- 241 -N3 N1 N2 N3 N2 N1 N3 N1 N2V4P2 P1 P2V1P2 P1 P1V2P2 P2 P2P1 P2 P1 P1 P2 P2 P1 P1 P1V2P2 P1 P1V2P1 P2 P2V1P1 P2 P2P1 P2 P2 P2 P1 P1 P2 P1 P1V1P1 P2 P2V4P2 P2 P2V4P1 P1 P2P2 P1 P1 P1 P1 P1 P2 P2 P1V3P1 P2 P1V3P1 P1 P2V3P1 P1 P2P2 P1 P2 P2 P2 P1 P2 P2 P1 ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3ภาพที่14 ตัวอย่างการวางแผนผังแปลงทดลองแบบ 3 x 4 x 2 Factorial ในแผนการทดลองแบบสตริป-สปลิตพล็อต ที่กำหนดให้พันธุ์มันสำปะหลัง 4 พันธุ์ (V1, V2, V3, V4) ปุ๋ยไนโตรเจน 3 อัตรา (N1, N2, N3) และวิธีการปลูก 2 วิธี(P1, P2) เป็นตำรับการทดลองในแถบแปลงแนวนอน แถบแปลงแนวตั้งและในแปลงย่อยระดับซับพล็อตตามลำดับ แต่ละตำรับการทดลอง ทำ 3 ซ้ำ (replication) 1.3 การจัดการดินและพืชเพื่อควบคุมความผิดพลาดของการทดลอง1.3.1 ความแปรปรวนของดินความแตกต่างของสมบัติของดินและผลิตภาพของดิน (soil productivity) ขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ หลายปัจจัย เช่น สภาพพื้นที่ วัตถุต้นกำเนิดดิน กระบวนการเปลี่ยนแปลงในดิน การใช้ประโยชน์ที่ดิน ฯลฯ ทำให้ดินในพื้นที่เดียวกันมีสมบัติแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นที่ดินที่มีเนื้อที่ไม่มาก เช่น เนื้อที่ของที่ดินประมาณ 1.5-2 ไร่ ที่มักจะนิยมปฏิบัติหรือแนะนำให้ใช้ตั้งแปลงทดลองในไร่ ความแปรปรวนของดินอาจมีมากหรือน้อยขึ้นกับสภาพปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ซึ่งอาจพบความแตกต่างได้แม้ในพื้นที่ทดลองขนาดเล็ก ความแปรปรวนของดินอาจสังเกตได้ง่ายจากการปลูกทดสอบพืชในแปลงที่แบ่งให้มีขนาดเล็กลงและแต่ละแปลงตั้งอยู่ติดกันหรือการทดสอบโดยการปลูกในแปลงเดียวกันที่มีขนาดใหญ่กว่าโดยใช้พืชชนิดและพันธุ์เดียวกัน โดยมีวิธีการปลูก และการดูแลรักษาเหมือน ๆ กัน การเติบโต โดยผลผลิตของพืชในแปลงทดสอบที่วัดผลได้มักพบความแตกต่างกันไม่มากก็น้อย ทั้งทางด้านการเติบโตและผลผลิตของพืชที่ปลูก แม้ว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นจะมีผลจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมหลายปัจจัย แต่โดยทั่วไปที่จะมีผลอย่างเด่นชัดและสำคัญมากปัจจัยหนึ่ง คือ ความแปรปรวนหรือความแตกต่างของสมบัติดินการเลือกพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันสำปะหลังในไร่ แม้ว่าจะใช้เนื้อที่ทดลองไม่มาก เช่น 1.5-2 ไร่ ก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกพื้นที่ที่สมบัติดินไม่มีความแปรปรวนเลย ซึ่งจากความเป็นจริงดังกล่าว การเลือกพื้นที่จึงควรเลือกพื้นที่ที่มีความแปรปรวนน้อยที่สุดหรือเลือกแปลงที่ดินมีสมบัติสม่ำเสมอมากที่สุด
- 242 -ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือที่จะได้จากความแม่นยำและความถูกต้องของผลที่จะเกิดกับพืชจากการใช้ตำรับการทดลอง (treatment effects) ที่ต้องการศึกษา1) การเลือกพื้นที่แปลงทดลองการเลือกพื้นที่หรือที่ดินที่จะใช้ทดลองปลูกพืชเพื่อให้ได้พื้นที่ที่มีความแปรปรวนน้อยที่สุด นักวิจัยควรมีหลักการ และแนวทางในการพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ดังนี้1.1) การใช้ประโยชน์ที่ดินก่อนการทดลองยกเว้นแปลงทดลองที่ใช้ประเมินผลตกค้างของตำรับการทดลองที่ศึกษา เช่นผลตกค้างในดินจากการใช้ปุ๋ยเคมี พื้นที่ที่จะกำหนดเป็นแปลงทดลองปลูกมันสำปะหลังต้องไม่เป็นแปลงทดลองเก่าที่เคยทดลองมาก่อนการทดลองที่จะทำ โดยเฉพาะในฤดูกาลเพาะปลูกล่าสุดที่เพิ่งผ่านมา เพราะการทดลองที่ทำมาก่อนโดยใช้วิธีการทดลองและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างไปจากวิธีการทดลองที่กำลังจะดำเนินการ เช่น ใช้ชนิดพืชทดลองแตกต่างกัน การใช้ปุ๋ย และการดูแลรักษาที่ไม่เหมือนกันย่อมส่งผลให้สมบัติของดินในแปลงทดลองมีความแปรปรวน และมีความหลากหลายขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการทดลองกับมันสำปะหลังและควรเลือกพื้นที่ใหม่ที่ไม่ใช่แปลงทดลองเก่าโดยเฉพาะแปลงทดลองด้านการใช้สารปรับปรุงดิน และปุ๋ยเคมี เพราะอาจมีผลตกค้างจากการทดลองที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย โดยควรเลือกพื้นที่ทดลองที่เคยเป็นแปลงปลูกพืช เพื่อการค้าในแปลงใหญ่ที่มีการปลูกพืชชนิดเดียวกัน มีการปฏิบัติต่าง ๆ เหมือนกัน ซึ่งจะทำให้ดินมีความแปรปรวนในทิศทางเดียวกัน มีความแปรปรวนไม่มากและไม่หลากหลาย แต่ทั้งนี้ ในการพิจารณาเลือกพื้นที่ที่จะใช้ผลิตพืชเพื่อการค้าต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่บางส่วนที่เป็นพื้นที่ที่ใช้เพื่อการบริการที่ไม่เคยปลูกพืช (service-nonplanted area) ทั้งนี้เพราะในพื้นที่ดังกล่าว ดินส่วนใหญ่มีผลิตภาพ (soil productivity) สูงกว่าดินในแปลงที่มีการปลูกพืชอย่างต่อเนื่องสรุปสาระสำคัญในประเด็นนี้ คือ1.1.1) ไม่ควรเลือกพื้นที่ทดลองที่เคยเป็นพื้นที่แปลงทดลองด้านดิน สารปรับปรุงดิน และปุ๋ยมาก่อน1.1.2) ไม่ควรใช้พื้นที่ที่กันไว้เพื่อการให้การบริการที่ไม่เคยมีการปลูกพืช เพื่อการค้าเป็นพื้นที่เพื่อการทดลองด้านดิน สารปรับปรุงดิน และการใช้ปุ๋ย1.2) พื้นที่ลาดเท (Slopes)พื้นที่ที่มีความลาดชัน ไม่ราบเรียบ เป็นพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันชัดเจนมาก โดยดินด้านบนของพื้นที่ลาดชัน (upper slope) โดยทั่ว ๆ ไปมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำกว่าดินด้านล่างของพื้นที่ลาดชัน (lower slope) ทั้งนี้เพราะอาจเกิดจากอิทธิพลของการเกิดกระบวนการกร่อนดิน (soil erosion) และการไหลบ่าของน้ำ (water runoff) ในพื้นที่ลาดชัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีผลทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของมวลดินชั้นบนที่ประกอบด้วยธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุในดินจากด้านบนลงมาสะสมในด้านล่างของพื้นที่ลาดชัน ดังนั้น ในการเลือกพื้นที่ปลูกทดลองพืชในไร่ เช่น มันสำปะหลังควรเลือกพื้นที่ทดลองที่มีลักษณะราบเรียบหรือไม่มีความลาดชัน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องทดลอง
- 243 -ในกรณีที่ไม่สามารถหาพื้นที่ราบเรียบได้และต้องใช้พื้นที่ที่มีความลาดชัน ควรเลือกพื้นที่ทดลองที่มีความลาดชันน้อยที่สุดและลักษณะของความลาดชันมีความสม่ำเสมอมากที่สุดในทิศทางเดียว และต้องไม่เป็นลักษณะลูกคลื่นลอนลาดถ้าแปลงทดลองพืชมีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะพื้นที่ลาดชันที่มีความลาดชันสม่ำเสมอในทิศทางเดียว สามารถประเมินความแตกต่างทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินในระดับความลาดชันต่าง ๆ ได้ทั้งในบริเวณส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างของความลาดชันและความแปรปรวนในสภาพพื้นที่ดังกล่าวสามารถจัดการเพื่อควบคุมข้อผิดพลาดของการทดลอง (experimental error) ให้น้อยลงได้โดยการใช้วิธีการแบ่งบล็อก(blocking) อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดตำแหน่งของซ้ำ (replication) ของตำรับการทดลอง(treatment) ทั้งหมดที่จะศึกษา ต้องวางในพื้นที่ที่ซึ่งความแปรปรวนของสภาพพื้นที่ และ/หรือสมบัติของดิน เช่น พื้นที่ที่มีระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่แตกต่างกันไม่รวมกันอยู่ภายในซ้ำเดียวกัน แต่ต้องกระจายกันอยู่ระหว่างซ้ำต่าง ๆ เช่น ถ้าจะวางแปลงทดลองในพื้นที่ที่มีความลาดชัน ซ้ำของแปลงต้องวางตั้งฉากกับความลาดชัน หรือตั้งฉากกับระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่แตกต่างกัน1.3) พื้นที่ปรับระดับ การปรับระดับพื้นที่โดยการปาดแล้วเกลี่ยหน้าดินที่มีระดับผิวดินไม่สม่ำเสมอ หรือการปาดหน้าดินจากพื้นที่ที่สูงกว่าไปยังพื้นที่ที่ต่ำกว่าถึงแม้ว่าจะช่วยทำให้ผิวดินมีลักษณะราบเรียบมากขึ้นหรือช่วยลดระดับความลาดชันของพื้นที่ให้น้อยลง แต่ผลเสียที่เกิดติดตามมาคือทำให้ความหนาของชั้นหน้าดินหรือระดับความลึกของดินชั้นบนไม่สม่ำเสมอ และในบางบริเวณอาจมีดินชั้นล่างที่โดยทั่วไปมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่าดินชั้นบนโผล่ออกมาที่ผิวดินเพราะหน้าดินชั้นบนถูกปาดออกไปจนหมดและผลเสียหายที่เกิดขึ้นนี้จะยังคงอยู่ต่อไปยาวนาน ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีสมบัติของดินที่มีความแปรปรวนมากและแปรปรวนในระยะยาว ดังนั้น จึงไม่ควรเลือกใช้พื้นที่ที่มีการปรับระดับเพื่อดำเนินการทดลองปลูกพืชแต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะหาพื้นที่อื่นที่มีความเหมาะสมกว่าไม่ได้ สิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนพิจารณากำหนดพื้นที่ทดลองพืช คือ ควรดำเนินการทดลองเพื่อทดสอบความสม่ำเสมอของพื้นที่ (uniformity trial) เพื่อประเมินรูปแบบ (pattern) ของความแตกต่างของสมบัติของดินในบริเวณนั้นก่อน ทั้งนี้เพื่อนำผลที่ได้มาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบแผนการทดลองพืช ที่เหมาะสม เช่น โดยการใช้วิธีการหรือเทคนิคในการแบ่งบล็อก (blocking technique) ฯลฯ 1.4) สิ่งกีดขวางแปลกปลอมในพื้นที่ ที่ดินที่จะเลือกเป็นพื้นที่ทดลองปลูกมันสำปะหลัง ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ เสา เช่น เสาไม้ เสาไฟ หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น อาคารบ้านเรือน เพราะอาจทำให้เกิดร่มเงาพาดลงบนแปลงปลูกหรือทำให้เกิดการปนเปื้อนกับดินในพื้นที่แปลงทดลองที่ตั้งอยู่ติดกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งอยู่ติดกับสิ่งก่อสร้าง ซึ่งอาจทำให้ดินมีสมบัติแปรปรวนมากกว่าดินในพื้นที่ที่ทำการเกษตรที่ไม่มีสิ่งกีดขวางแปลกปลอมต่าง ๆ ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน ในกรณีที่มีต้นไม้ใหญ่ นอกเหนือจากการเกิดร่มเงาที่อาจพาดลงบนต้นมันสำปะหลังที่ปลูกทดสอบในแปลงทดลองแล้ว ผลกระทบอาจเกิดจากการแผ่ขยายของระบบรากของต้นไม้ที่ซึ่งถ้าเติบโตใกล้กับต้นมันสำปะหลังในแปลงทดลองมากเกินไป อาจเกิดการแข่งขันระหว่างราก
- 244 -ของต้นไม้กับรากของต้นมันสำปะหลังในการดูดใช้น้ำและธาตุอาหารพืชในดินในบริเวณที่มีรากของพืชทั้งสองชนิดดังนั้น การตั้งแปลงทดลองควรตั้งในพื้นที่ที่ห่างจากต้นไม้ตั้งแต่ 5-10 เมตรขึ้นไป มากหรือน้อยเพียงใดขึ้นกับชนิด อายุ ความสูง และความกว้างของทรงพุ่มของต้นไม้ที่กำลังเติบโตอยู่2) การประเมินความแปรปรวนของดิน การทดลองปลูกมันสำปะหลังในไร่ ถ้าจะให้ได้ผลดี ขั้นตอนแรกที่จะต้องพิจารณา คือ ต้องเลือกพื้นที่ทดลองที่ดินมีสมบัติแปรปรวนน้อยที่สุด โดยที่ถ้าพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยมีการประเมินความแปรปรวนของสมบัติของดิน (soil heterogeneity) มาก่อน ก่อนการตัดสินใจเลือกพื้นที่ทดลอง ควรประเมินความแปรปรวนของสมบัติของดินก่อนโดยใช้วิธีการที่เหมาะสมบนกรอบแนวคิดหรือสมมติฐานที่ว่า ถ้าปลูกพืชลงบนแปลงทดลองที่สมบัติของดินมีความแปรปรวนน้อยหรือดินมีสมบัติสม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นที่ พืชที่ปลูกจะเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยการประเมินความแปรปรวนของสมบัติของดินในพื้นที่ที่ต้องการใช้เป็นพื้นที่ทดลองสามารถดำเนินการได้โดยการศึกษาความแตกต่างทางด้านการเติบโตของพืชที่ปลูกในพื้นที่ที่มีการปฏิบัติและดูแลรักษาพืชเหมือน ๆ กัน การประเมินความแปรปรวนของสมบัติของดินโดยทั่วไปสามารถประเมินได้โดยวิธีการทดลองเพื่อศึกษาความสม่ำเสมอของสมบัติดินในพื้นที่ (uniformity trial) โดยการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ที่ต้องการทดสอบ ควรใช้มันสำปะหลังพันธุ์เดียวกัน ใช้วิธีการปลูก และการจัดการดูแลรักษาในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติเหมือนกันหรือให้เหมือนกันมากที่สุด ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวนอกเหนือจากความแปรปรวนของสมบัติของดินและความแปรปรวนที่เกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ทั้งหมดที่จะถูกควบคุมให้มีความแปรปรวนน้อยที่สุดแล้ว ในการดำเนินการทดลอง พื้นที่ที่จะปลูกมันสำปะหลังทดสอบจะถูกแบ่งออกเป็นแปลงย่อยที่มีขนาดเล็กเท่า ๆ กันที่เรียกว่า หน่วยพื้นที่ฐาน (basic unit) โดยในแต่ละหน่วยพื้นที่ฐานจะมีการวัดผลิตภาพของดิน (soil productivity) ที่แตกต่างกันโดยดูจากความมากหรือน้อยของผลผลิตของมันสำปะหลังที่ปลูกทดลอง หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือการใช้ปริมาณผลผลิตของมันสำปะหลังที่จะทดสอบเป็นตัวชี้วัดความแปรปรวนของผลิตภาพของดินในพื้นที่ทดสอบการทดลองเพื่อประเมินความสม่ำเสมอของสมบัติของดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลังสามารถดำเนินการได้เช่น โดยการประเมินสมบัติหรือศักยภาพเกี่ยวกับผลิตภาพของดินในแปลงปลูกที่มีขนาดพื้นที่ 100 x 200 เมตร (เนื้อที่ 12.5 ไร่) โดยการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์เดียวกัน ใช้ระยะปลูกเท่ากัน เช่น 1 x 1 เมตรไม่ใช้ปุ๋ย และสารปรับปรุงดินชนิดใด แล้วปลูกและดูแลรักษาจนถึงระยะเก็บเกี่ยวที่มีอายุเท่า ๆ กันที่ระยะ 11-12 เดือนหลังปลูกโดยที่ระยะเก็บเกี่ยวให้กันขอบนอกทั้ง 4 ด้านของแปลงปลูกขนาด 100 x 200 เมตรออกด้านละ 5 เมตร ให้เป็นแถวการ์ด (guard row) ซึ่งจะทำให้เหลือพื้นที่เก็บเกี่ยวขนาด 90 x 190 เมตร(10.69 ไร่) แล้วแบ่งแปลงให้เป็นแปลงย่อยของหน่วยพื้นที่ฐานที่มีขนาด 5 x 5 เมตร จำนวน 684 แปลงแต่ละแปลงมีมันสำปะหลัง 25 ต้น หลังจากนั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังจากแปลงย่อยทั้ง 684 แปลง ซึ่งน้ำหนักผลผลิตหัวสดที่ได้จากแต่ละแปลงย่อยคือตัวดัชนีชี้วัดผลิตภาพของดินในแต่ละแปลงย่อยของหน่วยพื้นที่ฐานและค่าความแตกต่างระหว่างผลผลิตหัวสดของแต่ละแปลงย่อยทั้งหมด คือภาพรวมของความแปรปรวนของดินในพื้นที่เก็บเกี่ยว 10.69 ไร่
- 245 -การประเมินรูปแบบของความแปรปรวนของสมบัติของดินในพื้นที่ที่มีเนื้อที่ 10.69 ไร่ดังตัวอย่างข้างต้น สามารถวิเคราะห์ได้หลายวิธีการ เช่น โดยการใช้แผนที่แสดงผลิตภาพของดินตามแนวระดับ (soil productivity contour map) การคำนวนค่าสหสัมพันธ์อนุกรม (serial correlation) ค่าเฉลี่ยมีนสแควร์ระหว่างแถบแปลง (mean square between strips) และการหาค่าดัชนีที่ใช้ในการวัดความแตกต่างเชิงปริมาณหรือความแปรปรวนของดินโดยวิธีของสมิธ (Smith’s Index of Soil Heterogeneity) (Gomez and Gomez, 1984)3) การจัดการความแปรปรวนของดินหลังจากรู้รูปแบบหรือสภาพที่เป็นจริงเกี่ยวกับระดับความแปรปรวนของดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมบัติทางด้านผลิตภาพของดินแล้ว เช่น โดยการปลูกมันสำปะหลังเพื่อประเมินความสม่ำเสมอของสมบัติของดิน (uniformity trial) ในพื้นที่ที่ต้องการทดสอบโดยการวัดผลผลิต เช่น น้ำหนักหัวสดของมันสำปะหลัง งานทดลองปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ดังกล่าว สามารถลดผลกระทบที่เกิดจากความแปรปรวนของสมบัติดินได้ด้วยวิธีการที่เป็นทางเลือกต่าง ๆ หลายวิธีการ โดยเฉพาะวิธีการที่นิยมใช้โดยทั่วไปมี 3 วิธีการที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย และไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพราะเป็นเพียงการปรับทิศทางหรือตำแหน่งของแปลงตำรับการทดลอง (treated plot) ภายในบล็อก หรือในที่นี้จะเรียกสั้น ๆ ว่าแปลงย่อย (plot) หรือการปรับทิศทางหรือตำแหน่งของบล็อก (block) ได้แก่ วิธีการกำหนดขนาด และรูปร่างของแปลงย่อย (plot size andshape) ขนาด และรูปร่างของบล็อก (block size and shape) และการกำหนดจำนวนซ้ำ (number ofreplication) การใช้วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ บางกรณี อาจจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของพื้นที่ทดลองให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนแปลงย่อยทั้งหมดให้มากขึ้น3.1) ขนาดและรูปร่างของแปลงย่อย ข้อผิดพลาดของการทดลอง (experimental error) ที่เกิดจากความแปรปรวนของดินเป็นผลที่เกิดจากความแตกต่างของสมบัติของดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอุดมสมบูรณ์ของดินหรือผลิตภาพของดินระหว่างแปลงย่อยภายในแต่ละบล็อก ซึ่งถ้าความแตกต่างดังกล่าวมีไม่มาก หรืออีกนัยหนึ่ง สมบัติของดินมีความแปรปรวนน้อย ข้อผิดพลาดของการทดลองจะน้อยไปด้วย ดังนั้น เทคนิคในการกำหนดขนาดและรูปร่างของแปลงย่อยที่เหมาะสมจึงเป็นวิธีการที่จะช่วยลดความแตกต่างของสมบัติของดินในแปลงย่อยทุกแปลงในแต่ละบล็อก ซึ่งจะมีผลทำให้ผลการทดลองมีความถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น หรือมีข้อผิดพลาดของการทดลองน้อยลง โดยเฉพาะกับการทดลองโดยใช้ตำรับการทดลองกับมันสำปะหลังที่ใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) ที่นิยมใช้ในการทดลองในไร่3.1.1) ขนาดแปลงย่อยการกำหนดขนาดแปลงย่อยขึ้นกับปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ ความเหมาะสมในทางปฏิบัติธรรมชาติและความแปรปรวนของสมบัติของดินในพื้นที่ทดลอง ความเหมาะสมในทางปฏิบัติ หมายถึง ความสะดวกในการจัดการเพื่อการดำเนินการทดลองปลูกมันสำปะหลังในไร่ ซึ่งจากผลการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของแปลงย่อยกับความแปรปรวนของสมบัติของดินในแปลงย่อยและ
- 246 -ความแม่นยำ (precision) ของผลการทดลอง พบว่า ถ้าแปลงย่อยมีขนาดใหญ่ขึ้น ความแม่นยำของผลการทดลองจะลดลง นอกจากนั้น การใช้แปลงย่อยที่มีขนาดใหญ่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ขนาดของแปลงย่อยที่เหมาะสม (optimum plot size) ขึ้นกับความสมดุลของปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา คือ ค่าใช้จ่าย และความแม่นยำของผลการทดลองที่จะได้จากการใช้ขนาดแปลงทดลองดังกล่าว ซึ่งสำหรับมันสำปะหลัง ผลการวิจัยของ CIAT (1974) พบว่า ถ้าวางแผนการทดลองแบบ RCBD ขนาดแปลงย่อยขั้นต่ำที่มีขนาดเล็ก และเหมาะสม ควรมีขนาดพื้นที่เก็บเกี่ยวไม่ต่ำกว่า 25ตารางเมตร หรือมีมันสำปะหลังจำนวน 25ต้น ถ้าปลูกโดยใช้ระยะปลูก 1x1 เมตร โดยถ้าใช้รูปร่างของแปลงแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส (square plot) ที่มีแถวการ์ด(guard row) 2 แถว จะทำให้แปลงย่อยมีขนาด 9 x 9 เมตร (81 ตารางเมตร) หรือมีจำนวนต้นทั้งหมด 81ต้นต่อแปลงย่อย (ภาพที่ 15) อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ นักวิจัยส่วนใหญ่นิยมออกแบบแผนการทดลองแบบ RCBD โดยใช้ขนาดแปลงย่อยที่มีขนาดเล็กกว่าโดยการกำหนดขนาดแปลงย่อยให้มีจำนวนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยว 12-16 ต้น ถ้าใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตร และมีแถวการ์ด 1 แถว (Howeler, 2014) ทำให้แปลงย่อยที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาด 6 x 6 เมตร (36 ตารางเมตร) ถ้าจะต้องการให้มีจำนวนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยว 16 ต้น (ภาพที่ 16) ทั้งนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดการทดลอง เช่น ค่าแรงงาน และวัสดุต่าง ๆ ที่จะใช้ในการทดลอง และเพื่อให้ใช้เนื้อที่ทดลองทั้งหมดไม่มากเกินไป เช่น ประมาณ 1.5-2 ไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นการทดลองในพื้นที่ที่มีความแปรปรวนของสมบัติดินสูง เช่น เป็นพื้นที่ที่มีความลาดเท ต้องแน่ใจว่าในการวางแปลงทดลอง ความแปรปรวนของสมบัติของดินจะต้องมีมากที่สุดในพื้นที่ระหว่างซ้ำ (replication)และมีความแปรปรวนภายในซ้ำน้อยที่สุด ภาพที่15ขนาดแปลงย่อย จำนวน และตำแหน่งของต้นมันสำปะหลังในแถวการ์ด (X) 2 แถว และในพื้นที่เก็บเกี่ยว (O) เพื่อวัดผลที่มีความเหมาะสมในทางวิชาการถ้าใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตรX X X X X X X X XX X X X X X X X XX X O O O O O X XX X O O O O O X XX X O O O O O X XX X O O O O O X XX X O O O O O X XX X X X X X X X XX X X X X X X X X9 ม.9 ม. 1 ม.1 ม. 0.5 ม.0.5 ม.
- 247 -ภาพที่16ขนาดแปลงย่อย จำนวน และตำแหน่งของต้นมันสำปะหลังในแถวการ์ด (X) 1 แถว และในพื้นที่เก็บเกี่ยว (O) เพื่อวัดผลที่นิยมใช้ในทางปฏิบัติถ้าใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตร 3.1.2) รูปร่างของแปลงย่อย หลังจากพิจารณาใช้ขนาดของแปลงย่อยอย่างเหมาะสมแล้ว การกำหนดรูปร่างของแปลงย่อยอย่างสมเหตุสมผลควรดำเนินการดังต่อไปนี้(1) ในพื้นที่ที่จะทดลองที่สมบัติด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินมีความแปรปรวนมากและมีทิศทางของความแปรปรวนที่แน่นอน เช่น เป็นพื้นที่ทดลองที่มีความลาดเท (slopes) ทิศทางเดียว รูปร่างของแปลงย่อยควรเป็นแปลงที่มีด้านหนึ่งยาวและอีกด้านหนึ่งสั้นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า (rectangular plot) ที่มีด้านยาวและด้านกว้างไม่เท่ากัน โดยในการตั้งแปลงย่อย ด้านยาวของแปลงย่อยต้องวางตั้งฉากกับทิศทางของความแตกต่างของระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน (soil fertility gradient) ในแปลงทดลอง(2) ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความแปรปรวนของสมบัติของดินในพื้นที่ที่จะตั้งแปลงทดลอง พื้นที่มีความแปรปรวนแบบไม่มีทิศทางหรือมีรูปแบบ (pattern) ของความแปรปรวนไม่ชัดเจนเพราะมีปรากฏให้เห็นได้ในบริเวณพื้นที่เป็นหย่อม ๆ แบบกระจัดกระจาย ไม่แน่นอน หรือการเกิดผลกระทบจากแถวพืชที่ปลูกในบริเวณขอบแปลง (border effects) มีมาก ควรกำหนดแปลงย่อยให้มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัส (square shape) หรือใกล้เคียงกับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้มากที่สุด
- 248 -3.2) ขนาดและรูปร่างของบล็อกขนาดของบล็อกหรือซ้ำ (replication) ที่เหมาะสมขึ้นกับปัจจัยเกี่ยวกับขนาดของแปลงย่อย หรือแปลงตำรับการทดลอง (treated-plot size) ที่ได้พิจารณากำหนดไว้แล้ว จำนวนตำรับการทดลอง (treatments) ที่จะศึกษาและแบบแผนการทดลอง (experimental design) ที่จะใช้ดังนั้น หลังจากกำหนดปัจจัยต่าง ๆ ทั้ง 3 ปัจจัยไว้แล้ว การพิจารณาในขั้นต่อไปคือการกำหนดรูปร่างของบล็อกที่จะใช้ในแบบแผนการวิจัยดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้น ในที่นี้จะขอกล่าวซ้ำอีกครั้งว่าวัตถุประสงค์สำคัญของการกำหนดรูปร่างของบล็อก (block) คือ เพื่อลดความแตกต่างระหว่างระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินของแปลงย่อยต่าง ๆ ภายในบล็อกเพื่อให้ความแปรปรวนของดินในแปลงทดลองกระจายหรือไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ระหว่างบล็อก โดยถ้ารู้ลักษณะความแปรปรวนของดินในพื้นที่แปลงทดลอง ควรจัดบล็อกเพื่อให้ความแปรปรวนของระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินระหว่างบล็อกหรือซ้ำมีมากที่สุด และให้ภายในบล็อกหรือซ้ำเดียวกันมีน้อยที่สุด ยกตัวอย่าง เช่น ในพื้นที่ที่มีความแปรปรวนของระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่แตกต่างกันในทิศทางเดียว (unidirectional soil-fertility gradient) เช่น ในพื้นที่ทดลองที่มีความลาดเททิศทางเดียว การจัดบล็อกหรือซ้ำต้องจัดโดยกำหนดให้ด้านยาวของบล็อกตั้งฉากกับทิศทางของความแตกต่างของระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หรือตั้งฉากกับความลาดเทซึ่งเป็นทิศทางของความแตกต่างทางด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในทางกลับกัน ถ้าไม่สามารถทราบความแตกต่างของระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หรือความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่มีลักษณะกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ ไม่แน่นอน การกำหนดรูปร่างของบล็อกควรกำหนดให้มีขนาดด้านกว้างและด้านยาวใกล้เคียงกัน หรือกำหนดรูปร่างของบล็อกให้มีรูปร่างใกล้เคียงกับแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส (square) ให้มากที่สุด3.3) จำนวนซ้ำในการออกแบบแผนการทดลอง จำนวนซ้ำที่เหมาะสมของตำรับการทดลอง(treatment) ที่ต้องการศึกษาขึ้นกับปัจจัยต่อไปนี้3.3.1) ความแปรปรวนของดินและวัสดุทดลอง3.3.2) รูปแบบของแผนการทดลองที่จะกำหนด3.3.3) จำนวนตำรับการทดลองที่จะทดสอบ3.3.4) ระดับความแม่นยำของผลการทดลองที่ต้องการปัจจัยสำคัญที่มีผลมากต่อการกำหนดจำนวนซ้ำของการทดลอง คือ ความแปรปรวนของการทดลอง โดยเฉพาะ ที่เกิดจากความแปรปรวนของดิน เป็นปัจจัยหลักในการประเมินเพื่อกำหนดจำนวนซ้ำของการทดลองในไร่ ซึ่งโดยหลักการอย่างกว้าง ๆ ถ้าดินในพื้นที่ที่จะทดลองมีความแปรปรวนน้อย เช่น มีระดับความอุดมสมบูรณ์ในบริเวณต่าง ๆ สม่ำเสมอใกล้เคียงกัน ไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนซ้ำมากและควรใช้จำนวนซ้ำมากขึ้นถ้าดินมีความแปรปรวนมากขึ้น
- 249 -การกำหนดจำนวนซ้ำสำหรับการทดลองในไร่กับมันสำปะหลังที่ปลูกในดินที่มีความแปรปรวนไม่มาก ถ้าจะให้ได้ผลดีและมีความผิดพลาดของการทดลองน้อย ควรใช้จำนวนซ้ำ 6 ซ้ำสำหรับการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) โดยควรกำหนดให้ใช้รูปร่างแปลงย่อย (plot) แบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยวอย่างน้อย 25 ต้น โดยมีแถวการ์ด (guard row) 2 แถว (ภาพที่ 15) อย่างไรก็ตาม การใช้จำนวนซ้ำ 6 ซ้ำอาจทำให้แปลงทดลองมีขนาดใหญ่มาก เสียค่าใช้จ่ายสูง และจัดหาพื้นที่ทดลองยาก ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ควรใช้จำนวนซ้ำให้น้อยลงโดยการกำหนดให้มีจำนวนซ้ำ 3-4 ซ้ำ และมีแถวการ์ด 1 แถว (ภาพที่ 16) เพื่อลดพื้นที่ทดลองให้มีขนาดเล็กลง ไม่ใหญ่เกินไป เช่น อาจมีขนาดแปลงทดลองทั้งหมดในเนื้อที่ประมาณ 1.5-2 ไร่ ในกรณีที่ดินในพื้นที่แปลงทดลองมีความแปรปรวนน้อยและมีสมบัติสม่ำเสมอ1.3.2. การแข่งขันและผลที่เกิดกับพืชทดลองขนาดและตำแหน่งของต้นมันสำปะหลังที่ปลูกซึ่งยืนต้นอยู่ติดกันในแปลงทดลองมีผลอย่างมากต่อการเติบโตของมันสำปะหลัง ต้นมันสำปะหลังที่ถูกล้อมรอบด้วยต้นที่เติบโตดีกว่าจะเติบโตน้อยกว่าและต้นมันสำปะหลังที่ปลูกด้วยระยะปลูกกว้างกว่า เช่น ระยะปลูก 1 x 1 เมตร จะเติบโตมากกว่าต้นที่ปลูกด้วยระยะปลูกแคบกว่า เช่น ระยะปลูก 0.80 x 0.80 เมตร ความแตกต่างด้านการเติบโตของมันสำปะหลังที่ยืนต้นและเติบโตอยู่ติดกันเกิดจากการผลของการแข่งขัน (competition effects) ของมันสำปะหลังต่อการใช้แสงแดดเพื่อสังเคราะห์แสง ธาตุอาหารพืชในดิน ความชื้นในดิน และปัจจัยที่จำเป็นต่อการเติบโตอื่น ๆการทดลองกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ ส่วนใหญ่มักมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของวิธีการเขตกรรม ปัจจัยทางพันธุ์กรรม หรือทั้ง 2 ปัจจัย ซึ่งในการวางแปลงทดลองตามแผนการวิจัย ตำรับการทดลองต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ในแปลงทดลองในระดับแปลงย่อย (วิธีการเขตกรรม พันธุ์พืช) จะถูกสุ่มลงในแปลงย่อยที่ตั้งกระจายอยู่ติดกัน ซึ่งจะมีผลทำให้แถวหรือกลุ่มพืชในบริเวณขอบแปลงย่อย (border plants) มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมากกว่าพืชทดลองที่อยู่ด้านในหรือในบริเวณศูนย์กลางของแปลงย่อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากลุ่มต้นพืชทดลองที่ปลูกในตำแหน่งต่าง ๆ ในแปลงย่อยเดียวกัน เช่น บริเวณขอบแปลงของแปลงย่อยกับต้นพืชด้านในของแปลงย่อยมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการแข่งขันแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อลดปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับผลที่จะเกิดจากการแข่งขันระหว่างต้นของพืชทดลองในแปลงย่อย ควรควบคุมให้มีการแข่งขันเท่า ๆ กัน หรือให้มีความแตกต่างกันให้น้อยที่สุด เช่น โดยการกำหนดต้นแถวการ์ด (guard row) ในแปลงย่อยที่ตั้งอยู่ติดกันให้มีจำนวนแถวมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าพืชที่ปลูกทดลองที่ยืนต้นอยู่ถัดมาด้านในของแปลงจะแสดงการตอบสนองต่อตำรับการทดลองที่ต้องการทดสอบได้มากที่สุด และเพื่อลดข้อผิดพลาดของการทดลอง (experimental error) รวมทั้งความผิดพลาดในการเก็บตัวอย่างพืชเพื่อวัดผล
- 250 -ในการดำเนินงานทดลองในไร่ ความสำคัญของผลที่เกิดจากการแข่งขันทางด้านการเติบโตระหว่างต้นมันสำปะหลังจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรับการทดลอง (treatment) ที่จะทดสอบและแบบแผนการทดลองที่จะใช้ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งที่สำคัญ ได้แก่ การแข่งขันระหว่างมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ การแข่งขันที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยเคมี การแข่งขันที่เกิดจากต้นมันสำปะหลังในแปลงที่ขาดหายไปและการวัดผลโดยเฉพาะผลผลิตหัวสดในแปลงที่มีต้นมันสำปะหลังขาดหายไป 1) การแข่งขันระหว่างพันธุ์มันสำปะหลังในการทดลองเพื่อเปรียบเทียบชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง แปลงย่อยบางแปลงที่ตั้งอยู่ติดกันอาจปลูกมันสำปะหลังพันธุ์แตกต่างกัน และเนื่องจากมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ มีความสามารถในการแข่งขันไม่เท่ากัน ต้นมันสำปะหลังต่างชนิดพันธุ์ที่ปลูกในแปลงย่อยที่ตั้งอยู่ติดกันจะเติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันด้วย เช่น สภาพดิน ความชื้นในดิน ฯลฯ จะมีผลต่อการเติบโตของมันสำปะหลังต่างชนิดพันธุ์ เนื่องจากความแตกต่างทางด้านสภาพแวดล้อมดังกล่าว หรือเป็นผลที่เกิดจากการแข่งขันระหว่างมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ (varietal competition) ผลของการแข่งขันระหว่างมันสำปะหลังต่างชนิดพันธุ์ที่ปลูกในแปลงที่ตั้งอยู่ติดกันจะเกิดมากกับต้นที่ปลูกในบริเวณขอบแปลงหรือใกล้ขอบแปลง ระดับความแตกต่างด้านลักษณะประจำพันธุ์ของมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ มีส่วนสำคัญในการบ่งบอกถึงความมากหรือน้อยของผลที่จะเกิดจากการแข่งขันของมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าปลูกมันสำปะหลังสองพันธุ์ที่มีลักษณะทรงพุ่มเหมือนกันแต่พันธุ์หนึ่งมีความสูงของต้นหรือความสูงของทรงพุ่ม (canopy height) มากกว่าและเติบโตอยู่ติดกับต้นมันสำปะหลังอีกพันธุ์หนึ่งที่มีความสูงของต้นน้อยกว่า มันสำปะหลังพันธุ์ที่มีต้นสูงกว่าจะได้เปรียบ เพราะมีความสามารถในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรทางกายภาพเพื่อการเติบโตได้มากกว่า เช่น ทำให้สามารถใช้แสงแดดเพื่อการสังเคราะห์แสงของใบได้มากกว่ามันสำปะหลังพันธุ์ที่มีลักษณะต้นเตี้ยกว่าที่ใบบางส่วนถูกบังแสงโดยต้นมันสำปะหลังที่สูงกว่า สำหรับความได้เปรียบและความเสียเปรียบของมันสำปะหลังที่มีลักษณะต้นสูงและต้นเตี้ยจะยิ่งมีมากขึ้นถ้าความสูงของต้นต่างชนิดพันธุ์ที่ปลูกในแปลงที่เติบโตอยู่ติดกันมีความแตกต่างกันมากขึ้น2) การแข่งขันด้านการใช้ปุ๋ย การแข่งขันด้านผลตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปุ๋ยเคมีของมันสำปะหลังพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งที่ปลูกในแปลงย่อยที่ตั้งติดกันเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ 2.1) มันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีชนิดเดียวกันในอัตราสูงกว่า โดยทั่วไปเติบโตดีกว่าและทำให้ต้นมีความสูงและแข็งแรงกว่ามันสำปะหลังที่ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราต่ำกว่า ซึ่งจะมีผลทำให้มีความสามารถในการแข่งขันด้านการใช้แสงแดด ก๊าซคาร์บอนใดออกไซค์ และปัจจัยอื่น ๆ มากกว่า โดยเฉพาะต้นมันสำปะหลังที่ปลูกและเติบโตในบริเวณขอบแปลง
- 251 -2.2) ปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงในแปลงย่อยในอัตราสูงกว่า บางส่วนอาจแพร่กระจายเข้าไปสู่ระบบรากของต้นมันสำปะหลังในบริเวณขอบแปลงของแปลงย่อยที่ตั้งอยู่ติดกันที่ใส่ปุ๋ยเคมีชนิดเดียวกันในปริมาณน้อยกว่า ทำให้ต้นมันสำปะหลังในแปลงย่อยที่ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงกว่าเสียเปรียบแปลงย่อยที่ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราต่ำกว่าเพราะดูดใช้ปุ๋ยเคมีได้ไม่เต็มที่ตามอัตราที่ใส่ หรือตามอัตราที่ต้องการทดสอบผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีเพราะเกิดการสูญเสียปุ๋ยเคมีบางส่วนไป ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อได้เปรียบของมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงที่เติบโตดีกว่า เช่น มีความสูงของต้น ขนาดทรงพุ่ม มากกว่าแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราต่ำกว่า เพราะมีความสามารถในการแข่งขันด้านการใช้แสงแดด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และปัจจัยอื่น ๆ มากกว่า แต่ในที่สุดผลที่เกิดจากการแข่งขันที่ไม่สอดคล้องกันทั้งสองทิศทาง (การเติบโตและการดูดใช้ปุ๋ยเคมี) จะเกิดการหักล้างกันและทำให้ได้ผลของการแข่งขันสุทธิ(net competition effect) ซึ่งเป็นผลของการแข่งขันระหว่างมันสำปะหลังพันธุ์เดียวกันที่ปลูกในแปลงย่อยทั้งสองแปลงที่ตั้งอยู่ติดกันแต่ได้ปุ๋ยเคมีปริมาณไม่เท่ากัน โดยส่วนใหญ่ การแข่งขันที่เกิดจากการแพร่กระจายของปุ๋ยเคมีในดินจากแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีมากกว่าไปสู่แปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีน้อยกว่าจะมีผลมากกว่าอิทธิพลที่เกิดจากการเติบโตที่แตกต่างกันเพราะมีการใช้ปุ๋ยเคมีอัตราต่างกัน หรืออีกนัยหนึ่ง มันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงย่อยที่ได้รับปุ๋ยเคมีน้อยกว่ามีข้อได้เปรียบเพราะผลที่เกิดจากการแข่งขันสุทธิมีมากกว่ามันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงย่อยที่ใส่ปุ๋ยเคมีมากกว่า3) ต้นที่ขาดหายไป ต้นมันสำปะหลังในแปลงทดลองที่ขาดหายไปเพราะสาเหตุต่าง ๆ เช่น สภาพอากาศที่แห้งแล้งหลังปลูก การใช้ท่อนพันธุ์ปลูกคุณภาพไม่ดี ปัญหาการทำลายของโรค และ/หรือแมลงศัตรู ทำให้แปลงทดลองมีจำนวนต้นมีชีวิตขาดหายไปบางส่วน ไม่ครบร้อยละร้อย มีผลทำให้ต้นมันสำปะหลังที่เติบโตในแปลงที่ยืนต้นติดกับต้นที่ขาดหายไปมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น การแข่งขันเพื่อดูดใช้ธาตุอาหารและน้ำในดิน การได้รับแสงแดดเพื่อสังเคราะห์แสง ฯลฯ ดีกว่าต้นมันสำปะหลังที่เติบโตในกลุ่มต้นในแปลงที่ไม่มีต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไป ทำให้ต้นมันสำปะหลังที่เติบโตในแปลงที่มีต้นบางส่วนขาดหายไปมีความสามารถในการแข่งขันต่อการใช้ปัจจัยที่จำเป็นต่อการเติบโตต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ต้นเติบโตแตกต่างกัน ไม่เหมือนแปลงทดลองที่ไม่มีต้นมันสำปะหลังขาดหายไปที่ทุกต้นมีความสามารถในการแข่งขันเท่ากันดังตัวอย่างในภาพที่ 17
- 252 - ขอบเขตแปลงทดลองขนาด 7 x 7 ม. ระยะปลูก 1 x 1 ม.ขอบเขตพื้นที่เก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลขนาด 5 x 5 ม.X ต้นมีชีวิตในแถวการ์ด (guard row) ต้นที่ขาดหายไปในแถวการ์ด ต้นที่ขาดหายไปในพื้นที่เก็บเกี่ยวเพื่อวัดผล ต้นมีชีวิตในพื้นที่เก็บเกี่ยวเพื่อวัดผล ต้นมีชีวิตที่ต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไป 1 ต้น ต้นมีชีวิตที่ต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไป 2 ต้น ต้นมีชีวิตที่ต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไป 3 ต้น ต้นมีชีวิตที่ต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไป 4 ต้นต้นที่ปลูกเสริมระหว่างต้นในแถวการ์ดกับเส้นขอบแปลงเพื่อใช้ปลูกซ่อมต้นที่ขาดหายไปในแถวการ์ดและในพื้นที่เก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลภาพที่ 17 ตำแหน่งของต้นที่มีชีวิตและต้นที่ขาดหายไปในแถวการ์ดและในพื้นที่เก็บเกี่ยวของมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงขนาด 7 x 7 เมตรที่ใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตรดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาการแข่งขันระหว่างต้นมันสำปะหลังที่เติบโตในแปลงย่อยที่มีหรือไม่มีต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไป การปลูกทดลองต้องปลูกให้มีจำนวนต้นที่มีชีวิตหรือมีต้นที่รอดตายในแปลงย่อยทุกแปลงของการทดลองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะต้นที่มีชีวิตที่เติบโตในพื้นที่เก็บเกี่ยว(harvested area)ของแต่ละแปลงย่อย วิธีการปลูกทดลองในไร่ที่ควรปฏิบัติเพื่อให้มีต้นที่ไม่ตายและเติบโตได้ X X X X X X X X X XX XX X X X X Xพื้นที่เก็บเกี่ยว 5 x 5 ม. = 25 ตร.ม.1 ม.7 ม.7 ม.มม.1 ม.0.5 ม.5 ม.0.5 ม.5 ม.XX
- 253 -หลังปลูกมากที่สุดในแต่ละแปลงย่อย คือ หลังปลูกเสร็จตามจำนวนต้นและระยะปลูกที่กำหนดในแปลงย่อย ให้ปลูกเสริมบางส่วน เพื่อใช้ปลูกซ่อมแทนต้นตายประมาณร้อยละ 5 หรือ ร้อยละ 10 ของจำนวนต้นทั้งหมดในพื้นที่เก็บเกี่ยวของแต่ละแปลงย่อย ซึ่งจำนวนต้นที่จะปลูกซ่อมขึ้นกับขนาดของแปลงย่อยและจำนวนต้นทั้งหมดในแปลงย่อย โดยการปลูกเพิ่มเติมในเนื้อที่ว่างระหว่างแถวการ์ดด้านนอกสุดกับเส้นขอบแปลงของแปลงย่อย (ภาพที่ 17) วัตถุประสงค์ของการปลูกซ่อมก็เพื่อใช้ต้นที่ปลูกซ่อมที่งอกปกติย้ายไปปลูกแทนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวที่ปลูกแล้วตายภายในระยะเวลาไม่เกิน 2-3 สัปดาห์หลังปลูก เพื่อให้มีต้นที่เติบโตได้ (ต้นที่มีชีวิต)ในพื้นที่เก็บเกี่ยวของแต่ละแปลงย่อยมากที่สุด หรือให้ครบร้อยละร้อยซึ่งจะดีที่สุด นอกจากนั้น ทางเลือกอีกทางหนี่ง คือการใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์เดียวกันปลูกซ่อมให้เร็วที่สุด แทนต้นทุกต้นที่ปลูกมาก่อนแล้วตายทั้งในและนอกพื้นที่เก็บเกี่ยวของแต่ละแปลงย่อย การปลูกซ่อมที่ล่าช้าไปกว่า 2-3 สัปดาห์หลังปลูกท่อนพันธุ์ที่ปลูกซ่อมใหม่จะงอกและเติบโตไม่ทันกับต้นมันสำปะหลังที่ปลูกไปก่อนแล้วที่จะมีต้นสูงกว่ารัศมีทรงพุ่มกว้างกว่า เพราะแตกกิ่งก้านใบมากกว่า ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นที่ปลูกซ่อมใหม่ให้ผลผลิตต่ำผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับต้นมีชีวิตที่ปลูกครั้งแรก และเมื่อนำข้อมูลผลผลิตที่วัดผลได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย เช่น น้ำหนักหัวสดที่ระยะเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุ 10-12 เดือน ค่าผลผลิตหัวสดที่ได้จะมีค่าแปรปรวนไปจากความเป็นจริงจากผลของการใช้ตำรับการทดลองต่าง ๆ ที่ศึกษา แม้ว่าตามธรรมชาติต้นมันสำปะหลังที่ปลูกติดกันกับต้นตายที่ใม่มีการย้ายปลูกทดแทนหรือไม่มีการปลูกซ่อมจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าในระดับหนึ่งก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับต้นที่กำลังเติบโตที่ไม่มีต้นตายอยู่ติดกันรอบต้น4) การวัดผลผลิตในแปลงที่มีต้นขาดหายไป เนื่องจากแปลงทดลองมันสำปะหลังในไร่โดยทั่วไปมีจำนวนต้นในแปลงย่อยน้อย ทั้งนี้เพราะการทดลองโดยการกำหนดให้มีแปลงทดลองขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ถ้าใช้ขนาดแปลงย่อยที่มีความกว้าง 7 เมตร ความยาว 7 เมตร มีแถวการ์ด (guard row) 1 แถว และใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตรต้นมันสำปะหลังในแปลงย่อยจะมีจำนวนต้นทั้งหมด 49 ต้น โดยมีต้นในแถวการ์ดจำนวน 24 ต้น และในพื้นที่เก็บเกี่ยวเพียง 25 ต้นเท่านั้น (ภาพที่ 17) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีจำนวนต้นที่เติบโตหรือมีชีวิตรอดในแปลงย่อยให้มากที่สุด โดยเฉพาะจำนวนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวที่จะวัดผลผลิต อย่างไรก็ตาม ในการปลูกทดลองจริงในไร่ เช่น การใช้แปลงย่อยที่มีขนาด 7 x 7 ตารางเมตร และมีแถวการ์ด 1 แถวดังกล่าวข้างต้น ต้นบางต้นในแปลงย่อยหลังปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่เก็บเกี่ยวอาจมีบางต้นไม่งอก ตาย และขาดไป เช่น จากจำนวนต้นที่ปลูกครั้งแรก 25 ต้น ในพื้นที่เก็บเกี่ยวถ้ามีต้นตายหรือต้นที่ขาดหายไป 7 ต้น (ภาพที่ 17) เวลาเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลผลิต เช่น น้ำหนักหัวสด จะมีต้นให้วัดผลผลิตจำนวน 18 ต้นต่อแปลงย่อยต่อพื้นที่ 25 ตารางเมตร ซึ่งถ้าปรับค่าปริมาณผลผลิตที่วัดผลได้จากมันสำปะหลังจำนวน 18 ต้นให้เป็นกิโลกรัมต่อไร่ เช่น ชั่งน้ำหนักหัวสดได้ 54 กิโลกรัม การคำนวณแบบเทียบบัญญัติไตรยางศ์โดยการเปรียบเทียบกับจำนวนต้น 1,600 ต้นต่อไร่ จะได้ผลผลิต เท่ากับ (54/18) x 1,600 = 4,800 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งค่าผลผลิตที่ได้จะสูงเกินความเป็นจริง เพราะมันสำปะหลัง จำนวน 18 ต้นที่ปลูกในพื้นที่เก็บเกี่ยว 25 ตารางเมตร จะมีเนื้อที่ของที่ดินเฉลี่ยต่อต้นเท่ากับ 25/18 = 1.389 ตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อต้นของมันสำปะหลังในแปลงย่อย
- 254 -ที่มีต้นมีชีวิตครบ 25 ต้น (ไม่มีต้นที่ขาดหายไป) ในพื้นที่เก็บเกี่ยว 25 ตารางเมตร ทำให้มันสำปะหลังที่มีเนื้อที่ปลูกเฉลี่ยต่อต้นมากกว่า 1 ตารางเมตร เติบโต และให้น้ำหนักผลผลิตสูงกว่า เพราะมีโอกาสดูดธาตุอาหารพืชในดิน ปุ๋ยเคมีที่ใส่ลงดิน และน้ำจากดิน รวมทั้งได้รับแสงแดดมากกว่าต้นมันสำปะหลังที่มีเนื้อที่ของที่ดินต่อต้น 1 ตารางเมตรในทางกลับกัน ถ้าจะคำนวณผลผลิตโดยการคำนวณแบบเทียบบัญญัติไตรยางศ์เฉพาะพื้นที่ปลูกที่เก็บเกี่ยวต่อพื้นที่ 1 ไร่โดยไม่คำนึงถึงจำนวนต้นที่วัดผลจริงในพื้นที่เก็บเกี่ยว เช่น ในเนื้อที่25 ตารางเมตร มีจำนวนต้นมีชีวิต 18 ต้นในจำนวนต้นทั้งหมด 25 ต้นถ้าไม่มีต้นขาดหายไปได้ผลผลิตหัวสด 54 กิโลกรัมแล้วเทียบกลับเป็นพื้นที่ต่อไร่ หรือ 1,600 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตเท่ากับ (1,600/25) x54 = 3,456 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตที่ได้อาจต่ำกว่าความเป็นจริง ถ้าผลผลิตของต้นในแปลงมีจำนวนต้นขาดหายไป โดยเฉพาะต้นที่มีต้นติดกันขาดหายไป ซึ่งแม้ว่าจะเติบโตและให้ผลผลิตมากขึ้น แต่ผลผลิตที่เพิ่ม อาจไม่สามารถชดเชยผลผลิตต่อต้นของต้นที่ขาดไปได้ทั้งหมดหรือเหมือนกันทุกต้นที่ขาดไป ซึ่งจะทำให้การประเมินผลผลิตที่ได้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ทั้งนี้ขึ้นกับจำนวนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวที่ขาดไปว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด กล่าวคือ ถ้าจำนวนต้นที่ขาดไปขาดไม่เกินร้อยละ 30 ของแปลงย่อยที่มีต้นมีชีวิตไม่ครบ คือ มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ผลการวิจัยโดย Villamayor (1988) พบว่า มันสำปะหลังให้ผลผลิตไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากแปลงที่มีต้นมีชีวิตครบร้อยละร้อย ซึ่งหมายความว่า ในแปลงที่มีต้นขาดไปไม่เกินร้อยละ 30 ต้นมันสำปะหลังที่เหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 สามารถให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมากพอที่จะชดเชยต้นที่ขาดไปจำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ทั้งนี้ไม่ว่าจะใช้มันสำปะหลังพันธุ์อะไร ใช้จำนวนต้นต่อพื้นที่ปลูกแตกต่างกันแค่ไหนใช้ปุ๋ยอะไร และใช้อย่างไร (ตารางที่ 1)ในกรณีที่พื้นที่เก็บเกี่ยวในแปลงย่อยมีจำนวนต้นขาดไปมากกว่าร้อยละ 30 แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ข้อมูลผลผลิตที่วัดได้ควรทิ้งไป หรืออาจมีทางเลือกที่สามารถทำได้โดยการเก็บเกี่ยวจากต้นในแถวการ์ด (guard row) มาชดเชยต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวที่ขาดหายไปให้มีจำนวนต้นมากขึ้นถึงร้อยละ 70 และถ้าพื้นที่เก็บเกี่ยวในแปลงย่อยมีจำนวนต้นขาดไปมากกว่าร้อยละ 50 ผลการทดลองในแปลงย่อยดังกล่าวถือว่าล้มเหลวไม่จำเป็นต้องเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลผลิตมันสำปะหลัง (Villlamayor, 1988; Howeler, 2014)
- 255 -ตารางที่ 1 ผลการปลูกมันสำปะหลัง 2 พันธุ์ จำนวนต้นปลูก 3 ระดับ และการใช้ปุ๋ยเคมี 3 ตำรับการทดลองต่อผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังในแปลงปลูกที่มีต้นขาดหายไป ตำรับการทดลองผลผลิตหัวสด(ตัน/เฮกตาร์)ตำรับการทดลองผลผลิตหัวสด(ตัน/เฮกตาร์)ตำรับการทดลองผลผลิตหัวสด(ตัน/เฮกตาร์)พันธุ์ มันสำปะหลังจำนวนต้น/เฮกตาร์ปุ๋ยเคมี(กก. N-P2O5-K2O/เฮกตาร์)โกลเด็น เยลโล 22.75 10,000 11.04a 0-0-0 26.26ซีเอ็มซี-40 22.61 20,000 11.50a 25-25-25 30.5740,000 9.12b 50-50-50 26.31F-values NS * NSCV (%) 14.59 9.25 17.27ต้นที่ขาดหายไป (%)ต้นที่ขาดหายไป (%)ต้นที่ขาดหายไป (%)0 24.68 0 10.98 0 30.23a10 24.17 10 10.36 30 28.54a20 26.48 20 10.11 35 25.88b30 21.38 30 10.77 40 26.21bF-values NS NS *CV (%) 15.95 17.28 11.53หมายเหตุ NS = ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (LSD, 0.05) * = ค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (LSD, 0.05)ที่มา: Villamayor (1988) ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลัง เช่น ที่อายุ 12 เดือน ควรนับจำนวนต้นมีชีวิตในพื้นที่เก็บเกี่ยวในระยะที่มันสำปะหลังมีอายุ10, 11, 11 เดือนครึ่ง และ 1-2 วันก่อนวันเก็บเกี่ยว ทั้งนี้เพราะจำนวนต้นที่เกิดความเสียหายผิดปกติ หรือขาดหายไปจากการนับในครั้งล่าสุดอาจเกิดในช่วงอายุของมันสำปะหลังที่ใกล้เก็บเกี่ยวมากแล้วด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น หัวมันสำปะหลังถูกลักขโมย หัวมันสำปะหลังโผล่ลอยเหนือผิวดิน (uprooted) เพราะอาจเกิดความเสียหายจากการเกิดการกร่อนดินรุนแรงแบบร่องลึก (gully erosion) หรือความเสียหายจากสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ป่า และอื่น ๆ ในกรณีเช่นนี้ ต้นมันสำปะหลังที่กำลังเติบโตและมีต้นอื่นที่อยู่ติดกันขาดหายไปด้วยสาเหตุดังกล่าว จะไม่เติบโตมากกว่าต้นที่ไม่มีต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไปอย่างมีนัยสำคัญมากนัก ทั้งนี้เพราะมีระยะเวลาเติบโตก่อนเก็บเกี่ยวน้อยถึงน้อยมาก (1-2 วัน 15 วัน 1 และ 2 เดือน ตามลำดับ) หรืออีกนัยหนึ่ง มีระยะเวลาไม่นานที่ต้นมันสำปะหลังจะดูดใช้ธาตุอาหารพืชรวมทั้งปุ๋ยที่ใส่และน้ำจากดิน รวมทั้งได้รับแสงแดดมากกว่าต้นที่ไม่มีต้นที่อยู่ติดกันขาดหายไป ทำให้ไม่มีผลมากนักต่อการเพิ่มผลผลิตในระยะเวลาที่สั้นขนาดนี้ ในกรณีเช่นนี้ การเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลผลิตในพื้นที่
- 256 -เก็บเกี่ยวที่มีต้นขาดหายไปในช่วงการเจริญเติบโตระยะใกล้เก็บเกี่ยว สามารถเก็บเกี่ยวต้นอื่นที่อยู่นอกพื้นที่เก็บเกี่ยวหรือต้นในแถวการ์ด (guard row) ที่ปลูกในบริเวณขอบแปลงมาทดแทนต้นที่เกิดความเสียหายได้ทุกต้นจนครบจำนวนเต็มของต้นทั้งหมดในพื้นที่เก็บเกี่ยว (Howeler, 2014)1.3.3. การควบคุมผลที่เกิดจากการแข่งขัน ผลที่เกิดจากการแข่งขันของต้นมันสำปะหลังที่ปลูกทดลองในไร่ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดของการทดลอง (experimental error) ยกตัวอย่าง เช่น การทดลองเพื่อเปรียบเทียบการเติบโตของมันสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ โดยบางพันธุ์มีความสามารถในการแข่งขันดีกว่าพันธุ์อื่น จำเป็นอย่างยิ่งที่ในการทดลองต้องมีการวางแปลงทดลองเพื่อลดความสามารถในการแข่งขันระหว่างพันธุ์ที่แตกต่างกันให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้เห็นถึงความแตกต่างด้านการเติบโตของในสำปะหลังพันธุ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจนมากขึ้นการควบคุมผลที่เกิดจากการแข่งขันของพันธุ์มันสำปะหลังสามารถปฏิบัติได้โดยวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้1) การแยกต้นบริเวณขอบแปลงผลของการแข่งขันที่เกิดจากการใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่แตกต่างกัน การใช้ปุ๋ยเคมี และพื้นที่บริเวณขอบแปลงที่ไม่ปลูกมันสำปะหลัง ปกติจะเกิดกับต้นมันสำปะหลังภายในแปลงในบริเวณแถวด้านนอกที่เติบโตอยู่ติดกับขอบแปลง วิธีการแก้ไขเพื่อลดผลที่จะเกิดจากการแข่งขันดังกล่าวก็คือเมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวที่จะต้องวัดผลเพื่อเก็บข้อมูลผลการทดลอง จะต้องไม่วัดผลกับต้นมันสำปะหลังที่เติบโตติดกับขอบแปลง ซึ่งความกว้างของแถวพืชด้านขอบแปลงหรือจำนวนแถวหรือต้นที่จะไม่วัดผลในแต่ละด้านของขอบแปลงจะมีจำนวนมากหรือน้อยแค่ไหนขึ้นกับขนาดหรือระดับความรุนแรงของผลที่จะเกิดจากการแข่งขันที่คาดว่าจะเกิด สำหรับพืชไร่ที่ปลูกเป็นแถวและมีระยะปลูกกว้าง คือมีระยะระหว่างแถวมากกว่า 50 เซนติเมตร เช่น มันสำปะหลัง การยกเว้นที่จะไม่มีการวัดผลกับต้นมันสำปะหลังทุกต้นที่เติบโตอยู่ในแถวนอกสุดทุกด้านของแปลงเพียง 1 แถวก็เป็นการเพียงพอ ซึ่งในที่นี้จะเรียกชื่อว่าเป็นต้นแถวการ์ด (guard row)ขนาดความกว้างของแถวต้นด้านนอกสุดที่เติบโตติดกับขอบแปลงที่จะกำหนดให้เป็นแถวการ์ดและจำนวนแถวการ์ด จะมีผลต่อขนาดของแปลงทดลอง เช่น ขนาดของแปลงทดลองสำหรับการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) โดยขนาดแปลงทดลองต้องมีขนาดใหญ่พอที่ เมื่อกันต้นในแถวการ์ดออกแล้ว พื้นที่เก็บเกี่ยวที่จะใช้วัดผลต้องมีจำนวนต้นมันสำปะหลังมากพอ คือไม่น้อยกว่า 12-16 ต้น(Howeler, 2014) ซึ่งจะเห็นได้ว่าถ้าแปลงทดลองใช้เนื้อที่หรือมีจำนวนแถวพืชที่เติบโตอยู่ติดกับขอบแปลงมากขึ้นขนาดของแปลงตำรับการทดลอง (treated plot) และขนาดของบล็อก (block size) ก็จะใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งจะมีผลทำให้ข้อมูลผลการทดลองที่วัดได้มีความแปรปรวนหรือเกิดข้อผิดพลาดของการทดลองมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าการทดลองใช้ตำรับการทดลอง (treatment) จำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดความกว้างของพื้นที่ในแถวการ์ดหรือจำนวนแถวการ์ดว่าควรกว้างแค่ไหน ควรมีจำนวนแถวการ์ดกี่แถวต้องขึ้นกับการคาดการณ์ของนักวิจัยโดยการใช้ความรอบรู้เกี่ยวกับผลที่น่าจะเกิดจากการแข่งขันว่าจะมีมากหรือน้อยเพียงใดรวมทั้งความเหมาะสมในทางปฏิบัติและในทางวิชาการเกี่ยวกับความผิดพลาดของการทดลองในระดับที่ยอมรับได้ ทั้งนี้เพราะถ้ากำหนดให้มีจำนวนแถวการ์ดหรือมีเนื้อที่ในแถวการ์ดมากเกินไป ก็จะต้องใช้พื้นที่ทดลองและค่าใช้จ่าย
- 257 -มากขึ้น รวมทั้งความแปรปรวนหรือข้อผิดพลาดในการทดลองที่อาจมีมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้ากำหนดให้มีจำนวนแถวการ์ดหรือมีเนื้อที่ในแถวการ์ดน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ข้อมูลผลการทดลองที่วัดได้ไม่มีความแม่นยำมากพอหรือเกิดความลำเอียงมากขึ้นในการเก็บข้อมูลโดยการวัดผลกับพืชที่ปลูกในแต่ละแปลงทดลองในระดับแปลงย่อยหรือแปลงตำรับการทดลอง (treated plot) ที่มีการกำหนดให้มีแถวการ์ด ซึ่งภายในแปลงย่อยแต่ละแปลงจะประกอบด้วยต้นพืชทดลองในแถวการ์ดในบริเวณขอบแปลงย่อยทั้ง 4 ด้าน และแถวของต้นพืชทั้งหมดที่ตั้งอยู่ถัดมาด้านในของแปลงย่อยที่เป็นพื้นที่ที่จะมีการวัดผลเพื่อเก็บข้อมูล (effective area) เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการเก็บข้อมูลโดยการป้องกันไม่ให้ต้นพืชในแถวการ์ดที่ไม่ต้องการวัดผลและต้นพืชในพื้นที่ที่จะวัดผลเกิดการปะปนกัน เช่น การเก็บข้อมูลโดยการวัดผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลังที่มีอายุ 10-12 เดือนที่ระยะเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการปฏิบัติโดยการจ้างแรงงานคน ที่ไม่มีทักษะหรือไม่มีประสบการณ์มากพอ ในขั้นตอนแรกควรตัดต้นพืชทดลองและขุดหัวสดทั้งหมดในแถวการ์ดออกก่อน แล้วนำต้นและหัวสดทั้งหมดแยกออกไปกองไว้นอกแปลง หลังจากนั้น จึงตัดต้นและขุดหัวสดเพื่อเก็บข้อมูลจากต้นมันสำปะหลังทั้งหมดในพื้นที่เก็บเกี่ยวที่กำหนดให้มีการวัดผลต่อไป2) การจัดกลุ่มตำรับการทดลองที่มีลักษณะเหมือนกัน ในการวางแผนการทดลอง เช่น การทดลองในไร่เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลังโดยทั่ว ๆ ไป นิยมวางแผนการทดลองโดยกำหนดตำรับการทดลองแบบแฟคทอเรียล (factorial treatment) เพื่อศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยเคมีในลักณะต่าง ๆ เช่น ชนิดปุ๋ยเคมี อัตราปุ๋ยเคมี วิธีการใส่ปุ๋ยเคมีหรือการใช้ปุ๋ยเคมีในลักษณะต่าง ๆ ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น ชนิดพันธุ์มันสำปะหลังหรือวิธีการเขตกรรมบางวิธี เช่น ระยะปลูกวิธีการควบคุมวัชพืช ยกตัวอย่าง เช่น การกำหนดตำรับการทดลองเพื่อศึกษาผลการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมสูตร 15-7-18 จำนวน 3 อัตรา คือ 25, 50 และ 100 กก./ไร่ และวิธีการควบคุมวัชพืช 3 วิธีการกับมันสำปะหลังได้แก่ การควบคุมวัชพืชโดยใช้แรงงานคน (hand weeding) การใช้สารเคมีควบคุมวัชพืช (herbicides treatment)และการใช้ทั้ง 2 วิธีการร่วมกัน ซึ่งถ้าจะทดลองโดยใช้แผนการทดลองแบบแฟคทอเรียลในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) การสุ่มตำรับการทดลองลงในแปลงตำรับการทดลองของแต่ละซ้ำ(replication) อาจเป็นไปได้ที่จะมีแปลงที่ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงสุด (100 กก./ไร่) ตั้งอยู่ติดกับแปลงตำรับการทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราต่ำสุด (25 กก./ไร่) ซึ่งในกรณีเช่นนี้ จะทำให้มันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงทั้งสองเกิดการแข่งขันกันในการดูดใช้ปุ๋ยเคมีของต้นในแถวขอบแปลงของแปลงตำรับการทดลองทั้ง 2 แปลงที่ตั้งอยู่ติดกัน โดยมันสำปะหลังในแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราต่ำกว่า (25 กก./ไร่) อาจได้รับผลประโยชน์มากขึ้นจากการดูดใช้ปุ๋ยเคมีจากแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงกว่า (100 กก./ไร่) และอาจมีผลทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของการทดลองได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านการดูดใช้ปุ๋ยเคมีของมันสำปะหลังในลักษณะดังกล่าวน้อยลง วิธีการแก้ไข คือ การเปลี่ยนแปลงการออกแบบแผนการทดลองจากแบบแฟคทอเรียลในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (Factorial in RCBD) ไปเป็นแผนการทดลองแบบอื่น เช่น แบบสปลิต-พล็อต (Split Plot) โดยการกำหนดให้ปัจจัยการใช้ปุ๋ยเคมีทั้ง 3 อัตราเป็นปัจจัยที่ศึกษาในแปลงหลัก
- 258 -(main plot-factor) และกำหนดให้วิธีการการควบคุมวัชพืชทั้ง 3 วิธีเป็นปัจจัยที่ศึกษาในแปลงย่อยระดับซับพล็อต(subplot-factor) ซึ่งจะทำให้แปลงซับพล็อตทุกแปลงทั้ง 3 วิธีการควบคุมวัชพืชถูกสุ่มกระจายอยู่ในแปลงหลักที่ใช้ปุ๋ยเคมีอัตราเดียวกันทุกแปลง ซึ่งจะช่วยทำให้ไม่เกิดการแข่งขันด้านการดูดใช้ปุ๋ยเคมีระหว่างแปลงที่อยู่ติดกันและใช้ปุ๋ยเคมีต่างอัตรากัน ซึ่งจะมีผลทำให้การทดลองเกี่ยวกับผลของปัจจัยที่ศึกษาทั้งทางด้านอัตราปุ๋ยและวิธีการควบคุมวัชพืชมีความคลาดเคลื่อนของการทดลองน้อยลง3) การแก้ไขจำนวนต้น แปลงทดลองที่มีต้นมันสำปะหลังไม่ครบ มีบางต้นขาดหายไป (missing pla) โดยเฉพาะต้นที่อยู่ในพื้นที่เก็บเกี่ยว (harvested area) เพื่อวัดผลของแปลงย่อยหรือแปลงตำรับการทดลองที่ต้องการศึกษาผลของการใช้ตำรับการทดลองต่าง ๆ การวัดผลโดยการเก็บข้อมูลจากต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวอาจมีความคลาดเคลื่อนไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพราะต้นมันสำปะหลังที่เติบโตติดกับต้นที่ขาดหายไปจะเติบโตดีกว่าต้นอื่น ๆ ที่เติบโตติดกับต้นที่ไม่ขาดหายไปหรือที่เรียกว่า ต้นปกติ (normal plants) สำหรับการวัดข้อมูลพืชโดยการวัดทีละต้น การเก็บตัวอย่างต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวต้องเก็บจากต้นปกติโดยไม่รวมต้นที่เติบโตอยู่ติดกับต้นที่ขาดหายไปสำหรับการวัดผลผลิตมันสำปะหลัง วิธีการใดวิธีการหนึ่งต่อไปนี้เป็นวิธีการที่ควรปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาในกรณีที่แปลงทดลองมีต้นมันสำปะหลังขาดหายไป 3.1) การปรับแก้เชิงคณิตศาสตร์ การปรับแก้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ปรับแก้แล้วซึ่งหมายถึงผลผลิตที่ควรได้ถ้าไม่มีต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงทดลองขาดหายไป สามารถคำนวณได้ดังนี้Yc = f Yaโดย Yc คือ ผลผลิตที่ปรับแก้แล้ว (corrected yield)Ya คือ ผลผลิตในแปลงทดลองที่มีต้นขาดหายไป (missing plant – yield)f คือ ปัจจัยปรับแก้ (correction factor) โดยถ้าต้นมันสำปะหลังทั้งหมดในแปลงทดลองที่ไม่มีต้นขาดหายไป มีจำนวน n ต้น แต่ในวันที่เก็บเกี่ยวมีต้นที่ขาดหายไป m ต้น ดังนั้น Ya คือ ผลผลิตมันสำปะหลังที่เก็บเกี่ยวจากต้นมันสำปะหลังในแปลงทดลองที่มีจำนวน (n-m) ต้นค่า f หรือปัจจัยปรับแก้ที่ต้องมีการประเมินมาก่อนเพื่อกำหนดค่าที่น่าเชื่อถือโดยการวัดผลผลิตมันสำปะหลัง เช่น น้ำหนักหัวสดที่เพิ่มขึ้นมากกว่าต้นปกติ (normal plant) ของต้นมันสำปะหลังที่เติบโตอยู่ติดกับตำแหน่งของต้นที่ขาดหายไปต้นเดียวหรือมากกว่า 1 ต้น ทั้งนี้เพราะข้อได้เปรียบที่เป็นผลต่างของผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเหนือต้นปกติจะผันแปรตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น ชนิดพันธุ์มันสำปะหลัง อัตราปุ๋ยเคมี ระยะปลูก ฤดูกาลปลูก ฯลฯ จึงจำเป็นต้องทดสอบ วัดผล และประเมินเพื่อให้ได้ค่าปัจจัยปรับแก้ (correction factor) ที่มีความแม่นยำในสภาพการปลูกที่ใช้วิธีการเขตกรรมที่แตกต่างกัน
- 259 -เช่น การปลูกมันสำปะหลังโดยใช้อัตราปุ๋ยเคมีแตกต่างกัน การปลูกในฤดูกาลที่ไม่เหมือนกัน เช่น การปลูกต้นฤดูฝน หรือปลายฤดูฝน 3.2) การวัดผลผลิตของต้นปกติในพื้นที่เก็บเกี่ยวในกรณีที่การทดสอบ การคำนวณเพื่อประเมินและกำหนดค่าปัจจัยปรับแก้ พบว่า ค่าที่ได้ไม่มีความแม่นยำมากพอในการประเมินผลผลิตของมันสำปะหลังในแปลงที่มีต้นขาดหายไป ให้ใช้วิธีการอื่นแทน เช่น โดยการวัดผลผลิตของมันสำปะหลังในพื้นที่เก็บเกี่ยว (harvested area) ของแปลงทดลองโดยการเก็บเฉพาะต้นปกติที่ด้านใดด้านหนึ่งของต้นไม่ได้เติบโตอยู่ติดกับต้นที่ขาดหายไป หรือเก็บเกี่ยวเฉพาะในพื้นที่ของกลุ่มต้นปกติที่ไม่มีต้นขาดหายไป (ภาพที่ 18) ซึ่งการปรับแก้จำนวนต้น (stand correction) โดยวิธีการนี้ เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้กับการทดลองในไร่ที่ใช้แปลงตำรับการทดลองที่มีขนาดใหญ่ และมีต้นมันสำปะหลังในแปลงจำนวนมาก แต่ข้อเสียเปรียบ คือ จะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาพื้นที่ และการจัดการแปลงทดลองมากขึ้นX = ต้นมีชีวิตในแถวการ์ด (guard row) ที่ไม่เก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลO = ต้นมีชีวิตในพื้นที่เก็บเกี่ยวเพื่อวัดผล= ต้นที่ปลูกแล้วขาดหายไปในวันเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลO = กลุ่มต้นมีชีวิตที่ควรเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผล ภาพที่ 18 การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเพื่อวัดผลในแปลงทดลองที่มีต้นขาดหายไปโดยการเก็บเกี่ยวเฉพาะต้นมีชีวิตในพื้นที่เก็บเกี่ยวที่ไม่มีต้นที่เติบโตอยู่ติดกันขาดหายไปO
- 260 -2. กรณีศึกษา: การจัดตั้งแปลงทดลองด้านดินและปุ๋ยและวิธีการปฏิบัติการจัดตั้งแปลงทดลองด้านดินและปุ๋ยกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ เช่น การทดลองเพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีมีข้อควรระวัง ข้อเสนอแนะ และขั้นตอนการปฏิบัติที่สำคัญบางประการที่น่าจะช่วยลดข้อผิดพลาดของการทดลอง (experimental error) ได้ไม่มากก็น้อย ดังต่อไปนี้ 2.1 การเลือกพื้นที่ทดลองการเลือกพื้นที่เพื่อตั้งแปลงทดลองในไร่ควรเป็นพื้นที่ดอนที่มีความราบเรียบสม่ำเสมอ หรือเป็นพื้นที่ที่มีความลาดเทในทิศทางเดียวที่มีความลาดเทไม่มากและดินในพื้นที่ตั้งแปลงทดลองมีความแปรปรวนน้อยที่สุด พื้นที่ทดลองต้องไม่เป็นแปลงทดลองเก่าที่มีการใช้ตำรับการทดลอง (treatment) ต่าง ๆ มาก่อน โดยเฉพาะตำรับการทดลองใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารปรับปรุงบำรุงดินชนิดต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย แปลงทดลองไม่ควรตั้งอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้โรงเรือน ที่พักอาศัย และไม่มีสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ในพื้นที่2.2 การวางแผนการทดลองการวางแผนการทดลองจะใช้แผนการทดลองแบบใดต้องกำหนดให้ชัดเจนและต้องออกแบบแผนการทดลองอย่างถูกต้อง เหมาะสม เช่น อาจเป็นการทดลองแบบแฟคทอเรียลในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (Factorial in RCBD ) โดยการกำหนดตำรับการทดลอง (treatment) ให้มีปัจจัยร่วม2 ปัจจัย (2 factorial combinations) แบบสปลิต-พล็อต (Split-Plot) หรือแบบสตริป-พล็อต (Strip-Plot)ที่ต้องการศึกษา 2 ปัจจัย หรือแบบสปลิต-สปลิต-พล็อต (Split -Split-Plot) ที่ต้องการศึกษา 3 ปัจจัย โดยในแผนการทดลองแต่ละแบบต้องกำหนดตำรับการทดลองให้ถูกต้องชัดเจน ซึ่งในขั้นตอนนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก มีการกำหนดจำนวนซ้ำ (number of replication) ของแต่ละตำรับการทดลองอย่างเหมาะสม โดยแต่ละตำรับการทดลองควรทำ 3-6 ซ้ำ และต้องมีไม่น้อยกว่า 3 ซ้ำ ต้องกำหนดขนาดและรูปร่างของแปลงตำรับการทดลอง (treated plot) ภายในแต่ละบล็อกรวมทั้งจำนวนแถวการ์ด (guard row) ของต้นมันสำปะหลังอย่างเหมาะสมด้วย กล่าวคือ ถ้าพื้นที่แปลงทดลองทั้งหมดมีลักษณะราบเรียบ แปลงทดลองย่อยหรือในที่นี้จะเรียกสั้น ๆ ว่า แปลงย่อยที่มีขนาดและรูปร่างเหมาะสมที่สุดควรมีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือใกล้เคียงกับสี่เหลี่ยมจัตุรัสมากที่สุด และควรมีขนาด 9 x 9 เมตร หรือ 81 ตารางเมตร โดยมีจำนวนต้นแถวการ์ด 2 แถว และมีจำนวนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวจำนวน 25 ต้นต่อแปลงตำรับการทดลองถ้าใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตร (ภาพที่ 15) แต่ถ้าแปลงทดลองทั้งหมดมีขนาดใหญ่เกินไป หาพื้นที่ยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง อาจลดขนาดแปลงตำรับการทดลองและจำนวนต้นแถวการ์ดลงเหลือ 7 x 7 เมตร หรือ 49 ตารางเมตร และมีจำนวนต้นแถวการ์ด 1 แถว ซึ่งถ้าใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตรเหมือน ๆ กัน จะทำให้มีจำนวนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวจำนวน 25 ต้นต่อแปลงตำรับการทดลองเท่า ๆ กัน (ภาพที่ 17)
- 261 -2.3 การเตรียมการก่อนปลูกทดลองในกรณีที่จะดำเนินการทดลองกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ (field experiment) เช่น โดยการใช้แผนการทดลองปัจจัยเดียว (single-factor experiment) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลัง เพื่อให้เกิดความผิดพลาดของการทดลอง (experimental error) น้อยที่สุด ก่อนปลูกทดลอง นักวิจัยควรเตรียมการปฏิบัติในขั้นตอนที่สำคัญบางประการ ดังนี้ 2.3.1 การวัดเพื่อแบ่งและจัดตั้งแปลงทดลองหลังจากที่ได้กำหนดแบบแผนการทดลอง (experimental design) แล้ว เช่น แผนการทดลองปัจจัยเดียวแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) มีการกำหนดจำนวนซ้ำ จำนวนตำรับการทดลองในแต่ละซ้ำ ขนาด รูปร่าง ความกว้าง และความยาวของแปลงย่อยหรือแปลงตำรับการทดลองปัจจัยเดียว ขนาดความกว้าง และความยาวของแต่ละซ้ำ รวมถึงขนาดความกว้างและความยาวของทุกซ้ำของแปลงทดลองทั้งหมด รวมทั้งระยะห่างของทางเดิน-บริการ (walk-service way) ระหว่างซ้ำ ขั้นตอนต่อไป คือ การวัดเพื่อแบ่งแปลงทดลองตามขนาด และแผนผังของแปลงทดลองทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้เพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด โดยการปฏิบัติในขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้1) เตรียมวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการวัดแบ่งแปลงทดลอง ได้แก่ ชุดตลับเทปที่มีความยาว 50 เมตร และ 25 เมตร อย่างน้อยชุดละ 2 ตลับ เชือก เช่น เชือกมะนิลาที่มีความยาวมากกว่าความยาวที่สุดของขอบแปลงด้านนอกสุดของแปลงทดลองทั้งหมดอย่างน้อย 2 ชุด หลักไม้รวก หลักพลาสติก หรือหลักโลหะสำหรับปักแบ่งแปลง เพื่อใช้ขึงเชือกหรือใช้เชือกขึงทาบกับเส้นเทปจำนวนมากเพียงพอแผ่นป้ายบนหลัก เช่น หลักไม้รวก ที่จะใช้ระบุตำรับการทดลองของแต่ละแปลงตำรับการทดลอง และเลขที่ซ้ำเพื่อใช้ระบุตำแหน่งที่ตั้งของซ้ำของแปลงทดลองทั้งหมด เช่น ซ้ำที่ 1 ซ้ำที่ 2 ซ้ำที่ 3 ถ้าทำ 3 ซ้ำ2) จากแผนผังแปลงทดลองทั้งหมดที่แนะนำให้เขียนไว้ในแผ่นกระดาษก่อนซึ่งส่วนหนึ่งประกอบด้วยด้านนอกสุดของแปลงรวม 4 ด้าน ทั้งด้านกว้าง 2 ด้าน ด้านยาว 2 ด้าน และหัวมุมของแปลงรวม 4 หัวมุม ให้เริ่มวัดแบ่งแปลงทดลองโดยใช้เทป เชือก และหลักสำหรับปักแบ่งแปลง โดยขั้นตอนแรกให้วัดโดยการจับฉาก ที่หัวมุมด้านนอกสุดด้านใดด้านหนึ่งของแปลง ซึ่งในที่นี้ ดังแสดงในภาพที่ 19 จะเริ่มจากหัวมุม A โดยการจับฉากครั้งแรกให้ใช้ด้านกว้าง a และด้านยาว b ที่ตั้งฉากกัน 90 องศา ที่มีความยาว 3 เมตรและ 4 เมตร ตามลำดับ พร้อมกับปรับทิศทางของการจับฉากของด้าน a และด้าน b ที่จะทำให้มีเส้นทแยงมุมยาว 5 เมตรพอดี ซึ่งถ้าต้องการวัดแบ่งแปลงเพื่อให้มีความแม่นยำมากขึ้น ให้วัดจับฉากชั้นที่ 2 หรือครั้งที่ 2 โดยให้ด้าน a ด้าน b และเส้นทแยงมุมมีความยาว 6, 8 และ 10 เมตร ตามลำดับ และขั้นตอนต่อมา ให้ปฏิบัติในทำนองเดียวกันกับหัวมุมแปลงด้านนอกสุดที่อยู่ตรงกันข้ามกับหัวมุมแปลงที่วัดไว้แล้ว (หัวมุม C) ซึ่งในที่สุดจะได้ขอบเขตของแปลงทดลองทั้งหมดที่เส้นขอบแปลงด้านนอกสุดทั้ง 4 ด้านที่มีความกว้าง 24 เมตร 2 ด้านและมีความยาวที่รวมทั้งระยะห่างระหว่างซ้ำ 2 เมตร รวม 22 เมตรทั้ง 2 ด้าน หลังจากนั้น ให้วัด
- 262 -แบ่งแปลงด้านใน เพื่อแบ่งและกำหนดขอบเขตของซ้ำ รวมถึงแปลงตำรับการทดลอง หรือแปลงย่อยในแต่ละซ้ำทีละซ้ำ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นทางเดิน-บริการ (walk-service way) โดยใช้เทป เชือก หลักที่ใช้ปักเพื่อแบ่งแปลงระดับต่าง ๆ และหลักที่ใช้ระบุตำรับการทดลองของแต่ละแปลงย่อยในแต่ละซ้ำ โดยควรปักหลักที่มุมด้านซ้ายมือสุดของแปลงย่อยและปักหลักแสดงเลขที่ของซ้ำตรงจุดกึ่งกลางของด้านความยาวของซ้ำสำหรับแปลงย่อยหรือแปลงตำรับการทดลองในแต่ละซ้ำของตัวอย่างแผนผังแปลงทดลองที่วัดได้ข้างต้น (ภาพที่ 19) ที่มีขนาดแปลง 6 x 6 เมตร ถ้าใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตร และกำหนดให้มีแถวการ์ด 1 แถว จะมีจำนวนต้นในพื้นที่เก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลจำนวน 16 ต้น และมีจำนวนต้นสำหรับปลูกซ่อม 8 ต้น ดังแสดงในภาพที่ 20 ป้ายหลักแปลงแสดงตำรับการทดลอง หลักปักแสดงขอบเขตแปลงตำรับการทดลอง ตำรับการทดลองที่ 1 – 4 ภาพที่ 19 แผนผังการวัดแบ่งแปลงโดยการจับฉาก 2 ครั้งของแผนการทดลองปัจจัยเดียวแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค (RCBD) ที่แต่ละซ้ำมี 4 ตำรับการทดลองและแต่ละตำรับการทดลองทำ 3 ซ้ำ(b)(a)(b)(a)X
- 263 -X ต้นในแถวการ์ด (guard row plants) 1 แถว (20 ต้น)ต้นที่จะวัดผลแบบไม่ทำลายต้นก่อนเก็บเกี่ยว และที่ระยะเก็บเกี่ยว (16 ต้น)ต้นสำหรับปลูกซ่อม (8 ต้น)พื้นที่วัดผล (4 ม. X 4 ม. = 16 ตารางเมตร)พื้นที่แปลงตำรับการทดลอง (6 ม. X 6 ม. = 36 ตารางเมตร)ภาพที่ 20 แผนผังแปลงตำรับการทดลอง (treated plot) ขนาด 6 x 6 ตารางเมตร ของแผนผังแปลงทดลองปัจจัยเดียวแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) แสดงระยะปลูก พื้นที่แปลงทั้งหมด พื้นที่วัดผล ต้นที่จะใช้วัดผล ต้นแถวการ์ด และต้นที่จะใช้ปลูกซ่อม2.3.2 การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูก ปุ๋ยเคมี วิธีการใส่ปุ๋ยเคมี และการเก็บตัวอย่างดิน 1) การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูกการปลูกมันสำปะหลังควรเตรียมท่อนพันธุ์ที่จะใช้ปลูกทดลองที่มีคุณภาพดีที่สุด โดยใช้ต้นพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ สะอาด ปลอดโรคและแมลงศัตรู และเป็นต้นพันธุ์ที่มีอายุ 8-12 เดือนที่ได้จากการตัดต้นมานานไม่เกิน 15 วัน โดยท่อนพันธุ์ที่ได้จากการตัดต้นควรคัดให้มีขนาดเท่ากันให้มากที่สุด โดยควรมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.0 ซม. แล้วนำท่อนพันธุ์มาตัดส่วนโคนและส่วนปลายทิ้งข้างละประมาณ 5-10 ซม. ก่อนนำมาสับเป็นท่อนพันธุ์ปลูกให้มีความยาวเท่า ๆ กันประมาณ 20-25 ซม. และก่อนปลูกเพื่อเป็นการป้องกันหรือเพื่อให้แน่ใจได้ว่าท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกเป็นท่อนพันธุ์สะอาด เพื่อที่จะไม่เกิดความเสียหายจากแมลงศัตรู เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการขาดธาตุสังกะสีของมันสำปะหลังที่มักพบในดินโดยทั่วไปที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง ควรแช่ท่อนพันธุ์ในสารละลายที่ประกอบด้วยสารไทอะมิโทแซมจำนวน 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และปุ๋ยสังกะสีในรูปซิ๊งค์ ซัลเฟต เฮปตาไฮเดรตจำนวน 400 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร 4 ม.4 ม.
- 264 -(ความเข้มข้น 2%) นาน 15 นาที โดยขณะแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำยา ท่อนพันธุ์ทั้งหมดต้องจมอยู่ใต้ผิวของสารละลาย หลังแช่ครบ 15 นาที นำท่อนพันธุ์ออกมาวางนอกถังแช่เพื่อให้สะเด็ดน้ำยาก่อนนำไปปลูก2) การเตรียมปุ๋ยเคมีและวิธีการใส่ลงดินยกเว้นการทดสอบทางชีวภาพ (biological test) ในบางแบบแผนการทดลองที่ใช้แปลงตำรับการทดลอง (treated plot) ที่มีขนาดใหญ่มาก เช่น แบบแผนการทดลองแบบสปลิต พล็อต (Split Plot Design) หรือแบบสตริป-สปลิต พล็อต (Strip-Split Plot Design) ที่การใส่ปุ๋ยเคมีอาจใช้หรือควรใช้เครื่องหยอดปุ๋ยเคมีแทนการใช้วิธีการใส่ด้วยมือ การทดลองเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยเคมีทางดินกับมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงตำรับการทดลองหรือแปลงย่อยที่มีขนาดเล็กที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป เช่น การใช้กับแปลงย่อยขนาด 7 x 7 เมตร หรือไม่เกิน 9 x 9 เมตร ควรปฏิบัติโดยการใส่ปุ๋ยเคมีด้วยมือเป็นหลัก เช่น การทดลองปัจจัยเดียว(Single-factor Experiment) เพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังพันธุ์เดียวต่อการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมสูตร 15-7-18 ในอัตราต่าง ๆ รวม 3 อัตรา คือ 25, 50 และ 100 กก./ไร่ และมีตำรับการทดลองควบคุม(control treatment) ที่ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีอีก 1 ตำรับฯรวมเป็น 4 ตำรับการทดลองต่อซ้ำ (replication) ของแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) ที่ทำ 3 ซ้ำ ดังตัวอย่างที่แสดงในแผนผังแปลงทดลองในไร่ในภาพที่ 19 ซึ่งก่อนทดลอง และก่อนใส่ปุ๋ยเคมีตามที่กำหนดไว้ในตำรับการทดลองทั้ง 3 ตำรับฯ ไม่รวมตำรับการทดลองควบคุม จะต้องจัดเตรียมปุ๋ยเคมีทีจะใส่ลงดินในแปลงตำรับการทดลองที่มีความเหมาะสมเพื่อที่จะทำให้เกิดความผิดพลาดของการทดลองน้อยที่สุด ดังต่อไปนี้2.1) ชนิดปุ๋ยเคมีการทดลองเพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีทางดินโดยเฉพาะ การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยธาตุอาหารหลัก (N,P,K) ควรเลือกใช้ชนิดปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง เหมาะสม ดังนี้2.1.1) ถ้าการทดลองต้องการศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารหลักเพื่อประเมินว่าดินในแปลงทดลองขาดธาตุอาหารหลักหรือไม่ ถ้าขาด ขาดธาตุอาหารหลักชนิดใดและขาดมากหรือน้อยเพียงใด เช่น การศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสและปุ๋ยโพแทสเซียมในอัตราต่าง ๆโดยใช้ตำรับการทดลองแบบแฟคทอเรียล (factorial treatment) ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) ควรเลือกใช้ปุ๋ยเคมีทุกชนิดในรูปปุ๋ยเดี่ยว (straight fertilizer)ที่ให้ธาตุปุ๋ยฟอสฟอรัสชนิดเดียว เช่น ปุ๋ยทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต สูตร 0-46-0 และให้ธาตุปุ๋ยโพแทสเซียมชนิดเดียว เช่น ปุ๋ยโพแทสเซียม คลอไรด์สูตร 0-0-60 ที่จะนำมาคำนวนเพื่อให้ได้ธาตุปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด (P,K) ตามที่กำหนดไว้ในตำรับการทดลอง และควรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปปุ๋ยเดี่ยวอัตราเดียวในรูปปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต สูตร 21-0-0 หรือปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 หรือในกรณีที่ต้องการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมแทนการใช้ในรูปปุ๋ยเดี่ยว เช่น การใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่ให้ฟอสฟอรัสแทนการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในรูปปุ๋ยเดี่ยว (ปุ๋ยทริปเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต) ควรใช้ปุ๋ยผสมประเภทปุ๋ยเชิงประกอบ (compound fertilizer) ในรูปปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต(DAP) สูตร 18-46-0 หรือสูตรใกล้เคียง หรือในรูปปุ๋ยโมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต (MAP) สูตร 11-52-0 หรือสูตรใกล้เคียง ซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่จะต้องใช้ในตำรับการทดลองที่
- 265 -กำหนดได้ โดยในกรณีที่ถ้าไนโตรเจนที่คำนวนได้จากการใช้ปุ๋ย DAP หรือปุ๋ย MAP มีปริมาณน้อยกว่าอัตราที่จะต้องการกำหนดไว้ในตำรับการทดลอง ก็สามารถคำนวนเพื่อใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปปุ๋ยเดี่ยว เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียม ซัลเฟต หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดไปได้2.1.2) ในกรณีที่ต้องการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพต่อการเติบโตของมันสำปะหลังของปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมสูตรต่าง ๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด เช่น ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 13-13-21, 15-7-18 การใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อการทดลองควรเลือกใช้ปุ๋ยเคมีชนิดเม็ดที่เม็ดปุ๋ยมีเนื้อเดียวกันหรือมีสีเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะในกระบวนการผลิตปุ๋ยเคมีประเภทนี้มีการปรุงสูตร (fertilizer formulation) โดยการนำแม่ปุ๋ยทุกชนิดในสูตรรวมทั้งสารตัวเติม (filler) (ถ้ามีการใช้สารตัวเติม) มาผสมกัน บด แล้วปั้นเม็ดใหม่จนได้ปุ๋ยผสมในรูปปุ๋ยปั้นเม็ด (granulated -mixed fertilizer : G-MF) ที่เม็ดปุ๋ยแต่ละเม็ดมีเนื้อเดียวกันและเม็ดปุ๋ยมีสีเหมือนกัน การทดลองไม่ควรใช้ปุ๋ยผสมในรูปเม็ดผสม (bulk blending fertilizer: BBF) ที่เม็ดปุ๋ยมีสีแตกต่างกันที่ผลิตจากการนำแม่ปุ๋ยเคมีในรูปเม็ดทุกชนิดที่มีการคำนวนและกำหนดไว้ในสูตรปุ๋ย (fertilizer formular) รวมทั้งสารตัวเติม (ถ้ามีการใช้สารตัวเติม) มาผสมคลุกเคล้ากันในทางเชิงกลเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะปุ๋ยผสมในรูปปุ๋ย BBF ซึ่งส่วนใหญ่ ในการปรุงสูตร นิยมใช้แม่ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต สูตร 18-46-0 และปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ สูตร 0-0-60 เป็นแม่ปุ๋ยหลัก เป็นปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยผสมที่มีปัญหาไม่มากก็น้อยในการเกิดการแยกตัวของแม่ปุ๋ยแต่ละชนิด (segregation) ที่บรรจุอยู่ในกระสอบหรือในภาชนะใส่ปุ๋ย และมีผลทำให้เมื่อมีการเคลื่อนย้ายถุงปุ๋ยหรือกระสอบปุ๋ย การชั่งหรือตวงเพื่อให้ได้ปริมาณตามที่กำหนดในตำรับการทดลองและการนำไปใส่ลงแปลงทดลอง อาจมีผลทำให้ธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดมีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นการใส่ปุ๋ยแบบหว่านกระจาย(broadcasting) หรือแม้แต่จะเป็นการใส่แบบเป็นแถบยาว (banding method) ต่อเนื่องข้างแถวพืชทดลอง หรือใส่ปุ๋ยแบบเฉพาะบริเวณหรือเฉพาะจุดข้างต้นมันสำปะหลัง (localized placement) ก็อาจทำให้มีปริมาณธาตุอาหารหลักมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละแถบยาวของปุ๋ยหรือในแต่ละจุดที่ใส่ปุ๋ย ซึ่งอาจมีผลทำให้ผลการทดลองเกิดความผิดพลาด (experimental error) ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งแตกต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ย G-MF ที่ไม่มีปัญหาการเกิดการแยกตัวของธาตุอาหารหลักที่มีในแม่ปุ๋ยแต่ละชนิด ทั้งนี้เพราะแม่ปุ๋ยทุกชนิดที่มีในส่วนผสมของสูตรปุ๋ยได้ถูกนำมาผสมกัน บด และคลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันก่อนการนำไปปั้นเม็ดใหม่ดังกล่าวแล้วข้างต้น2.2) การเตรียมปุ๋ยเคมีและวิธีการใส่เป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืชปุ๋ยเคมีที่จะใส่ลงดินในแปลงทดลองควรจัดเตรียมมาก่อนเพื่อให้การใส่ในรูปแบบต่าง ๆ มีความเหมาะสม รวดเร็ว เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด รวมทั้งมีความสะดวกในทางปฏิบัติ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าแผนการทดลองกำหนดให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 รวม 3 อัตรา คือ 25, 50 และ 100 กก./ไร่ และให้ใส่ปุ๋ยด้วยมือแบบเป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืช ปุ๋ยเคมีที่จะเตรียม เช่น การเตรียมปุ๋ยเคมีในอัตรา 50 กก./ไร่ เพื่อใส่ให้กับพืชในแต่ละแปลงตำรับการทดลอง (treated plot) ที่มีขนาด 6 x 6 ม.หรือ36 ตารางเมตร จะต้องไม่ตวงเพื่อชั่งปุ๋ยเคมีแล้วบรรจุปุ๋ยเคมีทั้งหมดลงในถุงเดียวจำนวน 1,125 กรัม
- 266 -(31.25 กรัม/ต้น x 36 ต้น) สำหรับใส่ลงแปลงตำรับการทดลองที่มีขนาด 36 ตารางเมตรที่จะใช้ปลูกมันสำปะหลังจำนวน 36 ต้นที่ใช้ระยะปลูก 1x1 เมตร และมีมันสำปะหลังจำนวน 6 แถว ๆ ละ 6 ต้น(ภาพที่ 20) ทั้งนี้เพราะการใส่ปุ๋ยเคมีด้วยมือแบบเป็นแถบยาวต่อเนื่องข้างแถวพืชทั้ง 6 แถวเพื่อให้ปุ๋ยเคมีที่ใส่แบบเป็นแถบยาวมีปริมาณการกระจายอย่างสม่ำเสมอตลอดแถบปุ๋ยที่มีความยาวรวมกัน 36 เมตรปฏิบัติได้ยาก เพราะการโรยปุ๋ยเคมีเป็นแถบยาวข้างแถวปลูกทั้ง 6 แถวอาจโรยได้ในปริมาณต่อแถวที่ไม่มีความสม่ำเสมอ ซึ่งมีผลทำให้เกิดข้อผิดพลาดของการทดลอง (experimental error) ได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นการใส่ปุ๋ยเคมีด้วยมือโดยวิธีการนี้ ควรชั่งปุ๋ยเคมีทั้งหมดจำนวน 1,125 กรัมโดยแบ่งชั่งเป็น 6 ถุง ๆ ละ 187.50 กรัม(31.25 กรัม/ต้น x 6 ต้น) ที่จะนำไปใส่ให้กับมันสำปะหลังแถวละ 1 ถุงที่มีมันสำปะหลังจำนวน 6 ต้นต่อแถวโดยการวางถุงปุ๋ยเคมีไว้หน้าแถวต้นแต่ละแถวก่อนการโรยปุ๋ยเคมีลงดินแบบเป็นแถบยาวต่อเนื่องที่จะมีระยะความยาวของการโรยปุ๋ยเคมีต่อแถวเพียง 6 เมตรแทนที่จะเป็น 36 เมตรถ้าชั่งปุ๋ยเคมีทั้งหมดในถุงเดียวจำนวน 1,125 กรัม ซึ่งการปฏิบัติโดยวิธีการนี้จะมีผลทำให้ปุ๋ยเคมีที่ใส่มีปริมาณการกระจายของปุ๋ยเคมีต่อหน่วยความยาวของแถบปุ๋ยเคมีที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้การทดลองเกิดข้อผิดพลาดน้อยลงได้ไม่มากก็น้อย 2.3) การเตรียมปุ๋ยเคมีและวิธีการใส่แบบเฉพาะจุดข้างต้นพืชในทางวิชาการ วิธีการใส่ปุ๋ยเคมีกับมันสำปะหลังโดยทั่วไปแนะนำให้ใส่แบบเฉพาะจุดข้างต้นดังรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลและวิธีการปฏิบัติที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งในการเตรียมตัวอย่างปุ๋ยเคมีเพื่อใส่ลงดินตามที่ได้กำหนดไว้ในตำรับการทดลองถ้าจะทำให้การใส่ปุ๋ยเคมีมีความแม่นยำสูง กล่าวคือ ทุกจุดที่ใส่ปุ๋ยเคมีข้างต้นมีปริมาณปุ๋ยเคมีเท่ากันทุกจุดแบบต้นต่อต้น ควรชั่งปุ๋ยเคมีที่จะใส่ลงดินแบบจุดต่อจุดทีละต้น ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 ในอัตรา 50 กก./ไร่ ให้กับมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงตำรับการทดลองขนาด 6 x 6 เมตร โดยใช้ระยะปลูก 1 x 1 เมตร ทีมีจำนวนต้น 36 ต้นต่อแปลง และกำหนดให้ใส่ปุ๋ยเคมี 1 จุดต่อต้น การเตรียมตัวอย่างปุ๋ยเคมีต้องชั่งปุ๋ยเคมีใส่ถุงพลาสติกจำนวน3.125 กรัมต่อถุงจำนวน 36 ถุงต่อแปลงตำรับการทดลองหรือใส่ปุ๋ยเคมี 1 ถุงต่อต้น ซึ่งการใส่ปุ๋ยเคมีโดยวิธีการนี้แม้ว่าจะมีความถูกต้องสูงสุด แต่จะใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติค่อนข้างมาก และเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในทางปฏิบัติมากขึ้น นักวิจัยอาจใช้วิธีการใส่ปุ๋ยเคมีโดยการใช้หลอดพลาสติกทรงกลมที่มีการตัดแต่งเพื่อดัดแปลงขนาด และประเมินความจุมาก่อนให้สามารถบรรจุปุ๋ยเคมีที่ตวงให้พูนปากหลอดแล้วปาดปุ๋ยเคมีส่วนเกินออกจำนวน 3.125 กรัมหรือมีปริมาณใกล้เคียงมากที่สุดเพื่อใส่ลงดินหลอดละจุดต่อต้นซึ่งการปฏิบัติโดยวิธีการนี้แม้ว่าอาจจะมีความคลาดเคลื่อนด้านปริมาณความจุของปุ๋ยเคมีต่อหลอดอยู่บ้างแต่ก็น่าจะมีความคลาดเคลื่อนน้อยมากหรือน่าจะเกิดความคลาดเคลื่อนอย่างไม่มีนัยสำคัญแต่อย่างใด2.4 การกำหนดชนิดพันธุ์วิธีการปลูก และการดูแลรักษานอกเหนือจากรายละเอียดเกี่ยวกับตำรับการทดลองที่จะศึกษา เช่น วิธีการทดสอบเกี่ยวกับวิธีการใช้ปุ๋ย และ/หรือสารปรับปรุงดินเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ฯลฯ และแผนการทดลองทางสถิติที่จะใช้ วิธีการดำเนินการวิจัยในไร่ตลอดการปลูกทดลองต้องระบุข้อมูลด้านการจัดการให้ชัดเจนและสมบูรณ์เกี่ยวกับ
- 267 -ชนิดพันธุ์มันสำปะหลังที่จะใช้วิธีการเตรียมดินก่อนปลูกหรือพร้อมปลูก การจัดเตรียมท่อนพันธุ์ปลูก วันปลูก ฤดูกาลที่เพาะปลูก การปลูกทั้งระยะปลูก และวิธีการปลูก เช่น การปลูกโดยการใช้ท่อนพันธุ์ปลูกว่าจะปลูกแบบตั้งหรือแบบวางท่อนพันธุ์ตามแนวนอนแล้วฝังกลบ การให้น้ำ (ถ้ามี) การใช้ปุ๋ยรองพื้นที่ไม่ใช่ตำรับการทดลองการควบคุมวัชพืช โรค และแมลงศัตรู ฯลฯ การปลูกมันสำปะหลังทดลองด้านดินและปุ๋ยที่ไม่ใช่การศึกษาเกี่ยวกับระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว ควรใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมกับลักษณะหรือพฤติกรรมการพัฒนาการเติบโตของมันสำปะหลังตามชนิดพันธุ์ที่จะใช้ปลูกทดลองด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าการทดลองใช้มันสำปะหลังพันธุ์เดียว ระยะปลูกที่เหมาะสมกับมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 และพันธุ์เกษตรศาสตร์50 คือ ระยะ100 x 100 ซม. แต่ถ้าใช้มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 60 และระยอง 90 ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 60-70 ซม. และระหว่างแถว 100 ซม. (ระยะ 60-70 x 100 ซม.) อย่างไรก็ตาม การกำหนดระยะปลูกอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปบ้างขึ้นกับความเหมาะสมในทางปฏิบัติ วัตถุประสงค์ และประสิทธิภาพของวิธีการปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนิด และกลไกในการทำงานของเครื่องจักรกลที่จะใช้ในการปลูกมันสำปะหลังชนิดพันธุ์ดังกล่าว เช่น อาจใช้ระยะปลูก 80 x 120 ซม.แทนการใช้ระยะปลูก 100 x 100 ซม. สำหรับการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 และพันธุ์เกษตรศาสตร์50 เป็นต้นดังที่ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่เกี่ยวข้องข้างต้น การปลูกทดลองควรใช้ท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดทั้งทางด้านอายุ ความสด ความอวบ ขนาด ความยาว ความสะอาดหรือความปลอดโรค และแมลงศัตรูของท่อนพันธุ์ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความแน่ใจได้ว่าหลังปลูกไปแล้วในช่วงเดือนแรกจะไม่มีต้นตายหรือมีจำนวนต้นตายน้อยที่สุด ในกรณีที่มีการปรากฏของต้นตายหลังปลูกในช่วงเดือนแรก โดยเฉพาะต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงตำรับการทดลอง (treated plot) ในพื้นที่ที่จะเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผล (harvested/effective area)ควรปลูกซ่อมแทนต้นตายหรือต้นที่ขาดหายไปให้เร็วที่สุดโดยใช้ต้นมันสำปะหลังที่ปลูกไว้ติดกับแถวการ์ด (guard row) เพื่อการปลูกซ่อม (ภาพที่ 20) หรือการปลูกซ่อมโดยการใช้ต้นกล้ามันสำปะหลังที่ได้เตรียมไว้แล้วโดยการปลูกในถุงพลาสติกที่มีการปลูกพร้อม ๆ กับต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในแปลงทดลองแล้ววางถุงปลูกไว้ข้างแปลงโดยใช้ดินจากแปลงนั้น ๆ เป็นวัสดุปลูกตั้งแต่วันแรกหลังปลูกเสร็จไปจนถึงวันที่จะเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลทางด้านการเติบโต ผลผลิต และการเก็บข้อมูลในด้านอื่น ๆ จะต้องดูแลรักษาต้นมันสำปะหลังในแปลงทดลองให้ดีที่สุด และจะต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในทุกแปลงตำรับการทดลองของพื้นที่แปลงทดลองทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สำคัญที่สุด คือการดูแลรักษาเพื่อควบคุมหรือกำจัดวัชพืชในช่วงระยะ 3-4 เดือนแรกหลังปลูก รวมทั้งการปฏิบัติเพื่อป้องกันหรือลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดและการทำลายของโรคและแมลงศัตรู โดยเฉพาะโรคใบด่าง เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย ซึ่งในการควบคุมปัญหาที่เกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ (biotic factors) ทั้ง 3 ปัจจัย (วัชพืช โรค แมลงศัตรู) ที่ควรปฏิบัติในเบี้องต้น คือ การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูกที่ปลอดโรคและแมลงศัตรู โดยเฉพาะ เพลี้ยหอย ดังรายละเอียดที่ได้ให้ไว้แล้วในหัวข้อ เรื่อง การเตรียมท่อนพันธุ์ปลูก(ข้อ 2.3 ข้อย่อย 2.3.2, 1)) และการควบคุมหรือกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงระยะ 3-4 เดือนแรกหลังปลูก โดยครั้งแรกอาจใช้สารเคมีฟลูมิโอซาซิน (flumioxazin) ในอัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 80 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่น
- 268 -ลงดินเพื่อควบคุมเมล็ดวัชพืชก่อนงอกในวันปลูก หรือภายใน 1-3 วันหลังปลูกมันสำปะหลัง และการกำจัดวัชพืชครั้งที่สองโดยการใช้สารเคมี เครื่องจักรกล และ/หรือแรงงานคนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในทางวิชาการ ความเหมาะสมทางวิธีการปฏิบัติ และความมากหรือน้อยของวัชพืชในแปลงทดลอง โดยควรปฏิบัติที่ระยะประมาณ 1 เดือนหลังปลูกหรือที่ระยะ 1-2 วันก่อนใส่ปุ๋ยเคมีครั้งแรกหลังปลูก อย่างไรก็ตาม สำหรับการทดลองที่แต่ละแปลงตำรับการทดลองมีขนาดเล็ก เช่น มีขนาด 6-9 x 6-9 เมตร และแปลงทดลองทั้งหมดทุกซ้ำ (replication) มีเนื้อที่ไม่มาก เช่น มีขนาด 1-2 ไร่ การกำจัดวัชพืชครั้งที่สองควรใช้วิธีการปฏิบัติโดยการใช้แรงงานคนเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะในทางปฏิบัติการใช้เครื่องจักรกลอาจไม่มีความสะดวกเท่าที่ควร2.5 การควบคุมความแปรปรวนที่เกิดจากผู้ปฏิบัติขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของการทดลองด้านดินและปุ๋ยกับมันสำปะหลัง คือ ขั้นตอนการปฏิบัติตามตำรับการทดลองที่กำหนดไว้ในแผนการทดลองที่ถ้ามีผู้ปฏิบัติมากกว่า 1 คน แต่ละคนอาจมีความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ทักษะหรือความรอบรู้แตกต่างกัน หรือมีความละเอียด ประณีตไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ซึ่งอาจทำให้การทดลองเกิดความแปรปรวนหรือเกิดความผิดพลาด (experimental error) ได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นในการดำเนินการทดลองโดยเฉพาะกับการทดลองปลูกมันสำปะหลังในไร่ ถ้ามีผู้ที่จะปฏิบัติงานพร้อม ๆ กันหลายคน เช่น การปฏิบัติเพื่อใส่ปุ๋ยเคมีลงดินตามที่กำหนดไว้ในตำรับการทดลอง ควรมีหลักการหรือความระมัดระวังในการปฏิบัติบางประการดังนี้2.5.1 การใส่ปุ๋ยเคมีลงในแปลงตำรับการทดลองแต่ละแปลงควรปฏิบัติให้เสร็จโดยใช้คน ๆ เดียว ไม่ควรใช้ผู้ปฏิบัติมากกว่า 1 คนในแปลงตำรับการทดลองเดียวกัน2.5.2 ในการใส่ปุ๋ยเคมีตามตำรับการทดลองใดตำรับการทดลองหนึ่ง ถ้ามีผู้ที่จะใส่ปุ๋ยเคมี 2 คน ผู้ปฏิบัติแต่ละคนควรดำเนินการให้ครบทุกซ้ำ (replication) โดยการปฏิบัติแยกกันตามตำรับการทดลอง เช่น ถ้าแผนการทดลองในไร่มีการใช้จำนวนซ้ำ 3 ซ้ำ ซึ่งแต่ละซ้ำจะใส่ปุ๋ยเคมีในตำรับการทดลองที่ 2 และตำรับการทดลองที่ 3 ผู้ปฏิบัติคนที่หนึ่งควรเป็นผู้ใส่ปุ๋ยเคมีตามตำรับการทดลองที่ 2 ครบทั้ง 3 ซ้ำ และในทำนองเดียวกัน ผู้ปฏิบัติคนที่สองควรเป็นผู้ใส่ปุ๋ยเคมีตามตำรับการทดลองที่ 3 ครบทั้ง 3 ซ้ำ เช่นกัน2.5.3 การปฏิบัติในไร่แต่ละครั้ง แต่ละเรื่อง ควรดำเนินการให้เสร็จเร็วที่สุดและเสร็จเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น การปฏิบัติเพื่อใส่ปุ๋ยเคมีครั้งละตำรับการทดลองของทุกซ้ำหรือทุกตำรับการทดลองของแต่ละซ้ำในวันเดียวกัน ไม่ควรปฏิบัติแบบกึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างไม่มีระบบ เช่น การปฏิบัติในวันแรกทำซ้ำที่ 1 ได้ 3 ใน 4 ซ้ำ ทำซ้ำที่ 2 ได้ 2 ใน 4 ซ้ำ และในวันที่ 2 มีกำหนดการที่จะทำให้เสร็จทุกซ้ำทั้ง 3 ซ้ำ ซึ่งการปฏิบัติในลักษณะนี้จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดของการทดลองที่เป็นผลมาจากการปฏิบัติอย่างไม่มีระบบในวันที่ 1 และในวันที่ 2 ซึ่งจะเกิดในแปลงตำรับการทดลองมากกว่าการเกิดข้อผิดพลาดระหว่างซ้ำหรือระหว่างวัน
- 269 -2.6 การสังเกตการณ์แปลงทดลองหลังปลูกหลังปลูกเสร็จควรกำหนดแผนการปฏิบัติในการตรวจแปลงทดลองอย่างสม่ำเสมอ เช่น การตรวจแปลงทุกเดือนในช่วง 3-4 เดือนแรกหลังปลูก และหลังจากนั้น อาจขยายเวลาตรวจแปลงออกเป็น 2-3 เดือนต่อครั้งจนถึงวันเก็บเกี่ยวที่ระยะประมาณ 11-12 เดือนหลังปลูก เพื่อสังเกตการณ์เกี่ยวกับความผิดปกติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับมันสำปะหลังที่ปลูกและกับสภาพของแปลงทดลอง เช่น การปรากฏหรือการระบาดของโรคต่าง ๆ ของแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคใบด่าง เพลี้ยแป้ง ไรแดง ในส่วนของสภาพปัญหาเกี่ยวกับวัชพืชโดยเฉพาะในช่วง 3 หรือ 4 เดือนแรกหลังปลูก แม้ว่าจะมีการปฏิบัติเพื่อควบคุมหรือกำจัดปัญหาวัชพืชแล้วก็ตาม การสังเกตลักษณะการเติบโตของต้นมันสำปะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชหรือลักษณะผิดปกติของต้นและใบที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น จำนวนต้น ตำแหน่งของต้นตาย และตำแหน่งของต้นมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นมันสำปะหลังในพื้นที่เก็บเกี่ยวในแต่ละแปลงตำรับการทดลองที่จะมีการเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผล สภาพปัญหาที่เกิดกับพื้นที่แปลงทดลอง เช่น การปรากฏของร่องรอยที่เกิดจากการไหลบ่าของน้ำ (water runoff) บนผิวหน้าดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการเกิดการกร่อนดิน(soil erosion) ในพื้นที่แปลงทดลอง ซึ่งในกรณีที่พบปัญหาหรือความผิดปกติที่สำคัญใด ๆ ก็ต้องมีการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาโดยทันทีเท่าที่จะทำได้ เช่น ถ้าพบว่าที่ระยะ 1-2 เดือนหลังปลูก ต้นและใบของกลุ่มต้นมันสำปะหลังส่วนใหญ่ในแปลงทดลองแสดงลักษณะอาการขาดสังกะสีอย่างชัดเจน ก็ต้องฉีดพ่นปุ๋ยสังกะสีเพื่อแก้ไขปัญหาโดยทันทีจนกว่าอาการขาดจะหายไป เป็นต้น2.7 การเก็บข้อมูลพืช หลังปลูกจนถึงระยะเก็บเกี่ยว การเก็บข้อมูลพืชเพื่อประเมินผลจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เก็บมากหรือน้อยเพียงใดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพขึ้นอยู่กับเหตุผลและความสำคัญของเรื่องที่จะศึกษา ขอบเขต และวัตถุประสงค์ของการทดลอง รวมทั้งปัจจัยที่เกี่ยวข้องในด้านอื่น ๆ เช่น ปัจจัยนำเข้า (inputs) ทางด้านงบประมาณของการวิจัย อย่างไรก็ตาม สำหรับการทดลองด้านดินและปุ๋ยกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่นั้น โดยทั่วไปมักเป็นแปลงทดลองที่ใช้เนื้อที่ทั้งหมดไม่มาก คือ ปกติควรมีเนื้อที่ประมาณ 1-2 ไร่ และมักมีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณซึ่งจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อขอบเขตและความลึกละเอียดของงานทดลอง อันมีผลทำให้การทดลองส่วนใหญ่มักเป็นการทดลองที่ใช้แผนการทดลองแบบปัจจัยเดียว(Single-factor Experiments) หรือ ไม่เกินสองปัจจัย (Two-factors Experiments) ซึ่งสำหรับการทดลองในรูปแบบดังกล่าว ข้อมูลพืชก่อนเก็บเกี่ยวที่นิยมวัดผลกับต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในพื้นที่เก็บเกี่ยวส่วนใหญ่ประกอบด้วยข้อมูลหลัก ๆ ไม่กี่รายการที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของมันสำปะหลัง เช่น ความสูงของลำต้นหลัก ขนาดทรงพุ่มของต้น ปริมาณธาตุอาหารพืชในใบหรือในต้นมันสำปะหลังส่วนเหนือดิน การวัดผลที่ระยะเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว เช่น น้ำหนักสดของต้นมันสำปะหลังส่วนเหนือดิน น้ำหนักหัวสดหรือผลผลิต องค์ประกอบของผลผลิต เช่น จำนวน และขนาดของหัวสดต่อต้น น้ำหนักหัวสดเฉลี่ยต่อต้น ดัชนีเก็บเกี่ยว (harvest index)และปริมาณแป้งในหัวสด ซึ่งสำหรับการวัดผลในรายการต่าง ๆ ดังกล่าว ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงรายละเอียด
- 270 -เกี่ยวกับวิธีการวัดผลของแต่ละวิธี ทั้งนี้เพราะนักวิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีประสบการณ์โดยทั่วไปมีความรอบรู้และมีความคุ้นเคยกับวิธีการปฏิบัติในการวัดผลเพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว2.8 การเก็บข้อมูลอื่น ๆ ก่อนปลูกและก่อนเก็บเกี่ยวก่อนปลูกและหลังปลูกจนถึงระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อวัดผลที่เกิดจากการใช้ตำรับการทดลองที่ต้องการทดสอบ ควรเก็บข้อมูลบางรายการเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการทดลองเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวิเคราะห์ผล การเขียนรายงาน และการวิจารณ์ผลการทดลอง ซึ่งสำหรับการทดลองในไร่โดยเฉพาะการทดลองทางด้านดินและปุ๋ย ข้อมูลที่มีความสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทดลองที่ควรเก็บอย่างน้อยที่สุดควรประกอบไปด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้2.8.1 จำนวนและตำแหน่งของต้นมีชีวิตและต้นที่ขาดหายไปดังที่ได้เกริ่นนำมาก่อนไว้บ้างแล้ว ภายในประมาณ 1-7 วันก่อนวันเก็บเกี่ยวเพื่อวัดข้อมูลทางด้านผลผลิต ข้อมูลเชิงปริมาณ และคุณภาพอื่น ๆ ที่ระยะประมาณ 11-12 เดือนหลังปลูกมันสำปะหลัง ควรมีการปฏิบัติโดยการนับและบันทึกจำนวนและตำแหน่งของต้นมีชีวิตและต้นที่ขาดหายไปของต้นมันสำปะหลังทั้งหมดที่ปลูกในแปลงตำรับการทดลองทุกแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นที่ปลูกในพื้นที่ที่จะเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผล และจากข้อมูลที่ได้จากการวัดผลที่บันทึกได้ ให้นำมาเขียนเป็นภาพไว้ในแผ่นกระดาษเพื่อแสดงจำนวนและตำแหน่งของต้นที่ขาดหายไป ต้นมีชีวิตที่จะเก็บเกี่ยวที่ยืนต้นอยู่ติดกับต้นที่ขาดหายไปและไม่ติดกับต้นที่ขาดหายไป รวมทั้งต้องมีการลากเส้นล้อมรอบกลุ่มต้นมีชีวิตที่ยืนต้นอยู่ไม่ติดกับต้นที่ขาดหายไปในลักษณะเดียวกันกับเส้นจุดประที่แสดงไว้ในภาพที่18 และรวมทั้งการปฏิบัติตามคำแนะนำในการเก็บเกี่ยวต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในพื้นที่ที่จะเก็บเกี่ยวเพื่อวัดผลในทำนองเดียวกันกับที่มีรายละเอียดในหัวข้อที่เกี่ยวข้องที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว2.8.2 ขั้นของดินที่จำแนกตามระบบอนุกรมวิธานดินนอกเหนือจากข้อมูลปฐมภูมิเกี่ยวกับสมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ และ/หรือชีวภาพของดินที่ได้จากการวิเคราะห์ทางเคมีในห้องปฏิบัติการของตัวอย่างดินที่เก็บจากแปลงทดลองก่อนปลูก ควรรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิของดินเกี่ยวกับขั้น (category) ของดินที่จำแนกตามระบบอนุกรมวิธานดินในพื้นที่แปลงทดลองที่ได้มีการจำแนกและรายงานไว้แล้วในเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง เช่น ชนิดชุดดิน (soil series) กลุ่มดิน (great group) และ/หรืออันดับดิน (soil order) โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับชนิดชุดดินของดินในพื้นที่ทดลองและรวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินในขั้นของการจำแนกนั้น ๆ เช่น สมบัติของดินในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน สมบัติต่าง ๆ ของดินที่เป็นปัจจัยข้อจำกัด (limitingfactors) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับหรือศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับผลิตภาพของดิน (soil productivity) ต่อการปลูกมันสำปะหลัง 2.8.3 ข้อมูลสภาพฟ้าอากาศของพื้นที่ทดลองในระหว่างการปลูกทดลองมันสำปะหลังที่ปกติมีความยาวนานประมาณ 10-12 เดือน ควรเก็บข้อมูลด้านสภาพอากาศ เช่น สภาพการตกของฝนทั้งทางด้านปริมาณการตกและ
- 271 -การกระจายของฝนที่ตกทุกวันหรือในช่วงวันต่าง ๆ ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ อุณหภูมิของอากาศทั้งอุณหภูมิต่ำสุด สูงสุด และอุณหภูมิเฉลี่ย ความเร็วของลม และอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเก็บโดยการวัดปริมาณการตก การกระจายของฝน และข้อมูลอื่น ๆในพื้นที่แปลงทดลองโดยตรงด้วยตนเองถ้าสามารถปฏิบัติได้ หรือโดยการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่มาอื่น ๆ ของทางราชการ เช่น ข้อมูลจากศูนย์หรือสถานีที่มีการตรวจวัดสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ทดลองมากที่สุด (ถ้ามี) 3. การเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์สมบัติทางฟิสิกส์ เคมีและสมบัติอื่นๆการทดลองทางด้านดินและปุ๋ยกับมันสำปะหลังที่ปลูกในไร่ สมบัติของดินในแปลงทดลองเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญที่ควรเก็บตัวอย่างดินในแปลงทดลองเพื่อวิเคราะห์สมบัติทางเคมี ทางฟิสิกส์ และสมบัติอื่น ๆโดยใช้วิธีการเก็บตัวอย่างดินอย่างเหมาะสมดังรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น (บทที่ 1)ซึ่งการวิเคราะห์ดินจะวิเคราะห์สมบัติทางด้านไหน รายการใด ขึ้นกับวัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินการของโครงการฯ เช่น โครงการวิจัยและข้อจำกัดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ดิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นการวิจัยทางด้านดินที่เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมีแบบการทดลองปัจจัยเดียว (Single -factor Experiments) เพื่อศึกษาผลตอบสนองของมันสำปะหลังต่อการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตในอัตราต่างๆ นอกเหนือจากข้อมูลด้านชนิดกลุ่มดิน (soil-great group) และ/หรือชุดดิน(soil series) แล้ว ข้อมูลขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับสมบัติทางฟิสิกส์และทางเคมีของดินที่ควรวิเคราะห์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในการกำหนดแผนการทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรับการทดลอง (treatment) ที่จะต้องการศึกษา วิธีการดำเนินการทดลอง การรายงาน และการวิจารณ์ผลการทดลอง อย่างน้อยที่สุดควรประกอบด้วยสมบัติของดินรวม 6 รายการ ได้แก่ ประเภทของเนื้อดิน (soil texture) ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน(soil-pH) ค่าการนำไฟฟ้า (electrical conductivity) ปริมาณอินทรียวัตถุ (organic matter content) ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์(available phosphorus content) และปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้(exchangeable potassium content) ในดิน
- 272 -ภาพสีลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชของมันสำปะหลังลักษณะอาการขาดธาตุอาหารหลัก ภาพสีที่ 3 ลักษณะอาการขาดไนโตรเจนของใบและต้นมันสำปะหลังในแปลงปลูกที่มา: Howeler (2014)ภาพสีที่ 2ลักษณะการเติบโตและขนาดต้นมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน (ต้นด้านซ้ายมือ) และไม่ขาดไนโตรเจน (ต้นด้านขวามือ) ที่มา: Asher et al. (1980) ภาพสีที่ 1ขนาดใบมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน (ใบด้านซ้ายมือ) และไม่ขาดไนโตรเจน (ใบด้านขวามือ) ที่มา:กรมวิชาการเกษตร (2543) ภาพสีที่ 4 ลักษณะอาการขาดฟอสฟอรัสของใบล่างของต้นมันสำปะหลังที่มา: คณาจารย์คณะเกษตร (2555)ภาพสีที่ 5 ลักษณะการเติบโตของต้นมันสำปะหลังที่ขาดฟอสฟอรัส (ต้นด้านซ้ายมือ) และไม่ขาดฟอสฟอรัส (ต้นด้านขวามือ)ที่มา: Asher et al. (1980) ภาพสีที่ 6 ลักษณะของต้นมันสำปะหลังที่ขาดโพแทสเซียมที่มา: Anonymous (2010)
- 273 -ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารรอง ภาพสีที่ 7 ลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมของขอบใบและปลายใบมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 8 ลักษณะอาการขาดโพแทสเซียมของก้านใบมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 9 ลักษณะมันสำปะหลังในแปลงปลูกที่ดินขาดโพแทสเซียมที่มา: Howeler (2014) ภาพสีที่ 10 ลักษณะอาการขาดแคลเซียมของใบมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 11ลักษณะอาการขาดแคลเซียมของรากและต้นมันสำปะหลัง(ต้นด้านซ้ายขาดต้นด้านขวาไม่ขาด)ที่มา: Howeler (2014) ภาพสีที่ 12 ลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมของใบและต้นมันสำปะหลังที่มา: Howeler (2014) ภาพสีที่ 13 ลักษณะอาการขาดแมกนีเซียมของใบมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 12 ลักษณะอาการขาดกำมะถันของใบมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่13 ลักษณะอาการขาดกำมะถันของต้นมันสำปะหลังในแปลงปลูก
- 274 -ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารเสริม ภาพสีที่ 16 ลักษณะอาการของใบมันสำปะหลังที่ขาดเหล็กในระดับรุนแรง ที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 17 ลักษณะอาการขาดเหล็กของใบและต้นมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 18 ลักษณะอาการขาดเหล็กของต้นมันสำปะหลังที่ปลูกในดินเนื้อปูน ภาพสีที่ 19ลักษณะอาการขาดแมงกานีสของใบมันสำปะหลังเปรียบเทียบกับใบด้านขวามือสุดที่ไม่ขาดแมงกานีสที่มา: Howeler (2014)ภาพสีที่ 20ลักษณะอาการขาดแมงกานีสของใบและต้นมันสำปะหลังที่มา:กรมวิชาการเกษตร (2543)ภาพสีที่ 21ลักษณะอาการขาดสังกะสีของใบมันสำปะหลัง ที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 22 ลักษณะอาการขาดสังกะสีของใบและต้นมันสำปะหลังที่มา: Anonymous (2009)ภาพสีที่ 23 ลักษณะอาการขาดสังกะสีของยอดและใบอ่อนของมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 24 ลักษณะอาการขาดทองแดงของใบและก้านใบมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)
- 275 - ภาพสีที่ 25ลักษณะอาการขาดทองแดงของต้นมันสำปะหลังที่มา: Howeler (2014) ภาพสีที่ 26 ลักษณะอาการขาดทองแดงของรากมันสำปะหลัง(ต้นด้านซ้ายมือขาด ต้นด้านขวามือไม่ขาด) ที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 27ลักษณะอาการขาดโบรอนของใบมันสำปะหลังที่มา: Howeler (2014) ภาพสีที่ 28 ลักษณะอาการขาดโบรอนของยอดอ่อนของต้นมันสำปะหลังที่มา: Asher et al. (1980)ภาพสีที่ 29ลักษณะอาการขาดโบรอนของรากมันสำปะหลัง ที่มา: Asher et al. (1980)
- 276 -ประเภทและลักษณะของปุ๋ยเคมี ภาพสีที่ 30 ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเชิงเดี่ยวที่มีธาตุอาหารหลักในรูปไนโตรเจนภาพสีที่ 31 ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเชิงเดี่ยวที่มีธาตุอาหารหลักในรูปโพแทสเซียมภาพสีที่ 32 ปุ๋ยเคมีในรูปปุ๋ยเชิงประกอบที่มีธาตุอาหารหลัก 2 ชนิด ภาพสีที่ 33 ปุ๋ยเคมีเชิงผสมชนิดเม็ดที่มีเนื้อเดียวกันและเม็ดปุ๋ยมีสีเหมือนกันภาพสีที่ 34 ปุ๋ยเคมีเชิงผสมชนิดเม็ดแบบเม็ดผสมที่เม็ดปุ๋ยมีสีแตกต่างกัน
- 277 -บรรณานุกรมกรมพัฒนาที่ดิน. 2558. สถานะภาพทรัพยากรดินและที่ดินของประเทศไทย. เอกสารวิชาการ, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.กรมวิชาการเกษตร. 2543. ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารของพืช. เอกสารวิชาการประกอบภาพ, กองปฐพีวิยา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.กรมวิชาการเกษตร. 2564. คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ. เอกสารวิชาการ, กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, หน้า 29-50.คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา.2541. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. ตำรา สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 547 หน้า.คณาจารย์คณะเกษตร. 2555. การสำรวจพื้นที่เพื่อประเมิณศักยภาพและประสิทธิภาพการผลิต มันสำปะหลังของบริษัทอุบลไบโอเอทานอล. รายงานฉบับสมบูรณ์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ วิจารณ์ วิชชุกิจ บัญญัติ แหวนแก้ว และประภาส ช่างเหล็ก. 2547.ปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร. ว.วิทย.กษ. 35(3-4):115-120.ชุมพล นาควิโรจน์.2558. การจัดการปุ๋ยมันสำปะหลัง.คัมภีร์ดินและปุ๋ยไทย.สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย.น.214-225.ชุมพล นาควิโรจน์ หริ่ง มีสวัสดิ์ กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ และมาโนช ดอนเส. 2540. การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมี 16-8-16 และ 16-16-16 กับมันสำปะหลัง. เอกสารประกอบการจัดนิทรรศการ มันสำปะหลังและการแปรรูปผลิตภัณฑ์, โครงการเผยแพร่และขยายผลงานวิจัยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมครั้งที่ 1, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 26-28 มิถุนายน, 2540, น.12.ถวิล ครุฑกุล. 2540. เกษตรยั่งยืน: การใช้ดิน-ปุ๋ย. สำนักพิมพ์รั้วเขียว, หน้า 24.นาวา ทวิชาโรดม. 2561. ประสิทธิภาพทางการเกษตรและความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจของปุ๋ยเคมีควบคุมการปลดปล่อยด้วยนาโนเทคโนโลยี. วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด(มหาชน) และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. 2552. การทดลองเปรียบเทียบปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ในการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังกับดินเนื้อละเอียดและดินเนื้อหยาบ. รายงานผลการวิจัยของโครงการวิจัยร่วม, 27 หน้า.ปิยะ ดวงพัตรา.2536. หลักการและวิธีการใช้ปุ๋ยเคมี. หนังสือประกอบการสอน ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 312 หน้า.ปิยะ ดวงพัตรา. 2537. ผลตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50. ว.วิทย,กษ. 28:221-229.
- 278 -ปิยะ ดวงพัตรา วิจารณ์ วิชชุกิจ เจริญศักดิ์ โรจนพิเชษฐ์ ปิยวุฒิ พูลสงวน จำลอง เจียมจำนรรจา เอ็จ สโรบล และวัชรี เลิศมงคล. 2542. ดินและปุ๋ยมันสำปะหลัง. เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ ฉบับที่ 2, โครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบทางสังคมเนื่องจากวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ, ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 25 หน้า. ปิยะ ดวงพัตรา. 2556. สารปรับปรุงดิน. หนังสือ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 256 หน้า. ปิยะ ดวงพัตรา. 2558. ปุ๋ย แม่ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า. คัมภีร์ดินและปุ๋ยไทย.สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย. น.139-167. ปรีดา พากเพียร พิชิต พงษ์สกุล ประพิส แสงทอง วิศิษฐ์ โชลิตกุล และสัมฤทธิ์ ชัยวรรณคุปต์. 2533.งานวิจัยกำมะถันเพื่อการเกษตรในประเทศไทย. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ เรื่อง สถานะและปัญหาของกำมะถันในดินกับการใช้ปุ๋ยกับพืชเศรษฐกิจ. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2533, โรงแรมรามาการ์เดนส์กรุงเทพมหานคร, จัดโดย The Sulphur Institute ร่วมกับสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย, หน้า 23-64. ปรเมศ บรรเทิง สนั่น จอกลอย นิมิตร วรสูต และ ปิยะดา ธีระกุลพิสุทธิ์. 2560. การเจริญเติบโตพัฒนาการ และสรีรวิทยา การตอบสนองของมันสำปะหลังพันธุ์ต่างกันต่อสภาพแวดล้อมแต่ละฤดูการผลิต. รายงานการวิจัย พัฒนาและวิศวกรรมฉบับสมบูรณ์, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.151 หน้า. พรรณพิมล ชัญญานุวัตร พรชัย สุภาวิตา R.W.Bell, J.F.Loneragan, R.Lefroy และ G.Blair. 2533.ธาตุอาหารรอง และ ธาตุอาหารเสริมที่มีอยู่ในปุ๋ยเคมี. วารสารดินและปุ๋ย, 12 :179-183. ภาณุเดชา กมลมานิทย์. 2565. ถ่านชีวภาพกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน. โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์กรุงเทพ, 334 หน้า. วัฒนะ วัฒนานนท์ เสาวรี ตังสกุล ปรีชา เพชรประไพ และ Reinhardt H Howeler. 2547. อิทธิพลของปุ๋ยธาตุอาหารเสริมที่มีต่อผลผลิตมันสำปะหลัง 2 พันธุ์. เรื่องเต็ม การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 42: สาขาพืช สาขาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร, 3-6 กุมภาพันธ์ 2547 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ. วรชาติ วิศวพิพัฒน์ ณัฐพล จิตมาตย์ สุรเชษฏ์ อร่ามรักษ์ เฉลิมชาติ วงศ์ลี้เจริญ และรฐนนท์ เจริญชาศรี.2563. การศึกษาสภาวะทางเคมีของดิน เพื่อเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารเสริมในดินปลูกมันสำปะหลัง. รายงานการวิจัย, ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ยงยุทธ โอสถสภา.2558. ธาตุอาหารพืช. หนังสือ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.กรุงเทพฯ,548 หน้า. สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง. 2559. อิทธิพลของวิธีการใส่ปุ๋ยเคมีต่อการเติบโตและผลผลิตของ มันสำปะหลัง. รายงานผลการวิจัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์, 9 หน้า. สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง. 2560a. อิทธิพลของการใส่ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางท่อนพันธุ์ต่อพฤติกรรมการเติบโตของมันสำปะหลัง. รายงานผลการวิจัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์, 14 หน้า.
- 279 - สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง. 2560b. อิทธิพลของการใส่ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางท่อนพันธุ์ต่อการเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลัง. รายงานผลการวิจัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์, 15 หน้า. สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง. 2561. ผลปัจจุบันและผลตกค้างของฟอสโฟยิปซัมต่อการเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลัง. รายงานผลการวิจัยที่ไม่ได้ตีพิมพ์, 10 หน้า. สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง. 2562. การวิเคราะห์ปริมาณน้ำฝนและช่วงแล้งข้ามปีสูงสุดเพื่อคาดคะเนวันปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสมในสถานีสีคิ้ว. อำเภอสีคิ้ว. จังหวัดนครราชสีมา. ข้อมูลที่ไม่ได้ตีพิมพ์. อัญชลี ลมูลภักตร์ และธนูชัย กองแก้ว. 2554. การตอบสนองต่อปุ๋ยโพแทสเซียมของมันสำปะหลังที่ปลูกในดินร่วนชนิดหยาบและดินเนื้อละเอียด. วารสารดินและปุ๋ย, ปีที่ 33, เล่มที่ 2, เมษายน- มิถุนายน 2554,หน้า 109-119. อัทยะ พินจงสกุลดิษฐ์. 2561. การหาค่าสัมประสิทธิ์การประเมินไนโตรเจนจากผลการวิเคราะห์ปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่ใช้ปลูกมันสำปะหลัง. รายงานการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรมฉบับสมบูรณ์. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. 108 หน้า. Anonymous. 1989. Second report on “Yield increase through balance fertilizer use avoiding sulphur deficiencies. Thailand Project, July 1989. Anonymous. 2009. Winners announced in IPNI 2008 Nutrient Deficiency Photo Contest. Better Crops with Plant Food.IPNI, p.9. Anonymous. 2010. Phosphorus category: P-deficient cassava. Better Crops with Plant Food, IPNI, p.17. Anonymous. 2015. Crop nutrient deficiency photo contest. Better Crops with Plant Food. IPNI, p.9. Asher C.J., Edwards D.G. and Howeler R.H. 1980.Nutritional disorders of cassava. Dept.of Agron., Univ.of Queensland, St. Lucia, Queenland. 48pp. Berger K.C., and Truog. E., 1939. Boron determination in soils and plants. Ind. Eng. Chem.Anal. ED. 11:540-545. Bray R.H. and Kurtz L.T. 1945. Determination of total organic and available forms ofphosphorus in soils. Soli Science. 59:39-45. Brown, R.M., Welch P.H. and Cary E.E. 1987. Nickle: A micronutrient essential for higher plants. Plant Physiology. 85:801-803. Chaiwanakupt S., Parkpian P., Pongsakul P. and Phetchawee S. 1987. Sulfur status andrequirements in Thailand. InProceedings of the Symposium on Fertilizer SulphurRequirements and Sources in Developing Countries of Asia and the Pacific. 26-30 January 1987, Bangkok, Thailand. p89-94.
- 280 - Chapman H.D.1965. Cation exchange capacity. In Method of soil analysis. Part 1. Physicaland Mineralogical Methods. (ed.A. Klute), pp.891-931. Wisconsin : ASA and SSSA. Charoenphon A., Thanachit S., Anusontpornperm S. and Kheoruenromne I. 2020.Dissolution of Mg fertilizer and its availability in cassava in tropical upland soils.Communications in Soil Sci. and Plant Anal., Vol.51, No.2 p.236-249. Chew W.Y., Joseph K.T. and Ramli K. 1978a. Influence of soil-applied micronutrients on cassava (Manihot esculenta Crantz), in Malaysian tropical oligotrophic peat. Expt. Agric. 14,105-111. Chew, W.Y., Ramli K., and Loseph K.T. 1978b. Copper deficiency of cassava (Manihot esculenta Crantz) on Malaysian peat soil. MARDI, Research Bulletin, 6(2):208-213. CIAT (The International Center for Tropical Agriculture).1974. Cassava Program. Annual Report for 1973. CIAT, Cali, Colombia, 254p. CIAT (The International Center for Tropical Agriculture).1982. Cassava Program. Annual Report for 1981. CIAT, Cali, Colombia, 259p. CIAT (The International Center for Tropical Agriculture).1985. Cassava Program. Annual Report for 1982 and 1983. Working Document No.1, CIAT, Cali, Colombia. 521p. CTCRI (Central Tuber Crops Research Institute). 1973. Annual Report 1972. CTCRI,Trivandrum, India. Duangpatra, P and OsothsaparY.1981.The comparative effectiveness of different grades of mixed fertilizers on growth and yield of cassava grown on different soil types. Ann.Res.Rep., Dept. of Soils, College of Agriculture, Kasetsart Univ., 32pp. Duangpatra, P. 1982. Growth, yield and root quality of cassava as affected by different sources of mixed fertilizers. Ann.Res.Rep., Dept. of Soils, College of Agriculture, Kasetsart Univ.,32pp. Duangpatra, P. 1983. Effects of weeding, fertilization and topping on the growth and yield of cassava. In: Proceeding of the International Seminar on Root Crops in Southeast Asia : Production and Utilization. held at VISCA and UPLB, Philippines, Nov.10-15,1983. p.69-77. Edwards, D.G. and Kang B.T. 1978. Tolerance of cassava (Manihot esculenta Crantz) to high soil acidity. Field Crops Res., p.337-346. Edwards D.G. and Asher C.J. 1979. Nutrient requirement of cassava. (Unpublished data). Gomez K.A. and Gomez A.A. 1984. Statistical procedures for agricultural research. 2ndedit., John Wiley&Sons.Inc., New York, USA.
- 281 - Henry G. and Gottret V. 1996. Global cassava trends. Reassessing the crop’s future. CIAT Working Document No.157, CIAT, Cali, Colombia. 45p. Howeler R.H. 1978. The mineral nutrition and fertilization of cassava. In : Cassava Production Course. CIAT, Cali, Colombia. p.247-292. Howeler R.H., Edwards D.G. and Asher C.J. 1982. Micronutrient deficiencies and toxicities of cassava plants grown in nutrient solutions. I. Critical tissue concentrations. Journal of Plant Nutrition. 5:1059-1076. Howeler R.H. 1985. Mineral nutrition and fertilization of cassava. In: Cock J; Reyes JA, eds.Cassava: Research, production and utilization. United Nations Development Programme (UNDP);CIAT, Cali, Colombia. p.249-320. Howeler R.H. and Cadavid L.F. 1990. Short and long-term fertility trials in Colombia to determine the nutrient requirements of cassava. Fertilizer Research, 26:61-80. Howeler R.H. 1992. Agronomic research in the Asian Cassava Network-An overview, 1987-1990. In: Howeler RH, ed. Cassava breeding, agronomy and utilization research in Asia. Proceedings of the 3rd Regional Workshop, held in Malang, Indonesia, 22-27 Oct. 1990. p.260-285. Howeler R.H. 1998. Cassava agronomy research in Asia-An overview, 1993-1996. In: Howeler R.H, ed. Cassava breeding, agronomy and farmer participatory research in Asia. Proceedings of the 5th Regional Workshop, held in Danzhou, Hainan, China, 3-8 Nov.1996. p.355-375. HowelerR.H. 2002.Cassava mineral nutrition and fertilization. Cassava:Biology,Production and Utilization. CABI Publishing, UK, p.115-147pp. HowelerR.H. 2014. Sustainable soil and crop management of cassava in Asia. A Reference Manual. CIAT and Nippon Foundation, 280pp. Kaewkamthong Y., Thanajit S., Anusontpornperm S. and Wiriyakitnateekul W. 2014.Alleviation of soil compaction problem for growing cassava on a Typic Paleustult, Northeast Thailand. Asian Jour. of Crop Sci., 6(4): 334-344. KangB.T.and OkekeL.E.1984. Nitrogen and potassium responses of two cassava varieties grown on alfisol in southern Nigeria.In: Proceedings of the 6thSymposium of the International Society of Tropical Root Crops, held in Lima, Peru, 21-26 Feb., 1983, p.231-237. Kellogg C.E. 1957. Soils. Handbook of Agriculture. USDA.
- 282 - Kihara, J., Boro P., Kinyua M., Rurinda J. and Pii K. 2020. Micronutrient deficiencies in African soils and the human nutritional nexus: Opportunities with staple crops. Environ. Geochem. Hlth. 42(9), 3015-3033.https://doi.org/10.1007/s10653-019-00499-w. Kurmarohita K., Ratanarat S., Teraporn S. and Pongsakul P. 1978. The status of sulfur in soils of Thailand. Res.Rep., Dept. of Agric., Ministry of Agric.and Co-operatives. Lindsay W.L. and Norvell W.A. 1978. Development of a DTPA soil test for zinc, iron,manganese, and copper. Soil Sci, Soc. Amer. J. 42(3), p.421-428. Mehlich A. 1953. Determination of P, Ca, Mg, Na and NH4+. In: N.C.S.T.D.M.1953(Ed.).University of North Carolina, Raleigh, USA, p.23-89. Mikkelsen R.2010. Soil and fertilizer magnesium. Better Crops with Plant Food, IPNI, 2: 26-28. Moreno-Jimenez., Orgiazzi A., Jones A., Saiz H., Acena-Heras S. and Plaza C. 2022. Aridity and geochemical drivers of soil micronutrient and contaminant availability in European drylands. Eur. J. Soil Sci., 73(1), e13163. https://doi.org/10.1111/ejss.13163. Morvedt J.J., Giordano P.M. and Lindsay W.L. 1973. Micronutrients in Agriculture. Proceedings of a Symposium held at Muscle Shoals, Alabama, April 20-22, 1971, Soil Sci, Soc. Amer., 666p. Motsara M., and Roy R.N. 2008. Guide to laboratory establishment for plant nutrient analysis, 19. Food and Agriculture of the United Nations, Rome, Italy. Mutchima P.I., Anusornpornperm S., Thanajit S. and Kheoruenromne I. 2018. Yield response of cassava Huay Bong 60 variety grown in an Oxyaquic Paleustult to cassava starch waste and nitrogen fertilizer. Agricultural and Natural Resources. 52:573-580. Ngongi A.G.N.1976. Influence of some mineral nutrients on growth, composition and yield of cassava (Manihot esculenta Crantz). Ph.D. Thesis, Cornell Univ., Ithaca, New York. Nguyen Huu Hy., Pham Van Bien, Nguyen The Dang and Thai Phien. 1998. Recent progress in cassava agronomy research in Vietnam. In: Howeler RH, ed. Cassava breeding, agronomy research and technology transfer in Asia.Proceeding of the 5th Regional Workshop, held in Danzhou, Hainan, China, 3-8 Nov 1996. p.235-256. Normanha E.H. 1961. Adubacao da mandioca. FIR, 3:18-19. Obigbesan G.O. 1973. The influence on potassium nutrition on the yield and chemical composition of some tropical root and tuber crops. In 10thColloquium International Potash Institute, held in Abidjan, Ivory Coast. p.439-451.
- 283 - Olsen S.R. 1973. Micronutrient interaction. In Micronutrient in Agriculture.Proceedings of a symposium held at Muscle Shoals, Alabama, April 20-22,1971, 2nd Printing, Soil Sci, Soc, Amer,Inc, Madison, Wisconsin, USA, p.243-264. Ozanne P.G.1955. The effect of light on zinc deficiency in subterranean clover.Aust.J.Biol.Sci., 8:344-353. Payne H. and Webster D.C. 1956. The toxicity of cassava varieties on two Jamaican soil types of differing K status. Ministry of Agriculture and Fisheries.Crop Agronomy Division, Kingston, Jamaica. Ragland, J. and Boonpuckdee L. 1987. Fertilizer responses in Northeast Thailand :1.Literature review and rationale. Thai J. Soils and Fert. 9:65-79. Sims, J., and Johnson G. 1991. Micronutrient soil tests. Micronutrients in agriculture,4. Soil Sci. Soc. Amer.Inc, Madison, Wisconsin, USA, p.427-476. Sullivan D.M., Moore A.D, Verhoeven E. and Brewer L.J. 2020. Baseline soil nitrogen mineralization: measurement and interpretation. http://catalog, extension, oregonstate.edu. The Fertilizer Institute. 1976. The fertilizer handbook. Published by The Fertilizer Institute, 2nd edit., Washington, D.C. 208 pp. Villamayor F.G.Jr. 1988. Agronomic research on cassava in the Philippines.In: Howeler RH; Kawano K, eds. Cassava breeding and agronomy research in Asia.Proceedings of a Regional Workshop, held in Rayong, Thailand, 26-28 Oct. 1987. p.261-296. Walkley A.and Black I.A. 1947. Chromic acid titration method for determination of soil organic matter. Soil Sci. Soc. Amer. J., 63:257. Warrington D.I.S., Agassi M. and Morin J. 1989. Effect of slope and phosphogypsum on runoff and erosion. Soil Sci. Soc. Amer. J., 53: 1201-1205.
- 284 -ดัชนีกการกร่อนดิน 1, 15-16, 26, 37-38, 44, 47,53,57, 62, 72-73, 87, 124-125, 129,152-153, 156, 161, 163, 165, 173-174, 182, 194-196, 212-213การชะละลาย 1, 26, 46-47, 57, 65-66, 72,79-80, 83, 95, 111-112, 122, 124, 126-127, 138, 169, 170-171,174กระบวนการเฟอโรไลซีส 1, 127-128กระบวนการดีไนตริฟิเคชัน 37กระบวนการมิเนอรัลไลเซชัน 39-41, 77, 131-132, 153-155กระบวนการไนโตรเจนมิเนอรัลไลเซชัน 39-41,77, 131-132, 153-155กระบวนการพ๊อตโซไลเซชัน 1กระบวนการซัลโฟฟิเคชัน 77กระบวนการระเหิด 38-39, 165การใช้ปุ๋ยเคมีชนิดปุ๋ยเคมี 81, 129, 142-145, 152, 162, 202, 264ปริมาณ/อัตราการใส่ปุ๋ยเคมี 57, 153, 160-161ระยะเวลาใส่ปุ๋ยเคมี 162วิธีการใช้ปุ๋ยเคมี 152, 165 การใส่ทางดิน 76, 264, 268แบบเฉพาะบริเวณ 104, 159แบบเป็นแถบยาว 45, 74 ,113, 158-159,165, 202-203แบบหว่านกระจาย 45, 49, 62, 74, 76,91, 104, 111, 113, 162, 179, 196การใช้ทางท่อนพันธุ์ 88, 90, 187, 183, 203การใช้ทางใบ 88, 139, 178-179, 183, 204การใช้ทางระบบน้ำ 88, 98, 101, 184กรดฮิวมิก 98, 126, 177กลูโฟซิเนต 206คค่าวิกฤติของธาตุอาหารพืช 13, 24, 28ความต้องการปูนของดิน 97, 129คลอไพรีฟอส 210เครื่องตรวจวัดดินดาน 195
- 285 -ดดินดินพรุ 92, 105-111, 125, 131, 178-179,183, 203ดินแร่ 86, 92, 106-110, 124, 126, 131, 155,175, 177-180ดินอินทรีย์ 92, 99, 105-106, 108-110, 125,131, 177-179ดินเนื้อปูน 5, 11, 34-35, 39, 48-49, 64-65,84-86, 88, 90, 92, 99, 102, 109,112, 121, 123, 125, 130, 139-140, 175-176, 178, 180, 183, 204 ดินดาน 2, 3, 44, 71, 86, 92, 155-156, 181-182, 194-196, 207-208 ดัชนีการเก็บเกี่ยว 117ไดโคฟอล 210ตแตนเบียน 158, 209-210ถไถสิ่ว 44, 208ไถระเบิดดินดาน 195-196ทไทอะมิโทแซม 193, 263ธธาตุอาหารหลัก 2, 5,10, 19, 20, 25, 27, 36, 54, 63, 65, 67-68, 72, 79, 81-82, 88, 96, 101, 104, 114-119, 123, 125, 128-129, 131, 133, 135-139, 141-145, 153-158, 162-165, 167-169, 171, 173, 175, 177-178, 181, 185, 202-203 ธาตุอาหารรอง 2, 5, 10, 19-20, 27-28, 36, 53, 63, 67, 77, 79, 84, 116, 119, 123-124, 128-131, 133-137, 139, 141, 169, 171-172, 177-178, 185, 203ธาตุอาหารเสริม 2, 3, 5, 10, 19-20, 27-28, 34, 36, 39, 53, 71, 83-85, 87-88, 97, 99, 101, 114, 116, 119, 123, 125-126, 129-131, 133-139, 141, 154, 169, 171, 175-181, 183-185, 194, 203-204ปปุ๋ยหมักถ่านชีวภาพ 45ปรากฏการณ์เอนโซ 187-191
- 286 -ประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยวน้ำฝน 129ปุ๋ยเคมี 204ปุ๋ยเดี่ยว 38, 46, 49, 61-63, 65, 79, 82, 130, 142-144, 148, 162-164, 170, 203ปุ๋ยผสม 46, 49, 54-55, 61, 63, 65-66, 68, 70, 76, 79, 82, 91, 104-105, 130, 132, 142-151, 155, 157, 162-165, 167-171, 173, 175, 202-203ปุ๋ยผสมแบบเม็ดผสม 63, 66, 70, 76, 144-145,147-150, 163, 169ปุ๋ยผสมชนิดเม็ดที่ได้จากการปั้นเม็ด 143-145,148,151,164ปุ๋ยผสมแบบสมบูรณ์ 142ปุ๋ยผสมแบบไม่สมบูรณ์ 142ปุ๋ยเชิงประกอบ 144, 164, 170-171, 175ปุ๋ยปลดปล่อยธาตุอาหารช้า 143ปุ๋ยปลดปล่อยธาตุอาหารเร็ว 143ปุ๋ยที่ควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร 143ปุ๋ยประเภทพรีเมียม เกรด 91ปุ๋ยนาโน 143ปุ๋ยปั้นเม็ดโดยกระบวนการใช้ไอน้ำร้อน 152ปุ๋ยตระกูลแอมโมเนียมฟอสเฟต 65-66, 143, 145, 164, 169-171ปุ๋ยตระกูลไนโตรฟอสเฟต 68, 170ปุ๋ยน้ำ 76, 142สารตัวเติม 63, 66, 68, 70, 76, 144, 147, 169, 175เรโชปุ๋ย 91, 104-105, 115, 151, 166, 168, 202-203ความต้านทานต่อการบีบกด 145-146สมบัติการร่วนไหลอิสระ 150สมบัติความเข้ากันได้ 145สมบัติการแยกตัวของแม่ปุ๋ย 144-145, 147-148สมบัติการจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง 145, 147-148 ผผลิตภาพของดิน 1, 161, 192, 214, 217, 244แผ่นแข็งปิดผิวหน้าดิน 45, 62, 129, 155-156, 172-173, 181-182, 195 ฟฟอสโฟยิปซัม 45, 62-63, 68-70, 82, 129, 172-174, 182, 195-196, 198 ฟอร์เมธทาเนต 210ฟลูมิโอซาซิน 206, 267ฟิโปรนิล 210
- 287 -มเมทาลาซีล 208แมลงศัตรูมันสำปะหลัง 55, 118, 157เพลี้ยแป้งสีชมพู 157-158, 209-210, 213เพลี้ยหอย 193, 209-210, 263, 267 แมลงหวี่ขาว 209แมลงนูนหลวง 209ไรแดง 209-210, 269ปลวก 209-210ยยิปซัม 45, 62-64, 68-70, 81-82, 129, 156, 172-174, 182, 195-196, 198, 279, 287 รโรคมันสำปะหลังโรคใบใหม้ 206โรคใบจุดสีน้ำตาล 206โรคแอนแทรคโนส 206โรครากและหัวเน่า 207โรครากปม 206โรคใบด่าง 1, 157-159, 191-192, 206-208, 212-213พันธุ์ต้านทาน อิทธิ1, อิทธิ2, อิทธิ3 158, 191-192, 208 พันธุ์ทนทาน 158, 192, 208ลไลม์ ซัลเฟอร์ 82, 121, 198ลีโอนาไดต์ 53ลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืชแบบซ่อนเร้น12, 130, 169, 181-182ววิธีการทดสอบเนื้อดินโดยการปั้นดิน 166วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน 130วิธีการสังเกตลักษณะอาการขาดธาตุอาหารพืช 8-9, 11-12, 25, 34-35, 42, 66-67,116-117, 123-131, 136-137, 140-141, 153-154, 157, 172, 174, 185, 212วิธีการวิเคราะห์ดิน 2, 7, 11-13,17 -18,22-23, 26, 30-32,42, 50-52,54, 59-60,67-68,74,80-82,85, 88-89, 94-95,100-103,108-109, 113-114, 130-131,134, 136-137, 139-141, 157, 167
- 288 -วิธีการวิเคราะห์พืช 2, 7, 11-12, 24-33, 43, 52, 60, 68, 74, 81-82, 85, 89, 95, 101-103, 109, 114, 130-131, 134, 137, 139-141วิธีการทดสอบทางชีวภาพ 2, 3, 7, 30-32, 35, 44, 53, 61, 69, 74-75, 82, 90, 95-96, 101-103, 110, 114, 130-130,137-141, 181, 214วิธีการประเมินแบบบูรณาการ 32-34, 44, 52-53, 60-61, 68-69, 75, 82, 90, 95-96,102-103, 114, 140-141สสารปูนไลม์ 49, 53, 57, 62, 65-66, 68-69, 70, 72, 84, 87, 92, 97-999, 106, 112,121, 123-125, 128-129, 154-156,172, 182, 198ออันตรกิริยาระหว่างธาตุอาหารพืชในดิน 119-120อันตรกิริยาที่เป็นปฏิปักษ์กัน 38, 71, 120-121อันตรกิริยาที่เสริมฤทธิ์กัน 86, 120อัตราส่วนของมูลค่าต่อต้นทุน (วีซีอาร์) 160-161
- 289 -IndexBbiochar compost 45biological test 2, 3, 11, 30, 35, 74, 81, 85, 102, 137, 140-141, 181, 214, 264Cchlorosis 8-10, 39, 107, 141chisel plow 44, 208chlopyriphos 210critical value of plant nutrients 13, 23,28, 30cassava diseasesCassava Mosaic Disease (CMD) 191-192,207-208CMD-resistant lines 191, 208CMD-tolerant varieties 192, 208Anthracnose 206bacterial blight 118, 207brown leaf spot 207root rot and tuber rot 207 chemical fertilizersbulk blending fertilizer 63, 66, 70, 76, 79,142-143, 147-149, 163, 169, 175,202granulated-mixed fertilizer 76, 142-143,147, 170, 175, 202straight fertilizer 142-143, 162 mixed fertilizer 142-143, 162incomplete fertilizer 142complete fertilizer 142, 163compound fertilizer 143, 164, 175 controlled release fertilizer 143 slow released fertilizer 143fast release-soluble fertilizer 143nano fertilizer 143premium grade-fertilizer 175fertilizer ratio 91, 104, 115, 151, 168 filler 63, 66, 68, 70, 76, 144, 147, 169, 175caking 145, 147-149 crushing strength 145-146free flowing property 145, 148fertilizer compatibility 145segregation of fertilizer 144-145,147
- 290 -steam granulation process-fertilizer 152ammonium phosphate based-formulation170 nitrophosphate based-formulation 170fluid fertilizer 76fertilizer usagesources 142rates 152timing 162methods of applicationsoil application 110localized placement 54, 61, 76, 90,104, 159, 165banding method 61, 76, 90, 113-115,158, 178, 202broadcasting method 62,76,82,113,178stake treatment 115, 180foliar application 76, 84, 180fertigation method 98, 101Ddenitrification process 26, 37dicofol 210dynamic penetrometer 194EENSO (El Nino Southern Oscillation) 187-190Fferrolysis process 1, 127flumioxazin 206, 267formetanate 210fipronil 210Ggypsum 45, 62, 172glufosinate 206Hharvest index 117hidden hunger 12,99,130,169,181-182 humic acid 126, 177Iinterveinal chlorosis 9-10, 73, 87, 93, 99,117, 140