาขาดฟอสฟอรัสในระดับค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรง การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสโดยทั่วไปมีผลดีต่อการเพิ่มการเติบโตของต้นอย่างเด่นชัดมาก ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ด้วยสายตาอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับต้นมันสำปะหลังที่ไม่ขาดฟอสฟอรัสทั้งทางด้านความสูงของต้น ขนาดของใบ กิ่ง ลำต้น และขนาดทรงพุ่มของต้น โดยต้นที่ขาดฟอสฟอรัสจะมีต้นเตี้ย ใบ กิ่ง ลำต้นมีขนาดเล็กมาก รวมทั้งมีขนาดทรงพุ่มแคบผิดปกติ (ภาพสีที่ 5) ซึ่งจากปรากฏการณ์ทางด้านคุณภาพของการเติบโตที่เห็นได้ด้วยสายตา สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยระดับความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินได้ค่อนข้างแม่นยำ นอกเหนือจากข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น น้ำหนักชีวมวลแห้งทั้งหมดของต้นส่วนเหนือผิวดินหรือน้ำหนักของหัวสดหรือหัวแห้งใต้ผิวดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่มีการทดสอบผลการตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสโดยการปลูกมันสำปะหลังในดินที่ขาดฟอสฟอรัสในระดับค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรงมันสำปะหลังที่ปลูกในทวีปเอเชียรวมทั้งในประเทศไทยส่วนใหญ่ปลูกในดินในอันดับดิน (soil orders)อุลติโซล (Ultisols) ที่ตามธรรมชาติมีปัญหาขาดฟอสฟอรัส (Howeler,1992) โดยเฉพาะเมื่อปลูกทดสอบในดินชุดดิน (soil series) หรือกลุ่มดิน (great group) ต่าง ๆ ในอันดับดินนี้ที่มีปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้โดยวิธี Bray-II ต่ำกว่า 4 มก./กก. ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำกว่าค่าวิกฤติในดิน (7 มก./กก.) (ตารางที่ 2.5) มันสำปะหลังมักจะแสดงการตอบสนองเชิงบวกทางด้านผลผลิตหัวสดอย่างมีนัยสำคัญมากต่อการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส (Howeler, 2014)ซึ่งผลการปลูกทดสอบและผลตอบสนองเชิงบวกที่ได้ดังกล่าวสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินชุดดินหรือกลุ่มดินต่าง ๆ ในอันดับดินอุลติโซลได้อย่างแม่นยำมากกว่าการประเมินโดยใช้วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสของใบหรือต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ รวมทั้งจากข้อมูลที่ได้จากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างดินและตัวอย่างพืช
- 52 -อย่างไรก็ตาม ดินทุกชนิดรวมทั้งดินในอันดับดินอุลติโซลในประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์เพื่อปลูกมันสำปะหลังมายาวนาน และส่วนใหญ่มีการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสทุกฤดูเพาะปลูก ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวจะมีผลทำให้เกิดการตกค้างของฟอสฟอรัสในดินอย่างต่อเนื่องและอาจส่งผลต่อมาที่ทำให้ดินส่วนใหญ่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังมีปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้โดยวิธี Bray-II มากกว่าค่าวิกฤติในดิน (7 มก./กก.) และเมื่อรวมถึงบทบาทแบบพึ่งพากัน (symbiosis) ระหว่างระบบรากของมันสำปะหลังกับ เชื้อราเวสิคิวลาร์ อาบัสคิวลาร์-ไมโครไรซา ที่ทำให้มันสำปะหลังสามารถใช้ประโยชน์จากฟอสฟอรัสในดินได้มากขึ้นแม้ว่าดินจะมีปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่พืชดูดใช้ได้ต่ำมากก็ตาม ทำให้มันสำปะหลังส่วนใหญ่ที่ปลูกในดินไร่โดยทั่ว ๆ ไปมักไม่ค่อยแสดงลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน รวมทั้งเมื่อใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสลงดิน มักจะไม่แสดงการตอบสนองต่อปุ๋ยฟอสฟอรัสอย่างชัดเจนมากนัก ดังนั้น ในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินปลูกมันสำปะหลัง ควรวินิจฉัยสาเหตุที่ทำให้ดินขาดฟอสฟอรัสโดยใช้วิธีการประเมินอื่น ๆแบบบูรณาการประกอบการพิจารณาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวินิจฉัยโดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติของดินที่ได้จากการวิเคราะห์ตัวอย่างดินและข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ตัวอย่างพืช5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการยกเว้นวิธีการประเมินโดยการทดสอบกับพืชที่ปลูกในไร่หรือในโรงเรือนทดลองที่เกษตรกรโดยทั่วไปไม่ปฏิบัติกัน การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินโดยทั่ว ๆ ไปนิยมใช้วิธีการวิเคราะห์ดินเป็นหลัก แต่การประเมินจะมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นถ้าใช้วิธีการประเมินมากกว่า 1 วิธีการโดยการใช้วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสของต้นมันสำปะหลังและวิธีการวิเคราะห์พืชร่วมด้วย (ตารางที่ 2.6)ซึ่งผลการประเมินที่ได้คาดว่าน่าจะมีความแม่นยำในระดับมาก ถ้าจะประเมินร่วมกันโดยใช้วิธีการทั้ง 3 วิธีการดังกล่าว (วิธีการที่ 1+2+3) และจะมีความแม่นยำในระดับค่อนข้างมาก ปานกลาง และในระดับน้อยถึงปานกลางถ้าจะประเมินโดยใช้วิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3 ตามลำดับ ซึ่งสำหรับการประเมินโดยใช้วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3 นั้น ในทางปฏิบัติ และเหตุผลทางวิชาการมีข้อจำกัดหลายประการ กล่าวคือ ลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสของมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่อาจวินิจฉัยได้ยาก ถ้าดินในแปลงปลูกไม่ได้ขาดฟอสฟอรัสในระดับรุนแรง หรือในระดับที่ดินมีปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้ด้วยวิธี Bray-II มากกว่า 4 มก./กก. และข้อเสียเปรียบอีกประการหนึ่ง คือ วิธีการวิเคราะห์พืชซึ่งเป็นวิธีการประเมินหลังจากปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว เป็นวิธีการที่เสียค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลาในการวิเคราะห์ค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงเป็นวิธีการประเมินแบบบูรณาการที่อาจไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ โดยวิธีการประเมินแบบบูรณาการแต่ละวิธีการที่น่าจะให้ผลลัพธ์ที่มีความน่าเชื่อถือควรใช้วิธีการวิเคราะห์ดินเป็นหลัก (วิธีการที่ 2) ด้วยเสมอ ได้แก่ การประเมินโดยวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 วิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3
- 53 -ตารางที่ 2.6 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินแต่ละวิธีและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสและค่าวิกฤติในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(เปอร์เซ็นต์)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่4ภาพสีที่ 57 - ปานกลางวิธีการที่ 1+3 - 0.41 น้อย-ปานกลางวิธีการที่ 2+3 7 0.41 ค่อนข้างมากวิธีการที่ 1+2+3 7 0.41 มากหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะถือว่ามีระดับความแม่นยำมากที่สุด 2 Howeler (2014) 3CIAT (1985) 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง2.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดฟอสฟอรัสการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการปลูกมันสำปะหลังในดินที่ขาดฟอสฟอรัสมีวิธีการปฏิบัติบางประการดังต่อไปนี้1) ปรับปรุงดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่ไม่ใช่ดินเค็มและดินกรดจัดให้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนถึงเป็นกลาง หรือมีค่าพีเอชของดิน (soil-pH) ประมาณ 6-7 เช่น การปรับค่าพีเอชของดินกรดจัดให้สูงขึ้นโดยการใช้สารปูนไลม์ในรูปหินปูนบดในปริมาณตามค่าความต้องการปูน (lime requirement) ของดิน เพื่อให้ดินเป็นกรดน้อยลงตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อลดการเกิดการตรึงฟอสฟอรัส (phosphorus fixation) ในดิน ส่วนดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ควรปรับลดความเป็นด่างโดยการใช้กำมะถันผง หรืออาจทดลองใช้สารปรับปรุงดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรงบางชนิด เช่น ลีโอนาไดต์(leonardite) ซึ่งเป็นแร่ชีวภาพธรรมชาติ(natural biominerals) ที่เป็นของเหลือทิ้งจากการทำเหมืองลิกไนต์ที่มีฤทธิ์ป็นกรดรุนแรงมาก (pH 2-4) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเป็นด่างของดินได้อย่างมีนัยสำคัญแล้ว การใส่ลีโอนาไดต์ยังช่วยเพิ่มสารฮิวมัส (humic substances) ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมหลายชนิดให้กับดินด้วย 2) การปลูกมันสำปะหลังในดินที่เกิดการกร่อนดิน (soil erosion) ควรจัดการดินเพื่อลดการสูญเสียเนื้อดินโดยการใช้มาตรการการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างเหมาะสม ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดไนโตรเจน 3) นอกเหนือจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนและโพแทสเซียม ดินที่ขาดฟอสฟอรัสและมีฤทธิ์เป็นกรดจัด อาจใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสรองพื้นในรูปปุ๋ยหินฟอสเฟต (rock phosphate) ที่มีราคาต่ำกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของปุ๋ยฟอสเฟตประเภทละลายเร็วที่มีในปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสโดยทั่วไป โดยการใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟตลงดิน
- 54 -โดยวิธีหว่านกระจายให้ทั่วแปลงปลูก แล้วไถกลบลงดินก่อนปลูกมันสำปะหลัง ทั้งนี้เพราะความเป็นกรดจัดของดินจะช่วยละลายสารประกอบของฟอสฟอรัสที่มีอยู่ในหินฟอสเฟต ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุดอยู่ในรูปแคลเซียม ไตรฟอสเฟต (Ca3(PO4)2) ที่ละลายน้ำยาก และพืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็นสารประกอบในรูปแคลเซียม โมโนฟอสเฟต (Ca3(PO4)2) ที่ละลายน้ำ ซึ่งเมื่อสารประกอบเกิดการแตกตัว พืชสามารถดูดใช้ฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟตแอนไอออน (H2PO4-) ได้4) ใช้ปุ๋ยเคมีประเภทละลายเร็วที่มีฟอสฟอรัสโดยวิธีการใส่ลงดินแบบเป็นแถบ (banding) ยาวต่อเนื่องข้างแถวต้นมันสำปะหลัง โดยเฉพาะกับมันสำปะหลังที่ปลูกโดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้นไม่ห่างเกินไปเช่น ไม่เกิน 60 เซนติเมตร (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง) หรือใส่เป็นจุดหรือเป็นแถบสั้นที่มีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตรเฉพาะพื้นที่ข้างต้น (localized placement) แล้วกลบปุ๋ยด้วยดินที่ขุดออกมา โดยใส่ห่างจากต้นประมาณ 10-15 เซนติเมตร อย่าใช้ปุ๋ยประเภทนี้โดยการหว่านกระจายลงดิน ทั้งนี้เพราะฟอสฟอรัสส่วนใหญ่ในปุ๋ยจะถูกตรึงในดิน (phosphorus fixation) และเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้5) การใช้ปุ๋ยเคมีประเภทละลายเร็วที่มีฟอสฟอรัสโดยการใช้ทางดินมีผลตกค้างในดินในปริมาณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้กับดินเนื้อปานกลาง และดินเนื้อละเอียด กล่าวคือ อาจมีผลตกค้างในดินมากถึง ร้อยละ 70-90 หรืออีกนัยหนึ่ง มันสำปะหลังสามารถดูดใช้ฟอสฟอรัสได้มากที่สุดเพียงประมาณร้อยละ 30ของฟอสฟอรัสที่มีสมบัติละลายเร็วในปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงดิน ดังนั้น การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสกับมันสำปะหลังในปีเพาะปลูกปัจจุบัน ผู้ใช้ต้องคำนึงถึงผลตกค้างของปุ๋ยฟอสฟอรัสที่เคยใส่มาก่อนด้วยว่ามีผลตกค้างอยู่ในดินมากน้อยเพียงใด เช่น โดยการพิจารณาจากประวัติการใช้ที่ดินของแปลงปลูกเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสในปีเพาะปลูกที่ผ่านมา และ/หรือจากผลการวิเคราะห์ดินก่อนปลูกมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสกับมันสำปะหลัง ซึ่งจะช่วยลดค่าปุ๋ยลงได้ไม่มากก็น้อยถ้าใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสในปริมาณน้อยลง ซึ่งสำหรับปุ๋ยเคมีหรือแม่ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ทั้ง 3 ชนิด ธาตุปุ๋ยฟอสฟอรัสมีต้นทุนการผลิต และราคาจำหน่ายต่อหน่วยของธาตุปุ๋ยชนิดนี้แพงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับธาตุปุ๋ยไนโตรเจน และธาตุปุ๋ยโพแทสเซียม ดังจะเห็นได้จากราคาจำหน่ายของปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมสูตรต่างๆที่ถ้าในสูตรนั้น ๆ มีปริมาณฟอสฟอรัสในรูปแอนไฮไดร์ของกรดฟอสฟอริก (anhydride of phosphoric acid) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าฟอสฟอริก ออกไซด์(P2O5) สูง ราคาจำหน่ายของปุ๋ยเคมีก็จะสูงมากขึ้นด้วย เช่น ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24, 15-15-15, 11-52-0, 18-46-0 ซึ่งในท้องตลาดโดยทั่วไปจะมีราคาจำหน่ายค่อนข้างแพงมาก6) ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือสารอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มความจุในการอุ้มน้ำของดินเนื้อหยาบเช่น ดินทราย ดินทรายปนดินร่วนที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ทั้งนี้เพื่อลดการสูญเสียฟอสฟอรัสโดยกระบวนชะละลาย (leaching) ที่มักเกิดปัญหารุนแรงในดินที่มีสมบัติดังกล่าว โดยเฉพาะกับดินที่เนื้อดินเป็นทรายจัดและมีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำมาก7) การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสกับมันสำปะหลังแนะนำให้ใช้ตามค่าวิเคราะห์ดินในอัตรา 8, 4 และ0 กก.P2O5 /ไร่ ถ้าดินมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์น้อยกว่า 5 มก./กก. 5-30 มก./กก. และมากกว่า
- 55 -30 มก./กก. ตามลำดับ และแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุปุ๋ยฟอสฟอรัสตามลักษณะเนื้อดินในอัตรา 4 กก. P2O5 /ไร่สำหรับดินร่วนเหนียว ดินเหนียว ดินเหนียวปนกรวด และดินเหนียวที่เป็นดินตื้น และในอัตรา 8 กก.P2O5 /ไร่ สำหรับดินร่วนปนทรายและดินทราย (กรมวิชาการเกษตร 2564) โดยปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เลือกใช้เป็นหลัก คือ ปุ๋ยผสมสูตร 15-7-18, 13-13-21 และสูตร 15-15-15 (บทที่ 5 ตารางที่ 5.11)3. โพแทสเซียม3.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังโพแทสเซียมซึ่งเป็นธาตุในกลุ่มโลหะแอลคาไล (alkali metal) ไม่ได้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือไขมันในพืช แต่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของสารประกอบอินทรีย์ชนิดดังกล่าวข้างต้น โพแทสเซียมช่วยปลุกฤทธิ์เอ็นไซม์และกิจกรรมในการสังเคราะห์แสง และเพิ่มการเคลื่อนย้ายสารโฟโตซินเทต (Photosynthates) ไปยังรากสะสมอาหารของพืชหัว เช่น มันสำปะหลัง ซึ่งจะทำให้ใบมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำลง และต่อมามีผลทำให้ใบในบริเวณดังกล่าวเกิดการสังเคราะห์แสงในใบเพิ่มขึ้น โดยภาพรวม บทบาทที่สำคัญของโพแทสเซียม คือ ช่วยในการปลุกฤทธิ์เอ็นไซม์ที่เกี่ยวกับการสร้างแป้งและการปลุกฤทธิ์เอ็นไซม์เอทีพีเอส (ATPase) ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของราก การสังเคราะห์โปรตีน การสังเคราะห์แสง การควบคุมศักย์ออสโมซีส (osmotic potential) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายขนาดเซลล์ การเปิด และปิดปากใบ การเคลื่อนย้ายของสารทางโฟลเอ็ม (Phloem) เช่น สารซูโครสโดยการลำเลียงเข้าสู่หลอดตะแกรงของโฟลเอ็มการขับเคลื่อนมวลของสารอินทรีย์ไปตามหลอดตะแกรง และการรักษาสมดุลระหว่างไอออนประจุบวกและไอออนประจุลบในทางอ้อม โพแทสเซียมยังมีผลดีต่อการเติบโตของมันสำปะหลังโดยการเพิ่มความทนทานของพืชปลูกต่อสภาพความเครียดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมบางประการ เช่น เพิ่มความทนทานต่อสภาพความแห้งแล้งที่มีผลทำให้ดินมีความชื้นต่ำผิดปกติ ความทนทานต่อความเค็มของดินเพราะธาตุโพแทสเซียมมีอันตรกิริยา (interaction) ที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับธาตุโซเดียมในดิน ทำให้พืชดูดโซเดียมได้น้อยลง เพิ่มความทนทานต่อความหนาวเย็นที่ผิดปกติและความทนทานต่อพิษของแอมโมเนียเพราะช่วยยับยั้งการดูดแอมโมเนียม ไอออน (NH4+) ของรากพืช นอกจากนั้น โพแทสเซียมยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่ทำให้เกิดผลดีต่อภาวการณ์เกิดโรคที่เกิดจากเชื้อรา และแบคทีเรีย และการทำลายของแมลงศัตรูพืชบางชนิดโดยทำให้พืชเกิดความเสียหายน้อยลง (ปิยะ, 2536)ในทางวิชาการด้านคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง ผลการวิจัยจำนวนมาก รายงานว่าการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่ำ นอกจากจะเพิ่มปริมาณผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังแล้ว ยังช่วยเพิ่มปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังได้ด้วย (Obigbesan, 1973; CIAT, 1982;Howeler, 1985; Howeler,1998; Nguyen Huu Hy et al., 1998) โดยเฉพาะเมื่อใช้ปุ๋ยโพแทชในปริมาณต่าง ๆจนถึงอัตรา 80-100 กก.K2O/เฮ็กตาร์ หรือ 12.8-16 กก.K2O/ไร่ (Howeler, 2014)
- 56 -3.2 พฤติกรรมในดินโพแทสเซียมในรูปอนินทรีย์ในดินจะพบในรูปต่าง ๆ รวม 4 รูป ได้แก่ โพแทสเซียมในรูปแคตไอออนในสารละลายดิน โพแทสเซียมแคตไอออนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ (exchangeable cation) ที่ถูกดูดซับอยู่บนผิวของสารคอลลอยด์ดิน โพแทสเซียมแคตไอออนในรูปที่แลกเปลี่ยนไม่ได้ (non-exchangeable cation) ที่ถูกตรึง (fixed potassium) อยู่กับแร่ดินเหนียว และโพแทสเซียมที่เป็นองค์ประกอบในแร่ชนิดต่าง ๆ ซึ่งทั้ง 4 รูปที่พบในดินจะมีอยู่ในสภาวะที่สมดุลกันเชิงพลวัต (dynamic equilibrium) ในเชิงปริมาณและความเป็นประโยชน์ต่อพืช โพแทสเซียมในรูปสารอนินทรีย์ในดินจำแนกออกได้ 3 รูป คือ รูปที่เป็นองค์ประกอบในแร่ชนิดต่าง ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช (relatively unavailable form) พืชดูดใช้ไม่ได้ เช่น ในรูปแร่เฟลสปาร์ (feldspar) แร่ไมกา (mica) ฯลฯ ซึ่งจะมีประมาณร้อยละ 90-98 ของปริมาณโพแทสเซียมทั้งหมดในดิน รูปที่สองคือรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้อย่างช้า ๆ (slowly available form) ซึ่งจะมีประมาณร้อยละ 1-10 ของปริมาณโพแทสเซียมทั้งหมดในดิน ทั้งนี้เพราะทั้งหมดอยู่ในรูปโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนไม่ได้ที่ถูกตรึง (fixed potassium)อยู่ในหลืบของหน่วยผลึก (crystal lattice unit) ของอนุภาคแร่ดินเหนียว โดยเฉพาะแร่ดินเหนียวประเภท 2:1 เช่น แร่อิลไลต์ (illite) แร่เวอร์มิคูไลต์ (vermiculite) และรูปที่สาม คือ โพแทสเซียมในรูปแคตไอออนอิสระในสารละลายดินที่พืชสามารถดูดใช้ได้ทันที(readily available form) ซึ่งจะมีเพียงประมาณร้อยละ 1-2ของปริมาณโพแทสเซียมทั้งหมดในดิน โพแทสเซียมในรูปต่าง ๆ ทั้ง 3 รูปที่พบในดินในสภาวะที่สมดุลกันเชิงพลวัตจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางกลับกันกับการดูดใช้โพแทสเซียมในดินโดยพืช เช่น ถ้าปลูกมันสำปะหลังในดินที่ไม่ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม มันสำปะหลังจะดูดโพแทสเซียมในรูปแคตไอออนที่มีอยู่แล้วเดิมในสารละลายดินที่รากสามารถดูดใช้ได้ทันทีก่อน ซึ่งจะมีผลทำให้โพแทสเซียมในรูปนี้ลดน้อยลงเรื่อย ๆ และส่งผลให้มีการปลดปล่อยโพแทสเซียมในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้อย่างช้า ๆ และในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชออกมาชดเชยปริมาณโพแทสเซียมในรูปแคตไอออนในสารละลายดินและในรูปที่ถูกตรึงโดยแร่ดินเหนียวที่มีปริมาณลดน้อยลงตามลำดับกันในเชิงพลวัตเพื่อรักษาความเสถียรหรือเพื่อทำให้เกิดสมดุลใหม่ ซึ่งในทางปฏิบัติ ถ้าปลูกมันสำปะหลังโดยไม่ใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว จะมีผลทำให้ดินมีปริมาณโพแทสเซียมทั้ง 3 รูปลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่อาจทำให้พืชปลูกขาดโพแทสเซียมอย่างรุนแรงและอย่างถาวรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าปลูกมันสำปะหลังในดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวและปริมาณอินทรียวัตถุในดินต่ำ รวมทั้งดินที่มีสมบัติทางด้านความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก(cation exchange capacity) ต่ำแต่ในทางกลับกันถ้าปลูกมันสำปะหลังโดยมีการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมในปริมาณมากเกินพอทุกฤดูกาลปลูก การเปลี่ยนแปลงทางด้านการรักษาเสถียรเพื่อให้เกิดสมดุลเชิงพลวัตใหม่จะเกิดในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ จะทำให้เกิดการตรึงโพแทสเซียมและการเปลี่ยนแปลงโดยทำให้ปุ๋ยโพแทสเซียมที่ใส่ลงดินเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่ถูกตรึงและในรูปแร่มากขึ้น ซึ่งในระยะยาวจะมีผลทำให้เกิดการสะสมหรือเกิดผลตกค้างของปุ๋ยโพแทสเซียมที่ใส่ลงดินสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมอีกต่อไป หรือใช้ในปริมาณที่น้อยลงกว่าที่เคยใช้มาก่อนโพแทสเซียมในดินมีอันตรกิริยา (interaction) กับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ทางด้านการดูดใช้โดยราก และ/หรือการเคลื่อนย้ายภายในพืช ดังนี้
- 57 -1) ถ้าสารละลายดินมีปริมาณโพแทสเซียมในปริมาณมากจะเกิดสภาวะที่เป็นปฏิปักษ์(antagonism) ต่อการดูดใช้ไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม (NH4-N) โบรอน ลดการดูดใช้แมกนีเซียมโดยรากและการเคลื่อนย้ายของแมกนีเซียมที่รากพืชดูดไว้แล้วสู่ต้นส่วนเหนือดิน การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องอาจทำให้มันสำปะหลังขาดแมกนีเซียมได้ โดยเฉพาะ ในดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำ2) โพแทสเซียมมีบทบาทที่ทำให้เกิดสภาวะที่เสริมฤทธิ์กัน (synergism) กับไนโตรเจนในรูปไนเตรทแอนไอออน (NO3-) โดยการส่งเสริมการดูดและการเคลื่อนย้ายไนเตรท-ไนโตรเจน (NO3-N) จากรากสู่ต้นส่วนเหนือดินของพืช เพิ่มการสะสมเหล็กและแมงกานีสในพืชส่วนเหนือดิน 3.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดโพแทสเซียมสาเหตุที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดโพแทสเซียมอาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการปฏิบัติและสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้1) ดินที่ใช้ปลูกเป็นดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินร่วนปนทราย และดินทรายปนดินร่วนที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวน้อยและเป็นแร่ดินเหนียวชนิดที่มีคุณภาพต่ำ เช่น แร่ดินเหนียวประเภท แคโอลิไนต์(kaolinite) โดยเฉพาะที่พบมากในดินชั้นอันดับดิน (soil orders) ออกซิโซล (Oxisols) อุลติโซล (Ultisols) และอินเซ็บติโซล (Inceptisols) รวมทั้งชั้นอันดับดินอัลฟิโซล (Alfisols) ที่มีวัตถุต้นกำเนิดในรูปหินทราย2) การปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือใช้ปุ๋ยเคมีที่มีโพแทสเซียมในอัตราที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชไร่ที่มีความต้องการธาตุอาหารพืชชนิดนี้ในปริมาณมาก หรือปริมาณปุ๋ยเคมีที่มีโพแทสเซียมที่ใช้ๆ ไม่มากเพียงพอที่จะชดเชยส่วนของโพแทสเซียมที่สูญเสียไปโดยการเกิดการชะละลาย (leaching) และการกร่อนดิน (soil erosion) รวมทั้งปริมาณที่พืชดูดขึ้นไปใช้ตลอดฤดูปลูก และสะสมอยู่ในผลิตผล และท่อนพันธุ์ของมันสำปะหลังที่ถูกนำออกไปจากพื้นที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์หลังการเก็บเกี่ยว (crop removal)3) หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลัง ไม่มีการไถกลบลงดินของส่วนของพืชที่เหลือทั้งหมดที่ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ลำต้น กิ่ง ใบ ก้านใบ เหง้า โดยการนำออกไปจากแปลงปลูกเพื่อกองทิ้งหรือเผาทำลาย4) ดินที่มีสมบัติตรึงโพแทสเซียม (potassium fixation) ได้ในปริมาณมาก อาจทำให้มันสำปะหลังขาดธาตุโพแทสเซียมได้ในบางช่วงของการเติบโตของมันสำปะหลัง5) ดินมันสำปะหลังที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด ถ้ามีการใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบด เพื่อลดความเป็นกรดของดินมากเกินไป (overliming) อาจทำให้มันสำปะหลังขาดโพแทสเซียมได้ ทั้งนี้เพราะแคลเซียมที่มีในปริมาณมากในสารปูนไลม์และโพแทสเซียมในดินมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน (Asher et al., 1980)อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทางวิชาการต่อมาของ Howeler (2014) รายงานว่า แคลเซียมในดินไม่มีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการสะสมโพแทสเซียมในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่ (ใบ YFEL) ของมันสำปะหลัง
- 58 -3.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของโพแทสเซียมในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมของมันสำปะหลังโพแทสเซียมในพืชเป็นธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย ดังนั้น เมื่อมันสำปะหลังขาดโพแทสเซียมส่วนของพืชโดยเฉพาะใบพืชจะแสดงลักษณะอาการขาดที่ใบส่วนล่างของต้นก่อนโดยใบจะมีขอบใบเหลืองเริ่มจากปลายใบเข้ามากลางใบ (ภาพสีที่ 6) และถ้ามันสำปะหลังขาดโพแทสเซียมในระดับรุนแรงในระยะแรกของการเติบโตจะปรากฏจุดสีม่วงเล็ก ๆ บนใบแก่ ขอบใบด้านข้างม้วนขึ้นข้างบนและบางครั้งปลายใบจะม้วนงอลง และถ้าการขาดมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ใบที่มีสีเหลืองในบริเวณปลายใบและขอบใบจะเกิดอาการไหม้ (necrosis)ที่ขอบใบแก่และก้านใบ (ภาพสีที่ 7) ส่งผลให้ใบแก่เร็วผิดปกติ(senescence) แล้วหลุดออก ใบมันสำปะหลังบางพันธุ์เกิดร่องตามแนวยาวของปล้อง (internode) ด้านบน โดยจะปรากฏรอยแตกบนเปลือกของลำต้นติดกับร่อง หรืออาจเกิดสีม่วงหรือน้ำตาลบนก้านใบ (ภาพสีที่ 8) ต้นมันสำปะหลังที่ขาดโพแทสเซียมจะทำให้มีความสูงลดลงอย่างชัดเจน ลำต้นบาง เล็ก ก้านใบสั้น และแผ่นใบมีขนาดเล็ก (ภาพสีที่ 9)2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดิน จากการวิเคราะห์ตัวอย่างดินโดยวิธีสกัดด้วยน้ำยา 1N NH4-OAc,pH 7 ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในระดับที่เป็นค่าวิกฤติของโพแทสเซียมในดิน คือ 55 มก./กก. (Howeler, 2014) (ตารางที่ 2.7) ดังนั้น ค่าปริมาณที่อาจถือได้ว่าดินขาดและควรพิจารณาใช้ปุ๋ยโพแทสเซียม คือ ดินที่มีปริมาณโพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ต่ำกว่า 55 มก./กก.โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาใช้ปุ๋ยโพแทชกับดินที่มีปริมาณโพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในระดับต่ำมาก (<39 มก./กก.) ซึ่งเป็นค่าที่ใกล้เคียงกับค่าวิกฤติของกรมวิชาการเกษตร (กรมวิชาการเกษตร, 2564) คือ <30 มก./กก. (บทที่ 5 ตารางที่ 5.3) ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยโพแทชกับมันสำปะหลัง3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณความเข้มข้นของโพแทสเซียมในใบมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่เป็นใบอ่อนที่สุดที่พึ่งพัฒนา และขยายตัวเต็มที่ (ใบ YFEL) ในพิสัยที่มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 1.42-1.88 เปอร์เซ็นต์ โดยในพิสัยของค่านี้ ค่าวิกฤติในใบ คือ 1.50 เปอร์เซ็นต์(Howeler, 2014) (ตารางที่ 2.7) ซึ่งเป็นค่าของโพแทสเซียมในใบมันสำปะหลังที่มันสำปะหลังให้ผลผลิตร้อยละ 90-100 ของผลผลิตสูงสุด ส่วนค่าปริมาณความเข้มข้นในใบที่ดินขาดและขาดมาก ที่ควรใช้ปุ๋ยโพแทสเซียม คือ 0.85-1.26 เปอร์เซ็นต์และน้อยกว่า 0.85 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ โดยเฉพาะ การใช้ปุ๋ยโพแทชที่ระดับขาดมาก
- 59 -ตารางที่ 2.7 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของโพแทสเซียมในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังหมายเหตุ:1วิเคราะห์โดยใช้น้ำยา 1N, NH4-OAc, pH 7 (Chapman, 1965) 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3(CIAT, 1985)ที่มา: Howeler (2014)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของโพแทสเซียมในดินที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด คือ การทดลองใช้ปุ๋ยโพแทชในอัตราต่าง ๆ กับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่จะทดสอบ ทั้งนี้หากผลการทดลองปรากฏว่ามันสำปะหลังแสดงการตอบสนองเชิงคุณภาพต่อการใช้ปุ๋ยโพแทชทั้งทางด้านการเติบโตของต้นส่วนเหนือดินที่มองเห็นได้ด้วยสายตา กล่าวคือ ต้นมันสำปะหลังที่ได้รับปุ๋ยเติบโตดีขึ้นอย่างชัดเจนทั้งทางด้านสีของใบ ความสูงของต้น ขนาดทรงพุ่ม กิ่ง ใบ ก้านใบ เมื่อเปรียบเทียบกับมันสำปะหลังที่ไม่ใส่ปุ๋ยโพแทชที่มีต้นเตี้ย ขนาดทรงพุ่มแคบและมีขนาดกิ่ง ใบ ก้านใบเล็กผิดปกติ(ภาพสีที่ 9) และการตอบสนองเชิงปริมาณที่ได้จากการวัดผลที่มันสำปะหลังที่ใส่ปุ๋ยโพแทชให้น้ำหนักชีวมวลของต้นส่วนเหนือดินและน้ำหนักหัวสดมากกว่ามันสำปะหลังที่ไม่ใส่ปุ๋ยโพแทชอย่างเด่นชัด ก็สามารถสรุปผลการวินิจฉัยอย่างชัดเจนได้ว่าดินที่ใช้ในการทดสอบขาดโพแทสเซียมจริง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างผลการทดลองของ อัญชลี และธนูชัย (2554) ที่แสดงในตารางที่ 2.8 ที่พบว่า มันสำปะหลัง 2 พันธุ์ที่ปลูกทดลองในดิน 2 ชุดดิน (soil series) แสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยโพแทชอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงว่าดินทั้ง 2 ชุดดินคือดินชุดดินสตึกและชุดดินปากช่องในแปลงที่ทดลองขาดโพแทสเซียมแน่นอน และผลที่ได้ยังชี้วัดอย่างชัดเจนด้วยว่าอัตราปุ๋ยโพแทชที่เหมาะสมที่สุดที่ควรแนะนำให้ใช้กับมันสำปะหลังทั้ง 2 พันธุ์ที่ปลูกทดลองในดินทั้ง 2 ชุดดิน คือ การใช้ในอัตรา 8 กก.K2O/ไร่ หรือถ้าจะใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 ก็ควรใช้ในอัตราประมาณ 50 กก./ไร่ ซึ่งจะให้ปริมาณธาตุปุ๋ยโพแทสเซียม 9 กก.K2O/ไร่ปริมาณและระดับโพแทสเซียมในดิน ปริมาณและระดับโพแทสเซียมในใบปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน1(มก./กก.)ระดับโพแทสเซียมในดินความเข้มข้นในใบ 2(เปอร์เซ็นต์)ระดับโพแทสเซียมในใบ<39 ต่ำมาก <0.85 ขาดมาก39-59 ต่ำ 0.85-1.26 ขาด55 ค่าวิกฤติ 1.26-1.42 ต่ำ59-98 ปานกลาง 1.42-1.88 เพียงพอ>98 สูง 1.50 ค่าวิกฤติ3- - 1.88-2.40 สูง
- 60 -ตารางที่2.8 ผลตอบสนองด้านผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ในดินชุดดินสตึกและของพันธุ์ระยอง 5 ในดินชุดดินปากช่องต่อการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตราต่าง ๆอัตราปุ๋ยโพแทสเซียม(กก.K2O/ไร่)ผลผลิตหัวสด (กก./ไร่)ดินชุดดินสตึก ดินชุดดินปากช่อง เฉลี่ย0 4,384c13,232b 3,8084 7,744abc 5,136a 6,4408 11,504a 6,000a 8,75216 10,320a 4,576ab 7,44824 9,440ab 5,120a 7,28032 6,192bc 5,296a 5,744F-test 2* * -หมายเหตุ:1น้ำหนักผลผลิตที่กำกับไว้ด้วยอักษรที่ไม่เหมือนกัน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2ค่า F-test ที่มีเรื่องหมายดอกจันทร์(*) หมายถึง น้ำหนักผลผลิตมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่มา: อัญชลี และธนูชัย (2554)5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการยกเว้นวิธีการประเมินโดยการทดลองเพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยโพแทชในอัตราต่าง ๆ โดยตรงซึ่งจะถือว่าเป็นวิธีการเดียวที่มีระดับความแม่นยำมากที่สุด การประเมินแบบบูรณาการโดยการใช้วิธการที่ 1 คือ การสังเกตลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมของต้นมันสำปะหลังด้วยสายตาร่วมกับวิธีการที่ 3 (การวิเคราะห์พืช) น่าจะมีความน่าเชื่อถือในระดับปานกลางเพราะไม่มีวิธีการวิเคราะห์ดินร่วมประเมินด้วย ส่วนการประเมินโดยการใช้วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 (การวิเคราะห์ดิน) และวิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 น่าจะเป็นวิธีการที่มีความแม่นยำในระดับค่อนข้างมากเพราะเป็นวิธีการประเมินแบบบูรณาการที่มีการวิเคราะห์ดินร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าดินที่จะทดสอบมีปริมาณโพแทสเซียมที่พืชดูดใช้ได้ในระดับต่ำมากการประเมินโดยวิธีการวิเคราะห์ดินจะยิ่งมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ส่วนวิธีการประเมินที่น่าจะมีความเชื่อถือในระดับมาก คือ การประเมินโดยใช้วิธีการทั้ง 3 วิธีการ (วิธีการที่ 1+วิธีการที่ 2+วิธีการที่ 3) ร่วมกันดังรายละเอียดที่แสดงในตารางที่ 2.9
- 61 -ตารางที่ 2.9 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของโพแทสเซียมในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมและค่าวิกฤติในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณโพแทสเซียมและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(เปอร์เซ็นต์)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่ 6ภาพสีที่ 7ภาพสีที่ 8ภาพสีที่ 955 - ค่อนข้างมากวิธีการที่ 1+3 - 1.50 ปานกลางวิธีการที่ 2+3 55 1.50 ค่อนข้างมากวิธีการที่ 1+2+3 55 1.50 มากหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะถือว่ามีระดับความแม่นยำมากที่สุด 2 Howeler (2014) 3 (CIAT, 1985) 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง3.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดโพแทสเซียมการแก้ไขปัญหาดินปลูกมันสำปะหลังขาดโพแทสเซียมมีวิธีการปฏิบัติบางประการดังต่อไปนี้1) ปลูกมันสำปะหลังโดยหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตมีการไถกลบลงดินของส่วนของพืชที่ตกค้างอยู่ในแปลงที่ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ลำต้นส่วนที่ไม่ใช้เป็นท่อนพันธุ์ปลูก กิ่ง ใบ ก้านใบ เหง้า โดยไม่นำออกไปจากแปลงปลูกเพื่อทิ้งหรือเผาทำลาย2) ในการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีโพแทสเซียมกับมันสำปะหลัง ไม่ว่าจะใช้ในรูปปุ๋ยเดี่ยวหรือในรูปปุ๋ยผสม แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุปุ๋ยโพแทสเซียมตามค่าวิเคราะห์ดินในอัตรา 16, 8 และ 4 กก. K2O/ไร่ ถ้าดินมีปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้น้อยกว่า 30 มก./กก. 30-60 มก./กก. และมากกว่า 60 มก./กก. ตามลำดับ(บทที่ 5 ตารางที่ 5.12) แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุปุ๋ยโพแทสเซียมตามประเภทเนื้อดินในอัตรา 8 กก. K2O ต่อไร่สำหรับดินร่วนเหนียว ดินเหนียว ดินเหนียวปนกรวดหรือดินเหนียวที่เป็นดินตื้น และในอัตรา 24 กก.K2O/ไร่ สำหรับดินร่วนปนทรายหรือดินทราย (กรมวิชาการเกษตร, 2564) โดยปุ๋ยโพแทชในรูปปุ๋ย เดี่ยวที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้ คือ ปุ๋ยเคมีสูตร 0-0-60 และปุ๋ยผสมที่แนะนำให้เลือกใช้เป็นหลักคือปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18, 13-13-21และ สูตร 15-15-15 (บทที่ 5 ตารางที่ 5.11)3) ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีโพแทสเซียมโดยเครื่องหยอดปุ๋ยโดยการหยอดเป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืช (banding method) โดยเฉพาะกับมันสำปะหลังที่ปลูกโดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้นไม่ห่างเกินไป เช่น ไม่เกิน 60 เซนติเมตร (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง) หรือหยอดเป็นหลุมหรือแถบสั้นข้างต้นพืช (localized placement)โดยใช้แรงงานคน ซึ่งน่าจะได้ผลดีกว่าการใส่เป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืช อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ
- 62 -การใส่ปุ๋ยเคมีด้วยมืออาจมีข้อจำกัดถ้าเป็นการปลูกมันสำปะหลังในแปลงใหญ่ที่มีเนื้อที่ปลูกมาก ไม่มีแรงงานในครัวเรือนมากพอ แรงงานนอกครัวเรือนหายาก และ/หรือค่าจ้างมีราคาแพง การใส่ปุ๋ยโพแทชลงดินไม่ควรใส่แบบหว่านกระจาย (broadcasting method) ทั้งนี้ เพื่อลดปัญหาการเกิดการตรึงโพแทสเซียมในดิน (potassium fixation) และการสูญเสียธาตุปุ๋ยโพแทชโดยการเกิดการกร่อนดิน (soil erosion) และการไหลบ่าของน้ำรวมทั้งปัญหาการเติบโตของวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง4) การใช้ผลพลอยได้จากโรงงานน้ำตาลในรูปผงกากส่า (vanasses powder) ในอัตราเฉลี่ยที่ให้ธาตุปุ๋ยโพแทสเซียม 6 กก. P2O5/ไร่ พบว่าได้ผลดีอย่างเด่นชัดต่อการเพิ่มผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังพันธุ์ ห้วยบง 60 ที่ปลูกในดินชุดดินกำแพงแสนและปริมาณผลผลิตหัวสดที่ได้ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเดี่ยวโพแทสเซียมคลอไรด์ สูตร 0-0-60 ที่ใช้ในอัตราที่ให้ธาตุปุ๋ยโพแทสเซียมเท่ากันกับที่มีในผงกากส่า ( 6 กก. P2O5/ไร่ ) (รุ่งนถาและคณะ 2566) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การใช้ผงกากส่าได้ผลดีและสามารถใช้เพื่อให้ธาตุปุ๋ยโพแทสเซียมทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปโพแทสเซียมคลอไรด์ได้โดยเฉพาะกับการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 บนดินที่มีสมบัติเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันกับดินชุดดินกำแพงแสน 5) ถึงแม้ว่า Howeler (2014) จะรายงานจากผลการวิจัยว่าแคลเซียมในดินไม่มีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการสะสมโพแทสเซียมในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่ของมันสำปะหลัง แต่ Asher และคณะ (1980) รายงานว่าแคลเซียมมีอันตรกิริยา (interaction) ที่เป็นปฏิปักษ์กับโพแทสเซียมในดิน และอาจมีผลทำให้มันสำปะหลังดูดใช้โพแทสเซียมได้น้อยลง ดังนั้น ถ้าจะใช้สารปูนไลม์ที่มีแคลเซียมในปริมาณมาก เช่น หินปูนบด ปูนขาว เพื่อลดความเป็นกรดของดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ใช้ตามปริมาณความต้องการปูน (lime requirement) ของดินเพื่อยกระดับค่าพีเอช (pH) ของดินให้สูงขึ้นตามที่ต้องการไม่ควรใช้สารปูนไลม์ในปริมาณมากเกินไป (over liming) 6) ในพื้นที่ปลูกที่มีความลาดเทและอ่อนไหวต่อการเกิดการกร่อนดิน (soil erosion) และการไหลบ่าของน้ำในช่วงฤดูเพาะปลูกที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน ควรมีมาตรการในการจัดการดินเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปลูกมันสำปะหลังบนร่องปลูกที่ถูกยกตามแนวระดับ การปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับขวางทิศทางของความลาดเท การใช้สารเคมี เช่น ยิปซัม (gypsum) หรือฟอสโฟยิปซัม (phosphogypsum)เพื่อลดการเกิดแผ่นแข็งปิดผิวหน้าดิน (soil seal) เพิ่มปริมาณและอัตราการแทรกซึมของน้ำ (water infiltration rate) ของดิน และลดการเกิดกระบวนการกร่อนดินและการไหลบ่าของน้ำบนผิวหน้าดิน
- 63 -บทที่ 3ธาตุอาหารรองธาตุอาหารที่จำเป็นที่พืชต้องการในปริมาณมากรองลงไปจากธาตุอาหารหลักในรูปไนโตรเจนและโพแทสเซียม คือ ธาตุในกลุ่มธาตุอาหารรอง (secondary nutrient elements) ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน ส่วนธาตุอาหารหลักในรูปฟอสฟอรัส มันสำปะหลังต้องการในปริมาณมากพอ ๆ กับธาตุอาหารรองทั้ง 3 ชนิด นอกจากนั้น เหตุผลอีกประการหนึ่งที่กำหนดให้ธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถันเป็นธาตุในกลุ่มธาตุอาหารรอง ก็เพราะมันสำปะหลังที่ปลูกในดินโดยทั่ว ๆ ไปมีปัญหาการขาดธาตุอาหารรองทั้ง 3 ชนิดน้อยกว่าปัญหาการขาดธาตุอาหารหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการขาดไนโตรเจนที่พบในดินทุกชนิดและในดินทุกแปลงที่ปลูกมันสำปะหลัง และปัญหาการขาดโพแทสเซียมที่พบในดินส่วนใหญ่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง ส่งผลให้มีการผลิตและการให้คำแนะนำในทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมีกับพืชปลูกแต่เฉพาะปุ๋ยเคมีประเภทที่ให้ธาตุอาหารหลักแต่เพียงประเภทเดียว จึงเป็นเหตุผลหรือที่มาที่ทำให้เกษตรกรใช้แต่ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารหลักเท่านั้น และทั้งนี้เป็นเพราะโดยส่วนใหญ่ไม่มีการผลิตปุ๋ยธาตุอาหารรองโดยเฉพาะในปริมาณมากและอย่างแพร่หลายเพื่อแนะนำให้ใช้กับพืชปลูกชนิดต่าง ๆ รวมทั้งมันสำปะหลังโดยตรง ซึ่งนอกเหนือจากปริมาณความต้องการธาตุอาหารรองที่มีปริมาณน้อยกว่าธาตุอาหารหลักในรูปไนโตรเจนและโพแทสเซียมแล้ว การใช้ปุ๋ยธาตุอาหารหลักบางประเภท บางสูตร ให้ธาตุอาหารรองบางชนิดไปพร้อม ๆ กันด้วยแล้ว เช่น การใช้ปุ๋ยเดี่ยวในรูปปุ๋ยแอมโมเนียม ซัลเฟต (21-0-0+24S) และการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมสูตร 15-7-18+11.2S ที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบในปริมาณมากด้วย การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมบางประเภท เช่น ปุ๋ยผสมแบบเม็ดผสม (bulk blending fertilizer) ที่มีส่วนผสมของสารตัวเติม (filler) ที่ผลิตโดยใช้โดโลไมต์(CaCO3.MgCO3) เป็นวัตถุดิบหลักหรือใช้เป็นวัตถุดิบส่วนหนึ่งที่มีทั้งธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม รวมทั้งการใช้สารปรับปรุงดินบางชนิดปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ และ/หรือสมบัติทางเคมีของดิน เช่น การใช้ยิปซัม ฟอสโฟยิปซัม ที่ให้ทั้งธาตุแคลเซียมและกำมะถัน1. แคลเซียม1.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง แคลเซียมเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งเซลล์และเป็นองค์ประกอบสำคัญของผนังเซลล์พืช โดยมีสารประกอบในรูปแคลเซียม เพ็กเตท (calcium pectate) เป็นองค์ประกอบภายในชั้นผนังเซลล์ (middle lamellae) พืชที่ขาดแคลเซียม การแบ่งเซลล์ของส่วนยอดของต้นหรือปลายรากจะผิดปกติ แคลเซียมช่วยลดอันตรายที่เกิดจากสารที่เป็นพิษในพืช เช่น กรดอินทรีย์ชนิดต่าง ๆ เช่น กรดออกซาลิก (oxalic acid) ที่อาจมีมากเกินไป โดยแคลเซียมจะทำปฏิกิริยากับกรดออกซาลิกกลายเป็นแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate)ที่ละลายน้ำยาก นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเป็นพิษของทองแดงกรณีที่พืชดูดเข้ามามากเกินไป ซึ่งเป็นตัวต่อต้านฤทธิ์ของสารออกซิน (auxin) ช่วยทำให้เซลล์พืชไม่ขยายตัวยาวออกไปจนผิดปกติ มีบทบาททางอ้อมต่อการ
- 64 -สร้างโปรตีน เพราะแคลเซียมมีบทบาทส่งเสริมการดูดไนโตรเจนได้มากขึ้นและมีส่วนในการเคลื่อนย้าย เก็บรักษาสารคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน1.2 พฤติกรรมในดินแคลเซียมในดินมีปริมาณแตกต่างกันตามชนิดของดิน ดินโดยทั่วไปที่ไม่ใช่ดินเนื้อปูน (calcareous soil) มีปริมาณแคลเซียมทั้งหมดระหว่างร้อยละ 0.1-2.0 ส่วนดินเนื้อปูนมีปริมาณแคลเซียมทั้งหมดมากกว่าร้อยละ 2.5 ดินทรายที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัดมีปริมาณแคลเซียมในดินน้อยมาก ซึ่งอาจทำให้พืชที่ปลูกรวมทั้งมันสำปะหลังมีปัญหาขาดแคลเซียมได้ แคลเซียมในดินพบในรูปต่าง ๆ รวม 4 รูป คือ 1) แคลเซียมที่เป็นองค์ประกอบของหินและแร่ เช่น หินปูน หินปูนโดโลไมต์หินบะซอลต์ แร่แคลไซด์แร่ยิปซัม และแร่อะปาไทต์2) แคลเซียมในรูปเกลืออิสระ เช่น แคลเซียม คาร์บอร์เนต ยิปซัม และแคลเซียมฟอสเฟต3) แคลเซียมในรูปไดวาเลนต์แคตไอออน (Ca2+) ที่แลกเปลี่ยนได้ (exchangeable calcium) ที่ถูกดูดยึดอยู่บนผิวของสารคอลลอยด์ดินที่สามารถปลดปล่อยโดยการถูกแทนที่โดยแคตไอออนชนิดอื่นให้ออกมาอยู่ในสารละลายดินได้4) แคลเซียมในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนในสารละลายดินแคลเซียมในดินทั้ง 4 รูปดังกล่าวข้างต้นจะปรากฏอยู่ในดินในสภาวะที่สมดุลกันเชิงพลวัต (dynamicequilibrium) และมีความสัมพันธ์ในทิศทางที่กลับกันกับการดูดใช้แคลเซียมในดินโดยพืชคล้ายกับพฤติกรรมของโพแทสเซียมในดินและการดูดใช้โดยพืชดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ กล่าวคือ แคลเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ได้ทั้ง 2 รูป ได้แก่ แคลเซียมในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนในสารละลายดินและในรูปที่แลกเปลี่ยนได้จะมีความสัมพันธ์ในสภาวะที่สมดุลกันเชิงพลวัต และแคลเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ยังมีความสัมพันธ์ที่สมดุลกันเชิงพลวัตกับแคลเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้ทั้ง 2 รูปด้วยเช่นกัน ได้แก่ แคลเซียมในรูปเกลืออิสสระและในรูปหินและแร่ดินส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ดินที่มีเนื้อดินทรายจัดและไม่มีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรง มันสำปะหลังที่ปลูกมักไม่มีปัญหาขาดแคลเซียม ดินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดที่พบมากในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในบริเวณที่มีสภาพอากาศชุ่มชื้นเช่น ดินในประเทศไทย แคลเซียมที่พบในดินส่วนใหญ่พบในรูปแคตไอออนที่แลกเปลี่ยนได้และในรูปแร่ปฐมภูมิ(primary minerals) ที่ยังไม่แปรสภาพ และเมื่อเกิดการแปรสภาพ แคลเซียมในรูปแร่จะสลายตัวมาอยู่ในรูปเกลือที่ละลายน้ำได้มากกว่าเดิม เช่น ในรูปเกลือแคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมซัลเฟต โดยเกลือในรูปแคลเซียมซัลเฟต ละลายน้ำง่าย ส่วนเกลือแคลเซียมคาร์บอเนตละลายน้ำได้ดีถ้าดินมีฤทธิ์เป็นกรดและจะปลดปล่อยแคลเซียมออกมาในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนในสารละลายดินที่พืชสามารถดูดใช้ได้ทันทีแคลเซียมในดินมีอันตรกิริยา (interaction) กับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ทางด้านการดูดใช้โดยราก และการเคลื่อนย้ายในพืช โดยนอกเหนือจากอันตรกิริยาเชิงลบกับไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม (NH4-N) ในดินดังที่ได้กล่าวมาก่อนแล้วข้างต้น แคลเซียมในดินยังมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์ (antagogism) กับฟอสฟอรัสในดิน เช่น ถ้าใส่ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยฟอสเฟตที่ละลายน้ำง่ายลงในดินด่างที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น ที่พบในดินเนื้อปูน(calcareous soil) พืชอาจดูดใช้ฟอสฟอรัสจากปุ๋ยที่ใส่ได้ไม่เต็มที่ เพราะฟอสฟอรัสในปุ๋ยเคมีที่ใส่ซึ่งปกติจะ
- 65 -อยู่ในรูปโมโนฟอสเฟต (H2PO4-2) ที่พืชดูดใช้ได้ทั้งหมด บางส่วนหรืออาจเป็นส่วนใหญ่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับแคลเซียมในดินแล้วเปลี่ยนรูปไปเป็นสารประกอบแคลเซียมไตรฟอสเฟต (Ca3(PO4)2) ที่ละลายน้ำได้น้อยมากและพืชดูดใช้ได้ยาก ในทางกลับกัน ถ้าใส่สารปูนไลม์ (liming materials) ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงลงดิน ที่มีฤทธิ์เป็นกรดมากเกินไป (over liming) พืชอาจดูดใช้ฟอสฟอรัสได้น้อยลง นอกจากนั้น แคลเซียมยังมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กับแมกนีเซียมในดิน โดยดินที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น ดินเนื้อปูนที่มีฤทธิ์เป็นด่างพืชจะดูดใช้แมกนีเซียมได้น้อยลง ส่วนดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด การใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบดในรูปสารประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนต เพื่อแก้ฤทธิ์ความเป็นกรด ถ้าใช้หินปูนมากเกินไป พืชปลูก เช่น มันสำปะหลังอาจมีปัญหาขาดแมกนีเซียมได้ แต่ก็ไม่มีผลอย่างเด่นชัดต่อการดูดใช้โพแทสเซียม (Howeler, 2014) นอกจากนั้น ดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างเพราะมีปริมาณแคลเซียมสูง รวมทั้งดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัดที่มีการใช้สารปูนไลม์แก้ฤทธิ์ความเป็นกรดมากเกินไปยังอาจมีผลทำให้พืชปลูก เช่น มันสำปะหลัง มีปัญหาขาดเหล็กและสังกะสีได้เช่นกัน หรืออีกนัยหนี่ง แคลเซียมที่มีอยู่แล้วเดิมในดิน (native calcium) หรือที่ใส่ลงดินมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กับเหล็กและสังกะสีในดินค่อนข้างชัดเจนมากด้วย ทั้งนี้รวมทั้งอันตรกิริยาเชิงลบระหว่างแคลเซียม และแมงกานีส เพราะแคลเซียมทำให้พืชดูดใช้แมงกานีสได้น้อยลงและอันตรกิริยาเชิงลบระหว่างแคลเซียมกับทองแดง และแคลเซียมกับโบรอนในดินที่มีรายงานว่า การใส่สารปรับปรุงดินหรือปุ๋ยเคมีที่มีแคลเซียมลงดินในปริมาณมากอาจทำให้พืชปลูกขาดโบรอนได้ส่วนอันตรกิริยาที่เสริมฤทธิ์ (synergism) กันนั้น แคลเซียมมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับไนโตรเจนในรูปไนเตรท (NO3-N) และกำมะถันในรูปซัลเฟต (SO4-S) ในดินโดยทำให้มันสำปะหลังดูดใช้ไนโตรเจนและกำมะถันในรูปแอนไอออน (anion) ทั้ง 2 รูปได้มากขึ้น1.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดแคลเซียมสาเหตุที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดแคลเซียมอาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการปฏิบัติ กลไกการเคลื่อนย้ายแคลเซียมภายในดินและสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้1) ดินที่อาจมีปัญหาขาดแคลเซียมส่วนใหญ่ คือ ดินทราย ดินในอันดับดิน (soil order) ออกซิซอล(Oxisols) และอุลติซอล (Ultisols) ที่มีปริมาณแคลเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ (exchangeable calcium) ต่ำ2) ดินในพื้นที่ที่มีฝนตกมากและเกิดการชะละลาย (leaching) ในปริมาณมากของแคลเซียมในรูป ไดวาเลนต์แคตไอออน (Ca2+) ในสารละลายของดินชั้นบนลงสู่ดินชั้นล่าง ทำให้ดินชั้นบนมีปริมาณแคลเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ได้ลดลง และยังทำให้ดินชั้นบนมีฤทธิ์เป็นกรดมากขึ้นด้วย3) ดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด (pH <5.0) ที่มีปริมาณเหล็ก แมงกานีสในรูปที่ละลายได้ และอะลูมินัมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้สูงอาจมีปัญหาการขาดแคลเซียม4) การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเดี่ยวหรือปุ๋ยผสมที่ไม่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบอย่างต่อเนื่อง หรือใช้ปุ๋ยเคมีในรูปธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่มีแคลเซียมในปริมาณน้อยมาก ในระยะยาวอาจมีปัญหาทำให้ดินขาดแคลเซียมได้โดยเฉพาะการใช้กับดินปลูกมันสำปะหลังที่มีเนื้อหยาบ (ดินทราย ดินร่วนปนทราย ดินทรายปนดินร่วน) เช่น ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่ผลิตในปัจจุบันที่นิยมใช้แม่ปุ๋ยเคมีชนิดเกล็ด (crystal) ในรูปปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต หรือใช้แม่ปุ๋ยเคมีชนิดเม็ด (granular) ในรูปปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยเคมีในตระกูลแอมโมเนียมฟอสเฟต เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียม
- 66 -ฟอสเฟต ซัลเฟตสูตร 16-20-0 ปุ๋ยโมโนแอมโมเนียมฟอสเฟตสูตร 11-52-0 และปุ๋ยไดแอมโมเนียม ฟอสเฟตสูตร 18-46-0 และการใช้ปุ๋ยโพแทชในรูปโพแทสเซียมคลอไรด์สูตร 0-0-60 โดยในการปรุงสูตร (formulation) ของปุ๋ยผสม โดยเฉพาะปุ๋ยผสมแบบเม็ดผสม (bulk blending fertilizer) ไม่มีการใช้สารตัวเติม (filler) ที่มีแคลเซียมหรือใช้สารตัวเติมแต่เป็นสารตัวเติมชนิดที่ไม่มีแคลเซียม ซึ่งแม่ปุ๋ยเคมีทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวข้างต้นไม่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบเลย แทนที่จะใช้แม่ปุ๋ยเคมีที่มีแคลเซียมในปริมาณมากในสูตร (formulation) ของปุ๋ยผสมด้วย เช่น การใช้แม่ปุ๋ยในรูปปุ๋ยซิงเกิล ซูเปอร์ฟอสเฟต (20 %Ca) หรือปุ๋ยทริปเปิ้ล ซูเปอร์ฟอสเฟต (13.6 %Ca)อย่างไรก็ตาม ดินส่วนใหญ่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยถ้าไม่ใช่ดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทรายที่มีปัญหาการชะละลายสูงและไม่ใช่ดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาขาดแคลเซียม1.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของแคลเซียมในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดแคลเซียมของมันสำปะหลังแคลเซียมเป็นธาตุอาหารที่ไม่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหาร (phloem) ของพืช ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังขาดแคลเซียม ส่วนของพืชโดยเฉพาะใบมันสำปะหลังจะแสดงลักษณะอาการขาดที่ใบส่วนบนที่เป็นใบอ่อน ยอดอ่อน และส่วนของเนื้อเยื่อที่กำลังเติบโตก่อนใบส่วนล่าง ทั้งนี้เพราะเมื่อพืชขาดแคลเซียม แคลเซียมในใบหรือในต้นส่วนล่างหรือส่วนกลาง จะไม่เคลื่อนย้ายมาที่ใบหรือต้นส่วนบน การเติบโตของต้นส่วนเหนือดินลดลง ใบมีสีเหลืองทั้งแผ่นใบ ใบมีลักษณะบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง อาจเกิดจุดไหม้ตรงบริเวณขอบใบของใบที่อ่อนที่สุด โดยปลายใบหรือขอบใบม้วนลงด้านล่าง (ภาพสีที่ 10) ลักษณะอาการขาดที่สังเกตเห็นได้อีกลักษณะหนึ่ง คือ การเติบโตของระบบรากมันสำปะหลังจะมีความอ่อนไหวต่อการขาดแคลเซียมมาก โดยมันสำปะหลังที่ขาดแคลเซียมจะมีการพัฒนาระบบรากต่ำมาก (ภาพสีที่ 11) โดยทั่ว ๆ ไป มันสำปะหลังที่ปลูกในไร่แม้ว่าจะปลูกบนดินที่ขาดแคลเซียม มักไม่แสดงอาการขาดแคลเซียมให้เห็นชัดเจนเหมือนการขาดธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังกะสี และเหล็ก ทำให้พบเห็นลักษณะอาการขาดแคลเซียมของใบและต้นมันสำปะหลังในไร่ได้ยากและส่วนใหญ่มันสำปะหลังที่ปลูกในดินชนิดต่าง ๆ โดยทั่ว ๆ ไป มักไม่มีปัญหาขาดแคลเซียม ยกเว้นดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินร่วนปนทรายที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด แต่ถ้ามีการใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบดในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) แก้ฤทธิ์ความเป็นกรด และ/หรือเพื่อลดความเป็นพิษของเหล็กหรืออะลูมินัมในดินที่ปกติจะพบ ในปริมาณมากในดินกรดจัดมันสำปะหลังจะได้รับแคลเซียมที่มีอยู่ในสารปูนไลม์ไปด้วยพร้อม ๆ กันแบบอเนกประสงค์2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดิน จากการวิเคราะห์ปริมาณแคลเซียมในตัวอย่างดินโดยวิธีสกัดด้วยน้ำยา 1N NH4-OAc, pH 7ปริมาณแคลเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในดินในระดับสูงซึ่งจะถือว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังคือ มากกว่า 1,955 มก./กก. (ตารางที่ 3.1) ส่วนค่าปริมาณที่ควรพิจารณาใช้ปุ๋ยแคลเซียม คือ98-391 มก./กก. และน้อยกว่า 98 มก./กก. ซึ่งเป็นปริมาณในระดับต่ำถึงต่ำมากตามลำดับ
- 67 -3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณแคลเซียมในใบมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ในพิสัยที่มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 0.50-0.72 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าพิสัยของความเข้มข้นวิกฤติในใบมันสำปะหลังระหว่าง 0.60-0.64 เปอร์เซ็นต์(ตารางที่ 3.1) ซึ่งเป็นระดับที่มันสำปะหลังให้ผลผลิตร้อยละ 90-100 ของผลผลิตสูงสุด ส่วนค่าปริมาณความเข้มข้นในใบที่ถือว่าพืชขาดแคลเซียม และควรใช้ปุ๋ยแคลเซียมคือ 0.25-0.41 เปอร์เซ็นต์และน้อยกว่า 0.25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับความเข้มข้นที่พืชขาดและขาดมาก ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ปุ๋ยแคลเซียมที่ระดับขาดมากตารางที่ 3.1 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแคลเซียมในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับแคลเซียมในดิน ปริมาณและระดับแคลเซียมในใบปริมาณแคลเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน1(มก./กก.)ระดับแคลเซียมในดินความเข้มข้นในใบ2(เปอร์เซ็นต์)ระดับแคลเซียมในใบ<98 ต่ำมาก <0.25 ขาดมาก98-391 ต่ำ 0.25-0.41 ขาด391-1,955 ปานกลาง 0.41-0.50 ต่ำ>1,955 สูง 0.50-0.72 เพียงพอ- - 0.60-0.64 3 พิสัยของค่าวิกฤติ3- - 0.72-0.88 สูงหมายเหตุ:1วิเคราะห์โดยใช้น้ำยา 1N, NH4-OAc, pH 7 (Chapman,1965) 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3(CIAT, 1985)ที่มา: Howeler (2014)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชมันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนทานต่อการขาดแคลเซียมเมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพด ถั่วเหลือง และพืชไร่ชนิดอื่น ๆ หลายชนิดที่มีความอ่อนไหวต่อการขาดมากกว่า นอกจากนั้น การปลูกมันสำปะหลังในดินโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่พบปัญหาขาดแคลเซียมเมื่อเปรียบเทียบกับปัญหาขาดธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ในกลุ่มธาตุอาหารหลัก (N, P, K) และธาตุอาหารรอง 2 ชนิด (Mg, S) ยกเว้นการปลูกในดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทรายหรือดินร่วนปนทรายที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำมาก และดินมีฤทธิ์เป็นกรดจัด มันสำปะหลังที่ปลูกอาจแสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยแคลเซียม โดยเฉพาะในดินที่มีปริมาณแคลเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ต่ำมากด้วย ยกตัวอย่าง เช่น จากผลการทดลองในประเทศโคลอมเบียที่มีการใช้ปุ๋ยแคลเซียมกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินทรายที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด(pH 5.1) และมีปริมาณแคลเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในดินต่ำมาก (70 มก./กก.) พบว่า มันสำปะหลังแสดงการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญยิ่งต่อการใช้ปุ๋ยแคลเซียมในอัตรา 200-400 กก.Ca/เฮกตาร์หรือเทียบเท่ากับอัตรา 32-64 กก.Ca /ไร่ (CIAT, 1985) อย่างไรก็ตาม สำหรับธาตุอาหารพืชชนิดนี้ วิธีการประเมินระดับความเป็น
- 68 -ประโยชน์ของแคลเซียมในดินโดยการปลูกทดสอบกับมันสำปะหลังในไร่หรือในโรงเรือน เป็นวิธีการทดสอบที่คาดหวังผลการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยแคลเซียมทางด้านการเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังได้ยาก หรือให้ผลไม่ชัดเจนเท่ากับการทดสอบกับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่ และด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงมีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้วิธีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแคลเซียมในดินโดยวิธีการนี้น้อยมาก 5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแคลเซียมในดินแบบบูรณาการโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ดินร่วมกับวิธีการวิเคราะห์พืชน่าจะเป็นการเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยโดยใช้วิธีการสังเกตลักษณะอาการผิดปกติทางด้านการเติบโตของต้นมันสำปะหลังอีก ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่โดยทั่ว ๆ ไปไม่มีปัญหาขาดแคลเซียมหรือไม่ก็มีโอกาสที่จะพบเห็นใบและต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ที่แสดงลักษณะอาการขาดแคลเซียมให้เห็นอย่างชัดเจนได้น้อยมาก แม้ว่าจะปลูกมันสำปะหลังในดินที่มีปริมาณแคลเซียมในรูปที่มันสำปะหลังดูดใช้ได้ต่ำก็ตาม ทำให้ในทางปฏิบัติ ไม่มีการศึกษาเพื่อกำหนดคำแนะนำการใช้ปุ๋ยแคลเซียมกับมันสำปะหลังโดยตรง นอกจากนั้น ยังมีความเป็นจริงอีกประการหนึ่งที่ว่า ถ้าการใช้ปุ๋ยเคมีมีการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปธาตุอาหารหลัก (N,P,K) บางประเภท เช่น ปุ๋ยเคมีในตระกูลซูเปอร์ฟอสเฟต และตระกูลไนโตรฟอสเฟต ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่ให้ธาตุอาหารหลักบางชนิดที่มีส่วนผสมในรูปสารตัวเติม (filler) ที่มีหินปูนโดโลไมต์(dolomitic limestone) ที่มีธาตุแคลเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย และ/หรือการใช้ สารปรับปรุงดิน เช่น สารปูนไลม์เพื่อลดความเป็นกรดของดินกรดจัด เช่น หินปูนบด ปูนขาว และรวมทั้ง การใช้สารปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดินบางชนิด เช่น ยิปซัม ฟอสโฟยิปซัม การใช้ปุ๋ยเคมี และสารปรับปรุงดินชนิดต่าง ๆ เหล่านี้จะมีส่วนในการแก้ไขปัญหาขาดแคลเซียมในดินได้ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพราะแต่ละชนิดมีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง การประเมินความเป็นประโยชน์ของแคลเซียมในดินจึงควรให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้จากผลการวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 2) และผลการวิเคราะห์พืช(วิธีการที่ 3) เป็นหลักโดยการใช้วิธีการทั้ง 2 วิธีการร่วมกันแบบบูรณาการ แต่ถ้าจะประเมินโดยใช้วิธีการที่ 1 ซึ่งเป็นการสังเกตลักษณะอาการขาดแคลเซียมของมันสำปะหลังร่วมด้วยโดยการใช้ผลที่ได้จากการวิจัยเชิงลึกแบบประณีตและบรรจงในโรงเรือนทดลอง ผลการประเมินแบบบูรณาการโดยใช้วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3 วิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 น่าจะมีความแม่นยำในระดับปานกลาง ปานกลาง ค่อนข้างมากและในระดับมาก ตามลำดับ (ตารางที่ 3.2)
- 69 -ตารางที่3.2 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของแคลเซียมในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดแคลเซียมของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณแคลเซียมและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณแคลเซียมและพิสัยของค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(เปอร์เซ็นต์)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่ 10ภาพสีที่ 11>1,955 - ปานกลางวิธีการที่ 1+3 - 0.60-0.64 ปานกลางวิธีการที่ 2+3 >1,955 0.60-0.64 ค่อนข้างมากวิธีการที่ 1+2+3 >1,955 0.60-0.64 มากหมายเหตุ:1 ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะถือว่ามีระดับความแม่นยำมากที่สุด โดยเฉพาะถ้าเป็นการทดสอบกับดินกรดจัดที่มีเนื้อหยาบและมีปริมาณแคลเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในระดับต่ำมาก(<98 มก./กก.) 2ปริมาณแคลเซียมในระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (Howeler, 2014) 3CIAT (1985) 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง1.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดแคลเซียมการแก้ไขปัญหาดินขาดแคลเซียมของมันสำปะหลัง มีวิธีการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้1) ในกรณีที่ดินปลูกมันสำปะหลังมีฤทธิ์เป็นกรดจัดและขาดแคลเซียม ควรใช้สารปูนไลม์ (liming materials) ที่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบในปริมาณมาก เช่น หินปูนบด (CaCO3, 31.7 %Ca) ปูนขาว (CaO, 60.3 %Ca) โดโลไมต์ (CaCO3.MgCO3, 21.5 %Ca) หรือแคลเซียมซิลิเกต (CaSiO3, 21.5 %Ca) เพื่อแก้ไขปัญหาดินขาดแคลเซียม และเพื่อลดฤทธิ์ความเป็นกรดของดินพร้อมกันไปแบบอเนกประสงค์ อย่างไรก็ตาม การใช้สารปูนไลม์ไม่ควรใช้ในปริมาณมากเกินความจำเป็น (over liming) เพราะอาจมีปัญหาทำให้ดินขาดธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดง ทั้งนี้เพราะธาตุแคลเซียมกับธาตุต่างๆดังกล่าวมีอันตรกิริยา(interaction) ที่เป็นปฏิปักษ์กัน (antagonism)2) ในกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (soil-pH) แต่ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดแคลเซียมและมีสมบัติทางฟิสิกส์ไม่เหมาะสม เช่น เป็นดินที่แน่นแข็ง เกิดปัญหาแผ่นแข็งปิดผิว (soil seal) และ/หรือมีปัญหาขาดกำมะถัน การใช้ยิปซัม (CaSO4.2H2O, 23 %Ca) หรือฟอสโฟยิปซัม (CaSO4.2H2O, 23-24 %Ca) นอกจากจะช่วยปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดินและช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของกำมะถันในดินแล้ว ยังมีคุณค่าแบบอเนกประสงค์ในการช่วยแก้ปัญหาดินขาดแคลเซียมได้ด้วย
- 70 -3) การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในรูปปุ๋ยซิงเกิล ซูเปอร์ฟอสเฟต (20 %Ca) หรือปุ๋ยทริปเปิ้ล ซูเปอร์ฟอสเฟต(13.6 %Ca)ช่วยแก้ปัญหาดินขาดแคลเซียมได้ รวมทั้งการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตโดยการใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟตจากแหล่งต่าง ๆที่โดยเฉลี่ยมีปริมาณแคลเซียมประมาณร้อยละ 33 กับดินกรดจัดก็สามารถแก้ไขปัญหาดินขาดแคลเซียมได้ด้วยเช่นกัน4) การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมแบบเม็ดผสม (bulk blending fertilizer) ที่มีส่วนผสมของสารตัวเติม(filler) ที่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบ เช่น สารตัวเติมที่มีโดโลไมต์ (21-22 %Ca) ผสมกับดินขาว (kaolin) หรือสารตัวเติมในรูปยิปซัม (23 %Ca)อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่ว ๆ ไปไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยแคลเซียมโดยตรง หรือไม่ใช้สารเคมีหรือสารปรับปรุงดินที่มีแคลเซียมชนิดใดๆ เช่น ยิปซัม สารปูนไลม์เพื่อแก้ไขปัญหาดินขาดแคลเซียมเป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่สมบัติของดินในแปลงปลูกในบางพื้นที่อาจมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลเซียม โดยเฉพาะดินที่มีเนื้อดินเป็นทรายจัดและมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรง (บทที่ 1 ตารางที่ 1.2) เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังโดยส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาขาดแคลเซียม ลักษณะอาการขาดที่ปรากฏให้เห็นกับใบและต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่พบเห็นได้ยากหรือเกิดลักษณะอาการขาดที่ไม่ชัดเจน และในอุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยเคมีโดยทั่ว ๆ ไป ไม่มีการผลิตปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยแคลเซียมโดยตรง หรือมีการผลิตเพื่อการค้าน้อยมาก ทำให้ไม่มีการจำหน่ายในท้องตลาดหรือจัดหาได้ยาก นอกจากนั้น ในกรณีที่พบว่าดินมีปัญหาขาดแคลเซียมเพราะเป็นดินที่มีเนื้อดินเป็นทรายจัดและมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรง การใช้ปุ๋ยเคมีบางชนิด และการใช้สารปรับปรุงดินที่มีแคลเซียม เช่น การใช้สารปูนไลม์ในรูปหินปูนบดเพื่อลดความเป็นกรดของดิน การใช้ยิปซัม ฟอสโฟยิปซัม ปุ๋ยเคมีในตระกูลซูเปอร์ฟอสเฟต เช่น ปุ๋ยซิงเกิล ซูเปอร์ฟอสเฟต (single superphosphates)ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมแบบเม็ดผสม (bulk blending fertilizers) ที่มีการผสมสารตัวเติม (filler) ที่มีแคลเซียม เช่น โดโลไมต์ ก็ทำให้พืชปลูกได้รับแคลเซียมไปพร้อม ๆ กันด้วยแล้ว ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 1), 2), 3) และข้อ 4) ข้างต้น2. แมกนีเซียม2.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังบทบาทที่สำคัญและเด่นชัดมากของแมกนีเซียม คือเป็นธาตุอาหารพืชชนิดเดียวที่เป็นองค์ประกอบของโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงของพืชสีเขียวทุกชนิดรวมทั้งมันสำปะหลัง แมกนีเซียมมีบทบาทในกระบวนการฟอสโฟรีเลชัน (phosphorylation process) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวนำพาสารประกอบฟอสเฟต (phosphate carrier) ภายในพืชที่มีส่วนในการสร้างน้ำมัน เป็นธาตุที่ช่วยปลุกฤทธิ์ (activator) ของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate metabolism) การสะสมคาร์โบไฮเดรตในใบ การเคลื่อนย้ายของซูโครส (sucrose) ทางท่อลำเลียงอาหาร (phloem) เกี่ยวข้องกับกระบวนการหายใจของเซลล์พืช การรักษาสมดุลของไอออน และเสถียรภาพของผนังเซลล์การรักษาเสถียรภาพ
- 71 -ของแอนโทไซยานิน (anthocyanin) และยังมีส่วนในการสร้างสารเลซิทิน (lecithin) และสารนิวคลีโอโปรตีน (nucleoprotein) ในพืชด้วย2.2 พฤติกรรมในดินแมกนีเซียมเป็นธาตุในกลุ่มโลหะแอลคาไลน์ เอิร์ท (alkali earth) ที่ส่วนใหญ่พบในดินในรูปหินและแร่ มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในอินทรียวัตถุในดิน และพบในสัดส่วนที่น้อยมากในรูปแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้(exchangeable magnesium) และในรูปไดวาเลนต์แคตไอออน (Mg2+) ในสารละลายดินที่พืชดูดใช้ได้ทันที ปริมาณทั้งหมดที่พบในดินจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับประเภทเนื้อดินโดยพบในดินเนื้อละเอียดมากกว่าดินเนื้อหยาบ เช่น ดินชั้นบนของดินทรายโดยทั่วไปมีแมกนีเซียมทั้งหมดประมาณร้อยละ 0.05 เปรียบเทียบกับดินชั้นบนของดินเหนียวที่มีแมกนีเซียมทั้งหมดประมาณร้อยละ 0.50 แมกนีเซียมในดินในรูปหิน ได้แก่ หินซิลิเกต หินคาร์บอเนต หินอัคนี หินดินดาน หินทราย ในรูปแร่ที่พบในดิน คือ แร่ซิลิเกต (silicates) คาร์บอเนต(carbonates) โดโลไมต์ (dolomite) แม็กนีไซด์ (magnesite) ออร์ไจต์ (augite) ฮอร์นเบล็นด์ (hornblende)ไบโอไทต์ (biotite) โอลิวีน (olivine) และแร่เซอร์เพ็นไทน์(serpentine) นอกจากนั้น ยังพบแมกนีเซียมในรูปเกลือ เช่น เกลือแมกนีเซียมซัลเฟต (MgSO4) แมกนีเซียมคลอไรด์ (MgCl2) แมกนีเซียมในรูปแร่ซิลิเกตละลายน้ำได้น้อยเปรียบเทียบกับแร่คาร์บอเนตที่ละลายน้ำได้ปานกลาง ส่วนแมกนีเซียมในรูปเกลือแมกนีเซียมซัลเฟตและแมกนีเซียมคลอไรด์ ละลายน้ำได้ดีมากยกเว้นแมกนีเซียมในรูปหินซิลิเกตและหินคาร์บอเนต แมกนีเซียมในดินทั้ง 4 รูป ได้แก่ แมกนีเซียมในรูปแร่เกลืออิสสระ แมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และแมกนีเซียมในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนในสารละลายดิน จะปรากฏในดินที่มีสภาวะที่สมดุลกันเชิงพลวัต (dynamic equilibrium) และมีความสัมพันธ์ในทิศทางที่กลับกันกับการดูดใช้แมกนีเซียมในดินโดยพืช คล้ายกับพฤติกรรมของโพแทสเซียมในดินและการดูดใช้โดยพืชดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ กล่าวคือ แมกนีเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ได้ทั้ง 2 รูป ได้แก่ แมกนีเซียมในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนในสารละลายดินและแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้จะมีความสัมพันธ์ในภาวะที่สมดุลกันเชิงพลวัต และแมกนีเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ยังมีความสัมพันธ์ที่สมดุลกันเชิงพลวัตกับแมกนีเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้ทั้ง 2 รูป ได้แก่แมกนีเซียมในรูปแร่และในรูปเกลืออิสระด้วยเช่นกันเกี่ยวกับอันตรกิริยา (interaction) ระหว่างธาตุอาหารพืชในดิน แมกนีเซียมเกิดอันตรกิริยากับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ดังต่อไปนี้1) แมกนีเซียมกับฟอสฟอรัสและแมกนีเซียมกับไนโตรเจนในรูปไนเตรท (NO3-N) ในดินมีอันตรกิริยาที่เกื้อกูลหรือเสริมฤทธิ์กัน (synergism) แต่มีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม (NH4-N) แคลเซียมและโพแทสเซียมในดิน ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ อันตรกิริยาของไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม แคลเซียม และโพแทสเซียมกับธาตุชนิดอื่น ๆ ในดิน2) แมกนีเซียมกับธาตุอาหารเสริมในรูปแมงกานีสมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กัน กล่าวคือ การใส่ปุ๋ยเคมีที่มีแมกนีเซียมอาจทำให้พืชดูดใช้แมงกานีสได้น้อยลง และสำหรับดินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดจัดที่อาจมีปัญหาความเป็นพิษของแมงกานีสต่อพืช การใส่ปุ๋ยแมกนีเซียมอาจช่วยลดปัญหาความเป็นพิษของแมงกานีสต่อพืชได้ไม่มากก็น้อย
- 72 -โดยสรุปในภาพรวม แมกนีเซียมในดินมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กับไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียมโพแทสเซียม แคลเซียม และแมงกานีสในดิน แต่มีอันตรกิริยาเชิงบวกที่เสริมฤทธิ์กันกับไนโตรเจนในรูปไนเตรท และฟอสฟอรัสในดิน การใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมในดินกรดจัดที่มีแมงกานีสสูง อาจช่วยลดปัญหาการเกิดความเป็นพิษต่อพืชของแมงกานีสในดินได้ วิธีการปฏิบัติที่ควรระวัง คือ การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมและสารปรับปรุงดินที่มีปริมาณแคลเซียมในปริมาณมาก เช่น สารปูนไลม์ในรูปหินปูนบด หรือการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม และ/หรือสารปูนไลม์ลงดินอย่างต่อเนื่องแล้วมีผลทำให้ดินมีธาตุทั้ง 2 ชนิด(โพแทสเซียม และแคลเซียม) ตกค้างอยู่ในดินมากเกินไปอาจทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกมีปัญหาขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์สูตร 0-0-60 ชนิดเดียวในปริมาณมากเพื่อเพิ่มขนาด และปริมาณแป้งในหัวของมันสำปะหลัง ที่ภาษาท้องถิ่นในกลุ่มเกษตรกร เรียกว่า “การใส่ปุ๋ยเพื่อระเบิดหัว” ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะในระยะยาวมันสำปะหลังที่ปลูกอาจมีปัญหาขาดแมกนีเซียมได้2.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดแมกนีเซียมดินโดยทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่มีแมกนีเซียมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของพืชปลูกรวมทั้งมันสำปะหลัง ยกเว้นดินบางชนิดที่มีเนื้อหยาบ มีฤทธิ์เป็นเป็นกรดจัดและมีความอ่อนไหวต่อการเกิดการชะละลาย(leaching) และการกร่อนดิน (erosion) เช่น ชนิดดิน และลักษณะของพื้นที่ (landform) ที่พบมากในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในภาพรวม สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดแมกนีเซียมอาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการปฏิบัติ สมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง และปัจจัยอื่น ๆ ดังต่อไปนี้1) การปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องโดยการใส่ปุ๋ยเคมีในรูปธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่ไม่มีแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย การไม่ใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมโดยตรงและไม่ใส่สารปรับปรุงดินที่มีแมกนีเซียมลงดินที่มีปริมาณแมกนีเซียมต่ำตามธรรมชาติ เช่น ดินเนื้อหยาบที่มีฤทธิ์เป็นกรดและมีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำ อาจเป็นสาเหตุทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกขาดแมกนีเซียมได้2) ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ดินที่ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม หรือสารปูนไลม์ที่มีแคลเซียมในปริมาณมาก เช่น สารปูนไลม์ในรูปหินปูนแคลเซียมคาร์บอเนต อาจทำให้มันสำปะหลังดูดใช้แมกนีเซียมในดินได้น้อยลง กลไกสำคัญเกิดจากการแข่งขันกันทางด้านการดูดใช้โดยรากพืชระหว่างโพแทสเซียมกับแมกนีเซียมและแคลเซียมกับแมกนีเซียม ซึ่งทั้ง 2 ธาตุ (โพแทสเซียมและแคลเซียม) มีอันตรกิริยา (interaction) ที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism)ต่อการดูดใช้แมกนีเซียมของมันสำปะหลัง กล่าวคือ โพแทสเซียมในปุ๋ยโพแทช หรือแคลเซียมในหินปูนแคลเซียมคาร์บอเนตที่ใส่ลงดินเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปแคตไอออนอิสสระในสารละลายดิน (K+,Ca2+ตามลำดับ) จะเข้าไปไล่ที่แมกนีเซียมในรูปแคตไอออนที่แลกเปลี่ยนได้ที่ถูกดูดยึดไว้ที่ผิวเม็ดดินให้ออกมาสู่สารละลายดินในรูปแคตไอออนอิสสระ และต่อมาอาจเกิดการเคลื่อนย้ายจากดินชั้นบนลงไปสู่ดินชั้นล่างโดยการชะละลาย ซึ่งจะทำให้พืชดูดใช้แมกนีเซียมในดินชั้นบนได้น้อยลง การสูญเสียแมกนีเซียมโดยการชะละลายในดินบางชนิด เช่น ดินเนื้อหยาบที่มีฤทธิ์เป็นกรด และมีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำ อาจมีปริมาณมากถึงประมาณ 18 กิโลกรัม Mg ต่อไร่ต่อปี (Mikkelsen, 2010)
- 73 -3) ในดินกรดจัดที่มีเนื้อหยาบและมีปริมาณอะลูมินัมในรูปไตรวาเลนต์แคตไอออน (Al3+) สูง จะมีผลเชิงลบโดยตรงต่อการเติบโตของรากพืช และยังเกิดการแข่งขันกันกับอะลูมินัมทางด้านการดูดใช้แมกนีเซียมโดยรากพืชในทำนองเดียวกันกับผลที่เกิดจากโพแทสเซียมและแคลเซียมดังรายละเอียดในข้อ 2)4) การสูญเสียแมกนีเซียมที่เกิดจากการกร่อนดินที่ทำให้ดินเกิดการสูญเสียหน้าดินที่มีแร่ดินเหนียวซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เป็นที่มาที่สำคัญของแมกนีเซียมในดินชั้นบน2.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของแมกนีเซียมในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมของมันสำปะหลังแมกนีเซียมในพืชเป็นธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังขาดแมกนีเซียม ส่วนของพืชโดยเฉพาะใบพืชจะแสดงลักษณะอาการขาดที่ใบส่วนล่างก่อนใบส่วนบน (ภาพสีที่ 12) ลักษณะอาการขาดที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือแผ่นใบมีสีเหลืองในพื้นที่ระหว่างเส้นใบในขณะที่เส้นใบยังเขียวอยู่ในลักษณะคล้ายก้างปลา (interveinal chlorosis) โดยลักษณะอาการใบเหลืองจะเริ่มเกิดที่ปลายใบและขอบของกลีบใบ(lobes) ก่อนแล้วลามเข้าสู่ด้านในของใบระหว่างเส้นใบเข้าสู่เส้นกลางใบ บางครั้งใบมีสีเขียวซีดแทนที่จะมีสีเหลืองในกรณีที่ลักษณะอาการขาดมีความรุนแรงมากขึ้น พื้นที่บนใบที่มีสีเหลืองจะเกิดอาการไหม้(necrosis) แล้วทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือสีน้ำตาล (ภาพสีที่13)2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดิน จากการวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมในตัวอย่างดินโดยวิธีสกัดด้วยน้ำยา 1N, NH4-OAc, pH 7ปริมาณแมกนีเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในดินในพิสัยระดับสูงที่อาจถือได้ว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ มากกว่า 391 มก./กก ส่วนค่าปริมาณที่ดินขาด และควรพิจารณาใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมเพราะดินมีปริมาณแมกนีเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ต่ำ และต่ำมาก คือ 78-156 มก./กก.และน้อยกว่า 78 มก./กก.ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมกับดินที่มีปริมาณแมกนีเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในระดับต่ำมาก (ตารางที่ 3.3)3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณแมกนีเซียมในใบที่อ่อนที่สุดของมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่พึ่งพัฒนา และขยายตัวเต็มที่ในพิสัยที่มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 0.24-0.29 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าวิกฤติ 0.29 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปริมาณความเข้มข้นในใบในระดับขาด ขาดมาก และควรใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมคือ 0.15-0.22เปอร์เซ็นต์และน้อยกว่า 0.15 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ (ตารางที่ 3.3)
- 74 -ตารางที่3.3การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแมกนีเซียมในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับแมกนีเซียมในดิน ปริมาณและระดับแมกนีเซียมในใบปริมาณแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน1(มก./กก)ระดับแมกนีเซียมในดินความเข้มข้นในใบ 2(เปอร์เซ็นต์)ระดับแมกนีเซียมในใบ 3<78 ต่ำมาก <0.15 ขาดมาก78-156 ต่ำ 0.15-0.22 ขาด156-391 ปานกลาง 0.22-0.24 ต่ำ>391 สูง 0.24-0.29 เพียงพอ- - 0.293/ค่าวิกฤติ3/-- - >0.29 สูงหมายเหตุ:1วิเคราะห์โดยใช้น้ำยา 1N, NH4-OAc, pH 7 (Chapman,1965) 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3 Howeler (1985)ที่มา: Howeler (2014)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชความเป็นประโยชน์ของแมกนีเซียมในดินอาจประเมินได้จากการทดลองในไร่เพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมในรูปต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยแมกนีเซียมซัลเฟต (MgSO4.7H2O) แมกนีเซียมออกไซด์(MgO) หรือโดโลไมต์(CaCO3.MgCO3) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทดลองกับดินที่มีความอ่อนไหวต่อการขาดแมกนีเซียม เช่น ชนิดดินในอันดับดิน(soil orders) อุลติโซล (Ultisols) ออกซิโซล (Oxisols) อินเซ็บติโซล (Inceptisols) และเอ็นติโซล (Entisols) หรือการทดลองกับดินที่อาจมีปัญหาขาดแมกนีเซียมด้วยสาเหตุต่าง ๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยกตัวอย่าง เช่น ผลการทดลองในประเทศโคลอมเบียกับมันสำปะหลังสายพันธุ์ซีเอ็ม 507-37 พบว่า โดยเฉลี่ยจากการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียม 4 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยแมกนีเซียมซัลเฟต (MgSO4.7H2O) และปุ๋ยซัล-โพ-แมกซ์ (2 MgSO4.K2SO4) ที่ใส่แบบเป็นแถบยาวข้างต้น และปุ๋ยแมกนีเซียมออกไซด์(MgO) และโดโลไมต์ที่ใส่ลงดินแบบหว่านกระจาย มันสำปะหลังแสดงการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมทั้ง 4 ชนิดในอัตรา 60 กก.Mg/เฮกตาร์ หรือ 9.6 กก.Mg/ไร่ (Howeler, 2014) ซึ่งผลที่ได้จากการทดสอบทางชีวภาพ(biological test) วิธีการเดียวที่มีความชัดเจนอย่างนี้ สามารถใช้ประกอบการวินิจฉัย แล้วสรุปผลด้วยความแม่นยำได้ว่าดินในแปลงที่ทดสอบขาดแมกนีเซียมโดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการประเมินอื่น ๆ ทั้ง 3 วิธีการประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้ ได้แก่ วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมของมันสำปะหลัง วิธีการวิเคราะห์ดิน และวิธีการวิเคราะห์พืช
- 75 -5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการยกเว้นวิธีการประเมินโดยใช้ผลการทดสอบกับพืช ความเป็นประโยชน์ของแมกนีเซียมในดินสามารถประเมินแบบบูรณาการได้โดยใช้วิธีการต่าง ๆ รวม 3 วิธีการ ได้แก่ วิธีการที่ 1: การสังเกตลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมของมันสำปะหลัง วิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมในดิน และวิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมในใบมันสำปะหลัง ซึ่งถ้าจะใช้วิธีการประเมินโดยวิธีการที่ 1 วิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ร่วมกัน 2 วิธีการหรือ 3 วิธีการ (ตารางที่ 3.4) การประเมินโดยวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3 วิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ผลการวินิจฉัยน่าจะมีความแม่นยำในระดับปานกลาง ปานกลาง ค่อนข้างมาก และในระดับมาก ตามลำดับ(ตารางที่ 3.4) โดยเฉพาะ ถ้าการประเมินโดยวิธีการที่ 1 ซึ่งเป็นการสังเกตลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมของมันสำปะหลัง ที่เป็นผลที่ได้จากการทดลองในทางวิชาการเชิงลึกที่มีการปฏิบัติด้วยความประณีตและความบรรจงในโรงเรือนทดลองที่สามารถควบคุมความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้เช่น การปลูกทดลองโดยการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียม ในรูปสารละลายกับมันสำปะหลังที่ปลูกในกระถางหรือภาชนะที่บรรจุทรายบริสุทธิ์ (sand culture) หรือการปลูกทดลองในกระถางหรือภาชนะที่บรรจุน้ำยา (solution culture) ที่มีธาตุอาหารพืชในรูปแมกนีเซียม (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง)ตารางที่3.4 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของแมกนีเซียมในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(เปอร์เซ็นต์)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่12ภาพสีที่13>391 - ปานกลางวิธีการที่ 1+3 - 0.29 ปานกลางวิธีการที่ 2+3 >391 0.29 ค่อนข้างมากวิธีการที่ 1+2+3 >391 0.29 มากหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะถือว่ามีระดับความแม่นยำมากที่สุด2ปริมาณแมกนีเซียมในระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (Howeler, 2014)3(Howeler, 1985; Edwards and Asher, 1979)4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง
- 76 -2.5 วิธีการแก้ไขปัญหาดินขาดแมกนีเซียมการแก้ไขปัญหาดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดแมกนีเซียมมีวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้1) ในดินกรดจัดที่ขาดแมกนีเซียม การใช้สารปรับปรุงดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างในรูปโดโลไมต์ (dolomite: CaCO3.MgCO3, 6-20%Mg) โดโลมิติก ไลม์สโตน (dolomitic limestone : CaCO3.MgCO3, 4-6%Mg) หรือในรูปไฮเดรตโดโลไมต์ (hydrated dolomite: MgO.CaO/MgO.Ca(OH)2,18-20%Mg) นอกจากจะช่วยลดความเป็นกรดของดินแล้ว ยังให้แมกนีเซียมกับดินพร้อม ๆ กันด้วย โดยในทางวิชาการ ควรใช้สารปรับปรุงดินชนิดดังกล่าวในปริมาณตามค่าความต้องการปูน (lime requirement) ของดินที่ต้องการจะยกระดับ pH ของดินให้สูงขึ้นตามที่ต้องการ โดยวิธีการใส่แบบหว่านกระจายแล้วไถกลบลงดินก่อนปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งข้อเสียของการใช้สารปรับปรุงดินชนิดนี้ คือ มีสมบัติละลายช้า ถ้าใส่ลงดินที่เป็นกรดเล็กน้อยหรือใส่ลงดินที่มีฤทธิ์เป็นกลาง โดยถ้าจะใส่กับดินประเภทนี้ ควรใส่ล่วงหน้านานพอก่อนปลูกพืชและควรใส่ในรูปเม็ดผง (powder form) ที่มีความละเอียดมากกว่าปกติ การใช้โดโลไมต์ในรูปต่าง ๆ ให้ผลดีในระยะยาวต่อการแก้ไขปัญหาดินขาดแมกนีเซียมมากกว่าการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมในรูปเกลือแมกนีเซียมคลอไรด์ (MgCl2) ที่ละลายน้ำง่าย(Charoenphon, et al., 2020)2) ใช้ปุ๋ยเคมีทางดินในรูปปุ๋ยผสมแบบเม็ดผสม (bulk blending fertilizer) หรือปุ๋ยผสมในรูปปั้นเม็ด (granulated-mixed fertilizer) ที่ในการปรุงสูตรปุ๋ย (fertilizer formulation) ปุ๋ยเคมีที่ได้มีแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย เช่น ปุ๋ยเคมีชนิดปั้นเม็ดสูตร 15-7-18+2.4 Mg, 15-15-15+2.3 Mg แต่ส่วนใหญ่มักจะพบมากกว่าในปุ๋ยเคมีชนิดเม็ดผสมที่ในการปรุงสูตรปุ๋ยมีการผสมสารตัวเติม (filler) ที่มีส่วนผสมของโดโลไมต์ (dolomite) ด้วย ทั้งนี้เพราะโดโลไมต์มีแมกนีเซียมในปริมาณมาก 3) ใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมในรูปเกลืออนินทรีย์ที่มีแมกนีเซียมที่ละลายน้ำง่ายโดยการใส่ทางดิน ได้แก่ แมกนีเซียม ซัลเฟต โมโนไฮเดรต (MgSO4. H2O, 17 %Mg) แมกนีเซียม ซัลเฟต เฮบตาไฮเดรต (MgSO4.7H2O, 9 %Mg)แลงเบไนต์ (langbeinite: 2MgSO4.K2SO4, 11 %Mg ) ที่มีทั้งธาตุแมกนีเซียม โพแทสเซียม และกำมะถัน แมกนีเซียม คลอไรด์ (MgCl2, 25 %Mg) แมกนีเซียม ไนเตรท เฮ็กซาไฮเดรต (Mg(NO3)2.6H2O), 9 %Mg)โดยการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมชนิดต่าง ๆ เหล่านี้ควรใช้ในอัตราระหว่าง 6.4-9.7 กก. Mg/ไร่ ขึ้นกับระดับความรุนแรงของการขาด โดยควรใส่ลงดินแบบเป็นแถบข้างแถวพืช (banding method) หรือใส่เป็นจุดหรือแถบสั้น ๆ ข้างต้น (localized placement) แต่ถ้าจะใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมในรูปแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO, 56 %Mg) ที่ละลายน้ำได้น้อยกว่า ควรใส่แบบหว่านกระจาย (broadcasting method) แล้วไถกลบลงดินก่อนปลูกและควรใช้ปุ๋ยชนิดนี้ในรูปผงที่เม็ดผงมีความละเอียดมากกว่าปกติ4) ใช้ทางใบ (foliar application) โดยใช้ปุ๋ยเคมีที่มีแมกนีเซียมหรือสารประกอบในรูปเกลือที่มีแมกนีเซียมที่ละลายน้ำง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรูปปุ๋ยแมกนีเซียมคลอไรด์ที่ละลายน้ำได้ดีมากและนิยมใช้เป็นแม่ปุ๋ยในการผลิตปุ๋ยน้ำ (fluid fertilizers) ที่มีแมกนีเซียม หรืออาจใช้ในรูปแมกนีเซียม ไนเตรท เฮ็กซาไฮเดรต (Mg (NO3)2.6H2O)) ที่ให้ทั้งไนโตรเจนและแมกนีเซียมทั้งสองธาตุ
- 77 -3. กำมะถัน3.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังกำมะถันเป็นธาตุอาหารรองที่พืชต้องการเพื่อใช้สร้างกรดอะมิโนที่มีกำมะถันหลายชนิด เช่น ซีสทีน(cystine) ซีสเทอีน (cysteine) เมไทโอนีน (methionine) ที่ใช้สำหรับการสังเคราะห์โปรตีน เป็นธาตุปลุกฤทธิ์(activator) ของโปรทีโอลีติกเอ็นไซม์ (proteolytic enzymes) เช่น เอนไซม์พาเพเนส (papainases) เป็นองค์ประกอบของวิตามีนบี1 (thiamine) โคเอนไซม์หลายชนิด เช่น โคเอนไซม์ เอ (coenzyme A) และโคเอนไซม์ไทอามีนไพโรฟอสเฟต (thiamine pyrophosphate) ที่มีบทบาทต่อกระบวนการเมทาบอลิซึม (metabolic process) ของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เป็นองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidants) เช่น กลูตาไทโอน (glutathione) และยังมีบทบาททางอ้อมต่อกระบวนการสังเคราะห์คลอโรฟีลล์ของพืช และการแบ่งเซลล์แบบไมโตซีส (mitosis) ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของส่วนยอดของพืช3.2 พฤติกรรมในดินดินในบริเวณที่มีสภาพภูมิอากาศแบบชุ่มชื้น (humid climates) มีปริมาณกำมะถันระหว่างร้อยละ 0.01-0.14 เฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.05 แหล่งที่มาที่สำคัญของกำมะถันในรูปสารประกอบอนินทรีย์ในดินพบในรูปซัลไฟด์ (sulfides) ของธาตุโลหะที่เป็นองค์ประกอบในหินพลูโตนิก (plutonic rocks) ซึ่งเมื่อหินพลูโตนิก และแร่ที่เป็นองค์ประกอบเกิดการสลายตัว ซัลไฟด์ (sulfides) ของธาตุโลหะจะถูกเพิ่มออกซิเจน (oxidation) และปลดปล่อยออกมาในรูปซัลเฟต (sulfates) ของเกลือที่ละลายน้ำ (soluble salts) และไม่ละลายน้ำ (insoluble salts) ซึ่งสำหรับเกลือในรูปที่ไม่ละลายน้ำพบมากในพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศแบบกึ่งแห้งแล้ง (semi-arid zone) และแห้งแล้ง(arid zone)แหล่งที่มาอื่น ๆของกำมะถันในดิน คือ จากน้ำชลประทานที่ให้กับพืชปลูกหรือน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่เกิดการท่วมขังบนพื้นที่การเกษตร และจากกำมะถันในรูปก๊าซในบรรยากาศ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการประกอบการอุตสาหกรรมที่มีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงแล้วทำให้มีการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ออกมาสู่บรรยากาศ ซึ่งต่อมาจะละลายในน้ำฝนแล้วตกลงดินในรูปฝนกรดกำมะถันในดินจำแนกออกได้เป็น 3 รูป คือ1) อินทรีย์กำมะถันกำมะถันในรูปสารประกอบอินทรีย์ (organic sulfur) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของอินทรียวัตถุในดินซึ่งปกติจะพบในดินชั้นบนมากกว่าร้อยละ 50ของปริมาณกำมะถันทั้งหมด ซึ่งกำมะถันในรูปนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในดินดอน (upland soil) ที่มีการระบายอากาศดีแล้วปลดปล่อยกำมะถันในรูปอนินทรีย์กำมะถัน (inorganic sulfur)ออกมาในรูปซัลเฟตแอนไอออน (SO42-) ให้พืชดูดใช้ได้โดยกระบวนการมิเนอรัลไลเซชัน (mineralization process)ที่เรียกว่ากระบวนการซัลโฟฟิเคชัน (sulfofication process) โดยกิจกรรมที่เกิดจากจุลินทรีย์ในดินคล้าย ๆ กับกระบวนการมิเนอรัลไลเซชันของสารประกอบในรูปอินทรีย์ไนโตรเจน แต่ถ้าดินมีการระบายอากาศไม่ดี กำมะถันในสารประกอบอินทรีย์จะถูกเปลี่ยนรูปโดยกระบวนการลดออกซิเจน (reduction process) ให้เป็นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S)ก่อน หลังจากนั้น เมื่อดินมีการระบายอากาศดีขึ้นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์จะเปลี่ยนรูปต่อไปเป็นกำมะถันในรูปซัลเฟอร์ไตรออกไซด์(SO32-) และซัลเฟต(SO42-) ตามลำดับโดยกระบวนการเพิ่มออกซิเจน (oxidation process) ในดิน
- 78 -2) อนินทรีย์กำมะถันในรูปซัลเฟตดินดอน (upland soil) ที่มีสมบัติระบายน้ำดีในพื้นที่เขตุร้อนและชุ่มชื้น (humid-tropical zone)อนินทรีย์กำมะถัน (inorganic sulfate) ส่วนใหญ่อยู่ในรูปซัลเฟตแอนไอออนในสารละลายดินและในรูปเกลือซัลเฟตที่ละลายน้ำง่ายของแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม และแอมโมเนียม แต่ในพื้นที่แห้งแล้ง (arid zone) ที่มีฝนตกน้อย ส่วนใหญ่อยู่ในรูปตะกอนของเกลือซัลเฟตชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้น กำมะถันในรูปซัลเฟตในดินอาจอยู่ในรูปที่ถูกดูดยึดโดยสารประกอบไฮดรัสออกไซด์ของเหล็กและอะลูมินัม (hydrousoxides of Fe และ Al) ในดิน และในรูปที่ถูกดูดยึดโดยแร่ดินเหนียวที่มีโครงสร้างของหน่วยผลึกแบบ 1:1โดยเฉพาะแร่ดินเหนียวประเภทเคโอลิไนต์ (kaolinite) กำมะถันในรูปซัลเฟตในสารละลายดินเกิดการสูญเสียโดยกระบวนการชะละลาย (leaching process)ได้ง่าย และในปริมาณมาก ทั้งนี้เพราะกำมะถันในรูปซัลเฟตของเกลือที่ละลายน้ำง่าย เมื่อเกิดการละลายจะเกิดการแตกตัวเป็นซัลเฟตแอนไอออนที่มีประจุลบ (SO42-) ในสารละลายดินที่ดินไม่ดูดยึดไว้นอกจากนั้นการสูญเสียโดยกระบวนการชะละลายจะเกิดมากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของแคตไอออน (cation) ที่เป็นองค์ประกอบของเกลือซัลเฟตด้วย เช่น ถ้าส่วนใหญ่เป็นแคตไอออนในรูปโมโนวาเลนต์ (monovalent cation) เช่น โพแทสเซียม(K+) โซเดียม (Na+) การสูญเสียกำมะถันในรูปซัลเฟตจะเกิดมากกว่าแคตไอออนในรูปไดวาเลนต์ (divalent cation) เช่น แคลเซียม (Ca2+) แมกนีเซียม (Mg2+) หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าดินมีเกลือซัลเฟตในรูปแคลเซียมซัลเฟต การสูญเสียโดยกระบวนการชะละลายจะเกิดน้อยกว่าดินที่มีเกลือซัลเฟตในรูปโพแทสเซียมซัลเฟต3) กำมะถันในรูปธาตุและซัลไฟด์ในดินดอน (upland soil) ที่มีการระบายอากาศดี โดยธรรมชาติไม่พบกำมะถันในรูปธาตุ(elemental-sulfur) และซัลไฟด์ (sulfides) ยกเว้นดินที่มีน้ำขังยาวนาน เช่น นาข้าวที่มีน้ำขังเกือบตลอดฤดูปลูก ทั้งนี้เพราะการขังน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ดินขาดก๊าซออกซิเจน และกำมะถันในรูปซัลเฟตจะถูกลดออกซิเจนโดยกระบวนการลดออกซิเจน (reduction process) โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินดังที่ได้กล่าวมาแล้วเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างกำมะถันกับไนโตรเจนและแคลเซียมในดิน กำมะถันในรูปซัลเฟต (SO42-) มีอันตรกิริยา (interaction) ที่เสริมฤทธิ์กัน (synergism) กับแคลเซียมในดิน การใส่ปุ๋ยเคมีหรือสารปรับปรุงดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดเพราะมีกำมะถันในรูปธาตุหรือในรูปซัลเฟตลงดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ผลตกค้างที่เป็นกรดของปุ๋ยเคมีหรือสารปรับปรุงดินที่ใส่จะมีผลทำให้แคลเซียมในดินด่างที่ละลายน้ำยากเกิดการเปลี่ยนแปลงมาอยู่ในรูปที่พืชดูดใช้ได้มากขึ้น
- 79 -3.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดกำมะถันสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันสำปะหลังแสดงลักษณะอาการขาดกำมะถันเพราะดินที่ปลูกมีปริมาณกำมะถันในรูปที่เป็นประโยชน์ต่ำ อาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการปฏิบัติ กลไกการเคลื่อนย้ายของกำมะถันภายในดินและสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้1) ดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำมักมีปัญหาขาดกำมะถัน ทั้งนี้เพราะอินทรียวัตถุเป็นแหล่งที่มาที่สำคัญของกำมะถันในดินเหมือนกับความสำคัญของอินทรียวัตถุต่อปริมาณไนโตรเจนในดิน2) มันสำปะหลังอาจมีปัญหาขาดกำมะถันถ้าปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องในดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำโดยในการปลูกมีแต่ใช้ปุ๋ยเคมีชนิดที่ไม่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบและไม่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือสารอินทรีย์ปรับปรุงดินชนิดใดร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีชนิดดังกล่าวเลย เช่น การใช้ปุ๋ยผสมในรูปปุ๋ยเคมี แบบเม็ดผสม (bulk blending fertilizer) สูตร 15-7-18 ที่ไม่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเพราะเป็นการผลิตโดยใช้แม่ปุ๋ยในรูปปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) และปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์(0-0-60) รวม 3 ชนิดเท่านั้น หรือการใช้ปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจนในรูปปุ๋ยยูเรียที่ไม่มีกำมะถันแทนที่จะใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตสูตร 21-0-0+24S ที่มีกำมะถันในปริมาณมากถึงร้อยละ 243) นอกเหนือจากปริมาณกำมะถันที่มีอยู่แล้วเดิมในดินที่มีปริมาณกำมะถันทั้งหมดต่ำตามธรรมชาติ การใช้ปุ๋ยกำมะถันโดยตรงในอัตราต่ำเกินไป หรือการใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารชนิดอื่น ๆ ที่มีกำมะถันในอัตราที่จะให้กำมะถันในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังตลอดฤดูปลูก ในระยะยาวอาจทำให้มันสำปะหลังมีปัญหาขาดกำมะถันได้ ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังมีความต้องการกำมะถันในปริมาณมากพอ ๆ กับความต้องการธาตุอาหารหลักในรูปฟอสฟอรัส4) กำมะถันในดินในรูปซัลเฟตแอนไอออน (SO42-) ที่มันสำปะหลังดูดใช้ประโยชน์ได้เกิดการสูญเสียได้ง่ายโดยการชะละลาย (leaching) ในดิน โดยเฉพาะในดินที่มีเนื้อหยาบในพื้นที่แถบร้อนและชุ่มชื้น เช่นในดินทรายที่มีสมบัติแทรกซึมน้ำในอัตราสูง3.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของกำมะถันในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดกำมะถันของมันสำปะหลังสำหรับพืชโดยทั่วไป กำมะถันเป็นธาตุอาหารรองที่เคลื่อนย้ายได้ในท่อลำเลียงอาหาร (phloem)ของพืช แต่สำหรับมันสำปะหลัง กำมะถันเป็นธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ปานกลางถึงเคลื่อนย้ายได้ยาก ดังนั้น เมื่อมันสำปะหลังขาดกำมะถัน ส่วนของพืชโดยเฉพาะใบพืชจะเริ่มแสดงอาการขาดได้ทั้งกับใบส่วนบนหรือใบส่วนล่างของต้นแล้วแพร่กระจายไปยังใบส่วนอื่นทั่วทั้งต้น ผลการทดลองปลูกมันสำปะหลังในน้ำยา(solution culture) พบว่า ลักษณะอาการขาดกำมะถันจะปรากฏกับใบอ่อนส่วนบนของต้นก่อน (ภาพสีที่14) แต่อาการขาดกำมะถันของมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่จะพบกับใบส่วนล่างก่อน (Ngongi, 1976) ลักษณะอาการขาดกำมะถันโดยทั่ว ๆ ไป คือ ใบมันสำปะหลังมีสีเขียวซีดถึงสีเหลืองคล้ายกับลักษณะอาการขาดไนโตรเจน (ภาพสีที่ 15) สำหรับการปลูกโดยอาศัยน้ำฝน มันสำปะหลังที่ปลูกและขาดกำมะถันจะแสดงลักษณะอาการขาดให้สังเกตเห็นได้ชัดเจนในช่วงอากาศแล้งและดินแห้งมากกว่าในช่วงที่มีฝนหรือในช่วงที่ดินไม่ขาดน้ำ
- 80 -2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดิน จากการวิเคราะห์ปริมาณกำมะถันในตัวอย่างดินโดยวิธีสกัดด้วยน้ำยา 0.01M Ca(H2PO4)2 โดยใช้อัตราส่วนของดินต่อน้ำยา 1:5 แล้ววิเคราะห์ปริมาณอนินทรีย์กำมะถันที่สกัดได้ด้วยวิธีTurbidimetric methodปริมาณกำมะถันที่เป็นประโยชน์ในดินในระดับสูงซึ่งอาจถือได้ว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ มากกว่า 70 มก./กก (ตารางที่ 3.5) ส่วนค่าปริมาณในดินในระดับต่ำและต่ำมาก ที่ควรพิจารณาใช้ปุ๋ยกำมะถัน คือ 20-40 มก./กก. และน้อยกว่า 20 มก./กก. ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยกำมะถันกับดินที่มีปริมาณกำมะถันที่สกัดได้ในระดับต่ำมาก3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณกำมะถันในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ของมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนในพิสัยที่มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 0.30-0.36 เปอร์เซ็นต์ โดย มีค่าวิกฤติในใบ 0.32 เปอร์เซ็นต์ (ตารางที่ 3.5) ส่วนค่าปริมาณความเข้มข้นในใบในระดับขาดและขาดมาก ที่ควรใช้ปุ๋ยกำมะถันคือ 0.20-0.27 เปอร์เซ็นต์ และน้อยกว่า 0.20 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยกำมะถันที่ระดับขาดมากตารางที่ 3.5 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของกำมะถันในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับกำมะถันในดิน ปริมาณและระดับกำมะถันในใบปริมาณกำมะถันในดิน1(มก./กก.)ระดับกำมะถันในดินความเข้มข้นในใบ2(เปอร์เซ็นต์)ระดับกำมะถันในใบ<20 ต่ำมาก <0.20 ขาดมาก20-40 ต่ำ 0.20-0.27 ขาด40-70 ปานกลาง 0.27-0.30 ต่ำ>70 สูง 0.30-0.36 เพียงพอ- - 0.323ค่าวิกฤติ3- สูงมาก >0.36 สูงหมายเหตุ:1วิเคราะห์โดยการสกัดด้วยน้ำยา 0.01M Ca(H2PO4)2 และวิเคราะห์ปริมาณอนินทรีย์กำมะถันด้วยวิธี Turbidimetric method 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3 Howeler (1978)ที่มา: Howeler (2014)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชดินปลูกมันสำปะหลังที่มักพบว่ามีปัญหาขาดกำมะถันคือดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ มีเนื้อดินหยาบ และมีสมบัติอ่อนไหวต่อการชะละลาย (leaching) สูง ทั้งนี้เพราะกำมะถันในรูปเกลือซัลเฟตที่ละลายน้ำได้ดีถูกชะละลายได้ง่าย ดินมีปริมาณแร่ดินเหนียวที่มีคุณภาพดีต่ำและมีความสามารถในการดูดซับกำมะถันในรูปซัลเฟตแอนไออน (SO4-) ได้น้อย ผลการทดสอบในไร่เพื่อประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของกำมะถันในดินโดย
- 81 -การศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยกำมะถันในดินที่มีสมบัติดังกล่าว เช่น ผลการศึกษาในดินชุดดินโคราช(Korat soil series) ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย พบว่าดินมีปริมาณกำมะถันในรูปที่พืชดูดใช้ได้ต่ำมาก และมันสำปะหลังที่ปลูกส่วนใหญ่แสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยกำมะถันอย่างมีนัยสำคัญ (ปรีดา และคณะ, 2533) ผลการศึกษาที่ได้อาจถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่สามารถใช้วินิจฉัยระดับความเป็นประโยชน์ของกำมะถันในดินในระดับที่มีความแม่นยำมากและไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของกำมะถันในดินโดยวิธีการอื่น ๆ อีก ดังตัวอย่างผลการทดลองใช้ปุ๋ยกำมะถันต่อผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่พบว่า การใช้กำมะถันในรูปยิปซัมในอัตรา 1.60 กก.S/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ให้ผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นถึง 1.44 ตัน/ไร่ (5.60-4.16=1.44 ตัน/ไร่) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.6 เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังที่ใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้เฉพาะธาตุอาหารหลักชนิดเดียวกัน และในปริมาณเท่ากัน (ตารางที่ 3.6)ตารางที่3.6 ผลการใช้ปุ๋ยกำมะถันต่อผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยชนิดปุ๋ยเคมี ผลผลิตหัวสด (ตัน/ไร่)ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี 1.60ใส่ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยธาตุอาหารหลัก (N,P,K) 4.16ใส่ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยธาตุอาหารหลักร่วมกับกำมะถัน (N,P,K+S1) 5.60หมายเหตุ:1ใส่กำมะถันลงดินในรูปยิปซัมในอัตราที่ให้ธาตุกำมะถัน 1.60 กก.S ต่อไร่ที่มา: Anonymous (1989)5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการไม่รวมวิธีการประเมินโดยการทดสอบกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่หรือในโรงเรือนทดลอง (biological test) วิธีการประเมินที่น่าจะมีความแม่นยำมาก คือ การพิจารณาโดยการสังเกตลักษณะอาการขาดกำมะถันของใบและต้นมันสำปะหลังร่วมกับผลการวิเคราะห์ดิน รวมถึงพืชพร้อม ๆ กันทั้ง 3 วิธีการ (วิธีการที่ 1, วิธีการที่ 2และวิธีการที่ 3 ตามลำดับ) (ตารางที่ 3.7) รองลงไปที่น่าจะมีความแม่นยำระดับปานกลาง คือการวินิจฉัยจากผลการวิเคราะห์ดินและพืช (วิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ตามลำดับ) ส่วนการพิจารณาโดยการสังเกตลักษณะอาการขาดกำมะถันของใบและต้นมันสำปะหลังร่วมกับผลการวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 1 และวิธีการที่ 2ตามลำดับ) หรือร่วมกับผลการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 1 และวิธีการที่ 3) น่าจะมีความแม่นยำในระดับน้อยถึงปานกลาง ทั้งนี้เพราะการพิจารณาโดยการสังเกตลักษณะอาการขาดกำมะถันของใบและต้นมันสำปะหลังอาจไม่มีความชัดเจนหรือเกิดความสับสนได้ เพราะลักษณะอาการขาดกำมะถันโดยเฉพาะลักษณะอาการที่แสดงให้เห็นทางใบมีความคล้ายกับลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของใบมันสำปะหลังมาก และการพิจารณาร่วมกับผลการวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 1 และวิธีการที่ 2) หรือผลการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 1 และวิธีการที่3) วิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น อาจไม่มีความแม่นยำมากพอที่จะสรุปได้ว่ามันสำปะหลังขาดกำมะถันอย่างแน่ชัดหรือไม่
- 82 -เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการวินิจฉัยจากผลการวิเคราะห์ดินและผลการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่2 และวิธีการที่3 ตามลำดับ) จากการพิจารณาทั้ง 3 วิธีการ (วิธีการที่ 1, วิธีการที่2 และวิธีการที่ 3) ที่น่าจะมีความแม่นยำในระดับปานกลางและในระดับมากตามลำดับดังกล่าวแล้วข้างต้น (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง)ตารางที่ 3.7 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็น ประโยชน์ของกำมะถันในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดกำมะถันของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณกำมะถันและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณกำมะถันและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(เปอร์เซ็นต์)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่14ภาพสีที่15>70 - น้อยถึงปานกลางวิธีการที่ 1+3 - 0.32 น้อยถึงปานกลางวิธีการที่ 2+3 >70 0.32 ปานกลางวิธีการที่ 1+2+3 >70 0.32 มากหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่จะถือว่ามีระดับความแม่นยำมากที่สุด 2ปริมาณกำมะถันในระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (Howeler, 2014) 3(Howeler, 1978) 4 ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง3.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดกำมะถันการแก้ไขปัญหาดินปลูกมันสำปะหลังขาดกำมะถัน มีวิธีการปฏิบัติบางประการดังต่อไปนี้1) ใส่ปุ๋ยเคมีหรือสารปรับปรุงดินที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบเพื่อให้ได้กำมะถันในปริมาณ4.0-9.6 กก.S ต่อไร่ ขึ้นกับปริมาณกำมะถันต้นทุน (native sulfur) ที่มีอยู่แล้วเดิมในดิน เช่น การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมของธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่มีกำมะถัน เช่น ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18+11.2S, 15-15-15+6.8Sการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเดี่ยว เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียม ซัลเฟตสูตร 21-0-0+24S แทนการใช้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ที่ไม่มีกำมะถัน การใช้สารปรับปรุงดินในรูปยิปซัม (CaSO4.2H2O) ฟอสโฟยิปซัม (CaSO4.nH2O) ที่มียิปซัมเป็นองค์ประกอบมากกว่าร้อยละ 90 และไลม์ซัลเฟอร์ (CaS2) ซึ่งนอกจากจะช่วยปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดินแล้ว ยังให้ธาตุแคลเซียมและกำมะถันกับพืชในปริมาณมากด้วย นอกจากนั้น อาจใส่กำมะถันในรูปธาตุ (elemental sulfur) ชนิดผงก่อนปลูกโดยวิธีการหว่านกระจาย (broadcasting method) แล้วไถกลบลงดินเพื่อให้กำมะถันในรูปธาตุเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปซัลเฟตแอนไอออน (SO42-) ที่พืชดูดใช้ได้ แต่การใส่กำมะถันผงลงดินอาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 วันหลังใส่แล้วไถกลบลงดินในการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
- 83 -ในดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังที่มีฤทธิ์เป็นด่าง มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ มีปัญหาขาดกำมะถัน ฟอสฟอรัสและธาตุอาหารเสริมหลายชนิด โดยเฉพาะที่พบมาก คือ ปัญหาขาดเหล็กและสังกะสี การใช้กำมะถันผงในรูปธาตุให้ผลดีแบบอเนกประสงค์ กล่าวคือ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาดินขาดกำมะถันแล้วยังทำให้ดินปลูกที่มีฤทธิ์เป็นด่างมีความเป็นด่างน้อยลงหรือมีความเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งจะเกิดผลดีทางอ้อม กล่าวคือ ทำให้เหล็ก สังกะสี และฟอสฟอรัสในดินด่างที่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปที่พืชดูดใช้ยาก เปลี่ยนมาอยู่ในรูปที่พืชดูดใช้ประโยชน์ได้ง่ายขึ้น และทำให้มันสำปะหลังมีปัญหาขาดเหล็ก สังกะสี และฟอสฟอรัสน้อยลงด้วย ซึ่งสำหรับการใส่กำมะถันผงเพื่อแก้ปัญหาดินขาดกำมะถันนั้น ถ้าการใส่ต้องการผลตกค้างของกำมะถันในดินในระยะยาว ควรใช้กำมะถันที่มีทั้งเม็ดขนาดเล็กและเม็ดขนาดใหญ่ปะปนกัน เนื่องจากเม็ดกำมะถันที่มีขนาดใหญ่จะมีผลตกค้างในดินยาวนานกว่าเม็ดขนาดเล็ก ทั้งนี้เพราะถ้าใช้กำมะถันในอัตราเดียวกัน กำมะถันในรูปเม็ดขนาดใหญ่ที่มีมวลเท่ากันกับเม็ดขนาดเล็กจะมีพื้นที่ผิวทั้งหมดที่จะสัมผัสกับผิวดินและสารละลายดินน้อยกว่าเม็ดกำมะถันที่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้กำมะถันในรูปธาตุเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปซัลเฟต แอนไอออน (SO42-) ได้ช้ากว่า อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ถ้าต้องการใช้กำมะถันผงเพื่อลดความเป็นด่างของดินเป็นหลักและต้องการผลเร็ว ควรใช้กำมะถันผงที่เม็ดทั้งหมดร้อยละ 100 มีความละเอียดที่สามารถร่อนผ่านตะแกรงขนาด 16 ไทเลอร์เมช (เส้นผ่านศูนย์กลางของรูตะแกรง 1.0 มม.) และไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 สามารถร่อนผ่านตะแกรงขนาด 100ไทเลอร์เมช (เส้นผ่านศูนย์กลางของรูตะแกรง 0.149 มม.) สำหรับปัจจัยอื่น ๆ ในดินที่มีความเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงของกำมะถันในรูปธาตุไปเป็นกรดกำมะถันได้เร็วขึ้น ได้แก่ อุณหภูมิของดินระหว่าง 27-35 องศาเซลเซียส ความชื้นในดินที่ระดับประมาณความจุสนาม (field capacity-moisture level)2) ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีลงดินในปริมาณมาก เช่น มากกว่า 3 ตันต่อไร่ หรือใส่อย่างต่อเนื่องในปริมาณน้อยถึงปานกลาง (1-3 ตัน/ไร่) ซึ่งนอกจากจะเพิ่มระดับความอุดมสมบูรณ์ของกำมะถันในดินแล้วยังช่วยปรับปรุงบำรุงดินในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น เพิ่มความโปร่งซุยและการระบายอากาศของดินที่แน่นแข็งเพิ่มปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ หลายชนิด เช่น ไนโตรเจน โพแทสเซียม และธาตุอาหารเสริมทุกชนิด ฯลฯ3) นอกเหนือจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีที่อาจมีค่าใช้จ่ายสูง อาจใช้วิธีการปฏิบัติเพื่อลดการสูญเสียกำมะถันในดินโดยการชะละลาย (leaching) โดยเฉพาะในดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทรายจัดที่มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินต่ำ โดยการใส่วัสดุอินทรีย์ลงดินเพื่อเพิ่มความจุในการอุ้มน้ำ (water holding capacity)ของดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วัสดุอินทรีย์ที่หาง่าย สามารถหาได้ในปริมาณมากเท่าที่ต้องการและมีราคาถูกเช่น วัสดุอินทรีย์ในรูปผลพลอยได้หรือของเหลือทิ้งต่าง ๆ ที่ได้จากการประกอบการทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรเช่น ฟิลเตอร์เค้ก (filter cake) จากโรงงานน้ำตาลจากอ้อย โรงงานแป้งจากมันสำปะหลัง ฯลฯ
- 84 -บทที่ 4ธาตุอาหารเสริมธาตุอาหารเสริม (micronutrient elements) หรือจุลธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของพืชประกอบด้วยธาตุ 8 ชนิด ได้แก่ เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล ธาตุอาหารพืชในกลุ่มนี้พืชต้องการในปริมาณน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการธาตุอาหารรอง (secondary nutrient elements) และธาตุอาหารหลัก (primary nutrient elements) ในหนังสือฉบับนี้จะกล่าวถึงแต่เฉพาะธาตุเหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง และโบรอน เท่านั้น ทั้งนี้เพราะลักษณะอาการขาดธาตุคลอรีนของมันสำปะหลังไม่ปรากฏให้เห็นในธรรมชาติ ธาตุโมลิบดีนัมเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการน้อยที่สุดจนยากที่จะประเมินด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำมากพอ ส่วนธาตุนิกเกิล เป็นธาตุชนิดใหม่ที่พึ่งจะได้รับการยอมรับในปี พ.ศ. 2530 ว่าเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของพืช (Brown et al., 1987) และจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2568) ยังมีการศึกษาหรือมีรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของธาตุอาหารพืชชนิดนี้กับมันสำปะหลังน้อยมากธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการในปริมาณน้อยมาก มิได้หมายความว่าดินมีปริมาณทั้งหมดน้อยมากด้วยโดยเฉพาะธาตุเหล็กและแมงกานีส ซึ่งเป็นธาตุที่พบในดินในปริมาณมาก ปริมาณธาตุอาหารเสริมในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในดินมีความแปรปรวนขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระยะเวลาที่ดินเกิดการเปลี่ยนแปลง ชนิดของวัตถุต้นกำเนิดดิน กระบวนการเกิดดิน ชนิดและสมบัติของดิน สภาพภูมิอากาศ และวิธีการเขตกรรม สภาพหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลอย่างสำคัญต่อความเป็นประโยชน์ต่อพืชของธาตุอาหารเสริมในดิน ได้แก่ สมบัติของดินตามธรรมชาติที่มีปริมาณธาตุอาหารเสริมต้นทุนมากหรือน้อย ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความแน่นแข็งของดิน การระบายน้ำ และการระบายอากาศของดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณแคลเซียม และฟอสฟอรัสในดิน สภาพฝน ความแห้งแล้ง การใช้สารปูนไลม์กับดินกรด และการใช้ปุ๋ยทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และ/หรือปุ๋ยเคมีการปลูกมันสำปะหลังในดินที่ขาดธาตุอาหารเสริม และการแก้ไขปัญหาการขาดให้ได้ผลดีเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนทั้งในมิติทางวิชาการ และความสะดวกในทางปฏิบัติ ทั้งนี้เพราะพืชต้องการดูดใช้ธาตุอาหารในกลุ่มนี้ในปริมาณน้อยมาก ซึ่งหมายความว่าปริมาณการใช้ธาตุอาหารเสริม เช่น ธาตุอาหารเสริมในรูปปุ๋ยเคมีต่อหน่วยพื้นที่ เช่น ต่อไร่ ต้องใช้ในปริมาณน้อยด้วย ทำให้มีปัญหาการใส่ลงดินเพื่อให้เกิดการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอของปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทั่วทั้งพื้นที่ ซึ่งแตกต่างกับการใส่ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่ใช้ในปริมาณมากกว่า ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนากำหนดทางเลือกเกี่ยวกับวิธีการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมกับมันสำปะหลังในหลายรูปแบบนอกเหนือจากวิธีการใส่ลงดินเป็นหลัก เช่น การใส่ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางท่อนพันธุ์มันสำปะหลังและการใส่ทางใบ (foliar application) โดยเฉพาะในกรณีที่ดินปลูกมีฤทธิ์เป็นด่างหรือเป็นดินเนื้อปูน (calcareous soil) ที่ไม่ควรใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางดิน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจะเลือกใช้วิธีการใดขึ้นกับความสะดวกในทางปฏิบัติ ค่าใช้จ่าย และประสิทธิภาพต่อการเติบโตของมันสำปะหลังที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมโดยวิธีการดังกล่าว
- 85 -นอกเหนือจากวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารเสริมบางชนิดของมันสำปะหลัง ก่อนกำหนดวิธีการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมเพื่อให้เกิดผลดีต่อการเพิ่มผลผลิตพืช ควรประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารเสริมในดินโดยวิธีต่าง ๆ ต่อไปนี้ด้วย คือ วิธีการวิเคราะห์ดิน วิธีการวิเคราะห์พืช และวิธีการทดลองปลูกพืช (biological test) โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมในรูปปุ๋ยทองแดง แมงกานีส และโบรอนทั้งนี้เพราะลักษณะอาการขาดธาตุอาหารเสริมแต่ละชนิดที่มองเห็นได้ด้วยตาทางลำต้น กิ่ง ก้านใบ แผ่นใบทั้งในเชิงปริมาณ เช่น ขนาดต้น ขนาดทรงพุ่ม ความสูง ฯลฯ และในเชิงคุณภาพ เช่น สีของใบ รูปร่าง และลักษณะที่เกิดการปรากฏที่ผิดปกติของใบ ก้านใบ กิ่ง ลำต้น ฯลฯ มักไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนกับการปรากฏอย่างชัดเจนของลักษณะอาการขาดสังกะสีในดินกรดหรือดินด่าง และลักษณะอาการขาดเหล็กของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินเนื้อปูน (calcareous soil) นอกจากนั้น ลักษณะอาการผิดปกติที่สังเกตเห็นได้อาจเกิดจากการขาดธาตุอาหารเสริมมากกว่า 1 ชนิด เช่น มันสำปะหลังอาจขาดสังกะสี และโบรอน พร้อม ๆ กันทำให้ลักษณะอาการผิดปกติที่ปรากฏให้เห็นมีความซับซ้อนและแตกต่างไปจากลักษณะอาการขาดธาตุใดธาตุหนึ่งทำให้เกิดความสับสนและความไม่มั่นใจในผลการวินิจฉัยด้วยสายตา ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ ควรประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารเสริมในดินชนิดดังกล่าว (ทองแดง แมงกานีส โบรอน) โดยวิธีการอื่น ๆ ด้วยดังกล่าวแล้วข้างต้น1. เหล็ก1.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญต่อการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) โดยเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบในคลอโรพลาสต์ (chloroplast) พืชที่ขาดเหล็กจะทำให้กลไกการ สร้างคลอโรฟิลล์ล้มเหลว เหล็กเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด เช่น เอนไซม์คาตาเลส (catalase) ออกซิเดส (oxidase) เป็นตัวปลุกฤทธิ์ของระบบเอนไซม์ภายในพืช เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของกระบวนการออกซิเดชัน(oxidation process) หรือกระบวนการเพิ่มออกซิเจน และกระบวนการรีดักชัน (reduction process) หรือกระบวนการลดออกซิเจนในพืช เป็นองค์ประกอบของไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ที่เกี่ยวข้องกับการหายใจของพืช1.2 พฤติกรรมในดินในบรรดาธาตุอาหารเสริมทั้ง 8 ชนิด เหล็ก เป็นธาตุโลหะที่มีมากที่สุดในเปลือกโลก (earth crust) และปริมาณทั้งหมดในดินโดยทั่วไปจะแตกต่างกันมากระหว่าง 200 มก./กก. ถึงมากกว่าร้อยละ 10 โดยจะพบในดินในรูปออกไซด์ ไฮดรอกไซด์ ฟอสเฟต และในโครงสร้างของผลึก (crystal lattice structure) ของแร่ซิลิเกตปฐมภูมิ (primary silicates) และแร่ดินเหนียว และภายใต้สภาพแวดล้อมและสมบัติของดินที่แตกต่างกัน เหล็กที่เป็นองค์ประกอบในแร่ปฐมภูมิดังกล่าวและรวมทั้งแร่ทุติยภูมิ(secondary minerals) จะเกิดการแปรสภาพและปลดปล่อยเหล็กออกมาในรูปที่ละลายน้ำได้มากขึ้น และบางส่วนอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดใช้ได้ได้แก่ เหล็กในรูปเฟอรัสแคตไออน (Fe2+) ในสารละลายดิน เหล็กที่ถูกดูดยึดไว้ที่ผิวเม็ดดินที่สามารถแลกเปลี่ยนได้
- 86 -(exchangeable cation) และในรูปแคตไอออนที่ถูกตรึงด้วยอินทรียวัตถุในส่วนที่เป็นสารฮิวมิก (humic substance)ในดินในรูปชีเลตแคตไอออน (chelated cation) เหล็กในดินในรูปแคตไอออนในสารละลายดินมีความเสถียรต่ำและเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยกระบวนการเพิ่มออกซิเจน และกระบวนการลดออกซิเจนในดิน ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับสภาพการระบายอากาศและปริมาณความชื้นในดิน กล่าวคือถ้าดินมีความชื้นต่ำ ดินแห้ง และมีการระบายอากาศดี เหล็กในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ง่าย เช่น เหล็กในรูปเฟอรัสแคตไอออนในสารละลายดินจะถูกเพิ่มออกซิเจนแล้วเปลี่ยนรูปไปเป็นเหล็กในรูปเฟอริกแคตไอออน (Fe3+) ที่ละลายน้ำยากและพืชดูดใช้ไม่ได้ ในทางกลับกัน ถ้าดินมีความชื้นสูงเกินไปหรือผิวหน้าดินเกิดการท่วมขังของน้ำอย่างยาวนาน สารประกอบของเหล็กในรูปเฟอริกจะถูกลดออกซิเจน แล้วเปลี่ยนรูป และปลดปล่อยเหล็กในรูปเฟอรัสแคตไอออนออกมา และถ้าสารละลายดินมีปริมาณเหล็กในรูปเฟอรัสแคตไอออนมากเกินไป อาจเกิดความเป็นพิษกับมันสำปะหลังได้ โดยเฉพาะถ้าปลูกในดินที่ตามธรรมชาติมีปริมาณเหล็กทั้งหมดสูง ดินมีฤทธิ์เป็นกรดจัดและเป็นดินดอน (upland soil) ที่มีสมบัติละลายน้ำเลวและบางช่วงปลูกในระหว่างฤดูฝนเกิดน้ำท่วมขังบนผิวหน้าดินยาวนานผิดปกติ หรือเป็นดินที่มีการปรากฏของชั้นดินดาน (soil hard pan) ใต้ผิวดินที่อาจทำให้เกิดชั้นทึบน้ำ (perched water layer) บนขอบด้านบนของชั้นดินดานใต้ผิวดิน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เหล็กในดินมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับฟอสฟอรัสและแคลเซียมในดิน รวมทั้งมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กับแมงกานีสและทองแดงในดินด้วย ซึ่งหมายความว่า ถ้าดินมีปริมาณเหล็กสูง พืชปลูกรวมทั้งมันสำปะหลังอาจดูดใช้ธาตุอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งชนิดดังกล่าวได้น้อยลง ในทางกลับกัน ถ้าดินมีธาตุอาหารดังกล่าวชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งชนิดในปริมาณมาก พืชปลูกจะดูดใช้เหล็กได้น้อยลง โดยเฉพาะปฏิสัมพันธ์เชิงลบที่เกิดจากดินที่มีฟอสฟอรัสและแคลเซียมในปริมาณมากที่จะมีผลทำให้เหล็กในดินส่วนใหญ่อยู่ในรูปสารประกอบอนินทรีย์ที่ละลายน้ำยาก พืชปลูกดูดใช้ได้น้อย เช่น สารประกอบของเหล็กในรูปเฟอริก ฟอสเฟต (ferric phosphate) และในรูปเฟอริกไฮดร๊อกไซด์ (ferric hydroxide) อย่างไรก็ตาม เหล็กมีอันตรกิริยาที่เสริมฤทธิ์กัน (synergism) กับโพแทสเซียมในดินซึ่งหมายความว่าถ้ามีการใช้ปุ๋ยโพแทชกับพืชปลูก พืชจะดูดใช้เหล็กได้มากขึ้นแม้ว่าดินที่ปลูกจะมีเหล็กในรูปที่พืชดูดใช้ได้ต่ำก็ตาม1.3 สาเหตุที่ทำดินขาดเหล็กสาเหตุที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดเหล็ก อาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการปฏิบัติกลไกการเคลื่อนย้ายเหล็กภายในดินและสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้1) ดินมีปริมาณเหล็กทั้งหมดต่ำตามธรรมชาติ เช่น ดินทรายที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ2) ดินแร่ (mineral soils) ในรูปดินเนื้อปูน (calcareous soil) ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง มันสำปะหลังที่ปลูกจะแสดงลักษณะอาการขาดเหล็กชัดเจนมาก ทำให้สามารถวินิจฉัยลักษณะอาการขาดเหล็กได้ง่ายและอย่างแม่นยำรวมทั้งดินแร่ชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไปที่มีฤทธิ์เป็นด่างและมีปริมาณแคลเซียมสูงเกินไป มันสำปะหลังที่ปลูกอาจมีปัญหาขาดเหล็กได้
- 87 -3) ดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัดที่มีการใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบด เพื่อลดความเป็นกรดของดินมากเกินไป(overliming) อย่างไรก็ตาม ดินไร่ที่มีฤทธิ์เป็นกรดโดยทั่วไป มีปัญหาขาดเหล็กน้อยกว่าดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง4) ดินที่เกิดการกร่อนดิน (soil erosion) อย่างต่อเนื่อง แล้วทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อดินชั้นบนในปริมาณมาก5) ดินที่มีปริมาณแมงกานีสในปริมาณมากตามธรรมชาติ หรือดินที่ขาดแมงกานีสแล้วมีการใช้ปุ๋ยแมงกานีสมากเกินไป ทั้งนี้เพราะเหล็กและแมงกานีสในดินมีอันตรกิริยา (interaction) ที่เป็นปฏิปักษ์กันอย่างไรก็ตาม ดินดอน (upland soil) ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาขาดแมงกานีส แต่มักมีปัญหาที่เกิดจากความเป็นพิษของแมงกานีสในดินมากกว่า โดยเฉพาะในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด (Howeler, 2014;วรชาติ และคณะ, 2563) และ/หรือมีการระบายอากาศไม่ดี6) ดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง โดยเฉพาะดินที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสอย่างต่อเนื่องและมีฟอสฟอรัสจากปุ๋ยเคมีที่ใส่ตกค้างอยู่ในดินในปริมาณมาก7) ดินที่มีเนื้อดินแน่นแข็ง หรือดินในบริเวณที่เป็นจอมปลวกเก่า8) ดินที่มีการปรับระดับพื้นที่ (land levelling) และมีการปาดหน้าดินชั้นบนที่มีปริมาณอินทรียวัตถุสูงกว่าดินชั้นล่างออกจากพื้นที่1.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของเหล็กในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดเหล็กของมันสำปะหลังเหล็กเป็นธาตุอาหารเสริมที่ไม่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหารของพืช (phloem-immobile micronutrient) ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังขาดเหล็ก ส่วนของพืชโดยเฉพาะใบพืชจะแสดงลักษณะอาการขาด ที่ใบอ่อนส่วนบนของต้นก่อนใบด้านล่าง (ภาพสีที่ 16, ภาพสีที่ 17) ลักษณะอาการขาดที่สังเกตเห็นได้ คือ การเติบโตของพืชลดลงชัดเจน ต้นเตี้ย ใบอ่อนมีขนาดเล็กแต่ยังมีรูปร่างปกติ ใบส่วนบนของต้นมีสีเหลือง โดยระยะแรกจะเกิดสีเหลืองบนแผ่นใบในบริเวณระหว่างเส้นใบที่ยังเขียวอยู่ (interveinal chlorosis) และถ้าอาการขาดมีความรุนแรงมากขึ้น ใบจะเหลืองอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งแผ่นใบ รวมทั้งเส้นใบและก้านใบ (ภาพสีที่ 16 และภาพสีที่ 17) และต่อมามีสีเหลืองซีดจนเกือบขาว ในกรณีที่อาการขาดธาตุเหล็กมีความรุนแรงมาก ใบอ่อนจะมีสีขาวซีดทั้งแผ่นใบและขอบใบมีสีเหลืองหรือปลายใบไหม้ (necrosis)2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดิน จากการวิเคราะห์ปริมาณเหล็กในตัวอย่างดินโดยวิธี DTPA (Lindsay and Norvell, 1978) โดย การสกัดดินด้วยน้ำยา 0.005M DTPA, 0.1M Triethanolamine และ 0,01M CaCL2, pH 7.3 ปริมาณเหล็กที่เป็นประโยชน์ในดินในระดับสูงที่อาจถือได้ว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ มากกว่า 139 มก./กก. (วรชาติ และคณะ, 2563) ส่วนค่าปริมาณที่ดินขาดเพราะมีปริมาณเหล็กที่สกัดได้ต่ำและต่ำมาก ที่ควรพิจารณาใช้ปุ๋ยเหล็ก คือ 9.2-21 มก./กก. และ น้อยกว่า 9.2 มก./กก. ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเหล็กที่ระดับต่ำมาก (ตารางที่ 4.1)
- 88 -3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณเหล็กในใบอ่อนที่สุดของมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่พึ่งพัฒนา และขยายตัวเต็มที่ในพิสัยที่มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 120-140 มก./กก. ส่วนค่าปริมาณความเข้มข้นในใบที่ควรใช้ปุ๋ยเหล็กเพราะมันสำปะหลังมีความเข้มข้นของเหล็กในระดับขาดและขาดมากคือ 100-110 มก./กก.และน้อยกว่า 100 มก./กก. ตามลำดับ (Howeler, 2014) โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเหล็กในระดับที่ดินขาดเหล็กมาก(ตารางที่ 4.1)ตารางที่4.1 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของเหล็กในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับของเหล็กในดิน ปริมาณและระดับของเหล็กในใบปริมาณของเหล็กในดินที่สกัดได้(มก./กก.)1ระดับของเหล็กในดิน1ความเข้มข้นขอเหล็กในใบ (มก./กก.)2,3ระดับของเหล็กในใบ3<9.2 ต่ำมาก <100 ขาดมาก9.2-21 ต่ำ 100-110 ขาด21-139 ปานกลาง 110-120 ต่ำ>139 สูง 120-140 เพียงพอ140-200 สูงหมายเหตุ:1 (วรชาติ และคณะ, 2563) 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3 Howeler (2014)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชสำหรับเหล็กซึ่งเป็นธาตุอาหารเสริม การประเมินผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเหล็กมีวิธีการปฏิบัติที่หลากหลายและแตกต่างไปจากวิธีการที่ใช้กับธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังมีความต้องการเหล็กน้อยกว่าธาตุอาหารหลักมาก เช่น การประเมินโดยการทดลองปลูกมันสำปะหลังที่ใช้ปุ๋ยเหล็กทางดิน การใช้ทางดินผ่านระบบน้ำชลประทานในรูปปุ๋ยท่อ (fertigation) การใช้ปุ๋ยเหล็กทางท่อนพันธุ์ปลูก และการใช้ทางใบ อย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยเหล็กทางดินมีข้อจำกัด เพราะจะใช้ได้ผลดีเฉพาะกับดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดและขาดเหล็กเท่านั้น ไม่ควรใช้กับดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง โดยเฉพาะกับดินเนื้อปูน ซึ่งวิธีการใช้ปุ๋ยเหล็กที่เหมาะสมกว่าการใช้ทางดิน คือ การใช้ทางใบและการใช้ทางท่อนพันธุ์ถ้าจะปลูกมันสำปะหลังในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างและเนื่องจากความเป็นจริงที่ว่า ใบ และต้นมันสำปะหลังที่แสดงลักษณะอาการขาดเหล็กที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตามีความชัดเจนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินด่าง ดังนั้นในบางกรณี เช่น การปลูกมันสำปะหลังในดินเนื้อปูนที่ขาดเหล็ก วิธีการประเมินโดยการสังเกตลักษณะอาการขาดเหล็กของใบและต้นมันสำปะหลัง เช่น ที่ปรากฏในภาพสีที่ 18 อาจถือได้ว่าเป็นวิธีการที่มีความชัดเจนในระดับดีมากอยู่แล้ว ซึ่งในกรณีนี้ วิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของเหล็กในดินโดยการทดลองใช้ปุ๋ยเหล็กอัตราต่าง ๆ กับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินชนิดนี้ จึงไม่มีความจำเป็นเหมือนการประเมินธาตุอาหารชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะ
- 89 -ไนโตรเจน กำมะถัน ที่ลักษณะอาการขาดของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินกรดหรือดินด่างที่สังเกตเห็นได้ไม่มีความชัดเจนเหมือนกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินด่างแล้วแสดงลักษณะอาการขาดธาตุเหล็กออกมาให้เห็นได้ด้วยสายตา5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบแบบบูรณาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ลักษณะอาการขาดเหล็กของใบมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างโดยเฉพาะในดินเนื้อปูน เป็นลักษณะอาการที่สังเกตเห็นได้ง่ายและมีความชัดเจนมากจนถึงระดับที่ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยโดยวิธีการอื่น ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาอีก เช่น การวิเคราะห์ดิน การวิเคราะห์พืช และ/หรือการทดลองเพื่อประเมินผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเหล็ก อย่างไรก็ตาม การปลูกมันสำปะหลังในดินที่มีปฏิกิริยาเป็นกลางหรือมีฤทธิ์เป็นกรดที่ถ้าเป็นดินที่ขาดเหล็กและมันสำปะหลังที่ปลูกไม่แสดงลักษณะอาการขาดเหล็กอย่างชัดเจนเหมือนการปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง การประเมินโดยใช้วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดเหล็กของใบมันสำปะหลังร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 1 และ วิธีการที่ 2 ตามลำดับ) วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดเหล็กของใบมันสำปะหลัง ร่วมกับวิธีการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 1 และ วิธีการที่ 3 ตามลำดับ) วิธีการวิเคราะห์ดินร่วมกับวิธีการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ตามลำดับ) วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดเหล็กของใบมันสำปะหลังร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ดิน และวิธีการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 1 วิธีการที่ 2และวิธีการที่ 3 ตามลำดับ) ผลการวินิจฉัยที่ได้น่าจะมีความน่าเชื่อถือในระดับแม่นยำ ค่อนข้างแม่นยำ และแม่นยำมาก ตามลำดับ (ตารางที่ 4.2) (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง) โดยไม่จำเป็นต้องประเมินโดยใช้วิธีการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเหล็กทางดิน ทางท่อนพันธุ์หรือทางใบของมันสำปะหลังที่ปลูกในกระถางในโรงเรือน หรือในแปลงทดลองในไร่
- 90 -ตารางที่4.2 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของเหล็กในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดเหล็กของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณเหล็กและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณเหล็กและค่าวิเคราะห์ในใบมันสำปะหลัง3(มก./กก.)วิธีการที่ 1 ภาพสีที่16ภาพสีที่17ภาพสีที่18- - ค่อนข้างแม่นยำวิธีการที่ 1+2 >139 - แม่นยำวิธีการที่ 1+3 - 120-140 แม่นยำวิธีการที่ 2+3 >139 120-140 ค่อนข้างแม่นยำวิธีการที่ 1+2+3 >139 120-140 แม่นยำมากหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพ 2ปริมาณเหล็กในดินในระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (วรชาติและคณะ, 2563) 3ความเข้มข้นของเหล็กในใบในระดับเพียงพอ (Howeler, 2014) 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง1.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดเหล็กการแก้ไขปัญหาดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดเหล็กมีวิธีการปฏิบัติบางประการดังต่อไปนี้1) การใช้ปุ๋ยเหล็กในรูปเหล็กซัลเฟต เฮ็ปตาไฮเดรต (FeSO4.7H2O) กับท่อนพันธุ์ปลูกโดยการแช่ท่อนพันธุ์ในสารละลายของปุ๋ยเหล็กซัลเฟต เฮ็ปตาไฮเดรตที่มีความเข้มข้น 2-4 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 นาทีโดยการแช่ท่อนพันธุ์ต้องให้ท่อนพันธุ์ทั้งหมดจมอยู่ใต้ผิวของปุ๋ยในรูปสารละลาย และหลังจากแช่ครบ 15 นาทีแล้ว ให้นำออกมาผึ่งอากาศในที่ร่มให้แห้งพอหมาด ๆ ก่อนนำไปปลูกให้หมดในวันเดียวกัน2) การใส่ปุ๋ยเหล็กในรูปเหล็กซัลเฟต เฮ็ปตาไฮเดรตทางใบกับใบมันสำปะหลังโดยการฉีดพ่นทันทีที่เกิดการปรากฏของลักษณะอาการขาดเหล็ก โดยใช้สารละลายของปุ๋ยเหล็กซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรตที่มีความเข้มข้น2-4 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจใช้ปุ๋ยเหล็กในรูปสารชีเลต (chelates) ชนิดต่าง ๆ ที่ละลายน้ำง่าย เช่น Fe-EDTA ที่มีปริมาณเหล็ก 6-12 เปอร์เซ็นต์การใช้ปุ๋ยเหล็กในรูปสารชีเลตทางใบแม้ว่าจะใช้ได้ผลดี แต่ข้อเสียคือจัดหาปุ๋ยยากและปุ๋ยชนิดนี้มีราคาสูงกว่าปุ๋ยเหล็กในรูปเหล็กซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรต3) การใช้ปุ๋ยเหล็กในรูปของแข็งทางดินกับดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดินเนื้อปูน โดยทั่วไปไม่แนะนำเพราะให้ผลดีน้อยกว่าการใช้ทางท่อนพันธุ์และการฉีดพ่นทางใบมันสำปะหลัง แต่ถ้าต้องการใช้ทางดิน ควรใช้กับดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดและขาดเหล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณเหล็กต่ำตามธรรมชาติโดยการใส่ลงดินเฉพาะบริเวณ (localized placement) เช่น วิธีการใส่เป็นแถบ (banding method) หรือวิธีการใส่เป็นจุดข้างต้น (spot-localized placement) เพื่อลดพื้นที่สัมผัสระหว่างผิวเม็ดปุ๋ย