คาอธบิ ายเพม่ิ เตมิ คือ ค่าการสอ่ งผ่านของแสงธรรมชาติ (visible light transmittance,
light to solar gain (LSG) VT) ตอ่ ค่าสัมประสิทธ์กิ ารถ่ายเทความรอ้ นจากรังสีอาทติ ย์ (solar heat
gain coefficient, SHGC)
นิยามศพั ท์ คา่ LSG อาจจะสามารถหาได้โดยตรงจากเอกสารประกอบการขายของ
ค่าสมั ประสทิ ธิก์ ารถา่ ยเท ผูผ้ ลิตกระจก หรืออาจจะหาไดจ้ ากการคานวณโดยการนาเอาค่า VT มา
ความร้อนจากรังสีอาทติ ย์ หารด้วย SHGC
(solar heat gain ผผู้ ลิตกระจกสว่ นใหญ่จะมีข้อมูลคา่ VT และ SHGC ของกระจกแต่ละ
coefficient, SHGC) ชนิดทจ่ี าหน่าย
คือ อตั ราส่วนของรังสีอาทติ ย์ท่ีสง่ ผ่านวสั ดุผนังและหลงั คาสว่ นท่โี ปร่งแสง
หรือโปร่งใสของช่องแสง และก่อให้เกิดการถ่ายเทความร้อนเข้าภายใน
อาคาร ค่าดังกล่าวรวมผลของรังสีอาทิตย์ที่ส่งผ่านกระจกหรือวัสดุโปร่ง
แสงโดยตรงกับการถ่ายเทความร้อนที่เกิดจากรังสีอาทิตย์ท่ีถูกดูดกลื นไว้
ในตัวกระจกหรอื วสั ดุโปรง่ แสงเขา้ มายงั ภายในอาคาร
คู่มือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ทีม่ อี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ 33
AE 2 การออกแบบพนื้ ท่ีใชส้ อย
AE 2.1 หอ้ งเกบ็ ขยะรีไซเคลิ บงั คับ
วตั ถุประสงค์
เพื่อจัดเตรียมพ้ืนที่คัดแยกขยะหรือเศษวัสดุ ทาให้เกิดความสะดวกในการบริหารจัดการและการ
เคล่อื นย้ายรวดเรว็ ในการจดั การวสั ดุท่ีจะนามาใชใ้ หม่
ขอ้ กาหนด
1) มีพื้นท่ีหรือห้องคัดแยกขยะและเก็บเศษวัสดุเพ่ือนากลับมาใช้ใหม่ โดยพื้นที่ดังกล่าวต้องมิดชิด
และเข้าถึงได้ง่าย พ้ืนท่ีคัดแยกขยะนี้อาจจัดให้อยู่ในอาคารที่ออกแบบ หรือ ใช้พื้นท่ีส่วนกลางที่จัดเป็นโรงคัด
แยกขยะสาหรับใช้ร่วมกันของทุกอาคารในหน่วยงานน้นั กไ็ ด้
2) มีจุดท้ิงขยะที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในแต่ละช้ันของอาคาร หรือส่วนของอาคาร โดยจุดท้ิงขยะ
ดังกล่าวต้องมีถังคัดแยกขยะ ได้แก่ ขยะเปียก ขยะอันตราย และขยะแห้งที่มีการแยกเป็นประเภท เช่น
กระดาษ โลหะ แก้ว และพลาสตกิ เป็นตน้
แนวทางการออกแบบ
ผู้ออกแบบพิจารณาขนาดที่เหมาะสมสาหรับพ้ืนที่ห้องคัดแยกขยะและเก็บเศษวัสดุ โดยข้ึนอยู่กับ
ลกั ษณะการใช้งานของอาคาร และให้กาหนดทีต่ ั้งห้องคดั แยกขยะและเก็บเศษวัสดใุ หช้ ัดเจน ง่ายต่อการบริหาร
จดั การในอนาคต และตอ้ งมีแผนการดาเนนิ การบริหารจัดการขยะของอาคาร
รปู ท่ี 16 ถังคัดแยกขยะและหอ้ งเกบ็ ขยะรีไซเคลิ
34 ค่มู ือการออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครฐั ท่ีมีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
AE 2.2 การเลอื กสุขภัณฑ์ประหยัดน้า บังคับ
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อลดการใช้นา้ ของอาคาร โดยการเลือกสขุ ภัณฑท์ ีม่ ีประสิทธภิ าพในการประหยดั น้า
ข้อกาหนด
สขุ ภณั ฑท์ ง้ั หมดในโครงการเปน็ สุขภณั ฑ์ทไี่ ด้ฉลากเขยี วหรือได้มาตรฐานการประหยดั น้า ดังนี้
1) โถสว้ ม มีอตั ราการใช้นา้ ไมเ่ กนิ 6.0 ลิตรต่อคร้งั
2) วาล์วขับล้างสาหรับโถปสั สาวะชาย มอี ัตราการใช้นา้ ไมเ่ กนิ 3.0 ลิตรตอ่ ครั้ง
3) ก๊อกน้าสาหรับอา่ งลา้ งหนา้ -ล้างมือ มอี ัตราการใชน้ ้าไม่เกนิ 4.5 ลติ รตอ่ นาที
4) กอ๊ กน้าสาหรบั อา่ งล้างชาม มอี ตั ราการใช้น้าไม่เกิน 4.5 ลิตรตอ่ นาที
5) ฝักบวั อาบน้า มอี ตั ราการใชน้ า้ ไมเ่ กิน 6.5 ลิตรตอ่ นาที
แนวทางการออกแบบ
สาหรับโถส้วม ถา้ ใช้ชนดิ เลือกกดน้าได้ 2 จังหวะ คือ มากและน้อย จะสามารถประหยัดน้าไดเ้ พ่ิมขึน้
รูปท่ี 17 สุขภัณฑ์ที่ได้ฉลากเขียว
ค่มู อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐทมี่ อี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ 35
AE 2.3 ห้องอาบนา้ และเปล่ียนชดุ สาหรบั ผู้ใชร้ ถจกั รยาน -
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ืออานวยความสะดวกให้กับผู้ใช้อาคารประจาและท่ัวไปท่ีใช้รถจักรยาน อันเป็นการส่งเสริมให้ใช้
รถจักรยานเพ่มิ มากข้นึ
ข้อกาหนด
มีห้องอาบน้าและเปล่ียนชุดสาหรับผู้ใช้รถจักรยาน โดยอาจจะอยู่ในอาคาร หรืออยู่ในอาคารอื่น
ใกล้เคียงกัน เช่น ศูนย์ออกกาลังกาย ท่ีพนักงานสามารถใช้ได้ โดยมีระยะห่างจากทางเข้าอาคารไม่เกิน 100
เมตร
โดยมที างเลือกในการคานวณจานวนห้องอาบนา้ ดงั นี้
ทางเลือก 1 กาหนดให้มีห้องอาบน้าจานวน 1 ห้องตอ่ ผู้ใช้อาคารประจา 100 คนแรก และสว่ นท่ี
เกิน 100 คน กาหนดให้มหี ้องอาบน้าจานวน 1 หอ้ งตอ่ ผูใ้ ช้อาคารประจา 150 คน
ทางเลือก 2 จานวนหอ้ งอาบน้าไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 0.5 ของจานวนผู้ใช้อาคารประจา
แนวทางการออกแบบ
ตาแหน่งของห้องอาบน้าและเปลี่ยนชุด ควรตั้งอยู่ในบริเวณท่ีเข้าถึงได้ง่าย สะดวกสบายต่อผู้ใช้งาน
และปลอดภัยจากการโจรกรรม เช่น มีตู้ล็อกเกอร์สาหรับเก็บเส้ือผ้า และอยู่ใกล้ท่ีจอดรถจักรยานและทางเข้า
อาคาร เป็นตน้
รูปท่ี 18 หอ้ งอาบนา้ และเปลยี่ นชุดสาหรบั ผ้ใู ชร้ ถจักรยาน
36 คู่มอื การออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครัฐท่ีมอี ยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
AE 2.4 ระบบดกั ฝนุ่ ทางเขา้ -
วตั ถุประสงค์
เพื่อลดมลพิษและฝุ่นละอองจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร ผ่านบริเวณทางเข้าอาคารซึ่งมักติดมา
กบั รองเทา้
ขอ้ กาหนด
ตดิ ต้ังระบบเกบ็ กกั ฝ่นุ ละอองบรเิ วณทางเข้าอาคาร ดงั นี้
1) บริเวณทางเข้าหลัก ที่ด้านในของอาคาร ให้ติดต้ังระบบตะแกรงรองพ้ืนดักฝุ่น ตลอดความกวา้ ง
ของประตู และยาวตามแนวทางเดินอย่างน้อย 2 เมตร ในกรณีที่โถงทางเข้ามีประตู 2 ชั้น ให้ติดตั้งระบบ
ตะแกรงรองพ้นื ดกั ฝุ่นระหวา่ งประตู
2) บริเวณทางเขา้ รองหรือทางเข้าอน่ื ๆ สามารถใชแ้ ผน่ วัสดุรองพ้ืนหรือวัสดุปพู ้ืนประเภทอ่นื ๆ เพอื่
ดกั ฝุ่นได้
แนวทางการออกแบบ
ในกรณีโถงทางเข้าอาคารเป็นพื้นท่ีปรับอากาศ ควรทาประตูสองช้ัน และติดตั้งระบบกักเก็บฝุ่น
ระหว่างประตูสองช้ัน กรณีเป็นประตูชั้นเดียวควรติดไว้ด้านในอาคาร เพราะถ้าติดภายนอกอาคาร อาจจะเก็บ
ฝุ่นที่ปลวิ จากภายนอกไว้จานวนมาก ทาให้ไม่สามารถดกั ฝุน่ ทีต่ ิดมากับรองเทา้ ได้ดเี ท่าที่ควร และควรเลอื กวัสดุ
ทม่ี ีส่วนผสมสารกันไฟลาม ทาความสะอาดได้งา่ ย โดยการฉดี นา้ ลา้ ง สะบดั หรือดูดฝ่นุ
รปู ท่ี 19 การติดตั้งระบบตะแกรงรองพ้นื ดักฝนุ่
ที่มา : http://www.pawling.com/products/entrance-matting-systems?page=4
คมู่ อื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐทม่ี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ 37
AE 2.5 การใชผ้ นงั และเพดานดดู กลืนเสยี ง -
วตั ถุประสงค์
เพอ่ื ลดการสะท้อนของเสยี งภายในอาคาร ที่ทาใหเ้ กิดเสยี งดังรบกวนต่อประสิทธิภาพในการทางาน
ขอ้ กาหนด
1) พ้ืนท่ีฝ้าเพดานของสานักงานแบบเปิดโล่งอย่างน้อยร้อยละ 75 (ยกเว้นพ้ืนท่ีติดตั้งดวงโคม
หัวจ่ายแอร์ และชอ่ งแสงหลังคา) เปน็ วัสดุดดู กลืนเสยี งทมี่ ีคา่ NRC ≥ 0.7
2) พ้นื ท่ีฝ้าเพดานของห้องประชุมอย่างน้อยรอ้ ยละ 50 เปน็ วสั ดดุ ดู กลืนเสยี งทีม่ คี า่ NRC ≥ 0.7
3) พ้ืนท่ีผนังภายในห้องทางานแบบปิดและสานักงานแบบเปิดอย่างน้อยร้อยละ 25 ใช้วัสดุดูดกลนื
เสียงที่มคี ่า NRC ≥ 0.7
แนวทางการออกแบบ
วัสดุดูดกลืนเสียงที่มีค่า NRC ย่ิงสูงย่ิงดี โดยอาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานตกแต่งภายใน ทาให้เกิด
ความสวยงาม การใช้วัสดุดูดกลืนเสียงท่ีผนังจะช่วยลดเสียงได้ดีกว่าท่ีฝ้าเพดาน แต่การใช้ฝ้าเพดานดูดกลืน
เสยี งจะราคาถกู กวา่
รูปท่ี 20 หอ้ งท่ีมีการใช้วสั ดุดูดกลนื เสยี งที่ผนงั และฝา้ เพดาน
38 คมู่ ือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐท่ีมีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ
ตารางที่ 5 คา่ NRC ของวัสดตุ า่ งๆ
ชนดิ วัสดุก่อสรา้ ง ความถี่ (Hz)
NRC
125 250 500 1000 2000 4000
อิฐมอญ - ไมข้ ัดมนั 0.03 0.03 0.03 0.04 0.05 0.07 0.05
- ไมข้ ัดมนั และทาสี 0.01 0.01 0.02 0.02 0.02 0.03 0.00
พรม - ความหนา 3 มลิ ลิเมตร 0.05 0.05 0.01 0.02 0.03 0.04 0.15
- ความหนา 6 มิลลเิ มตร 0.05 0.10 0.10 0.30 0.40 0.50 0.25
- ความหนา 8 มลิ ลิเมตร 0.05 0.15 0.30 0.40 0.50 0.60 0.35
ฝ้า - แผน่ ฝ้า Mineral หนา 15 มิลลเิ มตร 0.31 0.29 0.51 0.70 0.71 0.71 0.55
- แผ่นฝ้าใยแกว้ หนา 25 มิลลเิ มตร 0.66 0.76 0.60 0.80 0.89 0.80 0.75
- แผ่นฝ้าใยแกว้ ปิดผิวดว้ ยผ้าใยแก้ว หนา 38 มลิ ลเิ มตร 0.80 0.96 0.88 1.04 1.05 1.06 1.00
อฐิ บลอ็ ค - ไมท่ าสี 0.36 0.44 0.31 0.29 0.29 0.25 0.35
- ทาสี 0.10 0.05 0.06 0.07 0.09 0.08 0.05
ผา้ - ผ้ากามะหยี่ นา้ หนัก 10 ออนซ/์ ตารางหลา 0.03 0.04 0.11 0.17 0.24 0.35 0.15
- ผ้ากามะหย่ี น้าหนกั 14 ออนซ์/ตารางหลา ปิด/คลุมไว้ 1/2 ของพื้นที่ 0.07 0.31 0.49 0.75 0.70 0.60 0.55
- ผา้ กามะหย่ี น้าหนัก 18 ออนซ/์ ตารางหลา ปิด/คลุมไว้ 1/2 ของพนื้ ที่ 0.14 0.35 0.55 0.72 0.70 0.65 0.60
พน้ื - คอนกรีตหรือพ้ืนหนิ ขดั 0.01 0.01 0.01 0.02 0.02 0.02 0.00
- กระเบื้องยางบนพื้นคอนกรีต 0.02 0.03 0.03 0.03 0.03 0.02 0.05
- ไม้ 0.15 0.11 0.10 0.07 0.06 0.07 0.10
- ไมป้ ารเ์ ก้บนพ้ืนคอนกรีต 0.04 0.04 0.07 0.06 0.06 0.07 0.05
กระจก - ประตู/หน้าตา่ ง กระจกบานใหญ่หนา 6 มิลลิเมตร ปิดขอบด้วยวัสดุ (ติดตาย) 0.05 0.03 0.02 0.02 0.03 0.02 0.05
- ประต/ู หนา้ ตา่ ง กระจกเปิดปิดไดช้ นิด 24 ออนซ์ (ในสภาพท่ีปิดอย่)ู 0.10 0.05 0.04 0.03 0.03 0.03 0.05
ยปิ ซัมบอร์ด - ความหนา 12.5 มิลลิเมตร ขนาด 0.60 x 1.20 เมตร ระยะยึด 0.40 เมตร ทาสีทบั 0.10 0.08 0.05 0.03 0.03 0.03 0.05
กระเบอ้ื งหนิ อ่อน, ปูนปลาสเตอร,์ - ฉาบหยาบ 0.01 0.01 0.01 0.01 0.02 0.02 0.00
ยปิ ซัมหรอื ปนู ขาว - ฉาบละเอยี ด 0.02 0.03 0.04 0.05 0.04 0.03 0.05
แผน่ ไมอ้ ัดแข็ง - ความหนา 6 มิลลเิ มตร 0.58 0.22 0.07 0.04 0.03 0.07 0.10
แผน่ วัสดกุ รุผนัง - แผน่ ใยแก้ว หนา 50 มลิ ลเิ มตร 0.05 0.30 0.80 1.00 1.02 0.95 0.80
ผวิ นา้ - สระว่ายน้า 0.01 0.01 0.01 0.01 0.02 0.03 0.00
หลังคาไม้ - วสั ดหุ ลังคาประเภทเข้าล้นิ 0.24 0.19 0.14 0.08 0.13 0.10 0.15
ทมี่ า : https://www.usgboral.com/th_th/solutions/partition-system/sound-insulation-wall-system.html
คาอธบิ ายเพม่ิ เติม เป็นค่าที่แสดงความสามารถในการดูดกลืนเสียงของวัสดุเพื่อใช้ลดความ
กังวานของห้อง โดยมีค่าตั้งแต่ 0-1 ค่า NRC ท่ีสูง หมายถึง สามารถ
คา่ การดดู กลนื เสยี ง ดูดกลืนเสียงได้มาก ค่า NRC ได้จากการนาค่าสัมประสิทธิ์การดูดกลืน
noise reduction เสียงของวัสดุ (sound absorption coefficient, SAC) ที่ 4 ความถ่ีคือ
coefficient (NRC) 250, 500, 1,000, 2,000 Hz มาเฉลี่ยกันและปัดทศนยิ มให้ใกล้ 0.05
คา่ สัมประสทิ ธ์กิ ารดดู กลืนเสียง เป็นค่าท่ีแสดงความสามารถในการดูดกลืนเสียง ตามมาตรฐาน ASTM
sound absorption C423 ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0-1 คา่ ท่ีเข้าใกล้ 1 หมายถงึ ดูดกลืนเสียงไดม้ าก วัสดุ
coefficient (SAC) แต่ละชนดิ สามารถดดู กลนื เสยี งได้ดที ่ีความถต่ี ่างกัน
คมู่ อื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐทม่ี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั 39
AE 2.6 การกันเสียงระหวา่ งห้อง -
วตั ถุประสงค์
เพ่อื ลดปัญหาเสยี งรบกวนระหวา่ งห้องภายในอาคาร ทาใหพ้ นักงานมปี ระสิทธภิ าพในการทางานมาก
ขนึ้
ขอ้ กาหนด
1) ผนังท่ีกั้นระหวา่ งสานกั งานทัว่ ไป มีค่า STC = 40 - 50
2) ผนังทก่ี น้ั ระหวา่ งหอ้ งเคร่ืองและหอ้ งทีม่ ีคนใช้งาน มคี า่ STC = 50 - 60
แนวทางการออกแบบ
ควรเลือกผนังที่มีส่วนประกอบของชั้นวัสดุต่างๆ และมีค่า STC อยู่ในช่วงท่ีกาหนด STC ย่ิงสูงจะย่ิง
กันเสียงได้มาก โดยจะต้องติดตั้งให้ผนังสงู จากพ้ืนจรดพ้ืนชั้นบนด้วย มิฉะน้ันแล้วความสามารถในการกันเสียง
ทีไ่ ดจ้ ะลดต่าลง
รูปท่ี 21 ผนังท่ีมคี ่า STC ระหวา่ ง 40 - 60
40 คมู่ อื การออกแบบปรับปรุงอาคารภาครัฐทีม่ อี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
คาอธบิ ายเพมิ่ เตมิ
sound transmission คือ ตัวเลขที่แสดงระดับช้ันการลดเสียงผ่านผนังท่ีส่งผ่านทางอากาศ
class (STC) ในช่วงความถ่ี 125-4,000 เฮิรตซ์ (Hz) ซึ่งครอบคลุมความถ่ีของเสียงที่
พบเป็นส่วนใหญ่ในชีวิตประจาวัน โดยค่า STC ที่สูง แสดงว่าระบบ
ดังกลา่ วสามารถลดเสยี งได้ดี
ตารางที่ 6 คา่ STC ของผนังแบบต่างๆ
ผลิตภณั ฑ์ STC
37
อฐิ มวลเบา หนา 75 มิลลิเมตร ฉาบปูน 10 มิลลเิ มตร 43
47
อฐิ มวลเบา หนา 100 มิลลิเมตร ฉาบปูน 10 มิลลิเมตร
45
คอนกรตี บล็อก หนา 70 มิลลเิ มตร กรอกปูน หรอื คอนกรตี บล็อกตนั หนา 68 มิลลิเมตร 48
(ความหนาแนน่ 1,500 กิโลกรมั ตอ่ ลูกบาศกเ์ มตร) 51
60-70
คอนกรตี บล็อก หนา 90 มลิ ลิเมตร ไมก่ รอกปนู 35
44
คอนกรตี บลอ็ ก หนา 90 มิลลิเมตร กรอกปนู
49
คอนกรตี บลอ็ ก หนา 140 มิลลิเมตร กรอกปูน
48
คอนกรีตบล็อก หนา 90 มิลลิเมตร / ช่องวา่ ง 30 มิลลิเมตร / คอนกรีตบลอ็ ก หนา 90 มิลลิเมตร
41
ผนัง gypsum board หนา 98 มิลลเิ มตร (12 มลิ ลิเมตร / ช่องวา่ งอากาศ 74 มลิ ลิเมตร / 12 มิลลิเมตร)
ผนัง gypsum board หนา 98 มิลลเิ มตร (12 มิลลเิ มตร / ชอ่ งวา่ งอากาศ 74 มลิ ลเิ มตร + ฉนวนใยแกว้
หนา 60 มิลลิเมตร / 12 มิลลเิ มตร)
ผนงั gypsum board หนา 122 มลิ ลเิ มตร (12+12 มิลลิเมตร / ช่องวา่ งอากาศ 74 มิลลเิ มตร +
ฉนวนใยแก้ว หนา 60 มิลลเิ มตร / 12+12 มลิ ลิเมตร)
ผนัง gypsum board หนา 94 มลิ ลิเมตร (แผน่ ยิปซมั ความหนาแนน่ สงู 15 มิลลเิ มตร / ช่องวา่ งอากาศ
64 มิลลิเมตร + ฉนวนใยแกว้ หนา 50 มิลลิเมตร / แผน่ ยปิ ซมั ความหนาแน่นสูง 15 มลิ ลเิ มตร)
หมายเหตุ : แผ่นยิปซัมความหนาแนน่ สงู มากกว่า 13.2 กโิ ลกรมั ตอ่ ตารางเมตร
แผ่น wood cement board หนา 91 มลิ ลิเมตร (8 มิลลิเมตร / ชอ่ งวา่ งอากาศ 75 มิลลเิ มตร /
8 มิลลเิ มตร)
แผ่น wood cement board หนา 91 มลิ ลิเมตร (8 มิลลิเมตร / ช่องวา่ งอากาศ 75 มิลลิเมตร + 50
ฉนวนใยแกว้ หนา 60 มลิ ลเิ มตร / 8 มลิ ลเิ มตร) 55
แผ่น wood cement board หนา 95 มิลลิเมตร (12 มิลลเิ มตร / ช่องวา่ งอากาศ 75 มิลลเิ มตร /
8 มลิ ลิเมตร)
ที่มา : การออกแบบคณุ ภาพเสยี งในอาคาร 2561, สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชปู ถมั ภ์, หน้า 80-81
ค่มู ือการออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครัฐท่มี อี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั 41
AE 2.7 สดั ส่วนระหว่างความลกึ ตอ่ ความสูงของห้องไมป่ รับอากาศ -
วัตถุประสงค์
เพื่อเพิ่มประสิทธภิ าพในการระบายอากาศตามธรรมชาตโิ ดยการออกแบบให้ขนาดของห้องไมล่ ึกจาก
หน้าตา่ งมากเกนิ ไป
ขอ้ กาหนด
มากกว่าร้อยละ 50 ของห้องท่ีมีผู้ใช้งาน หรือมีการชุมนุมกัน ท่ีระบายอากาศตามธรรมชาติมี
คุณสมบัติตามเกณฑ์ดงั น้ี
1) หอ้ งทรี่ ะบายอากาศด้านเดยี ว (single sided ventilation) กาหนดใหร้ ะยะความลึกของหอ้ งวัด
จากหนา้ ต่างภายนอก (W) และความสงู จากพ้ืนถึงเพดาน (H) ต้องอยู่ในระยะ W ≤ 2H
2) หอ้ งท่ีระบายอากาศ 2 ด้านท่ีตรงกันข้าม (cross ventilation) กาหนดให้ W ≤ 5H
รปู ท่ี 22 ขนาดของห้องทรี่ ะบายอากาศธรรมชาติมีคุณสมบตั ติ ามเกณฑ์
แนวทางการออกแบบ
นอกจากอาคารจะมีสัดส่วนข้างต้นแล้ว หน้าต่างควรอยู่ในด้านท่ีได้รับลมประจาถ่ิน ซ่ึงข้ึนกับสภาพ
ท่ดี นิ ของแต่ละโครงการ และควรออกแบบใหม้ ีกันสาดเหนือหน้าต่าง เพื่อช่วยกันฝนและสามารถระบายอากาศ
ไดใ้ นขณะฝนตก
42 คมู่ อื การออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครฐั ที่มอี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั
AE 2.8 พนื้ ท่ที างานไดร้ บั แสงธรรมชาติและเหน็ ทวิ ทศั น์ภายนอก -
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือให้สามารถใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติในการประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการทางานของ
ระบบร่างกาย และเกิดความผอ่ นคลายทางจิตใจ
ข้อกาหนด
ร้อยละ 75 ของพ้ืนที่ทงั้ หมดท่ีมีคนน่ังทางาน (workstations) อยใู่ นระยะ 7.5 เมตร จากริมหน้าต่าง
ที่เห็นทิวทัศน์ภายนอก และ
ร้อยละ 95 ของพ้ืนท่ีทั้งหมดที่มีคนน่ังทางาน (workstations) อยู่ในระยะ 12 เมตร จากริมหน้าตา่ ง
โดยสามารถมองผ่านหนา้ ตา่ งหรอื ผนังโปร่งแสงออกส่ภู ายนอกได้ โดยไม่มผี นงั ทึบภายในบงั สายตา
แนวทางการออกแบบ
จัดห้องที่มีผนังทึบเพ่ือความเป็นส่วนตัว เช่น ห้องประชุมไว้ด้านในอาคาร และจัดพ้ืนท่ีทางานที่เป็น
สานักงานแบบเปดิ โล่งไว้ริมหน้าตา่ ง
รูปที่ 23 ตวั อย่างการจดั สานกั งานแบบเปดิ โลง่ ไวร้ ิมหนา้ ต่าง 43
คู่มือการออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ทม่ี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
รปู ที่ 24 พน้ื ท่ีทางานได้รับแสงธรรมชาตแิ ละเห็นทวิ ทศั น์ภายนอก
44 ค่มู อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ทม่ี อี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั
AE 2.9 พ้ืนที่จอดรถจักรยานหรอื หอ้ งเกบ็ รถจกั รยาน -
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้งานอาคาร ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทาง ซึ่งสามารถลดพื้นท่ีดาดแข็งที่
ใชส้ าหรับจอดรถ และปรบั เปน็ พ้ืนท่สี ีเขยี วหรอื ลานพ้นื ท่ที ากิจกรรมตา่ งๆ
ขอ้ กาหนด
มีพ้ืนที่จอดรถจักรยาน หรือห้องเก็บรถจักรยานเพียงพอต่อผู้ใช้งานอาคาร โดยมีทางเลือกในการ
คานวณทจ่ี อดรถจักรยาน ดังน้ี
ทางเลือก 1 ท่ีจอดรถจักรยานไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของผู้ใช้อาคารประจา และผู้ใช้อาคาร
ช่ัวคราวสูงสดุ ของวัน
ทางเลือก 2
2.1 ทจ่ี อดรถจักรยาน อยา่ งน้อย 10 คนั สาหรบั อาคารท่ีมพี น้ื ที่ 1,000 ถงึ 3,000 ตารางเมตร
2.2 สาหรบั อาคารท่มี ีพืน้ ทมี่ ากกว่า 3,000 ตารางเมตร ให้คานวณดังน้ี
1) พื้นที่อาคาร ขนาด 15,000 ตารางเมตรแรก กาหนดให้มีที่จอดรถจักรยาน จานวน
1 คัน ตอ่ พนื้ ที่อาคาร 300 ตารางเมตร
2) พื้นที่อาคารส่วนท่ีเกิน 15,000 ตารางเมตร กาหนดให้มีท่ีจอดรถจักรยาน จานวน
1 คัน ต่อพืน้ ทอ่ี าคาร 1,000 ตารางเมตร
ทางเลอื ก 3 จัดท่ีจอดรถจักรยานแบบแบ่งปัน (bike sharing) โดยท่ีผู้ให้บริการสามารถจัดให้มี
รถจกั รยานหมุนเวยี นให้เพียงพอกับความตอ้ งการได้ตลอดเวลา
แนวทางการออกแบบ
อาจจัดห้องเก็บรถจักรยาน สาหรับพนักงานประจาซ่ึงใช้เวลาจอดนาน ซึ่งอยู่ใกล้ทางเข้าและห้อง
อาบน้าเปลี่ยนชุด และจัดท่ีจอดรถจักรยานชั่วคราวสาหรับผู้มาติดต่อระยะส้ัน โดยเป็นพ้ืนที่ซึ่งใกล้ทางเข้า
ปลอดภยั ต่อทรัพย์สินจากการโจรกรรม และจากสภาพอากาศ โดยมีหลังคาคลุมกนั แดดกันฝน
รปู ที่ 25 หอ้ งเกบ็ รถจกั รยาน 45
คมู่ อื การออกแบบปรับปรุงอาคารภาครัฐทมี่ ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
AE 2.10 การเก็บรักษาผนังภายนอก พืน้ และหลังคาของอาคารเดมิ -
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือส่งเสริมให้ปรับปรุงอาคารเดิม โดยใช้โครงสร้างอาคารเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซ่ึงส่งผลให้ลด
ขยะที่เกิดจากการก่อสร้าง ลดผลกระทบที่เกิดจากการทิ้งขยะกลับสู่แหล่งธรรมชาติ และลดการใช้วัสดุใหม่ๆ
ทีส่ ่งผลกระทบกับสิ่งแวดลอ้ มโดยตรง
ข้อกาหนด
เก็บรักษาผนังภายนอก พื้น และหลังคา ของอาคารเดิมให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ของพ้ืนที่ผิว
ทั้งหมดของอาคารเดมิ
แนวทางการออกแบบ
ในการออกแบบให้เลือกใชป้ ระโยชนจ์ ากโครงสร้างอาคารเดิมให้มากทีส่ ุดและควรบริหารจัดการขยะ
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
การคานวณใช้สูตรดังน้ี
พื้นทผี่ วิ อาคารท่ีเก็บรกั ษาได้ = พ้ืนท่ีผวิ ของอาคารทีเ่ ก็บรกั ษาได้ x 100 (%)
พืน้ ที่ผวิ ท้ังหมดของอาคารเดิม
โดยคิดเฉพาะส่วนท่ียังสมบูรณ์ใช้งานได้อย่างถูกสุขลักษณะ และให้ทาการสารวจอาคารเดิมตลอดจน
ถา่ ยภาพอาคารก่อนและหลงั การปรบั ปรงุ ไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน
รูปที่ 26 ตัวอยา่ งการเกบ็ พ้ืนไมเ้ ดมิ นามาประยกุ ต์ใช้เป็นแผงบงั แดด
46 คมู่ อื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ทมี่ ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั
AE 3 การเลือกใช้วัสดุ
AE 3.1 การเลอื กใชว้ ัสดุท่ีไมก่ อ่ มลพิษ บงั คับ
วตั ถปุ ระสงค์
1) เพอ่ื ใหเ้ ลือกใชว้ ัสดทุ ่มี กี ารปลดปล่อยสารอินทรีย์ระเหยงา่ ยต่า ปลอดภัยตอ่ ผูบ้ รโิ ภค
2) เพือ่ ให้เลอื กใช้วัสดุที่มีความเปน็ มิตรตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มในกระบวนการผลติ
ขอ้ กาหนด
ในกรณีท่ีมีการซ้ือวัสดุใหม่เพื่อก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคาร ให้เลือกใช้วัสดุประเภทเดียวกัน และมี
คุณสมบัติเหมือนกัน ที่มีเคร่ืองหมายฉลากเขียว หรือ ฉลากลดคาร์บอน หรือ ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ
กาหนดเปน็ คูเ่ ทียบในรายการประกอบแบบ
แนวทางการออกแบบ
ตรวจสอบรายการวัสดุท่ีได้รับฉลากเขียวและฉลากลดคาร์บอน จากเว็บไซต์ของมูลนิธิสถาบัน
สิ่งแวดลอ้ มไทย และฉลากลดคาร์บอนฟุตพร้นิ ท์ จากเวบ็ ไซต์ขององค์การบรหิ ารจดั การก๊าซเรือนกระจก
วัสดุในงานก่อสร้างที่ได้รับฉลากเขียวแล้วมีหลายชนิด เช่น สี กาว เครื่องสุขภัณฑ์ ก๊อกน้า ฉนวนใย
แก้ว เป็นต้น ตัวอย่างวัสดุท่ีได้รับฉลากลดคาร์บอน เช่น กระเบ้ืองยาง พื้นไม้ลามิเนต เป็นต้น ตัวอย่างวัสดุท่ี
ได้รับฉลากลดคารบ์ อนฟุตพรนิ้ ท์ เช่น ปนู ซีเมนต์สาเรจ็ รปู กาวซีเมนต์ กาวยาแนว กระเบอื้ งปพู นื้ เปน็ ต้น
รปู ท่ี 27 ฉลากเขยี ว ฉลากลดคาร์บอน และฉลากลดคาร์บอนฟุตพร้ินท์
ทีม่ า : http://www.scgsustainability.com/th/sustainability/economy/sustainable-products-and-services/
คู่มือการออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐทมี่ ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ 47
คาอธบิ ายเพ่มิ เตมิ คือ ฉลากที่สถาบันส่ิงแวดล้อมไทยออกให้กับผลติ ภณั ฑ์ ซึ่งได้ผ่านการประเมนิ
ฉลากเขยี ว และตรวจสอบว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ผลิตภัณฑ์ในประเภทเดียวกัน โดยโครงการน้ีมีแนวคิดเพ่ือกระตุ้นให้รัฐบาล
ฉลากลดคารบ์ อน และเอกชน ร่วมมือกันฟื้นฟูและรักษาส่ิงแวดล้อม ลดปัญหามลภาวะด้วยการ
ฉลากลดคาร์บอนฟตุ พริน้ ท์ เปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมการบรโิ ภค
สามารถหารายการวัสดุท่ีได้ฉลากเขียวเพ่ิมเติมได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิ
สถาบนั ส่ิงแวดลอ้ มไทย
http://www.tei.or.th/greenlabel/labs.html
คือ ฉลากท่ีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ให้การรับรองการลดหรือหลีกเล่ียงการ
ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาหรับผลิตภัณฑ์ ใช้เพ่ือเป็นข้อมูลอย่างง่ายสาหรับ
ผ้บู รโิ ภคประกอบการตดั สนิ ใจเลอื กซ้ือสนิ ค้าหรือบรกิ าร
สามารถหาข้อมลู ผลติ ภัณฑ์ที่ไดร้ บั ฉลากลดคารบ์ อนได้ที่
http://www.tei.or.th/carbonreductionlabel/namelist.html
หรือฉลากลดโลกร้อน คือ ฉลากท่ีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกออก
ให้เพื่อแสดงว่าผลิตภัณฑ์น้ันสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตาม
เกณฑ์ท่ีกาหนด ซึ่งเป็นการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักร
ชีวติ ของผลิตภัณฑ์ ตัง้ แต่การได้มาซงึ่ วัตถุดิบ การขนส่ง กระบวนการผลิต การ
ใช้งาน และการจดั การซากผลติ ภัณฑ์หลงั ใช้ โดยประเมินเปรยี บเทยี บคาร์บอน
ฟตุ พรน้ิ ทข์ องผลิตภัณฑใ์ นปปี ัจจุบัน และในปฐี าน (base year)
สามารถหาข้อมลู รายการวัสดทุ ไี่ ด้ฉลากคารบ์ อนฟุตพร้นิ ท์ไดท้ ี่
http://thaicarbonlabel.tgo.or.th/reduction_approval/reduction_approval.pnc
48 คู่มอื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐที่มอี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ
AE 3.2 การเลอื กใชว้ ัสดพุ น้ื ถ่นิ หรือวัสดใุ นประเทศ -
วตั ถุประสงค์
เพื่อส่งเสริมการใช้วัสดุในท้องถ่ิน ลดการสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง และส่งเสริมเศรษฐกิจใน
ประเทศ
ข้อกาหนด
สาหรับการออกแบบและจัดซื้อวัสดุใหม่ วัสดุท่ีใช้สว่ นใหญ่ให้ใชว้ ัสดุพน้ื ถ่ินท่ผี ลิตในประเทศไทย โดย
มีแหลง่ ผลติ ขุด หรอื ประกอบ อยู่ในรัศมไี ม่ไกลเกนิ กว่า 500 กโิ ลเมตร จากที่ตง้ั ของโครงการ
แนวทางการออกแบบ
ควรเลือกวัสดทุ ผ่ี ูผ้ ลติ มีเอกสารเผยแพรข่ อ้ มลู เกี่ยวกบั แหล่งขดุ วัตถดุ ิบ ผลติ และประกอบ
รปู ที่ 28 วสั ดพุ ืน้ ถ่ินที่ผลติ ในประเทศไทยอย่ใู นรัศมีไมไ่ กลเกนิ กวา่ 500 กโิ ลเมตร
คู่มือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐท่ีมีอยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั 49
AE 3.3 วัสดหุ ลงั คาทีม่ ีค่าการสะท้อนความรอ้ นสูง -
วตั ถุประสงค์
1) เพื่อลดปญั หาเกาะความร้อนในเมือง ซ่งึ เกดิ จากหลังคาดดู กลืนความร้อนจนอุณหภมู สิ ูงมากและ
ทาให้อุณหภูมิอากาศในบริเวณใกล้เคยี งสูงขน้ึ ตามไปด้วย
2) เพื่อลดความร้อนท่ีถ่ายเทเข้าสู่อาคารผ่านหลังคา ทาให้สามารถลดพลังงานในการปรับอากาศ
ของอาคารลงได้
ขอ้ กาหนด ใช้วัสดุหลังคา ท่ีมีค่าการสะท้อนรังสีอาทิตย์ (solar reflectance) ≥ ร้อยละ 45
ใช้วัสดุหลังคาทีไ่ ดร้ บั ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธภิ าพสูง
ทางเลอื ก 1
หรอื SRI ≥ 39
ทางเลอื ก 2
แนวทางการออกแบบ
ควรเลือกวัสดุหลังคา ที่มีผิวด้านบนมีค่าการสะท้อนรังสีอาทิตย์สูง โดยพิจารณาจากค่า SR (solar
reflectance) หรือ SRI (solar reflectance index) ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นวัสดุท่ีมีสีอ่อน ค่า SR และ SRI ย่ิงสูง
ยิ่งดี สาหรับดาดฟ้าคอนกรีต ควรทาดว้ ยกนั ซึมสีออ่ นหรอื ทา ceramic coating
รูปท่ี 29 ตัวอยา่ งฉลากประหยดั พลังงานประสทิ ธิภาพสงู
50 คู่มือการออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ทมี่ ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
รปู ที่ 30 ค่า SRI ของหลังคาโลหะสตี ่างๆ
ที่มา : http://www.deansteelbuildings.com/products/panels/sr-sri-by-color/
รปู ท่ี 31 การใช้ ceramic coating ทาบนหลังคา 51
ค่มู อื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ทม่ี อี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ
AE 4 ระบบไฟฟา้ แสงสว่าง
AE 4.1 ประสทิ ธภิ าพระบบแสงสวา่ ง บงั คับ
วัตถปุ ระสงค์
เพ่ือให้มีการออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน และมีความ
สอ่ งสวา่ งเหมาะสมกับพ้ืนท่ีใชง้ าน
ขอ้ กาหนด
ให้ออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่างภายในอาคาร โดยให้นาค่ากาลังไฟฟ้าของหลอดไฟและบัลลาสต์
ท้ังหมดมารวมแล้วหารด้วยพ้ืนที่อาคาร โดยไม่น้าค่าก้าลังไฟฟ้าของหลอดไฟและบัลลาสต์ในพื้นท่ีจอดรถและ
ขนาดพ้ืนท่ีจอดรถมารวมในการค้านวณ เพ่ือหาค่าเฉลี่ยของกาลังไฟฟ้าส่องสว่างสูงสุด โดยจะต้องมีค่าไม่เกิน
คา่ ในตารางนี้ หรือไมเ่ กินค่าในกฎหมายอนรุ กั ษพ์ ลังงาน โดยใหใ้ ช้ค่าทต่ี า่ กว่าเปน็ เกณฑ์
ท้ังน้ีในการออกแบบจะต้องมีค่าความส่องสว่างของพ้ืนท่ีต่างๆ ได้ตามกฎหมายควบคุมอาคาร หรือ
ตามมาตรฐานของสมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่งประเทศไทยดว้ ย
ตารางที่ 7 คา่ เฉลย่ี ของกาลังไฟฟ้าสอ่ งสว่างสูงสุดแบ่งตามประเภทอาคาร
ประเภทอาคาร คา่ เฉลย่ี ของกาลังไฟฟ้าส่องสว่างสูงสดุ
(วตั ตต์ ่อตารางเมตรของพืน้ ทใี่ ช้งาน)
1. สถานศึกษา สานักงาน
2. โรงมหรสพ ศนู ยก์ ารคา้ อาคารชมุ นมุ คน สถานบรกิ าร 8
3. โรงแรม สถานพยาบาล อาคารชุด 11
12
แนวทางการออกแบบ
เลือกใช้หลอดและดวงโคมที่มีประสิทธิภาพสูง การเลือกหลอดควรเลือกที่มีค่าลูเมนต่อวัตต์
(lumen/watt) สงู เลือกใช้บัลลาสตโ์ ลว์ลอส หรอื บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ หรอื หลอด LED เปน็ ต้น และอาจใช้
โคมไฟเสรมิ เฉพาะที่ตาแหน่งโต๊ะทางานสาหรับผู้ใช้ที่ต้องการความสวา่ งมาก แทนการออกแบบให้มีความสว่าง
มากท่ัวทั้งหอ้ ง ซ่ึงจะช่วยทาให้ประหยดั พลงั งานเพ่ิมขนึ้
รปู ที่ 32 หลอดไฟ LED T8
52 คมู่ ือการออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐทม่ี อี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ
AE 4.2 คณุ ภาพของหลอดไฟ LED บังคับ
วัตถุประสงค์
1) เพือ่ ให้เลอื กใช้หลอดไฟทมี่ คี ณุ ภาพสูง อายุการใชง้ านยาวนาน และลดปรมิ าณขยะ
2) เพอ่ื เพิม่ ความสามารถในการมองเหน็ สขี องวตั ถถุ ูกตอ้ งไม่ผดิ เพี้ยน และสบายตา
3) เพ่ือใหไ้ ด้หลอดไฟท่มี คี วามสวยงาม และมีความผดิ เพ้ยี นของสีในแต่ละหลอดน้อย
ข้อกาหนด
สาหรับหลอดไฟ LED ทง้ั หมดในโครงการใหป้ ฏิบตั ิโดยใช้ทางเลอื กข้อใดข้อหนง่ึ ดังน้ี
ทางเลือก 1 ใชห้ ลอดไฟ LED ทไ่ี ดฉ้ ลากเบอร์ 5 ของ กฟผ.
ทางเลือก 2 ใหเ้ ลอื กหลอดไฟทมี่ ีคุณสมบตั ิ ดังนี้
1) สามารถคงความสว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ท่ี 1,000 ช่ัวโมง หรือสามารถคงความสวา่ งที่
L70 (หรือความสว่างท่ีร้อยละ 70) อย่างน้อย 24,000 ชวั่ โมง
2) มีค่าดัชนีสีที่ปรากฏ หรือ (color rendering index, CRI) Ra ≥ 80 และ R9 > 0 สาหรับ
พน้ื ท่ีทางาน หรอื ห้องทวั่ ไปท่ตี อ้ งการความถูกต้องของสใี นการมองเห็น
3) มีความคงเส้นคงวาของสี color consistency โดยดูจากค่า MacAdam Ellipses หรือ
standard deviation of color matching (SDCM) < 7 step
รูปท่ี 33 หลอดไฟที่ได้ฉลากเบอร์ 5 ของ กฟผ.
รปู ที่ 34 การพิจารณาข้อมลู ของผลติ ภัณฑ์ 53
ท่ีมา : catalog EVE lighting 2018
คู่มือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ทีม่ ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
แนวทางการออกแบบ
การเลือกหลอดไฟนอกจากจะพิจารณาในเร่ืองการประหยัดพลังงานโดยดูที่ค่าลูเมนต่อวัตต์
(lumen/watt) แล้ว จะต้องพิจารณาเร่ืองคุณภาพควบคู่กันไป ซ่ึงได้แก่การคงค่าความสว่างท่ีร้อยละ 70 หรือ
ร้อยละ 95 ของจานวนชั่วโมงที่กาหนด เช่น 1,000 ช่ัวโมง โดยถ้ามีจานวนชั่วโมงยาวนานจะย่ิงดี และดูค่า
ความถูกต้องของสีจากค่า Ra ควรมีค่ามากกว่า 80 ค่าย่ิงสูงย่ิงมีความถูกต้องของสีมากข้ึน เมื่อเทียบกับแสง
ธรรมชาติ และเลือกหลอดไฟทม่ี ีความคงเสน้ คงวาของสใี นแตล่ ะหลอด ถา้ ความแตกต่างกันย่ิงน้อยจะยิง่ ดี
แหลง่ ขอ้ มลู เพิ่มเติม
ตรวจสอบรายช่ือหลอดไฟ LED ที่ไดฉ้ ลากเบอร์ 5 ไดจ้ าก http://labelno5.egat.co.th/new58/
คู่มือการเลือกหลอด LED สาหรับผู้บริโภค เวอร์ช่ัน 1.0 ซ่ึงจัดทาโดย สมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่ง
ประเทศไทย สามารถหาขอ้ มูลได้จาก http://www.tieathai.org/images/intro_1479229183/final.pdf
คาอธบิ ายเพิ่มเตมิ สามารถดูได้จากค่าดัชนีสีที่ปรากฏ (color rendering index, CRI) ซ่ึง
ความถกู ตอ้ งของสี ประกอบด้วยดัชนีสีที่ปรากฏทั่วไป (Ra) และดัชนีสีท่ีปรากฏพิเศษ (R9,
(color rendering) R10, R14)
ความคงเส้นคงวาของสี 1) Ra เป็นคา่ แสดงความถูกต้องของสีทป่ี รากฏท่ัวไป ซ่ึงเปน็ ค่าเฉลย่ี
(color consistency) ความถูกตอ้ งของสี จานวน 8 สี จาก R1 ถึง R8
2) R9 เป็นคา่ ความถูกต้องของวัตถสุ ีแดง เพราะหลอด LED มกั มี
ปัญหาในการส่องวัตถุสีแดงแล้วไมช่ ดั เจน
ท้ัง Ra และ R9 ค่าย่ิงสูงแสดงว่ายิ่งมีความถูกต้องของสีมากเมื่อเทียบกับ
แสงธรรมชาติ โดยมีจานวนเตม็ เปน็ 100
สามารถดูได้จากค่า MacAdam Ellipses หรือ standard deviation of
color matching (SDCM) ซึ่งถ้ามีค่าน้อยหมายถึงความผิดเพ้ียนของสีใน
แตล่ ะหลอดน้อย โดยถา้ มคี า่ = 1 จะมองไม่เหน็ ความแตกต่างของสี
54 คู่มือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ที่มอี ยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
AE 4.3 การเปิด-ปดิ ของหลอดไฟทอี่ ย่ตู ามแนวริมหน้าตา่ ง -
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อให้สามารถปิดไฟในบริเวณพื้นท่ีรมิ หน้าต่างได้ ทาให้ประหยดั พลังงานไดเ้ พ่ิมข้ึน เพราะโดยท่ัวไป
พื้นทต่ี ามแนวริมหนา้ ต่างจะมคี วามสวา่ งพอเพียงตอ่ การใช้งาน ไม่จาเปน็ ตอ้ งเปิดไฟในเวลากลางวนั
ข้อกาหนด
ให้แยกสวิตช์เปิด-ปิดของหลอดไฟท่ีอยู่ในพ้ืนที่ริมหน้าต่าง ในระยะ 1.5 เท่าของความสูงจากพ้ืนถึง
ขอบบนวงกบหน้าต่าง ออกจากการเปิด-ปิดของหลอดไฟอ่ืนๆ ท่ีอยู่ลึกเข้าไปด้านในอาคาร และติด daylight
sensor เพื่อควบคมุ การเปดิ -ปิดของหลอดไฟในแนวรมิ หนา้ ต่าง
รปู ท่ี 35 ระยะหลอดไฟในแนวริมหนา้ ตา่ งซึง่ ควรแยกวงจรควบคุม
แนวทางการออกแบบ
การใช้ daylight sensor ควบคุมการเปิด-ปิดของหลอดไฟแนวริมหน้าต่าง อาจจะใช้แบบท่ีควบคุม
ให้เปิดหรือปิด หรือควบคุมให้หร่ีแสงของหลอดไฟลง โดยต้องเลือกชนิดของหลอดไฟท่ีสามารถหรี่แสงได้เพื่อ
ชว่ ยประหยัดพลงั งาน เมื่อมแี สงธรรมชาตสิ วา่ งมากพอ
รูปท่ี 36 การควบคุมการเปิด-ปดิ ของหลอดไฟ 55
คมู่ อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ทีม่ ีอยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั
รปู ที่ 37 การใช้ daylight sensor ควบคมุ แบบ sensor 1 ตวั ควบคุมการเปิด-ปิดของหลอดไฟหลายชุด
รปู ที่ 38 การใช้ sensor 1 ตัวควบคมุ การเปิด-ปิดของหลอดไฟ 1 ชดุ
56 คู่มอื การออกแบบปรับปรุงอาคารภาครัฐทม่ี อี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
รปู ท่ี 39 การใช้ daylight sensor ควบคมุ การหร่แี สง
ที่มา : https://www.powersystemsdesign.com/articles/migrating-from-power-centric-to-space-sensing-daylighting-systems/36/5528
ค่มู ือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ทมี่ อี ยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ 57
AE 4.4 ขนาดพ้นื ทค่ี วบคมุ ไฟฟ้าแสงสวา่ งต่อสวติ ช์ -
วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระดับความส่องสว่างได้เหมาะสมกับการใช้งาน และประหยัดพลังงานได้
ในสว่ นที่ไมม่ ีความตอ้ งการใช้
ข้อกาหนด
1) สานักงานแบบเปิดท่ีมีพ้ืนที่ทางานขนาดใหญ่ ให้ออกแบบควบคุมการเปิด-ปิดหลอดไฟ ไม่เกิน
250 ตารางเมตรต่อ 1 สวติ ช์ และตาแหน่งสวิตช์ควบคุม ตอ้ งสามารถมองเห็นไดภ้ ายในหอ้ งนนั้
2) สาหรับห้องที่มีขนาดเล็กกว่า 250 ตารางเมตร ต้องมีสวิตช์ควบคุมการเปิด-ปิด อยู่ภายในห้อง
น้นั
แนวทางการออกแบบ
การแบ่งพ้นื ที่ของวงจรควบคุมการเปิด-ปิดหลอดไฟ ควรสอดคลอ้ งกับพฤติกรรมหรือเวลาการใช้งาน
ของแต่ละคนในแต่ละพื้นท่ีย่อยด้วย เช่น ในบางพ้ืนท่ีมีพนักงานทางานตลอดท้ังวัน แต่บางพื้นที่มีคนทางาน
เพียงคร่ึงวัน ส่วนอีกครง่ึ วนั ออกไปปฏบิ ตั งิ านนอกสถานที่ ซึ่งในกรณดี ังกล่าวการกาหนดขนาดพ้ืนท่ีควบคุมควร
พิจารณาใหเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกบั การใช้ จะชว่ ยให้ประหยัดพลงั งานได้เพ่มิ ข้ึน
รปู ท่ี 40 ตวั อยา่ งการออกแบบสวติ ช์ควบคุมไฟฟ้าแสงสว่าง
ตัวอย่างห้องน้ีมีขนาดพ้ืนที่ 400 ตารางเมตร ออกแบบโดยแยกสวิตช์โคมไฟออกเป็นโคมไฟบริเวณ
รมิ หนา้ ต่าง โคมไฟกลางห้อง และโคมไฟบริเวณใกล้ประตู เพอ่ื ใหม้ ีขนาดพืน้ ท่ีควบคุมไมเ่ กิน 250 ตารางเมตร
ต่อ 1 สวิตช์ และตดิ ตั้งสวิตช์อยูภ่ ายในหอ้ งบรเิ วณประตทู างเข้าออกเพ่ือสะดวกในการเปดิ -ปดิ ไฟ
58 คู่มอื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐทมี่ อี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ
AE 4.5 การควบคมุ ความสวา่ งโดยใช้ Sensor -
วัตถุประสงค์
เพอื่ ลดการใชพ้ ลังงานในระบบไฟฟา้ แสงสว่าง ช่วยอานวยความสะดวกใหแ้ ก่ผ้ใู ชง้ านและป้องกันการ
เปิดไฟฟ้าแสงสวา่ งไวใ้ นบริเวณทไ่ี ม่มีผู้ใช้งานประจา
ขอ้ กาหนด
ติดตั้ง motion sensor หรือ occupancy sensor ร่วมกับสวิตช์เพ่ือใช้เปิด-ปิดโคมไฟบริเวณท่ีไม่มี
ผ้ใู ช้งานประจา เชน่ ห้องเตรียมอาหาร หอ้ งนา้ เปน็ ตน้
แนวทางการออกแบบ
ติดต้ัง motion sensor ร่วมกับสวิตช์เพ่ือใช้เปิด-ปิดโคมไฟบริเวณที่ไม่มีผู้ใช้งานประจาหรือเลือก
sensor ชนดิ ที่เป็นทั้ง daylight sensor และ motion sensor ในตวั เดยี วกนั
การใช้ motion sensor นอกจากช่วยประหยัดไฟแล้วยังช่วยอานวยความสะดวกในการใช้งานได้
เช่น กรณถี ือของ
รูปท่ี 41 ตวั อย่างการใช้ occupancy sensor
ท่ีมา : http://www.dede.go.th/ewt_dl_link.php?nid=45577
คมู่ ือการออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครัฐที่มีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั 59
คาอธบิ ายศพั ทเ์ พ่ิมเติม จะตรวจจับกิจกรรมภายในบริเวณพ้ืนที่ท่ีต้องการ เช่น จะเปิดไฟโดย
เซ็นเซอรต์ รวจจับการใช้งาน อัตโนมัติเมื่อมีคนเข้ามาในห้องและปิดไฟทันทีหลังจากท่ีคนสุดท้ายออก
(occupancy sensor จากห้องไป เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งานต้องติดตั้งในตาแหน่งที่สามารถ
control) ตรวจจับกิจกรรม ของผู้เข้าใช้งานในห้องนั้นๆ ในทุกส่วนของห้อง
เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งานมี 2 ประเภท คือ อัลตราโซนิคทาหน้าที่
เซน็ เซอรต์ รวจจับความ ตรวจจับเสียง และ อินฟราเรดทาหน้าที่ตรวจจับความร้อนและการ
เคล่ือนไหว เคลื่อนไหว
(motion sensor control)
เซ็นเซอรต์ รวจจบั แสงสวา่ ง จะเปิดไฟโดยอัตโนมัติเม่ือตรวจพบการเคลื่อนไหวและปิดไฟดวงน้ันตาม
(photo sensor control) เวลาท่ีต้ังหนว่ งไว้ในระยะเวลาสน้ั ๆ
จะตรวจจับสภาพแสงโดยรอบ เมื่อมีแสงเพียงพอไฟจะไม่ทางาน เมื่อ
สภาพแสงน้อย เช่น ช่วงฝนตก หรือ หลังพระอาทิตย์ตก ไฟจะเปิดโดย
อัตโนมัตแิ ละเมือ่ พระอาทติ ย์ขนึ้ หรือมแี สงท่ีเพยี งพออีกครั้งไฟก็จะปิดเอง
60 คู่มือการออกแบบปรับปรุงอาคารภาครฐั ที่มอี ยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
AE 4.6 การควบคมุ ระดับความสวา่ งของหลอดไฟ -
วัตถุประสงค์
เพอื่ ให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมระดบั ความส่องสว่างใหเ้ หมาะสมกับการใช้งานและมีสุขอนามัยท่ีดีใน
การทางาน
ขอ้ กาหนด
อย่างน้อยร้อยละ 90 ของพื้นที่ท่ีมีการใช้งานประจา ผู้ใช้งานต้องสามารถเปิดและปิดไฟแสงสว่างได้
ตามความต้องการ อย่างน้อย 3 ระดับ คือ เปิด ปิด และกึ่งกลาง โดยที่ก่ึงกลางกาหนดระดับความส่องสว่าง
ตอ้ งอยู่ในชว่ งร้อยละ 30-70 หรอื ใช้ dimmer ในการหร่แี สง
แนวทางการออกแบบ
ออกแบบระบบควบคมุ ความสว่างตามข้อใดข้อหนง่ึ หรือทั้งสองข้อ ให้ครอบคลุมพ้ืนทีต่ ามทีก่ าหนด
1) กรณีที่โคมประกอบด้วยหลอดไฟ 2 หลอดข้ึนไป ควรมีการแยกสวิตช์เปิด-ปิดหลอดไฟแต่ละ
หลอด หรอื แยกเปิดปิดหลอดไฟแบบดวงเวน้ ดวง
2) ออกแบบใช้ dimmer ในการเปิด-ปิด และหร่ีแสง
รปู ที่ 42 ตัวอย่างการออกแบบสวิตช์ควบคุมไฟฟา้ แสงสว่างเปน็ 3 ระดบั
รูปที่ 43 สานกั งานท่ีมีการควบคมุ ระดับความสวา่ งของหลอดไฟ 61
คู่มือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐท่มี อี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั
AE 5 ระบบปรับอากาศ
AE 5.1 ประสทิ ธภิ าพพลังงานของระบบปรบั อากาศ บังคับ
วัตถุประสงค์
เพอื่ ลดการใชพ้ ลังงานในอาคาร โดยการใชร้ ะบบปรบั อากาศทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพสงู
ขอ้ กาหนด
เครื่องปรบั อากาศทใี่ ช้ในโครงการตอ้ งมีประสิทธิภาพขั้นตา่ แยกเปน็ ประเภทต่างๆ ดงั นี้
1) เคร่อื งปรับอากาศแบบแยกสว่ น
จะต้องมีประสิทธภิ าพเทยี บเท่า หรือดกี วา่ เกณฑ์ขน้ั ต่าของเครื่องปรบั อากาศเบอร์ 5 ของ กฟผ.
ท่ีเป็นปัจจบุ นั
ตารางที่ 8 เกณฑ์ข้นั ต่าของเครื่องปรบั อากาศเบอร์ 5 ของ กฟผ. ฉบับลา่ สดุ
(ประกาศใช้ต้งั แต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560)
ประเภทและขนาดของเครือ่ งปรบั อากาศ SEER (Btu/h·W)
เครื่องปรับอากาศแบบ split type ชนดิ fixed speed
< 8.0 kW (27,296 Btu/h) > 12.85
> 8.0 kW (27,296 Btu/h) และ < 12.0 kW (40,944 Btu/h) > 12.40
เคร่ืองปรับอากาศ ชนดิ variable speed/inverter
< 8.0 kW (27,296 Btu/h) > 15.00
> 8.0 kW (27,296 Btu/h) และ < 12.0 kW (40,944 Btu/h) > 14.00
62 คมู่ อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐท่มี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
2) ระบบปรบั อากาศแบบรวมศูนย์
เคร่ืองทาน้าเย็นสาหรับระบบปรับอากาศแบบอัดไอ อ้างอิงจากการทดสอบสภาวะ
มาตรฐานทมี่ ีคา่ อุณหภมู นิ ้าออกจากระบบจ่ายน้าเยน็ 7.2 องศาเซลเซียส และอุณหภมู นิ ้าออกจากระบบระบาย
ความร้อน 32.2 องศาเซลเซยี ส ต้องมคี ่ากาลังไฟฟ้าต่อตันความเย็น ไมเ่ กนิ คา่ ดงั ต่อไปนี้
ตารางท่ี 9 ค่ากาลังไฟฟ้าตอ่ ตันความเยน็ แบง่ ตามประเภทของเคร่ืองทานา้ เย็น ตามกฎกระทรวงพลงั งาน
พ.ศ. 2552
ประเภทของเคร่ืองทานา้ เย็น ขนาดความสามารถในการ คา่ กาลังไฟฟ้า
สาหรับระบบปรับอากาศแบบอดั ไอ ทาความเย็นที่ภาระเต็มพิกัด ต่อตนั ความเย็น
ชนดิ การระบายความร้อน แบบของเครื่องอัด ของเครอ่ื งทาน้าเย็น (กโิ ลวตั ต์
(ตันความเยน็ ) ตอ่ ตันความเย็น)
ระบายความร้อนด้วยอากาศ ทุกชนิด
≤ 300 1.33
ระบายความร้อนดว้ ยน้า แบบลกู สบู
> 300 1.31
แบบโรตารี แบบสกรู
หรอื แบบสครอลล์ ทกุ ขนาด 1.24
0.89
แบบแรงเหวยี่ ง ≤ 150
0.78
> 150 0.76
≤ 500 0.62
> 500
สว่ นประกอบอืน่ ของระบบปรบั อากาศที่ขบั เคลื่อนดว้ ยไฟฟ้า ซ่งึ ประกอบดว้ ยระบบระบายความร้อน
ระบบจ่ายนา้ เย็น และระบบสง่ ลมเย็น ต้องมีคา่ พลังไฟฟา้ ต่อตนั ความเยน็ รวมกันไมเ่ กิน 0.50 kW/Tr
ท้ังนี้ ใหใ้ ช้ค่าตามตารางขา้ งต้น หรือค่าในกฎหมายอนุรักษพ์ ลังงาน โดยใหใ้ ช้ค่าทตี่ า่ กวา่ เป็นเกณฑ์
แนวทางการออกแบบ
ออกแบบระบบปรับอากาศโดยการเลือกใช้อุปกรณ์ท่ีมีประสิทธิภาพสูงกว่าหรืออย่างน้อยเท่ากับ
เกณฑ์ขั้นต่าที่กาหนด สาหรับฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานของ กฟผ. ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ มกราคม
พ.ศ. 2562 มีเครื่องหมายดาวแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานกากับด้วย โดยผลิตภัณฑ์ท่ีได้เบอร์ 5 ระดับ
3 ดาว หมายถงึ การมีประสทิ ธภิ าพพลงั งานดีกว่ากลมุ่ ทีไ่ ด้ 2 ดาว และ 1 ดาว
คูม่ อื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐท่มี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ 63
ประเภทของอุปกรณ์ไฟฟา้ ปีทีป่ รบั เกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ
ซึง่ จะมีการปรับเป็นระยะๆ
คา่ ประมาณการใช้พลงั งานไฟฟ้า ประสทิ ธิภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้า
ใน 1 ปี (หนว่ ย/ปี)
รายละเอยี ดของเครอื่ งใช้ไฟฟา้
ค่าไฟฟ้าใน 1 ปี คานวณจาก ซ่ึงจะต้องถกู ต้องตรงตามขอ้ มลู
จานวนพลงั งานไฟฟา้ ทีใ่ ช้ (หนว่ ย/ป)ี ที่ระบุในเครื่องใช้ไฟฟา้ น้ันๆ
คูณกับคา่ ไฟฟ้า 1 หนว่ ย (บาท)
รปู ที่ 44 ฉลากประสิทธิภาพพลงั งานของเคร่ืองปรบั อากาศของ กฟผ.
รูปที่ 45 ฉลากประสิทธภิ าพพลงั งานของ กฟผ. ทป่ี ระกาศใช้ตง้ั แต่ มกราคม พ.ศ. 2562
แหลง่ ข้อมูลเพมิ่ เติม
สามารถหารายช่ือ รุ่น และยี่ห้อ ของเครื่องปรับอากาศที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพพลังงานได้ที่
โครงการฉลากประหยดั ไฟเบอร์ 5 http://labelno5.egat.co.th/new58/?p=1411
64 ค่มู อื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครัฐท่ีมอี ยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
AE 5.2 ผูใ้ ช้อาคารสามารถควบคมุ สภาพแวดลอ้ มใหเ้ กดิ ความสบายได้ บงั คบั
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตท่ีดี และประสิทธิภาพการทางานของผู้ใช้อาคารทางด้านสภาวะน่าสบายซงึ่
แตกตา่ งกันสาหรบั แต่ละบุคคล
ข้อกาหนด
1) แยกชุดควบคุมสภาวะอากาศของแต่ละโซนในอาคารออกจากกัน คือ โซนภายในและโซนที่มี
ผนงั ภายนอก
2) กาหนดให้แต่ละโซนมีพ้ืนที่ใช้งานมากที่สุด 80 ตารางเมตร ต้องมีระบบควบคุมอุณหภูมิ หรือ
ความเรว็ ลม หรือทิศทางการไหลของลม เพอ่ื ให้ผ้ใู ชง้ านสามารถควบคุมใหเ้ กิดความสบายได้ หากพื้นทม่ี ากกว่า
80 ตารางเมตร หรือยาวกวา่ 10 เมตร ใหแ้ บ่งเปน็ โซนใหม่
3) ตดิ ต้งั อุปกรณช์ ุดควบคุมที่ผใู้ ช้สามารถเขา้ ถงึ และควบคุมได้ไว้ภายในโซนนน้ั ๆ
แนวทางการออกแบบ
กรณีที่ใช้ระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ (chilled water system) ต้องแบ่งโซนให้มีขนาดเป็นไป
ตามข้อกาหนด และออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมสภาวะอากาศในโซนน้ันๆ ด้วยระบบ variable air
volume (VAV) เพ่ือควบคมุ ปริมาณลมเยน็ แบบ proportional
รูปที่ 46 ระบบ variable air volume (VAV)
ที่มา : http://www.indoor-envi.com/wp-content/uploads/2014/11/Liu_etal_2014_vav_box_sensor_acc_flow_conditioner_BE.pdf
รูปที่ 47 ตัวอยา่ ง VAV box 65
ที่มา : https://bigreddog.com/which-terminal-unit-vav-box-is-right-for-me/
คูม่ อื การออกแบบปรับปรุงอาคารภาครัฐที่มอี ยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั
โซนภายนอก โซนภายใน VAV BOX
รูปที่ 48 การแยกโซนภายในและโซนท่ีมีผนังภายนอกออกจากกนั
ยาวไมเ่ กนิ
10 เมตรต่อโซน
พื้นที่ไม่เกิน
80 ตารางเมตรตอ่ โซน
ยาวไม่เกนิ
10 เมตรตอ่ โซน
รปู ที่ 49 การกาหนดโซนพื้นทใ่ี ช้งานแต่ละโซนไม่เกนิ 80 ตารางเมตร
Thermostat
รูปท่ี 50 การใช้อุปกรณ์ชุดควบคุมอุณหภมู ิและปรมิ าณลม (thermostat) สาหรบั VAV box แตล่ ะชดุ
66 คู่มอื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ทม่ี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
AE 5.3 การออกแบบหอ้ งท่ีมมี ลพษิ ให้มีความดันเปน็ ลบ บังคับ
วัตถปุ ระสงค์
เพ่อื ป้องกนั จัดการ และควบคุมมลภาวะทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ ภายในอาคารจากแหลง่ กาเนดิ โดยตรง
ข้อกาหนด
1) ในพื้นที่ท่ีมีมลภาวะหรือมีแก๊สพิษอันตรายหรือมีสารเคมี (รวมท้ังห้องซักรีด ห้องพิมพ์งานและ
ห้องถ่ายเอกสาร) การระบายอากาศในแต่ละพื้นท่ี ต้องมีการส่งผ่านลมโดยที่ไม่มีการเก็บกักหรือนาอากาศจาก
พื้นท่ดี ังกล่าวกลบั มาหมนุ เวียน
2) ต้องเปน็ ห้องทปี่ ิดมดิ ชิด
3) ผนังต้องก่อแบบพื้นถึงพื้นหรือกั้นห้องโดยใช้ระบบผนังเบาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ
สารเคมไี ปยงั พ้นื ทข่ี า้ งเคยี ง
4) ตอ้ งมีประตทู ปี่ ิดกลับไดเ้ อง (self closing door)
5) ต้องมีอัตราการระบายอากาศเป็นไปตามมาตรฐาน วสท. 031010-60 และมีค่าอย่างน้อย 2.5
ลิตรตอ่ วินาทตี ่อ 1 ตารางเมตร (lps/m2) มีความดนั น้อยกวา่ พน้ื ท่ีโดยรอบโดยเฉล่ยี อย่างน้อย 5 ปาสกาล และ
อยา่ งน้อย 1 ปาสกาล เมือ่ ประตหู ้องเปิด
หมายเหตุ สาหรับอาคารที่ไม่ปรับอากาศและมีการนาอากาศภายนอกเข้ามาโดยวิธีกล สามารถใช้
พดั ลมระบายอากาศเพือ่ ช่วยในการควบคุมมลภาวะได้
แนวทางการออกแบบ
เพื่อป้องกันมลภาวะกระจายตัวไปสสู่ ่วนใชง้ านอื่นๆ และลดผลกระทบจากส่ิงปนเปอ้ื นภายในอาคาร
ในเบ้ืองต้นควรแยกพ้ืนที่เก็บสารเคมี สารพิษ ออกจากพื้นที่ท่ีมีผู้ใช้งาน และออกแบบให้มีระบบระบายอากาศ
อย่างเพียงพอทง้ั ปริมาณและความดันภายในห้อง
รปู ที่ 51 ตัวอย่างห้องความดันเป็นลบ 67
คมู่ อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐทม่ี อี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
AE 5.4 สารทาความเย็นในระบบปรบั อากาศ บงั คบั
วตั ถปุ ระสงค์
เพอื่ ลดการใช้สารทาความเย็นท่ีมี CFC
ขอ้ กาหนด
ไม่ใช้สาร CFC หรือ HCFC-22 ในเคร่ืองปรับอากาศทุกเคร่ืองท่ีใช้สารทาความเย็นมากกว่า 0.3
กิโลกรมั ขน้ึ ไป เครือ่ งปรับอากาศทใ่ี ช้สารทาความเยน็ ดงั กลา่ วน้อยกวา่ 0.3 กิโลกรัม ให้ถือเปน็ ขอ้ ยกเวน้
ในกรณีมีเคร่ืองปรับอากาศที่ใช้สาร CFC หรือ HCFC-22 เดิมในโครงการ อาคารระหว่างการใช้งาน
ต้องจดั ทา
1) แผนการยกเลกิ ใช้สารทาความเยน็ CFC หรอื HCFC-22
2) แผนการลดปริมาณการร่ัวไหลของสารทาความเยน็
แนวทางการออกแบบ
ปรบั เปล่ยี นเครอื่ งปรบั อากาศใหไ้ มใ่ ช้สารทาความเย็นต้องห้ามท่สี ่งผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม
รปู ท่ี 52 ตวั อยา่ งสารทาความเยน็ ในระบบปรบั อากาศ
68 คู่มอื การออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครฐั ที่มอี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
AE 5.5 การกาหนดช่วงสภาวะนา่ สบายโดยใช้มาตรฐานสากล -
วัตถปุ ระสงค์
เพ่ือสง่ เสรมิ คณุ ภาพชีวิตท่ดี ีและประสทิ ธภิ าพการทางานของผู้ใช้อาคารทางดา้ นสภาวะน่าสบาย
ข้อกาหนด
สภาวะน่าสบายสาหรบั พืน้ ทป่ี รับอากาศใหใ้ ช้คา่ ดังนี้
1) อุณหภมู ิออกแบบ 25.0 1.0 องศาเซลเซยี ส (กระเปาะแห้ง)
2) ความช้นื สมั พัทธ์ 55.0 5.0 % RH
3) ความเร็วลมเฉล่ยี ไม่เกิน 0.2 เมตรตอ่ วินาที
แนวทางการออกแบบ
พิจารณาออกแบบระบบปรับอากาศ ให้สามารถทาอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และความเร็วลม
เป็นไปตามข้อกาหนด ควรกระจายลมเย็นให้สัมพันธ์กับภาระความร้อนท่ีเกิดข้ึนในห้องน้ันๆ เช่น บริเวณ
เปลือกอาคารอาจจะมีภาระความร้อนมากกว่าบริเวณอ่ืนของห้อง ในกรณีที่ตัวแปรท่ีมีผลต่อสภาวะสบาย
เปล่ียนแปลงไปจากท่ีกาหนด เช่น อุณหภูมิในการปรับอากาศ หรือความเร็วลม สามารถตรวจสอบว่าสภาวะท่ี
ออกแบบนั้นยังอยู่ในสภาวะสบายหรือไม่ โดยใช้โปรแกรม CBE Thermal Comfort Tool ของ Center for
the Built Environment, University of California, Berkeley ซ่ึงเปน็ โปรแกรมฟรแี ละงา่ ยต่อการใช้งาน
รูปที่ 53 การวเิ คราะห์สภาวะสบายโดยใช้โปรแกรม CBE thermal comfort tool 69
ทีม่ า : http://comfort.cbe.berkeley.edu/
คมู่ อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ท่มี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ
AE 5.6 ตาแหนง่ การวางหอระบายความร้อน (Cooling Tower) / เครอ่ื งระบายความรอ้ น -
วัตถุประสงค์
เพื่อจัดวางชุดระบายความร้อนของระบบปรับอากาศ ในตาแหน่งที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อ
สภาพแวดล้อมและไมส่ รา้ งความเดอื ดร้อนราคาญแก่อาคารใกลเ้ คียง
ขอ้ กาหนด
ให้วางชุดระบายความร้อน ไดแ้ ก่ เครอื่ งระบายความร้อน (condensing unit, CDU) ตา่ งๆ หรือ หอ
ระบายความร้อน (cooling tower) หา่ งจากที่ดินข้างเคียงอย่างน้อย 3 เมตร แตถ่ ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ
หรอื อาคารสงู ตอ้ งวางชดุ ระบายความร้อนหา่ งจากขอบทีด่ นิ ไม่น้อยกวา่ 6 เมตร
แนวทางการออกแบบ
พยายามวางชุดระบายความร้อนไว้บนดาดฟ้าของอาคาร และเป่าลมร้อนออกด้านบน หาก
จาเป็นต้องติดต้ังท่ีช้ันล่างหรือด้านข้างของอาคาร ต้องวางชุดระบายความร้อนต่างๆ ห่างจากที่ดินข้างเคียงไม่
น้อยกวา่ ข้อกาหนด
รปู ที่ 54 ตาแหนง่ การวางชุดระบายความร้อนและหอระบายความรอ้ น
70 คมู่ อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ที่มีอยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครฐั
AE 5.7 ประสทิ ธภิ าพของแผน่ กรองอากาศ -
วัตถปุ ระสงค์
เพื่อลดปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารท่ีมีสาเหตุมาจากฝุ่นละอองตลอดจนมลภาวะต่างๆ และ
เปน็ การปรับปรงุ ระบบปรับอากาศเพ่อื ส่งเสริมสุขอนามัยทีด่ ีของผู้ใช้อาคาร โดยเฉพาะโรคระบบทางเดนิ หายใจ
ข้อกาหนด
1) เครือ่ งสง่ ลมเยน็ (AHU) ทม่ี อี ัตราการสง่ ลมเย็นตงั้ แต่ 1,000 ลิตรตอ่ วนิ าทีขึ้นไป ต้องมีแผ่นกรอง
อากาศท่ีมีค่าประสิทธิภาพต่าสุดอย่างน้อย MERV 7 ตามมาตรฐาน ASHRAE Standard 52.2 : Method of
Testing General Ventilation Air-Cleaning Devices for Removal Efficiency by Particle Size
หรืออย่างน้อยร้อยละ 25-30 ตามมาตรฐาน ASHRAE Standard 52.1 : Gravimetric and Dust-Spot
Procedures for Testing Air-Cleaning Devices Used in General Ventilation for Removing
Particulate Matter หรือแผ่นกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานอ่ืนท่ีมีความน่าเช่ือถือเทียบเท่า
ตดิ ตั้งในตาแหน่งของอากาศท่ีดดู กลบั (return air) และท่ดี ้านดูดของเครือ่ งเติมอากาศภายนอก (fresh air)
2) สาหรับเครื่องส่งลมเย็นขนาดเล็ก (FCU) ท่ีมีอัตราการส่งลมเย็นน้อยกว่า 1,000 ลิตรต่อวินาที
ให้ตดิ ตั้งแผ่นกรองอากาศ MERV 7 ไว้ทด่ี า้ นดูดของเครอื่ งเติมอากาศภายนอก เชน่ pre-cooled air handling
unit (PAHU), outdoor air unit (OAU), heat recovery ventilator (HRV), fresh air fan (FAF)
แนวทางการออกแบบ
ในการออกแบบเครื่องส่งลมเย็นให้เลือกใช้เคร่ืองส่งลมเย็นชนิดต่อท่อลมท่ีมีแรงดันสถิตย์ส่งลม
(static pressure) สูงพอทีจ่ ะใช้ตดิ ตั้งแผน่ กรองอากาศระดับ MERV 7 ได้
รปู ท่ี 55 แผนภมู ิการตดิ ต้ังแผน่ กรองอากาศสาหรบั เครื่องสง่ ลมเยน็ (AHU) 71
คู่มอื การออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครัฐท่ีมอี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
รูปท่ี 56 แผนภมู กิ ารตดิ ตง้ั แผ่นกรองอากาศสาหรบั เครื่องส่งลมเย็นขนาดเล็ก (FCU)
รปู ที่ 57 ตวั อย่างแผน่ กรองอากาศ MERV 7 (ภาพซา้ ย)
ทมี่ า : http://regionalismblog9.appspot.com
72 คมู่ อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐทม่ี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ
minimum efficiency reporting value (MERV) เป็นมาตรฐานประสิทธิภาพของแผ่นกรอง
อากาศตามมาตรฐาน ASHRAE 52.2 ซึ่งมีค่าต้ังแต่ 1-16 โดย MERV 7 สามารถกรองอนุภาคขนาด 3.0 ถึง
10.0 ไมครอน ได้อยา่ งน้อยร้อยละ 50 ดงั ตารางท่ี 10
ตารางท่ี 10 MERV parameters
ท่ีมา : ANSI/ASHRAE Standard 52.2-2017, 29
(ในกรณีที่ต้ังโครงการมีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กมากภายนอกอาคาร อาจจะต้องพิจารณา
ประสทิ ธิภาพของแผน่ กรองอากาศท่ีมีประสทิ ธภิ าพสูงข้นึ )
ค่มู อื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ทม่ี อี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ 73
AE 5.8 การใชร้ ะบบ UVGI -
วัตถปุ ระสงค์
เพ่ือลดปญั หาคุณภาพอากาศภายในอาคารท่ีมีสาเหตุมาจากจุลชพี ลดการแพร่กระจายเชื้อโรคที่มีผล
ตอ่ ระบบทางเดินหายใจ และเพ่อื ส่งเสริมสุขอนามัยของผู้ใช้อาคาร
ข้อกาหนด
ติดตั้งระบบฉายรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตฆ่าเช้ือโรคในอากาศ (ultraviolet germicidal irradiation,
UVGI) ทมี่ ีคา่ สมรรถนะในการฆ่าเชื้อ (UVGI rating value, URV) ไมต่ ่ากวา่ 11 ท่ี AHU และ FCU โดยลกั ษณะ
การติดต้ังให้ปฏิบัติตาม IUVA-G02A- 2005 : International Ultraviolet Association Guideline for
Design and Installation of UVGI Air Disinfection Systems in New Building Construction,
IUVA-G03A-2005 : Guideline for Design and Installation of UVGI In-Duct Air Disinfection Systems
ดงั รปู ท่ี 58
รปู ที่ 58 ระบบ UVGI
ที่มา : IUVA-G03A- 2005 : Guideline for Design and Installation of UVGI In-Duct Air Disinfection Systems
แนวทางการออกแบบ
กรณีที่ใช้เคร่ืองสง่ ลมเยน็ แบบต่อท่อลม ควรวางตวั เคร่ืองไวบ้ รเิ วณที่เข้าถึงได้สะดวก บารุงรักษางา่ ย
และเมื่อติดตั้งระบบ UVGI แล้ว ไม่เป็นอันตรายต่อสายตาและผิวหนังของผู้ใช้งาน ส่วนกรณีที่ออกแบบเป็น
เคร่ืองส่งลมเย็นโดยตรงไมไ่ ด้ต่อทอ่ ลม สามารถใช้ระบบ UVGI ทตี่ ดิ ตัง้ มาพร้อมกบั เคร่อื งฟอกอากาศก็ได้
รูปที่ 59 การติดตั้งระบบ UVGI ใน AHU
ทม่ี า : https://www.dkhthailand.com/15130596/uv-in-hvac-ahu-fcu-ติดต้งั ระบบยวู ีในระบบแอรร์ วม
74 คู่มอื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ที่มีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
รูปท่ี 60 การตดิ ต้ังระบบ UVGI ชนิดตดิ ตั้งทีผ่ นัง
ท่มี า : https://www.lrc.rpi.edu/researchAreas/pdf/ultravioletGermicidal.pdf
รูปท่ี 61 การตดิ ตัง้ ระบบ UVGI ชนดิ ติดตงั้ ทเ่ี พดาน
ทม่ี า : http://en.gla-uvc.nl/resources/image/files/Upper-Room UVGI leaflet G.L.A..pdf
ค่มู อื การออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครฐั ที่มีอยเู่ ดิมใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ 75
AE 6 ระบบระบายอากาศ
AE 6.1 อัตราการระบายอากาศและตาแหนง่ ชอ่ งนาอากาศเขา้ บังคบั
วัตถปุ ระสงค์
เพ่อื ใหม้ กี ารระบายอากาศในอาคารในอัตราท่ีเหมาะสม และหลีกเล่ยี งการนามลภาวะเขา้ สอู่ าคารอัน
เนอ่ื งจากการวางช่องนาอากาศเข้า (air intake) อยูใ่ นตาแหนง่ ทีม่ ีมลพิษหรือความร้อน
ข้อกาหนด
1) ต้องมีอัตราการระบายอากาศตามเกณฑ์ท่ีกาหนดตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือตามเกณฑ์ท่ี
กาหนดตามมาตรฐาน วสท. 031010-60 : มาตรฐานการระบายอากาศเพ่ือคุณภาพอากาศภายในอาคารที่
ยอมรบั ได้ ทงั้ นใ้ี ห้ใช้คา่ ที่สงู กวา่ เป็นเกณฑใ์ นการออกแบบ
2) ช่องนาอากาศภายนอกเข้ามาในระบบปรับอากาศ ประตูและหน้าต่างที่เปิดได้ ต้องมีระยะห่าง
จากแหลง่ ทม่ี ีมลพษิ หรือความรอ้ น เช่น ท่ีจอดรถ ปล่องควันจากครวั ไม่น้อยกวา่ ระยะทร่ี ะบไุ ว้ในตารางที่ 5.5.1
“ระยะห่างน้อยที่สุดของช่องนาอากาศภายนอกเข้า (air intake)” ของมาตรฐาน วสท. 031010-60 (ตารางท่ี
11)
แนวทางการออกแบบ
ศึกษาพ้ืนที่และลักษณะโดยรอบของอาคารแล้วทาการออกแบบช่องนาอากาศเข้าโดยควรกาหนด
ตาแหน่งช่องนาอากาศเข้าในตาแหน่งพ้ืนท่ีสีเขียว และอยู่ห่างจากตาแหน่งที่มีความร้อนหรือมลพิษ อาทิเช่น
อาคารจอดรถ ท่ีระบายควันจากครัว ที่ระบายอากาศจากอาคารอ่ืนๆ ถนน ปล่องควันต่างๆ เป็นต้น โดยระยะ
จากช่องนาอากาศเข้าควรห่างจากตาแหนง่ ที่มีมลภาวะไม่น้อยกว่า ระยะท่ีระบุไว้ในตารางที่ 5.5.1 “ระยะห่าง
น้อยท่ีสุดของช่องนาอากาศภายนอกเข้า (air intake)” ของมาตรฐาน วสท. 031010-60 (ตารางที่ 11) และ
สูงจากพื้นดนิ ไม่น้อยกว่า 3 เมตร ในกรณีอาคารหรอื ทีต่ ้ังอาคารมีความหนาแน่นสูง ควรพิจารณาชอ่ งนาอากาศ
เข้าจากด้านบนของอาคารเพอ่ื หลีกเลีย่ งมลภาวะจากถนนหรืออาคารข้างเคียง
76 ค่มู อื การออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครัฐท่ีมีอยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ
ตารางที่ 11 ระยะห่างนอ้ ยทสี่ ุดของช่องนาอากาศภายนอกเขา้ (air intake)
เรอื่ ง ระยะห่างนอ้ ยทสี่ ุด
เมตร (ฟตุ )
ระดับ 2* ช่องลมระบายอากาศออก/ลน้ิ ระบายความดนั (หมายเหตุ : 1) 3.00 (10)
ระดบั 3* ช่องลมระบายอากาศออก/ลนิ้ ระบายความดัน (หมายเหตุ : 1) 5.00 (15)
ระดบั 4* ช่องลมระบายอากาศออก/ล้ินระบายความดัน (หมายเหตุ : 2) 10.00 (30)
ปลายท่ออากาศของระบบน้าเสียที่อยูส่ งู กว่าระดับของชอ่ งนาอากาศภายนอกเขา้ ไม่เกนิ 3.00 (10)
1.00 เมตร (3 ฟุต)
ปลายท่ออากาศของระบบน้าเสยี ท่ีอย่สู งู กว่าระดบั ของช่องอากาศเขา้ จากภายนอกเกนิ กวา่ 1.00 (3)
1.00 เมตร (3 ฟุต)
ทอ่ ระบายอากาศ ปล่องไฟ และไอเสยี จากเคร่อื งใช้ และอุปกรณท์ ่ีมกี ารเผาไหม้ 5.00 (15)
(หมายเหตุ : 3)
ทางเขา้ ทีจ่ อดรถ บรเิ วณขนถา่ ยสนิ ค้า หรอื แถวรอเขา้ ทจ่ี อดรถ (หมายเหตุ : 4) 5.00 (15)
บริเวณขนถ่ายสินค้าของรถบรรทกุ ทีจ่ อดรถโดยสาร/ทพี่ ักคอยรถ (หมายเหตุ : 4) 7.50 (25)
ทางรถว่งิ ถนน หรือลานจอดรถ (หมายเหตุ : 4) 1.50 (5)
บริเวณทมี่ ีการจราจรหนาแน่น 7.50 (25)
หลังคา สวนตน้ ไม้ หรอื พ้นื ผวิ ทอ่ี ยตู่ า่ กว่าชอ่ งนาอากาศภายนอกเขา้ (หมายเหตุ : 5 และ 6) 0.30 (1)
ห้องพกั มลู ฝอย/พ้นื ทเี่ กบ็ ขยะ ถังขยะ 5.00 (15)
ช่องนาอากาศภายนอกเข้าของหอน้าหล่อเยน็ 5.00 (15)
ปล่องลมออกของหอนา้ หล่อเยน็ 7.50 (25)
ท่มี า : วสท. 031010-60 มาตรฐานการระบายอากาศเพ่อื คณุ ภาพอากาศภายในอาคารทีย่ อมรับได้ หน้า (5-4)-(5-5)
หมายเหตุ : 1 ระยะห่างจากช่องนาอากาศภายนอกเข้าของอากาศภายนอก (outdoor air intake) สาหรับระบบการ
ระบายอากาศระบบหนึ่งไปยังท่อลมระบายอากาศออก (exhaust/ relief outlet) ทใี่ ช้สาหรับระบายอากาศ
อีกระบบหนงึ่
หมายเหตุ : 2 ระยะห่างน้อยท่ีสดุ ที่ระบุไว้ ไม่สามารถใช้ได้กับท่อลมระบายอากาศออกของเครอ่ื งดูดควันในห้องปฏบิ ตั ิการ
(laboratory fume hood) เกณฑ์ที่ใช้กับเครื่องดูดควันในห้องปฏิบัติการ (laboratory fume hood) ให้
เป็นไปตามมาตรฐาน NFPA 45 และ ANSI/AIHA Z9.5 นอกจากนี้เกณฑ์ด้านส่ิงแวดล้อมสาหรับโรงงาน
อุตสาหกรรมให้เป็นไปตามคู่มือ ACGIH industrial ventilation manual และมาตรฐาน ASHRAE HVAC
Application
หมายเหตุ : 3 อนญุ าตให้มีระยะห่างท่สี ้ันกว่าไดห้ ากพจิ ารณาตามมาตรฐาน
ก. ANSI Z223.1/NFPA 54 for fuel gas burning appliances and equipment
ข. NFPA 31 for oil burning appliances and equipment หรือ
ค. NFPA 211 for others appliances and equipment
หมายเหตุ : 4 ระยะห่างทีใ่ กล้ทีส่ ดุ จากทอ่ ไอเสียจากรถยนต์
หมายเหตุ : 5 อนุญาตให้มีระยะห่างน้อยกว่าน้ีได้ หากพื้นมีความลาดชันมากกว่า 45 องศาจากแนวนอนหรือพ้ืนมีความ
กวา้ งนอ้ ยกว่า 1 นิว้ (30 มลิ ลิเมตร)
*ระดับ (Class) : คือ ระดับทกี่ าหนดปรมิ าณการรวั่ ของลมทยี่ อมใหเ้ กิดการรั่วของทอ่ ลมทง้ั หมดต่อ 100
ตารางฟตุ เช่น class 2 ที่ความเสยี ดทาน 1 น้ิวของน้า ยอมให้ร่วั ได้ 2 ลูกบาศก์ฟตุ ต่อนาที (cfm) ต่อ 100
ตารางฟตุ class 3 รวั่ ได้ 3 ลกู บาศก์ฟตุ ต่อนาที (cfm) ต่อ 100 ตารางฟตุ class ยิ่งสูงหมายถึงยอมใหร้ วั่ ได้
มาก
(การแปลงหน่วย 1 cfm เทา่ กับ 0.028 cmm และ 1 sq.ft เทา่ กบั 0.093 sq.m)
คมู่ ือการออกแบบปรับปรุงอาคารภาครัฐทม่ี ีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ 77
ดรู ายละเอยี ดเพ่ิมเติมไดจ้ าก มาตรฐานการระบายอากาศเพือ่ คณุ ภาพอากาศภายในอาคารท่ียอมรบั ได้
(ventilation for acceptable indoor air quality standard) ฉบับปรับปรงุ คร้ังท่ี 1 : มนี าคม พ.ศ. 2560
โดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชปู ถัมภ์ หน้า (5-4)-(5-5)
รปู ท่ี 62 ตวั อยา่ งตาแหน่งชอ่ งนาอากาศภายนอกเข้า (air intake)
78 คมู่ อื การออกแบบปรบั ปรงุ อาคารภาครัฐทีม่ ีอยเู่ ดิมใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
AE 6.2 อัตราการระบายอากาศสูงกวา่ มาตรฐานรอ้ ยละ 30 -
วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อเป็นการระบายมลพิษที่อยใู่ นอาคารออกไป
ขอ้ กาหนด
มีอัตราการเติมอากาศภายนอกสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน วสท. 031010-60 : มาตรฐานการระบาย
อากาศเพ่ือคณุ ภาพอากาศภายในอาคารที่ยอมรบั ได้ อย่างนอ้ ยร้อยละ 30
แนวทางการออกแบบ
ออกแบบระบบเติมอากาศภายนอกให้มีค่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซ่ึงควรใช้ร่วมกับการใช้อุปกรณ์
แลกเปล่ียนความร้อน (heat exchanger) ระหว่างอากาศภายนอกที่นาเข้ามาเติมและอากาศภายในอาคารซ่งึ
มีความเยน็ ทีต่ ้องนาไปทง้ิ เพื่อเปน็ การลดภาระความเย็นจากอากาศภายนอก อันจะช่วยใหป้ ระหยัดพลังงานใน
การปรบั อากาศ
รปู ที่ 63 ตัวอย่างระบบเตมิ อากาศภายนอกที่มีการติดตง้ั ERV/HRV
คมู่ ือการออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ท่ีมอี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ 79
อัตราการไหลของอากาศภายนอกอาคารที่ต้องการในเขตพ้ืนที่เพื่อการหายใจ (breathing zone
outdoor airflow) อากาศภายนอกอาคารที่ใช้สาหรับเขตพื้นท่ีเพ่ือการหายใจ ของพื้นท่ีใช้สอย หรือพ้ืนที่
ระบายอากาศเป็นอัตราการไหลของอากาศภายนอกอาคารท่ีต้องใช้ในพ้ืนที่เพ่ือการหายใจ (breathing zone
outdoor airflow, VbZ) มีค่าเท่ากับ ผลรวมของการระบายอากาศท่ีต้องใช้กับคน และพื้นท่ีใชสอย ให้มีค่าไม่
นอ้ ยกวา่ สมการ
Vbz = (Rp × Pz) + (Ra × Az)
Vbz = อัตราการระบายอากาศ (ลกู บาศกฟ์ ุตต่อนาที)
Az = โซนพ้ืนท่ใี ช้สอย พ้ืนทจ่ี รงิ ทต่ี ้องการระบายอากาศ (ตารางฟตุ )
Pz = จานวนคนในโซนพื้นที่ใช้สอย จานวนของคนในพื้นทร่ี ะบายอากาศในระหว่าง
การใช้งานทว่ั ไป (คน)
Rp = อัตราการไหลของอากาศภายนอกต่อคน (ลูกบาศก์ฟุตต่อนาทตี อ่ คน)
ตามตารางที่ 12
หมายเหตุ : ค่านีจ้ ะข้ึนอยูกบั การเปลย่ี นแปลงของผู้ใช้สอยในพน้ื ท่ี
Ra = อัตราการไหลของอากาศภายนอกต่อพื้นที่ (ลกู บาศก์ฟตุ ต่อนาทตี อ่ ตารางฟุต)
ตามตารางท่ี 12
ตารางท่ี 12 อากาศภายนอกอาคารต่าสดุ ท่ตี ้องการในพนื้ ทเ่ี พื่อการหายใจ
การระบายอากาศตอ่ คน การระบายอากาศต่อพ้ืนท่ี คา่ ทีก่ าหนดให้ (default values)
ลูกบาศก์ฟุต/ ลิตร/วินาทีต่อคน ลกู บาศก์ ลิตร/วนิ าที ความหนาแนน่ ปรมิ าณอากาศ ลิตร/วนิ าที
นาทตี ่อคน l/s-person ของผ้ใู ช้สอย (ดู ภายนอกรวม/คน ตอ่ คน
ประเภทการใช้สอย cfm/person ฟตุ /นาทตี ่อ ตอ่ ตาราง หมายเหตขุ ้อ 1) (ดหู มายเหตุขอ้ l-s-person
(occupancy ต่อ 1,000 ตาราง 2) ลูกบาศก์ฟุต/
catergory) ตารางฟตุ เมตร ฟตุ หรือตอ่ 100 นาทีต่อคน ระดบั อากาศ
cfm/ft2 l/s-m2 air class
อาคารสานักงาน ตารางเมตร cfm/person
person/100 m2 1
1
หอ้ งพกั ผอ่ น 5 2.5 0.12 0.6 50 7 3.5 1
โถงพกั คอยหลกั 5 2.5 0.06 0.3 10 11 5.5 1
หอ้ งเก็บของครภุ ัณฑ์ 5 2.5 0.06 0.3 2 35 17.5 1
พ้ืนท่สี านักงาน 5 2.5 0.06 0.3 5 17 8.5 1
โถงต้อนรบั 5 2.5 0.06 0.3 30 7 3.5
ห้องโทรศพั ท์ หอ้ งพัสดุ 5 2.5 0.06 0.3 60 6 3.0
ทีม่ า : มาตรฐานการระบายอากาศเพื่อคณุ ภาพอากาศภายในอาคารท่ียอมรับได้ 2560, มาตรฐาน วสท. 031010-60 หนา้ (6-7)
หมายเหตุทว่ั ไปสาหรบั ตารางที่ 12
1) ค่าท่ีกาหนดให้ สาหรับความหนาแน่นของผู้ใช้สอย (default occupancy density) : จะถูก
นามาใช้เม่ือไมท่ ราบความหนาแน่นของผู้ใช้สอยท่ีเกิดข้ึนจรงิ
2) ค่าที่กาหนดให้ สาหรับอัตราการระบายอากาศรวมภายนอกต่อคน (default combines
outdoor air rate per person) : ค่าน้ีข้ึนอยู่กับค่าท่ีกาหนดให้ สาหรับความหนาแน่นของผู้ใช้สอย (default
occupancy density)
80 คูม่ ือการออกแบบปรับปรุงอาคารภาครฐั ท่ีมีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครฐั
AE 6.3 การใช้ CO2 Sensor ควบคุมปรมิ าณอากาศนาเขา้ -
วตั ถุประสงค์
เพื่อเพิ่มความสบายและประสิทธิภาพการทางานของผใู้ ช้งานโดยการปรบั ปรุงคุณภาพอากาศภายใน
อาคาร
ข้อกาหนด
ใช้เครื่องตรวจวัดความเข้มข้นของ CO2 ในพ้ืนท่ีที่มีการใช้งานหนาแน่น (>25 คนต่อ 100
ตารางเมตร) เคร่ืองตรวจวัด CO2 ต้องติดตั้งอยู่ระหว่าง 0.9 ถึง 1.8 เมตร เหนือพ้ืนและสามารถส่งสัญญาณ
เพื่อควบคมุ อัตราการนาอากาศภายนอกเขา้ มาระบายให้คา่ CO2 ในหอ้ งต่ากวา่ ระดับ 800 ppm
แนวทางการออกแบบ
ติดต้ังเครื่องตรวจวัดความเข้มข้นของ CO2 ในพ้ืนท่ีท่ีมีการใช้งานหนาแน่น เช่น ห้องประชุม
ห้องอบรมและสัมมนา หรือสานักงานท่ีมีผู้ใช้งานจานวนมาก และอาจให้ส่งสัญญาณเตือนเม่ือค่า CO2 สูงเกิน
800 ppm เพื่อแสดงความผดิ ปรกตใิ หท้ ราบ
รปู ท่ี 64 ตวั อย่าง CO2 sensor
ทมี่ า : https://www.tempcon.co.uk/shop/hobo-mx1102-bluetooth-co2-temp-rh-data-logger
คู่มอื การออกแบบปรบั ปรุงอาคารภาครฐั ท่ีมอี ยเู่ ดมิ ใหเ้ ปน็ อาคารเขยี วภาครัฐ 81
AE 6.4 ระบบการเตมิ อากาศแบบอสิ ระและประหยดั พลังงาน -
วัตถุประสงค์
เพ่ือให้การเติมปริมาณอากาศภายนอกสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่และประหยัด
พลงั งาน
ขอ้ กาหนด
ใช้ระบบเติมอากาศภายนอกแบบอิสระ หรือ dedicated outdoor air system (DOAS) โดยติดต้ัง
pre-cooled outdoor air unit พร้อมอุปกรณ์ช่วยประหยัดพลังงาน คือ heat recovery ventilator (HRV)
หรือ energy recovery ventilator (ERV) เพื่อแลกเปล่ียนความร้อนระหว่างอากาศภายนอกท่ีเติมเข้าอาคาร
กบั อากาศที่ระบายท้งิ นอกอาคาร
แนวทางการออกแบบ
1) กรณีใช้เคร่ืองส่งลมเยน็ ขนาดใหญ่ (AHU) ที่จ่ายลมเย็นในหลายพื้นที่ ควรแยกเติมอากาศท่ผี า่ น
HRV หรอื ERV แลว้ จ่ายในพ้ืนที่นั้นโดยตรง โดยไม่ผสมกบั อากาศทีด่ ูดกลับ (return air)
2) กรณีใช้เครื่องส่งลมเย็นขนาดเล็ก (FCU) ชนิดไม่ต่อท่อลมสามารถนาอากาศที่ผ่าน HRV หรือ
ERV จ่ายใหแ้ ต่ละพืน้ ทโ่ี ดยตรง แตถ่ า้ เปน็ FCU ชนดิ ต่อทอ่ ลม สามารถนาอากาศท่ีผ่าน HRV หรอื ERV มาจา่ ย
ท่ี return air chamber กอ่ นท่ีอากาศจะไหลผ่าน FCU
รปู ท่ี 65 ระบบการเตมิ อากาศกรณีท่ีใช้ AHU
82 คมู่ ือการออกแบบปรับปรงุ อาคารภาครฐั ที่มีอยเู่ ดมิ ใหเ้ ป็นอาคารเขยี วภาครัฐ