The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nirandorn Lerdwiraphol, 2025-12-02 23:00:00

การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์

การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์

Keywords: กิจการคณะสงฆ์, การบริหาร

การศึกษาอิสระทางการบริการกิจการคณะสงฆ์(Independent Study on Sangha Administration)พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร.พระมหาโยธิน โยธิโก รศ.ดร.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขตขอนแก่น


หลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.)ตำราเรียน การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ผู้เขียน พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร. พธ.บ. ศษ.บ. ศศ.ม. Ph.D พระมหาโยธิน โยธิโก รศ.ดร. ป.ธ.๙ พธ.บ. ศศ.ม. อ.ม. พธ.ด. ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติNational Library of Thailand Cataloging in Publication Dataพระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร. พระมหาโยธิน โยธิโก รศ.ดร.การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์-- ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น, 2568.178 หน้า.1.การศึกษาอิสระทางปกครองคณะสงฆ์. I. ชื่อเรื่อง.ISBN *** - *** - *** - *** - *ลิขสิทธิ์ตำราเรียนเล่มนี้เป็นของผู้เขียน ห้ามลอกเลียนแบบใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากมีหนังสือขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นแบบปก นิรันดร เลิศวีรพล พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๖๘จำนวนพิมพ์ ราคาเล่มละ ๒5๐ บาทพิมพ์ที่ เอมี่ ก๊อปปี้ เซ็นเตอร์ ๘๘/๒๗ ถนนเหล่านาดี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ๔๐๐๐๐โทรศัพท์ ๐๔๓ ๓๐๖ ๘๔๕ โทรสาร ๐๔๓ ๓๐๖ ๘๔๕ E-mail: [email protected]


คำนำเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ทรงปกครองพระสงฆ์โดยลำพังพระองค์เพียงผู้เดียว โดยใช้หลักธรรมาธิปไตยซึ่งเป็นการถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ พระองค์ทรงแสดงธรรมและทรงบัญญัติพระวินัย เป็นเครื่องมือในการปกครองพระภิกษุสงฆ์ และหากเกิดปัญหาขึ้นในหมู่พระสงฆ์ ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยพระองค์ หลังพุทธปรินิพพาน ทรงมอบพระธรรมวินัยให้เป็นศาสดาสืบแทนต่อจากพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว โดยต้องยึดถือธรรมาธิปไตยหรือความถูกต้องเป็นหลักสำคัญนั้น นับเป็นจุดแรกเริ่มของการแบ่งออกคณะสงฆ์ออกเป็นฝ่ายเถรวาทกับอาจริยวาท ต่อมาก็เป็นหินยาน หรือทักษิณนิกาย กับมหายานหรืออุตตรนิกาย งานปกครอง ถือว่าเป็นงานนำและเป็นงานละเอียดอ่อนยิ่งกว่างานทั้งหลาย และเป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ต้องคอยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ถ้างานปกครองดำเนินไปอย่างใดงานอื่น ๆ ก็จะดำเนินไปอย่างนั้น ถ้างานปกครองดำเนินไปไม่ได้งานบริหารลักษณะอื่น ๆ ก็จะดำเนินไปไม่ได้เช่นกันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพพระสังฆาธิการให้สามารถบริหารจัดการทั้ง 6 ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาศักยภาพช่วยสร้างความรัก ความเชื่อมั่น และความเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คณะผู้บริหารสงฆ์ จึงได้จัดทำหลักสูตรการอบรมระยะสั้น มีการจัดประชุม อบรม สัมมนา ให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นเร่งด่วน ผ่านหลักสูตรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นด้านการบริหารกิจการคณะสงฆ์เพื่อการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็น เช่น ทักษะด้านการปกครอง การวางแผน การสื่อสาร และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนพระสังฆาธิการต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล วิธีการทำงานที่แน่นอน ชัดเจน ทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร มีการกำหนดแผนในอนาคตระยะสั้น ระยะยาว เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานและวิชาต่าง ๆ ที่เหมาะสม มีการอบรมส่งเสริมการพัฒนาเพื่อส่งเสริมศักยภาพของพระสังฆาธิการ หรือหลักสูตรต่าง ๆการพัฒนาศักยภาพพระสังฆาธิการ จำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม การเรียนรู้ การปรับตัว การพัฒนาองค์กร และการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของคณะสงฆ์และองค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย ให้เกื้อกูลต่อการทำงานของคณะสงฆ์ทั้งปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยภายนอกองค์กร ที่จะเป็นส่วนสนับสนุนให้คณะสงฆ์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคมได้อย่างเหมาะสม


(๒) คำนำหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญในระบบการจัดการเรียนที่มีคุณภาพและให้เป็นไปตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย จึงจัดทำผลงานทางวิชาการเผยแผ่เป็นตำราเรียนรายวิชา การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๙ บท คือ บทที่ ๑ หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการทางสังคม บทที่ ๒ กลยุทธ์ในการบริหารวัด บทที่ ๓ การปกครอง บทที่ ๔ การศาสนศึกษา บทที่ ๕ การศึกษาสงเคราะห์ บทที่ ๖ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา บทที่ ๗ การสาธารณูปการ บทที่ ๘ การสาธารณสงเคราะห์ บทที่ ๙ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์เพื่อให้มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา ดังปรากฏชัดแจ้งแล้วในเล่มนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตำราเรียนฉบับนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านวิชาการแก่อาจารย์ผู้บรรยาย นิสิต และผู้สนใจได้เป็นอย่างดี (พระราชพัฒนวัชรบัณฑิต รศ.ดร.)รองอธิการบดีวิทยาเขตขอนแก่น รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาสวัดธาตุ พระอารามหลวง


สารบัญบทที่ 1 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการทางสังคม 1บทที่ 2 กลยุทธ์ในการบริหารวัด 25บทที่ ๓ การปกครอง 4๑๓.๑ ความนำ 4๑๓.๒ ความหมายของการปกครองคณะสงฆ์ 4๒๓.๓ สมณศักดิ์กับการปกครองคณะสงฆ์ 4๔๓.๔ ความสัมพันธ์ระหว่างสมณศักดิ์กับตำแหน่งพระสังฆาธิการ ๔๗๓.๕ การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ ๔๙ ๓.๕.๑ การรับสมาชิกเข้าองค์กร 5๐ ๓.๕.๒ การทำสังฆกรรม 5๐ ๓.๕.๓ การบริหารงานปกครอง 5๑ ๓.๕.๔ การตัดสินอธิกรณ์และการระงับอธิกรณ์ 5๔๓.6. เลขานุการผู้สนองงานเจ้าคณะผู้ปกครอง 5๕๓.7 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ๕๗๓.8 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 61๓.9 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ 6๔๓.10 มาตรการเสริมการปกครองของคณะสงฆ์ให้มีความเรียบร้อยดีงาม 67๓.๑1 แนวทางการพัฒนางานด้านการปกครอง 7๐บทที่ 4 การศาสนศึกษา 7๑๔.๑ ความนำ 7๑๔.๒ ความหมายและความสำคัญของการศาสนศึกษา ๗๒๔.๓ การศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในอดีต 7๔๔.๔ การศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน ๗๖ ๔.๔.๑ พระปริยัติธรรม แผนกธรรม ๗๘๔.๔.๒ พระปริยัติธรรม แผนกบาลี ๗๙๔.๔.๓ พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 8๒๔.๔.๔ การศึกษาระดับอุดมศึกษา 8๓๔.๕ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ 8๕๔.๖ แนวทางการพัฒนางานด้านการศาสนศึกษา ๘๖


(๔) สารบัญบทที่ ๕ การศึกษาสงเคราะห์ ๘9๕.๑ ความนำ ๘๙๕.๒ ความหมายและความสำคัญของการศึกษาสงเคราะห์ ๘๙๕.๓ รูปแบบการศึกษาสงเคราะห์ ๙๐๕.๔ พัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ 9๓๕.๕ การบริหารงานด้านการศึกษาสงเคราะห์ 9๕๕.๖ ภารกิจของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ ๙๗๕.๗ แนวทางการพัฒนางานการศึกษาสงเคราะห์ ๙๘บทที่ ๖ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา 10๑๖.๑ ความนำ 10๑๖.๒ ความหมายและความสำคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 10๑๖.๓ พัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 10๓๖.๔ หลักการสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 10๕๖.๔.๑ เนื้อหาในการเผยแผ่ 1๐๖๖.๔.๒ บุคคลผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ 10๖๖.๔.๓ ผู้รับการเผยแผ่ 1๐๗๖.๔.๔ วิธีการเผยแผ่ 1๐๗๖.๕ รูปแบบการการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 1๐๘๖.๖ การบริหารงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 1๐๙๖.7 กิจกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสมัยใหม่ 11๔๖.8 ยุทธศาสตร์การทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา 11๕๖.๙ แนวทางการพัฒนางานด้านการเผยแผ่ 1๑๖บทที่ ๗ การสาธารณูปการ 1๑๙๗.๑ ความนำ 1๑๙๗.๒ ความหมายและความสำคัญของการสาธารณูปการ 1๑๙๗.๓ ประเภทงานการสาธารณูปการ 12๑๗.๔ การบริหารงานด้านการสาธารณูปการ 12๒๗.๕ การควบคุมและส่งเสริมการสาธารณูปการ 12๕๗.๖ แนวปฏิบัติสำคัญในการบริหารงานด้านสาธารณูปการ 1๒๖๗.๖.๑ การก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ 1๒๖๗.๖.๒ การพัฒนาวัด 1๒๗


สารบัญ (๕)๗.๖.๓ การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด 1๒๙๗.๖.๔ การดูแลรักษาและจัดการเกี่ยวกับที่ตั้งบริเวณวัด 1๒๙๗.๖.๕ การขอเงินอุดหนุนบูรณปฎิสังขรณ์วัด 13๐๗.๗ แนวทางการพัฒนางานด้านการสาธารณูปการ 13๓บทที่ ๘ การสาธารณสงเคราะห์ 13๕๘.๑ ความนำ 13๕๘.๒ ความหมายและความสำคัญของการสาธารณสงเคราะห์ 1๓๖๘.๓ แนวคิดการบริหารงานด้านสาธารณสงเคราะห์ 1๓๗๘.๔ การบริหารงานด้านสาธารณสงเคราะห์ 1๓๙๘.๕ บทบาทของวัดในงานด้านสาธารณสงเคราะห์ 14๑๘.๕.๑ ด้านการพัฒนาจิตใจประชาชน 14๒๘.๕.๒ ด้านการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน 14๔๘.๕.๓ ด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม 1๔๖๘.๖ วิสัยทัศน์การบริหารงานสาธารณสงเคราะห์ 1๒๗๘.๗ แนวทางการพัฒนางานด้านการสาธารณสงเคราะห์ 15๐บทที่ ๙ การบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 15๓๙.๑ ความนำ 15๓๙.๒ ความหมายและความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรในองค์กร 15๔๙.๓ กระบวนการและวิธีการพัฒนาบุคลากร 1๕๖๙.๔ การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 1๕๖๙.๕ การพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 1๕๙๙.๖ ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการคณะสงฆ์และองค์กรพระพุทธศาสนา 16๒๙.๗ ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ 16๔๙.๘ ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาพระสังฆาธิการ 16๕ ๙.๘.๑ ระดับจังหวัดและองค์กร 1๖๖ ๙.๘.๒ ระดับนโยบาย 1๖๖ ๙.๘.๓ ระดับเชิงปฏิบัติ 1๖๘บรรณานุกรม 17๑


(๖) สารบัญ


พระพรหมบัณฑิต บทที่ ๑ หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคมพระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. ราชบัณฑิตอุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย https://www.youtube.com/watch?v=sfbVG4Z6I8Yขอเจริญพร ถ้าท่านผู้บริหาร คณาจารย์ แม่ และผู้เข้าศึกษาเนื้อหาในหลักสูตรการจัดการทางสังคมของ มศว. แต่ละท่าน ผู้สนใจในธรรมทุกท่าน มีเรื่องที่จะปรารภในวันนี้ คือหลักการพระพุทธศาสนา หรือหลักธรรมะกับการจัดการทางสังคม โดยเฉพาะในหลักสูตรปริญญาเอกที่กำลังพูดคุยกันนี้ ก็เป็นแค่รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ในบ้านเมืองเรา ก็อาจจะไม่ค่อยคุ้นกัน แล้วแต่ในภาพกว้างระดับนานาชาติ เรื่องการจัดการทางสังคม เป็นมิติสำคัญที่จะขับเคลื่อนโลกของเรานี้ซึ่งเป็นการริเริ่มโดยองค์การสหประชาชาติว่าในปีค.ศ. 2030 เราจะต้องบรรลุถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDG) และภาคส่วนที่จะช่วยขับเคลื่อนโลกทั้งใบให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ก็คือภาคประชาสังคม (The Civil Society) ซึ่งการจัดการทางสังคมที่เราปรารภถึงนี้(Social Management) เป็นการจัดการองค์กรภาคประชาสังคมเป็นหลัก เรามีการจัดการภาครัฐ (Public Sector) คือภาคราชการ มีระบบข้าราชการ (Bureaucracy) เรามีการจัดการภาคธุรกิจเอกชน (Private Sector) ตอนนี้กำลังมาพูดถึง Social Management การจัดการทางสังคม โดยรวมกันใน 3 ส่วนนี้ องค์กรภาคประชาสังคมมี 3 ส่วนนี้ก็จะช่วยกันขับเคลื่อนผลักดันโลกใบนี้ไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างไร ตัว SDG ขององค์การสหประชาชาติ ก็ให้ความสำคัญตรงนี้ ซึ่งแต่ละภาคจะมีแรงจูงใจ มีเป้าหมายต่างกัน แต่ถ้าเป็นภาครัฐก็มุ่งอำนาจ ภาคธุรกิจเอกชนก็มุ่งมีผลประกอบการรายได้ มีส่วนแบ่ง และภาคประชาสังคมมุ่งมีผลสัมฤทธิ์ที่เป็นความเจริญของสังคม ดังนั้น แรงจูงใจในการบริหารในการจัดการ มันจึงต่างกัน ในส่วนของภาคประชาสังคม (Civil Society) นี่ จะมีเรื่องของจิตอาสาเป็นหลักตามคำนิยามขององค์การสหประชาชาติว่าองค์กรภาคประชาสังคมเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐ (non-State) และไม่ใช่เพื่อผลกำไร (non-profit) แต่เกิดมาจากจิตอาสา จิตที่เป็นมุ่งหวังความดีส่วนรวม เกิดจากการรวมตัวของประชาชนในภาคประชาสังคม ซึ่งก็แยกจากภาครัฐ และภาคธุรกิจ อันนี้ตามคำนิยามของยูเอ็นเพราะฉะนั้น CSO ก็คือ Civil Society Organizations จึงรวมทั้งองค์กรที่มาจากชุมชน แล้วก็รวมไปถึงองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ NGOs ซึ่งบางอย่างเราก็ไม่อยากจะให้มาอยู่ในกลุ่มนี้ แต่ว่าทั้งหมดนี้ไปด้วยกัน แต่ที่อาตมาพูดเข้าไปเกี่ยวข้องก็คือ FBO (The Faith - Based Organization) เป็นองค์กรที่มีสัมพันธ์กับศรัทธาในศาสนา นานาชาติเรียกว่า FBO ก็คือองค์กรที่เกี่ยวพันกับคุณค่าทางศาสนา องค์กรการกุศลทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็น FBO จากศาสนานั้นศาสนานี้ แม้กระทั่งพระพุทธศาสนา องค์กรอาสาสมัครต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจิตอาสาในบ้านเรา ก็จะอยู่ในเรื่องขององค์กรภาคประชาสังคม อันนี้พูดตามไกด์ไลน์ที่ที่ยูเอ็นเขากำหนด ว่าอยากจะให้มีภาคนี้ช่วยบริหารจัดการ ให้กิจการของโลกใบนี้ก้าวไปสู่เป้าหมาย ก็เพราะฉะนั้น กิจการการกุศลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ ในช่วงโควิด ช่วงน้ำท่วม บ้านเรา ก็จะเห็นมูลนิธิเพื่ออะไรและภาคประชาสังคมมากมายออกมามากมาย ทั้งศาสนาด้วย ในต่างประเทศ ก็จะมีองค์กรมูลนิธิระดับนานาชาติ อย่าง Lion, Rotary ก็อยู่ในภาคประชาสังคมเอง ซึ่งในส่วนตัวนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับภาคประชาสังคมของสหประชาชาติ ก็คือมีการได้ไปทำงานเป็นผู้นำองค์กรที่


2 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต เป็นองค์กรที่ปรึกษาพิเศษของสหประชาชาติโดยอาตมาเป็นประธานของ ICDV (International Council for the Day of Vesak) ที่จัดงานวิสาขบูชาโลกนี้ เราได้รับการ recognize (การรับรอง) จาก United Nation สหประชาชาติให้มีสถานะเป็นองค์กรที่ปรึกษาพิเศษของสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา เพราะว่าเราจัดงานวิสาขบูชาโลก แล้วก็ในประเทศไทย ก็จัดที่ UN ESCAP ก็เริ่มจากที่เราไปจัดที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติที่นิวยอร์ก มาตั้งแต่ปี 2004 มาแล้ว ก็จะจัดมาตลอด แล้วไปจัดที่ศรีลังกา ที่เวียดนาม แต่ปีนี้ไม่ได้จัดเลย เพราะว่าโควิด แต่ก็ส่ง message ส่งสาร ส่งวิดีโอไปในการจัดวิสาขบูชาโลกที่กรุงนิวยอร์กปีนี้ ทั้งนี้เพราะว่าองค์กรของเราเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานร่วมกับ Economic and Social Council ของยูเอ็น อันนี้ภาพนี้ที่ไปที่ยูเอ็น ที่กรุงนิวยอร์ก ก็มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรระดับโลก อันนี้มันเป็นองค์กรระดับโลกที่อาตมาเป็นประธานอยู่นี้แต่ว่าเราว่างเว้นในการจัดกิจกรรมในช่วงโควิด แต่หลังจากนี้ ก็จะต้องขับเคลื่อนกันต่อเพราะฉะนั้น หลายเรื่องที่พูดก็อาจจะเกี่ยวกับประสบการณ์ในการบริหาร ซึ่งการบริหารองค์กรภาคประชาสังคม (Social Management) ในการจัดการทางด้านสังคมนี้มันจะต่างจากตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ อาตมาเคยเป็นอธิการบดีของมหาจุฬาฯ มา 20 ปี แล้วก็เป็นผู้บริหารกิจการคณะสงฆ์ มันก็จะต่างกัน ความแตกต่างอย่างหนึ่งก็คือการจัดการทางภาคประชาสังคม (ICDV Mission) นี้มันจะต้องมีMission มีเป้าหมายที่ดึงดูดให้คนมาร่วมกิจกรรม แล้วแต่ว่าจะไปทำกิจกรรมเรื่องใด ประเด็นใด issue ใด ที่มันโดนใจคน แล้วคนก็จะมารวมกันทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตาม Mission นั้น ขอยกตัวอย่างขององค์กรของอาตมานี้ICDV นี้(International Council for the Day of Vesak) นี้แต่เวลาเราได้รับการรับรองจาก UN เขาให้Mission (พันธกิจ) 4 ด้าน ซึ่งเราก็จะต้องโฟกัสอยู่ตรงนี้ตัวพันธกิจนี้มันจะเป็นสิ่งที่จะดึงเอา Teamwork เอาคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ออกมาทำงานด้วยกัน แต่ถ้าเราขาดตัวเป้าหมาย ตัว Mission ตัวพันธกิจแล้ว คนก็จะไม่สนใจเรา ในส่วนของ Vision ของ ICDV ก็จะมี 4 เรื่อง เวลาเราจัดประชุมทั่วโลก ไม่ว่าที่ประเทศไหน เราก็จะเน้นอยู่ 4 ด้าน ตลอดเวลา 16 - 17 ปีที่ผ่านมาเรื่องที่หนึ่งก็คือเรื่อง Sustainable Development คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมันก็เข้ากับเป้าหมายของยูเอ็น SDGs อันที่สองก็คือ Climate Change เพิ่งประชุมจบไปที่ COP ที่ก๊าซโกว์ ที่อังกฤษอาตมาอาจจะมาไม่ได้ไปประชุมก็จริง แต่ว่าในนามขององค์กร Faith - Based Organization (FBO) นี้หลาย ๆ ศาสนา แล้วก็ประชุมออนไลน์กัน แล้วก็เอาไปเสนอที่โน่น เขาให้ไปด้วยก็ไม่กล้าไป ในช่วงที่เราประชุมเตรียมการกันนี้เพราะว่าปัญหาเรื่องโควิด เรื่องการศึกษา มันก็ตรงกับมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ทำอยู่ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือ Peace Building การสร้างสันติรวม 4 ข้อนี้ เราจะต้องโฟกัส อย่าให้พลาด เพราะฉะนั้น เมื่อท่านทำองค์กรใดก็ตามนี้ท่านจะต้องดูMission ดูพันธกิจ ดูเป้าหมาย ดูobjective แล้วก็สามารถในการสื่อสารให้สมาชิกและคนนอกเข้าใจ แล้วก็พร้อมที่จะมาร่วมงานกับเรา อย่างองค์กรการกุศล มูลนิธิต่าง ๆ ที่ช่วยผู้ประสบภัยเขาก็เน้นอย่างนั้นแหละ การบริจาคก็เข้ามาตรงนั้น เพราะว่าเราไม่ใช่ธุรกิจ มันเป็น non-profit organization เราไม่ได้ลงทุนทำธุรกิจ ดังนั้น ผลงานจะเป็นตัวดึงให้คนมาบริจาค มาช่วย ดังนั้น ภาวะผู้นำในการดึงคนให้มาช่วยจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างของอาตมานี้รวมเอาชาวพุทธทั่วโลก พระสังฆราช ประมุขสงฆ์ ทั้งเถรวาท มหายาน ตัว Vision ต้องชัด ตัววิสัยทัศน์ต้องชัด นอกจากพันธกิจ เพราะปกติแล้ว เราต่างคนต่างอยู่ พุทธศาสนาในประเทศไทย ในภาคใต้ของเอเชีย ลาว กัมพูชา อะไรนี้ไม่ค่อยร่วมกับทางมหายาน ทางจีน ทางเกาหลี ทางญี่ปุ่น เราแยกกัน แต่พอเราจะไปในระดับโลก เราจะต้องมาสร้างวิสัยทัศน์ว่า พระพุทธศาสนาเหมือนกับนก จะบินออกไปจากบ้านเราไปทั่วโลก มันต้องมี2 ปีกอยู่ร่วมกัน แล้วสองปีก ต้อง work in unity จะเป็นเอกภาพ ปีกมันก็ประสานกัน มันถึงจะบินไปทั่วโลกได้ นกคือ


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 3พระพรหมบัณฑิต พระพุทธศาสนา ปีกก็คือเถรวาท พุทธศาสนาในบ้านเรา แล้วก็มหายานในฝ่ายเขา แล้วสองปีกมีความสำคัญเท่าเทียมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้มันไม่มีdiscrimination (การแบ่งแยก) กัน ใครโดดเด่นกว่าใคร มันไม่เหมือนระบบการบริหาร Top Down ที่เราสั่งได้ แต่การบริหารในรูปแบบนี้แต่เป็นการรวมคน จูงใจคนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ฉะนั้น เราจะเห็นว่าคนมาด้วยความสมัครใจ องค์กรภาคประชาสังคมทั้งหลายนี้เราไม่มีอำนาจอย่างภาครัฐไปสั่งเขา และเราไม่มีเงินเป็นตัวจูงใจเหมือนภาคธุรกิจ แล้วเขามาร่วมกับเราได้อย่างไร มันจะต้องมีประเด็นที่เป็นตัวดึงเขามา อย่างเช่น ตัว Mission ตัวพันธกิจ หรือมีissue มีประเด็นใด ๆ ที่ทำให้คนมารวมเข้าด้วยกัน อย่างของ ICDV นี้มันเป็นเรื่องของการมาประชุมวิสาขะ วันพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ซึ่งเป็นวันสำคัญอย่างไร เขาก็ต้องมารวมกัน แล้วมารวมกันแล้วต้องทำกิจกรรมอะไร แต่มาแล้ว ถามว่าเขาได้อะไร นั่นคือความพึงพอใจ มาด้วยจิตอาสา เราต้องให้ความพึงพอใจตรงจิตอาสาคืออะไร คือสมัครใจทำงานเพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งอื่นใด ความประสงค์ซ่อนเร้น มันก็จะมีอยู่บ้างนะ แต่ว่าหลัก ๆ แล้วนี้มุ่งประโยชน์สุขส่วนรวม ส่วนสังคม เสียสละกัน น่ารักมาก แต่ตอนที่อาตมาทำวิสาขบูชาโลก ใช้องค์กรของมหาจุฬาฯ นี้เขาก็ทุ่มเทกันมาก นอกเวลาราชการ มีคน พระเณร ฆราวาส ช่วยกันทำงาน มีคนมาเห็นก็บอกว่า ถ้าเป็นที่มหาวิทยาลัยผมนะ ทั้งหมดเวลาราชการไม่เหลือสักคนเดียว ไปหมดแล้ว คนที่จะอยู่ก็ต้องคิดโอที นี่เขามาด้วยความสมัครใจ ถ้าไม่มีจิตอาสาอย่างนี้ ทำไม่ได้องค์กรการกุศลก็เช่นเดียวกัน องค์กรที่จิตอาสาทั้งหมดมันอยู่บนฐานนี้ แต่ในทางพุทธศาสนา เราแยกประโยชน์ออกเป็น 3 อย่างหนึ่ง อัตตัตถประโยชน์(ประโยชน์ตน) สอง ปรัตถประโยชน์(ประโยชน์ผู้อื่น) สาม อุภยัตถประโยชน์(ประโยชน์ส่วนรวม)ใครที่นึกถึงประโยชน์ตนนี้ก็ยากที่จะมาทำงานเพื่อภาคประชาสังคม (Civil Society) เขาก็จะแสวงหาของเขา มันสร้างดาวคนละดวง ทำงานแล้วคนอื่นเอาผลประโยชน์ไปหมด เขาก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้น ในองค์กรภาคประชาสังคม จะต้องทำให้คนเห็นรับรู้ว่า เราได้อุภยัตถประโยชน์(ส่วนรวม) อย่างน้อยผู้ร่วมกิจกรรมได้ความพึงพอใจ เขาได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นวัตถุปัจจัย อาจจะไม่มีมาก แต่ทางจิตใจมันสูงส่ง แล้วสิ่งที่เขาทำนั้น มันเป็นประโยชน์เกื้อกูลไพศาลต่อคนอื่นต่อไป เหมือนกับจิตวิญญาณของผู้เป็นครูบาอาจารย์พระนักเทศน์ก็เหมือนกัน วัดประยูรฯ นี้อบรมพระนักเทศน์ไปก็เกือบ 30 รุ่น ผู้จัดก็ดี ผู้จบหลักสูตรไปก็ดี ไปทำอะไร ทำงานพวกนี้แหละ มีจิตอาสา นี่แหละ ตั้งใจเทศน์ ตั้งใจสอนเพื่อประโยชน์สุขของผู้รับ message คือข่าวสารธรรมะ คุณครูบาอาจารย์ที่มีจิตอาสาเพิ่มมาจากการทำงานในตามระบบราชการ จะมีความสุขในการที่เป็นผู้ให้ใช่ไหม ให้ความรู้ ให้แสงสว่างแก่คนนี้มานั่งเตรียม Power Point เตรียมโน่น เตรียมนี่ คิดนู่น คิดนี่ ขบให้มันง่าย ให้คนเห็นนี้ถามว่าได้อะไร มีประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้รับเป็นหลัก และประโยชน์ที่ได้จากตนเองคือความสุข ความพึงพอใจ ในอุภยัตถประโยชน์อยู่ใน Civil Society ในภาคประชาสังคม ต้องเป็นอย่างนั้น เก็บความขัดแย้งในประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ของกลุ่มต่าง ๆ เอาไว้ก่อน บางครั้งก็เป็นภาคอะไร ภาคการเมือง แล้วแต่กิจกรรม นึกถึงมหาตมะคานธี เป็นเรื่องที่เราพอรู้กันดี มหาตมะคานธี ไม่ใช่เป็นผู้นำในการเป็นผู้นำทางการเมืองนะ แต่ว่ามุ่งเอกราชของอินเดียเป็นหลักจากอังกฤษ มหาตมะคานธี ไม่ใช่ผู้นำทางการเมือง แต่เป็นผู้นำภาคประชาสังคม เป็นมหาตมะ จิตวิญญาณ


4 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต ที่ยิ่งใหญ่ และจูงใจคนไปสู่เป้าหมาย แต่พอได้ผลสัมฤทธิ์คือประกาศเอกราช เขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตัวชวาหะร์ลาลเนห์รูเป็นนายกของอินเดีย นั่นเป็นภาครัฐไป เขาก็ยังเป็นเฮดฟิกเจอร์ (Spiritual Leader)ในองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหลาย การครูสอนก็ดี จิตอาสาก็ดี นี้มันมีการรวมตัวของคน จะมากหรือจะน้อยก็ตามเป็นองค์กรหลวม ๆ มันก็ต้องมีการบริหาร มีการจัดการ คนจำนวนมากที่จบการศึกษาไปนี้ไปทำงานในภาคนี้ก็เยอะ ประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นบุคลากร แม้กระทั่งเป็นนักวิชาการมันจะต้องมีการบริหาร มีการจัดการ ซึ่งการบริหารการจัดการนั้น เราเรียกว่า Management ในภาษาอังกฤษ ที่เราเรียกว่า Social Management นี้การจัดการทางสังคม ทางสังคมที่ว่านี่คือ Organizations ภาคประชาสังคม management ทั่วไปนี่ เป็นการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่นไม่ว่าภาครัฐ ภาคธุรกิจ แม้กระทั่งภาคประชาสังคม มีความหมายอย่างเดียวกัน ก็คือ Getting things done through other people มันก็มีคนอื่นมาให้ทำ แต่วิธีที่ทำให้คนอื่นทำงานนี้ ถ้าเราทำงานในกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมการปกครอง เป็นผู้บริหาร มันสั่ง Top Down มา ภาครัฐใช่ไหมเป็น Boss เป็นเจ้านาย แต่พอมาทำงานในมหาวิทยาลัยนี่ สั่งอย่างนั้นก็ไม่ค่อยได้ ถึงจะมีอำนาจให้คุณให้โทษ คณบดีก็ต้องสามารถที่จะได้รับความเคารพนับถือจากเพื่อนร่วมงาน เพราะบางทีมันก็เท่า ๆ กัน ถ้าไม่ใช่สั่งอย่างเดียว มันก็จะต้องมีภาวะผู้นำเข้ามาอีก แล้วนอกจากนี้ธรรมชาติขององค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน กับภาคประชาสังคมนี้แต่เดิมนะ วิธีคิดเดิม ๆ มันจะแยกจากกัน อันนี้คือสีฟ้า นี่ก็คือภาคธุรกิจเอกชน แล้วก็ภาพสีแดง ๆ นี้ ก็คือ Government ภาครัฐ แล้วก็สีเหลืองนี้มันเป็นภาคประชาสังคม แล้วก็มักจะถ่วงดุลกันด้วยนะ ในชนบทในอะไรที่เราเข้าใจกัน มันจะไม่มีการครอบงำกัน จะทำงานร่วมกันห่าง ๆ ตัวอย่างที่เรา เราเห็นกันทั่วไป นับจากนี้ต่อไป เขาบอกว่า เราต้องคิดใหม่ World Economic Forum ข้อเสนอว่า เราจะต้องคิดใหม่ แทนที่จะอยู่ห่าง ๆ กัน สัมพันธ์กันหลวม ๆ หรือคานอำนาจกัน ทำไม เราไม่ร่วมมือกัน ทำงานใกล้ชิดChanging Paradigm ก็คือก็เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ Paradigm ก็คือระบบความคิด การบริหารต่อไป มันไม่ใช่มุ่งแต่ข้างในองค์กรของใครของมัน บ้านใครบ้านมันคือภาครัฐ ก็ไม่ใช่ว่าสนใจแต่ภาครัฐ ไม่สนใจภาคเอกชนหรือภาคประชาสังคม สมมติว่ามหาวิทยาลัยเป็นภาครัฐอย่างนี้Stakeholders ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความสำคัญใช่ไหม ในภาคเอกชนก็ดี ภาคประชาสังคม เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยก็ต้องใส่ใจในภาคอื่นบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคม ก็จะต้องดึงพลังของภาครัฐ ดึงอำนาจของภาครัฐ แล้วดึงพลังของภาคธุรกิจมาสนับสนุนงานของตัวเอง ฉะนั้น บทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมที่จะประสบผลสำเร็จต่อไปนี้ หรือในแนวอนาคตต่อไปนี้มันจะต้องทำงานแบบภาพนี้ภาพขวามือนี้ก็คือประสานกลมกลืน บางทีก็ทาบทับกัน ไม่ใช่แยกจากกัน เพราะว่า บางคนมันสวมหมวกหลายใบนะ เมื่อเขาสวมหมวกหลายใบ เขามาทำงานในภาคประชาสังคม เขาก็ดึงเอาเอาหมวกที่เขาอยู่ในภาครัฐ หรือภาคธุรกิจนี้มาสนับสนุนส่งเสริม นี่ท่านจะได้ยินแม้แต่ที่วัดประยูรฯ ที่อาตมาเป็นเจ้าอาวาส อาตมาทำงานแบบภาพขวามือ รูปภาพขวามือ ก็คือ ซึ่งเดี๋ยวมีเวลาจะอธิบาย ก็คือที่รวมเอาสามประสานเข้าด้วยกัน 3 ประสานนี้มาแล้ว ท่านก็จะได้ยิน คำว่า 3 ประสาน รัฐบาลก็อยากจะให้ทำ 3 ประสานอยู่นี้โดยเฉพาะภาครัฐนี้อยากประสานกับอีกสองภาค ภาพสีแดงนี้นะ อยากประสานกับอีก 2 ก็เลยคิด Concept ขึ้นมา โดยเฉพาะในทางศาสนา ชุมชนทั้งหลายนี้แต่ตอนนี้มันยังหลวมอยู่ ก็ยังไม่ที่อื่นอาจจะยังไม่มีการบริหารจัดการ แต่ที่วัดประยูรฯ มีการบริหารจัดการจะยกตัวอย่างตอนท้ายคือ เรื่อง ICDV มาเป็นระดับโลกไปแล้ว เอาเฉพาะในชุมชน (Community) นี้จะเล่าให้ฟังตอนท้าย 3 ประสาน ก็คืออะไร ก็คือบ้าน ภาคเอกชน วัด มีสีเหลือง คือ วัด ศาสนา ราชการมีสีแดงคือราชการ หมู่บ้าน


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 5พระพรหมบัณฑิต วัด ราชการ เรียกว่า บวร มาทำงานด้วยกันยังไง มันจะเกิดภาพนี้ เรียกว่า บวร จากที่แยกกันนี้เราเปลี่ยนมาเป็นทำงานแบบ 3 ประสาน และก็ประสบความสำเร็จพอสมควร เดี๋ยวตอนท้ายจะเล่าให้ฟัง ในประสบการณ์ใน Local ท้องถิ่นซึ่งยากมาก เพราะว่ามันมีสามศาสนาที่ชุมชนวัดประยูรฯ รอบ ๆ ด้วยนะ วัดแทนที่จะเป็นวัดประยูรฯ เดียวนะ มีทั้งโบสถ์คริสต์ก็มาร่วมกับเรา มัสยิดก็มาร่วมกับเรา แต่มันก็เลยกลายเป็นอะไร กรณีศึกษา ที่มีคนมาทำศึกษาทำปริญญาโท ปริญญาเอก ว่ามันอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ในสังคมเมืองอย่างนี้แต่ก็เราก็บริหารโดยภาคประชาสังคมนี่แหละเพื่อให้เกิดภาพขวามือ อันนี้ก็คือประสบการณ์อีกนะแนวคิดทางพุทธศาสนา ถ้าเราไม่ได้มองการบริหารเป็นการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น เรามองการบริหารจัดการแบบพระพุทธเจ้า ในภาษาบาลีเขาเรียกว่า ผู้นำหรือผู้บริหารจัดการนี้อลัง กาตุง (ลงมือทำเองด้วย) อยู่ในภาครัฐนี้ท่านอาจจะสั่งลงมาในฐานะเป็น CEO ท่านกำหนดนโยบายของภาคธุรกิจ แต่ในฐานะผู้จัดการ ประธานมูลนิธิ ประธานกรรมการ มันจะสั่งอย่างนั้นไม่ได้ ทุกคนจะต้องมีจิตอาสา ต้องลงทุนลงแรงมาร่วม มีส่วนร่วม เราเรียกว่า อลัง กาตุง (ทำเองด้วย) อลัง สังวิธาตุง (จัดการให้คนอื่นทำด้วย) หรือด้วย Mobilization ระดมคนเข้ามา ท่านอย่าไปคิดแต่เพียงว่า เออๆ สั่ง สั่ง ๆ อย่างนั้น ท่านต้องมีศิลปะในการจูงใจ จูงใจคนองค์กรทางศาสนาเกิดจากภาวะผู้นำ มีสองคำนี้แหละ ถ้าไม่มีสองคำนี้ พระพุทธศาสนาเกิดไม่ได้ พระพุทธเจ้านี้อยู่ในวรรณะกษัตริย์ เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ อยู่ในภาคอะไร ภาครัฐใช่ไหม แล้วออกผนวชทิ้งอำนาจวาสนาสมบัติทั้งปวง ภาคธุรกิจอะไรหมดเลย แล้วออกมาอยู่นอกภาคธุรกิจ นอกภาครัฐ มาสร้างองค์กรภาคประชาสังคมขึ้นมา สมัยนี้เขาเรียก FBO นั่นแหละ Faith Based Organization จะบริหารแบบเป็นเจ้าชายก็ไม่ได้โดยพุทธศาสนานี้แต่งตั้งคณะสงฆ์ขึ้นมา สังฆะนี้ให้สงฆ์เป็นใหญ่ สมัยโน้นมีที่ไหน ที่พระราชาบอกให้อำนาจคณะรัฐมนตรี ให้อำนาจสภาไม่มี แต่พุทธศาสนานี้ก็เหมือนกับต้นแบบของภาคประชาสังคม แล้วพระพุทธเจ้าก็นอนกลางดิน กินกลางทราย 45 ปี ออกเทศน์ ออกสอนประชาชน ไม่ใช่แต่ส่งคณะสงฆ์ ส่งพระสาวก พระสารีบุตรมุ่งหน้าไปสอนอย่างเดียว พระองค์ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ คือเทศน์สอนทุกวัน นั่นคือ อลัง กาตุง ทำเป็นแบบอย่าง แล้วในบทเทศนา แล้วก็แสดงมีวิสัยทัศน์ จูงใจให้คนเกิดศรัทธา อยากจะไปสู่เป้าหมายเดียวกัน อลัง สังวิธาตุง จัดการให้คนอื่นทำ เพราะมีคณะสงฆ์ ตอนแรกมีอยู่องค์เดียว แล้วก็มีอยู่ 5 ปัญจวัคคีย์พรรษาแรกมี 60 รูป 60 รูป เวลาส่งไปประกาศพระศาสนานี่ออกพรรษานี้ก็จะตรัสว่า จรถะ ภิกขเว จาริกัง เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนเป็นอันมาก คือ พันธกิจ วิสัยทัศน์ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตัวเอง นี้ประชาสังคมชัดเลย เป็นจิตอาสา จรถ ภิกขเว จาริกัง พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ แปลว่า เพื่อหิตะ เพื่อประโยชน์สุขของพหูชน และโลกานุกัมปายะ เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เป็น Mission ของจิตอาสาภาคประชาสังคมชัด ๆ เลย 60 องค์ เดี๋ยวนี้คำนี้จรถ ภิกขเว จาริกัง นี้เป็น Motto เป็นสโลแกนของพระธรรมทูตทั่วโลก ที่เราส่งไปเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข We come in peace ไปประเทศไหนบอก เรามาเพื่อประโยชน์สุขของพวกท่าน ไม่ใช่มาเปลี่ยนศาสนา มาเพื่อให้ทำเองก็ได้ จัดการให้คนอื่นทำอะไร จากการสร้าง model สร้างต้นแบบอย่างนี้ แล้วพอจากกันไป หลังจากนั้นไม่นาน ไปจนถึงวันเพ็ญกลางเดือน 3 ถัดมา หลังจากการตรัสรู้ได้ 9 เดือน ออกพรรษาไปได้ไม่กี่เดือน พระที่ไปเป็นดาวกระจายนี้ได้ลูกศิษย์เอามาให้มาเบิกตัวได้ 1,250 รูปเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด พอมีเยอะขึ้นมา ที่นี่ต้องมากำหนด Mission ให้ชัดเจน เป้าหมายให้ชัดเจนมิเช่นนั้น จะสอนไปคนละทางกัน จึงมีการประชุมใหญ่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ในวันมาฆบูชาที่เราจะฉลองเหมือนกันทุกวันนี้ แล้วพระเจ้าก็ได้ทรงกำหนดธรรมนูญในการเผยแผ่ศาสนา ที่เราเรียกกันว่าโอวาทปาติโมกข์ มีคำสอนที่เป็นหลักเป็นประธาน ที่ทุกคนจะต้องสอนให้เหมือนกัน ปฏิบัติเหมือนกันที่เรา


6 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต มาบอกว่า พระพุทธศาสนาสอนอะไร พุทธศาสนาสอนอยู่ 3 ประโยค ได้แก่ สัพพปาปัสสะ อกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) ทุกคนต้องสอนเหมือนกันหมด กุสลัสสูปสัมปทา (ทำดีให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ทำจิตให้ผ่องใส) เกิด Pattern เดียวกัน มีเป้าหมายคืออะไร นิพพานัง ปรมัง วทันติพุทธา ไปสู่นิพพาน แล้วผู้ไปเผยแผ่ไปทำยังไง ถ้าเขาไม่นับถือศาสนา จะใช้อาวุธสงคราม ไปขู่เข็ญ บีบคั้น ทำไหม ไม่อยู่ในโอวาทปาติโมกข์บอก อนูปวาโทอนูปฆาโต อย่าไปด่าเขา ถ้าเขาไม่นับถือเรา อนูปฆาโต อย่าไปเข่นฆ่า ประหัตประหารให้เขาเปลี่ยนศาสนาจึงเป็นที่มาว่า We come in peace ถ้าท่านไปดูเลยในโอวาทปาติโมกข์ ที่เราฉลองในวันมาฆบูชา ณ 9 เดือนหลังจากการตรัสรู้กำหนด อลัง สังวิธาตุง กำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดพันธกิจ กำหนดอะไรไว้หมดเลย เราจะเรียกโอวาทปาติโมกข์ปาติโมกข์แปลว่า ประทานโอวาทคำสอนที่เป็นหลักเป็นประธาน ทำให้เกิดอัตลักษณ์ของพุทธศาสนา มาจนทุกวันนี้ เป็นศาสนาแห่งสันตินั่นเอง เพราะทำตามนั้น ฉะนั้น การบริหารการจัดการแบบนี้ ผู้บริหารต้องมีลักษณะ 3 ประการเป็นคุณลักษณะของผู้จัดการ 3 ประการ คือ ข้อ ๑ จักขุมา มองการณ์ไกล อย่ามองใกล้ๆ จักขุมา แปลว่า มีปัญญาจักษุ มองกันไกล มองอนาคต มองภาพรวม มองภาพกว้าง เชื่อมโยง อย่าไปเอาเฉพาะตัวคนเดียว หรือองค์กรของตัวเองมองนอกองค์กรด้วย จักขุมา เวลาพระพุทธเจ้าสอนพระสงฆ์ เปรียบเทียบเหมือนกับนักบริหารผู้จัดการภาคธุรกิจนี้ก็ไม่ได้ ภาครัฐ และภาคธุรกิจ พ่อค้าหลวง พ่อค้าในสมัยก่อนจะไปค้าขายต่างเมืองนี้ไปเป็นกองคาราวานนี้เส้นทางสายไหม เราจะเห็นไหม เพื่อความปลอดภัยและเพื่อความคุ้มค่านี้เป็น 500 เล่มเกวียนไปพร้อมกันเลย แต่มันต้องมีระบบจัดการในกองเกวียน ว่าจะไปซื้อของที่ไหน ในฤดูกาลไหนได้ถูก เอาไปขายเมืองไหนได้แพง นี้มองล่วงหน้า นี่เรียกว่า จักขุมา ผู้มีปัญญาจักษุมองกันไกล เชื่อมโยงเป็นระบบ ข้อ 2 วิธูโร คือ จัดการธุระได้ดี(เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) บริหารกองเกวียน จัดการนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ข้อแรกนี้บอกเป้าหมาย ทิศทาง จูงใจคน อันที่ 2 บริหารจัดการได้ทั้งหมดทั้งดูสินค้าได้ว่าสินค้าเช่น ขายเพชร ก็จะรู้ว่าเพชรแท้หรือเพชรเทียม และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือข้อ ๓ นิสสยสัมปันโน แปลว่า มีที่พึ่งคนอื่นได้พูดง่าย ๆ ว่า นิสัยดี มนุษยสัมพันธ์ แต่ถ้าท่านไม่มีมนุษยสัมพันธ์Teamwork มันก็ไม่เกิด ถึงแม้จะไม่มีTeamwork แต่ถ้าท่านจูงใจคนเข้ามานี้แต่มันก็จะเกิดมีนิสสยสัมปันโน มีนิสัยดี มีมนุษยสัมพันธ์ มนุษยสัมพันธ์ดี แปลว่า คนเชื่อถือ ท่านก็ต้องมีวิสัยทัศน์ Ia cocca ตอนมาฟื้นฟูบริษัท ไครสเลอร์ที่กำลังจะล้มละลาย เขามีผลงานเป็นที่เชื่อถือแล้ว ก็ประกาศว่า เอาเงินเดือนทั้งหมดของพวกคุณด้วยมาเป็นหุ้น เพราะตอนนี้ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน เอามาเป็นหุ้น ผมเองรับเงินเดือนปีละ 1 เหรียญ Ia cocca เขาฟื้นไครสเลอร์ขึ้นมา แต่เขาจะต้องมีจักขุมาแผนการว่าจะฟื้นบริษัทได้อย่างไรแล้วต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร คือ วิธูโร และที่สำคัญผลงานในอดีต ความน่าเชื่อถือ Credibility (Trust) คือ นิสสยสัมปันโน มันจะต้องมีคนก็เลยทำงานเอาเงินเดือนเป็นหุ้นไปหมดเลย คือถ้าบริษัทไม่ฟื้น หุ้นก็หายไปกับสายลม โดยวิธีนี้ ฟื้นบริษัทไครสเลอร์ขึ้นมาได้ Ia cocca นั่นคือเอาไปใช้ในภาคธุรกิจ พระพุทธเจ้าบอกว่า ในภาคธุรกิจเขาทำอย่างนี้ แล้วในภาคประชาสังคม ภาคศาสนา เราก็จะต้องมีมองการณ์ไกล มีเป้าหมายของการปฏิบัติร่วมกัน เพื่ออะไร พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก แล้วทำอย่างไร วิธูระ ออกเทศน์ ออกสอน สงเคราะห์ประชาชน และสุดท้าย ไปแล้วต้องมีนิสสยสัมปันโน ทำตัวดี ให้คนเขาเกิดมีความศรัทธา ศาสนาเป็นเรื่องของความศรัทธา Faith Trust มีความศรัทธามาแล้ว รวมกลุ่มเป็นองค์กรเป็นคณะสงฆ์ พระพุทธเจ้านี้เป็นประมุขหลวม ๆ ไปอยู่ที่ไหน เมืองไหน วัดไหน ก็จะมีการรวมกลุ่ม Organization วัดนั้น ๆ


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 7พระพรหมบัณฑิต และถ้าชื่อสมาชิกนี้เขามีความสนใจเฉพาะด้าน ก็ตั้งหัวหน้าองค์กรที่เครือข่ายองค์กรที่เป็นสาขาไว้ ใครสนใจเรื่องกรรมฐาน เอาพระมหากัสสปะเป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศในด้านกรรมฐาน เพราะฉะนั้น ในสายกรรมฐาน ก็จะเกิดขึ้นต่อกัน เป็นสายๆ เชื่อมกัน อย่างหลวม ๆ ในสายบริหารก็ได้ พระโมคคัลลานะ อยู่ในสายนักเทศน์ นักสอนก็ได้พระสารีบุตร เป็นเอตทัคคะ 80 องค์เรียกว่า อสีติมหาสาวก กระจายกัน แล้วก็มีวัดมีอะไรต่าง ๆ เป็นคณะสงฆ์ตัดสิน ไม่ต้องมาเดือดร้อนผู้ที่ดูแลมันหลวม ๆ นั่นแหละ คือการบริหารจัดการ ฉะนั้น บทบาทของผู้จัดการที่สำคัญมากก็คือจักขุมา จักขุมานั้นจะช่วยให้ทำหน้าที่อะไร คือกำหนดเป้าหมาย ตัวจักขุมา จักขุแปลว่าดวงตาใช่ไหม เวลาเห็นภาพเขา ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Vision แล้วมาบัญญัติว่า วิสัยทัศน์ นั่นคือวิสัยทัศน์ของผู้นำ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่มีจักขุมาหรือปัญญาจักษุ ถ้าขาดปัญญาจักษุ ท่านจะกำหนดเป้าหมายไม่ได้ จะ Motivate กระตุ้นคน ปลุก จูงใจคนได้อย่างไร จะสนับสนุนคนให้ทำงานได้อย่างไร สร้าง Teamwork ไม่ได้ มันก็นำไปสู่ความสำเร็จไม่ได้เพราะฉะนั้น ข้อหนึ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการจัดการภาคประชาสังคม ผู้นำ เราต้องการผู้บริหารจัดการที่มีภาวะผู้นำ อะไรคือความแตกต่างระหว่างผู้จัดการ (The Manager) กับผู้นำ (The Leader) ถึงแม้ในภาคธุรกิจ หรือExecutive ผู้บริหารอในภาครัฐ ภาคอะไรก็ตามนี้CEO ก็ตาม มันจะมีความแตกต่างก็คือ ผู้จัดการ หรือผู้บริหารนี้สั่งให้คนอื่นทำงานตามที่ผู้จัดการ หรือผู้บริหารต้องการ ถ้าเป็น Boss อยู่ในภาครัฐนี้อธิบดีก็ดีผู้ว่าก็ตามนี้สั่ง งานมันเดิน ก็เพราะมีพระเดชและพระคุณรางวัลและการลงโทษ แต่ในภาคนักวิชาการอย่างมหาวิทยาลัยนี้เราสั่งได้ไหม สั่งศาสตราจารย์ได้ไหมบางทีเป็นอาจารย์แล้วด้วยซ้ำ ต่อให้เราเป็นคณบดี เป็นหัวหน้าภาค เราต้องจูงใจ ยิ่งในภาคประชาสังคม มันไม่มีอำนาจเรื่องนี้เลยไม่มีเงินเป็นตัวจูงใจเหมือนภาคธุรกิจ เป็นเรื่องจิตอาสา เพราะฉะนั้น ผู้จัดการในภาคประชาสังคม องค์กรภาคประชาสังคมต้องเป็นผู้นำ คือมีจักขุมา เป็นผู้ที่ทำให้คนอื่นต้องการทำงานตามที่ผู้นำต้องการ ตัวเองมีเป้าหมาย มีวิสัยทัศน์ อยากให้เกิดอะไรขึ้น แล้วก็มีศิลปะในการจูงใจ เรื่องของศาสนา ถ้าพระพุทธเจ้าเทศน์ไม่เป็น มันไม่เกิดศาสนาหรอก แต่ที่เกิดศาสนา เพราะปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่เทศน์พระสูตรต่าง ๆ นี้รวมถึงพระไตรปิฎก 45 ปี45 เล่ม อันนั้นแหละคือ Motivation คือการจูงใจ การกระตุ้น การแนะแนวอะไรทุกอย่างเลย เพราะฉะนั้น ภาคประชาสังคมจะเหนื่อยกับการแนะ ต้องบอก ต้องกล่าว พุทธานุศาสนีคำสอน เทศน์แล้วเทศน์อีก ก็ซ้ำกันนี้ในพระไตรปิฎกมีสำหรับเยอะ แต่ว่าสอนคนละกลุ่ม นั่นคือ Motivate นั่นแหละ คือบทบาทผู้นำ และผู้นำในที่นี้ก็คือผู้นำทางจิตวิญญาณ (Spiritual Leader) ในภาคประชาสังคมนี้เราจะเห็นผู้นำที่โดดเด่นอย่างมหาตมะคานธีนี้เป็น (Spiritual Leader) ด้วย บางประเทศในภาคตะวันออก ในตะวันออกกลางก็มีผู้นำศาสนาที่มาเป็นผู้นำทางการเมือง แต่อันนั้นมันคือการผสมกัน องค์ดาไลลามะ ก็เป็น Spiritual Leader แล้วก็เป็นผู้นำทางการเมืองด้วย บางประเทศก็คือการผสมผสานภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชน ในบางแห่ง แต่ว่าในทางพุทธศาสนาแท้ ๆ ไม่มีเรื่องของอำนาจทางการเมือง ไม่มีเรื่องธุรกิจ เป็นเรื่องของการจูงใจภาวะผู้นำให้เกิดศรัทธา ในพระไตรปิฎกจะเป็นอย่างนั้น บางครั้งจะมีคนมานิมนต์พระเจ้า เราเรียกว่ามารก็แล้วกัน บอกว่าคนอดอยากยากแค้น ออกไปครองบ้านเมืองจะดีกว่า พระพุทธเจ้าบอกว่า ตราบใดที่ยังมีกิเลส มีความโลภ ต่อให้เนรมิตภูเขาเป็นทองคำ มันก็ไม่สามารถสนองความต้องการของคนได้นตฺถิ ตณฺหาสมา นที เพราะแม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี เพราะฉะนั้นช่วยกันลดตัณหาดีกว่า เพราะสนองตัณหาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เรียกว่า พอเพียง “ความไม่พอใจ จนเป็นคนเข็ญใจ พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนมี” มีภายใน มีอะไร อริยทรัพย์ทรัพย์อันประเสริฐ นี้ก็เป็นวิธีจูงใจก่อให้เกิดศรัทธา


8 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต แล้วก็องค์กรทางพุทธศาสนานี้อยู่มาได้สองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว และนี่ก็คือตัวอย่างของหลักการทางพุทธศาสนาที่เอามาใช้ในการจัดการทางสังคม ถ้าใช้เป็นรูปธรรม ก็คือใช้คำพูดของ John Maxwell ที่เขาบอกว่า ผู้จัดการนี้สั่ง \"Go\" ไป แต่ผู้นำนี้ความแตกต่างระหว่างผู้บริหาร และผู้จัดการกับผู้นำ ผู้นำจะบอกว่า \"อา ไปกันเถอะ\" แสดงว่าไปด้วยกัน เราไปด้วยกัน \"เราไปกันเถอะ\" Let's go อันนี้คือ สยัง กาตุง(ทำเอง) ก็ได้ คุณต้องลงไปคลุกไปทำ เพราะฉะนั้น หรือแม้แต่ในภาครัฐ อย่างพระนเรศวรมหาราช ท่านไม่ใช่ว่าจะสั่งให้ทหารไปรบกับกองทัพฝ่ายตรงข้าม พระองค์ก็\"Let's go\" รบด้วยกัน พระแสงดาบคายค่าย ปีนค่ายด้วยกัน นั่นคือภาวะผู้นำ มันถึงกู้เอกราชได้เพราะมันเป็นภาวะวิกฤต ต้องการผู้นำอย่างนั้น แต่ในยามปกตินี้ถ้าผู้บริหาร ถ้าผู้จัดการไม่เอาแต่สั่ง ๆ แต่ว่าลงไปรับรู้ปัญหา และ \"Let's go\" ทำงานด้วยกัน เป็น Teamwork มันก็จะแข็งแกร่ง เพราะเราเป็นตัวประสาน และรู้ปัญหาหมด เชื่อมโยงหมด ไม่ใช่ว่าอยู่บนหอคอยงาช้าง แล้วก็สั่งอย่างเดียว ความสำเร็จขององค์กรภาคประชาสังคมมันอยู่ตรงนี้ คือมีภาวะผู้นำ ที่ภาษาพระเรียกสมานัตตตา ที่ว่าวางตัวพอดีนั่นก็คือร่วมสุขร่วมทุกข์ทาน การให้ปิยวาจา พูดจาอ่อนหวาน อัตถจริยาบำเพ็ญประโยชน์ด้วยกันแล้วก็สมานัตตา ผู้นำต้องมีสมานัตตตา วางตัวพอดี เสมอต้นเสมอปลาย ร่วมสุขร่วมทุกข์กับทีมงาน มองอีกแง่หนึ่งคือ Attitude Paradigm กรอบความคิด มันสำคัญนะ สำหรับคนที่จะมาเป็นผู้นำในภาคประชาสังคมนี้ไม่ได้มาเพราะว่าเป็นพวกมือถือ ตัวเองเป็นใหญ่ แต่ถ้าเราอยากจะเป็น Boss ไปอยู่ในภาคราชการ ภาครัฐ ภาคอะไรโน่น คือตัวเองเป็นใหญ่ อัตตาธิปไตย Self - centered แต่ถ้าเป็น Self -centered นี้นำภาคประชาสังคมไม่ได้ผล อาตมาเป็นประธาน ICDV พระสังฆราชทั่วโลกมาร่วมงานนี้ถ้าใครจะไปใหญ่กว่าท่าน ในภาครัฐนี้ทั่วโลกมีประเทศ 200 กว่าประเทศนี้ใหญ่โตมโหฬาร บางประเทศเป็นมหาอำนาจ แต่ก็ให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเป็นผู้ประสาน ในภาครัฐนี้การทำงานขององค์การสหประชาชาตินี้เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ในการบริหารแบบสหชาติ ไม่มีกองทัพเป็นของตัวเอง ไม่มีอะไร เหมือนกับเชื่อมเอากองทัพ เวลาที่ประเทศไหนในโลกเกิดปัญหา ก็เอากองกำลังรักษาสันติภาพของประเทศต่าง ๆ นั่นแหละ มาเป็นของยูเอ็น แล้วก็ไปควบคุม ดูตัวอย่างของยูเอ็น นั่นคือการบริหารที่ประสานทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน ถ้าเลขาธิการสหประชาชาติDominate หมด ไม่มีใครไปร่วม UN ตอนเปิดมีการประชุม Climate Change นี้ทีวียังทำข่าวให้นายกฯ ประธานาธิบดี มากกว่าทำข่าวให้เลขาธิการสหประชาชาติ ตอนกล่าวเปิดประชุม จะมาเห็นแวบ ๆ แค่นั้นแหละ เขาวางตัวเหมือนแม่น้ำ คุณแม่น้ำยิ่งใหญ่ เพราะมันอยู่ต่ำ ที่อยู่สูง แม่น้ำโขง ฮวงโห แม่คงคา อยู่บนภูเขาสูง หิมาลัย หรืออะไรก็ตามนี้มันเล็กนิดเดียว แต่พอมันไหลมาลงสู่ที่ราบที่ลุ่ม มันรองรับหยาดน้ำ หยดน้ำจากลำธาร และห้วย คลอง หนอง บึง แม่น้ำคงคาใหญ่โตมาก อาตมาไปเห็นต้นน้ำนิดเดียว แม่น้ำโขงเหมือนกัน อยู่ในจีนก็นิดเดียว ถ้ามันอยู่สูง ถ้าวางตัวสูง มันจะไม่มีพลัง ไม่มีพลวัต มันต้องวางตัวเข้าถึงประชาชน อย่าเป็นอัตตาธิปไตย อย่ามีEgo อย่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ อย่าเป็น Self Center และก็อย่าบริหารแบบโลกาธิปไตย(คนอื่นเป็นใหญ่) หมายความว่า ไม่มีMission ไม่มีVision ไม่มีObjective องค์กรที่ขาดเป้าหมาย ขาดทิศทาง มันจะสะเปะสะปะนะ เขาเรียกว่า โลกาธิปไตย พวกมากลากไป ซึ่งพวกมากลากไปก็คือมาสมัยนี้ ยุคนี้ องค์กรนี้ไปทางนี้ คนสมัยหน้าไปอย่างเดียว มันก็เจ๋ง มันก็ล้ม ตอนแรกทำงานร่วมกันดี เพื่อเป้าหมายอย่างดี ตอนหลังพอมีผลประโยชน์ มีเงินมีทอง ทะเลาะกัน เละตุ้มเป๊ะ ลืมเป้าหมายหรือเอาเป้าหมายใหม่เป็นรับจ้างไปแล้ว โลกาธิปไตย ไม่มีหลักการ ไม่มีจุดยืน รวมคนหมู่มากจริง แต่พอโยนเงินมาให้ก้อนหนึ่ง แตกกันหมดเลย แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว เขาเรียกโลกาธิปไตย


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 9พระพรหมบัณฑิต ส่วนอีกอันหนึ่งที่เป็นอัตตาธิปไตยนี้รวมกันก็จริง แต่พอมีคนหนึ่ง Dominate วงแตกเหมือนกันองค์กรภาคประชาสังคมก็แตก ภาครัฐที่แตกชัดเจนนี้คือ กรุงโรมสมัยโรมัน สมัย Julius Caesar ตอนนั้นจะเป็นสาธารณรัฐอยู่ เป็น Republic ปกครองโดยกงสุลสองคน คานอำนาจกัน แล้วซีซาร์ขึ้นเป็นกงสุลคนเดียว Dominate หมดเลย ในสภาในบ้านเมือง จูเลียส ซีซาร์จึงถูกกบฏลอบแทงตายในสภาของจูเลียส ซีซาร์ เพราะว่าอัตตาธิปไตยมากไป ดังนั้น องค์กรหลายอย่างนี้มันเปลี่ยนไปนี้เพราะว่าไม่เป็นอัตตาธิปไตยก็เป็นโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย คือผู้นำคุมหมด โลกาธิปไตยก็คือสะเปะสะปะ แล้วแต่เอาเหยื่ออะไรมาให้ ก็สร้างดาวคนละดวง พังหมด ที่เราต้องการคือธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตย จะเห็นได้ว่าเอาเป้าหมาย เอา Mission ธรรมะคือหลักการ เป้าหมายอย่างเดียวไม่พอนะ เพราะมีเรื่อง Disiplineที่สำคัญ ถ้าไม่ใช่มีแค่ Mission ตัวเป้าหมาย ยังมีDiscipline ก็คือมีระเบียบวินัย อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรควรจะเดินหน้าไป ท่านก็รู้ถูกต้องธรรมะคือความถูกต้อง ซึ่งความถูกต้องไม่จำเป็นต้องถูกใจ แต่ถ้าถูกใจข้าพเจ้าฝ่ายเดียว ถูกต้องคือถูกใจข้าพเจ้า เราเรียกอัตตาธิปไตย ถ้าพยายามให้ถูกต้องคือถูกใจทุกคน จับปูใส่กระด้ง มันก็พัง นี่มันจะต้องมีเป้าหมายที่คุณเคยเห็นปูไหม ที่ปีหนึ่งมันจะกลับไปชายทะเลไปวางไข่ เป็นสมบัติ ไม่รู้มันมาจากไหน แต่มันมีเป้าหมายร่วมกัน ปลาแซลมอนก็เหมือนกัน ธรรมชาติมันจะกลับไปต้นน้ำที่ ที่มันเกิดในอลาสก้ามันกลับไปกัน ให้หมีขั้วโลกใครจับกินมันก็ยังไปกันนี้มันมีเป้าหมาย นั่นแหละ แล้วใครไปสั่งมา แล้วมันก็ไปทั้งหมดนี้นั่นคือธรรมาธิปไตย มีเป้าหมายร่วมกัน และมันก็ไม่แตกแถวไปไหน ก็จะไปกันนั่นแหละองค์กรมันจึงมีพลังนี้แต่มันจะเกิดจากวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Vision) วิสัยทัศน์ร่วมกัน คือธรรมาธิปไตย ในตรงนี้แหละที่ทำให้องค์กรภาคประชาสังคมนี้ได้รับพลังจากยุคดิจิทัล เพราะว่ายุคดิจิทัลนี้ก็ง่าย ๆ ถ้าเราจะเป็นอัตตาธิปไตยหรือไม่นี้ดูผลลัพธ์ของกิจกรรม กพราะว่าภาคประชาสังคมมาอยู่ที่กิจกรรมใช่ไหมล่ะ ถ้ามันมีอะไร อย่างงานวิสาขบูชาโลก มันต้องจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ถึงจะอยู่ได้ เรื่องป่าอนุรักษ์ป่าไม้มา ก็ต้องปลูกป่า ปลูกอะไรกันอยู่เรื่อย ๆ เรื่องของการช่วยสังคม น้ำท่วม ไฟไหม้ มูลนิธิ มันก็จะต้องมีภาพให้เห็น แต่เมื่อทำไปแล้วนี้ใครได้ล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เป็นเกียรติเป็นกล้อง ถ้าผู้นำได้อยู่คนเดียว เขาเรียก Win-Lose คือ ลูกน้องไม่ได้เขาเรียกว่า อัตตาธิปไตย ต้องประเมินดูก่อน ถ้าเราได้อยู่ฝ่ายเดียว ได้หน้าอยู่คนเดียว ได้เกียรติได้กล่องได้เงิน เดี๋ยวก็ไปไม่รอดโลกาธิปไตย คือลูกน้องแบ่งเค้กกัน แต่ไม่เป้าหมาย เราไม่ได้ เรา Lose เราทำไปเรื่อย อย่าลืมเป้าหมายหรือมาอาศัย อาศัยองค์กรเราหาเงินหาทองเลี้ยงชีพกันไป ตั้งขึ้นมาเหมือนบริษัท ล้มนะ ถ้ามีบริษัทจริงเป็นห้องแถวนี้หรือองค์กรห้องแถว ไปเที่ยวเรียกอะไร หาเงินหาทองมาด้วยว่าไปทำอะไร คนอื่นได้หมด แต่ผลงานไม่มี มันก็เป็นโลกาธิปไตย แต่ที่เราอยากเห็นคือองค์กรที่ Win-Win ทุกฝ่ายได้ธรรมาธิปไตยบรรลุเป้าหมายขององค์กรแล้ว แล้วทีมงานหรือสมาชิก หรือสังคมก็ได้ประโยชน์พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ นี้ก็ได้ประโยชน์เราเรียก Win-Win ฉะนั้นประเมินผล : อัตตาธิปไตย Win – Lose โลกาธิปไตย Lose – Win ธรรมาธิปไตย Win - Winในทางหลักพุทธศาสนานี้ต้องการให้การบริหารเป็นแบบธรรมาธิปไตย การบริหารแบบธรรมาธิปไตยที่ว่านี้ถ้ามันสอดคล้องกับยุคดิจิทัล คือเราใส่ใจสังคม ท่านจะเห็นว่าการบริหารภาคธุรกิจก็แล้วกัน การบริหารภาคธุรกิจแบบยุคอุตสาหกรรมนี้จะบริหารแบบ Top Down CEO ก็มีสาขาต่าง ๆบริษัทต่างๆ จากในเครือเยอะแยะหมด แล้วก็สั่งต่าง ๆ กันมา มันมีปัญหาตรงที่ว่า เดี๋ยวนี้โลกยุคดิจิทัลมันเปลี่ยนแปลงเร็ว คู่แข่งก็มี เขาเรียก Disruptive Technology มีเทคโนโลยีที่มาบ่อนทำลายความมั่นคงขององค์กรของบริษัทเรา มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทีนี้ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วนี้ข้างล่างกว่าจะรายงานมาข้างบนนี้มันช้ามาก ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายได้ทัน ไปพร้อมกัน เราเรียกว่า


10 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต อืดเป็นเรือเกลือใช่ไหม ที่ว่ามันหนักเหลือเกินกว่าจะเลี้ยวได้นี้เหมือนรถ 18 ล้อเลย ก็เห็น ๆ อยู่ข้างหน้าแล้วเสาอยู่ตรงนั้นแหละ มันเบรกไม่ได้ กำแพงอยู่ตรงนั้นแหละ อืดเป็นเรือเกลือ สำนวนเรานี้อันนี้คือการบริหารแบบอืดเป็นเรือเกลือ อย่าได้ใช้กับการบริหารภาคประชาสังคม มันเปลี่ยนแปลงไม่ทันแล้ว Mindset ก็คือทัศนคติหรือความคิด หรือทัศนะนี้ของการบริหารแบบเดิมเลย ก็คือ Internal เขามา Internal ก็หมายถึงว่า สนใจแต่องค์กรของเรา บริษัทของเราจะได้กำไรเท่าไหร่ แต่ถ้าท่านเป็นผู้บริหารบริษัท ปีนี้ต้องทำกำไรได้เท่านี้ท่านไม่เคยสนใจว่าลูกค้าพอใจ พึงพอใจในสินค้าไหม และพึงพอใจในบริการ Service ที่เราให้ไหม เขาไม่สนเป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนในบ้านเรานี้เมื่อทำวิจัยแล้ว จะมาเป็นกรรมการ สกอ.กพฐ. กรรมการการศึกษา การบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วทำวิจัยเทียบกับประเทศอื่น ๆ ปรากฏว่า ผู้บริหารโรงเรียนในประเทศไทยนี้สนใจผลงานวิชาการที่จะมีผลต่อผู้เรียนต่อนักเรียนนี้น้อย ไม่สนใจกันเป็นยังไง หลักสูตรเป็นยังไง ปรับปรุงยังไง ไม่ค่อยลงไปดูหรอก ผู้อำนวยการโรงเรียนนี้เขาไปดูได้เลยเขาไปดูเรื่องว่า ปีที่หนึ่งและในแต่ละปีนี้สอบเข้า Entrance ได้กี่คน เขาไปดูผลปลายทาง O-NET ได้เท่าไหร่ ได้รางวัลโอลิมปิก กีฬา และวิชาการเท่าไหร่ เขาไปดูตรงนั้นก่อน เพราะว่ามันได้หน้า แต่ไม่น่าได้เพราะว่าผู้บริหาร แต่นักเรียนที่ไปได้รางวัลนี้มันกี่คน แล้วคนที่นักเรียนที่ได้ความรู้มันกี่คน มันต่างกันนะ และอีกเรื่องหนึ่ง ผู้บริหารไปเสียเวลาอยู่กับการไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ เส้นสายเพื่อเลื่อนตำแหน่ง อันนี้งานวิจัยมันบอกนะ ไปเสียเวลาอยู่กับ Connection ข้างนอกนั่นแหละ สรุปแล้ว Connection ข้างนอกนั่นแหละ สนใจแต่เรื่องตนเอง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของโรงเรียน แต่ตัวฉันเองที่จะก้าวต่อไป เพราะฉะนั้น ความสนใจ Attention นี้มันจะอยู่ที่ Carrot and Stick เรื่องรางวัล เรื่องการลงโทษ อะไรอยู่แค่นี้ในโรงเรียน การบริหารในบริษัทก็เหมือนกัน เอาเงิน เอาทอง เอาอะไรเป็นตัวจูงใจ Teamwork วิธีคิดวิธีทำงาน Tactic ก็คือ Go สั่งไปทำงาน บังคับ และนี่คือการบริหารแบบที่ใช้กันอยู่เป็นส่วนใหญ่นะ แต่ในยุคดิจิทัล Age ผู้บริหาร ผู้จัดการต้องเปลี่ยนมาเป็น Leadership มิฉะนั้น จะอยู่ไม่ได้เลยถ้าเราสั่งแบบ Top Down แบบ CEO มันไม่ได้แล้ว เพราะมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ในการแข่งขันทั่วโลก เพราะฉะนั้นในยุคดิจิทัลนี้ท่านจะเห็นว่ามันไม่ใช่ Team ขึ้นตรงต่อผู้นำคนเดียว มันมีหลายทีม ก็เหมือนคณะสงฆ์พุทธศาสนา มีหลายคณะสงฆ์ หลายประเทศรวมกันหลวม ๆ ก็แล้วแต่ แต่ละทีมก็มุ่งความเป็นเลิศของตนเอง แต่เชื่อมกัน ส่งถึงกัน เพราะเดี๋ยวนี้เราสามารถทำงาน Work From Home ที่ไหนก็ได้ มันถึงกันหมด สามารถรู้แล้ว ใครอยู่ตรงไหน รู้ทันความเปลี่ยนแปลง ก็มีผู้นำเฉพาะกลุ่มด้วย ผู้ตัดสินใจแก้ไขนี่แหละ ก็คือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหมาะยิ่งเลยกับภาคประชาสังคม รวมกันหลวม ๆ จะได้เปรียบแต่ละที่แม้กระทั่งมูลนิธิ เมื่อไหร่ก็ตาม ทั่วโลกนะ แล้วก็เชื่อมโยงกัน และที่สำคัญเขาคิดแบบ External ไม่ใช่คิดแบบ Internal External คือมีประโยชน์ที่จะเกิดกับคนเป็นอันมาก ถ้าเป็นการบริหารบริษัทห้างร้านก็คือความพึงพอใจของลูกค้า ในสินค้าและบริการ คือในเรื่องของภาคประชาสังคม คือผลสัมฤทธิ์ของงาน ผลประโยชน์ที่จะตกอยู่กับผู้อื่นภายนอกด้วย มองข้างนอก ไม่ใช่เอาองค์กรของเรามีรายได้เท่าไหร่ มีผลประโยชน์อย่างไรกับใคร มองประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวมเป็นหลัก เพราะฉะนั้น คนที่ทำงาน เขาทำงานด้วยหัวใจ ความภูมิใจ เพราะบางทีเงินทองไม่ค่อยได้หรอกผู้อาสาสมัครส่วนใหญ่ แต่ได้ความพึงพอใจ ได้ความรัก ได้ความอบอุ่น บางทีอยู่ในบ้านอยู่ในครอบครัว มันไม่ค่อยรักกัน มันจะรักกันมีคนเคยไปสัมภาษณ์คนหนึ่งว่า ทำไมคุณมาทำงานอาสาสมัคร ทั้ง ๆ ที่เป็นข้าราชการ เขาก็ตอบว่า การอยู่ในระบบราชการมันทำงานอยู่ในระบบ มัน Rigid มันแข็ง ไม่สามารถจะ Contributionเอาความรู้ความสามารถที่เรามีอยู่นี้ให้เป็นประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะเขาให้เราไปทำตรงนี้ ตรงนี้ แต่เรา


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 11พระพรหมบัณฑิต อยากช่วยสังคม อยากทำประโยชน์ เพราะฉะนั้น เราออกมาทำงานอาสาสมัครนี้มันเหมือนกับได้ปลดปล่อย ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ ถ้าอยู่ในกรอบ อยู่ในเรื่องที่ถูกจำกัด มันไม่ได้ใช้ สิ่งที่ตัวเองมีให้เป็นประโยชน์ ไม่มีContribution ไม่มีการได้ใช้ความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้น ก็เลยไปเป็นอาสาสมัครรวมถึงองค์กร แม้กระทั่งที่เกษียณไปแล้วอย่างนี้ท่านกลับมานั่งในสภามหาวิทยาลัย ทำไม ก็เพื่อที่ท่านจะได้ทำในสิ่งที่บางทีตอนเป็นอาจารย์นี้ท่านทำไม่ได้ผลักดันไม่ได้ท่านก็เลยมาผลักดันในสภานั่นแหละคืองานอาสาของท่าน ทำด้วยหัวใจแล้วก็มันถึงทำให้ผู้บริหาร ผู้นำนี้ข้อสุดท้าย แทนที่จะสั่ง ก็เป็น Inspiring คือ สร้างแรงบันดาลใจ จูงใจ \"Let's go\" และมีศิลปะในการจูงใจ ซึ่งในยุคดิจิทัลมันต้องทำอย่างนี้มันถึงจะทำงานได้ แข่งขันได้ ต้องปรับตัวเร็ว ต้องก็มุ่งไปที่คนอื่น แล้วทำงานกันด้วยหัวใจ แล้วก็จะคล่องแคล่วว่องไว ในยุคดิจิทัลนี่แหละ และนี่แหละ มันก็เหมาะกับการจัดการในภาคประชาสังคม การจัดการทางสังคมจะเหมาะทีเดียวเลย ยิ่งในยุคนี้ อยู่กันห่างไกล เราไม่ต้องมาเรียกประชุมกันมากมาย ถึงเวลาก็ออกไปพร้อมกัน ทำงานด้วยกันต่อมาถึงเรื่องของเมื่อกี้ได้พูดไว้ แต่ว่าพุทธศาสนาก็จะมีพันธกิจร่วมกัน ก็คือประโยคนี้จรถะ ภิกขเว จาริกัง พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ การนึกถึงคนอื่นนี้External นี้พระพุทธศาสนาได้ทรงวางหลักไว้ว่า พระพุทธเจ้าส่งพระสาวกรุ่นแรก 60 องค์ ไปประกาศพระศาสนาว่า\"เธอทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่คนเป็นอันมาก ไม่ใช่เพื่อตัวเอง และไม่ใช่เพื่อพระศาสนา เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก\" โลกานุกัมปายะ นี้ก็จะเห็นได้ชัด แล้วก็มีพระพุทธเจ้าเอง เวลาปฏิบัติศาสนกิจ ไม่ใช่เพื่อพระองค์เอง อัตถะ เพื่อประโยชน์ของคนอื่นพุทธัตถจริยา คือ การประพฤติเพื่อประโยชน์ บำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวพุทธ และในฐานะพระเจ้าต้องสอนชาวพุทธ ให้ทำอะไร นั่นคือทำประโยชน์พุทธัตถจริยา ญาตัตถจริยา เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์นี้โปรดพระญาติพระเจ้าของพระองค์ด้วย ไม่ได้ทอดทิ้ง และที่สำคัญ คือ โลกัตถจริยา สอนชาวโลก ไม่ว่าเชื้อชาติ ศาสนาใด ก็ทรงโปรดให้หมดให้แก่ชาวโลก องค์กรการกุศลนี้อาตมาไปเห็นตอนที่ที่บ้านน้ำเค็มที่พังงา ตอนเกิด Tsunami นี้พอทำประโยชน์นี่มันไม่แยกเชื้อชาติศาสนาช่วยคนประสบภัยนี้จะไปดูอะไรในวัด ที่คุณหมอพรทิพย์ไปทำไปช่วย อาตมาไปเยี่ยม ณ โรงพยาบาลเต็มหมด ทุกศาสนาเข้ามาอยู่ในวัดหมดเลย นั่นแหละวัดต้องมาเป็นประโยชน์แก่ชาวโลก โลกัตถจริยา แล้วก็นึกถึงเรื่องของหลวงพ่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ซึ่งเป็นวัดที่นำหน้าแนวหน้าในเรื่องของการบำเพ็ญประโยชน์ นี้ใครไปก็จะรู้ นี้ก็จะเห็นทำประโยชน์ตั้งแต่สมัยหลวงพ่ออุบาลีแล้ว หลวงพ่ออุบาลีนี้ท่านยึดหลักของพุทธเจ้า ท่านไปในตอนนั้นที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงนี้ท่านแจกทุนการศึกษา เอาเรื่องมีเรื่องเล่าแจกเด็ก เด็กมันเข้าแถว ครูนำมาแจกทุน ทุนการศึกษาเลยปรากฏว่า เด็กผู้ชายคนหนึ่ง พอมันเดินเข้ามามันจะมารับทุนนี้มันหยุด หลวงพ่อยื่นให้ แต่มันหยุด แล้วมันก็ถาม \"หลวงพ่อ ผมเป็นมุสลิม นับถืออิสลาม รับทุนจากหลวงพ่อได้หรือเปล่า\" เด็กโตด้วยนะ \"ขอรับทุนจากหลวงพ่อได้หรือเปล่า\" หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้คาดฝันว่าเด็กเราจะมาถาม ท่านตอบทันทีเลย ท่านย้อนถาม \"ไอ้หนู ตัวเองเป็นคนไทยหรือเปล่า\" \"ก็เป็นครับ\" \"งั้นรับได้ เพราะทุนนี้ให้คนไทย\" นี้ท่านแจกคนไทย เด็กมันก็รับเฉยไปเลย โลกัตถจริยา แก่ชาวโลก มาเป็นประโยชน์ อันนี้คือส่วนที่ว่าด้วยหลักการ และแนวคิด หลักการParadigm จะเรียกอะไรก็แต่ ในเรื่องของหลักการทางพุทธศาสนาเพื่อการจัดการทางสังคม ต่อไปนี้จะพูดถึงคุณลักษณะของผู้จัดการลงลึกลงไป เมื่อกี้นี้พูดถึงการจัดการ Management ที่นี้จะพูดถึง Manager ธรรมะของผู้จัดการ : ๑. ฉลาด ๒.ขยัน ๓.ซื่อสัตย์ ๔. มนุษยสัมพันธ์


12 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต คนที่จะเป็นผู้จัดการนี้จะต้องมีลักษณะอะไรบ้าง จึงจะทำอย่างที่ว่าได้ที่ผ่านมาได้ ลักษณะ 4 ประการ อันหนึ่งก็ผู้จัดการนี้ต้องเป็นคนฉลาด มีคำว่า ฉลาด นี้ก็คือ จักขุมา นั้นนี้มีปัญญา สรุปแล้วมองการณ์ไกล รู้เป้าหมาย รู้วิสัยทัศน์ แล้วยังสามารถเชื่อมโยงกับภายนอกได้อีก ต้องฉลาด หัวข้อที่ 2 ก็ต้องขยัน องค์กรภาคประชาสังคมมันอยู่ได้ด้วย Activity ด้วยกิจกรรม เมื่อเขาบริจาคมาแล้ว ท่านไม่เอาเงินบริจาคไปทำตามวัตถุประสงค์นั้น เก็บไว้เฉย ๆ ไม่มีผลงาน เงินบริจาคต่อไป มันก็ไม่เข้ามา เพราะเขาจะมาดูผลงาน วัดก็เหมือนกัน เขาบริจาคให้สร้างศาลา ผ่านไป 2 ปี มีเสาแค่ 2 ต้น อย่างนี้ ใครเขาจะให้มีผู้บริจาคต่างประเทศเล่าให้อาตมาฟัง บริจาคให้ 2 ล้าน มาจากต่างประเทศ เขาก็มารับที่กรุงเทพฯ แต่ว่าที่จะไปสร้างนี้มันอยู่ที่ต่างจังหวัด เอาเงินหายไป 2 ปีผู้บริจาคก็รายงานมาเลยว่า \"สร้างไปถึงนั่นถึงนี่ จะเอาเงินต่อ\" เพราะจะเอาเงินต่อ ยังไม่เป็นวัด มันเป็นคล้าย ๆ กับที่พักสงฆ์ หรือองค์กรการกุศลสักอย่างหนึ่งนี้ยังไม่มีการควบคุม ก็เป็นองค์กรการกุศลกัน ผ่านไปสองปี จะเอาเงินต่อ ปรากฏว่า พวกในองค์กรเดียวกันมันแตกคอกัน มันได้ผลประโยชน์ไม่เท่ากัน ก็เลยมาแฉให้แก่ผู้บริจาคต่างประเทศ บอกว่า \"ที่จริงเงินที่ให้ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี้ไม่ได้ไปสร้างอะไรเลย\" มีภาพลับ ๆ ส่งมา ถ้าไม่เชื่อไปดู คนที่แตกคอก็พาไปถึงที่ ไปเจอมะละกออยู่ต้นเดียว คือไม่ได้ทำกิจกรรม ไม่ได้ทำอะไรเลย ผิดวัตถุประสงค์ก็ไม่ได้เอาไปเข้าพกเข้าห่อก็ไม่ได้ อันนี้มันคือหัวข้อ 3 สัจจะ ความซื่อตรง และเมื่อท่านสัญญาว่าจะไปทำอะไร ท่านต้องทำ ถ้าทำไม่ได้ มันก็จะต้องประชุมกัน แล้วก็แจ้งให้เจ้าของผู้บริจาคได้ทราบ นี่คือความซื่อสัตย์ แล้วก็แน่นอน ใครที่ทำงานด้านนี้ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดีต้อนรับแขก คำว่า รับแขก ในภาษาพุทธศาสนา ใช้สองคำหนึ่ง ปุพพภาสีสอง อุตตานมุขีหน้าหงาย คือ ยิ้มแย้มแจ่มใส อุตตานมุขีหน้าหงาย ไม่ใช่หน้าคว่ำเป็นหอยโข่ง แล้วจะมาทำงานเป็นผู้นำ เป็นผู้บริหาร หน้าบอกบุญไม่รับ แล้วยังจะไปขอบุญจากคนอื่น ใครเขาจะให้อุตตานมุขียิ้มแย้มแจ่มใส ปุพพภาสีโอภาปราศรัย พูดก่อน ทักทายก่อน มิใช่มีแล้วทำเป็นหยิ่ง พอไม่มีแล้วค่อยไปพูด ไปยิ้มกับเขา ได้ค่อยรู้จักกันนี้โอ้ย องค์กรแจ๋งแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอะไรก็ตาม มนุษยสัมพันธ์ 4 ข้อนี้ ฉลาด ขยัน ซื่อสัตย์ มนุษยสัมพันธ์ นี้ก็คือธรรมะ 4 ประการเราเรียกว่า กำลังภายในของผู้จัดการ 4 ประการ คือ หนึ่ง กำลังความฉลาด หรือว่าปัญญา ต้องมีปัญญา (ปัญญาพละ) สอง กำลังความขยัน เรียกว่า ความเพียร ถูกไหม (วิริยพละ) สาม มีความซื่อสัตย์คืออนวัชชะ แปลว่า ทำงานไม่บกพร่อง ไม่มีนอกมีใน ไม่มีโทษ (อนวัชชพละ) และสี่ มนุษยสัมพันธ์ก็คือสังคหะ (สังคหพละ) เชื่อมใจคนด้วยสี่ประการ (ฉลาด ขยัน ซื่อสัตย์ มนุษยสัมพันธ์)สี่ข้อนี้พอเลย มันจะทำงานอย่างที่เราว่ามาในหลักการจัดการทางสังคม หนึ่ง ขอให้มีปัญญาก่อน ข้อ 2 อย่าสักแต่ว่ามีปัญญา แต่ไม่ลงมือทำ ถ้าภาษาพระเรียกว่า “กลางคืนบังหวนควัน กลางวันไม่ลุกเป็นไฟ” สมมติว่า เราเห็นเตาเผาถ่านใช่ไหม ใส่ฟืนเข้าไป ใส่ไฟครุกรุ่นเลย เป่าลมเข้าไปใส่ ใส่เชื้อเข้าไป ไฟไม่ติด มีแต่ควันขึ้น เต็มไปหมดบังหวนควัน แต่ไฟไม่ติด บางคนกลางคืนไม่หลับไม่นอน วางแผน วางแผน พรุ่งนี้จะทำนั่นนี่ มะรืนนี้จะทำมีแต่แผน วางแผน ดีแต่พูด น่าจะพูด วางแผน แต่ผลงานไม่ออก ก็ไม่ลุกเป็นไฟ ขาดมีปัญญา แต่ขาดวิริยะ และเมื่อมีผลงานก็อย่างที่ว่านี้ฉะนั้น ฉลาดยังไม่พอ ขยันก็ไม่พอ ซื่อสัตย์และมนุษยสัมพันธ์ก็ไปด้วยกัน คนเราต้องมีให้ครบนะฉลาด ขยัน ซื่อสัตย์ มนุษยสัมพันธ์ บางคนฉลาดอย่างเดียว แต่ขี้เกียจ เขาเรียกว่า ขี้ขลาด กลัวความลำบาก ขยันแต่โง่ เขาเรียกว่า บ้าบิ่น ลุยไปเรื่อย ๆ


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 13พระพรหมบัณฑิต ถ้าขยันแล้ว มันก็มีเรื่องอยู่ด้วยอะไร มันไม่ได้เรื่องได้ราว พวกขยันแต่โง่ พาคนไปตกเหว ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการเมืองหรืออะไรก็ตามนี้พาไป เจอใครดักซุ่มดักยิง ก็ไม่ได้สนใจ ไม่มีการข่าว ขยันแต่โง่ คนทั้งฉลาดและขยัน เขาเรียกคนกล้า รู้ว่ามีปัญหา แต่มีทางแก้ แล้วก็ยังจะไปขยัน ท่านดูคำว่าวิริยะ มันมาจากคำ วีระ แปลว่า กล้าหาญ ใจสู้ ไม่ยอมแพ้ฉลาดขยันยังไม่พอ บางคนทั้งฉลาด ทั้งขยัน ผู้ใหญ่ กรรมการสรรหาเขาก็ไม่เลือก กรรมการสรรหาไม่เลือก ไม่เสนอให้เป็นใหญ่ ถามทำไมฉลาดปานนั้น ขยันปานนั้น กรรมการก็บอก \"ไอ้หมอนี่ อะไรเลย ไรก็ดี เสียอย่างเดียว มันเลว มันฉลาดโกง ขยันโกง อยู่ใกล้เงินไม่ได้ หายหมด\" ไม่ซื่อสัตย์ไปไม่รอด บางคนทั้งฉลาด ทั้งขยัน ทั้งซื่อสัตย์ แต่ว่าถ้าไม่มีใครต้อนรับ ให้เป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ อยู่กับเขาไม่ได้ ทำไมละ ก็เป็นคนตรง ตรงมาก ๆ เลย ซื่อสัตย์นี้ฉลาด เถียงไม่เคยแพ้ใครในที่ประชุม แล้วขยันมีเรื่องกับผู้คนไปทั่ว ผู้ทะเลาะสิบทิศ ขยันไปทะเลาะในองค์กรด้วย หรือส่งไปที่ไหน ไปสร้างศัตรูไว้ทั่วหมดเลย ก็ยังกะตั๋งโต๊ะ ผู้ถูกสาบแช่งทั้ง 10 ทิศ ซินแสบอกว่า \"อย่าไปเลือกคนนี้นะ มาเป็นหัวหน้าเรา มาเป็นผู้จัดการ\" โงวเฮ้งไม่ดี คิ้วมันยังกระโจโฉ จมูกสิงโต ตายังกะเหยี่ยว เสียอย่างเดียว ปากเหมือนกับสุนัข กัดเข้าไปทั่วหมด ขาดปิยวาจาใช่ไหม ขาดมนุษยสัมพันธ์ขาดปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตา ขาดแค่นี้ก็แจ๋งแล้วเพราะฉะนั้น ต้องมีปัญญามีวิริยะ มีอนวัชชะ มีสังคหะ (ฉลาด ขยัน ซื่อสัตย์ มนุษยสัมพันธ์) ทีนี้เรามาดูแต่ละข้อสักหน่อย เพื่อที่จะพัฒนาพัฒนายังไง มีปัญญาคืออะไรดีกว่า ปัญญาคืออะไรนี่ ตรงกับพวกท่าน โดยเพราะท่านมาเรียนปริญญาเอกนี้ก็เป็นบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต บัณฑิต แปลว่า ผู้มีปัญญา แล้วปัญญามันคืออะไร ต้มแกงได้ไหม แล้วถ้าได้ดุษฎีบัณฑิตนี้มีปัญญาแล้ว ไปบริหารอะไรก็ได้ ขอให้มีปัญญาก่อน ไม่ใช่ความฉลาดธรรมดา ปัญญาที่แปลว่าความฉลาดก็พอได้ แต่มันคืออะไร ปัญญารู้รอบ รู้ลึก รู้มากกว่าที่เห็น เข้าใจมากกว่าที่ฟัง ปัญญานี้นี่เป็นความรู้รอบ รู้ลึก รู้มากกว่าที่เห็น เข้าใจมากกว่าที่ฟัง มีอาจารย์สอนแค่นี้ แต่เราเชื่อมโยงขยาย ที่เวลาไหว้ครู มีข้าวตอกใช่ไหม ให้ข้าวตอกนี้มันแตกออก สอนแค่นี้ขยาย รู้รอบ แตกออกไป แตกฉาน เป็นสนเข็ม รู้ลึก รู้มากกว่าเห็น เข้าใจมากกว่าที่ฟัง มันไม่ใชแค่ความรู้รอบนะ ความรู้เรียกว่า สุตะ อย่างท่านนั่งจดได้ บันทึกได้นี้เข้าใจได้ อ่านได้ เขาเรียกสุตะ แปลว่า ความรู้ไม่ใช่ปัญญา ปัญญาคืออะไร ปัญญาดูจากผัสสะถึงปัญญาดูมาที่จอภาพ ก็เห็นสีเขียว สีดำ สีขาว เราเรียกว่าผัสสะ ติณณัง สังคติ ผัสโส เมื่อตาสัมผัสกับรูป เกิดการรับรู้ ยังไม่ปรุงแต่งนะ เรียกว่า ผัสสะ แล้วผัสสะนั้น สำหรับคนต่างประเทศอ่านไม่ออก เห็นสีเขียว สีดำ Information มันสูงกว่าผัสสะ ก็คือมันมีบริบท มีContext ข้อมูล นี้เข้าไปอยู่ในบริบท ใน Context เขาเรียก Information อย่างเช่น น้ำท่วม ท่วมที่ไหน ถนนออกไปนี้ถนนใหญ่นี้น้ำท่วม นี่เป็นInformation แล้วมันเป็นความรู้ตรงไหน ต่อเมื่อเรามีAction Knowing น้ำท่วมถนนใหญ่ เพราะฉะนั้นจะไปยังไง พายเรือไปหรือเอารถสูงไปมันจะไปได้รถสูง ๆ มันสามารถเดินทางได้ เพราะเรามีInformation ที่นำไปสู่ Action การกระทำ เขาเรียก Knowledge คือ สุตะ ท่านมาเรียนจบหลักสูตร มีปริญญาบัตรได้Information แล้วก็มีความรู้เอาไปใช้ตอนนี้ได้ความรู้ไปทำอะไร ไปเขียนวิทยานิพนธ์ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์คือใช้มัน ได้ verbal actions เป็นการกระทำทางตัวอักษรก็เขียนได้ แสดงว่าท่านมีความรู้ บางคนได้Information คือท่องอย่างเดียว เป็นนกแก้วนกขุนทอง พูดไม่รู้เรื่อง เขียนไม่รู้เรื่อง ไม่จบอีก เพราะฉะนั้น Knowledge นี้ มันจะต้องเป็นความรู้คู่กันการกระทำ เป็นการปฏิบัติการเพราะฉะนั้น จะทำทางวาจาก็ได้ ทางกายก็ได้ แต่ Knowledge ตรงกันกับคำว่า สุตะ ใครรู้มาก เรียกพหูสูตหรือพระพหูสูต ผู้คงแก่เรียนนั่นแหละ สุตะ ผู้คงแก่เรียนนั้น ถ้าไปสูงขึ้นเราเรียกว่า ปัญญา เห็นไหม เพราะฉะนั้น ปัญญานี้พจนานุกรมฉบับ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จึงนิยามว่า ไม่ใช่ความรู้แต่สูงกว่าความรู้


14 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต เรียกว่า ให้นิยามว่า ความฉลาดที่เกิดจากการเรียน และการคิด เป็นคำนิยามของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มันเป็นความฉลาดที่สูงกว่า มันเกิดจากการย่อยสิ่งเราเรียนมาอีกทีหนึ่ง ฉลาดเกิดจากการเรียนและคิด และนี่คือปัญญา แล้วมันเป็นยังไง มาดูตรงนี้ Knowledge นี่ ความรู้จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานจะเขียนยาวมาก ที่สั่งสมมาจากการเล่าเรียน เกิดจดจำ มีประสบการณ์ มีทักษะภาคปฏิบัติ แต่ภาษาอังกฤษดีกว่า เป็น Information plus experience to act upon นั่งฟังอาจารย์มานี้เป็นInformation แล้วท่านคิดตาม เชื่อมกับความรู้ที่ท่านเคยเรียนมาเทียบกับเรื่องเก่าในอดีตสั่งสมแล้วคลุกเข้ากันมา นี่เป็นความรู้ แต่ถ้าจำที่อาจารย์มาพูดไป แล้วสอนแค่ไหนได้แค่นั้น จดไปนี้เขาเรียกว่า สัญญาคือความจำ จำ Information ไม่ใช่ Knowledge Knowledge จะต้องมาจากข้อมูลที่อาจารย์ให้ไป บวกกับความคิดของท่าน การย่อยของท่านขงจื้อบอกว่า เรียนโดยไม่คิด เสียเวลาเรียน วันนี้มาเรียนโดยไม่คิด แต่จดได้หมด ถ่ายภาพไปได้ เดินไปไหนก็ไม่รู้ รู้แล้วสอนอย่างนี้ ไม่ได้คิดตาม ไม่ได้วิเคราะห์ เรียนโดยไม่คิด เท่ากับไม่ได้ความรู้ มันเสียเวลาเรียน ไปอ่านเอาที่ไหนก็ได้ อย่าได้คิดโดยไม่เรียน ก็เข้ารกเข้าพง คิดเอง เพ้อเจ้อ ก็เข้ารกเข้าพง ไปไหนก็ไม่รู้ ขงจื้อว่าอย่างนั้น เพราะวันนี้ท่านเรียนได้Information คิดตกผลึก Crystallization ก็ตกผลึกเป็นความรู้ ความรู้คือตกผลึก มันก็กลายเป็นการนำไปใช้บวกประสบการณ์ ข้อมูลบวกประสบการณ์ ท่านก็เอาไปใช้ได้ เพราะมันตกผลึก ตกผลึกเป็นความรู้ เอาไปพูดเอาไปสอน เอาไปบริหาร จัดการได้ นี่เขาเรียกว่า ความรู้จบปริญญามามีความรู้ ๆแล้วปัญญาอยู่ตรงไหน นี่คือปัญญา Wisdom ความรอบรู้มันมีคำรอบเข้าไปด้วยนะ ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความฉลาด ที่อาตมาเขียนว่า ปัญญาพละคือความฉลาดนี้แต่คำเต็มคือ ฉลาดเกิดแต่เรียนและคิด ง่าย ๆ ก็คือ เอาเรื่องที่เราเรียน ที่เรารู้ ที่เราเห็นนี้เอาไปย่อยแล้วก็มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ภาษาอังกฤษเรียกวา Internalization ให้มันจมหายแล้วกลายเป็นของเรา มันไม่ใช่แค่ตกผลึกแล้ว ตกผลึกมันเป็นแค่ความรู้Crystallization แต่ Internalization นี้มันกลายเป็นของเรา เป็นเนื้อเป็นตัวของเราแล้ว มันออกมาด้วยตนเอง และนี่คือปัญญา ภาษาอังกฤษคืออย่างนี้ เราจะมาใช้สองคำนะ ปะ แปลว่า ทั่ว รอบ จึงแปลว่า รู้รอบ แล้วก็ปะ แปลว่า ลึก อาตมาใช้คำว่า รู้รอบ รู้ลึก 2 อย่าง คือ ปัญญา ต้องรู้รอบ รู้ลึก ต้องบวกกันนะ ถึงจะเรียกปัญญา อย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่นับว่าเป็นปัญญา อาจจะเป็นปัญญาได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์ มาจากภาษาอังกฤษว่า ความสามารถในการหยั่งเห็นคุณสมบัติด้านในของเรื่องราวต่าง ๆ และเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ (Relationship) คือ Insight นั่นเอง มองไปด้านใน Insight มองด้านใน แล้วก็เห็นความเชื่อมโยง รู้รอบRelationship ในการเห็นความสัมพันธ์คือรู้รอบ รู้ลึก คือเห็นคุณสมบัติภายใน และนี่คือปัญญา แต่ถ้ารู้ผิวเผิน อย่างท่านฟังอาตมานี่ อาจจะเกิดความรู้ แต่มันผิวเผิน มันไม่ลึกซึ้ง ก็ยังไม่ใช่ปัญญา และไม่เห็นความเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น ๆ ที่ท่านเรียนมา เรื่องดิจิทัล สมมติการบริหารในยุคดิจิทัลLeadership อะไร ฟังแล้ว มันก็ไม่ Get มันก็ไม่รู้รอบ ไม่เชื่อมโยง ไม่ใช่ปัญญา มันก็เป็นความรู้ รู้รอบมันต้องเชื่อมโยงในบริบทต่าง ๆ แล้วก็รู้ลึก ไม่ใช่รู้ผิวเผิน นี่คือเรียกว่า ปัญญาปัญญาที่ว่านี้นี้เป็นยังไง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปัญญา โลกัสมิ ปัชโชโต ปัญญาเหมือนแสงสว่างในโลก นี้คือความรู้รอบ เช่นรู้ปฏิจจสมุปบาท ในห้องนี้นี้ที่อาตมาอยู่นี้แต่ถ้ามันมืด จะมองไม่เห็นเลยว่าโต๊ะ เก้าอี้ตรงไหน เดินชนเลย แต่พอเปิดไฟ เราจะเห็นหมดเลย อะไรอยู่ตรงไหน เห็นความเชื่อมโยง เห็นภาพกว้าง เห็นบริบท เราเรียกว่ารู้รอบ ๆ ใช่ไหม เรารู้เรื่องไหน ถ้ารู้แค่เรื่องนั้น แล้วไม่เชื่อมโยง ไม่สัมพันธ์กันนี้มันไม่เรียกว่าปัญญา เป็นหมอ โอ้เป็นไข้ตัวร้อนมา รู้ว่าเป็นไข้ตัวร้อน ให้ยากลับไป รู้แค่นี้เหรอ มันก็เป็น


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 15พระพรหมบัณฑิต ความรู้ที่ว่า ถ้าเป็นไข้สูง ให้ยาแก้ไข้จบ ปฏิบัติการได้ ที่ไหนได้ติดโควิดละสิ เพราะเรื่องแรก ๆ หมอไม่รู้หรอกว่าโควิด มันไม่แสดงอาการ ปีที่แล้วนี้พวกบุคลากรทางการแพทย์ติดโควิดกันไปเยอะเลย ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะบ้านเรา เพราะมันไม่เกิดความรู้รอบถึงลักษณะของโรคนี้ ไม่รู้ลึกด้วย ว่าไวรัสชนิดนี้ นี้มันกระจายอย่างไร มันมีอาการอย่างไร ตอนนี้เดี๋ยวนี้เรารู้ทันหมด รู้รอบก็คือ โอ! มันกระจายโดยวิธีนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคมวันนี้เลยต้องพูดกันทางสื่อออนไลน์เพราะเรามีปัญญา รู้ทัน รู้รอบ รู้ลึกก็คือรู้ว่า โครงสร้างมันมีหนามนะ มันเหมือนมงกุฎ Corona นี้มันมีขา และขาตัวนี้มันเหมือนกับโปรตีน เอาโปรตีนตัวนี้มาทำวัคซีน เทียมขึ้นมาด้วย mRNA (เอ็มอาร์เอ็นเอ) ระบบ mRNA ก็ทำขาเทียมขึ้น โดยโปรแกรม Messenger RNA สั่งเข้าไปในร่างกาย แล้วมันก็สร้างขาเทียมขึ้นมาแล้วก็สู้กัน ภูมิคุ้มกันมันก็สู้กัน มันก็เลยกลายเป็นPfizer เป็น Moderna เอาเชื้อตายก็ได้ มาทำให้มันตาย มันก็กลายเป็น Sinovac Sinopharm นี่คือรู้ลึก อีกวิธีคือไม่เอาแล้ว เอาเชื้อลิงชิมแปนซีมาใส่ขา ไวรัสของชิมแปนซีมาใส่ขาเข้าไป ใส่ขาของไวรัสโควิดเข้าไป กลายเป็น Vector แปลว่า พาหะ ให้ไวรัสชิมแปนซีไวรัสทำหน้าที่เข้าไป และสำหรับมนุษย์มันไม่เป็นไร แต่มันเป็นพาหะนำขาเข้าไป เชื้อมันก็ภูมิคุ้มกันในตัวมันก็โจมตีขานั้น มันก็กลายเป็น AstraZeneca คนที่จะทำนี้มันต้องรู้ลึกใช่ไหม รู้รอบ รู้เท่าเอาไว้ป้องกัน รู้ทันเอาไว้แก้ไขนั่นเอง รู้ลึก เหมือนลูกศรลักษณะของปัญญา : รู้รอบเหมือนแสงสว่างในโลก รู้ปฏิจจสมุปบาท รู้ลึกเหมือนลูกศรพระพุทธเจ้าท่านเปรียบปัญญาเหมือนลูกศรแทงทะลุเลย รู้ไตรลักษณ์รู้ปฏิจจสมุปบาท คือความเชื่อมโยงสัมพันธ์ ป้องกันอย่างไร ไม่ให้เป็นโควิด อันนี้ก็เลยรู้แบบปฏิจจสมุปบาท อันนี้ทำให้เกิดอันนี้ ถ้าเกิดสิ่งนี้รู้ไตรลักษณ์คือรู้ไปถึงโครงสร้างโครโมโซม อะตอม และอะตอมนั้นให้ดูภาพนี่ คือรู้แบบปฏิจจสมุปบาท รู้รอบ คือ รู้ปฏิจจสมุปบาท ว่าอะไรเชื่อมกับอะไร ท่านเป็นผู้นำองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรของท่านอยู่ตรงไหน ในภาพกว้าง สัมพันธ์กับภาครัฐตรงไหน สมมติว่าสีเหลืองนี้คือองค์กรภาคประชาสังคม มันจะต้องสัมพันธ์กับภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคอะไร ศาสนา เยอะแยะไปหมด เราจะต้องมีปัญญาเชื่อม และเวลาเชื่อมนี้ท่านจะเชื่อมเขาในมุมไหน อย่างพระพุทธศาสนาจะเชื่อมกับคริสต์ อิสลามนี้อาตมาจะเอาเรื่องอะไรไปเชื่อมในชุมชนนี่แหละ นี่มันจะต้องมีปัญญานะ ไม่งั้นก็ไปเชื่อมกัน อย่างเถรวาท มหายานนี้อยู่ ๆ จะไปเชื่อมกัน มันก็ไม่ได้ มันจะต้องมีวิธีอ้างนกสองปีก อะไรก็แล้วแต่ นี่คือมีความสัมพันธ์Connection การที่ท่านจะเอาคนมารวมกัน สมมติว่า พวกเรานี้คือคนแต่ละคน เอามารวมกลุ่มเป็นทีม แล้วต้องรู้วัตถุประสงค์ ความต้องการ แล้วอะไรคือสิ่งที่เป็นวิสัยทัศน์ของท่าน เป็น Vision อันนี้คือรู้รอบ ปัญญาคือรู้รอบ ปัญญาคือรู้ลึก รู้ลึก รู้โครงสร้าง รู้ไตรลักษณ์อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไมโครโพนเป็นอนัตตา ไม่มีแก่นสาร เพราะมันมาประกอบด้วยอะตอม และอะตอมมันก็จะเป็นนิวตรอน อิเล็กตรอน โปรตอน ในที่สุดก็มาเป็นพลังงาน ไม่เป็นอะไรเลยไอน์สไตน์จึงบอกว่า E = mc² อินเนอจี่ พลังงานเท่ากับแมส มวลสารที่เคลื่อนที่ด้วยความไวกว่าแสง เพราะฉะนั้น สสาร พลังงาน พลังงานก็คือสสารตามสมการของไอน์สไตน์ เรารู้ลึกแบบไอน์สไตน์ นี้เขาเรียกรู้ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนัตตาคือในตัวเราก็ไม่มีแก่นสาร ข้างนอกเป็น Non substantial ไม่มีแก่นสาร ทุกสิ่งทุกอย่างอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะเรามาดูภาพรวม อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มันเป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะมองแต่ละจุด มันเป็นไตรลักษณ์ เรื่องปฏิจจสมุปบาทกับเรื่องไตรลักษณ์มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน สังเคราะห์กับวิเคราะห์ เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดความรู้รอบ รู้ลึก รู้เท่าไว้ป้องกัน รู้ทันเอาไว้แก้ไขนั่นเอง อันนี้คือทำไมเราจะต้องมีปัญญา


16 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต ทีนี้เราจะพัฒนาปัญญาได้อย่างไร ปัญญาที่ว่านี้มันมี 3 อย่าง (๑) มีปัญญาที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด อันนี้พวก IQ เราไม่พูดถึงแล้ว แต่ที่กำลังพูดถึงคือ (๒) สัปปาริหาริยปัญญา (ปัญญาที่ใช้ในการดำเนินชีวิต) ปัญญาที่ใช้ในการดำเนินชีวิต ในการบริหาร ในการจัดการนี้ที่ทำกันอยู่นี้ที่เรียนมหาวิทยาลัยนี้นี่สัปปาริหาริยปัญญา ส่วนปัญญาในทางธรรมลึกซึ้ง เขาเรียกว่า (๓) วิปัสสนาปัญญา รู้แล้วละ รู้แล้ววาง ปล่อยวาง ที่ปฏิบัติธรรม แล้วก็ไม่ได้ ไม่ได้พูดถึงตรงนี้ เราพูดถึงข้อสอง แต่เมื่อพูดถึงข้อสอง ความรอบรู้ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต มันจะพัฒนาได้อย่างไร อันนี้ลงลึกไปอีก เมื่อกี้ขงจื้อบอกว่า เรียนโดยไม่คิด เสียเวลาเรียน คิดโดยไม่เรียน เข้ารกเข้าพง คำว่า เรียน คือ สุตะฉลาดเกิดจากการเรียน เขาเรียกว่า สุตมยปัญญาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เขาบอกว่า ปัญญาคือความฉลาด มยะ แปลว่า สำเร็จ ความฉลาดที่สำเร็จจากการเรียน การอ่าน การฟัง เพราะฉะนั้น ท่านอ่านท่านฟังอย่างเดียว มันเป็นKnowledge เป็น สุตะ แต่ท่านอ่าน ท่านฟัง ท่านไปจัดระบบ ยกตัวอย่าง ถ้าท่านจะเขียนวิทยานิพนธ์1 เล่มนี้ในเรื่องใดก็ตาม ระดับปริญญาเอก ท่านจะต้องอ่านเรื่องเดียวกันนั้น ที่คนอื่นเขาเขียน หรือจะเป็นPrimary Source ปฐมภูมิหรือSecondary Resource ทุติยภูมิเป็นร้อยเล่ม 100 ครั้ง ทำไมต้องอ่าน 100 รอบ อาตมานี้ทำวิทยานิพนธ์นี้อ่านเกิน 100 เล่ม 100 ครั้ง เป็นพันกว่าจะทำวิทยานิพนธ์ได้ อาตมาเปรียบเทียบพุทธศาสนากับเรื่องอนัตตาในพุทธศาสนากับแนวคิดของ ฌอง ปอล ซาร์ตร์ในปรัชญาฝรั่งเศส อ่านพระไตรปิฎกเท่าไหร่ อ่านปรัชญาฝรั่งเศสเท่าไหร่ อ่านเสร็จแล้ว ก็มาสังเคราะห์ มาวิเคราะห์เขาเรียกว่าปัญญาที่เกิดจากการอ่าน การฟัง สุตมยปัญญา กว่าจะมาพูดกับท่านทั้ง ๆ อย่างนี้ จะมาหาข้อมูลค้นพระไตรปิฎก ศึกษาความคิดในประเทศ ต่างประเทศทั่วโลกมาเท่าไหร่ และนั่นคือการจัดระบบใช่ไหม เรื่องที่มันต่างกันมารวมกันได้นี้คือ รอบรู้แล้วรู้ลึก แล้วรวมเรียกว่า มีความรู้รอบ รู้ลึก นั่นแหละ มีความรู้รอบ รู้ลึก ที่เกิดจากข้อมูลที่เราศึกษา รวบรวมมา เราเรียก สุตมยปัญญาส่วนความรอบ รู้ลึก ที่เกิดจากการที่คิดอย่างเดียวนี้เรียกว่า จินตามยปัญญา ถ้าท่านเป็นความรอบรู้ที่เกิดจากการรับข้อมูลจากคนอื่น เอามาจัดระบบ แล้วก็มาต่อพัฒนาต่อยอด เป็นสุตมยปัญญา นี้เราเรียกว่า Innovation นวัตกรรม มันมีทฤษฎีเรื่องการบริหาร การจัดการของใคร อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ล่ะ ต้องไปศึกษามา แล้วท่านมาทำวิทยานิพนธ์เรื่องการจัดการทางสังคม ที่เป็นความคิดของท่าน ใช้กับสังคมไทย หรือองค์กรของท่าน ซึ่งไม่เคยใช้ที่ไหน แต่ถามว่าเป็นเรื่องใหม่ไหม อาจจะใหม่ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเก่า 50% ต้องพูดถึงในวรรณกรรมเรื่องนี้มา ความคิดนี้มา แล้วเรามาพัฒนาต่อยอด เขาเรียก Innovation เป็นนวัตกรรม เวลาที่ Steve Jobs พัฒนา iPad iPhone นี้มันมีคอมพิวเตอร์อยู่ในนั้น ซึ่งคนอื่นมาประดิษฐ์ไว้ มันมีโทรศัพท์อยู่ในนั้น มันมีกล้องอยู่ในนั้น มันมีทุกอย่างที่เขาประดิษฐ์มาแล้ว แต่เอามารวมกัน ผลงานของ Steve Jobs เขาเรียก Innovation นวัตกรรม ตัว Steve Jobs เรียกว่า Innovator Steve Jobs เป็น Innovator นักนวัตกรดังนั้น การทำวิทยานิพนธ์ของบางคนนี้หรือส่วนใหญ่เลย 90 เปอร์เซ็นต์นี้เป็นสุตมยปัญญารวบรวมข้อมูลจากคนอื่น แล้วก็มาต่อเติมด้วยความคิดของท่าน ความฉลาดที่เกิดจากการรวบรวม เขาเรียกสุตมยปัญญา เป็นนวัตกรรม นวัตกร เหมือนกับที่เราเอานวัตกรรม เอาสิ่งประดิษฐ์จากต่างประเทศมาปรับ มาทำตุ๊กตุ๊กไทย จริง ๆ แล้วก็ไม่รู้ปรับมากแค่ไหน แต่มันไปกลายเป็นยี่ห้อตุ๊กตุ๊กไปแล้ว ที่จริงประเทศหนึ่งก็ใช้อยู่ ก็เป็นสุตมยปัญญาทีนี้จินตามยปัญญา คืออะไร ความฉลาดรอบรู้ที่เกิดจากการคิด อันนี้แหละที่เราเรียกว่าInvention การประดิษฐ์นี้คือใครไม่ได้ทำเอาไว้ก่อน แล้วท่านมาเป็นผู้ริเริ่มอีกครั้งแรกเลย นี่เรียกว่ามาจากการคิด มีการคิดล้วน ๆ เช่นอะไร แม้จะต้องคิดถึงคนที่ประดิษฐ์ไฟนะ ครั้งแรก มนุษย์ไฟป่ามันก็มี


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 17พระพรหมบัณฑิต อะไรมันก็มีอยู่แล้ว แต่มนุษย์คนแรกที่เอาก้อนหินมาตีกันนี้แล้วเกิดไฟขึ้นมา ทำให้เราเจริญกว่าพวกสัตว์เดรัจฉานด้วยกันทั้งหมด ลิงด้วยแหละ ไฟนี่แหละ Invention การคิดไฟขึ้นมา ไฟที่ไหม้ แล้วการคิดของไอน์สไตน์ในเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพ อย่างนี้เขาไปเรียนกับใคร นี่จินตามยปัญญา แต่คนที่ได้รางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อ John Nash อาชีพไปทำภาพยนตร์A Beautiful Mind ทำวิทยานิพนธ์27 หน้ามี27 หน้า ทางคณิตศาสตร์ไม่คุยกับใครเลย อยู่ในหอพักอยู่คนเดียว จนกระทั่งทำวิทยานิพนธ์จบ ไม่เข้าห้องเรียนด้วยอาจารย์ไปตามว่า \"ทำไม คุณไม่เข้าห้องเรียน\" บอก \"ไม่นะครับ ถ้าขืนผมไปนั่งฟังอาจารย์ ความคิดผมมันจะไม่ Original กลายเป็นผมเป็นลอกเลียนอาจารย์ ผมจะคิดผมเอง\" แต่แกก็คิดเองได้ เป็นOriginal จริง ๆ ทำวิทยานิพนธ์เสร็จ 27 หน้า จบมาชั้นหนึ่งเลย วิทยานิพนธ์นั้นเอาไปพิมพ์เผยแพร่ ดังไปทั่วโลก มีอิทธิพลด้านคณิตศาสตร์ มีอิทธิพลด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เอาไปใช้ เรียกว่า ทฤษฎีNash Equilibrium ของ Nash Equilibrium เราใช้ในภาษาบริหารว่า Win-Win นี้ที่พูดวันนี้มาจาก John Nash นี่แหละ Win-Win Situation นี้เป็นจินตามยปัญญาแท้ ๆ เลย จนกระทั่งดังไปทั่วโลก องค์กรก็ให้รางวัลโนเบล ส่งคนไปบอก จะขอมอบรางวัลโนเบล เขาก็ให้รางวัล ก่อนจะให้ก็ไป คนส่งข่าวไปบอกก่อนJohn Nash ได้รางวัลโนเบล จะไปรับรางวัลได้ไหม โทรมาบอก \"ผมทำไมล่ะ ปกติเขาเก็บเป็นความลับไม่ ใช่เหรอ นี่มาบอกล่วงหน้า ผมรู้แล้วมาดูล่วงหน้าว่า ผมบ้าหรือเปล่า ใช่ไหม\" แต่ก่อนผมก็บ้าอยู่ แต่ตอนนี้ดีขึ้น แกบ้า เป็นจิตเภท เห็นภาพหลอน การที่ต้องอยู่คนเดียวในหอพักนี้แกคุยคนเดียว แล้วก็เห็นเพื่อน เห็นเด็ก คุยกับแกอยู่ จนกระทั่งแก่ ๆ แต่ตอนหลังก็ดีขึ้น คือรู้ว่ามันเป็นภาพหลอน มีคนเดินตามแกทุกวัน แกบอกแกจะขอทักทาย เดินมาหาแก แกจะขอจับมือก่อน ตัวจริง มนุษย์จริง คุยได้ ถ้าไม่ใช่ตัวจริง ภาพหลอน แกก็เดินหนีไม่สนใจ John Nash บอกว่า ยังบ้าอยู่ แต่ว่าคุมได้แล้ว เขาก็เลยให้แกไปรับรางวัลโนเบล เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากจะไม่เข้าห้องเรียน อยากเขียนวิทยานิพนธ์เอา ก็อาจจะรุ่งเรือง แต่ระวังปัญหาแบบ Nash คุยคนเดียว จินตามยปัญญา มีส่วนที่สำคัญส่วนภาวนามยปัญญา เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรมวิปัสสนา เรื่องกรรมฐาน เมื่อปฏิบัติและภาวนาแล้วเกิด Insight มองด้านใน รู้แล้วละ รู้แล้ววาง ปล่อยวาง จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์นั่นเรียก ภาวนาเพราะฉะนั้น ที่เราสนใจกันอยู่คือ ข้อ 1 ข้อ 2 ในแต่ละประเด็นเหล่านี้ เวลานำไปใช้จะต้องปฏิบัติเราไปต่อเรื่องวิริยะกันดีกว่า ขอข้ามไปก่อนเอาคำของขงจื้อก็ได้He Who Learns but does not think Is Lost (เรียนโดยไม่คิด เสียเวลาเรียน) นี้He Who Thinks but does not Learn Is In Great Danger (คิดแต่ไม่เรียน อันตราย) ก็เหมือน John Nash ที่มีคิดอย่างเดียว ไม่เรียน ไม่ฟังไป มันก็แบบอันตราย ก็ต้องคิดด้วยและเรียนด้วยสรุป ภาวนามยปัญญา เป็นเรื่องของการภาวนา ลองดูภาพนี้สักหน่อย ท่านลองดูว่านิวตันนี้ก็เหมือนคนอื่นเห็นแอปเปิ้ลตก ใครก็เห็นแอปเปิ้ลตก เห็นแล้วก็กิน แต่นิวตันมานั่งคิด เห็นหลาย ๆ ครั้งนี้เอามาจัดระบบความคิด นี่คือรู้รอบ แอปเปิ้ลก็คือประสบการณ์ แล้วก็มาคิด โดยที่ไม่มีตำราบอก คิดจนค้นพบกฎแห่งแรงโน้มถ่วง นี่คือจินตามยปัญญา การค้นพบของนิวตัน อาตมาไปต่อที่วิริยพละ การทำงานให้กับองค์กรภาคประชาสังคมนี้คิดอย่างเดียวไม่ได้คิดอย่างเดียว ให้คนเขาศรัทธาแล้วเขามาบริจาคเอาเงินเอาทองมาให้ หรือเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ มาเป็นอาสาสมัคร แต่ผลงานไม่เกิดสักทีนึง อันตรายนะ เพราะฉะนั้นท่านจะต้อง Set Goal เป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวแล้ว อย่าไปทำหลายเรื่องพร้อมกัน อย่าให้พร่า (วอกแวก) บางคนทำอะไรไม่เสร็จสักกะอย่าง ขยันคิด Project นี้ เริ่มไว้ก ไก่ ถึง ข ไข่ อันนี้ค ควาย ง งู ๆ ขยันไปทั่ว แล้วในที่สุดมันพลาดไปหมด Mission มันไม่โฟกัส


18 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต เพราะฉะนั้นจะต้องโฟกัส มีผลงาน เพื่อเอาผลงานนี้ไปแสดง ให้คนเขาบริจาคเพิ่ม ให้คนเขามาร่วมงานเพิ่มขึ้น อาตมาสร้างมหาจุฬาฯ ที่วังน้อยมาได้สักพักแล้ว ขอให้เสร็จทีละหลัง แต่บางคนบอกทำอันนี้ก่อน แล้วค่อยไปทำ อันนี้ไม่สบายให้เสร็จ เอาสิ่งที่เสร็จแล้ว ใช้ประชาสัมพันธ์ จูงใจคน แล้วหลังที่สองมันก็จะมา หลังที่สาม เมื่อหลังเขาจะเกิด Trust ไว้วางใจเรา แล้วต้องคุมให้อยู่ อย่าให้มันรั่วไหลมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่วังน้อยนี้ใช้งบประมาณไปสี่พันล้าน เป็นเงินที่หาประมาณ 2 พันล้าน ที่ยากคือพันล้านแรก ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่ให้ ขายไอเดียก่อน Vision วิสัยทัศน์ แต่จำได้ว่าพอสร้างไปสักพักหนึ่ง แล้วพัฒนามาก็บอกว่า \"ใครยังไม่บริจาคก็รีบมานะ เพราะเดี๋ยวจะเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะอด\" คุยไปก่อน อันที่จริงเหลือตั้งเป็นพันล้าน รีบมาทำบุญ มาสร้างสรรค์เถิด เพราะพูดอย่างนี้คนมันมา อาตมาก็หยุด อาตมาบอกว่า หน้าที่อาตมาไม่ใช่ผู้สร้างนะ อาตมาเป็นนักสอน นักเทศน์ แต่เสียเวลาตอนนี้ไม่ได้สอน ไม่ได้เทศน์ธรรมะ มัวแต่มาสร้าง ถ้าใครอยากฟังอาตมาเทศน์ อาตมาสอน สร้างมหาวิทยาลัยให้เสร็จ ถ้าเสร็จแล้วอาตมาก็จะไม่สร้างละ จะเทศน์ จะสอน เพราะฉะนั้น ช่วงที่อาตมาสร้างมหาวิทยาลัยที่อยู่ทุ่งนานะ ท่านไปดูได้เลย ถนนพหลโยธิน จากทุ่งนานี้ไม่มีอะไรเลย ถมดินขึ้นมา 2 เมตร จากที่ 84 ไร่ ที่มีผู้บริจาค ซื้อที่เพิ่มอีก ไร่ละล้าน และส่วนของอาตมานี้ตอนนี้เป็น 315 ไร่ สร้างวัดด้วยอะไรด้วย โดยการบริจาค ฉะนั้น รัฐบาลก็ไม่ให้ซื้อที่เลย แล้วก็พอได้ที่ดิน คนก็จะมาช่วยกันสร้าง จากที่เขาไว้วางใจ แล้วอาตมาก็บอกว่าสร้างให้เสร็จนะ ถ้าอยากจะฟังอาตมาเทศน์เสร็จเมื่อไหร่จะเทศน์ให้ฟัง ก็ไปเสียเวลาอยู่กับการสร้างนี้ทำไปทำมา 20 ปี เสร็จหมดทุกอย่าง ท่านก็พึ่งได้เห็นอาตมาเทศน์บรรยายนี้หละ เพราะไปทำงานบริหาร แต่จริง ๆ เป้าหมายก็คือมันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น เป้าหมายก็คือเราสามารถที่จะให้อะไรแก่สังคมได้หลากหลาย นอกจากเรื่องของการบริหารจัดการ ยังให้ความรู้ ให้อะไรต่างๆ ที่อาตมาพูดอย่างนี้ก็หมายความว่า เมื่อท่านจะสร้าง จะบริหารให้มันมีผลงาน เมื่อท่านจะมาเทศน์จะพูด มันก็ต้องมีผลงาน ถูกไหม อย่างที่อาตมาพูดอย่างนี้ มันก็ไปทั่ว โควิดช่วยให้อาตมานี้พูดทีเดียวนี้ปีนี้ไปทั่วหมด ต่างประเทศก็ฟังอยู่ ตัววิริยะทำ ให้เกิดผลงาน กล้าหาญกล้าหาญอย่างไร คนเรานี้มันมีความเกียจคร้าน พวกท่านทำงานประจำกันอยู่แล้ว แล้วทำไมมาเรียนดุษฎีบัณฑิตปริญญาเอก ไม่จำเป็นจะต้องออกมาเลย เพราะท่านอยู่ใน Comfort Zone สบาย ๆ ท่านสามารถที่จะทำงานเช้าชามเย็นชาม หรือองค์กรของท่านก็แค่ทำงานไปเป็นเส้นกระตุก เขาเรียกว่า อยู่ในเขตสบายแต่เพราะท่านอยากจะพัฒนา เขาเรียก Prozone คืออยากจะพัฒนางานของท่านพัฒนาชีวิต สร้างศักยภาพ ท่านจึงออกมาในเขตสีเหลือง Growth Zone นี้เขตที่เห็นความก้าวหน้าและการพัฒนาเพราะฉะนั้น เราก็ต้องออกมาตรงนี้แหละ ช่วงที่ออกมานี้มันทำให้เรียกว่า สลัดความสบายออกมันทำให้ต้องสู้กับความขี้เกียจ จะต้องขับรถมาที่มหาวิทยาลัย ต้องอ่านหนังสือ ต้องตื่นแต่เช้า สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราก้าวหน้าจริง แต่ว่ามันออกมาจากความสบาย ท่านจะต้องมีวีระ ความกล้าที่จะสู้ความยากลำบากในเขตนี้ แต่อย่าให้บ้าบิ่น ต้องมีปัญญากำกับ ถ้าท่านออกเกินเขตสีเหลืองนี้มันไปเจอโควิดขึ้นมานี้นะ มัน Danger Zone อยากจะเรียนก็เอาสบาย ๆ พอไม่ให้ติดโควิด ประเภทว่า ช่วงโควิดไม่เรียนอะไรเลยแบบนั้นก็ไม่ได้ มันก็ต้องเลคเชอร์กัน มันต้องสอนกันอยู่ ในช่วงนี้เราอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าไปเจอกันตัวต่อตัวหรือไปเจอหน้ากันเยอะ In-Person นี้นะ มันเข้าไปในเขตผจญภัยแล้วนะ เสี่ยง ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น มันจะดีไหม การที่เราเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ท่านก็ไปดูตัวอย่างที่ประเทศอื่นที่เขาเปิดประเทศมาแล้วสิที่เปิดก่อนเรานี้และใช้วัคซีนหลักเหมือนเรา AstraZeneca ในประเทศอังกฤษ ประเทศยุโรป


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 19พระพรหมบัณฑิต เมื่อวานนี้WHO (อนามัยโลก) ก็ประกาศเลยว่า เพราะยุโรปเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวนี่แหละ ทำให้ในอนาคตอีก 3 - 4 เดือน นี้ไม่ใช่ในอนาคตอันใกล้ปัจจุบันนี้แหละ ทุกวันนี้เลย ศูนย์กลางการระบาดของโควิด 19 ไปอยู่ในยุโรปเรียบร้อยแล้ว ภาษาอังกฤษก็เรียก Epicenter Epicenter of Venice นี้คนมันแห่ไป มันก็เอาโควิดไป อังกฤษ เยอรมนีเยอรมนีเยอะเลย ตอนนี้อังกฤษติดไป 30,000 ราย ตายไปสองร้อยกว่าคน เพราะ AstraZeneca แล้วตอนนี้เราก็เอาคนอังกฤษที่ไปติดเชื้อที่อังกฤษกันมาเมืองไทยบ้าง ก็ดีอย่างนั้นเหรอ ต้องระวังให้ดีนะ ออกจากความเกียจคร้าน : เขตสบาย เขตก้าวหน้า เขตผจญภัย เพราะฉะนั้น เราไม่เปิดประเทศเลย เราอยู่ใน Comfort Zone อดตาย จะเปิดอย่างไรให้มันเป็นเขตก้าวหน้า ทำธุรกิจกันได้ แต่ไม่ถึงกับ Danger Zone ก็เพราะฉะนั้น WHO บอกว่า ถ้าไม่ทำอะไรเลยนะ ยุโรปในจากนี้ไป 6 เดือนนี้คนจะตายเพิ่มอีก 5 แสนคน อันนี้อาตมาไม่ได้พูดเองนะ WHO แถลงเลย CNN BBC ก็เอามาออก เมื่อวาน ในธรรมะข้อนี้นี้แล้วประเทศไทยเรา ที่อาตมาพูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า ให้หดหัวอยู่ในกระดอง อยู่ใน Comfort Zone กล้าออกมาดีแล้ว แต่คนไทยจะต้องใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม แล้วก็อย่าให้เกิดอยากออกไปถึง Danger Zone ก็มี ถ้ายังอยู่ในสีเหลืองนี้เขาเรียกว่า ฉลาดขยันอย่างฉลาด แต่ถ้าออกไปเดินเที่ยวสวน เขาเรียก ขยันอย่างโง่คือบ้าบิ่น อันนี้ก็ต้องมีการระมัดระวัง คนที่ขยันอย่างฉลาด จะใช้ปัญญาเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส อาตมาจะมาเปลี่ยนวิกฤตในเรื่องของโควิดนี้นะ เทศน์ทั้งปีนะ ปีที่แล้วกับปีนี้ทุกวัน 15 ค่ำ เลย เทศน์ในโบสถ์ไม่มีมนุษย์ฟังนะ มีแต่ตากล้องตั้งอยู่ ถ่ายทอดไปทั่วโลก คนฟังเป็นหมื่นแต่ละครั้งนี้ถึงเวลาก็มาฟังนะ ปรากฏว่า เห็นคนฟังดี ก็เลยเทศน์ไปเรื่อย ตอนนี้พิมพ์เป็นหนังสือแล้ว โดยถอดเทปมาพิมพ์ ชื่อโควิทกถา 17 กัน จะเป็นอย่างไร เนื้อหาหรือไง ลองสนใจก็ติดต่อมาที่เลขาฯ ที่วัด โควิทกถาเรื่องการใช้ธรรมะในสถานการณ์โควิด 17 เรื่อง เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส อยู่กับวัดแทนที่จะไม่ได้ผลงาน กลับได้ผลงานทางวิชาการ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสเปลี่ยนความพินาศให้เป็นการพัฒนา เราจะปลูกต้นไม้ นี่เราไม่ถางหญ้าตอนนี้ พวกโลกร้อน เขาถือโอกาสประกาศกันนะ ที่ประชุม UN บอกว่า ไหน ๆ เราก็ได้โควิดไหน ๆ เราก็ได้โควิดนี้มาแล้ว ทาง UN ก็ทำวิดีโอไว้ เมื่อวาน เห็นไดโนเสาร์ขึ้นไปพูดที่ Podium ของ UN ตัวไดโนเสาร์พูดเลยนะ \"ท่านทั้งหลายคงแปลกใจนะ ที่ข้าพเจ้ามาพูดกับท่านตรงนี้ ทั้งนี้เพื่อจะบอกว่า เราเคยทำความผิดพลาดมาแล้ว เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว ทำอะไร ก็ทำเหมือนพวกคุณทำทุกวันนี้แหละ แต่พวกเรานี้ยังดีอยู่ ยังแก้ตัวได้ว่า มันเป็นเพราะอุกกาบาตชนโลก เราไม่ได้ทำเอง แต่พวกคุณนี้ทำตัวคุณเอง เผาฟอสซิล เผาเชื้อเพลิงขึ้นไปในบรรยากาศ ลงทุนธุรกิจ เอาเงินเอาทองมานี้เพื่อทำลายล้างโลกนี้ สิ่งแวดล้อมนี้แล้ววันหนึ่ง พวกคุณก็จะสูญพันธุ์เหมือนพวกเรา แต่พวกคุณไม่มีข้อแก้ตัว พวกคุณตอนนี้ก็เหมือนกับพวกไดโนเสาร์พวกเรานั่นแหละ\"เหมือนกันยังไง เหมือนกับว่าเรากำลังสร้างเอาเงินเอาทอง ไปสร้างอุกกาบาตให้มาชนโลก แต่เราไม่ได้ทำแล้ว เราไม่ได้ไปจ้างอุกกาบาตมาชนโลก แต่พวกคุณกำลังเหมือนกับเอาอุกกาบาตมาชนโลก โดยการลงทุนทางเศรษฐกิจของคุณที่ทำลายล้างโลก ใครแย่กว่ากัน ระหว่างไดโนเสาร์กับมนุษย์ไดโนเสาร์มันฉลาดนะ UN เอามาพูดนี้คือ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นการพัฒนา เปลี่ยนพินาศให้เป็นพัฒนา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน


20 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต เพราะฉะนั้น ปัญหาของประชาสังคมไทยนี้ล้มลุกคลุกคลาน สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง พอสำเร็จแล้วก็ลืมเป้าหมายหลัก รวยกันแล้ว ดังกันแล้ว แต่ทิ้งกันไป อันนี้มันเป็นปัญหาทั้งนั้นแหละ ถ้าเราจะจัดการนี้เราต้องแก้ปัญหาเหล่านี้เอาธรรมะอะไรเปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน ต้องมีความกล้า ไปข้ออนวัชชะ หัวข้อ 3 อนวัชชพละ ก็คือการทำหน้าที่ให้สุจริต ธมฺมํ จเร สุจริตํ น ตํ ทุจฺจริตํ จเร ประพฤติหน้าที่ เรามีหน้าที่ในการช่วยเหลือสังคม ธรรมาธิปไตย เราต้องให้มันสุจริต อย่าทุจริตอย่าประพฤติธรรมะ คือหน้าที่ในการช่วยเหลือสังคมนี้ที่เป็น Vision ของเรานี้ให้ทุจริต คือ หนึ่ง บกพร่องต่อหน้าที่ ทำเหยาะแหยะ ทำย่อหย่อน มีคนดูเชียร์หน่อย ก็ทำดี พอไม่มีก็ทำน้อยลง อย่าให้มัน อย่าไปทิ้งหน้าที่ คือลืมเป้าหมาย พอดังแล้วเลิก ไม่ใช่ ทำต่อเนื่อง อย่าเป็นกิ้งก่า ที่วิ่งหยุด ๆ และก็อย่าทุจริตต่อหน้าที่ อย่าเอางานไปหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง หรือพรรคพวกมีความซื่อสัตย์นั่นเอง อนวัชชพละ คือความซื่อสัตย์ ทำดีให้ถูกดี ทำดีให้ถึงดี และทำดีให้พอดีถูกดีคือตรงกับเป้าหมาย Mission อย่าให้มันพลาดตรงตามเป้าหมายที่เราวางไว้ถึงดีคือให้ถึงเป้าหมาย ให้สำเร็จ อย่าเป็นกิ้งก่า วิ่ง ๆ หยุด ๆ แล้วก็ลืมเป้าหมาย ทำให้ไม่สำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วต้องหยุด ต้องพอ พอดีอย่าเลยธง บางคนเอาองค์กรเป็นสะพาน เอาองค์กรของเราไปทำเรื่องอื่น ต้องให้องค์กรมันเติบโต และเมื่อเราทำถูกดีอาตมาสร้างมหาจุฬาฯ นี่ ก่อสร้างอย่างเดียวให้มันเสร็จ ถูกดีเป้าหมายเพื่อการศึกษา มีวิทยาเขต 40 จังหวัดทั่วประเทศ ก็ขยายไป 40 จังหวัด ไปอยู่ต่างประเทศ 5 ประเทศ ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ศรีลังกา และที่ฮังการีในยุโรป เจาะเข้าไปให้ถึงอียูรับรอง แล้วก็ขยายไปถึงดี พอดีเมื่อถึงเวลา องค์กรมันต้องอยู่ด้วยตัวเอง ไม่ใช่อยู่ด้วยเรา เราก็ต้องค่อยๆ ปล่อยวาง ปล่อยมือ ให้เขาเลี้ยงตัวเองได้ คนมันจะต้องเติบโต ไม่ใช่อยู่เพราะเราฝ่ายเดียวแล้วต้องคิดถึงคนอื่น เป็นธรรมาธิปไตย ไม่ใช่อัตตาธิปไตย อาตมาก็รีไทร์ แล้วก็ไปอยู่ในสภาแทน แล้วก็ไปทำอย่างอื่น ถูกดี ถึงดี พอดีเราก็จะสำเร็จ คือได้ดีทั้งองค์กร ในส่วนนี้ สุดท้ายเลยนะ ก็คือเรื่องสังคหพละ ข้อสุดท้าย เป็นข้อที่ 4 สังคหพละ ได้พูดแล้วว่า จะต้องมีสังคหวัตถุ 4 เพราะงานนี้พิเศษกว่าการทำงานของภาครัฐ ภาคธุรกิจ การทำงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ท่านจะให้ทานบริจาค จะให้คำแนะนำ ทำประโยชน์นี้ท่านทำแบบ CSR เขาเรียก Corporate Social Responsibility ความรับผิดชอบต่อสังคม ถ้าเป็นงานของภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิ อย่างไลอ้อนส์ อย่างโรตารีแม้กระทั่ง ICDV สภาสากลวิสาขบูชาโลกของอาตมา เราต้องเป็นผู้ให้ ทั้งธรรมทาน วิทยาทานอามิสทาน สิ่งของ มันเป็น เขาเรียกว่า ภาคประชาสังคม อยู่เพื่อให้ภาษาเขาว่า Four Cares Reason d'être Reason for exist (เหตุผลของการมีอยู่) ทำไม จะต้องมีภาคประชาสังคม ท่านลองคิดดูดิ ถามว่า ทำไมต้องมีจิตอาสา ในเมื่อมีกรมประชาสงเคราะห์ เพรากรมประชาสงเคราะห์เป็นระบบราชการที่มันมีเทอะทะ มีระบบอำนาจ แต่ภาคประชาสังคมมันมาจากประชาชน ที่รู้ว่าทำอย่างไร เกาให้มันถูกที่คัน ชาวบ้านเขาอยากได้บ่อน้ำ แต่ราชการเอาไฟฟ้าไปให้เขาอย่างนี้ แต่ถ้ามันเป็นภาคประชาสังคม นี่มันจะตรง แล้วที่สำคัญก็คือ ความเข้มแข็งจะมาจากท้องถิ่น มันจะต่อเนื่อง Sustainable ใครมาช่วยเราได้ มาแป๊บเดียวก็ไป ราชการนี้ก็เปลี่ยนอยู่เรื่อย นักธุรกิจก็เหมือนกัน ได้ประโยชน์เขาก็ช่วย ไม่ได้ประโยชน์แต่ถ้าเราอยู่ในชุมชน ในหมู่บ้าน ในจังหวัดนี้อาตมาบอกกับผู้ที่มาช่วยชุมชน วัดประยุรวงศ์แต่ว่ามันต่างกันนะ ที่พวกคนมานี้แล้วทำงานก็ต่างกัน ถ้าอาตมาเป็นอธิการบดีมหาจุฬาฯ อยู่ที่วังน้อยนี้ทำงานไม่ได้เต็มเวลานะ กลางคืนไม่ได้อยู่นะ แต่ถ้าอยู่วัดประยูร ชุมชนเรียบร้อยนะ อาตมาเป็น Full Time ก็บอกอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จะมาช่วยทำ อาตมาไม่เอ่ยชื่อหรอก อาตมาอยู่กับชุมชนชาวที่นี่ ไปไหนไม่ได้


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 21พระพรหมบัณฑิต เพราะฉะนั้น อาตมาอยากจะมองเห็นว่า ใครอยู่ในชุมชนไหน หมู่บ้านไหนนี้ท่านมีจิตอาสาช่วยหมู่บ้านของท่าน Charity Begins at home at Village ก็เริ่มที่หมู่บ้านของท่าน แล้วก็Full Time ด้วย และท่านก็เป็น Connection เป็นปาก เป็นเสียงให้ ถ้าผู้มีทรงความรู้ มีปัญญา เป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ สวมหมวกมันไม่ต้องใบเดียว เพราะแต่ก่อนนี้จะไปคิดแต่ว่า เป็นอะไรนะ ข้าราชการท่านช่วยชาวบ้านไม่ได้ไหม อยู่บ้านก็ช่วยชาวบ้านของท่าน แล้วถ้าท่านเป็นนักธุรกิจก็ช่วยได้ อยู่ที่ไหนทำที่นั่น แต่การทำต้องFull Time ก็คือช่วยเป็นสิ่งของ เงินทอง ปิยวาจา เป็นให้คำปลอบใจ หรือให้วิชาการ อัตถจริยา ช่วยแบกช่วยหาม น้ำท่วม ไฟไหม้ ประสานงาน และสมานัตตา วางตนพอดี ก็คือ Sense of Belonging ให้รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ให้เห็นหน้า มีทุกข์ร่วมทุกข์ มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน มีสุขร่วมเสพ อะไรนี้ก็ทำเต็มที่ อย่าไปละทิ้ง ไปทอดทิ้ง ในอาตมายกตัวอย่างให้ดูเลย ยกตัวอย่างในระดับโลกก่อน มีการสัมมนาผู้นำศาสนาที่สำนักวาติกัน เมื่อปี2562 หลังจากนั้น เราประชุมต่อเนื่องมาติดโควิดก็ไปไม่ได้ อาตมาก็มาทำหนังสือ 1 เล่ม เรื่อง ศาสนากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นี้เราไปประชุมกันที่วาติกัน อาตมาเป็นผู้แทนมหาเถรสมาคม เป็นผู้แทนของสภาสากลวิสาขบูชาโลก ไปคุยกับผู้นำศาสนาต่าง ๆ และทุกศาสนาในโลก อันนั้นระดับโลก ได้ฟังสุนทรพจน์ของสมเด็จพระสันตะปาปา เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๒ แล้วเราก็คุยกัน คุยกับสันตะปาปาแล้วก็อาตมาขึ้นบรรยายแนะนำพุทธศาสนา เราจะช่วยอะไร เรื่องอะไร เรื่อง SDGs เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปีพ.ศ. 2558 -2579 นี้เราจะไปรบรรลุถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ ได้อย่างไร ตั้งแต่ No Poverty ไม่มีความยากจนในสังคมไทย ไม่มีความหิวโหย มีสุขภาพที่ดี มีการศึกษา อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บนบก ในน้ำ อะไรว่ากันไป เรื่องของสันติภาพนี้17 ข้อ องค์กรศาสนา และองค์กรที่อาตมารับผิดชอบ วัดวาอารามนี้จะมีส่วนช่วยให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่ระดับโลก ก็เป็นระดับในประเทศได้อย่างไร อาตมาก็ไปพูดกัน แล้วก็เล่าให้เขาฟังว่า อาตมาทำอะไรใน 17 ข้อนั้น เขาสรุปได้ 3 กลุ่ม ก็คือ การพัฒนาจะต้องไปด้วยกัน คือด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ต้องบูรณาการไป ถ้าเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะมี 4 ข้อ อาตมาก็ไปเล่าให้ที่ประชุมฟัง ปรัชญาเศรษฐกิจก็คือ พัฒนาสังคม และพัฒนาเศรษฐกิจ Economic Society แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพิ่มวัฒนธรรมเข้าไป เป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เข้าไปดูผังนี้อาตมาไม่ได้มาแสดงตรงนี้ ลงท้ายนี้มันจะนำไปสู่เรื่อง Mission นี้อันนี้ภาคประชาสังคม มันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และในหลวงรัชกาลที่ 9 เพิ่มวัฒนธรรมเข้าไป แต่ทาง UN เขาสังเคราะห์ 3 กลุ่ม ก็ไปด้วยกัน อาตมาเล่าให้ฟัง แล้วเราจะทำได้ยังไง อาตมาก็บอกว่า ดังที่อาตมาพูดไว้ตอนต้นว่า เราจะต้อง Integrate คือ บูรณาการ ไม่แยกจากกัน คือทั้ง วัด บ้าน โรงเรียน ราชการ นี้“บวร”นี้ต้องไปด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็น Integrate ได้ บูรณาการเชื่อมโยงกัน ไม่ได้คิดแยกส่วน แล้วทีนี้ ในชุมชนของอาตมานี้มันมีชาวบ้าน ทั้งที่เป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เราเรียกว่า ย่านกะดีจีน ที่จริงนี้ย่านกะดีจีน วัดประยูรจะมีชุมชนเดียวเท่านั้นแหละ เราเรียกย่านนะ อาตมาจะสนใจนี้ที่มีเจดีย์วัดประยูรนี้เป็นสังคมพุทธประมาณ 1,000 ชีวิต แค่นี้ก็ได้ แต่อาตมาขยายการทำงานร่วมกันเป็น 6 ชุมชน มีสะพานพุทธอยู่ตรงนี้6 ชุมชนนี้เราจะเห็นได้ นี่พุทธใช่ไหม วัดประยูรพุทธ วัดกัลยาณ์ก็พุทธ วัดบุปผารามก็พุทธ แต่จะมีโบสถ์ซางตาครู้ส อยู่ตรงนี้ ห่างจากวัดประยูรนิดเดียว เป็นคริสต์ แล้วก็มัสยิด กุฎีขาว สร้างเหมือนโบสถ์ไทยนี้เป็นมุสลิม เรามารวมกลุ่มกันทำงานในการพัฒนาเป็นประชาสังคม ศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสันติดูตัวอย่างให้ท่านดูนี่ ใช้หลักนี้ ใช้หลัก 2 ประการ ใครจะทำงาน บ้าน วัด ราชการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง


22 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นี่ก็คือพุทธจะต้องเรียนรู้เรื่องคริสต์ คริสต์ก็ต้องเรียนรู้เรื่องอิสลาม อิสลามก็ต้องเรียนรู้เรื่องพุทธ พุทธก็ต้องเรียนรู้เรื่องอิสลาม คือชุมชนจะต้องรู้จักกันหมดเลย 6 ชุมชน ท่านว่ามันเป็นไปได้ยังไง เราจะต้องเรียนรู้กัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือทำโปรเจกต์อะไรขึ้นมาก็ได้ ที่เก็บความแตกต่างทางคำสอนออก แต่เอาเป้าหมายเดียวกันมาทำ ทำโปรเจกต์ถ้าไม่มีโปรเจกต์มารวมกันไม่ได้ มันจะต้องมีโครงการ เอาเรื่องแรกก่อน เริ่มที่อาตมาเลยนะ แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อาตมาได้ปาฐกถาเมื่อ 2540 เศษ ๆ ประมาณ 20 ปีมาแล้ว แล้วก็พิมพ์เป็นหนังสือเรื่องผู้สร้างวัดประยูร คือเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) สร้างวัด พัฒนาต่อสมัยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) อาตมาเล่าให้คนในชุมชนพุทธฟังว่า ต้นตระกูลบุนนาค นี้400 ปีที่แล้ว มาจากเปอร์เซีย แต่ต้นตระกูลคือเฉกอะหมัดกุมมีเป็นนักสอนศาสนาอิสลาม มาเป็นพ่อค้า แล้วก็เจริญในราชการในสมัยพระนารายณ์มหาราช ต่อมาก็กลายเป็นเจ้าพระยา จนกระทั่งมาปลายกรุงศรีอยุธยา บางสายเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา (ใจ บุนนาค) ต้นตระกูลบุนนาค ที่เป็นนายบุนนาค มาเป็นมาสมัยรัชกาลที่ 1 มาเป็นสหายกับรัชกาลที่ 1 เป็นต้นตระกูลบุนนาค เป็นเจ้าพระยาสมุหกลาโหม ก็ลูกก็มาเป็นนายดิศ บุนนาค สร้างวัดประยูร แสดงว่าวัดนี้มันเชื่อมโยงกับมุสลิม เห็นไหมครับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คือเล่าให้เขาฟัง เชื่อมกับมุสลิม ชั้นคริสต์เป็นยังไง ในสมัยที่สร้างวัดประยูรวัดประยูรนี้หน้าวัดประยูรเป็นเหมือนกับเป็นท่าเรือ ที่รองรับราชทูตจากต่างประเทศ เป็นกระทรวงการต่างประเทศ ท่านไปดูสิ เรื่องอดีตนี้เจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์นี้จะรับแขกบ้านแขกเมือง ทำสัญญา John Bowring ก็ทำอยู่หน้าวัดประยูร ตอนวัดประยูรฉลองเกิดพลุระเบิด ก็ไปตามหมอ Bradley ซึ่งเช่าบ้านอยู่หน้าวัดประยูรนี้มารักษาผ่าตัด ในวงการแพทย์สมัยใหม่เขาจะบอกว่าการผ่าตัดแผนใหม่ในประเทศไทย เกิดครั้งแรกที่วัดประยูร โดยหมอ Bradley ไปเปิดดูใน Google ก็เจอ สิ่งเหล่านี้มันเป็นความรู้ที่ผู้นำจะต้องมีคือปัญญา แล้วก็พูดให้ชุมชนเขาฟังว่า พุทธ อิสลาม นี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไรเพราะฉะนั้น พูดเดียว ยังไม่พอ เชิญให้เขามาพูดบนเวทีในวัดด้วย ทำให้อาตมาจัดงานประจำปี ตอนนั้นงานในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคตนี้เอาอิหม่าม เอาผู้นำศาสนาคริสต์มาอยู่บนเวที เอานักธุรกิจอะไรต่าง ๆ มาร่วมกันจัดงาน แล้วก็มาพูดมาอะไร ให้เกิดความรู้แลกเปลี่ยน และทำทุกปีด้วย ไม่ใช่ทำเฉพาะปีนี้ ก่อนหน้านี้ เวลาจัดงานวัดประยูร จะได้เห็นผู้นำศาสนานี้มาพูดบนเวทีพร้อมกัน จนเป็นเรื่องปกติของชุมชนและความปกตินี้แหละ จนทำให้เจดีย์องค์นี้ที่ซ่อมนี้ได้รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 องค์การ UNESCO Awards of Excellence เพราะอะไร เพราะเขาบอกว่า สามารถเอาชุมชนทั้งหมดมาร่วมมือได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่เป็นวัด เอาคริสต์อิสลามเข้ามาเลย ก็คือให้รางวัลอันดับ 1 ยอดเยี่ยม จาก องค์การ UNESCO แล้วก็ในชุมชนที่อาตมาดูแลนี้เป็น 6 ชุมชน กุฎีขาวนี่เป็นคริสต์ วัดกัลยาเป็นพุทธ กะดีจีนเป็นคริสต์วัดประยูร บุปผาราม นี้เป็นพุทธ มีพุทธเถรวาท มหายาน คริสต์ อิสลาม เราอยู่ด้วยกัน โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนอกจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เราทำกิจกรรมร่วมกัน และก็คือแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เราจัดงานอะไรดีนะ ที่รวมชุมชนเข้าด้วยกัน ถ้าจัดงานวันวิสาขบูชา คริสต์ก็ไม่เข้าวัด จัดงานคริสต์มาส พุทธก็ไม่ไปโบสถ์หรือถือศีลอดอะไรก็ไม่ไปให้ร่วมกันหรอก ก็เลยเราหาจุดเด่นนะ เราตกลงกัน จัดอะไรดี เราอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยานี้จัดลอยกระทงดีกว่า ชวนวัดประยูรเป็นพุทธ ก็ไปชวนคริสต์ ชวนอิสลามนี้แล้วจัดงานลอยกระทงร่วมกัน จุดต่างไม่พูดเลย ว่าลอยกระทงนี่บูชาอะไร แต่บอกว่าลอยกระทงนี่ขอขมาแม่คงคา คุณก็ใช้ได้ คริสต์ก็ใช้ได้ อิสลามก็ใช้ได้ แสดงความกตัญญูต่อธรรมชาติ เอาได้โปรเจกต์ร่วมกันแหละ เสร็จแล้วจะเอาภาค อันนี้คือภาควัด ใช่ไหม ภาคชาวบ้านก็มาร่วมงาน ภาคชาวบ้านเอาภาคธุรกิจมาช่วย ประชาสัมพันธ์งานเราให้


หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม 23พระพรหมบัณฑิต หน่อย ว่าเราจัดงานลอยกระทง มีการแสดง มีสินค้าพื้นถิ่นประจำท้องถิ่น ที่ไม่มีที่ไหนเลย อย่างเช่น ขนมฝรั่งกุฎีจีน หมูกระดาษ วัดประยูร มาขายอยู่ในช่วงงานลอยกระทง 3 วัน เราให้ใครขายล่ะ ก็ชุมชน 6 ชุมชนนี้มาขาย ขายที่ไหน วัดประยูร มีคนโพกหัวก็มาขายของอยู่ในวัด คือคริสต์อิสลาม เข้าวัดเป็นปกติ รายได้ทั้งหมดวัดไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย ใครขายได้ แล้วเราก็ตั้งกติกากัน ถ้าเกิดใครขายอะไรบ้าง อย่าแย่งกัน ภาคเอกชนก็ช่วยออกทีวี ประชาสัมพันธ์จากวัดประยูรนี้มันขยายไปเป็นพื้นที่เขาเรียกอะไร ท่าน้ำ ใช่ไหม ตั้งแต่เอเชียทีคไปจนถึงวัดระฆัง ปีนี้โฆษณาไปแล้ว ต้องไปเปิดดู เริ่มมาจากเล็ก ๆ ก็จะอยู่แค่นี้แหละ แต่เดี๋ยวนี้วัดอรุณ วัดโพธิ์อะไรต่าง ๆ ก็มาร่วมกันหมดเลย เขาเรียกว่า 7 - 8 ท่าน้ำ River Festival กลายเป็นว่าในฝั่งธนนี้นะ ลอยกระทงต้องมาที่วัดประยูร แถวนี้มันจะได้หมดเลย เชื่อมถึงกันหมด สิ่งที่อาตมาดีใจคืออะไร เป้าหมายประชาชนได้มาขายของ แล้วก็บอกประชาชนว่า ให้สินค้าและบริการต้องดีซึ่งตรงนี้แล้วชาวบ้านเขามีรายได้ พอมีรายได้ เราก็รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน หมดนี้รักท้องถิ่น รักชุมชน ย่านกะดีจีน ก็เลยมีการพัฒนา ยกตัวอย่าง พัฒนาล่าสุดตรงนี้ ท่านจะเห็นว่ามันมีสะพานด้วนอยู่ สร้างสมัยรถไฟฟ้าสายแรก 30 ปีมาแล้ว ขาดช่วง จะพัง ไม่พังแหละ ชาวบ้านเขารวมตัวกัน เขาให้ทางการนี้ขอเปลี่ยนเป็นสวนลอยฟ้า นี่เป็นความคิดชาวบ้านล้วน ๆ เลย แต่ว่าราชการ ชาวบ้านเข้าถึงราชการไม่ถึง มาหาอาตมา วัดประยูร ก็พูดกับรองนายกฯ พูดกับผู้ว่าฯ ได้งบประมาณ กทม. สร้างเจ้าพระยา Sky Park สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา ดูวิวแม่น้ำเจ้าพระยานี้ทั้งฝั่งธนนี่แหละ ถ้าไม่ติดโควิดนี้ทุกคนต้องมาหมด เอามาจากไหน โครงการมาจากชาวบ้าน แล้วตอนนี้ กทม. นี้ทำทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยานี้เซ็นสัญญาไปแล้ว ถามว่ามาจากไหน มาจากความคิดของชาวบ้าน ร่วมกับมหาวิทยาลัย คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ร่วมกับ UDDC วัดประยูรประสานกัน อาตมาก็เป็นโฆษกให้อย่างนี้แล้ววันหนึ่งรองนายกฯ มาเยี่ยมชุมชน ถามว่ามาได้ยังไง บอกว่าอยู่ ที่กระทรวงวัฒนธรรมแล้วเห็นชุมชนที่นี่เขาไปแสดงผลงานที่นิทรรศการที่กระทรวงวัฒนธรรม คนที่แสดงผลงานไปจากชุมชนกะดีจีนเป็นคริสต์ แต่พูดถึงวัดประยูร มันมีที่ไหน ศาสนาอื่นพูดถึงวัด เขาก็เลยแปลกใจ เขาก็เลยมาดู มาดู ก็เลยกลายเป็นอาตมาเคยขอให้สร้างตรงนี้ให้ และตอนนี้ นี่คือตัวอย่างของ เราเรียกชุมชนที่เข้มแข็งที่มันเกิดยากในเมืองนี้เหมือนโรงแรม ไม่รักถิ่น อยู่แล้วก็ไป แต่อาตมารวมกัน แล้วสอนให้เขารักถิ่น ให้มีความกตัญญู ทำบ้านหน้าบ้านน่ามอง ลงทุนทอดผ้าป่า ทำซอยทำอะไรกันต่าง ๆ กันให้หมด มุ่งให้มากกว่าปีนี้ แล้วก็จัด ปีที่แล้วไม่ได้จัดลอยกระทง ปีนี้จัด และเวลาที่เกิดโควิด เราก็ไม่ทอดทิ้งกัน ขอให้ดูภาพก็แล้วกัน ก็แจกของโดยตรง ไม่ได้รับมาจากข้างนอก ก็ให้ประธานชุมชนนำไปแจก อันนี้ประธานชุมชนวัดประยูร อันนี้คือประธานชุมชน ที่รัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรมมาแจก ประธานชุมชนคริสต์มาเป็นตัวอย่าง มารับของไปสรุป และปิดท้ายด้วยมีคำนี้ (โดยพระพรหมบัณฑิต) การพัฒนาโลกใบนี้ไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสังคมในระดับประเทศ ในระดับจังหวัด ระดับบ้าน หมู่บ้านนี้ทุกคนมีความสำคัญหมด และภาคประชาสังคมมีพลัง ถ้ามารวมกันอย่างนี้ตามตัวอย่างภาพที่เห็นนี้และอย่าไปดูถูกใครไม่มีใครยิ่งใหญ่พอที่จะทำการใหญ่สำเร็จได้ตามลำพัง และก็ไม่มีใครเล็กเกินไปจนช่วยทำการใหญ่ไม่ได้เราทุกคนมีความสำคัญหมดในทุกเรื่องทุกประการ ข้อสำคัญบริหารจัดการให้ดี และจะเกิดพลังมหาศาลอาตมาฝากท่านทั้งหลายไว้เพียงเท่านี้ถ้าช่วงท้ายใครมีคำถามขอเชิญ


24 หลักการพระพุทธศาสนากับการจัดการสังคม พระพรหมบัณฑิต หลักการทางพระพุทธศาสนาที่ใช้ในการจัดการสังคม ได้แก่ การพัฒนาตนเอง (เช่น ความเพียร การพึ่งตนเอง) และ การพัฒนาสังคม นอกจากนี้ยังมีหลักการบริหารจัดการอื่นๆ เช่น หลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ และการใช้หลักธรรมในระดับบุคคลและผู้นำการพัฒนาตนเอง• พึ่งพาตนเอง (อัตตา หิ อัตตาโน นาโถ) การมีความเข้าใจในความเป็นจริงและพัฒนาศักยภาพของตนเอง• ความไม่ประมาท (อัปปมาทสัมปทา) การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เห็นคุณค่าของเวลาและเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ• การพัฒนาตนให้เต็มศักยภาพ (อัตตสัมปทา) การเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถพัฒนาได้ และพัฒนาความสามารถอย่างเต็มที่การพัฒนาสังคมและบริหารจัดการ• สังคหวัตถุ 4 ธรรมเพื่อการสงเคราะห์และสร้างความสามัคคีo ทาน การให้ปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และแบ่งปันo ปิยวาจา การพูดจาด้วยความสุภาพ ไพเราะ อ่อนหวาน และจริงใจo อัตถจริยา การบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นและสังคมo สมานัตตตา การมีความเสมอภาคเท่าเทียมและประสานงานให้เกิดความร่วมมือ• สัปปุริสธรรม 7 หลักในการเป็นผู้มีปัญญาo ธัมมัญญุตา ความรู้จักเหตุ รู้กฎเกณฑ์ และหลักการo อัตถัญญุตา ความรู้จักความหมาย ประโยชน์ และผลลัพธ์ที่คาดหวังo อัตตัญญุตา ความรู้จักตนเอง จุดแข็ง จุดอ่อน และขีดความสามารถ• หลักการบริหารจัดการ การใช้หลักธรรมในการบริหารงานและบุคลากรo การวางแผน การกำหนดขั้นตอน คาดการณ์อุปสรรค และกำหนดนโยบายo การบริหารคน การใช้หลักความเสมอภาค ความสามารถ ความเหมาะสม และความยุติธรรมo การสร้างผู้นำ การมีปัญญามองไกล มีความชำนาญ และมีทักษะมนุษยสัมพันธ์การประยุกต์ใช้ในสังคม• การบริหารกิจการ การใช้หลักอิทธิบาท 4 เพื่อให้ประสบความสำเร็จ• การสร้างความสัมพันธ์การปฏิบัติต่อบุคคลที่สัมพันธ์ด้วยให้ถูกต้องตามฐานะ เช่น บิดามารดา ครู อาจารย์ และมิตรสหาย• การรักษาประเพณีและวัฒนธรรม การเข้าร่วมพิธีกรรมเพื่อสร้างความสามัคคีและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม


พระพรหมบัณฑิต บทที่ ๒ กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๑พระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. ราชบัณฑิต อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสhttps://www.youtube.com/watch?v=1N4ieSKjLScขอโอกาส ท่านเจ้าคุณพระธรรมรัตนากร และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีเจ้าคณะพระสังฆาธิการเรียนท่านพระสังฆาธิการ ระดับวัด ระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ทุกรูป ตามที่ท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดได้กล่าวให้ที่ประชุมได้ทราบถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดประชุมพระสังฆาธิการ ซึ่งมีพวกเราเข้ามาร่วมประชุมทั้งจังหวัดนั้น ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ประชุมกันไปตามวัตถุประสงค์สำเร็จเรียบร้อย ตั้งแต่ต้นจนครบกำหนด ๒ วัน ได้ผลตามที่ตั้งไว้ จึงขอเปิดประชุมพระสังฆาธิการ และขอมีส่วนในการถวายข้อคิดความเห็นประกอบการพิจารณาในการประชุมครั้งนี้ไม่สามารถที่จะมาร่วมในพิธีโดยตรงได้ เพราะว่าตอนเช้าเก้านาฬิกาเช้าวันนี้ผมรับการทำสามีจิกรรมจากผู้แทนของท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมท่านนายกรัฐมนตรีได้ส่งผู้แทนมาทำถวายสักการะทำสามีจิกรรมในเทศกาลเข้าพรรษา ซึ่งนัดล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น ก็เลยได้เรียนท่านเจ้าคณะจังหวัดว่า ขอปรับวิธีการเปิดประชุมโดยให้สอดคล้องกับยุคสมัย คือใช้สื่อออนไลน์เพราะว่าสถานการณ์ของโลกและบ้านเมืองไม่ปกติ จึงมีการคิดวิธีการประชุมทางไกลและวิธีการอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับยุคสมัยในส่วนของวัดของผมนั้นได้ทำมาเสมอ ก็เลยคิดว่าทางจังหวัดปทุมธานีก็คงได้ทำเช่นเดียวกัน จึงใช้การบรรยายการเปิดประชุมผ่านโปรแกรม Zoom และเนื่องจากว่าผมบรรยายจากที่ไกล จะพูดอย่างเดียวเดี๋ยวท่านก็จะตามไม่ทัน ก็จึงได้ใช้อุปกรณ์เป็นภาพประกอบ หัวข้อที่จะถวายความรู้วันนี้ชื่อ \"กลยุทธ์ในการบริหารวัด\" โดยมีภาพประกอบ ถือตามภาษิตว่า \"ภาพหนึ่งภาพ จะมีค่าเท่ากับคำพูด ๑,๐๐๐ คำ\"เห็นแล้วเข้าใจง่าย จำได้ง่ายด้วย จึงได้จัดส่งภาพมาให้ท่านทั้งหลายได้ชม ได้ฟัง ได้อ่านไปพร้อม ๆ กันหัวข้อวันนี้ที่ตั้งชื่อว่า \"กลยุทธ์ในการบริหารวัด\" นี้คำว่า กลยุทธ์นี่เป็นคำบัญญัติใหม่ของฝ่ายบ้านเมือง ไม่ได้หมายถึงกลวิธีในการรบ แต่เขาหมายถึงแปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Strategy ก็คือเป็นวิธีการดำเนินการให้มีประสิทธิผล โดยการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ตอนนี้โควิดระบาด และมีมาตรการของฝ่ายรัฐมากมาย และรวมถึงกระทบไปที่ฐานเศรษฐกิจของญาติโยมที่อุปถัมภ์เรา ถ้าเราจะทำงานเหมือนเดิม ใช้ทุนเท่าเดิม งบประมาณเดิม คงไม่ได้ที่ผ่านมา แทนที่เราจะไปบิณฑบาตรับการอุปถัมภ์จากญาติโยมเป็นหลัก ก็กลับกลายว่าเราจะต้องตั้งโรงทาน ทำสวน ทำตู้พระธรรม ตู้ปันความสุข อันนี้เป็นการปรับกระบวนการ วิธีการ เราเรียกว่า กลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง๑พระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. ราชบัณฑิต อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวาศาวาส เป็นประธานเปิดการประชุมและบรรยายถวายความรู้ทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) เรื่อง \"กลยุทธ์ในการบริหารวัด\" ในพิธีเปิดการประชุมพระสังฆาธิการของคณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี ประจำปี ๒๕๖๓.


๒๖ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต ทีนี้ เมื่อเป็นอย่างที่ว่ามานี้มีประเด็นที่อยากจะฝากไว้เบื้องต้น ก่อนจะไปถึงเรื่องนั้นก็คือ ถ้าท่านทั้งหลายเป็นผู้บริหารจัดการกิจการของวัด เป็นสมภาร เพราะฉะนั้น ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือจัดการกิจการของวัดให้เรียบร้อย ท่านจะต้องมีเครื่องมือ เครื่องมือที่ช่วยให้ท่านทำงานสำเร็จ เราเรียกว่า อำนาจ แต่อำนาจในการสั่งการ ในการทำงานมาจาก ๓ แหล่ง ด้วยกัน ตามที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ประทานข้อแนะนำไว้ในปีพ.ศ. ๒๔๔๕ ว่า \"ภิกษุสงฆ์มีกฎหมายอันจะพึงฟังอยู่ ๓ ประเภท คือ กฎหมายแผ่นดิน ๑ พระวินัย ๑ จารีต ๑\"เวลาที่เราปกครองคณะสงฆ์ มีการประชุมวันนี้ ถ้าเราใช้กฎหมายแผ่นดิน ก็เพราะว่าเป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม ตัวอย่างที่ท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดได้ปรารภแล้ว มติมหาเถรสมาคม อำนาจของมหาเถรสมาคมมาจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฎหมายแผ่นดินเรามีข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ตามพระวินัย หลายเรื่องเราทำเป็นจารีต คือ ประเพณีทำสืบต่อกันมา อย่างเช่นตอนนี้เป็นข้อสัญญัติเป็นที่รู้กันว่าปีหนึ่งนี้เราจะต้องมีการประชุมพระสังฆาธิการระดับวัดกันทั่วทุกจังหวัดทุกภาค ในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงยกพระบาลีว่า\"อนฺุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนฺุวตฺติตุงฺ\" \"ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้คล้อยตามพระเจ้าแผ่นดิน\" คล้อยตามพระเจ้าแผ่นดินก็คือพระบรมราชโองการ พระราชบัญญัติกฎหมายบ้านเมือง และกฎหมายลูกทั้งหลาย ถ้าเราอยู่ประเทศไหน ก็ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น อันนี้ก็คือมารวมกันเป็นกฎหมายของคณะสงฆ์พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทีนี้ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นี้ได้ให้หน้าที่ให้เจ้าอาวาสมีหน้าที่ตาม มาตรา ๓๗อันนี้ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กำหนด มาตรา ๓๗ ว่ามีหน้าที่ดังนี้1. บำรุงรักษาวัด จัดกิจการศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปด้วยดี2. ปกครอง ทั้งคฤหัสถ์บรรพชิต3. ให้การศึกษาอบรม สั่งสอน นี่ก็คือทั้งการศึกษาการเผยแผ่4. ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล ข้อ ๔ เขาเขียนมาเพราะไม่ต้องการให้เราปิดวัด โยมเขาจะมาบำเพ็ญกุศล ปิดวัดไม่ได้ เราไม่ถูกกับโยมจะไม่ให้เขามาตั้งศพบำเพ็ญกุศล ไม่ให้เข้ามาในวัดก็ไม่ได้ เพราะกฎหมายให้ถือว่าเป็นหน้าที่ แม้เขาจะมาบำเพ็ญกุศลอะไรก็ตามห้ามไม่ได้ มันผิด วงเล็บ ๔ นี้บางทีไปห้ามญาติโยมคนนั้นคนนี้เข้ามาบำเพ็ญกุศลในวัดเลยทำไม่ได้ เพราะเรามีหน้าที่ตามวงเล็บ ๔การจะทำหน้าที่ตามทั้ง ๔ ข้อนี้ ท่านจะเห็นว่า ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ นี้กำหนดไว้ ๔ ด้าน คือ ปกครอง ศึกษา เผยแผ่ สาธารณูปการ แต่ตอน พ.ศ. ๒๕๐๕ มีแค่ ๔ ข้อ โดยถ่ายงานมาจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๔๘๔ ตอนนั้น ให้มีสังฆมนตรี สังฆนายก แบ่งงานของคณะสงฆ์เป็นกระทรวงเรียกว่า องค์การ สมัย พ.ศ. ๒๔๘๔ มี๔ องค์การด้วยกัน องค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ องค์การสาธารณูปการงานคณะสงฆ์ทุกวันนี้ ก็ยังมีทั้งสี่นั่นแหละ ปกครอง ศึกษา เผยแผ่ สาธารณูปการ เจ้าอาวาสนี้ทำงานหลัก ๔ ข้อ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์๒๕๐๕ มาตรา ๓๗ หน้าที่มันจะมี ๔ แต่พอมาปี๒๕๓๕งานของเจ้าอาวาสขยายเพิ่มอีก ๒ งาน เวลาทำประวัติ ทำอะไรต่อ เรายังให้เน้น ๔ ข้อ ผลงานเจ้าอาวาส แต่จริง ๆ มันเพิ่มมาอีก ๒ ข้อ ในปี ๒๕๓๕ คือ ศึกษาสงเคราะห์กับ สาธารณสงเคราะห์ผมได้พูดถึงการสาธารณสงเคราะห์เราจะต้องตั้งโรงทาน หรืออย่างที่วัดปทุมธานี เจ้าคณะจังหวัดท่านเน้นเรื่อง วัดประชารัฐสร้างสุข ก็เป็นงานสาธารณสงเคราะห์


กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๒๗พระพรหมบัณฑิตการศึกษาสงเคราะห์กับ ศาสนศึกษา ต่างกันศาสนศึกษา หมายถึง การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้กับพระภิกษุสามเณร เป็นการสร้างศาสนทายาท ใครจะสืบต่ออายุพระศาสนา จะต้องมาเรียนบาลี เรียนนักธรรม เรียนสาย ๓ ประโยค อะไรก็ตาม โดยสมัครใจเรียนพระปริยัติธรรม เราจัดการศึกษาให้ศาสนทายาทเหล่านี้เรียกว่า ศาสนศึกษา ทำเป็นผลงานได้เวลาทำประวัติส่วน ศึกษาสงเคราะห์ นี้ หมายถึง การให้การศึกษาแก่คฤหัสถ์ โดยเฉพาะนักเรียนในท้องถิ่น จึงมีทุนการศึกษาสงเคราะห์ ถ้าแจกทุนการศึกษา แต่บางแห่งก็มีโรงเรียนการกุศลของวัด การที่เราช่วยสร้างอาคาร ช่วยอะไรต่าง ๆ แก่โรงเรียน มันก็อยู่ในหมวดศึกษาสงเคราะห์การขับเคลื่อนงาน ๖ ด้าน ด้วยอำนาจและบารมีงานทั้ง ๖ ด้าน นี้ของวัด เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องขับเคลื่อน ก็คือทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย ในฐานะเป็นผู้นำของวัด ของชุมชน และเราจะสั่งให้คนทำตามเราได้อย่างไร เราต้องมีอำนาจ อำนาจนั้นมาจาก ๒ แหล่งแหล่งที่ ๑ มาจากกฎหมาย กฎหมายให้อำนาจแหล่งที่ ๒ มาจากบารมีส่วนตัว เขาเคารพนับถือเรา เราเป็นอุปัชฌาย์ เราเป็นอาจารย์ เรามีพระคุณ เขาก็ทำตาม คนไทยเรียกว่า พระเดช กับ พระคุณ แต่ถ้าท่านจะเป็นเจ้าอาวาสที่ประสบความสำเร็จ ท่านต้องมี ๒ อย่าง 1. พระเดช คือ ใช้อำนาจอาญาสิทธิ์ตามกฎหมายได้ครบถ้วน และไม่เกินอำนาจ เขามีให้แค่ไหน เราทำตามนั้น และมีกี่ข้อเราพยายามใช้ให้ครบ2. พระคุณ พระคุณนี้เพิ่มได้เรื่อย ๆ เราทำสาธารณสงเคราะห์ ศึกษาสงเคราะห์ ทำเผยแผ่ ทำศาสนูปถัมภ์ แม้กระทั่งปกครองศึกษานี้ สร้างบารมี สร้างพระคุณให้ไป แค่ท่านไปนั่งอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าคณะตำบล ถ้าเป็นอุปัชฌาย์ เพราะอุปัชฌาย์นี่หรือเป็นเหมือนกับเป็นบิดา ที่ให้เขากำเนิดในพระศาสนา ถ้ามีพระคุณ เขาสึกหาลาเพศไปยังไง เราก็สามารถที่จะสั่งเขาได้ ขอให้เขาช่วยได้ หรือท่านเป็นนักเผยแผ่ นักเทศน์ นักสอน สอนกรรมฐาน อะไรก็แล้วแต่ ลูกศิษย์ลูกหาเยอะมาก ถ้าท่านมีบารมี ถ้ามีพระคุณ ฉะนั้นเวลาจะให้เขาทำงาน จะให้เขาปฏิบัติหน้าที่อะไรมันง่าย หรือเจ้าอาวาสลงสอนนักธรรม สอนบาลีนี้ พระเณรในวัดเป็นครูบาอาจารย์ เขาก็เชื่อฟังท่าน อันนี้เป็นพระคุณ เป็นบารมีส่วนตฯ ท่านต้องทำต้องสะสม แต่ไม่ใช่เป็นเจ้าอาวาสอยู่บนหอคอยงาช้าง เอาแต่สั่งๆ ท่านใช้พระเดชอย่างเดียว มันอยู่ได้ไม่นาน แต่ถ้าเราจะนั่งในหัวใจคนนี้ ท่านต้องทำประโยชน์ให้เขา ท่านจะต้องมีบารมีอันนี้ฝากไว้ เพราะว่าบางทีเอาแต่สั่ง ๆ หรือใช้อำนาจสายการปกครองมากไป ไม่ไปตรวจเยี่ยม ไม่สนับสนุน ไม่อุปถัมภ์ไม่อะไรเลย เป็นเจ้าวัด ทำแบบนั้นอย่างเดียวก็ไม่ได้เขามีปัญหาเดือดร้อน ท่านช่วยเขาด้วย หน้าที่ของเจ้าคณะทุกระดับ นอกจากจะไปตรวจการณ์ หรือไปสั่งการ แล้วนี้ มันจะต้องช่วยแก้ไขข้อขัดข้องของผู้ใต้บังคับบัญชา มันจะมีอยู่ในหน้าที่ และเป็นเจ้าคณะในระดับใดก็ตาม เมื่อวัดมีปัญหาไม่ใช่ปล่อยให้เขาเอาตัวใครตัวมันอีก หรือขอแก้ปัญหาสะเปะสะปะ บางทีเจ้าอาวาสบารมีไม่พอ อำนาจไม่พอ ก็ต้องขอบารมีเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอลงไปช่วย อันนี้มันจะเป็นหน้าที่หนึ่งในกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ - ๒๔ นี้ ฉบับที่ ๒๓ แก้ไขข้อขัดข้องของเขตที่ตัวเองปกครอง มีการไปแก้ไขเป็นหน้าที่ก็จริง แต่มันเป็นพระคุณ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาเผชิญปัญหาตามยถากรรม มีอะไรคุยกัน ซึ่งในฐานะที่ผมมารับผิดชอบตรงนี้ มีอะไรก็คุยกัน บอกกัน ช่วยกันแก้ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ก็เพราะว่ามันก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือ แก้ไขข้อขัดข้อง ข้อบกพร่องกัน แนะนำกัน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างบารมีหรือพระคุณ


๒๘ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต ทีนี้พระเดช มาจากไหน พระเดชนี้มาจากมาตรา ๓๘ เจ้าอาวาสมีอำนาจ ดังนี้1. ห้ามบรรพชิตคฤหัสถ์ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาส เข้าไปอยู่อาศัย ไม่ใช่ห้ามเขามาทำบุญ ห้ามเข้ามาอยู่อาศัยพักอยู่ในวัด2. สั่งให้บรรพชิตคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาส ออกไปเสียจากวัด เมื่อไม่อยู่ในโอวาทให้ออกได้ มีคำสั่งให้ออกไปได้3. สั่งให้บรรพชิตคฤหัสถ์ผู้อาศัยในวัดนี้ ทำงาน ทำทัณฑ์บน (คำว่า ผู้อาศัย ก็คือศึกษาเล่าเรียนอะไร โดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ก็ว่ากันไป) อันนี้ก็มันเป็นอำนาจที่ท่านมี และเราก็ทราบกันดีนอกจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับนี้แล้ว อำนาจของเจ้าอาวาสมันแฝงไว้อีก อยู่ในกฎหมายอาญา เพราะว่ากฎหมายคณะสงฆ์มาตรา ๔๕ ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายอาญาให้อำนาจแล้ว ก็คือมาตรา ๔๕ นี้ ท่านต้องไปดูในกฎหมายอาญาว่า ในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน ท่านมีอำนาจอะไร และได้รับการคุ้มครองอย่างไรในการปฏิบัติงาน อันนี้ก็เป็นอำนาจทีนี้คำว่า เจ้าพนักงาน คืออะไรมีคำพิพากษาฎีกา 700/๒๔๙๐ บอกว่า องค์ประกอบของการเป็นเจ้าพนักงาน อย่างพระเรา จะได้เป็นเจ้าพนักงานเมื่อไร1. ต้องมีการแต่งตั้ง รับการแต่งตั้งนั้นก็คือแต่งตั้งตามกฎหมายที่ให้อำนาจ เจ้าคณะจังหวัดแต่งตั้งเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล ตัวท่านเจ้าอาวาสก็เป็นเจ้าพนักงาน เพราะมีการแต่งตั้ง2. เป็นการแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติราชการ เป็นเจ้าอาวาส ก็เป็นเจ้าพนักงานในเขตของวัด และเป็นเจ้าคณะตำบล ก็ในเขตตำบล ไม่ข้ามไปเป็นเจ้าพนักงานในจังหวัดอื่น ตำบลอื่น และกำลังเป็น ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลอยู่ ปฏิบัติราชการในตำบลมี แต่ถ้าท่านออกนอกเขตหรือไม่เกี่ยวกับงาน ไม่เกี่ยวกับตำบล ไม่ได้อยู่ในหน้าที่การปฏิบัติเจ้าพนักงานตรงนั้น นี้ไม่ได้รับการคุ้มครองเป็นยังไงจะให้ดูก็คือเวลาที่ท่านสั่ง คำสั่งของเจ้าอาวาสจะมีผลในเขตที่ท่านปฏิบัติหน้าที่คือในวัดของท่านกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ \"ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงาน\" (สมมติคำสั่งของเจ้าอาวาสให้ทำงานหรือให้อะไรก็ตาม หรือให้ออกจากวัด สั่งตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้แล้ว) แล้ว \"ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ วัน หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ\" อันนี้ไม่มีอยู่ในกฎหมายคณะสงฆ์มีอยู่ในกฎหมายอาญาเรื่องไปถึงศาลฎีกา เมื่อเจ้าอาวาสสั่งให้พระออกจากวัด ไล่ออกจากวัดแล้ว พระรูปนั้นไม่ยอมออกซึ่งที่ไม่ออก เพราะว่าบารมีพระคุณไม่พอ แต่ถ้าเราอยู่สมัยก่อน เราอยู่ร่วมกันนี้ ถ้าเจ้าอาวาสบอกออกไปให้อยู่ ไม่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยซ้ำ แค่ไล่ออกแล้วออกเลยท่านเป็นครูบาอาจารย์เราเคารพ ในสมัยนี้บางแห่งบางที่ บารมีไม่พอ เป็นผู้บริหารบ้างอะไรบ้าง ไม่มีคำสั่งเขาไม่ออก พอไม่ออก จะทำยังไง ก็ต้องแจ้งตำรวจ ต้องฟ้องศาล ต่อสู้กัน บางวัดสู้กันถึง ๓ ศาล ศาลฎีกา ถ้าเจ้าอาวาสชนะ ศาลเขาก็อาจจะบอกว่า ฝ่ายที่ขัดคำสั่งเจ้าอาวาสนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑๐ วัน(เป็นพระแล้วติดคุก ๑๐ วันนี้ มันต้องสึก เป็นเรื่องร้ายแรง) หรือค่าปรับ ไม่เกิน ๕๐๐ บาท(ต่อสู้กันตั้ง ๓ ศาล ได้ค่าปรับ ๕๐๐) แต่ท่านจะต้องปฏิบัติตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ฝ่ายที่ออกคำสั่งไม่รอบคอบ ไม่อะไร อาจจะโดนฟ้องกลับได้ฉะนั้น เมื่อผมรับตำแหน่งเจ้าคณะภาค ๒ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วสมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านบอกว่า ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าคณะภาคก็คือก่อนหน้านั้นไปอีก ๓๐ ปีนี้ ก็คือ๕๐ ปีที่แล้วเป็นใหม่ ๆ นี้ มันปกครองง่ายกว่าเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เพราะว่า พระสมัยก่อน เคารพกัน เป็นครู


กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๒๙พระพรหมบัณฑิตเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์มีความสัมพันธ์บารมีสูง มาแล้วสั่งการก็ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ตามพระวินัย และปฏิบัติตาม โดยมีพระธรรมวินัยเป็นฐานรองรับในการปฏิบัติมีแต่พอมาระยะหลัง โดยเฉพาะเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมาจนปัจจุบัน เขาไม่ปฏิบัติตามง่ายๆ เขาจะถามว่า \"มีอำนาจตามกฎหมายไหม\" \"ถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า\" มีกฎระเบียบในศาสนานี้ปฏิบัติตามนั้นไหม ถ้าไม่ตรงตามกฎหมาย หรือไม่ได้อ้างกฎหมาย เขาแย้ง\"เพราะฉะนั้น พระสังฆาธิการในยุคหลังนี้อาศัยพระคุณ อาศัยบารมีส่วนตัวอย่างเดียว คงไม่ได้ ต้องแม่นในกฎระเบียบกฎหมายบ้านเมืองด้วย จึงจะบริหารได้ เรียกว่าบริหารกิจการคณะสงฆ์ได้รัดกุม อย่างราบรื่น ไม่มีจุดอ่อนให้เขาฟ้องกลับ โจมตีหรือทำดีไม่ได้ดีผมก็ยังชื่นชมว่าเจ้าคณะพระสังฆาธิการนี้หลายรูปไปศึกษาไปเรียนเพิ่มเติม อย่างเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีก็ไปเรียนนิติศาสตร์ในกฎหมาย ก็ไม่ได้เอาไปประกอบวิชาชีพ ไม่ได้เป็นทนายความ ไม่ได้เป็น ไม่ได้เรียนเนติบัณฑิตอะไร แต่เอาไว้บริหารคณะสงฆ์ ศึกษาเรียนแล้ว เอาไว้ทำอะไรให้มันถูกต้อง รอบคอบ ไม่มีจุดอ่อน เพื่อให้เป็นไปอย่างที่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม บอกว่าปกครองยากต้องแม่นในกฎระเบียบกฎหมายบ้านเมือง ในยุคนี้ ซึ่งผมเห็นด้วย แล้วก็ขอเจ้าคณะพระสังฆาธิการนี้ดูกฎ ดูระเบียบ เวลาทำอะไร สั่งอะไร ดูว่าอยู่ในขอบเขต ในหน้าที่ไหม แก้คำพูดใช้ถูกไหม บางทีคำสั่งนี้ผิดไปคำสองคำนี้ มีผู้ท้วงมาที่ผมนี้ ผมก็รู้เลย ทำไมมันมีปัญหา เพราะใช้คำพูดผิดตามกฎหมายที่สอบสวน ผมเคยได้สอบสวนเจ้าอาวาสหรืออะไรก็ตามนี้ ว่าทำงานหย่อนต่อหน้าที่ เพราะฉะนั้น ก็ภาคทัณฑ์ท่าน ในคำรายงานบอกว่าหย่อน แต่ให้ภาคทัณฑ์ คำว่า หย่อน นี้หรือหย่อนความสามารถ มันคือให้ออกข้อ ๔๑ ของกฎ ๒๔ ถ้าใครไปสอบแล้วบอกว่าหย่อน หรือหย่อนความสามารถ แล้วไปเขียนอย่างนั้นแล้ว ก็ให้ภาคทัณฑ์นี้มันขัดกัน เพราะฉะนั้นต้องใช้คำอื่น ถ้าเขาตั้งเรื่องกรรมการตั้งเรื่องไว้หย่อนความสามารถจากเจ้าอาวาส ให้ออกเลยตามกฎหมาย ถ้าไม่งั้นนี่ ถ้าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มันต้องละเอียดอย่างนี้เอาเป็นว่าอยู่ตรงนี้มาตรา ๓๖๘ นี้ กฎหมายเขาคุ้มครองเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจอะไร ๆ คำสั่งเจ้าพนักงานก็มีโทษ ขัดคำสั่งเจ้าอาวาสก็มีโทษ อันนี้กฎหมายอาญา ไม่ได้อยู่ในกฎหมายคณะสงฆ์ทีนี้ ท่านกำลังประชุมอยู่ อย่างประชุมนี้ ในฐานะเจ้าคณะจังหวัด แม้ไม่ได้อยู่วัดนี้ แต่ว่ามาวัดอื่นมาประชุมในฐานะเป็นเจ้าคณะจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม ใครมาพูดจาดูหมิ่น กระทบกระทั่งเจ้าคณะจังหวัด ขณะปฏิบัติหน้าที่เหมือนกับท่าน เข้าไปไกล่เกลี่ยให้คนมาทะเลาะกันนี้ ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดก็ออกไปห้าม มันมีคนตะโกนดูหมิ่นเรา ไม่มีอำนาจอย่างนั้นอย่างนี้ใช้คำหยาบอะไรต่าง ๆ นี้ ถือว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งเราทำตามหน้าที่ ถ้าใครทำอย่างนั้น ติดคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาทใช่ไหม มาตรา ๑๓๖\"เพราะฉะนั้น เจ้าอาวาสนี้เราจะเรียกอาญาวัดก็ได้ เรียกมาไกล่เกลี่ยได้ คนทะเลาะกัน หรือมีเรื่องปัญหาเรามาไกล่เกลี่ย เราเรียกมาประชุมกัน เขาต้องสั่ง ถ้าสั่งมีคำสั่งของเจ้าพนักงานอย่างเราแล้วก็อย่ามาแย้ง มาดูหมิ่นอะไรไม่ได้เลย ดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ใช่วันไหนเราไปต่างจังหวัดแล้วไม่เกี่ยวกันเลย แล้วมีคนมาว่านั้นไม่ใช่ว่า แล้วมาด่า มาว่ามันไม่ใช่ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน อันนั้นอาจจะเป็นหมิ่นประมาท คนละมาตรากันทีนี้ แต่ก็ต้องระวังนิดหนึ่ง ถ้าเราเป็นเจ้าพนักงาน มีอำนาจมีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครอง แต่อำนาจมันมากับความรับผิดชอบ ฉะนั้น มาตรา ๑๕๗ ได้โดนกันบ่อย ท่านต้องระวังมาก นายกรัฐมนตรีก็โดน ๑๕๗ผู้บริหารก็มีสิทธิ์โดน ๑๕๗ ทั้งนั้นแหละ ผู้บริหารวัดโดนกัน ท่านจะต้องระวังข้อนี้ไว้ เมื่อเป็นเจ้าพนักงาน


๓๐ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต ปุ๊บ ๑๕๗ มันจะตามมาเล่นงานพวกเราอยู่เรื่อยเลย บางคนก็เลยบอกว่า ไม่เป็นเจ้าพนักงานได้ไหม ตัดออกเลย มันจะได้ไม่โดน ๑๕๗ แต่ข้อดีมันก็มี ทำให้เรามีอำนาจในการบริหารปกครอง แต่ต้องระวังมาตรา ๑๕๗มาตรา ๑๕๗ เป็นยังไงผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ ๑ ปีถึง ๑๐ ปีและปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาทถึง ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันนี้โทษหนักและเราปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น ไปกลั่นแกล้งคน เขาฟ้องเราไปขับไล่ไปทำอะไร แต่โดยมิชอบ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออำนาจหน้าที่ของเรา แล้วมันเกิดความเสียหาย เขาพิสูจน์ได้ว่ามันเสียหายแก่เขา เช่น ไปตัดสิทธิ์บางอย่างจนกระทั่งเขาเสียสิทธิ์ เสียเงิน เสียอะไรก็แล้วแต่ เสียชื่อ เราทำแล้วเขาเสียหาย เขาฟ้องเรา ๑๕๗เราไม่ทำและละเว้นอีก มีโรงเรียนบางแห่ง ผู้อำนวยการโดนฟ้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่คือเขามีสิทธิ์ที่จะเสนอได้รางวัลครูดีเด่น กรรมการเสนอมา ผอ. ไม่ชอบหน้าคนนี้เลย เลยไม่เสนอ เพราะไม่เสนอตามมติกรรมการนะ เขาก็เสียสิทธิ์ในการเป็นครูดีเด่นของจังหวัด เขาก็ฟ้องถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เขาเสียผลประโยชน์ และนอกจากนี้ละเว้นการปฏิบัติหรือละเว้นโดยทุจริต มีนอกมีใน มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีอะไรต่าง ๆ ก็โดนเท่านั้นแหละ ก็ต้องระวังมาตรานี้ อาจจะต้องนักกฎหมายช่วยขยายความก็ได้ผมพูดสรุปก็แล้วกันว่า มันครอบคลุมอะไร แล้วก็ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นที่พระเรามักจะโดนอันดับแรกเลยมาตรา ๑๕๗ จะได้ติดตามข่าว ก็จะเอาตรงนี้เข้ามา เพราะว่ามันมีรายละเอียดมาก ละเว้นหรือปฏิบัติก็โดนทั้งนั้น แต่ว่ามันชอบหรือมิชอบ ทุจริตเป็นทุจริต มันเป็นประเด็นที่จะต้องเขาจะต้องพิจารณาทีนี้ผมจะไปพูดเรื่องการบริหารวัดในสถานการณ์ที่มันเปลี่ยนแปลง คือ ปรับกลยุทธ์ สิ่งหนึ่งที่ท่านเจ้าอาวาสทั้งหลายจะต้องท่องไว้ในใจ ผู้รับผิดชอบ รับผิดชอบกิจการของวัดทั้งวัดนี้เราเรียกสมภารสมภาร ก็คือความรับผิดชอบ สะสมภาระ ใช่ แต่การที่เรารับภาระไว้รับผิดชอบไว้นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำงานคนเดียว เราต้องเลือกกัน สมภารไม่ใช่ว่า ขอโทษ สากกะเบือยันเรือรบ มาให้เราทำงานหมด ไม่ใช่เราไม่ได้ทำ แต่รับผิดชอบหมด อาจเกิดอะไรขึ้นที่ไหน เราต้องรู้ผิดพลาดเราต้องแก้ไข สำเร็จเราก็ได้ดี ได้ทั้งคำชมและก็ผลตอบแทน มันจึงเป็นสมภาร แต่เราไม่ได้ทำงานคนเดียวการบริหารวัด คือ ทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยคนอื่น อันนี้เป็นแนวคิดแบบฝรั่ง ท่านมีลูกน้อง ๑ คน ท่านจะเป็นผู้บริหาร อย่างบริหารครอบครัวบริหารวัด มีลูกศิษย์พระเณรอาจจะมีแค่น้อยมากหรือไม่มี แต่อุบาสกอุบาสิกาคนที่มาทำบุญเราแล้วก็ต้องบริหาร ดูแลกุฏิ เสนาสนะ ห้ามพังโครมลงไปโดยไม่มีการปฏิสังขรณ์ มันก็ต้องสั่งคนให้ทำ ทำความสะอาดวัด ทำอะไรต่างๆ แม้แต่ในการบริหารคณะสงฆ์นี้พระพุทธเจ้าเน้นให้ทำ ๒ อย่าง \"อลัง กาตุง\" ทำเองก็ได้ \"อลัง สังวิธาตุง\" จัดการให้คนอื่นทำก็ได้ ตอนที่ยังไม่มีใคร งาน ๖ ด้านนี้ ปกครอง ศึกษา เผยแผ่ สาธารณูปการ ศึกษาสงเคราะห์ สาธารณสงเคราะห์บางเรื่องเราต้องลงไปทำเอง แต่บางเรื่องใช้คนอื่นทำ เพราะเราทำ ๖ หน้าไม่ไหวสมมติว่า ทางด้านการเผยแผ่ เรื่องเทศน์เรื่องสอนเราไม่ถนัด เราก็\"อลัง สังวิธาตุง\" จัดการให้มีการอบรมประชาชนประจำตำบล มีคนมาเทศน์มาสอน เราสั่งการ ให้คนอื่นทำ อย่างงานวัดประชารัฐสร้างสุขเราไม่สามารถจะลงไปคลุกได้ทั้งหมด จัดการตั้งกรรมการให้คนอื่นทำ แต่บางเรื่องมันต้องเราสอน อย่างเช่นสอนบาลีเรารู้เราเป็นมหาเปรียญเอก สอนดีกว่าคนอื่น ให้ลูกน้องไปสอนตกหมด เราต้องไปสอนเอง อย่างนี้อลัง กาตุง ทำเองก็ได้


กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๓๑พระพรหมบัณฑิตหรือเวลาญาติโยมมานะวันพระเล็ก ๆ อาจจะให้องค์อื่นเทศน์ แต่ถ้าคนมาเยอะ เราต้องเป็นคนเทศน์ เขามาอยากมาฟังเราเทศน์ เราก็เทศน์เอง อย่างในวัดประยูรฯ ผมนี้๘ ค่ำ ให้พระลูกวัดเทศน์ เขาจะได้มีเวทีแสดงออก พอ ๑๕ ค่ำ ๑๔ ค่ำ เจ้าอาวาสเทศน์เอง อลัง กาตุง มีแต่ตอน ๘ ค่ำ อลัง สังวิธาตุง จัดการให้คนอื่นเทศน์อย่างนี้ก็มีการบริหารการจัดการ ก็ไม่ใช่ว่าเราทำคนเดียว แต่ทุกอย่างมันต้องอยู่ในหูในตาในความรับรู้ของเรา คือเราต้องวางแผน นักบริหารนี้ท่านบริหารวัดนี้ ท่านจะต้องรับรู้ทุกเรื่อง ว่าใครหมกเม็ดเอาไว้ เรียกมาถามจะทำอะไรยังไง เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่าวางแผนก็ได้ มีวิสัยทัศน์ก็คือ ทีฆทัสสีมองการณ์ไกล ท่านมองออกไหมว่าในยุคนี้นี้ เมื่อเกิดโควิดระบาดนี้ คนเขาไม่ได้มาทำบุญโดยตรงที่วัด ไม่ได้มาฟังเทศน์ นี้ ท่านเตรียมการที่จะเทศน์ออนไลน์หรือเปล่า เตรียมไว้ก่อนไหม ถ้าท่านเตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ คนไม่ต้องมาที่วัดก็ฟังท่านเทศน์ จะร่วมทำบุญก็จะโอนเงินต่าง ๆ มันก็ง่ายมาก มีทั้งธนาคาร E-Bank ฉะนั้นการวางแผนไว้ก่อน โดยการมองการณ์ไกลนี้มันจะได้เตรียมการ และนี่คือหน้าที่ของเจ้าอาวาส ท่านจะต้องวางแผนไว้ แผนจะเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะอยู่ในหัวก็ได้ แต่ถ้าอยู่ในหัวท่านต้องสามารถในการถ่ายทอด ต้องสื่อ ต้องมีความสามารถในการสื่อสารความคิดแผนความประสงค์ของท่านนี้ ให้คนอื่นเขาตามทัน ไม่งั้นเขาจะมาทำงานกันได้ไง ปัญหาของเจ้าอาวาสคือ พูดไม่รู้เรื่อง สมมติ คนเลยไม่รู้จะทำงานยังไง ท่านพูดไม่รู้เรื่องให้คนอื่นช่วยเขียน เขียนเป็นแผนอธิบายว่าจะต้องทำยังไงบ้าง ปีนี้เราจะก่อสร้างอะไร บูรณะอะไร นักธรรมบาลี จะเอาเงินมาจากไหนก็ว่ากันไปนี่วางแผนข้อ ๒ จัดองค์กรกระจายอำนาจ ถ้าท่านมีรองเจ้าอาวาสไหม มีผู้ช่วยเจ้าอาวาสไหม มีพระในวัดเท่าไหร่ แบ่งงานกันตามองค์การ งาน ๖ ด้านใครรับผิดชอบ พระไม่พอจะให้ฆราวาสมาช่วยยังไง ด้านการเผยแผ่ เราจัดอบรมนี้บางทีสู้มืออาชีพอย่างชาวบ้านไม่ได้มาช่วยกัน เขาเคยจัดฝึกอบรม จัดอะไรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง Organizer ใช่ไหมงานใหญ่ ๆ ขึ้นมา มี Organizer แต่ไม่คิดค่าจ้างหรอก มากก็แล้วกัน เอามาทำบุญเป็นไวยาวัจมัย ขวนขวาย มาช่วย มาจัดมาทำ ทำสื่อ อุปกรณ์ การจัดองค์กรก็คือเครือข่ายในการสายการบังคับบัญชา มีตำแหน่งอะไร ใครไปอยู่ที่ไหนอย่างไร กระจายอำนาจไปแล้วข้อ ๓ หาคนมาทำงาน เรามีตำแหน่ง มีสายบังคับบัญชา อย่างในวัดผมนี้ผมก็จะมีเจ้าอาวาสมีผู้ช่วยเจ้าอาวาส มีเจ้าคณะอีก แบ่งเป็น ๑๓ คณะ เพราะอย่างนั้น ใครจะมาเป็นตำแหน่งต่าง ๆ แล้วแต่เป็นเจ้าคณะนี้เราก็ต้องสรรหา แล้วก็ต้องพัฒนาในด้านการปกครอง วัดผมแบ่งออกเป็น ๕ แผนก เรียกว่าองค์การ เอามาจาก 2484 ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ จนถึงปัจจุบัน ผมมีประธานฝ่ายปกครอง ประธานองค์การปกครอง ประธานองค์การศึกษา รวมศึกษาสงเคราะห์ด้วย ประธานองค์การเผยแผ่ ประธานองค์การสาธารณูปการ ประธานองค์การสาธารณสงเคราะห์อย่างวัดพระยุร มีเรื่องเมรุเยอะ บริหารจัดการเรื่องเมรุ นี้ก็ให้สาธารณสงเคราะห์ เผยแผ่ นี้อบรมนักเทศน์ท่านก็ทราบ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐ มาจนปัจจุบันนี้ยังอบรมไม่หยุดเลย ปีละ ๓๐๐ - ๔๐๐ รูป ในพรรษา เจ้าอาวาสไม่เหนื่อย เพราะว่ามีประธานองค์การเผยแผ่และคณะกรรมการช่วยรับผิดชอบ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหาบุคลากรมาข้อ ๔ การสั่งการ พอท่านมองเห็นภาพว่าใครจะทำงานที่ไหนยังไง เป็นตัวบุคคล ท่านต้องขับเคลื่อน มีคำสั่ง สั่งชัดเจน ให้ใครไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร กำหนดขั้นตอน ประชุมกัน ก็คืออย่างท่านประชุมอย่างนี้ ถ้ามันมีงาน งานเร่งด่วน ท่านจะสั่งการ อย่างเช่น เจริญพุทธมนต์วันเฉลิมพระชนมพรรษาท่านจังหวัดทำที่ไหนอย่างไร สั่งกันตรงนี้ เขาเรียกสั่งการแล้วสั่งการ มันจะมีศิลปะสั่งอย่างไรเป็นการจูงใจสั่งยังไงมันสั่ง ๆ ๆ คนเลยดื้อ มันจะมีภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำก็คือพูดจูงใจให้เขาอยากทำตาม มีพระคุณมีพระเดช มีพระคุณอยู่ในตัว มีศิลปะในการจูงใจคนในการสั่งการ


๓๒ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต ก็เหมือนท่านจูงใจให้ญาติโยมมาทำบุญนั่น มันอันเดียวกัน ถ้าท่านจะพูดทำยังไงให้คนเขาเอาสตางค์มาช่วยบริจาคสร้างนั่นสร้างนี้ได้ ตอนผมเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเวลาไปหาองค์นายกสภาที่พระอุโบสถ ซึ่งตอนหลังคือสมเด็จพระพุฒาจารย์พูดกับพวกผมที่เป็นนิสิตว่า \"เงินมีแต่คนใช้เงินไม่มี\" ผมก็ขัดใจ จะเบิกอะไรก็ยากแสนยาก ท่านบอก \"เงินมีแต่ไม่มีคนใช้ เงินไม่มีที่ไหนล่ะ\" นี่ อยากจะใช้เงินเป็นเงินมันไม่มีทั้ง ๆ ที่เงินในกระเป๋าญาติโยม ท่านไปพูดให้เขาบริจาคมาสิ ก็คือเราจะต้องมีศิลปะในการปลูกศรัทธา ให้เขาอยากทำบุญ เงินมันก็จะมาเอง การสั่งการ การจูงใจคน มันอยู่ตรงนี้แหละข้อ ๔ นี้ และสุดท้ายควบคุมตรวจงาน รับงาน ท่านสั่งไปแล้วนี้อย่าสั่งเลย ถามว่าทำหรือยัง ไปถึงไหนแล้ว เวลาประชุมกัน บอกจัดงานนู่นงานนี่ ไปเจริญพุทธมนต์ เสร็จจริง ทำหรือเปล่า ก็อาจจะต้องมีให้ทำรายงานมา หรือโทรไปถาม เรื่องอะไรก็ตาม เค้าเรียกว่า กำกับการ ในวัดวาอารามของท่าน เเรื่องการเงินเหรัญญิกของวัด ไวยาวัจกรรับเงินมา เอาไปเข้าธนาคารไหม หรือเอาไปเก็บไว้ที่ไหน เราสั่งในหลักการต้องเอาไปเข้าธนาคารในจำนวน เก็บได้ไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ สั่งได้แต่เขาทำหรือเปล่า ยิ่งเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆฉะนั้น การควบคุม ติดตาม ประเมินผล ต้องถามอยู่เรื่อย ถ้าจัดงานใหญ่ ไปเชิญหรือนิมนต์ประธานมาส่งคนผู้แทนไปเชิญไปแล้ว เงียบ พอถึงเวลงาน เราก็คิดว่าได้ใช่ เขาโทรมายกเลิกแต่ไม่มีใครรายงานเรา ทำไม ทำให้เราก็เปิดงานเอง ทั้งที่ประกาศว่า ผู้ที่เจ้าคณะจังหวัดมา ใครจะใครมา เพราะมันไม่มีการติดตาม ไม่มีการควบคุม ไม่ได้ดูว่าทำจริงหรือเปล่าเพราะฉะนั้น ในการทำงานของผมนี้ผมก็จะถือ ๕ หลักนี้เวลาผมจะถือห้าหลัก ก็จะบอกต่อสื่อสาร ว่าผสมอะไร ปีนี้ทำอะไรยังไง ในแต่ละเรื่อง ท่านถ้าท่านดูทั้งสื่อนี้จะเห็นว่าผมนี้ จะบอกแนวคิดวิธีการอะไรต่าง ๆ ก็คือการวางแผน วิสัยทัศน์และองค์กรมันมีอยู่แล้วในคณะสงฆ์เรานี้บุคลากรก็แต่งตั้ง โยกย้าย รวมถึงพัฒนา อย่างเรามาประชุมกันนี่แหละ เป็นการพัฒนาบุคลากรของคณะสงฆ์ ทำให้มีคุณภาพมากขึ้นติดตามกัน จากนั้นก็มาถ่ายทอดคำสั่ง นโยบาย อย่างผมบรรยายวันนี้ มันก็อยู่ในเรื่องของข้อ ๔ ก็ได้ก็คือการสื่อสารแต่ว่าเมื่อบรรยายไปแล้วอะไรไปแล้ว ให้นโยบายไปแล้ว ทำหรือเปล่า อันนี้ผมให้ความสำคัญมาก ผมก็จะถาม ถามตรงบ้าง ให้เลขาถามบ้าง คนโน้นติดตามบ้าง กฎหมายเขาเรียกภาษาฝรั่งให้Confirm Confirm ไม่เอาจริงเปล่า อย่างประชุมนี้ผมก็บอกว่านี้มันมีงานอย่างนี้นะ ให้เลขาผมประสานไปที่เลขาของเจ้าคณะจังหวัดนี้ผมจะต้องพบกับผู้แทนนายกฯ เวลา ๙:๓๐ น. ต้องมาอยู่ตรงนี้แล้ว ถามว่า มีทุกอย่างพร้อมไหม สื่ออุปกรณ์พร้อมหรือเปล่า จะต้องติดตามหมด นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นการบริหารงานเมื่อบริหารงานอย่างนี้ในระดับนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านมีการสั่งการ การทำงานนี้มันอยู่ในระดับไหนของจังหวัดกลยุทธ์ทีนี้จะไปเรื่องกลยุทธ์กลยุทธ์ที่ผมจะพูดถึงนี้เมื่อเรารู้ว่าเรามีการบริหาร และการทำงานจะทำยังไงให้มันสามารถที่จะทำงานได้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ก็จะต้องมีกลยุทธ์ในการบริหารงานกลยุทธ์คืออะไร คือวิธีการหรือแผนการที่พลิกแพลง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ถ้าเราทำไปทื่อ ๆ ตรง ๆไม่มีกลยุทธ์นี้ มันก็อาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย เขาเรียกว่า หัวชนกำแพง ไปตรง ๆ ไม่ได้ก็อ้อมไปอ้อมไปซ้าย อ้อมไปขวา หรือขุด นี้ก็เรียกว่าไปใต้กำแพงก็ได้ เป็นการพลิกแพลง เมื่อสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงหรือมันมีอุปสรรค เราจะทำไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร กระบวนการที่ว่านั้น เรียกว่า กลยุทธ์คือวิธีการที่พลิกแพลง เราเคยวางแผนว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ในปีนี้ แต่ตอนนี้มันเจอโควิด - ๑๙ ท่านก็อยากจะทำงานนะแต่ทำเหมือนเดิมไม่ได้ แต่เราก็ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อเราปรับเปลี่ยนกลยุทธ์นี้เราจะทำยังไง เราก็ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ตรงนี้การวิเคราะห์สถานการณ์นั้น ให้วิเคราะห์ใน ๔ เรื่อง เอาคำฝรั่งมาเขาเรียกว่า SWOT Analysis การวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อเอามาใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์คณะสงฆ์ปัจจุบัน นี้เราจะทำอะไรต่อไป อย่างไร


กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๓๓พระพรหมบัณฑิตข้อแรก เราวิเคราะห์ถึงจุดเด่น จุดเด่นของเรา เวลาท่านเข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสของวัดนั้นๆ นี้ ท่านหรือตำแหน่งเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภออะไรก็ตามนี้อะไรคือจุดเด่น ข้อ ๒ อะไรคือจุดด้อยข้อ ๓ อะไรคือโอกาส และข้อ ๔ อะไรคืออุปสรรค เวลาเราจะวางแผนทำงานอะไรก็ตามนี้ ดู๔ คำ จุดเด่น จุดด้อย โอกาส อุปสรรคจุดเด่นคืออะไร ถ้าเราปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์จุดเด่นคือความพร้อม มีความพร้อมของเราในเรื่องนั้น ๆ ในงานที่เราทำ ถ้าเราเข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาส งานมันมี ๖ ด้าน ตั้งแต่ปกครองไปจนถึงสาธารณสงเคราะห์รวมถึงในสถานการณ์ปัจจุบันนี้เขาให้ทำโรงทาน ทำอะไรต่าง ๆ จุดคำถามก็คือว่าใน ๖ ด้านนี้ท่านมีจุดเด่นคือความพร้อมในเรื่องอะไร ถ้าท่านมีความพร้อมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การทำตรงนั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จ วิเคราะห์ตนเองก่อน ความสามารถก่อน เรามีความสามารถ มีความถนัดด้านไหนตั้งแต่ปกครองไปถึงสาธารณสงเคราะห์ สมมติว่าท่านถนัดในเรื่องการศึกษา ท่านเรียนจบมหาเปรียญมา อันนี้คือจุดเด่นของท่าน และมีความพร้อมของวัดไหม ถ้าท่านจะเปิดสำนักเรียน มีจุดเด่นคือความพร้อมด้านการศึกษา แต่ถ้ามีการศึกษา แล้วมีเงินไหม แต่ถ้ามันมีเงิน วัดมีเงินด้วยนี้ถือเป็นจุดเด่นบวกเลย แต่ถ้าปรากฏว่า ถ้าท่านจะไปทำเรื่องการเผยแผ่ ท่านเทศน์ไม่เป็น ถ้าท่านมีจุดด้อย ท่านพูดไม่เป็นสื่อสารไม่เป็นถ้ามีจุดด้อย เพราะฉะนั้น ก็ต้องวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อย วัดของท่านเอง สำนักของท่านพระของท่านมีจุดเด่นจุดด้อยอะไร มีความพร้อมในเรื่องไหน อันนี้เขาเรียกว่าความพร้อมภายในแต่พอมาข้อที่ ๓ โอกาส ไม่ใช่เรื่องความพร้อมส่วนตัวหรือองค์กรของวัด โอกาส หมายถึงสถานการณ์ที่เราไม่ได้เลือก แต่ว่ามันเป็นคุณแก่งานที่เราทำมันจะบรรลุผล คือสถานการณ์นั้น ท่านจะไม่ต้องไปวิเคราะห์มั่ว ๆ วิเคราะห์ว่ามันส่งเสริมหรือขัดแย้งให้เราบรรลุ ไม่บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ โอกาสอื่นมันไม่เกี่ยวกับเรา แต่ว่าถ้าเราจะทำอันนี้ มันส่งเสริมให้เราไปสู่เป้าหมายไหม ถ้าส่งเสริม เรียกว่าโอกาสถ้าขัดแย้ง เรียกว่าอุปสรรค แต่ถ้าท่านไม่คิดจะทำอะไรเลย ไม่มีแผน ไม่มีความประสงค์ท่านไม่มีโอกาส ไม่มีอุปสรรค เพราะมันไม่มีอะไรมาส่งเสริม คนจะเดินทางในมีคนจะเดินทางไปสู่เป้าหมายโดยการพายเรือจากวัดเราไปอีกวัดหนึ่ง มันอยู่เรียกอยู่ในต้นน้ำเหนือน้ำเหล่าไป น้ำมันไหลมาหาเหล้าจากวัดโนนที่นี่ พอเราจะไปนี้ถ้าเกิดว่าไม่มีน้ำขึ้นน้ำลง ถ้าเราเลือกเวลาที่มันเสริมให้เรานี้พายเรือเร็วขึ้น เขาเรียกโอกาส พอเราไปเลือกเวลาพายที่น้ำมันย้อนขึ้นไปแล้ว ก็ทำให้เราพายได้เร็ว เค้าเรียกว่าฉวยโอกาส หรือทำตามโอกาส แต่ถ้าน้ำมันไหลมาหาเราแล้วพายเรืออยู่ทวนน้ำ มันเป็นอุปสรรคสถานกาณ์ที่รอบด้านรอบข้างเรา มันเป็นอุปสรรคหรือเป็นโอกาสอย่างไร อย่างเราตอนนี้เรามาเจอโควิดขึ้นมา อันนี้เป็นอุปสรรค และเราจะทำอย่างไร แล้วก็วิเคราะห์ว่า อะไรคือจุดเด่น อะไรคือจุดด้อย อะไรคือโอกาส อะไรคืออุปสรรค เรามีความพร้อมแค่ไหน มันก็จะได้ทางเลือก 4 อย่าง ทที่ว่านี้คือ ถ้าเรามีจุดเด่นและมีโอกาส รีบทำ สมมติว่า ท่านเป็นเจ้าอาวาส จุดเด่นของท่านคือความสามารถในการจัดฝึกอบรมจัดการเทศน์อะไรต่าง โอกาสมาถึง ก็คือทางบ้านเมืองเขาส่งโครงการส่งเงินมาให้หมู่บ้านรักษาศีล ๕ อะไรก็ตามนั้น โอกาสมีแล้ว ทำไมเราก็พร้อมที่จะเทศน์ที่จะจัดอบรมเรารีบทำอันนี้คือรีบทำ แต่ถ้าเรามีโอกาส มันมีอุปสรรค พร้อมหมดที่จะจัด มีเงิน มีอะไร มีจุดเด่น แต่มีอุปสรรคมาคือโควิดมา ก็อาจจะต้องปรับกระบวนการ วิธีการอาจจะต้องใช้การประชุมทางไกลหรือทำอะไรก็แล้วแต่ ข้อ 3 ท่านมีจุดด้อยคือไม่พร้อม แต่โอกาสมีเช่น ท่านเป็นนักเทศน์หน้าใหม่ หมอเขาให้ไปเทศคู่กับ บังเอิญคนที่จะเทศน์งานใหญ่ ๆ นี่ไม่ว่างเลยป่วยบ้าง อะไรบ้าง แล้วนักเทศน์หน้าใหม่นี้เขาให้ไปขึ้นเวทีใหญ่โอกาสมา เเราจะขึ้นเสี่ยงไหม เราจะขึ้นเทศน์มั้ย เทศน์ก็ไม่ค่อยชำนาญ ก็ไม่ชำนาญ พอท่านไม่มีความชำนาญนี้มีเป็นจุดด้อย แล้วโอกาสมาถึง เขาให้ท่านขึ้นเทศน์ขึ้นพูด มันจะประสบความสำเร็จแจ้ง


๓๔ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต เกิดหรือตกธรรมาสน์มรณภาพ เราไม่รู้ เราก็ลองเสี่ยงดู ไม่แจ้งเกิด ก็แจ้งตายว่างั้นเถอะ เรื่องบางเรื่องนี้มันมาจากความไม่พร้อม แต่ใจสู้ ข้อ 4 ตั้งรับนี้เขาเรียกว่า พร้อมก็ไม่พร้อม ตัวเราก็ไม่ได้เก่ง ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย แล้วทั้งแถมยังมีฝ่ายค้านมีอุปสรรค ก็รอไปก่อน ตั้งรับอยู่ในวัด แต่จำวัดไปก่อนเมื่อไหร่ เรามีข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ เราค่อยดำเนินการ ที่นี่ ที่น่าเสียดาย ก็คือว่าบางรูปนี้เป็นเจ้าอาวาส เงินก็มีญาติโยมบริจาคก็มีคนมาช่วยก็มีมีทั้งจุดเด่น มีทั้งโอกาส แต่ปล่อยวัดโทรม เสนาสนะพังหมด เป็นเจ้าอาวาสมา เงินกฐิน เงินผ้าป่า อะไรเข้ามาหมด เยอะ มีจุดเด่น คนที่จะมาช่วยก็มี มีแต่พอมาดูแล้วทำไมโบสถ์รั่ว ๆ ก็เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้โดนสอบ โยมไปฟ้อง ทางจังหวัดตั้งกรรมการสอบ กลายเป็นอะไรไป น่าเสียดาย ในที่สุดอยู่ไม่ได้คือเมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว เรามีจุดเด่นและมีโอกาสทำ ทำไมไม่รีบทำ ไม่แสดงผลงาน แต่ถ้าเกิดว่าเรามีจุดด้อยถึงมีโอกาส และก็จะต้องดูให้ดีเสี่ยงมันคุ้มไหม สรุปแล้วเป็นการปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์แบบที่ ๑ ถ้าท่านจะทำการใหญ่ ท่านมีจุดเด่นไหม มีโอกาสไหม ถ้ามีรีบเลย ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของท่านปรีดี พนมยงค์ถ้าท่านมีจุดเด่น ความรู้ความสามารถ ความพร้อมของวัด เรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องคน เรื่องอะไรหมด แล้วก็มีโอกาส ท่านรีบทำ เขาให้ท่านมีโอกาส ตอนผมจัดงานวิสาขบูชาโลกก็แล้วกัน ยกตัวอย่าง จุดเด่นก็คือมหาวิทยาลัยสงฆ์มีบุคลากรพร้อม มีอะไรพร้อมที่จัดวิสาขบูชา รัฐบาลก็พร้อม โอกาสข้างนอกพร้อม เมื่อพร้อมนี้ทำไมไม่จัดเพราะโอกาสมาถึงคือสหประชาชาติ เมื่อ ๒๕๔๒ นี้มีมติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลกมีมติสหประชาชาติมา อันนี้โอกาส เรามีโอกาส จุดเด่นก็คือรัฐบาลไทยนี้ให้เงิน จัดเลย แต่เอาคนทั่วโลกมาประชุมให้ได้แล้วมีจุดเด่นความพร้อม คือมีสำนักงานสหประชาชาติอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ซึ่งประเทศอื่นไม่มีมันพร้อมหมดทุกอย่าง บางที่ทำไม่ได้ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นี่คือจุดด้อย แต่ผมพูดได้เพราะมันรวมหลาย ๆ อย่างนี้มันมีความพร้อมทั้งเรื่องความสามารถ เรื่องเงิน เรื่องทอง เรื่องคน โอกาสของโลกมาถึง คือให้จัดวิสาขบูชาโลกเพราะสหประชาชาติทำไมไม่จัด มันถึงได้จัดมาจนทุกวันนี้เขาเรียกว่า รีบทำเลย เพราะถ้าเราไม่ทำประเทศอื่นเอาไปกิน งานหลาย ๆ อย่างนี้ถ้าท่านดูตามนี้เราก็เลยไปจัดที่สหประชาชาติลุยไปจัดที่สหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ก ปี ๒๕๔๗ แต่ว่าแพง เราไม่พร้อม เงินไม่ถึง จะเอาคนเป็นร้อยไปจัดที่นิวยอร์กเรามันเป็นเรามีจุดด้อยคือเงินไม่พอ ไม่เหมือนพวกญี่ปุ่น พวกเกาหลีเขามีสตางค์เยอะ เราก็เลยไม่เป็นจัดที่โน้น ผมไปอยู่ครั้งหนี่ง เลยชวนเขากลับมาจากที่ยูเอ็นที่กรุงเทพแล้ว ก็จัดกันมาจนทุกวันนี้ ประเทศเพื่อนบ้าน ปีที่แล้วเวียดนาม เห็นเราประสบความสำเร็จ ก็เอาไปที่เวียดนาม ไปศรีลังกาเมื่อพร้อมให้รีบทำ ไม่ทำกับประเทศอื่นเอาไปหมด มีโยมเขาเอาปัจจัยมาให้ท่านสร้างอะไรก็แล้วแต่อะไรก็มีแต่ขี้เกียจ เขาก็บอกว่าถ้างั้นดิฉันเอาปัจจัยไปถวายวัดอื่น ให้เขาสร้างกุฏิสร้างอะไรไปมันก็เสียโอกาสดีใช่ไหม เมื่อมีที่ดิน มีเงิน มีคนบริจาค มีอะไรพร้อม ทำ รีบทำ ทำวิสาขบูชาโลกนี้มีตั้งสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก (ICDV) จนได้เป็นที่ปรึกษาองค์การที่ปรึกษาพิเศษของสหประชาชาติคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมสหประชาชาติ(Economic and Social Council)อันนี้ยกตัวอย่างข้อที่ 1 ถ้ามีจุดเด่น ไม่มีโอกาส รีบทำ มีจุดเด่นแต่มีอุปสรรค ท่านจะทำทันทีไหม จุดเด่นคือมีความพร้อม มีอำนาจ แต่มีฝ่ายค้านเยอะ ตอนที่ผมเป็นอธิการบดีมหาจุฬา เมื่อ ๒๐ ปี วัดหนึ่งเขาจะเอาที่ดินให้สร้างมหาจุฬาในเมืองนี่แหละ สร้างตึกก่อนที่ไปวังน้อย แต่ปรากฏว่าเราก็พร้อมที่จะสร้างหาเงินได้อะไรได้แต่อุปสรรคคือต้องไปไล่ที่ชาวบ้านเป็น ๑๐ ไร่ อย่าไปทะเลาะกับชาวบ้านแทนวัด แทนเจ้าอาวาสผมไม่เอา ผมถอยก็คือไปสร้างที่วังน้อยแทน เรามีจุดเด่น แต่มันมีอุปสรรค ก็ปรับตัวก่อนปรับกระบวนยุทธ์


กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๓๕พระพรหมบัณฑิตไปตรง ๆ ไม่ได้ อย่าไปเอาหัวชนกำแพง อย่าไปดื้อ บางทีผมเคยเห็นถนนนี้สร้างมาจากศิริราชนี้ผ่านมาทางวัดกัลยาณ์มา ไปลงใกล้ ๆ วัดหงส์ เขาว่าถนนเส้นนี้ใช้เวลา ๙ ปีแล้วมันแบบขยายขึ้นขยายขึ้นใหญ่ขึ้นสร้างเสร็จ ๔ เลน มาเจอบ้านหลังหนึ่ง มันหยุดขวางขวางถนนอยู่ จะเลยวัดโมลีมานิดหนึ่งใกล้ๆ วัดกัลยาณ์เ ขวางถนนอยู่เป็นสิบปีแล้วไปไม่ได้ ได้ความว่าเป็นนักกฎหมายเป็นที่ปรึกษากฎหมายของกรุงเทพมหานคร แล้วรู้ว่าเขาจะต้องตัดถนนมาตรงนี้เรียกค่าชดเชยแพงมหาศาล กทม.จ่ายไม่ไหว ต้องเจออุปสรรคนี้ ถอย ปรับกระบวนยุทธ์รอจนเขาตาย ถนนถึงได้สร้างต่อได้สร้างเสร็จได้เจรจากับทายาทได้ มันมีทิฐิอันมานะอะไรกันก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้น การปรับตัวนี้เมื่อเจออุปสรรค ท่านเท่าต้องปรับตัวทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลดาร์วิน เขาบอกว่า เผ่าพันธุ์ที่อยู่รอด ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่เข้มแข็งที่สุดหรือฉลาดที่สุด มีแต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ปรับตัวเก่งที่สุด เผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดนี้ ที่มันสูญพันธุ์ไปนี้มันอยู่ไม่รอดนี้ มันเก่งไดโนเสาร์นี้ทำไมไดโนเสาร์มันสูญพันธุ์แต่ตัวมันใหญ่แข็งแรงที่สุด ฉลาดที่สุดกับไอ้ทีเร็กซ์นี้ที่มันไล่กินไดโนเสาร์ด้วยกัน แต่มันสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะมันกลับตัวไม่เก่ง ใหญ่เท่าใหญ่ ฉลาดเท่าฉลาด แต่ไม่รู้จักปรับตัว ปรับตัวไม่ได้สูญพันธุ์ แต่ถ้าลองดูไดโนเสาร์มันสูญพันธุ์เพราะว่าเมื่อ ๖๕ ล้านปีมาแล้ว อุกกาบาตมันชนโลก พออุกกาบาตชนโลกนี้ฝุ่นมันฟุ้งคลุมโลกหมดเลย พระอาทิตย์สองไม่ถึงแผ่นดิน พืชตายหมดไดโนเสาร์ตัวนี้ใหญ่กว่าช้าง ๔๐ - ๖๐ เท่า แต่มันกินพืช พอพืชตาย มันก็ตาย ไดโนเสาร์ที่กินเนื้อ พอพวกนี้ตาย ที่กินพืชตาย ไดโนเสาร์ที่กินเนื้อก็ตาย มันจึงสูญพันธุ์มันหาพืชกินไม่ได้แทนที่มันจะเอาหัวจุ่มไปในน้ำไปกินสาหร่าย นี้มันไม่ทำ มันไม่รู้จัก แต่สัตว์ที่ยุคเดียวกัน สัตว์บกนี่ นี้คือตัวนี้ฟอสซิล นอนอยู่ตรงนี้เต่าเต่ายุคเดียวกับไดโนเสาร์ ที่อยู่รอดมาได้แต่เขาเรียกเต่าตัวนี้หมายถึงว่ารอดมาจนถึงทุกวันนี้เพราะว่ามันอยู่บกไม่ได้มันก็ลงทะเล มันก็ไปหากินในทะเลอะไรต่าง ๆ มันปรับตัว มันหดหัวหดกระดอง เเต่ามันปรับตัว ที่ภาพว่าในคือเต่าเมื่อ ๗๐ ล้านปีก่อน ไดโนเสาร์สูญพันธุ์หนึ่งเดี๋ยวนี้มันก็ยังเหลือเผ่าพันธุ์เต่าอยู่และอยู่อยู่ที่สุดในโลก เต่านี้เป็นสัตว์ที่อายุยืน ๓๐๐ ร้อยปีก็เคยเจออายุมันนี้เ พราะว่ามันปรับตัว แต่ถ้าปรับตัวนี้เราก็เรียกไดโนเสาร์เต่าล้านปีคนที่โบร่ำโบราณนี้ ไอ้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วแต่เต่าอยู่ได้ เขาจึบองกว่าเผ่าพันธุ์ที่อยู่รอด ไม่ใช่ฉลาดที่สุด เก่งที่สุด แต่ปรับตัวตามนโยบาย มีปัญหามีอุปสรรคมา ไปทางนี้ไม่ได้ไปทางนั้น รู้สึก เขาเรียกว่าเหมือนหัวเต่าได้ ยืดได้หดได้ให้มันอยู่รอดก่อน ในการทำงานของคณะสงฆ์ก็เช่นเดียวกันนี้บางทีเราไม่รู้จักปรับตัว มันก็มีปัญหา ปรับตามนโยบายสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เหมือนทำทำตัวเป็นไดโนเสาร์ตัวนี้มันสูญพันธุ์เผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดไม่ได้เข้มแข็งที่สุด แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่ปรับนโยบาย ดูสถานการณ์ตัวเองมีความพร้อมที่จะเดินหน้า แต่ยังไม่เดินไปซ้ายไปขวา อ้อมไปก่อนก็ได้ทำให้นึกถึงการเผยแผ่ศาสนาและการปรับตัวในนึกถึงกับนี้การปรับตัวทำให้นึกถึงคำนี่ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนพินาศให้เป็นพัฒนา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในยุคโควิดนี้เราจะเอาวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการเผยแผ่ธรรมะได้ไหม คนเมื่อเห็นทุกเมื่อพบทุกข์ มันจะเห็นธรรมะเองเมื่อเครียดมันอยากจะฟังเทศน์ตอนนี้ท่านเปิดวัดมาทำไมคนมากันเยอะ บางคนเขาอั้นมานานอีกอย่างหนึ่งคือมันต้องการอาหารใจ มันเครียดมันทุกข์มันจน มันอะไรต่าง ๆ นี้พวกเชื้อโรค ทำไงจะให้เขาเราจะให้ธรรมะแก่เขา เอาโอกาสนี้ที่เขามีความทุกข์นี้สอนธรรมะ พระพุทธเจ้าสอนว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีความทุกข์ พระพุทธเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องอุบัติพระธรรมไม่จำเป็นจะต้องส่องแสงเปลี่ยนพินาศให้เป็นพัฒนา เวลาที่เราจะปลูกพืช มันต้องกำจัดวัชพืชก่อน หรือเราจะสร้างบ้านใหม่มันก็ต้องทุบหลังเก่า เอาพินาศเป็นพัฒนา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน ปัญหาของประเทศอื่นเป็นบทเรียนของเราก็ได้ หรือปัญหาในอดีตของเรา เป็นบทเรียนในปัจจุบันก็ได้เราอย่าได้ไปทำมันอีก


๓๖ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต เขาบอกว่า “คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตของตน แล้วไม่ทำ แต่คนฉลาดกว่าเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นแล้ว เราเอามาสอนตนเอง”เรื่องโควิดนี้ เราดูอเมริกาที่ฉลาดที่สุด คือเทคโนโลยีเรื่องการแพทย์อย่าง ๆ เราไปลอกเขามาทั้งนั้น ซื้อเข้ามา เขาเจริญในทางวิทยาศาสตร์ฉลาดที่สุด ที่เข้มแข็งที่สุด รวยที่สุด แต่ไม่ปรับตัว ไม่ยอมใส่หน้ากาก คนอเมริกานี้เขามีเสรีภาพ ท่านคงทราบ พอนายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตานี้เมื่อ ๓ วันที่แล้วสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากาก ผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย จะฟ้องนายกเทศมนตรี ผู้ว่าการรัฐจอร์เจียซึ่งทำเกินอำนาจหน้าที่ ไม่มีสิทธิ์สั่งให้คนสมหน้ากาก ใครจะส่งก็ได้ไม่เสื่อมเมื่อได้คนอเมริกาแค่ ๖๐% สวมหน้ากากจึงเป็นประเทศที่ปรับตัวช้าที่สุด ในการจัดการโควิดนี้ ติดมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตายมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกทั้ง ๆ ที่มีอะไรพร้อมทุกอย่าง มีจุดเด่น แต่พอเจออุปสรคเข้าไม่ยอมปรับตัว เห็นไหม แต่เราประเทศเรานี้เรามีโรงพยาบาลจำกัด มีอะไรจำกัด บอกถ้าคนติดเยอะ มันตายหมดนะ เรากลัวกันนี้เล็บเลย ทำทุกอย่างท่านสวมหน้ากาก รักษาระยะห่างทางสังคม กลายเป็นว่าเราเป็นต้นแบบ ก็เพราะเราดูประเทศจีน ประเทศเกาหลีใต้หลาย ๆ ประเทศที่เขาประสบผลสำเร็จนี้ เอามาสอนเรา ก็ไม่ต้องลองลองผิดลองถูก เจอปัญหา แล้วค่อยมาปรับกลยุทธ์ไม่ใช่ดูเขา ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเขา โบราณหน้าหัว เต้นยั่ว เหมือนฝัน ปรับตัวกลยุทธ์ที่ ๓ จุดด้อย โอกาส ลองเสี่ยง อันนี้ที่จะพูดถึง๑. จุดด้อย ความรู้ประสบการณ์เราไม่พอ เงินก็ไม่ค่อยมีความพร้อมอะไรไม่ให้มีแต่โอกาสมาถึงลองเสี่ยงไหม ตรงนี้ที่ผมพูดถึงท่านปรีดีท่านปรีดีบอกว่า มีคนไปถามท่านปรีดีตอนที่ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ตอนนั้น ใกล้จะใกล้จะเสียชีวิตแก่มากแล้ว ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เอเชียวิคสัมภาษณ์ว่าประมาณ ๔๐ ปีมาแล้ว ผมได้ซื้อฉบับนั้นอ่าน และผมจำไม่ลืมเลย ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เอเชียวิกถามเป็นภาษาอังกฤษ ว่าอะไรคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่านปรีดีซึ่งถ้าย้อนกลับไปใช้ชีวิตใหม่ จะไม่ยอมทำมันเป็นอันขาด ท่านปรีดีตอบว่า มีความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้ามีอยู่ข้อหนึ่ง คือรีบทำการใหญ่ก่อนที่จะมีประสบการณ์ๆ ท่านอธิบายว่า เรียนจบด็อกเตอร์ด้านกฎหมายจากฝรั่งเศสมาหมาด ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง มาเป็นหัวหน้าคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองโอกาสมี แต่จุดด้อยคือไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง โอกาสมีคือเขาให้เป็นหัวหน้าคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านก็ลองเสี่ยง ลองเสี่ยงโดยมีจุดด้อยนี้ปรากฏว่า อยู่ได้ปีเดียวนี้เขาก็ให้ท่านลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ยุโรปเลย เพราะไปเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจที่เขาหาว่า เป็นเค้าโครงคอมมิวนิสต์ นี้จนกระทั่งตอนหลังเปลี่ยนรัฐบาล ถึงได้กลับมาได้มันเจอปัญหาเจออะไรต่าง ๆ นี้เพราะเมื่อมีจุดด้อย คือไม่ได้สะสมบารมีเล่นการเมืองโดยอ่อนประสบการณ์ท่านปรีดีจึงเตือนว่า ถ้าย้อนกลับไปได้อีกนี้จะต้องสั่งสมบารมี สั่งสมประสบการณ์ก่อนทำการใหญ่ ท่านก็สรุปอย่างนี้ตอนมีอำนาจก็ขาดประสบการณ์ ตอนมีประสบการณ์ก็หมดอำนาจเสียแล้วพวกเราถามตัวเราเอง ตอนนี้ท่านเป็นเจ้าอาวาส มีอำนาจอย่างน้อยเป็นเจ้าอาวาส ท่านมีประสบการณ์พอหรือยัง ถ้ายัง ท่านจะต้องไปแก้จุดด้อย คือด้อยประสบการณ์นี้เรียนรู้มา ฝึกอบรม มาฟัง มาอ่านมาเลยต่าง ๆ ให้ประสบการณ์ที่มันตามทัน หรือนำหน้างานของเราท่านเห็นไหมคุณสมบัติของพระสังฆาธิการในข้อหนึ่งงว่า มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง ตรงนี้ ท่านจะรับตำแหน่งอะไร ก็ต้องไปหาความรู้ไปอบรมไปต่าง ๆ ท่านเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วันหนี่งต้องเป็นเจ้าอาวาส ก็ต้องหาประสบการณ์ไว้เรียนรู้ไว้เขาให้อบรมเป็นอุปัชฌาย์อะไรต่าง ก็เพื่อที่จะให้พร้อมที่เป็นพระอุปัชฌาย์จะไปเรียน ป.ป.ส. เรียนอะไรต่าง ๆ นี้แก้จุดด้อย เมื่อโอกาสมาถึงคงจะบอกว่าอย่างนี้ขงจื้อบอกว่า “อย่าห่วงว่าใครไม่รู้ว่าท่านเก่ง หรือมีความสามารถหรือไม่ ห่วงแต่ว่าสักวันหนึ่ง เมื่อเขายกย่อง


กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๓๗พระพรหมบัณฑิตท่านแต่งตั้งท่าน ท่านมีความรู้มีความสามารถ สมกับที่เขายกย่องท่านให้ตำแหน่งท่านหรือเปล่า”ห่วงว่าเราจะทำงานไม่ได้มากกว่า แต่ความรู้ความสามารถ เราต้องพร้อมหมดเลย มันจะต้องมีการฝึกอบรมมีการประชุม มีอะไรอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้ท่านตามทัน แก้จุดด้อยของท่าน เมื่อโอกาสมาถึง ท่านก็จะได้เสียบเข้าไปเลย ทำงานได้ผมยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ที่วัดผมนี้มันเป็นย่านกะดีจีน นี่เจดีย์วัดประยูร นี้รอบ ๆ มาสะพานพุทธอยู่ตรงนี้มีสะพานปกเกล้าแล้ว ก็จะมีวัด มีมัสยิด มีโบสถ์อยู่ในย่านนี้ย่านกะดีจีน อยู่กันมาตั้งแต่เขาอยู่กันอย่างนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากก่อนกรุงเทพฯ อีก เป็นมัสยิด แต่ว่าสร้างเหมือนโบสถ์เขาสร้างมานานมาแล้ว อยู่มาเป็นร้อยปีแล้วก็ฝรั่งกุฎีจีนอยู่ตรงนี้ของวัดผมอยู่ตรงนี้แล้วผมก็จะทำยังไงนี่ ที่จะพัฒนาในฐานะเจ้าอาวาส ไม่อยากจะพัฒนาจะเฉพาะวัดผมอย่างเดียวผมจะพัฒนาทั้ง ๖ ชุมชน ไปชวนพวกนี้ทั้งสามศาสนา แต่ว่าวัดมี ๔ มีพุทธอยู่ ๔ เราเสียงข้างมากรวมกันเป็นพันธมิตรมันจะได้ต่อรองหลาย ๆ เรื่องกับฝ่ายรัฐบาลได้เพราะรวมเป็น ๑๐ ปีมาแล้ว ตั้งแต่ผมเป็นเจ้าอาวาสมา เป็น ๑๔ ปีกลุ่มนี้เข้มแข็ง ท่านไปกดคำว่า ย่านกะดีจีน ท่านจะเห็นแล้วเราทำอะไรกันบ้างชุมชน ๓ ศาสนา ๔ ความเชื่อ ๓ ศาสนา ที่ว่าแล้วก็จะมีมหายาน ศาลเจ้าเกียนอันเก๋ง ผมไม่ได้มองการที่มีต่างศาสนาเป็นจุดอ่อน แต่ผมบอกว่ามันเป็นชุมชนทั้งหมดนี้เขามีจุดแข็ง แต่มันไม่มีโอกาส ก็เลยรวมตัวกันเพราะรวมตัวกันทำกิจกรรมอะไรหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะวัดผมเป็น ถือว่าพัฒนานำหน้า จนกระทั่งพระเจดีย์องค์นี้ได้รางวัลยูเนสโก้และรางวัลยอดเยี่ยมอันดับหนึ่ง ก็เลยมีเสียงดังหน่อย รวมพลังนั้นขึ้นมาที่นี่ ที่จะเล่ารวบๆ ก็คือว่าชุมชนนี้เขาพัฒนาหลายเรื่องแล้ว แต่มันยังขาดอยู่เรื่องหนึ่ง คือตรงนี้สะพานนี้ มีสะพานปกเกล้า รถวิ่งไปทางกลับแต่ตรงกลางมันมีสะพานด้วนอยู่ตรงนี้คือสร้างสะพานไว้เฉย ๆ แต่ไม่เสร็จ เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความไม่เอาไหนค้างอยู่ แต่ถ้าผมให้ดูนี้สะพานนี้ใช่ไหม รถมาทางนี้ไปทางนี้แล้วตรงนี้มันมีสะพานอยู่แล้ว กุฏิอยู่ตรงนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๕ ใช้ประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ทุบก็ไม่ทุบเหมือนโฮบเวล ที่ตอนหลังมาโดนทุบแต่เขาก็ไปทุบข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฏว่าเขาสร้างเอาไว้สมัยโน้น ๒๕๓๕ เพื่อรับรถไฟฟ้ารถไฟลอยฟ้า รถไฟฟ้าเลาวริน ที่วิ่งข้างบน แต่ตอนหลังเขาห้ามฆ่าวิ่งบนดินให้ลงใต้ดินไปวงเวียนใหญ่ที่สร้างเอาไว้เพื่อรอรับรถไฟฟ้า ก็เลยทำไม่ได้ชาวบ้านนี้ เขาก็บอกว่าพัฒนาเยอะแล้ว แต่ตรงนี้มันเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความล้มเหลว นี้ทุบดีไหม หรือทำอะไรก็ได้ผมก็รวมพลังชาวบ้านทำงานมาเป็น ๑๐ ปีผมเรียกว่า วัด ประชารัฐ (บ้าน วัดราชการ) เรียก บวร แต่เราก็มาเรียกตอนหลังว่า วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ที่ท่านทั้งหลายทำอยู่นี้ที่ขับเคลื่อนวัดประชารัฐสร้างสุข ที่พุทธมณฑลปี ๒๕๖๑ ก็วัดก็คือวัด ประชาก็คือบ้าน รัฐก็คือราชการ ผมนี้ใช้วัด บ้าน วัด ราชการ วัดนี้รวมถึงศาสนสถานด้วย ก็ศาสนาอื่นก็ร่วมกัน จัดงานลอยกระทง งานสงกรานต์อะไรต่าง ๆ นี้ร่วมกับวัดอรุณ วัดโพธิ์วัดต่างๆ ทางนี้เป็นพันธมิตรกันกับชาวบ้าน เอเชียทีคจัดงานสงกรานต์งานลอยกระทงกัน ยังเป็นประจำพอมาถึงตรงนี้เราก็เป็นพันธมิตรร่วมกันอีกหมู่บ้าน วัด ราชการ เพราะเรารวมกันมีหลายเสียงขึ้นมานี้เพราะชาวบ้านตั้งคำถาม ผมก็ให้ท่านคณะสถาปัตย์จุฬาเขารวมกันเป็น UDC ศูนย์ออกแบบพัฒนาเมือง ออกแบบว่า ไม่ทุบตรงนี้แปลว่า สะพานด้วนอย่างนี้สาเหตุจะไม่ทุบทิ้ง แต่ว่าจะทำเป็นสวนลอยฟ้าให้ UDC ออกแบบเอานี้ ทำมีต้นไม้แล้ว ก็ให้เป็นทางเดินข้ามมาเลย หลังวัดผมอยู่ตรงนี้เจดีย์นี้ถ่ายอย่างเดียวกับสะพานพุทธอยู่ตรงนี้แล้วก็ชุมชนก็อยู่ตรงนี้


๓๘ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต เราไม่มีความพร้อม เรามีจุดด้อย ก็คือวัด ก็ไม่มีความรู้ไม่มีอะไรทั้งนั้น เงินก็ไม่มีแต่โอกาสมี คือตรงไหน ชาวบ้านเขาอยากได้เป็นโอกาส เราไม่ได้ไปกระตุ้นเขา เขาอยากได้แล้วทาง UDC เขาก็อาสาออกแบบ แต่อุปสรรคคือไม่มีเงิน เพราะไม่มีเงิน ผมก็อันแรก ต้องไปขออนุญาตใช้สะพานด้วนก่อน กรมทางหลวงชนบทเขายอม มีที่หาเงินจากไหน พอดีโอกาสมาถึง ตอนแรกมีโอกาสเพิ่ม ก็คือวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๐๖๐ ท่านรองนายกรัฐมนตรีพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาปกร ได้ข่าวว่าชุมชนเราเข้มแข็ง รวมกำลังดีก็มาเยี่ยมมาเยี่ยมผม ผมก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้น ของบสร้างพัฒนาสะพานด้วน เขาก็เลยประสานงานหลายๆ ฝ่าย จน กทม ก็เห็นชอบ พัฒนาสะพานด้วนที่ว่าให้เป็นสะพานลอยฟ้า เป็นสวนลอยฟ้าเรียกว่า สกายปาร์คเสร็จปีนี้พ.ศ. ๒๕๖๓ เพิ่งเปิด ที่มันด้วน ทำลิฟต์ขึ้นแล้ว ก็มีทางจักรยานมีบันไดขึ้น แล้วก็ไปทำสวนให้เป็นที่ชมเมืองตอนนี้นั่งอยู่ใน จะมองไปถึงวัดอรุณด้านหนึ่ง มองไปถึงมองไปทางตึกสูง ในด้านสะพานสาทรอีกด้านหนึ่ง คนมาแน่นทุกวันเลยนี้ตอนห้าโมงเย็นนี้เป็นจุดชมเมือง ที่ไม่เสียสตางค์นายกรัฐมนตรีมาเปิดเมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา เปิดสวนลอยฟ้า แล้วก็ถ้าลองคิดดูวัดผมได้เต็ม ๆ เพราะว่า ขึ้นสวนลอยฟ้านี่ นี่เจดีย์อยู่ตรงนี้ว่าจะอยู่นี้แล้วคนก็พอมาแล้วก็เข้ามาในวัด แล้วชุมชนก็ได้ด้วย สะพานอยู่แถวนี้แหละ แล้วนี่คือวัดผม สะพานพุทธอยู่ตรงนี้แล้วก็พัฒนาวัดไป เจดีย์รางวัลยูเนสโก้เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ๑๗ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๓ ในเมื่อไม่กี่วันนี้เปิดงาน บวร On Tour ถ้านั่งดูพันธมิตร บ้านวัด ราชการอีก บวรถั่วก็คือบ้านวัดราชการจัดทัวร์ย่านกะดีจีน ชุมชนบทประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อวันที่ ๑๗ โดยแต่ละฝ่ายนี้มาร่วมกัน ให้ท่านรัฐมนตรีวัฒนธรรม อิทธิพล คุณปลื้ม เปิดงานร่วมกันที่หน้าเจดีย์วัดประยูรนี่ เริ่มลองเสี่ยง โดยการเราไม่มีความพร้อม แต่มีโอกาสเดินหน้าต่อไป ปรับกระบวนยุทธ์อะไรต่างนี้ก็เรียกกลยุทธ์ ในที่สุด กี่ปี เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ๒๕๖๐ มา ๔ - ๕ ปี ถึงเสร็จโดยที่ไม่มีสตางค์แล้วเราก็อาศัย ถ้าท่านก็วัดประชารัฐสร้างสุขนั่นแหละ ตอนนี้ทุกคนมีความสุขในชุมชนนี้ สุดท้ายที่ผมฝากท่านไว้ก็คือกลยุทธ์ที่ ๔ พร้อมก็ไม่พร้อม มีจุดด้อย แถมยังมีอุปสรรค ตั้งรับไปก่อนดูรีรอไปก่อน เหมือนกับตอนนี้บางวัดไม่มีความพร้อม ให้ตั้งโรงทาน ก็ไม่มีเงิน จะสร้างอะไรก็ไม่มีWait and see ปรับตัวเข้ากับนิวนอมอล (New Normal) วิถีชีวิตใหม่ ข้อสำคัญอย่าเป็นอะไรไป รักษาสุขภาพไว้ก่อน เหมือนกับประเทศเหมือนกับบางคนเอาสุขภาพไว้ก่อน ตอนนี้ค่อยทำงานหาทอง ที่ผ่านมา ๒ - ๓ เดือนนี้ตั้งรับอยู่ในบ้าน อยู่บ้าน อยู่วัด หยุดเชื้อ เพื่อชาติอันนั้นคือตั้งรับเพราะอะไร จุดด้อย เรายังไม่มีวัคซีน เรายังไม่มียารักษาโรค นี่คือจุดด้อย แล้วไอ้เชื้อโรคมันก็คุกคาม เป็นอุปสรรค ออกไปไหน ท่านจะต้องสวมหน้ากาก สวมหน้ากากอนามัย แล้วก็รักษาระยะห่างทางสังคม บอกญาติโยมเอาชีวิตรอดไว้ก่อน จนก็ประหยัดหน่อย โคลงโลกนิติช้างม้าเมียมิ่งแก้ว เงินทอง ตัวมิตายจักปอง ย่อมได้ชีวิตสิ่งเดียวของ หายากใช่ประทีปเทียนไต้ ดับแล้ว จุดคืน ของหายาที่สุดนี่ ก็คือชีวิต ไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่อะไรเลย มีชีวิตสิ่งเดียวของหายาก ใช่ประทีป เทียนไต้ดับแล้วจุดคืน ดับแล้วมันฟื้นไม่ได้เดี๋ยวไปฆ่าตัวตาย อย่าไปทำลายชีวิตอย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงกับเชื้อโรคตายขึ้นมาแล้วนี่ มันได้อะไรขึ้นมา เงินทองก็ช่วยไม่ได้เพราะฉะนั้น เราก็ต้องตั้งหลัก ตั้งรับให้ดี ๆ


กลยุทธ์ในการบริหารวัด ๓๙พระพรหมบัณฑิตในส่วนคณะสงฆ์ ผมว่าสุดท้ายเลย ชาวบ้านดูแลรักษาใจเขาด้วย ลีเน จิตฺตมฺหิ ปคฺคาโห จิตตกให้ยกจิต มีเชื้อโรค มีเงินอันขาดเงินขา เทศน์ยังไง ให้เขามีกำลังใจ อุทฺธตสฺมึ วินิคฺคโห ถ้าจิตลอยลมให้ข่มจิต ตอนนี้จะประมาทแล้ว ก็ไม่เคยสวมหน้ากากแล้ว ไม่ล้างมือเราก็จะต้อง เตือนเขาด้วย ตอนนี้มหาเถรสมาคมได้มีมติผ่อนปรน ขอให้เราสามารถที่จะจัดกิจกรรมได้ทุกอย่าง ตั้งแต่วันที่ ๑๙ มิถุนายนมาเมื่อมีมติผ่อนปรนนี้ท่านจะต้องดูคำสุดท้ายเขาด้วย นี่ผ่อนปรนยังไง ก็คือต้องปฏิบัติตามวัดต่าง ๆ นี้สามารถจะทำกิจกรรมได้ทุกอย่าง แต่ให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๑๙ และข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด รักษาความปลอดภัยในชีวิตของพวกเรา ของญาติโยมเขาในต่าง ๆ อันนี้ต้องมาก่อน การที่จะวางแผนทำอะไรต่าง ต้องรอบคอบรัดกุม นั่นก็คือการตั้งรับผมขอสรุปว่า ในการทำงานเพื่อพระศาสนา เรามีกลยุทธ์ปรับกลยุทธ์ได้๔ ด้าน หนึ่งถ้าเรามีจุดเด่น มีโอกาส มีอะไรบ้าง ในปีนี้ที่ท่านจะไปทำแผนนี้ใช้งบประมาณน้อยแล้วก็มีโอกาสที่จะทำได้มีคน มีอะไรต่างแล้ว มีจุดเด่นหมด ท่านรีบทำ ให้มันเป็นผลงานเข้าตากรรมการ กลับไปคิดดูอันไหนท่านมีจุดเด่น แต่มันมีอุปสรรค อาจจะชะลอ อาจจะทำน้อยลง หรือว่าลดงบประมาณอะไรก็แล้ว อะไรก็แล้วแต่ ทำ ไม่ใช่ไม่ทำ ผมนี้ผมมีส่วนร่วมกันท่านทั้งหลายในการที่จะประชุม ผมไม่ได้ไม่ประชุมร่วมไม่เบิกเพิ่ม แต่ผมก็อุปสรรคคือมีงาน มีอะไรสั่ง เช้าวันนี้ผมก็ขอว่าพูดทางออนไลน์ อันนี้ก็คือมีอุปสรรค เรามีความพร้อม ปรับตัวหน่อยเรามีจุดด้อยคือไม่พร้อม แต่ว่ามีโอกาส ท่านจะเสี่ยงไหม จะทำไหม แต่ถ้าท่านคิดว่าใจถึงนั้นเอาทำก็ทำ ก็อาจจะประสบความเร็จก็ได้ แต่ให้มันสูญเสียน้อยที่สุด ไม่ว่าจะรวมถึงเรื่องงานในช่วงโควิดด้วย บางวัดจัดนะ คนมาเยอะมาเยอะมาก ๆ ผมก็ถามว่าแล้ว ฉันจะคุมยังไงนี้ถ้าเกิดติดเชื้อกัน ทำยังไงมากัน เป็นพันเป็นหมื่น ที่ผมไปเห็นไปเจอ ต้องขอสนับสนุนจากผู้ว่า จากนายอำเภอ ให้มาจัดระเบียบว่า คนมาเยอะ ๆ ทำยังไง อย่าไปเสี่ยงคนเดียว หาให้คนมาช่วย แต่ท่านก็ลองเสี่ยงลองทำ แต่ต้องหาตัวช่วยเยอะ ๆ แต่ถ้าคิดว่ามันไม่คุ้ม ทั้งมีความไม่พร้อมในตัวเรา ทั้งมีปัญหา มีอุปสรรค รอดูไปก่อน (wait and see) พร้อมเมื่อไหร่ ในขณะที่รอนี้ก็ฟิตซ้อมเตรียมความพร้อมไปด้วย อย่าไปนอนหลับเฉย ๆ เหมือนกับตอนนี้เขาไม่มีเรื่องนั้นเรื่องนี้ยังไม่มีให้สอบ เราก็ติวตัวเองไปก่อน พอสอบเมื่อไหร่ พร้อมทันที เดินหน้าทันทีคือกลยุทธ์ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์จึงขอฝากไว้ตามเวลาเพียงเท่านี้ในท้ายที่สุดนี้ ขออนุโมทนาทุกรูปทุกท่านที่ ได้มีความตั้งใจมาร่วมกิจการงานคณะสงฆ์ มาร่วมประชุมโดยพร้อมกัน จึงขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศลทั้งปวง อำนวยพรให้การประชุมครั้งนี้ ประสบความสำเร็จด้วยดีตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ ขอทุกรูปทุกท่าน จงมีส่วนแห่งความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในร่มธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.องค์ความรู้และกลยุทธ์ในการบริหารวัดของพระพรหมบัณฑิต ศ.ดร. โดดเด่นในเรื่องการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเข้ากับการบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยเฉพาะในบริบทของสังคมยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดสำคัญสามารถสรุปได้ดังนี้1. การบริหารจัดการโดยใช้หลักพุทธธรรม (Buddhist Administrative Methods) หัวใจสำคัญคือการนำหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามาเป็นรากฐานในการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การบริหารการศึกษา หรือการบริหารวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ หลักธรรมที่มักถูกนำมาประยุกต์ใช้ ได้แก่


๔๐ กลยุทธ์ในการบริหารวัดพระพรหมบัณฑิต • พรหมวิหาร 4 หลักธรรมเกี่ยวกับความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการบริหารคนและการอยู่ร่วมกันในสังคมสงฆ์และชุมชน• อธิปไตย 3 การถือหลักความสำคัญของตน ของโลก หรือของธรรม เป็นแรงจูงใจในการดำเนินงาน• ธรรมาภิบาล (Good Governance) การบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คณะสงฆ์และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี• คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับนักบริหาร ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้นำที่มีคุณธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างความน่าเชื่อถือในการบริหาร 2. กลยุทธ์การบริหารในยุคดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลง (Management in the Digital Era)ท่านมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการวัดและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพุทธศาสนิกชนในยุคปัจจุบัน• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนด้านการเผยแผ่ศาสนา การจัดพิธีกรรม และงานบริหารภายในวัด เช่น การบรรยายธรรมผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) การพัฒนาฐานข้อมูล และการใช้สื่อมัลติมีเดีย• การพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ส่งเสริมให้วัดและบุคลากรในวัดมีการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปรับตัวและนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสมต่อสถานการณ์• พุทธนวัตกรรม การคิดค้นแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ในการดำเนินงานเผยแผ่ศาสนาให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยังคงแก่นแท้ของหลักธรรมไว้3. การบริหารงานแบบบูรณาการและความเชื่อมโยงกับชุมชน ท่านให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงวัดเข้ากับชุมชนและสังคมโดยรอบ เพื่อลดช่องว่างและสร้างความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ• การสร้างเครือข่าย ทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) องค์กรภาครัฐ (เช่น กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) และชุมชน เพื่อดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน• การบริหารพื้นที่และสิ่งแวดล้อม มีแนวคิดในการจัดการพื้นที่ภายในวัดให้เหมาะสมรองรับกิจกรรมทางศาสนาและผู้มาเยือนจำนวนมาก โดยคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมและสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาโดยสรุป องค์ความรู้กลยุทธ์การบริหารวัดของพระพรหมบัณฑิต คือการผสมผสานระหว่างหลักธรรมอันเป็นสากลกับวิธีการบริหารที่ทันสมัยและมีวิสัยทัศน์ เพื่อให้วัดสามารถเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


บทที่ ๓การปกครอง๓.๑ ความนำการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน มีโครงสร้างและลำดับชั้นที่เป็นระบบ ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีสาระสำคัญดังนี้โครงสร้างการปกครองสูงสุด• สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประมุขของคณะสงฆ์ไทยทั้งสองนิกาย (มหานิกายและธรรมยุต) และทรงบัญชาการคณะสงฆ์• มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ดูแล และกำหนดการดำเนินงานต่างๆ ของคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบรูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร และมีจริยาวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์• สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม และเป็นหน่วยประสานงานระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรการปกครองส่วนภูมิภาค (การบังคับบัญชาตามสายงาน)โครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาคจะจัดแบ่งเขตการปกครองเป็นลำดับชั้นอย่างชัดเจน เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล โดยมีเจ้าอาวาส เป็นผู้ปกครองดูแลวัดในระดับพื้นฐาน และมีหน้าที่บำรุงรักษาวัด ปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ที่พักอาศัยในวัด ให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมายบ้านเมือง การปกครองนี้ครอบคลุมทั้งมหานิกายและธรรมยุต ซึ่งทั้งสองนิกายอยู่ภายใต้การบริหารงานของมหาเถรสมาคมเดียวกันองค์กรสงฆ์เป็นองค์กรหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์โดยเฉพาะเกิดขึ้นในสังคมชาวพุทธที่มีรูปแบบและประวัติอย่างยาวนาน มีลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ตามแบบพระธรรมวินัยที่พระสงฆ์จักต้องกระทำเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยขององค์กร มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยและเป็นสังคมที่เสมอภาคที่พระสงฆ์ทุกรูปมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย พระเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์มีหน้าที่ปกครองสานุศิษย์ของตน แต่ในสังฆกรรมทั้งปวง สงฆ์ย่อมเป็นใหญ่ไม่เลือกว่าจะเป็นอาจารย์หรือสานุศิษย์เมื่อมีกิจสงฆ์เกิดขึ้นจะต้องมีการประชุมสงฆ์และถือมติเอกฉันท์เป็นหลัก เนื่องจากพระสงฆ์สาวกในสมัยพุทธกาลมีไม่มากนัก ความเสื่อมอันเกิดจากข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์จึงมีน้อย ส่วนหลักที่ใช้ในการปกครองมีเพียงพระธรรมวินัย ไม่จำเป็นต้องอาศัยพระราชอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดิน หรือผู้ปกครองรัฐให้ออกกฎหมายบังคับสังฆมณฑลในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ทรงปกครองพระสงฆ์โดยลำพังพระองค์เพียงผู้เดียว โดยใช้หลักธรรมาธิปไตยซึ่งเป็นการถือเอาความถูกต้องเป็นใหญ่ พระองค์ทรงใช้อำนาจในการปกครองสงฆ์เป็น 3 ฝ่าย คือ


Click to View FlipBook Version