The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nirandorn Lerdwiraphol, 2025-12-02 23:00:00

การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์

การศึกษาอิสระทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์

Keywords: กิจการคณะสงฆ์, การบริหาร

๔๖ การปกครอง1. พระราชาคณะ หมายถึง ตำแหน่งที่ได้รับพระราชทาน สมณศักดิ์เป็นชั้น ที่เรียกกันว่า “เจ้าคุณ” เรียงลำดับจากชั้นสูงสุดลงไป ดังนี้1.1 สมเด็จพระราชาคณะ1.2 รองสมเด็จพระราชาคณะ1.3 พระราชาคณะชั้นธรรม1.4 พระราชาคณะชั้นเทพ1.5 พระราชาคณะชั้นราช1.6 พระราชาคณะชั้นสามัญ2. พระครูได้แก่ พระครูสัญญาบัตรที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพร้อมกับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศเรียงลำดับจากชั้นสูงสุดลงไปดังนี้2.1 พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ2.2 พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก2.3 พระครูสัญญาบัตรชั้นโท2.4 พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี3. พระฐานานุกรม คือ สมณศักดิ์นอกทำเนียบที่พระมหากษัตริย์ทรงพระบรมราชานุญาตให้พระราชาคณะตั้งพระสงฆ์ด้วยกันเป็นพระฐานานุกรม เพื่อประดับเกียรติยศได้ตามฐานานุศักดิ์ของพระราชาคณะนั้น ๆ พระฐานานุกรมมีหลายชั้น เช่น พระครูปลัด พระครูสมุห์ พระครูใบฎีกา4. พระครูประทวน ได้แก่ พระครูที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งให้พระสงฆ์ผู้เป็นกรรมการศึกษาและอุปการะโรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนของรัฐเป็นพระครูในนามเดิม พระครูชั้นนี้ไม่มีสร้อยนามต่อท้าย มีแต่คำว่า “พระครู” นำหน้าชื่อเดิม เช่น พระภิกษุบุญธรรม เมื่อได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นพระครูประทวน จะมีนามว่า “พระครูบุญธรรม”5. พระเปรียญ ได้แก่ สมณศักดิ์ฝ่ายการศึกษาที่พระสงฆ์ได้มาด้วยการสอบไล่ได้เปรียญธรรมที่มีอยู่ 9 ชั้น (ประโยค) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงกำหนดให้พระสงฆ์ผู้สอบไล่ได้แต่เปรียบธรรม 3 ประโยคขึ้นไป เป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ดังที่ทรงพระราชทานแก่ข้าราชการฆราวาสในอดีต ดังนี้สมเด็จพระราชาคณะ = สมเด็จเจ้าพระยารองสมเด็จพระราชาคณะ = เจ้าพระยาพระราชาคณะชั้นธรรม = พระยาพระราชาคณะชั้นเทพ = พระพระราชาคณะชั้นราม = หลวงพระราชาคณะชั้นสามัญ = ขุนในปัจจุบัน การปกครองทั้งฝ่ายบ้านเมือง และฝ่ายคณะสงฆ์ได้เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบของการกระจายอำนาจ ช่วยกันดูแลและรับผิดชอบ แม้การพิจารณาเสนอเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ก็เช่นเดียวกัน ทรงมอบให้เป็นหน้าที่ทางคณะสงฆ์จะช่วยกันพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับชั้น คือ จากเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับแล้ว จึงจะนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณา เมื่อมหาเถรสมาคมพิจารณาได้ความเห็นชอบแล้วสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงได้เสนอเรื่องเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานสมณศักดิ์ ตามระเบียบของทางราชการ


การปกครอง ๔๗สำหรับการพิจารณาทรงตั้งสมณศักดิ์ชั้นสูง เช่น สมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระราชาคณะ ทางคณะสงฆ์ชอบที่จะถวายพระเกียรติแด่องค์พระมหากษัตริย์ด้วยการเสนอนามพระเถระที่เห็นสมควร ขึ้นไปหลายรูปเพื่อให้ทรงพิจารณาตามพระราชอัธยาศัย เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเสมอมา เพราะพระราชอำนาจส่วนใหญ่นี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงองค์เดียว ส่วนชั้นสมณศักดิ์พระสงฆ์ไทยได้เพิ่มขึ้นตามกาลสมัย และความจำเป็นในด้านการปกครองคณะสงฆ์ การพระราชทานสมณศักดิ์ จึงได้มีส่วนสนับสนุนการปกครองคณะสงฆ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อความตอนท้ายของใบสัญญาบัตร หรือคำประกาศสถาปนาพระเถระผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการแต่งตั้งมีข้อความว่า “ขออาราธนาพระคุณจงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณร โดยสมควร แก่กำลังและอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้ ฯลฯ” ๑๓จะเห็นได้ว่า องค์พระประมุขของชาติคงมอบภารธุระ และอำนาจในการปกครองดูแล ตลอดถึงการสงเคราะห์แก่พระภิกษุสามเณรอีกด้วย จึงทำให้การปกครองของคณะสงฆ์ในประเทศไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยอาศัยพระธรรมวินัย และพระบรมราชาเดชานุภาพดังกล่าวมา พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์จึงเป็นกำลังสำคัญในองค์กรบริหารกิจการคณะสงฆ์ทั่วประเทศ และฝ่ายอาณาจักรจึงได้อาศัยระบบสมณศักดิ์นี้สร้างความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับฝ่ายอาณาจักรเป็นอย่างดี นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงยุคปัจจุบัน๓.๔ ความสัมพันธ์ระหว่างสมณศักดิ์กับตำแหน่งพระสังฆาธิการ ระดับชั้นของสมณศักดิ์มีความสัมพันธ์กับลำดับชั้นของการปกครองคณะสงฆ์ พระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงมักเป็นผู้ปกครองสงฆ์ระดับสูง เพราะระเบียบบริหารคณะสงฆ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้บริหารคณะสงฆ์ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้กำหนดระดับชั้นสมณศักดิ์เป็นคุณสมบัติของพระภิกษุสงฆ์ผู้มีสิทธิ์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการผู้ทำหน้าที่ปกครองสงฆ์ในระดับต่าง ๆ จะต้องหรือควรมีสมณศักดิ์ ดังนี้ 1. พระภิกษุผู้อาจได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอกในกรุงเทพมหานครต้องมีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นราช 2. เจ้าคณะจังหวัดให้มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญขึ้นไป 3. เจ้าคณะภาคให้มีสมณศักดิ์ไม่ต่ำกว่าพระราชาคณะชั้นเทพ หรือเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ซึ่งเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค 4. พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์จึงเป็นกำลังสำคัญในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากสมณศักดิ์เป็นยศที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่พระสงฆ์ ฝ่ายอาณาจักรจึงสามารถอาศัยระบบสมณศักดิ์นี้สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับฝ่ายศาสนจักรเป็นอย่างดีนับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันนี้ สมณศักดิ์มีจำนวนทั้งหมด 9 ชั้นหลัก ๆ ดังนี้ 1. ชั้นที่ 1 สกลมหาสังฆปรินายก เป็นตำแหน่งสังฆราช มี 1 อันดับ คือ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมวิธานธำรงสกลมหาสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณ ญาโณทยาภิธานสังฆวิสุต พุทธบริษัทคารวสถาน ธรรมปฏิภาณญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช เสด็จสถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานในสงฆมณฑลทั่วราชอาณาจักร” ให้ทรงมีพระราชาคณะและพระครูฐานานุกรมประดับพระอิสสริยยศ ๑๕ รูป คือ พระมหาคณานุศิษฎ์ สังฆอิสริยาลงกรณ์ สุนทรธรรมสาธก พุทธปาพจนดิลกมหาเถรกิจจการี คณาธิบดีศรีรัตนคมกาจารย์ พระราชาคณะปลัด๑๓ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๘ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๑๖.


๔๘ การปกครองขวา ๑ พระจุลคณานุศาสน์ วิจารโณภาสภาคยคุณ สุนทรศาสนกิจบรรหาร มหาเถราธิการธุรการี สมุหบดีศรีธรรมภาณกาจารย์ พระราชาคณะปลัดซ้าย ๑ พระครูธรรมกถาสุนทร ๑ พระครูวินัยกรณ์โศภน ๑ พระครูพรหมวิหาร พระครูพระปริตร ๑ พระครูฌานวิสุทธิ พระครูพระปริตร ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิมลสรภาณ พระครูคู่สวด ๑ พระครูพิศาลสรคุณ พระครูคู่สวด ๑ พระครูพิบูลบรรณวัตร์ ๑ พระครูพิพัฒน์บรรณกิจ ๑ พระครูสังฆบริหาร ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ 2. ชั้นที่ 2 มหาสังฆนายก คือ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ ชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จพระราชาคณะ) ได้แก่ สมเด็จพระราชาคณะ เช่นมีนามจารึกในสุพรรณบัฏ ในราชทินนามที่ “สมเด็จพระพุฒาจารย์พุทธสุวรรณมหาวิหารวรากร สุนทรอรัญญิกมหาปริณายก ดิลกกิจจานุกิจโกศล วิมลศีลาจารนิวิฐ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี” มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป คือ พระครูปลัดสัมพิพัฒนธุตาจารย์ ปรีชาญาณประยุต วิสุทธิจริยาธิการนายก ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูศัพทสุนทร (พระครูคู่สวด) ๑ พระครูอมรโฆสิต (พระครูคู่สวด) ๑ พระครูวิจิตรสังฆการ (พระครูรองคู่สวด) ๑ พระครูวิจารณ์ โกศล (พระครูรองคู่สวด) ๑ พระครูธรรมรักขิต ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑3. ชั้นที่ 3 พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ (เทียบเท่ารองเจ้าคณะใหญ่ในอดีต) หรือที่เรียกกันว่า “รองสมเด็จพระราชาคณะ” เช่น ในราชทินนามว่า “พระพรหมมังคลาจารย์ ภาวนากิจวิธานโกศล วิมลศีลาจารนิวิฐ พิพิธธรรมปฏิภาณ ไพศาลวิเทศสิกขาวราทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี” มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป คือ พระครูปลัดสุวัฒนมงคลวรคุณ วิบุลธรรมาภิบาล ศาสนภารสังฆานุนายก ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูพิมลสรกิจ (พระครูคู่สวด) ๑ พระครูพิจิตรสรคุณ (พระครูคู่สวด) ๑ พระครูสังฆกิจพิมล ๑ พระครูสมุห์๑ พระครูใบฎีกา ๑4. ชั้นที่ 4 พระราชาคณะชั้นธรรม มีราชทินนามว่า \"ธรรม\" นำหน้านาม เช่น “พระธรรมมหาวีรานุวัตร ปริยัติกิจวิมล โสภณธรรมวราลังการ ไพศาลศาสนกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้๖ รูป คือ พระครูปลัดวีรวัฒน์๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูสังฆรักษ์๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑5. ชั้นที่ 5 พระราชาคณะชั้นเทพ ราชทินนามว่า \"เทพ\" นำหน้านาม เช่น “พระเทพสุธี ศรีศาสนกิจดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี” มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๕ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูสังฆวิชัย ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑6. ชั้นที่ 6 พระราชาคณะชั้นราช ราชทินนามว่า \"ราช\" นำหน้า เช่น “พระราชปริยัติโมลี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี” มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๔ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสังฆรักษ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ 7. ชั้นที่ 7 พระราชาคณะชั้นสามัญ ไม่มีราชทินนามนำหน้า เช่น พระศรีวีราภรณ์ พระเมธีสุทธิพงศ์และพระพิศาลศึกษากร เป็นต้น สามารถตั้งฐานานุกรมได้ ๓ รูป คือ พระปลัด ๑ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑8. ชั้นที่ 8 “พระครู” (ไม่จำกัดจำนวน) เป็นตำแหน่งพระครูสัญญาบัตรรองจากพระราชาคณะชั้นสามัญ ใช้คำว่า “พระครู” นำหน้าราชทินนาม เช่น พระครูศรีปริยัติกิจ พระครูศรีเมธากร พระครูชัยมงคลรัตน์ เป็นต้น สมณศักดิ์ชั้นพระครูสัญญาบัตรมี 10 อันดับ มีทั้งพระครูสัญญาบัตรและพระครูฐานานุกรมในพระราชาคณะตั้งแต่ชั้นราชถึงชั้นสมเด็จพระราชาคณะ ดังนี้ ๘.1 พระครูชั้นสัญญาบัตรชั้นพิเศษ (เจ้าคณะอำเภอ, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง) ๘.2 พระครูชั้นสัญญาบัตรชั้นเอก (เจ้าคณะอำเภอ, รองเจ้าคณะอำเภอ, รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง, เจ้าคณะตำบล, เจ้าอาวาสวัดราษฎร์)


การปกครอง ๔๙ ๘.3 พระครูสัญญาบัตรชั้นโท (เจ้าคณะอำเภอ, รองเจ้าคณะอำเภอ, รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง, เจ้าคณะตำบล, เจ้าอาวาสวัดราษฎร์) ๘.4 พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี (เจ้าอาวาสพระอารามหลวง, เจ้าคณะตำบล, เจ้าอาวาสวัดราษฎร์) ๘.5 พระครูปลัด (พระครูปลัดชั้นเอกของสมเด็จพระราชาคณะ, พระครูปลัดชั้นโทของรองสมเด็จพระราชาคณะ, พระครูปลัดชั้นตรีของพระราชาคณะชั้นธรรม มีราชทินนามและมีนิตยภัตรประจำตำแหน่งถวาย) ๘.6 พระครูธรรมธร ในพระราชาคณะชั้นธรรม ๘.7 พระครูวินัยธร ในพระราชาคณะชั้นเทพถึงชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ ๘.8 พระครูคู่สวด มีชื่อเฉพาะเป็นฐานานุกรรมในชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะถึงสมเด็จพระสังฆราช นอกจากนั้น ยังมีพระครูรองคู่สวดด้วย ๘.9 พระครูสังฆรักษ์ ในพระราชาคณะชั้นราชถึงพระราชาคณะชั้นธรรม ๘.๑๐ พระครูสมุห์ในพระราชาคณะชั้นราชถึงสมเด็จพระสังฆราช ๘.1๑ พระครูใบฎีกา ในพระราชาคณะชั้นราชถึงสมเด็จพระสังฆราช9. ชั้นที่ 9 ชั้นฐานานุกรม ระดับชั้นพระราชาคณะชั้นสามัญ ได้แก่ พระปลัด พระสมุห์ พระใบฎีกาส่วนพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ได้กำหนดให้ตั้งฐานานุกรม มาตรา ๒๓ ให้พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมตำแหน่งพระสังฆรักษ์ได้อีกรูปหนึ่งเว้นแต่ถ้าพระราชาคณะรูปนั้น มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมเกิน ๓ รูปอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องตั้งมาตรา ๒๘ เจ้าคณะแขวงมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมผู้ช่วยการคณะได้ ๒ รูปคือ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑ ถ้าเจ้าคณะแขวงนั้นได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระครูราชทินนาม ตั้งพระปลัดได้อีกรูปหนึ่ง ๑มาตรา ๓๓ เจ้าคณะเมืองมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๕ รูป คือ พระปลัด ๑ พระวินัยธร ๑ พระวินัยธรรม ๑ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑ สำหรับช่วยในการคณะมาตรา ๓๙ เจ้าคณะมณฑลมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๖ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระสังฆรักษ์ ๑ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑ แต่ถ้าในฐานานุศักดิ์เดิมมีตำแหน่งใดแล้ว ไม่ต้องตั้งตำแหน่งนั้น”ในปัจจุบันนี้ มิได้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ยังมีตำแหน่งทางปกครอง (พระสังฆาธิการ) อาจเทียบได้กับคำว่า “พระอธิการ, เจ้าอธิการ” ซึ่งเป็นคำนำหน้าชื่อเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบลซึ่งไม่ได้เป็นพระครูสัญญาบัตรหรือเป็นพระเปรียญ ดังนั้น จึงถือกำหนดเอาว่าเป็นธรรมเนียมโบราณดังที่เคยถือปฏิบัติกันมา เพื่อให้ความสำคัญกับพระสงฆ์ที่ได้สนองงานพระสังฆาธิการ๓.๕ การบริหารการปกครองคณะสงฆ์การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ เป็นงานสำคัญซึ่งทำให้องค์กรสงฆ์มีความเข้มแข็งเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้งานด้านอื่น ๆ มีประสิทธิภาพและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงต้องอาศัยกระบวนการบริหารการปกครองมาเป็นเครื่องมือการสร้างความมั่นคงให้กับคณะสงฆ์ดังนี้


๕๐ การปกครอง๓.๕.๑ การรับสมาชิกเข้าองค์กรการรับสมาชิกเข้าองค์กร ควรจัดให้มีโรงเรียนหรือสถาบันศึกษาอบรมพระอุปัชฌาย์อย่างเป็นระบบให้การศึกษาอบรมพระอุปัชฌาย์รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การแต่งตั้งพระอุปัชฌาย์ควรพิจารณาพระภิกษุที่มีความถนัดทางด้านการอบรมเผยแผ่ฝึกสอนมีความประพฤติที่ดีที่เป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ไม่ควรยึดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งพระอุปัชฌาย์จากพระภิกษุที่มีตำแหน่งทางการปกครอง เพราะพระภิกษุมีตำแหน่งการปกครองไม่มีเวลามาอบรมสั่งสอน สัทธิวิหาริกของตนอันเป็นสาเหตุให้พระภิกษุปัจจุบันประพฤติตนไม่เหมาะแก่สมณสารูป สมกับเป็นเพศบรรพชิต นักบวชควรจัดให้มีโรงเรียนหรือสถาบันอบรมศึกษาพระธรรมวินัยสำหรับพระนวกะ ที่ยังไม่มีความรู้วินัยในแต่ละจังหวัดหรือแต่ละอำเภอ เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติและหลักพระธรรมวินัยที่ถูกต้องและให้ถือเป็นการศึกษาภาคบังคับของคณะสงฆ์ด้วย๓.๕.๒ การทำสังฆกรรมการทำสังฆกรรมถือว่าเป็นเรื่องความสามัคคีและทำให้เห็นว่าการทำงานที่สำคัญจะต้องใช้สงฆ์หมู่ใหญ่ จึงมีการกำหนดจำนวนพระสงฆ์ในการประกอบสังฆกรรมต่าง ๆ ดังนี้๑. การทำอุโบสถ คือ การสวดปาฏิโมกข์ หรือสวดทบทวนศีลของภิกษุ ๒๒๗ ข้อ ทุกกึ่งเดือน ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทำได้ ๒. การสวดกฐิน คือ สวดประกาศมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งโดยขอความเห็นชอบต่อสงฆ์ทั้งปวง ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทำได้ ในข้อนี้หนังสือแต่งขึ้นชั้นหลังพระไตรปิฎก เช่น อรรถกถากล่าวว่าต้อง ๕ รูปขึ้นไปจึงทำได้ ถือตามที่กล่าวไว้ในวินัยปิฎกว่าสงฆ์ ๔ รูปทำกรรมได้ทุกชนิด เว้นเพียง ๓ อย่าง คือ ปวารณา อุปสมบท อัพภาน ๓. การสวดสมมติต่าง ๆ เช่น สมมติหรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ เป็นผู้แจกจีวร แจกอาสนะคือที่อยู่อาศัย ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปก็ทำได้ ๔. การปวารณา คือ การบอกอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกัน ถ้าจะทำเป็นการสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป จึงทำได้ ทั้งนี้มีเหตุผลว่าเมื่อถือว่าภิกษุสงฆ์ ๔ รูปขึ้นไป เป็นสงฆ์ ถ้ามีภิกษุเพียง ๔ รูป รูปหนึ่งกล่าวปวารณาจึงเท่ากับอนุญาตแก่บุคคล ๓ คนให้กล่าวได้ พระพุทธเจ้าให้ถือเป็นการปวารณาต่อบุคคล จะนับว่าเป็นการสงฆ์ได้ เมื่อสงฆ์ผู้รับฟังคำปวารณามีครบ ๔ รูป เป็น ๕ รวมทั้งผู้ปวารณาหรือมีมากกว่านั้น ๕. การอุปสมบท ถ้าในปัจจุบัน ชนบทคือชายแดนหรือเขตที่ไม่มีความเจริญหาพระภิกษุสงฆ์ได้ยาก ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไปทำได้ ถ้ามัชฌิมชนบทหรือในเขตภาคกลาง (ในสมัยพระพุทธเจ้ามีกำหนดเขตไว้ให้ตั้งแต่ ๑๐ รูปขึ้นไป) ในไทยนับเป็นเขตนอกจากที่กำหนดไว้ในเขตพุทธกาล ถ้าจะกล่าวตามตัวอักษรภิกษุสงฆ์ ๕ รูปขึ้นไป ก็ใช้ในการบวชได้ แต่พระเถระผู้ใหญ่พิจารณาตามเจตนารมณ์พระวินัยคือถ้าบวชในเขตพระนครหรือเมืองที่เจริญ ตั้งแต่ ๑๐ รูป ขึ้นไป เขตกันดารจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ๖. การสวดอัพภาน คือ การสวดถอนอาบัติของภิกษุ ต้องใช้พระสงฆ์ตั้งแต่ ๒๐ รูปขึ้นไป ๗. สังฆกรรมอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น ใช้พระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทั้งสิ้น ๑๔คณะสงฆ์มีการจัดการปกครองในรูปแบบสหรัฐ คือมีการตั้งคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อบริหารและปกครอง เช่น การทำสังฆกรรม มีการอุปสมบท การรับกฐิน การปวารณา ต้องมีภิกษุสงฆ์ ๔ รูป และภิกษุ๑๔ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร :สำนักพิมพ์กราฟฟิคอาร์ต, ๒๕๒๖), หน้า ๑๔.


การปกครอง ๕๑สงฆ์ ๔ รูปนี้ต้องมีมติยอมรับทั้งหมด จึงจะสำเร็จได้ ถ้ามีรูปใดรูปหนึ่งกล่าวคัดค้าน สังฆกรรมชนิดนั้น ย่อมไม่สำเร็จ นอกจากการใช้ภิกษุสงฆ์ ๔ รูปตัดสินแล้ว สังฆกรรมบางอย่างมีการใช้เสียงส่วนมากแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน แต่ยังมีธรรมาธิปไตยเป็นหลักในการปกครองสงฆ์ ไม่ถือแบบประชาธิปไตยเป็นหลักเสมอไป การปกครองด้วยธรรมาธิปไตยจัดเป็นการปกครองที่ถูกต้องที่สุด เพราะอาศัยความถูกต้องเป็นหลักในการตัดสินอย่างเที่ยงธรรม ๑๕สังคมสงฆ์ถือว่าเป็นสังคมพิเศษต่างหากที่พระพุทธเจ้าได้จัดตั้งขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมและปัญหาอื่น ๆ ที่มีอยู่ในสังคมอินเดียขณะนั้นเพื่อให้บุคคลผู้เข้ามาบวชประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อฝึกหัดขัดเกลาตนเอง เพราะว่าการอยู่ร่วมกันโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งระดับการศึกษาและภูมิหลังแตกต่างกัน ต่างก็มีค่านิยมหรือวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันไป จึงใช้พระวินัยเป็นจุดเชื่อมโยงเข้าสู่ไตรสิกขาในตัวบุคคล ถ้าไม่ตั้งอยู่บนฐานแห่งธรรม สังคมสงฆ์ก็จะไปสู่ความล่มสลาย ดังนั้น สังคมสงฆ์จึงมีวัตถุประสงค์ในเรื่องศีลสามัญญตาและทิฏฐิสามัญญตา เป็นหัวใจการสร้างระบบความเสมอภาคในสังคมสงฆ์ให้เกิดกระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นเอกภาพ มีความสำคัญในฐานะเป็นที่พัฒนาตนได้ผลดีกว่าในระบบสังคมฆราวาส เพราะโอกาสและสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย และเป็นเหมือนแกนกลางที่จะขับเคลื่อนสังคมอื่น ๆ ให้บรรลุเป้าหมายในการอยู่ร่วมกันให้เข้าถึงโลกุตรธรรม๓.๕.๓ การบริหารงานปกครองในระยะแรกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้นั้น พระองค์ทรงใช้ธรรมะที่ทรงค้นพบนั้นเป็นหลักในการปกครอง แม้เมื่อจำนวนพระภิกษุสงฆ์เพิ่มมากขึ้นแล้วก็ยังไม่มีการบัญญัติพระวินัย เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะยังไม่มีปฐมเหตุอันเป็นต้นเหตุแห่งการบัญญัติสิกขาบทเกิดขึ้น แม้พระสารีบุตรซึ่งเป็นพระธรรมเสนาบดีจะทูลขอให้ทรงบัญญัติพระวินัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาตโดยทรงให้เหตุผลว่า พระองค์จะไม่บัญญัติสิกขาบท ถ้ายังไม่เกิดเหตุการณ์ที่เป็นตัวอย่างของความไม่เหมาะสมหรือที่ทำให้เกิดความขุ่นใจ (อาสวัฏฐานิยธรรม) เกิดขึ้น แต่ถ้าเมื่อใดมีปฐมเหตุที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นพระองค์จึงจะยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงเพื่อขจัดธรรมเหล่านั้น ๑๖ ต่อมามีปฐมเหตุปฐมปาราชิก พระพุทธองค์จึงปรารภเรื่องการบัญญัติพระวินัยขึ้น โดยได้ทรงบัญญัติสิกขาบทจากเหตุการณ์นั้น ในการบัญญัติพระวินัยในครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในช่วงพรรษาที่ ๒๐ นับตั้งแต่ตรัสรู้ทรงปรารภว่าการบัญญัติพระวินัยนั้นย่อมมีเหตุ ๕ ประการ คือ๑. สังคมสงฆ์ก่อตั้งมาเป็นเวลาที่ยาวนานพอสมควร๒. สังคมสงฆ์ขยายใหญ่ขึ้น๓. มีลาภสักการะมากขึ้น๔. มีผู้ทรงความรู้หลากหลาย (เพื่อป้องกันมิให้เกิดความฟุ้งซ่านด้านความคิด)๕. มีเหตุการณ์อันเป็นเหตุเสื่อมเสีย ๑๗ในการบัญญัติพระวินัยนั้นพระพุทธองค์ทรงดำเนินการตามลำดับ คือเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็ทรงสั่งให้ประชุมสงฆ์จากนั้นก็ทรงสอบถามเรื่องที่เกิด เมื่อทราบข้อเท็จจริงก็ทรงตำหนิพร้อมกับชี้โทษของการกระทำนั้น จากนั้น ทรงแสดงข้อดีหรืออานิสงส์ของการสำรวมระวัง ครั้นแล้วก็ทรงบัญญัติให้มีการสวดประกาศให้ภิกษุถือปฏิบัติตามนั้น จะเห็นว่ากระบวนการในการบัญญัติวินัยนั้น พระองค์ทรงกระทำต่อหน้า๑๕ พัฒน์ เพ็งผลา, ชาดกกับวรรณกรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๕), หน้า ๓๒๔.๑๖ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๑/๑๓.๑๗ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๑/๑๓ - ๑๔.


๕๒ การปกครองพระภิกษุผู้กระทำผิด) ต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ เป็นเรื่องที่เปิดเผยจริงจัง และเป็นสาระแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งปวง ซึ่งเป็นตัวอย่างกระบวนการพิจารณาที่ก่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้ต้องหาอย่างยิ่งการบัญญัติพระวินัยนั้น พระพุทธองค์มิได้มุ่งที่จะค้นหาผู้ผิดมาลงโทษหรือหาคนมารับรองกับกฎหมายหรือวินัยนั้นเหมือนกับปรัชญาของการบัญญัติ กฎหมายที่มุ่งลงโทษคนผิด แต่มุ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันการประพฤติทุจริต หรือใช้เป็นเกณฑ์ในการควบคุม ขัดเกลาพฤติกรรมของพระภิกษุในสังฆมณฑลให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เหตุที่ใช้พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ คู่กันเนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มีเจตนารมณ์ในการรวมอำนาจให้สมเด็จพระสังฆราชทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคม ตามอำนาจกฎหมายและพระธรรมวินัย แต่เนื่องจากการบัญญัติกฎหมายใช้มาเป็นเวลานาน บทบัญญัติบางมาตราไม่ชัดเจนไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปีพ.ศ. ๒๕๓๕ และในบางกรณีมิได้บัญญัติไว้ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนและสะดวกในการตีความพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงนำมาใช้เพิ่มเติมให้เหมาะสม และเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ จึงมีการแก้ไขและเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ๓.๕.๔ การตัดสินอธิกรณ์และการระงับอธิกรณ์การดำเนินคดีในทางธรรมหรือทางพุทธศาสนา ตามหลักพระวินัย (ปาติโมกข์) ได้แบ่งวิธีการดำเนินคดีสำหรับความผิดไว้ตามประเภทของความผิดที่เกิดขึ้นเป็นวิธีการระงับโทษที่เกิดจากอาบัติ เรียกว่า “อธิกรณสมถะ”๑๘ในกฎเถรสมาคม ฉบับที่ 11 พ.ศ. ๒๕๒๑ ว่าด้วยการลงนิคหกรรม มีข้อบกพร่องของกระบวนการและบทลงโทษตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ลักษณะสำคัญของกฎนิคหกรรมตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2521) สำหรับกฎนิคหกรรมนั้นถือว่าเป็นกฎที่ออกโดยมหาเถรสมาคมในการนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ซึ่งมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งใช้แก้ไขปัญหามากกว่า 40 ปีที่สามารถแก้ปัญหาภายในคณะสงฆ์ได้มาระดับหนึ่ง โดยกฎนิคหกรรมมีลักษณะสำคัญ ดังต่อไปนี้1. กฎนิคหกรรม เป็นเพียงกระบวนการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัยที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบของกฎหมายคณะสงฆ์ คือพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 กฎนิคหกรรมนี้เป็นเพียงวิธีการที่จะนำมาใช้เพื่อไต่สวนหาคนกระทำผิดหรือข้อเท็จจริงเท่านั้น ใช้สำหรับแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ประเภทอาบัติหนักสำหรับพระสงฆ์บางรูป ในสังคมสงฆ์ที่ได้รับการกล่าวหาว่าละเมิดพระวินัยอย่างร้ายแรง ๑๙2. กฎนิคหกรรมไม่ใช่วิธีการของพระธรรมวินัย แต่เป็นการแก้ไขปัญหาตามขบวนการพิจารณาคดีของรัฐซึ่งเป็นวิธีการทางกฎหมาย ไม่ใช่วิธีการตามแนวทางพระธรรมวินัยมาใช้ ดังนั้น โครงสร้างด้านรูปแบบและกระบวนการ จึงไม่ใช่โครงสร้างของการแก้ไขปัญหาอธิกรณ์ตามพระธรรมวินัย คืออธิกรณ๑๘ วิ.มหา. (ไทย) ๒/๖๕๕/๗๓๖.๑๙ อธิเทพ ผาทา, “การศึกษารูปแบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาในพุทธศาสนา เถรวาท”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า 154 – 156.


การปกครอง ๕๓สมถวิธีอย่างไรก็ตาม กฎนิคหกรรมก็มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาอธิกรณ์สงฆ์ที่เป็นปัญหาของพระธรรมวินัยเช่นกัน3. กฎนิคหกรรมมีกรอบการใช้อำนาจที่มาจากรัฐ เนื่องจากสงฆ์และพระธรรมวินัยไม่มีอำนาจในการลงโทษพระภิกษุผู้ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยขั้นร้ายแรงและไม่ยอมสละสมณะเพศ ไม่มีอำนาจลงโทษผู้ใส่ความสงฆ์ หากว่ามีปล่อยไว้ย่อมจะนำความเสื่อมเสียมาสู่คณะสงฆ์ได้ ในกรณีนี้ คณะสงฆ์จึงมีความจำเป็นต้องพึ่งอำนาจรัฐ เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระธรรมวินัยหรือเพราะสังคมสงฆ์ปัจจุบันมีปัญหาซับซ้อนมาก ยากที่จะนำเอาพุทธวิธีระงับอธิกรณ์ตามพระไตรปิฎกมาใช้ให้ความครอบคลุมทุกกรณี จึงจำเป็นที่สงฆ์จะต้องใช้อำนาจรัฐเป็นหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งการใช้อำนาจรัฐจะใช้อำนาจโดยตำแหน่งทางการปกครองของคณะสงฆ์ เช่น เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล ถึงมหาเถรสมาคมผู้ที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว มีอำนาจที่จะทำการวินิจฉัยแก้ไขปัญหาอธิกรณ์คณะสงฆ์ได้ตามกฎหมายและโดยตำแหน่ง ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะสำหรับของกฎนิคหกรรมที่มีการวางรูปแบบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยอธิกรณ์ตามโครงสร้างคณะสงฆ์ซึ่งมีมหาเถรสมาคมเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด4. กฎนิคหกรรมมีลักษณะของการวินิจฉัยเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายแต่เนื่องจากกฎนิคหกรรมไม่มีอำนาจในการบังคับหรือลงโทษเหตุ เพราะมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองการสั่งบังคับหรืออำนาจในการลงโทษ จึงให้เป็นไปตามอำนาจของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 24 - 30 เพราะถือว่ากฎนิคหกรรมเป็นเพียงวิธีการดำเนินการเพื่อพิจารณาไต่สวนหาข้อเท็จจริงของอธิกรณ์แล้วมีคำตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่ไม่ได้มีอำนาจบังคับเพื่อลงโทษหรือการลงโทษตามคำตัดสินนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนิคหกรรมคือการบังคับให้สึก หรือการสละสมณะเพศ ก็ให้เป็นไปด้วยอำนาจของกฎหมาย เพราะถือว่าการละเมิดต่อกฎหมายคณะสงฆ์และกฎหมายของรัฐมีความผิด ๒๐กระบวนการของกฎนิคหกรรมมีความซับซ้อน ยุ่งยาก ไม่เหมาะสมต่อพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นองค์คณะผู้พิจารณา จึงทำให้โครงสร้างของกฎนิคหกรรมไม่สอดคล้องกับอธิกรณ์และผู้ใช้กฎนิคหกรรมบกพร่องไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงเกิดปัญหาติดตามมาหลายประการ เช่น การดำเนินการไม่เป็นไปตามขั้นตอนของนิคหกรรมหรือปฏิบัติผิดไปจากกฎนิคหกรรม ผู้นำกฎนิคหกรรมมาใช้อนุโลมว่าเป็นนักปกครอง แต่มิใช่นักกฎหมาย จึงทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า และควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ว่าด้วยกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 11 เกี่ยวกับการลงนิคหกรรมเพื่อเน้นการปกป้องคุ้มครองผลเสียหายอันเกิดขึ้นต่อพระพุทธศาสนา เช่น ในกรณีพระภิกษุสงฆ์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนต้องถูกแต่งตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนหรือต้องหากระทำผิดในคดีอาญา หากต้องมีการนำตัวไปศาลในฐานะจำเลย หรือระหว่างที่ผลของการพิจารณาดำเนินการด้านคดียังไม่ยุติ ควรมีการปรับเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสมแทนผ้ากาสาวพัตร์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเพศบรรพชิตผู้ทรงศีล และเป็นการคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ให้มัวหมอง ดังกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นซึ่งถือว่าเป็นความล้มเหลวในระบบการสอบสวนและการลงโทษเพื่อให้ทันกระแสสังคมกดดันอีกด้วย ๒๐ อดุลย์ นุแปงถา, “การดำเนินการทางวินัยกับพระสงฆ์ที่กระทำผิดวินัย: ศึกษาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 250๕”, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, (คณะนิติศาสตร์ : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ๒๕๕๒), หน้า บทคัดย่อ.


๕๔ การปกครองการปกครองตามรูปแบบของคณะสงฆ์ไทยในยุคปัจจุบัน มีความสอดคล้องกับพระธรรมวินัยและเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มติมหาเถรสมาคม ซึ่งควรมุ่งเน้นพัฒนาวัดแต่ละวัดให้เข้มแข็งเป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง จากนั้น วัดทั้งหลายก็สร้างเครือข่ายโยงใยรวมกันทำงานร่วมกันเป็นทีมทั่วประเทศ ทั้งพยายามลดขั้นตอนสายบังคับบัญชาที่ซ้ำซ้อนไม่ทันการ โดยปรับปรุงระบบการทำงานของพระสังฆาธิการ หรือทำรีเอนจิเนียริ่ง (Reengineering) ให้กับการบริหารคณะสงฆ์ถือว่าเป็นระบบการบริหารที่ใช้ได้ดี โดยอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ๒๑นอจากนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ทั้งนี้ เนื่องจากกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการลงนิคหกรรม พ.ศ. ๒๕๒๑ ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ทำให้ไม่อาจบังคับใช้ให้บังเกิดประสิทธิผลได้อย่างเท่าทันต่อสภาวการณ์ดังนี้ - ไม่มีบทบัญญัติจำเพาะแก่กรณีที่มีพยานหลักฐานชัดแจ้ง- กรณีที่กระบวนการลงนิคหกรรมดำเนินไปอย่างล่าช้า ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะสงฆ์และเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์พระพุทธศาสนา- จึงเห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยเพิ่มวิธีปฏิบัติในกรณีความผิดที่มีหลักฐานชัดแจ้ง- การเร่งรัดการดำเนินการลงนิคหกรรมไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อให้การลงนิคหกรรมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสาระสำคัญของกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการลงนิคหกรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ และกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นการอธิบายรายละเอียดการเพิ่มเติม “หมวด ๑/๑ วิธีปฏิบัติในกรณีความผิดที่มีหลักฐานชัดแจ้ง” และ “หมวด ๕/๑ การเร่งรัดการดำเนินการลงนิคหกรรม“ ลงในกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการลงนิคหกรรม พ.ศ. ๒๕๒๑ เพื่อให้เท่าทันต่อลักษณะของพยานหลักฐานซึ่งชัดแจ้งว่า พระภิกษุเสพเมถุนธรรม หรือต้องอาบัติปาราชิกอื่น หรือประพฤติผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง กระชับขั้นตอนการชำระอธิกรณ์และการลงนิคหกรรม โดยเจ้าคณะปกครองผู้มีอำนาจ กำหนดกรอบระยะเวลาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีอำนาจร่วมกับคณะสงฆ์ในการดำเนินการในบางขั้นตอน ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจากเดิมที่ไม่มีกฎหมายและกฎมหาเถรสมาคมให้อำนาจดำเนินการแก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไว้เนื่องจากกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ พ.ศ. 2538 มิได้กำหนดขั้นตอนการให้พระภิกษุสละสมณเพศ เพราะมีพยานหลักฐานชัดแจ้งว่า ประพฤติผิดพระธรรมวินัยร้ายแรง หรือละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณจนอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ไว้เป็นการเฉพาะจึงเห็นสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยเพิ่มวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีพยานหลักฐานชัดแจ้งว่าประพฤติผิดพระธรรมวินัยร้ายแรง หรือละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณจนอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ พ.ศ. ๒๕๓๘ นั้น ได้กำหนดเพิ่มเติมอำนาจให้เจ้าคณะปกครองผู้มีอำนาจ มีคำสั่งให้พระภิกษุที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ หรือปรากฏข้อเท็จจริงหรือมีพยานหลักฐานชัดแจ้ง ว่ามีการกระทำเข้าข่ายความผิดประเภทครุกาบัติ และมีพฤติการณ์ว่าถ้าดำรงสมณเพศต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะสงฆ์ หรือมีการกระทำอันเป็นอาบัติระดับใดก็ตาม และมีพฤติการณ์ว่าถ้าดำรงสมณเพศต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงแก่คณะสงฆ์ สละสมณเพศได้ทันที พร้อมกันนี้ ยังได้ระบุวิธีการสึก กรณีต้องคำวินิจฉัยว่าอาบัติปาราชิกและกรณีเสื่อมเสีย๒๑ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พระพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), หน้า ๒๙ - ๓๓.


การปกครอง ๕๕อย่างร้ายแรงเพราะเหตุอื่นไว้ให้ชัดเจน อีกทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขอรับการสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและอารักขา ให้การจัดการสละสมณเพศเป็นไปโดยสงบและเรียบร้อย ในกรณีพระภิกษุผู้ต้องคำสั่งให้สละสมณเพศ ขัดคำสั่งหรือไม่ยอมสละสมณเพศการปกครองคนต้องยึดธรรมาธิปไตยเป็นหลักในการปกครอง ดังใจความในหนังสือสุขภาพใจว่า “...แม่น้ำกว้างใหญ่เพราะอยู่ต่ำอย่างแม่โขงรอรับหยาดน้ำหยดน้ำจากลำธาร ห้วย คลอง หนองบึง ไหลมาเต็ม เพราะแม่น้ำโขงอยู่ต่ำ ลองไปดูต้นแม่น้ำโขงที่อยู่สูง ที่นั่นแม่น้ำโขงจะเล็กนิดเดียว คนที่เป็นผู้นำก็เหมือนกัน จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ต้องวางตัวเหมือนแม่น้ำเข้าถึงประชาชนเข้าถึงผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ใช่ทำตัวสูงเป็นพวกอัตตาธิปไตย ต้องเป็นธรรมาธิปไตยจึงจะยิ่งใหญ่ได้”๒๒การปกครองคณะสงฆ์ถือว่าเป็นการปกครองโดยยึดหลักธรรมวินัยเป็นที่ตั้งเป็นรูปแบบแผนโดยอาศัยอำนาจของรัฐและจารีตเป็นหลักอุดหนุนหลักในการบริหารงานบริหารคนนั้น ผู้ปกครอง นักผู้บริหารจะต้องรู้จักคนมีความรู้ มีความสามารถ มีความรอบรู้เกี่ยวกับคนร่วมงานหรือผู้อยู่ใต้บังคับเสียก่อน ว่าใครมีความสามารถถนัดด้านไหนบ้าง เพื่อจะใช้คนถูกงาน ๒๓ คณะสงฆ์ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัดต้องเข้มแข็งเพื่อทำงานและแก้ปัญหา การที่จะทำให้ระบบของเราเข้มแข็งจึงไม่ได้อยู่ที่ด้านใดด้านหนึ่ง พระสังฆาธิการต้องทำงานกันเป็นทีม ปรึกษาหารือกันรู้จักกันร่วมมือกันประสานความสัมพันธ์มีการจัดประชุมกันอยู่เนืองนิตย์อย่างไรก็ตาม การจัดประชุมมติมหาเถรสมาคม ระดับเจ้าคณะจังหวัด อำเภอ ตำบล เจ้าอาวาส และเลขานุการ เป็นต้น ก็เพื่อให้เกิดความสามัคคีมีความสัมพันธ์กันนั้น และต้องมีวิธีการที่ทำให้พระสังฆาธิการทำงานร่วมกัน เช่น การจัดโครงการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ของพระสังฆาธิการ โครงการอบรมบาลีก่อนสอบสนามหลวง โครงการอบรมพระนักเผยแผ่ โครงการอบรมหลักสูตรพระนักเทศน์ เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นผลให้คณะสงฆ์ได้ทำงานร่วมกันมีปัญหาก็จะได้ช่วยกันแก้ไข ได้พูดคุยสนทนาสร้างความสัมพันธ์ไมตรีต่อกัน๓.๗. เลขานุการผู้สนองงานเจ้าคณะผู้ปกครองประเด็นที่น่าสนใจ คือเจ้าคณะพระสังฆาธิการจะต้องมีทีมงานเลขานุการที่พร้อมจะสนองงานในหน่วยงานของตน เพราะว่าเลขานุการต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นแม่บ้านหรือหัวหน้าสำนักงานเพื่อติดต่อประสานงาน และดูแลรับผิดชอบงานเอกสาร และอีกหลาย ๆ เรื่อง เจ้าคณะพระสังฆาธิการกับเลขานุการอาศัยกันและกันในการปฏิบัติงาน ถ้าเจ้าคณะไม่เก่ง เลขานุการต้องเก่ง ถ้าเลขานุการไม่เก่งเจ้าคณะต้องเก่ง การเลือกเลขานุการที่มีประสิทธิภาพที่สามารถสนองงานได้ดีเป็นที่พอใจและทีมงานที่เข้มแข็ง งานจึงจะก้าวหน้า ในมุมมองของคณะสงฆ์ถือว่างานต่าง ๆ ทั้งหลายอยู่ในมือของเลขานุการ เรื่องจะถึงไม่ถึงผู้ใหญ่บางทีอยู่ที่เลขานุการ งานจะเดินหรือไม่อยู่ที่เลขานุการ งานคณะสงฆ์ต้องพึ่งพาอาศัยกัน คือเจ้าคณะที่เป็นตำบลก็ขอแรงเจ้าอาวาส ในเขตปกครองมาช่วยงานที่ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอก็ขอแรงเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะจังหวัดก็ต้องขอแรงจากเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะภาคต้องขอแรงเจ้าคณะจังหวัดมาช่วย ที่เรียกว่า ช่วยกันทำงานเป็นทีม และผู้ประสานงานทั้งหมดอยู่ที่เลขานุการ๒๒ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), สุขภาพใจ, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศยาม, ๒๕๔๐),หน้า ๑๗๘.๒๓ สำนักงานเจ้าคณะภาค ๒, ระเบียบงานสารบรรณ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๔๓), หน้า ๔ - ๑๗.


๕๖ การปกครองงานปกครองคณะสงฆ์เบื้องต้นนั้น จำต้องมีทีมงานคอยสนองงานเจ้าคณะเพื่อให้งานคณะสงฆ์ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดลักษณะงานไว้ ๔ ประการ ดังนี้ ๑. งานสารบรรณ เป็นหัวใจหลักของงานด้านเอกสาร เป็นธรรมดาของผู้สนองงานเจ้าคณะหรือผู้บังคับบัญชา ที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการจะต้องคอยสังเกตและศึกษาว่า ผู้บังคับบัญชาของตนชอบอย่างไร การสังเกตเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ที่จะเป็นแม่บ้านหรือเลขานุการได้ดีหรือไม่อยู่ที่การสังเกต เช่น เมื่อร่างหนังสือเสนอไปแล้วมีการแก้ไข เลขานุการที่ฉลาดจะสังเกตว่าท่านแก้ไขในเรื่องใดไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์การตรวจทาน วรรคตอน เป็นต้น เลขานุการต้องเป็นคนช่างสังเกตและจดจำ เพราะเลขานุการต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้านหรือหัวหน้าสำนักงาน หนังสือเข้าออกอยู่ในความรับผิดชอบของเลขานุการ การจัดระบบงานเอกสาร ตู้ไหนเก็บเอกสารอะไร ต้องให้เป็นระบบระเบียบ เมื่อเก็บแล้วเวลาที่ต้องการใช้สามารถหาได้รวดเร็ว ในเรื่องดังกล่าวนี้ พระเทพโสภณท่านเสนอใช้หลัก ๕ ส. คือ (๑) สะสาง เอกสารที่ใช้ก็มีที่ไม่ได้ใช้ก็มีต้องทิ้งไปบ้าง เก็บเฉพาะที่จำเป็น (๒) สะดวก คือจัดหมวดหมู่ สิ่งไหนที่ใช้ประจำก็เก็บไว้ใกล้มือเพื่อจะได้ค้นหาง่าย (๓) สะอาด สำนักงาน และโต๊ะทำงานต้องสะอาด เป็นศักดิ์ศรีของผู้มาติดต่องาน (๔)สุขลักษณะ มีสุขลักษณะที่ดีเพื่อรักษาสุขภาพของเลขานุการ (๕) สร้างนิสัย ต้องสร้างกันเป็นนิสัยคือต้องทำ ๔ ส. ข้างต้นที่กล่าวมาให้เป็นนิสัย แต่มีข้อควรปฏิบัติสำหรับเลขานุการมีอีก ส. คือ ปฏิสันถาร เวลาผู้มาติดต่องานต้องพบเลขานุการก่อนที่จะได้พบเจ้าคณะพระสังฆาธิการ เลขานุการต้องเป็นคนจัดลำดับให้เข้าพบ ต้องมีการนัดหมายเวลา เลขานุการต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปุพฺพภาสีทักทายเขาก่อน, อุตฺตานมุขีหน้าหงาย, ปิยวาจา พูดจาไพเราะอ่อนหวาน” ที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่เลขานุการต้องปฏิบัติในฐานะที่เป็นประชาสัมพันธ์ของเจ้าคณะพระสังฆาธิการด้วย๒. งานประชุม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เป็นส่วนที่จะทำให้งานบริหารงานปกครองดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ มหาเถรสมาคมกำหนดไว้ว่าต้องมีการประชุมพระสังฆาธิการในระดับต่าง ๆ ปีหนึ่งหลายครั้ง ฝ่ายเลขานุการมีบทบาทสำคัญที่สุดที่จะทำให้การประชุมได้ผล ตั้งแต่การแจ้งกำหนดประชุม จัดสถานที่ นัดผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง จัดทำวาระการประชุม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเตรียมเอกสารประกอบการประชุม อย่าให้ประชุมมือเปล่าเด็ดขาด ถ้าจะประชุมเรื่องอะไร กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่งในเรื่องนั้น ๆว่าอย่างไร ต้องนำมาแจกที่ประชุม มิฉะนั้น แล้วจะทำให้การพิจารณาผิดพลาดและผิดกฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ยกตัวอย่างในการประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่องแต่ละเรื่องที่เสนอเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะตรวจอย่างละเอียด ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินต้องถามไปที่กระทรวงการคลังก่อนว่าเรื่องนี้กระทรวงการคลังมีมติว่าอย่างไร ถ้าเป็นเรื่องงบประมาณต้องถามไปที่สำนักงบประมาณ ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าควรเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงจะได้เสนอเข้าที่ประชุม นี้เรียกว่า “ทำงานหลังฉาก” ๓. การเสนองาน เลขานุการไม่ใช่เพียงบุรุษไปรษณีย์บริษัทใหญ่ ๆ เขามีการจ้างเลขานุการแพง ๆ มาทำหน้าที่กรองงานและเสนองานเพื่อพิจารณาว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอเจ้าคณะต้องกรองงานหรือมีบันทึกแนบเสนอถวายคำแนะนำก่อนพิจารณาอนุมัติอาจจะเป็นบันทึกเล็ก ๆ ไว้ที่ท้ายว่า ระเบียบเป็นอย่างไร ดังนั้น สิ่งที่เลขานุการต้องรู้คือ กฎ ระเบียบ มติทั้งหมด ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากแต่ต้องไปหาเรื่องที่เกี่ยวข้องมาเสนองาน เลขานุการต้องเป็นหูเป็นตาให้ผู้บังคับบัญชา หมายความว่าเรื่องที่จะมาถึงให้เลขานุการกลั่นกรองก่อน และเป็นหูเป็นตาในการปกครองฝ่ายการข่าวต้องมีเมื่อเกิดอธิกรณ์อย่าให้ผู้บังคับบัญชาบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้รับรายงาน เลขานุการต้องเป็นผู้ประสานงานโดยโทรศัพท์บ้าง ลงไปในพื้นที่บ้าง นี่คือการหาข่าวของเลขานุการ


การปกครอง ๕๗๔. การสนองงาน เรียกว่าเป็นหน่วยเฉพาะกิจ ตรงนี้คณะสงฆ์เรายังขาด และสิ่งที่เลขานุการต้องทำ คือเวลาเกิดเรื่องเลขานุการต้องเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วเราเรียกว่า Trouble Shooter แปลว่า“เจาะปัญหา” ลงไปคลี่คลายปัญหา ตำบลต้องมีทีมที่จะลงไปดูในระดับวัด อำเภอต้องมีทีมลงไปดูในระดับตำบล ในเวลาเกิดปัญหาเกิดเรื่องต่างๆ ทุกฝ่ายปรึกษาหารือ เฉพาะเรื่องนั้น ๆ และพยายามอย่าให้ถึงหนังสือพิมพ์ที่คณะสงฆ์เกิดปัญหาในขณะนี้ เพราะขาดทีมจะเข้าไปจัดการกับปัญหา เจาะปัญหา เราควรจะตั้งทีมงานหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าไปแก้ปัญหา อย่าให้ลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว๓.7 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505การจัดโครงสร้างการบริหารและการปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งเกิดจากความต้องการของรัฐในสมัยนั้นที่มุ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ให้สอดคล้องกับนโยบายการปกครองประเทศที่นิยมการรวบอำนาจการตัดสินใจเด็ดขาดไว้กับผู้นำที่เข้มแข็ง เพราะรัฐเห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ที่กำหนดให้มีการถ่วงดุลอำนาจกันนั้น นำมาซึ่งความล่าช้าและความขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเป็นระบบที่มีผลบั่นทอนประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการณ์คณะสงฆ์ ให้ต้องประสบอุปสรรคและล่าช้าการบังคับใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มีผลใช้บังคับเป็นเวลา ๓๐ ปี มีเหตุผลมาจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่ใช้เป็นหลักในการปกครองคณะสงฆ์ขณะนั้นซึ่งมีลักษณะการปกครองแบบแบ่งแยกอำนาจเพื่อถ่วงดุลอำนาจตามการปกครองของฝ่ายบ้านเมืองที่อิทธิพลกระแสการปกครองระบอบประชาธิปไตยกำลังเบ่งบานจึงเป็นเรื่องสืบเนื่องกัน ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มี 8 หมวด 46 มาตรา คือบททั่วไป มี 3 มาตรา ประกอบด้วย มาตรา 1, 2, 3 ประกาศเรียกพระราชบัญญัตินี้ว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505”ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 ในระยะเวลา 1 ปี ให้คงกฎกระทรวง สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ข้อบังคับและระเบียบเกี่ยวกับคณะสงฆ์ที่ใช้บังคับอยู่ จนกว่าจะมีกฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ข้อบังคับหรือระเบียบของมหาเถรสมาคมยกเลิกไป หรือที่มีข้อความอย่างเดียวกัน หรือขัดแย้งกัน มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ เหมือนฉบับเดิมที่ให้ยกเลิกไปหมวด 1 สมเด็จพระสังฆราช มี 5 มาตรา ประกอบด้วย มาตรา 7, 8, 9, 10, และ 11ให้อำนาจพระมหากษัตริย์เป็นผู้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก มีหน้าที่บัญชาการคณะสงฆ์ สามารถตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ที่ไม่ขัดกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคมหมวด 2 มหาเถรสมาคม มี 8 มาตรา คือ มาตรา 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18, 19 มหาเถรสมาคมประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่รูปและไม่เกินแปดรูป เป็นกรรมการ อธิบดีกรมการศาสนาเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งและให้กรมศาสนาทำหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กรรมการเถรสมาคม ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี กรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งสมเด็จพระราชทรง


๕๘ การปกครองแต่งตั้ง๒๔ พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ 1) มรณภาพ 2) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ 3) ลาออก 4) สมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้ออกการประชุมมหาเถรสมาคม ถ้าประธานกรรมการมหาเถรสมาคมไม่อาจมาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม และมิได้มอบหมายให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน ให้กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษาเป็นประธานในที่ประชุม องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมและการให้กรรมการมหาเถรสมาคมออกจากตำแหน่ง ให้รัฐมนตรีการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชหมวด 3 การปกครองคณะสงฆ์ มี 4 มาตรา คือ มาตรา 20, 21, 22, 23 การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในมหาเถรสมาคม การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ให้จัดแบ่งเขตปกครอง เป็น 1) ภาค 2) จังหวัด 3) อำเภอ 4) ตำบล การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ให้มีพระภิกษุเป็นผู้ปกครอง คือ 1) เจ้าคณะภาค 2) เจ้าคณะจังหวัด 3) เจ้าคณะอำเภอ 4) เจ้าคณะตำบล การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระภิกษุอันเกี่ยวกับตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตำแหน่งอื่น ๆ และไวยาวัจกรหมวด 4 นิคหกรรมและการสละสมณเพศ มี 7 มาตรา คือ มาตรา 24, 25, 26, 27, 28, 29, 30 พระภิกษุจะต้องรับนิคหกรรม ก็ต่อเมื่อกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ให้มหาเถรสมาคมหรือพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ตำแหน่งใด เป็นผู้มีอำนาจลงนิคหกรรมแก่พระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย กับทั้งการกำหนดให้การวินิจฉัยการลงนิคหกรรมให้เป็นอันยุติในชั้นใด ๆ นั้นด้วย คำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นิคหกรรมไม่ถึงให้สึก ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น หรือประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ หรือไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง กับทั้งไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มหาเถรสมาคมมีอำนาจวินิจฉัยและมีคำสั่งให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ ต้องสึกภายในเจ็ดวัน พระภิกษุตกเป็นบุคคลล้มละลาย ต้องสึกภายในสามวัน กระทำความผิดอาญา พนักงานสอบสวนมีอำนาจจักดำเนินให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ จำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุรูปใดตามคำพิพากษา พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้นหมวด 5 วัด มี 9 มาตรา คือ มาตรา 31, 32, 33, 34, 35, 36, 37, 38, 39 วัดมีสองอย่าง 1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา 2) สำนักสงฆ์ การสร้าง การตั้งการรวม การย้าย การยุบเลิกวัด และการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด มีดังนี้ 1) ที่วัด หรือ ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น 2) ที่ธรณีสงฆ์ คือ ซึ่งเป็นสมบัติของวัด 3) ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา ที่วัด และที่ธรณีสงฆ์จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ และห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์เป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี วัดหนึ่งให้มีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง และถ้าเป็นการสมควรจะให้มีรองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสด้วยก็ได้ หน้าที่เจ้าอาวาส อำนาจเจ้า๒๔ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๗ “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรี” โดยให้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งต่อมาได้เริ่มมีบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔ เป็นต้นมา สมควรบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อเป็นการสืบทอดและธํารงรักษาไว้ซึงโบราณราชประเพณีดังกล่าว


การปกครอง ๕๙อาวาส ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาสหมวด 6 ศาสนาสมบัติ มี 2 มาตรา คือ มาตรา 40, 41 ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็นสองประเภท 1) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง 2) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการจัดทำงบประมาณประจำปีของศาสนสมบัติกลางหมวด 7 บทกำหนดโทษ มี 3 มาตรา คือ มาตรา 42, 43, 44 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 26 มาตรา 27 วรรคสอง หรือ มาตรา 28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ผู้ใด 1) หมดสิทธิ์ที่จะได้รับบรรพชาอุปสมบทโดยต้องปาราชิกมาแล้ว แต่มารับบรรพชาอุปสมบทโดยปิดบังความจริง 2) ต้องปาราชิกแล้วไม่ละการแต่งกายอย่างเพศบรรพชิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์ไทย อันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือความแตกแยก ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับหมวด 8 เบ็ดเตล็ด มี 2 มาตรา คือ มาตรา 45, 46 ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาจักร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา การปกครองคณะสงฆ์อื่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงมีสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ๒๕ ดังนี้ 1. ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ซึ่งหมายรวมถึงการยกเลิกสังฆสภา คณะสังฆมนตรี และคณะวินัยธร ส่วนอำนาจที่องค์กรทั้งสามเคยเป็นผู้ใช้ออกจากกันให้สมเด็จพระสังฆราช และมหาเถรสมาคมเป็นผู้ใช้2. ผลที่ตามมาก็คือการยกเลิกตำแหน่งประธานสังฆสภา สังฆนายกและประธานคณะวินัยธร อำนาจหน้าที่ของตำแหน่งทั้งสามถูกรวมกันเข้าและมอบให้ประธานกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นผู้ใช้3. อำนาจสูงสุดในการบังคับบัญชาคณะสงฆ์เป็นของสมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ใน 2 ตำแหน่ง คือ3.1 ตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก หรือประมุขสงฆ์ไทยทรงบัญชาการคณะสงฆ์เอง และทรงรับผิดชอบเองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 และ 3.2 ตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (ฝ่ายบริหาร) ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ร่วมกับมหาเถรสมาคม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 และมาตรา 184. มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย4.1 สมเด็จพระสังฆราช ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช4.2 สมเด็จพระราชคณะทุกรูป เป็นกรรมการโดยตำแหน่งปัจจุบันมีสมเด็จพระราชาคณะทั้งสิ้น 8 รูป4.3 พระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่รูป และไม่เกินแปดรูป เป็นกรรมการอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง 8 รูป จึงทำให้จำนวนกรรมการมหาเถรสมาคมแต่ละชุดมี 17 รูป อันประกอบด้วยสมเด็จพระราชาคณะ 8 รูป กรรมการที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง 8 รูป และสมเด็จพระสังฆราชในฐานะประธานกรรมการ 1 รูป5. อำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 มีความหมายกว้างขวางมาก เพราะถ้าพิจารณาเทียบเคียงกับอำนาจหน้าที่ของสังฆสภา คณะสังฆมนตรี และคณะวินัยธรตามที่๒๕ พระเมธีธรรมมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), การปกครองคณะสงฆ์ไทย, หน้า 51.


๖๐ การปกครองบัญญัติแยกอำนาจกันไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 แล้วจะพบว่าอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ทั้งสามส่วนนั้นได้รวมกันเป็นอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อำนาจหน้าที่ของสังฆสภา คณะสังฆมนตรี และคณะวินัยธร ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ได้รวมกันเป็นอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉะนั้น อำนาจหน้าที่การปกครองคณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 นี้ จึงมิได้หมายถึงเฉพาะอำนาจหน้าที่บริหารการคณะสงฆ์ของคณะสังฆมนตรีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงอำนาจหน้าที่ตราสังฆาณัติของสังฆสภาและอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ของคณะวินัยธรชั้นฎีกาด้วยข้อสังเกตประการหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โครงสร้างอำนาจภายในวัดมีลักษณะที่เป็นเผด็จการคล้ายกับลักษณะการปกครองฝ่ายบ้านเมืองในสมัยการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมของรัฐ จะสังเกตได้จากอำนาจของเจ้าอาวาสตามความในมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งเสมือนกับว่าวัดนั้นเป็นเป็นของเจ้าอาวาสแต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้น จำเป็นที่เจ้าอาวาสจะต้องเป็นผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญในกฎระเบียบเป็นอย่างดี ๒๖ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเจ้าอาวาสจะมีอำนาจมากเพียงแต่ผู้เดียว แต่ก็สามารถสรุปลักษณะ โครงสร้างอำนาจระดับวัดลดหลั่นกัน เพราะแต่ละวัดอาจมีหรือไม่มีตำแหน่งรองลำดับจากเจ้าอาวาสลงไป เช่น ตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 36 ได้บัญญัติไว้ว่า “วัดหนึ่งให้มีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง และถ้าเป็นการสมควรจะให้มีรองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสด้วยก็ได้” แสดงว่าตำแหน่งรองลงมาจากเจ้าอาวาสนั้นอยู่ในดุลพินิจที่เห็นความสำคัญและจำเป็นของเจ้าอาวาสที่จะเสนอพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสต่อโครงสร้างอำนาจระดับสูงขึ้นไป เช่น ต่อเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เพื่อรายงานต่อถึงมหาเถรสมาคม ตำแหน่งอื่น ๆ ภายในวัด เจ้าอาวาสอาจแต่งตั้งพระภิกษุรูปที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้ดูแลกิจการต่าง ๆ ภายในวัด เช่น ดูแลสามเณร ศิษย์วัด งานจัดสรรนิตยภัตร เป็นต้น ตามความเหมาะสม แต่มิใช่ตำแหน่งที่ต้องมีการรับรองจากกฎหมายแต่เป็นอำนาจของเจ้าอาวาสที่จะแต่งตั้งขึ้นมา ๒๗ นอกจากนั้น เจ้าอาวาสยังอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนคฤหัสถ์ให้ทำหน้าที่ไวยาวัจกร หรือคณะกรรมการวัดเพื่อเบิกจ่ายนิตยภัตรและดูแลทรัพย์สินของวัด โดยงานมอบหมายจากเจ้าอาวาส แต่จะเห็นว่ามิได้เชื่อมโยงกับโครงสร้างอื่น เนื่องจากไม่มีอำนาจต่อโครงสร้างอื่นและเป็นเพียงผู้สนองงานเจ้าอาวาสและวัดเท่านั้น๒๘พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นการรวบอำนาจภายในคณะสงฆ์ไว้ที่ “มหาเถรสมาคม” ซึ่งเป็นกลุ่มพระราชาคณะอาวุโสที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุขสูงสุด ทำหน้าที่ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการพร้อมกันไปปกครองพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ นับเป็นการปกครองในระบอบ “คณาธิปไตย” ภายในคณะสงฆ์นับตั้งแต่นั้นมากระทั่งถึงปัจจุบันข้อดีของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นี้ก็คือพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช นับว่าประมุขแห่งรัฐยังคงมีอำนาจการตรวจสอบคณะสงฆ์ในระดับหนึ่งส่วนข้อเสียของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับนี้ก็คือ คณะสงฆ์เติบโตโดยปราศจากการถ่วงดุลและการตรวจสอบการใช้อำนาจในกิจการพระพุทธศาสนา จึงไม่อาจแก้ปัญหาภายในของคณะสงฆ์ รวมทั้งภัยคุกคามพระพุทธศาสนาทั้งจากภายในและจากภายนอกได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพระศาสนาในทุกด้าน๒๖ สมพร พรหมหิตาธร, กฎหมายและคำพิพากษาเกี่ยวกับวัด, (กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนา, 2532), หน้า ๒๙.๒๗ กรมการศาสนา, ประวัติการปกครองคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท., 2527), หน้า ๙๐.๒๘ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๗ - ๑๐๐.


การปกครอง ๖๑ปัญหาของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มีหลายประเด็น เช่น สถานะความเป็นนิติบุคคลของวัดและสำนักสงฆ์ความล่าช้าในการบริหารจัดการเนื่องจากการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง การขาดกลไกการควบคุมพฤติกรรมและการเงินที่เข้มงวด รวมถึงปัญหาด้านความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ยังมีความเหลื่อมล้ำและล้าสมัย1. ปัญหาด้านสถานะทางกฎหมาย• การเป็นนิติบุคคล การจำแนกสถานะระหว่าง \"วัด\" ซึ่งเป็นนิติบุคคล กับ \"สำนักสงฆ์\" ที่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ยังเป็นประเด็นที่ต้องมีการกำหนดนิยามให้ชัดเจน• กฎหมายที่ดิน ความสัมพันธ์ระหว่างที่ดินวัด (ธรณีสงฆ์) กับกฎหมายทรัพย์สินของแผ่นดิน และการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย2. ปัญหาด้านการบริหารและการปกครอง• การรวมอำนาจ การรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางมากเกินไปทำให้การแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วนล่าช้า และไม่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่ที่มีความหลากหลาย• การบริหารจัดการ การบริหารจัดการวัดที่ยังเป็นนิติบุคคล ยังต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎหมายทั่วไปและมีประสิทธิภาพมากขึ้น๓.8 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารและปกครองคณะสงฆ์แต่อย่างใด แต่ก็ได้อาศัยเหตุผลพอสรุปได้ว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ได้ใช้บังคับเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติบางมาตราไม่ชัดเจน ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน และในบางกรณีมิได้บัญญัติไว้ ทำให้เกิดปัญหาทางปฏิบัติจึงเป็นการสมควรที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ให้เหมาะสมต่อไป สมควรปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชและการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช การแต่งตั้งถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุ อำนาจหน้าที่และการปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคม การปกครอง การสละสมณเพศของคณะสงฆ์และคณะสงฆ์อื่น วัด การดูแลรักษาวัด ทรัพย์สินของวัดและศาสนสมบัติกลาง ตลอดจนปรับปรุงบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ได้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จำนวน 16 มาตรา และเพิ่มเติมอีก 9 มาตรา ดังนี้1. เพิ่มเติมมาตรา 5 ทวิ มาตรา 5 ตรี เพื่อกำหนดบทนิยมให้ได้ความชัดเจนสะดวกในการตีความเนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มิได้กำหนดบทนิยามไว้และเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุ2. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 7 และมาตรา 9 และมาตรา 10 เพื่อปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้มีได้เพียงพระองค์เดียว กำหนดขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชและการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช3. แก้ไขมาตรา 12 มาตรา 16 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 และเพิ่มเติมมาตรา 15 ทวิ มาตรา 15 ตรี และมาตรา 15 จัตวา เพื่อปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคม กรรมการมหาเถรสมาคม คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการมหาเถรสมาคมเพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น


๖๒ การปกครอง4. เพิ่มเติมมาตรา 20 ทวี เพื่อปรับปรุงบทบัญญัติโดยกำหนดให้มีเจ้าคณะใหญ่ทำหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์5. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 27 เพื่อปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการสละสมณเพศของพระภิกษุให้เหมาะสม6. แก้ไขมาตรา 31 มาตรา 35 และมาตรา 35 และเพิ่มเติมมาตรา 32 ทวิ เพื่อปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยวัด การดูแลรักษาวัด ทรัพย์สินของวัด วัดร้าง และศาสนสมบัติกลางให้เหมาะสม7. แก้ไขมาตรา 42 มาตรา 43 และมาตรา 44 และเพิ่มเติมมาตรา 44 ทวิ และมาตรา 44 ตรี เพื่อปรับปรุงบทกำหนดโทษให้เหมาะสม8. แก้ไขมาตรา 46 เกี่ยวกับคณะสงฆ์อื่นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ๒๙พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มีทั้งหมด ๘ หมวด คือ หมวด ๑ สมเด็จพระสังฆราช หมวด ๒ มหาเถรสมาคม หมวด ๓ การปกครองคณะสงฆ์ หมวด ๔ นิคหกรรมและการสละสมณเพศ หมวด ๕ วัด หมวด ๖ ศาสนสมบัติ หมวด ๗ บทกำหนดโทษ หมวด ๘ เบ็ดเตล็ด พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มีสาระสำคัญ ดังนี้ ๓๐1. มาตรา 7 กำหนดให้คณะสงฆ์ไทยมีสมเด็จพระสังฆราชเพียงองค์เดียว ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช คำว่า “สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” หมายความว่า สมเด็จพระราชาคณะที่ได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะชั้นสมเด็จก่อนสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น2. มาตรา 12 เพิ่มจำนวนกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งจากไม่เกิดแปดรูปเป็นไม่เกินสิบสองรูป ดังนั้น คณะกรรมการมหาเถรสมาคม ในปัจจุบันมีกรรมการทั้งสิ้น 21 รูป ประกอบด้วย สมเด็จพระราชาคณะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งทั้ง 8 รูป กรรมการมหาเถรสมาคมที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง 12 รูป และสมเด็จพระสังฆราช ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง 3. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 15 ตรี กำหนดอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมไว้ชัดเจนกว่าที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ดังนี้“มาตรา 15 ตรี มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้(1) ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม(2) ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร(3) ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแพร่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์(4) รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา(5) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นเพื่อการนี้ ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎหมายมหาเถรสมาคมออกข้อบังคับ วางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้ และจะมอบ๒๙ พระวิสุทธิโสภณ, การปกครองคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาบรรณาคาร, 2543), หน้า 151.๓๐ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมฺจิตฺโต), การปกครองคณะสงฆ์ไทย, หน้า 53.


การปกครอง ๖๓ให้พระภิกษุรูปใด หรือคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการ ตามมาตรา 19 เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่งก็ได้”อำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 เกี่ยวข้องกับการควบคุมและส่งเสริมกิจการคณะสงฆ์ที่เคยถูกจัดเป็นอำนาจหน้าที่ของสังฆมนตรีแห่งองค์การ 4 ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 อาจกล่าวได้ว่า มหาเถรสมาคมในปัจจุบันมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานคณะสงฆ์ 6 ประเภท คือ 1) การปกครอง 2) การศาสนศึกษา 3) การศึกษาสงเคราะห์ 4) การเผยแพร่ 5) การสาธารณูปการ 6) การสาธารณสงเคราะห์ ถ้าตัดข้อ 3 และข้อ 6 ออกไป ที่เหลืออีก 4 ข้อ ก็คืองานในความรับผิดชอบของสังฆมนตรีแห่งองค์การทั้ง 4 ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 การบริหารงานของมหาเถรสมาคม เป็นไปในลักษณะที่ว่ากรรมการทั้งหมดร่วมกันรับผิดชอบงานทั้ง 6 ประเภท โดยไม่มีการแบ่งเป็นองค์การหรือกระทรวงให้ชัดเจน แล้วมอบหมายให้กรรมการรูปใดรูปหนึ่งทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานั้นเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ในส่วนที่เกี่ยวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชและอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม ส่วนที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจทั้ง ๓ ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการมีแก้ไขเล็กน้อยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับ พ.ศ. ๒๕๓๕) มีการเพิ่มเติมบทนิยามเพื่อให้ได้ความชัดเจนและสะดวกในการตีความปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้มีเพียงพระองค์เดียว เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาขัดแย้งในองค์กรคณะสงฆ์ กำหนดขั้นตอนการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช กำหนดอำนาจเจ้าหน้าที่และการหน้าปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคมให้ชัดเจน กำหนดให้มีเจ้าคณะใหญ่เพื่อทำหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของมหาเถรสมาคมปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการสละสมณเพศของพระภิกษุ พร้อมทั้งกำหนดให้พระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศนั้น ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบ๓๑คำวินิจฉัยนั้นเพิ่มเติมบทบัญญัติให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัด เนื่องจากได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 72 มีผลให้วัดไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องบัญญัติให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายนี้ เพื่อประโยชน์ในการปกครองดูแลและรักษาศาสนสมบัติของวัดเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการดูแลรักษาศาสนาสมบัติของวัดร้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มิได้บัญญัติไว้ ปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และที่ศาสนสมบัติกลางให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้องและได้รับค่าผาติกรรม ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นการบัญญัติเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดอายุความขึ้นต่อสู้ที่ศาสนสมบัติกลางพร้อมกำหนดให้เป็นทรัพย์สิน ซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เพื่อป้องกันการคุ้มครองที่ศาสนสมบัติกลาง อันเป็นทรัพย์สินของพระพุทธศาสนา เพิ่มเติมบทกำหนดโทษผู้ที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตร้ายต่อสมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มิได้บัญญัติไว้อีกทั้งปรับปรุงบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับสภาพในปัจจุบัน ประเด็นหลักของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 คือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเดิมเคยเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง๓๑ พระวิสุทธิโสภณ, การปกครองคณะสงฆ์ไทย, หน้า 151.


๖๔ การปกครองประเด็นและข้อถกเถียงที่สำคัญ• การจำกัดพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้แก้ไขมาตรา 7 ของ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยกำหนดให้การเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชเป็นอำนาจของมหาเถรสมาคมที่จะเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นมา จากนั้น นายกรัฐมนตรีจึงนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงสถาปนา• การเมืองแทรกแซงกิจการคณะสงฆ์การแก้ไขดังกล่าวทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอิทธิพลหรือก้าวก่ายในกระบวนการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดของคณะสงฆ์ได้ง่ายขึ้น• ความขัดแย้งระหว่างคณะสงฆ์ปัญหานี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งและการแบ่งฝ่ายในหมู่พระสงฆ์ (ธรรมยุติกนิกายและมหานิกาย) โดยเฉพาะในประเด็นคุณสมบัติและความอาวุโสของผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นสมเด็จพระสังฆราช• นำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง จากปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ได้นำไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์อีกครั้ง โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในปี พ.ศ. 2559 (ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาล คสช.) เพื่อ \"ถวายคืนพระราชอำนาจ\" ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชให้กลับไปเป็นของพระมหากษัตริย์โดยตรงตามโบราณราชประเพณีดังเดิมปัญหาหลักของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 คือการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และกระบวนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งอยู่เรื่อย ๆ ๓.9 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ หลังจากการใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 ในปีถัดมา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ได้ทำให้มหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดทางการปกครองคณะสงฆ์กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ในโครงสร้างและรูปแบบเดียวกันกับพระราชบัญญัติลักษะณการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ดังกรณีพระราชดําริแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธมฺมธโช) วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง หรือพระราชดําริพระราชทานสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้ให้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และตามโบราณราชประเพณีที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านานนั้น พระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมทั้งทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑลให้เจริญมั่นคงเป็นไปตามแบบแผนอันเรียบร้อยตลอดมา เพื่อให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองถาวรเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน ซึ่งจะก่อให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม มีความร่มเย็นผาสุกแก่ประชาชนและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ สมควรบัญญัติกฎหมายให้เป็นการสืบทอดและธำรงรักษาไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้“มาตรา ๕ ตรี เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์จึงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัตินี้”


การปกครอง ๖๕มาตรา๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคเจ็ดของมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕“ความในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนพระราชอำนาจที่จะทรงพระกรุณาโปรดหรือมีพระราชวินิจฉัยให้ปฏิบัติเป็นประการอื่น”มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน“มาตรา ๑๒ มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบรูปซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์การแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง และการดำเนินการตามมาตรา ๑๕ (๔) และวรรคสอง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้”“มาตรา ๑๔ กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้”“มาตรา ๑๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๔ กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (๑) มรณภาพ (๒) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ (๓) ลาออก(๔) พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้ออกในกรณีที่กรรมการมหาเถรสมาคมพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ พระมหากษัตริย์อาจทรงแต่งตั้งพระภิกษุตามมาตรา ๑๒ รูปใดรูปหนึ่งเป็นกรรมการแทน“มาตรา ๒๐/๒ การแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะภาค หากมีพระราชดำริเป็นประการใด ให้ดำเนินการไปตามพระราชดำรินั้นสำหรับการแต่งตั้งและถอดถอนพระภิกษุผู้ดำรงตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตำแหน่งอื่นให้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะมีพระราชดำริเป็นประการอื่น”จากความในมาตรา ๒๐/๒ ดังกล่าว มหาเถรสมาคม จึงได้ตรากฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ที่แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2563) มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่อง การแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนและเงื่อนไขการแต่งตั้ง เช่น การเสนอรายชื่อเจ้าอาวาสให้เจ้าคณะจังหวัดพิจารณาแต่งตั้ง และการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งพระสังฆาธิการบางตำแหน่ง ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ อำนาจการถอดถอน การถอดถอนพระสังฆาธิการในตำแหน่งสำคัญ เช่น เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวง จะต้องมีการเสนอเรื่องให้มหาเถรสมาคมพิจารณา และต้องดำเนินการตามพระราชดำริที่ได้รับประเด็นหลักของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชและกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างอำนาจและการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยประเด็นและข้อถกเถียงสำคัญ• การถ่ายโอนอำนาจแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชo ก่อนแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๕) กำหนดให้มหาเถรสมาคมเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช


๖๖ การปกครองo หลังแก้ไข (ฉบับที่ ๔) ได้ยกเลิกมาตราดังกล่าว และกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ทั้งหมด รวมถึงการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการo ปัญหา การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมองว่าเป็นการลดทอนอำนาจของมหาเถรสมาคมและคณะสงฆ์ในการปกครองตนเอง และเพิ่มการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ (ผ่านนายกรัฐมนตรี) เข้าไปในกิจการภายในของสงฆ์o การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)o พ.ร.บ. ฉบับที่ ๔ กำหนดให้การแต่งตั้งกรรมการ มส. เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์เช่นกัน โดยอาจแต่งตั้งจากพระภิกษุผู้มีสมณศักดิ์หรือไม่ก็ได้ ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะและมีลำดับอาวุโสตามที่กำหนดo ปัญหา ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความต่อเนื่องและความมีเสถียรภาพของโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ เพราะการแต่งตั้งไม่จำเป็นต้องยึดตามหลักอาวุโสหรือสมณศักดิ์แบบเดิมอีกต่อไปo ประเด็นด้านกฎหมายและการตีความo มีการตั้งคำถามถึงปัญหาด้านข้อกฎหมายในการบังคับใช้และบทเฉพาะกาลo บางฝ่ายมองว่าการแก้ไขนี้อาจขัดแย้งกับหลักการปกครองคณะสงฆ์แบบประชาธิปไตยหรือหลักพระธรรมวินัยบางประการที่เน้นการปกครองกันเอง ปัญหาหลักคือการเปลี่ยนดุลอำนาจจากการที่คณะสงฆ์มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ปกครองสูงสุดของตนเอง ไปสู่การใช้อำนาจรัฐและพระราชอำนาจในการแต่งตั้งโดยตรง ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระและความเหมาะสมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในสายตาของบางกลุ่ม การตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ผ่านมาทั้งหมดในยุครัตนโกสินทร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความใกล้ชิดกันระหว่างราชอาณาจักรกับศาสนาจักร ราชอาณาจักรมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคณะสงฆ์ไทย เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ในขณะเดียวกันก็ควบคุมคณะสงฆ์เช่นกัน จึงเป็นข้อเสนอที่คณะสงฆ์ไม่สามารถปฏิเสธได้ เป็นระเบียบปฏิบัติที่ต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกับพระธรรมวินัย ส่วนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ จึงสะท้อนมิติด้านการปกครองของคณะสงฆ์จนกลายเป็นสถาบันสงฆ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การกระทำความเข้าใจกับคณะสงฆ์ในปัจจุบัน จึงต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาสาระของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ เป็นต้นมา การปกครองเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะศาสนาจักรอยู่ได้โดยคล้อยตามการปกครองของฝ่ายอาณาจักร หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การปกครองของคณะสงฆ์อยู่ภายใต้กฎ ๓ ประการ คือ กฎหมายแผ่นดิน พระธรรมวินัย และจารีต ส่วนงานของพระสงฆ์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายพระสงฆ์สมณศักดิ์ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพิเศษ คือ ๑. ขอพระคุณเจ้าจงรับธุระพระพุทธศาสนา ๒. เป็นภาระสั่งสอน ๓. ช่วยระงับอธิกรณ์๔. อนุเคราะห์พระภิกษุ สามเณรในอารามหรือในเขตปกครองตามสมควร แต่แก่นแท้คือการปกครองตามพระธรรมวินัย ยึดพระธรรมวินัยเป็นธรรมนูญการปกครอง ใช้อำนาจและรัฐและจารีตเป็นหลักสนับสนุน คราวใดเกิดความไม่เรียบร้อยขึ้นในคณะสงฆ์ ได้อาศัยอำนาจรัฐเข้าช่วยจัดการแก้ไขความไม่เรียบร้อยนั้น ดังเช่นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช การคณะสงฆ์และการพระศาสนาดำเนินมาได้ด้วยลักษณะอย่างนี้ประเทศไทยมีองค์กรสงฆ์ที่พัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งปัจจุบัน จุดมุ่งหมายในการจัดองค์กรสงฆ์ไทยเพื่อความรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา สร้างความ


การปกครอง ๖๗มั่นคงให้กับชาติบ้านเมือง สถาบันวัดเป็นศูนย์กลางพัฒนาคนให้กับสังคม อยู่บนพื้นฐานแห่งธรรมวินัยและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทยที่มีพัฒนาการมาโดยลำดับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ชื่อว่ามีส่วนสำคัญยิ่งในการบริหารจัดการให้องค์กรคณะสงฆ์ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ฉะนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้นำการบริหารคณะสงฆ์ในยุคปัจจุบัน ต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์มีความรู้ความสามารถ และเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยจริยาวัตรข้อปฏิบัติที่ดีงาม และเป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์และสังคมโดยรวม๓.10 มาตรการเสริมการปกครองคณะสงฆ์ให้มีความเรียบร้อยดีงามมาตรการในการเสริมสร้างความเอื้อเฟื้อในพระวินัยของพระสงฆ์ในยุคปัจจุบัน จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาล คณะสงฆ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนฝ่ายคฤหัสถ์ สำหรับด้านรัฐบาลนั้นการเข้ามาเสริมสร้างความเคร่งครัดด้านพระวินัยของพระสงฆ์ ได้มีมาแล้วแต่โบราณ เรียกว่า “การถวายอารักขาแก่พระศาสนา” นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า “ในเมืองไทยนั้น พระราชานุเคราะห์และพระราชอำนาจจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการจรรโลงองค์กรคณะสงฆ์ตลอดมา คณะสงฆ์ไทยไม่มีกฎระเบียบ ธรรมเนียมปฏิบัติ หรือการจัดการองค์กรภายในของตนเอง ที่จะรักษาองค์กรของตนให้เป็นอิสระได้ โจรผู้ร้ายแอบแฝงมาบวชอาศัยผ้าเหลืองกระทำมิจฉาชีพ พระภิกษุประพฤติทุราจาร ไพร่หนีนายมาแฝงเร้นเป็นภิกษุ ฯลฯ ก็ล้วนต้องอาศัยพระราชอำนาจชำระอลัชชีเหล่านี้ออกจากพระภิกษุสงฆ์ เพื่อบำรุงรักษาศาสนวงศ์ให้บริสุทธิ์สืบมา”๓๒การให้ความอารักขาหรืออุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาจากหน่วยงานภาครัฐนั้น เช่น การตรากฎหมายลงโทษผู้ที่กระทำความผิดต่อพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ เมื่อกระทำความผิดร้ายแรงทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสียทั้ง ๆ ที่เป็นบรรพชิต จะต้องมีมาตรการทางกฎหมายลงโทษมิใช่แค่เพียงจับสึกอย่างเดียว เหมือนอย่างสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงตรากฎพระสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเสริมการปกครองตามพระวินัย กำราบภิกษุที่กระทำความผิดที่เป็นโลกวัชชะ จะได้เกรงกลัวไม่กล้ากระทำผิดเพราะเกรงอาชญาบ้านเมือง ส่วนแนวทางในการเสริมความเคร่งครัดด้านพระวินัยของพระสงฆ์มาตรการอื่น ๆ นั้น คือ๑. การสร้างมาตรการกลั่นกรองผู้ที่จะเข้ามาบวช การกลั่นกรองผู้ที่จะเข้ามาบวชนี้น่าจะเป็นมาตรการขั้นต้นสำหรับป้องกันความไม่เอื้อเฟื้อในพระวินัยของพระสงฆ์อันที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้าทรงวางมาตรการไว้อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ก่อนที่จะเข้ามาบวชจะต้องอาศัยสงฆ์อย่างน้อย ๑๐ รูป เป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง ต้องตรวจสอบประวัติให้เรียบร้อย เมื่อเห็นว่าไม่ด่างพร้อยแล้วจึงจะอนุญาตให้บวช เมื่อบวชแล้วจะต้องผ่านการอบรมกล่อมเกลาอย่างน้อย ๕ ปี จนกว่าจะคุ้มครองตัวเองได้ จะเห็นได้ว่าถ้าปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ปัญหาต่าง ๆ ก็คงจะไม่เกิดขึ้น และควรมีการกลั่นกรองผู้ที่จะเข้ามาบวช ด้วยการทดลองก่อนบวช โดยให้ผู้ประสงค์บวชมาอยู่วัดชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนบวช เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการครองเพศบรรพชิต โดยถือศีล ๕ หรือศีล ๘ พร้อมกับศึกษาให้มีความรู้เบื้องต้นในด้านพระธรรมวินัย ทั้งปริยัติและปฏิบัติตามสมควร ขณะเดียวกันก็ปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์และพระในวัด เพื่อเรียนรู้และฝึกตนให้คุ้นเคยกับชีวิตพระไปพร้อมๆ กับเปิดโอกาสให้อุปัชฌาย์ได้รู้จักอุปนิสัยผู้ขอบวชมากขึ้น”๓๓ ซึ่งการกลั่นกรองผู้ที่จะเข้ามาบวชนี้ ไม่ใช่เป็นการปิดกั้นบุคคลที่จะเข้ามาบวชเสีย แต่เป็นไปใน๓๒ นิธิ เอียวศรีวงศ์, พุทธศาสนาในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย, (กรงเทพมหานคร : มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๓), หน้า ๘๔.๓๓ พระไพศาล วิสาโล และคณะ, มองอย่างพุทธ เพื่อความเข้าใจในชีวิตและสังคม, (กรุงเทพมหานคร :บริษัท เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง จำกัด, ๒๕๔๖), หน้า ๗๑.


๖๘ การปกครองลักษณะการเตรียมความพร้อมของผู้ที่จะเข้ามาบวช ซึ่งในเชิงปฏิบัติอาจจะปฏิบัติได้ยาก แต่ถ้าทำกันอย่างจริงจังทั้งสังฆมณฑล ปัญหาก็คงจะลดน้อยกว่าปัจจุบันนี้ไปอีกมาก๒. การสร้างจิตสำนึกด้านพระวินัยให้เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์การสร้างจิตสำนึกนี้ เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้พระภิกษุสงฆ์มีความสังวรระวังในพระวินัยมากขึ้น ดังปรากฏในพระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ว่า “บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใดๆ ของสมณะ เราต้องทำกิริยาอาการนั้น ๆ” “บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า ตัวเราเอง ติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่”“บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่า ผู้รู้ใคร่ครวญแล้ว ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่”๓๔ การพิจารณาบ่อย ๆ อย่างนี้จะทำให้เกิดสมณสัญญา และจะทำให้เกิดจิตสำนึกว่าเมื่อเป็นสมณะ หน้าที่ของสมณะคืออะไร ซึ่งการสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นแก่พระสงฆ์นี้ เป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ ตลอดถึงพระสังฆาธิการเจ้าคณะผู้ปกครองจะต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ให้มาก ๆ ซึ่งเรื่องการสร้างจิตสำนึกนี้ มีความสำคัญต่อพฤติกรรมของพระภิกษุเป็นอย่างมาก แม้แต่นักอาชญาวิทยาสมัยใหม่ อย่างเช่นศาสตราจารย์เฮอร์แมนน์ แมนน์ไฮม์ (Hermann Mannheim) ชาวอังกฤษ ก็ยอมรับว่า “ปัจจัยทางด้านจิตใจมีผลต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์ที่จะกระทำความผิดหรือมีสติยับยั้งตนเองก็ได้ เป็นสาเหตุที่สำคัญยิ่งไปกว่าปัจจัยทางกายภาพหรือปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม”๓๕๓. การปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์โดยให้หันมาเน้นถึงสารัตถะแห่งพระวินัยให้มากขึ้น การปกครองสงฆ์ปัจจุบันใช้รูปแบบการปกครองสงฆ์ตามพระราชบัญญัติปกครองสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึงแม้จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมบ้าง แต่เนื้อหาสาระสำคัญ ๆ ยังคงเดิม คือมีโครงสร้างการปกครองที่รวมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง ในขณะที่พระสงฆ์กระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่อำนาจการบริหารคณะสงฆ์อยู่ที่มหาเถรสมาคม ซึ่งมีคณะกรรมการอยู่จำนวน ๒๑ รูป ซึ่งพระราชบัญญัติปกครองสงฆ์ฉบับนี้ นักวิชาการทางพระพุทธศาสนาหลายท่านระบุว่า มีปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการแก้ไข เพื่อให้การทำงานเชิงรุก โดยไม่ไปตัดทอนอำนาจของมหาเถรสมาคม ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวจัดเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภา อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มา การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์เป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะปัจจัยเรื่องความสมานสามัคคีในหมู่พุทธศาสนิกชนด้วยกันเอง ส่วนหัวใจสำคัญของการบริหารการปกครองสงฆ์คือพระธรรมวินัย หากนำระบบการปกครองแบบทางโลกมาใช้กับคณะสงฆ์มากเกินไป ก็จะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่ชาวโลกประสบกันอยู่ก็ได้ ดังนั้น จึงควรใช้พระธรรมวินัยเป็นใหญ่ มาตรการต่าง ๆ ที่จะออกมาต้องให้สอดคล้องกับพระธรรมวินัย”๓๖ ดังนั้น การปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์โดยให้หันมาคำนึงและเน้นถึงสารัตถะแห่งพระวินัยให้มากขึ้น ก็จะทำให้การปกครองสงฆ์เป็นอุปกรณ์หรือเป็นสิ่งที่จะเอื้อต่อการปฏิบัติตามพระวินัยของพระสงฆ์มากขึ้น๔. การปรับปรุงระบบการศึกษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ การศึกษาพระธรรมวินัยมีส่วนสำคัญต่อความเอื้อเฟื้อพระวินัยของพระสงฆ์เป็นอันดับแรก กล่าวได้ว่า วิถีชีวิตของภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นวิถีชีวิตของการศึกษา (ที่เรียกว่าไตรสิกขา) โดยความสำคัญของการศึกษานั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้เรียนเองแล้ว ยังเป็นการสร้างกำลังคนให้แก่พระศาสนาอีกประการหนึ่งด้วย ดังนั้น จึงต้องหา๓๔ องฺ.ทสก. ๒๔/๔๘/๙๑. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๒๑๑ - ๒๑๓๓๕ ประเทือง ธนิยผล, อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๔), หน้า ๗๗.๓๖ พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ, ปรับปรุงกิจการคณะสงฆ์เพื่อธำรงพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หน้า ๑๑.


การปกครอง ๖๙มาตรการให้การศึกษาพระธรรมวินัยให้ทั่วถึงทั้งพระภิกษุที่พำนักอยู่ในส่วนกลางย่านชุมชนเมือง และที่พำนักอยู่ในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกล ในประเด็นดังกล่าว ถ้าหากคณะสงฆ์แก้ระบบการศึกษาให้มีความเจริญก้าวหน้าสอดคล้องกับพระธรรมวินัย และเหมาะสมกับสมัยแล้ว กิจการพระศาสนาด้านอื่นๆ ก็เป็นอันแก้ได้ตกเกือบหมด เพราะเมื่อศาสนาได้กำลังคนที่มีความสามารถแล้ว แม้การปกครองและการเผยแผ่ก็มีผลดีไปด้วย ฉะนั้น พระธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเริ่มต้นด้วยปริยัติ (การศึกษา) ซึ่งเป็นผลให้การปฏิบัติได้ถูกต้อง แล้วจะส่งผลให้ได้ปฏิเวธ อันเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา ๓๗ ซึ่งการศึกษาดังกล่าวจะต้องปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับวัยและระยะเวลาของผู้บวช โดยจัดสรรเนื้อหาของพระปริยัติธรรมให้เหมาะสม นอกจากนี้จะต้องจัดหลักสูตรสำหรับพระที่บวชในระยะเวลาอันสั้นด้วย เพื่อที่ว่านอกจากจะได้เรียนรู้ขณะที่ยังเป็นพระแล้ว เมื่อลาสิกขาไป ก็จะเป็นคฤหัสถ์ที่มีความรู้ในพระวินัย สามารถปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์ได้อย่างถูกต้องนอกจากนี้มาตรการในการเสริมสร้างความเคร่งครัดพระวินัยของพระสงฆ์ ยังมีอีกมากมายหลากหลายวิธีการ เช่น การให้ความรู้เรื่องพระวินัยแก่คฤหัสถ์ เมื่อคฤหัสถ์ทราบถึงวินัยของพระสงฆ์แล้ว จะได้ปฏิบัติต่อพระสงฆ์ได้อย่างถูกต้องและการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดของเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ตลอดจนอุปัชฌาย์อาจารย์ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้พระสงฆ์มีความสำรวมระวังในพระวินัยมากน้อยเพียงใดปัญหาของการบริหารจัดการของคณะสงฆ์ จึงคล้ายกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอินเดีย ดังนี้1. ปัญหาส่วนบุคคลของพระสงฆ์ เช่น การขาดการศึกษาเล่าเรียนตามพระธรรมวินัย การที่มีทิฐิในทางที่ผิดจากพระธรรมวินัย มุ่งหวังลาภสักการะจนเกินไป ขาดการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการพัฒนาบุคคลและสังคม ขาดทักษะการสื่อสาร การเทศน์ และการสื่อธรรมะร่วมสมัยที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในสังคม ขาดวิสัยทัศน์ในการทำงานเชิงรุก มีการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยของพระภิกษุบางรูป และมีการตีความหลักการและแนวปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน จนทำให้มีการอ้างอิงหรือเลือกใช้หลักการทางพระพุทธศาสนาบางอย่างเฉพาะกลุ่ม จนทำให้เกิดความไม่เข้าใจต่อกัน เป็นต้น2. ปัญหาจากองค์กรและระบบการทำงาน เช่น ขาดการประสานคณะสงฆ์ในระดับต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ขาดภาคีเครือข่ายและแนวร่วมในการพัฒนาเชิงจิตใจและปัญญา ขาดการวางแผนที่เป็นระบบขาดการนำภูมิปัญญาสากล ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับความสนใจของชาวพุทธ และที่สำคัญคือการขาดการเปิดที่ทางสังคมและการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนา3. ปัญหาจากภายนอกองค์กรหรือบริบททางสังคม เช่น การขาดศรัทธาความเชื่อมของคนใหม่จากการรุกเข้ามาหรือความท้าทายของกระแสโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความไม่ต่อเนื่องของการทำกิจกรรมเชิงพุทธของผู้คนในสังคม ขาดการประสานความร่วมมือขององค์กรชาวพุทธทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น ๓๘ มาตรการเสริมการปกครองคณะสงฆ์ให้มีความเรียบร้อยดีงาม สามารถทำได้โดยปฏิรูปโครงสร้างการปกครองให้ทันสมัยและสอดคล้องกับพระธรรมวินัย พร้อมทั้ง ปรับปรุงกฎระเบียบการแต่งตั้งสมณศักดิ์๓๗ สภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ, พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ประเทืองวิทย์, มปป.), หน้า ๑๙๒.๓๘ พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการและการสร้างเครือข่ายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๕๖), หน้า ๒๑๐.


๗๐ การปกครองให้เน้นที่ความรู้และความประพฤติโดยไม่มุ่งเน้นเพียงวัตถุสิ่งก่อสร้าง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแล๓.๑๐ แนวทางการพัฒนางานด้านการปกครองการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ ด้านการปกครองยังจัดอยู่ในรูปแบบเดิม ๆมีการประชุมเพื่ออบรมพระสังฆาธิการตามมติมหาเถรสมาคม หรือการจัดหลักสูตรระยะสั้น ๆ เท่านั้น แต่ยังไม่ได้มีองค์กร หรือสถาบันที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการพัฒนาพระสังฆาธิการในด้านการปกครองโดยตรง เหมือนกับกระทรวงมหาดไทย จุดแข็ง (Strength) : (๑) ความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนที่มีต่ออาวาสวัด (๒) เจ้าอาวาสวัดเป็นตัวจักรสำคัญในการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน (๓) การจัดกิจกรรมของวัดในการให้บริการแก่ชุมชนด้านศาสนาและวัฒนธรรม จุดอ่อน (Weakness) : (๑) พระสังฆาธิการจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจพันธกิจของตนที่จะต้องทำอะไรบ้าง ยังไม่รู้ว่าสิ่งใดจะต้องทำ สิ่งใดไม่ควรทำ (๒) ขาดสถาบันพัฒนาพระสังฆาธิการระดับมืออาชีพ ที่มีหลักสูตรเพื่อการพัฒนาพระสังฆาธิการในเชิงรุก (๓) พระสังฆาธิการส่วนหนึ่งยังยึดการบริหารจัดการโดยตนเอง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารน้อย ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนโอกาสการพัฒนา (Opportunity) : (๑) มีการสร้างบุคลากรในองค์กรให้มีความสามารถในการบริหารจัดการ (๒) มีการสร้างความเป็นธรรม ความเสมอภาคในองค์กร (๓) มีการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ (๔) มีการประสานประโยชน์ สร้างความร่วมมือ (๕) มีการกระจายอำนาจที่เหมาะสม (๖) สังคมไทยมีความต้องการให้สถาบันทางศาสนามาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นที่พึ่งให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง ภาวะคุกคาม (Threat) : ข้อกฎหมายการปกครองยังไม่ครอบคลุมทุกด้าน แนวทางการพัฒนางานด้านการปกครอง ควรมีระบบเพื่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นในการบริหารคณะสงฆ์ ทั้งการส่งเสริมสนับสนุนและแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดอธิกรณ์ขึ้น ดังนั้น พระสังฆาธิการต้องมีการศึกษา อบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการดูแลพระศาสนาและดูแลพระภิกษุสามเณร ตลอดถึงการอบรมประชาชนให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้นในอนาคต แต่ทั้งนี้ ก็ยังไม่พอเพื่อได้ทั้ง ๖ แผน ควรแบ่งงานแต่ละแผนเป็นโครงการย่อย ๆ เพื่อให้ครอบคลุมในการพัฒนาแผนโดยยึดหลัก ๓ ประการ คือ ควรเพิ่มหลักสูตร ควรเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการมีการเรียนรู้ และควรสร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแต่ละตำบล ๓๙พระสังฆาธิการต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล วิธีการทำงานที่แน่นอน ชัดเจน ทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร มีการกำหนดแผนในอนาคตระยะสั้น ระยะยาว เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานและวิชาต่าง ๆ ที่เหมาะสม มีการอบรมส่งเสริมการพัฒนาเพื่อส่งเสริมศักยภาพของพระสังฆาธิการ หรือหลักสูตรต่าง๓๙ พระมหาศรณชัย มหาปุญฺโญ (การะเวก), “การพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, จัดพิมพ์ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร. ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๐ - ๑๓๓.


บทที่ 4การศาสนศึกษา๔.๑ ความนำการศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เป็นการจัดการศึกษาที่เป็นระบบมาอย่างยาวนาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้พระภิกษุสามเณ รได้ศึกษาพระปริยัติธรรม อันเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม โดยมีสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวงและสำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักระบบการศึกษาหลักแบ่งออกเป็น 3 แผนก ได้แก่1. การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม มุ่งเน้นการศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาไทย มีการแบ่งชั้นเรียนออกเป็น 3 ระดับ สำหรับพระภิกษุสามเณร• นักธรรมตรี• นักธรรมโท• นักธรรมเอกนอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรสำหรับฆราวาส เรียกว่า ธรรมศึกษา ซึ่งมีเนื้อหาวิชาคล้ายคลึงกัน โดยปรับเปลี่ยนวิชาวินัยบัญญัติเป็นเรื่องเบญจศีล เบญจธรรม และอุโบสถศีลแทน2. การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีมุ่งเน้นการศึกษาภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระไตรปิฎก เพื่อให้สามารถเข้าใจหลักธรรมคำสอนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น การศึกษาแบ่งออกเป็น 9 ชั้น 8 ระดับ เรียกว่า เปรียญธรรม (ป.ธ.)• เปรียญตรีประโยค 1 - 2 และ เปรียญธรรม 3 ประโยค• เปรียญโท เปรียญธรรม 4, 5, 6 ประโยค• เปรียญเอก เปรียญธรรม 7, 8, 9 ประโยคผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป จะได้รับพระราชทานพัดยศและมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์ในระดับที่สูงขึ้น3. การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาเป็นการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการควบคู่ไปกับการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม โดยจัดตั้งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม เพื่อให้พระภิกษุสามเณรที่จบการศึกษามีวุฒิการศึกษาที่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือประกอบศาสนกิจอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกเหนือจากการศึกษาทั้ง 3 แผนกนี้ คณะสงฆ์ยังมีการศึกษาระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งจัดการศึกษาทั้งด้านพุทธศาสตร์และศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อให้พระสงฆ์มีความรู้รอบด้านและสามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาในบริบทสังคมปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม


๗๒ การศาสนศึกษา ๔.๒ ความหมายและความสำคัญของการศาสนศึกษาการศึกษา คือ การเล่าเรียน ฝึกฝน และอบรม ๑ซึ่งทำให้คนมีปัญญา มีความรู้เกิดการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ มีความฉลาด รู้จักคิด มีเหตุผล แก้ปัญหาได้ การศึกษาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การศึกษามีมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะต้องมีต่อไปถึงอนาคตการศึกษา สามารถแบ่งความรู้ออกเป็น 2 แบบ คือ1. การศึกษาแบบชาวโลก (Secular Education) เป็นการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต มุ่งศึกษาเนื้อหาตามรายละเอียดที่เขียนขึ้นเป็นหลักสูตร มีกฎเกณฑ์ในการเรียนการสอนเวลา การวัดผล และหลักฐานการจบการศึกษา2. การศึกษาแบบศาสนา (Religious Education) ได้แก่ การศึกษาทางธรรม เพื่อทางแห่งการพ้นทุกข์ เพื่อละโลภ โกรธ หลง เพื่อให้เกิดปัญญาอันนำไปสู่ความพ้นทุกข์ เป็นการศึกษาที่มุงศึกษาตนเอง โดยเฉพาะเรื่องจิตใจ ด้วยการฝึกอบรมตนเองตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรง ต้องลงมือปฏิบัติเอง เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางกาย วาจา ใจ และเกิดปัญญาการศึกษาแบบชาวโลก มีพัฒนาการจากอดีตถึงปัจจุบัน 4 ยุค ดังนี้1. ยุคการศึกษาที่เน้นตำราเป็นสำคัญ (Textbook Centered Education) เป็นการเรียนการสอนที่ครูเข้มงวดในระเบียบวินัยและข้อบังคับ ทุกอย่างต้องตามตำรา นักเรียนเป็นฝ่ายรับและจดจำอย่างเดียว ซึ่งจะผิดไปจากตำราไม่ได้เลย2. ยุคการศึกษาเน้นที่เนื้อหาวิชาการเป็นสำคัญ (Subject-matter Centered Education)เป็นการเรียนการสอนที่ครูยังคงมีอำนาจบังคับให้นักเรียนรับความรู้ทางวิชาการให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะรับได้ ราวกับว่านักเรียนเป็นภาชนะโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน แต่อ้างว่าเพื่อเป็นการฝึกสมอง3. ยุคการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Student Centered Education) เป็นการเรียนการสอนที่ครูให้โอกาสแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองเต็มตามความสามารถ ศักยภาพ และธรรมชาติของแต่ละคน4. ยุคการศึกษาที่เน้นชุมชนเป็นสำคัญ (Community CenteredEducation) การเรียนการสอนมุ่งเน้นให้พัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ มีการประสานงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความเป็นอยู่ที่ดี ขณะเดียวกันก็นำแหล่งวิชาในชุมชนมาปรับปรุงการเรียนการสอน การศึกษายุคนี้สนับสนุนคำนิยามของ John Dewey ที่ว่า “การศึกษาคือชีวิต” ๒การศาสนศึกษา หมายถึง การศึกษาพระปริยัติธรรมและการศึกษาอื่น ๆ อันสมควรแก่สมณะการศึกษาของสงฆ์แต่เดิมนั้นเริ่มต้นมาแต่สมัยพุทธกาลและบุคคลที่เข้ามาสู่สังฆมณฑลในครั้งพุทธกาลตามประวัติความเป็นมาส่วนมาก จะได้รับการศึกษาทั้งคดีโลกและคดีธรรมมาเป็นอย่างดีตามลัทธิศาสนาในสมัยนั้น เป็นต้นว่าเรียนจบไตรเพทมาก่อน๑ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, (กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คพับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า 1104.๒ประถม แสงสว่าง, การบริหารการศึกษาเบื้องต้น, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ประยูรวงศ์, ๒๕๒๕), หน้า 100 - 103.


การศาสนศึกษา ๗๓การศึกษาของสงฆ์ในสมัยพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่มี๒ ประการ คือ๑. คันถธุระ คือ ธุระฝ่ายคัมภีรกิจ ด้านการเรียน๒. วิปัสสนาธุระ คือ ธุระฝ่ายเจริญวิปัสสนา กิจด้านการบำเพ็ญภาวนาหรือเจริญพระกรรมฐาน ซึ่งรวมทั้งสมถะด้วยเรียกรวมเข้าในวิปัสสนาโดยฐานเป็นส่วนคลุมยอด ๓การศาสนศึกษา เป็นการจัดการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณรได้มีโอกาสศึกษาพระปริยัติธรรมและวิชาการต่าง ๆ ทุกๆ วิธีซึ่งมีตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา โดยไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย การศาสนศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภิกษุสงฆ์สามเณรที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาทั้งในระยะสั้น ระยะยาวเพราะอย่างน้อยที่สุดควรได้เรียนรู้พอเป็นแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต ภายหลังจากที่พระภิกษุสามเณรนั้นลาสิกขาแล้ว เช่น หลักคิหิปฏิบัติเป็นต้นงานหลักหรือภารกิจสำคัญของสถาบันสงฆ์คือการศึกษาระบบต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ในทางปกครองก็ดี ทางเลี้ยงชีพก็ดี ทางชีวิตสังคมก็ดี ล้วนมุ่งเน้นให้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนระบบการศึกษาอบรมทั้งนั้น กล่าวได้ว่าการศึกษาเป็นความหมายหรือเป็นตัวแท้ของชีวิตพรหมจรรย์ คำสอนและบทบัญญัติต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนามีสาระสำคัญที่ส่งเสริมการศึกษาการอบรม ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีระบบการฝึกหัดอบรมเพื่อให้บุคคลได้พัฒนาคุณสมบัติและความสามารถต่าง ๆ ตลอดจนลงมือกระทำการต่าง ๆ ด้วยวิธีการอันถูกต้องเพื่อเข้าสู่จุดมุ่งหมายหรือบรรลุสิ่งนั้นๆ คือต้องมีการศึกษาเท่านั้นเอง ๔การศึกษาเป็นกิจการของคณะสงฆ์ประเภทหนึ่งที่สำคัญมาก พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวว่า “...ถ้าเราไม่สามารถสร้างเครื่องมือและพัฒนานั้นอย่างดีเหลือเกินมีประสิทธิภาพ แต่คนใช้เครื่องมือไม่เป็นบัณฑิต อาจนำไปใช้ในทางโทษได้ โบราณถือว่ายื่นดาบให้กับโจร ฉะนั้น การสร้างคนให้เป็นบัณฑิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ...” ๕ในอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม มีความตอนหนึ่งว่า “ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษาของคณะสงฆ์” (มาตรา ๑๕ ตรี) และในระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ส่วนกลางมหาเถรสมาคมได้กำหนดวิธีดำเนินการควบคุมและส่งเสริมศาสนศึกษาว่า “ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบมหาเถรสมาคม” ทั้งได้กำหนดอำนาจหน้าที่เจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นว่า “ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษาให้ดำเนินเป็นไปด้วยดี” ๖พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒542 มาตรา 4 ให้ความหมายการศึกษาไว้ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม และอธิบายความหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิตว่าเป็นการศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานของการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องโดยบัญญัติตามแนวนโยบายเรื่อง Life-long Education (การศึกษาตลอดชีวิต) ขององค์การยูเนสโก และสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ที่ว่า “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา”๓พระเมธีธรรมมาภรณ์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต), การปกครองคณะสงฆ์ไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๙ (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๙), หน้า ๗๗.๔พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนากับการศึกษาในอดีต, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓), หน้า ๙๙.๕พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), รวบรวมบทความทางวิชการพระพุทธศาสนาและปรัชญา,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๒.๖พระเทพปริยัติสุธี(วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ), คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๘๗.


๗๔ การศาสนศึกษา การพัฒนาคนต้องอาศัยการศึกษาหรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า เป้าหมายหลักของการศึกษา คือพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพื่อมนุษย์จะได้บรรลุเป้าหมายถัดไปในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม การศึกษาจึงมีบทบาทและความสำคัญที่สุด๔.๓ การศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในอดีตการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามพระไตรปิฎกหรือที่เรียกว่าการศึกษาพระปริยัติธรรม(แผนกบาลี) เริ่มมีการเรียนการสอนในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์และพระภิกษุเป็นผู้สอนและประเมินผลแต่ยังไม่มีระบบการวัดผลที่ชัดเจน โดยใช้พระราชมณเฑียร มีวัดเป็นศูนย์กลาง และไม่มีหลักสูตรที่แน่นอนพ่อขุนรามคำแหง ทรงส่งเสริมให้มีการศึกษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก แม้พระองค์เองก็ทรงสั่งสอนประชาชนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การศึกษาของสงฆ์ในสมัยสุโขทัยมีรูปแบบการเรียนการสอน ดังนี้ 1. การศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นการศึกษาจากพระไตรปิฎก โดยแยกออกเป็นตอน ๆ ในเบื้องต้นให้ศึกษาพระสุตตันตปิฎก เมื่อเรียนจบพระสูตรแล้วก็ให้ศึกษาพระวินัยปิฎกต่อไป หลังจากนั้นจึงให้ศึกษาพระอภิธรรมปิฎกตามลำดับ2. วัดและวังเป็นศูนย์กลางของการศึกษา โดยวัดเป็นสถานศึกษาของบรรดาลูกหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป โดยมีพระภิกษุเป็นผู้สอนและจัดการศึกษา ส่วนวังเป็นสำนักราชบัณฑิตซึ่งสอนเฉพาะเจ้านายและบุตรหลานของข้าราชการและเป็นสถานที่เรียนธรรมของพระสงฆ์เท่านั้น ดังคำกล่าวว่า “เมื่อพระมหาธรรมราชาสร้างปราสาทราชมณเฑียรแล้ว ได้จัดให้มีพระสงฆ์เรียนพระไตรปิฎก และให้มีพวกพราหมณ์เรียนศิลปศาสตร์ในบริเวณพระมหาปราสาท”๗3. หลักสูตรการเรียนการสอนยังคงเป็นการเรียนภาษาบาลี พระไตรปิฎก และศิลปะศาสตร์ต่าง ๆ 4. ครูผู้สอน ได้แก่ พระมหาเถระ พระมหากษัตริย์และราชบัณฑิตเท่านั้น 5. การวัดผลและประเมินผล ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ส่วนใหญ่มักจะวัดความจำและความสามารถเป็นต้นครั้นถึงสมัยพระยาลิไท พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองมาก มีการแต่งหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เช่น ไตรภูมิพระร่วงหรือเตภูมิกถา เป็นต้น ทรงส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียนเป็นพิเศษ ดังปรากฏในศิลาจารึกสมัยพระเจ้าลิไท ในประชุมพงศาวดาร ภาค 1 ความว่า “ทรงเผดียงสงฆ์ทั้งหลาย ให้มาเล่าเรียนพระไตรปิฎกธรรม และศึกษาศิลปศาสตร์ต่าง ๆ ในบริเวณมหาปราสาทนั้น”๘และข้อความในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬารักษ์ ความว่า “พระภิกษุบางองค์ทรงไว้ได้ซึ่งคัมภีร์พระวินัยปิฎกคัมภีร์หนึ่งบ้าง สองคัมภีร์บ้าง สี่ห้าคัมภีร์บ้าง บางองค์ก็ทรงไว้ได้ซึ่งพระสุตตันตปิฎก สี่สิบพระสูตร ร้อยพระสูตร ยิ่งกว่าร้อยพระสูตรก็มีบ้าง บ้างก็ทรงไว้ซึ่งพระอภิธรรมปิฎก นับด้วยสิบภาณวารบ้าง ยิ่งกว่าร้อยภาณวารบ้าง”๙ต่อมาในสมัยพระเจ้าลือไท การปกครองทางฝ่ายบ้านเมืองอ่อนแอลง พระพุทธศาสนา๗พิทูร มลิวัลย์, มรดกพ่อขุนรามคำแหงวรรณกรรมเรื่องแรกของไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2523), หน้า 248.๘กองแผนงาน กรมการศาสนา, การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2516), หน้า 1 - 2. (อัดสำเนา)๙พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต (พระศรีวิสุทธิโมลี), “การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย” ใน พุทธจักรฉบับการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.พ., 2515), หน้า 5 - 6.


การศาสนศึกษา ๗๕ก็มีความแตกแยกระหว่างฝ่ายอรัญวาสีและคามวาสี เพราะฝ่ายคามวาสีมีอิทธิพลในราชสำนักและในหมู่ประชาชนทั่วไป ประชาชนในสมัยสุโขทัยให้ความสำคัญต่อการศึกษาพระธรรมและยกย่องผู้ที่ศึกษาพระธรรม แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของการศึกษาพระปริยัติธรรม เพราะได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์เช่น พ่อขุนรามคำแหง และพระยาลิไท เป็นต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา การศึกษาของคณะสงฆ์ยังเป็นลักษณะเดียวกับสมันสุโขทัย ต่างกันที่ว่าหลักสูตร การทดสอบ และการประเมินผลเริ่มเป็นระบบขึ้นบ้าง กล่าวคือมีการแบ่งหลักสูตรเป็น 3 ชั้น ได้แก่ บาเรียนตรี บาเรียนโท และบาเรียนเอก ๑๐ ด้านการวัดผลยังคงใช้การสอบปากเปล่าเหมือนสมัยสุโขทัยสมัยกรุงธนบุรี การศึกษาคณะสงฆ์ยังคงไว้ตามแบบกรุงศรีอยุธยา แต่ทำได้ก็ไม่เต็มที่เพราะบ้านเมืองอยู่ในระหว่างการกอบกู้เอกราชคืนมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แบ่งการศึกษาคณะสงฆ์ออกได้เป็น ๓ ยุค คือยุคที่ ๑ รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ยุคที่ ๒ รัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ยุคที่ ๓ รัชกาลที่ ๘ ถึงรัชกาลปัจจุบันในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก การศึกษาของคณะสงฆ์ยังเป็นลักษณะเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวคือเปลี่ยนหลักสูตรจากบาเรียนตรี โท และเอก เป็นประโยค 1 - 9 และเปลี่ยนจากการแปลพระคัมภีร์ในพระไตรปิฎกเป็นการแปลพระคัมภีร์ในอรรถกถา ส่วนการประเมินผลใช้การสอบปากเปล่าเหมือนเดิม ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้อพิเศษที่แตกต่างออกไปคือถ้าพระสงฆ์สามเณรรูปใดมีความสามารถในการแปลเป็นเลิศ จะเข้าสอบแปลปีเดียวตั้งแต่ประโยค ๓ - 9 ได้ ๑๑ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การศึกษาคณะสงฆ์ยังคงเหมือนเดิมหมด แต่ช่วงรอยต่อจากรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนวิธีการสอบแปลบาลีจากการแปลด้วยปากเปล่ามาเป็นการสอบด้วยวิธีเขียนแทน นอกจากนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ให้มีการจัดการเรียนสอนพระปริยัติธรรมแผนธรรมเป็นครั้งแรกจากเดิมที่มีเพียงแผนกบาลีอย่างเดียว ๑๒จะเห็นได้ว่า รัชกาลที่ ๑ ทรงสนพระทัยในการศึกษาพระพุทธศาสนามาก การศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์พระองค์ก็ทรงทำนุบำรุง ส่วนหลักสูตรการเรียนการสอนและการวัดผล ยังคงดำเนินตามแบบกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ส่วนรัชกาลที่ ๒ มีการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ โดยกำหนดวิธีการสอบ(คำว่า ประโยค นี้น่าจะมาจากการแปลบาลีนั้นเองคือผู้แปลต้องรู้จักประโยคกัตตุวาจก กรรมวาจก ประโยคนาม ประโยคอาขยาต เป็นต้น การแปลครั้งหนึ่ง ๆ จะใช้กี่ประโยค ก็แล้วแต่กรรมการกำหนด แต่เดิมนั้นประโยค ๓ ต้องแปล ๓๐ บรรทัด คือ ๓ ใบลาน (ใบละ ๑๐ บรรทัด) ต่อมาก็ลดลงเหลือ ๒ ใบบ้าง เป็นต้น) ส่วนในสมัยรัชกาลที่ ๓ และรัชกาลที่ ๔ การศึกษาคณะสงฆ์เป็นเช่นในสมัยรัชกาลที่ ๒๑๐ กรมการศาสนา, การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2516),หน้า 3.๑๑ กรมการศาสนา, ประวัติการปกครองคณะสงฆ์ไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, 2527), หน้า 32 - 33.๑๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า 45.


๗๖ การศาสนศึกษา รัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงเห็นว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นจึงทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาทั้งประชาชนและพระสงฆ์ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้พระสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียนในทางปริยัติธรรมและวิชาการทางโลกควบคู่กัน เมื่อมีพระบรมราชโองการประกาศพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ก็มีบทบัญญัติให้เจ้าอาวาสมีหน้าที่ในการให้การศึกษานอกจากแก่พระสงฆ์แล้วยังให้มีหน้าที่ให้การศึกษาแก่กุลบุตรอีกด้วย เป็นผลทำให้วัดกับบ้านมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้ในโครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๔๑ ก็ทรงรวมสถาบันการศึกษาของสงฆ์เข้าไว้ในโครงการศึกษาของชาติด้วย การสอบพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ยังคงใช้วิธีการสอบตามแบบเก่าโดยวิธีแปลด้วยปากเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๕ จึงมีการเปลี่ยนแปลงมาสอบด้วยวิธีเขียนในบางประโยคจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงให้ยกเลิกการสอบความรู้บาลีด้วยวิธีแปลด้วยปากมาเป็นให้สอบด้วยวิธีเขียนแทนทุกประโยครัชกาลที่ ๖ การศึกษาของสงฆ์มีการปรับปรุงให้เจริญขึ้น ได้เพิ่มการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมขึ้นใหม่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่น ทรงพระปริวิตกว่าการศึกษาของภิกษุสามเณร คือการศึกษาภาษาบาลีเพื่อให้สามารถอ่านพระไตรปิฎกได้เป็นเรื่องยาก จึงได้ทรงหาทางจัดการเพื่อให้ภิกษุสามเณรได้เรียนรู้พระธรรมวินัยได้สะดวก โดยได้ทรงริเริ่มสอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณรบวชใหม่เป็นภาษาไทย และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาพระปริยัติธรรมแบบใหม่ที่ เรียกว่า นักธรรม หรือพระปริยัติธรรมแผนกธรรมรัชกาลที่ ๗ มีการเปิดโอกาสให้ฆราวาสชายหญิงสามารถศึกษาพระปริยัติธรรมได้โดยพระภิกษุสามเณร เรียกว่า “นักธรรม” ฆราวาสชายหญิง เรียกว่า “ธรรมศึกษา”รัชกาลที่ ๘ - ๙ ได้ตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒484 ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล การศึกษาของสงฆ์ยังคงยึดถือแนวทางการศึกษาตามแบบเดิม คือการศึกษาพระปริยัติธรรมซึ่งแบ่งเป็นการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นแผนกธรรมและแผนกบาลี พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒505 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ๒535 ระบุถึงการบริหารกิจการด้านการศึกษาไว้เช่นเดียวกันว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่ให้การศึกษาและอบรมสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่พระสงฆ์และคฤหัสถ์ในวัดตามสมควร การศึกษาของสงฆ์ยังคงยึดแนวทางการศึกษาตามแบบเดิม และมีการจัดการศึกษาเพิ่มเติมคือการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นการจัดการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศใช้ตามระเบียบว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา มีระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีโอกาสได้ศึกษาวิชาสามัญและพระปริยัติธรรมควบคู่กัน ๑๓ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับพระภิกษุและได้สามารถนำวุฒิการศึกษาไปใช้ในการศึกษาต่อในสมัยรัชกาลที่ ๙ การศึกษาของสงฆ์ยังคงยึดถือแนวทางการศึกษาตามแบบเดิมอยู่ คือการศึกษาพระปริยัติธรรม แบ่งเป็นการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีและแผนกธรรม๔.๔ การศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน การศาสนศึกษา เป็นการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ ทั้งแผนกธรรม - บาลีแผนกสามัญศึกษา รวมทั้งการส่งเสริมพระภิกษุสงฆ์สามเณรศึกษาพระปริยัติธรรมทุก ๆ วิธีที่ไม่ขัดแย้งต่อพระธรรมวินัย ๑๔๑๓ สุภาพร มากแจ้ง, การศึกษาสภาพการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์, (งานวิจัยได้รับทุนอุดหนุนจากกรมการศึกษา, 2542), หน้า 19.๑๔ กรมการศาสนา, คู่มือการจัดการศึกษาสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๙), หน้า ๑.


การศาสนศึกษา ๗๗การศึกษาของคณะสงฆ์ในปัจจุบัน จัดเป็นประเภทหลัก ๆ ได้ 2 ประเภท คือ1. การศึกษาที่เป็นวิชาการทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะมี ๒ แบบ กล่าวคือการศึกษาแบบพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ได้แก่ เปรียญธรรม แบ่งเป็น 9 ประโยค คือ ประโยค 1 - 2 ถึง ป.ธ. 9 ส่วนอีกแบบ คือการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนธรรมทั้งนักธรรมและธรรมศึกษา แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอก2. การศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาร่วมกับวิชาสามัญทั่วไปอื่น ๆ รวมไว้ในหลักสูตรเดียวกัน ได้แก่ การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และการศึกษาระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปิดการสอนระดับปริญญาตรี โท และเอก มุ่งจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาเชิงประยุกต์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก ให้เป็นที่ประจักษ์และแก้ปัญหาสังคมและสร้างโอกาสให้กับพระสงฆ์ไทยให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นนอกจากการศึกษา ๒ ประเภทดังกล่าวแล้ว ยังมีการศึกษาที่จัดเป็นอิสระต่างหาก เช่น โรงเรียนการกุศลของวัด โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โรงเรียนพระอภิธรรม เป็นต้น ในปัจจุบันการศึกษาของภิกษุสงฆ์แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ ๑๕๑. การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม มีหลักสูตรนักธรรมซึ่งจัดสำหรับพระภิกษุสามเณรและธรรมศึกษาจัดสำหรับคฤหัสถ์หลักสูตรนักธรรมแบ่งเป็น นักธรรมชั้นตรีนักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอก ส่วนหลักสูตรธรรมศึกษา แบ่งเป็นธรรมศึกษาชั้นตรีธรรมศึกษาชั้นโท และธรรมศึกษาชั้นเอก๒. การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีให้เรียนบาลีไวยากรณ์แล้วเรียนแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยและแปลภาษาไทยเป็นภาษาบาลีเพื่อรักษาภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่รักษาหลักพระธรรมวินัยเหตุที่พระปริยัติธรรมคือพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาและอื่น ๆ บรรจุอยู่ในคัมภีร์ซึ่งเป็นภาษาบาลีทั้งสิ้นแม้จะแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็แปลแบบไทยบาลีประสงค์จะรู้อย่างถูกต้องชัดเจนทิ้งภาษาบาลีไม่ได้ชั้นเรียนแผนกบาลีใช้นักธรรมเป็นองค์จำกัดสิทธิโดยแบ่งเป็น ๙ ชั้น คือ ประโยค ๑ - ๒ ชั้นประโยค ป.ธ. ๓ -๙ ผู้สอบได้ประโยค ป.ธ. ๓ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเปรียญ คือทรงตั้งเป็น “พระมหา” “สามเณรเปรียญ” ชั้นประโยค ๑ - ๒ ได้รับวุฒิบัตร ชั้นประโยค ป.ธ. ๓ - ๘ ได้รับประกาศนียบัตรและพัดยศ และ ชั้นประโยค ป.ธ. ๙ ได้รับพระราชทานปริญญาบัตร - พัดยศ ผู้สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ในขณะเป็นสามเณรทรงพระกรุณาโปรดอุปสมบทสามเณรรูปนั้นในพระบรมราชูปถัมภ์เรียกว่า “นาคหลวง” ผู้สอบได้เปรียญธรรม๙ ประโยค ถ้าอยู่ในสมณเพศได้รับนิตยภัตเท่ากับพระราชาคณะชั้นสามัญซึ่งเป็นเปรียญธรรม ๓ – ๔ ประโยค ๓. การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นการเรียนที่วัดจัดตั้งขึ้นในวัดหรือธรณีสงฆ์หรือที่ดินของมูลนิธิทางพระพุทธศาสนา โดยกรมการศาสนาให้การอุปถัมภ์จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การศึกษาแก่พระสงฆ์สามเณร ทั้งวิชาสามัญและการศึกษาพระปริยัติธรรมควบคู่กันไป เพื่อที่ว่าหากพระสงฆ์สามเณรเหล่านี้มีความประสงค์จะลาสิกขาก็สามารถนำวุฒิการศึกษาที่ได้รับไปใช้เพื่อการศึกษาต่อในสถานศึกษาของรัฐหรือใช้สมัครงานประกอบอาชีพได้๑๕ กรมการศาสนา, ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเจ้าอาวาสในการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางชุมชน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๑๓ – ๑๔.


๗๘ การศาสนศึกษา ๔. การศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ไทย คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๑๖๔.๔.๑ พระปริยัติธรรม แผนกธรรมการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม หรือที่เรียกกันว่า “นักธรรม” เกิดขึ้นตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นการศึกษาพระธรรมวินัยในภาษาไทย เพื่อให้ภิกษุสามเณรผู้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาสามารถศึกษาพระธรรมวินัยได้สะดวกและทั่วถึง อันจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่สัมมาปฏิบัติ ตลอดจนเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไปการศึกษาพระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยแต่โบราณมา นิยมศึกษาเป็นภาษาบาลี ที่เรียกว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ยากสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไป จึงปรากฏว่า ภิกษุสามเณรที่มีความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างทั่วถึงมีจำนวนน้อยเป็นเหตุให้สังฆมณฑลขาดแคลนพระภิกษุผู้มีความรู้ความสามารถที่จะช่วยกิจการพระศาสนาทั้งในด้านการศึกษา การปกครอง และการแนะนำสั่งสอนประชาชน ดังนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงได้ทรงพระดำริวิธีการเล่าเรียนพระธรรมวินัยในภาษาไทยขึ้น สำหรับสอนภิกษุสามเณรวัดบวรนิเวศวิหารเป็นครั้งแรก นับแต่ทรงรับหน้าที่ปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ เป็นต้นมา ทรงกำหนดหลักสูตรการสอนให้ภิกษุสามเณรได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ทั้งด้านหลักธรรม พุทธประวัติ และพระวินัย ตลอดถึงหัดแต่งแก้กระทู้ธรรมเมื่อทรงเห็นว่า การเรียนการสอนพระธรรมวินัยเป็นภาษาไทยดังนี้ได้ผล ทำให้ภิกษุสามเณรมีความรู้กว้างขวางขึ้น เพราะเรียนรู้ได้ไม่ยาก จึงทรงดำริที่จะขยายแนวทางนี้ไปยังภิกษุสามเณรทั่วไปด้วย พ.ศ. ๒๔๔๘ ประเทศไทยเริ่มมีพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร พระสงฆ์จะได้รับการยกเว้น ส่วนสามเณรจะยกเว้นให้เฉพาะสามเณรผู้รู้ธรรม ทางราชการได้ขอให้คณะสงฆ์กำหนดเกณฑ์ของสามเณรผู้รู้ธรรม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า จึงทรงกำหนดหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมขึ้น ต่อมาได้ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมนั้นเป็น “องค์นักธรรม” สำหรับภิกษุสามเณรชั้นนวกะ (บวชใหม่) ทั่วไป ได้รับพระบรมราชานุมัติ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ และโปรดให้จัดการสอบในส่วนกลางขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน โดยใช้วัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุ และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นสถานที่สอบ การสอบครั้งแรกนี้ มี ๓ วิชา คือ ธรรมวิภาคในนวโกวาท แต่งความแก้กระทู้ธรรม และแปลภาษามคธเฉพาะท้องนิทานในอรรถกถาธรรมบทพ.ศ. ๒๔๕๕ ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์นักธรรมให้เหมาะสมสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไปจะเรียนรู้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยแบ่งหลักสูตรเป็น ๒ อย่างคือ อย่างสามัญ เรียนวิชาธรรมวิภาค พุทธประวัติและเรียงความแก้กระทู้ธรรม และอย่างวิสามัญ เพิ่มแปลอรรถกถาธรรมบทมีแก้อรรถ บาลีไวยากรณ์และสัมพันธ์ และวินัยบัญญัติที่ต้องสอบทั้งผู้ที่เรียนอย่างสามัญและวิสามัญพ.ศ. ๒๔๕๖ ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์นักธรรมอีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มหลักธรรมหมวดคิหิปฏิบัติเข้าในส่วนของธรรมวิภาคด้วย เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการครองชีวิตฆราวาส หากภิกษุสามเณรรูปนั้นๆมีความจำเป็นต้องลาสิกขาออกไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เรียกว่า นักธรรมชั้นตรี การศึกษาพระธรรมวินัยแบบใหม่นี้ ได้รับความนิยมจากหมู่ภิกษุสามเณรอย่างกว้างขวาง และแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว เพียง ๒ ปีแรกก็มีภิกษุสามเณรสมัครเข้าสอบสนามหลวงเกือบพันรูป เมื่อทรงเห็นว่าการศึกษานักธรรมอำนวยคุณประโยชน์แก่พระศาสนาและภิกษุสามเณรทั่วไป ในเวลาต่อมา จึงทรงพระดำริขยายการศึกษานักธรรมให้ทั่วถึงแก่ภิกษุทุกระดับ คือ ทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมชั้นโท สำหรับภิกษุชั้นมัชฌิมะ คือมีพรรษาเกิน ๕ แต่ไม่ถึง ๑๐๑๖ กรมการศาสนา, คู่มือการจัดการศึกษาสงฆ์, หน้า ๑.


การศาสนศึกษา ๗๙และนักธรรมชั้นเอกสำหรับภิกษุชั้นเถระ คือมีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป ดังที่เป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของคณะสงฆ์สืบมาตราบถึงทุกวันนี้ต่อมาพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงพิจารณาเห็นว่า การศึกษานักธรรมมิได้เป็นประโยชน์ต่อภิกษุสามเณรเท่านั้น แม้ผู้ที่ยังครองฆราวาสวิสัยก็จะได้รับประโยชน์จากการศึกษานักธรรมด้วย โดยเฉพาะสำหรับเหล่าข้าราชการครู จึงทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมสำหรับฆราวาสขึ้น เรียกว่า “ธรรมศึกษา” มีครบทั้ง ๓ ชั้น คือ ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับหลักสูตรนักธรรมของภิกษุสามเณร เว้นแต่วินัยบัญญัติที่ทรงกำหนดใช้เบญจศีลเบญจธรรมและอุโบสถศีลแทน ได้เปิดสอบธรรมศึกษาตรีครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ และเปิดสอบครบทุกชั้นในเวลาต่อมา มีฆราวาสทั้งหญิงและชายเข้าสอบเป็นจำนวนมาก นับเป็นการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้นปีพ.ศ. ๒๔๗๑ คณะสงฆ์จัดให้มีการสอบธรรมสนามหลวงทั่วราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก โดยมีแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นผู้ดำเนินการจัดการสอบ ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา และมีพระเถระที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่กองธรรมสนามหลวงสืบมาตามลำดับ ลำดับ ผู้ดำรงตำแหน่งแม่กองธรรมสนามหลวง ดำรงตำแหน่งรูปที่ ๑ พระศาสนโศภณ (แจ่ม จตฺตสลฺโล) วัดมกุฏกษัตริยาราม ๒๔๗๐ - ๒๔๘๔รูปที่ ๒ พระศรีสมโพธิ (เกษม ภทฺทธมฺโม) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ๑๗ ๒๔๘๖ - ๒๔๘๘รูปที่ ๓ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระศรีสุธรรมมุนี ๒๔๘๘ - ๒๔๙๑รูปที่ ๔ พระพิมลธรรม (ชอบ อนุจารี) วัดราษฎร์บำรุง จังหวัดชลบุรี ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระชลธารมุนี ๒๔๙๑ - ๒๕๐๓รูปที่ ๕ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) วัดราชผาติการาม ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระธรรมปาโมกข์ - พระพรหมมุนี ๒๕๐๓ - ๒๕๓๒รูปที่ ๖ พระสุธรรมาธิบดี (เพิ่ม อาภาโค) วัดราชาธิวาส ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระธรรมวราภรณ์ ๒๕๓๒ - ๒๕๔๒รูปที่ ๗รูปที่ ๘ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระธรรมกวีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระพรหมมุนี๒๕๔๒ - ๒๕๕๙๒๕๕๙ - ปัจจุบันการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ได้เน้นการพัฒนาศาสนทายาทให้มีคุณภาพสามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วยดี ซึ่งถือว่าเป็นกิจการของคณะสงฆ์ส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน๔.๔.๒ พระปริยัติธรรม แผนกบาลีการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนกบาลีนับว่าเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาไว้เพราะถ้าไม่รู้ภาษาบาลีแล้วก็จะไม่สามารถรู้และเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกได้๑๗ พระศรีสมโพธิ ได้ทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาสิกขา ได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ ๖ ปีพ.ศ. ๒๔๘๙ - ๒๔๙๑.


๘๐ การศาสนศึกษา การสอบบาลีมีมาแต่โบราณกาลตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ส่วนในสมัยอยุธยามีรูปแบบการวัดผลชัดเจนมากขึ้น เมื่อผู้เรียนแปลพระไตรปิฎกได้อย่างน้อย ๓ ปีจนมีความรู้ความสามารถในการแปลได้ดีแล้ว เจ้าสำนักเรียนก็จะนำกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ เพื่อโปรดให้มีการสอบไล่วัดความรู้ของพระภิกษุสามเณรขึ้น เรียกว่า “สอบสนามหลวง” แปลว่า “การสอบในพระบรมราชูปถัมภ์” ทรงยกย่องผู้สอบได้ให้มีศักดิ์เป็น “มหา” นำหน้าชื่อ เป็นธรรมเนียมมาถึงยุคปัจจุบัน นักเรียนผู้สอบได้ในสมัยนั้น ผู้สอบได้พระสูตรให้เกียรติคุณเป็นบาเรียนตรี พระวินัยเป็นบาเรียนโท พระอภิธรรมปิฎก เป็นบาเรียนเอก เปลี่ยนมาเป็นคำว่า เปรียญ และเปรียญธรรม ตามลำดับ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ ทรงจัดให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียนตามกำลังสติปัญญา สืบเนื่องเป็นพระราชกรณียกิจมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนับแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ - ๕ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงรับพระราชภาระอยู่โดยสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในรัชกาลที่ ๒ คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นอกจากพระองค์จะทรงมีพระราชดำริให้สมเด็จพระสังฆราช (มี) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ได้จัดพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๐ แล้ว ยังทรงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราชขยายหลักสูตรบาลีจากบาเรียนตรี โท เอก ซึ่งสืบเนื่องมาจากกรุงศรีอยุธยาเป็นเปรียญ ๙ ประโยค ยังคงสืบเนื่องมาจนบัดนี้การวัดผลในสมัยรัชกาลที่ ๑ คงดำเนินตามแบบอยุธยาตอนปลาย คือผู้เรียนใช้พระสุตตันตปิฎกเป็นหลักสูตร เมื่อครบ ๓ ปีแล้ว จึงมีการสอบ การสอบไล่ครั้งหนึ่ง ๆ ต้องมีการประชุมพระสงฆ์ผู้ทรงคันถธุระ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๒ (พ.ศ. ๒๓๕๒) มีการวัดผลตามหลักสูตร ประโยค ๓ - ๙ การแปลครั้งหนึ่ง ๆ การแปลก็แล้วแต่กรรมการกำหนดให้ (บางปีก็ไม่มีการสอบ) ใช้ใบลานเป็นหนังสือแปล นักเรียนแปลด้วยปากเปล่าทีละรูป ต่อหน้ากรรมการ ๓ - ๔ รูป ใช้เทียนไข เป็นสัญญาณกำหนด เมื่อนักเรียนแปลจบ เทียนไขไม่หมด ถือว่าสอบได้ ถ้าแปลเก่ง ๆ อาจผ่านถึงประโยค ๙ ในวันเดียวก็ได้ เริ่มสอบเวลา ๑๕.๐๐ น. ทุกวัน เว้นวันพระและวันโกน สอบไปจนเวลามืดก็จุดเทียนสัญญาณตั้งไว้ในสนามสอบ พอเทียนหมดก็เลิกการสอบในวันนั้น (การสอบครั้งหนึ่ง ๆ ใช้เวลาประมาณ ๒ เดือนเศษไป) ถ้ายังมีพระภิกษุสามเณรแปลค้างอยู่กี่รูปก็เป็นอันตกหมด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย พระองค์ทรงปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ ทรงจัดตั้ง กระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลาง ตลอดถึงมณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านในส่วนภูมิภาคแล้ว พระองค์ทรงปรึกษากับคณะสงฆ์ขอให้แบ่งพระราชภารกิจในการจัดการศึกษาโดยตลอด โดยทรงมอบหมายให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำเนินการเอง ทรงพิจารณาเห็นว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญ ในการพัฒนาประเทศ ได้จัดรูปแบบการสอบให้ชัดเจนขึ้น เช่น การเก็บประโยคที่แปลได้ไว้แล้ว คราวต่อไปก็แปลต่อประโยคที่ได้ (จนสิ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๒๕ ได้เปลี่ยนมาใช้นาฬิกาแทน) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๓ - ๒๔๖๘) คณะสงฆ์ได้ปรับปรุงให้มีการศึกษาทั้งแผนกบาลีและแผนกธรรม ให้นักธรรมเป็นบุรพประโยคของการเข้าสอบบาลีสนามหลวง จึงรวมเรียกว่า “เปรียญธรรม” อักษรย่อว่า “ป.ธ.” ดังยุติใช้กันในปัจจุบัน การสอบบาลีในยุคนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากการแปลใบลานซึ่งจารด้วยอักษรขอม มาเป็นการสอบข้อเขียนอักษรไทย สืบเนื่องเมื่อปลายรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พร้อมพระมหาเถระได้ปรับปรุงแก้ไขจนเจริญขึ้นมาตามลำดับ ช่วงก่อน พ.ศ. ๒๔๖๙ การสอบพระปริยัติธรรมแผนกภาษาบาลี ผู้ที่เข้าสอบต้องเข้าสอบต่อหน้า คณะกรรมการภายในพระบรมมหาราชวัง ต่อหน้าพระที่นั่ง ด้วยการจับสลากและเข้าไปแปลด้วยปากเปล่าทีละรูป ซึ่งเรียกกันติดปากจนทุกวันนี้ว่า \"สมัยแปลด้วยปาก\" จะสอบได้หรือไม่ได้ คณะกรรมการตัดสินให้


การศาสนศึกษา ๘๑คะแนนรู้ผลกันในวันนั้น ผู้ที่สอบได้จะได้รับพระราชทานรางวัลไตรจีวรแพร ซึ่งเป็นของมีค่ามากในสมัยนั้น นับเป็นเกียรติประวัติแก่ผู้ที่สอบได้เป็นอย่างยิ่งพ.ศ. ๒๔๗๑ มีการตั้งแม่กองบาลีสนามหลวงและแม่กองธรรมสนามหลวงขึ้นมา ดูแลการออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประกาศผลสอบ รูปแบบการออกข้อสอบ เป็นข้อเขียน (อัตนัย) ทั้งสิ้น เน้นทักษะการจำ และความเข้าใจเป็นหลัก เน้นการตรวจหาที่ผิดหรืออาจจะคิดในอัตราสัดส่วนต้องผิดไม่น้อยกว่า ๙๐ % ถ้าเห็นไม่สมภูมิรู้ ดังเช่นในระดับเปรียญธรรม ๖ - ๙ ประโยค ก็อาจปรับเป็นตกทันที ไม่จำเป็นต้องผิดมากหรือน้อย เพราะเน้นการรักษาพระพุทธพจน์และการสืบทอดคำสอนเป็นหัวใจของการศึกษา ส่วนสนามสอบบาลีสนามหลวง ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร.๑ - ๕) ยังคงอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เช่น พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลาย พ.ศ. ๒๔๕๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าได้ทรงขยายสนามสอบจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามมาเปิดสอบวัดเบญจมบพิตรอีก ๑ แห่ง สนามสอบที่สำคัญรองจากพระบรมมหาราชวัง คือวัดอันเป็นที่สถิตสมเด็จพระสังฆราช เช่น รัชกาลที่ ๑ โปรดให้สอบ ณ วัดระฆังโฆสิตาราม เพราะสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ประทับอยู่ที่นั่น แต่ในปัจจุบันสนามสอบประโยคบาลีสนามหลวงตั้งแต่ชั้นประโยค ป.ธ.๕-๙ ทุกสำนักเรียนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมสอบในส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) ทั้งหมด ตามที่กองบาลีสนามหลวงจัดสอบให้ ส่วนสนามสอบประโยค ๑ - ๒ ถึงประโยค ป.ธ.๔ จัดสอบในส่วนภูมิภาคตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วรวมการตรวจข้อสอบบาลีสนามหลวงทุกประโยค ณ วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร เป็นประจำทุกปีตามที่เคยปฏิบัติกันมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ แม่กองบาลีสนามหลวงโดยอนุมัติมหาเถรสมาคมให้กองบาลีสนามหลวงดำเนินการเปิดสอบบาลีสนามหลวงในต่างประเทศและเปิดโอกาสให้คฤหัสถ์มีสิทธิ์เข้าสอบบาลีสนามหลวงได้เช่นเดียวกันอีกด้วย คณะสงฆ์ได้จัดให้มีการสอบบาลีสนามหลวงทั่วราชอาณาจักร มีแม่กองบาลี สนามหลวงเป็นผู้ดำเนินการจัดการสอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีพระมหาเถระที่ได้รับ แต่งตั้งให้เป็นแม่กองบาลีสนามหลวงสืบมาตามลำดับ ดังนี้ ลำดับ แม่กองบาลีสนามหลวง ดำรงตำแหน่งรูปที่ ๑ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว ป.ธ.๕) วัดสุทัศนเทพวรารามดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ สมเด็จพระวันรัต๒๔๗๑ - ๒๔๗๔รูปที่ ๒ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี ป.ธ. ๙) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์๒๔๗๕ - ๒๔๗๖ รูปที่ ๓ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต ป.ธ.๗) วัดบวรนิเวศวิหารดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์๒๔๗๗ - ๒๔๗๘รูปที่ ๔ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.ธ. ๙) วัดเบญจมบพิตร ดำรงตำแหน่งขณะเป็น ที่ พระธรรมโกศาจารย์๒๔๗๙ - ๒๕๐๒รูปที่ ๕ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ. ๙) วัดสามพระยา ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระธรรมคุณาภรณ์๒๕๐๓ - ๒๕๓๑


๘๒ การศาสนศึกษา ลำดับ แม่กองบาลีสนามหลวง ดำรงตำแหน่งรูปที่ ๖ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สุวรรณ สุวณฺณโชโต ป.ธ. ๗) วัดเบญจมบพิตร ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระพุทธิวงศมุนี๒๕๓๑ - ๒๕๓๗รูปที่ ๗รูปที่ ๘สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ. ๙) วัดปากน้ำ ดำรงตำแหน่งขณะเป็นที่ พระธรรมปัญญาบดีพระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.๙) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๒๕๓๘ - ๒๕๕๘๒๕๕๘ – ปัจจุบัน๔.๔.๓ พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จัดตั้งขึ้นเนื่องมาจากการจัดตั้งโรงเรียนบาลีมัธยมศึกษาและบาลีวิสามัญศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๒ และ พ.ศ. ๒๔๘๙ ตามลำดับ ต่อมามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้จัดแผนกมัธยมศึกษาขึ้น เรียกว่า “โรงเรียนบาลีมัธยมศึกษา” เมื่อโรงเรียนบาลีมัธยมศึกษาได้แพร่หลายออกไป ทางคณะสงฆ์โดยองค์กรศึกษาจึงได้กำหนดให้เรียกโรงเรียนประเภทนี้ว่า “โรงเรียนบาลีวิสามัญศึกษาสำหรับนักเรียน” โดยสังฆมนตรี จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการได้ออกเป็นระเบียบกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีขึ้นใหม่เรียกว่า “บาลีศึกษาสามัญและปริยัติศึกษา” พร้อมทั้งยกเลิกระเบียบสังฆมนตรีว่าด้วยการศึกษาของโรงเรียนบาลีวิสามัญศึกษาสำหรับนักเรียน ต่อมาพิจารณาเห็นว่า การศึกษาทางโลกเจริญก้าวหน้ามากขึ้นตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงเห็นควรให้มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาขึ้น เพื่อให้ผู้ศึกษาได้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป จึงได้มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ รองรับและระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๓๕ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา หมายถึง โรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นในวัดหรือที่ธรณีสงฆ์หรือที่ดินของมูลนิธิทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาจะจัดตั้งขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ และด้วยความเห็นชอบของประธานสภาการศึกษาสงฆ์ โรงเรียนต้องจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้การสนับสนุนเป็นเงินอุดหนุนตามกำลังงบประมาณ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษากำหนด ดังนั้น โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จึงเป็นโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การศึกษาอบรมแก่เยาวชนที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนาและวิชาสามัญเป็นหลักสูตรส่วนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาระดับมัธยมและระดับอุดมศึกษา(มหาวิทยาลัยสงฆ์) ศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตจริง ทั้งทางโลกและทางธรรมผสมผสานกันไปและเพื่ออนุวัตไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่วิชาการพระพุทธศาสนายังเป็นแกนหลักในการศึกษาถือเป็นการศึกษาสมัยใหม่ที่ผสมผสานทั้งทางด้านศาสนาและวิชาสามัญศึกษาเข้าด้วยกัน การศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งในส่วนคันถธุระ และวิปัสสนาธุระจึงถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงหรือหน้าที่หลักของพระสงฆ์เป็นการศึกษาเล่าเรียน เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อพัฒนาชีวิตโดยดำเนินตาม


การศาสนศึกษา ๘๓องค์ประกอบของการศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำคัญ ๓ ประการ คือ ปริยัติปฏิบัติและปฏิเวธ เพื่อพัฒนากาย วาจา ใจ ให้สมบูรณ์ยิงขึ้น พระพุทธศาสนามองว่าชีวิตแห่งมนุษย์เป็นชีวิตแห่งการศึกษา เพื่อนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ปัญญา เมื่อมีการศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนา ชีวิตก็งอกงามดีขึ้น ประณีตขึ้น ทั้งด้านพฤติกรรมจิตใจ และปัญญา การศึกษา (สิกขา) ในทางพระพุทธศาสนาสามารถแยกออกไปเป็น ๓ ด้าน โดยสอดคล้องกับองค์ประกอบแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่มี๓ ด้าน คือ พฤติกรรมจิตใจและปัญญา เรียกว่าไตรสิกขา เพื่อให้กุลบุตรผู้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุสามเณรเพื่อให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของการบวชคือพระนิพพาน อันเป็นธรรมชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้ การศึกษาในวงการคณะสงฆ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยได้มีการจัดการศึกษาสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอีก ไม่เหมือนสมัยดั้งเดิมที่เน้นอยู่เฉพาะการศึกษาแผนกนักธรรมบาลีเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบการศึกษาในรูปแบบของการศึกษาพระปริยัติธรรมสายสามัญและมหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เพื่อเน้นให้พระสงฆ์มีความสมบูรณ์ทางความรู้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเน้นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศด้วย๔.๔.๔ การศึกษาระดับอุดมศึกษารัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ จึงได้ปฏิรูปการศึกษา จัดการเรียนการสอนให้เป็นระบบเหมือนนานาอารยประเทศ ให้ราษฎรทุกคนได้ศึกษาอย่างมีระบบ สำหรับพระภิกษุสามเณร พระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้คณะสงฆ์ได้ศึกษาเล่าเรียน ทั้งด้านพระปริยัติธรรมและวิชาการชั้นสูงสมัยใหม่ควบคู่กันไป ได้ทรงสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒432 ต่อมา พ.ศ. ๒439 ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” และในปี พ.ศ. ๒436 ก็โปรดให้สถาปนาขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหารและได้ทรงพระราชทานนามว่า “มหามกุฏราชวิทยาลัย” อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนี้ได้ดำเนินการมาโดยลำดับ แต่ก็ยังไม่ก้าวหน้าถึงขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เพิ่งจะมายกระดับการศึกษาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในรัชกาลปัจจุบัน ในพ.ศ. 2512 มหาเถรสมาคมได้ออกคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่องการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ อันเป็นการรับรองว่าการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนั้นเป็นการศึกษาของสงฆ์อย่างเป็นทางการ ต่อมา รัฐบาลโดยการยินยอมของรัฐสภา ได้ตราพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒527 ลงวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. ๒527 และได้ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒540ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. ๒540 ให้มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐซึ่งที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าที่จำเป็น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดการศึกษาแบบบูรณาการหรือสหวิทยาการโดยเน้นพระไตรปิฎกเป็นศูนย์กลาง มีการประยุกต์หรือบูรณาการศาสตร์เข้ากับแนวพุทธศาสตร์ ได้ส่งผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้ก้าวเข้าไปสู่มิติทางการศึกษาอย่างกว้างขวาง ซึ่งได้จัดหลักสูตรสาขาวิชาต่าง ๆ และเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๔๙๐ ในปัจจุบันได้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตร จนถึงระดับปริญญาตรี โท และเอก มีมากกว่า ๕๐ หลักสูตร ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา การศึกษาของฝ่ายบ้านเมืองก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เจริญรุดหน้ามาตามลำดับ ทั่วทุกส่วนของประเทศและมีการพัฒนาทางการเรียนการสอนไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะที่สภาพการศึกษาพระปริยัติธรรม มิได้มีการแก้ไขปรับปรุง จึงทำให้ค่านิยมในหมู่เยาวชนและภิกษุสามเณรที่มีต่อการศึกษาปริยัติธรรมลดลงไป พระภิกษุสามเณรมีความไม่มั่นใจต่อระบบการศึกษาสายพระปริยัติธรรมเดิมของคณะสงฆ์ จึงได้ขวนขวายเรียนวิชาต่างๆ ทางโลกมากกว่าวิชาพระ


๘๔ การศาสนศึกษา ปริยัติธรรม แต่ปัจจุบันนี้ พระเถระผู้บริหารการพระพุทธศาสนาเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้ได้เรียนวิชาการสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ได้แสดงบทบาทเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขยายวิทยาเขตในทั่วประเทศและต่างประเทศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) เป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ ที่มีการเรียนการสอนหลากหลายสาขาในระดับปริญญาตรี โท และเอก ประกอบด้วยคณะต่างๆ เช่น คณะพุทธศาสตร์คณะครุศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์นอกจากนี้ยังมีวิทยาลัยเฉพาะทางอย่างวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติและวิทยาลัยพระธรรมทูต ซึ่งเปิดสอนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ คณะและวิทยาลัย• คณะพุทธศาสตร์เปิดสอนสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา• คณะครุศาสตร์เปิดสอนสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น การสอนภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา• คณะมนุษยศาสตร์เปิดสอนหลักสูตรในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์• คณะสังคมศาสตร์เปิดสอนสาขารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์• บัณฑิตวิทยาลัย มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาต่างๆ เช่น พุทธศาสตรมหาบัณฑิต และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต• วิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IBSC) เปิดรับนิสิตทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ในระดับปริญญาตรี โท และเอก• วิทยาลัยพระธรรมทูต เป็นอีกหนึ่งวิทยาลัยเฉพาะทางที่เปิดสอนหลักสูตรต่างๆด้านพระพุทธศาสนา• เน้นการศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง มหาวิทยาลัยมีจุดมุ่งหมายหลักในการเป็นสถานศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูงทางพระพุทธศาสนา• สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม.) และพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พธ.ด.) ในสาขาวิชาพระพุทธศาสนา• วิปัสสนาภาวนา มีหลักสูตรประกาศนียบัตรวิปัสสนาภาวนา (ป.วน.) เพื่อการฝึกสมาธิและภาวนาด้านวิชาสามัญ• ครุศาสตร์เปิดสอนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) และครุศาสตรมหาบัณฑิต (ค.ม.) ในสาขาวิชาต่างๆ เช่น สังคมศึกษา การสอนภาษาไทย และการสอนภาษาอังกฤษ• สังคมศาสตร์เปิดสอนหลักสูตรทางสังคมศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์นิติศาสตร์รัฐประศาสนศาสตร์สังคมวิทยา สังคมสงเคราะห์ศาสตร์• มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ เปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์ เช่น ปรัชญา • วิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติเปิดสอนหลักสูตรสำหรับทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ในระดับปริญญาตรี โท และเอก


การศาสนศึกษา ๘๕การศึกษาบูรณาการ• บูรณาการศาสตร์สมัยใหม่ มหาวิทยาลัยเน้นการจัดการศึกษาที่ผสมผสานหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่เพื่อพัฒนาทั้งด้านจิตใจและสังคม• การบริการวิชาการ มีการจัดบริการวิชาการแก่สังคมผ่านโครงการต่างๆ เช่น การพัฒนาคุณธรรม การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการช่วยเหลือชุมชนสถาบันและวิทยาเขต• ที่ตั้งหลัก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ กรุงเทพมหานคร และอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา• วิทยาเขต มีวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ และสถาบันสมทบในต่างประเทศ ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย๔.๕ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ สาระสำคัญ ของพ ระราชบัญ ญั ติการศึกษ าพระปริยัติธรรม พ .ศ. ๒ ๕๖ ๒ คือการจัดตั้ง คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ขึ้นเพื่อกำกับดูแลการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ได้มาตรฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การศึกษาพระปริยัติธรรมสอดคล้องกับหลักธรรมและมาตรฐานการศึกษาของชาติส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรนำหลักธรรมไปใช้พัฒนาตนเอง และให้พุทธศาสนิกชนสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการสนับสนุนงบประมาณ จากภาครัฐเพื่อพัฒนาการศึกษาและได้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ๓ แผนก คือ แผนกบาลีแผนกธรรม และแผนกสามัญศึกษาสาระสำคัญหลัก• การจัดตั้งคณะกรรมการ จัดตั้งคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย วางแผน และกำกับดูแลการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ• วัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้การศึกษาพระปริยัติธรรมดำเนินไปตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกและโบราณราชประเพณี ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจและปัญญาของพระภิกษุสามเณร และเพื่อให้รัฐบาลสามารถสนับสนุนงบประมาณสำหรับการศึกษาประเภทนี้ได้อย่างเหมาะสมและจำเป็น• วัตถุประสงค์o เพื่อให้การศึกษาพระปริยัติธรรมสอดคล้องกับหลักธรรมในพระไตรปิฎก, โบราณราชประเพณี และมาตรฐานการศึกษาของชาติo เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีจิตใจและปัญญาที่พัฒนาขึ้น และยึดมั่นในพระธรรมวินัยอย่างถูกต้องo เพื่อให้พุทธศาสนิกชนสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้• การสนับสนุนจากรัฐ รัฐจะให้การอุดหนุนงบประมาณเพื่อสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม เช่น การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาและการฝึกอบรมครูผู้สอน


๘๖ การศาสนศึกษา • การแบ่งแผนกการศึกษา กำหนดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมออกเป็น ๓ แผนก ได้แก่o แผนกบาลีสนามหลวง เน้นการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคภาษาบาลีo แผนกธรรมสนามหลวง เน้นการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคภาษาไทยo แผนกสามัญศึกษา ศึกษาทั้งแผนกบาลีและแผนกธรรมควบคู่กับหลักสูตรสามัญของกระทรวงศึกษาธิการ• การบริหารจัดการ กำหนดให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อทำหน้าที่จัดทำแผนการศึกษา มาตรฐานสถานศึกษา และแผนงบประมาณ เสนอต่อมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ• การรับรองวิทยฐานะ กำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่กำหนดมีวิทยฐานะที่สามารถเทียบเคียงกับการศึกษาทั่วไปของชาติได้ เช่น ผู้มีวิทยฐานะชั้นปริญญาตรีตามกฎหมายเดิม ให้ถือว่ามีวิทยฐานะระดับปริญญาตรีตาม พ.ร.บ. นี้• การสนับสนุนจากรัฐ รัฐมีหน้าที่อุดหนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมตามความเหมาะสมและความจำเป็นพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายในการยกระดับและรับรองสถานะของการศึกษาพระปริยัติธรรมให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น ทั้งในด้านหลักสูตร การบริหาร และการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การศึกษาของคณะสงฆ์มีมาตรฐานและมีประสิทธิภา๔.๖ แนวทางการพัฒนางานด้านการศาสนศึกษา การบริหารการศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ยังคงไว้ซึ่งพระธรรมวินัย แต่มีการหย่อนไปบ้าง เพราะมีการศึกษาพระปริยัติธรรมสายสามัญ หรือการศึกษาในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้พระสังฆาธิการมีการพัฒนาการศึกษาให้รู้เท่าทันโลก แต่จะทำให้ในอนาคตอาจมีปัญหา เพราะว่าการศึกษาพระธรรมวินัย จะศึกษากันตามธรรมเนียมเท่านั้น ไม่ได้ศึกษาตามศรัทธาของพระธรรมวินัย จุดแข็ง (Strength) : (๑) พระสังฆาธิการถือว่ามีความสนใจในด้านพระปริยัติธรรมแผนกธรรมบาลีเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่คณะสงฆ์ควรหากลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจให้มากที่สุด เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาจุดอ่อน (Weakness) : (๑) การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยปัจจุบัน ต่างคนต่างทำกันไปคนละทิศละทาง (๒) ขาดเอกภาพในการศึกษา ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโอกาสการพัฒนา (Opportunity) : (๑) ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น (๒) มีการปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้เข้ากับยุคสมัยภาวะคุกคาม (Threat): (๑) มีกฎหมายให้รัฐต้องจัดการศึกษาภาคบังคับในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ปี จึงทำให้การบวชเรียนในพระพุทธศาสนาลดลงอย่างรวดเร็วมาก ๑๘๑๘ พระมหาศรณชัย มหาปุญฺโญ (การะเวก), “การพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในยุคโลกาภิวัตน์”, ใน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลวกรณราชวิทยาลัย, พุทธบูรณาการเพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม เล่ม ๒, จัดพิมพ์ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร. ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลวกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๓๐ - ๑๓๓.


การศาสนศึกษา ๘๗แนวทางการพัฒนางานด้านศาสนศึกษา คือ ในอนาคตควรใช้กับพระสังฆาธิการอย่างน้อย ๒ แผน คือ แผนระยะสั้น ๓ เดือน การเรียนรู้เรื่องไวยากรณ์ เผยระยะยาว ๘ เดือน ถึง ๑ ปี ในการอบรมอบรมก่อนสอบบาลีสนามหลวง ทั้งนี้ ในการเรียนบาลี ควรมีการสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ เช่น การเลื่อนสมณศักดิ์ทันทีหรือมีกำหนดอายุพรรษาก็ได้ การบรรจุตำแหน่งพระภิกษุสามเณรซึ่งทำงานด้านนักธรรมบาลี ให้มีตำแหน่งรองรับอย่างชัดเจนเหมือนระบบราชการ เพื่อมาสนองงานพระศาสนา ไม่ให้เรียนแล้วตกงานหรือหางานทำไม่ได้การศาสนศึกษาพระสังฆาธิการ ต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์รู้จักสร้างแรงบันดาลใจ ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา โดยยึด 3 กลุ่ม คือ ผู้เรียน สำนักเรียน และผู้จัดการศึกษา ควรมีการกำหนดแผนในอนาคต โดยด้านบริหารจัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรมต่างๆ เพื่อค้นหาจุดเด่น จุดด้อย และการดูงานในการบริหารศาสนศึกษาอื่น ๆ ๑๙ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์แบ่งเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบของคณะสงฆ์ (แผนกธรรมและบาลี) ระบบที่สอดคล้องกับระบบของรัฐ (มหาวิทยาลัยสงฆ์และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา) และระบบอิสระ (การศึกษานอกระบบทั้งของคณะสงฆ์และรัฐ) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพระภิกษุสามเณรให้มีความรู้ความสามารถ ทั้งทางธรรมและทางโลกตามหลักพระธรรมวินัย1. การศึกษาในระบบของคณะสงฆ์เอง• แผนกธรรม การศึกษาหลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษา แบ่งเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นตรี โท และเอก เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้ความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนา• แผนกบาลีการศึกษาภาษาบาลีเพื่อการแปลพระไตรปิฎก แบ่งเป็น 9 ชั้น คือ ประโยค ป. 1 - 2 ถึง ป.ธ. 92. การศึกษาที่สอดคล้องกับระบบของรัฐ• มหาวิทยาลัยสงฆ์สถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ได้รับการยอมรับในระบบการศึกษาของรัฐ เช่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย• โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เป็นโรงเรียนที่คณะสงฆ์จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษาสายสามัญควบคู่ไปกับการศึกษาพระปริยัติธรรมโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ3. การศึกษาในระบบอื่น• การศึกษาตามอัธยาศัย การเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ต่าง ๆ• การศึกษาตามพระวินัย การเรียนรู้หลักปฏิบัติและการบำเพ็ญหน้าที่ของพระภิกษุตามพระวินัย เช่น การศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระ• การศึกษาอิสระ สถาบันการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นโดยไม่ขึ้นกับระบบของคณะสงฆ์และรัฐ เช่น โรงเรียนอภิธรรม๑๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๖.


๘๘ การศาสนศึกษา 4. การจัดการศึกษาในอดีต• การศึกษาในวัด ในอดีต วัดเป็นศูนย์กลางการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยมีการจัดการเรียนการสอนตามคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นหลัก• การสอบไล่ ในสมัยก่อนมีการสอบไล่ความรู้ของพระภิกษุสามเณร ที่เรียกว่า \"สอบสนามหลวง\" โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ และผู้สอบได้จะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น \"มหา\" เพื่อเป็นเกียรติ• การออกกฎพระสงฆ์กฎพระสงฆ์ได้มีการออกกฎเพื่อกำชับให้พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนตามหลักพระธรรมวินัย และกำหนดให้มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ประพฤติผิดการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและแผนกธรรมเป็นการศึกษาหลักและสำคัญยิ่งของคณะสงฆ์ คือ พระสงฆ์ควรศึกษาหลักธรรมให้ถ่องแท้ทั้งปริยัติและปฏิบัติ เพื่อให้พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจทั้ง ๖ ด้านของคณะสงฆ์ และพร้อมที่จะพัฒนาตนให้รอบรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อรู้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม อันจะส่งผลต่อศักยภาพในการอบรมพัฒนาจิต การเผยแผ่ศาสนธรรมแก่ศาสนิกชน และจัดระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ควรปรับประยุกต์ให้เหมาะกับยุคสมัย แต่คงไว้ซึ่งหลักศาสนธรรม การศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกบาลีและแผนกธรรมเป็นการศึกษาหลักและสำคัญยิ่งของคณะสงฆ์คือ๑. พระสงฆ์ควรศึกษาหลักธรรมให้ถ่องแท้ทั้งปริยัติและปฏิบัติเพื่อให้พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจทั้ง ๖ ด้านของคณะสงฆ์๒. พระสงฆ์ควรพัฒนาตนให้รอบรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อรู้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม อันจะส่งผลต่อศักยภาพในการอบรมพัฒนาจิต การเผยแผ่ ศาสนธรรม เช่น ด้านการบริหารด้านกฎหมาย กฎระเบียบของสงฆ์๓. ระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ควรปรับประยุกต์ให้เหมาะกับยุคสมัย


บทที่ ๕การศึกษาสงเคราะห์๕.๑ ความนำการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์ คือการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยคณะสงฆ์มีบทบาทในการจัดตั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น โรงเรียนการกุศลในวัด ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หรือศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด รวมถึงการมอบทุนการศึกษา และการส่งเสริมกิจกรรมด้านการศึกษาเพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนรูปแบบและกิจกรรม• จัดตั้งสถานศึกษา ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนการกุศลในวัด ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัดและชุมชน• มอบทุนการศึกษา จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนและแจกจ่ายทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่ขาดแคลน• สนับสนุนการศึกษาในโรงเรียน ส่งเสริมกิจการด้านการศึกษาของโรงเรียนทั้งในและนอกวัด รวมถึงโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน• จัดโครงการอบรมพิเศษ ริเริ่มโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนเพื่อส่งเสริมการศึกษาและปลูกฝังธรรมะ• ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม เช่น แผนกธรรมและบาลี รวมถึงการจัดการสอบและการมอบทุนการศึกษาแก่ผู้ที่สอบได้กลุ่มเป้าหมาย• เด็กที่ขาดโอกาส ครอบคลุมเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากปัญหาทางภูมิศาสตร์ (เช่น เด็กชาวเขา เด็กบนเกาะ) สังคม (เช่น เด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กจากครอบครัวหย่าร้าง) หรือการเมือง (เช่น บุตรหลานของผู้ลี้ภัย)• เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจน ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กจากครอบครัวที่ประสบปัญหาความยากจน• เด็กที่มีความสามารถพิเศษ สนับสนุนเด็กยากจนที่มีความสามารถพิเศษและสติปัญญา๕.๒ ความหมายและความสำคัญของการศึกษาสงเคราะห์การศึกษาสงเคราะห์หมายถึง การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการจัดการศึกษาในการเตรียมความพร้อมแก่เด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด โรงเรียนเอกชนการกุศลของวัด การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษา 1เป็นต้น หรือการอุดหนุนจุนเจือการศึกษาอื่นนอกศาสนสถาน หรือสถาบันการศึกษาหรือบุคคลผู้กำลังศึกษาเล่าเรียน เป็นการสงเคราะห์คน1กรมการศาสนา, คู่มือครูจริยศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๒๒), หน้า ๖.


๙๐ การศึกษาสงเคราะห์ หรือประชาชนให้ได้รับการศึกษา โดยอาศัยศาลาหรือเสนาสนะใด ๆ ของวัดเป็นโรงเรียนหรือพระสงฆ์ วัดและคณะสงฆ์ให้การสนับสนุนแก่สังคม 2การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาประชากรของประเทศให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงของชาติ และสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติซึ่งบทบาทพระสงฆ์ไทยได้ทำหน้าที่จัดการศึกษาและให้การศึกษาแก่คนไทยตั้งแต่อดีตมาแล้ว เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปทำให้บทบาทและหน้าที่ของพระสงฆ์ลดลงคงเหลือแต่การศึกษาสงเคราะห์เท่านั้น ดังนั้น การศึกษาสงเคราะห์คือการให้การสงเคราะห์แก่รัฐในการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชน อนึ่งมหาเถรสมาคมยังได้ให้ความสำคัญของการศึกษาสงเคราะห์โดยประกาศ เรื่องการตั้งทุนสงเคราะห์แก่นักเรียนนักศึกษา โดยกำหนดข้อสัญญัติในเรื่องการตั้งทุนว่า การตั้งทุนสงเคราะห์นักเรียนชั้นประถมศึกษา ให้เป็นไปตามกุศลเจตนาของวัดทั้งหลายที่มีกำลังและสามารถจะจัดจะทำได้ มิให้มีการบังคับด้วยประการใด ๆ ห้ามมิให้นำเงินการกุศลหรือเงินผลประโยชน์ หรือเงินอื่นใดของวัดมาจัดตั้งทุนเพื่อการนี้ ห้ามมิให้วัดกู้ยืมเงินมาจัดตั้งเป็นทุนไม่ว่าจะเป็นการตั้งทุนชั่วคราวหรือการตั้งทุนถาวร เป็นต้น พระสงฆ์จึงควรเข้าไปมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือทางการบ้านเมืองและประชาชนในการอุปถัมภ์การศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาสงเคราะห์เพราะเป็นการช่วยพัฒนาการศึกษาให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรม โดยถือหลักไตรสิกขาเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตั้งและดำเนินการพัฒนาตั้งศูนย์เด็กเล็กก่อนเกณฑ์ให้กับเด็กที่อาจจะด้อยโอกาสทางการศึกษา ถือว่าเป็นมหากุศลวิทยาทานอันสูงส่งยิ่งการศึกษาสงเคราะห์จึงเป็นการศึกษาที่นอกเหนือจากการศึกษาภาคปริยัติธรรม ซึ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาชนได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกและทางธรรม นอกเหนือจากการสงเคราะห์ในวัดหรือสถานที่ศึกษาต่าง ๆ การตั้งศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ การดึงเด็กและเยาวชนมาศึกษาธรรม การเปิดสอนธรรมศึกษาให้แก่เด็กและนักเรียนนั้นจัดพระสงฆ์ให้เข้าอบรมในสถานที่ศึกษา การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เปิดให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาในภาคฤดูร้อน และการมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์ การตั้งทุนนิธิเพื่อการศึกษาจัดเป็นการศึกษาสงเคราะห์3การศึกษาสงเคราะห์ เป็นการจัดการศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อช่วยเหลือแก่เด็กผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาให้มีโอกาสรับการศึกษาตามกำลังสติปัญญาพร้อมทั้ง ให้การอบรมสั่งสอนด้วยความรักเมตตา เอาใจใส่ขัดเกลาเขาเหล่านั้นทั้งทางกาย วาจา ใจ เพื่อสร้างให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสามารถที่จะดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข๕.๓ รูปแบบการศึกษาสงเคราะห์การศึกษาสงเคราะห์ คือ การจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งอยู่ในสภาวะยากลำบากอันเนื่องมาจากปัญหาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้ได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือ และให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่งถึงและเป็นธรรม ซึ่งสนองตามหลักการที่กำหนดไว้ไนปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ได้แก่2พระเทพปริยัติสุธี(วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ), คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๑๐๑.3พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) “คำกล่าวปาฐกถาบรรยาย”, ในการประชุมพระสังฆาธิการระดับอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล ในเขตปกครองสงฆ์ภาค ๒ ณ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี, ๒๕๔๖), (อัดสำเนา).


การศึกษาสงเคราะห์ ๙๑๑. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์ ได้แก่ เด็กชาวเขา ชาวเรือ ชาวเกาะ เด็กต่างเชื้อชาติศาสนา และวัฒนธรรม๒. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ได้แก่ เด็กยากจนเด็กยากไร้ เด็กในแหล่งเสื่อมโทรม เด็กในชุมชนแออัด บุตรกรรมกรก่อสร้าง๓. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางสังคม ได้แก่ เด็กที่ครอบครัวอย่าร้าง เด็กที่ถูกทำทารุณ เด็กที่ถูกใช้แรงงาน เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้าขาดผู้อุปการะ เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางร่างกายและเพศ เด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการชักนำไปประกอบอาชีพอันไม่พึงประสงค์ เด็กที่ครอบครัวมีปัญหายาเสพติด เด็กที่ครอบครัวมีปัญหาโรคเรื้อน โรคเอดส์ ฯลฯ๔. เด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา อันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง ได้แก่ เด็กที่เป็นบุตรหลานของผู้ได้รับภัยผู้อพยพลี้ภัยชายแดน บุตรหลานของผู้ที่มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ๕. เด็กยากจนที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางและปัญญาเป็นเลิศ 4กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของคณะสงฆ์ทั้ง ๖ ด้าน ถึงแนวทางการบริหารงานด้านการศึกษาสงเคราะห์ เป็นการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลแก่เด็กและเยาวชนของชาติ ทั้งด้านการศึกษา การอบรมศึกษา การให้ที่อยู่อาศัย และอาหาร ทำให้เด็ก ๆ มีความอบอุ่นและมีความสุขทั้งร่างกายและจิต 5คณะสงฆ์กำหนดการศึกษาสงเคราะห์เป็นงานของพระสังฆาธิการ แบ่งเป็น ๒ ประการ คือ๑. การศึกษาอื่นนอกจากการศาสนศึกษาที่พระสงฆ์ดำเนินการเพื่อสงเคราะห์ประชาชนหรือพระภิกษุสามเณร ในปัจจุบัน การศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จัดได้ถึง ๔ ประเภท คือ ๑.๑ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา วัดหรือมูลนิธิในวัดจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลเด็กและเยาวชนที่ยากจน ปัจจุบันโรงเรียนประเภทนี้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน ๑.๒ โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนตามพระราชประสงค์ตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์และอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์สังกัดคณะกรรมการศึกษาเอกชนเช่น โรงเรียนวัดศรีจันทร์จังหวัดสมุทรปราการ โรงเรียนวัดบึงเหล็ก จังหวัดนครพนม และโรงเรียนนันทบุรีวิทยา จังหวัดน่าน ๑.๓ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งให้การศึกษาอบรมปลูกฝังศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามแก่เด็กและเยาวชนสอนเฉพาะวันอาทิตย์ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์จัดตั้งขึ้นตามความคิดและการนำของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง เพื่อให้นักเรียนนักศึกษา ได้มาเรียนพระพุทธศาสนาในวันที่สถานศึกษาของฝ่ายราชอาณาจักร หยุดเรียนตามแบบสากล นอกจากจะสอนธรรมะแก่เด็กศูนย์แห่งนี้ยังได้ทบทวน วิชาสามัญที่เรียนตามหลักสูตรการศึกษาปกติของตนที่โรงเรียน เช่น วิชาคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ภาษาอังกฤษ อันเป็นการชักจูงให้นักเรียนได้มาเรียนพุทธศาสนา ๑.๔ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด เป็นศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกอบรมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม วัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามแก่เด็ก ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา ส่งเสริมให้ภิกษุได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเพิ่มขึ้น และเป็นศูนย์ประสานความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชาวบ้าน ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันก็ยังดำเนินการ (ปัจจุบันนี้อยู่ในความดูแลของ อบต.) เพื่อรับเด็กซึ่งเป็นบุตรหลานชาวบ้านที่อายุยัง4กองการศึกษาสงเคราะห์, ระเบียบการรับเด็กเข้าเรียน ณ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์, (กรุงเทพมหานคร :กรมสามัญศึกษา, ๒๕๔๑), หน้า ๕ - ๖.5เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒ - ๑๓.


๙๒ การศึกษาสงเคราะห์ ไม่ครบเกณฑ์การเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาตามกฎหมายมาช่วยเลี้ยงฝึกหัดมารยาทให้คุ้นเคยกับวัดและพระตั้งแต่เด็กสอนหนังสือง่าย ๆ เบื้องต้นที่ไม่เกินกำลังสมองที่เด็กจะเรียนได้และให้รู้จักการสวดมนต์ไหว้พระ เป็นต้น ๑.๕ โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์/พระราชูปถัมภ์เป็นโรงเรียนอยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันมีเพียงแห่งเดียว คือโรงเรียนวินิตศึกษาเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา พระพุทธวรญาณ วัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรีได้ตั้งโรงเรียนการศึกษาเพื่อการกุศลสงเคราะห์เด็กนักเรียนยากจน โดยตั้งปณิธานการสร้างโรงเรียนไว้๔ ข้อ ดังนี้ ๑) เพื่อยับยั้งความเข้าใจ และการกระทำในทำนองที่ว่า เรื่องการศึกษากับเรื่องศาสนาไม่มีความเกี่ยวข้องกันซึ่งเป็นเรื่องอันตรายยิ่งนัก ๒) เพื่อนำหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา คือกรรมกับสังสารวัฎ เข้ามาเป็นเป้าหมายแรกของการศึกษา ๓) เพื่อให้เกิดความปรากฏว่า การศาสนาจำเป็นต้องอาศัยวิธีการทางการศึกษา จึงจะสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ๔) เพื่อมอบโรงเรียนนี้ให้เป็นสมบัติของพุทธบริษัททั้งหลาย จะได้ใช้เป็นสถานดำเนินงานพระพุทธศาสนาในด้านเผยแผ่ต่อไป เมื่อถึงเวลาอันควร 6โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จัดตั้งขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แผนกสามัญศึกษา และมีการศึกษาวิชาพระปริยัติธรรม หมวดภาษาบาลี หมวดพระธรรมวินัย และศาสนปฏิบัติอีกส่วนหนึ่ง โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา มีการจัดตั้งขึ้นตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๓๗และอยู่ในสังกัดกรมการศาสนา ขณะนี้มีวัดต่าง ๆ จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่มิได้จัดเป็นการศาสนศึกษาหรือการศึกษาสงเคราะห์ แต่โดยรูปการนั้นน่าจะจัดเป็น “การศึกษาสงเคราะห์มากกว่า เพราะเป็นการศึกษาเพื่อสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรให้มีการศึกษาเล่าเรียนวิชาสามัญศึกษา 7๒. การสงเคราะห์เกื้อกูลแก่การศึกษา สถาบันการศึกษาหรือบุคคลผู้กำลังศึกษาส่วนการจัดการศึกษาสงเคราะห์โดยวิธีอื่น ๆ จากการศาสนศึกษาหรือการสงเคราะห์สถาบันการศึกษาหรือการสงเคราะห์บุคคลผู้กำลังศึกษา พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลรองเจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส จะดำเนินการทั้งเป็นการส่วนตัว หรือเป็นการคณะสงฆ์ได้ซึ่งถือว่าการศึกษาเป็นผลดีแก่ประเทศชาติและผลสะท้อนถึงพระภิกษุสงฆ์โดยตรง การสงเคราะห์การศึกษาสามารถดำเนินการได้ดังนี้๒.๑ ตั้งทุนสงเคราะห์การศึกษาชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา๒.๒ ช่วยพัฒนาสถานการศึกษา๒.๓ ช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การศึกษา๒.๔ ช่วยเฉพาะบุคคลผู้กำลังศึกษาการศึกษาสงเคราะห์นอกจากจะจัดแก่เด็กและเยาวชนให้มีสถานที่เรียนหนังสือแล้วภิกษุสงฆ์ยังให้ความสงเคราะห์การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนผู้กำลังศึกษาในสถานที่ศึกษาทั่วประเทศ อาทิตั้งทุน6รศ.กมล ฉายาวัฒนะ, พระธรรมญาณมุนี๘๓, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง กรุ๊พ จำกัด, ๒๕๓๐), หน้า ๒๗ - ๓๓.7พระเทพปริยัติสุธี(วรวิทย์คงฺคปญฺโญ ), คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วยเรื่องการคณะสงฆ์และการพระศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๐), หน้า ๔๘ - ๔๙.


การศึกษาสงเคราะห์ ๙๓สนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทุกระดับชั้น ได้แก่ ชั้นประถมศึกษามัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ช่วยพัฒนาสถานศึกษา ช่วยเหลืออุปกรณ์การศึกษา และช่วยเฉพาะบุคคลผู้กำลังศึกษาวัดและพระสงฆ์งเป็นสถาบันที่มีส่วนในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนของชาติในด้านการศึกษาเป็นสถานอบรมบ่มนิสัยเด็กและเยาวชนมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนขาดคนดูแลและกำพร้าบิดา ก็ได้อาศัยสถาบันสงฆ์เป็นผู้อุปการะ เป็นเหตุให้เด็กและเยาวชนได้ใกล้ชิดพระศาสนาและเป็นโอกาสให้ภิกษุสงฆ์ได้พัฒนาทรัพยากรของชาติตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่พึงปรารถนาของสังคมการศึกษาสงเคราะห์ เป็นการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มให้กับการศึกษาอีกลักษณะของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งช่วยในการบริหารทางการศึกษาแก่ปวงชนของกระทรวงศึกษาธิการ มีความครอบคลุม และสามารถสนองความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยมุ่งพัฒนาเด็กขาดโอกาสทางการศึกษาให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการดำรงชีพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม ๕.๔ พัฒนาการศึกษาสงเคราะห์การศึกษาสงเคราะห์ถือว่าเป็นบทบาทและภารกิจของภิกษุสงฆ์ที่สำคัญประการหนึ่ง ด้วยการสงเคราะห์ประชาชนด้านการศึกษาให้เยาวชนหรือผู้ด้อยโอกาส ให้มีความรู้ความสามารถและมีโอกาสที่จะดำรงตนและดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ในทางพระพุทธศาสนา ได้ให้ความสำคัญแก่เด็กมากในทางการศึกษาซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากพระพุทธดำรัส เช่น พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร พ่อแม่เป็นพรหมของบุตร 8ซึ่งมีนัยสำคัญว่า การที่พ่อแม่จะเป็นพรหมของบุตรได้นั้น ต้องทำหน้าที่ที่ดีตามหลักทิศหก 9โดยข้อเก้าคือให้การศึกษาแก่บุตร ดังนั้น ท่านจึงเรียกพ่อแม่ว่าเป็นบุรพาจารย์คือครูอาจารย์คนแรกของบุตร แม้ในคัมภีร์ธรรมนีติก็กล่าวไว้ว่า “เมื่อยามลูกยังเด็ก ไม่ให้ลูกศึกษาเล่าเรียน มารดาก็ชื่อว่าเป็นไพรี บิดาก็ชื่อว่าเป็นศัตรู(เพราะ) ลูกไม่มีสง่าผ่าเผย เมื่ออยู่ในที่ประชุม (สภา) ดุจดังนกยางที่อยู่ในท่ามกลางฝูงหงส์ฉะนั้น”10 ดังพระพุทธจริยาวัตรที่ทรงแสดงให้ประจักษ์ก็คือเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยมพระพุทธบิดาที่กรุงกบิลพัสดุ์ ครั้งแรก พระนางพิมพา (ยโสธรา) ตรัสสั่งให้พระราหุลกุมารไปทูลขอราชสมบัติกับพระพุทธเจ้าในฐานะรัชทายาท พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าราชสมบัติเป็นเพียงโลกิยทรัพย์ อริยทรัพย์อันประเสริฐกว่าโดยชื่อว่า “ปญฺา เว สตฺตมํ ธนํ ปัญญาคือความรู้เป็นอริยทรัพย์ที่ ๗”11จึงโปรดให้พระสารีบุตรเถระ ให้การบรรพชาแก่พระราหุลกุมารเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ การให้การศึกษาแก่เด็กเป็นเรื่องสำคัญและเป็นการปลูกฝังคุณธรรมและความรู้พื้นฐานให้ตั้งแต่ยังเล็กเช่นกัน ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี(พ.ศ. ๑๗๘๑ - ๑๙๒๑) เป็นการศึกษาแบบโบราณ มีความเจริญสืบต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยกรุงสุโขทัย รัฐบาลและวัดรวมกันเป็นศูนย์กลางแห่งประชาคม กิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐ และวัดย่อมเป็นการสอนประชาชนไปในตัววิชาที่เรียนคือภาษาบาลีภาษาไทย และวิชาสามัญชั้นต้น สำนักเรียนมี๒ แห่ง คือวัดเป็นสำนักเรียนของบรรดาบุตรหลานขุนนางและราษฎรทั่วไป มีพระที่เชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นครูสอนเพราะสมัยนั้นเรียนภาษาบาลีกันเป็นพื้น ใครรู้พระธรรมวินัยแตกฉานก็นับว่าเป็นปราชญ์และสำนักราชบัณฑิตซึ่งสอนเฉพาะเจ้าหน้าที่บุตรหลานข้าราชการเท่านั้น 8องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๓๑/๑๘๓.9ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๔/๒๐๐.10 ราชบัณฑิตยสถาน, ราชนีติ - ธรรมนีติ, (กรุงเทพมหานคร : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๗), หน้า ๓๓๑.11 ขุ.ธ.อ. ๑/๙/๑๕๕ - ๑๕๗.


๙๔ การศึกษาสงเคราะห์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐) การศึกษาทั่วไปตกอยู่แก่วัด ราษฎรก็นิยมพาลูกหลานไปฝากพระเพื่อเล่าเรียนหนังสือ พระสงฆ์ก็ยินดีรับไว้เพราะท่านต้องมีศิษย์ไว้สำหรับปรนนิบัติศิษย์ได้รับการอบรมในทางศาสนา ได้เล่าเรียนอ่านเขียนหนังสือไทยและบาลีตามสมควร เพื่อเป็นการตระเตรียมสำหรับเวลาข้างหน้าเมื่อเติบโตขึ้น จะได้สะดวกในการอุปสมบท การให้ผู้ชายที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ อุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น เป็นประเพณีที่มีมานานแต่โบราณกาลแล้ว 12การสงเคราะห์ให้เยาวชนได้รับการศึกษา ถ้ายังไม่มีครูฝ่ายฆราวาสเพียงพอ ก็ได้อาศัยศาลาหรือเสนาสนะใด ๆ ของวัดเป็นโรงเรียน พระสงฆ์เห็นความจำเป็นที่บุตรหลานของประชาชนในท้องที่ของวัดนั้นจะต้องมีโรงเรียนให้เรียน ก็ช่วยกันชักชวนนำประชาชนช่วยสร้างโรงเรียนขึ้นในวัด เพื่อให้บุตรหลานของชาวบ้านได้เล่าเรียน รัฐบาลก็เผดียงสงฆ์ให้ช่วยรับภาระจัดโรงเรียนและเป็นครูสอน นับเป็นการศึกษาสงเคราะห์ของวัดและพระสงฆ์ตั้งแต่แรกที่รัฐเริ่มจัดการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา 13หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ การจัดให้ประชาชนได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐ พระสงฆ์แม้จะมีบทบาทด้านการศึกษาก็เพียงช่วยสอนในโรงเรียนประชาบาลอยู่บ้าง แต่บทบาทเหล่านี้ก็ค่อยลดน้อยลงตามลำดับจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ รัฐบาลผลิตครูได้มากขึ้นก็ไม่ได้อาราธนาพระสงฆ์เป็นครูสอนวิชาสามัญในโรงเรียนอีก คงมีแต่การอาราธนาพระสงฆ์ไปสอนศีลธรรมในโรงเรียนบ้าง เป็นผู้อุปการะโรงเรียนบ้าง การศึกษาของรัฐที่พระสงฆ์วัด และคณะสงฆ์ยังคงมีส่วนช่วยอยู่ก็เป็นในด้านการศึกษาสงเคราะห์เท่านั้น 14 กุญแจสำคัญของการพัฒนาอยู่ที่การพัฒนาคน ถ้าพัฒนาคนให้ฉลาดสามารถเรียนรู้คิดเป็น ทำเป็น และตั้งอยู่ในความดีได้ จึงจะแก้ไขปัญหาสังคมได้ การอบรมเลี้ยงดูบุตรธิดา นอกเหนือจากการเลี้ยงดูทางกายให้เจริญเติบโตแล้ว ยังต้องเลี้ยงดูทางใจด้วยกล่าวคือ “อาหารกายหาได้ทั่วไป อาหารใจหาได้จากศาสนา” และว่า “ศาสนาจึงเป็นอาหารใจให้ความสุขแก่มวลชนในสังคม มิใช่เพียงการมีชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงชราภาพ ก็ควรต้องมีอาหารใจ คือศีลธรรมไว้อบรมตนเองในทุกขั้นตอนของชีวิต คนเราจึงจะมีความสุขได้” 15การพัฒนาการศึกษา การพัฒนาเด็ก โดยยึดหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นแกนหลัก จึงเป็นการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็ตระหนักดีว่าจะให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้โดยจัดให้มีโรงเรียนวิถีพุทธ ขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นมา ซึ่งบทบาทนี้ควรเป็นของพระสงฆ์ ดังสัมโมทนียกถาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) ในการเปิดประชุมโรงเรียนวิถีพุทธ ความข้อหนึ่งว่า “โรงเรียนวิถีพุทธที่เกิดขึ้นจึงเป็นแหล่งสำคัญที่เพาะเลี้ยงให้เกิดความดีงามตามที่กล่าว ถ้าฝ่ายพระสงฆ์ไม่สนใจทำเป็นวางเฉยถือว่าไม่ใช่ธุระนานไป จะทำให้เด็กไทยขาดความเป็นไทกลายเป็นทาสทางสติปัญญา และเมื่อนั้นแหละก็จะเริ่มรู้สึกตัวกันว่าบ้านเมืองของเราเป็นอย่างไรไปเสียแล้ว ปัจจุบันนี้ก็หมดไปเหมือนกันว่าเปลี่ยนแปลงแปรผันไป แต่จะทำอย่างไรจึงจะให้กลับคืนมาได้” 1612 มาณพ พลไพรินทร์, คู่มือการบริหารกิจการคณะสงฆ์, (กรุงเทพมหานคร : ชุติมาการพิมพ์, ๒๕๓๑),หน้า ๒๓๕.13 เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓๖.14 พระมหาสมทรง สิรินฺธโร และคณะ, บทบาทของวัดและพระสงฆ์ไทยในอนาคต, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทเกล็ดไทย จำกัด, ๒๕๒๕), หน้า ๔๒ - ๔๓.15 พระเทพกิตติโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต), ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูกสำคัญยิ่งนักหรือ ?, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์, ๒๕๕๓), หน้า ๕.16 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, โรงเรียนวิถีพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๑๐.


การศึกษาสงเคราะห์ ๙๕การพัฒนาเด็กในแง่องค์รวมตามหลักไตรสิกขาประกอบด้วย ๓ ด้าน คือ (๑) ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (๒) ด้านจิตใจ และ (๓) ด้านปัญญา โดยเน้นว่าการศึกษาพัฒนาชีวิตทั้งระบบอารมณ์จึงจะพัฒนาไปด้วยพอการศึกษาเริ่มต้น ชีวิตที่ดีก็มาเอง รวมทั้งเรื่องอารมณ์ด้วย คือสภาพจิตที่ดีมาด้วยเอง เพราะเด็กรู้แล้วว่าชีวิตจะดีต้องมีการศึกษา ฝึกฝนพัฒนา มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษตรงนี้ 17การศึกษาสงเคราะห์จัดเป็นบทบาทที่สืบเนื่องมาจากบทบาทเดิมของวัดและพระสงฆ์ไทยในอดีต นับตั้งแต่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นต้นมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่รัฐและคณะสงฆ์จัดการศึกษาร่วมกันเพื่อให้การศึกษาแก่คนในสังคมจนกล่าวได้ว่าในสังคมไทยแบบเดิมวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ชุมชนหนึ่งมีลักษณะการปฏิบัติภารกิจที่ครบจบสิ้นในตัว วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน และเป็นสมบัติของทุกคนในชุมชนจึงทำหน้าที่ให้การศึกษาตลอดชีวิตแก่สมาชิกทุกคนในชุมชนนั้น 18พัฒนาการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์มีหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในโรงเรียน และการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่การจัดตั้งกองทุน การส่งเสริมโครงการ เช่น บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน และการจัดหาอุปกรณ์การศึกษา นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสและปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น๕.๕ การบริหารงานด้านการศึกษาสงเคราะห์มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ควบคุมและส่งเสริมการศึกษาสงเคราะห์ของคณะสงฆ์และส่งเสริมการดำเนินการจัดการศึกษาสงเคราะห์ของเจ้าอาวาส เจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้น ต้องมีส่วนควบคุมและส่งเสริมให้เจ้าอาวาสดำเนินการส่งเสริมการศึกษาสงเคราะห์ตามสมควร ถ้าเพิกเฉยเสียย่อมเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะการศึกษาประเภทนี้เป็นการของคณะสงฆ์หรือการพระศาสนา เป็นกิจการของวัดตามหน้าที่เจ้าอาวาส ส่วนเจ้าคณะทุกส่วนทุกชั้นควรให้การช่วยเหลือเกื้อกูลสถาบันการศึกษา หรือบุคคลผู้ศึกษาได้โดยไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยและระเบียบแบบแผนของพระสงฆ์ เช่น ช่วยขวนขวายในการสร้างอาคารเรียน ช่วยจัดหาอุปกรณ์การศึกษา จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์นักเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมและอุดมศึกษา ตามหลักการประกาศของมหาเถรสมาคม ช่วยแก้ไขข้อขัดข้องของเจ้าอาวาสให้เป็นไปโดยชอบและพิจารณาให้กำลังใจและบำรุงขวัญแก่เจ้าอาวาสตามสมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่การศึกษาสงเคราะห์หมายถึง การจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการจัดการศึกษาในการเตรียมความพร้อมแก่เด็กปฐมวัย ได้แก่ศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์โรงเรียนเอกชนการกุศลของวัด การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษา 1917 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธรรม, ๒๕๔๕), หน้า ๓๑.18 พระพรหมคุณาภรณ์(ประยุทธ์ปยุตฺโต), สถาบันสงฆ์กับสังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร : จรูญการพิมพ์, ๒๕๔๙), หน้า ๒.19 กรมการศาสนา, คู่มือการจัดการศึกษาสงฆ์, หน้า ๕ – ๖.


Click to View FlipBook Version