The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonnipa.pa, 2026-01-22 23:26:34

การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

Keywords: มันสำปะหลัง,ธาตุอาหารพืช,การจัดการดิน,ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม,วิธีการเขตกรรม,การเตรียมดิน

- 91 -กับผิวเม็ดดิน และต้องไม่ใส่แบบหว่านกระจายไปทั่วแปลงปลูก เพราะปุ๋ยเหล็กที่ใส่ส่วนใหญ่เมื่อสัมผัสกับเม็ดดินและช่องว่างอากาศในระหว่างเม็ดดินจะถูกเพิ่มออกซิเจน (oxidation) แล้วเปลี่ยนรูปจากรูปเฟอรัสแคตไออน (Fe2+) ซึ่งพืชดูดใช้ประโยชน์ได้ไปเป็นเหล็กในรูปเฟอริกแคตไอออน (Fe3+) ที่ละลายน้ำได้น้อยลงหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการทางเคมีอื่น ๆ ในดินแล้วเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่พืชดูดใช้ไม่ได้4) การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่มีธาตุอาหารหลัก (ปุ๋ย N,P,K) ทางดินในรูปปุ๋ยพรีเมียมเกรดที่ในการปรุงสูตร (fertilizer formulation) มีการผสมเหล็กเข้าไปด้วย เช่น ปุ๋ยผสมธาตุอาหารหลักที่มีเหล็กในสูตรปุ๋ย (N,P,K + Fe) ในกรณีที่สามารถจัดหาปุ๋ยเคมีชนิดดังกล่าวได้ในท้องตลาดและควรเป็นปุ๋ยผสมชนิดที่มีปริมาณธาตุอาหารหลักและเรโชปุ๋ย (fertilizer ratio) เหมาะสมกับมันสำปะหลังด้วย เช่น ปุ๋ยผสมสูตร 15-7-18+Feที่มีเรโชปุ๋ยของธาตุอาหารหลักประมาณ 2:1:2 ในกรณีที่มีปุ๋ยประเภทพรีเมียมเกรดสูตรนี้จำหน่ายในท้องตลาด2. แมงกานีส2.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังธาตุแมงกานีสมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของพืชคล้ายธาตุเหล็กและธาตุโลหะชนิดอื่น ๆ โดยมีหน้าที่สำคัญต่อการปลุกฤทธิ์เอนไซม์ชนิดต่าง ๆ ภายในพืชที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคาร์โบไฮเดรตเเมทาบอลิสซึม(carbohydrate metabolism) ปฏิกิริยาฟอสโฟรีเลชัน (phosphorylation) และวัฏจักรกรดซิตริก (citric acid cycle) แมงกานีสทำหน้าที่ร่วมกับเหล็กในการควบคุมศักย์ออกซิเดชัน-รีดักชัน (redox potential) ภายในพืชและแมงกานีสยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงและมีส่วนร่วมในกระบวนการแมทาบอลิสซึมของเหล็กและไนโตรเจน2.2 พฤติกรรมในดินแมงกานีสในดินมีแหล่งที่มาที่สำคัญจากการสลายตัวของหินเฟอโรแมกนีเซียน (ferromagnesian rock) ปริมาณในดินดอน (upland soil) มีความแตกต่างกัน และมีความผันแปรระหว่าง 24-10,000 ส่วนต่อล้าน(ppm) ธาตุโลหะในรูปแมงกานีสที่พืชดูดใช้ได้พบมากในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัดและมีปริมาณน้อยลงถ้าดินมีความเป็นกรดน้อยลงและอาจมีปัญหาการขาดในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง แมงกานีสในดินส่วนใหญ่พบในรูปไอออนและในรูปออกไซด์ต่าง ๆ รวม 3 สถานะทางวาเลนซี(valency states) คือ 1) ในรูปไดวาเลนต์แคตไอออน (Mn2+)ซึ่งถูกดูดซับอยู่ที่ผิวเม็ดดินในรูปที่แลกเปลี่ยนได้(exchangeablecation) และในรูปแคตไอออนในสารละลายดินที่ทั้ง 2 รูปพืชดูดใช้ประโยชน์ได้2) ในรูปไตรวาเลนต์แคตไอออน (Mn3+) ในรูปออกไซด์ของแมงกานีส (Mn2O3) ที่มีความว่องไว มีความเสถียรต่ำ หรือมีความอ่อนไหวมากต่อการเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในดิน3) ในรูปเตตระวาเลนต์แคตไอออน (Mn4+) ในรูปออกไซด์ของแมงกานีส (MnO2) ที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีน้อยมากหรือมีความเสถียรสูง แมงกานีสทั้ง 3 รูปหรือทั้ง 3 สถานะทางวาเลนซีดังกล่าวข้างต้นปรากฏอยู่ในดินในสภาวะที่สมดุลกันทางพลวัต (dynamic equilibrium) โดยแมงกานีสในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนที่พืชดูดใช้ได้ทั้ง 2 รูป


- 92 -พบมากในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือดินมีระดับพีเอช (soil-pH) ต่ำกว่า 7.0 ซึ่งถ้าดินมีระดับพีเอชต่ำกว่า 7.0 มากเท่าไร ก็จะยิ่งมีปริมาณแมงกานีสในรูปนี้มากขึ้นตามระดับค่าพีเอชของดินที่ลดลง ทั้งนี้ รวมทั้งดินที่มีสภาพการเกิดการเพิ่มออกซิเจน (oxidation) ต่ำ ระบายอากาศไม่ดี มีความชื้นสูงเกินไป หรือดินที่มีน้ำท่วมขังบนผิวหน้าดิน หรือเกิดชั้นทึบน้ำ (perched water layer) เหนือชั้นดินดานภายใต้ผิวดินยาวนาน ซึ่งถ้าเกิดการขังน้ำในช่วงที่มันสำปะหลังลงหัวแล้ว อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หัวมันสำปะหลังเกิดการเน่าเสียได้ นอกจากนั้น ยังอาจมีปัญหาทำให้เกิดความเป็นพิษของแมงกานีสต่อมันสำปะหลังได้ด้วย ส่วนแมงกานีสในรูปไตรวาเลนต์แคตไอออนนั้น พบมากในดินที่มีฤทธิ์เป็นกลางถึงเป็นด่างเล็กน้อย หรือดินมีค่าพีเอชประมาณ 7.0-8.0และถ้าดินมีฤทธิ์เป็นด่างมากขึ้น กล่าวคือมีระดับพีเอช (soil-pH) สูงกว่า 8.0 แมงกานีสส่วนใหญ่ในดินจะพบในรูปเตตระวาเลนต์แคตไอออนซึ่งเป็นรูปออกไซด์ (MnO2) ที่มีความเสถียรสูง ละลายน้ำได้น้อยมากและอาจมีปัญหาทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกขาดแมงกานีสได้ โดยเฉพาะในช่วงปลูกที่ดินมีความชื้นต่ำมาก หรือดินแห้ง ซึ่งจะทำให้ดินมีสภาพการเกิดกระบวนการเพิ่มออกซิเจนสูงในภาพรวม นอกเหนือจากแหล่งที่มาจากวัตถุต้นกำเนิดดิน สภาพปัจจัย และสมบัติของดินที่สำคัญที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสในดิน ได้แก่ สมบัติความเป็นกรดเป็นด่างหรือระดับพีเอช (pH) ของดิน ระดับความชื้นในดินและสภาพการระบายอากาศของดินที่มีความสัมพันธ์กับกระบวนการเกิดการเพิ่มและการลดออกซิเจนในดิน (oxidation-reduction process) และรวมทั้งปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินที่มีปริมาณต่ำมากเกินไปหรือมีปริมาณสูงมากเกินไป โดยเฉพาะดินที่มีสารอินทรีย์ในรูปฮิวมิก (humic substances) สูง แมงกานีสในรูปไดวาเลนต์ แคตไอออน (Mn2+) ที่พืชดูดใช้ได้อาจถูกจับเกาะ(chelated) กับสารฮิวมิกด้วยแรงดึงสูงจนพืชดูดใช้ประโยชน์ไม่ได้ และอาจทำให้พืชขาดแมงกานีสได้ เช่น ที่พบมากกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินพรุ (peat soil) ในประเทศมาเลเซียในทำนองเดียวกันกับปัญหาการขาดทองแดงของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินพรุแมงกานีสในดินมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และทองแดงดังรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วในหัวข้อเกี่ยวกับอันตรกิริยาเชิงลบกับธาตุอาหารพืชทั้ง 3 ชนิด ยกเว้น ทองแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดอันตรกิริยาซึ่งกันและกันระหว่างแมงกานีสกับเหล็กที่พบว่า มีปฏิสัมพันธ์เชิงลบที่มีความชัดเจนมาก2.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดแมงกานีสสาเหตุที่มาที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดแมงกานีส อาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม วิธีการปฏิบัติ กลไกการเคลื่อนย้ายแมงกานีสภายในดินและสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้1) เป็นชนิดดินที่ตามธรรมชาติมีปริมาณแมงกานีสทั้งหมดต่ำ2) เป็นดินเนื้อปูน (calcareous soil) ที่มีปริมาณแคลเซียมสูง หรือเป็นดินแร่ชนิดอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง3) เป็นดินอินทรีย์(organic soil) โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินพรุ (peat soil)4) เป็นดินกรดจัดที่มีการใช้สารปูนไลม์เพื่อแก้ความเป็นกรดของดินมากเกินไป (overliming)


- 93 -5) เป็นชนิดดินที่ตามธรรมชาติมีปริมาณเหล็กทั้งหมดสูง ทั้งนี้เพราะเหล็กและแมงกานีสในดินมีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน (antagonism)6) ดินที่พบในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ดินในบริเวณที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งและมีแสงแดดที่มีความเข้มต่ำ2.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของแมงกานีสในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดแมงกานีสของมันสำปะหลังแมงกานีสในพืชเป็นธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ปานกลาง ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังขาดแมงกานีส ส่วนของพืชโดยฉพาะใบพืชจะแสดงลักษณะอาการขาดที่ใบส่วนกลางของต้นก่อนใบส่วนบน (ภาพสีที่ 20) ลักษณะอาการขาดที่สังเกตเห็นได้คือใบอ่อนที่สุดที่พึ่งแผ่ขยายเต็มที่มีสีเหลืองในบริเวณพื้นที่ระหว่างเส้นใบโดยที่เส้นใบยังเขียวแบบก้างปลา (interveinal chlorosis) (ภาพสีที่ 19) คล้ายลักษณะอาการขาดแมกนีเซียม (ภาพสีที่ 13) ลักษณะอาการใบเหลืองเนื่องจากขาดแมงกานีสในระดับรุนแรงปานกลางจะแตกต่างจากลักษณะอาการใบเหลืองที่เกิดจากการขาดเหล็ก โดยการขาดแมงกานีสจะไม่เกิดกับใบที่อ่อนที่สุดเหมือนกับที่เกิดกับเหล็กแต่จะเกิดกับใบที่พัฒนาเต็มที่แล้ว (ภาพสีที่ 19 ภาพสีที่ 20) อย่างไรก็ตาม มันสำปะหลังที่ขาดแมงกานีสในระดับรุนแรงมาก ใบทั้งแผ่นใบคือทั้งเส้นใบและบริเวณพื้นที่ระหว่างเส้นใบ รวมทั้งใบที่อ่อนที่สุดจะเหลืองซีด(ภาพสีที่ 19) คล้ายกับลักษณะอาการขาดเหล็ก (ภาพสีที่ 16)2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดินจากการวิเคราะห์ปริมาณแมงกานีสในตัวอย่างดินโดยวิธี DTPA (Lindsay and Norvell, 1978) โดยการสกัดดินด้วยน้ำยา 0.005M DTPA, 0.1M Triethanolamine และ 0.01 MCaCL2, pH 7.3 ปริมาณแมงกานีสที่เป็นประโยชน์ในดินในพิสัยระดับสูงที่อาจถือได้ว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 102-253 มก./กก. ส่วนค่าปริมาณที่ดินขาดเพราะมีปริมาณแมงกานีสที่สกัดได้ต่ำและต่ำมาก ที่ควรพิจารณาใช้ปุ๋ยแมงกานีส คือ 7-12 มก./กก. และ น้อยกว่า 7 มก./กก. ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยแมงกานีสที่ระดับต่ำมาก (ตารางที่ 4.3)3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณแมงกานีสในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ของมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนในพิสัยที่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 50-150 มก./กก. โดยมีความเข้มข้นในระดับค่าวิกฤติ50 มก./กก (ตารางที่ 4.3) ซึ่งเป็นระดับความเข้มข้นที่มันสำปะหลังให้ผลผลิตร้อยละ 90-100 ของผลผลิตสูงสุด ส่วนค่าปริมาณความเข้มข้นในใบที่ขาดแมงกานีสในระดับขาดและขาดมากที่ควรใช้ปุ๋ยแมงกานีส คือ30-40 มก./กก. และน้อยกว่า 30 มก./กก. ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยแมงกานีสที่ระดับขาดมาก


- 94 -ตารางที่ 4.3 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับของแมงกานีสในดิน ปริมาณและระดับของแมงกานีสในใบปริมาณแมงกานีสในดินที่สกัดได้(มก./กก.)1ระดับของแมงกานีสในดิน2ความเข้มข้นของแมงกานีสในใบ(มก./กก.)2,3ระดับของแมงกานีสในใบ3<7 ต่ำมาก <30 ขาดมาก7-12 ต่ำ 30-40 ขาด12-102 ปานกลาง 40-50 ต่ำ102-253 สูง 50-150 เพียงพอ>253 สูงมาก 504ค่าวิกฤติ4150-250 สูงหมายเหตุ:1(วรชาติ และคณะ, 2563) 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3 Howeler (2014) 4 Howeler et al. (1982)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชดินดอน (upland soil) ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยส่วนใหญ่มีฤทธิ์เป็นกรด โดยเฉพาะดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นสมบัติด้านปฏิกิริยาดินที่แมงกานีสในดินอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ง่ายกว่าดินที่มีฤทธิ์เป็นกลางหรือเป็นด่าง ทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกโดยทั่วไปไม่มีปัญหาขาดแมงกานีส ทำให้มีการศึกษาเพื่อประเมินผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยแมงกานีสทางดิน ทางใบ หรือทางท่อนพันธุ์น้อยมาก นอกจากนั้น ดังที่ได้กล่าวไว้บ้างแล้วในหัวข้อที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของแมงกานีสในดิน แมงกานีสในรูปสารประกอบอนินทรีย์ในดินมีสมบัติอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงรูปได้ง่ายขึ้นกับสภาพความชื้นและการระบายอากาศในดินซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในทางกลับกัน กล่าวคือ ถ้าดินมีความชื้นต่ำหรือดินแห้ง แมงกานีสในดินส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปสารประกอบอนินทรีย์ที่ละลายน้ำยาก ซึ่งอาจทำให้มันสำปะหลังมีปัญหาขาดแมงกานีสได้ เช่น ในช่วงปลูกที่เกิดสภาวะอากาศแห้งแล้งหรือในสภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานในระหว่างฤดูฝน แต่ในทางกลับกัน ถ้าดินมีความชื้นสูงเกินไป เช่น ดินที่เกิดการท่วมขังของน้ำบนผิวดิน(water ponding) หรือเกิดชั้นทึบน้ำ (perched water layer) ใต้ผิวดินติดต่อกันยาวนาน และทำให้ดินมีการระบายอากาศไม่ดีหรือขาดอากาศ ดินจะเกิดสภาพลดออกซิเจน (reduction condition) ซึ่งจะมีผลทำให้แมงกานีสในดินในรูปสารประกอบอนินทรีย์ที่ละลายน้ำยากเกิดการเปลี่ยนแปลงมาอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้มากขึ้นและปลดปล่อยแมงกานีสในรูปไดวาเลนต์แคตไอออน (Mn2+) ออกมาในสารละลายดินซึ่งถ้ามีปริมาณมากเกินไปอาจเกิดความเป็นพิษกับมันสำปะหลังได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัดอยู่แล้ว เช่น เป็นดินที่มีระดับพีเอช (soil pH) ต่ำกว่า 4.5 อาจมีโอกาสเกิดความเป็นพิษของแมงกานีสต่อมันสำปะหลังในระดับรุนแรงได้


- 95 -อย่างไรก็ตาม สำหรับดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน และดินร่วนปนทรายที่มีสมบัติในการแลกแปลี่ยนประจุบวก (cation exchange capacity) ต่ำมาก และเกิดการชะละลาย (leaching) ของธาตุอาหารพืชได้ง่าย การปลดปล่อยแมงกานีสในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนออกมาในสารละลายดิน และการเกิดการชะละลายจากดินชั้นบนลงสู่ดินชั้นล่างอย่างต่อเนื่องในปริมาณมากในระยะยาวอาจทำให้ดินขาดแมงกานีสได้เช่นกันดังนั้นด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสในดินโดยการใช้ข้อมูลด้านผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยแมงกานีสที่ใส่ทางดิน ทางใบ หรือทางท่อนพันธุ์วิธีการใดวิธีการหนึ่งแต่เพียงวิธีการเดียว โดยเฉพาะกับการปลูกมันสำปะหลังที่ส่วนใหญ่ปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดภายใต้สภาพพึ่งพาน้ำฝนที่มีความแปรปรวน จึงเป็นวิธีการที่ยังไม่มีความแน่นอน หรือมีความน่าเชื่อถือมากนักยกเว้นการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่ขาดแมงกานีส การใช้ข้อมูลด้านผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยแมงกานีสที่ใส่ทางดิน ทางใบ หรือทางท่อนพันธุ์ น่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า แต่ในทางวิชาการเพื่อให้ผลการประเมินมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ควรใช้วิธีการประเมินโดยการทดสอบทางชีวภาพร่วมกับวิธีการอื่น ๆ แบบบูรณาการ โดยเฉพาะกับวิธีการวิเคราะห์ดินและวิธีการวิเคราะห์พืช5) การประเมินโดยวิธีการต่างๆแบบแบบบูรณาการดังที่ได้กล่าวแล้วในข้อ 4) ข้างต้น การประเมินความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสในดินควรมีการปฏิบัติแบบบูรณาการ ซึ่งถ้าการประเมินจะไม่ใช้ข้อมูลผลการศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยแมงกานีสของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินกรดเป็นหลัก วิธีการประเมินแบบบูรณาการโดยวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3 วิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 น่าจะมีระดับความแม่นยำหรือความน่าเชื่อถือในระดับปานกลาง ปานกลาง ค่อนข้างแม่นยำ และแม่นยำ ตามลำดับ (ตารางที่ 4.4) (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง หรือดินเนื้อหยาบที่มีสมบัติอ่อนไหวต่อเกิดกระบวนการชะละลาย (leaching) สูงน่าจะมีความแม่นยำมากกว่าการประเมินกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินกรดที่มีเนื้อดินละเอียดกว่า ทั้งนี้เพราะการปลูกมันสำปะหลังในดินกรดและดินเนื้อละเอียดโดยทั่วไปไม่มีปัญหาขาดแมงกานีส และการปลูกมันสำปะหลังภายใต้สภาพพึ่งพาน้ำฝนนั้น การขาดหรือไม่ขาดแมงกานีสขึ้นกับความแปรปรวนของฝน และความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างปริมาณความชื้นและสภาพการระบายอากาศในดินซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวจะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นกับปริมาณและการกระจายของฝนที่ตกในช่วงฤดูเพาะปลูก


- 96 -ตารางที่ 4.4 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาแมงกานีสของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณแมงกานีสและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณแมงกานีสและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(มก./กก.)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่19ภาพสีที่20102-253 - ปานกลางวิธีการที่ 1+3 - 50 ปานกลางวิธีการที่ 2+3 102-253 50 ค่อนข้างแม่นยำวิธีการที่ 1+2+3 102-253 50 แม่นยำหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพ 2ปริมาณแมงกานีสในดินในระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (วรชาติและคณะ, 2563) 3(Howeler et al., 1982) 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง2.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดแมงกานีส1) ดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างหรือมีค่าพีเอช (soil- pH) มากกว่า 7 และมีการตรวจวินิจฉัยโดยวิธีการต่าง ๆ แล้วพบว่าเป็นดินที่ขาดแมงกานีส ควรปรับลดระดับพีเอชของดินให้อยู่ในพิสัยประมาณ 6.0-6.5 โดยการใช้สารปรับปรุงดินที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารปรับปรุงดินที่ให้ผลดีที่สุด คือ การใช้กำมะถันผงหว่านแล้วไถกลบลงดินไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนเตรียมดินครั้งแรกเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เพื่อให้กำมะถันผงในรูปธาตุ (elemental sulfur) มีระยะเวลานานเพียงพอในการเปลี่ยนรูปไปเป็นกรดกำมะถันแล้วสะเทินฤทธิ์ความเป็นด่างของดินด่างได้อย่างมีนัยสำคัญในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างและมีปัญหาขาดแมงกานีส การใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารหลักที่มีผลตกค้างเป็นกรดโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยในปริมาณมาก เช่น ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18+11.2S ปุ๋ยเคมีในรูปแอมโมเนียม ซัลเฟตสูตร 21-0-0+24S อาจมีผลดีต่อการลดปัญหาการขาดแมงกานีสได้ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพราะฤทธิ์ของความเป็นกรดจากปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินจะมีส่วนช่วยทำให้แมงกานีสในรูปที่ไม่ละลายน้ำที่มีอยู่แล้วเดิมในดิน (native source) ละลายออกมาให้พืชดูดใช้ได้มากขึ้น นอกจากนั้น การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีผลตกค้างเป็นกรดยังอาจช่วยแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารชนิดอื่น ๆ ที่ตามธรรมชาติมีสมบัติละลายน้ำยากในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างแต่ละลายน้ำได้ดีกว่าในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี และทองแดง2) ใช้ปุ๋ยแมงกานีสในรูปเกลืออนินทรีย์ทางท่อนพันธุ์โดยการจุ่มท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในสารละลายของแมงกานีส ซัลเฟต เตตระไฮเดรต (MnSO4.4H2O) เข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ นาน 5 นาที ซึ่งจะไม่มีผลเสียต่อการงอกของท่อนพันธุ์หลังปลูก (Asher et al., 1980) อย่างไรก็ตาม ก่อนการปฏิบัติ ควรมีการทดสอบมาก่อน


- 97 -กับท่อนพันธุ์ของมันสำปะหลังตามชนิดพันธุ์ที่จะปลูก ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังแต่ละพันธุ์อาจมีความทนทานหรือมีความอ่อนไหวมากหรือน้อยแตกต่างกันต่อความเป็นพิษที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยแมงกานีสชนิดดังกล่าวในรูปสารละลายที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน3) ใช้ปุ๋ยแมงกานีสทางใบในรูปสารละลายที่เตรียมได้จากการละลายปุ๋ยแมงกานีสในรูปแมงกานีสซัลเฟตเตตระไฮเดรต (MnSO4.4H2O) จำนวน 0.60-1.20 กก./น้ำ 100 ลิตรหรือมีความเข้มข้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์โดยควรฉีดพ่นทางใบทันทีที่พบอาการขาดแมงกานีสของมันสำปะหลัง นอกจากนั้นอาจใช้ปุ๋ยแมงกานีสทางใบในรูปสารชีเลต (Mn-chelates) เช่น ในรูปแมงกานีส-อีดีทีเอ (Mn-EDTA) แต่ข้อเสียของการใช้ปุ๋ยแมงกานีสในรูปสารชีเลต คือ จัดหายาก มีราคาแพง ซึ่งจะมีผลทำให้ไม่สะดวก และมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการใช้ในรูปแมงกานีสซัลเฟตเตตระไฮเดรต4) ใช้ปุ๋ยทางดินในรูปแมงกานีสซัลเฟตเตตระไฮเดรต (MnSO4.4H2O) ในอัตรา 5-10 กก./ไร่ ตามลำดับโดยการใส่ลงดินแบบโรยเป็นแถบ (banding) ข้างแถวพืชปลูก หรือใส่เป็นจุดหรือแถบสั้น ๆ เฉพาะบริเวณข้างต้น (spot-localized placement) เหมือนการใช้ปุ๋ยเหล็ก การใช้ปุ๋ยแมงกานีสทางดินต้องระมัดระวังเกี่ยวกับปริมาณการใส่เป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังมีความต้องการดูดใช้แมงกานีสในปริมาณน้อยมาก ดังนั้นถ้าใส่ลงดินแล้วทำให้ดินมีปริมาณแมงกานีสในรูปที่มันสำปะหลังดูดใช้ได้มากเกินไป มันสำปะหลังอาจดูดใช้มากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจทำให้เกิดความเป็นพิษกับพืชได้ และเหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ ปริมาณแมงกานีสในมันสำปะหลังที่ระดับเพียงพอต่อความต้องการกับระดับที่เป็นพิษมีค่าที่แตกต่างกันไม่มาก หรือมีช่วงพิสัยของค่าความเข้มข้นที่แคบมาก ดังนั้น การใส่ปุ๋ยแมงกานีสลงดินต้องใส่ในอัตราที่เหมาะสมจริง ๆดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นในกรณีที่ดินมีฤทธิ์เป็นกรดจัดหรือมีค่า pH ต่ำกว่า 5.6 และมีปริมาณแมงกานีสที่พืชดูดใช้ได้ในระดับสูงจนอาจเป็นพิษกับมันสำปะหลัง ควรปรับปรุงเพื่อลดความเป็นกรดของดินโดยการยกระดับ pH ของดินให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม เช่น ในช่วง pH 6.0-6.5 โดยการใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบดในปริมาณตามความต้องการปูนของดิน (lime requirement) ที่ต้องมีการประเมินความต้องการปูนในห้องปฏิบัติการมาก่อน3. สังกะสี3.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังสังกะสีเป็นธาตุอาหารเสริมประเภทโลหะทรานซิชัน (transition metal) ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นสารปลุกฤทธิ์(activator) ของเอ็นไซม์หลายชนิด เช่น เอ็นไซม์อีโนเลส (enolase) เลซิทิเนส (lecithinase) ซีสเตอีนดีซัลไฮเดรส (cysteine desulhydrase) คาร์บอนิกแอนไฮเดรส (carbonic anhydrase) อัลกอฮอล์ ดีไฮโดรจีเนส (alcohol dehydrogenase) และกลุ่มเอนไซม์เพ็ปติเดส (peptidases) หลายชนิด สังกะสีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช และมีบทบาททางอ้อมต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงของพืช


- 98 -3.2 พฤติกรรมในดินสังกะสีในดิน โดยเฉพาะในดินดอน (upland soil) โดยทั่ว ๆ ไปที่ใช้ในการปลูกพืชไร่รวมทั้งมันสำปะหลังมีปริมาณสังกะสีทั้งหมดในพิสัยกว้างมาก คือระหว่าง 10-300 มก./กก. มากหรือน้อยขึ้นกับปริมาณ ชนิด และการแปรสภาพของวัตถุต้นกำเนิดดินที่มีสังกะสี สมบัติของดิน และการเปลี่ยนแปลงของสังกะสีในดิน สังกะสีในดินประกอบด้วยสังกะสีในรูปต่าง ๆ ได้แก่1) สังกะสีในดินในรูปที่พืชดูดใช้ประโยชน์ได้ประกอบด้วยสังกะสีในรูปไดวาเลนต์แคตไอออนในสารละลายดิน (Zn2+) ในรูปแคตไอออนที่แลกเปลี่ยนได้(exchangeable cation) ที่ถูกดูดซับอยู่ที่ผิวของเม็ดดินและในรูปคีเลต (chelated form) ที่เกิดจากการคีเลต (chelation) กับอินทรียวัตถุในดิน โดยเฉพาะกับส่วนที่เป็นสารฮิวมิก (humic substances) ในดิน เช่น กรดฮิวมิก กรดฟุลวิก 2) สังกะสีที่รวมตัวในลักษณะของสารประกอบเชิงซ้อนที่ผิวกับสารประกอบอนินทรีย์ในรูปออกไซด์ ไฮดร๊อกไซด์คาร์บอเนต และสารประกอบในรูปฟอสเฟตที่มีสมบัติละลายน้ำยากและพืชดูดใช้ประโยชน์ได้น้อย3) สังกะสีที่เป็นองค์ประกอบในแร่สามัญ (common minerals) ที่เป็นที่มาที่สำคัญของสังกะสีในดิน ได้แก่ แร่ในรูปซัลไฟด์(Sulfide) เช่น แร่สะฟาเลอไรต์ (Sphalerite: ZnS) และแร่ในรูปคาร์บอเนต (Carbonate) เช่น แร่สมิทโซไนต์ (Smithsonite: ZnCO3) แร่ทั้ง 2 ชนิดส่วนใหญ่พบในดินในรูปแร่ทุติยภูมิ(secondaryminerals) และแร่สามัญในรูปแร่ซิลิเกต (Silicate) เช่น แร่เฮไมมอร์ไฟต์ (Hemimorphite: Zn4(OH)2Si2O7.H2O)ซึ่งส่วนใหญ่พบในรูปแร่ปฐมภูมิ(primary minerals)สังกะสีในรูปต่าง ๆ ในดิน ส่วนใหญ่พืชดูดใช้ประโยชน์ไม่ได้หรือใช้ได้น้อยมาก นอกจากนั้น ยังมีสมบัติเคลื่อนย้ายยาก (relatively immobile) ในดิน ทำให้เกิดการสูญเสียสังกะสีในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชโดยกระบวนการชะละลาย (leaching) น้อย ถ้าดินขาดสังกะสีและมีการใส่ปุ๋ยสังกะสีทางดินหรือทางระบบน้ำ(fertigation) ปุ๋ยสังกะสีที่ใส่จะมีผลตกค้างในดินยาวนาน ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยสังกะสีกับพืชปลูก เช่น มันสำปะหลังทุกปีเพาะปลูกดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับพฤติกรรมของสังกะสีในดิน สังกะสีมีอันตรกิริยา (interaction)ที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับฟอสฟอรัส และแคลเซียม โดยปฎิสัมพันธ์ระหว่างสังกะสีกับฟอสฟอรัส และสังกะสีกับแคลเซียมในดินเป็นอันตรกิริยาในสภาวะที่เป็นปฏิปักษ์กันที่ชัดเจนมาก กล่าวคือ ดินที่มีฟอสฟอรัสสูง หรือมีการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง และดินกรดจัดที่มีการใช้สารปูนไลม์ที่มีแคลเซียมเพื่อลดฤทธิ์การเป็นกรดในปริมาณมากเกินไป (over liming) มันสำปะหลังที่ปลูกมีโอกาสมากที่จะดูดใช้สังกะสีได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการโดยการแสดงลักษณะอาการขาดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนและให้ผลผลิตในรูปหัวมันสดต่ำ3.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดสังกะสีการขาดมากที่สุด พบเห็นบ่อยครั้งในแปลงปลูกมันสำปะหลังทั้งในดินกรดและดินด่าง สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดสังกะสี ได้แก่


- 99 -1) มันสำปะหลังที่ปลูกอาจแสดงลักษณะอาการขาดสังกะสีได้ทั้งในดินกรดและดินด่าง แต่ตามธรรมชาติสังกะสีในดินกรดโดยทั่วไปจะปรากฏอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากกว่าในดินด่าง หรืออีกนัยหนึ่งมักจะพบลักษณะอาการขาดสังกะสีของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินด่างมากกว่าที่พบในดินกรด2) ดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งดินเนื้อปูน (calcareous soil) ซึ่งนอกจากใบมันสำปะหลังที่ปลูกในดินเนื้อปูนจะแสดงลักษณะอาการขาดธาตุเหล็กอย่างชัดเจนแล้ว ยังอาจขาดสังกะสีด้วย โดยอาจไม่แสดงลักษณะอาการขาดให้เห็นอย่างชัดเจน (hidden hunger) เหมือนลักษณะอาการขาดเหล็ก3) ดินที่มีปริมาณสังกะสีทั้งหมดต่ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำ4) ดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุสูงมาก เช่น ดินอินทรีย์(organic soils) หรือดินที่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอินทรียสารที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้สังกะสีบางส่วนถูกจุลินทรีย์ดูดดึงไปใช้ประโยชน์(zinc immobilization) และอาจทำให้พืชปลูกในระยะแรกหลังปลูกขาดสังกะสี แต่การขาดสังกะสีในประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ทั้งนี้เพราะในความเป็นจริง แม้ว่าดินที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่สุดจะมีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ แต่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราสูง เช่น สูงกว่า 3 ตันต่อไร่ ยังมีการปฏิบัติกันน้อยมาก โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปที่มีอินทรียสารที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่ เช่น ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพต่ำที่ยังหมักไม่ดีพอ เพราะการย่อยสลายของอินทรีย์สารยังไม่สมบูรณ์ 5) ดินกรดจัดที่มีการลดความเป็นกรดโดยการใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบด หรือหินฝุ่น มากเกินไป(over liming)6) ดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสในดินสูง หรือดินที่ใช้ปุ๋ยฟอสเฟตในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง3.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของสังกะสีในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดสังกะสีของมันสำปะหลังสังกะสีในพืชเป็นธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ยาก ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังขาดสังกะสีส่วนของใบจะแสดงลักษณะอาการขาดที่ใบด้านบนก่อนใบด้านล่างของต้น (ภาพสีที่ 22 ภาพสีที่ 23) มันสำปะหลังเป็นพืชที่อ่อนไหวมากต่อการขาดสังกะสีและการขาดสังกะสีของมันสำปะหลังเป็นปัญหาที่พบโดยทั่วไปในดินกรดและดินด่าง และพบมากกว่าการขาดธาตุอาหารเสริมชนิดอื่น ๆ ลักษณะอาการขาดที่เห็นได้ชัดเจน คือใบอ่อนด้านบนของต้นมีสีเหลืองในระหว่างเส้นใบในขณะที่เส้นใบยังเขียวอยู่ (interveinal chlorosis) โดยในระยะที่มันสำปะหลังเริ่มแสดงอาการขาดจะเกิดสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนบริเวณเล็ก ๆ ในพื้นที่ระหว่างเส้นใบก่อน (ภาพสีที่ 21 ภาพสีที่ 23) สีและรูปร่างของใบที่เกิดสีจะแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง แผ่นใบมีขนาดเล็กและมีกลีบใบ (lobes) แคบมาก ใบมีสีเขียวอ่อนถึงสีขาวและปลายหรือขอบใบม้วนงอขึ้นข้างบนโดยม้วนตัวในทิศทางที่ห่างออกจากลำต้น (ภาพสีที่ 22 ภาพสีที่ 23) ในกรณีที่มันสำปะหลังขาดสังกะสีในระดับรุนแรง ปลายใบมีอาการไหม้(necrosis) เนื่องจากการขาดสังกะสีมีผลเสียมากต่อการเติบโตของส่วนยอดหรือใบอ่อนของพืช มันสำปะหลังที่ขาดสังกะสีจะเติบโตช้าและให้ผลผลิตต่ำมากหรือตาย ปัญหาการขาดสังกะสีโดยทั่วไป มักเกิดในช่วงเดือนแรกหลังปลูก หรือไม่นานหลังต้นงอกและแตกใบอ่อน ในกรณีที่มันสำปะหลังแสดงลักษณะ


- 100 -อาการขาดไม่รุนแรง ลักษณะอาการขาดอาจหายไปเองหลังพืชสร้างระบบรากอย่างสมบูรณ์ดีแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ใบด้านบนของต้นจะไม่แสดงลักษณะอาการขาดให้เห็น 2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดินจากการวิเคราะห์ปริมาณสังกะสีในตัวอย่างดินโดยวิธี DTPA (Lindsay and Norvell, 1978) โดยการสกัดดินด้วยน้ำยา 0.005M DTPA, 0.1M Triethanolamine และ 0.01M CaCl2, pH 7.3 ปริมาณสังกะสีที่เป็นประโยชน์ในดินในพิสัยระดับสูงที่อาจถือได้ว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังคือ 4.4-37 มก./กก. ส่วนค่าปริมาณที่ดินขาดเพราะมีปริมาณสังกะสีที่สกัดได้ต่ำและต่ำมาก ที่ควรพิจารณาใช้ปุ๋ยสังกะสี คือ 0.41-0.93 มก./กก. และ น้อยกว่า 0.41 มก./กก. ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยสังกะสีที่ระดับต่ำมาก (ตารางที่ 4.5)3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณสังกะสีในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ของมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่เป็นค่าความเข้มข้นวิกฤติในใบมันสำปะหลัง คือ 33 มก./กก. (ตารางที่ 4.5) ซึ่งเป็นระดับที่มันสำปะหลังให้ผลผลิตร้อยละ 90-100 ของผลผลิตสูงสุด ส่วนปริมาณความเข้มข้นของสังกะสีในใบที่อยู่ในพิสัยที่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 35-57 มก./กก. สำหรับปริมาณความเข้มข้นในใบที่ถือว่าพืชขาดสังกะสีและควรใช้ปุ๋ยสังกะสี คือ 25-32 มก./กก. และน้อยกว่า 25 มก./กก. ซึ่งเป็นระดับที่พืชขาดและขาดมากตามลำดับตารางที่ 4.5 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของสังกะสีในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับของสังกะสีในดิน ปริมาณและระดับของสังกะสีในใบปริมาณสังกะสีในดินที่สกัดได้(มก./กก.)1ระดับของสังกะสีในดิน1ความเข้มข้นของสังกะสีในใบ (มก./กก.)2,3ระดับของสังกะสีในใบ3<0.41 ต่ำมาก <25 ขาดมาก0.41-0.93 ต่ำ 25-32 ขาด 0.93-4.4 ปานกลาง 32-35 ต่ำ334ค่าวิกฤติ44.4-37 สูง 35-57 เพียงพอ>37 สูงมาก 57-120 สูงหมายเหตุ:1วรชาติ และคณะ,2563 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3 Howeler (2014) 4(CIAT, 1985)


- 101 -4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชการประเมินผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยสังกะสีอาจประเมินได้โดยการใช้ปุ๋ยสังกะสีทางดิน ทางใบ ทางท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูก หรือโดยการใช้ปุ๋ยทางดินผ่านทางระบบน้ำในรูปปุ๋ยท่อ (fertigation)อย่างไรก็ตาม การใช้ปุ๋ยทางใบเป็นการแก้ไขปัญหาหลังจากมันสำปะหลังได้แสดงลักษณะอาการขาดสังกะสี ให้เห็นหลังปลูกมันสำปะหลังแล้ว และการใช้ปุ๋ยทางท่อนพันธุ์ปลูกโดยทั่วไปก็เป็นทั้งวิธีการป้องกันการขาด หรือเพื่อแก้ไขปัญหาการขาด ถ้าพบว่าดินขาดสังกะสีแน่นอนแล้ว ส่วนการใช้ปุ๋ยสังกะสีทางดินพร้อมปลูกหรือหลังปลูกมันสำปะหลังเป็นการใส่ปุ๋ยสังกะสีลงดินที่ปลูกมันสำปะหลังโดยตรง ซึ่งถ้าผลการทดสอบพบว่ามันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีการประเมินแสดงการตอบสนองต่อปุ๋ยสังกะสีอย่างมีนัยสำคัญ วิธีการปฏิบัติโดยการใช้ปุ๋ยสังกะสีทางดินโดยตรง อาจถือได้ว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน แน่นอน และมีความเหมาะสมมากกว่าวิธีการใช้ปุ๋ยสังกะสีทางท่อนพันธุ์ปลูกที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการขาดสังกะสีเป็นหลัก รวมทั้งวิธีการใช้ปุ๋ยสังกะสีทางใบที่เป็นการใช้หลังปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยสังกะสีทางดินกับดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดที่ขาดสังกะสีและเป็นการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีสังกะสีในรูปปุ๋ยธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ประเภทพรีเมียมเกรดที่มีการผสมแม่ปุ๋ยสังกะสีเข้าไปในสูตรปุ๋ยที่ปรุงขึ้น (fertilizer formulation) ซึ่งในการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารหลักในรูปพรีเมียมเกรดนี้ มันสำปะหลังจะได้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารเสริมในรูปสังกะสีไปพร้อม ๆ กัน ทำให้เกิดความสะดวกและทำให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการใช้ปุ๋ยสังกะสีอย่างเดียวโดยวิธีการอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้นตัวอย่างรายงานผลการวิจัยเพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 80 ที่ปลูกในดินร่วนปนทรายที่มีปริมาณสังกะสีที่สกัดได้ต่ำต่อการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ชนิดพรีเมียมเกรดที่มีการปรุงสูตรให้มีสังกะสีเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย พบว่า นอกเหนือจากการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 รองพื้นเท่า ๆ กันในอัตรา 50 กก./ไร่แล้ว การใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-10-18+Zn (ในรายงานวิจัย ไม่ระบุปริมาณสังกะสีในสูตรปุ๋ย)ในอัตรา 50 กก./ไร่ ให้ผลผลิตหัวสดเพิ่มขึ้นร้อยละ19.7 หรือเพิ่มขึ้น 1,425 กก./ไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-10-18 ที่ไม่มีสังกะสีในอัตราเท่ากัน (ตารางที่ 4.6) (บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) และสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง, 2552) ผลการทดลองที่ได้แสดงว่าดินที่ใช้ปลูกขาดสังกะสีอย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลผลการทดลองที่ได้สามารถใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อเปรียบเทียบและยืนยันถึงระดับความแม่นยำของวิธีการประเมินอื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งในที่นี้ คือ วิธีการวิเคราะห์ดินที่พบว่าดินมีปริมาณสังกะสีที่พืชดูดใช้ได้ต่ำจริง(0.51 มก./กก.) (ตารางที่ 4.5) และรวมทั้งการใช้ผลการทดสอบทางชีวภาพดังกล่าวในการเปรียบเทียบกับผลการวินิจฉัยแบบบูรณาการโดยวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดสังกะสีของมันสำปะหลังและวิธีการวิเคราะห์พืชว่าผลที่ได้จากการใช้วิธีการดังกล่าวทั้ง 2 วิธีการมีความน่าเชื่อถือมากหรือน้อยเพียงใด และผลที่ได้จากแต่ละวิธีการมีความขัดแย้งหรือสอดคล้องกันหรือไม่


- 102 -ตารางที่4.6 ผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้สังกะสีในรูปปุ๋ยเคมีพรีเมียมเกรดตำรับการทดลองปุ๋ย อัตราปุ๋ย(กก./ไร่)ผลผลิตหัวสด(กก./ไร่)ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8ปุ๋ยเคมีสูตร 12-10-1850507,248ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8ปุ๋ยเคมีพรีเมียมเกรดสูตร 12-10-18+Zn150508,673ผลผลิตเพิ่มจากการใช้ปุ๋ยเคมีพรีเมียมเกรดสูตร 12-10-18+Zn - 1,425ผลผลิตเพิ่มจากการใช้ปุ๋ยเคมีพรีเมียมเกรดสูตร 12-10-18+Zn (ร้อยละ) - 19.7หมายเหตุ:1ปุ๋ยเคมีพรีเมียมเกรดที่มีสังกะสีไม่ระบุปริมาณสังกะสีในสูตรปุ๋ยที่มา: บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) และสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (2552)5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการไม่รวมวิธีการประเมินความเป็นประโยชน์ของสังกะสีในดินโดยวิธีการปลูกทดลองปุ๋ยสังกะสีกับมันสำปะหลังในดินที่ต้องการทดสอบ ซึ่งผลที่ได้จะถือว่าน่าจะเป็นวิธีการประเมินที่มีความแม่นยำมากที่สุดภายใต้สภาพปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริงของแปลงปลูก การประเมินแบบบูรณาการโดยวิธีการอื่นอาจประเมินได้จากวิธีการ 3 วิธีการ ได้แก่ วิธีการที่ 1: การสังเกตลักษณะอาการขาดสังกะสีของมันสำปะหลัง ในแปลงปลูกในระยะ 1-3 เดือนเรกหลังปลูก วิธีการที่ 2: การประเมินจากผลการวิเคราะห์สมบัติของดิน โดยให้ความสำคัญกับการพิจารณาจากปริมาณสังกะสีในดินที่สกัดได้(extractable zinc) และวิธีการที่ 3:การประเมินจากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างพืชที่ถ้าพบว่าตัวอย่างดินและตัวอย่างพืชที่วิเคราะห์มีปริมาณสังกะสีที่สกัดได้ และปริมาณสังกะสีทั้งหมดในตัวอย่างใบมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่พึ่งพัฒนาและขยายเต็มที่มีไม่น้อยกว่า 4.4 มก./กก. และ 33 มก./กก. ตามลำดับ (ตารางที่ 4.5) แสดงว่าดินที่ปลูกมันสำปะหลังไม่น่ามีปัญหาขาดสังกะสีแต่อย่างใดมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่ขาดสังกะสี ลักษณะอาการขาดสังกะสีของส่วนต่าง ๆ ของต้นส่วนเหนือดินโดยเฉพาะในส่วนของใบอ่อนที่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยสายตาโดยทั่วไปมีความชัดเจนมาก ทั้งนี้เพราะเป็นอาการผิดปกติที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ตรวจวินิจฉัยได้ง่าย ดังนั้น สำหรับสังกะสี การสังเกตการปรากฏของลักษณะอาการขาดสังกะสีของใบ (วิธีการที่ 1) ก็อาจเป็นวิธีการประเมินวิธีเดียวที่มีความแม่นยำค่อนข้างมากอยู่แล้ว (ตารางที่ 4.7) (ภาพสีที่ 21,22,23) ซึ่งทำให้อาจไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการประเมินโดยใช้วิธีการอื่น ๆ กับมันสำปะหลังอีก ได้แก่ วิธีการวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 2) วิธีการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 3) และวิธีการทดสอบทางชีวภาพ (biological test) อย่างไรก็ตาม สำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่ปกติมักมีปัญหาขาดเหล็กและลักษณะอาการขาดมีความชัดเจนมาก ถ้าปลูกในดินเนื้อปูน (calcareous soil)ที่ส่วนใหญ่เป็นดินที่มีสีเทาดำ ลักษณะอาการขาดสังกะสีของส่วนต่าง ๆ ของต้นส่วนเหนือดิน โดยเฉพาะในส่วนของใบอ่อนที่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยสายตาอาจไม่มีความชัดเจนเหมือนกับที่ปรากฏให้เห็นกับมันสำปะหลังที่


- 103 -ปลูกในดินกรด ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังที่ปลูกอาจแสดงลักษณะอาการขาดธาตุเหล็กและสังกะสีพร้อม ๆ กัน ทำให้ลักษณะอาการขาดเฉพาะตัวของแต่ละธาตุเกิดการเปลี่ยนแปลงไปและทำให้การวินิจฉัยด้วยสายตาเกิดความสับสน ไม่แน่นอน ดังนั้นในกรณีที่ต้องประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของสังกะสีในดินด่างที่จะปลูกมันสำปะหลัง วิธีการที่ควรปฏิบัติเพื่อให้ผลของการวินิจฉัยมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในระดับแม่นยำถึงแม่นยำมาก คือการใช้วิธีการประเมินโดยการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของใบมันสำปะหลังร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 1 และวิธีการที่ 2ตามลำดับ) วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 3)หรือใช้วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของใบมันสำปะหลังร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ดินและวิธีการวิเคราะห์พืชทั้ง 3 วิธีการ (วิธีการที่ 1 วิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ตามลำดับ) (ตารางที่ 4.7) ตามธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือบทบาทของเชื้อราไมโคไรซา (mycorrhiza) ในดินต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงรูปของสังกะสีในดินและอาจรวมถึงธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส ลักษณะอาการขาดสังกะสีของใบมันสำปะหลังที่ปรากฏให้เห็นในระยะแรก คือ ระยะ 1-3 เดือนหลังปลูกอาจไม่ปรากฏลักษณะอาการขาดให้เห็นในระยะต่อมาเมื่อพืชมีอายุมากขึ้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะการเติบโตและการดูดใช้ธาตุอาหารพืชในดินของมันสำปะหลังกับเชื้อไมราโคไรซาเป็นการดูดใช้แบบพึ่งพากัน (symbiosis) ระหว่างระบบรากของมันสำปะหลังกับเชื้อราไมโคไรซาในดินที่มีผลทำให้มันสำปะหลังสามารถดูดดึงสังกะสีในดินมาใช้ประโยชน์ต่อการเติบโตได้มากขึ้น แม้ว่าผลการวิเคราะห์ดินจะพบว่าดินมีความเข้มข้นของสังกะสีในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ในปริมาณต่ำกว่าระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังก็ตามตารางที่4.7 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของสังกะสีในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดสังกะสีของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณสังกะสีและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณสังกะสีและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(มก./กก.)วิธีการที่ 1 ภาพสีที่ 21ภาพสีที่ 22ภาพสีที่ 23ภาพสีที่ 24- - ค่อนข้างแม่นยำวิธีการที่ 1+2 4.4-37 - แม่นยำวิธีการที่ 1+3 - 33 แม่นยำวิธีการที่ 2+3 4.4-37 33 แม่นยำวิธีการที่ 1+2+3 4.4-37 33 แม่นยำมากหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพ 2ปริมาณสังกะสีในดินในระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (วรชาติและคณะ, 2563) 3(CIAT, 1985). 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง


- 104 -3.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดสังกะสีการแก้ไขปัญหาดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดสังกะสีมีวิธีการปฏิบัติบางประการดังต่อไปนี้1) ใช้ปุ๋ยสังกะสีในรูปสังกะสีซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรต (ZnSO4.7H2O) กับท่อนพันธุ์ปลูกโดยการแช่ท่อนพันธุ์ในสารละลายของปุ๋ยสังกะสีซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรตที่มีความเข้มข้น 2-4 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 นาที โดยการแช่ท่อนพันธุ์ต้องให้ท่อนพันธุ์ทั้งหมดจมอยู่ใต้ผิวของปุ๋ยสังกะสีในรูปสารละลาย และหลังจากแช่ครบ 15 นาทีแล้ว ให้นำออกมาผึ่งอากาศในที่ร่มให้แห้งพอหมาด ๆ ก่อนนำไปปลูกให้หมดในวันเดียวกัน2) ใช้ปุ๋ยสังกะสีทางใบในรูปสารละลายของสังกะสีซัลเฟต เฮ็ปตาไฮเดรต (ZnSO4.7H2O)กับมันสำปะหลังโดยการฉีดพ่นทันทีที่เกิดการปรากฏของลักษณะอาการขาดธาตุสังกะสี โดยใช้สารละลายของปุ๋ยสังกะสีซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรตที่มีความเข้มข้น 1.0-4.0 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจใช้ปุ๋ยสังกะสีในรูปสารชีเลต (chelates) ซึ่งที่นิยมใช้มากที่สุด คือ สังกะสี-อีดีทีเอ (Zn-EDTA) แต่การใช้ปุ๋ยสังกะสีทางใบในรูปสารชีเลตอาจมีข้อจำกัด ทั้งนี้เพราะแม้ว่าจะใช้ได้ผลดี แต่ข้อเสียคือ จัดหาได้ยาก และมีราคาแพง ทำให้การใช้ปุ๋ยสังกะสีในรูปนี้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการใช้ในรูปสังกะสีซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรต3) การใช้ปุ๋ยสังกะสีทางดินโดยการใช้ปุ๋ยสังกะสีในรูปของแข็งกับดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดในรูปสังกะสีซัลเฟต เฮ็ปตาไฮเดรต (ZnSO4.7H2O) ในอัตราประมาณ 7-14 กก./ไร่ หรือในรูปสังกะสี ออกไซด์ (ZnO) ในอัตรา 2-4 กก./ไร่ โดยการใช้ปุ๋ยสังกะสีในรูปสังกะสี ออกไซด์ ควรใส่แบบหว่านกระจายให้ทั่วแปลงแล้วไถกลบลงดินก่อนปลูกมันสำปะหลัง ส่วนการใช้ในรูปสังกะสีซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรต (ZnSO4.7H2O) ควรใส่ลงดินแบบเฉพาะบริเวณ (localized placement) เช่น การใส่เป็นแถบข้างแถวปลูก (banding) ใส่เป็นจุดหรือใส่เฉพาะบริเวณข้างต้น (spot-localized placement) การใส่ปุ๋ยสังกะสีทางดินมีผลตกค้างยาวนาน ซึ่งจะยาวนานมากหรือน้อยขึ้นกับสมบัติของดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเภทเนื้อดิน ยกตัวอย่าง เช่น การใส่ลงในดินร่วนปนทรายครั้งเดียวอาจมีผลตกค้างยาวนานหลายปีเพาะปลูก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยสังกะสีทางดินทุกปีเพาะปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างหรือมีค่าพีเอช (soil-pH) สูงกว่า 7.0 ควรใช้ปุ๋ยสังกะสีทางท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง หรือใช้ทางใบมากกว่าใช้ทางดิน โดยเฉพาะในดินด่างที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น ดินเนื้อปูน (calcareous soil)ทั้งนี้เพราะปุ๋ยสังกะสีในรูปแคตไอออน (Zn2+) ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชจะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแอนไอออนโดยจะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมแคตไอออนในดิน (Ca2+) แล้วเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบอนินทรีย์ในรูปแคลเซียมซิงค์เคต(calcium zincate) ที่ละลายน้ำยาก พืชดูดใช้ประโยชน์ได้น้อยลง (คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541)4) การใช้ปุ๋ยเคมีธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ในรูปพรีเมียมเกรดที่ในการปรุงสูตร (fertilizer formulation)มีการผสมปุ๋ยสังกะสีเข้าไปด้วย เช่น ปุ๋ยผสมที่มีทั้งธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ชนิด และสังกะสี (NPK+Zn) เช่นปุ๋ยผสมสูตร 12-10-18+Zn ที่มีการทดลองผลิตออกมาเพื่อใช้ทดสอบกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่โดยเฉพาะ และพบว่าได้ผลดี (ตารางที่ 4.6) (บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) และสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2552) หรือปุ๋ยผสมสูตรอื่นที่มีสังกะสีเป็นส่วนผสมด้วยในกรณีที่สามารถจัดหาได้ในท้องตลาด แต่การใช้ควรเลือกสูตรปุ๋ยที่มีอัตราส่วนหรือเรโชของธาตุอาหารหลักเหมาะสมกับมันสำปะหลังด้วย เช่น ปุ๋ยผสมในรูปพรีเมียมเกรดสูตรที่มีเรโชปุ๋ย (fertilizer ratio) 1:1:1, 2:1:2, 3:1:2 หรือมีเรโชปุ๋ยใกล้เคียง เช่น ปุ๋ยเคมี


- 105 -สูตร 15-15-15, 15-7-18, 12-4-8 ตามลำดับ ไม่ควรใช้ปุ๋ยผสมในรูปพรีเมียมเกรดที่มีอัตราส่วนของธาตุอาหารหลักที่ไม่เหมาะสมกับมันสำปะหลัง เช่น สูตรปุ๋ยเคมีที่มีปริมาณไนโตรเจน และ/หรือ โพแทสเซียมต่ำเกินไป หรือมีปริมาณฟอสฟอรัสสูงเกินไป เช่น ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่มีเรโชปุ๋ยของธาตุอาหารหลัก 1:3:3, 3:3:1,1:3:1 หรือมีเรโชปุ๋ยใกล้เคียง เช่น ปุ๋ยสูตร 8-24-24, 12-12-4, 8-24-8 ตามลำดับ ซึ่งเป็นสูตรปุ๋ยเคมีที่มีเรโชปุ๋ยที่ไม่น่าจะเหมาะสมกับมันสำปะหลัง4. ทองแดง4.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังทองแดงเป็นธาตุโลหะที่มันสำปะหลังมีความต้องการในปริมาณน้อยมาก ทองแดงมีบทบาทคล้ายกับธาตุโลหะชนิดอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นธาตุที่ช่วยปลุกฤทธิ์ (activator) เอ็นไซม์หลายชนิด เช่น เอ็นไซม์ไทโรซิเนสแลคเคส (tyrosinase laccase) แอสคอบิก แอซิด ออกซิเดส (ascorbic acid oxidase) ทองแดงมีหน้าที่ทางอ้อมในกระบวนการสร้างคลอโรฟิลล์ เป็นองค์ประกอบของโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการออกซิเดชัน (oxidation process) ต่าง ๆ ในพืชทำหน้าที่เป็นตัวนำพาอิเล็กตรอน (electron carrier)ในเอ็นไซม์ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดกระบวนการออกซิเดชันและรีดักชัน (oxidation-reduction process) และมีบทบาทช่วยในกระบวนการหายใจของพืช4.2 พฤติกรรมในดินปริมาณทองแดงทั้งหมดที่มีอยู่แล้วในดิน (native-total Cu) จะมีมากหรือน้อยขึ้นกับปริมาณทองแดงที่เป็นองค์ประกอบในวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นหลัก ดินดอน (upland soil) โดยทั่วไปมีปริมาณทองแดงทั้งหมดแตกต่างกันมาก คือมีปริมาณระหว่าง 0.1-2,150 มก./กก. แร่สามัญ (common minerals) ในดินที่อยู่ในรูปแร่ปฐมภูมิ(primary minerals) ที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่อยู่ในรูปแร่ซิลิเกต (silicate) เช่นแร่คริสโซคอลลา (chrysocolla: CuSiO3.2H2O) และแร่ทุติยภูมิ(secondary minerals) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแร่ซัลไฟด์ (sulfides) เช่น แร่ชาลโคไซด์(Chalcocite: Cu2S) และแร่ชาลโคไพไรต์ (Chalcopyrite: CuFeS2) ในรูปแร่ออกไซด์(oxides) แร่คาร์บอเนต (carbonates) และแร่ซัลเฟต (sulfates) เช่น แร่คิวไปรต์(Cuprite:Cu2O) แร่มาลาไคร๊ต์ (Malachite: Cu2(OH)2CO3) และแร่โบรชานไทต์ (Brochantite: Cu4(OH)6SO4) ตามลำดับและหลังจากการสลายตัวของวัตถุต้นกำเนิดดินและการเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในดิน ดินดอนโดยทั่วไปจะพบทองแดงส่วนใหญ่ในรูปที่ถูกดูดยึดโดยแร่ดินเหนียวและอินทรียวัตถุในดิน มีเพียงส่วนน้อยที่พบในดินในรูปแร่ปฐมภูมิ แร่ทุติยภูมิ และในรูปเกลือหรือสารประกอบที่ละลายน้ำได้ สมบัติหรือปัจจัยดินที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อรูปของทองแดงและระดับความเป็นประโยชน์ของทองแดงในดิน ได้แก่1) อินทรียวัตถุในดินตามธรรมชาติ ปริมาณการดูดยึดทองแดงของอินทรียวัตถุในดินจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณอินทรียวัตถุที่มากขึ้นและการดูดยึดจะมีมากที่สุดในดินอินทรีย์(organic soil) ได้แก่ ดินพรุ (peat soil)และดินมัค(muck soil)ทองแดงที่ถูกดูดยึดด้วยสารอินทรีย์ในรูปสารฮิวมัสที่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อน (Cu-humus complex) มีความ


- 106 -เสถียรที่แตกต่างกัน ในบางกรณี การดูดยึดจะมีความเสถียรมากจนทำให้พืชดูดใช้ทองแดงในรูปนี้ไม่ได้ ซึ่งจะพบเห็นลักษณะอาการขาดทองแดงได้อย่างชัดเจนสำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกบนดินพรุในประเทศมาเลเซีย และยังทำให้มันสำปะหลังให้ผลผลิตหัวสดต่ำมากด้วย (Chew et al.,1978a) อย่างไรก็ตาม สำหรับดินแร่ (mineral soil) เช่น ดินในทุกพื้นที่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ที่สุดมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินต่ำถึงต่ำมาก และจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ยังไม่เคยมีรายงานการพบลักษณะอาการขาดทองแดงอย่างชัดเจนของมันสำปะหลังที่ปลูกในสภาพไร่ 2) แร่ดินเหนียวในดินธาตุทองแดงบางส่วนในดินจะถูกดูดยึดไว้ด้วยส่วนประกอบของดินในรูปแร่ดินเหนียว ปริมาณการดูดยึดจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับปริมาณ และชนิดของแร่ดินเหนียวในดิน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับทองแดงในรูปที่ถูกดูดยึดด้วยอินทรียวัตถุในดิน ทองแดงที่ถูกดูดยึดไว้ด้วยแร่ดินเหนียวจะอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ง่ายกว่า3) พีเอชของดิน (soil-pH)เมื่อดินมีฤทธิ์เป็นด่างหรือมีระดับพีเอชสูงขึ้น ทองแดงในรูปสารประกอบต่าง ๆ ในดินละลายน้ำได้น้อยลงและมีผลทำให้ดินมีปริมาณทองแดงในรูปแคตไอออน (Cu2+) ในสารละลายดิน และในรูปที่แลกเปลี่ยนได้(exchangeable cation) ต่ำลงด้วยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทองแดงมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับแคลเซียม เหล็ก และแมงกานีสในดิน การใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบด ในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้พืชขาดทองแดงได้4.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดทองแดงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดทองแดงอาจเกิดจากสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลังดังต่อไปนี้1) ดินมีปริมาณทองแดงทั้งหมดต่ำตามธรรมชาติ2) ดินด่างที่มีพีเอช (soil- pH) สูงกว่า 8.0 และดินกรดจัดที่มีพีเอชต่ำกว่า 4.53) ดินอินทรีย์ โดยเฉพาะดินพรุ (peat soils) มีปัญหาขาดทองแดงที่ชัดเจนและรุนแรง เพราะทองแดงจะรวมตัวกับสารอินทรีย์ที่มีมากในดินพรุ แล้วเกิดเป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่มันสำปะหลังไม่สามารถดูดใช้ทองแดงในรูปนี้ได้4) ดินที่มีปริมาณแคลเซียม เหล็ก และแมงกานีสสูงตามธรรมชาติ หรือในการเขตกรรม มีการใช้สารปูนไลม์มากเกินไป4.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของทองแดงในดิน1) ลักษณะอาการขาดทองแดงของมันสำปะหลังยกเว้นในดินอินทรีย์ (organic soil) เช่น ดินพรุ (peat soil) ลักษณะอาการขาดทองแดงที่ชัดเจนของมันสำปะหลังพบเห็นได้ยากในแปลงปลูกที่เป็นดินแร่ (mineral soil) ทองแดงในพืชเป็นธาตุอาหารที่เคลื่อนย้ายได้ยาก ดังนั้นเมื่อมันสำปะหลังขาดทองแดง ส่วนของพืชโดยฉพาะใบพืชจะแสดงลักษณะอาการ


- 107 -ขาดที่ใบส่วนบนก่อนใบส่วนล่าง ลักษณะอาการขาดที่สังเกตเห็นได้ คือ เกิดอาการใบเหลือง (chlorosis)จำนวนกลีบใบ (lobes) ต่อใบลดลง ใบอ่อนมีรูปร่างผิดปกติโดยแผ่นใบ ขอบใบหรือปลายใบม้วนงอลงหรือ ม้วนขึ้น ขอบใบอ่อน และปลายใบไหม้(necrosis) ก้านใบของใบบริเวณกลางลำต้น และใบด้านล่างยาวผิดปกติและก้านใบห้อยลู่ลงมา (ภาพสีที่ 24 ภาพสีที่ 25) มันสำปะหลังที่ขาดทองแดงรุนแรงจะทำให้การพัฒนาระบบรากลดลงอย่างชัดเจน (ภาพสีที่ 26) และมีผลทำให้มันสำปะหลังมีความอ่อนไหวต่อการขาดน้ำมากขึ้น2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดินจากการวิเคราะห์ปริมาณทองแดงในตัวอย่างดินโดยวิธี DTPA (Lindsay and Norvell, 1978) โดยการสกัดดินด้วยน้ำยา 0.005M DTPA, 0.1M Triethanolamine และ 0,01M CaCl2, pH 7.3 ปริมาณทองแดงที่เป็นประโยชน์ในดินในพิสัยระดับสูงที่อาจถือได้ว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 1.5-6.4 มก./กก. ส่วนค่าปริมาณที่ดินขาดเพราะมีปริมาณทองแดงที่สกัดได้ต่ำและต่ำมากและควรพิจารณาใช้ปุ๋ยทองแดง คือ 0.44-0.69 มก./กก. และน้อยกว่า 0.44 มก./กก. ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยทองแดงที่ระดับต่ำมาก (ตารางที่ 4.8)3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณความเข้มข้นของทองแดงในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ของมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนในพิสัยที่มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 6-10 มก./กก. โดยมีค่าวิกฤติในใบ 6 มก./กก. (ตารางที่ 4.8) ซึ่งเป็นระดับความเข้มข้นในใบที่มันสำปะหลังให้ผลผลิตร้อยละ 90-100ของผลผลิตสูงสุด ส่วนปริมาณความเข้มข้นในใบที่พืชขาดทองแดงและควรใช้ปุ๋ยทองแดง คือ 1.5-4.8 มก./กก. และน้อยกว่า 1.5 มก./กก. ซึ่งเป็นระดับที่ขาดและขาดมาก ตามลำดับอย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้ปุ๋ยทองแดงกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินแร่ โดยทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่ดินพรุ ไม่แนะนำให้ใช้ทางดิน แต่ควรใช้ปุ๋ยทองแดงในรูปสารละลายโดยการฉีดพ่นทางใบหรือใช้โดยการแช่ท่อนพันธุ์ โดยควรใช้ปุ๋ยทองแดงในรูปสารละลายที่มีความเข้มข้นไม่สูงเกินไปตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังเป็นพืชไร่ที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดความเป็นพิษของธาตุทองแดงมาก ดังรายละเอียดที่ได้มีการพรรณาไว้ในบทที่ 5 และวิธีการใช้ในตารางที่ 5.17


- 108 -ตารางที่4.8 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของทองแดงในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับของทองแดงในดิน ปริมาณและระดับของทองแดงในใบปริมาณทองแดงในดินที่สกัดได้(มก./กก.)1ระดับของทองแดงในดิน1ความเข้มข้นของทองแดงในใบ (มก./กก.)2,3ระดับของทองแดงในใบ3<0.44 ต่ำมาก < 1.5 ขาดมาก0.44-0.69 ต่ำ 1.5-4.8 ขาด0.69-1.5 ปานกลาง 4.8-6.0 ต่ำ64ค่าวิกฤติ41.5-6.4 สูง 6-10 เพียงพอ>6.4 สูงมาก 10-15 สูงหมายเหตุ:1วรชาติ และคณะ (2563) 2ความเข้มข้นในใบที่เพิ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3 Howeler (2014) 4 Howeler et. al. (1982)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชการศึกษาการตอบสนองของมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ต่อการใช้ปุ๋ยทองแดงในรูปของแข็งทางดิน เช่น การใช้ในรูปทองแดงซัลเฟตเพนตะไฮเดรต (CuSO4.5H2O) หรือในรูปทองแดง ซัลเฟตโมโนไฮเดรต (CuSO4.H2O) ส่วนใหญ่เป็นการทดลองกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินอินทรีย์ประเภทดินพรุที่มันสำปะหลังมีปัญหาขาดทองแดงชัดเจนและขาดในระดับรุนแรง โดยเฉพาะกับดินพรุที่พบมากในประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลการทดลองปรากฏว่าให้ผลดีชัดเจนมาก เช่น จากผลการทดลองในประเทศมาเลเซียที่มีการใช้ปุ๋ยทองแดงทางดินในรูปปุ๋ยทองแดงซัลเฟตเพนตะไฮเดรตกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินพรุในอัตรา 0.40 กก.Cu/ไร่ พบว่า มีผลทำให้มันสำปะหลังให้ผลผลิตหัวสดสูงขึ้นจาก 640 กก./ไร่ (ไม่ใช้ปุ๋ยทองแดง) เป็น 1,920 กก./ไร่ (Chew et al., 1978b) สำหรับการทดลองใช้ปุ๋ยทองแดงทางดินกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินแร่ โดยทั่ว ๆ ไปมีการศึกษากันน้อยมากและจากรายงานผลการทดลองที่สืบค้นได้ พบว่า มันสำปะหลังไม่แสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยทองแดงแต่อย่างใด ยกตัวอย่าง เช่น จากรายงานผลการทดลองในไร่ (field trial) ของสถาบันพัฒนามันสำปะหลังในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2559 (สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง, 2560b) พบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 90 ที่ปลูกในดินที่ผลการวิเคราะห์ดินระบุว่าดินขาดทองแดง ไม่แสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยทองแดงที่ใส่ทางท่อนพันธุ์แต่อย่างใด ด้วยเหตุผลดังกล่าว การประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของทองแดงในดินแร่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังจึงไม่สามารถประเมินโดยการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยทองแดงร่วมด้วยได้ หรืออีกนัยหนึ่ง สำหรับดินแร่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่วไป ควรประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของทองแดงในดินแบบบูรณาการโดยการสังเกตลักษณะอาการขาดทองแดงของมันสำปะหลัง ที่ปลูกทดสอบในโรงเรือนและมีการปฏิบัติในขั้นตอนต่าง ๆ ด้วยความละเอียดและประณีตร่วมกับผลที่ได้จากวิธีการวิเคราะห์ดินและวิธีการวิเคราะห์พืช


- 109 -5) การประเมินโดยวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการการประเมินความเป็นประโยชน์ของทองแดงในดินแร่ที่ไม่ใช่ดินอินทรีย์ โดยเฉพาะดินพรุ ควรปฏิบัติแบบผสมผสานโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของทองแดงในดิน (วิธีการที่ 2) ร่วมกับวิธีการวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของทองแดงในใบมันสำปะหลัง (วิธีการที่ 3 ) เป็นหลัก (ตารางที่ 4.9) ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ที่มีปริมาณความเข้มข้นของทองแดงในดินและปริมาณความเข้มข้นในใบต่ำกว่าค่าวิกฤติโดยทั่วไปไม่แสดงลักษณะอาการขาดให้เห็นหรือพบเห็นได้ไม่ชัดเจนเหมือนกับมันสำปะหลังที่มีปัญหาขาดสังกะสีในดินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดหรือเป็นด่าง หรือลักษณะอาการขาดเหล็กของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในดินเนื้อปูน (calcareous soil) นอกจากนั้น จากการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยทองแดงที่ใส่ทางดิน ทางใบ หรือทางท่อนพันธุ์โดยทั่วไป มักไม่พบการตอบสนองที่ชัดเจน ทำให้วินิจฉัยได้ยากกว่าดินขาดหรือไม่ขาดทองแดง (วัฒนะ และคณะ 2547; สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง2560a, 2560b; Asher et al.,1980) ซึ่งทั้งนี้อาจเป็นเพราะมันสำปะหลังมีความต้องการทองแดงในปริมาณน้อยมาก และเหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ ปริมาณความเข้มข้นของทองแดงที่พบในดินอาจมีที่มาบางส่วนจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารปรับปรุงดินในรูปหิน แร่ และสารเคมีหรือสารปรับปรุงดินบางชนิดที่ใช้ในการปรับปรุงสมบัติของดินที่มีทองแดงปะปนมาด้วย (พรรณพิมล และคณะ 2533; ปิยะ 2556) หรือการใช้เพื่ออารักขาพืชที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย เช่น สารเคมีที่ใช้ควบคุมวัชพืช โรค และแมลงศัตรู ซึ่งถ้าเกิดการสะสมของทองแดงในดินอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันสำปะหลังไม่แสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยทองแดงโดยการใส่ลงดิน การแช่ท่อนพันธุ์ หรือการใช้โดยการฉีดพ่นทางใบ ดังนั้น วิธีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของทองแดงในดินโดยวิธีสังเกตลักษณะอาการขาดทองแดงของต้น และใบ (วิธีการที่ 1) หรือโดยวิธีการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยทองแดงที่ใส่ทางดิน ทางใบ หรือทางท่อนพันธุ์จึงเป็นวิธีการที่น่าจะมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าการวินิจฉัยโดยใช้วิธีการที่ 2 (การวิเคราะห์ดิน) ร่วมกับวิธีการที่ 3(การวิเคราะห์พืช) และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ที่น่าจะมีความน่าเชื่อถือในระดับค่อนข้างแม่นยำและแม่นยำ ตามลำดับ ส่วนการประเมินโดยใช้วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3 น่าจะมีความแม่นยำในระดับปานกลาง (ตารางที่ 4.9) (ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง)


- 110 -ตารางที่ 4.9 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของทองแดงในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4,5 วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดทองแดงของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณทองแดงและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณทองแดงและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(มก./กก.)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่ 24ภาพสีที่ 25ภาพสีที่ 261.0-5.0 - แม่นยำปานกลางวิธีการที่ 1+3 - 6 แม่นยำปานกลางวิธีการที่ 2+3 1.0-5.0 6 ค่อนข้างแม่นยำวิธีการที่ 1+2+3 1.0-5.0 6 แม่นยำหมายเหตุ:1ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพ 2ปริมาณทองแดงในดินในระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (วรชาติและคณะ, 2563) 3(CIAT, 1985) 4ระดับความแม่นยำมีความน่าเชื่อถือในดินพรุ (peat soil) มากกว่าในดินแร่ (mineral soils) 5ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง4.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดทองแดงการแก้ไขปัญหาดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดทองแดงมีวิธีการปฏิบัติบางประการดังต่อไปนี้1) ใช้ปุ๋ยทองแดงทางท่อนพันธุ์ปลูกในรูปทองแดง ซัลเฟตโมโนไฮเดรต (CuSO4.H2O) หรือทองแดง ซัลเฟตเพนตะไฮเดรต (CuSO4.5H2O) โดยการแช่ท่อนพันธุ์ในสารละลายของปุ๋ยทองแดง เช่น ปุ๋ยเคมีในรูปทองแดงซัลเฟตเพนตะไฮเดรตที่มีความเข้มข้น 0.10 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 นาที โดยการแช่ท่อนพันธุ์ ต้องให้ท่อนพันธุ์ทั้งหมดจมอยู่ใต้ผิวของปุ๋ยในรูปสารละลาย และหลังจากแช่ครบ 15 นาทีแล้ว ให้นำออกมาผึ่งอากาศในที่ร่มให้แห้งพอหมาด ๆ ก่อนนำไปปลูกให้หมดในวันเดียวกัน การใช้ปุ๋ยทองแดงทางท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในระดับความเข้มข้นดังกล่าว อาจใช้ร่วมกับการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมในรูปอื่น เช่น เหล็ก สังกะสี ที่มีความเข้มข้นเหมาะสมไปพร้อมๆกันได้ แต่ข้อที่ควรระวังเป็นพิเศษ คือต้องใช้ปุ๋ยทองแดงที่มีระดับความเข้มข้นตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยการแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในสารละลายของปุ๋ยทองแดงในรูปทองแดงซัลเฟตเพนตะไฮเดรตไม่ควรใช้ความเข้มข้นเกิน 0.30 เปอร์เซ็นต์(สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง, 2560b) ทั้งนี้เพราะทองแดงเป็นธาตุที่มันสำปะหลังมีความอ่อนไหวต่อการเกิดความเป็นพิษมากกว่าธาตุอาหารเสริมชนิดอื่น ๆ เช่น การใช้ที่ระดับความเข้มข้น 1.0 เปอร์เซ็นต์ พบว่า จะทำให้เกิดความเป็นพิษกับมันสำปะหลังในระดับรุนแรง (Asher et al.,1980)2) ใช้ปุ๋ยในรูปทองแดงซัลเฟตเพนตะไฮเดรต ที่มีความเข้มข้น 0.05 เปอร์เซ็นต์ทางใบกับมันสำปะหลัง โดยเฉพาะกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินอินทรีย์ เช่น ดินพรุ โดยการฉีดพ่นทางใบทันทีที่เกิดการปรากฏของลักษณะอาการขาดทองแดง หรืออาจใช้ปุ๋ยทองแดงในรูปสารชีเลต (chelates) เช่น ที่นิยมผลิต และใช้มาก


- 111 -คือ ทองแดง-อีดีทีเอ (Cu-EDTA) แต่การใช้ปุ๋ยในรูปสารชีเลตทางใบอาจมีข้อจำกัด เพราะแม้ว่าจะใช้ได้ผลดี แต่ข้อเสีย คือ จัดหายากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการใช้ปุ๋ยทองแดงในรูปซัลเฟต 3) ใช้ปุ๋ยทองแดงในรูปของแข็งทางดิน โดยใช้ในรูปปุ๋ยทองแดงซัลเฟตเพนตะไฮเดรตในอัตรา 1.60 กก./ไร่ หรือในรูปทองแดง ซัลเฟต โมโนไฮเดรต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้กับดินพรุจะให้ผลดีชัดเจนมาก โดยถ้าจะใช้ปุ๋ยทองแดงทั้ง 2 ชนิด ควรใส่แบบหว่านกระจายให้ทั่วแปลง แล้วไถกลบลงดิน การใส่ปุ๋ยทองแดงทางดินมีผลตกค้างยาวนานเหมือนการใส่ปุ๋ยสังกะสีทางดิน เพราะปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด (ปุ๋ยทองแดง และปุ๋ยสังกะสี) หลังใส่ลงดินจะเกิดการสูญเสียโดยการชะละลาย (leaching) น้อยมาก ทำให้หลังใส่ลงดินครั้งเดียวในฤดูเพาะปลูกแรก ปุ๋ยที่ใส่จะมีผลตกค้างต่อมายาวนานหลายปีเพาะปลูก ดังนั้น ใม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยทองแดงทางดินทุกปีเพาะปลูก5. โบรอน5.1 บทบาทต่อการเติบโตของมันสำปะหลังโบรอนเป็นธาตุที่มีหน้าที่สำคัญต่อการเติบโตของพืชโดยมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์และการย่อยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในพืช การสังเคราะห์สารเพ็คติน (pectin) ช่วยในการขนย้ายน้ำตาลในพืชทางท่อลำเลียงอาหาร (phloem) การแบ่งเซลล์ของพืช กระบวนการแมทาโบลิสซึม (metabolism) ของไนโตรเจนคาร์โบไฮเดรต ฮอร์โมน และฟอสฟอรัส มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการดูดน้ำและคายน้ำ รวมถึงกระบวนการสังเคราะห์แสง5.2 พฤติกรรมในดินดินที่ใช้ในการผลิตพืชส่วนใหญ่มีปริมาณโบรอนทั้งหมดน้อยมาก คือ มีปริมาณระหว่าง 20-200 มก./กก.ปกติจะมีในดินในปริมาณที่ไม่เป็นพิษกับมันสำปะหลัง ยกเว้นจะมีการใส่ปุ๋ยโบรอนลงดินที่ขาดโบรอนในปริมาณมากเกินไป ตามธรรมชาติ โบรอนในดินในพื้นที่ชุ่มชื้นส่วนใหญ่อยู่ในรูปแร่เทอมารีน (tourmaline) ที่ละลายน้ำได้น้อย และมีความต้านทานต่อการแปรสภาพสูง แร่เทอมารีนส่วนใหญ่อยู่ในรูปโบโรซิลิเกต(borosilicate) ที่มีองค์ประกอบของเหล็ก อะลูมินัม แมกนีเซียม แมงกานีส แคลเซียม และโซเดียมในปริมาณที่แตกต่างกัน ทำให้การปลดปล่อยโบรอนจากแร่ในรูปต่าง ๆ ดังกล่าวเกิดขึ้นช้า การเคลื่อนย้ายของโบรอนในดินจะเกิดมากหรือน้อยขึ้นกับสมบัติทางด้านปฏิกิริยาดิน (พีเอชของดิน) ลักษณะของเนื้อดินและความชื้นในดิน สำหรับโบรอนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปที่ถูกดูดยึดไว้กับสารอินทรีย์ในดิน และเมื่อสารอินทรีย์เกิดการสลายตัว จะปลดปล่อยโบรอนออกมาให้พืชดูดใช้ โดยอาจมีบางส่วนสูญเสียไปโดยการชะละลาย(leaching) โดยในพื้นที่ที่ชุ่มชื้น การชะละลายจะเกิดในดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย มากกว่าดินเนื้อละเอียด ทั้งนี้เพราะในดินเนื้อละเอียดจะมีปริมาณแร่ดินเหนียวมากกว่าดินเนื้อหยาบและแร่ดินเหนียวจะดูดยึดโบรอนในรูปบอเรต (B4O7-2) ไว้ และทำให้เกิดการสูญเสียโดยการชะละลายน้อยลงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเกี่ยวกับอันตรกิริยาระหว่างโบรอนกับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ภายในดินโบรอนมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonism) กับโพแทสเซียม และแคลเซียมในดิน ดังนั้นการใช้


- 112 -ปุ๋ยโพแทช หรือสารปูนไลม์ เช่น หินปูน ปูนขาวที่มีแคลเซียมในปริมาณมาก อาจทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกขาดโบรอนได้5.3 สาเหตุที่ทำให้ดินขาดโบรอนสาเหตุที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดโบรอน อาจเกิดจากสภาพปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมวิธีการปฏิบัติ และสมบัติของดินที่ปลูกมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้1) ดินที่มีเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนทรายที่มีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำมีการระบายน้ำดี และมีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ มักมีปัญหาขาดโบรอน ทั้งนี้เพราะโบรอนในดินในรูปบอเรตที่พืชดูดใช้ได้เกิดการสูญเสียโดยการชะละลายได้ง่าย2) ดินในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งหรือมีปริมาณฝนตกน้อยผิดปกติ มันสำปะหลังที่ปลูกอาจขาดโบรอน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอินทรียวัตถุในดินมีอัตราการสลายตัวช้า ทำให้ปลดปล่อยโบรอนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ออกมาน้อยลง3) ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ดินที่มีปริมาณโพแทสเซียมสูงหรือการใช้ปุ๋ยโพแทชในปริมาณมากมันสำปะหลังที่ปลูกจะดูดใช้โบรอนในดินได้น้อยลง ทั้งนี้เพราะโพแทสเซียมมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นปรปักษ์กับโบรอน รวมทั้งดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง หรือดินที่มีปริมาณแคลเซียมในดินสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินเนื้อปูน(calcareous soil) ที่อาจมีโอกาสขาดโบรอนมาก นอกจากนั้น การใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูน ปูนขาวเพื่อแก้ปัญหาความเป็นกรดของดินในปริมาณมากเกินไป (over liming) อาจทำให้มันสำปะหลังแสดงลักษณะอาการขาดธาตุโบรอนได้เช่นกัน5.4 วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของโบรอนในดิน1) การสังเกตลักษณะอาการขาดโบรอนของมันสำปะหลังโบรอนเป็นธาตุอาหารที่ไม่เคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหาร (phloem-immobile nutrients) ของมันสำปะหลัง ดังนั้น เมื่อมันสำปะหลังขาดโบรอน ส่วนของพืชโดยเฉพาะเนื้อเยื่อเจริญของต้นส่วนเหนือดิน เช่น ส่วนของยอดอ่อน ใบอ่อนจะแสดงลักษณะอาการขาดก่อนส่วนอื่น โดยใบมีขนาดเล็กและมีรูปร่างผิดปกติ ก้านใบสั้น ใบเล็กสีเขียวเข้ม ใบอาจมีสีเหลืองซีดและมีเม็ดหรือจุดสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลกระจายอยู่บริเวณปลายใบหรือขอบใบ (ภาพสีที่ 27) บางครั้งก้านใบขับสารข้นสีน้ำตาลออกมาและต่อมากลายเป็นรอยแผลสีน้ำตาล (ภาพสีที่ 28) มันสำปะหลังที่ขาดโบรอนมีต้นเล็ก เตี้ย เพราะความยาวของปล้อง (internodes) สั้นมีระบบรากผิดปกติเพราะการเติบโตของรากแขนง (lateral root) เกิดการชะงักงัน ระบบรากสั้นหนาคล้ายตอไม้ปลายรากอาจตาย ส่งผลทำให้รากแขนงที่แตกออกมาสั้น ๆ มีปลายรากบวม (ภาพสีที่ 29) มันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ในดินที่ขาดโบรอนมักไม่แสดงลักษณะอาการขาดให้เห็นชัดเจน อาการที่สังเกตเห็นได้ คือ การเกิดจุดเล็กสีเหลืองบนใบบริเวณกลางต้นหรือบริเวณต้นที่ต่ำลงมา 2) การประเมินจากผลวิเคราะห์ดิน จากการวิเคราะห์ตัวอย่างดินโดยวิธีสกัดด้วยน้ำร้อน ปริมาณโบรอนที่เป็นประโยชน์ในดินในพิสัยระดับสูงซึ่งจะถือว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 1-2 มก./กก. ค่าปริมาณที่ดินขาด


- 113 -และควรพิจารณาใช้ปุ๋ยโบรอน คือ 0.2-0.5 มก./กก. และ น้อยกว่า 0.2 มก./กก. ซึ่งเป็นระดับต่ำ และต่ำมากตามลำดับ (ตารางที่ 4.10)3) การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชปริมาณโบรอนในใบมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือนที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ในพิสัยระดับสูงซึ่งจะถือว่ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง คือ 18-28 มก./กก. โดยมีค่าวิกฤติในใบ 35 มก/กก. ส่วนค่าปริมาณที่ดินขาดและขาดมาก ซึ่งควรใช้ปุ๋ยโบรอน คือ 7-15 มก./กก. และน้อยกว่า 7 มก./กก.ตามลำดับ โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยโบรอนที่ระดับขาดมาก (ตารางที่ 4.10)ตารางที่ 4.10 การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของโบรอนในดินโดยการวิเคราะห์ดินและใบมันสำปะหลังปริมาณและระดับโบรอนในดิน ปริมาณและระดับโบรอนในใบ2ปริมาณโบรอนในดิน1(มก./กก.)ระดับโบรอนในดิน ความเข้มข้นในใบ(มก./กก.)ระดับโบรอนในใบ<0.2 ต่ำมาก <7 ขาดมาก0.2-0.5 ต่ำ 7-15 ขาด0.5-1 ปานกลาง 15-18 ต่ำ1-2 สูง 18-28 เพียงพอ353ค่าวิกฤติ3>2 สูงมาก 28-64 สูงหมายเหตุ:1 วิเคราะห์โดยการสกัดด้วยน้ำร้อน (Berger and Truog, 1939) 2ความเข้มข้นในใบที่พึ่งพัฒนาและขยายตัวเต็มที่ที่ระยะ 3-4 เดือนหลังปลูก 3 Howeler et al. (1982)ที่มา: Howeler (2014)4) การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชเมื่อเปรียบเทียบกับความต้องธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ โบรอนเป็นธาตุอาหารพืชที่มันสำปะหลังมีความต้องการต่อการเติบโตในปริมาณน้อยมาก ทำให้ในทางปฏิบัติ การใส่ปุ๋ยโบรอนทางดินปฏิบัติได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ยโบรอนแบบเป็นแถบยาวข้างต้น (banding method) หรือใส่แบบหว่านกระจาย(broadcasting method) แล้วทำให้ปุ๋ยที่ใส่มีการกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นที่ หรือถ้าจะใส่เป็นหลุมเฉพาะจุดข้างต้นมันสำปะหลังก็ไม่สะดวก เพราะต้องใส่โดยใช้ปริมาณปุ๋ยต่อหลุมน้อยมาก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ในประเทศอินเดีย มันสำปะหลังที่ปลูกในดินศิลาแลง (lacteritic soil) แสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยโบรอนทางดินอย่างมีนัยสำคัญ (CTCRI, 1973) นอกจากนั้น ยังมีการทดลองใช้ปุ๋ยโบรอนทางดินกับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ใช้ปลูกในดินที่ผลวิเคราะห์ดินพบว่า เป็นดินที่ขาดโบรอน โดย วัฒนะ และคณะ (2547)ซึ่งผลการทดลองพบว่าการใช้ปุ๋ยโบรอนทางดินและทางท่อนพันธุ์ปลูกเพิ่มผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังได้เพียงร้อยละ 4.4 และร้อยละ 4.5 ตามลำดับเท่านั้น ซึ่งเป็นระดับการตอบสนองที่ต่ำเกินไป ทำให้ยังไม่สามารถ


- 114 -ยืนยันได้ว่าดินที่ทดลองขาดโบรอนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ในทางวิชาการ วิธีการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยโบรอนทางดินและทางท่อนพันธุ์จึงอาจเป็นวิธีการที่ยังไม่มีความแม่นยำมากพอในการใช้ประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของโบรอนในดินปลูกมันสำปะหลังเหมือนกับวิธีการประเมินธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก (N,P,K)5) การประเมินโดยวิธีต่าง ๆ แบบบูรณาการมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ส่วนใหญ่ ต้น และใบส่วนเหนือดินมักไม่แสดงลักษณะอาการขาดโบรอนให้เห็นด้วยสายตาอย่างชัดเจนเหมือนลักษณะอาการขาดธาตุอาหารชนิดอื่น ๆ เช่น สังกะสีและเหล็ก ทั้งนี้รวมทั้งระดับการตอบสนองที่พืชมักไม่แสดงการตอบสนอง ตอบสนองต่ำ หรือตอบสนองไม่ชัดเจนต่อการใช้ปุ๋ยโบรอนทางดิน ทางใบ หรือทางท่อนพันธุ์ของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินโดยทั่ว ๆ ไป ดังนั้น ในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของโบรอนในดิน ควรวินิจฉัยโดยใช้วิธีการประเมินวิธีต่าง ๆ แบบบูรณาการโดยการพิจารณาจากวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดโบรอนของต้นและใบ (วิธีการที่ 1) ร่วมกับผลวิเคราะห์ดิน (วิธีการที่ 2) และวิธีการที่ 1 ร่วมกับผลวิเคราะห์พืช (วิธีการที่ 3) ซึ่งจากข้อคิดเห็นในทางวิชาการของผู้เรียบเรียงที่นำเสนอในตารางที่ 4.11 การวินิจฉัยโดยใช้วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 วิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 3วิธีการที่ 2 ร่วมกับวิธีการที่ 3 และวิธีการที่ 1 ร่วมกับวิธีการที่ 2 และวิธีการที 3 น่าจะมีความแม่นยำในระดับปานกลาง ปานกลาง ค่อนข้างมาก และในระดับมาก ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม วิธีการประเมินแบบบูรณาการในแนวทางต่างๆดังกล่าวบางวิธีการอาจไม่มีความเหมาะสมในทางปฏิบัติเพราะอาจมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปถ้าในการประเมินใช้วิธีการวิเคราะห์ดินและวิธีการวิเคราะห์พืชร่วมด้วยตารางที่ 4.11 วิธีการประเมินแบบบูรณาการ ผลวิเคราะห์ และระดับความแม่นยำในการประเมินความเป็นประโยชน์ของโบรอนในดินวิธีการประเมินแบบบูรณาการ1วิธีการประเมินและผลวิเคราะห์ ระดับความแม่นยำ4วิธีการที่ 1:การสังเกตลักษณะอาการขาดโบรอนของมันสำปะหลังวิธีการที่ 2: การวิเคราะห์ปริมาณโบรอนและค่าวิเคราะห์ในดิน2(มก./กก.)วิธีการที่ 3: การวิเคราะห์ปริมาณโบรอนและค่าวิกฤติในใบมันสำปะหลัง3(มก./กก.)วิธีการที่ 1+2 ภาพสีที่ 27ภาพสีที่ 28ภาพสีที่ 291-2 - ปานกลางวิธีการที่ 1+3 - 35 ปานกลางวิธีการที่ 2+3 1-2 35 ค่อนข้างมากวิธีการที่ 1+2+3 1-2 35 มากหมายเหตุ:1 ไม่รวมวิธีการทดสอบทางชีวภาพ 2ปริมาณโบรอนในดินในพิสัยระดับสูงซึ่งจะถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอ (Howeler, 2014) 3(Howeler et al., 1982). 4ข้อคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่ผลงานวิจัย ไม่ควรใช้ในการอ้างอิง


- 115 -5.5 แนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดโบรอนมันสำปะหลังที่ปลูกในดินแล้วมีปัญหาขาดโบรอน อาจกำหนดวิธีการแก้ไขบางประการดังต่อไปนี้1) ใส่ปุ๋ยโบรอนในรูปบอแรกซ์ (Borax) ทางดินในอัตรา 0.16-0.32 กก.B/ไร่ โดยการใช้ในรูปบอแรกซ์ที่มีธาตุโบรอนประมาณร้อยละ 11 ในอัตราระหว่าง 1.45-2.90 กก./ไร่ โดยวิธีการใส่แบบเป็นแถบ (banding method) ข้างต้นที่ระยะปลูกหรือระยะประมาณ 1 เดือนหลังปลูกพร้อม ๆ กับการใส่ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก(ปุ๋ย N,P,K) ปริมาณการใช้ปุ๋ยโบรอนทางดินต้องใช้อย่างระมัดระวัง ทั้งนี้เพราะถ้าใช้มากเกินไปอาจเป็นพิษ(phytotoxic) กับมันสำปะหลังได้ ทั้งนี้เพราะเหมือนกับธาตุแมงกานีส ปริมาณโบรอนในพืชในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของพืชกับระดับที่เป็นพิษกับพืชมีค่าที่แตกต่างกันไม่มาก หรือมีช่วงพิสัยของค่าความเข้มข้นที่แคบมาก2) ใช้ปุ๋ยโบรอนทางท่อนพันธุ์ (stake treatment) โดยการจุ่มท่อนพันธุ์นาน 15 นาทีในสารละลายของปุ๋ยบอแรกซ์ที่มีความเข้มข้น 0.5-1 เปอร์เซ็นต์ การใช้ความเข้มข้นที่สูงกว่านี้อาจเกิดพิษกับมันสำปะหลังได้ อย่างไรก็ตาม มันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆอาจมีความอ่อนไหวต่อการเกิดความเป็นพิษจากความเข้มข้นของโบรอนในรูปสารละลายที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนใช้ปุ๋ยโบรอนทางท่อนพันธุ์กับมันสำปะหลังตามชนิดพันธุ์ที่จะปลูก ควรทดสอบระดับความอ่อนไหวต่อการเกิดความเป็นพิษจากการใช้ปุ๋ยโบรอนกับมันสำปะหลังพันธุ์ดังกล่าวมาก่อน3) ถ้าสามารถจัดหาได้จากท้องตลาด ใช้ปุ๋ยเคมีธาตุอาหารหลัก (ปุ๋ย N,P,K) ชนิดธรรมดาหรือชนิดพรีเมียมเกรดที่มีโบรอนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย โดยควรเลือกใช้เฉพาะสูตรปุ๋ยเคมีที่มีเรโชปุ๋ย (fertilizer ratio)เหมาะสมกับมันสำปะหลัง เช่น สูตรปุ๋ยเคมีที่มีเรโชปุ๋ย 1:1:1, 2:1:2, 3:1:2 และ 2:1:3 หรือมีสูตรปุ๋ยเคมีตรงกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 15-7-18, 24-8-16 และ 20-10-30 ตามลำดับ


- 116 -บทที่ 5สาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืช 11 ชนิดเนื้อหาในบทที่ 5 เป็นสาระสำคัญในภาพรวมเกี่ยวกับธาตุอาหารพืชทั้ง 3 กลุ่ม รวม 11 ชนิด ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และธาตุอาหารเสริม ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโบรอน ไม่รวมธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล โดยการนำเนื้อหาสาระในหัวข้อหลักต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 2 บทที่ 3 และบทที่ 4 ของธาตุอาหารแต่ละกลุ่ม และแต่ละชนิดมารวมกันไว้เพื่อให้เห็นภาพรวมเปรียบเทียบกัน รวมทั้งการนำเสนอเชิงพรรณาเกี่ยวกับข้อคิดเห็น คำพิจารณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งบางส่วนเป็นข้อมูลทางวิชาการเชิงลึกในลักษณะของการขยายความเพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือความรอบรู้ในขอบเขตที่มากขึ้นกว่าที่ได้เขียนไว้ในบทที่ 2 บทที่ 3 และบทที่ 4 ที่มีเป้าหมายมุ่งเน้นถึงเนื้อหาสาระสำคัญพอสังเขปที่เกี่ยวข้องกับธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดเท่านั้น1. บทบาทของธาตุอาหารพืชต่อการเติบโตของมันสำปะหลังไม่รวมธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล ธาตุอาหารพืชทั้ง 3 กลุ่มรวม 11 ธาตุ ได้แก่ ธาตุอาหารหลัก3 ชนิด ธาตุอาหารรอง 3 ชนิด และธาตุอาหารเสริม 5 ชนิด แต่ละธาตุเป็นธาตุอาหารพืชที่จำเป็น (essential element) ต่อการเติบโตของมันสำปะหลังโดยมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมีและชีวเคมีต่าง ๆภายในพืชดังรายละเอียดเชิงสรุปในตารางที่ 5.1 อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด บทบาทที่สำคัญบางประการของธาตุอาหารพืชบางชนิดหรือบางกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะอาการที่ชัดเจนของพืชที่กำลังเติบโตที่ปรากฏให้เห็นได้ทางสายตา รวมทั้งอัตราการเติบโตทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ สามารถประเมินโดยการสังเกตหรือโดยการวัดผลได้ ดังนี้1.1 กระบวนการสังเคราะห์แสงและลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชธาตุอาหารที่มีบทบาททั้งโดยทางตรงและทางอ้อมต่อกระบวนการสังเคราะห์แสงของมันสำปะหลังได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดง ซึ่งเมื่อพืชขาดและแสดงลักษณะอาการขาดออกมา จะปรากฏให้เห็นในรูปใบที่มีสีเหลือง (chlorotic leaf) ซึ่งอาจจะเหลืองทั้งแผ่นใบในกรณีที่พืชขาดไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กำมะถัน และเหล็ก (ภาพสีที่ 3 ภาพสีที่ 4 ภาพสีที่ 14 และภาพสีที่ 16 ตามลำดับ) หรือปรากฏให้เห็นในพื้นที่ระหว่างเส้นใบที่มีสีเหลืองแต่เส้นใบยังมีสีเขียวอยู่ในลักษณะคล้ายก้างปลา (interveinal chlorosis) ในกรณีที่พืชขาดแมกนีเซียม แมงกานีส และสังกะสี (ภาพสีที่ 13 ภาพสีที่ 19 และภาพสีที่ 21 ตามลำดับ) โดยการเกิดอาการใบเหลืองทั้ง 2 ลักษณะจะเกิดกับใบอ่อนหรือใบแก่ ใบด้านบน ใบด้านกลาง หรือใบด้านล่างของต้นขึ้นกับความสามารถในการเคลื่อนย้ายในท่อลำเลียงอาหาร (phloem) ของธาตุอาหารแต่ละชนิด (nutrient mobility) เช่น ถ้าเป็นอาการใบเหลืองที่เกิดจากการขาดไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย ลักษณะอาการขาดจะปรากฏที่ใบแก่หรือใบด้านล่างของต้นก่อน ส่วนการเกิดใบเหลืองที่มีสาเหตุจากการขาดเหล็ก แมงกานีส สังกะสี และ


- 117 -ทองแดงที่เคลื่อนย้ายได้ยาก (ตารางที่ 1.3) ลักษณะอาการขาดจะปรากฏให้เห็นก่อนกับใบอ่อนหรือใบด้านบนของต้น สำหรับกำมะถัน อาการใบเหลืองอาจเกิดได้ไม่แน่นอนทั้งกับใบอ่อนด้านบนใบในตำแหน่งประมาณกลางต้น หรือใบส่วนล่างของต้นขึ้นกับระดับความรุนแรงของการขาด ในกรณีที่ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชมีความรุนแรงมากขึ้น เช่น มันสำปะหลังที่ขาดโพแทสเซียม แมกนีเซียม และทองแดง ลักษณะอาการใบเหลือง (chlorotic leaf) จะเปลี่ยนไปเป็นลักษณะอาการใบไหม้(necrotic leaf) โดยจะปรากฏให้เห็นที่ปลายใบก่อน (ภาพสีที่ 7 ภาพสีที่ 13 และภาพสีที่ 24 ตามลำดับ)1.2 รูปร่างของใบและการพัฒนาระบบรากอาการผิดปกติที่มีสาเหตุจากการขาดแคลเซียม ทองแดง และโบรอนที่เกิดกับใบอ่อนหรือยอดอ่อนของมันสำปะหลังที่ค่อนข้างชัดเจนอีกลักษณะหนึ่ง คือปลายใบเกิดอาการไหม้ถ้าขาดรุนแรง ใบมีรูปร่างผิดปกติเช่น ใบหงิกงอ ใบม้วน หรือก้านใบของยอดอ่อนมีสารเหนียวคล้ายยางที่ไหลออกมาตรงรอยแผลของเนื้อเยื่อ (gummosis petiole lesions) (ภาพสีที่ 10 ภาพสีที่ 24 และภาพสีที่ 28 ตามลำดับ) นอกจากนั้นยังทำให้เกิดความผิดปกติของระบบรากทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เช่น ลักษณะอาการขาดธาตุแคลเซียมและธาตุทองแดงถ้าขาดรุนแรงจะทำให้มันสำปะหลังมีปริมาณมวลรากน้อยมาก (ภาพสีที่ 11 และภาพสีที่ 26 ตามลำดับ) ส่วนลักษณะอาการของรากที่ขาดโบรอน คือ ปลายรากแขนงจะบวมหรือเกิดอาการไหม้(ภาพสีที่ 29)ซึ่งสาเหตุสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเกิดลักษณะอาการที่ผิดปกติดังกล่าว อาจเป็นเพราะบทบาทของธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าว โดยเฉพาะ แคลเซียม และโบรอนต่อกระบวนการแบ่งเซลล์ของพืช รวมทั้งบทบาทของแคลเซียมที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของผนังเซลล์พืชที่เมื่อพืชขาดธาตุอาหารทั้ง 2 ชนิด การพัฒนาระบบรากโดยกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาระบบรากทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ1.3 การเติบโต ผลผลิตเชิงปริมาณและคุณภาพในทางวิชาการ แม้ว่าธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดจะมีบทบาทและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ ทางด้านสรีระ และ/หรือทางด้านชีวเคมีภายในพืชที่แตกต่างกัน ธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทุกชนิดมีบทบาทและความสำคัญต่อการเติบโต และการให้ผลผลิตเชิงปริมาณและคุณภาพไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในดินปลูกมันสำปะหลังที่ขาดธาตุอาหารที่จำเป็นชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือขาดหลายชนิดพร้อม ๆ กัน ผลกระทบเชิงลบที่จะมีต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของพืชขึ้นกับระดับความรุนแรงของการขาด ปริมาณความต้องการธาตุอาหารแต่ละชนิดของพืชและวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ใขปัญหาการขาดธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะธาตุอาหารหลักในรูปไนโตรเจนและโพแทสเซียมที่มันสำปะหลังต้องการในปริมาณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจนที่ถ้ามันสำปะหลังขาดธาตุอาหารชนิดนี้ การเติบโตของต้นส่วนเหนือดินจะลดลงอย่างเด่นชัดทั้งทางด้านขนาดของต้น ความสูง ขนาดของรัศมีทรงพุ่ม (ภาพสีที่ 2) และน้ำหนักชีวมวลของต้น อย่างไรก็ตาม มันสำปะหลังที่ดูดใช้ไนโตรเจนจากดินมากเกินความจำเป็น เช่น ในกรณีที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงดินในปริมาณมากเกินไปอาจเกิดผลเสียทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้เช่นกัน เช่น ทำให้มันสำปะหลังเติบโตทางต้นและใบมากเกินไป หัวมันสด มีขนาดเล็ก การเติบโตของต้นส่วนเหนือผิวดินเกิดลักษณะอาการเฝือใบ ให้ผลผลิตต่ำหรือมีค่าดัชนีการเก็บเกี่ยว (harvest index) ต่ำ โดยเฉพาะผลเสียต่อคุณภาพของผลผลิตในรูปหัวสดที่มีปริมาณ


- 118 -แป้งต่ำและมีปริมาณกรดไฮโดรไซยานิก (HCN) สูง นอกจากนั้น ยังอาจมีความอ่อนไหวต่อการเกิดการทำลายของโรคบางชนิดมากขึ้น เช่น โรคใบจุดที่เกิดจากแบคทีเรีย (bacterial blight) (Kang and Okeke, 1984)สำหรับโพแทสเซียม มันสำปะหลังมีความต้องการในปริมาณมากใกล้เคียงกับปริมาณความต้องการไนโตรเจนแต่มีปริมาณความต้องการสูงกว่าฟอสฟอรัสอย่างเด่นชัด ในทำนองเดียวกันกับไนโตรเจนมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมต่ำมากโดยไม่มีการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตหรือปุ๋ยโพแทชเพื่อแก้ไขปัญหาการขาด การเติบโตของต้นส่วนเหนือดินจะลดลงอย่างชัดเจนมากรวมทั้งขนาดและน้ำหนักหรือผลผลิตโดยรวมของหัวสด ซึ่งสำหรับในกรณีที่มันสำปะหลังขาดโพแทสเซียม นอกจากมันสำปะหลังจะให้ปริมาณผลผลิตหัวสดต่ำมากแล้ว ยังทำให้หัวมันสำปะหลังมีปริมาณกรดไฮโดรไซยานิก (HCN) สูงด้วย (Payne and Webster, 1956) อย่างไรก็ตาม การปลูกมันสำปะหลังในดินที่ขาดโพแทสเซียมในระดับรุนแรง การใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุปุ๋ยโพแทสเซียมในอัตราที่เหมาะสมซึ่งอาจจะใช้ได้ในปริมาณมากถึงประมาณ 16 กก.K2O/ไร่ นอกจากจะเพิ่มการเติบโตของต้นส่วนเหนือดินและผลผลิตหัวสดได้อย่างชัดเจนแล้วยังช่วยเพิ่มคุณภาพโดยการลดปริมาณกรดไฮโดรไซยานิกและเพิ่มปริมาณแป้งในหัวสดได้ด้วย (Obigbesan,1973; Howeler, 1998)ตารางที่ 5.1 บทบาทและความสำคัญต่อการเติบโตของมันสำปะหลังของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดและในภาพรวมของทั้ง 11 ชนิดชนิดธาตุอาหารพืช บทบาทและความสำคัญต่อการเติบโตของมันสำปะหลังธาตุอาหารหลักไนโตรเจน กระบวนการสังเคราะห์แสงเพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ โปรตีน เอ็นไซม์ ฮอร์โมน และสารประกอบอินทรีย์ในรูปอื่น ๆ หลายชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของพืช โดยเฉพาะการเติบโตของต้นทุกส่วนเหนือผิวดินฟอสฟอรัส เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของนิวคลีโอโปรตีน กรดนิวคลีอิกส์ และสารฟอสโฟลิปิดส์ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานภายในพืช กระบวนการฟอสโฟรีเลชัน กระบวนการสังเคราะห์แสง กระบวนการหายใจ กระบวนการสังเคราะห์คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และการพัฒนาระบบรากในระยะแรกของการเติบโตของมันสำปะหลังโพแทสเซียม กระบวนการแมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน การปลุกฤทธิ์ของเอนไซม์ในกระบวนการสร้างแป้ง การสังเคราะห์แสง การเคลื่อนย้ายสารโฟโตซินเทตไปยังรากสะสมอาหารของมันสำปะหลัง การเปิด และปิดปากใบ การควบคุมศักย์ออสโมซีส ในทางอ้อม เพิ่มความทนทานของพืชต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น สภาพความแห้งแล้งของอากาศ สภาพดินที่แน่นแข็งที่อาจช่วยลดการเกิดและการทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิดได้ไม่มากก็น้อย


- 119 -ตารางที่ 5.1 บทบาทและความสำคัญต่อการเติบโตของมันสำปะหลังของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดและในภาพรวมของทั้ง 11 ชนิด (ต่อ)ชนิดธาตุอาหารพืช บทบาทและความสำคัญต่อการเติบโตของมันสำปะหลังธาตุอาหารรองแคลเซียม การแบ่งเซลล์ของพืช เป็นองค์ประกอบสำคัญของผนังเซลล์พืช ลดอันตรายที่เกิดจากสารพิษบางชนิดภายในพืช เช่น กรดออกซาลิก หรือธาตุทองแดงถ้าพืชดูดเข้าไปในพืชมากเกินไป มีบทบาททางอ้อมต่อการสังเคราะห์โปรตีนและการเคลื่อนย้ายคาร์โบไฮเดรตภายในพืชและมีความสำคัญต่อการเติบโตของระบบรากพืชแมกนีเซียม กระบวนการสังเคราะห์แสง การสร้างน้ำมัน การปลุกฤทธิ์ของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต การหายใจของพืช เสถียรภาพของผนังเซลล์ การสร้างสารเลซิทีนและนิวคลีโอโปรตีนภายในพืช กำมะถัน การสังเคราะห์โปรตีน กระบวนการแมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เป็นสารปลุกฤทธิ์ของเอนไซม์หลายชนิดและมีบทบาททางอ้อมต่อกระบวนการสังเคราะห์แสงและการแบ่งเซลล์แบบไมโตซีสธาตุอาหารเสริมเหล็ก กระบวนการสังเคราะห์แสง เป็นองค์ประกอบและเป็นตัวปลุกฤทธิ์ของเอนไซม์หลายชนิดภายในพืช การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและรีดักชัน และเป็นองค์ประกอบของไมโตคอนเดรียที่เกี่ยวข้องกับการหายใจของพืชแมงกานีส กระบวนการสังเคราะห์แสง เป็นตัวปลุกฤทธิ์ของเอนไซม์หลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ปฏิกิริยาฟอสโฟรีเลชัน วัฏจักรกรดซิตริก และทำหน้าที่ร่วมกับเหล็กในการควบคุมศักดิ์ออกซิเดชันและรีดักชันภายในพืชสังกะสี มีบทบาทในทางอ้อมต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ที่จำเป็นต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง การปลุกฤทธิ์ของเอนไซม์หลายชนิดและการทำหน้าที่ของฮอร์โมนพืชบางชนิดทองแดง การปลุกฤทธิ์ของเอนไซม์หลายชนิด การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และรีดักชันภายในพืชกระบวนการหายใจของพืช และมีความสำคัญต่อการเติบโตของระบบรากพืชโบรอน การแบ่งเซลล์ของพืช การดูดน้ำ การคายน้ำ การสังเคราะห์แสง การสังเคราะห์และย่อยโปรตีน และคาร์โบไฮเดรต การขนย้ายน้ำตาลทางท่อลำเลียงอาหาร กระบวนการแมทาบอลิซึมของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ฮอร์โมน และการดูดใช้แคลเซียมของรากพืชซึ่งมีผลต่อการเติบโตของระบบราก2. อันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชในดินนอกเหนือจากอันตรกิริยา (interaction) ระหว่างธาตุอาหารในพืชหลังจากที่พืชดูดเข้าไปในต้นแล้ว ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ทั้ง 11 ชนิด ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโบรอนที่มีอยู่ในดินหรือที่ใส่ลงดินธาตุอาหารหลายชนิดจะเกิดอันตรกิริยาเชิงบวกหรือเชิงลบต่อกันในดินใน 2 ลักษณะ คือ


- 120 -2.1 อันตรกิริยาที่เสริมฤทธิ์กันอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชที่เสริมฤทธิ์หรือเกื้อกูลกัน (synergism) หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืช 2 ชนิดที่ทำให้พืชปลูก เช่น มันสำปะหลัง เกิดการตอบสนองมากกว่าผลรวมของการตอบสนองที่เกิดจากแต่ละธาตุซึ่งในภาพรวมของอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชในดินทั้ง 11 ชนิด ไม่รวมธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล ธาตุอาหารชนิดต่าง ๆ รวม 8 ชนิด (N,P,K,Ca,Mg,S,Fe,Mn) มีปฏิสัมพันธ์แบบเสริมฤทธิ์กัน เช่น ไนโตรเจนในรูปไนเตรท (NO3-N) กับฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน ฟอสฟอรัสกับแมกนีเซียม โพแทสเซียมกับเหล็ก แมงกานีส และแคลเซียมกับกำมะถันในรูปซัลเฟต (SO42-) อันตรกิริยาดังกล่าวไม่เกิดผลเสียต่อการดูดใช้ธาตุอาหารแต่ละชนิด แต่เกิดผลดีแบบทวีคูณไม่มากก็น้อยต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง (ภาพที่ 5.1) ภาพที่ 5.1 อันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชชนิดต่าง ๆ ในดิน2.2 อันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กันอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชที่เป็นปฏิปักษ์กัน (antagonism) หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารพืช 2 ชนิดที่ทำให้พืชปลูก เช่น มันสำปะหลัง เกิดการตอบสนองน้อยกว่าผลรวมของการตอบสนองที่เกิดจากธาตุแต่ละธาตุ ในภาพรวมของอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชในดินทั้ง 11 ชนิด ไม่รวมธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล ธาตุอาหารพืชรวม 10 ชนิด (N,P,K,Ca,Mg,Fe,Mn,Zn,Cu,B) ยกเว้นกำมะถันมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์กันไม่มากก็น้อย ได้แก่ ไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม (NH4-N) กับ โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี ฟอสฟอรัส (P) กับแคลเซียม เหล็ก และสังกะสี โพแทสเซียม (K) กับไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม แมกนีเซียม และโบรอน แคลเซียม (Ca) กับไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโบรอน แมกนีเซียม (Mg) กับไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม โพแทสเซียม


- 121 -และแมงกานีส เหล็ก (Fe) กับแคลเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส และทองแดง และแมงกานีส (Mn) กับแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และทองแดง (ภาพที่ 5.1)อย่างไรก็ตาม อันตรกิริยาในดินระหว่างธาตุอาหารพืชชนิดต่าง ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กันที่อาจเกิดผลเชิงลบค่อนข้างชัดเจนและในระยะยาวถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหา อาจทำให้เกิดผลเสียอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของมันสำปะหลังได้ ได้แก่ 1) อันตรกิริยาระหว่างแคลเซียมกับฟอสฟอรัสในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น ดินเนื้อปูน (calcareous soil) การใส่ปุ๋ยเคมีลงดินในรูปปุ๋ยฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้เพราะมีฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟต (H2PO4-) ที่พืชดูดใช้ได้จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างแคลเซียม แคตไอออน (Ca2+) ในสารละลายดินกับฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟตแล้วเกิดเป็นสารประกอบในรูปแคลเซียมไตรฟอสเฟต (Ca(PO4)2) ที่ไม่ละลายน้ำที่พืชดูดใช้ทั้งแคลเซียมและฟอสฟอรัส ไม่ได้หรือในทางกลับกัน ถ้าใส่สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบดที่มีแคลเซียมสูงลงดิน เช่น กับดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างแคลเซียม แคตไอออนในสารละลายดินกับฟอสฟอรัสในรูปโมโนฟอสเฟตในสารละลายดินแล้วทำให้พืชดูดใช้ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ในดินได้น้อยลงเช่นกัน ดังนั้นถ้าใส่ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสลงดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างและมีปริมาณแคลเซียมสูงหรือมีการใส่สารปูนไลม์ลงดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดในปริมาณมากเกินไป การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสกับมันสำปะหลังอาจเกิดประสิทธิภาพน้อยลงเพราะจะทำให้เกิดอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กันระหว่างฟอสฟอรัสและแคลเซียมในดินที่จะมีผลทำให้ธาตุอาหารพืชทั้ง 2 ชนิดเป็นประโยชน์ต่อพืชได้น้อยลง และอาจทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกขาดฟอสฟอรัสได้ ส่วนผลเชิงลบที่อาจเกิดจากบทบาทของการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสต่อการลดความเป็นประโยชน์ของแคลเซียมในดินนั้นอาจเกิดปัญหาไม่มากเท่ากับปัญหาที่เกิดจากบทบาทของแคลเซียมหรือจากการใช้สารปูนไลม์ต่อการขาดฟอสฟอรัสของมันสำปะหลัง ทั้งนี้เพราะการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสกับมันสำปะหลังโดยทั่ว ๆ ไปแนะนำให้ใช้ในปริมาณน้อยกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้สารปูนไลม์ที่ใส่ลงดินเพื่อลดความเป็นกรดของดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใส่สารปูนไลม์ในปริมาณมากเกินไป นอกจากนั้นดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่มีปริมาณแคลเซียมสูง โดยเฉพาะดินเนื้อปูน การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตในปริมาณตามคำแนะนำของทางราชการ (กรมวิชาการเกษตร, 2564) โดยทั่วไปไม่น่ามีปริมาณมากพอที่จะมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดการเหนี่ยวนำที่ทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกขาดแคลเซียม (phosphorus- induced-calcium deficiency) ได้ 2) อันตรกิริยาระหว่างฟอสฟอรัสกับสังกะสีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กัน (antagonism) ระหว่างฟอสฟอรัสกับสังกะสีในดินเป็นปฏิสัมพันธ์ที่มีความชัดเจนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะผลเชิงลบที่จะเกิดกับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีสังกะสีต่ำตามธรรมชาติและมีการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสลงดินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในที่สุดอาจมีผลทำให้มันสำปะหลังแสดงลักษณะอาการขาดสังกะสีอย่างชัดเจนดังรายละเอียดเกี่ยวกับกลไก (mechanism) ทางเคมีที่ทำให้เกิดปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยอันตรกิริยาที่เกิดและอาจมีผลอย่างเด่นชัดต่อการเติบโตของมันสำปะหลังจะเป็นไปในทิศทางเดียว กล่าวคือ เป็นผลของการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตต่อการลดปริมาณความเป็นประโยชน์ต่อพืชของ


- 122 -สังกะสีที่มีอยู่แล้วเดิมในดิน (native zinc) ไม่ใช่ผลของสังกะสี เช่น การใส่ปุ๋ยสังกะสีลงดินต่อการลดปริมาณความเป็นประโยชน์ต่อพืชของฟอสฟอรัสที่มีอยู่แล้วเดิมในดิน (native phosphorus) ทั้งนี้เพราะมันสำปะหลังมีความต้องการดูดใช้สังกะสีในปริมาณน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการดูดใช้ฟอสฟอรัส และในทางปฏิบัติ ถ้าปลูกมันสำปะหลังในดินที่ขาดสังกะสี การแก้ไขปัญหาอาจใช้วิธีการใส่ปุ๋ยสังกะสีทางท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่จะใช้ปลูก แต่ถ้าต้องการแก้ไขปัญหาโดยการใส่ปุ๋ยสังกะสีทางดิน ซึ่งปกติจะแนะนำให้ใช้ในปริมาณน้อยกว่า (1.4-2.8 กก.Zn/ไร่ หรือ 7-14 กก.ZnSO4.7H2O/ไร่) (ตารางที่ 5.17) เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตตามผลวิเคราะห์ดินซึ่งเป็นคำแนะนำของทางราชการ (4 หรือ 8 กก.P2O5/ไร่) (ตารางที่5.12) หรือประมาณ 50 หรือ 100 กก./ไร่ ในรูปปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 ดังนั้น การใช้ปุ๋ยสังกะสีลงดินในปริมาณน้อยกว่าปริมาณการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสมากจึงไม่น่าจะมีอันตรกิริยาเชิงลบกับฟอสฟอรัสในดินมากพอจนถึงระดับที่จะทำให้มันสำปะหลังขาดฟอสฟอรัสได้(Zinc induced-phosphorus deficiency) ถ้าดินที่ปลูกก่อนการใส่ปุ๋ยสังกะสีทางดินมีปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่พืชดูดใช้ได้(native phosphorus) และ/หรือปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ที่ใส่ลงลงดินในรูปปุ๋ยเคมีอย่างเพียงพอ3) อันตรกิริยาระหว่างโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมเป็นธาตุที่มีฤทธิ์เป็นด่างและมีประจุบวกเมื่ออยู่ในรูปแคตไอออน (cation) ในดิน ธาตุทั้ง 3 ชนิดที่มีอยู่แล้วเดิมในดินหรือเมื่อใส่ลงดินมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์เชิงลบที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการดูดใช้โดยพืชดังรายละเอียดที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับบทบาทด้านอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารชนิดต่าง ๆ และสาเหตุที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารแต่ละชนิดอย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยกับมันสำปะหลังในภาพรวมเกี่ยวกับอันตรกิริยาเชิงลบระหว่างธาตุอาหารพืชทั้ง 3 ชนิดต่อการดูดใช้ธาตุอาหารแต่ละชนิดอาจสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้3.1) ผลที่เกิดจากโพแทสเซียมต่อการดูดใช้แคลเซียมและแมกนีเซียมดินที่มีโพแทสเซียมในปริมาณมากหรือดินที่มีโพแทสเซียมในปริมาณน้อยแต่มีการใช้ปุ๋ยโพแทชในอัตราสูงเกินไป มันสำปะหลังจะมีความอ่อนไหว หรือมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดแมกนีเซียม(potassium induced-magnesium deficiency) ทั้งนี้เพราะจะทำให้มันสำปะหลังดูดใช้แมกนีเซียมได้น้อยลงอย่างชัดเจน แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดผลอย่างเด่นชัดมากนักกับการดูดใช้แคลเซียม (potassium induced-calcium deficiency) หรืออีกนัยหนี่ง การใช้ปุ๋ยโพแทชมากเกินไปไม่เป็นปฏิปักษ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการดูดใช้แคลเซียม (Howeler, 2014) ดังนั้นจากความเป็นจริงที่ว่า มันสำปะหลังเป็นพืชไร่ที่ตามธรรมชาติมีความอ่อนไหวค่อนข้างมากต่อการขาดแมกนีเซียม (Asher et al., 1980) การใช้ปุ๋ยโพแทชในปริมาณมากเกินไปต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการใช้กับดินที่มีแมกนีเซียมต่ำอยู่แล้วตามธรรมชาติ และ/หรือการใช้กับดินที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดการชะละลาย (leaching) สูง เพราะอาจทำให้มันสำปะหลังขาดแมกนีเซียมในระดับรุนแรงได้


- 123 -3.2) ผลที่เกิดจากแคลเซียมต่อการดูดใช้โพแทสเซียมและแมกนีเซียมสารปูนไลม์ เช่น หินปูน ปูนสุก หรือปูนขาวที่มีแคลเซียมในปริมาณมากถ้าใส่ลงดินมากเกินไป(overliming) เช่น ในกรณีที่ต้องการลดความเป็นกรดของดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด จะไม่มีผลอย่างเด่นชัดหรือไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการดูดใช้โพแทสเซียมของมันสำปะหลัง แต่การปฏิบัติดังกล่าวจะเป็นปฏิปักษ์ที่มีผลทำให้มันสำปะหลังดูดใช้แมกนีเซียมได้น้อยลง (Howeler, 2014) ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในภาพรวมที่รวมทั้งรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้ด้วยแล้วในข้อ 3.1) ข้างต้น สำหรับการดูดใช้แมกนีเซียมของมันสำปะหลัง การใช้ปุ๋ยโพแทช และ/หรือสารปูนไลม์ที่มีแคลเซียมในปริมาณมาก ถ้าใช้มากเกินไปหรือใช้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียม มันสำปะหลังที่ปลูกอาจมีปัญหาขาดแมกนีเซียมได้3.3) ผลที่เกิดจากแมกนีเซียมต่อการดูดใช้โพแทสเซียมและแคลเซียมในทางวิชาการแมกนีเซียมในดินหรือการใส่ปุ๋ยแมกนีเซียมลงดินในปริมาณมากไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อการดูดใช้โพแทสเซียมของมันสำปะหลัง แต่อาจมีผลที่เป็นปฏิปักษ์ (antagonistic effect)ต่อแคลเซียมโดยทำให้มันสำปะหลังดูดใช้แคลเซียมใด้น้อยลง (Howeler, 2014) อย่างไรก็ตาม ดินที่มีเนื้อดินไม่หยาบมาก และมีแร่ดินเหนียวในปริมาณมากพอสมควรหรือมีในปริมาณมาก แต่ไม่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด ส่วนใหญ่มีปริมาณแมกนีเซียมที่พืชดูดใช้ได้ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง และจากความเป็นจริงในทางปฏิบัติที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการใช้ปุ๋ยแมกนีเซียมโดยตรงกับมันสำปะหลัง ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์เชิงลบของการใส่แมกนีเซียมลงดินต่อการลดการดูดใช้แคลเซียมจนถึงระดับที่อาจทำให้มันสำปะหลังขาดแคลเซียมจึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาสำคัญต่อการปลูกมันสำปะหลังในสภาพไร่แต่อย่างใด โดยเฉพาะกับดินไร่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังที่ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาขาดแคลเซียมและแมกนีเซียม4) อันตรกิริยาระหว่างแคลเซียมกับธาตุอาหารเสริมที่มีประจุบวกและโบรอนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมทั้งที่ได้แสดงไว้ในภาพที่ 5.1 ดินที่มีแคลเซียมสูง โดยเฉพาะดินที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เช่น ดินเนื้อปูนหรือดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดแต่มีการใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบดแก้ไขความเป็นกรดในปริมาณมากเกินไป โดยทั่วไป มักมีปัญหาขาดธาตุอาหารเสริมทั้ง 5 ชนิดได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโบรอน ทั้งนี้เพราะธาตุอาหารเสริมทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวมีอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กับแคลเซียม ในดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์ที่มีความชัดเจนมากคือ ปฏิสัมพันธ์ในทิศทางเดียวระหว่างแคลเซียมที่มีผลต่อปริมาณความเป็นประโยชน์ของเหล็กในดิน แล้วทำให้มันสำปะหลังแสดงลักษณะอาการขาดเหล็กออกมาชัดเจนมาก เช่น มันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ที่เป็นดินเนื้อปูนที่แสดงในภาพสีที่ 183. สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืชสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิดที่จำแนกออกได้เป็น3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธาตุอาหารหลัก 3 ชนิด ธาตุอาหารรอง 3 ชนิด และธาตุอาหารเสริม 5 ชนิด ไม่รวมธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล มีรายละเอียดสำหรับธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว


- 124 -และในที่นี้ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังขาดธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดทั้ง 11 ชนิดมารวบรวมไว้ในตารางที่ 5.2 ตารางเดียวเพื่อให้เห็นถึงภาพรวมเปรียบเทียบกัน ตารางที่5.2 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดและในภาพรวมของทั้ง 11 ชนิด ชนิดธาตุอาหารพืช สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืชธาตุอาหารหลักไนโตรเจน 1) มันสำปะหลังมีความต้องการไนโตรเจนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆทั้งหมดและไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ในดินมีความอ่อนไหวมากต่อการสูญเสียโดยกระบวนการต่าง ๆ ในดิน 2) ดินแร่โดยทั่วไปที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ โดยเฉพาะดินเนื้อหยาบและดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุสูงแต่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด 3) การปลูกมันสำปะหลังในระบบพืชเดี่ยว (monocropping) ที่ไม่มีมาตรการใด ๆ ในการอนุรักษ์ดิน และน้ำ 4) การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนอย่างไม่เหมาะสมทั้งชนิดปุ๋ย ปริมาณการใช้ ระยะเวลา และวิธีการใส่ลงดินฟอสฟอรัส 1) การปลูกมันสำปะหลังในดินอันดับดิน (Soil order) อุลติโซล (Ultisols) ที่พบมากที่สุดในแถบร้อนชุ่มชื้นรวมทั้งในประเทศไทย 2) ดินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไป 3) ดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำและมีความอ่อนไหวสูงต่อการเกิดการชะละลาย (leaching) 4) การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีฟอสฟอรัสอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะวิธีการใส่ลงดินแล้วทำให้เกิดการตรึง (fixation) หรือการตกค้างในดินในปริมาณมากโพแทสเซียม 1) ดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุและแร่ดินเหนียวต่ำ โดยเฉพาะดินในชั้นอันดับดินอุลติโซลที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศไทย 2) ดินกรดจัดที่มีการใช้สารปูนไลม์แก้ความเป็นกรดมากเกินไป 3) การปลูกมันสำปะหลังโดยใช้ปริมาณปุ๋ยโพแทชน้อยเกินไป ไม่สมดุลกับปริมาณโพแทสเซียมในหัวสดจำนวนมากที่ถูกนำออกไปจากแปลงปลูกหลังการเก็บเกี่ยว 4) การสูญเสียโพแทสเซียมโดยการเกิดการกร่อนดิน (soil erosion) และ/หรือการชะละลายธาตุอาหารรองแคลเซียม 1) ดินที่ตามธรรมชาติมีปริมาณแคลเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ต่ำมาก 2) ดินเนื้อหยาบที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด มีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำและมีปริมาณเหล็ก แมงกานีส และอะลูมินัมที่ละลายได้สูง 3) ดินในพื้นที่ที่มีฝนตกมากและมีความอ่อนไหวต่อการเกิดการชะละลายสูง 4) ดินกรดจัดที่มีเนื้อหยาบที่ใช้ปุ๋ยเคมีสูตรสูงที่ไม่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการใช้สารปรับปรุงดินที่มีแคลเซียมชนิดใด ๆ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีชนิดดังกล่าวแมกนีเซียม 1) ดินที่มีปริมาณแมกนีเซียมต่ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด เนื้อหยาบ และมีปริมาณแร่ดินเหนียวต่ำ 2) การใช้ปุ๋ยโพแทชและสารปูนไลม์ที่มีแคลเซียมสูงในปริมาณมาก 3) การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่ไม่มีแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบอย่างต่อเนื่องกำมะถัน 1) ดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ 2) ดินที่มีความอ่อนไหวต่อการชะละลายของกำมะถันในรูปซัลเฟต (SO4-S) สูง 3) การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปธาตุอาหารหลักที่ไม่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบอย่างต่อเนื่อง4) การปลูกโดยไม่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีในรูปธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่ไม่มีกำมะถัน


- 125 -ตารางที่5.2 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดและในภาพรวมของทั้ง 11 ชนิด (ต่อ) ชนิดธาตุอาหารพืช สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืชธาตุอาหารเสริมเหล็ก 1) ดินที่มีปริมาณเหล็กต่ำตามธรรมชาติ2) ดินด่างที่มีปริมาณหินปูน และ/หรือไบคาร์บอเนต (HCO3-) สูง โดยเฉพาะดินเนื้อปูน (calcareous soil) 3) ดินกรดจัดที่ใช้สารปูนไลม์เพื่อลดความเป็นกรดมากเกินไป (over liming) 4) ดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง 5) ดินที่มีโครงสร้างแน่นแข็ง 6) ดินที่เกิดการสูญเสียหน้าดินบนเพราะมีการปรับระดับพื้นที่ (land levelling) หรือดินที่เกิดการกร่อนดินอย่างต่อเนื่อง 7) ดินกรดที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำมาก และดินที่มีธาตุโลหะหนักชนิดอื่นสูง เช่น แมงกานีส สังกะสี ทองแดงแมงกานีส 1) ดินที่มีปริมาณแมงกานีสต่ำตามธรรมชาติ 2) ดินพรุ (peat soil) 3) ดินกรดจัดที่ใช้สารปูนไลม์แก้ความเป็นกรดมากเกินไป 4) ดินด่างรวมทั้งดินเนื้อปูน 5) ดินที่มีปริมาณเหล็กสูง 6) ดินที่มีโครงสร้างแน่นแข็ง 7) ดินในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งสังกะสี 1) ดินที่มีปริมาณสังกะสีต่ำตามธรรมชาติ 2) ดินอินทรีย์ เช่น ดินพรุ3) ดินกรด ดินด่าง โดยเฉพาะดินเนื้อปูน 4) ดินกรดจัดที่มีการใช้สารปูนไลม์แก้ความเป็นกรดมากเกินไป 5) ดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูง 6) ดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ 7) ดินแน่นแข็งที่ทำให้การพัฒนารากไม่ดีทองแดง 1) ดินที่มีปริมาณทองแดงต่ำตามธรรมชาติ2) ดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างหรือเป็นกรดจัดมากเกินไป 3) ดินอินทรีย์ เช่น ดินพรุ4) ดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสและสังกะสีสูง โดยเฉพาะดินที่ใช้ปุ๋ยสังกะสีอย่างต่อเนื่องและเกิดผลตกค้างในดินในปริมาณมากโบรอน 1) ดินที่มีปริมาณโบรอนต่ำตามธรรมชาติ 2) ดินที่มีฤทธิ์เป็นกลาง เป็นด่าง โดยเฉพาะดินเนื้อปูน และดินกรดจัดที่ใช้สารปูนไลม์แก้ความเป็นกรดมากเกินไป 3) ดินเนื้อหยาบที่มีการระบายน้ำดี และมีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ 4) ดินในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง 5) ดินที่ใช้ปุ๋ยโพแทชในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องที่มา: Howeler (2014); Mortvedt et al. (1973)ในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 3 กลุ่ม รวม 11 ชนิด สาเหตุสำคัญบางประการที่ทำให้ดินขาดหรือไม่ขาดธาตุอาหารพืชชนิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่เกิดจากชนิดดิน สมบัติของดิน กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดในดิน และวิธีการเขตกรรมบางวิธีการที่เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังมีการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งอาจสรุปสาระสำคัญบางประการพอสังเขปได้ดังต่อไปนี้3.1 ชนิดและสมบัติของดิน1) ความเป็นกรดเป็นด่างของดินความเป็นกรดเป็นด่างหรือพีเอชของดิน (soil-pH) เป็นสมบัติทางเคมีที่มีความสำคัญ เพราะเป็นสมบัติของดินที่มีความสัมพันธ์กับระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินค่อนข้างเด่นชัดที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ดินขาดหรือไม่ขาดธาตุอาหารพืชทุกชนิด โดยเฉพาะปัญหาขาดธาตุอาหารพืชที่มักพบในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างมากเกินไป เช่น ถ้าดินมีฤทธิ์เป็นกรดจัดมาก คือ มีพีเอชต่ำกว่า 5.0 มันสำปะหลังที่ปลูกอาจมีปัญหาขาดไนโตรเจน ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และทองแดง ส่วนดินที่มีฤทธิ์เป็น


- 126 -ด่างมากเกินไปหรือมีระดับพีเอชมากกว่า 8.0 ส่วนใหญ่มีปัญหาขาดเหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโบรอน (คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541) ระดับพีเอชของดินที่เหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลังควรมีค่าอยู่ในพิสัยระหว่าง 6.0-7.0 (Normanha, 1961) อย่างไรก็ตาม มันสำปะหลังเป็นพืชไร่ที่มีความทนทานต่อฤทธิ์ความเป็นกรดของดินแร่ (mineral soil) ได้ดีถึงระดับพีเอช 4.3 (Edwards and Kang, 1978) แต่การเติบโตจะมีปัญหามากกว่าถ้าปลูกมันสำปะหลังในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่ไม่ใช่ดินเค็มและไม่ควรปลูกมันสำปะหลังในดินเค็ม2) ลักษณะเนื้อดินดินเนื้อหยาบ เช่น ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนทรายที่มีปริมาณเนื้อดินทราย(sand) และเนื้อดินทรายแป้ง (silt) สูง และมีเนื้อดินในรูปแร่ดินเหนียว (clay minerals) ต่ำ มักมีปัญหาขาดธาตุอาหารพืชเกือบทุกชนิด ทั้งนี้เพราะตามธรรมชาติเป็นดินที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดการชะละลาย(leaching) ของธาตุอาหารพืชในดิน โดยเฉพาะ ไนโตรเจน กำมะถัน และโบรอนในรูปแอนไอออนที่มีประจุลบ(NO3-, SO42-, B4O72- หรือ H2BO3-ตามลำดับ) ที่เกิดการชะละลายได้ง่ายและอาจรวมถึงฟอสฟอรัสในรูปแอนไอออน (H2PO4-) ถ้าดินมีเนื้อดินเป็นทรายจัดมาก นอกจากนั้น ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังที่มีเนื้อหยาบและมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินต่ำ โดยทั่วไปมีความจุในการแลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชที่มีประจุบวก (cationexchange capacity) ต่ำ ทำให้ดินดูดยึดธาตุอาหารพืชที่มีประจุบวกได้น้อยและอาจทำให้เกิดการสูญเสียโดยการเกิดการชะละลายในปริมาณมาก เช่น โพแทสเซียมและแมกนีเซียมในรูปแคตไอออน (K+,Mg2+ตามลำดับ) ในสารละลายดินและธาตุอาหารเสริมในรูปแคตไอออนที่มีประจุบวก ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดง (Fe2+,Mn2+,Zn2+และ Cu2+ หรือ Cu+ตามลำดับ) ส่วนดินที่มีเนื้อละเอียด แม้ว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับการเกิดการชะละลายของธาตุอาหารพืชไม่มากเท่ากับดินเนื้อหยาบ แต่ถ้าเป็นดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีสมบัติแน่นแข็ง หรือมีสมบัติระบายอากาศ และระบายน้ำมากหรือน้อยเกินไปไม่สมดุลกันก็อาจเกิดปัญหาขาดธาตุอาหารพืชได้หลายชนิดทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น ปัญหาขาดสังกะสี เหล็ก และแมงกานีส (ตารางที่5.2)3) ปริมาณอินทรียวัตถุในดินอินทรียวัตถุในดินเป็นที่มาที่สำคัญของไนโตรเจน กำมะถัน และรวมทั้งธาตุอาหารเสริมทุกชนิดในดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินทรียวัตถุในดินในรูปสารฮิวมัส (humic substances) ในส่วนที่เป็นกรดฮิวมิก(humic acid) และกรดฟุลวิก (fulvic acid) ที่มีความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกสูงและทำให้ดินมีสมบัติในการดูดตรึง (chelation) ธาตุอาหารพืชในรูปแคตไอออน (cation) ได้ในปริมาณมากและธาตุอาหารในรูปแคตไอออนที่ถูกดูดตรึง (chelated cations) ไว้นี้ พืชยังสามารถดูดใช้ประโยชน์ได้ เช่น ธาตุอาหารในรูปแคตไอออนต่างๆ ได้แก่ โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง ( K+,Mg2+,Fe2+,Mn2+,Zn2+,Cu2+หรือ Cu+ ตามลำดับ) ทำให้ธาตุอาหารพืชในรูปแคตไอออนในสารละลายดินที่ยังมีความว่องไวต่อการเปลี่ยนแปลงโดยปฏิกิริยาทางเคมีในดินเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยลงหรือไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปที่พืชดูดใช้ได้ยากขึ้น หรือเกิดการเคลื่อนย้ายจากดินชั้นบนลงสู่ดินชั้นล่างโดยกระบวนการชะละลายในดินแล้วทำให้


- 127 -พืชดูดใช้ได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ โดยทั่วไป มีปัญหาขาดธาตุอาหารพืชในรูปแคตไอออนหลายชนิดพร้อม ๆกัน รวมทั้งธาตุอาหารพืชในรูปแอนไอออน (anion) บางชนิดที่มีความอ่อนไหวต่อการชะละลายมาก ได้แก่ ไนโตรเจน กำมะถัน และโบรอนในรูปไนเตรท (NO3-) ซัลเฟต (SO42-)และบอเรต (B4O7-) ตามลำดับ4) กระบวนการเฟอโรไลซีส (Ferrolysis process)เฟอโรไลซีสเป็นกระบวนการเกิดดิน (soil forming process) ที่ทำให้ดินชั้นบนโดยเฉพาะดินนาในที่ลุ่ม (lowland-paddy soil)และดินนาดอน (upper-paddy soil) เช่น ดินชุดดินร้อยเอ็ด (Roi-et soil series)มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ กลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการดังกล่าวเกิดจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในดินโดยบทบาทของจุลินทรีย์ดินเมื่อดินมีสภาพอิ่มตัวด้วยน้ำหรือเมื่อมีน้ำขัง โดยอีเล็กตรอน (electrons) ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการหายใจของจุลินทรีย์ประเภทที่สามารถเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน(anaerobes) และจุลินทรีย์ประเภทฟาคัลเททีฟ (facultative microorganisms) ในขณะที่อินทรียวัตถุในดินเกิดการย่อยสลายจะถูกรับ (accepted) อิเล็กตรอนโดยสารประกอบอนินทรีย์ในรูปไฮเดรตออกไซด์ของเหล็กแล้วทำให้เหล็กในรูปเฟอริก (Fe3+) ดังกล่าวถูกรีดิวส์ (reduced) กลายเป็นเหล็กในรูปเฟอรัส (Fe2+) ดังสมการเคมีต่อไปนี้Fe(OH)3 + 3H+ Fe2+ + 3H2O (5-1) ซึ่งจากสมการทางเคมีข้างต้น เหล็กในรูปเฟอรัส แคตไอออน (Fe2+) ที่ได้จะเข้าไปแทนที่ธาตุอาหารพืชในรูปแคตไอออน (cation) ในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ เช่น Ca2+,Mg2+,K+ ที่ถูกดูดยึดอยู่ที่ผิวเม็ดดินให้ออกมาเป็นแคตไอออนในรูปอิสระในสารละลายดินแล้วทำให้มีความอ่อนไหวสูงต่อการถูกชะละลาย(leaching) แล้วเคลื่อนตัวจากดินชั้นบนลงสู่ดินชั้นล่างซึ่งจะทำให้ดินชั้นบนมีปริมาณธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวน้อยลงเรื่อย ๆถ้าเกิดกระบวนการชะละลายอย่างต่อเนื่องหรือเกิดบ่อยครั้งและรวมทั้งอาจมีเหล็กในรูปเฟอรัส แคตไอออน (Fe2+) บางส่วนที่ถูกชะละลายลงสู่ดินชั้นล่างไปพร้อม ๆ กันด้วย หลังจากนั้นในระหว่างช่วงปลูกในฤดูฝนหรือในช่วงแล้งหลังฤดูฝน เมื่อดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำหรือดินขังน้ำมีความชื้นน้อยลงต่ำกว่าระดับอิ่มตัวด้วยน้ำ ดินแห้งตัวลงและมีการระบายอากาศหรือมีปริมาณก๊าซออกซิเจนในดินมากขึ้น เหล็กในรูปเฟอรัส แคตไอออน (Fe2+) จะถูกออกซิไดซ์ (oxidized) อย่างรวดเร็วกลับไปเป็นเหล็กในรูปเฟอริก (Fe3+)ดังสมการเคมีต่อไปนี้Fe2+ + 1/4O2 + 21/2 H2O Fe(OH)3 + 2H+(5-2)จากสมการทางเคมีที่ 5-2 ข้างต้น ไฮโดรเจนไอออน (H+) ที่ได้จะไปโจมตี (attack) ขอบ(edges) ของอนุภาคแร่ดินเหนียว แล้วทำให้อะลูมินัม (Al) และซิลิคอน (Si) ที่เป็นองค์ประกอบในโครงสร้างของแร่ดินเหนียวเกิดการสลายตัวหรือแตกตัวออกมา และอะลูมินัมบางส่วนจะเข้าไปแทนที่แคตไอออน (cation) ในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ เช่น Ca2+,Mg2+,K+ ที่ถูกดูดยึดอยู่ที่ผิวเม็ดดินหรือดูดยึดกับประจุลบของอินทรียวัตถุในดิน นอกจากนั้น อะลูมินัมบางส่วนจะถูกโพลีเมอไรซ์ (polymerize) ไปเป็นไฮดรอกซีลอะลูมินัม


- 128 -(hydroxyl aluminum) และสำหรับซิลิคอน บางส่วนจะถูกชะละลาย (leaching) หรือเกิดการตกตะกอนใหม่ไปเป็นสารประกอบในรูปอสัณฐาน (amorphous silica)สาระสำคัญในภาพรวมสรุปได้ว่า ผลเชิงลบของการเกิดกระบวนการเฟอโรไลซีสต่อความเสื่อมโทรมทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยเฉพาะดินที่มีความชื้นในสภาพเปียกและแห้งสลับกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน คือ จะทำให้ดินชั้นบนมีปริมาณแร่ดินเหนียวน้อยลงเรื่อย ๆ และมีผลทำให้ดินมีปริมาณเนื้อดินที่เป็นทรายมากขึ้น มีค่าความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (cation exchange capacity) และความจุในการอุ้มน้ำ (water holding capacity) ลดลง และมีปริมาณธาตุอาหารพืชที่มีประจุบวกน้อยลง รวมทั้งมีปริมาณเหล็กในรูปออกไซด์ในดินชั้นบนน้อยลงด้วย (Ragland and Boonpucdee,1987)กลไกการเกิดกระบวนการเฟอโรไลซีสเป็นสาเหตุที่สำคัญมากที่ทำให้ดินชั้นบนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ส่วนใหญ่เกิดกับดินนาที่ปลูกข้าวในสภาพขังน้ำแต่ก็อาจเกิดปัญหาอย่างมีนัยสำคัญได้เช่นกันกับดินดอนที่มีสภาพพื้นที่ราบเรียบหรือดินในพื้นที่นาดอนที่ใช้ในการปลูกพืชไร่รวมทั้งมันสำปะหลัง เช่น การปลูกมันสำปะหลังในดินชุดดินโคราชที่พบมากในภูมิภาคนี้โดยไม่มีการจัดการดินที่ดีโดยเฉพาะการจัดการทางด้านการควบคุมสภาพความชื้นของดินในบางช่วงของฤดูการเพาะปลูกที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน มีผลทำให้ในบางช่วงของฤดูการเพาะปลูก พื้นที่ปลูกเกิดการท่วมขังของน้ำยาวนานและเกิดบ่อยครั้งในสภาพของดินที่เปียกแล้วแห้งสลับกันไป ซึ่งในระยะยาวอาจเกิดกระบวนการเฟอโรไลซีสที่มีผลทำให้ดินดอนที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังมีระดับความอุดมสมบูรณ์ต่ำลงเรื่อย ๆ จนถึงระดับที่ทำให้เกิดการขาดธาตุอาหารพืชหลายชนิดในระดับรุนแรงได้เช่น สมบัติของดิน ตารางที่ 1.2 บทที่ 1 3.2 วิธีการเขตกรรมวิธีการปลูกมันสำปะหลังเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การปลูก และการปฏิบัติต่าง ๆ ในขั้นตอนต่อมาจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต อาจมีการปฏิบัติในบางขั้นตอนไม่เหมาะสมและอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังมีปัญหาขาดธาตุอาหารพืชบางชนิดได้ได้แก่1) การใช้สารปูนไลม์กับดินกรดจัดการปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยส่วนใหญ่ปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดและมันสำปะหลังสามารถเติบโตได้ดีเพราะเป็นพืชไร่ที่มีความทนทานต่อการปลูกในดินกรด ทำให้การใช้สารปูนไลม์ (liming materials)เพื่อลดความเป็นกรดของดินที่เป็นกรดจัดที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังมีการปฏิบัติกันน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ดินที่ใช้ปลูกพืชไร่ชนิดต่างๆรวมทั้งมันสำปะหลังโดยเฉพาะดินเนื้อหยาบที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด (pH 5.1-5.5) กรดจัดมาก (pH 4.6-5.0) และเป็นกรดรุนแรงมาก (pH <4.6)(กรมพัฒนาที่ดิน, 2558a) ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาที่เกิดติดตามมาหลายประการ เช่น อาจทำให้ดินมีปัญหาขาดธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองทุกชนิดพร้อม ๆ กัน หรือขาดธาตุอาหารมากกว่าหนึ่งชนิด ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน (คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541) และอาจมีปัญหาที่เกิดจากความเป็นพิษของแมงกานีสและอะลูมินัมกับมันสำปะหลังได้ด้วย (Asher et al., 1980;Howeler, 2014; วรชาติและคณะ, 2563) ในกรณีเช่นนี้ ควรปรับปรุงปฏิกิริยาของดินเพื่อลดความเป็นกรด


- 129 -โดยการใส่สารปูนไลม์เพื่อทำให้ดินมีค่าพิสัยของระดับพีเอช (soil-pH range) ที่เหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลัง (pH 6.0-7.0) ซึ่งในการปฏิบัติดังกล่าว ต้องแน่ใจว่าจะไม่มีการใช้สารปูนไลม์ เช่น หินปูนบด ปูนขาวในปริมาณมากเกินไป (over liming) หรือมากกว่าค่าความต้องการปูนของดิน (lime requirement) ที่ต้องใช้ในการยกระดับพีเอชให้สูงขึ้นตามที่ต้องการ ทั้งนี้เพราะการใช้สารปูนไลม์ในปริมาณมากเกินความจำเป็นอาจมีส่วนเหนี่ยวนำที่ทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกเกิดการขาดธาตุอาหารพืชหลายชนิดได้เช่นกัน (lime inducednutrients deficiencies) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และโบรอน ที่ตามธรรมชาติมีอันตรกิริยา (interaction) ที่เป็นปฏิปักษ์กับธาตุแคลเซียมที่มีในปริมาณมากในสารปูนไลม์ที่ใส่ลงดิน2) การอนุรักษ์ดินและน้ำการปลูกมันสำปะหลังที่มีการปฏิบัติทุกขั้นตอนในทิศทางเดียวตลอดฤดูปลูก คือ เริ่มจากการเตรียมดิน การปลูก การปรับปรุงบำรุงดินรวมทั้งการใช้ปุ๋ย การควบคุมวัขพืช และการอารักขาพืชทั้งทางด้านโรค และแมลงศัตรู ถ้าเป็นการปลูกในพื้นที่ที่มีความลาดเทโดยไม่มีการใช้มาตรการใด ๆในการอนุรักษ์ดินและน้ำพร้อม ๆ กันไปด้วยในช่วงฤดูปลูก อาจทำให้มีปัญหาที่เกิดจากการกร่อนดิน (soil erosion) และการไหลบ่าของน้ำบนผิวหน้าดิน (water runoff) แล้วทำให้เกิดการสูญเสียน้ำฝนและมวลดินในปริมาณมาก รวมทั้งปุ๋ย และ/หรือสารปรังปรุงดินที่ใส่ลงดิน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกมีประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยที่ใส่น้อยลงโดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ดินเกิดความเสื่อมโทรมและขาดธาตุอาหารพืชหลายชนิด และรวมทั้งอินทรียวัตถุในดินที่โดยทั่วไปจะมีอยู่ในดินชั้นบนมากกว่าในดินชั้นล่างที่เกิดการสูญเสียไปพร้อมกับมวลดินของหน้าดินบนโดยกระบวนการกร่อนดิน ดังนั้น เพื่อลดปัญหาดังกล่าว การปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ลาดเทควรปฏิบัติพร้อม ๆกันทั้ง 2 แนวทางหรือทั้ง 2 ทิศทาง คือ เมื่อมีการเตรียมดิน การปลูก การปรับปรุงบำรุงดินรวมทั้งการใช้ปุ๋ยและ/หรือการใช้สารปรับปรุงดิน การควบคุมวัขพืช โรคพืช และแมลงศัตรู จะต้องใช้วิธีการปฏิบัติที่มีการเพิ่มขั้นตอนในการอนุรักษ์ดิน และน้ำโดยวิธีการที่เหมาะสมไปพร้อม ๆ กันด้วย เช่น การใช้มาตรการวิธีกลในการเตรียมดินโดยการยกร่องปลูกตามแนวระดับ การใช้มาตรการวิธีพืช เช่น การใช้หญ้าแฝก หรือการใช้สารปรับปรุงดินบางชนิด เช่น ฟอสโฟยิปซัม เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการสูญเสียมวลดินโดยกระบวนการกร่อนดินลดปัญหาการเกิดแผ่นแข็งปิดผิวดิน (soil seal) เพื่อเพิ่มอัตราการแทรกซึมน้ำของดิน หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของดินในการเก็บเกี่ยวน้ำฝน (water harvesting efficiency) เพื่อให้มันสำปะหลังได้ใช้ประโยชน์จากน้ำฝนได้มากขึ้นแทนที่จะสูญเสียไปโดยการไหลบ่าและการระเหยบนผิวหน้าดิน3) การใช้ปุ๋ยดินที่ขาดธาตุอาหารพืชหลายชนิดมีสาเหตุหลายประการที่เกิดจากดินที่มีสมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ และสมบัติทางชีวภาพบางประการไม่เหมาะสม เช่น เป็นดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ มีสมบัติระบายน้ำ และระบายอากาศไม่สมดุล อุ้มน้ำได้มากหรือน้อยเกินไป มีความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (cation exchangecapacity) ต่ำ ฯลฯ และในการปลูกมันสำปะหลังมีการใช้ปุ๋ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ปุ๋ยเคมีชนิดเดียวอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนั้น ในการใช้ปุ๋ยเคมีชนิดที่ให้ธาตุอาหารหลัก (N,P,K) เป็นชนิดปุ๋ยเคมีที่ไม่มีธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมชนิดใด ๆ เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ทำให้ในระยะยาว


- 130 -หลังจากที่มีการปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง มันสำปะหลังอาจมีปัญหาขาดธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมหลายชนิดพร้อม ๆกันได้ โดยเฉพาะธาตุกำมะถัน สังกะสี และโบรอนที่ดินปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยมักมีปัญหาการขาดในพื้นที่ต่าง ๆ มากกว่าธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส และทองแดง ดังนั้นถ้าจะใช้ปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลังโดยไม่ใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือสารปรับปรุงดินชนิดใด ๆ ที่มีกำมะถัน สังกะสี และ/หรือโบรอนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ควรใช้ปุ๋ยเคมีที่มีกำมะถัน สังกะสี และ/หรือโบรอนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยเสมอ เช่น ถ้าดินที่ปลูกมันสำปะหลังขาดกำมะถัน ควรใช้ปุ๋ยเดี่ยวในรูปปุ๋ยแอมโมเนียม ซัลเฟตสูตร21-0-0+24S แทนการใช้ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 หรือการใช้ปุ๋ยผสมสูตร 15-7-18+11.2S แทนการใช้ปุ๋ยผสมสูตรเดียวกันหรือสูตรใกล้เคียงที่ไม่มีกำมะถัน หรือใช้ปุ๋ยผสมชนิดธรรมดาหรือชนิดพรีเมียมเกรดที่มีสังกะสี และ/หรือโบรอนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ยกเว้นจะมีการใช้ปุ๋ยกำมะถันทางดินโดยตรงหรือใช้ปุ๋ยสังกะสีหรือปุ๋ยโบรอนกับมันสำปะหลังทางดิน ทางใบหรือทางท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง4. วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน4.1 การสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชของมันสำปะหลังในภาพรวมที่จะเห็นได้จากลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิดที่แสดงในภาพสีที่ 1-29 ชนิดธาตุอาหารที่เมื่อมันสำปะหลังที่ปลูกดูดใช้จากดินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการจนถึงระดับที่แสดงลักษณะอาการขาดออกมาให้เห็นได้ด้วยสายตาอย่างชัดเจนและสามารถวินิจฉัยได้ง่ายที่สุดคือธาตุเหล็กสำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างโดยเฉพาะในดินเนื้อปูน (calcareous soil) (ภาพสีที่ 18) และธาตุสังกะสีสำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างที่มีปริมาณสังกะสีในรูปที่เป็นประโยชน์ต่ำ(ภาพสีที่22 ภาพสีที่ 23) ซึ่งสำหรับธาตุอาหารพืชทั้ง 2 ชนิดนี้(เหล็ก สังกะสี) ลักษณะอาการขาดของมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาเป็นลักษณะอาการขาดที่ชัดเจนที่สามารถสรุปได้ว่ามันสำปะหลังขาดเหล็กหรือขาดสังกะสีจริง ไม่จำเป็นต้องประเมินโดยใช้วิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วยแบบบูรณาการ ได้แก่ วิธีการวิเคราะห์ดิน วิธีการวิเคราะห์พืช และวิธีการทดสอบทางชีวภาพสำหรับธาตุอาหารพืชชนิดอื่น ๆ ทั้ง 9 ชนิด ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน แมงกานีส ทองแดง และโบรอนนั้น ถ้าดินมีปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชเหล่านี้ในระดับปานกลาง ค่อนข้างน้อยหรือขาดไม่รุนแรง มันสำปะหลังที่ปลูกในไร่มักไม่แสดงลักษณะอาการขาดทางใบและทางต้นให้เห็นอย่างชัดเจน หรือไม่แสดงลักษณะอาการออกมาให้เห็น ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ามันสำปะหลังที่ปลูกไม่ขาดธาตุอาหารพืชเหล่านี้ แต่การขาดธาตุอาหารพืชชนิดใดชนิดหนึ่งหรือขาดหลายชนิดพร้อม ๆ กันของมันสำปะหลัง อาจเป็นลักษณะอาการขาดแบบซ่อนเร้น (hidden hunger)ที่มันสำปะหลังไม่แสดงลักษณะอาการขาดทางใบและทางต้นออกมาให้เห็นได้ด้วยสายตา ดังนั้นในการประเมินปริมาณความเป็นประโยชน์ในดินของธาตุอาหารพืชชนิดต่าง ๆ เหล่านี้ ควรประเมินโดยใช้วิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วยแบบบูรณาการ ได้แก่ วิธีการวิเคราะห์ดิน วิธีการวิเคราะห์พืช และวิธีการทดสอบทางชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่มันสำปะหลังที่ปลูกขาดธาตุอาารพืชมากกว่า 1 ชนิดพร้อม ๆ กัน การประเมินโดยใช้วิธีการ


- 131 -ต่าง ๆ ร่วมกันแบบบูรณาการ ได้แก่ วิธีการวิเคราะห์ดิน วิธีการวิเคราะห์พืช และวิธีการทดสอบทางชีวภาพจะทำให้ผลการวินิจฉัยว่าดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดใดหรือไม่ ขาดมากหรือน้อยเพียงใดมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ดินมีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำมากหรือดินขาดรุนแรง มันสำปะหลังที่ปลูกในสภาพไร่อาจแสดงลักษณะอาการขาดทางใบ และต้นให้เห็นอย่างค่อนข้างเด่นชัดเช่นกัน โดยเฉพาะลักษณะอาการขาดไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ส่วนลักษณะอาการขาดแมงกานีสทางใบและต้นมักพบในดินที่มีการระบายอากาศดีเกินไป และในช่วงที่เกิดสภาวะแห้งแล้ง สำหรับในกรณีของทองแดงมันสำปะหลังที่ปลูกในดินแร่ (mineral soil) โดยทั่วไปมักไม่แสดงลักษณะอาการขาดทางใบและต้นให้เห็น ยกเว้นการปลูกมันสำปะหลังในดินอินทรีย์ (organic soil) ประเภทดินพรุ (peat soil) ที่มันสำปะหลังที่ปลูกจะแสดงลักษณะอาการขาดชัดเจนมาก (Chew et al.,1978a)4.2 การประเมินจากผลวิเคราะห์ดินนอกเหนือจากวิธีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารทางต้นและใบของมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่แล้ว วิธีการประเมินที่เกษตรกรหรือผู้ปลูกมันสำปะหลังนิยมใช้มากที่สุดคือการวิเคราะห์สมบัติของดินดังที่ได้กล่าวถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิดที่ประกอบด้วยกลุ่มธาตุอาหารหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กลุ่มธาตุอาหารรอง (secondary nutrient elements) 3 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และกลุ่มธาตุอาหารเสริม 5 ชนิด ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดงและโบรอน เกษตรกรที่ส่งตัวอย่างดินวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต้องการวิเคราะห์เพื่อประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารหลักเป็นสำคัญและมีเกษตรกรจำนวนน้อยมากที่ขอรับบริการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมในดินด้วยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในหัวข้อเกี่ยวกับสมบัติและพฤติกรรมของไนโตรเจนในดิน ในทางวิชาการ การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดินสำหรับปลูกพืชไร่ในดินดอน (upland soil) รวมทั้งมันสำปะหลัง โดยทั่วไป นิยมประเมินโดยการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินมากกว่าการวิเคราะห์ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (total nitrogen) และ/หรือปริมาณไนโตรเจนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ทันที คือไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียม-ไนโตรเจน (NH4-N) และไนเตรท-ไนโตรเจน (NO3-N) ซึ่งสำหรับปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับต่ำมากถึงระดับสูงที่มีค่าพิสัยน้อยกว่าร้อยละ 1 ถึงมากกว่าร้อยละ 4 ตามลำดับนั้น ค่าปริมาณในระดับวิกฤติ คือ ร้อยละ 3.2 (ตารางที่ 5.3) ซึ่งเป็นค่าปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่ให้ผลผลิตสัมพัทธ์ (relative yield) ของมันสำปะหลังร้อยละ 90-95 ของผลผลิตสูงสุด (Howeler, 2014) หรือหมายความว่า ถ้าดินมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.2 และสมบัติของดินในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีผลที่เป็นข้อจำกัดต่อการเกิดกระบวนการมิเนอรัลไลเซชันของไนโตรเจน (nitrogen mineralization process) ในรูปสารประกอบอินทรีย์ในดิน เช่น ไม่ได้เป็นดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรง ฯลฯ ปริมาณการปลดปล่อยออกมาของไนโตรเจนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ทันทีน่าจะมีปริมาณมากเพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลัง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเกี่ยวกับสมบัติของดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยและวิธีการ


- 132 -เขตกรรมที่เกษตรกรปฏิบัติกันโดยทั่วไป (traditional practices) เชื่อว่าไม่มีที่ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังมาอย่างยาวนานแปลงไหนหรือในบริเวณใดที่มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.2 และจากความเป็นจริงเช่นกันที่ว่าไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารพืชที่มันสำปะหลังมีความต้องการในปริมาณมากที่สุด และถ้าเมื่อใดที่มีปรากฏอยู่ในดินในรูปที่พืชดูดใช้ได้ทันที (NH4-N,NO3-N) จะเกิดการสูญเสียโดยกระบวนการต่างๆ ได้ง่าย รวดเร็ว และในปริมาณมาก ดังนั้น อาจกล่าวในภาพรวมได้ว่าดินในทุกพื้นที่ที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยเป็นดินที่มีปริมาณไนโตรเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของมันสำปะหลังและการปลูกมันสำปะหลังจะต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจนทุกครั้ง เช่น ถ้าจะใช้ปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลังในรูปปุ๋ยผสม ปุ๋ยเคมีที่ใช้ต้องเป็นปุ๋ยเคมีที่มีธาตุปุ๋ยไนโตรเจนด้วยเสมอ ถึงแม้ว่าดินที่ใช้ปลูกจะมีปริมาณอินทรียวัตถุมากกว่าค่าวิกฤติคือมากกว่าร้อยละ 3.2 ก็ตาม ซึ่งสำหรับปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่ระดับวิกฤติที่มีค่าร้อยละ 3.2 ที่นำเสนอโดย Howeler (2014) นั้น โดยเฉลี่ยจะมีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดประมาณร้อยละ 5 หรือมีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (total nitrogen) ประมาณร้อยละ 0.16 ที่อาจถือได้ว่าเป็นแหล่งที่มาที่สำคัญที่จะปลดปล่อยไนโตรเจนในรูปที่เป็นประโยชน์ออกมาให้พืชดูดใช้โดยกระบวนการไนโตรเจนมิเนอรัลไลเซชัน แต่ในสภาพที่เป็นจริงตามธรรมชาติ ปริมาณไนโตรเจนที่ถูกปลดปล่อยออกมาไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ในเชิงบวกโดยตรงกับปริมาณอินทรียวัตถุในดินหรือกับปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งหมายความว่า ดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุสูงไม่ใช่ว่าจะปลดปล่อยไนโตรเจนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ออกมาสูงด้วยเสมอไป ทั้งนี้เพราะกระบวนการไนโตรเจน มิเนอรัลไลเซชัน เป็นกระบวนการทางชีวเคมีที่เกิดจากบทบาทของจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องในดิน ซึ่งถ้าดินมีสมบัติหรือมีสภาพแวดล้อมในดินไม่เหมาะสมต่อกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินโดยเฉพาะ สมบัติความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความชื้นในดิน การระบายอากาศ และระดับอุณหภูมิในดิน ไนโตรเจนในรูปที่พืชดูดใช้ได้ที่จะถูกปลดปล่อยออกมาโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในกระบวนการดังกล่าวอาจมีปริมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นแม้ว่าดินจะมีปริมาณอินทรียวัตถุสูงก็ตาม เช่น สูงกว่าค่าวิกฤติ คือร้อยละ 3.2 หรือมีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดประมาณร้อยละ 0.16 ดังกล่าวแล้วข้างต้นสำหรับปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในรูปที่พืชดูดใช้ได้ในดิน (ฟอสฟอรัส : H2P04-,HPO2-; โพแทสเซียม: K+) ผลการวิจัยจำนวนมากได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าค่าวิกฤติของฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ และโพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน คือ 7 มก./กก. และ 55 มก./กก. ตามลำดับ Howeler (2014)(ตารางที่ 2.5 หรือ ตารางที่ 5.3 และ ตารางที่ 2.7 หรือ ตารางที่ 5.3 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ในการใช้ประโยชน์จากค่าวิเคราะห์ดินเพื่อกำหนดอัตราปุ๋ยเคมีที่จะใช้กับมันสำปะหลัง ถ้าผู้ใช้หรือเกษตรกรจะกำหนดปริมาณการใช้ด้วยตนเอง ควรใช้ค่าวิเคราะห์ปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์และโพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ในดินที่ระดับต่ำ (ฟอสฟอรัส: 2-4 มก./กก.; โพแทสเซียม: 39-59 มก./กก.) ถึงต่ำมาก (ฟอสฟอรัส: <2 มก./กก.; โพแทสเซียม: <39 มก./กก.) เป็นหลัก (ตารางที่ 2.5 และ 2.7ตามลำดับ) ไม่ควรใช้ค่าพิสัยของปริมาณฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ในดินในระดับปานกลาง (ฟอสฟอรัส : 4-15 มก./กก.)(ตารางที่ 2.5) เป็นแนวทางประกอบการพิจารณา ทั้งนี้เพราะสำหรับฟอสฟอรัส ค่าพิสัยในช่วงเพดานบน(8-15 มก./กก.) ของปริมาณฟอสฟอรัสในระดับปานกลางมีค่าสูงกว่าค่าวิกฤติ(7 มก./กก.) และการใช้ปุ๋ยเคมี


- 133 -ที่มีธาตุอาหารหลักทั้ง 2 ชนิดที่ดินขาดในระดับต่ำและต่ำมาก น่าจะทำให้มันสำปะหลังแสดงการตอบสนองต่อธาตุปุ๋ยทั้ง 2 ชนิดที่ใช้อย่างมีนัยสำคัญและมีผลทำให้การใช้ปุ๋ยเคมีเกิดผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า หรือเพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติ เกษตรกรอาจใช้ทางเลือกในอีกแนวทางหนึ่ง คือ การใช้ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักทั้ง 2 ชนิดตามค่าวิเคราะห์ดินที่แนะนำโดยกรมวิชาการเกษตร (2564) (ตารางที่ 5.12)สำหรับธาตุอาหารรอง ความเป็นประโยชน์ในดินในระดับต่าง ๆ (ต่ำมาก ต่ำ ปานกลาง สูง) ของแคลเซียมมีปริมาณมากกว่าแมกนีเซียมและกำมะถัน ตามลำดับ (ตารางที่ 5.3) อย่างไรก็ตาม ดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาขาดอาหารรองในรูปแคลเซียมและแมกนีเซียม แต่มักมีปัญหาขาดกำมะถันไม่มากก็น้อยกับดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังในหลาย ๆ พื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นส่วนการวิเคราะห์เพื่อจำแนกปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารเสริมในดินในระดับต่าง ๆโดยเฉพาะกับกลุ่มธาตุอาหารเสริมในรูปแคตไอออน (cation) ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดงนั้นในที่นี้ ดังจะเห็นได้จากข้อมูลที่นำเสนอในตารางที่ 5.3 ซึ่งเป็นผลการศึกษาของ วรชาติและคณะ (2563) ที่ได้จากการวิเคราะห์ปริมาณเหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดงในตัวอย่างใบมันสำปะหลังที่อ่อนที่สุดที่พึ่งขยายตัวเต็มที่ (ใบ YFEL) และในตัวอย่างดิน 8 ชุดดิน (soil series) รวมจำนวน 102 ตัวอย่างในแปลงปลูกมันสำปะหลังรวม 34 แปลงที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ รวม 9 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมาที่มันสำปะหลังที่ปลูกให้ผลผลิตเฉลี่ยแตกต่างกัน 3 ระดับ คือ พื้นที่ปลูกและชุดดินที่ให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ยสูง (>3.72 ตัน/ไร่) ปานกลาง (2.94-3.72 ตัน/ไร่) และต่ำ (<2.94 ตัน/ไร่) โดยในการวิเคราะห์ปริมาณเหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดงในดินใช้วิธี DTPA (Lindsay and Norvell,1978) ที่ประกอบไปด้วยน้ำยาของสารเคมีในรูป0.005M DTPA+0.1M Triethanolamine+0.01M CaCl2,pH 7.3 ในการสกัดปริมาณธาตุอาหารเสริมที่มีประจุบวกทั้ง 4 ชนิดแทนที่จะนำเสนอผลการจำแนกระดับความมากหรือน้อยของธาตุอาหารเสริมในดินโดย Howeler (2002,2014) ที่สกัดโดยใช้วิธี Mehlich-1 ที่ประกอบไปด้วยน้ำยาของสารเคมีในรูป 0.05M HCl+0.0125M H2SO4ในการสกัดปริมาณเหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดงในดิน ทั้งนี้เพราะวิธี DTPA เป็นวิธีการที่องค์การอาหารและการเกษตรหรือองค์การเอฟ เอ โอ (FAO) แนะนำให้ใช้วิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารเสริมทั้ง 4 ชนิด (Lindsay and Norvell, 1978; Motsara and Ray, 2008; Sims and Johnson, 1991)และในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2569) วิธี DTPA เป็นวิธีการวิเคราะห์ปริมาณเหล็ก แมงกานีส สังกะสี และทองแดงในดินที่นิยมใช้ในห้องปฏิบัติการในประเทศต่าง ๆ มากที่สุดรวมทั้งในประเทศไทย (Kihara et al., 2020;Lindsay and Norvell, 1978; Moreno-Jimenez et al., 2022) อย่างไรก็ตาม ยกเว้นธาตุเหล็ก ผลการศึกษาของวรชาติและคณะ (2563) ยังพบด้วยว่าปริมาณแมงกานีส สังกะสี และทองแดงในดินที่สกัดได้โดยใช้วิธี DTPA มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับปริมาณแมงกานีส สังกะสี และทองแดงในดินที่สกัดได้โดยใช้วิธีMehlich-1 ที่ Howeler (2014) ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อจำแนกและรายงานผลเกี่ยวกับปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารเสริมในดินในระดับต่าง ๆ ไว้แล้ว (ค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R2)=0.869, 0.888,0.701 ตามลำดับ) ทั้งนี้จะเห็นได้จากค่าปริมาณธาตุอาหารเสริมทั้ง 3 ชนิด (แมงกานีส สังกะสี และทองแดง)


- 134 -ในระดับต่าง ๆ และรวมทั้งของเหล็ก (ค่า R2=0.47) ที่ได้จำแนกและนำเสนอไว้ในตารางที่ 5.4 ที่พบว่าปริมาณแมงกานีส สังกะสี และทองแดงในดินที่สกัดได้โดยวิธีMehlich-1 และวิธี DTPA มีค่าใกล้เคียงกันมาก หรืออาจจะใช้เทียบเคียงกันได้ หรือในอีกนัยหนึ่ง การวิเคราะห์ปริมาณแมงกานีส สังกะสี และทองแดงที่สกัดได้ในดินน่าจะใช้วิธีMehlich-1 หรือวิธี DTPA วิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้ อย่างไรก็ตาม และเพื่อความถูกต้องในทางวิชาการถ้าจะใช้วิธีการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารเสริมวิธีใด ควรนำผลวิเคราะห์ที่ได้มาแปลผลกับค่าระดับชั้นของความมากหรือน้อยที่ได้มีการจำแนกโดยวิธีการวิเคราะห์ดินนั้น ๆ ไว้แล้ว เช่น ถ้าจะวิเคราะห์ปริมาณแมงกานีส สังกะสี และทองแดงที่สกัดได้ในดินโดยใช้วิธีDTPA ก็ควรแปลผลค่าวิเคราะห์ที่ได้กับค่าระดับชั้นของความมากหรือน้อยที่มีการจำแนกโดยใช้ค่าวิเคราะห์ดินที่ได้จากวิธี DTPA ที่นำเสนอในตารางที่ 5.3 ไม่ควรแปลผลของค่าวิเคราะห์ดินที่ได้จากการใช้วิธีDTPA กับค่าระดับชั้นของความมากหรือน้อยที่จำแนกมาจากวิธีการวิเคราะห์ดินโดยใช้วิธี Mehlich-1 ที่ได้มีรายงานไว้โดย Howeler (2014) สำหรับธาตุเหล็กนั้น แม้ว่าค่า R2จะให้ค่าต่ำ คือ R2เท่ากับ 0.47 ก็ตาม แต่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r-value) ที่คำนวณได้ก็ให้ค่า r (r=0.59) ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าค่าปริมาณเหล็กที่สกัดได้โดยวิธีการวิเคราะห์ทั้ง 2 วิธี(วิธี DTPA และวิธี Mehlich-1) มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกในระดับที่น่าจะยอมรับได้เช่นกัน รวมทั้งค่าวิเคราะห์ที่แสดงระดับและปริมาณความเป็นประโยชน์ของเหล็กในดินที่ได้จำแนกและนำเสนอไว้ในตารางที่ 5.3เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารเสริมในดินในระดับต่าง ๆจะเห็นได้ว่าเหล็กและแมงกานีสที่วิเคราะห์ได้มีปริมาณใกล้เคียงกันและมีปริมาณสูงกว่าปริมาณสังกะสี ทองแดง และโบรอนในดินอย่างเด่นชัดมาก (ตารางที่ 5.3) ซึ่งสำหรับปริมาณความเป็นประโยชน์ในดินของธาตุอาหารรองทั้ง 3 ชนิด (Ca,Mg,S) และธาตุอาหารเสริมทั้ง 5 ชนิด (Fe,Mn,Zn,Cu,B) นั้น ระดับเชิงปริมาณในดินที่ควรใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงบำรุงดิน ควรใช้ค่าเชิงปริมาณในระดับต่ำถึงต่ำมากเป็นหลัก หรืออาจใช้ค่าเชิงปริมาณในระดับค่าวิกฤติในกรณีของธาตุอาหารพืชในรูป แคลเซียม กำมะถัน แมงกานีส และสังกะสี ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (2564) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับดุลยพินิจของเกษตรกรและผลที่คาดว่าจะได้จากการใช้มาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวว่า วิธีการปฏิบัติในแนวทางใดน่าจะให้ผลดีมากหรือน้อยกว่ากัน4.3 การประเมินจากผลวิเคราะห์พืชการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยการวิเคราะห์พืช เช่น การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบ และ/หรือในต้นของมันสำปะหลัง เป็นวิธีการที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปฏิบัติกัน ทั้งนี้เพราะมีข้อจำกัดหลายประการทั้งทางด้านการเก็บและการเตรียมตัวอย่างพืชที่จะส่งวิเคราะห์ การวิเคราะห์ตัวอย่างพืชมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลายาวนานในการวิเคราะห์และการรายงานผลการวิเคราะห์ให้กับผู้ขอรับการบริการ รวมทั้งข้อจำกัดอื่น ๆ เช่น ความรอบรู้ของเกษตรกรในการแปลผล


- 135 -ตารางที่5.3 ระดับและปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินอินทรียวัตถุและชนิดธาตุอาหารพืชระดับและปริมาณความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินต่ำมาก ต่ำ ปานกลาง ระดับวิกฤติ สูง สูงมากอินทรียวัตถุและธาตุอาหารหลักอินทรียวัตถุ (%)1<1 1-2 2-4 3.22(<0.65) 3,4>4 -ฟอสฟอรัส(มก./กก.)<2 2-4 4-15 7(<7.0) 3>15 -โพแทสเซียม(มก./กก.)<39 39-59 59-98 55(<30)3>98 -ธาตุอาหารรอง (มก./กก.)แคลเซียม <98 98-391 391-1,955 (50)3>1,955 -แมกนีเซียม <78 78-156 156-391 - >391 -กำมะถัน <20 20-40 40-70 (8)3)] >70 -ธาตุอาหารเสริม (มก./กก.)เหล็ก5<9.2 9.2-21 21-139 - >139 -แมงกานีส5<7 7-12 12-102 (<5.9)3102-253 >253สังกะสี5<0.41 0.41-0.93 0.93-4.4 (<1)34.4-37 >37ทองแดง5<0.44 0.44-0.69 0.69-1.5 - 1.5-6.4 >6.4โบรอน <0.20 0.20-0.50 0.50-1.0 - 1-2 >2หมายเหตุ:1ปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่ใช้เป็นตัวชี้วัดระดับความเป็นประโยชน์ของไนโตรเจนในดิน 2ค่าวิกฤติของปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่ให้ผลผลิตสัมพัทธ์ของมันสำปะหลังร้อยละ 90-95 ของผลผลิตสูงสุดซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดประมาณ 0.16 เปอร์เซ็นต์หรือร้อยละ 5 ของปริมาณอินทรียวัตถุในดิน 3 กรมวิชาการเกษตร (2564) 4ใช้บรรทัดฐานในการจำแนกระดับค่าวิกฤติของปริมาณอินทรียวัตถุในดินแตกต่างจาก 2 5จากรายงานผลการวิจัยของ วรชาติและคณะ (2563) ที่วิเคราะห์ปริมาณเหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง ที่สกัดได้ในดินโดยวิธี DTPA (Lindsay and Norvell,1978)ที่มา: Howeler (2014)


- 136 -ตารางที่ 5.4 ระดับเชิงปริมาณของธาตุอาหารเสริมในดินที่จำแนกจากค่าที่วิเคราะห์ได้จากวิธี Mehlich-1 และวิธี DTPA และความสัมพันธ์ระหว่างค่าวิเคราะห์ที่ได้จากวิธีการวิเคราะห์ทั้งสองวิธีการระดับเชิงปริมาณของธาตุอาหารเสริมในดินเหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดงMeh.-11 DTPA2 Meh.-1 DTPA Meh.-1 DTPA Meh.-1 DTPAต่ำมาก <1 <9.2 <5 <7 <0.5 <0.41 <0.1 <0.44ต่ำ 1-10 9.2-21 5-10 7-12 0.5-1 0.41-0.93 0.1-0.3 0.44-0.69ปานกลาง 10-100 21-139 10-100 12-102 1-5 0.93-4.4 0.3-1 0.69-1.5สูง >100 <139 100-250 102-253 5-50 4.4-37 1-5 1.5-6.4สูงมาก - - >250 >253 >50 >37 >5 >6.4ค่าสัมประสิทธ์การกำหนด(R2)30.47 0.87 0.89 0.70หมายเหตุ:1วิธี Mehlich-1(Mehlich,1953) 2วิธี DTPA (Lindsay and Norvell,1978) 3ค่าสัมประสิทธ์การกำหนด (Co-efficient of Determination) หรือค่า R2ระหว่างค่าวิเคราะห์ที่ได้จากวิธี Mehlich-1 และวิธี DTPAที่มา: วรชาติและคณะ (2563)การวิเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ที่โดยทั่ว ๆไปผู้วิเคราะห์หรือผู้ให้การบริการไม่แปลผลให้อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่การใช้ผลที่ได้จากวิธีการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน โดยใช้วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของใบหรือต้นมันสำปะหลัง และผลที่ได้จากการวิเคราะห์ดินมีความไม่ชัดเจน วินิจฉัยยาก หรือให้ผลขัดแย้งไม่สอดคล้องกัน การวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในตัวอย่างพืช เช่น ในใบอ่อนที่สุดที่พึ่งแผ่ขยายเต็มที่ (ใบ YFEL) ของมันสำปะหลังที่ระยะประมาณ 3-4 เดือนหลังปลูกอาจช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประเมินได้มากขึ้นโดยการพิจารณาพร้อม ๆ กันไปแบบบูรณาการทั้ง 3 วิธีการ ซึ่งสำหรับความเข้มข้นหรือความมากหรือน้อยของธาตุอาหารพืชในใบมันสำปะหลังทั้ง 11 ชนิดที่นำเสนอโดย Howeler(2014) และได้นำมาแสดงไว้ในตารางที่ 5.5 นั้น ค่าปริมาณธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ธาตุอาหารรอง (Ca,Mg,S)และธาตุอาหารเสริม (Fe,Mn,Zn,Cu,B) ที่เป็นค่าพิสัยในระดับเพียงพอ และ/หรือเป็นค่าในระดับวิกฤติ จะเห็นได้ว่าธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ชนิดมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะฟอสฟอรัสที่มีความเข้มข้นในใบ (0.41%)ใกล้เคียงกับปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารรองทั้ง 3 ชนิด ส่วนธาตุอาหารเสริมทั้ง 4 ชนิด ความเข้มข้นในใบที่มีค่าพิสัยในระดับเพียงพอ และในระดับค่าวิกฤติของแมงกานีส สังกะสี และโบรอนมีปริมาณความเข้มข้นไม่แตกต่างกันมาก ส่วนความเข้มข้นของทองแดงปรากฏว่ามีความเข้มข้นต่ำที่สุด ซึ่งค่าความเข้มข้นในระดับต่าง ๆ ของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิดที่แสดงในตารางที่ 5.5 นั้น การวินิจฉัยเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดควรพิจารณาจากค่าความเข้มข้นในระดับขาดและขาดมากเป็นหลัก โดยเฉพาะค่าความเข้มข้นในระดับขาดมาก มากกว่าการพิจารณาในระดับต่ำที่ยังอาจไม่ใช่ระดับความเข้มข้นที่มีความชัดเจนมากพอในการที่จะสรุปว่ามันสำปะหลังขาดธาตุอาหารพืชชนิดนั้น ๆ อย่างมีนัยสำคัญและควรมีการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหา


- 137 -ตารางที่5.5 ความเข้มข้นที่เป็นค่าชี้วัดระดับความมากหรือน้อยของธาตุอาหารพืชในใบมันสำปะหลังธาตุอาหารพืช ความเข้มข้นและระดับความมากหรือน้อยของธาตุอาหารพืชในใบมันสำปะหลังขาดมาก ขาด ต่ำ เพียงพอ ระดับวิกฤติ สูงธาตุอาหารหลัก(%)ไนโตรเจน <4.0 4.1-4.8 4.8-5.1 5.1-5.81>5.8ฟอสฟอรัส <0.25 0.25-0.36 0.36-0.38 0.38-0.50 0.413>0.50โพแทสเซียม <0.85 0.85-1.26 1.26-1.42 1.42-1.88 1.5031.88-2.402ธาตุอาหารรอง (%)แคลเซียม <0.25 0.25-0.41 0.41-0.50 0.50-0.72 0.60-0.6430.72-0.882แมกนีเซียม <0.15 0.15-0.22 0.22-0.24 0.24-0.29 0.294>0.29กำมะถัน <0.20 0.20-0.27 0.27-0.30 0.30-0.36 0.325>0.36ธาตุอาหารเสริม (มก./กก.)เหล็ก <100 100-110 110-120 120-140 - 140-2002แมงกานีส <30 30-40 40-50 50-150 506150-2502สังกะสี <25 25-32 32-35 35-57 33357-1202ทองแดง <1.5 1.5-4.8 4.8-6.0 6.0-10 6.0610-152โบรอน <7.0 7.0-15 15-18 18-28 35628-642หมายเหตุ:1ค่าพิสัยในระดับเพียงพอที่อาจถือได้ว่าเป็นค่าพิสัยของระดับวิกฤติในใบด้วย 2ถ้าความเข้มข้นสูงกว่าค่าเพดานบนของค่าพิสัยจะเป็นพิษกับมันสำปะหลัง 3CIAT (1985), 4 Howeler (1985), 5 Howeler (1978), 6 Howeler et al. (1982)ที่มา: Howeler (2014)4.4 การประเมินจากผลการทดสอบกับพืชดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้น การทดสอบทางชีวภาพ (biological test) เช่น โดยการทดลองเพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีทางดินโดยใช้ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารพืชชนิดที่ต้องการประเมิน เป็นวิธีการที่อาจถือได้ว่าน่าจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีความน่าเชื่อถือได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินโดยวิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืช วิธีการวิเคราะห์ดิน และวิธีการวิเคราะห์พืช โดยเฉพาะอย่างยิง ถ้านำผลการทดลองในไร่ที่ได้ที่พบว่ามันสำปะหลังที่ปลูกแสดงการตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีที่ใช้อย่างเด่นชัดมาใช้ประโยชน์ในการกำหนดชนิดและอัตราปุ๋ยเคมีที่จะใช้กับมันสำปะหลังที่จะปลูกในฤดูเพาะปลูกต่อไปในบริเวณพื้นที่ที่มีการทดสอบ ในพื้นที่ใกล้เคียงในบริเวณเดียวกันหรือในพื้นที่ปลูกบริเวณอื่นๆที่มีสภาพพื้นที่(landform) เหมือนกัน และเป็นชนิดดินที่เป็นชุดดิน (soil series) หรือกลุ่มดิน (great group) เดียวกันการทดสอบทางชีวภาพเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่นิยมทดสอบโดยตรงโดยการใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้


- 138 -ธาตุอาหารหลัก (N,P,K) เป็นสำคัญ ทั้งนี้เพราะเป็นชนิดกลุ่มธาตุอาหารที่มันสำปะหลังต้องการในปริมาณมากและดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่วไปมีปัญหาขาดธาตุอาหารหลักโดยเฉพาะไนโตรเจน และโพแทสเซียม มากกว่าธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าผลการทดลองพบว่ามันสำปะหลังแสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมและปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 ในอัตราต่าง ๆ อย่างชัดเจนมากดังแสดงในภาพกราฟเส้นด้านซ้ายมือและด้านขวามือตามลำดับ (ภาพที่ 5.2) แสดงว่าดินที่ปลูกขาดโพแทสเซียมและขาดธาตุอาหารหลักมากกว่า 1 ชนิดหรือทั้ง 3 ชนิดอย่างชัดเจนมากตามลำดับ ซึ่งจากผลการทดลองที่ได้ในลักษณะนี้ ไม่จำเป็นต้องยืนยันผลการประเมินโดยการวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารหลักในดินโดยวิธีการอื่น ๆ อีกภาพที่5.2 ผลตอบสนองของมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ต่ออัตราปุ๋ยโพแทสเซียม (a) และของ พันธุ์ระยอง 60 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ต่ออัตราปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 (b)ที่มา: อัญชลีและธนูชัย (2554) (a), ปิยะ (2537) (b) สำหรับกลุ่มธาตุอาหารรอง (Ca,Mg,S) การทดสอบทางชีวภาพเพื่อประเมินระดับความเป็นประโยชน์ในดินยังมีการปฏิบัติกันน้อย ทั้งนี้เพราะดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาขาดแคลเซียม และแมกนีเซียม ยกเว้นดินเนื้อหยาบที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัด มีปริมาณอะลูมินัมสูงและมีความอ่อนไหวสูงต่อการเกิดการชะละลาย (leaching) ทั้งนี้ รวมทั้งดินเนื้อหยาบที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำที่เกิดการชะละลายของธาตุอาหารพืชได้ง่ายที่มักมีปัญหาขาดกำมะถัน ยกตัวอย่าง เช่น มีรายงานว่าดินในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเหนือรวมทั้งภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยขาดกำมะถันประมาณร้อยละ 30-40, 30-40และประมาณร้อยละ 50 ตามลำดับ (Chaiwanakupt et al., 1987) โดยเฉพาะดินชุดดินโคราช วาริน ยโสธร น้ำพอง แม่ริม และดินชุดดินห้างฉัตร (Kurmarohita et al., 1978) ทั้งนี้เพราะกำมะถันในดินในรูปซัลเฟต(SO42-) มีความอ่อนไหวมากต่อการเกิดการสูญเสียโดยกระบวนการชะละลาย ซึ่งสำหรับกำมะถัน การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ในดินปลูกมันสำปะหลัง ควรประเมินโดยวิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยอาจใช้วิธีการนี้วิธีเดียว หรือใช้ร่วมกับวิธีการอื่น ๆ ทั้ง 3 วิธีการแบบบูรณาการ ทั้งนี้เพราะนอกเหนือจากวิธีการทดสอบทางชีวภาพ ผลที่จะได้จากแต่ละวิธีการอาจไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร เช่น วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดกำมะถันของต้น และใบมันสำปะหลังที่โดยทั่วไปมีความคล้ายคลึงกับลักษณะอาการขาดไนโตรเจนมาก อัตราปุ๋ยโพแทสเซียม (กก.K2O/ไร่) อัตราปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 (กก./ไร่)


- 139 -ทำให้วินิจฉัยยาก ส่วนการใช้ผลวิเคราะห์ดินเพื่อประเมินปริมาณกำมะถันในรูปที่พืชดูดใช้ในดิน ส่วนใหญ่มักไม่วิเคราะห์กัน สำหรับการใช้ผลวิเคราะห์พืชเพื่อประเมินระดับความเข้มข้นของกำมะถันในพืชนั้น เนื่องจากค่าพิสัยของความเข้มข้นของกำมะถันในพืชในระดับพอเพียง (0.30-0.36%) และค่าวิกฤติ (0.32%) กับค่าพิสัยในระดับต่ำ (0.27-0.30%) มีความแตกต่างกันไม่มากหรือไม่เด่นชัด (ตารางที่ 5.5) จึงอาจมีผลทำให้การวินิจฉัยโดยวิธีการวิเคราะห์พืชวิธีเดียวเกิดความคลาดเคลื่อนได้ไม่มากก็น้อยยกเว้นธาตุเหล็กในดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างโดยเฉพาะดินเนื้อปูน (calcareous soil) และธาตุสังกะสีในดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างที่อาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีการประเมินโดยวิธีการวิเคราะห์ดิน วิเคราะห์พืชและวิธีการทดสอบทางชีวภาพกับมันสำปะหลัง ทั้งนี้เพราะเมื่อมันสำปะหลังขาดเหล็กและสังกะสี โดยทั่วไปจะแสดงลักษณะอาการขาดธาตุอาหารทั้ง 2 ชนิดให้เห็นได้ด้วยสายตาที่มีความชัดเจนมาก การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของแมงกานีส ทองแดง และโบรอนในดิน ถ้าเป็นการประเมินโดยการทดสอบทางชีวภาพจะมีวิธีการที่เป็นทางเลือกรวม 3 วิธีการ คือ การทดสอบกับมันสำปะหลังโดยการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางดิน การใช้ทางใบ และการใช้กับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่จะใช้ปลูก ซึ่งแต่ละวิธีการประเมินต่างก็ให้ผลลัพธ์ที่มีความชัดเจนหรือความน่าเชื่อถือมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ โดยเฉพาะระดับความรุนแรงของการขาดในดิน สมบัติของดิน สภาพแวดล้อม ความอ่อนไหว พฤติกรรม และพลวัตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของแมงกานีส ทองแดง และโบรอนในดินซึ่งเป็นกลไก (mechanism) ที่มีความซับซ้อนมากส่งผลทำให้ผลที่จะได้จากวิธีการทดสอบทางชีวภาพกับมันสำปะหลังโดยเฉพาะโดยการปลูกทดลองในไร่มักให้ผลตอบสนองไม่ชัดเจนหรือมีความแปรปรวนสูง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเหตุผลหลายประการ คือ มันสำปะหลังมีความต้องการธาตุอาหารเสริมทั้ง 3 ชนิดในปริมาณน้อยมาก โดยเฉพาะธาตุทองแดง ที่อาจเกิดการปนเปื้อนจากแหล่งที่มาอื่น ๆ ได้ไม่มากก็น้อย เช่น จากการปนเปื้อนในน้ำฝน ฝุ่นละอองในอากาศ และสารเคมีที่ใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน (ปุ๋ยเคมี สารปรับปรุงดิน ฯลฯ) และการอารักขาพืช (สารเคมีควบคุมวัชพืช โรค แมลงศัตรู ฯลฯ) ดังนั้น การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารเสริมทั้ง 3 ชนิด (แมงกานีส ทองแดง โบรอน) จึงควรใช้วิธีการให้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางท่อนพันธุ์ปลูกเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการที่พบว่าให้ผลดีสะดวก และเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก(Asher et al., 1980; วัฒนะ และคณะ, 2547; Howeler, 2014) อย่างไรก็ตามในกรณีที่ดินขาดธาตุอาหารเสริมชนิดที่จะทดสอบในระดับรุนแรงหรือในระดับที่ขาดมาก การทดสอบทางชีวภาพโดยการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางดินกับมันสำปะหลังอาจแสดงการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญได้เช่นกันจากผลที่ได้โดยเฉพาะการใช้ผลทดลองปุ๋ยทางดินร่วมกับผลการใช้ปุ๋ยทางท่อนพันธุ์อาจใช้เป็นแนวทางร่วมกันในการกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมชนิดที่ดินขาดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น 4.5 การประเมินจากวิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินทั้ง 11 ชนิดแบบบูรณาการทั้งธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ธาตุอาหารรอง (Ca,Mg,S) และธาตุอาหารเสริม (Fe,Mn,Zn,Cu,B) คือการประเมินโดยการพิจารณาจากผลที่ได้จากวิธีการประเมินทั้ง 4 วิธีการร่วมกันมากกว่า 1 วิธีการ ซึ่งสำหรับธาตุอาหารพืช แต่ละชนิดถ้าจะไม่ใช้วิธีการประเมินทั้งหมดทั้ง 4 วิธีการ จะใช้วิธีการประเมินร่วมกันกี่วิธีการ เช่น 2 วิธีการ


- 140 -หรือ 3 วิธีการและใช้วิธีการใดบ้าง ขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น ความชัดเจนและความคล้ายคลึงหรือระดับความแตกต่างของลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดที่ใบ และ/หรือที่ส่วนอื่น ๆ ของต้นมันสำปะหลังที่แสดงออกมาให้เห็นได้ด้วยสายตา เช่น การเกิดลักษณะอาการแผ่นใบเหลือง (chlorosis) เพราะมันสำปะหลังขาดไนโตรเจนและกำมะถันที่มีความคล้ายคลึงกันมาก (ภาพสีที่ 3 และภาพสีที่ 15ตามลำดับ) ทำให้วินิจฉัยลำบากว่ามันสำปะหลังขาดธาตุอาหารพืชชนิดใดแน่ หรือลักษณะอาการขาดสังกะสีที่ใบอ่อนมีขนาดเล็กผิดปกติ แผ่นใบมีสีเหลืองแต่เส้นใบยังเขียวอยู่คล้ายก้างปลา (interveinal chlorosis)ซึ่งเป็นลักษณะอาการที่ชัดเจนมาก วินิจฉัยง่าย และอาจสรุปได้ในทันทีที่พบเห็นในไร่ว่าดินขาดสังกะสี ทั้งนี้รวมทั้งความน่าเชื่อถือหรือระดับความแม่นยำของวิธีการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินและในพืช ซึ่งผลการประเมินที่ได้โดยวิธีการดังกล่าวแต่ละวิธีการอาจมีความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอเช่นกันและจำเป็นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ มากกว่า 1 วิธีการในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด วิธีการประเมินแบบบูรณาการอาจสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้1) ในกรณีที่ปลูกมันสำปะหลังในดินที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในดินเนื้อปูน(calcareous soil) และมันสำปะหลังที่ปลูกแสดงลักษณะอาการขาดธาตุเหล็กโดยเกิดใบเหลืองทั้งแผ่นใบของใบด้านบนของต้นอย่างชัดเจนทั่วทั้งพื้นที่ปลูก (ภาพสีที่ 18) ไม่จำเป็นต้องประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของเหล็กในดินโดยวิธีการอื่น ๆ ทั้ง 3 วิธีการแบบบูรณาการอีก ได้แก่ วิธีการวิเคราะห์ดิน วิธีการวิเคราะห์พืช และวิธีการทดสอบทางชีวภาพ (biological test) ทั้งนี้รวมทั้งมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดหรือเป็นด่างที่ใบแสดงลักษณะอาการขาดสังกะสีอย่างชัดเจนที่ระยะประมาณ 1-3 เดือนหลังปลูก กล่าวคือ ใบอ่อนมีขนาดเล็กผิดปกติ แผ่นใบมีสีเหลืองแต่เส้นใบยังเขียวอยู่คล้ายก้างปลา (ภาพสีที่ 21 ภาพสีที่ 22 และภาพสีที่ 23) ซึ่งไม่จำเป็นต้องประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของสังกะสีในดินโดยวิธีการอื่น ๆ ทั้ง 3 วิธีการเช่นกัน ยกเว้นในกรณีที่ลักษณะอาการขาดสังกะสีที่ปรากฏให้เห็นมีความไม่ชัดเจนมากพอที่จะสรุปผลได้ อาจต้องใช้วิธีการประเมินอื่นประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้2) นอกเหนือจากธาตุเหล็กและสังกะสี การประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชชนิดอื่นๆในดินทั้ง 9 ชนิด (N,P,K,Ca,Mg,S,Mn,Cu,B) ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของใบ และ/หรือส่วนอื่น ๆของต้นของมันสำปะหลังที่ปลูกในสภาพไร่โดยส่วนใหญ่ไม่ปรากฏลักษณะอาการให้เห็นได้อย่างชัดเจนเหมือนลักษณะอาการขาดเหล็กและสังกะสี ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารบางชนิดมีความคล้ายคลึงกัน ทำให้สับสนและวินิจฉัยยาก เช่น ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนและกำมะถันของใบดังกล่าวแล้วข้างต้น ลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมและแมงกานีส ที่แผ่นใบมันสำปะหลังมีสีเหลืองแต่เส้นใบยังมีสีเขียวอยู่คล้ายก้างปลา (ภาพสีที่ 13และภาพสีที่19 ตามลำดับ) หรือผลของการขาดแคลเซียมและโบรอนที่ต่างก็มีผลทำให้ส่วนที่เป็นยอดอ่อน ใบอ่อนและระบบรากของมันสำปะหลังมีความไม่สมบูรณ์หรือมีรูปร่างผิดปกติ (ภาพสีที่10 ภาพสีที่11 และภาพสีที่ 28ภาพสีที่ 29 ตามลำดับ) ดังนั้น ในการประเมินระดับความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชทั้ง 9 ชนิดในดิน ควรประเมินโดยใช้วิธีการต่าง ๆ แบบบูรณาการโดยควรมีหลักการในการพิจารณาดังต่อไปนี้


Click to View FlipBook Version