The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonnipa.pa, 2026-01-22 23:26:34

การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง

หนังสือเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลัง เขียนโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา ภายใต้โครงการ ศูนย์กลางความรู้และเทคโนโลยีด้านมันสำปะหลัง ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หนังสือการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อปลูกมันสำปะหลังเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อประมวลความรู้เกี่ยวกับธาตุอาหารพืชที่จำเป็นทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม โดยการเน้นสาระสำคัญทางด้านต่างๆ ได้แก่ วิธีการที่นิยมหรือควรใช้ในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดในดินอันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืช สาเหตุที่ทำให้ดินขาด และแนวทางแก้ไขปัญหาดินขาดธาตุอาหารพืชชนิดดังกล่าวและรวมทั้งสาระสำคัญในภาพรวมของธาตุอาหารพืชทั้ง 11 ชนิด เพื่อเปรียบเทียบกัน (ยกเว้นธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน นิกเกิล) นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตพืชได้มีการเรียบเรียงเกี่ยวกับวิธีการเขตกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในทุกขั้นตอนไว้ในบทที่ 6 ตั้งแต่ระยะเตรียมการก่อนปลูก การกำหนดวันที่ควรปลูก การเลือกชนิดพันธุ์ที่จะปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ การเตรียมดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการอารักขาพืช ไปถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับบทเสริมท้ายเล่ม เป็นการเขียนเพิ่มเพื่อขยายความเกี่ยวกับวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดินโดยใช้วิธีการทดสอบทางชีวภาพโดยการยกเป็นกรณีศึกษา เรื่อง การจัดตั้งแปลงทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงโดยการลดข้อผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด

Keywords: มันสำปะหลัง,ธาตุอาหารพืช,การจัดการดิน,ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม,วิธีการเขตกรรม,การเตรียมดิน

- 191 -การสนับสนุนทุนวิจัยจากองค์การ สวก. ซึ่งผลการวิจัยที่จะได้ต่อไปน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในขอบเขตที่มากขึ้นกว่านี้ เช่น การกำหนดวันปลูกอย่างเหมาะสมภายใต้สภาพอากาศที่จะเกิดปรากฏการณ์เอนโซในกลุ่มเดียวกันโดยใช้มันสำปะหลังพันธุ์หรือสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 พันธุ์ต่าง ๆ ในกลุ่มพันธุ์ห้วยบง ฯลฯ และการปลูกบนดินที่มีประเภทเนื้อดินอื่น ๆ โดยเฉพาะ การปลูกบนดินร่วนเหนียวที่มีสมบัติต่างๆแตกต่างกับดินร่วนปนทรายค่อนข้างเด่นชัด จากความเป็นจริงในทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกรโดยทั่วไปที่ส่วนใหญ่ที่สุดกำหนดวันปลูกโดยใช้ภูมิปัญญาหรือประสบการณ์ในท้องที่ของตนเองเป็นหลักนั้น การกำหนดวันปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีความแปรปรวนของสภาพอากาศที่แตกต่างกัน อย่างน้อยที่สุด และเพื่อเป็นการกล่าวย้ำถึงความสำคัญอีกครั้ง เกษตรกรควรมีการปฏิบัติโดยใช้หลักการอย่างกว้าง ๆ ในแนวทางเดียวกันโดยการคำนึงถึงความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันอย่างเหมาะสมของวันปลูกและระดับความชื้นในดินที่จะมีผลดีต่อการงอก รวมถึงการตั้งตัวของท่อนพันธุ์ในระยะแรก ๆ หลังปลูก (1-3 เดือนหลังปลูก) และควรมีอายุหรือความยาวนานของการเติบโตจนถึงวันที่จะเก็บเกี่ยว (อายุเก็บเกี่ยว) ซึ่งจะมีผลต่อการให้ผลผลิตดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปริมาณความชื้นในดินในวันที่จะเก็บเกี่ยวที่จะมีผลในทางที่กลับกันกับคุณภาพของผลผลิตหัวสด(ปริมาณแป้ง) ดังกล่าวแล้วข้างต้น2. การเลือกชนิดพันธุ์มันสำปะหลังที่จะปลูกถ้าสามารถจัดการได้ เกษตรกรหรือผู้ปลูกควรมีหลักการ และตรรกะในทางวิชาการในการเลือกใช้ชนิดพันธุ์มันสำปะหลังอย่างเหมาะสมดังต่อไปนี้2.1 เลือกใช้มันสำปะหลังพันธุ์ดีที่ทางราชการประกาศรับรองพันธุ์อย่างเป็นทางการซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหัวสดสูงและมีปริมาณแป้งมาก เช่น มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5, 7, 9, 72 หรือพันธุ์ระยอง 90พันธุ์ห้วยบง 60 หรือห้วยบง 80 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 โดยเฉพาะพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะประจำพันธุ์ที่ดีหลายประการและนิยมปลูกมากที่สุดในประเทศไทย2.2 ถ้าในพื้นที่ปลูกหรือพื้นที่ปลูกในบริเวณใกล้เคียงมีการระบาดของโรคใบด่าง (cassava mosaic disease: คำย่อ CMD) หรือยังไม่มีการระบาดของโรค แต่เพื่อเป็นการป้องกันการระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ แนะนำให้เลือกใช้สายพันธุ์มันสำปะหลังที่มีความต้านทานต่อโรคใบด่าง (CMD-resistant lines) ในระดับดีมากซึ่งมีการแนะนำส่งเสริมอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ซึ่งมีด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ (1) สายพันธุ์TME B419 (2) สายพันธุ์ IITA-TMSIBA980581 และ (3) สายพันธุ์ IITA-TMS-IBA920057 และมีชื่อสามัญในภาษาไทยเพื่อให้จดจำได้ง่ายว่า อิทธิ 1อิทธิ 2 และอิทธิ 3 ตามลำดับ ทั้งนี้เพราะจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) โรคใบด่างที่เกิดจากไวรัสเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยที่พบการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2561 จนถึงวันที่มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยได้มีการแนะนำสายพันธุ์ใหม่ทั้ง 3 สายพันธุ์ข้างต้น ยังไม่มียารักษาหรือยังไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงใด ๆ ที่จะสามารถควบคุมการระบาดของโรคไวรัสใบด่างนี้ได้ โรคใบด่างที่เกิดกับมันสำปะหลัง


- 192 -เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยจะมีผลทำให้ผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังลดลงถึงร้อยละ40-80 ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรคและขอบเขตของการระบาดในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งของมันสำปะหลังที่มีความต้านทานต่อโรคใบด่างทั้ง 3 สายพันธุ์ดังกล่าวข้างต้นได้ เกษตรกรหรือผู้ปลูกจำเป็นต้องใช้มันสำปะหลังพันธุ์หรือสายพันธุ์อื่น ๆโดยเฉพาะพันธุ์หรือสายพันธุ์ที่ใช้ปลูกอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ควรเลือกหรือเปลี่ยนไปใช้พันธุ์ที่มีความทนทาน ต่อโรคใบด่าง (CMD-tolerant varieties or lines) เช่น พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 พันธุ์ระยอง 9 พันธุ์ระยอง 72พันธุ์ห้วยบง 60 มากกว่ามันสำปะหลังพันธุ์หรือสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีความอ่อนแอต่อการเกิดโรคใบด่างมากกว่า เช่น มันสำปะหลังเบอร์ 89 หรือ ซีเอ็มอาร์ 43-08-89 (CMR 43-08-89) พันธุ์ระยอง 11 (สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง, 2562) 2.3 แม้ว่าหลังปลูกมันสำปะหลังทุกเบอร์ ทุกสายพันธุ์ หรือทุกพันธุ์จะสามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิดที่มีประเภทเนื้อดินแตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ควรเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่มีลักษณะประจำพันธุ์และพฤติกรรมการเจริญเติบโตที่เหมาะสมกับลักษณะหรือประเภทของเนื้อดินในแปลงปลูกดังต่อไปนี้ (โอภาษ 2551; กรมวิชาการเกษตร 2533; สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย, 2552)1) ถ้าดินในแปลงปลูกเป็นดินเนื้อหยาบ โดยเฉพาะดินร่วนปนทราย พันธุ์มันสำปะหลังที่เหมาะสมต่อการปลูกในดินที่มีเนื้อดินประเภทนี้ คือ พันธุ์ระยอง 9 ระยอง 90 ห้วยบง 60 ห้วยบง 80 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ทั้งนี้เพราะถ้านำมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆเหล่านี้ไปปลูกในดินเนื้อละเอียด เช่น ดินร่วนเหนียว มันสำปะหลังจะเจริญเติบโตทางด้านลำต้นที่อยู่เหนือผิวดินมากกว่าส่วนของหัวที่อยู่ใต้ผิวดิน ซึ่งเป็นลักษณะ การเจริญเติบโตที่เกษตรกรเรียกว่าการเจริญเติบโตแบบขึ้นต้นหรือบ้าต้น2) การปลูกมันสำปะหลังในดินเนื้อละเอียด โดยเฉพาะดินที่มีเนื้อดินร่วนเหนียวและดินเหนียวสีน้ำตาลแดงที่โดยทั่วไปมีคุณสมบัติด้านผลิตภาพของดิน (soil productivity) สูงกว่าดินเนื้อหยาบ ควรใช้มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 และพันธุ์ระยอง 72 3) พันธุ์มันสำปะหลังที่ปลูกได้ดีทั้งในดินเนื้อหยาบและดินเนื้อละเอียด เช่น ดินร่วนปนทราย และดินร่วนเหนียว คือมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่ปลูกในพื้นที่ปลูกที่ดินมีความชื้นดีตลอดฤดูปลูก3. การเตรียมต้นพันธุ์และท่อนพันธุ์ปลูก3.1 การเตรียมต้นพันธุ์เตรียมต้นพันธุ์ปลูกโดยเลือกใช้ต้นพันธุ์อายุ 8-14 เดือนที่มีความสมบูรณ์ มีตาถี่และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1.5 เซนติเมตรซึ่งจะเป็นลำต้นส่วนกลางและส่วนโคนของต้นพันธุ์ ไม่ควรใช้ลำต้นส่วนปลายที่มีสีเขียวและมีตาห่างโดยควรตัดทิ้งไป ต้นพันธุ์ที่จะนำมาตัดเป็นท่อนพันธุ์ปลูกควรเป็นต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรคแมลงศัตรู และความเสียหายที่เกิดจากสารเคมีกำจัดวัชพืช ถ้าสามารถจัดการได้ แนะนำให้ใช้ต้นพันธุ์ที่มีความสดเต็มที่ที่ไม่ต้องผ่านการมัดแล้วตั้งกองมาก่อนซึ่งเป็นต้นพันธุ์จากต้นในแปลงปลูกบางส่วนที่ได้ปลูกกันไว้เพื่อที่จะใช้เป็นต้นพันธุ์ปลูกโดยเฉพาะสำหรับการปลูกในครั้งต่อมาโดยการทยอยเก็บเกี่ยวและตัดลำต้นพันธุ์


- 193 -มาใช้เตรียมท่อนพันธุ์ปลูกได้ทันทีในช่วงเดียวกันกับที่จะมีการปลูกในแปลงอื่นที่ได้มีการเตรียมดินจนพร้อมที่จะปลูกไว้แล้ว แต่ถ้าไม่สามารถปฏิบ้ติได้และจะต้องมีการมัดลำต้นพันธุ์แล้วตั้งกองเพื่อรอปลูก ควรตั้งกองในที่แจ้งไม่เกิน 15-30 วันก่อนนำไปตัดเป็นท่อนพันธุ์ในวันปลูก (ภาพที่ 6.1) และควรมีการคัดเลือกต้นพันธุ์อีกครั้งโดยการคัดต้นพันธุ์แต่เฉพาะต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ที่ไม่มีการปรากฏหรือลักษณะที่เกิดจากการทำลายของโรคและแมลงศัตรูรวมทั้งสารเคมีกำจัดวัชพืชภาพที่ 6.1 การตั้งกองต้นพันธุ์บนแปลงในที่แจ้งที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)3.2 การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูกนำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนโดยตัดให้เฉียงเล็กน้อยและตัดท่อนพันธุ์ที่มีตาไม่น้อยกว่า 7 ตาให้มีความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร และเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากแมลงศัตรู เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย และปัญหาขาดสังกะสีของต้นในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังปลูก โดยเฉพาะ ในพื้นที่ปลูกที่พบลักษณะอาการขาดสังกะสีบ่อยครั้งในปีเพาะปลูกที่ผ่านมา ควรจัดเตรียมท่อนพันธุ์โดยการแช่ท่อนพันธุ์นาน 15 นาทีในสารละลายของปุ๋ยสังกะสีในรูปสังกะสีซัลเฟตเฮ็ปตาไฮเดรต (ZnSO4.7H2O) จำนวน 400 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และสารไทอะมิโทแซมจำนวน 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยหลังแช่นาน 15 นาทีแล้วให้นำท่อนพันธุ์มาวางผึ่งให้สะเด็ดน้ำยาในที่ร่มก่อนนำไปปลูกให้หมดภายในวันเดียวกัน (ภาพที่ 6.2)ภาพที่ 6.2 การนำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนพันธุ์ปลูกและนำมาแช่ในสารละลายของปุ๋ยสังกะสีและสารไทอะมิโทแซม ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)


- 194 -4. การปรับปรุงดินและการอนุรักษ์ดินและน้ำ ในกรณีที่ดินในแปลงปลูกเป็นดินที่มีผลิตภาพ (soil productivity) ต่ำเพราะมีสมบัติทางฟิสิกส์และเคมีไม่เหมาะสมหลายประการ รวมทั้งอาจมีสภาพพื้นที่ของแปลงปลูกไม่ราบเรียบและมีความอ่อนไหวมากต่อการเกิดการสูญเสียมวลดินและน้ำโดยการเกิดการกร่อนดิน (soil erosion) และการไหลบ่าของน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่พบอย่างแน่ชัดแล้วว่าทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดินในแปลงปลูกอย่างมีนัยสำคัญและมันสำปะหลังในแปลงปลูกให้ผลผลิตต่ำถึงต่ำมาก ก่อนการเตรียมดินเพื่อปลูก เช่น โดยวิธีการไถดะ ไถแปร และการไถยกร่องปลูกที่ควรมีการปฏิบัติสำหรับการปลูกมันสำปะหลังต้นฤดูฝน เกษตรกรควรมีการปฏิบัติโดยการปรับปรุงดินเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุในประเด็นต่าง ๆ โดยวิธีการที่มีการเกริ่นนำไว้บ้างแล้วก่อนหน้านี้ในบทที่ 5 ข้อที่ 3.2 และตารางที่ 5.14 ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวซ้ำในเชิงสรุปถึงเนื้อหาสาระเกี่ยวกับสมบัติของดินที่มีปัญหาและวิธีการปรับปรุงดินที่สำคัญบางวิธีการอีกครั้ง ดังต่อไปนี้4.1 สมบัติทางเคมี สมบัติทางเคมีของดินที่สำคัญที่อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง คือ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (soil-pH) โดยเฉพาะกับดินที่มีเนื้อดินละเอียดปานกลางและดินเนื้อละเอียดที่มีสมบัติระบายน้ำไม่ดีและมีปฏิกิริยาเป็นกรดจัดมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาความเป็นพิษของแมงกานีสในดินกับมันสำปะหลังได้ เช่น ที่มีรายงานว่าพบมากในพื้นที่ปลูกหลายบริเวณในอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมา(วรชาติและคณะ 2563) รวมทั้งดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างที่มักมีปัญหาทำให้มันสำปะหลังขาดธาตุอาหารเสริมบางชนิดและขาดหลายชนิดพร้อม ๆกัน โดยเฉพาะธาตุเหล็กและธาตุสังกะสี ซึ่งวิธีการปฏิบัติเพื่อบรรเทาปัญหาดินมีฤทธิ์เป็นกรดจัดและเป็นด่างค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรงได้มีรายละเอียดกล่าวไว้แล้วในบทที่ 5 ข้อที่ 3.2 ข้อย่อยที่ 1)และข้อที่ 5.3 ข้อย่อยที่ 2) ตามลำดับ4.2 สมบัติทางฟิสิกส์และมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำ1) ดินดานและการไถทำลายดินดานปรากฏการณ์ที่ตรวจสอบได้ด้วยสายตา และสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นได้ว่า ดินในแปลงปลูกที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ราบหรือเป็นพื้นที่ลาดเทเล็กน้อย (ลาดเท 0-2%) อาจมีชั้นดินดานปรากฏอยู่ใต้ผิวดิน คือ การเกิดการท่วมขังของน้ำบนผิวดินอย่างยาวนานผิดปกติหลังจากมีฝนตกในปริมาณมาก ต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงมีการเติบโตไม่ดี รวมทั้งปัญหาที่เกิดติดตามมาในวันเก็บเกี่ยวที่พบหัวมันเน่าเสียในปริมาณมาก การเกิดชั้นดินดานในชั้นหน้าตัดดินสามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ ค่าที่วัดได้แปลผลง่าย ใช้เครื่องมือได้ง่าย หรือสะดวก และใช้เวลาไม่นานโดยการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่มีชื่อว่า Dynamic penetrometer (DM)ที่พัฒนาหรือประดิษฐ์ขึ้นโดยภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งในการตรวจสอบการเกิดชั้นดินดานโดยการใช้เครื่อง DM นั้น ในทางวิชาการ เป็นการตรวจวัดความแน่นแข็งของดินในระดับความลึกต่าง ๆ ในชั้นหน้าตัดดินรวมทั้งตำแหน่งและความหนาของชั้นดินที่เป็นชั้นดินดานที่มีค่าความต้านทานต่อการแทงทะลุสูงกว่า 4 เมกะพาสคาล (PR>4MPa) ที่สามารถวัดได้ถึงระดับความลึกไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร ซึ่งผลการวัดที่ได้สามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการใช้เครื่องจักรกล


- 195 -ในการไถทำลายดินดานได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะชั้นดินดานที่ปรากฏในระดับลึกระหว่าง 30-50เซนติเมตร ซึ่งผลการวัดที่ได้สามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการใช้เครื่องจักรกลในการไถทำลายดินดานได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะชั้นดินดานที่ปรากฏในระดับลึกระหว่าง 30-50 เซนติเมตร เช่น โดยการไถทำลายชั้นดินดานแบบไม่ต้องพลิกดินกลบโดยริปเปอร์ (ripper) (ภาพที่ 6.3)ภาพที่ 6.3 การไถทำลายชั้นดินดานโดยการใช้ริปเปอร์แบบไม่สั่นสะเทือนที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)2) การใช้สารปรับปรุงดินเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำดังรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้แล้วเกี่ยวกับการอนุรักษ์ดินและน้ำใน บทที่ 5 ตารางที่ 5.15สำหรับการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่มีลักษณะราบเรียบและดินมีปัญหาเกิดแผ่นแข็งปิดผิวหน้าดิน (soil seal) และ/หรือดินมีสมบัติแทรกซึมน้ำต่ำ การใช้สารปรับปรุงดิน เช่น การใช้ฟอสโฟยิปซัมซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตกรดฟอสฟอริกเพื่อผลิตปุ่ยเคมีในอัตรา 250 กก./ไร่ โดยการหว่านก่อนการเตรียมดินครั้งแรกแล้วต่อมาไถดะลงดินให้ลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร พบว่าให้ผลดีต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวและมีผลทำให้ได้ผลผลิตหัวสดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและไม่จำเป็นต้องใช้ฟอสโฟยิปซัมทุกปีเพาะปลูกเพราะการใช้ครั้งแรกมีผลตกค้างที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้ยาวนานถึง 3 ปี(สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง, 2561) ส่วนในพื้นที่ที่มีความลาดเทและมีปัญหาสูญเสียเนื้อดินเพราะเกิดการกร่อนดิน รวมถึงปัญหาการไหลบ่าของน้ำบนผิวหน้าดิน ผลการวิจัย พบว่า การใช้สารปรับปรุงดินในรูปฟอสโฟยิปซัมให้ผลดีต่อการลดปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจนเช่นกัน(Warrington et al., 1989) นอกจากนั้น ถ้าดินที่ปลูกมันสำปะหลังมีปัญหาขาดกำมะถันด้วย การใช้สารปรับปรุงดินในรูปฟอสโฟยิปซัมหรืออาจใช้ในรูปยิปซัมที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบในปริมาณมากยังช่วยแก้ปัญหาขาดกำมะถันได้ด้วยพร้อม ๆ กันไปแบบเอนกประสงค์


- 196 -ภาพที่ 6.4 การใส่สารฟอสโฟยิปซัมแบบหว่านกระจายก่อนเตรียมดินครั้งแรกที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)3) การปลูกในพื้นที่ปลูกที่ไม่ราบเรียบในพื้นที่ปลูกที่ไม่ราบเรียบ เพราะมีลักษณะพื้นที่ลาดเท หรือลาดเอียง ควรปลูกมันสำปะหลังบนร่องปลูกที่ถูกยกตามแนวระดับ (ภาพที่ 6.5)ภาพที่ 6.5 การปลูกบนร่องปลูกที่ถูกยกตามแนวระดับและการปลูกแฝกระหว่างแถวมันสำปะหลัง ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง4) การปลูกแฝกพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในที่ดอนที่มีความลาดชันและดินในพื้นที่มีระดับความลึกไม่มาก ลักษณะเนื้อดิน และโครงสร้างของดินอ่อนไหวต่อการเกิดปัญหาการไหลบ่าของน้ำและปัญหาการกร่อนดิน วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำโดยการปลูกหญ้าแฝกประเภทแฝกดอนเป็นแนวรั้วหรือแนวแถบพืชเป็นมาตรการวิธีพืชวิธีการหนึ่งที่ได้ผลดีต่อการลดการสูญเสียน้ำฝนและมวลดินถ้ามีการปฏิบัติอย่างเหมาะสม เช่น โดยการนำพันธุ์หญ้าแฝกดอนที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่มาปลูกเป็นแถวเดี่ยวหรือแถวคู่แทรกขนานระหว่างกลุ่มแถวต้นมันสำปะหลัง


- 197 -ที่ปลูกบนร่องที่ถูกยกตามแนวระดับความลาดชันของพื้นที่ (ภาพที่ 6.5) โดยมีระยะห่างของแถวหญ้าแฝกที่ปลูกแทรกระหว่างกลุ่มแถวต้นมันสำปะหลังมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นกับระดับความลาดชันโดยมีหลักการในทางปฏิบัติที่ว่าถ้าพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีความลาดชันมาก ควรใช้ระยะห่างระหว่างแถวแฝกแคบกว่าพื้นที่ปลูกที่มีความลาดชันน้อยกว่า เช่น ถ้าพื้นที่ปลูกมีความลาดชันน้อย (ร้อยละ 5-10) ควรใช้ระยะห่างของแถวแฝก 30 เซนติเมตรหรือปลูกแถวหญ้าแฝกระหว่างทุก ๆ กลุ่มแถวต้นมันสำปะหลังจำนวน 28 แถว ถ้าใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 1 เมตร และใช้ระยะห่างระหว่างแถวแฝกน้อยลงหรือปลูกให้ถี่ขึ้นถ้าพื้นที่ปลูกมีความลาดชันมากขึ้น (กรมพัฒนาที่ดิน 2558b) นอกเหนือจากมาตรการวิธีพืชโดยการปลูกหญ้าแฝก ยังมีมาตรการวิธีพืชอื่น ๆ อีกหลายวิธีการในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เช่น การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชสลับเป็นแถบตามแนวระดับ การปลูกพืชปุ๋ยสด การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชแซม ฯลฯ นอกจากนั้น ยังมีมาตรการวิธีกลต่าง ๆ เช่น การไถพรวนตามแนวระดับที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น การทำคันดินชะลอความเร็วน้ำ การทำทางระบายน้ำ ฯลฯ และเพื่อให้เกิดผลดีมากยิ่งขึ้น อาจมีการปฏิบัติโดยการใช้มาตรการวิธีพืชร่วมกับมาตรการวิธีกลอย่างเหมาะตามระดับความลาดชันของพื้นที่ปลูก (กรมพัฒนาที่ดิน 2558a; 2558b)5. การเตรียมดินเพื่อปลูกกระบวนการเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลังโดยวิธีการพื้นฐานหรือเป็นวิธีการปกติที่เกษตรกรนิยมหรือมีคำแนะนำให้ปฏิบัติกันโดยทั่ว ๆ ไปประกอบด้วยขั้นตอนหลักรวม 2-3 ขั้นตอนขึ้นกับสมบัติเกี่ยวกับประเภทของเนื้อดินในแปลงปลูก กล่าวคือ ถ้าดินในแปลงปลูกเป็นดินเนื้อละเอียด เช่น ดินร่วนเหนียวควรเตรียมดินโดยใช้วิธีการหลัก ๆ รวม 3 ครั้งหรือ 3 ขั้นตอนตามลำดับ คือ การไถดะ ไถแปร หรือไถพรวน และการยกร่องปลูก แต่ถ้าดินในแปลงปลูกเป็นดินในกลุ่มดินเนื้อหยาบ เช่น ดินร่วนปนทราย เกษตรกรอาจปฏิบัติโดยใช้วิธีการเตรียมดินรวม 3 ขั้นตอนเหมือนกับการปฏิบัติกับดินเนื้อละเอียด หรืออาจใช้วิธีการปฏิบัติเพียง 2 ขั้นตอนตามลำดับ คือ การไถดะและการยกร่องปลูกโดยไม่ต้องมีการไถแปรในขั้นตอนที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าดินในแปลงปลูกมีเนื้อค่อนข้างหยาบมาก เช่น เป็นดินทราย หรือดินทรายปนดินร่วนที่มีเนื้อดินหยาบกว่าดินที่มีเนื้อดินประเภทดินร่วนปนทรายวิธีการเตรียมดินขั้นพื้นฐานทั้ง 3 ขั้นตอนตามลำดับ คือ การไถดะ ไถแปร และการไถเพื่อยกร่องปลูกควรมีการปฏิบัติอย่างเหมาะสม ดังนี้5.1 การไถดะ การเตรียมดินครั้งแรกเป็นการไถดะที่ควรไถในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม ซึ่งก็ขึ้นกับประเภทของเนื้อดินในแปลงปลูก ไม่ควรไถดินในขณะที่ดินมีความชื้นมากหรือน้อยเกินไป เช่น ถ้าเป็นดินกลุ่มดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน และดินร่วนปนทราย ความชื้นของดินที่เหมาะสม คือ ระดับความชื้นสนาม (field capacity level) ที่โดยเฉลี่ยมีสมบัติความจุในการอุ้มน้ำร้อยละ 6-16 โดยมวล แต่ถ้าเป็นดินเนื้อละเอียด ได้แก่ ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้ง ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนเหนียว และดินร่วน


- 198 -เหนียวปนทรายแป้ง ความชื้นของดินที่เหมาะสม คือ ความชื้นประมาณร้อยละ 60 ของระดับความชื้นสนามที่โดยเฉลี่ยมีสมบัติความจุในการอุ้มน้ำร้อยละ 38-53 โดยมวล (คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541) การไถดะครั้งแรกควรไถ ให้ลึกที่สุดโดยการใช้ผาล 3 (ภาพที่ 6.6) หรือผาล 4 เพื่อไถให้ลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตรและหลังจากนั้นตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์เพื่อให้วัชพืชตายก่อนการเตรียมดินในขั้นตอนต่อไปดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ในกรณีที่ถ้าจะมีการปรับปรุงบำรุงดินและหรือการอนุรักษ์ดินและน้ำก่อนปลูก เช่น การใช้สารปรับปรุงบำรุงดิน ที่บางชนิดจะมีผลดีต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำด้วย เช่น สารปูนไลม์ ฟอสโฟยิปซัม กำมะถันผง ปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุอินทรีย์ในรูปของเหลือทิ้งหรือผลพลอยได้ต่าง ๆ รวมทั้งปุ๋ยอนินทรีย์ในรูปหิน แร่ บางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หินฟอสเฟต ฯลฯ ควรมีการปฏิบัติโดยการหว่านกระจายลงดินก่อนการถูกคลุกเคล้าลงดินโดยการไถดะครั้งแรก หรือที่ระยะก่อนการไถแปรหรือไถพรวน แต่การหว่านลงดินก่อนการไถแปรหรือไถพรวนอาจมีข้อเสียตรงที่สารปรับปรุงบำรุงดินที่ใส่จะถูกคลุกเคล้าลงดินชั้นล่างได้ตื้นกว่าการหว่านหลังการเตรียมดินครั้งแรกโดยการไถดะ5.2 การไถแปรหรือไถพรวนการไถครั้งที่สองเป็นการไถแปรขวางแนวไถดะที่ระยะประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังการไถดะเพื่อย่อยดินให้มีความโปร่งซุยและเพื่อคลุกเคล้าวัชพืชลงไปในดิน โดยอาจไถดินด้วยแรงงานสัตว์ เครื่องจักรกลที่ใช้ผาล 6 หรือผาล 7 (ภาพที่ 6.7) หรือรถไถเดินตามที่ใช้ผาลโรตารี ที่ควรมีการปฏิบัติในระยะ 2-3 วันหรือในวันเดียวกันกับวันยกร่องปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไถแปรที่ควรมีการปฏิบัติกับดินที่มีเนื้อละเอียด เช่นดินร่วนเหนียวและอาจไม่มีความจำเป็นสำหรับดินเนื้อหยาบที่โดยทั่ว ๆ ไปมีลักษณะของโครงสร้างของดินที่มีความโปร่งซุยมากกว่าดินเนื้อละเอียดภาพที่ 6.6 การเตรียมดินครั้งแรกโดยการไถดะด้วยผาล 3ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)


- 199 -ภาพที่ 6.7 การเตรียมดินครั้งที่สองโดยใช้ผาล 7ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)5.3 การไถยกร่องการเตรียมดินครั้งที่สามเป็นการไถเพื่อยกร่องปลูก (ภาพที่ 6.8) และมีการปลูกต่อมาโดยเครื่องจักรกลหรือใช้แรงงานคนทั้งหมด หรืออาจเป็นการไถ และปลูกโดยเครื่องจักรกลพร้อม ๆ กันไป มันสำปะหลังที่ปลูกต้นฤดูฝนที่หลังวันปลูกมีฝนตกต่อเนื่องยาวนานจนถึงวันสิ้นสุดฤดูฝนประมาณ 6-7 เดือน การปลูกควรปลูกโดยการปักต้นพันธุ์บนกลางสันร่องที่ถูกยกขึ้นเพื่อช่วยให้เกิดการระบายน้ำออกจากร่องในกรณีที่อาจมีฝนตกในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำไม่ท่วมขังบนสันร่องปลูกยาวนานเหมือนการปลูกในพื้นที่ราบที่ไม่ยกร่อง โดยเฉพาะ ในแปลงปลูกที่ดินมีเนื้อค่อนข้างละเอียดและมีสมบัติในการระบายน้ำไม่ดีเท่าที่ควร สำหรับขนาดความกว้างของสันร่องและความสูงของร่องปลูกนั้น ขนาดที่เหมาะสมอาจมีความแตกต่างกันที่ไม่สามารถกำหนดขนาดที่แน่นอนได้ ทั้งนี้ เพราะขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น ความสะดวกในทางปฏิบัติในการจัดหาชนิด ขนาด และการใช้เครื่องจักรกลในการยกร่องปลูก ชนิดพันธุ์หรือสายพันธุ์มันสำปะหลังที่จะปลูกระยะปลูกระหว่างแถวหรือระยะระหว่างต้นบนจุดกึ่งกลางของสันร่องที่ตั้งขนานอยู่ติดกัน ความชื้นของดินในขณะที่เตรียมร่องปลูก โครงสร้างของดิน ความโปร่งซุย และความสามารถในก่อรูป รวมถึงความเสถียรในการคงรูปของตัวร่องปลูกที่เป็นดินที่มีประเภทเนื้อดินแตกต่างกันที่โดยทั่ว ๆ ไปดินที่มีเนื้อหยาบค่อนข้างมาก เช่น ดินทรายปนดินร่วน จะมีความเสถียรน้อย และมีผลทำให้ร่องปลูกที่ถูกยกโดยเครื่องจักรกลประเภทเดียวกันที่ใช้ยกร่องมักมีความกว้างของสันร่องและความสูงของร่องน้อยกว่าดินที่มีเนื้อละเอียดกว่า


- 200 -ภาพที่ 6.8 การเตรียมดินครั้งที่สามเพื่อไถยกร่องปลูกที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)6. วิธีการปลูกและระยะปลูกหลังจากเตรียมดิน ยกร่องปลูก และเตรียมท่อนพันธุ์ที่จะปลูกอย่างเหมาะสมแล้ว วิธีการปลูกมันสำปะหลังต้นฤดูฝนและระยะปลูกที่ควรใช้ ต้องมีการพิจารณา และปฏิบัติอย่างเหมาะสม ดังต่อไปนี้6.1 วิธีการปลูกการปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่สุดนิยมปลูกแบบปักท่อนพันธุ์ลงบนดินมากกว่าการปลูกแบบวางนอนแล้วฝังกลบท่อนพันธุ์ การปลูกแบบปักท่อนพันธุ์ที่มีความยาวเหมาะสม คือ ยาวประมาณ20-25 ซม. แนะนำให้ปฏิบัติโดยการปักท่อนพันธุ์แบบปักตรงหรือเอียงเล็กน้อยให้ลึกประมาณ 10 ซม.ซึ่งสำหรับการปลูกโดยการปักท่อนพันธุ์ลงดิน ควรปลูกบนร่องโดยการเตรียมดินที่มีการยกร่องปลูกด้วย วิธีการปลูกอาจปลูกโดยใช้แรงงานคนปลูกทั้งหมด ปลูกโดยการใช้เครื่องจักรกลแบบอัตโนมัติ หรือการปลูกโดยการใช้เครื่องจักรกลและแรงงานคนแบบผสมผสาน (ภาพที่ 6.9)ภาพที่ 6.9 การปลูกโดยใช้แรงงานคนปลูกทั้งหมด (ภาพซ้ายมือ) ปลูกโดยใช้เครื่องจักรกลแบบอัตโนมัติ(ภาพกลาง) หรือปลูกโดยใช้เครื่องจักรกลและแรงงานคนแบบผสมผสาน (ภาพขวามือ)ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)


- 201 -6.2 ระยะปลูกมันสำปะหลังที่จะปลูกต้นฤดูฝนโดยการปักท่อนพันธุ์ลงดินบนร่องปลูก ควรใช้ระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างต้นอย่างเหมาะสม ระยะปลูกที่เหมาะสมขึ้นกับปัจจัยสำคัญหลายประการ ซึ่งที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ได้แก่ พันธุ์มันสำปะหลัง ลักษณะทรงต้นที่จะใช้ปลูก และประเภทเนื้อดินที่มีความสัมพันธ์กับระดับความอุดมสมบูรณ์หรือผลิตภาพ (soil productivity) ของดิน1) พันธุ์มันสำปะหลังในทางปฏิบัติ ระยะปลูกปกติที่เกษตรกรใช้กับมันสำปะหลังทุกพันธุ์ คือ ระยะระหว่างแถว และระหว่างต้น 0.80 - 1.2 ม. โดยมีระยะระหว่างแถว 1 ม. และระหว่างต้น 1 ม. (1 x 1 ม.) เป็นระยะปลูกมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มันสำปะหลังบางพันธุ์ เช่น พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 (KU50) พันธุ์ห้วยบง 60 (HB60) ควรปลูกโดยใช้ระยะปลูกกว้าง เช่น ระยะ 1.2 x 1.0, 1.2 x 1.2 ม. และมันสำปะหลังบางพันธุ์ เช่น พันธุ์ระยอง 5 (RY5) พันธุ์ห้วยบง 80 (HB80) ควรใช้ระยะปลูกแคบกว่า เช่น ระยะ 1.0 x0.80, 0.80 x0.80 ม. ทั้งนี้เพื่อให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับพฤติกรรมการเติบโต ลักษณะทรงต้น รัศมีทรงพุ่ม อัตราการเติบโต ความสัมพันธ์กับประเภทเนื้อดินและระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงปลูก 2) ประเภทเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินนอกเหนือจากชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง ปัจจัยสำคัญอื่นๆที่ควรพิจารณาประกอบกันไปด้วย คือ ประเภทเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีประเภทเนื้อดินแตกต่างกัน ซึ่งจากความเป็นจริงเกี่ยวกับสมบัติของดินโดยทั่ว ๆ ไป ดินที่มีเนื้อดินละเอียด เช่น ดินร่วนเหนียว (clay loam) จะเป็นดินที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์หรือระดับผลิตภาพสูงกว่าดินที่มีเนื้อดินหยาบกว่า เช่น ดินร่วนปนทราย (sandy loam) ดังนั้นโดยหลักการอย่างกว้าง ๆ การปลูกมันสำปะหลังพันธุ์เดียวกัน เช่น พันธุ์ KU50 พันธุ์HB60 ในดินที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์สูง ควรใช้ระยะปลูกกว้างกว่าการปลูกในดินที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่า เช่น ใช้ระยะปลูก 1.2 x 1 ม. หรือ 1.2 x 1.2 ม. แต่ถ้าเป็นการปลูกในดินที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในดินร่วนปนทราย ควรใช้ระยะปลูกปกติ(1 x 1 ม. หรือ 1.2 x 0.80 ม.) หรือใช้ระยะปลูกที่แคบกว่าปกติ เช่น ระยะ 1 x 0.80 ม. หรือ 0.80 x 0.80 ม. (คณาจารย์คณะเกษตร, 2555; วิจารณ์, 2546)ในภาพรวม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันที่ควรใช้ในการพิจารณากำหนดระยะปลูกมันสำปะหลังอย่างเหมาะสมคือชนิดพันธุ์มันสำปะหลังที่แต่ละพันธุ์มีความสูง ขนาดของต้น ลักษณะทรงต้นแตกต่างกัน ปัจจัยที่เกี่ยวกับประเภทเนื้อดิน และระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะมีผลต่ออัตราการเติบโตของต้น โดยเฉพาะอัตราการเติบโตในระยะ 3 เดือนแรกหลังปลูกที่ลักษณะและขนาดของทรงพุ่มจะมีผลต่อการคลุมพื้นที่ระหว่างต้น สำหรับปัญหาที่เกิดจากความมากหรือน้อยของวัชพืชที่จะต้องมีการควบคุม กำจัด หรือการเกิดลักษณะบ้าใบหรือขึ้นต้นของมันสำปะหลัง เช่น มันสำปะหลังพันธุ์ RY9, RY90, KU50, HB60 ที่ถ้าใช้ระยะปลูกปกติ จะปลูกได้ดีในดินเนื้อหยาบ เช่น ดินร่วนปนทรายที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ แต่ถ้านำไปปลูกในดินเนื้อละเอียด เช่น ดินร่วนเหนียวที่โดยทั่วไปมีระดับความอุดมสมบูรณ์สูงกว่ามันสำปะหลังทั้ง 4 พันธุ์ อาจมีการเติบโต


- 202 -แบบบ้าใบหรือขึ้นต้น ในกรณีเช่นนี้ การปลูกมันสำปะหลังทั้ง 4 พันธุ์ในดินร่วนเหนียวควรใช้ระยะปลูกที่กว้างกว่าปกติ เช่น ระยะ 1.2 x 1 ม. หรือ 1.2 x 1.2 ม. ดังกล่าวแล้วข้างต้น7. การใช้ปุ๋ยเคมีการใช้ปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลังมีหลักการหรือแนวทางที่จะใช้ประกอบการพิจารณาที่สำคัญรวม4 ประการ คือ เกษตรกรหรือผู้ใช้ควรพิจารณาเลือกใช้ชนิดปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง ใช้อัตราปุ๋ย ระยะเวลาการใส่ และวิธีการใส่อย่างเหมาะสม ซึ่งหลักการหรือแนวทางการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพในประเด็นต่าง ๆทั้ง 4 ประเด็นดังกล่าวได้มีการเรียบเรียงเชิงพรรณาไว้ในบทที่ 5 อย่างละเอียดพอสมควรแล้ว ดังนั้นในหัวข้อนี้ของบทที่ 6 จะขอกล่าวถึงคำแนะนำโดยการกล่าวซ้ำอีกครั้งในเชิงสรุปเพื่อเน้นให้เห็นถึงประเด็นที่มีความสำคัญในการนำไปปฏิบัติดังต่อไปนี้7.1 การใช้ปุ๋ยเคมีทางดินการใช้ปุ๋ยเคมีทางดินพร้อมปลูก และ/หรือหลังปลูก เป็นวิธีการหลักที่นิยมปฏิบัติกันโดยทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใส่ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารหลัก (N,P,K) กับมันสำปะหลัง ซึ่งโดยหลักการและแนวทางที่ควรปฏิบัติ เกษตรกรอาจใส่ปุ๋ยเคมีลงดินโดยการใส่ทั้งหมดครั้งเดียวในวันปลูกหรือพร้อม ๆ กับการปลูกใส่ทั้งหมดครั้งเดียวหลังวันปลูก หรืออาจใส่ปุ๋ยเคมีทั้งหมดมากกว่า 1 ครั้งที่ระยะต่าง ๆ ตั้งแต่วันปลูกและ หลังวันปลูก เช่น โดยการแบ่งใส่ที่ระยะวันปลูกและหลังวันปลูกรวม 2 ครั้งหรือมากกว่า 2 ครั้งแต่เกษตรกรก็ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการใส่ปุ๋ยที่มากขึ้นด้วย โดยในการใช้ปุ๋ยเคมีนั้น เกษตรกรอาจมีทางเลือกในการใช้ปุ๋ยเคมีได้ในหลายแนวทาง เช่น การใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร (2564) ที่แนะนำให้ใช้ตามประเภท เนื้อดินหรือตามค่าผลวิเคราะห์ดินที่มีรายละเอียดในบทที่ 5 ตารางที่ 5.11 และตารางที่ 5.12 ตามลำดับหรืออาจใช้ตามข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำที่ได้จากผลการวิจัยที่พบว่าได้ผลดีอย่างกว้างขวาง และมีความน่าเชื่อถืออย่างมีนัยสำคัญมาก โดยแนวทางหรือทางเลือกที่จะนำเสนอเพื่อใช้ในการพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจของเกษตรกรนั้น อาจสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้1) ใช้ชนิดปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมสำเร็จรูปประเภทปุ๋ยปั้นเม็ด (granulated-mixed fertilizers) ซึ่งเป็นปุ๋ยเคมีเชิงผสมชนิดเม็ดที่มีเนื้อเดียวกันและเม็ดปุ๋ยมีสีเหมือนกัน (ภาคผนวก ภาพสีที่ 33) หรือปุ๋ยเคมีเชิงผสมชนิดเม็ดแบบเม็ดผสม (bulk blending fertilizers) ที่เม็ดปุ๋ยมีสีแตกต่างกัน (ภาคผนวก ภาพสีที่ 34) ที่มีธาตุอาหารหลักครบทั้ง 3 ชนิด โดยเฉพาะ ปุ๋ยเคมีที่สูตรปุ๋ยและเรโชปุ๋ย (อัตราส่วนของ N:P2O5:K2O)2:1:2, 2:1:3, 3:1:2 หรือสูตรที่มีเรโชปุ๋ยใกล้เคียงที่สุด โดยควรใช้ในอัตรา 50-100 กก./ไร่ ในปริมาณมากหรือน้อยขึ้นกับประเภทเนื้อดินหรือตามค่าผลวิเคราะห์ดิน 2) ในทางปฏิบัติและเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ควรใส่ปุ๋ยเคมีทั้งหมดครั้งเดียวโดยการใส่แบบเป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืช (banding method) โดยใช้เครื่องหยอดปุ๋ยพร้อม ๆ กับการปลูกหรือในวันเดียวกันกับที่มีการปลูก หรือใส่ที่ระยะประมาณ 1 เดือนหลังปลูก พร้อม ๆ กับการควบคุมวัชพืช หรือใส่ปุ๋ยเคมีทั้งหมดครั้งเดียวแบบเป็นจุดหรือเป็นแถบสั้น ๆ ข้างต้นเฉพาะกับต้นที่มีชีวิตที่กำลังเติบโตโดยการใช้


- 203 -แรงงานคน (ภาพที่ 6.10) ในกรณีที่มีเนื้อที่ปลูกไม่มาก มีแรงงานในครัวเรือนเพียงพอ ค่าจ้างแรงงานนอกครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายสูง หายากหรือในกรณีที่บริเวณแปลงปลูกที่จะใส่ปุ๋ยเคมี มันสำปะหลังที่ปลูกงอกไม่ดีมีจำนวนต้นตายสูง เช่น สูงกว่าร้อยละ 30 การใส่ปุ๋ยเคมีเฉพาะกับต้นที่มีชีวิตจะช่วยลดค่าปุ๋ยลงได้ไม่มากก็น้อยเมื่อเปรียบเทียบวิธีการใส่โดยใช้เครื่องหยอดปุ๋ยแบบเป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืชดังข้อความเชิงพรรณาที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 5 ข้อที่ 2) ข้อย่อยที่ 2.5)ภาพที่ 6.10 การใส่ปุ๋ยเคมีด้วยเครื่องหยอดปุ๋ยแบบเป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืชพร้อม ๆ กับการควบคุม วัชพืชและการใส่แบบเฉพาะจุดข้างต้นแต่ละต้นด้วยแรงงานคน ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)3) ในกรณีที่ดินในแปลงปลูกมีปัญหาขาดธาตุอาหารรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน)การใส่ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุกำมะถันที่มักพบว่ามีปัญหาการขาดมากกว่าธาตุแคลเซียมและธาตุแมกนีเซียม ควรใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่ให้ธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ที่มีสูตรปุ๋ย และเรโชปุ๋ยเหมาะสมกับมันสำปะหลังและมีกำมะถันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยในปริมาณมาก เช่น ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 +11.2S ที่มีกำมะถันร้อยละ 11.2 หรือถ้าจะใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปปุ๋ยเดี่ยว ไม่ควรใช้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ที่ไม่มีกำมะถัน แต่ควรใช้ปุ๋ยแอมโมเนียม ซัลเฟต สูตร 21-0-0+24S ที่มีกำมะถันร้อยละ 24 แทน4) ยกเว้นธาตุเหล็กที่ไม่แนะนำให้ใช้ทางดิน การใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมในรูปปุ๋ยแมงกานีสปุ๋ยสังกะสี ปุ๋ยโบรอนกับดินปลูกโดยทั่ว ๆ ไป และการใช้ปุ๋ยทองแดง โดยเฉพาะกับดินพรุ (peat soil) อาจใช้ทางดินได้ดังมีรายละเอียดเชิงสรุปในบทที่ 5 ตารางที่ 5.17 ถึงแม้ว่าการใช้โดยวิธีการนี้อาจไม่มีความเหมาะสมในทางปฏิบัติเท่ากับกับการใช้ทางท่อนพันธุ์หรือทางใบทั้งทางด้านความสะดวกในการใช้ ค่าใช้จ่าย รวมทั้งระดับการตอบสนองในเชิงบวกของมันสำปะหลัง ที่โดยทั่ว ๆ ไป มักจะไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการใช้ทางท่อนพันธุ์หรือทางใบ7.2 การใช้ปุ๋ยเคมีทางท่อนพันธุ์และทางใบการใช้ปุ๋ยเคมีทางท่อนพันธุ์และทางใบมีวัตถุประสงค์สำคัญในการแก้ไขปัญหาขาดธาตุอาหารเสริมของมันสำปะหลังมากกว่าวิธีการใช้เพื่อแก้ไขปัญหาขาดธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองที่แนะนำให้ใส่ทางดินเป็นหลัก ธาตุอาหารเสริมทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง และโบรอน ไม่รวมธาตุโมลิบดีนัม คลอรีน และนิกเกิล ที่พบว่ามีปัญหาขาดมากที่สุด ลักษณะอาการขาดทางใบที่ปรากฏให้เห็นได้


- 204 -ด้วยสายตามีความชัดเจนมากและพบเห็นได้ทั่วไปในดินปลูกมันสำปะหลังที่มีเนื้อหยาบ มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่าง คือธาตุสังกะสี(ภาพสีที่ 21, 22, 23) และธาตุเหล็กในดินเนื้อปูน (calcareous soil) หรือในดินชนิดอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (ภาพสีที่ 16, 17, 18) ส่วนธาตุอาหารเสริมในรูปแมงกานีส ทองแดง และโบรอน ปัญหาการขาดในดินโดยทั่วไปพบไม่มากเท่ากับปัญหาการขาดสังกะสี รวมทั้งลักษณะอาการขาดที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาก็ไม่มีความชัดเจนหรือพบเห็นในแปลงปลูกในไร่ได้ยาก ดังนั้น ในการวินิจฉัยว่าดินขาดธาตุอาหารเสริมทั้ง 3 ชนิดหรือไม่ จำเป็นต้องวินิจฉัยโดยการใช้ผลวิเคราะห์ดินและผลวิเคราะห์พืชร่วมด้วย ๆ(บทที่ 4 ตารางที่ 4.3, 4.8, 4.10 ตามลำดับ) ซึ่งสำหรับธาตุอาหารเสริมทั้ง 5 ชนิดนั้น วิธีการใช้ทางใบและทางท่อนพันธุ์ของธาตุอาหารเสริมแต่ละชนิดมีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 4 และข้อมูลเชิงสรุปในภาพรวม รวมทั้งวิธีการใช้ทางดิน (ยกเว้นธาตุเหล็ก) ในตารางที่ 5.17 ของบทที่ 5 โดยในบทที่ 6 นี้จะไม่ขอกล่าวซ้ำถึงวิธีการใช้อีก8. การควบคุมวัชพืช วัชพืชเป็นปัจจัยทางชีวภาพที่เป็นข้อจำกัดที่ถ้าไม่มีการควบคุมกำจัดจะมีผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของมันสำปะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่เกิดจากการแข่งขันระหว่างการเติบโตของมันสำปะหลังกับวัชพืชในช่วงแรกหลังปลูก ซึ่งสำหรับอัตราการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังทุกพันธุ์หรือทุกสายพันธุ์ ปกติจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนหลังปลูกในการสร้างพุ่มใบให้คลุมพื้นที่ทั้งหมดในแปลงปลูก ซึ่งจะมีผลต่อมาต่อความยากหรือง่ายในการควบคุมกำจัดวัชพืชในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้นในช่วงระยะประมาณ 3-4 เดือนหลังปลูกมันสำปะหลัง ผู้ปลูกจะต้องควบคุมกำจัดวัชพืชให้ดีที่สุดโดยการใช้วิธีการต่าง ๆที่อาจใช้เป็นทางเลือกในการปฏิบัติได้ในหลาย ๆ รูปแบบโดยการใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือใช้วิธีการต่าง ๆมากกว่าหนึ่งวิธีแบบผสมผสาน ดังต่อไปนี้8.1 การกำจัดวัชพืชด้วยมือโดยใช้แรงงานคน (hand weeding) ในกรณีที่ปลูกมันสำปะหลังในเนื้อที่ไม่มากและครัวเรือนเกษตรกรมีแรงงานมากพอที่จะควบคุมวัชพืชได้ด้วยวิธีการดังกล่าว (ภาพที่ 6.11)8.2 การใช้สารเคมี(herbicides) ควบคุมกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอกหรือหลังงอก โดยการใช้แรงงานคนในการฉีดพ่นสารเคมีหรือการฉีดพ่นสารเคมีโดยใช้เครื่องจักรกล เช่น การใช้เครื่องฉีดพ่นแบบกางปีก (ภาพที่ 6.11)8.3 การใช้เครื่องจักรกลไถแถกร่องให้ดินกลบวัชพืช เช่น การไช้รถไถเดินตามหรือโดยการไถตัดดินให้มวลดินกลบวัชพืชโดยใช้ผาลคัตอะเวย์(cutaway) (ภาพที่ 6.12)


- 205 -ภาพที่ 6.11 การกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคนทั้งหมดและการใช้เครื่องจักรกลโดยการฉีดพ่นสารเคมีแบบกางปีกที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)ภาพที่ 6.12 การกำจัดวัชพืชโดยการไถตัดดินให้มวลดินกลบวัชพืชโดยใช้ผาลคัตอะเวย์(cutaway)ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2559)8.4 การใช้วิธีการต่าง ๆ แบบผสมผสาน ซึ่งในทางปฏิบัติ การใช้วิธีการต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งวิธีแบบผสมผสานเป็นมาตรการที่นิยมใช้มากกว่าการใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งแต่เพียงวิธีการเดียวในการควบคุมกำจัดวัชพืชในช่วงวันปลูกถึงระยะประมาณ 3-4 เดือนหลังปลูก การควบคุมกำจัดวัชพืชแบบผสมผสานในช่วงวันปลูกถึงระยะประมาณ 3-4 เดือนหลังปลูกมีวิธีการปฏิบัติในขั้นตอนหรือที่ระยะการเติบโตต่าง ๆ ของมันสำปะหลังดังต่อไปนี้


- 206 -1) ใช้สารเคมีครั้งแรกเพื่อควบคุมการงอกของวัชพืชในวันปลูกหรือภายในช่วง 1-3 วันแรกหลังปลูก เช่น การใช้สารเคมีในรูปฟลูมิโอซาซิน (flumioxazin) ในอัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่ โดยการฉีดพ่นลงดิน2) การควบคุมกำจัดวัชพืชครั้งที่สองที่ควรทำที่ระยะประมาณ 1 เดือนหลังปลูกอาจมีแนวทางในการเลือกปฏิบัติรวม 3 ทางเลือกขึ้นกับความมากหรือน้อยของวัชพืชในแปลงปลูก ดังนี้2.1) ในกรณีที่มีวัชพืชไม่มาก ควรควบคุมโดยการใช้เครื่องจักรกลอย่างเดียวโดยการไถตัดดินเพื่อให้มวลดินที่ถูกไถกลบวัชพืชตลอดแนวยาวต่อเนื่องข้างแถวพืช เช่น การใช้ผาลคัตอะเวย์ไถกลบวัชพืช2.2) ในกรณีที่วัชพืชมีความหนาแน่นในระดับปานกลาง ควรควบคุมตามวิธีการที่มีรายละเอียดในข้อ 2.1) ข้างต้นร่วมกับการฉีดพ่นสารเคมีในรูปกลูโฟซิเนต (glufosinate) ในอัตรา 700-800 มิลลิลิตรต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่2.3) ในกรณีที่มีวัชพืชหนาแน่นมาก ควรควบคุมตามวิธีการที่มีรายละเอียดในข้อ 2.2) ข้างต้น (การใช้เครื่องจักรกล และสารเคมี) ร่วมกับการใช้แรงงานคนกำจัดวัชพืชด้วยมือเพื่อตัดหรือถากหญ้าที่ยังตกค้างอยู่ที่ระยะประมาณ 1 เดือนหลังปลูก วิธีการควบคุมกำจัดวัชพืชทั้ง 3 วิธี ได้แก่ วิธีการที่ 2.1)ที่ใช้เครื่องจักรกลอย่างเดียว และวิธีการที่ 2.2) และ 2.3) ซึ่งเป็นวิธีการแบบผสมผสาน เกษตรกรจะเลือกใช้วิธีการใดขึ้นกับปัญหาความมากหรือน้อยของวัชพืชดังกล่าวแล้วข้างต้น ค่าใช้จ่ายในการควบคุมกำจัด ความสะดวก และความยากหรือง่ายในทางปฏิบัติในการจัดหาสารเคมี การจัดจ้างเครื่องจักรกล และ/หรือแรงงานคนหลังระยะประมาณ 4 เดือนหลังปลูกไปจนถึงวันเก็บเกี่ยวที่ระยะประมาณ 10-12 เดือนหลังปลูก ปัญหาเกี่ยวกับวัชพืชในแปลงปลูกน่าจะมีไม่มากและน่าจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิบัติเพื่อควบคุมกำจัดวัชพืชอีก โดยเฉพาะกับแปลงปลูกที่มีการปรับปรุงบำรุงดิน และดูแลรักษาพืชอย่างเหมาะสมแล้วทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกเติบโตได้ดี และสร้างพุ่มใบให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกระหว่างต้นได้เร็ว อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีปัญหาเพราะยังมีวัชพืชในแปลงปลูกมาก เกษตรกรอาจควบคุมกำจัดวัชพืชเพิ่มเติม เช่น การใช้แรงงานคนตัดหรือถากหญ้า หรือโดยการฉีดพ่นสารเคมีในรูปไกลโฟเสต (glyphosate) ในอัตราตามคำแนะนำที่ปรากฏในสลากข้างขวดหรือภาชนะบรรจุ แต่การฉีดพ่นสารเคมีในรูปนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่จะต้องไม่ให้ละอองยาโดนใบหรือต้นมันสำปะหลัง


- 207 -9. การป้องกันกำจัดโรคพืชและแมลงศัตรู9.1 การป้องกันกำจัดโรคพืชโรคพืชเป็นปัจจัยทางชีวภาพที่เป็นข้อจำกัดของมันสำปะหลังที่อาจเกิดโรคต่าง ๆ ได้ไม่น้อยกว่า 50 ชนิดที่มีสาเหตุเกิดจากเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ไฟโตพลาสมา และไส้เดือนฝอย (Hillock et al.,2002) แต่เท่าที่มีรายงานจนถึงปี พ.ศ. 2562 ว่าพบการระบาดของโรคต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้แก่ โรคใบไหม้(bacterial blight) โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot) โรคแอนแทรคโนส (antracnose) โรครากและหัวเน่า(root rot and tuber rot) โรครากปม (root knot) และโรคใบด่างของมันสำปะหลัง (cassava mosaic disease) (ธนาคร และคณะ, 2525; อุดมศักดิ์, 2555; สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง, 2562b) อย่างไรก็ตามในที่นี้จะกล่าวถึงพอสังเขปเกี่ยวกับวิธีป้องกันหรือควบคุมการเกิดโรคแต่เฉพาะกับโรคที่พบบ่อย พบในหลาย ๆพื้นที่ หรือโรคที่พบการระบาดมาก อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของมันสำปะหลัง ได้แก่ โรครากเน่า โคนเน่า หัวเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคใบด่างที่กำลังระบาด และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงกับมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทยในปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ทั้งนี้ เพราะอาจทำให้ผลผลิตหัวสดลดลงได้มากถึงร้อยละ 40-80 ขึ้นกับระดับความรุนแรงของการเกิดโรค รวมทั้งการใช้วิธีการหรือมาตรการต่าง ๆ ถ้าจะมีการปฏิบัติว่าจะมีความเหมาะสมมากหรือน้อยเพียงใดในการป้องกันหรือควบคุมโรคใบด่าง1) โรครากเน่า โคนเน่า และหัวเน่าปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่า และหัวเน่าของมันสำปะหลัง คือ สภาพความชื้นของดินที่ขาดอากาศที่เกิดจากการท่วมขังของน้ำบนผิวหน้าดิน หรือเกิดน้ำท่วมขังใต้ผิวดินเหนือบริเวณชั้นดินที่มีความแข็งหรือเหนือชั้นดินดาน (perched water layer or table)ถ้าในแปลงปลูกเกิดการปรากฏของชั้นดินดานในชั้นหน้าตัดดิน รวมทั้งสมบัติอื่น ๆ ของดินโดยเฉพาะกับดินเนื้อละเอียดที่มีความแน่นแข็งและระบายน้ำไม่ดี(ภาพที่ 6.13)ภาพที่ 6.13 แปลงปลูกมันสำปะหลังที่มีน้ำท่วมขังยาวนานและปัญหาที่ทำให้เกิดโรครากเน่าและหัวมันเน่าที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2562)


- 208 -การป้องกันการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า และหัวเน่า หรืออย่างน้อยเพื่อเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาถ้าเกิดโรคแล้ว เกษตรกรควรปฏิบัติโดยการใช้มาตรการหรือวิธีการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการ เช่น คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร (2558) และ/หรือของอุดมศักดิ์(2555) ดังต่อไปนี้1.1) การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูกคัดเลือกท่อนพันธุ์ที่จะใช้ปลูกที่มีความสมบูรณ์และปราศจากโรคจากแปลงปลูกที่ไม่มีการปรากฏของโรครากเน่า โคนเน่า และหัวเน่า หรือถ้าหาต้นพันธุ์จากแปลงปลูกดังกล่าวไม่ได้ ก่อนปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์นาน 5-10 นาทีในน้ำยาของสารเคมีกำจัดเชื้อราในรูปเมทาลาซีล (metalaxyl) ที่ได้จากการผสมสารเคมีกับน้ำในอัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หลังแช่และผึ่งท่อนพันธุ์ให้แห้งแล้วควรนำไปปลูกให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง1.2) การจัดการดินเพื่อปรับปรุงสมบัติความแน่นแข็งและการระบายน้ำของดินถ้าหลีกเลี่ยงได้ ไม่ควรปลูกมันสำปะหลังในแปลงปลูกในบริเวณพื้นที่ที่เคยมีน้ำท่วมขังซึ่งบางช่วงในระหว่างฤดูฝนมีน้ำขังยาวนานและยังไม่เคยมีการใช้วิธีการใด ๆ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาก่อนเพราะอาจมีข้อจำกัดบางประการทางด้านการจัดการ ส่วนพื้นที่ปลูกในบริเวณอื่น ๆ ที่สามารถจัดการดินและพืชได้ ก่อนปลูกมันสำปะหลัง ควรมีการปฏิบัติเพื่อบรรเทาปัญหาการท่วมขังของน้ำทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดินเหนือชั้นดินดานในกรณีที่มีการปรากฏของชั้นดินดานใต้ผิวดิน เช่น โดยการใช้วิธีการต่าง ๆ อย่างเหมาะสมในการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้1.2.1) การจัดทำระบบการระบายน้ำในแปลงปลูกโดยการจัดทำร่องระบายน้ำภายในแปลงหรือบริเวณขอบแปลงเพื่อระบายน้ำออกจากแปลง1.2.2) ในแปลงปลูกที่พบการปรากฏของชั้นดินดานในชั้นหน้าตัดใต้ผิวดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชั้นดานไถพรวนที่มักพบที่ระดับความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ควรใช้วิธีการเตรียมดินครั้งแรกโดยการใช้เครื่องจักรกล และชนิด/ขนาดของจานไถในการไถดะให้ลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร หรือในกรณีที่ชั้นดินดานในชั้นหน้าตัดดินที่พบมีระดับความลึกในช่วง 30-50 เซนติเมตร ควรใช้ใถสิ่ว (chisel plow) หรือใช้ริปเปอร์(ripper) ที่ไถได้ลึกกว่าการไถดะไถทำลายชั้นดินดานในขณะที่ดินแห้งดังรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้แล้วในข้อ 4.2 ข้อย่อยที่ 1) และภาพที่ 6.32) โรคใบด่างเพื่อป้องกันการเกิดโรคใบด่างหรือเพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาในกรณีที่อาจเกิดการระบาดของโรคใบด่างในแปลงปลูก แนะนำให้ปลูกโดยเลือกใช้สายพันธุ์มันสำปะหลังที่มีความต้านทานต่อโรคใบด่าง(CMD-resistant lines) หรืออย่างน้อยเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่มีความทนทานต่อโรคใบด่าง (CMD-tolerant varieties) ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้แล้วในหัวข้อที่ 2 ข้อย่อยที่ 2.2หลังปลูก แนะนำให้สำรวจแปลงปลูกดังรายละเอียดในข้อ 2.11 และในกรณีที่พบต้นมันสำปะหลังที่เกิดโรคใบด่าง ควรมีการปฏิบัติเพื่อควบคุมการระบาดที่อาจเกิดมากขึ้น เช่น โดยการขุดถอนแล้วบรรจุต้น


- 209 -ลงในถุงดำ มัดปากถุงให้สนิทแล้ววางไว้ในแปลงจนกว่าต้นตาย (ภาพที่ 6.14) แล้วนำต้นตายในถุงหรือต้นที่พึ่งขุดได้ไปฝังกลบในหลุมลึกไม่น้อยกว่า 2 เมตร ภาพที่ 6.14 การทำลายต้นที่เกิดโรคใบด่างโดยการขุดถอนแล้วบรรจุต้นลงในถุงดำ มัดปากถุงให้สนิทแล้ววางไว้ในแปลงจนกว่าต้นตายที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2562)9.2 การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูแมลงศัตรูที่พบในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย ไร แมลงหวี่ขาว แมลงนูนหลวงและปลวก ซึ่งแมลงศัตรูที่ทำให้เกิดความเสียหายในระดับรุนแรงกับการปลูก การเติบโต และการให้ผลผลิตของมันสำปะหลังมากที่สุดตั้งแต่พบการระบาดครั้งแรกในพื้นที่ต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา คือ เพลี้ยแป้งโดยเฉพาะเพลี้ยแป้งสีชมพู(อุดมศักดิ์, 2555) ส่วนแมลงศัตรูชนิดอื่น ๆ พบการระบาดเป็นครั้งคราวในบางบริเวณที่ไม่มีความรุนแรงหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการเติบโตและการให้ผลผลิตของมันสำปะหลังมากเท่ากับที่เกิดจากเพลี้ยแป้งสีชมพู ดังนั้นสาระสำคัญเกี่ยวกับแมลงศัตรูมันสำปะหลังที่จะกล่าวถึงในหัวข้อนี้จะเน้นถึงวิธีการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูเป็นหลัก ส่วนแมลงศัตรูอื่น ๆ บางชนิด ได้แก่ เพลี้ยหอย ไรแดง และปลวก จะกล่าวถึงอย่างสั้น ๆ พอสังเขปเท่านั้น1) เพลี้ยแป้งสีชมพูการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูที่ให้ผลดีมีแนวทางต่าง ๆ ที่ในที่นี้อาจยกตัวอย่างถึงแนวทางปฏิบัติตามคำแนะนำของสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2558a, 2558b, 2559a) ดังต่อไปนี้1.1) ก่อนปลูก แช่ท่อนพันธุ์ในสารเคมี ชื่อ ไทอะมีโทแซม (thiametoxam, 50 %WG)ในอัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยแช่นาน 15-20 นาที ก่อนนำไปปลูก โดยอาจแช่ท่อนพันธุ์พร้อมปุ๋ยสังกะสีดังรายละเอียดที่ได้กล่าวมาก่อนแล้วในข้อที่ 3 ข้อย่อยที่ 3.21.2) ในพื้นที่ที่พบการระบาด ห้ามใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่น เพราะจะทำให้แมลงศัตรูตามธรรมชาติที่เป็นตัวห้ำ เช่น แตนเบียน (A. lopezi) แมลงช้างปีกใส ที่จะมีส่วนช่วยกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูถูกกำจัดไปด้วยและจะมีผลทำให้การระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูมีความรุนแรงมากขึ้น


- 210 -1.3) ใช้แตนเบียนเพื่อควบคุมการระบาดในแปลงปลูกมันสำปะหลังโดยสามารถขอรับแตนเบียนเพลี้ยแป้งสีชมพูได้จากสถาบันพัฒนามันสำปะหลังโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งในการปฏิบัติให้ปล่อยแตนเบียนในแปลงปลูกตามคำแนะนำของสถาบันฯ โดยการใช้แตนเบียนจำนวน 50-200 คู่ต่อไร่ มากหรือน้อยขึ้นกับความรุนแรงของการระบาดวิธีการในข้อที่ 1.1) ข้อที่ 1.3) และสิ่งที่ควรปฏิบัติในข้อที่ 1.2) ข้างต้น เป็นคำแนะนำและวิธีการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูที่ให้ผลดี และจะให้ผลดีมากยิ่งขึ้นถ้าใช้วิธีการดังกล่าวมากกว่า 1 วิธีการแบบบูรณาการหรือแบบผสมผสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วิธีการในข้อที่ 1.1) ร่วมกับวิธีการในข้อ 1.3) และน่าจะให้ผลดีที่สุดถ้าจะใช้วิธีการปฏิบัติในข้อที่ 1.2) ร่วมด้วย1.4) การปลูกในพื้นที่ที่พบการระบาด หลีกเลี่ยงการใช้พันธุ์หรือสายพันธุ์มันสำปะหลังที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดความเสียหายจากเพลี้ยแป้งสีชมพู เช่น มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 72 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พันธุ์มันสำปะหลังเบอร์ 891.5) สำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกต้นฤดูฝน กำหนดวันปลูกให้เหมาะสม เพื่อที่จะทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกเกิดผลกระทบจากสภาวะแห้งแล้งที่ยาวนานให้น้อยที่สุด หรือในอีกนัยหนึ่ง ช่วงวันปลูกในระยะตั้งแต่ต้นฤดูฝนจนถึงระยะที่สิ้นสุดฤดูฝน ควรมีความสอดคล้องกับปริมาณและการกระจายของฝนตลอดฤดูฝนที่มีการเกิดช่วงแล้งน้อยครั้งที่สุด หรือถ้าจะเกิดช่วงแล้งในแต่ละครั้งจะเกิดในระยะเวลาสั้นที่ไม่ยาวนานเกินไป2) แมลงศัตรูอื่นๆแมลงศัตรูอื่น ๆ ได้แก่ เพลี้ยหอย ไรแดง และปลวก โดยทั่วไป พบการระบาดมากในช่วงหลังปลูกที่มีสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ หลังปลูกในขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็กอยู่ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงวันปลูกที่ในระยะแรก ๆ หลังปลูกมีสภาพอากาศแห้งแล้งยาวนานเกินไปจะช่วยแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูชนิดดังกล่าวได้ไม่มากก็น้อย นอกจากนั้น การแช่ท่อนพันธุ์ในสารเคมีไทอะมีโทแซมเพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูยังช่วยป้องกันกำจัดเพลี้ยหอยที่ติดมากับท่อนพันธุ์ได้ด้วย หรือเกษตรกรอาจปฏิบัติโดยการเผาทำลายส่วนของพืชที่มีเพลี้ยและไรปรากฏอยู่ สำหรับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูใน กรณีที่เกิดการระบาดของไรแดง ให้ใช้สารเคมีในรูปฟอร์เมธทาเนต (formetanate) และไดโคฟอล (dicofol)ฉีดพ่นตามคำแนะนำในฉลาก ส่วนการป้องกันกำจัดปลวก ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก โดยการใช้สารเคมีในรูปคลอไพรีฟอส (chlopyriphos) หรือฟิโปรนิล (fipronil) (อุดมศักดิ์, 2555)


- 211 -10. การเก็บเกี่ยวสำหรับการปลูกมันสำปะหลังเพื่อการผลิตหัวสด ปัจจัยที่ควรใช้เป็นหลักการสำคัญในการพิจารณาเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังอย่างเหมาะสม ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงแต่เฉพาะมันสำปะหลังที่ปลูกต้นฤดูฝนโดยอาศัยน้ำฝนเท่านั้น ได้แก่ วัน เดือนหรือช่วงเดือนในรอบปีปฏิทินที่ควรเก็บเกี่ยว อายุของมันสำปะหลังที่เก็บเกี่ยวตามชนิดพันธุ์ที่ปลูกและวิธีการเก็บเกี่ยวในขั้นตอนต่าง ๆ ที่น่าจะมีความเหมาะสมและอาจใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้10.1 สำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกต้นฤดูฝน วัน เดือนหรือช่วงเดือนในรอบปีปฏิทินที่น่าจะเหมาะสมต่อการเก็บเกี่ยวควรเป็นช่วงปลอดฝนในฤดูแล้ง เช่น ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์หรืออาจมีช่วงแล้งยาวนานถึงเดือนมีนาคม ทั้งนี้เพราะหัวสดของมันสำปะหลังที่เก็บเกี่ยวได้จะมีปริมาณแป้งสูงตามศักยภาพของชนิดพันธุ์ที่ใช้ปลูก ไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงใกล้ฤดูฝนที่เริ่มมีฝนตกในปริมาณมากหรือช่วงต้นฤดูฝนที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยเฉพาะในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งก็ขึ้นกับสภาพอากาศที่แตกต่างกันในพื้นที่ปลูกนั้น ๆ ทั้งนี้เพราะถ้าดินมีความชื้นมากเกินไปอาจทำให้หัวมันสดที่เก็บเกี่ยวได้มีปริมาณแป้งต่ำ 10.2 พันธุ์มันสำปะหลังที่สำคัญต่าง ๆ ส่วนใหญ่ เช่น พันธุ์ระยอง 5 พันธุ์ระยอง 7 พันธุ์ระยอง 90 พันธุ์ห้วยบง 60 พันธุ์ห้วยบง 80 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ควรเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุ 10-12 เดือน โดยเฉพาะเมื่อมีอายุ ประมาณ 11 เดือนหลังปลูก ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มีระยะเวลาประมาณ 1 เดือนในการเตรียมการเพื่อการปลูกในรอบปีเพาะปลูกต่อไปที่จะมีการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุประมาณ 11 เดือนหลังปลูกเช่นกัน สำหรับมันสำปะหลังบางพันธุ์ เช่น พันธุ์ระยอง 60 อาจเก็บเกี่ยวที่ระยะเร็วกว่าได้ เช่น ที่ระยะ 8 เดือนหลังปลูกและมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 9 พันธุ์ระยอง 11 อาจเก็บเกี่ยวที่อายุมากกว่า 12 เดือนหลังปลูก10.3 วิธีการเก็บเกี่ยวในขั้นตอนต่าง ๆ อาจมีความแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ เช่น ขนาดของเนื้อที่ปลูกที่จะเก็บเกี่ยว ค่าใช้จ่าย ความยากง่ายในการจัดจ้างแรงงานคนนอกครัวเรือน และ/หรือการจัดจ้างเครื่องจักรกลและความสะดวกในทางปฏิบัติ เช่น ถ้ามีเนื้อที่ที่จะเก็บเกี่ยวมากอาจมีการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จโดยผู้รับเหมาจัดหารถขุด แรงงานคน รถตัก และรถบรรทุกมาเอง แต่ถ้ามีเนื้อที่ไม่มาก เกษตรกรผู้เก็บเกี่ยวอาจใช้แรงงานคนในครัวเรือนทั้งหมดหรือใช้แรงงานคนในครัวเรือนเป็นหลักร่วมกับการจ้างแรงงานจากนอกครัวเรือนบางส่วน และ/หรือการจ้างรถขุดโดยเป็นการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวในขั้นตอนสำคัญที่ควรมีการปฏิบัติ ได้แก่1) ตัดต้นพันธุ์ที่จะใช้เตรียมท่อนพันธุ์ปลูกในฤดูกาลถัดไปหรือเพื่อจำหน่ายแล้วนำมากองรวมไว้ข้างแปลงก่อนนำไปตั้งกองรอปลูกหรือรอจำหน่ายรวมกันในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อไป (ภาพที่ 6.15)


- 212 -ภาพที่ 6.14 ตัดต้นพันธุ์แล้วนำมากองรวมข้างแปลง ขุดหัวมันสดมากองรวมกันเพื่อตัดแยกเหง้า แล้วขนย้ายหัวมันสดที่ตัดแยกเหง้าแล้วออกไปจากแปลงปลูก ที่มา: สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง (2562)2) ขุดหัวมันสดโดยใช้แรงงานคน ใช้รถขุด หรือใช้ร่วมกันตามความเหมาะสม เช่น ในกรณีที่ใช้รถขุดเพื่อขุดหัวอย่างเดียว ควรมีการใช้แรงงานคนในการขุดหัวมันเพิ่มเติมแบบเก็บตกที่รถขุดขุดได้ไม่หมดหรือไม่สมบูรณ์(ภาพที่ 6.14)3) การนำหัวมันสดที่ขุดได้มากองรวมกันเพื่อตัดแยกเหง้าแล้วขนย้ายหัวมันสดที่ตัดแยกเหง้าแล้วออกไปจากแปลงปลูกเพื่อจำหน่ายต่อไป (ภาพที่ 6.14)11. วิธีการอื่น ๆ ที่ควรปฏิบัติเพิ่มเติมวิธีเขตกรรมเพื่อปลูกมันสำปะหลังในขั้นตอนต่าง ๆ ทั้ง 10 ขั้นตอนข้างต้น วิธีการบางขั้นตอนในระยะหลังปลูกจนถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรมีการออกสำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังเป็นระยะ ๆ เช่น เดือนละครั้งหรือ 2 เดือนต่อครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกสำรวจแปลงปลูกในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังปลูกที่ควรมีการปฏิบัติอย่างน้อยเดือนละครั้งเพื่อสังเกตุการณ์และมีการปฏิบัติเพิ่มเติมบางประการดังต่อไปนี้ เพื่อให้วิธีการเขตกรรมในขั้นตอนดังกล่าวเกิดผลดีตามที่ต้องการให้มากที่สุด หรือเพื่อให้ได้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากข้อจำกัดทางกายภาพและทางชีวภาพต่าง ๆ ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังที่ปลูกต้นฤดูฝน11.1 ที่ระยะประมาณ 1-2 เดือนหลังปลูกควรออกสำรวจแปลงปลูกเพื่อสังเกตการณ์มีการปฏิบัติโดยการนับและบันทึกจำนวนต้นต่อเนื้อที่ในบริเวณพื้นที่ที่มีจำนวนต้นตายมากและมีต้นที่มีชีวิตน้อยผิดปกติ เช่น ถ้าพบว่ามีจำนวนต้นตายมากกว่าร้อยละ 30 อาจจะถือได้ว่ามีจำนวนต้นตายมากผิดปกติและอาจมีผลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณผลผลิตหัวสดโดยรวม (Villamayor, 1988)11.2 สังเกตการณ์เกี่ยวกับลักษณะการเติบโตโดยทั่วไปของมันสำปะหลังในแปลงปลูก เช่น ขนาดของต้นทั้งทางด้านความสูงและขนาดของทรงพุ่ม ลักษณะอาการผิดปกติของต้นโดยรวม ของยอดอ่อนกิ่ง ก้านใบ และใบ โดยเฉพาะสีของใบที่อาจเกิดจากการขาดธาตุอาหารพืชบางชนิด โดยเฉพาะ ลักษณะอาการ


- 213 -ขาดเหล็กหรือสังกะสีที่ถ้ามันสำปะหลังที่ปลูกในสภาพไร่ขาดธาตุอาหารทั้ง 2 ชนิดมักจะแสดงลักษณะอาการให้เห็นได้อย่างชัดเจนมาก หรือลักษณะของต้น และ/หรือใบที่เติบโตผิดปกติที่เกิดจากการปรากฏ และการทำลายของโรค และ/หรือแมลงศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคใบด่างและเพลี้ยแป้งสีชมพู ในกรณีที่พบการปรากฏของต้นที่เป็นโรคใบด่างซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ที่มีความร้ายแรงมาก ควรมีการจัดการแก้ไขทันทีโดยวิธีการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในข้อที่ 9 ข้อย่อยที่ 9.1)11.3 ในช่วงการเติบโตของมันสำปะหลังที่มีฝนตกหนาแน่น ฝนตกแต่ละครั้งมีปริมาณมากและตกต่อเนื่องยาวนาน ควรมีการสังเกตการณ์และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับร่องรอยการปรากฏกับระดับความรุนแรงของการเกิดการกร่อนดิน (soil erosion) และการไหลบ่าของน้ำฝนในแปลงปลูก โดยเฉพาะ ในพื้นที่ปลูกที่ไม่ราบเรียบหรือมีความลาดชัน และรวมทั้งการเกิดการท่วมขังของน้ำบนผิวหน้าดินที่มีความยาวนานผิดปกติในแปลงปลูกที่มีลักษณะพื้นที่ราบเรียบ ข้อมูลและผลการสำรวจที่ได้จากบันทึกและการสังเกตการณ์ต่าง ๆ ในแปลงปลูกมันสำปะหลัง ควรนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่มาที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว และใช้สาเหตุที่วิเคราะห์ได้มากำหนดแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข โดยควรมีการดำเนินการทันทีหรืออย่างทันกาลกับปัญหาที่สำรวจพบในแปลงปลูก เช่นถ้าพบว่าใบมันสำปะหลังแสดงลักษณะอาการขาดสังกะสี ก็ควรมีการใช้ปุ๋ยสังกะสีทางใบตามคำแนะนำที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้(บทที่ 5 ตารางที่ 5.17) หรือใช้ผลการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขสำหรับการปลูกในครั้งต่อ ๆไป เช่น มาตรการในการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดการกร่อนดินปัญหาที่เกิดจากจำนวนต้นตายที่พบมากที่อาจเกิดจากการใช้ท่อนพันธุ์ปลูกที่มีคุณภาพไม่เหมาะสม ปัญหาที่เกิดจากการปรากฏของโรคใบด่าง ฯลฯ


- 214 -ภาคผนวกท้ายเล่มบทเสริมเรื่อง หลักการเบื้องต้นในการทดลองด้านดินและปุ๋ยและกรณีศึกษา1. หลักการเบื้องต้นในการทดลองด้านดินและปุ๋ย1.1 คำนำนอกจากวิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังโดยการสังเกตลักษณะอาการผิดปกติที่แสดงออกในส่วนต่าง ๆ ของต้นมันสำปะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของใบ และการวัดการเติบโตของพืช การวิเคราะห์ตัวอย่างดินที่ปกติจะเก็บจากแปลงปลูกก่อนปลูกพืชและการวิเคราะห์ตัวอย่างพืชหลังปลูกแล้ว การทดสอบทางชีวภาพ (biological test) โดยการทดลองปลูกมันสำปะหลังในไร่เป็นวิธีการประเมินอีกวิธีการหนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือสูง ถ้ามีการวางแผนการทดลองและมีการปฏิบัติตามแผนการทดลองอย่างถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งเป็นวิธีการที่นักวิชาการด้านดินและปุ๋ยนิยมปฏิบัติอย่างแพร่หลายในการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์และผลิตภาพของดิน (soil productivity) โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับกลไกและพลวัตด้านความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังรวมทั้งการประเมินประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ยเคมีที่อาจมีการดำเนินการต่อไปภายหลังจากที่ได้เรียนรู้ถึงสมบัติทางด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะปลูกมันสำปะหลังแล้ว เช่น ประสิทธิภาพของชนิดปุ๋ยเคมีที่จะใช้ต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง อัตราปุ๋ยเคมีชนิดดังกล่าวที่ควรใส่ ช่วงระยะเวลาใส่และวิธีการใส่ที่เหมาะสมอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าวิธีการทดลองในไร่จะเป็นวิธีการประเมินที่มีความน่าเชื่อถือสูง แต่ถ้ามีการเตรียมการในการกำหนดพื้นที่ทดลองไม่ถูกต้อง เช่น การเลือกพื้นที่และการพิจารณาเกี่ยวกับสมบัติของดินในแปลงที่จะทำแปลงทดลอง มีการออกแบบแผนการทดลองและใช้วิธีการปฏิบัติไม่เหมาะสม ผลการทดลองที่ได้อาจมีความแปรปรวนสูง ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายในการทดลองโดยไม่จำเป็น ดังนั้น ในการทดลองปลูกมันสำปะหลังในไร่ นักวิจัยควรเตรียมการตั้งแต่การเลือกพื้นที่ทดลอง การวางแผนการทดลอง และวิธีการดำเนินการทดลองด้วยความรอบคอบและมีความถูกต้องในหลักการทางวิชาการ รวมทั้งมีความประณีตในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติเพื่อลดความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการทดลอง (experimental error)ลงให้มากที่สุดซึ่งจะส่งผลทำให้ได้ผลการทดลองที่มีความน่าเชื่อถือสูงเนื้อหาทางวิชาการที่มีการเรียบเรียงไว้ในบทเสริมในภาคผนวกท้ายเล่มประกอบด้วยสาระสำคัญต่าง ๆ เกี่ยวกับ หลักการและวิธีการวางแผนการทดลองเบื้องต้นโดยการเน้นถึงวิธีการทดลองทางด้านดินและปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ที่นักวิจัยนิยมปฏิบัติกันโดยทั่วไป การเลือกพื้นที่ทดลองอย่างเหมาะสมโดยการพิจารณาสภาพของพื้นที่ และความแปรปรวนของสมบัติของดิน การประเมิน และการแก้ไขปัญหาด้านความแปรปรวนของดิน การแข่งขันของพืชทดลองที่ปลูก และการควบคุมผลกระทบที่เกิดจากการแข่งขันของพืชที่ทดลองเพื่อเป้าหมายในการลดความผิดพลาดของการทดลองให้มากที่สุด และตัวอย่างที่เป็นกรณีศึกษาที่ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในการดำเนินการทดลอง


- 215 -1.2 วิธีการวางแผนการทดลองการทดลองด้านดินและปุ๋ยกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ซึ่งในที่นี้จะเน้นเฉพาะการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลักอาจออกแบบแผนการทดลองได้หลายรูปแบบ เช่น แผนการทดลองปุ๋ยที่ต้องการศึกษาปัจจัยเดียว(single-factor experiments) เช่น ชนิดปุ๋ยหรืออัตราปุ๋ย โดยแผนการทดลองที่นิยมใช้มากที่สุด คือ แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (Randomized Complete Block Design: RCBD) การศึกษา 2 ปัจจัย (two-factor experiments) เช่น การประเมินชนิดปุ๋ยร่วมกับอัตราปุ๋ยที่นิยมใช้การกำหนดตำรับการทดลองแบบปัจจัยร่วม (treatment’s factorial combination ซึ่งในที่นี้จะเขียนให้สั้นลงว่า treatment combination) ของการทดลองแบบแฟคทอเรียล (Factorial experiment) ลงในแผนการทดลองแบบ RCBD และการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต (Split-Plot Design) และสตริป-พล็อต (Strip-Plot Design) และการศึกษามากกว่า 2 ปัจจัย (three-or-more-factor experiments) ที่แนะนำให้ใช้แผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อต(Split-Split Plot Design) และสตริป-สปลิต-พล็อต (Strip-Split-Plot Design) (Gomez and Gmez, 1984;Howeler, 2014) ซึ่งแผนการทดลองเพื่อศึกษาปัจจัยผันแปรแต่ละรูปแบบมีหลักการในการออกแบบข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ เหตุผล และเงื่อนไขที่สำคัญบางประการ ดังต่อไปนี้1.2.1 การทดลองปัจจัยเดียว1) แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) เป็นแผนการทดลองที่ตำรับการทดลอง (treatment) ถูกสุ่มอย่างสมบูรณ์เพื่อให้แต่ละหน่วยทดลองมีโอกาสเท่ากันในการกำหนดตำรับการทดลอง ความแตกต่างใด ๆ ระหว่างหน่วยทดลองทั้งหมดที่เกิดจากตำรับการทดลองเดียวกัน คือ ความคลาดเคลื่อนของการทดลอง ดังนั้น CRD เป็นแบบแผนการทดลองที่เหมาะสมสำหรับการวิจัยที่หน่วยทดลองมีความแปรปรวนน้อยหรือมีลักษณะเหมือนกัน (homogeneity) มากที่สุด เช่น การทดลองในห้องปฏิบัติการหรือการทดลองปลูกพืชในกระถางในโรงเรือนซึ่งผลของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีความแปรปรวนน้อยกว่าหรือสามารถควบคุมความแปรปรวนได้ดีกว่าการทดลองปลูกพืชในไร่ที่มีความแปรปรวนมากกว่า เช่น ความแปรปรวนของสมบัติของดินในแปลงปลูก ทำให้ไม่นิยมใช้แผนการทดลองแบบ CRD กับการทดลองปลูกพืชรวมทั้งมันสำปะหลังในไร่1.1) การสุ่มและการออกแบบแปลงทดลองสำหรับการทดลองในไร่กับมันสำปะหลัง การสุ่ม และการออกแบบแปลงทดลองของแผนการทดลองแบบ CRD เป็นการออกแบบตำรับการทดลอง เช่น โดยการกำหนดให้มีตำรับการทดลอง 4 ตำรับฯ คือ ตำรับฯ A, B, C และ D และแต่ละตำรับการทดลองทำ 5 ซ้ำ (replication) สามารถดำเนินการตามขั้นตอนก่อนและหลังตามลำดับ ดังนี้ขั้นตอนที่ 1คำนวน และกำหนดจำนวนแปลงย่อย (plot) ซึ่งเป็นแปลงที่ถูกแบ่งออกเพื่อศึกษาผลของการใช้ตำรับการทดลอง (treated plot) ทั้งหมดที่ประกอบด้วยตำรับการทดลอง (t) จำนวน 4ตำรับฯ 5ซ้ำ (r) รวมจำนวนแปลงย่อยทั้งหมด (n) เท่ากับ t x r ซึ่งในกรณีนี้ n = t x r = 4 x 5 = 20 แปลงย่อย


- 216 -ขั้นตอนที่ 2กำหนดเลขที่แปลงย่อยทั้ง 20แปลง เป็น แปลงที่ 1ถึงแปลงที่ n (n = 20) หรือแปลงที่ 1ถึงแปลงที่ 20ขั้นตอนที่ 3 สุ่มตำรับการทดลอง A, B, C และ D ลงในแปลงย่อยทั้ง 20 แปลง โดยการเลือกใช้วิธีการสุ่มรวม 2 วิธีการ คือ การสุ่มจากตารางเลขสุ่ม หรือการใช้วิธีการสุ่มโดยการจับสลากตำรับการทดลอง (drawing lots) ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงแต่เฉพาะวิธีการสุ่มโดยการจับสลากตำรับการทดลองเท่านั้นเพราะเป็นวิธีการที่สามารถปฏิบัติได้โดยวิธีการง่าย ๆ โดยการตัดกระดาษขาวที่มีขนาดพอเหมาะเท่า ๆ กัน เขียนตำรับการทดลองลงไป เช่น ตำรับการทดลอง A, B, C และ D ให้มีจำนวนตำรับการทดลองละ 5 ใบ หรือ 5 ซ้ำ รวมทั้งหมด 4 ตำรับการทดลอง ( A, B, C, D) x 5 ซ้ำ = 20 ใบ ประกอบด้วยกระดาษที่เขียนอักษรว่า A, B, C, D อักษรละ 5 ใบ ใส่ลงในกล่องที่เหมาะสม หลังจากนั้น เขย่ากล่องแล้วจับสลากตำรับการทดลองทีละแผ่น และเขย่ากล่องทุกครั้งก่อนจับครั้งต่อ ๆ ไปจนครบทั้ง 20 ใบ แล้วบันทึกผลการจับสลากฯ แต่ละครั้งดังต่อไปนี้สลากตำรับการทดลองที่จับได้ D B C D A C B A B Dลำดับครั้งที่จับสลาก 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10สลากตำรับการทดลองที่จับได้ A C C D C B B A A Dลำดับครั้งที่จับสลาก 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20หลังจากนั้น นำผลจากการจับสลากตำรับการทดลอง A, B, C และ D ที่ได้และลำดับครั้งที่จับสลากครั้งที่ 1-20 มาบรรจุลงแปลงย่อยในแผนผังการทดลองแบบ CRD ดังต่อไปนี้ 1D2B3C4D5A6C7B8A9B10D11A12C13C14D15C16B17B18A19A20D


- 217 -การสุ่มแบบสมบูรณ์ลงในบล็อกใหญ่บล็อกเดียวที่ประกอบด้วยแปลงย่อยที่ถูกวัดแบ่งให้มีขนาดเท่ากันจำนวน 20 แปลงฯสำหรับการใช้ตำรับการทดลองที่ต้องการทดสอบจำนวน 4 ตำรับฯ (A, B, C และ D) แต่ละตำรับการทดลองทำ 5 ซ้ำ ทำให้ตำรับการทดลองทั้ง 4 ตำรับฯ ถูกสุ่มลงแปลงย่อยอย่างอิสระที่ไม่มีการแยกซ้ำทั้ง 5 ซ้ำ ซึ่งจะทำให้มีสัดส่วนของแปลงย่อยในระดับซ้ำแยกจากกัน โดยแต่ละซ้ำมีการสุ่มตำรับการทดลอง A, B, C และ D จนครบ ซึ่งแตกต่างจากการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) ที่ตำรับการทดลองแต่ละตำรับฯ จะถูกสุ่มลงจนครบในแต่ละบล็อกหรือซ้ำ ทำให้ไม่มีตำรับการทดลองที่เหมือนกันใด ๆ จับกลุ่มอยู่ในแปลงย่อยที่อยู่ติดกันเหมือนการสุ่มและการวางแผนการทดลองแบบ CRD ซึ่งการที่การสุ่มตำรับการทดลองแบบ CRD ทำให้ตำรับการทดลองเดียวกันอาจถูกสุ่มออกมาอยู่ในแปลงติดกันหรือมีตำแหน่งแปลงอยู่ใกล้กันเป็นกระจุกไม่กระจายออกไปในแต่ละซ้ำเหมือนกับการวางแผนการทดลอง แบบ RCBD ก็เป็นเพราะการทดลองมีการดำเนินการภายใต้สภาพแวดล้อมของพื้นที่ทดลองที่มีความแปรปรวนน้อย เช่น สภาพดินในแต่ละแปลงย่อยในพื้นที่ทดลองหรือสภาพแวดล้อมระหว่างกระถางทดลองในกรณีเป็นการทดลองปลูกพืชในกระถางในโรงเรือนทดลองที่สภาพแวดล้อมมีความสม่ำเสมอไม่แตกต่างกันมากเหมือนสภาพความแปรปรวนของดิน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ในการทดลองแบบ RCBD ในไร่ ดังนั้น แผนการทดลองแบบ CRD จึงมีความเหมาะสมกับการทดลองกับมันสำปะหลังที่ปลูกภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความแปรปรวนไม่มากหรือมีสภาพแวดล้อมที่สามารถควบคุมให้มีความแปรปรวนน้อยลงได้2) แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (Randomized Complete BlockDesign: RCBD) เป็นแผนการทดลองที่นิยมใช้มากที่สุดแบบหนึ่งในการวิจัยทางเกษตร โดยเฉพาะกับการทดลองในไร่ (field experiment) ที่ใช้จำนวนตำรับการทดลอง (treatment) ไม่มากและสามารถทำนายระดับชั้นผลิตภาพของดิน (soil productivity gradient) บริเวณแปลงทดลองในเบื้องต้นได้ โดยรูปแบบเฉพาะตัวที่เด่นชัดของวิธี RCBD คือ การใช้บล็อก (block) หรือซ้ำ (replication) ที่มีขนาดเท่ากันและในแต่ละบล็อกหรือซ้ำประกอบด้วยตำรับการทดลองครบทั้งหมด วัตถุประสงค์ของการแบ่งบล็อก (blocking) คือ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของการทดลอง (experimental error) เป็นหลัก2.1) เทคนิคการแบ่งบล็อก (Blocking Technique) วัตถุประสงค์สำคัญของการแบ่งบล็อกคือเพื่อลดความผิดพลาดหรือความคลาดเคลื่อนของการทดลองโดยการลดความแปรปรวนที่เกิดจากหน่วยทดลอง (experimental units) ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลจากการกำหนดกลุ่มของหน่วยทดลองลงในบล็อก เพื่อให้ความแปรปรวนภายในบล็อกมีน้อยที่สุดและความแปรปรวนระหว่างบล็อกมีมากที่สุด ทั้งนี้เพราะความแปรปรวนภายในบล็อกเท่านั้นที่จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของการทดลอง การแบ่งบล็อกออกเป็นแปลงย่อย (plot) ภายในบล็อกจะเกิดผลดีที่สุดถ้าสามารถทราบหรือคาดคะเนถึงลักษณะความแปรปรวนของพื้นที่ทดลองได้ เพราะจะทำให้สามารถกำหนดรูปร่างแปลงย่อย (plot shape) และการจัดเรียงบล็อกเพื่อให้ความแปรปรวนส่วนใหญ่เกิดจาก


- 218 -ความแตกต่างระหว่างบล็อกโดยแปลงย่อยภายในบล็อกมีความสม่ำเสมอมากที่สุด หรือมีความแปรปรวนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้การแบ่งบล็อกอย่างเหมาะสมควรดำเนินการใน 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก ใช้แหล่งที่มาของความแปรปรวนเป็นหลักในการแบ่งบล็อก และแนวทางที่สอง ใช้การแบ่งบล็อกโดยเลือกรูปร่างและการจัดเรียงบล็อก โดยทั่วไป แหล่งที่มาของความแปรปรวนที่สำคัญที่ควรใช้ประกอบการพิจารณาในการแบ่งบล็อก คือความแปรปรวนที่ถึงแม้ว่าจะมีความแปรปรวนสูงมาก แต่ก็สามารถคาดคะเนความแปรปรวนได้ดีและชัดเจน เช่น ความแปรปรวนของดินในพื้นที่หรือในที่ดินที่ใช้ทดลองปุ๋ยเพื่อประเมินผลผลิตของมันสำปะหลัง ความลาดเทของพื้นที่ที่จะวางแปลงทดลอง การเจริญเติบโต และผลผลิตของมันสำปะหลังภายใต้สภาพดินที่ขาดน้ำหลังจากจำแนกแหล่งที่มาของความแปรปรวน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแบ่งบล็อกแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ การกำหนดขนาดและรูปร่างของบล็อกเพื่อให้ความแปรปรวนระหว่างบล็อกเกิดมากที่สุดในขณะที่ความแปรปรวนภายในแต่ละบล็อกมีน้อยที่สุดโดยใช้แนวทางประกอบการพิจารณาดังนี้(1) ถ้าพื้นที่ทดลองมีสภาพไม่เหมือนกัน เช่น มีระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินแปรปรวนแตกต่างกัน และเกิดความแปรปรวนในทิศทางเดียว เช่น เป็นพื้นที่ลาดเททิศทางเดียว ในกรณีเช่นนี้ ควรกำหนดขนาดและรูปร่างของบล็อกโดยการกำหนดให้ด้านหนึ่งยาวและด้านหนึ่งแคบแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า(rectangular) โดยการแบ่งและวางตำแหน่งของบล็อกให้ด้านยาวตั้งฉากกับทิศทางของความแปรปรวนที่เกิดจากความแตกต่างของระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หรือวางแปลงทดลอง โดยกำหนดให้ด้านความยาวของแปลงแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าพาดขวางระดับความลาดเทของพื้นที่ลาดเทจากพื้นที่ด้านบนลงสู่พื้นที่ด้านล่างของความลาดเท (ภาพที่ 1) ทั้งนี้เพื่อลดความแปรปรวนของสมบัติของดินในแปลงทดลองในระดับแปลงย่อยที่จะแบ่งต่อมาในแต่ละบล็อกตามจำนวนตำรับการทดลองที่ต้องการศึกษา หรือเพื่อลดความคลาดเคลื่อนของการทดลอง เพื่อให้ผลที่จะเกิดจากการใช้ตำรับการทดลองที่ต้องการศึกษาสามารถแสดงผล (treatment effects)ออกมาได้อย่างเด่นชัดมากขึ้น


- 219 - พื้นที่ลาดเทด้านบน ความแตกต่างด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินทิศทางเดียว พื้นที่ลาดเทด้านล่าง (Upper slope-area) (Unidirectional-soil fertility gradient). (Lower slope-area)ตำรับการทดลองที่ 1 4 3 2 6 5 ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3 ซ้ำที่ 4ภาพที่ 1 การแบ่งแปลงย่อยในแต่ละบล็อก (block) หรือซ้ำ (replication) ของแผนการทดลองแบบ RCBD ที่มี 6 ตำรับการทดลองต่อซ้ำ รวม 4 ซ้ำ โดยการวางบล็อกและแปลงย่อยให้มีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าและให้บล็อกและแปลงย่อยที่แบ่งมีตำแหน่งตั้งฉากกับทิศทางความแตกต่างด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน(2) ถ้าความแตกต่างด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน (soil fertility gradient)บนพื้นที่ที่จะตั้งแปลงทดลองปรากฏในสองทิศทาง เช่น เป็นพื้นที่ลาดเทที่มีความลาดเทสองทิศทางและทิศทางหนึ่งมีความแตกต่างมากกว่าอีกทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน การวางแปลงทดลองให้แบ่งแปลงย่อยภายในบล็อกและกำหนดตำแหน่งการวางแปลงเหมือนกับพื้นที่ที่มีความแตกต่างด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินทิศทางเดียวดังกล่าวแล้วข้างต้น (ภาพที่ 1) โดยการวางแปลงบนพื้นที่ลาดเทในทิศทางที่ดินมีระดับความอุดมสมบูรณ์แตกต่างมากกว่าเป็นหลักโดยไม่ต้องคำนึงถึงพื้นที่ลาดเทในอีกทิศทางหนึ่งที่มีความแตกต่างหรือมีความแปรปรวนน้อยกว่า(3) ในกรณีที่ความแตกต่างด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินของพื้นที่ที่จะทดลองปรากฏในสองทิศทางโดยที่ในแต่ละทิศทาง ดินมีความแตกต่างมากพอ ๆ กัน และปรากฏในตำแหน่งที่ทั้งสองทิศทางตั้งฉากกัน การกำหนดรูปร่างของบล็อกและแปลงย่อยในแต่ละบล็อกควรกำหนดให้มีด้านยาวและ


- 220 -ด้านกว้างใกล้เคียงกันหรือให้มีรูปแปลงใกล้เคียงกับสี่เหลี่ยมจัตุรัส (square) เช่น กำหนดให้แปลงย่อยภายในบล็อกหรือซ้ำ มีขนาดความกว้างและความยาวใกล้เคียงกัน เช่น ขนาด 8 x 10 เมตร เป็นต้น(4) ถ้าพื้นที่แปลงใหญ่ที่จะตั้งหรือแบ่งบล็อกและแปลงตำรับการทดลอง ซึ่งในที่นี้จะเรียกว่าแปลงย่อยในแต่ละบล็อก (plot) ไม่สามารถคาดคะเนความแปรปรวนทางด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินในบริเวณต่าง ๆ ภายในพื้นที่ทั้งหมดของแปลงใหญ่ได้ เช่น เป็นพื้นที่ทดลองที่มีสภาพราบเรียบหรือมีระดับความลาดเท 0-2 เปอร์เซ็นต์ ควรกำหนดรูปร่างของบล็อกและแปลงย่อยภายในบล็อกให้มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัส (square) หรือให้มีรูปร่างแปลงใกล้เคียงกับสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้มากที่สุดเมื่อไรก็ตามที่จะแบ่งบล็อก (blocking) เพื่อจัดแปลงทดลอง เอกลักษณ์ของบล็อกและวัตถุประสงค์ของการแบ่งบล็อกต้องสอดคล้องกันตลอดการทดลอง โดยถ้ามีแหล่งที่มาของความแปรปรวนที่นักวิจัยควบคุมไม่ได้ การดำเนินการวิจัยต้องแน่ใจว่าความแปรปรวนที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าวเกิดในพื้นที่ระหว่างบล็อกมากที่สุดและเกิดภายในบล็อกน้อยที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการใส่ปุ๋ยเคมีให้กับมันสำปะหลังที่ระยะ 1 เดือนหลังปลูกในแปลงทดลองขนาดใหญ่ที่มีหลายบล็อกหรือหลายซ้ำ (replication) แต่มีแรงงานคนที่จะใส่ปุ๋ยเคมีไม่เพียงพอที่จะทำให้งานเสร็จทั้งหมดภายในวันเดียว งานที่จะสามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันเดียว ควรทำให้เสร็จกับทุกแปลงย่อยที่อยู่ภายในบล็อกเดียวกันในวันเดียวกัน หรือทำให้เสร็จสมบูรณ์ทีละบล็อกหรือทีละซ้ำ เช่น วันแรกควรทำงานในบล็อกที่หนึ่งให้เสร็จ แล้ววันต่อมาทำงานต่อในบล็อกที่สองจนเสร็จ อย่าปฏิบัติแบบครึ่ง ๆ กลางๆเช่น วันแรกใส่ปุ๋ยเคมีในบล็อกที่หนึ่งและบล็อกที่สองเสร็จเพียงบางส่วน วันต่อมาจึงปฏิบัติต่อกับทั้งสองบล็อกจนเสร็จ การปฏิบัติให้เสร็จสมบูรณ์ทุกแปลงย่อยครั้งละบล็อกโดยแรงงานคนกลุ่มเดียวกันในวันเดียวกัน จะทำให้ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นระหว่างวัน เช่น ความแตกต่างของสภาพอากาศ ฯลฯ จะกลายเป็นความแปรปรวนระหว่างบล็อกที่ไม่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของการทดลอง (experimental error) ภายในบล็อก หรืออย่างในกรณีที่ต้องการวัดการเติบโตของมันสำปะหลังในแปลง เช่น ความสูงของต้น โดยมีผู้วัดผลมากกว่า 1 คน ผู้วัดผลคนใดคนหนึ่งจะต้องวัดข้อมูลในแปลงย่อยทุกแปลงของบล็อกเดียวกันจนเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด เช่น ถ้ามีผู้วัดผลเพื่อเก็บข้อมูลความสูงของต้นมันสำปะหลังจำนวนทั้งสิ้น 4 คน ในแปลงที่มีการวางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 4 บล็อก หรือ 4 ซ้ำ และมี 9 ตำรับการทดลองหรือ 9 แปลงย่อย (treated plot) ต่อซ้ำ การวัดข้อมูลควรปฏิบัติพร้อมกันซ้ำละ 1 คน โดยวัดให้เสร็จทั้ง 9 แปลงทดลองย่อยโดยไม่ต้องช่วยกันวัดมากกว่า 1คนในบล็อกหรือซ้ำเดียวกัน การปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้ความแปรปรวนที่เกิดจากการปฏิบัติของผู้วัดผลแต่ละคนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความแปรปรวนระหว่างบล็อกหรือซ้ำที่ไม่ใช่ความคลาดเคลื่อนของการทดลองที่เกิดขึ้นภายในแต่ละซ้ำ2.2) การสุ่มและการออกแบบแปลงทดลองกระบวนการสุ่มของแผนการทดลองแบบ RCBD ให้ปฏิบัติแยกกันอย่างอิสระโดยการสุ่มตำรับการทดลอง (treatment) ลงในแปลงย่อยของแต่ละบล็อกหรือซ้ำ (replication) ยกตัวอย่าง เช่น การออกแบบการทดลองในไร่โดยกำหนดให้มีตำรับการทดลอง 6 ตำรับฯ ได้แก่ A, B, C, D, E และ F แต่ละตำรับการทดลอง ทำ 4 ซ้ำ มีขั้นตอนการสุ่มและการออกแบบแปลงทดลองดังต่อไปนี้


- 221 -ขั้นตอนที่หนึ่ง แบ่งพื้นที่ทดลองให้เป็นบล็อกจำนวน r บล็อกที่มีขนาดเท่ากันและกำหนดให้ r เป็นจำนวนซ้ำ (replication) โดยใช้เทคนิคการแบ่งบล็อกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยกตัวอย่าง เช่น การแบ่งพื้นที่ทดลองออกเป็น 4 บล็อก โดยถือว่าความแตกต่างด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีอยู่ในพื้นที่แปลงทดลองมีความแปรปรวนทิศทางเดียว (unidirectional - soil fertility gradient) ตามความยาวของพื้นที่ทดลอง ดังนั้นการแบ่งบล็อกควรแบ่งให้มีรูปร่างของบล็อกเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีการวางตำแหน่งของบล็อกให้ตั้งฉากกับทิศทางของความแตกต่างด้านระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน (ภาพที่ 1)ขั้นตอนที่สอง แบ่งบล็อกแรก (ซ้ำแรก) ให้เป็นแปลงย่อยจำนวน t แปลงโดย t ที่แบ่งคือจำนวนตำรับการทดลอง (treatment) ที่ต้องการศึกษา ต่อมากำหนดเลขที่แปลงตามลำดับจากแปลงที่ 1 ถึงแปลงที่ t ยกตัวอย่าง เช่น การแบ่งบล็อกที่ 1 (ซ้ำที่ 1) ออกเป็น 6 แปลงย่อยสำหรับตำรับการทดลอง 6 ตำรับฯ เช่น ตำรับฯ A, B, C, D, E และ F ที่มีขนาดแปลงเท่ากันแล้วกำหนดเลขที่แปลงย่อยที่ 1-6ตามลำดับจากด้านบนของแปลงลงสู่ด้านล่างจากด้านซ้ายมือไปด้านขวามือ ดังแสดงในภาพที่ 2ภาพที่2 การกำหนดเลขที่แปลงย่อย (plot) ที่ 1-6 ลงในแปลงย่อยของบล็อกที่ 1 (ซ้ำที่ 1) หลังจากนั้น สุ่มตำรับการทดลองทั้ง 6 ตำรับฯ โดยวิธีการจับสลากลงในแปลงย่อยทั้ง 6 แปลงของบล็อกหรือซ้ำที่ 1 และในทำนองเดียวกัน ทำซ้ำเหมือนขั้นตอนข้างต้นกับบล็อกหรือซ้ำที่เหลือทั้งหมดคือ ซ้ำที่ 2, 3 และซ้ำที่ 4 ที่มีลำดับของแปลงย่อยเลขที่ 7-12, 13-18 และ 19-24 ตามลำดับ ผลที่ได้จากการสุ่มตำรับการทดลองและการวางแผนผังแปลงทดลองทั้ง 4 บล็อก หรือ 4 ซ้ำ ในวิธีการวางแผนการทดลองแบบ RCBD แสดงในภาพที่ 31 42 53 6


- 222 -1C4E7A10C13F16A19E22A2D5B8E11D14D17B20C23F3F6A9F12B15C18E21D24Bซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3 ซ้ำที่ 4ภาพที่ 3 แผนผังการวางแปลงทดลองแบบ RCBD ที่ประกอบด้วยตำรับการทดลอง (treatment) 6 ตำรับฯ (A, B, C, D, E และ F) แต่ละตำรับการทดลองทำ 4 ซ้ำ (replication)การวางแผนการทดลองแบบ RCBD มีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับการวางแผนการทดลองแบบ CRD ตรงที่แผนการทดลองแบบ CRD ไม่มีความเข้มงวดหรือข้อจำกัดในการสุ่มตำรับการทดลองลงแปลงย่อยในแต่ละบล็อกหรือซ้ำ ทั้งนี้เพราะไม่มีการแบ่งบล็อกหรือซ้ำแยกออกจากกัน แต่ตำรับการทดลองแต่ละตำรับฯ ของทั้ง 4 ซ้ำจะถูกสุ่มลงในบล็อกเดียวกันที่ประกอบไปด้วยแปลงย่อยของตำรับการทดลองทั้งหมดที่แต่ละตำรับฯ ทำ 4 ซ้ำ ทำให้ตำรับการทดลองเดียวกันที่ทำ 4 ซ้ำ หรือจำนวน 4 แปลงย่อยในบล็อกจะถูกสุ่มให้อยู่ในตำแหน่งของแปลงไหนก็ได้ภายในบล็อกที่ประกอบไปด้วยแปลงย่อยจำนวน 6 ตำรับการทดลอง x 4 ซ้ำ = 24 แปลงย่อย และทำให้ตำรับการทดลองเดียวกันอาจถูกสุ่มให้อยู่ในแปลงที่ตั้งอยู่ติดกันก็ได้ เช่น แปลงที่ 5, 8 และ 11 (ตำรับการทดลอง A) แปลงที่ 7 และแปลงที่ 10 (ตำรับการทดลอง C) แปลงที่ 21 และ 24 (ตำรับการทดลอง D) แปลงที่ 13 และ 16 (ตำรับการทดลอง E) (ภาพที่ 4) ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในการวางแผนการทดลองแบบ RCBD ที่การสุ่มตำรับการทดลองทั้งหมด (A, B, C, D, E และ F) มีการสุ่มอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแยกกันในแต่ละบล็อกทั้ง 4 บล็อกหรือทั้ง 4 ซ้ำ (ภาพที่ 3)


- 223 -ภาพที่ 4 แผนผังการวางแปลงทดลองแบบ CRD ที่ประกอบด้วยตำรับการทดลอง (treatment) 6 ตำรับฯ (A, B, C, D, E และ F) แต่ละตำรับการทดลองทำ 4 ซ้ำ (replication)1.2.2 การทดลองสองปัจจัย1) แผนการทดลองแบบแฟคทอเรียลแผนการทดลองแบบแฟคทอเรียล (Factorial experiment) เป็นแผนการทดลองที่กำหนดตำรับการทดลอง (treatment) ที่ต้องการศึกษา 2 ปัจจัยแบบแฟคทอเรียล (Factorial treatment)โดยในการประเมินผลใช้ตำรับการทดลองที่ประกอบด้วยปัจจัยร่วมที่ต้องการศึกษาจำนวน 2 ปัจจัยยกตัวอย่าง เช่น การทดลองที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ต้องการศึกษา 2 ปัจจัยที่แต่ละปัจจัยมี 2 ระดับ เช่น การศึกษาพันธุ์มันสำปะหลัง 2 พันธุ์ และปุ๋ยไนโตรเจน 2 อัตรา รวม 4 ตำรับการทดลองของปัจจัยร่วมโดยไม่มีตำรับการทดลองควบคุม (check หรือ control treatment) แผนการทดลองจะเป็นแบบ 2 x 2 หรือ 22 Complete Factorial โดยตำรับการทดลองประกอบด้วยปัจจัยร่วม (treatment combination) ที่เป็นไปได้ของทั้ง 2 ปัจจัย ปัจจัยละ 2 ชนิดหรือ 2 ระดับดังแสดงในตารางต่อไปนี้1B4F7C10C13E16E19A22F2E5A8A11A14B17D20F23B3C6B9D12C15F18E21D24Dตำรับการทดลองที่ ตำรับการทดลองของปัจจัยร่วม (Treatment Combination)พันธุ์มันสำปะหลัง อัตราปุ๋ยไนโตรเจน (กก.N/ไร่)1234ห้วยบง 60ห้วยบง 60เกษตรศาสตร์ 50เกษตรศาสตร์ 500808


- 224 -คำว่า แฟคทอเรียล (Factorial) ในที่นี้ เป็นวิธีการกำหนดตำรับการทดลองของปัจจัยร่วมที่มีความเป็นไปได้เท่านั้น มิได้หมายความว่า แฟคทอเรียล เป็นรูปแบบของแผนการทดลอง (experimentaldesign) ทั้งหมด ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าจะกำหนดตำรับการทดลองแบบ 22 Complete Factorial ดังตัวอย่างในตารางข้างต้นรวม 4 ตำรับการทดลองโดยกำหนดให้เป็นตำรับการทดลองในแผนการทดลองแบบ RCBDชื่อแบบแผนการทดลองที่ถูกต้องสมบูรณ์ คือ การทดลองแบบ 22 Complete Factorial ในแผนการทดลองแบบ RCBD ซึ่งวิธีการออกแบบแผนการทดลองแบบ RCBD มีรายละเอียดที่ให้ไว้แล้วในเนื้อหาข้างต้นก่อนหน้านี้ส่วนการกำหนดตำรับการทดลองแบบ Incomplete Factorial ที่จะต้องการใช้ในแผนการทดลองแบบ RCBD ซึ่งเป็นแผนการทดลองที่นิยมใช้ในการประเมินผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีมากกว่าการกำหนดตำรับการทดลองแบบ Complete Factorial นั้น อาจยกตัวอย่างการวางแผนการทดลองปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสม 2 สูตร คือ สูตร 16-8-16 และ 16-16-16 โดยแต่ละสูตรใช้ปุ๋ยเคมี 2 อัตรา คือ 50 และ 100 กก./ไร่ โดยการกำหนดตำรับการทดลองแบบ Incomplete Factorial รวม 5 ตำรับฯดังรายละเอียดที่แสดงในตารางต่อไปนี้ตำรับการทดลองที่ ตำรับการทดลองของปัจจัยร่วม (Treatment Combination)สูตรปุ๋ยผสม อัตราปุ๋ยผสม (กก./ไร่)1 ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี 02 16-8-16 503 16-16-16 504 16-8-16 1005 16-16-16 100จากตำรับการทดลองแบบ Incomplete Factorial ในแผนการทดลองแบบ RCBDทั้ง 5 ตำรับ ฯ ที่แสดงในตารางข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีตำรับการทดลองแบบ 22 Complete Factorial รวม 4 ตำรับการทดลอง ใน 5 ตำรับการทดลอง คือ ตำรับการทดลองที่ 2-5 ไม่ครบสมบูรณ์ทั้ง 5 ตำรับการทดลอง เพราะไม่นับรวมตำรับการทดลองที่ 1 ที่ไม่ใช่ตำรับการทดลองแบบแฟคทอเรียล (Factorial treatment)ซึ่งในการทดลองเพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีนั้น ควรกำหนดตำรับการทดลองควบคุม (check หรือ control treatment) ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีไว้ด้วยเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจได้ว่า ดินในแปลงที่ทดลองเป็นดินที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชหลัก (N,P,K) ต่ำกว่าความต้องการของพืชและพืชน่าจะแสดงการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีชนิดที่จะใช้ทดสอบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้เพราะถ้าพืชทดสอบ เช่น มันสำปะหลัง ไม่แสดงการตอบสนองต่อชนิดปุ๋ยเคมีและอัตราปุ๋ยเคมีที่ต้องการประเมิน การทดลองก็จะเกิดความสูญเปล่า และไม่มีคุณค่าในทางวิชาการแต่อย่างใด แผนการทดลองแบบนี้ถ้าจะเรียกชื่อให้สมบูรณ์ เรียกว่า แผนการทดลองแบบ 1 + 2 x 2 หรือ 1 + 22Incomplete Factorial ในแผนการทดลองแบบ RCBD


- 225 -2) แผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต แผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต (Split-Plot Design) เป็นแผนการทดลองที่มีความเหมาะสมสำหรับการทดลอง 2 ปัจจัยตัวแปรที่มีจำนวนตำรับการทดลอง (treatment) มากกว่าที่จะบรรจุลงในบล็อก (block) ของแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) ได้ โดยในการออกแบบแผนการทดลอง ปัจจัยตัวแปรที่ต้องการศึกษาปัจจัยหนึ่งจะถูกกำหนดให้อยู่ในแปลงหลัก (main plot) หรือหน่วยทดลองหลัก เรียกว่า ปัจจัยแปลงหลัก (main-plot factor) และแปลงหลักจะถูกแบ่งเป็นแปลงย่อยในระดับซับพล็อต (subplot) หรือแปลงย่อยซับพล็อต ซึ่งในที่นี้จะเรียกสั้น ๆ ว่า แปลงย่อย ส่วนปัจจัยที่ต้องการศึกษาปัจจัยที่สอง เรียกว่า ปัจจัยแปลงย่อย (subplot factor) ดังนั้น แปลงหลักแต่ละแปลงก็คือบล็อก ๆ หนึ่งที่ประกอบไปด้วยแปลงย่อยที่ใช้กำหนดตำรับการทดลองต่าง ๆ ของแปลงย่อย (subplot treatments)ที่ต้องการศึกษาหรือตำรับการทดลองระดับปัจจัยแปลงย่อย (treated subplot)ในการออกแบบแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต การกำหนดปัจจัยแปลงหลัก (mainplot factor) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลที่จะได้จากการศึกษาปัจจัยแปลงย่อยมีความแม่นยำมากขึ้นและทำให้ผลที่จะได้จากปัจจัยแปลงหลักมีความแม่นยำน้อยลง รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแปลงย่อยกับปัจจัยแปลงหลักที่ได้จะมีความแม่นยำมากกว่าผลที่จะเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยตัวแปรเดียวกันที่ศึกษาโดยการออกแบบแผนการทดลองแบบ RCBD หรืออีกนัยหนึ่ง ผลที่วัดได้ที่เกิดจากตำรับการทดลองในแปลงหลัก (main-plot treatment) เช่น ระดับของการใช้ปัจจัยแปลงหลักจะมีความแม่นยำน้อยกว่าผลของปัจจัยตัวแปรเดียวกันที่ศึกษาทดลองโดยใช้แผนการทดลองแบบ RCBDเนื่องจากการกำหนดแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อตใช้ขนาดแปลงทดลองสำหรับปัจจัยแปลงหลักและปัจจัยแปลงย่อยไม่เท่ากัน โดยผลที่วัดได้จากการใช้ปัจจัยทั้ง 2 ปัจจัยมีความแม่นยำแตกต่างกัน กล่าวคือ ผลที่จะได้จากปัจจัยแปลงย่อยมีความแม่นยำมากกว่าที่จะได้จากปัจจัยแปลงหลักการกำหนดปัจจัยตัวแปรที่จะศึกษาหรือตำรับการทดลองลงในแปลงหลักหรือแปลงย่อยจะต้องมีความเหมาะสม โดยมีหลักการในการพิจารณาดังต่อไปนี้(1) ระดับความแม่นยำ การศึกษาปัจจัยตัวแปร 2 ปัจจัย เช่น ปัจจัย A กับปัจจัย B ในการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต ถ้าต้องการศึกษาเพื่อวัดผลของปัจจัย A อย่างละเอียดหรือให้มีความแม่นยำมากกว่าปัจจัย B ต้องกำหนดให้ปัจจัย A อยู่ในแปลงย่อย (subplot) และปัจจัย B อยู่ในแปลงหลัก (main plot) ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักปรับปรุงพันธุ์พืชต้องการศึกษาผลการใช้ปุ๋ยเคมีต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง 6 พันธุ์โดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 จำนวน 3 อัตรา และมีเป้าหมายที่จะต้องการวัดผลเกี่ยวกับการเติบโตของมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ อย่างละเอียดและมีความแม่นยำมากกว่าผลที่จะเกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีทั้ง 3 อัตรา ในกรณีนี้ ต้องกำหนดชนิดพันธุ์มันสำปะหลังให้เป็นปัจจัยหรือตำรับการทดลองในแปลงย่อยและกำหนดอัตราปุ๋ยเคมีทั้ง 3 ระดับให้เป็นปัจจัยหรือตำรับการทดลองในแปลงหลัก


- 226 -ในทางกลับกัน ถ้านักปฐพีวิทยาต้องการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลัง 6 พันธุ์ต่อการใช้ปุ๋ยเคมี 3 อัตรา โดยต้องการให้ผลของการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราต่าง ๆ ต่อการเติบโตของมันสำปะหลังที่วัดได้มีความแม่นยำมากกว่าผลที่จะเกิดจากความแตกต่างระหว่างชนิดพันธุ์มันสำปะหลังทั้ง 6 พันธุ์ นักวิจัยต้องกำหนดอัตราปุ๋ยเคมีเป็นตำรับการทดลองในแปลงย่อยและกำหนดชนิดพันธุ์มันสำปะหลังเป็นตำรับการทดลองในแปลงหลัก (2) ระดับการตอบสนองต่ออิทธิพลหลัก ในกรณีที่ต้องการศึกษาผลของการใช้ปัจจัย (หรือตำรับการทดลอง) 2 ปัจจัย เช่น ปัจจัย A: มันสำปะหลัง 2 พันธุ์ กับปัจจัย B: อัตราปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 รวม 3 อัตรา โดยคาดการณ์หรือแน่ใจว่าในการใช้ปัจจัย B มันสำปะหลังทั้ง 2 พันธุ์จะตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราต่าง ๆทั้ง 3 อัตรามากกว่า และวัดผลได้ชัดเจนกว่าผลที่จะเกิดจากการตอบสนองต่อปัจจัย A เช่น ความแตกต่างทางด้านการเติบโตของมันสำปะหลังทั้ง 2 พันธุ์ ซึ่งทั้งนี้อาจเป็นเพราะดินที่ปลูกทดลองขาดธาตุอาหารพืชชนิดที่จะทดสอบที่มีในปุ๋ยเคมีในระดับรุนแรง ในกรณีเช่นนี้ ควรกำหนดปัจจัย A (ชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง) ในแปลงย่อย และปัจจัย B (อัตราปุ๋ยเคมี) ในแปลงหลัก ทั้งนี้เพื่อจะทำให้ความแตกต่างระหว่างระดับการตอบสนองของมันสำปะหลัง 2 พันธุ์ต่อการใช้อัตราปุ๋ยทั้ง 3 อัตรามีความชัดเจนมากขึ้น หรือเพื่อทำให้การแสดงผลการตอบสนองของมันสำปะหลัง 2 พันธุ์ต่อการใช้ปุ๋ยเคมีมีความแม่นยำ (precision) และแสดงความแตกต่างระหว่างพันธุ์ที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนมากขึ้น(3) วิธีการจัดการ นอกเหนือจากความแม่นยำที่จะได้จากผลการทดลองของปัจจัยในแปลงหลัก(main-plot factor) และปัจจัยในแปลงย่อย (subplot factor) การกำหนดปัจจัยที่ต้องการศึกษาในแปลงหลัก(main plot) และแปลงย่อย (subplot) ยังขึ้นกับความยากง่ายในทางปฏิบัติของปัจจัยหรือตำรับการทดลองที่ต้องการทดสอบด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าจะต้องการดำเนินการทดลองโดยใช้ปัจจัยที่ต้องการศึกษา 2 ปัจจัย เช่น ปัจจัย A: วิธีการให้น้ำ 3 วิธี และปัจจัย B: ชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง 6 พันธุ์ การกำหนดปัจจัยเกี่ยวกับวิธีการให้น้ำต้องการวิธีการจัดการที่มีความสะดวกต่อการติดตั้งอุปกรณ์และการปฏิบัติในการให้น้ำ รวมทั้งความระมัดระวังที่จะต้อง ลดการปนเปื้อนหรือการเคลื่อนย้ายของน้ำระหว่างแปลงที่ให้น้ำและไม่ให้น้ำที่ตั้งอยู่ติดกัน (border effect) ในกรณีตำรับการทดลองด้านวิธีการให้น้ำทั้ง 3 วิธีต้องการแปลงทดลองที่มีขนาดใหญ่เพื่อความสะดวกต่อการให้น้ำ เช่น การติดตั้งระบบการให้น้ำ ฯลฯ ในขณะที่การปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ (ปัจจัย B) ไม่ได้มีปัญหาด้านการจัดการ ดังนั้นด้วยเหตุผลด้านการจัดการดังกล่าว จึงควรกำหนดปัจจัย A (วิธีการให้น้ำ) ให้อยู่ในแปลงหลักที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือมีเนื้อที่มากกว่า และกำหนดปัจจัย B (พันธุ์มันสำปะหลัง) ในแปลงย่อยที่มีขนาดเล็กกว่า ตัวอย่างการจัดการอีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าต้องการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลัง 6 พันธุ์ต่อการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 รวม 3 อัตราในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารหลัก(N,P,K) ต่ำ โดยในการใส่ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยเคมีชนิดของแข็งที่ต้องใส่โดยเครื่องหยอดปุ๋ย (fertilizer applicator)


- 227 -ในกรณีเช่นนี้เพื่อความสะดวกในทางปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการใส่ปุ๋ยเคมีโดยใช้เครื่องจักรกล ควรกำหนดตำรับการทดลองการใส่ปุ๋ยเคมีในแปลงหลักที่มีขนาดแปลงใหญ่กว่าและกำหนดชนิดพันธุ์มันสำปะหลังในแปลงย่อยที่มีขนาดแปลงเล็กกว่า ซึ่งการกำหนดระดับชั้นของขนาดแปลงให้เหมาะสมกับวิธีการปฏิบัติของตำรับการทดลองดังกล่าวจะทำให้การใส่ปุ๋ยเคมีโดยใช้เครื่องจักรกลในแปลงที่มีขนาดใหญ่กว่ามีความสะดวกในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจมีผลต่อการลดเวลาทำงานและค่าใช้จ่ายได้ไม่มากก็น้อย ในทำนองเดียวกัน การใช้ตำรับการทดลองอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้เครื่องจักรกล เช่น การศึกษาผลของวิธีการเตรียมดินหรือวิธีการปลูกในรูปแบบต่าง ๆ ต่อการเติบโต และผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ การวางแผนการทดลองแบบ2 ปัจจัย ควรกำหนดให้วิธีการเตรียมดินหรือวิธีการปลูกในรูปแบบต่าง ๆ เป็นตำรับการทดลองในแปลงหลักและมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ เป็นตำรับการทดลองในแปลงย่อยนอกจากนั้น ในการทดลองแบบ 2 ปัจจัยโดยการใช้แผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต เช่น การทดลองเพื่อประเมินผลตอบสนองของมันสำปะหลังหลายพันธุ์ต่อการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราต่าง ๆ ในปีเพาะปลูกแรก และผลตกค้างของปุ๋ยเคมีในปีเพาะปลูกต่อ ๆ มา ซึ่งเป็นการทดลองในระยะยาวในกรณีเช่นนี้ ควรกำหนดให้วิธีการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราต่าง ๆ เป็นตำรับการทดลองในแปลงหลัก ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดจากการปนเปื้อนระหว่างแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีลงดินที่ตั้งอยู่ติดกันอันเนื่องมาจากการเตรียมดินก่อนการปลูกทดลองในปีเพาะปลูกต่อ ๆ มา และควรกำหนดให้ชนิดพันธุ์มันสำปะหลังเป็นตำรับการทดลองในแปลงย่อยที่แบ่งออกจากแปลงหลัก2.1) การสุ่มและการออกแบบแปลงทดลอง การวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อตประกอบด้วยกระบวนการสุ่ม2 ขั้นตอนที่แยกจากกัน การสุ่มขั้นตอนแรกคือการสุ่มปัจจัยแรกที่ต้องการศึกษาลงในแปลงหลัก และต่อมาสุ่มปัจจัยที่สองที่ต้องการศึกษาลงในแปลงย่อย หรืออีกนัยหนึ่ง ในทางปฏิบัติ การสุ่มตำรับการทดลองลงในแปลงหลักและแปลงย่อยของแต่ละซ้ำ (replication) ต้องสุ่มปัจจัยแรกที่ต้องการให้เป็นตำรับการทดลองในแปลงหลัก (main-plot treatments) ลงในแปลงหลักก่อน แล้วตามด้วยการสุ่มปัจจัยที่สองที่ต้องการกำหนดให้เป็นตำรับการทดลองในแปลงย่อย (subplot treatments) ลงในแปลงย่อยของแต่ละแปลงหลักที่ได้สุ่มมาก่อน วิธีการสุ่มเพื่อให้ปฏิบัติใด้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน ควรใช้วิธีการสุ่มโดยการจับสลากตำรับการทดลอง (drawing lots) ลงในแปลงหลักและแปลงย่อยดังที่ได้กล่าวมาก่อนแล้วข้างต้นการสุ่มและการวางแปลงทดลองแบบสปลิต-พล็อตเป็นการกำหนดให้มีตำรับการทดลองในแปลงหลักและแปลงย่อย เช่น อาจต้องการให้มีตำรับการทดลองจำนวน a ตำรับฯ ในแปลงหลัก และตำรับการทดลองในแปลงย่อยจำนวน b ตำรับฯ โดยแต่ละตำรับการทดลองของทั้ง 2 ระดับปัจจัย (mainplot factor และ sub plot factor) ทำ r ซ้ำ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าจะวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อตโดยการทดลองต้องการศึกษาปัจจัย 2 ปัจจัย (two-factor experiment) ได้แก่ 1.การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส 5 อัตรา (P0, P1, P2, P3, P4) โดยกำหนดให้เป็นปัจจัยแปลงหลัก และ 2.การใช้พันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ (V1, V2, V3, V4)


- 228 -เป็นปัจจัยแปลงย่อย โดยแต่ละตำรับการทดลองของทั้ง 2 ระดับปัจจัยทำ 3 ซ้ำ กระบวนการสุ่ม และการวางแปลงทดลองมีขั้นตอนปฏิบัติดังต่อไปนี้ขั้นตอนที่หนึ่ง แบ่งพื้นที่ทดลองออกเป็น 3 บล็อก (block) หรือ 3 ซ้ำ หรือ r = 3 แต่ละบล็อกแบ่งออกเป็น 5 แปลงหลักสำหรับตำรับการทดลองปุ๋ยฟอสฟอรัส 5 อัตรา (P0, P1, P2, P3, P4) หรือ a = 5 ดังแสดงในภาพที่ 5 ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่ 5 การแบ่งบล็อกหรือซ้ำและแปลงหลักสำหรับการสุ่มตำรับการทดลองของแปลงหลัก (P0, P1, P2, P3, P4)ลงใน 5 แปลงหลักของแต่ละซ้ำทั้ง 3 ซ้ำขั้นตอนที่สอง ใช้วิธีการสุ่มโดยวิธีการจับสลากเหมือนกับที่ใช้กับวิธีการวางแผนการทดลองแบบ RCBD โดยสุ่มตำรับการทดลองที่กำหนดให้เป็นแปลงหลัก (P0, P1, P2, P3, P4) ลงในแปลงหลัก ดังภาพที่ 6ขั้นตอนที่สาม แต่ละแปลงหลักของทั้ง 3 ซ้ำ รวม 15 แปลงหลัก (a x r = 5x3 = 15) แบ่งเป็นแปลงย่อย 4 แปลง หลังจากนั้นสุ่มตำรับการทดลองของแปลงย่อย 4 ตำรับฯ คือ พันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ ( V1, V2, V3, V4) ลงในแต่ละแปลงหลักโดยวิธีการจับสลาก ผลที่ได้ดังแสดงในภาพที่ 7แปลงหลัก(main plot)


- 229 -P0 P2 P1 P3 P4PญญPPญญPP PP P4 P2 P1 P3 P0 P4 P4 P1 P4 P2 P0 P3 P0 P2 P1 P3 P4 P2 P1 P3 P0 P4 P1 P4 P2 P0 P3 ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่ 6 การสุ่มตำรับการทดลองของแปลงหลัก (P0, P1, P2, P3, P4) ลงในแปลงหลักของแต่ละซ้ำของทั้ง 3 ซ้ำ V2 V3 V1 V4 V1 V3 V1 V1 V3 V4 V1 V3 V3 V1 V2V1 V2 V2 V3 V4 V2 V4 V2 V4 V1 V3 V4 V2 V3 V3V3 V1 V4 V2 V2 V4 V2 V4 V1 V2 V2 V1 V4 V2 V4V4 V4 V3 V1 V3 V1 V3 V3 V2 V3 V4 V2 V1 V4 V1 ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่ 7 การวางแปลงทดลองแบบสปลิต-พล็อตที่สุ่มตำรับการทดลอง คือ พันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ (V1, V2, V3, V4) ลงในแปลงย่อยและปุ๋ยฟอสฟอรัส 5 อัตรา (P0, P1, P2, P3, P4) ลงในแปลงหลัก โดยแต่ละตำรับการทดลองทำ 3 ซ้ำการวางแผนแปลงทดลองแบบสปลิต-พล็อต มีลักษณะเฉพาะตัวดังนี้(1) ขนาดของแปลงหลักใหญ่กว่าแปลงย่อยหรือมีขนาดเท่ากับจำนวนแปลงย่อย X ขนาดของแปลงย่อย ซึ่งในตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น ขนาดของแปลงหลักใหญ่กว่าขนาดของแปลงย่อย 4 เท่าตัว(2) ตำรับการทดลองแต่ละตำรับฯในแปลงหลัก (main-plot treatments) ที่จะถูกทดสอบจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนซ้ำ ในขณะที่ตำรับการทดลองในแปลงย่อย (subplot treatments) ที่จะถูกทดสอบจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนตำรับการทดลองในแต่ละซ้ำ x จำนวนซ้ำ ดังตัวอย่างในภาพที่ 7 ที่แต่ละตำรับการทดลอง ในแปลงหลักคือปุ๋ยฟอสฟอรัส 5 อัตรา (P0, P1, P2, P3, P4) แต่ละอัตราจะถูกทดสอบ 1 ครั้งต่อซ้ำ รวมทั้งสิ้น 3 ครั้งต่อ 3 ซ้ำ ในขณะที่ตำรับการทดลองในแปลงย่อยคือพันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ (V1, V2, V3, V4) แต่ละพันธุ์จะถูกทดสอบ 5 ครั้งต่อซ้ำ รวมทั้งสิ้น 15 ครั้งต่อ 3 ซ้ำ ซึ่งการที่จำนวนตำรับการทดลอง


- 230 -ในแปลงย่อยมีจำนวนมากกว่าตำรับการทดลองในแปลงหลักเสมอสำหรับแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อตเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลที่ได้จากการทดสอบตำรับการทดลองในระดับแปลงย่อยมีความละเอียดและแม่นยำมากกว่าผลที่ได้จากการทดสอบตำรับการทดลองในระดับแปลงหลัก3) แผนการทดลองแบบสตริป-พล็อต วิธีการวางแผนการทดลองแบบสตริป-พล็อต (Strip-Plot Design) เป็นวิธีการที่เหมาะสมโดยเฉพาะกับการทดลอง 2 ปัจจัย (two-factor experiment) ที่ต้องการให้การวัดผลที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างปัจจัยทั้ง 2 ปัจจัยที่ศึกษามีความแม่นยำมากกว่าผลที่ได้จากการวัดผลของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งของทั้ง 2 ปัจจัยโดยการใช้แปลงทดลองที่มีรูปแบบแปลง 3 รูปแบบ และ 3 ขนาด คือ(1) แปลงแถบแนวตั้ง (vertical-strip plot) สำหรับปัจจัยแรก เรียกว่า แปลงปัจจัยแนวตั้ง (vertical factor-plot)(2) แปลงแถบแนวนอน (horizontal-strip plot) สำหรับปัจจัยที่สอง เรียกว่า แปลงปัจจัยแนวนอน (horizontal factor-plot)(3) แปลงตัดกัน (Intersection plot) สำหรับวัดปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยในแปลงแถบแนวตั้งกับปัจจัยในแปลงแถบแนวนอนในการวางแผนการทดลองแบบ สตริป-พล็อต ต้องวางแปลงแถบแนวตั้งและแปลงแถบแนวนอนให้ตั้งฉากกันโดยที่ขนาดแปลงของแปลงทั้ง 2 รูปแบบไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งไม่เหมือนกับปัจจัยในแปลงหลัก และแปลงย่อยของการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต (Split-Plot Design) ที่มีความสัมพันธ์กัน โดยในแผนการทดลองแบบ สตริป-พล็อต แปลงตัดกันจะมีขนาดแปลงเล็กที่สุด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ผลที่จะได้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทั้งสองมีความแม่นยำมากขึ้น3.1) การสุ่มและการออกแบบแปลงทดลองขั้นตอนการสุ่มและการวางแปลงทดลองแบบสตริป-พล็อตประกอบด้วยการสุ่มแบบอิสระ 2 กระบวนการ ได้แก่ การสุ่มปัจจัยในแปลงแนวนอนและปัจจัยในแปลงแนวตั้ง โดยขั้นตอนการสุ่มทั้ง 2 วิธีเป็นการสุ่มแบบไม่มีหลักเกณฑ์ หรือไม่มีระบบที่แน่นอนยกตัวอย่าง เช่น การวางแผนการทดลอง 2 ปัจจัยแบบสตริป-พล็อตโดยกำหนดให้3.1.1) A คือ ปัจจัยในแปลงแนวนอน และ B คือ ปัจจัยในแปลงแนวตั้ง 3.1.2) a คือ ระดับของ A หรือตำรับการทดลองในแปลงแนวนอน เช่น การศึกษามันสำปะหลัง 6 พันธุ์และ b คือระดับของ B หรือตำรับการทดลองในแปลงแนวตั้ง เช่น การใช้อัตราปุ๋ยฟอสฟอรัส 3 ระดับ3.1.3) r คือ จำนวนซ้ำ (replication) สมมติกำหนดให้มี 3 ซ้ำจากตัวอย่างการวางแผนการทดลอง 2 ปัจจัยแบบ สตริป-พล็อต ข้างต้น การวางรูปแบบแปลงทดลอง มีขั้นตอนดังต่อไปนี้


- 231 -ขั้นตอนที่หนึ่ง แบ่งแปลงทดลองทั้งหมดออกเป็น 3 บล็อก (block) หรือ 3 ซ้ำ หรือ r = 3 และแต่ละบล็อกแบ่งต่อไปเป็น 6 แปลงแถบแนวนอน หรือ a = 6 โดยอาจใช้วิธีการสุ่มโดยการจับสลากเหมือนกับการวางแผนการทดลองแบบ RCBD และถ้าปัจจัยที่จะศึกษาในแปลงแถบแนวนอนเป็นพันธุ์มันสำปะหลัง 6 พันธุ์ ให้สุ่มพันธุ์มันสำปะหลังแบบอิสสระทั้ง 6 พันธุ์ลงในแปลงแถบแนวนอนของแต่ละบล็อกหรือซ้ำทีละซ้ำจนครบทั้ง 3 ซ้ำ ดังแสดงในภาพที่ 8V4 V6 V3V6 V3 V6V2 V4 V2V3 V1 V5V5 V2 V4V1 V5 V1 ซ้ำที่1 ซ้ำที่2 ซ้ำที่ 3ภาพที่ 8 การสุ่มมันสำปะหลัง 6 พันธุ์ (V1, V2, V3, V4, V5 และ V6) ลงในแปลงแถบแนวนอนของแผนการทดลองแบบสตริป-พล็อตทั้ง 3 ซ้ำ ขั้นตอนที่สอง กำหนดแปลงแถบแนวตั้งโดยการแบ่งบล็อกหรือซ้ำออกให้เท่ากับจำนวนปัจจัยที่สองที่จะศึกษา เช่น ถ้าจะศึกษาอัตราปุ๋ยฟอสฟอรัส 3 อัตรา (P1, P2 และ P3) ให้แบ่งบล็อกออกเป็น 3 แปลงแถบแนวตั้งแล้วสุ่มตำรับการทดลอง P1, P2 และ P3 ลงในแปลงแถบแนวตั้งทั้ง 3 แปลง ๆ ละ1 อัตรา โดยที่แต่ละอัตราของปุ๋ยเคมีจะตัดคล่อมผ่านแปลงแถบแนวนอนของพันธุ์มันสำปะหลังทั้ง 6 พันธุ์ (ภาพที่ 9) ซึ่งแตกต่างจากการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต (Split-Plot Design) ที่ต้องสุ่มอัตราปุ๋ยเคมีลงในแปลงแถบแนวนอนของมันสำปะหลังแต่ละพันธุ์ P1 P3 P2 P2 P1 P3 P3 P1 P2V4 V6 V3V6 V3 V6V2 V4 V2V3 V1 V5V5 V2 V4V1 V5 V1 ซ้ำที่1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่ 9 แผนผังการวางแปลงทดลองแบบสตริป-พล็อตที่ประกอบด้วยพันธุ์มันสำปะหลัง 6 พันธุ์(V1, V2, V3, V4, V5 และ V6) ที่สุ่มในแปลงแถบแนวนอนและอัตราปุ๋ยฟอสฟอรัส 3 อัตรา (P1, P2 และ P3)ที่สุ่มในแปลงแถบแนวตั้ง แต่ละปัจจัยที่ศึกษาทำ 3 ซ้ำ


- 232 -ข้อได้เปรียบของการทดลองโดยใช้แผนการทดลองแบบสตริป-พล็อต คือ ความสะดวกในทางปฏิบัติของการใช้ปัจจัยที่ต้องการศึกษาบางปัจจัย เช่น ถ้าต้องการทดลองปัจจัย 2 ปัจจัย ดังตัวอย่างข้างต้น (ภาพที่ 9) โดยปัจจัยแรกใช้มันสำปะหลัง 6 พันธุ์ (V1, V2, V3, V4, V5 และ V6) และปัจจัยที่ 2 ใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส 3 อัตรา คือ P1 = 0 กก. P2O5 /ไร่; P2 = 10 กก., P2O5/ไร่; และ P3= 20 กก. P2O5/ไร่ โดยที่ตำรับการทดลองที่ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสทั้ง 2 อัตรา (P2 และ P3) ให้ใส่โดยเครื่องหยอดปุ๋ยเคมี ซึ่งในกรณีเช่นนี้ การวางแผนการวิจัยแบบสตริป-พล็อตที่กำหนดให้แปลงที่จะใช้ปุ๋ยเคมี 2 อัตราใส่ปุ๋ยแบบเป็นแถบยาวตามแนวตั้งคล่อมแปลงแถบแนวนอนของพันธุ์มันสำปะหลัง 6 พันธุ์จะมีความสะดวกในการใส่ปุ๋ยในอัตราP2 หรือ P3 ตลอดแถบยาวในแนวตั้งในทิศทางเดียว เพราะการสุ่มตำรับการทดลอง P1 ที่ไม่ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสและตำรับการทดลอง P2 และ P3 ที่ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสจะไม่สุ่มภายในแปลงแถบแนวนอนของมันสำปะหลังแต่ละพันธุ์เหมือนกับการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต (Split-Plot) เพราะการวางแผนการทดลองแบบสตริป-พล็อตจะไม่สะดวกอย่างยิ่งในทางปฏิบัติในการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสทั้ง 2 อัตราโดยใช้เครื่องหยอดปุ๋ยในแปลงย่อยที่สุ่มกระจายไม่เป็นทิศเป็นทางในแนวเดียวกันตลอดเหมือนกับการใช้แผนการทดลองแบบสตริป-พล็อตดังกล่าวข้างต้น1.2.3 การทดลองมากกว่าสองปัจจัย1) แผนการทดลองแบบแฟคทอเรียลในทำนองเดียวกันกับการกำหนดตำรับการทดลองที่ต้องการศึกษา 2 ปัจจัยแบบแฟคทอเรียล (factorial treatment) ที่มีรายละเอียดข้างต้น ในกรณีที่ต้องการศึกษาปัจจัยร่วม (treatment combination) รวม 3 ปัจจัย เช่น ปัจจัยการใช้มันสำปะหลัง 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ห้วยบง 60 และพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 อัตราปุ๋ยไนโตรเจน 2 ระดับ คือ 0 และ 8 กก.N/ไร่ และระยะปลูก 2 ระยะ คือ 1x1 ม. และ 0.8 x1.2 ม. การกำหนดตำรับการทดลองแบบ Complete Factorial จะเป็นแบบ 2 x 2 x 2 หรือ 23Complete Factorial ที่ประกอบด้วยตำรับการทดลองรวม 8 ตำรับฯ ดังแสดงในตารางต่อไปนี้ ตำรับการทดลองที่ตำรับการทดลองของปัจจัยร่วม (Treatment Combination)พันธุ์มันสำปะหลัง อัตราปุ๋ยไนโตรเจน (กก.N/ไร่) ระยะปลูก (ม.)12345678ห้วยบง 60ห้วยบง 60ห้วยบง 60ห้วยบง 60เกษตรศาสตร์50เกษตรศาสตร์50เกษตรศาสตร์50เกษตรศาสตร์50008800881 x 10.8 x 1.21 x 10.8 x 1.21 x 10.8 x 1.21 x 10.8 x 1.2


- 233 -จำนวนตำรับการทดลอง (treatment) ทั้งหมดแบบ Complete Factorial คือผลคูณของระดับในแต่ละปัจจัย เช่น ในแผนการทดลองแบบ RCBD ที่ศึกษาโดยใช้ตำรับการทดลองแบบ 23 Complete Factorial นี้จำนวนตำรับการทดลองคือ 2 x 2 x 2 = 8 ตำรับการทดลอง ซึ่งจำนวนตำรับการทดลองจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเพิ่มจำนวนปัจจัยหรือเพิ่มจำนวนระดับในแต่ละปัจจัย เช่น ระดับปุ๋ยไนโตรเจน และจำนวนพันธุ์มันสำปะหลังในแผนการทดลองแบบ RCBD ที่ใช้ตำรับการทดลองของปัจจัยร่วมแบบดังกล่าว (CompleteFactorial in RCBD) ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าจะออกแบบแผนการทดลองแบบ Complete Factorial ในแผนการทดลองแบบ RCBD โดยกำหนดปัจจัยที่ศึกษาประกอบด้วยการใช้มันสำปะหลัง 5 พันธุ์ปุ๋ยโพแทสเซียม4 อัตราและวิธีการควบคุมวัชพืช 3 วิธี แผนการทดลองในลักษณะนี้จะประกอบด้วยแปลงตำรับการทดลอง(treated plot) หรือแปลงย่อยของปัจจัยร่วมทั้งหมดมากถึง 5 x 4 x 3 = 60 แปลงตำรับการทดลองต่อซ้ำ ซึ่งถ้าแต่ละตำรับการทดลองกำหนดให้ทำ 4 ซ้ำ การกำหนดตำรับการทดลองแบบ 5 x 4 x 3 Complete Factorial ในแผนการทดลองแบบ RCBD ดังกล่าวจะมีจำนวนแปลงตำรับการทดลองหรือแปลงย่อยมากถึง240 แปลง (60 ตำรับการทดลอง x 4 ซ้ำ)ดังนั้นถึงแม้ว่าข้อดีของการทดลองโดยใช้ตำรับการทดลองของปัจจัยร่วมแบบแฟคทอเรียล (factorial treatment) คือ สามารถทดลองในครั้งเดียวหรือแปลงเดียว ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น พันธุ์มันสำปะหลัง อัตราปุ๋ยโพแทสเซียม และวิธีการควบคุมวัชพืช รวมทั้งแต่ละปัจจัยที่ศึกษามีหลายระดับ เช่น พันธุ์มันสำปะหลัง 5 พันธุ์ ปุ๋ยโพแทสเซียม 4 อัตราวิธีการควบคุมวัชพืช 3 วิธี แต่การใช้แปลงทดลองขนาดใหญ่ที่มีแปลงตำรับการทดลองทั้งหมด 240 แปลงก็มีจุดอ่อนเพราะทำให้เกิดความยุ่งยากด้านการจัดการ เช่น การจัดหาพื้นที่ทดลอง การควบคุมความแปรปรวนของดิน ฯลฯ และ มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงควรดำเนินการทดลองเบื้องต้นมาก่อน โดยการทดลองในแปลงทดลองที่ใช้เนื้อที่ไม่มาก เพื่อศึกษาผลของปัจจัยแต่ละปัจจัย หรือใช้ร่วมกันไม่เกิน 2 ปัจจัยในลักษณะของการทดลองเพื่อคัดกรองตำรับการทดลองของแต่ละปัจจัยให้มีจำนวนน้อยลง ก่อนจะนำตำรับการทดลองที่คัดกรองมาได้มากำหนดตำรับการทดลองแบบแฟคทอเรียลร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดจำนวนตำรับการทดลองทั้งหมดลงได้ และจะทำให้สามารถลดจำนวนแปลงตำรับการทดลองหรือจำนวนแปลงย่อยให้น้อยกว่า 240 แปลงได้ ดังกล่าวข้างต้นยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ถ้านักปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังต้องการทดสอบการตอบสนองทางด้านการพัฒนาการเติบโตของสายพันธุ์มันสำปะหลัง 20 สายพันธุ์ต่อสภาพแวดล้อมในท้องที่ที่จะปลูกทดสอบ และเนื่องจากความเป็นจริงที่ว่าสภาพสิ่งแวดล้อมในท้องที่ประกอบไปด้วยปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก เช่น ความแปรปรวนของดิน พลวัต และระดับความชื้นในดิน และอื่น ๆ ดังนั้น ควรกำหนดตำรับการทดลองแบบแฟคทอเรียลโดยใช้มันสำปะหลัง 20 สายพันธุ์ที่ปลูกทดลองภายใต้ปัจจัยตัวแปรต่าง ๆเช่น การใช้ปุ๋ยเคมีการใช้จำนวนประชากรพืช (plant population) ที่แตกต่างกัน ฯลฯ ซึ่งในที่สุดจะทำให้ได้จำนวนตำรับการทดลองร่วมแบบแฟคทอเรียลที่ต้องใช้พื้นที่ทดลองขนาดใหญ่มากเพราะมีตำรับการทดลองจำนวนมาก เช่น ถ้าใช้มันสำปะหลัง 20 สายพันธุ์ ปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา และจำนวนต้นหรือจำนวนประชากรพืช


- 234 -2 ระดับ แผนการทดลอง RCBD แบบ 20 x 3 x 2 Complete Factorial จะมีจำนวนตำรับการทดลองของปัจจัยร่วมทั้งหมดต่อซ้ำมากถึง 120 ตำรับการทดลอง หรือมีแปลงย่อยทั้งหมดจำนวน 360 แปลง ถ้าแต่ละตำรับการทดลองทำ 3 ซ้ำ มีผลทำให้แปลงทดลองมีพื้นที่ใหญ่มาก หาพื้นที่ยาก ดินมีความแปรปรวนสูง และเสียค่าใช้จ่ายมากดังนั้นในทางปฏิบัติ ควรทดสอบการพัฒนาการเติบโตของมันสำปะหลังทั้ง 20 สายพันธุ์ก่อนโดยการออกแบบแผนการทดลองแบบการทดลองปัจจัยเดียว (single-factor experiment) เช่น แผนการทดลองแบบ RCBD แล้วนำผลการทดลองที่ได้มาพิจารณาคัดกรองเพื่อเลือกมันสำปะหลังบางสายพันธุ์ที่พบว่ามีศักยภาพหรือมีความเหมาะสมที่จะนำมาศึกษาต่อแบบขยายผลต่อไป เช่น จากมันสำปะหลัง 20 สายพันธุ์ อาจคัดกรองเหลือเพียง 6 สายพันธุ์ ที่มีศักยภาพที่น่าจะนำมาทดลองต่อโดยใช้ตำรับการทดลองแบบแฟคทอเรียลร่วมกับปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา และจำนวนต้นหรือจำนวนประชากรพืช 2 ระดับ ซึ่งจะทำให้การทดลองแบบ 6 x 3 x 2 Complete Factorial ในแผนการทดลองแบบ RCBD มีจำนวนตำรับการทดลองเพียง 6 x 3 x 2 = 36 ตำรับการทดลองต่อซ้ำ เปรียบเทียบกับการทดลองโดยไม่มีการคัดกรองสายพันธุ์มันสำปะหลังมาก่อนที่มีจำนวนตำรับการทดลองมากถึง 120 ตำรับการทดลองต่อซ้ำ ดังกล่าวแล้วข้างต้นในทำนองเดียวกันกับการวางแผนการทดลองแบบ Incomplete Factorial ในแผนการทดลองแบบ RCBD ที่ศึกษาปัจจัยร่วม 2 ปัจจัย เช่น แผนการทดลอง RCBD แบบ 2 x 2 หรือ 22Incomplete Factorial ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการทดลองด้านดินและปุ๋ยมากกว่าการใช้แผนการทดลอง RCBD แบบComplete Factorial การกำหนดตำรับการทดลองเพื่อศึกษาปัจจัยร่วม 3 ปัจจัย ยกตัวอย่าง เช่น การทดลองโดยใช้แผนการทดลอง RCBD แบบ 1 + 2 x 2 x 2 หรือ 1 + 23Incomplete Factorial ที่ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนปุ๋ยฟอสฟอรัส และปุ๋ยโพแทสเซียม ชนิดละ 2 อัตราเหมือนๆกัน คือ 8 และ 16 กก/ไร่ ของ N และ P ในรูป P2O5 และ K2O ตามลำดับ สามารถกำหนดตำรับการทดลองร่วมแบบ Complete Factorial ได้ รวม 8 ตำรับการทดลอง (ตำรับการทดลองที่ 2-9) โดยมีตำรับการทดลองควบคุม (check หรือ control treatment)เพิ่มเติมอีก 1 ตำรับการทดลองที่ไม่ใส่ปุ๋ย (ตำรับการทดลองที่ 1) รวมเป็น 9 ตำรับการทดลองแบบ Incomplete Factorial ดังแสดงในตารางต่อไปนี้


- 235 -ตำรับการทดลองที่ตำรับการทดลองของปัจจัยร่วม (Treatment Combination)อัตราปุ๋ยไนโตรเจน(กก.N/ไร่)อัตราปุ๋ยฟอสฟอรัส(กก.P2O5/ไร่)อัตราปุ๋ยโพแทสเซียม(กก.K2O/ไร่)1 0 0 02 8 8 83 8 8 164 8 16 85 8 16 166 16 8 87 16 8 168 16 16 89 16 16 16ดังที่ได้กล่าวไว้บ้างแล้วข้างต้นและในที่นี้จะขอเน้นถึงความสำคัญอีกครั้งว่าการที่การออกแบบแผนการทดลอง RCBD แบบ Incomplete Factorial เป็นวิธีการที่นิยมใช้ในการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีมากกว่าการใช้แผนการทดลอง RCBD แบบ Complete Factorial เพราะว่าในตำรับการทดลองที่ศึกษาทั้งหมดในแผนการทดลอง RCBD แบบ Incomplete Factorial มีการกำหนดตำรับการทดลองควบคุม (check หรือ control treatment) ที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีไว้ด้วย ทำให้ผลการทดลองที่ได้สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดที่จะยืนยันได้ว่าดินในแปลงทดลองขาดธาตุอาหารหลักชนิดที่ต้องการศึกษาที่กำหนดไว้ในตำรับการทดลองจริงตามหลักการที่ควรจะเป็นที่นักวิจัยต้องเลือกพื้นที่ทดลองปุ๋ยเคมีที่ดินในแปลงขาดธาตุอาหารหลักชนิดที่จะศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการใช้ปุ๋ยเคมีตามตำรับการทดลองที่กำหนด คือ ตามตำรับการทดลองที่ 2-9 ในตารางข้างต้น จะมีผลทำให้มันสำปะหลังเติบโตดีกว่าและให้ผลผลิตสูงกว่ามันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี(ตำรับการทดลองที่ 1) อย่างมีนัยสำคัญ ผลการทดลองที่ได้จึงจะมีคุณค่าในทางวิชาการ ในขณะที่ถ้าใช้แผนการทดลอง RCBD แบบ Complete Factorial ที่ไม่มีการกำหนดตำรับการทดลองควบคุมที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีที่ถึงแม้ว่าผู้ทำการทดลองอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับผลวิเคราะห์ดินเป็นตัวชี้วัดว่าดินที่ต้องการทดสอบน่าจะขาดธาตุอาหารพืชชนิดที่ต้องการศึกษาไว้แล้วก็ตาม ผลการทดลองที่จะได้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าดินในแปลงที่ทดลองขาดธาตุอาหารหลักชนิดที่ต้องการจะศึกษาหรือไม่ ถ้าขาด ขาดมากหรือน้อยเพียงใด และรวมทั้งไม่สามารถจะคาดคะเนได้ว่ามันสำปะหลังที่ปลูกแสดงการตอบสนองต่อตำรับการทดลองปุ๋ยเคมีมากหรือน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เพราะไม่มีการกำหนดตำรับการทดลองควบคุมที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเปรียบเทียบด้วย


- 236 -2) แผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อตแผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อต (Split- Split-Plot Design) เป็นการทดลองเพื่อศึกษาปัจจัย 3 ปัจจัย (three-factor experiment) โดยที่ปัจจัยแรกจะถูกกำหนดให้เป็นปัจจัยในแปลงหลัก (main plot) และปัจจัยที่ 2 และปัจจัยที่ 3 จะถูกกำหนดให้เป็นปัจจัยในแปลงย่อยระดับซับพล็อต (subplot) และในแปลงย่อยระดับซับ-ซับพล็อต (sub-subplots) ตามลำดับการวางแผนการทดลองที่ต้องการศึกษาผลของการใช้ปัจจัยต่าง ๆ มากกว่า 2 ปัจจัย คือการวางแผนที่ขยายแบบแผนหรือต่อยอดจากการวางแผนการทดลอง 2 ปัจจัย (two-factor experiment)แบบสปลิต-พล็อต (Split-Plot Design) ยกตัวอย่าง เช่น การวางแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อต สามารถขยายแบบแผนการทดลองเพื่อศึกษาผลของการใช้ปัจจัยที่ 3 เพิ่มเติมได้โดยการแบ่งแปลงย่อยในระดับซับพล็อตเป็นแปลงย่อยในระดับซับ-ซับพล็อต และสามารถศึกษาปัจจัยที่ 4 เพิ่มเติมอีกโดยการแบ่งแปลงซับ-ซับพล็อตเป็นแปลงซับ-ซับ-ซับพล็อต (sub-sub-subplots) การออกแบบแผนการทดลองแบบนี้เรียกว่า การออกแบบแผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อต และสปลิต-สปลิต-สปลิต-พล็อต (Split-Split-Split-Plot Design) ตามลำดับการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อตเป็นการออกแบบที่ขยายแบบแผนต่อจากแผนการทดลองแบบสปลิต-พล็อตโดยการเพิ่มปัจจัยที่ 3 เข้าไปในแผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิตพล็อต ซึ่งเป็นการทดลองที่ศึกษาปัจจัยต่าง ๆ 3 ปัจจัยที่ต้องการความแม่นยำที่เกิดจากผลของการใช้ปัจจัยที่ต้องการศึกษาแตกต่างกัน 3 ระดับ แผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อตมีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญ 2 ประการ คือ(1) แปลงทดลองประกอบด้วยแปลงขนาดต่าง ๆ 3 ขนาด ขึ้นกับปัจจัยที่ต้องการศึกษา 3 ปัจจัย โดยแปลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจะถูกกำหนดให้เป็นแปลงหลักสำหรับปัจจัยแปลงหลัก (main plot-factor) แปลงขนาดกลางจะถูกกำหนดให้เป็นแปลงย่อยระดับซับพล็อตสำหรับปัจจัยแปลงซับพล็อต (subplot factor) และแปลงขนาดเล็กที่สุดจะถูกกำหนดให้เป็นแปลงย่อยระดับซับ-ซับพล็อต สำหรับปัจจัยแปลงซับ-ซับพล็อต (sub-subplot factor)(2) ผลที่เกิดจากการศึกษาปัจจัยต่าง ๆ หรือตำรับการทดลอง (treatment) ต่าง ๆ ทั้ง 3 ปัจจัยมีความละเอียด และความแม่นยำแตกต่างกัน 3 ระดับ โดยผลของตำรับการทดลองในแปลงหลักแปลงย่อยระดับซับพล็อต และแปลงย่อยระดับซับ-ซับพล็อต มีความแม่นยำน้อย ปานกลาง และมากตามลำดับ2.1) การสุ่ม และการวางแปลงทดลองการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อต นักวิจัยต้องกำหนดปัจจัยตัวแปรที่จะศึกษาทั้ง 3 ปัจจัยให้สอดคล้องกับระดับความแม่นยำที่ต้องการ โดยการกำหนดปัจจัยตัวแปรที่ต้องการให้มีความแม่นยำมาก ปานกลาง และน้อยลงในแปลงย่อยระดับ ซับ-ซับพล็อต ซับพล็อต และแปลงหลัก ตามลำดับ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าต้องการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อตเพื่อศึกษา


- 237 -ผลตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 3อัตรา (N1, N2, N3) ของมันสำปะหลัง 3 พันธุ์ (V1, V2, V3) ที่ปลูกโดยวิธีปักตรง (P1) และปลูกแบบฝังกลบ (P2) โดยต้องการให้ผลการใช้ชนิดพันธุ์ 3 พันธุ์ วิธีการปลูก 2วิธีการ และการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน 3อัตรา มีความแม่นยำในระดับมาก ปานกลาง และน้อย ตามลำดับ การกำหนดปัจจัยตัวแปรที่จะทดลองทั้ง 3 ปัจจัยต้องกำหนดชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง (V) ในแปลงย่อยระดับซับ-ซับพล็อต วิธีการปลูก(P) ในแปลงย่อยระดับซับพล็อตและอัตราปุ๋ยไนโตรเจน (N) ในแปลงหลัก โดยถ้าแต่ละตำรับการทดลองของทั้ง 3 ปัจจัยที่ศึกษาทำ 3 ซ้ำ (replication) วิธีการสุ่ม และการวางแปลงทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อตมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังต่อไปนี้ขั้นตอนที่หนึ่ง แบ่งพื้นที่แปลงทดลองออกเป็น 3 ซ้ำ แต่ละซ้ำแบ่งออกเป็น3 แปลงหลัก หลังจากนั้น สุ่มตำรับการทดลองของแปลงหลัก คืออัตราปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตราลงในแปลงหลักแต่ละแปลงโดยการสุ่มทีละแปลงหลักแยกกันอย่างอิสระโดยอาจใช้วิธีการสุ่มแบบจับสลากเหมือนกับวิธีการที่แนะนำให้ใช้ในการออกแบบแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (Completely Randomized Design: CRD) ผลที่ได้ดังแสดงในภาพที่ 10 ภาพที่ 10 การวางแปลงทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อตและการสุ่มตำรับการทดลองอัตราปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา(N1, N2, N3) ลงในแปลงหลักของแต่ละซ้ำทั้ง 3 ซ้ำขั้นตอนที่สอง แบ่งแปลงหลักแต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลงย่อยระดับซับพล็อตแล้วสุ่มตำรับการทดลองของแปลงย่อยระดับซับพล็อต คือ วิธีการปลูก 2 วิธี (P1, P2) ลงในแปลงซับพล็อตแต่ละแปลงโดยวิธีการสุ่มแยกกันอย่างอิสระ ดังนั้น แต่ละซ้ำจะมีแปลงย่อยระดับซับพล็อตจำนวน 6 แปลง และทั้งแปลงทดลองใหญ่ทั้งหมดจำนวน 3 ซ้ำจะมีแปลงย่อยระดับซับพล็อตจำนวน 18 แปลง (ภาพที่ 11)N2 N1 N3N1 N2 N1N3 N3 N2ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3


- 238 - ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่ 11 การสุ่มตำรับการทดลองวิธีการปลูก 2 วิธี (P1, P2) ลงในแปลงย่อยระดับซับพล็อตของแต่ละแปลงหลักทั้ง 3 แปลงของแต่ละซ้ำทั้ง 3 ซ้ำขั้นตอนที่สาม แบ่งแปลงย่อยระดับซับพล็อตออกเป็น 3 แปลงย่อยระดับซับซับพล็อต แล้วสุ่มชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง 3 พันธุ์ (V1, V2, V3) ลงในแปลงแยกกันอย่างอิสระในแต่ละแปลง กระบวนการสุ่มจะถูกทำซ้ำ ๆ กัน จำนวน 18 ครั้ง (จำนวนซ้ำ 3 ซ้ำ x อัตราปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา x วิธีการปลูก 2 วิธี = 3 x 3 x 2 = 18 ) รวมจำนวนแปลงย่อยระดับซับ-ซับพล็อตทั้งหมดจำนวน 54 แปลง (18 แปลงต่อซ้ำ x 3 ซ้ำ) ผลที่ได้ดังแสดงในภาพที่ 12 ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่12 การสุ่มตำรับการทดลองพันธุ์มันสำปะหลัง 3 พันธุ์ (V1, V2, V3) ลงในแปลงย่อยระดับซับ-ซับพล็อตของแต่ละแปลงย่อยระดับซับพล็อตทั้ง 6 แปลงของแต่ละซ้ำทั้ง 3 ซ้ำN3 P1 V1 N3 P2 V1N3 P1 V2 N3 P2 V2N3 P1 V3 N3 P2 V3N1 P1 V3 N1 P2 V3N1 P1 V1 N1 P2 V1N1 P1 V2 N1 P2 V2N2 P2 V3 N2 P1 V1N2 P2 V2 N2 P1 V3N2 P2 V1 N2 P1 V2N1 P2 V3 N1 P1 V1N1 P2 V1 N1 P1 V2N1 P2 V2 N1 P1 V3N2 P1 V1 N2 P2 V3N2 P1 V2 N2 P2 V2N2 P1 V3 N2 P2 V1N3 P2 V2 N3 P1 V2N3 P2 V1 N3 P1 V1N3 P2 V3 N3 P1 V3N2 P1 V1 N2 P2 V2N2 P1 V3 N2 P2 V3N2 P1 V2 N2 P2 V1N1 P2 V3 N1 P1 V3N1 P2 V1 N1 P1 V2N1 P2 V2 N1 P1 V1N3 P2 V1 N3 P1 V1N3 P2 V2 N3 P1 V3N3 P2 V3 N3 P1 V2


- 239 -3) แผนการทดลองแบบสตริป-สปลิต-พล็อตในทำนองเดียวกัน แผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต-พล็อต (Split-Split-Plot Design)สามารถขยายแบบแผนหรือปรับให้เป็นแผนการทดลองแบบสตริป-สปลิต-พล็อต (Strip-Split-Plot Design) และแบบสตริป-สปลิต-สปลิต พล็อต (Strip-Split-Split-Plot Design) ได้โดยการกำหนดปัจจัยที่ 3 และปัจจัยที่ 4 ให้เป็นปัจจัยในแปลงจุดตัด (intersection plot) ที่ถูกแบ่งออกเป็นแปลงย่อยระดับซับพล็อตและแปลงย่อยระดับซับ-ซับ พล็อตตามลำดับแผนการทดลองแบบสตริป-สปลิต พล็อต คือการออกแบบแผนการทดลองต่อยอดจากแผนการทดลองแบบสตริป พล็อต (Strip Plot) โดยแปลงที่เป็นจุดตัดจะถูกแบ่งเป็นแปลงย่อยระดับซับพล็อตเพื่อศึกษาปัจจัยตัวแปรตัวที่ 3 แผนการทดลองแบบสตริป-สปลิต-พล็อต มีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญ2 ประการ คือ(1) แผนการทดลองประกอบด้วยแปลงขนาดต่าง ๆ 4 ขนาด คือ ขนาดของแถบแปลงแนวนอน (horizontal-strip plot) แถบแปลงแนวตั้ง (vertical-strip plot) แปลงจุดตัด (intersection plot)และแปลงย่อยระดับซับพล็อต(2) ปัจจัยที่ศึกษาหรือตำรับการทดลองต่าง ๆ ที่ต้องการวัดผลมีระดับความแม่นยำ 4ระดับ โดยปัจจัยที่ศึกษาในแปลงย่อยระดับซับพล็อตและปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยที่ศึกษาอื่น ๆ มีความแม่นยำมากที่สุด3.1) การสุ่มและการวางแปลงทดลอง ถ้าการออกแบบแปลงทดลองโดยกำหนดให้ปัจจัยที่ศึกษาแต่ละระดับ หรือแต่ละตำรับการทดลอง (treatment) ทำ 3 ซ้ำ โดยกำหนดให้การใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา (N1, N2, N3) เป็นตำรับการทดลองในแถบแปลงแนวตั้ง ชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ (V1, V2, V3, V4) เป็นตำรับการทดลองในแถบแปลงแนวนอนและวิธีการปลูก 2 วิธี (P1, P2) เป็นตำรับการทดลองในแปลงย่อยระดับซับพล็อต วิธีการสุ่ม และการวางแปลงทดลองแบบสตริป-สปลิต พล็อตมีขั้นตอนการดำเนินการดังต่อไปนี้ขั้นตอนที่หนึ่ง แบ่งพื้นที่แปลงทดลองออกเป็น 3 ซ้ำ (replication) แต่ละซ้ำแบ่งออกเป็น 3 แปลงโดยแบ่งให้เป็นแถบแปลงแนวตั้งสำหรับตำรับการทดลองปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา และ 4 แปลงเป็นแถบแปลงแนวนอนโดยการลากเส้นขวางแถบแปลงแนวตั้งสำหรับตำรับการทดลองพันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ ทำให้แต่ละซ้ำมีจำนวนแปลงจุดตัดจำนวน 12 แปลง (ปุ๋ย N 3 อัตรา x มันสำปะหลัง 4 พันธุ์) หลังจากนั้นสุ่มเพื่อกำหนดตำรับการทดลองอัตราปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตราลงในแถบแปลงแนวตั้งและสุ่มตำรับการทดลองพันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ ลงในแถบแปลงแนวนอนเหมือนกับกระบวนการสุ่มแบบจับสลากที่ใช้ในการวางแผนการทดลองแบบสตริป พล็อต ผลที่ได้จากการแบ่งแปลงทดลองและการสุ่มตำรับการทดลองทั้ง 2 ปัจจัยที่ต้องการศึกษา (อัตราปุ๋ยไนโตรเจนและพันธุ์มันสำปะหลัง) ลงในแปลงจุดตัดดังแสดงในภาพที่ 13


- 240 -N3 N1 N2 N3 N2 N1 N3 N1 N2V4 V1 V2V2 V2 V1V1 V4 V4V3 V3 V3 ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่ 13 ตัวอย่างการแบ่งแปลงทดลองในขั้นตอนแรกของการออกแบบแผนการทดลองแบบสตริป-สปลิต พล็อตที่ทำ 3 ซ้ำโดยการสุ่มตำรับการทดลองพันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ และอัตราปุ๋ยไนโตรเจน 3 ระดับ ลงในแถบแปลงแนวนอนและแถบแปลงแนวตั้ง ตามลำดับขั้นตอนที่สอง แบ่งแปลงจุดตัด (intersection plot) แต่ละแปลงตามแนวนอนออกเป็น 2 แปลงที่มีขนาดเท่า ๆ กัน ซึ่งจะทำให้ได้แปลงย่อยระดับซับพล็อต (subplot) ที่มีขนาดเล็กที่สุดสำหรับตำรับการทดลองวิธีการปลูก 2 วิธี (P1, P2) ทำให้แต่ละซ้ำ และแปลงทดลองทั้งหมดที่มี 3 ซ้ำ มีจำนวนแปลงย่อยระดับซับพล็อต 24 แปลง และ 72 แปลง ตามลำดับ หลังจากนั้น สุ่มตำรับการทดลองวิธีการปลูก 2 วิธี(P1, P2) ลงในแปลงย่อยระดับซับพล็อต โดยการสุ่มแยกอย่างอิสระเหมือนกับกระบวนการสุ่มแบบจับสลากในการวางแผนการทดลองแบบสปลิต-สปลิต พล็อต (Split-Split Plot) ผลการสุ่มตำรับการทดลองลงในแปลงย่อยระดับซับพล็อต ทำให้ในที่สุดได้แบบแผนการแบ่งแปลง 4 ขนาด และผลที่ได้จากการสุ่มตำรับการทดลองทั้ง 3 ระดับของปัจจัยที่ศึกษาลงในแถบแปลงแนวตั้ง (ปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา)แถบแปลงแนวนอน (พันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์) แปลงจุดตัด (ปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา x มันสำปะหลัง 4 พันธุ์) และแปลงย่อยระดับซับพล็อต (วิธีการปลูก 2 วิธี) ดังแสดงในภาพที่ 14


Click to View FlipBook Version