๑๔๖ การสาธารณสงเคราะห์ ๘.๕.๓ ด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมนับแต่โบราณกาลมา วัดเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของชาวบ้านตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ นับตั้งแต่การสร้างวัดมา ซึ่งเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น หรือในกรณีพิเศษ อาจเกิดจากพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์บางพระองค์ทรงสร้างและอุปถัมภ์วัดนั้นคติทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าการสร้างวัดตลอดจนสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ภายในวัดเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์มาก จะส่งผลให้ผู้ที่ได้ร่วมทำบุญมีความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้า การทำบุญนั้นจะต้องทำด้วยสิ่งที่ดีที่สุด ชาวบ้านหรือผู้ที่ลงมือสร้างจึงได้ทุ่มเทความรู้ความสามารถในเชิงช่างที่มีอยู่ทั้งหมดอันประกอบด้วยศรัทธา สร้างสรรค์ศิลปกรรมที่งดงามให้แก่วัด ซึ่งปรากฏออกมาในรูปของศิลปกรรมต่าง ๆตามพระอุโบสถ วิหารคด ศาลาราย หอระฆัง ตลอดจนฝาผนังในพระอุโบสถ เป็นต้น เมื่อวัดถูกสร้างเสร็จก็มีกิจกรรมและความเป็นไปที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชาวบ้าน มีการแลกเปลี่ยนถ่ายเทระหว่างบ้านกับวัด เช่นชาวบ้านมาบวชเรียนอยู่ในวัด ผู้ที่เข้ามาบวชก็มาเรียนรู้วิชาความรู้จากผู้บวชมาก่อน ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความรู้ในตระกูลของตนที่ติดตัวมาแต่วัด และผู้ที่มาบวชใหม่ตลอดจนลูกหลานชาวบ้านที่ส่งมาเรียนจึงเกิดการสืบทอดความรู้ต่อ ๆ กันมาโดยมีวัดเป็นสื่อในวันหรือโอกาสสำคัญทางพุทธศาสนา ชาวบ้านได้มีโอกาสไปทำบุญที่วัดด้วยแรงศรัทธาและความตั้งใจที่จะทำให้การทำบุญนั้นเกิดอานิสงส์สูงสุด ทำให้การทำบุญในแต่ละครั้งแต่ละโอกาส มีรูปแบบ พิธีการที่เป็นลักษณะเฉพาะเกิดเป็นแบบแผน ประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ นอกจากนี้ศิลปะการแสดงต่างๆ เช่น ลิเก หมอลำ ละคร หนังตะลุง หนังใหญ่ก็เกิดขึ้นในงานวัดนี้เอง การส่งเสริมด้านวัฒนธรรมประเพณีและสิ่งแวดล้อม ควรให้การส่งการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนในด้านความซื่อสัตย์สุจริต พึ่งตนเอง เคารพประเพณีและควรดำเนินการสืบสานไว้ให้คงอยู่ เช่นการส่งเสริมและฟื้นฟูประเพณีดังนี้๑. การทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่๒. การจัดงานวันอนุรักษ์มรดกไทย๓. การจัดงานประเพณีสงกรานต์๔. การจัดงานประเพณีกวนข้าวทิพย์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖๕. การจัดงานประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน วันเข้าพรรษา๖. การจัดงานประเพณีทำบุญสารท๗. การจัดงานตักบาตรเทโว วันออกพรรษา และเทศน์มหาชาติ๘. การจัดงานประเพณีปิดทองพระ และลอยกระทง วันเพ็ญเดือน ๑๒งานทั้งหมดนี้เป็นประเพณีที่มีมาแต่ดั้งเดิม และได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมปัจจุบัน เป็นโอกาสในการใช้หลักธรรมให้คนได้ตระหนัก เข้าใจการอยู่ร่วมกันต่อผลที่ได้ปฏิบัติร่วมกันมาทุก ๆ ปี ควรอนุรักษและสืบสานไว้เป็นมรดกแก่อนุชนคนรุ่นต่อ ๆ ไป ๑๘วัฒนธรรมว่าเป็นวิถีชีวิตที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ซึ่งประกอบด้วยความรู้ความเชื่อ ประเพณีศิลปะ ค่านิยม และกฎหมาย เป็นต้น และถ่ายทอดกันมาจากบรรพชนสู่อนุชนรุ่นหลังวัฒนธรรมมีลักษณะเป็นวิชาความรู้ที่มีความงดงามในตัวเอง เรียกว่าศิลปวัฒนธรรม แบ่งออกเป็น๔ ประเภท ดังนี้๑๘ พระครูนิวิฐธรรมขันธ (นิวัฒน อคฺคคุตฺโต), วัดพัฒนา ๕๑, (กรุงเทพมหานคร : กองพุทธศาสนสถานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ๒๕๕๑), หน้า ๓๗.
การสาธารณสงเคราะห์ ๑๔๗๑. ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุและศิลปวัตถุ เช่นปราสาทราชวัง วัด ป้อม ค่ายกำแพง และลักษณะที่เห็นรูปทรงไม่ชัดเจน เช่น คูน้ำ คันดิน อุโบสถ ถนนโบราณ เนินดินที่ปกคลุมเจดีย์วิหาร เป็นต้น๒. ศิลปวัฒนธรรมประเภทงานจิตรกรรม ส่วนใหญ่จะมีอยู่ในวัด เช่น งานเขียนลายรดน้ำภาพเขียนตู้พระธรรม จิตรกรรมฝาผนัง ในหนังพระอุโบสถ พระวิหารงานจิตรกรรมในสมุดไทยใบลานเช่นหนังสือตำราพิชัยสงคราม ตำรายาแผนโบราณ ตำราคชลักษณะ ภาพพระบฎ๓. ศิลปวัฒนธรรมประเภทงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน หมายถึง เครื่องมือ เครื่องใช้เครื่องประดับเช่น เครื่องจักสาน ผ้าฝ้ายชนิดต่าง ๆ ภาชนะดินเผา เป็นต้น๔. ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม ได้แก่ ความคิด ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบแผนปฏิบัติในกลุ่มหรือสังคม ซึ่งยอมรับปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยแบ่งได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ๔.๑ ขนบธรรมเนียมประเพณีมีทั้งประเพณีเฉพาะบุคคล ได้แก่ การเกิดการตายการโกนจุกการหมั้น การแต่งงาน การบวช การขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้นและประเพณีส่วนรวมอื่น ๆ ได้แก่ ประเพณีทางศาสนาต่าง ๆ ได้แก่ ประเพณีทางศาสนาต่าง ๆ ประเพณีทำบุญเข้าพรรษาและออกพรรษา ทอดกฐินประเพณีตรุษสงกรานต์ประเพณีชักพระ เป็นต้น๔.๒ ภาษาและวรรณกรรม ได้แก่ จารึกและคัมภีร์ต่างๆ ภาษาพูด ภาษาเขียน บทประพันธ์ที่ถ่ายทอดกันมาโดยการเล่าหรือเขียน เช่น นิทานพื้นบ้าน ตำนานเมือง เป็นต้น๔.๓ ศิลปะการแสดง ได้แก่การเล่นเพลงพื้นบ้าน เช่น เพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าวโนราห์เป็นต้น ๑๙บทบาทของพระสงฆ์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือเอกลักษณ์ในเชิงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเช่น ประเพณีการตักบาตรเทโว ประเพณีการตักบาตรดอกไม้ประเพณีแห่พระของภาคต่าง ๆ ประเพณีโยนบัว ประเพณีทอดเทียนในพรรษา เป็นต้น โดยไม่ประยุกต์ให้มากเกินไป รักษาเอกลักษณ์ไว้ให้ได้เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะสถาบันสงฆ์และวัดเป็นผู้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงต่อประเพณีวัฒนธรรม เป็นศูนย์กลางประเพณีและศิลปวัฒนธรรมทั้งของท้องถิ่นและสังคม เป็นพื้นฐานแห่งความเป็นพุทธ เป็นไทยและเป็นเอกลักษณ์ประจำพระพุทธศาสนาอันทรงคุณค่าประจำชาติไทย๘.๖ วิสัยทัศน์การบริหารงานสาธารณสงเคราะห์วิสัยทัศน์การบริหารงานสาธารณสงเคราะห์ คือการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการช่วยเหลือผู้ยากไร้และด้อยโอกาสอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งด้านวัตถุและจิตใจให้มีความสมดุล และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคม โดยมีหลักการบริหารและการจัดการวัดด้านสาธารณสงเคราะห์ดังนี้ ๑. ควรมีการคัดสรรอบรมบุคคล ผู้ที่จะมาบวชในพระพุทธศาสนา ให้เป็นที่มั่นใจที่จะเข้ามาศึกษาธรรม๒. ต้องมีการศึกษาอบรมธรรมแก่ผู้เข้ามาบวชทั้งก่อนระหว่างและหลังการบวช๓. ต้องมีการปฏิบัติธรรมในระหว่างบวชเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเพื่อการเผยแผ่ต่อไปแก่ประชาชน๑๙ สมคิด โชติกวณิชย์, “บทบาทของเจ้าอาวาสวัดที่มีต่อกิจกรรการศึกษานอกระบบโรงเรียน : ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดปทุมธานี”, วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๓๙), หน้า ๑๗๐.
๑๔๘ การสาธารณสงเคราะห์ ๔. แต่ละวัดต้องให้พระสงฆ์ที่ศึกษาธรรมดีแล้ว ได้มีโอกาสเผยแผ่เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนและความมั่นคงของพระพุทธศาสนา และต้องพยายามวิเคราะห์หาทางเผยแผ่ธรรมเชิงรุกต่อประชาชนด้วยความเมตตา มิใช่รอให้ผู้มานิมนต์ให้เผยแผ่ที่วัดเท่านั้น๕. กิจกรรมการศึกษาธรรมของประชาชน ควรมุ่งให้การศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องให้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับทั้งในการงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยหลักการแห่งความไม่ประมาทและการพึ่งตนเอง๖. ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ ดังนั้น การปกครองสงฆ์ให้มีจริยาวัตรและการปฏิบัติที่เหมาะสมเจ้าอาวาสควรดำเนินการให้พระทุกรูปในสังกัดมีภาพลักษณที่ดีเมื่อประชาชนพบเห็นจักเกิดความศรัทธาถือเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเบื้องต้น๗. พระสงฆ์ควรมีความสมถะ มีความเป็นอยู่ง่าย ๆ ไม่หวังลาภสักการะ มุ่งศึกษา ปฏิบัติธรรม และเผยแผ่ธรรมแก่ประชาชน ดังนั้น กิจกรรมที่วัดต่าง ๆ ดำเนินอยู่ จำเป็นต้องมีการทบทวน เพื่อการพัฒนาที่มั่นคงยั่งยืนของพระพุทธศาสนา๘.การเผยแผ่ธรรมควรศึกษากลุ่มคนหรือบุคคลเป้าหมาย วิเคราะห์การนำเสนอธรรมให้เหมาะสมตามหลักสัปปุริสธรรมเป็นสำคัญ๙. เจ้าอาวาสทุกวัด ควรปกครองดูแลพระสงฆ์สามเณร ไวยาวัจกร ศิษย์วัด ผู้อาศัยในวัดหรือเกี่ยวข้องกับวัด ให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นการสร้างศรัทธาแก่ประชาชนผู้พบเห็นและมาติดต่อกับวัด๑๐. วัดต้องพยายามบริหารวัดให้มีอาคารสถานที่อาณาบริเวณเหมาะสมต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม ทั้งในส่วนของพระภิกษุสามเณรและประชาชนให้สอดคล้องกับหลักการของพระพุทธศาสนามีความสงบร่มเย็น ทำให้คนอยากเข้ามาหาความสงบและศึกษาธรรม รวมทั้งสรรพสิ่งต่าง ๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต จักต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนที่มาวัดหรือที่อยู่ใกล้วัดด้วย๑๑. วัดกับประชาชนต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน พระพุทธศาสนาจึงจะอยู่ได้อย่างมั่นคง ดังนั้นนอกจากพระจะให้ธรรมแก่ประชาชนแล้ว ก็ควรจัดวัดและเครื่องใช้ของวัดอย่างมีระบบให้เหมาะต่อการให้บริการประชาชน เพื่อกิจการของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เป็นการดึงประชาชนเข้ามาใกล้ชิดกับวัด และพระสงฆ์ก็ควรหาทางช่วยเหลือในด้านธรรมแก่ประชาชนต่อไปตามความเหมาะสมด้วย๑๒. ประชาชนเป็นจำนวนมากที่ยังเชื่อโชคลางของขลัง วัตถุมงคล และสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะบันดาลความโชคดีความร่ำรวย ความสำเร็จแก่เขาได้ ทำให้ประชาชนขาดการพึ่งตนเองไม่ถูกพัฒนา พระพุทธศาสนาควรทำหน้าที่เป็นยารักษาโรคเหล่านี้โดยการไม่ดูถูกหรือตำหนิการกระทำเหล่านั้น แต่ควรใช้หลักธรรมในเรื่องเหตุและผล เรื่องการพึ่งตนเอง เรื่องการศึกษา ฝึกฝนพัฒนา และการครองชีวิตอย่างไม่ประมาทมาใช้ในการเผยแผ่ โดยให้เครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์วัตถุมงคลตามความเหมาะสม เพื่อเป็นเครื่องปิดช่องความประหวั่นใจ จักทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ผลดียิ่งขึ้น๑๓. ศาสนาพุทธอยู่คู่กับชุมชน วัดก็ครบทุกตำบล และเป็นศูนย์รวมของประชาชนในแต่ละตำบล หากจะจัดการบริหารวัดให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาชุมชนทั้งจิตใจและคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆจะทำให้ความสัมพันธ์ของประชาชนกับพระพุทธศาสนาเจริญอย่างยั่งยืน โดยที่พระสงฆ์จะให้ธรรมทานแก่ประชาชน ส่วนประชาชนถวายอามิสทานแก่พระสงฆ์ นับเป็นการเกื้อกูลกันเพื่อสร้างพลังให้สังคม๑๔. การบริหารจัดการวัดเพื่อเป็นศูนย์กลางการพัฒนาชุมชน จำเป็นต้องจัดให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจกรรมของวัด ร่วมบริหารวัดตามหลักการของพระพุทธศาสนาด้วยจึงสมควรปรับปรุงการบริหารวัดให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ถึงแม้วัดแต่ละวัดจะเป็นนิติบุคคลอยู่แล้วก็
การสาธารณสงเคราะห์ ๑๔๙ตาม แต่การมีองค์กรร่วมบริหารวัด เสนอความคิดและให้เจ้าอาวาสตัดสินในดำเนินการประชาชน ก็จะร่วมดำเนินการอย่างเต็มที่ เต็มใจ พระพุทธศาสนาย่อมเจริญยิ่งขึ้น๑๕. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและองค์กรของรัฐ ย่อมมีเจตนาที่ดีในการรักษาและพัฒนาพระพุทธศาสนา ดังนั้น เจ้าอาวาสและพระภิกษุควรศึกษางานโครงการของทางราชการเพื่อประสานการดำเนินงานให้เกิดคุณค่าต่อพระพุทธศาสนา๑๖. วัดทุกวัดควรได้ดำเนินการรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติเช่น ร่วมจัดโครงการป่าชุมชนโครงการอุทยานการศึกษา เป็นต้น จะได้ทั้งการส่งเสริมการปลูกต้นไม้และการใช้ต้นไม้เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ธรรม๑๗. มหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด ซึ่งเจ้าอาวาสและพระสงฆ์จะต้องศึกษาส่งสนับสนุนประสานงานเพื่อการเผยแผ่ธรรม และพัฒนาพระพุทธศาสนาจะได้ตรงตามนโยบาย ถูกทิศทาง แก้ไขสถานการณ์และเหมาะสมกับโอกาส ย่อมเป็นพลังส่งเสริมการพัฒนาให้ยิ่งขึ้น๑๘. หลักการบริการการดำเนินงานต่าง ๆ ควรมีการวางแผนระยะสั้น ระยะยาว เพื่อการปฏิบัติพัฒนาวัด และควรให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ หลักการเหล่านี้พระสงฆ์สามารถค้นคว้าให้เกิดความรู้ได้ซึ่งต้องยึดหลักการ การฝึกฝน การพัฒนา การไม่ประมาท และหลักการพึ่งตัวเองเป็นสำคัญ จึงจะบังเกิดผลดี๒๐การจัดงานการสาธารณสงเคราะห์ด้านการส่งศิลปวัฒนธรรม ควรมีวิสัยทัศน์ในการจัดโครงการและดำเนินกิจกรรม ดังนี้๑. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้คำปรึกษาแก่ชาวบ้านเกี่ยวกับประเพณีศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกล้ำค่าของชุมชน๒. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมการสนับสนุนให้ความรู้แก่ประชาชนและเด็กเยาวชนเพื่อให้รู้จักคุณค่าของประเพณีศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของชุมชนและของชาติ๓. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางด้านการอนุรักษ์ประเพณีศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสืบทอดแก่อนุชนรุ่นหลัง๔. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมให้การส่งสนับสนุนให้เด็กเยาวชนในชุมชนได้เข้าใจถึงความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีความหวงแหนในมรดกศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพชน๕. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เห็นว่าเหมาะสมกับการปฏิบัติในสภาวะการณ์ปัจจุบัน๖. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรม โดยการสนับสนุนส่งใช้สถานที่ของวัดเป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์และจัดนิทรรศการที่เกี่ยวกับประเพณีศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น๗. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมในการประติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการหรือองค์กรต่าง ๆ เพื่อหาทุนสนับสนุนในการจัดกิจกรรมและอนุรักษ์ประเพณีศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน๘. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรม โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางประสานงานการในแลกเปลี่ยนความรู้ทางประเพณีศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กับชุมชนและรัฐ๒๐ คะนึงนิตย์ จันทบุตร และสุบรรณ จันทบุตร, หลักการบริหารและการจัดการวัดในยุคโลกาภิวัตน์,(กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค, ๒๕๔๕), หน้า ๒๒ - ๒๖.
๑๕๐ การสาธารณสงเคราะห์ ๙. การดำเนินโครงการโดยการใช้วัดเป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสารด้านประเพณีศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่ชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ๑๐. การดำเนินโครงการให้วัดมีสถานที่ บรรยากาศ บุคลากรอันเหมาะสมในการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่คู่กับชุมชน๑๑. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมวันเข้าพรรษา วันสงกรานต์วันลอยกระทง ฯลฯเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามไว้๑๒. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น เพื่อเป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่และแพร่หลายเป็นที่ยอมรับแก่บุคคลทั่วไป๑๓. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมสนับสนุนเสริมสร้างให้ประชาชนพัฒนาภูมิโดยให้ชาวชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น๑๔. การดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมสนับสนุน อนุรักษ์ฟื้นฟูโบราณสถานของชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของท้องถิ่น และเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในการส่งประเพณีวัฒนธรรม๑๕. การดำเนินโครงการและจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวของท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าท่องเที่ยว และการบริการด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของประชาชน ควรเน้นการส่งอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นหลักโดยมีการบูรณาการประยุกต์ปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน และมีการประสานงานแลกเปลี่ยนศิลปะ ประเพณีวัฒนธรรมกับชุมชมอื่น ๆ และติดต่อประสานงานหน่วยงานราชการเพื่อขอการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การส่งศิลปวัฒนธรรมของประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ จะเห็นได้ว่า งานสาธารณสงเคราะห์นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้คนในสิ่งที่เขาต้องการ และมีความจำเป็นแล้ว ยังเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างพระสงฆ์วัด ชาวบ้าน ชุมชน หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานเอกชน อย่างดีที่สุดอีกทางหนึ่งด้วย๘.๗ แนวทางการพัฒนางานด้านการสาธารณสงเคราะห์ แนวทางการพัฒนางานด้านสาธารณสงเคราะห์มี 4 แนวทางหลัก คือ การสงเคราะห์การเกื้อกูล การพัฒนา และการบูรณาการ โดยเน้นการ \"สงเคราะห์\" เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และ \"เกื้อกูล\" เช่น การช่วยเหลือสนับสนุนกิจการของรัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีการ \"พัฒนา\" ทั้งการพัฒนาทักษะและอาชีพให้กับชุมชน รวมถึงการสร้างเครือข่าย และ \"บูรณาการ\" การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ เพื่อให้งานสาธารณสงเคราะห์มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดังนั้น จึงควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อชุมชน ดังนี้ 1. การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดกิจกรรมของชุมชน2. การจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนาแก่ประชาชน3. การให้ความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลของประชาชน4. การจัดกิจกรรมด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้กับชุมชน5. การจัดกิจกรรมสงเคราะห์คนชราและครอบครัวผู้ยากไร้ในชุมชน6. การจัดกิจกรรมสงเคราะห์ครอบครัวผู้ยากไร้ในชุมชน7. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาของชุมชน8. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอาชีพของชุมชน
การสาธารณสงเคราะห์ ๑๕๑9. การจัดกิจกรรมส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น โบราณสถาน และศิลปวัตถุในชุมชน10. การจัดกิจกรรมของวัดให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน11. การช่วยเหลือชุมชนผู้ยากไร้ในการอุปสมบท12. การช่วยเหลือชุมชนผู้ยากไร้ในการฌาปนกิจศพญาติผู้เสียชีวิต13. การให้ชุมชนยืมอุปกรณ์ เครื่องใช้ในโอกาสต่าง ๆ14. การอนุญาตให้ชุมชนใช้สถานที่ในวัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ 15. การจัดให้วัดเป็นศูนย์รวมของชุมชนในท้องถิ่นความสัมพันธระหว่างประชาชนกับวัด ในฐานะตัวแทนสถาบันพระพุทธศาสนาในสังคมที่แตกต่างกันจากท้องถิ่นที่มีความผูกพันกันน้อยที่สุด คือ ในชุมชนนครหลวงไปสู่ท้องที่ชนบทที่มีพลเมืองหนาแน่นน้อย มีวัดและพระสงฆ์ในท้องที่น้อยแต่ประชาชนมีความต้องการและมีความผูกพันกับวัดมากที่สุดและพบว่าวัดในฐานะตัวแทนสถาบันพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมีหน้าที่สงเคราะห์ประชาชนทางด้านจิตใจโดยเป็นผู้ดำเนินการรักษาความเรียบร้อยการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ ๒๑พระสงฆ์ส่วนใหญ่รับรู้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมีความเห็นว่า ปัญหาสังคมที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าควรเร่งแก้ไข ได้แก่ ปัญหาศีลธรรมเสื่อมโทรม ปัญหาความยากจนและปัญหาการว่างงานและยังเห็นว่าพระสงฆ์ควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ เช่น ปัญหาศีลธรรมเสื่อมโทรมปัญหาศิลปวัฒนธรรมเสื่อมสลาย ปัญหาสิ่งแวดล้อมปัญหาสิ่งเสพติด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังพบว่าบทบาทพระสงฆ์ในอนาคต ซึ่งนอกเหนือจากการเผยแผ่ศาสนธรรมแล้ว พระสงฆ์ควรมีบทบาทในด้านการให้การศึกษา และการพัฒนาจิตวิญญาณอีกด้วยปัจจุบันมีการช่วยเหลือประชาชนโดยอยู่บนพื้นฐานของจิตเมตตา แต่ยังไม่ได้ช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ต้องมีการวางแผน ความต้องการของประชาชน หรือศึกษาปัญหาหรือความเดือดร้อนของประชาชนว่า มีสิ่งใดที่ขาดแคลนสิ่งที่ต้องการ ทั้งนี้ ผู้นำสงฆ์ยังขาดความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการบริหารจัดการสังคมสงเคราะห์ต้องพยายามช่วยเหลือ ผ่อนจากหนักเป็นเบาให้ได้ ดังนั้น พระสังฆาธิการยังมีข้อจำกัด ขาดความรู้ ประสบการณ์ในเรื่องสังคมสงเคราะห์ที่จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนไม่ตรงตามต้องการ จุดแข็ง (Strength) : (๑) พระสังฆาธิการยังมีข้อจำกัด ขาดความรู้ ประสบการณ์ในเรื่องสังคมสงเคราะห์ (๒) พระสังฆาธิการช่วยเหลือเกื้อกูลหรือการอุดหนุนสถานที่ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติหรือประชาชนทั่วไป จุดอ่อน (Weakness) : (๑) พระสังฆาธิการยังขาดความรู้เรื่องสังคมสงเคราะห์ในการเสียสละ (๒) พระสังฆาธิการบางรูปไม่ค่อยช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมเท่าที่ควร โอกาสการพัฒนา (Opportunity): (๑) การได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากภาครัฐและเอกชน (๒) พุทธศาสนิกชนทำบุญสร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถานมากขั้นภาวะคุกคาม (Threat): (๑) การใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าต่อการก่อสร้าง โดยต้องใช้พื้นที่ใช้สอยของอาคารต่าง ๆ (๒) การอนุรักษ์แหล่งโบราณสถานภายในวัด๒๑ ชำเลือง วุฒิจันทร์, “การพัฒนากิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนาเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ”,วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, ๒๕๔๒), หน้า ๔๐.
๑๕๒ การสาธารณสงเคราะห์ แนวทางการพัฒนางานด้านสาธารณสงเคราะห์ในอนาคต คือพระสังฆาธิการต้องทุ่มเทลงแรงในการช่วยเหลือประชาชน ต้องมีความเสียสละให้มากกว่านี้ ทั้งนี้ พระสังฆาธิการจะต้องมีความรู้ความสามารถก่อน คือต้องอบรมการเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมหรือการเป็นนักสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ พระสังฆาธิการจะต้องมีพื้นที่ในการพัฒนางานด้านสาธารณสงเคราะห์ให้แก่ประชาชน เพื่อจะให้มีพื้นให้ประชาชนสร้างอาชีพ มีรายได้ ๒๒ด้านการสาธารณสงเคราะห์ พระสังฆาธิการที่ว่าเป็นผู้นำองค์กรคณะสงฆ์ไทยในระดับต่าง ๆควรนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้กับงานสาธารณสงเคราะห์เพื่อให้เป็นนักบริหารจัดการที่ดีและควรมีการไปศึกษาดูงานการดำเนินการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการสาธารณสงเคราะห์ในวัดที่มีความโดนเด่นทางด้านการช่วยเหลือสังคม รวมถึงองค์กรภาครัฐและเอกชน ๒๓การสาธารณสงเคราะห์ เป็นการทำงานช่วยเหลือสังคมทางวัตถุในรูปแบบต่าง ๆ ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย ได้แก่ การสงเคราะห์ภิกษุสามเณร การสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน การให้สถานที่เป็นแหล่งประปาหมู่บ้าน การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน การช่วยเหลือผู้ป่วยผู้ยากไร้ การสร้างห้องสมุดโรงเรียน เป็นต้น การสาธารณสงเคราะห์ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือชาวบ้าน ในสิ่งที่พวกเขาต้องการและมีความจำเป็นแล้ว ยังเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างวัดกับบ้านอีกทางหนึ่ง การสาธารณ สงเคราะห์จึงเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างวัดกับบ้าน ซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์ที่พระสงฆ์หรือวัดวาอารามต่าง ๆ จัดทำอยู่เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันทั้งวัดและชุมชน๒๒ พระมหาศรณชัย มหาปุญฺโญ (การะเวก), “การพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, จัดพิมพ์ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร.ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๐ - ๑๓๓.๒๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๗.๔นักสาธารณสงเคราะห์รักชาวบ้านเหมือนญาติพี่น้องรักวัดเหมือนบ้านรักลูกศิษย์เหมือนลูกหลาน รักงานเหมือนชีวิต
บทที่ ๙แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์๙.๑ ความนำ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุคปัจจุบัน ต้องบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับหลักการบริหารสมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นใน 6 ด้านหลักของกิจการคณะสงฆ์แนวทางสำคัญมีดังนี้1. การประยุกต์ใช้หลักการบริหารสมัยใหม่และหลักธรรมาภิบาล• การสร้างค่านิยมร่วม (Shared Value) สร้างความรัก ความเชื่อมั่น และให้พระสังฆาธิการเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้การบริหารบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ• การจัดโครงสร้างที่เหมาะสม กำหนดรูปแบบการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) มีความชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทของวัดหรือพื้นที่นั้นๆ• การบริหารเชิงรุก พระสังฆาธิการต้องปรับตัวตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำหลักการบริหารมาใช้ในเชิงรุกและขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม• การพัฒนาสมรรถนะ พัฒนาศักยภาพของพระสังฆาธิการในด้านต่างๆ ทั้งทักษะการบริหารจัดการ ความรู้ทางศาสนา และทักษะที่จำเป็นอื่นๆ2. การดำเนินภารกิจ 6 ด้านของคณะสงฆ์อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารกิจการคณะสงฆ์ครอบคลุมภารกิจหลัก 6 ด้าน ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ• การปกครอง บริหารจัดการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎ ระเบียบ คำสั่ง และมติมหาเถรสมาคมอย่างเคร่งครัด โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก• การศาสนศึกษา ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและแผนกบาลี รวมถึงส่งเสริมการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้มีความรู้คู่คุณธรรม• การศึกษาสงเคราะห์จัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ประชาชนหรือพระภิกษุสามเณรที่ขาดแคลน เช่น จัดตั้งกองทุน หรือช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การศึกษา• การเผยแผ่ เผยแผ่พระธรรมคำสอนด้วยการให้ความรู้ (ปริยัติ) การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (ปฏิบัติ) และการมีความสุขให้ประจักษ์ (ปฏิเวธ) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความน่าเชื่อถือ• การสาธารณูปการ ดูแล บำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นระเบียบและเกิดประโยชน์สูงสุด• การสาธารณสงเคราะห์ มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคมและชุมชนในด้านต่างๆ เช่น การบรรเทาสาธารณภัย หรือการเป็นศูนย์กลางกิจกรรมเพื่อสังคม3. การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหาร การนำหลักธรรมมาใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารจะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด:• พรหมวิหาร 4 มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต่อเพื่อนร่วมงานและพุทธศาสนิกชน• อิทธิบาท 4 มีความพึงพอใจ (ฉันทะ) ความพยายาม (วิริยะ) เอาใจใส่ (จิตตะ) และไตร่ตรอง (วิมังสา) ในการบริหารงาน• สังคหวัตถุ 4 หลักการสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน ได้แก่ ทาน (การให้) ปิยวาจา (การพูดจาที่ดี) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย)
๑๕๔ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ • อปริหานิยธรรม 7 หลักธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีความเสื่อม เช่น การประชุมกันเนืองนิตย์ การเคารพผู้ใหญ่ การไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่เคยบัญญัติ โดยสรุป การเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างหลักการบริหารที่เป็นระบบและทันสมัยเข้ากับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้คณะสงฆ์สามารถเป็นที่พึ่งและอยู่คู่กับสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน๙.๒ ความหมายและความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรในองค์กร การพัฒนาบุคลากร หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมให้บุคคลมีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการทำงานดีขึ้น ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน อันจะเป็นผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ หรืออีกนัยหนึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่จะเสริมสร้างและเปลี่ยนแปลงผู้ปฏิบัติงานด้านต่างๆ เช่น ความรู้ ความสามารถ ทักษะ อุปนิสัย ทัศนคติ และวิธีการในการทำงานอันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานการพัฒนาบุคลากร จึงมีความจำเป็นเนื่องจากสามารถทำให้บุคลากรมีความรู้ความชำนาญเพิ่มขึ้นสามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงของวิชาการใหม่ ๆ ได้ทันท่วงที และยังช่วยให้ตนมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพื่อให้งานที่ปฏิบัติบรรลุเป้าหมายสูงสุดอย่างมีประสิทธิภาพ ๑การพัฒนาบุคลากร จึงเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของการบริหารงานบุคลากรเพราะเมื่อได้เลือกสรรคนที่มีความรู้ความสามารถเข้าทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีบรรดาความรู้ต่าง ๆก็มีแต่ทรงตัวเมื่อวิทยาการและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ของโลกยุคไร้พรมแดนหรือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยหนึ่งที่องค์กรต่าง ๆ กำลังให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทรัพยากรบุคคลเปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดขององค์กร เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันขององค์กร ด้วยเหตุผลดังกล่าว องค์กรต่าง ๆ จึงพยายามแสวงหากลยุทธ์หรือเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลโดยใช้ทักษะเป็นพื้นฐาน การบริหารผลการปฏิบัติงาน และการบริหารทรัพยากรบุคคลโดยใช้สมรรถนะเป็นพื้นฐาน ให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างถูกทิศทางและคุ้มค่ากับการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บุคลากรในองค์การอีกแนวทางหนึ่งด้วย ดังนั้น สมรรถนะจึงมีความสำคัญต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรการพัฒนาบุคลากร จึงมีความสำคัญ ดังนี้ ๑. การพัฒนาบุคลากรช่วยทำให้ระบบและวิธีการปฏิบัติงานมีสมรรถภาพยิ่งขึ้น มีการติดต่อประสานงานดีขึ้น ทั้งนี้ เพราะการพัฒนาบุคลากรจะช่วยเร่งเร้าความสนใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรให้มีความสำนึกรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น๒. การพัฒนาบุคลากร เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการประหยัดลดความสิ้นเปลืองของวัสดุที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพราะเมื่อบุคคลได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างเดียว ย่อมสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง มีความผิดพลาดในการปฏิบัติงานน้อยลง ซึ่งมีผลทำให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงได้๑นราลักษณ์ พันธะสา, การพัฒนาองค์กร, (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ดี, ๒๕๔๒), หน้า ๑๙.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๕๕ ๓. การพัฒนาบุคลากร ช่วยลดระยะเวลาของการเรียนรู้ให้น้อยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เข้าทำงานใหม่หรือเข้ารับตำแหน่งใหม่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดความเสียหายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานแบบลองผิดลองถูกอีกด้วย๔. การพัฒนาบุคลากร เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานต่างๆ ในการตอบคำถามหรือให้คำแนะนำแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตน การพัฒนาบุคลากรเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นบุคลากรต่าง ๆ ให้ปฏิบัติงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน๕. การพัฒนาบุคลากร ทำให้บุคคลนั้น ๆ มีโอกาสได้รับรู้ความคิดใหม่ๆ ทำให้เป็นคนทันสมัยต่อความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับการบริหารงาน อุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน๖. การพัฒนาบุคลากร เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นบุคลากรต่างๆ ให้ปฏิบัติงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ทั้งนี้เพราะโดยทั่วไปแล้วเมื่อมีการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งใดๆ ในองค์กรก็ตาม มักจะคำนึงถึงความรู้ความสามารถที่บุคคลนั้นจะสามารถปฏิบัติงานตำแหน่งที่ได้รับเลื่อนขั้นได้ ซึ่งผู้ที่ได้รับการพัฒนาแล้วย่อมมีโอกาสมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เข้ารับการพัฒนา ๒ความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรว่า ความเฉื่อยชาในการทำงานของบุคลากรไม่ยอมพัฒนาตนเอง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยู่เป็นอยู่ การไม่อุทิศกำลังและเวลาให้แก่การทำงานการเห็นแก่ตน พวกพ้อง ไม่เป็นธรรม ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่มีหัวคิดริเริ่มสร้างสรรค์พัฒนาการทำงาน รับคนทำงานเพิ่มเพิ่มงบประมาณ แต่งานไม่เพิ่มสัมพันธภาพระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดีมีความหวาดระแวงสงสัยซึ่งกันและกัน งานซ้ำซ้อน ไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน ต่างคนต่างทำงาน มีความขัดแย้งกันงานซ้ำซ้อน ไม่ประสานงานกัน ไม่ได้ทำงานตามวัตถุประสงค์หรือไม่ตรงวัตถุประสงค์ของหน่วยงานขาดการทบทวนเป้าหมาย วัตถุประสงค์ใช้คนไม่ตรงกับความรู้ความสามารถ ใช้คนรู้สูงทำงานต่ำหรือให้ประจำอยู่เฉย ๆ ใช้คนมีความรู้ความสามารถต่ำทำงานสูงทำงานที่สำคัญ ๓จากที่กล่าวมาข้างต้น แนวคิดที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรเป็นหน้าที่และภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งขององค์กรที่ต้องมีแผนงานและนโยบายที่ต้องปฏิบัติอย่างชัดเจนถึงแม้จะต้องสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็ตาม เพราะระบบการสรรหาและคัดเลือกบุคลากรแม้จะได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่ดีก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบุคลากรผู้นั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดีและสม่ำเสมอตลอดไปโดยปราศจากการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองให้ทันยุคทันสมัย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนคติที่สูงขึ้น เพื่อความอยู่รอดและความเจริญก้าวหน้าขององค์กร จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะความเจริญของโลกยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) เพื่อไม่ให้เป็นองค์กรที่ล้าสมัย สรุปได้ว่า การพัฒนาบุคลากรมีประโยชน์ช่วยให้บุคลากรได้รับความรับรู้ความคิดใหม่ ๆ มีสมรรถนะในการประสานงานปฏิบัติงานในหน้าที่ และลดระยะเวลาการเรียนรู้งานให้สั้นลง ประหยัดและลดการสิ้นเปลืองของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ การเพิ่มโอกาสกระตุ้นบุคลากรให้ปฏิบัติงานเพื่อความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ของตน๒พระปลัดเทียน พลวุฑฺโฒ (คำพงษ์), “การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในองค์กร”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, จัดพิมพ์ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร. ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๘๘.๓วิจิตร อาวะกุล, การฝึกอบรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๔.
๑๕๖ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๙.๓ กระบวนการและวิธีการพัฒนาบุคลากรการพัฒนาจะบังเกิดประโยชน์แก่องค์การและบุคลากร ผู้บริหารจะต้องทำการประเมินความต้องการกำหนดวัตถุประสงค์เนื้อหาและหลักการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากรมี ๔ ขั้นตอนที่สำคัญ คือการวิเคราะห์ความต้องการการพัฒนาบุคลากร กำหนดและวางแผนในการพัฒนาบุคลากร ดำเนินการพัฒนาและประเมินผลการพัฒนาบุคลากรเพื่อปรับปรุงและแก้ไขการพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพวิธีการพัฒนาบุคลากรที่สำคัญ ดังนี้ ๑. On the job training หรือ Job instruction training เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดวิธีหนึ่งในการพัฒนาบุคลากร จะกระทำโดยผู้บังคับบัญชาหรือข้าราชการอาวุโสเป็นผู้รับผิดชอบในการให้การอบรมแก่ข้าราชการโดยตรง ๒. การจัดประชุมหรือถกปัญหา วิธีนี้เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้ข้าราชการ ได้มีโอกาสร่วมหรือทดลองแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ๓. การอบรมงานช่างฝีมือ เป็นการอบรมที่ข้าราชการได้รับการแนะนำ และให้มีการทดลองฝึกหัดจนชำนาญ ๔. การอบรมในห้องบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถทำการอบรมแก่ผู้เข้าอบรมเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ๕. การจัดแผนการศึกษา การอบรมวิธีนี้มักใช้ในโครงการอบรมและพัฒนานักบริหาร วิธีจัดอาจทำโดยมีการจัดเตรียมเอกสารในรูปแบบของหนังสือหรือหนังสือคู่มือ ซึ่งเป็นเครื่องช่วยสอนที่จะช่วยให้เรียนรู้ได้สะดวกขึ้น กล่าวโดยสรุป วิธีการพัฒนาบุคลากรมีหลายวิธีด้วยกัน คือ การสอนงานและการฝึกงานหน้าห้องทำงาน การประชุมอภิปราย การให้การศึกษา การฝึกอบรมแบบสอบถาม การสัมมนา การส่งไปดูงาน การฝึกหัดและการสอนแนะ การฝึกด้วยตนเองและแบบฝึกสำเร็จรูป การฝึกในห้องทดลอง กรณีศึกษาจากตัวอย่าง และการส่งไปศึกษาต่อ จะเห็นได้ว่า การพัฒนาบุคลากร จะต้องพิจารณาเลือกใช้วิธีการพัฒนาบุคลากรที่เหมาะสมกับแผนงานและโครงการ วิสัยทัศน์หน่วยงาน สภาวะแวดล้อมและความจำเป็นในหน่วยงานหรือองค์กรนั้น ๆ ๙.๔ การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์แนวทางการพัฒนาด้านการบริหารคน การบริหารภาระงาน และการบริหารองค์กรมีข้อเสนอแนะดังนี้ ๑. ควรมีวิธีพัฒนาคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ ให้มีความรู้ความเข้าใจหลักพระศาสนาที่ถูกต้อง โดยวิธีการส่งเสริมให้พระสังฆาธิการมีการศึกษาและพัฒนาภาวะผู้นำมีการพัฒนาสมรรถนะภาระงานด้านการบริหาร โดยอบรมให้พระสังฆาธิการให้เป็นู้นำการพัฒนาจิตใจ จริยธรรมคุณธรรมและให้มีความรู้และทักษะในเรื่องการป้องกันไม่ให้พุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธา ตั้งมั่นความเชื่อและความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืนต่อไป๒. มีรูปแบบในการพัฒนาพระสังฆาธิการ คือต้องประกอบด้วยมีวิสัยทัศน์ มีการศึกษา มีความรู้พอสมควร ซึ่งพระสังฆาธิการต้องมีความรู้คู่ความสามารถด้วย และต้องมีการวางแผนในการทำงาน มีรูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงจะต้องมีการเสียสละซึ่งจะทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้เป็นการ
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๕๗ ทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสงฆ์และชาวพุทธทุกคนที่จะทำให้เกิดการพัฒนาพระพุทธศาสนาต่อไป ๔๓. มีการสร้างรูปแบบความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) และชุมชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันด้านวัฒนธรรมแก่เด็กและเยาวชนด้านการปกครอง พระสังฆาธิการควรยึดหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ พระสังฆาธิการจะต้องมีความเมตตา มีการตรวจตราดูแลใส่ใจในงานของตนเสมอ การศึกษางานที่กำลังกระทำอยู่นั้นให้แจ่มแจ้งชัดเจนโดยจะต้องมีแผนการพัฒนาคนและพัฒนางานอย่างจริงจัง ควรให้คำปรึกษาและช่วยเหลือและมีการส่งเสริมทางด้านเงินให้รางวัลในด้านความดีความชอบอย่างชัดเจน โดยมีการสำรวจผลงานด้านปกครองก่อนให้ยศตำแหน่งให้ความดี พระสังฆาธิการจะต้องมีความอุเบกขา เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่หมู่คณะ ด้านการสาธารณศึกษาพระสังฆาธิการต้องยึดหลักสิกขา 3 หรือไตรสิกขา ได้แก่ พระสังฆาธิการจะต้องมีอธิศีลสิกขา จะต้องให้ความสำคัญต่อการศึกษา พระภิกษุและสามเณรให้มีความรู้อย่างแตกฉาน ร่วมถึงการสนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ในทุกด้าน พระสังฆาธิการจะต้องมีอธิปัญญาสิกขา จะต้องมีการหมั่นตรวจตาดูแลใส่ใจในงานของตนเสมอ ๕ด้านการศึกษาสงเคราะห์พระสังฆาธิการต้องยึดหลักสงคหวัตถุ 4 ได้แก่ พระสังฆาธิการจะต้องให้ความรู้เพื่อให้มีโอกาสพัฒนาสถานที่อยู่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและประเทศชาติต่อไป การศึกษางานที่กำลังจะทำอยู่ให้แจ่มแจ้งชัดเจนตักเตือนไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติด พระสังฆาธิการจะต้องมีอัตถจริยะ จะต้องพัฒนาให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ธรรมะและวิชาการต่าง ๆ และตรวจสอบการศึกษาสงเคราะห์อยู่เสมอ เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ๖ด้านการเผยแผ่ พระสังฆาธิการจะต้องยึดหลักภาวนา 4 ได้แก่ พระสังฆาธิการจะต้องมีกายภาวนา คือจะต้องรู้เทคนิคทำให้ประชาชนได้รับความรู้ละความเข้าใจในหลักธรรมคำสั่งสอนหมั่นตรวจตราดูแล ใส่ใจในงานของตนเสมอการศึกษางานที่กำลังกระทำอยู่นั้นให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง โดยมีหลักปฏิบัติ มีศีลาจารวัตรงดงามด้วยการสำรวมกายวาจา รวมถึงจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถ่องแท้อบรมสั่งสอนประชาชนให้เป็นคนดี ควรมีการดำเนินการจะตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพควรมีการประยุกต์สื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มากยิ่งขึ้น ๗ด้านการสาธารณูปการ พระสังฆาธิการจะต้องยึดหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ พระสังฆาธิการจะต้องมีฉันทะ ควรมีใจรักที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาวัดของตนให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไป มีการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด ควรกำหนดเป็นนโยบายของวัดในการสร้างสาธารณูปการโดยคำนึงถึงว่า ลักษณะของวัดเป็นอย่างไรพระสังฆาธิการจะต้องมีจิตตะจดจ่อต่อการสาธารณูปการ จะต้องศึกษาศิลปกรรม จิตกรรม ประติมากรรม เพื่อให้รู้จักอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ๘ด้านสาธารณสงเคราะห์พระสังฆาธิการจะต้องยึดหลักสัปปุริสธรรม 7 ได้แก่ พระสังฆาธิการจะต้องมีธัมมัญญุตา มีการพิจารณาเหตุผลและขบวนการทำงานตรวจสอบการปกครองอยู่เสมอ พระสังฆาธิ๔พระมหาธฤติ วิโรจโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๑๓.๕เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๗.๖เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๘.๗เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๘.๘เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๘.
๑๕๘ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การจะต้องมีอัตถัญญุตา ควรจัดให้มีโครงการต่าง ๆ ช่วยเหลือวัดพระภิกษุและสามเณรประชาชนทั่วไป มีการทุ่มเทงานการสาธารณสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง พระสังฆาธิการจะต้องมีมัตตัญญุตาจะต้องพิจารณาดูความต้องการของประชาชนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดความช่วยเหลืออย่างฟุ่มเฟือย พระสังฆาธิการจะต้องมีกาลัญญุตา ส่งเสริมสนับสนุนให้มีความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลแก่ประชาชนตามประเพณีนิยมและควรมีกำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้ความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลแก่ประชาชนมีการรายงานด้านสาธารณสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลาเป็นรายเดือน รายปีเป็นต้น จะต้องพยายามช่วยเหลือและแก้ไขโดยเริ่มจากประชาชนหรือชุมชนข้าง ๆ วัดเสียก่อน แต่ถ้าพอมีศักยภาพก็ขยายวงกว้างต่อไปและเหมาะสมต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมีแนวทางที่ทำมาหากินเป็นอันดับแรกในการช่วยเหลือประชาชน แต่ทั้งนี้จะต้องศึกษาและสอบถามความต้องการของประชาชนเสียก่อน เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงประเด็นตรงความต้องการของประชาชน ๙การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์มีเป้าหมายเพื่อให้พระสังฆาธิการ (เช่น เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ) มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการศาสนกิจและกิจการของวัด/คณะสงฆ์ในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายความสำคัญของการพัฒนา• ครอบคลุมภารกิจ 6 ด้าน การบริหารกิจการคณะสงฆ์มีภารกิจหลัก 6 ด้าน จะช่วยให้พระสังฆาธิการสามารถบริหารจัดการทั้ง 6 ด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ• ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พระสังฆาธิการจำเป็นต้องปรับตัวและนำหลักการบริหารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในเชิงรุก เพื่อให้พระพุทธศาสนายังคงอยู่คู่สังคมได้อย่างมั่นคง• สร้างความเชื่อมั่น การพัฒนาศักยภาพช่วยสร้างความรัก ความเชื่อมั่น และความเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คณะผู้บริหารสงฆ์และศาสนิกชน• แก้ไขปัญหาและอุปสรรค ช่วยให้พระสังฆาธิการมีความพร้อมในการจัดการกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เช่น การส่งเสริมการศึกษาแผนกบาลีที่มีผู้สนใจน้อย หรือการจัดการศึกษาสงเคราะห์รูปแบบและแนวทางการพัฒนา ดำเนินการผ่านรูปแบบและแนวทางที่หลากหลาย ดังนี้• หลักสูตรการอบรมระยะสั้น มีการจัดประชุม อบรม สัมมนา ตามมติมหาเถรสมาคม เพื่อให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นเร่งด่วน• การจัดทำหลักสูตรเฉพาะทาง สถาบันการศึกษาสงฆ์ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามกุฏราชวิทยาลัย มีการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่เน้นด้านการบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยตรง• การพัฒนาสมรรถนะ (Competency Development) เน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะด้านการปกครอง การวางแผน การสื่อสาร และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหาร• การนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ• การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างพระสังฆาธิการในระดับต่างๆ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน๙เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๘.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๕๙ • การจัดการความรู้ในวัด พัฒนาให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นศูนย์กลางการฟื้นฟูและพัฒนาจิตใจ รวมถึงเป็นสถานที่ปลูกฝังคุณธรรมแก่เยาวชนการพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ต้องอาศัยทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ทางธรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการบริหารสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถนำพากิจการคณะสงฆ์ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาและสังคมโดยรวม๙.๕ การพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์การบูรณาการงานพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 6ประการ เป็นสิ่งที่พระสังฆาธิการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์เป็นลำดับชั้นควบคู่กับการประพฤติและการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและอำนาจในหน้าที่ ดังนี้๑๐1. คณะสงฆ์สายปกครอง ควรยึดกิจการคณะสงฆ์ 6 ประการ เป็นหลักในการบริหารจัดการเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มีการส่งเสริมให้คณะสงฆ์ในจังหวัดได้ร่วมกันทำหน้าที่ทั้ง 6 ประการ คือ มีการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อยดีงามตามพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง กฎมหาเถรสมาคม การส่งเสริมการจัดการในศาสนศึกษาในระดับต่าง ๆ ทั้งบาลี นักธรรม เพื่อวางพื้นฐานการศึกษาในศาสนทายาท พระภิกษุสงฆ์ สามเณร การสนับสนุนการศึกษาสงเคราะห์แก่เยาวชนและญาติธรรมผู้สนใจ โดยมีการมอบทุนการศึกษาจัดตั้งโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ เป็นต้น ด้านการเผยแผ่มีการจัดกิจกรรม โครงการเผยแผ่ที่เหมาะสมกับพื้นที่และหลักพุทธธรรม เช่น การเทศน์มหาชาติ การปาฐกถาธรรม การแสดงธรรมเนื่องในวันพระ เป็นต้น ด้านการสาธารณูปโภค มีการสนับสนุนให้คณะสงฆ์วัดต่าง ๆ ดูแลสภาพแวดล้อมภายในวัด ให้เรียบร้อนสวยงาม สะอาด ร่มรื่น และด้านสาธารณสงเคราะห์ได้มีคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ ได้จัดตั้งกองทุน มูลนิธิ เพื่อทำให้การสงเคราะห์ประชาชน มีการจัดตั้งศูนย์พยาบาล มีการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งคณะสงฆ์สายปกครองที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองกรหลักนั้น ได้ทำการดูแลปกครองคณะสงฆ์ทั่วประเทศจำนวน 250,000 กว่ารูป และมีวัดในการปกครองอีก 30,000 กว่าวัด ดังนั้น จึงเป็นภาระงานที่ยิ่งใหญ่ของพระสงฆ์และชาวพุทธในสังคมไทย2. คณะสงฆ์สายการศึกษา มีแม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง และอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง เป็นองค์กรหลักในการจัดการศึกษาทั้งด้านพระปริยัติธรรมแผนกบาลี นักธรรม สามัญศึกษา และระดับมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการศึกษาทางพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศจำนวนกว่า 150,000 รูป ให้มีความรู้ด้านพระพุทธศาสนาทั้งในด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ โดยผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า คณะสงฆ์สายการศึกษามีการส่งเสริมการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาร่วมกับการบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่อย่างหลากหลาย สามารถนำไปประยุกต์ในการพัฒนาจิตใจและสังคมได้ ถึงแม้ว่าระดับการศึกษาของคณะสงฆ์ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร และมีคุณภาพการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป แต่การศึกษาในด้านบาลี นักธรรม ยังมีคุณภาพมาตรฐานในระดับที่ดี สามารถเสริมสร้างศาสนทายาทได้อย่างต่อเนื่อง3. คณะสงฆ์สายพัฒนา ได้ยึดหลักสาธารณะสงเคราะห์ เป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการ ด้วยเล็งเห็นว่า คุณภาพชีวิตของสังคมเป็นสิ่งสำคัญ สมควรที่พระสงฆ์จะมีบทบาทในการช่วยเหลือ๑๐ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๕๖), หน้า ๑๗๘.
๑๖๐ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และเป็นแกนนำในการพัฒนาชุมชน ถ้าชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศีล สมาธิ ปัญญา มีความเพียรในการประกอบสัมมาชีพ ย่อมจะเป็นการยังประโยชน์ให้กับวัดวาอารามและพระศาสนา ถึงทั้งยังเป็นกำลังในการรักษา สืบทอดภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรม ดังนั้น การใช้หลักสาธารณะสงเคราะห์จึงเป็นการเกื้อกูลแก่ประชาชนในการที่จะพัฒนาตนเองและชุมชนให้มีการดำรงอยู่อย่างมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง4. คณะสงฆ์สายเผยแผ่พุทธธรรม (ขบวนการพุทธใหม่) ได้นำหลักศาสนสงเคราะห์และการเผยแผ่ไปประยุกต์ใช้ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่พุทธธรรมด้วยการสื่อสารที่เหมาะสมสอดคล้องกับบุคคลและสภาพการณ์ทางสังคม โดยนำหลักพุทธธรรมไปบูรณาการกับแนวคิดต่างๆ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รับฟังธรรมมะที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้5. คณะสงฆ์สายปฏิบัติได้นำหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยวิธีการปฏิบัติไปส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้และปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญาของตนเอง หรือเพื่อลด ละ กิเลสที่อยู่ภายในจิตใจของตนเองให้หมดไป อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับหลักโอวาทปาติโมกข์ที่ว่า “การละเว้นความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา”การพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน สามารถบูรณาการเข้ากับพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไปและตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อให้ได้รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วย๑๑๑. ด้านการปกครอง ควรบูรณาการทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือพรหมวิหาร ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมประจำใจที่ประเสริฐที่จะเป็นตัวช่วยในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านจิตใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งเหมาะสมกับผู้ปกครองมากที่สุด จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการปกครองเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรของพระสังฆาธิการทุกระดับ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักการวางแผนและทำงานอย่างมีระบบ รู้จักวิธีการสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นผู้นำที่มีความรู้และมีความสามารถในการบริหารให้เป็นไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้คณะสงฆ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ๒. ด้านการศาสนศึกษา ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือสิกขา ๓ หรือไตรสิกขา ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมในการพัฒนามนุษย์ให้เป็นอยู่อย่างประเสริฐ หรือเป็นบุคคลผู้ที่มีจิตใจ ซึ่งเหมาะสมกับการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มุ่งเน้นทางการศึกษา จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการศาสนศึกษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรให้ความสำคัญในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรทั่วไป ให้มีความรู้อย่างแตกฉาน ควรเอาใจใส่เป็นเชิงนโยบาย โดยการสร้างแรงจูงใจในการเรียนบาลี เพื่อนำไปประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี สามารถอบรมสั่งสอนประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนการศึกษา ๓. ด้านการศึกษาสงเคราะห์ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ สังคหวัตถุ ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคล และประสานหมู่ชนให้สามัคคี เป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเพื่อให้มนุษย์มีการช่วยเหลือกัน ซึ่งเหมาะสมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มุ่งเน้นการสงเคราะห์เพื่อ๑๑ พระมหาธฤติ วิโรจนโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, หน้า ๑๑๘.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๑ การศึกษา จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการศึกษาสงเคราะห์เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดควรสนับสนุนให้มีการศึกษาทางธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ความสามารถในทางธรรม เพื่อปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้แก่ การสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โครงการบรรพชาและอุปสมบท การมอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ยากจน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้ ควรมีการระดมความคิดเห็นในเบื้องต้นในระดับจังหวัด เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค จุดเด่น จุดด้อยของแต่ละจังหวัด และเป็นมติของจังหวัดแล้ว นำมารวมความคิด เป็นระดับภาคต่อไป เพื่อจะมุ่งเป็นนโยบายในอนาคตต่อไป ๔. ด้านการเผยแผ่ ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือภาวนา ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมทางพัฒนา ฝึกฝนอบรมชีวิตระคนอยู่ด้วยความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น ให้มีความสามารถในการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข มีสัมมาชีพ รู้จักการดำเนินชีวิตวิธีการการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนตามแนวพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มุ่งเน้นทางด้านการเผยแพร่ จึงจะทำให้การพัฒนาการพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแพร่ภาพมากที่สุดควรมีแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวในการฝึกอบรมผู้นำสงฆ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ด้วยการจัดให้มีการรับฟังนโยบาย หลักการเผยแผ่ และการฝึกพูด ฝึกเทศน์ บรรยาย และผลิตสื่อการบรรยายเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทำงานเผยแผ่เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ๕. ด้านการสาธารณูปการ ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ อิทธิบาท ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมที่ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นบันไดขั้นแห่งความสำเร็จ คนเราเมื่อมีความรัก ความพอใจขยันหมั่นเพียรความเอาใจใส่ใคร่ครวญอยู่เสมอการทำงานย่อมมีประสิทธิภาพและคนทำงานย่อมมีความสุข ที่จะสามารถพัฒนาพระสังฆาธิการในการพัฒนากิจการคณะสงฆ์ต่อไป จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการสาธารณูปการเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดควรจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาวัด ศึกษารายละเอียดของงานสาธารณูปการ การบริหารจัดการวัดด้วยความโปร่งใส การบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ให้คำแนะนำในการก่อสร้างแก่ผู้นำสงฆ์ทั้งหลายที่มีความรู้ไม่เพียงพอในการก่อสร้าง เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและศูนย์กลางทางการศึกษาและการพัฒนาชุมชน ๖. ด้านสาธารณสงเคราะห์ควรบูรณาการพัฒนาทรัพย์กรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ สัปปุริสธรรม ๗ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมที่สามารถพุฒนามนุษย์ให้อย่างยิ่งประการหนึ่ง จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านสาธารณสงเคราะห์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้พระสังฆาธิการมีการรายงานด้านสังคมสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา เป็นรายเดือน รายปี เป็นต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พระสังฆาธิการตระหนักถึงการสังคมสงเคราะห์ โดยการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือวัดกับวัด บริจาคให้แก่มูลนิธิต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ พระสังฆาธิการควรเป็นผู้นำในการเสียสละ รวมถึงการพัฒนาความสามารถของผู้นำสงฆ์ในเรื่อง
๑๖๒ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การสื่อสารที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำสงฆ์ในระดับต่าง ๆ ต้องมีอยู่ในตนเอง พระสังฆาธิการต้องแสดงภาวะในการเป็นผู้นำที่มีอยู่ให้ประจักษ์แก่คณะสงฆ์ ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ๑๒ประสิทธิภาพของการบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยรวมจะอยู่ในระดับสูงเมื่อพระสังฆาธิการสามารถดำเนินงานในภารกิจทั้ง 6 ด้านได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลี การจัดตั้งกองทุนการศึกษา การสงเคราะห์ประชาชน และการพัฒนาสาธารณูปการต่างๆ ภายในวัด การพัฒนาพระสังฆาธิการจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของพระพุทธศาสนาและประเทศชาติต่อไป๙.๖ ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการคณะสงฆ์และองค์กรพระพุทธศาสนาการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม การเรียนรู้ การปรับตัว การพัฒนาองค์กร และการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของคณะสงฆ์และองค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย พบว่า มีกลไกและปัจจัยหลายประการทั้งปัจจัยภายในของคณะสงฆ์ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ปัจจัยภายนอกและสภาพการณ์ทางสังคมอื่น ๆ ที่ทำให้การทำงานของคณะสงฆ์บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และด้วยสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป คณะสงฆ์ที่ทำหน้าที่ในการเผยแผ่พระศาสนาทั้งในด้านการศึกษา การปฏิบัติการปกครอง และการพัฒนาสังคม ย่อมจะมีกลไกและกระบวนการที่คอยหนุนเสริมให้การทำงานของคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม จากการศึกษาพบว่า มีปัจจัยเกื้อกูลต่อการทำงานของคณะสงฆ์ใน 3 ปัจจัยใหญ่ ๆ คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยภายนอกองค์กร ที่จะเป็นส่วนสนับสนุนให้คณะสงฆ์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคมได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ ๑๓1. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์ที่เน้นการเผยแผ่หลักพุทธธรรมในแนวปฏิบัติมีปัจจัยเกื้อกูลที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ปัจจัยภายในวัดหรือองค์กรสงฆ์ เช่น การมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยของหมู่สงฆ์ และผู้ปฏิบัติองค์ความรู้ในวิธีการปฏิบัติและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีระบบการบริหารจัดการที่เรียบง่ายและกระจายไปยังส่วนบุคคลและส่วนงานภายใน มีการวางระบบการบริหารจัดการและบุคคลที่ต่อเนื่องการมีกลไกลการจัดการที่ดี เช่น การมีมูลนิธิในการดำเนินการ ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระดับจังหวัด การสร้างเครือข่ายกับภาคีต่างๆ โดยเฉพาะสายปฏิบัติและภาควิชาการ การพัฒนาระบบสารสนเทศและสื่อที่เข้าใจง่ายและเหมาะสม การที่ประชานให้ความสนใจศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การเดินทาง บุคคลที่มาเรียนรู้ การสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับฝ่ายต่าง ๆ เป็นต้น 2. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์พัฒนา พบว่า ปัจจัยเกื้อกูลที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระนักพัฒนา ประกอบด้วยการมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติและเผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยในตนเอง การมีองค์ความรู้ในการส่งเสริมการพัฒนาพัฒนาชุมชนและมีความรู้เกี่ยวกับบริบททางสังคม การมีความตั้งใจในการพัฒนาบุคคลและสังคม ปัจจัยด้านชุมชนและเครือข่าย เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชนที่ดี ชุมชนมีกลไกลการจัดการที่ดี เช่น การมีกลุ่ม เครือข่ายการดำเนินการ การประสานภาคี และการจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ๑๒ พระมหาศรณชัย มหาปุญฺโญ (การะเวก), “การพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, จัดพิมพ์ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร. ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๗), หน้า ๑๓๗ - ๑๓๘. ๑๓ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, หน้า ๒๑๘.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๓ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระดับจังหวัดและภาคีนักพัฒนา การมีส่วนร่วมของ อปท. และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายการทำงานด้านการพัฒนาและศิลปวัฒนธรรม การสนับสนุนจากกองทุนต่าง ๆ การวิจัย การใช้สื่อสาธารณะ เป็นต้น 3. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์ขบวนการพุทธใหม่ พบว่า มีปัจจัยที่เกื้อกูลต่อการจัดการที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ประกอบด้วยการมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติและเผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยในตนเอง การมีองค์ความรู้เกี่ยวกับบริบททางสังคม และศาสตร์สมัยใหม่ การสื่อสารสังคม ปัจจัยด้านภาคีเครือข่าย เช่น การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การมีกลไกการจัดการที่ดี การจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสื่อสาธารณะ การมีส่วนร่วมภาคีระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนความรู้กับเครือข่ายคนรุ่นใหม่ การใช้ศิลปวัฒนธรรมในการสื่อสาร การสนับสนุนจากกองทุนต่าง ๆ การใช้สื่อสารสาธารณะ เป็นต้น4. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์กลุ่มการศึกษา พบว่า มีปัจจัยที่เกื้อกูลต่อการจัดการศึกษาที่สำคัญ คือ ปัจจัยของพระสงฆ์ผู้บริหารและปัจจัยภายในของวัดหรือองค์กรการศึกษา ประกอบด้วย (๑) การมีวิสัยทัศน์ (จักขุมา) (๒) การเอาใจใส่ในธุรการศึกษา (วิธุโร) (๓) การมีความพร้อมในด้านวิชาการและจรณะ (วิชชาจรณสมฺปนฺโน) การมีระบบการบริหารจัดการที่ดี การมีองค์ความรู้ที่ได้เกณฑ์มาตรฐาน การบริการวิชาการแก่สังคม การพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ มีการวางระบบการบริหารจัดการและบุคคลที่ต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระจังหวัดและระดับประเทศ การสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การพัฒนาระบบสารสนเทศและการจัดการเรียนรู้ของสังคม การที่ประชาชนให้ความสนใจในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การมีผู้นำที่ดี มีการประสานกับภาคีการศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับฝ่ายต่าง ๆ เป็นต้น5. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์สายปกครอง พบว่า มีปัจจัยที่เกื้อกูลต่อการจัดการคณะสงฆ์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยด้านผู้นำ ประกอบด้วยการมีวิสัยทัศน์ (จักขุมา) การมีภาวะผู้นำสูง การเอาใจใส่ในธุรการศึกษา (วิธุโร) การมีความพร้อมในด้านวิชาการและจรณะ (วิชชาจรณสัมปันโน) การมีเมตตาธรรม การมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยในหมู่สงฆ์ มีองค์ความรู้ในการปฏิบัติและเผยแผ่ศาสนา ปัจจัยภายในองค์กร ได้แก่ มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีการวางระบบการบริหารจัดการและบุคคลที่ต่อเนื่อง การมีกลไกการจัดการที่ดี เช่น การมีกองทุนพัฒนาจังหวัด ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระดับจังหวัด ภาค และระดับประเทศ การสร้างเครือข่ายกับภาคีกับภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) การจัดกิจกรรมตามวัฒนธรรมจังหวัด การมีภาคีเครือข่ายในจังหวัด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การมีทีมงานที่ดี การมีบุคคลที่หลากหลาย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น
๑๖๔ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๙.๗ ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ในสังคมไทย พบว่า มีประเด็นปัญหาหลายประการ ทั้งปัญหาส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ปัญหาจากองค์กร และระบบการทำงาน และปัญหาจากภายนอกขององค์กรหรือบริบททางสังคม เช่นเดียวกับการตั้งคำถามว่าพระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดียได้อย่างไร คำตอบที่ได้ก็พบว่า มีปัจจัยหลายประการ เช่น ความตกต่ำทางภูมิปัญญาของพระสงฆ์ซึ่งส่งผลให้คณะสงฆ์อ่อนแอเสื่อมโทรมลง พระสงฆ์นั้นแต่เดิมปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยทำให้ประชาชนเลื่อมใส ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง แต่ต่อมาในรุ่นหลัง ๆ หลงมัวเมาในลาภสักการะ ลืมหน้าที่ที่แท้จริง เป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านี้ ประการต่อมาการถูกศาสนาอื่น เช่น ศาสนาฮินดูต่อต้านบีบคั้นเปลี่ยนแปลงหลักคำสอน ชนชาติอื่น ศาสนาอื่น เข้ารุกรานและทำลายจนทำให้ศาสนาปัจจัยส่วนบุคคล- การมีความรู้ทางพุทธศาสนาดี (มีวิชาทั้งปริยัติและปฏิบัติ)- มีความประพฤติดี(จรณะ)- มีวิสัยทัศน์(จักขุมา)- เอาใจใส่ในธุระ(วิธุโร)- มีความพร้อมด้วยอุปนิสัยที่เปี่ยม ด้วยคุณธรรม/เมตตาธรรม (นิสสยสัมปันโน)ปัจจัยภายในองค์กร- มีการบริหารจัดการดี- การแลกเปลี่ยนเรียนรู้- การวางระบบที่เหมาะสม- การพัฒนาคนที่ต่อเนื่อง ฯลฯปัจจัยภายนอกองค์กร- การมีเครือข่ายทำงาน- การมีกองทุนสนับสนุน- การสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ฯลฯการบริหารกิจการคณะสงฆ์และการพัฒนาสังคมก า รรั ก ษ าพ ร ะธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์การพัฒนาบุคคลและสังคมแห่งการสร้างประโยชน์สุขเชิงพุทธก า ร เ ผ ย แ ผ่พระพุทธศาสนา การพัฒนาจิตใจและสังคมการพัฒ นาบุคลากรและองค์กรทางพระพุทธศาสนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามอัตลักษณ์และวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์ไทย
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๕ เสื่อมลงไป กล่าวคือเป็นความอ่อนแอภายในและภายนอก ในสังคมก็คล้ายคลึงกัน คือเกิดปัญหาในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ เช่น ๑๔1. ปัญหาส่วนบุคคลของพระสงฆ์เช่น การขาดการศึกษาเล่าเรียนตามพระธรรมวินัย การที่มีทิฐิในทางที่ผิดจากพระธรรมวินัย มุ่งหวังลาภสักการะจนเกินไป ขาดการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาบุคคลและสังคม ขาดทักษะการสื่อสาร การเทศน์ และการสื่อธรรมะร่วมสมัยที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในสังคม ขาดวิสัยทัศน์ในการทำงานเชิงรุก มีล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และมีการตีความหลักการและแนวปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน จนทำให้มีการเลือกฝักฝ่าย แตกแยก และทำให้เกิดความไม่เข้าใจต่อกัน เป็นต้น2. ปัญหาจากองค์กรและระบบการทำงาน เช่น ขาดการกำหนดเป้าหมายที่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ชัดเจน ขาดการประสานคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ขาดภาคีเครือข่ายและแนวร่วมในการพัฒนาเชิงจิตใจและปัญญา ขาดการวางแผนที่เป็นระบบ ขาดการนำภูมิปัญญาสากล ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับความสนใจของชาวพุทธ และที่สำคัญคือการขาดการเปิดที่ทางสังคมและการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนาในเชิงรุก3. ปัญหาจากภายนอกองค์กรหรือบริบททางสังคม เช่น ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านงบประมาณ ระบบการจัดการ เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่สนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจ ความท้าทายของกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผลกระทบต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ความไม่ต่อเนื่องของการทำกิจกรรมเชิงพุทธของผู้คนในสังคม ขาดการประสานความร่วมมือขององค์กรชาวพุทธทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น๙.๘ ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาพระสังฆาธิการการที่จะส่งเสริมการบริหารจัดการ การพัฒนากระบวนการและกลไกของคณะสงฆ์และองค์กรทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์กรแห่งการตื่นรู้และการสร้างประโยชน์สุขตามแนวพระพุทธศาสนาหรือการศึกษา การเรียนรู้ และการปฏิบัติ รวมทั้งการเผยแผ่ที่สอดคล้องกับหลักการพระพุทธศาสนาและบริบททางสังคมนั้น จากผลการศึกษาวิจัยของพระมหาสุทิตย์ อาภากโร มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ควรมีการศึกษา เผยแผ่พุทธธรรมและปฏิบัติตามหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงโดยดำเนินการส่งเสริมการฝึกสมาธิ การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน การปฏิบัติและเผยแผ่พุทธธรรมเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง โดยนำหลักธรรมที่สำคัญทางพระพุทธศาสนามาอธิบายให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติผลทางจิตใจ2. ควรส่งเสริมการให้ความรู้ด้านหลักธรรมที่เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เพื่อสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อพัฒนาบุคคลให้เข้าถึงธรรมได้จริง และเพื่อฝึกปฏิบัติจนสามารถสัมผัสความสงบและความอิสระของจิตใจ3. ควรส่งเสริมการพัฒนาชีวิตหรือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้เข้าสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีการแนะนำให้ดำรงชีวิตให้ถูกต้อง เรียบง่าย ลด ละ กิเลส ตัณหา และการเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง๑๔ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, หน้า ๒๒๐.
๑๖๖ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 4. ควรมีการสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของปัจเจกบุคคลและสังคม โดยมุ่งเน้นพัฒนาจิตใจของปัจเจกบุคคลให้มีธรรมะประจำใจอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาบุคคลและสังคม5. ควรดำเนิ นการพั ฒ นาและสงเคราะห์ชุมชน/สังคมด้วยห ลักธรรม คือมีการดำเนินการเพื่อสงเคราะห์ชุมชนและสังคมให้มีการเกื้อกูลต่อกัน พัฒนากิจกรรมที่เน้นการอบรมและการให้เพื่อสังคม6. ควรมุ่งการเรียนรู้และการปฏิบัติตนเพื่อให้เข้าถึงสัจธรรม ด้วยการปฏิบัติและการทำหน้าที่ในสังคมอย่างถูกต้อง7.ควรมีการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและฟื้นฟูชนบท เพื่อให้ชุมชนและสังคมมีความเข้มแข็ง การจัดสวัสดิการชุมชน เช่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสงเคราะห์ชุมชน และสังคม8. ควรมีการจัดการศึกษาทางเลือกและการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาส เช่น การดูแลสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์เป็นต้น9. ควรมีการสื่อสาร การเผยแผ่ศาสนธรรม และการประยุกต์พิธีกรรมให้สอดคล้องกับยุคสมัย10. ควรมีการจัดการด้านศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ ฯลฯ๑๕๙.๘.๑ ระดับจังหวัดและองค์กร1. คณะสงฆ์ควรมีสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดที่ถาวร เพราะที่ผ่านมาเมื่อการแต่งตั้งพระเถระเป็นเจ้าคณะจังหวัด สำนักงานเจ้าคณะก็มักจะตั้งอยู่ภายในวัดที่พระเถระรูปนั้นท่านประจำวัดอยู่ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่ ก็มีการย้ายสำนักงานเจ้าคณะอีก ทำให้กิจกรรมและกระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่มีความต่อเนื่อง ถ้ามีสำนักงานเหมือนที่ทำการของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็จะทำให้กระบวนการบริหารเชิงพื้นที่ในจังหวัดมีความต่อเนื่อง มีความพร้อมทั้งในด้านเอกสาร กิจกรรม และการบริหารจัดการต่าง ๆ2. ควรมีคณะทำงานด้านต่าง ๆ เช่น คณะทำงานด้านการศึกษา วิปัสสนา สิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยสามารถเน้นให้เกิดความสอดคล้องกับพระธรรมวินัย กิจการคณะสงฆ์ 6 ประการ ศิลปวัฒนธรรม และความต้องการของคณะสงฆ์ ตลอดจนประชาชนในจังหวัด เพื่อให้พระสงฆ์มีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคคลและสังคม3. ควรมีการส่งเสริมการเรียนรู้ของคณะสงฆ์อย่างต่อเนื่อง โดยผ่านกิจกรรมการทำงาน การเผยแผ่ การสงเคราะห์ การจัดการด้านศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนรู้ของคณะสงฆ์เป็นไปในลักษณะของการทำงานเผยแผ่เชิงรุกให้มากขึ้น4. ควรประสานให้เกิดความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดอย่างต่อเนื่อง เช่น สำนักงานจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด สถานศึกษา เป็นต้น โดยนำหลักการทางพระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเชิงพื้นที่โดยมีดารเชื่อมโยงการทำงานของคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ ให้ได้อย่างเหมาะสม5. ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และถือแนวปฏิบัติของคณะสงฆ์สายต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันพัฒนาจังหวัดโดยยึดหลักการตามพระธรรมวินัยและความหลากหลายของสังคมสมัยใหม่๑๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๒๒.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๗ ๙.๘.๒ ระดับนโยบาย1. ควรมีการนำหลักการทางพระพุทธศาสนามาบูรณาการกับศาสตร์ใหม่ ภูมิปัญญาสากล ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม2. ควรมีการประสานกับภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เช่น ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ประชาชน และกลุ่มองค์กรที่ทำงานในพื้นที่โดยอาศัยกิจกรรม ประเพณี ความเชื่อของชุมชนเป็นพื้นฐานในการพัฒนา เพื่อนำไปสู่ประโยชน์สุขและความมั่นคงของพุทธศาสนา3. การกำหนดบทบาทของคณะสงฆ์ในแต่ระดับที่ชัดเจน และมีการมอบหมายงานที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและกิจการคณะสงฆ์ตามกฎหมายกำหนดไว้ เช่น พระสงฆ์ที่มีหน้าที่ในด้านการปกครองก็ดำเนินการพัฒนาการปกครองคณะสงฆ์ให้เหมาะสม คณะสงฆ์ด้านการจัดการศึกษา ควรมีการวางระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เป็นต้น4. ควรเปิดพื้นที่ทางสังคมและการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนา หรือการทำงานในเชิงรุกเพื่อเยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้จากวิถีแห่งพุทธะและการปฏิบัติ5. ควรกำหนดแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาบุคคลและสังคมอย่างต่อเนื่อง6. ควรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและปฏิรูปคณะสงฆ์โดยการแสดงถึงความเป็นเอกภาพของคณะสงฆ์ การเรียนรู้เชิงพุทธที่แท้จริงเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาตนเองและสังคม7. ควรส่งเสริมความรับผิดชอบ เพื่อการเรียนรู้จิตวิญญาณและการปฏิบัติภาวนาต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง โดยควรจัดให้มีองค์กรดำเนินงานที่ชัดเจนจากผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์” ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานไว้ว่า ๑๖พระสังฆาธิการในระดับต่างๆ และองค์กรพระพุทธศาสนา ควรนำผลงานวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงให้พระพุทธศาสนาบรรลุเป้าหมายได้ เช่น๑. ควรเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการเป็นผู้รอบรู้ในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางโลก และทางธรรม ให้เป็นความชำนาญในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน๒. ควรมีรูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการที่ชัดเจน และเหมาะสมกับกระแสโลกาภิวัตน์ เพื่อให้เป็นสังคมอุดมไปด้วยฐานคุณธรรมเพื่อเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสันติสุข ในอนาคตข้างหน้า๓. ควรยกระดับการศึกษาในตำแหน่งพระสังฆาธิการให้สูงขึ้น ให้เทียบเท่าระดับปริญญาตรีขึ้นไป และมีการถวายความรู้พระสังฆาธิการให้ครอบคลุมทุกรูป เพื่อให้มีสมรรถนะในการสนองงานคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน๔. ควรมีการพัฒนาพระสังฆาธิการที่จะต้องมีหลักสูตรเฉพาะที่มีพื้นฐานมาจากบทบาทและภารกิจของพระสังฆาธิการ และต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง๕. ควรมีการกำหนดให้พระสังฆาธิการแสวงหาความร่วมมือและมีการรวมตัวกัน เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายพระสังฆาธิการ โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการริเริ่มสร้างสรรค์และร่วมกันพัฒนาวัดให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนบทบาทของพระสังฆาธิการไปพร้อมกันทั่วประเทศ ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาพระสังฆาธิการในระดับพื้นที่๑๖ พระมหาธฤติ วิโรจนโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, หน้า ๑๑๙.
๑๖๘ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๖. ควรสร้างระบบการกำกับดูแลพระสังฆาธิการให้มีคุณภาพ เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งสร้างเสริมพระสังฆาธิการให้ปฎิบัติงานอย่างมีจิตสำนึก ความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อพระสงฆ์๙.๘.๓ ระดับเชิงปฏิบัติจากผลการศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ได้มีข้อเสนอแนะไว้ให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติไว้ ดังนี้ ๑๗๑. ด้านการปกครอง เจ้าคณะพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรขององค์กรคณะสงฆ์ทุกระดับ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักการวางแผน และทำงานอย่างเป็นระบบ รู้จักวิธีสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน และเป็นผู้นำที่มีความรู้และมีความสามารถในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้คณะสงฆ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ๒. ด้านการศาสนศึกษา เจ้าคณะพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ของพระสังฆาธิการ ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรทั่วไป ให้มีความรู้อย่างแตกฉาน ควรเอาใจใส่เป็นเชิงนโยบาย โดยการสร้างแรงจูงใจในการเรียนบาลี เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี สามารถอบรมสั่งสอนประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนการศึกษา๓. ด้านการศึกษาสงเคราะห์ เจ้าคณะพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรสนับสนุนให้มีการศึกษาทางธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ในทางธรรมเพื่อปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้แก่การสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โครงการบรรพชาสามเณร การมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์แก่เด็กเยาวชนที่ยากจน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้ควรมีการระดับความคิด ในเบื้องต้น ในระดับจังหวัด เพื่อศึกษาความปัญหา อุปสรรค จุดเด่น จุดด้อย ของแต่ล่ะจังหวัด และเป็นมติของจังหวัด แล้วมานำรวมความคิด เป็นระดับภาค เพื่อที่จะมุ่งเป็นนโยบายในอนาคต๔. ด้านการเผยแผ่องค์การปกครองคณะสงฆ์ ควรมีแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวในการฝึกอบรมพระสังฆาธิการทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ด้วยการจัดให้มีการรับฟังนโยบาย หลักการเผยแผ่ และฝึกพูด เทศน์ บรรยาย และการผลิตสื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อการทำงานเผยแผ่เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ๕. ด้านการสาธารณูปการ เจ้าคณะสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาวัด ศึกษารายละเอียดของงานสาธารณูปการ การบริหารจัดการวัดด้วยความโปร่งใสการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ให้คำแนะนำในการก่อสร้างแก่พระสังฆาธิการทั้งหลายที่มีความรู้ไม่เพียงพอในการก่อสร้าง เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและการพัฒนาชุมชน๖. ด้านการสาธารณสงเคราะห์องค์การปกครองคณะสงฆ์ ควรมีกำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้พระสังฆาธิการมี่การรายงานด้านสังคมสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา เป็นรายเดือน รายปี เป็นต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พระสังฆาธิการตระหนักถึงการสงเคราะห์ โดยการต้องกองทุนเพื่อช่วยเหลือระหว่างวัดกับวัด บริจาคให้แก่มูลนิธิต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ ผู้นำคณะสงฆ์ควรเป็นผู้นำแห่งการเสียสละ รวมถึงการพัฒนาความสามารถของพระสังฆาธิการในเรื่องการสื่อสารที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ต้องมีอยู่ในตนเอง หากคณะสงฆ์ในเขตการปกครอง หรือประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง๑๗ พระมหาธฤติ วิโรจนโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, หน้า ๑๑๙.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๙ ประสบปัญหาเดือดร้อน ผู้นำคณะสงฆ์ต้องแสดงภาวะในการเป็นผู้นำที่มีอยู่ให้ประจักษ์แก่คณะสงฆ์และประชาชน ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกล่าวโดยสรุป การพัฒนาและแนวทางสำหรับพระสังฆาธิการควรเน้นไปที่การเสริมสร้างศักยภาพในด้านการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน รวมถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน โดยมีข้อเสนอแนะและแนวทางดังนี้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการบริหาร• กำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มหาเถรสมาคมควรกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาศักยภาพพระสังฆาธิการให้ครอบคลุมพันธกิจทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ• จัดตั้งสถาบันเฉพาะทาง ควรมีองค์กรหรือสถาบันหลักที่รับผิดชอบโดยตรงในการพัฒนาพระสังฆาธิการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การจัดหลักสูตรระยะสั้นเฉพาะกิจ• ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้พระสังฆาธิการในพื้นที่นำเสนอปัญหาและแนวทางพัฒนา เพื่อให้การพัฒนามีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการจริงในแต่ละพื้นที่• ปรับปรุงเกณฑ์การคัดเลือก การแต่งตั้งพระสังฆาธิการควรพิจารณาจากคุณสมบัติและความรู้ความสามารถในการบริหารอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่พิจารณาตามลำดับอาวุโส• การติดตามและประเมินผล ควรมีระบบการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการพัฒนาต่อไปแนวทางการพัฒนาศักยภาพเฉพาะด้าน1. ด้านการปกครองและบริหาร• เสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายและระเบียบ จัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างถูกต้อง• พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เน้นการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การปกครองคน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือระหว่างพระภิกษุและฆราวาส• จัดทำคู่มือและเอกสารประกอบ: จัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจนและแจกจ่ายให้พระสังฆาธิการถือเป็นหลักปฏิบัติ2. ด้านการศาสนศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์• ส่งเสริมการศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลีกระตุ้นให้พระภิกษุสามเณรเห็นความสำคัญของการศึกษาพระปริยัติธรรมทุกแขนง และจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้• บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงานการศึกษาในวัด• ขยายการศึกษาสงเคราะห์จัดตั้งกองทุนหรือประสานงานกับภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมแก่พระภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไป
๑๗๐ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 3. ด้านการเผยแผ่และการสาธารณสงเคราะห์• ปรับรูปแบบการเผยแผ่ พัฒนาวิธีการเผยแผ่หลักธรรมให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับยุคสมัยและกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย โดยใช้สื่อและช่องทางที่เข้าถึงง่าย• ส่งเสริมบทบาทวัดด้านสุขภาวะ สนับสนุนบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยเชื่อมโยงงานสาธารณสงเคราะห์เข้ากับแผนงานของมหาเถรสมาคม4. การพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน• การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เน้นการอบรมที่ให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือปฏิบัติจริงและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แทนการบรรยายเพียงอย่างเดียว• การพัฒนาตนเอง ปลูกฝังให้พระสังฆาธิการมีจิตสำนึกในการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านความรู้ทางธรรมวินัย ความรู้ทางโลก และทักษะการบริหารการดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับศักยภาพของพระสังฆาธิการให้สามารถบริหารกิจการคณะสงฆ์และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๗ ศปรับพื้นฐานความรู้วิจัยและประเมินผล ศึกษาดูงานฟื้นฟูศาสนาและวัฒนธรรมประสานความคิดติดอุดมการณ์นำนวัตกรรมไปปรับใช้การพัฒนาบุคลากรสงฆ์
บรรณานุกรม๑. พระไตรปิฎกและอรรถกถามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฏกภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ, ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐.________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗.๒. หนังสือกมล ฉายาวัฒนะ. พระธรรมญาณมุนี๘๓. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พจำกัด, ๒๕๓๐.กรมการศาสนา. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๕.________. ประวัติการปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2527.________. คู่มือการจัดการศึกษาสงฆ์ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๙. คู่มือการบริหารและการจัดการวัดฉบับย่อ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒. ________. หลักการบริหารและการจัดการวัดยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพมหานคร : เอพีกราฟิคดีไซน์, ๒๕๓๙.________. วัดพัฒนา ๔๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๓.กองการศึกษาสงเคราะห์. ระเบียบการรับเด็กเข้าเรียน ณ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์.กรุงเทพมหานคร : กรมสามัญศึกษา, ๒๕๔๑.________. คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วยพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบและคำสั่งของคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒.________. การพัฒนาวัดเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อศิลปกรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๓.คนึงนิตย์ จันทบุตร. สถานะและบทบาทของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย.กรุงเทพมหานคร : กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม, 2532.________. การเคลื่อน ไหวของคณ ะสงฆ์ไทยรุ่น แรก พ .ศ. ๒ ๔ ๗ ๗ - ๒ ๔ ๘ ๔ . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘
๑๗๘ บรรณานุกรม คนึงนิตย์จันทบุตร และสุบรรณ จันทบุตร. หลักการบริหารและการจัดการวัดในยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค, ๒๕๔๕.________. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด : ศึกษาเฉพาะกรณีวัดหนองป่าพงจังหวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค, ๒๕๔๕.จำนงค์ ทองประเสริฐ. ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,๒๕๒๘.ชำเลือง วุฒิจันทร์. การพัฒนากิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนาเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๔๑.ดรุณีญาณวัฒนา และคณะ. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด ศึกษาเฉพาะกรณีวัดอัมพวัน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.ธงชัย สัน ติวงษ์. การบ ริหารวัดยุคใหม่ หลักการจัด การ. กรุงเท พ มห าน คร :มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มปป..นิตยา เงินประเสริฐ. ทฤษฎีองค์การแนวการศึกษาเชิงบูรณ าการ. พิมพ์ครั้งที่ ๓กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๒.นิธิ เอียวศรีวงศ์. มองอนาคต : บทวิเคราะห์เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิปัญญา, 2536.บรรยงค์ โตจินดา. องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร: วิทยพัฒน์การพิมพ์,๒๕๔๔.บุญศรีพานะจิตต์. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด. กรุงเทพมหานคร : บริษัท พริกหวานกราฟฟิก จำกัด, ๒๕๔๕.ประทาน คงฤทธิ์ศึกษากร. สุขาภิบาลในฐานะปกครองตนเอง. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตบริหารศาสตร์, ๒๕๓๙.ประถม แสงสว่าง. การบริหารการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ประยูรวงศ์, ๒๕๒๕.พ งศ์ สัณ ห์ ศ รีสม ท รัพ ย์. ห ลักการจัด องค์การและการจัด การ. พิ ม พ์ ครั้งที่ ๕ กรุงเทพมหานคร : แสงจันทร์การพิมพ์, ๒๕๓๑.พระเทพเวที(ป.อ. ปยุตฺโต). ทิศทางการศึกษาของคณ ะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๑.________. การศึกษาที่สากลบนพื้นฐานแห่งภูมิปัญญาไทย. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, ๒๕๓๔.
บรรณานุกรม ๑๗๓________. พุทธบริษัทกับพระธรรมวินัย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ปัญญา,๒๕๓๒.________. พระพุทธศาสนากับการศึกษาในอดีต . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๑๙.________. พุทธศาสนากับสังคมไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๓๒.พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๙.พระธรรมญาณมุนี. วัดช่วยชาวบ้านได้อย่างไร การแสวงหาเส้นทางการพัฒนาชนบทของ พระสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร: เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๒๖.พระธรรมปริยัติโสภณ (วรวิทย์คงฺคปญฺโญ). การพัฒนาพระสังฆาธิการ ภาค ๒ภาคปฏิบัติการ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๐.พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๓๙.________ . รวบรวมบทความทางวิชการพระพุทธศาสนาและปรัชญา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐.พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต). จาริกบุญ จาริกธรรม. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔.________. สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : จรูญการพิมพ์, ๒๕๔๙.________. พ จ น า นุ ก ร ม พุ ท ธ ศ า ส ต ร์ ฉ บั บ ป ร ะม ว ล ธ ร ร ม . พิ ม พ์ ค รั้งที่ ๒ ๗ กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์จำกัด, ๒๕๕๗.พระพุทธวรญาณ (ทองย้อย กิตฺติทินฺโน). ธรรมญาณนิพนธ์๑๐๐ ปีพระพุทธวรญาณ.พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๘.พระพิพิธธรรมสุนทร (สุนทร ญาณสุนฺทโร). คมชัดลึก เล่ม ๒. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๗.พระไพศาล วิสาโล. พระพุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต.กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, ๒๕๔๖.พระมหาสมทรง สิรินธโร และคณะ. บทบาทของวัดและพระสงฆ์ไทยในอนาคต . กรุงเทพมหานคร : บริษัทเกล็ดไทย จำกัด, ๒๕๒๕.พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). การปกครองคณะสงฆ์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๙ กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๙.________ . พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์. พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, 2539
๑๗๘ บรรณานุกรม พระราชรัตนมุนี(ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ). การจัดสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ของวัด. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๘.พระวิสุทธิโสภณ. การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาบรณาคาร, 2543.พิภพ กาญจนะ. คู่มือการบริหารและการจัดการวัดฉบับย่อ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒.มาณพ พลไพรินทร์. คู่มือบริหารกิจการคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา,๒๕๔๑.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. โรงเรียนวิถีพุทธ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗.________. การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.มหามกุฎราชวิทยาลัย. ประวัติการปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๖.ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒.กรุงเทพมหานคร :นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖.________. ราชนีติธรรมนีติ. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๗.วีระ อำพันสุข. พุทธธรรมกับการบริหารบุคคล. พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : เอราวัณการพิมพ์, ๒๕๒๖.สง่า หล่อสำราญ . ตำนานพระพุทธสาวก. กรุงเทพมหานคร : อักษรสยามการพิมพ์,๒๕๔๑.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์. การบริหารเชิงกลยุทธ์คัมภีร์สู่ความเป็นเลิศในการบริหารการ จัดการ. พิมพ์ครั้งที่ ๙ กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์, 2545.สมคิด บางโม. การบริหาร. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๔.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ . ตำนานปกครองคณะสงฆ์.พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สามมิตร, ๒๕๑๕.สมบูรณ์ สุขสำราญ. พุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงการเมืองและสังคมไทย.กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗.สมพงษ์เกษมสิน. การบริหาร. พิมพ์ครั้งที่ ๘ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนพานิช, ๒๕๒๖.สมยศ นาวีการ. การบริหารตามสถานการณ์. กรุงเทพมหานคร : บรรณกิจ, ๒๕๔๕.
บรรณานุกรม ๑๗๕สมพร พรหมหิตาธร. กฎหมายและคำพิพากษาเกี่ยวกับวัด, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา, 2532.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ตำนานปกครองคณะสงฆ์.พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สามมิตร, ๒๕๑๕.สำนักงานเจ้าคณะภาค ๒. ระเบียบงานสารบรรณ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓.สำนักส่งเสริมศึกษาและบริการสังคม. บทบาทของพระสงฆ์: ผู้นำสังคมในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๔.สิริวัฒน์ คำวันสา. สงฆ์ไทยใน ๒๐๐ ปี, กรุงเพทมหานคร : โรงพิมพ์ศรีอนันต์, 2524.แสวง อุดมศรี. การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘.๓. งานวิจัย/วิทยานิพนธ์กฤศตา มมตะขบ. “ทัศนคติของพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ต่อโครงสร้างอำนาจการปกครองวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕”. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๓.คนึงนิตย์และสุบรรณ จันทบุตร. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด : ศึกษาเฉพาะกรณี วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : โครงการพัฒนาการจัด การศึกษาของสถาบันศาสนา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,2545.บุญศรีพานะจิตต์. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด : ศึกษาเฉพาะกรณีวัดสวนแก้วอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.พระครูปลัดอาทิตย์อตฺถเวที(ซองดี). “การศึกษาแนวคิดและวิธีการปกครองคณะสงฆ์ของพระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) : ศึกษาเฉพาะกรณีพระสังฆาธิการในเขตปกครองภาค ๒”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗.พระครูโพธิสิริวัตร (พยนต์ พุทฺธสีโล). “ศึกษาวิเคราะห์การจัดองค์กรในพุทธศาสนาเถรวาท : กรณีศึกษา วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุ บ ล ร า ช ธ า นี” . วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.พระมหาปัญญา ปญฺญาสิริ. “ศึกษาวิเคราะห์กำเนิดและพัฒนาการพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ในสมัยรัตนโกสินทร์”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙.
๑๗๘ บรรณานุกรม พระมหาสุทิตย์อาภากโร (อบอุ่น). “การมีส่วนร่วมของพุทธบริษัทในสมัยพุทธกาลเกี่ยวกับการวินิจฉัยอธิกรณ์”. สารนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.มรกต สิงหแพทย์. “การวิเคราะห์ลักษณะประชาธิปไตยในพุทธศาสนา”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๒. ร่มปรางค์ สวมประคำ. “ผลกระทบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช๒๕๔๐ ที่มีต่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิตบัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๗.สมคิด โชติกวณิชย์. “บทบาทของเจ้าอาวาสวัดที่มีต่อกิจกรรการศึกษานอกระบบโรงเรียน : ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดปทุมธานี”. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๓๙.ไสว จิตเพียร. “กระบวนการยุติธรรมของคณะสงฆ์ไทย : ศึกษากรณีปัญหาองค์กรตุลาการและวิธีพิจารณาความอธิกรณ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505”.วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๓. อดุลย์ นุแปงถา. “การดำเนินการทางวินัยกับพระสงฆ์ที่กระทำผิดวินัย: ศึกษาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 250๕”. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ๒๕๕๒.๔. ภาษาอังกฤษAlan Price, Human Resource Management, In a Business Context, 2 edition, London : Thomson Learning, 2004.E.N. Chapman, Supervisor Survival Kit, (second edition, California : ScienceResearch Associates lnc., 1995.Fayol Henri, General and industrial management, London : Pittman & Sons,1964.Gulick L. and Urwick J., Papers on the Science of Administration, New York : Institute of Public Administration, 1973.Joseph B. Kingsbury, Personal Administration for Thai Students, Bangkok : Institute of Public Administration, Thammasat University, 1957.Price, Alan, Human Resource Management, In a Business Context, 2 edition, London : Thomson Learning, 2004.Robert G. Wall and Hugo Hawkins, “Requisites of Effective Leadership,” In Harold Koontsand Cyrill O’Donnel, ed., Management : A Book of Readings, (San Francisco : Mc Graw - Hill, 1964.
บทที่ ๕การศึกษาสงเคราะห์๕.๑ ความนำการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ คือการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยคณะสงฆ์มีบทบาทในการจัดตั้งสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เช่น โรงเรียนการกุศลในวัด ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หรือศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด รวมถึงการมอบทุนการศึกษา และการส่งเสริมกิจกรรมด้านการศึกษาเพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนรูปแบบและกิจกรรม• จัดตั้งสถานศึกษา ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนการกุศลในวัด ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัดและชุมชน• มอบทุนการศึกษา จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนและแจกจ่ายทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่ขาดแคลน• สนับสนุนการศึกษาในโรงเรียน ส่งเสริมกิจการด้านการศึกษาของโรงเรียนทั้งในและนอกวัด รวมถึงโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน• จัดโครงการอบรมพิเศษ ริเริ่มโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เพื่อส่งเสริมการศึกษาและปลูกฝังธรรมะ• ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม เช่น แผนกธรรมและบาลี รวมถึงการจัดการสอบและการมอบทุนการศึกษาแก่ผู้ที่สอบได้กลุ่มเป้าหมาย• เด็กที่ขาดโอกาส ครอบคลุมเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากปัญหาทางภูมิศาสตร์ (เช่น เด็กชาวเขา เด็กบนเกาะ) สังคม (เช่น เด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กจากครอบครัวหย่าร้าง) หรือการเมือง (เช่น บุตรหลานของผู้ลี้ภัย)• เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจน ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กจากครอบครัวที่ประสบปัญหาความยากจน• เด็กที่มีความสามารถพิเศษ สนับสนุนเด็กยากจนที่มีความสามารถพิเศษและสติปัญญา๕.๒ ความหมายและความสำคัญของการศึกษาสงเคราะห์การศึกษาสงเคราะห์หมายถึง การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการจัดการศึกษาในการเตรียมความพร้อมแก่เด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด โรงเรียนเอกชนการกุศลของวัด การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษา 1เป็นต้น หรือการอุดหนุนจุนเจือการศึกษาอื่นนอกศาสนสถาน หรือสถาบันการศึกษาหรือบุคคลผู้กำลังศึกษาเล่าเรียน เป็นการสงเคราะห์คน1กรมการศาสนา, คู่มือครูจริยศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๒), หน้า ๖.
๙๐ การศึกษาสงเคราะห์ หรือประชาชนให้ได้รับการศึกษา โดยอาศัยศาลาหรือเสนาสนะใด ๆ ของวัดเป็นโรงเรียนหรือพระสงฆ์ วัดและคณะสงฆ์ให้การสนับสนุนแก่สังคม 2การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาประชากรของประเทศให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงของชาติ และสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติซึ่งบทบาทพระสงฆ์ไทยได้ทำหน้าที่จัดการศึกษาและให้การศึกษาแก่คนไทยตั้งแต่อดีตมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปทำให้บทบาทและหน้าที่ของพระสงฆ์ลดลงคงเหลือแต่การศึกษาสงเคราะห์เท่านั้น ดังนั้น การศึกษาสงเคราะห์คือการให้การสงเคราะห์แก่รัฐในการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน อนึ่งมหาเถรสมาคมยังได้ให้ความสำคัญของการศึกษาสงเคราะห์โดยประกาศ เรื่องการตั้งทุนสงเคราะห์แก่นักเรียนนักศึกษา โดยกำหนดข้อสัญญัติในเรื่องการตั้งทุนว่า การตั้งทุนสงเคราะห์นักเรียนชั้นประถมศึกษา ให้เป็นไปตามกุศลเจตนาของวัดทั้งหลายที่มีกำลังและสามารถจะจัดจะทำได้ มิให้มีการบังคับด้วยประการใด ๆ ห้ามมิให้นำเงินการกุศลหรือเงินผลประโยชน์ หรือเงินอื่นใดของวัดมาจัดตั้งทุนเพื่อการนี้ ห้ามมิให้วัดกู้ยืมเงินมาจัดตั้งเป็นทุน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งทุนชั่วคราวหรือการตั้งทุนถาวร เป็นต้นพระสงฆ์จึงควรเข้าไปมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือทางการบ้านเมืองและประชาชนในการอุปถัมภ์การศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาสงเคราะห์ เพราะเป็นการช่วยพัฒนาการศึกษาให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรม โดยถือหลักไตรสิกขาเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตั้งและดำเนินการพัฒนาตั้งศูนย์เด็กเล็กก่อนเกณฑ์ให้กับเด็กที่อาจจะด้อยโอกาสทางการศึกษา ถือว่าเป็นมหากุศลวิทยาทานอันสูงส่งยิ่งการศึกษาสงเคราะห์จึงเป็นการศึกษาที่นอกเหนือจากการศึกษาภาคปริยัติธรรม ซึ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาชนได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกและทางธรรม นอกเหนือจากการสงเคราะห์ในวัดหรือสถานที่ศึกษาต่าง ๆ การตั้งศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ การดึงเด็กและเยาวชนมาศึกษาธรรม การเปิดสอนธรรมศึกษาให้แก่เด็กและนักเรียนนั้นจัดพระสงฆ์ให้เข้าอบรมในสถานที่ศึกษา การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เปิดให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาในภาคฤดูร้อน และการมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์ การตั้งทุนนิธิเพื่อการศึกษาจัดเป็นการศึกษาสงเคราะห์3การศึกษาสงเคราะห์ เป็นการจัดการศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อช่วยเหลือแก่เด็กผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาให้มีโอกาสรับการศึกษาตามกำลังสติปัญญาพร้อมทั้ง ให้การอบรมสั่งสอนด้วยความรักเมตตา เอาใจใส่ขัดเกลาเขาเหล่านั้นทั้งทางกาย วาจา ใจ เพื่อสร้างให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสามารถที่จะดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข๕.๓ รูปแบบการศึกษาสงเคราะห์การศึกษาสงเคราะห์ คือ การจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งอยู่ในสภาวะยากลำบากอันเนื่องมาจากปัญหาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้ได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือ และให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่งถึงและเป็นธรรม ซึ่งสนองตามหลักการที่กำหนดไว้ไนปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ได้แก่2พระเทพปริยัติสุธี(วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ), คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๑๐๑.3พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) “คำกล่าวปาฐกถาบรรยาย”, ในการประชุมพระสังฆาธิการระดับอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล ในเขตปกครองสงฆ์ภาค ๒ ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี, ๒๕๔๖), (อัดสำเนา).
การศึกษาสงเคราะห์ ๙๑๑. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ เด็กชาวเขา ชาวเรือ ชาวเกาะ เด็กต่างเชื้อชาติศาสนา และวัฒนธรรม๒. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เด็กยากจนเด็กยากไร้ เด็กในแหล่งเสื่อมโทรม เด็กในชุมชนแออัด บุตรกรรมกรก่อสร้าง๓. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางสังคม ได้แก่ เด็กที่ครอบครัวอย่าร้าง เด็กที่ถูกทำทารุณ เด็กที่ถูกใช้แรงงาน เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้าขาดผู้อุปการะ เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและเพศ เด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการชักนำไปประกอบอาชีพอันไม่พึงประสงค์ เด็กที่ครอบครัวมีปัญหายาเสพติด เด็กที่ครอบครัวมีปัญหาโรคเรื้อน โรคเอดส์ ฯลฯ๔. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง ได้แก่ เด็กที่เป็นบุตรหลานของผู้ได้รับภัยผู้อพยพลี้ภัยชายแดน บุตรหลานของผู้ที่มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ๕. เด็กยากจนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางและปัญญาเป็นเลิศ 4กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน แนวทางการบริหารงานด้านการศึกษาสงเคราะห์ เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลแก่เด็กและเยาวชนของชาติ ทั้งด้านการศึกษา การอบรมศึกษา การให้ที่อยู่อาศัย และอาหาร ทำให้เด็ก ๆ มีความอบอุ่นและมีความสุขทั้งร่างกายและจิต 5คณะสงฆ์กำหนดการศึกษาสงเคราะห์เป็นงานของพระสังฆาธิการ แบ่งเป็น ๒ ประการ คือ๑. การศึกษาอื่นนอกจากการศาสนศึกษาที่พระสงฆ์ดำเนินการเพื่อสงเคราะห์ประชาชนหรือพระภิกษุสามเณร ในปัจจุบัน การศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จัดได้ถึง ๔ ประเภท คือ ๑.๑ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา วัดหรือมูลนิธิในวัดจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลเด็กและเยาวชนที่ยากจน ปัจจุบันโรงเรียนประเภทนี้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน ๑.๒ โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนตามพระราชประสงค์ตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์และอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์สังกัดคณะกรรมการศึกษาเอกชนเช่น โรงเรียนวัดศรีจันทร์จังหวัดสมุทรปราการ โรงเรียนวัดบึงเหล็ก จังหวัดนครพนม และโรงเรียนนันทบุรีวิทยา จังหวัดน่าน ๑.๓ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งให้การศึกษาอบรมปลูกฝังศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามแก่เด็กและเยาวชนสอนเฉพาะวันอาทิตย์ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์จัดตั้งขึ้นตามความคิดและการนำของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา ได้มาเรียนพระพุทธศาสนาในวันที่สถานศึกษาของฝ่ายราชอาณาจักร หยุดเรียนตามแบบสากล นอกจากจะสอนธรรมะแก่เด็กศูนย์แห่งนี้ยังได้ทบทวน วิชาสามัญที่เรียนตามหลักสูตรการศึกษาปกติของตนที่โรงเรียน เช่น วิชาคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ อันเป็นการชักจูงให้นักเรียนได้มาเรียนพุทธศาสนา ๑.๔ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกอบรมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม วัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามแก่เด็ก ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา ส่งเสริมให้ภิกษุได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเพิ่มขึ้น และเป็นศูนย์ประสานความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชาวบ้าน ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังดำเนินการ (ปัจจุบันนี้อยู่ในความดูแลของ อบต.) เพื่อรับเด็กซึ่งเป็นบุตรหลานชาวบ้านที่อายุยัง4กองการศึกษาสงเคราะห์, ระเบียบการรับเด็กเข้าเรียน ณ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์, (กรุงเทพมหานคร :กรมสามัญศึกษา, ๒๕๔๑), หน้า ๕ - ๖.5เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒ - ๑๓.
๙๒ การศึกษาสงเคราะห์ ไม่ครบเกณฑ์การเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาตามกฎหมายมาช่วยเลี้ยงฝึกหัดมารยาทให้คุ้นเคยกับวัดและพระตั้งแต่เด็กสอนหนังสือง่าย ๆ เบื้องต้นที่ไม่เกินกำลังสมองที่เด็กจะเรียนได้และให้รู้จักการสวดมนต์ไหว้พระ เป็นต้น ๑.๕ โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์/พระราชูปถัมภ์เป็นโรงเรียนอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันมีเพียงแห่งเดียว คือโรงเรียนวินิตศึกษาเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา พระพุทธวรญาณ วัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรีได้ตั้งโรงเรียนการศึกษาเพื่อการกุศลสงเคราะห์เด็กนักเรียนยากจน โดยตั้งปณิธานการสร้างโรงเรียนไว้๔ ข้อ ดังนี้ (๑) เพื่อยับยั้งความเข้าใจ และการกระทำในทำนองที่ว่า เรื่องการศึกษากับเรื่องศาสนาไม่มีความเกี่ยวข้องกันซึ่งเป็นเรื่องอันตรายยิ่งนัก (๒) เพื่อนำหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา คือกรรมกับสังสารวัฎ เข้ามาเป็นเป้าหมายแรกของการศึกษา (๓) เพื่อให้เกิดความปรากฏว่า การศาสนาจำเป็นต้องอาศัยวิธีการทางการศึกษา จึงจะสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี (๔) เพื่อมอบโรงเรียนนี้ให้เป็นสมบัติของพุทธบริษัททั้งหลาย จะได้ใช้เป็นสถานดำเนินงานพระพุทธศาสนาในด้านเผยแผ่ต่อไป เมื่อถึงเวลาอันควร 6โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จัดตั้งขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แผนกสามัญศึกษา และมีการศึกษาวิชาพระปริยัติธรรม หมวดภาษาบาลี หมวดพระธรรมวินัย และศาสนปฏิบัติอีกส่วนหนึ่ง โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา มีการจัดตั้งขึ้นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๓๗และอยู่ในสังกัดกรมการศาสนา ขณะนี้มีวัดต่าง ๆ จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่มิได้จัดเป็นการศาสนศึกษาหรือการศึกษาสงเคราะห์ แต่โดยรูปการนั้นน่าจะจัดเป็น “การศึกษาสงเคราะห์มากกว่า เพราะเป็นการศึกษาเพื่อสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรให้มีการศึกษาเล่าเรียนวิชาสามัญศึกษา 7๒. การสงเคราะห์เกื้อกูลแก่การศึกษา สถาบันการศึกษาหรือบุคคลผู้กำลังศึกษาส่วนการจัดการศึกษาสงเคราะห์โดยวิธีอื่น ๆ จากการศาสนศึกษาหรือการสงเคราะห์สถาบันการศึกษาหรือการสงเคราะห์บุคคลผู้กำลังศึกษา พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลรองเจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส จะดำเนินการทั้งเป็นการส่วนตัว หรือเป็นการคณะสงฆ์ได้ซึ่งถือว่าการศึกษาเป็นผลดีแก่ประเทศชาติและผลสะท้อนถึงพระภิกษุสงฆ์โดยตรง การสงเคราะห์การศึกษาสามารถดำเนินการได้ดังนี้๒.๑ ตั้งทุนสงเคราะห์การศึกษาชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา๒.๒ ช่วยพัฒนาสถานการศึกษา๒.๓ ช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การศึกษา๒.๔ ช่วยเฉพาะบุคคลผู้กำลังศึกษาการศึกษาสงเคราะห์นอกจากจะจัดแก่เด็กและเยาวชนให้มีสถานที่เรียนหนังสือแล้วภิกษุสงฆ์ยังให้ความสงเคราะห์การศึกษาแก่เด็กและเยาวชน ผู้กำลังศึกษาในสถานที่ศึกษาทั่วประเทศ อาทิตั้งทุน6รศ.กมล ฉายาวัฒนะ, พระธรรมญาณมุนี๘๓, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พ จำกัด, ๒๕๓๐), หน้า ๒๗ - ๓๓.7พระเทพปริยัติสุธี(วรวิทย์คงฺคปญฺโญ ), คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๔๘ - ๔๙.
การศึกษาสงเคราะห์ ๙๓สนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทุกระดับชั้น ได้แก่ ชั้นประถมศึกษามัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ช่วยพัฒนาสถานศึกษา ช่วยเหลืออุปกรณ์การศึกษา และช่วยเฉพาะบุคคลผู้กำลังศึกษา วัดและพระสงฆ์จึงเป็นสถาบันที่มีส่วนช่วยเหลือเด็กและเยาวชนของชาติในด้านการศึกษาเป็นสถานอบรมบ่มนิสัยเด็กและเยาวชนมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนขาดคนดูแลและกำพร้าบิดา ก็ได้อาศัยสถาบันสงฆ์เป็นผู้อุปการะ เป็นเหตุให้เด็กและเยาวชนได้ใกล้ชิดพระศาสนาและเป็นโอกาสให้ภิกษุสงฆ์ได้พัฒนาทรัพยากรของชาติตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่พึงปรารถนาของสังคมการศึกษาสงเคราะห์ เป็นการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มให้กับการศึกษาอีกลักษณะของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งช่วยในการบริหารทางการศึกษาแก่ปวงชนของกระทรวงศึกษาธิการ มีความครอบคลุม และสามารถสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม โดยมุ่งพัฒนาเด็กขาดโอกาสทางการศึกษาให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการดำรงชีพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม ๕.๔ พัฒนาการศึกษาสงเคราะห์การศึกษาสงเคราะห์ถือว่าเป็นบทบาทและภารกิจของภิกษุสงฆ์ที่สำคัญประการหนึ่ง ด้วยการสงเคราะห์ประชาชนด้านการศึกษาให้เยาวชนหรือผู้ด้อยโอกาส ให้มีความรู้ความสามารถและมีโอกาสที่จะดำรงตนและดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ในทางพระพุทธศาสนา ได้ให้ความสำคัญแก่เด็กมากในทางการศึกษาซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากพระพุทธดำรัส เช่น พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร พ่อแม่เป็นพรหมของบุตร 8ซึ่งมีนัยสำคัญว่า การที่พ่อแม่จะเป็นพรหมของบุตรได้นั้น ต้องทำหน้าที่ที่ดีตามหลักทิศหก 9โดยข้อเก้าคือให้การศึกษาแก่บุตร ดังนั้น ท่านจึงเรียกพ่อแม่ว่าเป็นบุรพาจารย์คือครูอาจารย์คนแรกของบุตร แม้ในคัมภีร์ธรรมนีติก็กล่าวไว้ว่า “เมื่อยามลูกยังเด็ก ไม่ให้ลูกศึกษาเล่าเรียน มารดาก็ชื่อว่าเป็นไพรี บิดาก็ชื่อว่าเป็นศัตรู(เพราะ) ลูกไม่มีสง่าผ่าเผย เมื่ออยู่ในที่ประชุม (สภา) ดุจดังนกยางที่อยู่ในท่ามกลางฝูงหงส์ฉะนั้น”10 ดังพระพุทธจริยาวัตรที่ทรงแสดงให้ประจักษ์ก็คือเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระพุทธบิดาที่กรุงกบิลพัสดุ์ ครั้งแรก พระนางพิมพา (ยโสธรา) ตรัสสั่งให้พระราหุลกุมารไปทูลขอราชสมบัติกับพระพุทธเจ้าในฐานะรัชทายาท พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าราชสมบัติเป็นเพียงโลกิยทรัพย์ อริยทรัพย์อันประเสริฐกว่าโดยชื่อว่า “ปญฺา เว สตฺตมํ ธนํ ปัญญาคือความรู้เป็นอริยทรัพย์ที่ ๗”11จึงโปรดให้พระสารีบุตรเถระ ให้การบรรพชาแก่พระราหุลกุมารเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ การให้การศึกษาแก่เด็กเป็นเรื่องสำคัญและเป็นการปลูกฝังคุณธรรมและความรู้พื้นฐานให้ตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี(พ.ศ. ๑๗๘๑ - ๑๙๒๑) เป็นการศึกษาแบบโบราณ มีความเจริญสืบต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยกรุงสุโขทัย รัฐบาลและวัดรวมกันเป็นศูนย์กลางแห่งประชาคม กิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐ และวัดย่อมเป็นการสอนประชาชนไปในตัววิชาที่เรียนคือภาษาบาลีภาษาไทย และวิชาสามัญชั้นต้น สำนักเรียนมี๒ แห่ง คือวัดเป็นสำนักเรียนของบรรดาบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป มีพระที่เชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นครูสอนเพราะสมัยนั้นเรียนภาษาบาลีกันเป็นพื้น ใครรู้พระธรรมวินัยแตกฉานก็นับว่าเป็นปราชญ์และสำนักราชบัณฑิตซึ่งสอนเฉพาะเจ้าหน้าที่บุตรหลานข้าราชการเท่านั้น 8องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๓๑/๑๘๓.9ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๔/๒๐๐.10 ราชบัณฑิตยสถาน, ราชนีติ - ธรรมนีติ, (กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๗), หน้า ๓๓๑.11 ขุ.ธ.อ. ๑/๙/๑๕๕ - ๑๕๗.
๙๔ การศึกษาสงเคราะห์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐) การศึกษาทั่วไปตกอยู่แก่วัด ราษฎรก็นิยมพาลูกหลานไปฝากพระเพื่อเล่าเรียนหนังสือ พระสงฆ์ก็ยินดีรับไว้เพราะท่านต้องมีศิษย์ไว้สำหรับปรนนิบัติศิษย์ได้รับการอบรมในทางศาสนา ได้เล่าเรียนอ่านเขียนหนังสือไทยและบาลีตามสมควร เพื่อเป็นการตระเตรียมสำหรับเวลาข้างหน้าเมื่อเติบโตขึ้น จะได้สะดวกในการอุปสมบท การให้ผู้ชายที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น เป็นประเพณีที่มีมานานแต่โบราณกาลแล้ว 12การสงเคราะห์ให้เยาวชนได้รับการศึกษา ถ้ายังไม่มีครูฝ่ายฆราวาสเพียงพอ ก็ได้อาศัยศาลาหรือเสนาสนะใด ๆ ของวัดเป็นโรงเรียน พระสงฆ์เห็นความจำเป็นที่บุตรหลานของประชาชนในท้องที่ของวัดนั้นจะต้องมีโรงเรียนให้เรียน ก็ช่วยกันชักชวนนำประชาชนช่วยสร้างโรงเรียนขึ้นในวัด เพื่อให้บุตรหลานของชาวบ้านได้เล่าเรียน รัฐบาลก็เผดียงสงฆ์ให้ช่วยรับภาระจัดโรงเรียนและเป็นครูสอน นับเป็นการศึกษาสงเคราะห์ของวัดและพระสงฆ์ตั้งแต่แรกที่รัฐเริ่มจัดการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา 13หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ การจัดให้ประชาชนได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐ พระสงฆ์แม้จะมีบทบาทด้านการศึกษาก็เพียงช่วยสอนในโรงเรียนประชาบาลอยู่บ้าง แต่บทบาทเหล่านี้ก็ค่อยลดน้อยลงตามลำดับจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐบาลผลิตครูได้มากขึ้นก็ไม่ได้อาราธนาพระสงฆ์เป็นครูสอนวิชาสามัญในโรงเรียนอีก คงมีแต่การอาราธนาพระสงฆ์ไปสอนศีลธรรมในโรงเรียนบ้าง เป็นผู้อุปการะโรงเรียนบ้าง การศึกษาของรัฐที่พระสงฆ์วัด และคณะสงฆ์ยังคงมีส่วนช่วยอยู่ก็เป็นในด้านการศึกษาสงเคราะห์เท่านั้น 14 กุญแจสำคัญของการพัฒนาอยู่ที่การพัฒนาคน ถ้าพัฒนาคนให้ฉลาดสามารถเรียนรู้คิดเป็น ทำเป็น และตั้งอยู่ในความดีได้ จึงจะแก้ไขปัญหาสังคมได้ การอบรมเลี้ยงดูบุตรธิดา นอกเหนือจากการเลี้ยงดูทางกายให้เจริญเติบโตแล้ว ยังต้องเลี้ยงดูทางใจด้วยกล่าวคือ “อาหารกายหาได้ทั่วไป อาหารใจหาได้จากศาสนา” และว่า “ศาสนาจึงเป็นอาหารใจให้ความสุขแก่มวลชนในสังคม มิใช่เพียงการมีชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงชราภาพ ก็ควรต้องมีอาหารใจ คือศีลธรรมไว้อบรมตนเองในทุกขั้นตอนของชีวิต คนเราจึงจะมีความสุขได้” 15การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาเด็ก โดยยึดหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นแกนหลัก จึงเป็นการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็ตระหนักดีว่าจะให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้โดยจัดให้มีโรงเรียนวิถีพุทธ ขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ซึ่งบทบาทนี้ควรเป็นของพระสงฆ์ ดังสัมโมทนียกถาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ในการเปิดประชุมโรงเรียนวิถีพุทธ ความข้อหนึ่งว่า “โรงเรียนวิถีพุทธที่เกิดขึ้น จึงเป็นแหล่งสำคัญที่เพาะเลี้ยงให้เกิดความดีงามตามที่กล่าว ถ้าฝ่ายพระสงฆ์ไม่สนใจทำเป็นวางเฉยถือว่าไม่ใช่ธุระนานไป จะทำให้เด็กไทยขาดความเป็นไทย กลายเป็นทาสทางสติปัญญา และเมื่อนั้นแหละก็จะเริ่มรู้สึกตัวกันว่า บ้านเมืองของเราเป็นอย่างไรไปเสียแล้ว ปัจจุบันนี้ก็หมดไปเหมือนกันว่าเปลี่ยนแปลงแปรผันไป แต่จะทำอย่างไรจึงจะให้กลับคืนมาได้” 1612 มาณพ พลไพรินทร์, คู่มือการบริหารกิจการคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร : ชุติมาการพิมพ์, ๒๕๓๑),หน้า ๒๓๕.13 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓๖.14 พระมหาสมทรง สิรินฺธโร และคณะ, บทบาทของวัดและพระสงฆ์ไทยในอนาคต, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทเกล็ดไทย จำกัด, ๒๕๒๕), หน้า ๔๒ - ๔๓.15 พระเทพกิตติโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต), ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูกสำคัญยิ่งนักหรือ ?, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๕.16 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, โรงเรียนวิถีพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๑๐.
การศึกษาสงเคราะห์ ๙๕การพัฒนาเด็กในแง่องค์รวมตามหลักไตรสิกขาประกอบด้วย ๓ ด้าน คือ (๑) ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (๒) ด้านจิตใจ และ (๓) ด้านปัญญา โดยเน้นว่าการศึกษาพัฒนาชีวิตทั้งระบบอารมณ์จึงจะพัฒนาไปด้วยพอการศึกษาเริ่มต้น ชีวิตที่ดีก็มาเอง รวมทั้งเรื่องอารมณ์ด้วย คือสภาพจิตที่ดีมาด้วยเอง เพราะเด็กรู้แล้วว่าชีวิตจะดีต้องมีการศึกษา ฝึกฝนพัฒนา มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษตรงนี้ 17การศึกษาสงเคราะห์จัดเป็นบทบาทที่สืบเนื่องมาจากบทบาทเดิมของวัดและพระสงฆ์ไทยในอดีต นับตั้งแต่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นต้นมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่รัฐและคณะสงฆ์จัดการศึกษาร่วมกัน เพื่อให้การศึกษาแก่คนในสังคมจนกล่าวได้ว่า ในสังคมไทยแบบเดิมวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ชุมชนหนึ่งมีลักษณะการปฏิบัติภารกิจที่ครบจบสิ้นในตัว วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน และเป็นสมบัติของทุกคนในชุมชนจึงทำหน้าที่ให้การศึกษาตลอดชีวิตแก่สมาชิกทุกคนในชุมชนนั้น 18พัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์มีหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในโรงเรียน และการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่การจัดตั้งกองทุน การส่งเสริมโครงการ เช่น บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน และการจัดหาอุปกรณ์การศึกษา นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสและปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น๕.๕ การบริหารงานด้านการศึกษาสงเคราะห์มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ควบคุมและส่งเสริมการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์และส่งเสริมการดำเนินการจัดการศึกษาสงเคราะห์ของเจ้าอาวาส เจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้น ต้องมีส่วนควบคุมและส่งเสริมให้เจ้าอาวาสดำเนินการส่งเสริมการศึกษาสงเคราะห์ตามสมควร ถ้าเพิกเฉยเสียย่อมเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะการศึกษาประเภทนี้เป็นการของคณะสงฆ์หรือการพระศาสนา เป็นกิจการของวัดตามหน้าที่เจ้าอาวาส ส่วนเจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นควรให้การช่วยเหลือเกื้อกูลสถาบันการศึกษา หรือบุคคลผู้ศึกษาได้โดยไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยและระเบียบแบบแผนของพระสงฆ์ เช่น ช่วยขวนขวายในการสร้างอาคารเรียน ช่วยจัดหาอุปกรณ์การศึกษา จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์นักเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมและอุดมศึกษา ตามหลักการประกาศของมหาเถรสมาคม ช่วยแก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาสให้เป็นไปโดยชอบและพิจารณาให้กำลังใจและบำรุงขวัญแก่เจ้าอาวาสตามสมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่การศึกษาสงเคราะห์หมายถึง การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการจัดการศึกษาในการเตรียมความพร้อมแก่เด็กปฐมวัย ได้แก่ศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์โรงเรียนเอกชนการกุศลของวัด การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษา 1917 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธรรม, ๒๕๔๕), หน้า ๓๑.18 พระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ปยุตฺโต), สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร : จรูญการพิมพ์, ๒๕๔๙), หน้า ๒.19 กรมการศาสนา, คู่มือการจัดการศึกษาสงฆ์, หน้า ๕ – ๖.
๙๖ การศึกษาสงเคราะห์ การจัดการศึกษาสงเคราะห์ที่วัดและพระสงฆ์จัดให้มีการบริการแก่สังคมตามความมุ่งหมายของการศึกษาของรัฐ ที่มีการดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน สามารถแยกออกเป็น ๓ ลักษณะ ได้แก่๑. การจัดการศึกษาเป็นโรงเรียนตามแผนการศึกษาแห่งชาติให้นักเรียนและพระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม ได้แก่ การจัดโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โรงเรียนราษฎร์การกุศลของวัด โรงเรียนวัดสอนเด็กก่อนเกณฑ์วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสงฆ์๒. การสงเคราะห์ให้เด็กและประชาชนได้รับการศึกษา ในสถาบันการศึกษาของรัฐหรือเอกชนตามแผนการศึกษาแห่งชาติเช่น การเป็นผู้นำในการตั้งโรงเรียนในชนบท การให้สร้างสถานศึกษาในบริเวณวัด การให้ใช้หรือเช่าที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ในการสร้างสถานศึกษาของรัฐหรือท้องถิ่น การอุปการะโรงเรียนต่าง ๆ การให้การอุปถัมภ์แก่เด็กวัด๓. การสอนศีลธรรมแก่นักเรียน นักศึกษาในระบบโรงเรียน ตามแผนการศึกษาแห่งชาติเช่นการสอนธรรมศึกษา การสอนศีลธรรม การใช้หน่วยงานพระธรรมทูตและหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลในการเผยแผ่ศีลธรรมในโรงเรียน และสถานศึกษาต่าง ๆ ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาในโรงเรียนของประเทศเปลี่ยนไป มีการขยายฐานการศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และการศึกษาก็เน้นประสบการณ์ตรงเป็นส่วนมาก เด็กและเยาวชนจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ เพื่อศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ในระยะเวลาที่เปลี่ยนระบบการเรียนนี้จึงทำให้ระบบโรงเรียนที่พระสงฆ์วัด และคณะสงฆ์จัด ต้องประสบปัญหาในด้านการบริหารการจัดการ เช่น โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์หลายโรงเรียนต้องประสบปัญหานักเรียนขาดเรียนเนื่องจากใช้เวลาในระบบโรงเรียนสามัญเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่อาจทนระบบการเรียนการสอนในห้องเรียนในวันอาทิตย์ได้หรือการที่โรงเรียนต้องขาดนักเรียนการศึกษาสงเคราะห์ที่พระสงฆ์ดำเนินการในลักษณะนี้แบ่งเป็น ๔ ประเภท ได้แก่๓.๑ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา และโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนตามพระราชประสงค์ มีความมุ่งหมายให้วัดและพระภิกษุในพระศาสนาได้จัดการตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสงเคราะห์เด็กและเยาวชนของชาติและพระภิกษุสามเณรส่วนหนึ่ง เป็นเหตุให้เด็กและเยาวชนได้เข้าใกล้วัด๓.๒ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์มีความมุ่งหมายให้วัด และพระสงฆ์ให้การศึกษาอบรมปลุกฝังศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามแก่เด็กและเยาวชน เป็นโอกาสให้พระสงฆ์ได้ใช้วิชาการศาสนศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติด้วยหลักธรรมของพระศาสนา๓.๓ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด มีความมุ่งหมายให้วัดได้ช่วยอบรมบ่มนิสัยเด็กก่อนวัยเรียนเพื่อปลูกฝังคุณธรรมและศีลธรรมแต่ยังเด็ก ทั้งเป็นการให้โอกาสวัดและพระสงฆ์ได้ร่วมพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติในวัยเด็ก๓.๔ โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จัดตั้งขึ้นให้พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แผนกสามัญศึกษา และมีการศึกษาพระปริยัติธรรม หมวดธรรมบาลีหมวดพระธรรมวินัย และศาสนปฏิบัติอีกส่วนหนึ่ง โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษามีการจัดตั้งขึ้นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๓๗ และอยู่ในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ2020 มาณพ พลไพรินทร์, คู่มือการบริหารกิจการคณะสงฆ์, หน้า ๒๓๖ - ๒๓๘.
การศึกษาสงเคราะห์ ๙๗ด้านการจัดการทุนและการช่วยเหลือ• จัดตั้งและเพิ่มทุนการศึกษา จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์เพื่อแจกทุนการศึกษาแก่นักเรียนและเยาวชนทั้งในและนอกวัดอย่างทั่วถึง• สนับสนุนทุนจากเจ้าภาพ อาศัยความร่วมมือจากญาติโยมในการเป็นเจ้าภาพมอบทุนการศึกษา• ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมและจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้• ส่งเสริมการเรียนการสอนพระพุทธศาสนา สนับสนุนการเรียนการสอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียนอย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ• สนับสนุนโครงการพิเศษ จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนในช่วงปิดเทอม• พัฒนาหลักสูตร มีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้พุทธวิธีที่เหมาะสมและชัดเจนมากขึ้นด้านการพัฒนาสถานศึกษาและวัด• พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษา อบรมศีลธรรม และการลด ละ เลิกอบายมุข• มีส่วนร่วมพัฒนาโรงเรียน สนับสนุนการพัฒนาสถานศึกษาด้วยการจัดผ้าป่าเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน และจัดหาทุนอาหารกลางวัน• สนับสนุนเทคโนโลยีสนับสนุนอุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตแก่สถานศึกษา๕.๖ ภารกิจของพระสังฆาธิการด้านการศึกษาสงเคราะห์ภารกิจด้านการศึกษาสงเคราะห์ของพระสังฆาธิการ ได้แก่ การสนับสนุนการศึกษาทั้งในและนอกวัด การบริหารจัดการการศึกษาในโรงเรียน การพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา มีรายละเอียดดังนี้๑. ถือว่าเป็นภาระหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะต้องจัดการศาสนศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรที่อยู่ในการปกครองของตน ให้เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาทั้งในส่วนที่เป็นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิปัญญา และการศึกษาอื่น ๆ ที่ไม่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัยด้วยความเอาใจใส่อย่างแท้จริง เพราะความเสื่อมหรือความเจริญของพระศาสนานั้นย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาและการปฏิบัติของพุทธบริษัทเป็นการสำคัญ๒. ให้ความอุปถัมภ์แก่พระภิกษุสามเณร ที่กำลังอยู่ในช่วงของการศึกษาด้วยการสนับสนุนให้มีการศึกษาหรือจัดที่อยู่อาศัยเสนาสนะให้เหมาะสม ตลอดถึงการจัดหาทุนสนับสนุนให้แก่ผู้ที่อยู่ในปกครองของตนให้ได้รับการศึกษายิ่ง ๆ ขึ้น ตามสมควรแก่สติปัญญาของผู้ศึกษานั้น หรือจัดส่งพระภิกษุสามเณรในวัดไปศึกษาที่วัดอื่น โดยอยู่ในอุปการะของตนตามสมควร๓. จัดสภาพแวดล้อมของวัดให้มีสภาพที่เอื้อต่อการศึกษาและการค้นคว้าหาความรู้ของพระภิกษุสามเณร หรือผู้อยู่ภายใต้การปกครองของตน เช่น อาจจะมีการจัดห้องสมุดของวัด เพื่อที่จะให้พระภิกษุสามเณรได้ทำการศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง
๙๘ การศึกษาสงเคราะห์ ๔. ได้ส่งเสริมการศึกษานอกระบบให้มีขึ้น ในรูปแบบที่เป็นการศึกษาตลอดชีวิตแก่ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน หรือจัดให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 21 โดยสถาบันพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนของคณะสงฆ์ในการให้คำแนะนำที่เหมาะสมเกี่ยวกับการศึกษา เช่น โรงเรียนการกุศล โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา๕. คณะสงฆ์ร่วมกับเจ้าคณะผู้ปกครองหรือองค์กรคณะสงฆ์ทุกในระดับชั้น ช่วยเหลือดูแลรับผิดชอบการศึกษาของพระภิกษุสามเณรอย่างจริงจัง โดยจัดให้มีศาสนศึกษาภาคบังคับ (หรือขั้นพื้นฐาน) ในวัดที่มีความพร้อมและศักยภาพที่จะเปิดทำการเรียนการสอนแผนกธรรมและบาลีได้โดยการช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น ส่งครูสอนไปช่วยเหลือด้านการสอน เป็นต้นการสงเคราะห์การศึกษาเป็นผลดีแก่ประเทศชาติโดยส่วนรวมและผลสะท้อนย้อนกลับถึงพระสงฆ์การจัดการศึกษาเองก็ดีการช่วยเหลือทางด้านการศึกษาด้วยการจัดตั้งกองทุนก็ดีการช่วยพัฒนาการสถานศึกษาก็ดีการช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การศึกษาก็ดีการช่วยเหลือเฉพาะบุคคลที่กำลังศึกษาอยู่ก็ดีเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการจัดการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์โดยแท้๕.๗ แนวทางการพัฒนางานการศึกษาสงเคราะห์ การบริหารการศึกษาสงเคราะห์ ยังคงมีการบริหารจัดการด้านการศึกษาโดยมุ่งเน้นการสงเคราะห์ประชาชนในด้านการศึกษาทางพระธรรมวินัยควบคู่กันกับการปฏิบัติ นอกจากนี้ ก็ยังมุ่งเน้นให้มีการศึกษาวิชาการทางโลกควบคู่กันไปด้วย จุดแข็ง (Strength) : (๑) มหาเถรสมาคมได้ให้ความสำคัญของการศึกษาสงเคราะห์ (๒) พระสังฆาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาสงเคราะห์เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลเด็กและเยาวชนชองชาติ จุดอ่อน (Weakness) : (๑) จำนวนพระสงฆ์ที่ไปสอนศีลธรรมในโรงเรียนมีจำนวนน้อย ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ (๒) ศักยภาพของพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนที่มาตรฐานทางวิชาการไม่เท่ากัน โอกาสการพัฒนา (Opportunity): การสนับสนุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาพระสังฆาธิการด้านศาสนศึกษา ภาวะคุกคาม (Threat) : กระแสสังคมออนไลน์ดึงความสนใจของเด็กไปจากการเรียนธรรมะ ทำให้เด็กไม่ค่อยสนใจในการรับการถ่ายทอดจากพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน แนวทางการพัฒนางานด้านศึกษาสงเคราะห์คือแนวทางในอนาคต ต้องทำวัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ท่องเทียว มุ่งเน้นให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ การปลูกต้นไม้ การท่องเที่ยวเชิงการศึกษา การเป็นศูนย์รวมอาชีพ การศึกษาธรรมะต่าง ๆ เป็นต้น ดังนั้น พระสังฆาธิการต้องสร้างแรงจูงใจทางการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าวัดมากขึ้น เพื่อให้พระสังฆาธิการเป็นศูนย์กลางของชุมชน สามารถให้การศึกษาด้านต่าง ๆ ของชุมชนได้ ให้มีธรรมะพร้อมกับการประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสม รวมถึงต้องให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่ประชาชนได้ด้วย ทั้งนี้ แผนระยะยาวต้องให้มหาเถรสมาคมออกกฎระเบียบในการบังคับให้ผู้นำสงฆ์ปฏิบัติตามหลักกการศึกษาสงเคราะห์อยู่เสมอ 21 สถาบันพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๔๘, กฎกระทรวง ว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน,ประกาศในราชกิจจานุเบกษา, เล่ม ๑๒๒ ตอนที่ ๕๔ ก, วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘, หน้า ๑๘ ถึงหน้า ๒๑.
การศึกษาสงเคราะห์ ๙๙ทั้งนี้เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัดต่าง ๆ ต้องกระตุ้นให้มีการปฏิบัติงานด้านศึกษาสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา ต้องมีการฝึกอบรมอยู่เสมอ ต้องมีลงมือภาคปฏิบัติและต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชา อยู่เสมอ เพื่อค้นหาจุดเด่นจุดด้อย ข้อบกพร่องต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงานกับศึกษาสงเคราะห์ 22แนวทางการพัฒนางานด้านการศึกษาสงเคราะห์มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสหรือขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีแนวทางที่สำคัญ ดังนี้1. การจัดตั้งและส่งเสริมสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้• จัดตั้งโรงเรียนหรือศูนย์อบรม สนับสนุนการจัดตั้งโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด และศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้มีสถานที่รองรับเด็กด้อยโอกาส• จัดหาวัสดุอุปกรณ์จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน สื่อเทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้ที่จำเป็นให้มีความพร้อมและเพียงพอต่อการใช้งาน2. การสนับสนุนด้านทุนทรัพย์และปัจจัยพื้นฐาน• มอบทุนการศึกษา จัดตั้งกองทุนการศึกษาและมอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องให้แก่นักเรียนที่ยากจนหรือด้อยโอกาส เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างโอกาสทางการศึกษา• ช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐาน ให้ความช่วยเหลือด้านเครื่องนุ่งห่ม อาหาร หรือสิ่งจำเป็นอื่นๆ ในกรณีที่ประสบภัยพิบัติหรือมีความขาดแคลนในยามปกติ3. การพัฒนาบุคลากรและหลักสูตร• พัฒนาทักษะครูส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ได้รับการพัฒนาทักษะการสอนที่เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของนักเรียน เช่น การฝึกอบรม ศึกษาดูงาน และการศึกษาต่อ• ปรับปรุงหลักสูตร พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนและชุมชน เช่น การจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพ และการบูรณาการคุณธรรมจริยธรรมเข้ากับวิชาการ4. การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ• ประสานความร่วมมือ (บวร) สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด และโรงเรียน (บวร) และหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนทรัพยากรและการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ• ส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม จัดกิจกรรมจิตอาสาและกิจกรรมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างสถานศึกษากับชุมชน และปลูกฝังคุณธรรมแก่นักเรียน22 พระมหาศรณชัย มหาปุญฺโญ (การะเวก), “การพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, จัดพิมพ์ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร. ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๐ - ๑๓๓.
๑๐๐ การศึกษาสงเคราะห์ 5. การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ• พัฒนาระบบบริหาร ปรับปรุงกลยุทธ์และระบบการบริหารจัดการงานการศึกษาสงเคราะห์ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้• ติดตามและประเมินผล มีคณะกรรมการหรือกลไกในการติดตาม ประเมินผล และรายงานการดำเนินงาน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้นการดำเนินงานตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้งานด้านการศึกษาสงเคราะห์สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมแก่เด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสได้อย่างยั่งยืนพระสังฆาธิการจะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ให้การสนับสนุนการศึกษาสงเคราะห์อยู่เสมอ มีการวางแผนในการทำงาน มีรูปแบบการดำเนินงาน ทั้งที่ต้องมีความรู้คู่ความสามารถถ้าไม่มีความสามารถ ก็ต้องมีทีมงานมีบุคลากรในการช่วยงานพระศาสนา และต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรมีกำหนดแผนหรือนโยบายการพัฒนาโดยพระสังฆาธิการ ต้องเริ่มจากตนเองก่อนที่จะพัฒนาคนอื่น 23การศึกษาสงเคราะห์เป็นการจัดการศึกษาสงเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลแก่เด็กและเยาวชนของชาติให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงของชาติอย่างยิ่ง และสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติอย่าง เพื่อให้บุตรหลานของชาวบ้านได้เล่าเรียน โดยให้สงฆ์ให้ช่วยรับภาระจัดโรงเรียนเป็นครูสอน และแจกทุนการศึกษาตามกำลังทรัพย์และความสามารถของพระสังฆาธิการและพระสงฆ์แต่ละรูปจะสามารถปฏิบัติได้ 23 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๖.
บทที่ ๖การเผยแผ่พระพุทธศาสนา๖.๑ ความนำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์มีทั้งแบบดั้งเดิม เช่น การเทศน์สอน การบิณฑบาต และการเผยแผ่ในยุคปัจจุบันที่เน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ยังรวมถึงการเผยแผ่เชิงรุกและการสร้างชุมชนออนไลน์ การนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และการเป็นแบบอย่างที่ดี1. รูปแบบและวิธีการเผยแผ่• การเผยแผ่เชิงรับ การเทศน์สอนในวัดและสถานที่ปฏิบัติธรรม• การเผยแผ่เชิงรุก การเดินทางออกไปเผยแผ่ธรรมะยังสถานที่ต่างๆ• การใช้สื่อดิจิทัลo สร้างชุมชนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook Groupo จัดกิจกรรมธรรมะออนไลน์ผ่าน Zoom หรือ Google Meeto ผลิตสื่อหลากหลายรูปแบบ เช่น วิดีโอสั้น ภาพกราฟิก นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจ2. การปรับเนื้อหาให้เข้ากับยุคสมัย• ภาษาและรูปแบบที่เข้าใจง่าย ปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย• เนื้อหาที่ทันสมัย นำเสนอหลักธรรมที่เข้ากับยุคสมัยและบริบทปัจจุบัน• การประยุกต์ใช้เชื่อมโยงหลักธรรมเข้ากับสถานการณ์รอบตัว3. การพัฒนาทักษะของพระสงฆ์• ทักษะด้านเทคโนโลยีพัฒนาทักษะในการใช้เทคโนโลยี เช่น การสร้างและตัดต่อเนื้อหาดิจิทัล• ทักษะการสื่อสาร เรียนรู้และปรับปรุงวิธีการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ• การเป็นแบบอย่าง พระสงฆ์เป็นสื่อที่ดีที่สุดและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้คน4. บทบาทการเป็นที่พึ่ง• การให้คำปรึกษาทางจิตใจ ให้คำแนะนำและสนับสนุนทางจิตใจผ่านช่องทางออนไลน์• การช่วยเหลือสังคม การทำกิจกรรมสังคมสงเคราะห์๖.๒ ความหมายและความสำคัญของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาคำว่า “เผยแผ่” หมายถึง การประกาศให้ทราบ หากทราบแล้วสนใจก็ไม่เป็นที่รังเกียจ การเผยแผ่เป็นศัพท์ที่มีลักษณะอะลุ่มอล่วย และแสดงถึงมีความใจกว้าง และไม่ผูกมัดผู้อื่นด้วยด้วยความคิดของตนเองหรือศาสนาของตน ๑การเผยแผ่ หมายถึง การทำให้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาขยายกว้างขวางออกไป เผยแผ่กว้างขวางออกไป ทำให้เป็นที่แพร่หลายเป็นที่รักต่อสาธารณชน ๒๑ กรมการศาสนา, คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๑๔๔.๒ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๒๕), หน้า ๔๕๙.
๑๐๒ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงเป็นการหยิบธรรมะซึ่งมีมากมายหลายหัวข้อไปขยายเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ที่จะต้องเผยแผ่พระพุทธศาสนา๓มีเป้าหมายหลักคือการสร้างสันติภาพให้เกิดแก่ชาวโลก พระสงฆ์คือสื่อแห่งสันติภาพโลก เพราะตัวพระสงฆ์ (อริยสงฆ์) เป็นผู้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจเป็นแบบอย่างของผู้มีสันติ ปราศจากความเห็นแก่ตัว การทำงานของพระสงฆ์เป็นการทำงานเพื่อให้มิใช่เพื่อเอา จึงไม่แฝงไว้ด้วยความขัดแย้ง ๔ความหมายของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พิจารณาจากกลุ่มเป้าหมาย คือผู้ฟังหรือผู้รับสารได้ ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. การเผยแผ่แก่พุทธศาสนิกชน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้น จนสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต รักการปฏิบัติธรรม และตระหนักในคุณค่าของพระพุทธศาสนา จนกระทั่งช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไป๒. การเผยแผ่แก่บุคคลทั่วไปที่ยังไม่ได้นับถือศาสนาพุทธนั้น ก็เพื่อให้มีความเข้าใจถึงแนวความคิดพื้นฐาน หรือหลักธรรมเบื้องต้นของพระพุทธศาสนา สร้างทัศนคติที่ดีต่อศาสนาพุทธ จนเกิดความสนใจศึกษาและทดลองปฏิบัติธรรมตามคำสอนในพระพุทธศาสนา เช่น ลองฝึกสมาธิจนกระทั่งเห็นผล เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในที่สุดแล้วหันมานับถือศาสนาพุทธ เป็นชาวพุทธโดยสมบูรณ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงเป็นการทำให้พระพุทธศาสนาขยายวงกว้างออกไป ด้วยการนำหลักธรรมคำสอนไปทำให้แพร่หลายให้ประชาชน ได้นำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสอดคล้องกับสภาพจริงในเหตุการณ์ปัจจุบัน หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงเริ่มเผยแผ่พระศาสนาโดยการแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายจนเกิดมีพระอรหันต์สาวกขึ้นในโลก หลังจากนั้นพระองค์ทรงเริ่มส่งภิกษุเหล่านั้นไปเผยแผ่ศาสนา มีจุดประสงค์ให้ภิกษุทั้งหลายจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขเพื่ออนุเคราะห์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เที่ยวไปชี้แจงให้ชนทั้งหลายเข้าใจในหลักธรรมทั้งหัวข้อธรรมและความหมายของธรรมะอย่างชัดเจน ดังปรากฏในพระวินัยปิฎกว่า “ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “มุตฺตาหํ ภิกฺขเว สพฺพปาเสหิ เย ทิพฺพา เย จ มานุสฺสา, ตุมฺเหปิ ภิกฺขเว มุตฺตา สพฺพปาเสหิ, เย ทิพฺพา จ เย มานุสฺสา ฯ จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ มา เอเกน เทฺว อคมิตฺถ, เทเสถ ธมฺมํ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ, สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ, สนฺติ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา อสฺสวนฺตา ธมฺมสฺส ปริหายนฺติ, ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร, อหมฺปิ ภิกฺขเว, เยน อุรุเวลา เสนานิคโม เตนุปสงฺกมิสฺสามิ ธมฺมเทสนายาติฯ“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ฯ พวกเธอจงเที่ยวจาริกเพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ ฯ พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรม ในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ ครบบริบูรณ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสใน๓พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิต̣โต), พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๑๕๐.๔สนิท ศรีสำแดง, พระพุทธศาสนา : กระบวนทัศน์ใหม่, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๘๖.
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๑๐๓จักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรม ย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม”๕ภารกิจสำคัญของพระภิกษุสงฆ์นอกจากการปฏิบัติธรรมแล้ว ยังจะต้องทำหน้าที่เผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาให้แก่ชาวโลก ให้ชาวโลกได้พบกับความสุขที่แท้จริง หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยการปฏิบัติธรรมตามพุทธวิธี ดังนั้น การเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงขึ้นอยู่กับพระภิกษุสงฆ์เป็นสำคัญพระจริยาวัตรหรือการบำเพ็ญประโยชน์ของพระพุทธเจ้าดังกล่าว มิได้ทรงบำเพ็ญเพื่อผู้ใดผู้หนึ่งเฉพาะ แต่ทรงบำเพ็ญเพื่อชาวโลกทั้งมวล ด้วยความมุ่งหมายที่ต้องการให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานยั่งยืนตลอดกาล ความสำคัญของการเผยแผ่ธรรมซึ่งเนื่องด้วยพุทธจริยานั้น จึงเกิดจากพุทธคุณอันประกอบด้วยพระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อมวลหมู่สัตว์พุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธีทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นไปตามแนวทางของพุทธจริยา คือพระจริยาวัตรของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน ดังคำอธิบายว่าข้อ ๑ ช่วยปลดเปลื้องความเขลาหรือความมืดมัวข้อ ๒ ช่วยปลดเปลื้องความประมาทข้อ ๓ ช่วยปลดเปลื้องความอืดคร้าน ข้อ ๔ ช่วยให้การปฏิบัติสัมฤทธิ์ผล ๖เมื่อศึกษาพุทธจริยา พุทธกิจ และพุทธลีลาในการสอนหรือเทศนาวิธี จึงทำให้เห็นความสำคัญงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่าการประกาศพระศาสนา การประดิษฐานพระพุทธศาสนา การบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อชาวโลก การให้โอกาสสำหรับทุกคนเพื่อการเข้าถึงธรรม และนักเผยแผ่จะต้องอุทิศเวลาเพื่อส่วนรวมในการพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง พร้อมทั้งมีการฝึกอบรมตนและการพึ่งพาตนเองว่าเป็นหน้าที่ของพุทธสาวกและพุทธบริษัท๖.๓ พัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาพระพุทธศาสนามีความเป็นมาอย่างยาวนานนับแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการอุปสมบทแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ ถือว่าเป็นการสืบศาสนทายาทเป็นครั้งแรกและทรงประกาศความจริงแห่งชีวิตด้วยการแสดงพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร เป็นปฐมฤกษ์แห่งการประกาศพระพุทธศาสนาหลังจากนั้น ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระสัทธรรมด้วยพระพุทธดำรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่พวกทวยเทพและมนุษย์อย่าไปโดยทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้นมีความงามในท่ามกลางและความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ และพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน”๗การเผยแผ่เป็นการสื่อสารเพื่อการพัฒนาบุคคลทางด้านจิตใจ ให้มีความเคารพเลื่อมใสยำเกรงในพระรัตนตรัย น้อมนำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติตามสมควรแห่งการปฏิบัตินั้น เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มุ่งเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก๕วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๑/๔๐.๖ที.สี. (ไทย) ๙/๑๙๘/๑๖๑.๗วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๔๐.
๑๐๔ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งสันติภาพของโลกและสันติภาพแห่งโลกสากล ๘สมดังพระดำริที่ทรงส่งพระอรหันต์สาวก๖๐ รูป ออกไปเผยแผ่พุทธธรรมให้ชาวโลกได้รับรู้จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํพหุชนหิตาย พหุชน สุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํแปลว่า ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เหล่าทวยเทพและมนุษย์และให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามที่พระองค์ทรงประสงค์จะเห็นได้ว่า การเผยแผ่พุทธธรรมในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้ามีวิธีดำเนินการในการประสานมนุษย์สัมพันธ์โดยตระหนักในเหตุ ๓ ประการอยู่เสมอ และในทุก ๆ กรณีที่พระพุทธองค์ทรงดำเนินการคือการค้นหาพื้นเพเดิมของเขา คือการวิจัยถึงความต้องการของเขา และการรู้วิธีเข้าถึงจิตใจของเขาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา มีรูปแบบการเผยแผ่ที่คล้ายคลึงกัน คือมีพระมหากษัตริย์เป็นศาสนูปถัมภ์ พระองค์ทรงส่งเสริมให้ข้าราชบริพารและประชาชนนับถือและศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยพระองค์ ทรงเป็นผู้นำในการสร้างศาสนวัตถุเป็นจำนวนมาก พระพุทธศาสนาในยุคนี้มีการสอดแทรกธรรมะเข้าไปในเนื้อหาของวรรณคดี เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนสมัยกรุงธนบุรีและสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาซบเซาลงตามสภาพบ้านเมือง หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ แต่คราวใดที่ทรงมีโอกาสก็ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดและอารามตลอด ๑๕ ปี ที่ครองราชย์ทรงให้รวบรวมสืบหาพระไตรปิฎกจากหัวเมืองต่าง ๆ ที่ยังเหลืออยู่มาคัดลอกเป็นพระไตรปิฎกฉบับหลวง และทรงนิพนธ์ธรรมะเรื่องสั้น การอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนานับว่าเป็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ ดังมีจารึกไว้ในศาลพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ วัดอรุณราชวราราม ว่า “อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา แด่ศาสนาสมณะพระพุทธโคดม ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี สมณะพราหมณ์ชีปฏิบัติให้พอสม เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม ถวายบังคมรอยบาทพระศาสดา คิดถึงพ่อพ่ออยู่คู่กับเจ้า ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา พระพุทธศาสนาอยู่ยงคู่องค์กษัตรา พระศาสดาฝากไว้ให้คู่กัน” ๙สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ ๑ - ๔) การเผยแผ่พระพุทธศาสนาคล้ายกับสมัยกรุงธนบุรี คือมีการปฏิสังขรณ์วัดและอาราม การส่งเสริมให้พระสงฆ์ศึกษาพระธรรมวินัย การเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยพระสงฆ์เองมีไม่มากนัก เพราะบ้านเมืองอยู่ในภาวะที่สร้างกรุงใหม่ ส่วนพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของพระองค์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้น ก็คือการทำสังคายนา เป็นการฝังรากแก้วของพระพุทธศาสนาลงในกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงดำริว่า “ควรสังเวชกุลบุตรทั้งหลายในพระพุทธศาสนา เมื่อไม่รู้คุณและโทษก็จะพากันมืดมัวมีความหลงเป็นต้น พระไตรปิฎกที่ขนมาจากกรุงศรีอยุธยานั้น และที่พระเจ้ากรุงธนบุรีเสาะแสวงหามาจากหัวเมืองต่าง ๆ นั้น ไม่มีความสมบูรณ์พอที่จะสร้าง๘พระพิพิธธรรมสุนทร (สุนทร ญาณสุนฺทโร), คม ชัด ลึก เล่ม ๒, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง,๒๕๔๗), หน้า ๔๑.๙กรมการศาสนา, ประวัติพระพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ปีภาค ๑, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๕), หน้า ๔๒.
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๑๐๕ขึ้นเป็นพระไตรปิฎกฉบับหลวงได้ เพราะเหตุที่พระไตรปิฎกเหล่านั้น มีอักษรวิปลาส การสะกดการันต์ก็ไม่ถูกต้อง ฉบับที่ดีก็หามิได้”๑๐สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคหลัง (สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงปัจจุบัน) การเผยแผ่พระพุทธศาสนา พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ได้ชี้แจงแนะนำสั่งสอนประชาชน มีรูปแบบในการเทศน์ บรรยาย ปาฐกถา โต้วาที อภิปราย ได้วิเคราะห์วิจารณ์หาเหตุผล เผยแผ่เสริมสร้างด้านปัญญา พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ได้เป็นศาสนูปถัมภ์ในการชำระพระไตรปิฎก และอรรถกถา นับว่าการเผยแผ่ธรรมะในยุคนี้มีความพร้อมด้านต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ พระสงฆ์เองก็ได้ใช้สื่อสารมวลชนในการเผยแผ่ธรรมะ เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร หนังสือ เอกสาร อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ฮอตไลน์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่างมากมายมหาศาล จะเห็นได้ว่า “นับตั้งแต่ยุคต้น ๆ ประวัติศาสตร์ของประเทศ พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์เป็นพุทธมามกะ ก่อนกระบวนการทำให้ทันสมัย พระพุทธศาสนายังมีบทบาทในสังคมไทย โครงสร้างทางสังคมยังเป็นชุมชนเกษตรกรรมเป็นส่วนมาก วัดเป็นศูนย์กลางชุมชนทั้งในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล วัฒนธรรมและความคิดทางจิตวิญญาณ สังคมเช่นนี้สามารถดำรงอยู่ได้เองเป็นระยะเวลายาวนาน…”๑๑การพัฒนาศักยภาพของคณะสงฆ์เพื่อให้องค์กรคณะสงฆ์เข้มแข็งมีประสิทธิภาพในการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น พระเทพโสภณได้ให้ทัศนคติว่า “คณะสงฆ์และองค์กรของชาวพุทธต้องเริ่มคิดว่า เราจะใช้สื่อให้เป็นประโยชน์เพื่อต่อต้านสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับวัฒนธรรมไทย และค่านิยมแบบพุทธได้อย่างไร ทางคณะสงฆ์นั้นคงจะต้องรุกทางสื่อให้มากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์ต้องมีโฆษกคณะสงฆ์หรือโฆษกมหาเถรสมาคมที่เป็นพระสงฆ์ เพื่อช่วยชี้แนะแก้ไขสถานการณ์พระพุทธศาสนาเมื่อมีคนมาย่ำยี โดยเผยแผ่ทางการสื่อสารเวลาปัญหามากระทบก็สามารถแก้ไขได้”๑๒๖.๔ หลักการสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์วัด และคณะสงฆ์ในปัจจุบัน มีทั้งแบบประเพณีแบบปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน และแบบที่จัดเป็นคณะหรือหน่วยงานขึ้นดำเนินการ ดังนี้๑. การเผยแผ่ตามประเพณีคณะสงฆ์และประเพณีไทย ได้แก่การเทศนาอบรมสั่งสอนประชาชนที่วัด ที่บ้าน ที่มีผู้อาราธนาและที่อื่น ๆ ในโอกาสต่าง ๆ ทั้งแบบเทศน์ธรรมดา คือ เทศน์รูปเดียวหรือเทศน์ปุจฉาวิสัชนา ๒ รูปขึ้นไป๒. การเผยแผ่แบบปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ได้แก่ การบรรยายธรรมการสนทนาธรรม การปาฐกถาธรรม ในที่ประชุมที่วัด หรือที่อื่น ๆ ในโอกาสต่าง ๆ หรือโดยทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์บันทึกลงแผ่นเสียง หรือแถบบันทึกเสียง ไปเผยแผ่ที่อื่นในโอกาสต่าง ๆรวมทั้งการพิมพ์หนังสือเทศน์หนังสือธรรมะ ออกเผยแผ่ หรือลงในหนังสือพิมพ์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสื่อสังคมออนไลน์๑๐ เฉลิมพล โสมอินทร์, ประวัติพระพุทธศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สูตรไพศาล, ๒๕๔๖), หน้า ๒๕. ๑๑ ประเวศ วะสี, พุทธวิบัติ? ตอน พระพุทธศาสนากับจิตวิญญาณสังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๔๒), หน้า ๑๖.๑๒ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, 2539), หน้า ๒๙.
๑๐๖ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๓. การเผยแผ่แบบจัดเป็นคณะหรือหน่วยงานเผยแผ่ หรือสถานศึกษาเป็นประจำหรือครั้งคราวหรือจัดเป็นกิจกรรมพิเศษ ในวัดหรือในหมู่บ้านใกล้เคียง เช่น งานพระธรรมทูต งานพระธรรมจาริก งานอบรมประชาชนประจำตำบล หน่วยสงเคราะห์พุทธมามกะผู้เยาว์โรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นต้น๖.๔.๑ เนื้อหาในการเผยแผ่1. การสอนจากง่ายไปหายาก คือการอธิบายจากรูปธรรมไปหานามธรรมจากสิ่งที่ง่ายโยงเข้าไปหาสิ่งที่ยากโดยการเล่านิทาน การยกอุทาหรณ์ หรือการเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย เช่น “บุคคลที่มีจิตเหมือนเพชร (หมายถึง จิตที่มีความแข็งแกร่งสามารถกำจัดมูลรากแห่งกิเลสทั้งหลาย)” ๑๓2. การสอนลุ่มลึกไปตามลำดับ เป็นการเผยแผ่โดยเริ่มเนื้อหาจากพื้นฐานไปตามลำดับชั้นจนถึงธรรมที่ลึกซึ้งและยาก เช่น เริ่มต้นด้วยศีลก่อน แล้วจึงไปสมาธิ เมื่อผ่านศีลและสมาธิแล้วจึงไปขั้นปัญญา ดังพระพุทธวจนะว่า “เราจักแสดงธรรมไปโดยลำดับ” ๑๔3. การสอนด้วยของจริงที่เห็นได้รู้ได้เช่น พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าปัญจวัคคีย์มีประสบการณ์เรื่องกามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค (ทางสุดโต่งสองข้าง) และเคยบำเพ็ญทุกกรกิริยา ย่อมเข้าใจในทุกข์และสามารถเข้าใจเรื่องอริยสัจ 4 ได้ไม่ยาก4. การสอนตรงเนื้อหา จำกัดอยู่เฉพาะเนื้อหาที่ต้องการเผยแผ่ เช่น พระพุทธเจ้าไม่ทรงบอกสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ทั้งหมดแก่คนหนึ่งคนใด แต่ทรงสอนให้เข้ากับจริตของคนนั้น พระองค์ทรงเปรียบเทียบความรู้ทั้งหมดของพระองค์เหมือนใบไม้ในป่า แต่เนื้อหาสำคัญที่ทรงให้นั้นเปรียบเท่าใบไม้ในกำมือ ๑๕๖.๔.๒ บุคคลผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ผู้ให้การเผยแผ่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง จึงควรจะมีคุณสมบัติสำคัญ ดังนี้1. มีความแตกฉานในเนื้อความ ในหลักธรรมคำสั่งสอน ในภาษาที่ใช้ และมีความแตกฉานในไหวพริบปฏิภาณ ซึ่งรวมเรียกว่า ปฏิสัมภิทา 4 ประการ ๑๖2. เป็นคนน่ารัก น่าเคารพ น่ายกย่อง ทำให้อยากเข้าไปปรึกษา เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ ทำให้อยากเข้าไปถามปัญหา เป็นนักพูด เป็นผู้รู้จักพูดถ้อยคำลึกซึ้งได้ ทำให้อยากเข้าไปฟังคำแนะนำการแก้ไขปัญหาที่ยาก ลุ่มลึก ลึกซึ้ง เป็นผู้ไม่ชักนำไปในทางเสื่อมเสีย และเป็นแบบอย่างที่ดีทำให้อยากทำตาม ทั้งหมดนี้ คือองค์แห่งกัลยาณมิตรธรรม ๑๗3. มีความบริสุทธิ์ใจในการเผยแผ่ ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ไม่ลำเอียง และมีความยุติธรรมในการเผยแผ่๑๓ องฺ.ติก. (ไทย) 20/25/174.๑๔ องฺ.ปญฺจก. (ไทย) 22/159/263.๑๕ สํ.ม. (ไทย) 19/1101/613.๑๖ เสฐียรพงษ์ วรรณปก, พุทธวิธีสอนจากพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท เพชรรุ่งการพิมพ์จำกัด, 2540), หน้า 19 - 22.๑๗ องฺ.สตฺตก. (ไทย) 23/33/57.
การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๑๐๗๖.๔.๓ ผู้รับการเผยแผ่1. ความแตกต่างของบุคคล พระพุทธเจ้าทรงแบ่งคนไว้4 จำพวก คือ ๑๘ อุคฆฎิตัญญู (รู้ได้ฉับพลัน เป็นอัจฉริยะ) วิปจิตัญญู (ฉลาด ฟังอธิบายความก็เข้าใจได้ทันที) เนยยะ (เรียนรู้ได้จากการฝึกอบรม) และปทปรมะ (เรียนรู้ชาตินี้แต่ไม่สามารถบรรลุได้)2. การปรับแนวการสอนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เช่น พระพุทธเจ้าทรงสอนอริยสัจ4 แก่ปัญจวัคคีย์ ๑๙ เพราะทรงทราบว่าท่านเหล่านั้นเป็นนักบวชมาก่อน ผ่านประสบการณ์การทำทุกรกิริยา มีความอดทนและมีปัญญา เหมาะแก่การเรียนรู้อริยสัจ 4 ซึ่งยากและลุ่มลึกโดยลำดับ3. ความพร้อมของแต่ละบุคคลว่าใครมีความพร้อมที่สุกงอมพร้อมที่จะศึกษาให้สัมฤทธิ์ผลตามจุดมุงหมาย เช่น พระองค์ทรงพิจารณาอินทรียปริปากะ (ความสุกงอมแห่งอินทรีย์) ของแต่ละบุคคลว่าพร้อมหรือยัง4. การให้ลงมือปฏิบัติเอง ถ้าลงมือปฏิบัติเองย่อมเข้าใจได้ดี เข้าใจได้ชัดเจนได้ความแม่นยำและได้ผลจริง เช่น เรื่องจูฬปันถก5. การทำกิจกรรมร่วมกัน เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระโดยใช้วิธีการถามปัญหาและตอบปัญหาซึ่งกันและกัน๖.๔.๔ วิธีการเผยแผ่การเผยแผ่ที่มีประสิทธิภาพ ต้องเป็นรูปแบบที่สามารถตอบสนอง และดึงดูดความสนใจของผู้รับการเผยแผ่ให้มีความกระตือรือร้นอยากศึกษาและมีความใฝ่รู้ พระพุทธองค์ทรงมีพุทธวิธีการเผยแผ่ที่น่าสนใจหลายแบบ คือ 1. สากัจฉา คือการสนทนาคุยกัน คนเราเมื่อพบกันย่อมต้องคุยกัน สากัจฉาเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้บ่อยที่สุด ถ้าอ่านพระไตรปิฎกจะพบว่าพระองค์ชอบวิธีนี้ ๒๐2. แบบบรรยาย คือการแสดงธรรมในโอกาสที่มีจำนวนมาก ๆ มาอยู่พร้อมหน้ากัน โดยที่กลุ่มบุคคลนี้ต้องมีศรัทธาและพื้นฐานความรู้ใกล้เคียงกัน เพื่อได้ฟังเข้าใจกัน3. แบบตอบปัญหา การตอบปัญหาพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาจากลักษณะปัญหาก่อนตอบมี 4 ลักษณะด้วยกัน ได้แก่ การตอบแบบตรงไปตรงมา การตอบแบบแยกความตอบ การตอบแบบย้อนถามก่อนตอบ และการตอบแบบไม่มีคำตอบ๔. แบบวางกฎข้อบังคับ เช่น เมื่อเกิดมีเรื่องเสื่อมเสียแก่หมู่คณะ มีการโจทกันระหว่างหมู่พระสงฆ์ และประชาชนโพนทนากันมาก เมื่อทรงทราบเรื่อง พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสเรียกภิกษุรูปนั้นมา สอบสวนหาความจริง เมื่อภิกษุรูปนั้นยอมรับผิด ก็ทรงตักเตือนแล้วชี้ถึงโทษและประโยชน์ ทรงสอนแนะนำแนวทางแก้ปัญหา แล้วทรงวางกฎระเบียบ ข้อบังคับสำหรับเรื่องนั้น ๆ เป็นกรณี ๆ ไป ข้อบังคับที่ว่าเรียกกันว่าวินัยหรือสิกขาบทในการเผยแผ่พุทธธรรมนั้นมีหลายวิธีดังต่อไปนี้๑. การเทศนาธรรม คือ การแสดงธรรมสั่งสอนตามหลักพระพุทธศาสนาเพื่อให้ผู้ฟังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งวิธีนี้ภิกษุสงฆ์ใช้ในการเผยแผ่หลักธรรมเป็นประจำ๑๘ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) 21/133/202.๑๙ สํ.ม. (ไทย) 19/139/72.๒๐ เสฐียรพงษ์ วรรณปก, พุทธวิธีสอนจากพระไตรปิฎก, หน้า ๕๕.