๑๕๘ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การจะต้องมีอัตถัญญุตา ควรจัดให้มีโครงการต่าง ๆ ช่วยเหลือวัดพระภิกษุและสามเณรประชาชนทั่วไป มีการทุ่มเทงานการสาธารณสงเคราะห์อย่างต่อเนื่อง พระสังฆาธิการจะต้องมีมัตตัญญุตาจะต้องพิจารณาดูความต้องการของประชาชนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดความช่วยเหลืออย่างฟุ่มเฟือย พระสังฆาธิการจะต้องมีกาลัญญุตา ส่งเสริมสนับสนุนให้มีความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลแก่ประชาชนตามประเพณีนิยมและควรมีกำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้ความสะดวกในการบำเพ็ญกุศลแก่ประชาชนมีการรายงานด้านสาธารณสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลาเป็นรายเดือน รายปีเป็นต้น จะต้องพยายามช่วยเหลือและแก้ไขโดยเริ่มจากประชาชนหรือชุมชนข้าง ๆ วัดเสียก่อน แต่ถ้าพอมีศักยภาพก็ขยายวงกว้างต่อไปและเหมาะสมต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมีแนวทางที่ทำมาหากินเป็นอันดับแรกในการช่วยเหลือประชาชน แต่ทั้งนี้จะต้องศึกษาและสอบถามความต้องการของประชาชนเสียก่อน เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงประเด็นตรงความต้องการของประชาชน ๙การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์มีเป้าหมายเพื่อให้พระสังฆาธิการ (เช่น เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ) มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการศาสนกิจและกิจการของวัด/คณะสงฆ์ในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายความสำคัญของการพัฒนา• ครอบคลุมภารกิจ 6 ด้าน การบริหารกิจการคณะสงฆ์มีภารกิจหลัก 6 ด้าน จะช่วยให้พระสังฆาธิการสามารถบริหารจัดการทั้ง 6 ด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ• ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พระสังฆาธิการจำเป็นต้องปรับตัวและนำหลักการบริหารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในเชิงรุก เพื่อให้พระพุทธศาสนายังคงอยู่คู่สังคมได้อย่างมั่นคง• สร้างความเชื่อมั่น การพัฒนาศักยภาพช่วยสร้างความรัก ความเชื่อมั่น และความเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คณะผู้บริหารสงฆ์และศาสนิกชน• แก้ไขปัญหาและอุปสรรค ช่วยให้พระสังฆาธิการมีความพร้อมในการจัดการกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เช่น การส่งเสริมการศึกษาแผนกบาลีที่มีผู้สนใจน้อย หรือการจัดการศึกษาสงเคราะห์รูปแบบและแนวทางการพัฒนา ดำเนินการผ่านรูปแบบและแนวทางที่หลากหลาย ดังนี้• หลักสูตรการอบรมระยะสั้น มีการจัดประชุม อบรม สัมมนา ตามมติมหาเถรสมาคม เพื่อให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นเร่งด่วน• การจัดทำหลักสูตรเฉพาะทาง สถาบันการศึกษาสงฆ์ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามกุฏราชวิทยาลัย มีการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกที่เน้นด้านการบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยตรง• การพัฒนาสมรรถนะ (Competency Development) เน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะด้านการปกครอง การวางแผน การสื่อสาร และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหาร• การนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ• การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างพระสังฆาธิการในระดับต่างๆ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน๙เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๘.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๕๙ • การจัดการความรู้ในวัด พัฒนาให้วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นศูนย์กลางการฟื้นฟูและพัฒนาจิตใจ รวมถึงเป็นสถานที่ปลูกฝังคุณธรรมแก่เยาวชนการพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ต้องอาศัยทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ทางธรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะการบริหารสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถนำพากิจการคณะสงฆ์ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาและสังคมโดยรวม๙.๕ การพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์การบูรณาการงานพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 6ประการ เป็นสิ่งที่พระสังฆาธิการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์เป็นลำดับชั้นควบคู่กับการประพฤติและการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและอำนาจในหน้าที่ ดังนี้๑๐1. คณะสงฆ์สายปกครอง ควรยึดกิจการคณะสงฆ์ 6 ประการ เป็นหลักในการบริหารจัดการเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มีการส่งเสริมให้คณะสงฆ์ในจังหวัดได้ร่วมกันทำหน้าที่ทั้ง 6 ประการ คือ มีการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อยดีงามตามพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง กฎมหาเถรสมาคม การส่งเสริมการจัดการในศาสนศึกษาในระดับต่าง ๆ ทั้งบาลี นักธรรม เพื่อวางพื้นฐานการศึกษาในศาสนทายาท พระภิกษุสงฆ์ สามเณร การสนับสนุนการศึกษาสงเคราะห์แก่เยาวชนและญาติธรรมผู้สนใจ โดยมีการมอบทุนการศึกษาจัดตั้งโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ เป็นต้น ด้านการเผยแผ่มีการจัดกิจกรรม โครงการเผยแผ่ที่เหมาะสมกับพื้นที่และหลักพุทธธรรม เช่น การเทศน์มหาชาติ การปาฐกถาธรรม การแสดงธรรมเนื่องในวันพระ เป็นต้น ด้านการสาธารณูปโภค มีการสนับสนุนให้คณะสงฆ์วัดต่าง ๆ ดูแลสภาพแวดล้อมภายในวัด ให้เรียบร้อนสวยงาม สะอาด ร่มรื่น และด้านสาธารณสงเคราะห์ได้มีคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ ได้จัดตั้งกองทุน มูลนิธิ เพื่อทำให้การสงเคราะห์ประชาชน มีการจัดตั้งศูนย์พยาบาล มีการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งคณะสงฆ์สายปกครองที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองกรหลักนั้น ได้ทำการดูแลปกครองคณะสงฆ์ทั่วประเทศจำนวน 250,000 กว่ารูป และมีวัดในการปกครองอีก 30,000 กว่าวัด ดังนั้น จึงเป็นภาระงานที่ยิ่งใหญ่ของพระสงฆ์และชาวพุทธในสังคมไทย2. คณะสงฆ์สายการศึกษา มีแม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง และอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง เป็นองค์กรหลักในการจัดการศึกษาทั้งด้านพระปริยัติธรรมแผนกบาลี นักธรรม สามัญศึกษา และระดับมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการศึกษาทางพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรทั่วประเทศจำนวนกว่า 150,000 รูป ให้มีความรู้ด้านพระพุทธศาสนาทั้งในด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ โดยผลการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า คณะสงฆ์สายการศึกษามีการส่งเสริมการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาร่วมกับการบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่อย่างหลากหลาย สามารถนำไปประยุกต์ในการพัฒนาจิตใจและสังคมได้ ถึงแม้ว่าระดับการศึกษาของคณะสงฆ์ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร และมีคุณภาพการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป แต่การศึกษาในด้านบาลี นักธรรม ยังมีคุณภาพมาตรฐานในระดับที่ดี สามารถเสริมสร้างศาสนทายาทได้อย่างต่อเนื่อง3. คณะสงฆ์สายพัฒนา ได้ยึดหลักสาธารณะสงเคราะห์ เป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการ ด้วยเล็งเห็นว่า คุณภาพชีวิตของสังคมเป็นสิ่งสำคัญ สมควรที่พระสงฆ์จะมีบทบาทในการช่วยเหลือ๑๐ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๕๖), หน้า ๑๗๘.
๑๖๐ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และเป็นแกนนำในการพัฒนาชุมชน ถ้าชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศีล สมาธิ ปัญญา มีความเพียรในการประกอบสัมมาชีพ ย่อมจะเป็นการยังประโยชน์ให้กับวัดวาอารามและพระศาสนา ถึงทั้งยังเป็นกำลังในการรักษา สืบทอดภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรม ดังนั้น การใช้หลักสาธารณะสงเคราะห์จึงเป็นการเกื้อกูลแก่ประชาชนในการที่จะพัฒนาตนเองและชุมชนให้มีการดำรงอยู่อย่างมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง4. คณะสงฆ์สายเผยแผ่พุทธธรรม (ขบวนการพุทธใหม่) ได้นำหลักศาสนสงเคราะห์และการเผยแผ่ไปประยุกต์ใช้ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะเผยแผ่พุทธธรรมด้วยการสื่อสารที่เหมาะสมสอดคล้องกับบุคคลและสภาพการณ์ทางสังคม โดยนำหลักพุทธธรรมไปบูรณาการกับแนวคิดต่างๆ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รับฟังธรรมมะที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้5. คณะสงฆ์สายปฏิบัติได้นำหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยวิธีการปฏิบัติไปส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้และปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตใจและปัญญาของตนเอง หรือเพื่อลด ละ กิเลสที่อยู่ภายในจิตใจของตนเองให้หมดไป อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับหลักโอวาทปาติโมกข์ที่ว่า “การละเว้นความชั่ว ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส เป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา”การพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน สามารถบูรณาการเข้ากับพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไปและตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อให้ได้รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วย๑๑๑. ด้านการปกครอง ควรบูรณาการทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือพรหมวิหาร ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมประจำใจที่ประเสริฐที่จะเป็นตัวช่วยในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านจิตใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งเหมาะสมกับผู้ปกครองมากที่สุด จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการปกครองเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรของพระสังฆาธิการทุกระดับ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักการวางแผนและทำงานอย่างมีระบบ รู้จักวิธีการสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นผู้นำที่มีความรู้และมีความสามารถในการบริหารให้เป็นไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้คณะสงฆ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ๒. ด้านการศาสนศึกษา ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือสิกขา ๓ หรือไตรสิกขา ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมในการพัฒนามนุษย์ให้เป็นอยู่อย่างประเสริฐ หรือเป็นบุคคลผู้ที่มีจิตใจ ซึ่งเหมาะสมกับการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มุ่งเน้นทางการศึกษา จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการศาสนศึกษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรให้ความสำคัญในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรทั่วไป ให้มีความรู้อย่างแตกฉาน ควรเอาใจใส่เป็นเชิงนโยบาย โดยการสร้างแรงจูงใจในการเรียนบาลี เพื่อนำไปประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี สามารถอบรมสั่งสอนประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนการศึกษา ๓. ด้านการศึกษาสงเคราะห์ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ สังคหวัตถุ ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคล และประสานหมู่ชนให้สามัคคี เป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเพื่อให้มนุษย์มีการช่วยเหลือกัน ซึ่งเหมาะสมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มุ่งเน้นการสงเคราะห์เพื่อ๑๑ พระมหาธฤติ วิโรจนโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, หน้า ๑๑๘.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๑ การศึกษา จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการศึกษาสงเคราะห์เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดควรสนับสนุนให้มีการศึกษาทางธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ความสามารถในทางธรรม เพื่อปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้แก่ การสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โครงการบรรพชาและอุปสมบท การมอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ยากจน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้ ควรมีการระดมความคิดเห็นในเบื้องต้นในระดับจังหวัด เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค จุดเด่น จุดด้อยของแต่ละจังหวัด และเป็นมติของจังหวัดแล้ว นำมารวมความคิด เป็นระดับภาคต่อไป เพื่อจะมุ่งเป็นนโยบายในอนาคตต่อไป ๔. ด้านการเผยแผ่ ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือภาวนา ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมทางพัฒนา ฝึกฝนอบรมชีวิตระคนอยู่ด้วยความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น ให้มีความสามารถในการดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข มีสัมมาชีพ รู้จักการดำเนินชีวิตวิธีการการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนตามแนวพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มุ่งเน้นทางด้านการเผยแพร่ จึงจะทำให้การพัฒนาการพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแพร่ภาพมากที่สุดควรมีแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวในการฝึกอบรมผู้นำสงฆ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ด้วยการจัดให้มีการรับฟังนโยบาย หลักการเผยแผ่ และการฝึกพูด ฝึกเทศน์ บรรยาย และผลิตสื่อการบรรยายเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทำงานเผยแผ่เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ๕. ด้านการสาธารณูปการ ควรบูรณาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ อิทธิบาท ๔ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมที่ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นบันไดขั้นแห่งความสำเร็จ คนเราเมื่อมีความรัก ความพอใจขยันหมั่นเพียรความเอาใจใส่ใคร่ครวญอยู่เสมอการทำงานย่อมมีประสิทธิภาพและคนทำงานย่อมมีความสุข ที่จะสามารถพัฒนาพระสังฆาธิการในการพัฒนากิจการคณะสงฆ์ต่อไป จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านการสาธารณูปการเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดควรจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาวัด ศึกษารายละเอียดของงานสาธารณูปการ การบริหารจัดการวัดด้วยความโปร่งใส การบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ให้คำแนะนำในการก่อสร้างแก่ผู้นำสงฆ์ทั้งหลายที่มีความรู้ไม่เพียงพอในการก่อสร้าง เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและศูนย์กลางทางการศึกษาและการพัฒนาชุมชน ๖. ด้านสาธารณสงเคราะห์ควรบูรณาการพัฒนาทรัพย์กรมนุษย์ตามแนวทั่วไป (VETS) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คือ สัปปุริสธรรม ๗ ที่ถือว่าเป็นหลักธรรมที่สามารถพุฒนามนุษย์ให้อย่างยิ่งประการหนึ่ง จึงจะทำให้การพัฒนาพระสังฆาธิการในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ด้านสาธารณสงเคราะห์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้พระสังฆาธิการมีการรายงานด้านสังคมสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา เป็นรายเดือน รายปี เป็นต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พระสังฆาธิการตระหนักถึงการสังคมสงเคราะห์ โดยการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือวัดกับวัด บริจาคให้แก่มูลนิธิต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ พระสังฆาธิการควรเป็นผู้นำในการเสียสละ รวมถึงการพัฒนาความสามารถของผู้นำสงฆ์ในเรื่อง
๑๖๒ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ การสื่อสารที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำสงฆ์ในระดับต่าง ๆ ต้องมีอยู่ในตนเอง พระสังฆาธิการต้องแสดงภาวะในการเป็นผู้นำที่มีอยู่ให้ประจักษ์แก่คณะสงฆ์ ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ๑๒ประสิทธิภาพของการบริหารกิจการคณะสงฆ์โดยรวมจะอยู่ในระดับสูงเมื่อพระสังฆาธิการสามารถดำเนินงานในภารกิจทั้ง 6 ด้านได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลี การจัดตั้งกองทุนการศึกษา การสงเคราะห์ประชาชน และการพัฒนาสาธารณูปการต่างๆ ภายในวัด การพัฒนาพระสังฆาธิการจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของพระพุทธศาสนาและประเทศชาติต่อไป๙.๖ ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการคณะสงฆ์และองค์กรพระพุทธศาสนาการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม การเรียนรู้ การปรับตัว การพัฒนาองค์กร และการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของคณะสงฆ์และองค์กรทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย พบว่า มีกลไกและปัจจัยหลายประการทั้งปัจจัยภายในของคณะสงฆ์ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ปัจจัยภายนอกและสภาพการณ์ทางสังคมอื่น ๆ ที่ทำให้การทำงานของคณะสงฆ์บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และด้วยสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป คณะสงฆ์ที่ทำหน้าที่ในการเผยแผ่พระศาสนาทั้งในด้านการศึกษา การปฏิบัติการปกครอง และการพัฒนาสังคม ย่อมจะมีกลไกและกระบวนการที่คอยหนุนเสริมให้การทำงานของคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม จากการศึกษาพบว่า มีปัจจัยเกื้อกูลต่อการทำงานของคณะสงฆ์ใน 3 ปัจจัยใหญ่ ๆ คือ ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยภายนอกองค์กร ที่จะเป็นส่วนสนับสนุนให้คณะสงฆ์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนาสังคมได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ ๑๓1. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์ที่เน้นการเผยแผ่หลักพุทธธรรมในแนวปฏิบัติมีปัจจัยเกื้อกูลที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ปัจจัยภายในวัดหรือองค์กรสงฆ์ เช่น การมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยของหมู่สงฆ์ และผู้ปฏิบัติองค์ความรู้ในวิธีการปฏิบัติและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีระบบการบริหารจัดการที่เรียบง่ายและกระจายไปยังส่วนบุคคลและส่วนงานภายใน มีการวางระบบการบริหารจัดการและบุคคลที่ต่อเนื่องการมีกลไกลการจัดการที่ดี เช่น การมีมูลนิธิในการดำเนินการ ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระดับจังหวัด การสร้างเครือข่ายกับภาคีต่างๆ โดยเฉพาะสายปฏิบัติและภาควิชาการ การพัฒนาระบบสารสนเทศและสื่อที่เข้าใจง่ายและเหมาะสม การที่ประชานให้ความสนใจศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การเดินทาง บุคคลที่มาเรียนรู้ การสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับฝ่ายต่าง ๆ เป็นต้น 2. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์พัฒนา พบว่า ปัจจัยเกื้อกูลที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระนักพัฒนา ประกอบด้วยการมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติและเผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยในตนเอง การมีองค์ความรู้ในการส่งเสริมการพัฒนาพัฒนาชุมชนและมีความรู้เกี่ยวกับบริบททางสังคม การมีความตั้งใจในการพัฒนาบุคคลและสังคม ปัจจัยด้านชุมชนและเครือข่าย เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชนที่ดี ชุมชนมีกลไกลการจัดการที่ดี เช่น การมีกลุ่ม เครือข่ายการดำเนินการ การประสานภาคี และการจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ๑๒ พระมหาศรณชัย มหาปุญฺโญ (การะเวก), “การพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, จัดพิมพ์ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร. ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๗), หน้า ๑๓๗ - ๑๓๘. ๑๓ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, หน้า ๒๑๘.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๓ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระดับจังหวัดและภาคีนักพัฒนา การมีส่วนร่วมของ อปท. และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายการทำงานด้านการพัฒนาและศิลปวัฒนธรรม การสนับสนุนจากกองทุนต่าง ๆ การวิจัย การใช้สื่อสาธารณะ เป็นต้น 3. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์ขบวนการพุทธใหม่ พบว่า มีปัจจัยที่เกื้อกูลต่อการจัดการที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ประกอบด้วยการมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติและเผยแผ่ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยในตนเอง การมีองค์ความรู้เกี่ยวกับบริบททางสังคม และศาสตร์สมัยใหม่ การสื่อสารสังคม ปัจจัยด้านภาคีเครือข่าย เช่น การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การมีกลไกการจัดการที่ดี การจัดกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสื่อสาธารณะ การมีส่วนร่วมภาคีระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนความรู้กับเครือข่ายคนรุ่นใหม่ การใช้ศิลปวัฒนธรรมในการสื่อสาร การสนับสนุนจากกองทุนต่าง ๆ การใช้สื่อสารสาธารณะ เป็นต้น4. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์กลุ่มการศึกษา พบว่า มีปัจจัยที่เกื้อกูลต่อการจัดการศึกษาที่สำคัญ คือ ปัจจัยของพระสงฆ์ผู้บริหารและปัจจัยภายในของวัดหรือองค์กรการศึกษา ประกอบด้วย (๑) การมีวิสัยทัศน์ (จักขุมา) (๒) การเอาใจใส่ในธุรการศึกษา (วิธุโร) (๓) การมีความพร้อมในด้านวิชาการและจรณะ (วิชชาจรณสมฺปนฺโน) การมีระบบการบริหารจัดการที่ดี การมีองค์ความรู้ที่ได้เกณฑ์มาตรฐาน การบริการวิชาการแก่สังคม การพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ มีการวางระบบการบริหารจัดการและบุคคลที่ต่อเนื่อง ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระจังหวัดและระดับประเทศ การสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การพัฒนาระบบสารสนเทศและการจัดการเรียนรู้ของสังคม การที่ประชาชนให้ความสนใจในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การมีผู้นำที่ดี มีการประสานกับภาคีการศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับฝ่ายต่าง ๆ เป็นต้น5. ปัจจัยเกื้อกูลต่อการบริหารจัดการและการเรียนรู้ของพระสงฆ์สายปกครอง พบว่า มีปัจจัยที่เกื้อกูลต่อการจัดการคณะสงฆ์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปัจจัยด้านผู้นำ ประกอบด้วยการมีวิสัยทัศน์ (จักขุมา) การมีภาวะผู้นำสูง การเอาใจใส่ในธุรการศึกษา (วิธุโร) การมีความพร้อมในด้านวิชาการและจรณะ (วิชชาจรณสัมปันโน) การมีเมตตาธรรม การมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชัดเจน การมีวินัยในหมู่สงฆ์ มีองค์ความรู้ในการปฏิบัติและเผยแผ่ศาสนา ปัจจัยภายในองค์กร ได้แก่ มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีการวางระบบการบริหารจัดการและบุคคลที่ต่อเนื่อง การมีกลไกการจัดการที่ดี เช่น การมีกองทุนพัฒนาจังหวัด ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การส่งเสริมของคณะสงฆ์ในระดับจังหวัด ภาค และระดับประเทศ การสร้างเครือข่ายกับภาคีกับภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) การจัดกิจกรรมตามวัฒนธรรมจังหวัด การมีภาคีเครือข่ายในจังหวัด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การมีทีมงานที่ดี การมีบุคคลที่หลากหลาย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น
๑๖๔ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๙.๗ ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ในสังคมไทย พบว่า มีประเด็นปัญหาหลายประการ ทั้งปัญหาส่วนบุคคลของพระสงฆ์ ปัญหาจากองค์กร และระบบการทำงาน และปัญหาจากภายนอกขององค์กรหรือบริบททางสังคม เช่นเดียวกับการตั้งคำถามว่าพระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดียได้อย่างไร คำตอบที่ได้ก็พบว่า มีปัจจัยหลายประการ เช่น ความตกต่ำทางภูมิปัญญาของพระสงฆ์ซึ่งส่งผลให้คณะสงฆ์อ่อนแอเสื่อมโทรมลง พระสงฆ์นั้นแต่เดิมปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยทำให้ประชาชนเลื่อมใส ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง แต่ต่อมาในรุ่นหลัง ๆ หลงมัวเมาในลาภสักการะ ลืมหน้าที่ที่แท้จริง เป็นเหตุให้เกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านี้ ประการต่อมาการถูกศาสนาอื่น เช่น ศาสนาฮินดูต่อต้านบีบคั้นเปลี่ยนแปลงหลักคำสอน ชนชาติอื่น ศาสนาอื่น เข้ารุกรานและทำลายจนทำให้ศาสนาปัจจัยส่วนบุคคล- การมีความรู้ทางพุทธศาสนาดี (มีวิชาทั้งปริยัติและปฏิบัติ)- มีความประพฤติดี(จรณะ)- มีวิสัยทัศน์(จักขุมา)- เอาใจใส่ในธุระ(วิธุโร)- มีความพร้อมด้วยอุปนิสัยที่เปี่ยม ด้วยคุณธรรม/เมตตาธรรม (นิสสยสัมปันโน)ปัจจัยภายในองค์กร- มีการบริหารจัดการดี- การแลกเปลี่ยนเรียนรู้- การวางระบบที่เหมาะสม- การพัฒนาคนที่ต่อเนื่อง ฯลฯปัจจัยภายนอกองค์กร- การมีเครือข่ายทำงาน- การมีกองทุนสนับสนุน- การสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ฯลฯการบริหารกิจการคณะสงฆ์และการพัฒนาสังคมก า รรั ก ษ าพ ร ะธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์การพัฒนาบุคคลและสังคมแห่งการสร้างประโยชน์สุขเชิงพุทธก า ร เ ผ ย แ ผ่พระพุทธศาสนา การพัฒนาจิตใจและสังคมการพัฒ นาบุคลากรและองค์กรทางพระพุทธศาสนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ตามอัตลักษณ์และวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์ไทย
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๕ เสื่อมลงไป กล่าวคือเป็นความอ่อนแอภายในและภายนอก ในสังคมก็คล้ายคลึงกัน คือเกิดปัญหาในการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ เช่น ๑๔1. ปัญหาส่วนบุคคลของพระสงฆ์เช่น การขาดการศึกษาเล่าเรียนตามพระธรรมวินัย การที่มีทิฐิในทางที่ผิดจากพระธรรมวินัย มุ่งหวังลาภสักการะจนเกินไป ขาดการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาบุคคลและสังคม ขาดทักษะการสื่อสาร การเทศน์ และการสื่อธรรมะร่วมสมัยที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในสังคม ขาดวิสัยทัศน์ในการทำงานเชิงรุก มีล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และมีการตีความหลักการและแนวปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน จนทำให้มีการเลือกฝักฝ่าย แตกแยก และทำให้เกิดความไม่เข้าใจต่อกัน เป็นต้น2. ปัญหาจากองค์กรและระบบการทำงาน เช่น ขาดการกำหนดเป้าหมายที่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ชัดเจน ขาดการประสานคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ขาดภาคีเครือข่ายและแนวร่วมในการพัฒนาเชิงจิตใจและปัญญา ขาดการวางแผนที่เป็นระบบ ขาดการนำภูมิปัญญาสากล ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับความสนใจของชาวพุทธ และที่สำคัญคือการขาดการเปิดที่ทางสังคมและการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนาในเชิงรุก3. ปัญหาจากภายนอกองค์กรหรือบริบททางสังคม เช่น ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านงบประมาณ ระบบการจัดการ เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่สนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจ ความท้าทายของกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผลกระทบต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ความไม่ต่อเนื่องของการทำกิจกรรมเชิงพุทธของผู้คนในสังคม ขาดการประสานความร่วมมือขององค์กรชาวพุทธทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น๙.๘ ข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนาพระสังฆาธิการการที่จะส่งเสริมการบริหารจัดการ การพัฒนากระบวนการและกลไกของคณะสงฆ์และองค์กรทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์กรแห่งการตื่นรู้และการสร้างประโยชน์สุขตามแนวพระพุทธศาสนาหรือการศึกษา การเรียนรู้ และการปฏิบัติ รวมทั้งการเผยแผ่ที่สอดคล้องกับหลักการพระพุทธศาสนาและบริบททางสังคมนั้น จากผลการศึกษาวิจัยของพระมหาสุทิตย์ อาภากโร มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ 1. ควรมีการศึกษา เผยแผ่พุทธธรรมและปฏิบัติตามหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงโดยดำเนินการส่งเสริมการฝึกสมาธิ การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน การปฏิบัติและเผยแผ่พุทธธรรมเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง โดยนำหลักธรรมที่สำคัญทางพระพุทธศาสนามาอธิบายให้เกิดความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติผลทางจิตใจ2. ควรส่งเสริมการให้ความรู้ด้านหลักธรรมที่เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เพื่อสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อพัฒนาบุคคลให้เข้าถึงธรรมได้จริง และเพื่อฝึกปฏิบัติจนสามารถสัมผัสความสงบและความอิสระของจิตใจ3. ควรส่งเสริมการพัฒนาชีวิตหรือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้เข้าสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีการแนะนำให้ดำรงชีวิตให้ถูกต้อง เรียบง่าย ลด ละ กิเลส ตัณหา และการเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง๑๔ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, หน้า ๒๒๐.
๑๖๖ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 4. ควรมีการสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของปัจเจกบุคคลและสังคม โดยมุ่งเน้นพัฒนาจิตใจของปัจเจกบุคคลให้มีธรรมะประจำใจอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาบุคคลและสังคม5. ควรดำเนิ นการพั ฒ นาและสงเคราะห์ชุมชน/สังคมด้วยห ลักธรรม คือมีการดำเนินการเพื่อสงเคราะห์ชุมชนและสังคมให้มีการเกื้อกูลต่อกัน พัฒนากิจกรรมที่เน้นการอบรมและการให้เพื่อสังคม6. ควรมุ่งการเรียนรู้และการปฏิบัติตนเพื่อให้เข้าถึงสัจธรรม ด้วยการปฏิบัติและการทำหน้าที่ในสังคมอย่างถูกต้อง7.ควรมีการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและฟื้นฟูชนบท เพื่อให้ชุมชนและสังคมมีความเข้มแข็ง การจัดสวัสดิการชุมชน เช่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสงเคราะห์ชุมชน และสังคม8. ควรมีการจัดการศึกษาทางเลือกและการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาส เช่น การดูแลสงเคราะห์ผู้ป่วยเอดส์เป็นต้น9. ควรมีการสื่อสาร การเผยแผ่ศาสนธรรม และการประยุกต์พิธีกรรมให้สอดคล้องกับยุคสมัย10. ควรมีการจัดการด้านศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ ฯลฯ๑๕๙.๘.๑ ระดับจังหวัดและองค์กร1. คณะสงฆ์ควรมีสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดที่ถาวร เพราะที่ผ่านมาเมื่อการแต่งตั้งพระเถระเป็นเจ้าคณะจังหวัด สำนักงานเจ้าคณะก็มักจะตั้งอยู่ภายในวัดที่พระเถระรูปนั้นท่านประจำวัดอยู่ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่ ก็มีการย้ายสำนักงานเจ้าคณะอีก ทำให้กิจกรรมและกระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่มีความต่อเนื่อง ถ้ามีสำนักงานเหมือนที่ทำการของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็จะทำให้กระบวนการบริหารเชิงพื้นที่ในจังหวัดมีความต่อเนื่อง มีความพร้อมทั้งในด้านเอกสาร กิจกรรม และการบริหารจัดการต่าง ๆ2. ควรมีคณะทำงานด้านต่าง ๆ เช่น คณะทำงานด้านการศึกษา วิปัสสนา สิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยสามารถเน้นให้เกิดความสอดคล้องกับพระธรรมวินัย กิจการคณะสงฆ์ 6 ประการ ศิลปวัฒนธรรม และความต้องการของคณะสงฆ์ ตลอดจนประชาชนในจังหวัด เพื่อให้พระสงฆ์มีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคคลและสังคม3. ควรมีการส่งเสริมการเรียนรู้ของคณะสงฆ์อย่างต่อเนื่อง โดยผ่านกิจกรรมการทำงาน การเผยแผ่ การสงเคราะห์ การจัดการด้านศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนรู้ของคณะสงฆ์เป็นไปในลักษณะของการทำงานเผยแผ่เชิงรุกให้มากขึ้น4. ควรประสานให้เกิดความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดอย่างต่อเนื่อง เช่น สำนักงานจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด สถานศึกษา เป็นต้น โดยนำหลักการทางพระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเชิงพื้นที่โดยมีดารเชื่อมโยงการทำงานของคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ ให้ได้อย่างเหมาะสม5. ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และถือแนวปฏิบัติของคณะสงฆ์สายต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันพัฒนาจังหวัดโดยยึดหลักการตามพระธรรมวินัยและความหลากหลายของสังคมสมัยใหม่๑๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๒๒.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๗ ๙.๘.๒ ระดับนโยบาย1. ควรมีการนำหลักการทางพระพุทธศาสนามาบูรณาการกับศาสตร์ใหม่ ภูมิปัญญาสากล ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม2. ควรมีการประสานกับภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เช่น ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ประชาชน และกลุ่มองค์กรที่ทำงานในพื้นที่โดยอาศัยกิจกรรม ประเพณี ความเชื่อของชุมชนเป็นพื้นฐานในการพัฒนา เพื่อนำไปสู่ประโยชน์สุขและความมั่นคงของพุทธศาสนา3. การกำหนดบทบาทของคณะสงฆ์ในแต่ระดับที่ชัดเจน และมีการมอบหมายงานที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยและกิจการคณะสงฆ์ตามกฎหมายกำหนดไว้ เช่น พระสงฆ์ที่มีหน้าที่ในด้านการปกครองก็ดำเนินการพัฒนาการปกครองคณะสงฆ์ให้เหมาะสม คณะสงฆ์ด้านการจัดการศึกษา ควรมีการวางระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย เป็นต้น4. ควรเปิดพื้นที่ทางสังคมและการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนา หรือการทำงานในเชิงรุกเพื่อเยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้จากวิถีแห่งพุทธะและการปฏิบัติ5. ควรกำหนดแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาบุคคลและสังคมอย่างต่อเนื่อง6. ควรฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและปฏิรูปคณะสงฆ์โดยการแสดงถึงความเป็นเอกภาพของคณะสงฆ์ การเรียนรู้เชิงพุทธที่แท้จริงเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาตนเองและสังคม7. ควรส่งเสริมความรับผิดชอบ เพื่อการเรียนรู้จิตวิญญาณและการปฏิบัติภาวนาต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง โดยควรจัดให้มีองค์กรดำเนินงานที่ชัดเจนจากผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์” ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานไว้ว่า ๑๖พระสังฆาธิการในระดับต่างๆ และองค์กรพระพุทธศาสนา ควรนำผลงานวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาพระสังฆาธิการที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงให้พระพุทธศาสนาบรรลุเป้าหมายได้ เช่น๑. ควรเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการเป็นผู้รอบรู้ในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางโลก และทางธรรม ให้เป็นความชำนาญในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน๒. ควรมีรูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการที่ชัดเจน และเหมาะสมกับกระแสโลกาภิวัตน์ เพื่อให้เป็นสังคมอุดมไปด้วยฐานคุณธรรมเพื่อเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสันติสุข ในอนาคตข้างหน้า๓. ควรยกระดับการศึกษาในตำแหน่งพระสังฆาธิการให้สูงขึ้น ให้เทียบเท่าระดับปริญญาตรีขึ้นไป และมีการถวายความรู้พระสังฆาธิการให้ครอบคลุมทุกรูป เพื่อให้มีสมรรถนะในการสนองงานคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน๔. ควรมีการพัฒนาพระสังฆาธิการที่จะต้องมีหลักสูตรเฉพาะที่มีพื้นฐานมาจากบทบาทและภารกิจของพระสังฆาธิการ และต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง๕. ควรมีการกำหนดให้พระสังฆาธิการแสวงหาความร่วมมือและมีการรวมตัวกัน เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายพระสังฆาธิการ โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการริเริ่มสร้างสรรค์และร่วมกันพัฒนาวัดให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนบทบาทของพระสังฆาธิการไปพร้อมกันทั่วประเทศ ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาพระสังฆาธิการในระดับพื้นที่๑๖ พระมหาธฤติ วิโรจนโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, หน้า ๑๑๙.
๑๖๘ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๖. ควรสร้างระบบการกำกับดูแลพระสังฆาธิการให้มีคุณภาพ เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งสร้างเสริมพระสังฆาธิการให้ปฎิบัติงานอย่างมีจิตสำนึก ความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อพระสงฆ์๙.๘.๓ ระดับเชิงปฏิบัติจากผลการศึกษาวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ได้มีข้อเสนอแนะไว้ให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติไว้ ดังนี้ ๑๗๑. ด้านการปกครอง เจ้าคณะพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรขององค์กรคณะสงฆ์ทุกระดับ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักการวางแผน และทำงานอย่างเป็นระบบ รู้จักวิธีสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน และเป็นผู้นำที่มีความรู้และมีความสามารถในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้คณะสงฆ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ๒. ด้านการศาสนศึกษา เจ้าคณะพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ของพระสังฆาธิการ ตลอดถึงพระภิกษุสามเณรทั่วไป ให้มีความรู้อย่างแตกฉาน ควรเอาใจใส่เป็นเชิงนโยบาย โดยการสร้างแรงจูงใจในการเรียนบาลี เพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี สามารถอบรมสั่งสอนประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนการศึกษา๓. ด้านการศึกษาสงเคราะห์ เจ้าคณะพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรสนับสนุนให้มีการศึกษาทางธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ในทางธรรมเพื่อปลูกฝังคุณธรรมให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้แก่การสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โครงการบรรพชาสามเณร การมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์แก่เด็กเยาวชนที่ยากจน ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้ควรมีการระดับความคิด ในเบื้องต้น ในระดับจังหวัด เพื่อศึกษาความปัญหา อุปสรรค จุดเด่น จุดด้อย ของแต่ล่ะจังหวัด และเป็นมติของจังหวัด แล้วมานำรวมความคิด เป็นระดับภาค เพื่อที่จะมุ่งเป็นนโยบายในอนาคต๔. ด้านการเผยแผ่องค์การปกครองคณะสงฆ์ ควรมีแผนระยะสั้นและแผนระยะยาวในการฝึกอบรมพระสังฆาธิการทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ด้วยการจัดให้มีการรับฟังนโยบาย หลักการเผยแผ่ และฝึกพูด เทศน์ บรรยาย และการผลิตสื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อการทำงานเผยแผ่เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ๕. ด้านการสาธารณูปการ เจ้าคณะสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ควรจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาวัด ศึกษารายละเอียดของงานสาธารณูปการ การบริหารจัดการวัดด้วยความโปร่งใสการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ให้คำแนะนำในการก่อสร้างแก่พระสังฆาธิการทั้งหลายที่มีความรู้ไม่เพียงพอในการก่อสร้าง เพื่อพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและการพัฒนาชุมชน๖. ด้านการสาธารณสงเคราะห์องค์การปกครองคณะสงฆ์ ควรมีกำหนดนโยบายที่ชัดเจนให้พระสังฆาธิการมี่การรายงานด้านสังคมสงเคราะห์อยู่ตลอดเวลา เป็นรายเดือน รายปี เป็นต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พระสังฆาธิการตระหนักถึงการสงเคราะห์ โดยการต้องกองทุนเพื่อช่วยเหลือระหว่างวัดกับวัด บริจาคให้แก่มูลนิธิต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์ ผู้นำคณะสงฆ์ควรเป็นผู้นำแห่งการเสียสละ รวมถึงการพัฒนาความสามารถของพระสังฆาธิการในเรื่องการสื่อสารที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ต้องมีอยู่ในตนเอง หากคณะสงฆ์ในเขตการปกครอง หรือประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง๑๗ พระมหาธฤติ วิโรจนโน, “รูปแบบการพัฒนาพระสังฆาธิการเพื่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, หน้า ๑๑๙.
แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ๑๖๙ ประสบปัญหาเดือดร้อน ผู้นำคณะสงฆ์ต้องแสดงภาวะในการเป็นผู้นำที่มีอยู่ให้ประจักษ์แก่คณะสงฆ์และประชาชน ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกล่าวโดยสรุป การพัฒนาและแนวทางสำหรับพระสังฆาธิการควรเน้นไปที่การเสริมสร้างศักยภาพในด้านการบริหารจัดการกิจการคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน รวมถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน โดยมีข้อเสนอแนะและแนวทางดังนี้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการบริหาร• กำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มหาเถรสมาคมควรกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาศักยภาพพระสังฆาธิการให้ครอบคลุมพันธกิจทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ• จัดตั้งสถาบันเฉพาะทาง ควรมีองค์กรหรือสถาบันหลักที่รับผิดชอบโดยตรงในการพัฒนาพระสังฆาธิการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การจัดหลักสูตรระยะสั้นเฉพาะกิจ• ส่งเสริมการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้พระสังฆาธิการในพื้นที่นำเสนอปัญหาและแนวทางพัฒนา เพื่อให้การพัฒนามีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการจริงในแต่ละพื้นที่• ปรับปรุงเกณฑ์การคัดเลือก การแต่งตั้งพระสังฆาธิการควรพิจารณาจากคุณสมบัติและความรู้ความสามารถในการบริหารอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่พิจารณาตามลำดับอาวุโส• การติดตามและประเมินผล ควรมีระบบการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการพัฒนาต่อไปแนวทางการพัฒนาศักยภาพเฉพาะด้าน1. ด้านการปกครองและบริหาร• เสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายและระเบียบ จัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างถูกต้อง• พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เน้นการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การปกครองคน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความร่วมมือระหว่างพระภิกษุและฆราวาส• จัดทำคู่มือและเอกสารประกอบ: จัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจนและแจกจ่ายให้พระสังฆาธิการถือเป็นหลักปฏิบัติ2. ด้านการศาสนศึกษาและการศึกษาสงเคราะห์• ส่งเสริมการศึกษาทั้งแผนกธรรมและบาลีกระตุ้นให้พระภิกษุสามเณรเห็นความสำคัญของการศึกษาพระปริยัติธรรมทุกแขนง และจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้• บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงานการศึกษาในวัด• ขยายการศึกษาสงเคราะห์จัดตั้งกองทุนหรือประสานงานกับภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมแก่พระภิกษุสามเณรและประชาชนทั่วไป
๑๗๐ แนวทางการบริหารเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ 3. ด้านการเผยแผ่และการสาธารณสงเคราะห์• ปรับรูปแบบการเผยแผ่ พัฒนาวิธีการเผยแผ่หลักธรรมให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับยุคสมัยและกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย โดยใช้สื่อและช่องทางที่เข้าถึงง่าย• ส่งเสริมบทบาทวัดด้านสุขภาวะ สนับสนุนบทบาทของพระสงฆ์ในการพัฒนาสุขภาวะของชุมชนและสังคม โดยเชื่อมโยงงานสาธารณสงเคราะห์เข้ากับแผนงานของมหาเถรสมาคม4. การพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน• การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เน้นการอบรมที่ให้ผู้เข้าอบรมได้ลงมือปฏิบัติจริงและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แทนการบรรยายเพียงอย่างเดียว• การพัฒนาตนเอง ปลูกฝังให้พระสังฆาธิการมีจิตสำนึกในการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านความรู้ทางธรรมวินัย ความรู้ทางโลก และทักษะการบริหารการดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับศักยภาพของพระสังฆาธิการให้สามารถบริหารกิจการคณะสงฆ์และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๗ ศปรับพื้นฐานความรู้วิจัยและประเมินผล ศึกษาดูงานฟื้นฟูศาสนาและวัฒนธรรมประสานความคิดติดอุดมการณ์นำนวัตกรรมไปปรับใช้การพัฒนาบุคลากรสงฆ์
บรรณานุกรม๑. พระไตรปิฎกและอรรถกถามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฏกภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ, ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐.________. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถาแปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗.๒. หนังสือกมล ฉายาวัฒนะ. พระธรรมญาณมุนี๘๓. กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พจำกัด, ๒๕๓๐.กรมการศาสนา. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๕.________. ประวัติการปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2527.________. คู่มือการจัดการศึกษาสงฆ์ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๙. คู่มือการบริหารและการจัดการวัดฉบับย่อ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒. ________. หลักการบริหารและการจัดการวัดยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพมหานคร : เอพีกราฟิคดีไซน์, ๒๕๓๙.________. วัดพัฒนา ๔๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๓.กองการศึกษาสงเคราะห์. ระเบียบการรับเด็กเข้าเรียน ณ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์.กรุงเทพมหานคร : กรมสามัญศึกษา, ๒๕๔๑.________. คู่มือพระสังฆาธิการว่าด้วยพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบและคำสั่งของคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒.________. การพัฒนาวัดเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อศิลปกรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๓.คนึงนิตย์ จันทบุตร. สถานะและบทบาทของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย.กรุงเทพมหานคร : กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม, 2532.________. การเคลื่อน ไหวของคณ ะสงฆ์ไทยรุ่น แรก พ .ศ. ๒ ๔ ๗ ๗ - ๒ ๔ ๘ ๔ . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘
๑๗๘ บรรณานุกรม คนึงนิตย์จันทบุตร และสุบรรณ จันทบุตร. หลักการบริหารและการจัดการวัดในยุคโลกาภิวัตน์. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค, ๒๕๔๕.________. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด : ศึกษาเฉพาะกรณีวัดหนองป่าพงจังหวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค, ๒๕๔๕.จำนงค์ ทองประเสริฐ. ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา,๒๕๒๘.ชำเลือง วุฒิจันทร์. การพัฒนากิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนาเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, ๒๕๔๑.ดรุณีญาณวัฒนา และคณะ. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด ศึกษาเฉพาะกรณีวัดอัมพวัน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.ธงชัย สัน ติวงษ์. การบ ริหารวัดยุคใหม่ หลักการจัด การ. กรุงเท พ มห าน คร :มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มปป..นิตยา เงินประเสริฐ. ทฤษฎีองค์การแนวการศึกษาเชิงบูรณ าการ. พิมพ์ครั้งที่ ๓กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๒.นิธิ เอียวศรีวงศ์. มองอนาคต : บทวิเคราะห์เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิปัญญา, 2536.บรรยงค์ โตจินดา. องค์การและการจัดการ. กรุงเทพมหานคร: วิทยพัฒน์การพิมพ์,๒๕๔๔.บุญศรีพานะจิตต์. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด. กรุงเทพมหานคร : บริษัท พริกหวานกราฟฟิก จำกัด, ๒๕๔๕.ประทาน คงฤทธิ์ศึกษากร. สุขาภิบาลในฐานะปกครองตนเอง. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตบริหารศาสตร์, ๒๕๓๙.ประถม แสงสว่าง. การบริหารการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ประยูรวงศ์, ๒๕๒๕.พ งศ์ สัณ ห์ ศ รีสม ท รัพ ย์. ห ลักการจัด องค์การและการจัด การ. พิ ม พ์ ครั้งที่ ๕ กรุงเทพมหานคร : แสงจันทร์การพิมพ์, ๒๕๓๑.พระเทพเวที(ป.อ. ปยุตฺโต). ทิศทางการศึกษาของคณ ะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๑.________. การศึกษาที่สากลบนพื้นฐานแห่งภูมิปัญญาไทย. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, ๒๕๓๔.
บรรณานุกรม ๑๗๓________. พุทธบริษัทกับพระธรรมวินัย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ปัญญา,๒๕๓๒.________. พระพุทธศาสนากับการศึกษาในอดีต . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๑๙.________. พุทธศาสนากับสังคมไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๓๒.พระธรรมโกศาจารย์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๙.พระธรรมญาณมุนี. วัดช่วยชาวบ้านได้อย่างไร การแสวงหาเส้นทางการพัฒนาชนบทของ พระสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร: เอกสารอัดสำเนา, ๒๕๒๖.พระธรรมปริยัติโสภณ (วรวิทย์คงฺคปญฺโญ). การพัฒนาพระสังฆาธิการ ภาค ๒ภาคปฏิบัติการ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๕๐.พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๓๙.________ . รวบรวมบทความทางวิชการพระพุทธศาสนาและปรัชญา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐.พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต). จาริกบุญ จาริกธรรม. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔.________. สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : จรูญการพิมพ์, ๒๕๔๙.________. พ จ น า นุ ก ร ม พุ ท ธ ศ า ส ต ร์ ฉ บั บ ป ร ะม ว ล ธ ร ร ม . พิ ม พ์ ค รั้งที่ ๒ ๗ กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์จำกัด, ๒๕๕๗.พระพุทธวรญาณ (ทองย้อย กิตฺติทินฺโน). ธรรมญาณนิพนธ์๑๐๐ ปีพระพุทธวรญาณ.พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๘.พระพิพิธธรรมสุนทร (สุนทร ญาณสุนฺทโร). คมชัดลึก เล่ม ๒. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๗.พระไพศาล วิสาโล. พระพุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤต.กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, ๒๕๔๖.พระมหาสมทรง สิรินธโร และคณะ. บทบาทของวัดและพระสงฆ์ไทยในอนาคต . กรุงเทพมหานคร : บริษัทเกล็ดไทย จำกัด, ๒๕๒๕.พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). การปกครองคณะสงฆ์ไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๙ กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๙.________ . พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์. พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, 2539
๑๗๘ บรรณานุกรม พระราชรัตนมุนี(ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ). การจัดสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์ของวัด. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๘.พระวิสุทธิโสภณ. การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาบรณาคาร, 2543.พิภพ กาญจนะ. คู่มือการบริหารและการจัดการวัดฉบับย่อ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๒.มาณพ พลไพรินทร์. คู่มือบริหารกิจการคณะสงฆ์. กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา,๒๕๔๑.มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. โรงเรียนวิถีพุทธ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗.________. การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.มหามกุฎราชวิทยาลัย. ประวัติการปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๖.ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒.กรุงเทพมหานคร :นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖.________. ราชนีติธรรมนีติ. กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๗.วีระ อำพันสุข. พุทธธรรมกับการบริหารบุคคล. พิมพ์ครั้งที่ ๒ กรุงเทพมหานคร : เอราวัณการพิมพ์, ๒๕๒๖.สง่า หล่อสำราญ . ตำนานพระพุทธสาวก. กรุงเทพมหานคร : อักษรสยามการพิมพ์,๒๕๔๑.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์. การบริหารเชิงกลยุทธ์คัมภีร์สู่ความเป็นเลิศในการบริหารการ จัดการ. พิมพ์ครั้งที่ ๙ กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์, 2545.สมคิด บางโม. การบริหาร. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๔.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ . ตำนานปกครองคณะสงฆ์.พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สามมิตร, ๒๕๑๕.สมบูรณ์ สุขสำราญ. พุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงการเมืองและสังคมไทย.กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๗.สมพงษ์เกษมสิน. การบริหาร. พิมพ์ครั้งที่ ๘ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยวัฒนพานิช, ๒๕๒๖.สมยศ นาวีการ. การบริหารตามสถานการณ์. กรุงเทพมหานคร : บรรณกิจ, ๒๕๔๕.
บรรณานุกรม ๑๗๕สมพร พรหมหิตาธร. กฎหมายและคำพิพากษาเกี่ยวกับวัด, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา, 2532.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ตำนานปกครองคณะสงฆ์.พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สามมิตร, ๒๕๑๕.สำนักงานเจ้าคณะภาค ๒. ระเบียบงานสารบรรณ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓.สำนักส่งเสริมศึกษาและบริการสังคม. บทบาทของพระสงฆ์: ผู้นำสังคมในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๔.สิริวัฒน์ คำวันสา. สงฆ์ไทยใน ๒๐๐ ปี, กรุงเพทมหานคร : โรงพิมพ์ศรีอนันต์, 2524.แสวง อุดมศรี. การปกครองคณะสงฆ์ไทย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘.๓. งานวิจัย/วิทยานิพนธ์กฤศตา มมตะขบ. “ทัศนคติของพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ต่อโครงสร้างอำนาจการปกครองวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕”. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๓.คนึงนิตย์และสุบรรณ จันทบุตร. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด : ศึกษาเฉพาะกรณี วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี. กรุงเทพมหานคร : โครงการพัฒนาการจัด การศึกษาของสถาบันศาสนา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,2545.บุญศรีพานะจิตต์. ความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของวัด : ศึกษาเฉพาะกรณีวัดสวนแก้วอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.พระครูปลัดอาทิตย์อตฺถเวที(ซองดี). “การศึกษาแนวคิดและวิธีการปกครองคณะสงฆ์ของพระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) : ศึกษาเฉพาะกรณีพระสังฆาธิการในเขตปกครองภาค ๒”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗.พระครูโพธิสิริวัตร (พยนต์ พุทฺธสีโล). “ศึกษาวิเคราะห์การจัดองค์กรในพุทธศาสนาเถรวาท : กรณีศึกษา วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัด อุ บ ล ร า ช ธ า นี” . วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.พระมหาปัญญา ปญฺญาสิริ. “ศึกษาวิเคราะห์กำเนิดและพัฒนาการพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ในสมัยรัตนโกสินทร์”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙.
๑๗๘ บรรณานุกรม พระมหาสุทิตย์อาภากโร (อบอุ่น). “การมีส่วนร่วมของพุทธบริษัทในสมัยพุทธกาลเกี่ยวกับการวินิจฉัยอธิกรณ์”. สารนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕.มรกต สิงหแพทย์. “การวิเคราะห์ลักษณะประชาธิปไตยในพุทธศาสนา”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๒. ร่มปรางค์ สวมประคำ. “ผลกระทบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช๒๕๔๐ ที่มีต่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิตบัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๗.สมคิด โชติกวณิชย์. “บทบาทของเจ้าอาวาสวัดที่มีต่อกิจกรรการศึกษานอกระบบโรงเรียน : ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดปทุมธานี”. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๓๙.ไสว จิตเพียร. “กระบวนการยุติธรรมของคณะสงฆ์ไทย : ศึกษากรณีปัญหาองค์กรตุลาการและวิธีพิจารณาความอธิกรณ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505”.วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๓. อดุลย์ นุแปงถา. “การดำเนินการทางวินัยกับพระสงฆ์ที่กระทำผิดวินัย: ศึกษาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 250๕”. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ๒๕๕๒.๔. ภาษาอังกฤษAlan Price, Human Resource Management, In a Business Context, 2 edition, London : Thomson Learning, 2004.E.N. Chapman, Supervisor Survival Kit, (second edition, California : ScienceResearch Associates lnc., 1995.Fayol Henri, General and industrial management, London : Pittman & Sons,1964.Gulick L. and Urwick J., Papers on the Science of Administration, New York : Institute of Public Administration, 1973.Joseph B. Kingsbury, Personal Administration for Thai Students, Bangkok : Institute of Public Administration, Thammasat University, 1957.Price, Alan, Human Resource Management, In a Business Context, 2 edition, London : Thomson Learning, 2004.Robert G. Wall and Hugo Hawkins, “Requisites of Effective Leadership,” In Harold Koontsand Cyrill O’Donnel, ed., Management : A Book of Readings, (San Francisco : Mc Graw - Hill, 1964.