ชาดกศกึ ษา
(Játaka Studies)
พระมหาณฐั พันธ์ สทุ สฺสนวิภาณี, ดร.
ป.ธ.๔, พธ.บ. (พระพุทธศาสนา) เกยี รตินิยมอันดบั ๑,
พธ.ม.(ปรัชญา), พธ.ด. (ปรัชญา)
อาจารยป์ ระจาสาขาวิชาพระพุทธศาสนา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
วทิ ยาเขตขอนแก่น
๓
ชาดกศึกษา (Játaka Studies)
ผเู้ ขยี น พระมหาณฐั พันธ์ สุทสสฺ นวภิ าณี, ดร.
ผทู้ รงคณุ วุฒกิ ลั่นกรองผลงานตาราวชิ าการ (Peer review)
พระโสภณพัฒนบณั ฑิต, รศ.ดร. มจร. วทิ ยาเขตขอนแก่น
พระมหาโยธิน โยธโิ ก, รศ.ดร. มจร. วทิ ยาเขตขอนแกน่
ผศ.ดร. จรสั ลีกา มจร. วทิ ยาเขตขอนแกน่
ขอ้ มูลทางบรรณานกุ รมของสานักหอสมุดแหง่ ชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
พระมหาณฐั พนั ธ์ สุทสสฺ นวิภาณี, ดร.
ชาดกศึกษา -- ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วทิ ยาเขตขอนแก่น, 2562.
หน้า.
1. ชาดกศึกษา. I. ชือ่ เรื่อง.
ISBN
ลิขสิทธติ์ าราเรียนเล่มนเ้ี ป็นของผเู้ ขยี น หา้ มลอกเลียนแบบใดๆ ท้งั สิ้น
นอกจากมีหนังสอื ขออนญุ าตเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรเท่านั้น
พิมพค์ ร้ังที่ ๑ ๒๕๖๒
จานวนพิมพ์ ๕๐๐ เลม่
ราคาเล่มละ ๑๓๐ บาท
พมิ พท์ ี่ หจก. ขอนแกน่ การพิมพ์
๖๔ - ๖๖ ถนนรน่ื รมย์ ตาบลในเมือง อาเภอเมืองขอนแกน่
จงั หวดั ขอนแก่น ๔๐๐๐๐
โทรศัพท์ ๐๔๓ ๒๒๑ ๙๓๘ โทรสาร ๐๔๓ ๒๒๐ ๑๒๘
E-mail: [email protected]
๔
คานา
ชาดกศึกษาเป็นหนังสือท่ีมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความเป็นมาของชาดกตั้งแต่ก่อน
พทุ ธกาล จนมาถงึ การเขา้ สู่ประเทศไทยสมยั ตา่ งๆ โครงสรา้ งและองคป์ ระกอบของชาดก ความ
เก่ียวพนั ธข์ องชาดกกับนิทานอีสปและนิทานพื้นบ้าน ขอ้ คดิ คตธิ รรมคาสอนทแ่ี ฝงอยู่ในนิทาน
ชาดก ประโยชนข์ องชาดก ตลอดจนความเก่ยี วพนั ธข์ องชาดกกบั สังคมไทย
หนงั สือเล่มน้ี เหมาะแก่การศกึ ษาค้นคว้า และเปน็ ประโยชน์สาหรับผู้สนใจใฝเ่ รียนรู้
คติธรรมคาสอนทางพระพุทธศาสนาที่แฝงอยูใ่ นชาดกต่างๆ ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมไว้ในหนังสือ
เล่มนี้
การเขียนหนังสือเล่มน้ี ผู้เขียนได้อาศัยหนังสือพระไตรปิฎก ตาราวิชาการของ
ผู้ทรงคุณวุฒิ และจากคาแนะนาของผู้รู้หลายท่าน ทาให้การเขียนหนังสือเล่มนี้สาเร็จเป็น
รูปเล่มด้วยดี จึงขอขอบพระคุณ ผู้ท่ีเอื้อเฟื้อให้ความช่วยเหลืออนเุ คราะห์เป็นอย่างดีไว้ ณ ที่นี้
ด้วย
หนังสือเล่มนี้ อาจมีเนื้อหาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีข้อบกพร่องผิดพลาดบ้าง ขอท่าน
ผรู้ ู้ได้โปรดเมตตาใหค้ าแนะนา เพือ่ ความถกู ตอ้ งสมบรู ณ์ ผู้เขียนจะไดป้ รับปรงุ แกไ้ ขสาหรับการ
พิมพ์ในครง้ั ตอ่ ไป จักเป็นพระคุณอย่างย่งิ
พระมหาณฐั พันธ์ สทุ สสฺ นวภิ าณี ,ดร.
อาจารยป์ ระจาหลกั สตู รพุทธศาสตรบณั ฑติ
สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตขอนแกน่
สารบัญ ๕
เรือ่ ง หนา้
คานา ก
สารบญั ข
บทที่ ๑ ความรูเ้ บ้ืองต้นเก่ียวกับชาดก
๑.๑ ความหมายของชาดก
๑.๒ ความเปน็ มาของชาดกและอรรถกถาชาดก
๑.๓ สรุปความรู้เบ้อื งต้นเกย่ี วกับชาดก
บทที่ ๒ ความมงุ่ หมาย และมูลเหตุแหง่ การเล่าชาดก
๒.๑ ความมุ่งหมายของชาดก
๒.๒ มลู เหตกุ ารณ์เลา่ ชาดก
๒.๓ องค์ประกอบของชาดก
๒.๔ สรปุ
บทท่ี ๓ ความเปน็ มาของชาดกในประเทศไทย
๓.๑ ชาดกก่อนสมัยสโุ ขทัย
๓.๒ ชาดกสมัยสโุ ขทยั
๓.๓ ชาดกสมยั อยธุ ยา
๓.๔ ชาดกสมัยกรงุ ธนบรุ ี
๓.๕ ชาดกสมยั กรงุ รัตนโกสินทร์
๓.๖ การพมิ พ์ชาดก
๓.๗ สรปุ
๖
บทท่ี ๔ ประเภทของชาดก
๔.๑ นิบาตชาดก
๔.๒ ชาดกนอกนิบาตหรอื พาหริ กชาดก
๔.๓ ชาดกมาลา
๔.๔ สรุป
บทท่ี ๕ นิทานชาดก นทิ านอีสป นทิ านพนื้ บา้ น
๕.๑ โครงเรือ่ งนิทานชาดก
๕.๒ นทิ านชาดกกับนิทานอีสป
๕.๓ นทิ านชาดกกับนทิ านพ้นื บา้ น
๕.๔ สรปุ
บทที่ ๖ คติธรรมในนทิ านชาดก
๖.๑ เร่ืองพระโพธิสัตว์
๖.๒ เรือ่ งบารมี
๖.๓ เรอ่ื งจรยิ ธรรม
๖.๔ เรื่องการรกั ษาศีล
๖.๕ สรปุ
บทที่ ๗ ชาดกกับวรรณคดไี ทย
๗.๑ มหาชาติคาหลวง
๗.๒ สมทุ รโฆษคาฉนั ท์
๗.๓ กาพยม์ หาชาติ
๗.๔ มหาเวสสนั ดรชาดก
๗.๕ สรปุ
๗
บทที่ ๘ สุภาษติ จากชาดก
๘.๑ ความหมายและความเปน็ มาของสภุ าษิต
๘.๒ สุภาษติ ไทยท่ีมาจากชาดก
๘.๓ พทุ ธศาสนสภุ าษิตในชาดก
๘.๔ สรปุ
บทที่ ๙ พระพุทธเจ้าและพระพทุ ธสาวกในชาดก
๙.๑ พระพทุ ธเจา้ ทีป่ รากฏในชาดก
๙.๒ ประวัติของพระพทุ ธสาวกที่ปรากฏในชาดก
๙.๓ สรุป
บทท่ี ๑๐ ชาดกกับสงั คมไทยปัจจบุ นั
๑๐.๑ การแสดงพระธรรมเทศนา
๑๐.๒ การเทศน์มหาชาตภิ าคกลาง
๑๐.๓ การเทศน์มหาชาติภาคเหนือ
๑๐.๔ การเทศน์มหาชาติภาคอสี าน
๑๐.๕ การเทศนม์ หาชาติภาคใต้
๑๐.๖ การแสดงละคร
๑๐.๗ การแสดงหนงั และภาพยนตร์
๑๐.๘ การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง
๑๐.๙ พระราชนิพนธ์เรอ่ื งทศบารมี และพระมหาชนก
๑๐.๑๐ สรุป
บรรณานกุ รม
ประวตั ิ
๘
บทที่ ๑
ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกบั ชาดก
วตั ถุประสงคข์ องการเรียนประจาบท
เมอ่ื ไดศ้ กึ ษาเนือ้ หาในบทนี้แลว้ ผศู้ ึกษาสามารถ
๑. อธิบายความหมายของชาดกได้
๒. อธิบายความเปน็ มาของชาดกได้
๓. อธบิ ายความเป็นมาของอรรถกถาชาดกได้
ขอบข่ายเน้ือหา
ความนา
ความหมายของชาดก
ความเป็นมาของชาดก
ความเป็นมาของอรรถกถาชาดก
๙
บทท่ี ๑
ความรูเ้ บ้ืองตน้ เกยี่ วกบั ชาดก
๑.๑ ความหมายของชาดก
ชาดก คือ เร่ืองเล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติต่างๆ ทรงเวียนว่ายตายเกิด
เป็นเทวดา เป็นฤๅษี เป็นพราหมณ์ เป็นคนวรรณะต่างๆ หรือเป็นสัตว์หลายชนิด ได้ผจญกับ
เหตุการณ์ดีบ้างช่ัวบ้าง แต่ก็ได้พยายามทาความดีติดต่อกัน มากบ้างน้อยบ้างตลอดมา จนได้
บรรลเุ ป็นพระพทุ ธเจ้าในชาติสุดทา้ ย เร่ืองชาดกเปน็ ววิ ัฒนาการแห่งการบาเพญ็ คุณงามความดี
ของพระพทุ ธเจ้าต้ังแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ในอรรถกถาประชุมชาดกกล่าวว่า ผู้ใดที่ปรากฏใน
ชาดกเรอ่ื งน้ันกลบั ชาติมาเกิดเปน็ ใครในสมัยพระพุทธเจา้ แต่ในบาลีพระไตรปิฎกกล่าวถงึ เพียง
บางเร่อื ง เพราะฉะนนั้ สาระสาคัญจึงอยทู่ ่คี ุณงามความดีและอยทู่ ี่คตธิ รรม ในนิทานชาดกเร่ือง
นน้ั ๆ การเลา่ นทิ านชาดกสมั พันธก์ ับความเชอื่ และศรัทธาในพระพทุ ธศาสนา คอื เปน็ นทิ านหรือ
เรื่องเล่าประกอบธรรมะเพอ่ื สอนใจ ไม่ว่าจะเป็นนิทานชาดกเก่ียวกับพระพุทธเจ้า หรือนิทาน
ชาดกต่างๆ ผู้ท่ีสนใจศึกษาในเรื่องธรรมะ หรือต้องการเรียนรู้เก่ียวกับการบาเพ็ญเพียรอย่าง
อตุ สาหะของพระพุทธเจ้าในชาติกอ่ นๆ เพอ่ื ให้เข้าใจหลกั ธรรมคาสอนหรือการปฏิบัติดี ปฏิบัติ
ชอบอย่างถ่องแท้ เพื่อให้เข้าใจถึงการใช้ชีวิตที่เหมาะควรให้มากข้ึน การอ่านนิทานชาดกย่อม
ส่งผลดตี อ่ แนวคิดและจิตใจของผูน้ ั้นไดเ้ ป็นอย่างดี
ชาดก จึงหมายถึง เรื่องราวของพระพุทธเจ้า เม่ือคร้ังอดีตชาติที่เสวยพระชาติเป็น
พระโพธิสัตว์ เม่ือพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ผู้ใด จะทรงยกชาดกซ่ึงเป็นนิทานอิงธรรมะ มา
เล่าเป็นบุคลาธิษฐาน คือ เป็นวิธีการสอนแบบยกเอาเรื่องราวนิทานมาประกอบเพื่อให้ผู้ฟัง
เข้าใจง่าย แทนที่จะสอนธรรมะโดยตรง ความหมายของชาดกแบ่งเป็น ๒ ประเภทคือ
ชาดกในความหมายทางพระพุทธศาสนา และ ชาดกในความหมายของนักวชิ าการ ดงั น้ี
๑.๑.๑ ชาดกในความหมายทางพระพุทธศาสนา
คาว่า ชาดก หรือ ชาตก แปลว่า ผู้เกิด มีรากคามาจากธาตุ (Root) ว่า ชนฺ แปลว่า
“เกดิ ” แปลง ชนฺ ธาตเุ ป็น ชา ลง ต ปจั จยั ในกิรยิ ากติ ก์ ต ปจั จยั ตัวน้กี าหนดให้แปลว่า “แล้ว”
๑๐
มีรปู คาเป็น “ชาต” แปลวา่ เกิดแลว้ ลง ก ปจั จยั ตอ่ ท้ายอกี สาเร็จรูปคาเป็น “ชาดก” อา่ นออก
เสียงตามบาลีสันสกฤตว่า “ชา-ตะ-กะ” (Jà-ta-ka) แปลว่า ผู้เกิดแล้ว เม่ือนาคานี้มาใช้ใน
ภาษาไทย เราจะออกเสยี งเป็น ชา-ดก โดยแปลง ต เป็น ด และให้ ก เปน็ ตวั สะกดในแม่กก
ชาดกในพระไตรปฎิ ก
ชาดก เป็นคัมภีร์หน่ึงใน ๑๕ คัมภีร์ของขุททกนิกายในพระไตรปิฎกเป็นหมวดรวม
ข้อธรรมที่ไม่จัดอยู่ใน ๔ หมวด คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย และอังคุตตรนิกาย
ธรรมท่อี ยใู่ น ขทุ ทกนกิ ายมี ๑๕ เรอ่ื ง รวมทั้งชาดกดว้ ย ไดแ้ ก่
๑) ขทุ ทกปาฐะ๑ คือบทสวดสน้ั ๆ เกย่ี วกบั พระพุทธศาสนา
๒) ธรรมบท บทแห่งธรรม คือ ธรรมภาษิตสั้นๆ ราว ๓๐๐ ข้อ ส่วนเรื่องโดย
พสิ ดารปรากฏในอรรถกถาเชน่ เดียวกบั ชาดก
๓) อุทาน คือ ธรรมภาษิตมีเน้ือเร่ืองประกอบเป็นเหตุปรารภในการเปล่ง
อทุ านเป็นข้อธรรมอนั มเี นือ้ หาเปน็ คาสอนของพระพทุ ธเจา้
๔) อิติวุตตกะ แปลว่า ข้อความท่ีท่านกล่าวว่าดังนี้ อย่างนี้ หรือด้วยประการ
ฉะน้ี๒ เปน็ การอ้างองิ ว่าพระพทุ ธเจ้าได้ตรัสข้อความอย่างนีไ้ ว้
๑ขุททกปาฐะแบง่ เป็น ๙ สว่ น คอื (๑) สรณคมนะ คอื การถงึ พระพทุ ธ พระธรรมพระสงฆ์เป็นที่
พึ่ง (๒) ทสสิกขาบท (สิกขาบท ๑๐) (๓) อาการ ๓๒ คือ ผม ขน เล็บฯลฯ เป็นต้น (๔) ปัญหาสามเณร เช่น
อะไรชอ่ื วา่ หนึง่ : สตั วเ์ ปน็ อยไู่ ด้ด้วยอาหาร อะไร ชื่อว่าสอง (มี ๑๐ ขอ้ ) (๕) มงคลสตู ร เรอ่ื งพระพทุ ธเจ้าตรัส
ตอบปัญหาเทวดาข้อประพฤติปฏิบัติ ๓๘ ประการ (๖) รตนสตู ร คอื บทสวดพรรณนาคุณพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆแ์ ละอ้างสัจจวาจา (๗) ติโรกุฑฑกณั ฑ์ พรรณนาถึงผู้ลว่ งลบั ไปแล้ว (๘) นิธิกัณฑ์ วา่ ดว้ ยเรอ่ื งขุมทรพั ย์
(๙) กรณียเมตตสตู ร พรรณนาถึงการแผ่เมตตาไปในสัตวท์ ุกประเภทให้มีความสุขทั่วหน้ากัน, สชุ ีพ ปุญญานุ
ภาพ, พระไตรปิฎก ฉบับสาหรับประชาชน, พิมพ์ครั้งท่ี ๑๖, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราช
วิทยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า ๕๙๖-๕๙๗.
๒อิติวุตตกะ แบ่งเป็น ๔ นิบาตคือ (๑) เอกนิบาต ชุมนุมธรรมะ ๑ ข้อ (๒) ทุกนิบาต ชุมนุม
ธรรมะ ๒ ข้อ (๓) ติกนิบาต ชุมนุมธรรมะ ๓ ข้อ (๔) จตุกกนิบาต ชุมนุมธรรมะ ๔ ข้อ, เร่ืองเดียวกัน, หน้า
๖๐๑-๖๐๒.
๑๑
๕) สุตตนิบาต คือ ชื่อคัมภีร์ที่ ๕ ของขุททกนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก รวม
พระสูตรทั้งสิ้น ๗๐ พระสูตรเป็นคาฉันท์ล้วน บางแห่งแม้จะมีร้อยแก้วปน แต่สาระผูกเป็นคา
ฉันท์
๖) วมิ านวตั ถุ คือเรอื่ งวมิ าน แสดงถงึ เหตทุ ี่ทาใหไ้ ดว้ ิมาน สว่ นใหญเ่ ป็นเรอื่ งท่ี
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาเทพบุตร ๘๕ รายถึงอดีตกรรมท่ีส่งผลให้ได้เกิดในวิมาน
น้นั ๆ
๗) เปตวตั ถุ เป็นเรื่องของเปรต คอื ผูล้ ว่ งลับไปแลว้ ได้รับทุกข์ทรมานในสภาพ
เปรต มลี ักษณะตา่ งๆ กัน รวม ๕๑ เร่ือง
๘) เถรคาถา เป็นเร่ืองภาษิตทางธรรมคือคติสอนเตือนใจของพระเถระรวม
๒๖๔ รปู
๙) เถรีคาถา เป็นเร่ืองภาษิตทางธรรมคือคติสอนเตือนใจของพระเถรี (นาง
ภกิ ษณุ ีผู้เป็นพระเถรี) รวม ๗๓ รปู
๑๐) ชาตกะ คือ เรื่องชาดกในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ เรียกปฐมภาค หรือ
ชาดกภาค ๑ และพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ เรียกทุติยภาค หรือ ชาดกภาค ๒ รวม ๕๔๗ เรอื่ ง
เป็นภาษิตเกย่ี วกบั คาสอนประเภทนิทาน โดยเนือ้ เร่ืองทสี่ มบรู ณ์มใี นอรรถกถาชาดก
๑๑) นิทเทส คือ คาอธิบายพุทธภาษิตในสุตตนิบาตแบ่งเป็นมหานิทเทสกับ
จูฬนิทเทส (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๙ เป็นพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส และ
พระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๓๐ เป็นพระสตุ ตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกาย จูฬนทิ เทส
๑๒) ปฏสิ ัมภทิ ามรรค คือ ทางแหง่ ปญั ญาความแตกฉาน เป็นภาษิตของ พระ
สารีบุตรเถระอธิบายหลักธรรม ๓๐ ข้อ แบ่งเป็น ๓ วรรค ๆ ละ ๑๐ ข้อ (พระไตรปิฎกเล่มท่ี
๓๑)
๑๓) อปทาน๓ คือ ประวัติการบาเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระ
ปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวก รวมทั้งส้ิน ๔๑๒ เร่ือง (ในอปทานภาค ๑ มีประวัติพระสาวก
๔๐๙ เรื่อง ในอปทานภาค ๒ มีประวัตพิ ระสาวก ๑๔๐ เรือ่ งพระสาวิกา ๔๐ เรื่อง)
๓พระไตรปิฎกเล่มท่ี ๓๒ เรียก อปทาน ภาคท่ี ๑ คือประวัติของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธ
เจา้ และพระสาวก และพระไตรปฎิ กเล่มท่ี ๓๓ เรียก อปทาน ภาคท่ี ๒ คอื ประวัติของพระสาวก (พระเถระ
๑๒
๑๔) พุทธวงศ์ คือ เรื่องวงศ์แห่งพระพุทธเจ้า มี ๒๘ ข้อ ข้อแรกว่าด้วยท่ี
จงกรมแก้วข้อท่ี ๒-๒๖ ว่าด้วยพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ต้ังแต่พระทีปังกรพทุ ธเจ้าจนถงึ พระ
โคดมพุทธเจ้า ข้อท่ี ๒๗ ว่าด้วยปกิณกะเก่ียวกับพระพุทธเจ้า ข้อที่ ๒๘ ว่าด้วยการแจกพระ
บรมสารรี กิ ธาตุ
๑๕) จริยาปิฎก คือ เรื่องความประพฤติในอดีตของพระพุทธเจ้า เป็นการ
บาเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี สัจจบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี กับ
สโมธานกถา
คัมภีร์ชาดก แบ่งออกเป็น ๒ ภาค มี ปฐมภาค คือ พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๒๗ และ
ทุตยิ ภาค คอื พระไตรปิฎก เลม่ ที่ ๒๘๔
ชาดก เป็นหน่ึงในนวังคสัตถศุ าสน์ คือ คาสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ได้แก่
๑) สุตฺต (สตู ร) คอื พระวนิ ัยปิฎก คัมภรี ์นิทเทสทั้งสอง และพระสูตรทั้งหลาย
๒) เคยฺย (เคยยะ) คือความร้อยแก้วผสมร้อยกรอง ได้แก่พระสูตรที่มีคาถา
ท้ังหมดโดยเฉพาะสคาถาวรรค ในสงั ยุตตนกิ าย
๓) เวยฺยากรณ (ไวยากรณ์) คือ ความร้อยแก้วล้วน ได้แก่พระอภิธรรมปิฎก
ท้งั หมด พระสูตรทไี่ มม่ ีคาถาและพทุ ธพจนอ์ ่ืนท่ีไมจ่ ัดเขา้ ในองค์ ๘ ข้อท่ีเหลอื
๔) คาถา คือความร้อยกรองล้วน ได้แก่ ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และ
คาถาลว้ นในสุตตนบิ าตทีไ่ มม่ ชี ื่อว่าเป็นสูตร
๕) อทุ าน (อทุ าน) คือพทุ ธอุทาน พระคาถาท่ีทรงเปล่งดว้ ยพระหฤทัยสหรคต
ด้วยโสมนสั สมั ปยุตด้วยญาณ พรอ้ มทั้งข้อความอันประกอบอยดู่ ว้ ย รวม ๘๒ พระสูตร
๖) อิติวุตฺตก (อิติวุตตกะ) คือพระสูตร ๑๑๐ สูตรที่ตรัสโดยนัยว่า วุตฺต เหต
ภควตา
พระเถรี) พุทธวังสะ (วงศ์ของพระพุทธเจ้า) และจริยาปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยความประพฤติของพระพุทธเจ้า,
เรอ่ื งเดยี วกัน, หนา้ ๖๒๗-๖๓๑.
๔พระไตรปิฎกเลม่ ท่ี ๒๗ เรียก ปฐมภาค หรือ ชาดกภาค ๑ แบ่งออกเป็น ๑๗ นิบาต ตั้งแต่ เอ
กกนิบาต ถึง เตรสกนิบาต เรียงตามลาดับ ๑-๑๓ และพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ เรียกทุติยภาคหรือ ชาดก
ภาค ๒ เป็น ปกิณณกนิบาต วสี ตนิ บิ าต ตงิ สตินบิ าต และจตั ตาลสี นบิ าต, ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/บทนา/๗.
๑๓
๗) ชาตก คอื ชาดก ๕๕๐ เรือ่ ง (๕๔๗ เร่อื ง) มอี ปัณณกชาดก เปน็ ตน้
๘) อพฺภูตธมฺม (อัพภูตธรรม) คือ เรื่องอัศจรรย์ ได้แก่พระสูตรท่ีกล่าวถึงข้อ
อัศจรรยต์ ่าง ๆ ไม่เคยมี ๔ อยา่ งน้ีหาได้ในพระอานนท์ ดังนี้ เปน็ ต้น
๙) เวทลฺล (เวทัลละ) คือ พระสูตรแบบถามตอบ ผู้ถามได้ทั้งความรู้ และ
ความพอใจจึงถามต่อ ๆ ไป เช่น จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญห
สูตร สังขารภาชนียสตู ร และมหาปณุ ณมสตู ร เป็นตน้
อนึ่ง นวังคสัตถุศาสน์ เป็นคัมภีร์อปทาน พุทธวงส์ และอรรถกถาท้ังหลาย บางที่
เรียกว่า ชินสาส์น หรอื พทุ ธวจนะ๕
ชาตกะ ไดแ้ ก่ ชาดก ๕๕๐ เรอื่ งมี อปณั ณกชาดก เป็นตน้ ๖
ชาดก หรือ ชาตก แปลว่า ผู้เกิด คือ เลา่ ถึงการท่พี ระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด
ถอื เอากาเนิดในชาติต่าง ๆ ได้พบปะผจญกับเหตุการณ์ดบี ้าง รา้ ยบา้ ง แต่ก็ไดพ้ ยายามทาความ
ดตี ดิ ตอ่ กนั มากบ้าง น้อยบา้ งตลอดมา จนเป็นพระพทุ ธเจา้ ในพระชาตสิ ดุ ท้าย๗
สรุป ชาดกในพระพุทธศาสนา มีความหมายว่า ผู้เกิดแล้ว หมายถึง เรื่องราวที่
เกิดขึ้นจริงในอดีตชาติที่พระพุทธเจ้าทรงนามาตรัสเล่าให้พระสาวกฟังในโอกาสต่าง ๆ เป็น
คัมภีร์หน่ึงใน ๑๕ คัมภีร์ของขุททกนิกาย และ เป็นหนึ่งในคาสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ท่ี
เรยี กวา่ นวังคสัตถุศาสน์
๑.๑.๒ ชาดก ในความหมายของนักวชิ าการ
ชาดก หรือ ชาตก ได้แก่ ชาดก ๕๕๐ เร่ือง มี อปัณณกชาดก เป็นต้น เป็น ๑ ใน ๙
คาสอนของพระพทุ ธเจา้ ทีเ่ รยี ก นวังคสัตถุสาสน์๘
๕องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๗/๒๕๘, พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์
ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์คร้ังที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓),
หนา้ ๒๖๑-๓๖๒.
๖ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๓๘/๒๕๒.
๗สุชีพ ปญุ ญานภุ าพ, พระไตรปิฎก ฉบบั สาหรบั ประชาชน, หน้า ๖๑๔.
๘พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๒๖๑.
๑๔
ชาดก คือ เร่ืองราวหรือชีวประวัติในชาติกอ่ นของพระพุทธเจ้า สมัยที่พระองค์เป็น
พระโพธิสัตว์บาเพญ็ บารมีเพอื่ ตรัสรูอ้ ยู่ พระองค์ทรงนามาเล่าใหพ้ ระสงฆฟ์ งั ในโอกาสต่างๆ๙
ชาดก คอื ระเบียบคาที่ทรงแสดงถงึ บุรพจริยา คือ ความประพฤติที่ทรงเคยทามาแต่
ปางกอ่ น หรือธุรกจิ ทท่ี รงทามาแต่ชาติหนหลังรวมทั้งบรุ พจริยาของพระสาวกดว้ ย๑๐
ชาดก คือ เรื่องราวการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
แสดงแก่พุทธบรษิ ทั ในสมยั พทุ ธกาลและพทุ ธสาวกได้ทรงจาสบื ๆ กันมา ด้วยวธิ ีมขุ ปาฐะ ก่อนที่
จะมีการจารกึ ลงเป็นลายลักษณ์อักษร พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมกี ารจารึกคาสอนไวเ้ ปน็
ภาษาบาลีจาแนกได้ ๓ ปิฎก คือพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก ชาดก
เป็นหนึ่งในคาสอนของพระพทุ ธศาสนาจัดไว้ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกายชาดกมีจานวน
๕๕๐ เรื่อง (ความจริงแล้วมีท้ังหมด ๕๔๗ เร่ือง ซ่ึงในบางเร่อื งมเี นือ้ หาทซี่ ้ากัน)๑๑
ชาดก คือ เรื่องเก่ียวกับการเกิด เรื่องเกี่ยวกับการเสวยพระชาติของพระพุทธเจ้า เป็น
สว่ นหน่ึงของคาสอนแหง่ พระพุทธศาสนา๑๒
ชาตก เป็นคานาม แปลว่า ชาดก คือ เรื่องราวของพระพุทธเจา้ ที่มีมาในอดีต๑๓
ชาดก คอื เรอ่ื งของพระพุทธเจ้าท่ีมีมาในชาติก่อนคาสอนหมวดหนึ่งในพทุ ธศาสนา๑๔
๙พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ คาวัด, พิมพ์
คร้งั ท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบันบันลอื ธรรม, ๒๕๕๑), หน้า ๒๐๐.
๑๐พระธรรมโกศาจารย์, ปริทรรศน์เวสสันดรชาดก, (กรุงเทพมหานคร : เสริมวิทย์บรรณา
คาร, ๒๕๑๓), หนา้ ๖.
๑๑พิสิฐ เจริญสุข, เกร็ดความรู้ในนิทานชาดก, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา,
๒๕๓๙), หนา้ ๔.
๑๒สุชีพ ปุญญานุภาพ, พจนานุกรมศัพท์พระพุทธศาสนา, พิมพ์คร้ังท่ี ๘, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพม์ หามกุฎราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๖๑.
๑๓แปลก สนธริ กั ษ,์ พจนานกุ รม บาลี-ไทย, พิมพ์ครงั้ ท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทอมรนิ ทร์
พรนิ้ ต้งิ กร๊พุ จากัด, ๒๕๓๒), หนา้ ๑๑๘.
๑๔เปลื้อง ณ นคร, พจนะ-สารานุกรม ฉบับทันสมัยเล่ม ๑, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนา
พานชิ , ๒๕๑๖), หนา้ ๑๖๔.
๑๕
ชาดก [ชา-ดก] น. เร่ืองพระพทุ ธเจ้าท่ีมีมาในชาติก่อน ๆ ตามท่ีกล่าวไว้ในคัมภรี ์ และ
เป็นช่อื คัมภีรใ์ นพระพุทธศาสนา เป็นส่วน ๑ ใน ๙ สว่ นท่เี รยี กว่า นวงั คสัตถุศาสน์๑๕
ชาดก (ชาดก) หมายถึง เรื่องท่ีเกิดขึ้นแล้วในอดีตโดยเฉพาะเร่ืองเก่ียวกับ
พระพุทธเจา้ องค์ท่นี ิพพานไปแลว้ สองพันกว่าปีในครงั้ ทพี่ ระพุทธองค์ทรงเปน็ พระโพธสิ ัตว์ ก่อน
จะอุบตั มิ าเปน็ เจา้ ชายสิทธตั ถะและบรรลสุ าเร็จเปน็ พระพทุ ธเจา้ ในชาตนิ ี้ ๑๖
ชาดก แปลว่า ผู้เกิด หมายถึง การเล่าเร่ืองท่ีพระพุทธเจ้า ทรงเวียนวา่ ยตายเกิดใน
ชาติต่างๆ ในอดีตมากมาย โดยแสดงถึงความพยายามในการทาคุณความดีมากบ้างน้อยบ้าง
ตงั้ แตต่ ้นจนกระทัง่ บาเพ็ญไดส้ มบรู ณใ์ นชาตสิ ดุ ทา้ ย๑๗
นิทานชาดก หมายถึง เน้ือเร่ืองโดยพิสดารในอรรถกถาชาดกในพระสุตตันตปิฎก
หมวดขทุ ทกนกิ ายชาดก ในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาฝา่ ยเถรวาท๑๘
ชาดก มาจาก ชาตก เปน็ คานาม แปลวา่ เรื่องราวของพระพทุ ธเจา้ ที่มีมาในอดีต๑๙
ชาดกมาจากภาษามคธ แปลว่า เกิดแล้ว คือหมายถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้าและ
พระพุทธสาวกที่เกิดมาแล้วในชาติก่อนๆ ชาดกต่างๆ กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเม่ือยังเป็น พระ
โพธิสัตว์ คือเป็นสัตว์ผู้แสวงบุญ เพิ่มพูนบารมี เพื่อหาทางหลุดพ้น นับต้ังแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน
เป็นมนุษย์และเป็นเทวดา ก่อนท่ีพระพุทธเจ้าจะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ได้เสวยพระชาติ
๑๕ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, พิมพ์คร้ังที่ ๒,
(กรุงเทพมหานคร : นานมีบคุ๊ ส์ จากดั , ๒๕๕๗), หน้า ๓๗๕.
๑๖อุดม รุ่งเรืองศรี, สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ เล่ม ๔, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิ
สารานกุ รมวฒั นธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒), หน้า ๑๘๑๕.
๑๗เส ฐียร พง ษ์ วร ร ณ ป ก , ศ .พิเศ ษ , คา บร ร ย า ย พ ร ะ ไ ตร ปิฎ ก . พิม พ์ค รั้ง ที่ ๒,
(กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบันบนั ลอื ธรรม, ๒๕๔๓), หน้า ๑๘๐.
๑๘พร ะ ใ กล้รุ่ง ป ญฺญาวชิโร (ม ณีรัตน์), “ก าร ศึก ษาเชิงวิเคราะห์หลักคาสอนใน
พระพุทธศาสนาที่ปรากฏในเตมิยชาดก”, วิทยานิพนธ์ศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวทิ ยาลยั มหามกุฎราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๘), หน้า ๓.
๑๙แปลก สนธิรกั ษ์, พจนานุกรม บาลี-ไทย, หนา้ ๑๑๘.
๑๖
เป็นพระโพธิสัตว์ในลักษณะต่าง ๆ นับไม่ถ้วน แต่ละชาติได้บาเพ็ญบารมี คือ ความดีทวียิ่งขึ้น
ตามลาดับจนกระท่งั พระชาตสิ ดุ ทา้ ยได้สาเร็จเปน็ พระพทุ ธเจา้ ๒๐
ชาดกตามมติโบราณจารย์ในแง่ที่เป็นวรรณคดีของพระพุทธศาสนา คือเรื่อง พระ
โพธิสัตว์หรืออดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่ได้เเสดงบทบาท ความเป็นวีรบุรุษหรือบทบาท
อื่นๆ เป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ กล่าวถึงพระชาติในอดีตของพระพุทธเจ้า หมายถึง การ
รวบรวมชาดกท่ีปรากฏในพระไตรปฎิ กและหมายถึงคัมภรี ์อรรถกถาชาดกอีกด้วย๒๑
ชาดก แปลว่า การกล่าวถึงสิ่งที่เกิดมาแล้ว การแสดงนทิ านประกอบสุภาษิตเพ่ือให้
เข้าใจสภุ าษติ ง่ายขนึ้ ถ้ากาหนดด้วยวธิ ีสอนก็คือ สอนดว้ ยบทเรียนอย่างท่ีปัจจุบนั เรียกว่า สาธิต
คือ ไม่ใช่สอนด้วยคาพูด กล่าวคือพูดแล้วทาให้ดูด้วยเช่น พูดเร่ืองกู้ชาติบ้านเมืองก็ยกเร่ือง
สมเด็จพระนเรศวร หรือพระเจา้ ตากสนิ มาเล่าให้ฟงั ในคดีธรรมเมอ่ื พูดถึงการให้ทานกย็ กเรื่อง
พระเวสสันดรมาเล่าให้ฟงั เป็นตน้ ๒๒
ที. ดับลิว.ริส. เดวิดส์ (T. W. Rhys. Davids) ผู้เชี่ยวชาญภารตวิทยาได้อธิบายไว้ใน
พจนานุกรมคาศัพท์ภาษาบาลีว่า ชาดก แปลว่า เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว หมายถึง
เร่ืองราวของการเสวยพระชาติก่อนๆ ของพระพุทธเจ้าและเป็นช่ือหนังสือเล่มหนึ่งในคัมภีร์
พระไตรปฎิ ก ซ่งึ แต่งเป็นคาประพันธ์ (คาถา) ๕๔๗ เรอ่ื ง๒๓
๒๐ประพฒั น์ ตรีณรงค์ และ สงวน อนั้ คง, สารานกุ รมวรรณคดี, (กรุงเทพมหานคร : กา้ วหน้า
การพมิ พ,์ ๒๕๐๖), หนา้ ๖๑๘.
๒๑ธานิสร์ ชาครัตพงศ์, “ความรู้เรื่องชาดก”, อักษรสาร, พิมพ์เนื่องในโอกาสงานสี่
ศาสตราจารย์ ๙ กนั ยายน๒๕๑๕, คณะอักษรศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๑๕ : ๑๗๕.
๒๒ราชบัณฑิตยสถาน, สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑๐, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพร์ ่งุ เรอื งธรรม, ๒๕๑๒), หนา้ ๖๕๒.
๒๓T. W. Rhys. Davids & William, Staede, The Pali Text Society's Pali-English
Dictionary (London : Luzac and Company, 1966), p. 281.
๑๗
คริสตม์ าส ฮมั ฟรีย์ (Chistmas Hamphreys) กลา่ ววา่ ชาดก หมายถึง เรอ่ื งราวการเกิด
เป็นผลงานของเถรวาทท่ีรวบรวมเรื่องในพระชาติปางก่อนของพระพุทธเจ้าที่มีคุณค่ามาก
ในทางคตชิ าวบา้ นและพระพทุ ธศาสนา เปน็ เรื่องราวทีแ่ สดงถงึ คตธิ รรม๒๔
เจมส์ เฮสติง (James Hesting) กล่าวว่า ชาดก ในทางพระพุทธศาสนาและ
วรรณคดี หมายถึง เรื่องราวการเสวยพระชาติของพระโพธิสัตว์หรือพระชาติต่างๆ ของ
พระพุทธเจ้าในอดีต ท่ีได้แสดงบทบาทวีรบุรุษหรือบทบาทอืน่ ๆ เป็นเรื่องราวของพระโพธสิ ัตว์
ในพระชาติก่อนๆ ของพระพุทธเจา้ ๒๕
สรุปได้ว่า ชาดกในพระพุทธศาสนาได้แก่ ชาดกในพระไตรปิฎก มีความหมายว่า ผู้
เกิดแล้ว หมายถึง เรื่องราวที่เกิดข้ึนจริงในอดีตชาติที่พระพุทธเจ้าทรงนามาตรัสเล่าให้พระ
สาวกฟังในโอกาสต่าง ๆ ชาดก เป็นคัมภีร์หนึ่งใน ๑๕ คัมภีร์ของขุททกนิกาย และ ชาดกเป็น
หนึ่งในคาสอนของพระศาสดามอี งค์ ๙ ทีเ่ รยี กว่า นวังคสตั ถุศาสน์
ชาดกในความหมายของนักวิชาการมีความหมายแบ่งเป็น ๓ อย่าง คือ ชาดก เป็น
เร่ืองราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาดก คือคาสอนของพระพุทธเจ้าทางพุทธศาสนาอย่างหนงึ่ ใน ๙ อย่าง
เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ และเป็นคัมภีร์หนง่ึ ใน ๑๕ คัมภีร์พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก
แบ่งเป็น เล่มที่ ๒๗ ชาดกภาคที่ ๑ และเล่มที่ ๒๘ ชาดกภาคที่ ๒ ชาดกแต่ละเร่ืองมีความมุ่ง
หมายเพ่ือเป็นธรรมะสอนใจให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงการใช้ชีวิตท่ีเหมาะสม ทาให้เกิดเป็นผลดีต่อ
แนวคดิ และจติ ใจได้เป็นอย่างดี
๒๔Chistmas Hamphreys, A Popular Dictionary of Buddha, (The Citadel press 22
Park Avenue South, New York. 1962), p. 491.
๒๕James Hesting, Encyclopedia of Religion and Ethics, Volume 7, pp. 491-493.
(Edited by Charles & Son, New York). p.19.
๑๘
๑.๒ ความเป็นมาของชาดกและอรรถกถาชาดก
๑.๒.๑ ความเปน็ มาของชาดก
ชาดก เป็นพระพทุ ธพจนป์ ระเภทท่ีไม่ใช่พระสูตร เป็นคาสอนท่มี ีอิทธพิ ลตอ่ วิธี สอน
ธรรมในยุคต่อมา เป็นการสอนอย่างเล่านิทาน เหมาะกับผู้ฟังทุกระดับ เป็นเทคนิคที่คง
ประสิทธิผลต่อผู้ฟังมาทุกยุคสมัย เพราะผู้สอนมีความรู้หลายด้าน รู้วิธีนาเสนอ มีวาทศิลป์
เช่ือมโยงใหค้ นฟังมองเหน็ ภาพลักษณ์ชวนให้นา่ ติดตาม
ชาดก เป็นเรื่องเล่า มเี หตกุ ารณ์ข้ามภพข้ามชาติ ไมต่ ่างกบั วธิ ีสอนในจรยิ าปิฎก เล่า
ถึงการบาเพ็ญบารมีในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ ในกลุ่มชาดกหรือนิทานชาดกมี คัมภีร์ชาตก
ปาลิหรือชาดกภาษาบาลีเป็นต้นแบบ ต่อมามีอรรถกถาชาดก (ชาตกฏฺฐกถา) ชาตกมาลา
(ชาดกของมหายาน) รวมทง้ั นทิ านชาดกในยุคต่อมาคอื ปญั ญาสชาดก ก็เล่าเรอื่ งข้ามสังสารวัฏ
เชน่ กนั ๒๖
ชาดกเป็นเร่ืองเก่า มีมาก่อนพุทธกาลประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี “เป็น
นิทานปรัมปราของอินเดีย”๒๗ ที่มาในชาดกมักขึ้นต้นว่า อตีเต ซึ่งแสดงว่าเป็นเร่ืองเก่า ใน
พระสุตตันตปิฎกเล่มอื่นๆ และใน พระวินัยปิฎกนิยมข้ึนต้นว่า ภูตปุพฺพ แปลว่าเรื่องเคยมี
มาแล้ว ก็แสดงว่าเป็นเร่ืองเก่าเช่นกัน ในบาลีพระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย
ชาดก ภาค ๑ เป็นพระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๒๗ และพระสุตตนั ตปฎิ ก ขุททกนกิ าย ชาดก ภาค ๒ เปน็
พระไตรปิฎกเลม่ ที่ ๒๘ คาทัง้ ๒ นไ้ี ม่ปรากฏ เพราะปรากฏชัดอยู่ในอรรถกถา แต่ทีย่ กมากล่าวก็
เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจวา่ คาถาในชาดกนแ้ี บ่งเป็น ๓ ประเภท คอื
ประเภทท่ี ๑ เป็นเร่ืองที่เก่ียวกับประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารของบ้านเมืองสมัย
โบราณก่อนสมัยพุทธกาล เช่น เร่ืองของทีฆาวุกุมาร ในทีฆีติโกสลชาดก๒๘ อัฑฒวรรค ปัญจก
นิบาต ซึ่งเป็นผู้รวบรวมแคว้นกาสีและโกศลเข้าอยู่ในปกครองเดียวกันมาจนถึงสมัย
พุทธกาล ชาดกเรื่องนี้มิได้มุ่งแสดงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์เท่าน้ัน แต่มุ่งแสดงหลกั ธรรม
๒๖ดร.สมิทธิพล เนตรนิมิต, สหวิทยาการในชาดก, บทความวิชาการเผยแพร่ใน
www.mcu.ac.th
๒๗เรื่องเดยี วกัน.
๒๘ ขุ.ชา.ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๗/๑๑๐-๑๑๕/๒๒๐.
๑๙
คือ การไมล่ ่วงละเมดิ คาสอนของมารดาบิดา การรู้จกั ให้อภยั แกศ่ ัตรูเปน็ สาคญั โดยเน้อื ความก็
คือการมเี มตตากรณุ า ไม่ผกู เวรก่อศตั รูต่อกัน นั่นเอง
ประเภทที่ ๒ เป็นนทิ านพนื้ บา้ น ซึง่ มอี ยู่ในถิ่นต่าง ๆ ของชมพูทวปี ตลอดไปถึงแถบ
อาหรับเปอร์เซีย ข้อน้ีเห็นได้ชัดในนิทานชาดกหลายเรื่องท่ีตรงกับนิทานในอีสปปกรณ์ หรือ
นิทานอีสป เชน่ สุวัณณหงั สชาดก๒๙ ในอสัมปทานวรรค เอกกนิบาต พระโพธสิ ัตว์เสวยพระชาติ
เป็นหงส์ มขี นเปน็ ทองถูกภรรยาและธิดาจับถอนขนจนหมด ขนทขี่ ึน้ มาใหม่ไมเ่ ป็นขนทองกลับ
เปน็ ขนนกขาวปกติ ตรงกบั เร่อื งห่านทองในนทิ านอสี ป ชาดกทง้ั ๒ เรอื่ ง หากถอดใจความคงได้
ในคติโบราณทีว่ า่ “โลภมาก ลาภหาย” ซ่ึงเปน็ คติชาวบ้าน
ประเภทท่ี ๓ เป็นนิทานเทียบสุภาษิต เช่น เร่ืองคนพูดกับสัตว์ สัตว์พูดกับสัตว์ หรือ
เทวดาแสดงธรรม เป็นต้น๓๐ เช่น เร่ืองกัณฑิชาดก๓๑ ในสีลวรรค เอกกนิบาต เทวดาโพธิสัตว์
ตาหนเิ ร่อื งทค่ี วรตาหนิ ๓ อย่าง จึงกล่าววา่
น่าตาหนิ คนทมี่ ลี กู ศรเป็นอาวธุ ยิงไปเต็มกาลัง
นา่ ตาหนิ ชนบททีม่ ีสตรีเปน็ ผนู้ า
อนง่ึ แมช้ ายผ้ตู กอย่ใู นอานาจของสตรกี น็ ่าตาหนิ๓๒
ซ่ึงมีเนื้อเร่ืองโดยย่อว่า พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา ติเตียนเนื้อป่า
หนุ่มที่หลงรักนางเน้ือท่ีอยู่กลางทุ่งจึงตามเข้ามาในถ่ินมนุษย์จนถูกยิงตาย การแสดงชาดกใน
ทานองน้ีเป็นการหลีกเลี่ยงการแสดงธรรมท่ีกระทบตนเองและผู้อื่น หรือแสดงธรรมเสียดสี
ผู้อ่ืน เพราะเป็นการสอนธรรมโดยให้ตัวละครในนิทานเป็นผู้สอนและรับฟังคาสอน ทาให้ผู้ฟัง
รู้สึกว่า ไม่มีส่วนใดกระทบตน มีความเพลิดเพลินและสามารถน้อมนาธรรมน้ันๆ มาประพฤติ
ปฏิบตั ใิ หเ้ หมาะสมได้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั มีพระบรมราชาธิบายเรื่องนบิ าตชาดก มี
ความตอนหน่ึงวา่ เรื่องชาดกน้ีไม่ใช่เร่ืองราวครั้งพุทธกาล เป็นเรื่องมีมาเก่าแก่ก่อนพุทธกาล
๒๙ ข.ุ ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๓๖/๕๖.
๓๐ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๗/บทนา/๑๒-๑๓.
๓๑ ข.ุ ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๓/๖.
๓๒ ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๓/๖.
๒๐
ท่ีจะพึง กาหนดได้ด้วยหลักฐานหลายอย่าง ถึงในชาดกเองก็รับว่าเป็นเรื่องเก่า ด้วยข้ึน อตีเต
ทกุ แหง่ เมื่อพระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงธรรมท่ีควรจะใหค้ วามชัดขน้ึ ดว้ ยชกั นิทานมากลา่ ว มาเล่ามา
สาธกให้เห็นความกระจ่างข้ึน คาท่ีแสดงโดยวิธีน้ีเรียกว่า ชาดก ในบาลีขึ้นต้นว่า ภูต ปุพฺพ
(เรื่องเคยมีมาแล้ว) จัดเข้าในนวังคสัตถุศาสน์ (คาสอนของพระพทุ ธเจา้ มีองค์ ๙)
ส่วนนิทานชาดกน้ีจึงปรากฏว่า เป็นนิทานเก่าท่ีเล่าสืบต่อกันมาช้านาน ไม่ใช่เล่า
ขึ้นใหม่ในสมัยพุทธกาล หรือผู้แต่งจะแต่งประดิษฐ์ขึ้นใหม่ภายหลัง เป็นนิทานที่มีอยู่แล้ว
เว้นแต่ เรื่องปรารภและกลับชาติมาเกิดใหม่
แต่ที่จริงเรื่องชาดกนี้เป็นเรื่องนิทานโบราณซึ่งนักปราชญ์ทั้งหลายได้นาสืบ ๆ
กันมา ระหวา่ ง ๒๕๐๐ - ๓๐๐๐ ป๓ี ๓
๑.๒.๒ ความเป็นมาของอรรถกถาชาดก
อรรถกถา เป็นชื่อคัมภีร์หรือหนังสือที่แต่งอธิบายคาหรือความที่ยากใน
พระไตรปิฎกให้เข้าใจง่ายขึ้นโดยยกศัพท์ออกมาอธิบายเป็นศัพท์ๆ บ้าง ยกข้อความหรือประ
โยคยาวๆ มาขยายความให้เหน็ ชัดเจนข้ึนบา้ ง แสดงทศั นะและข้อวนิ ิจฉัยของผู้แตง่ สอดแทรก
เข้าไว้บ้าง อรรถกถา คือ คัมภีร์ที่อธิบายความพระบาลี คัมภีร์ที่ไขความพระไตรปิฎก
เรียกว่า คัมภรี อ์ รรถกถาบา้ ง ปกรณ์อรรถกถาบ้าง อรรถกถาบา้ ง๓๔
อรรถกถา (สันสกฤต อรฺถ บาลี อตฺถ) แปลว่า คัมภีร์ที่อธิบายความพระบาลี คัมภีร์
ทไี่ ขความพระไตรปิฎก๓๕
อรรถกถาชาดก คือเร่ืองร้อยแก้วที่ห่อหุ้มคาถาไว้อีกชั้นหน่ึง กล่าวคือ คาถาใน
พระไตรปฎิ กเปน็ คาถาล้วน
พระอรรถกถาจารย์ได้รจนาเพ่ิมเติม เพื่อให้เร่ืองราวในชาดกสมบูรณ์ คือมีปรารภ
เรอ่ื งถึงมูลเหตทุ ่พี ระพุทธเจ้าตรัสเลา่ นิทาน ตัวนทิ านชาดกคงคาถาท่ีเป็นสุภาษิตหรอื หวั ใจของ
๓๓พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระบรมราชาธิบายเร่ืองนิบาตชาดก”, พระ
คมั ภรี ์ชาดกแปลฉบับ ส.อ.ส. เล่ม ๑, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พแ์ ม้นศรี, ๒๔๙๓), หน้า ๕-๘, ๑๗.
๓๔พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ คาวัด, หน้า
๑๒๖๔.
๓๕ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, ราชบัณฑิตยสถาน,
พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, หนา้ ๑๓๗๗.
๒๑
เรอ่ื ง แลว้ เช่ือมโยงเรอื่ งในอดีตกบั ปจั จุบนั ใหต้ ่อเนื่องกนั ด้วยการระบตุ วั ละครในอดตี ว่าเป็นคน
เดียวกับใครในสมัยพระพุทธเจ้า ซ่ึงอรรถกถาชาดกเป็นผลงานของนักปราชญ์เป็นส่วนใหญ่
ไม่ใชพ่ ระพทุ ธเจา้ ไดท้ รงปรารภไวจ้ ริง ๆ๓๖
๑.๒.๓ แหลง่ ที่มาของนทิ านชาดก
นทิ านชาดกมีความสัมพันธก์ บั พระพุทธประวัติอนั แสดงถงึ ววิ ฒั นาการทางกายและใจ
ของชีวิตหน่ึงจากความหยาบไปสู่ความประณีตและจากผู้มีสติปัญญาน้อยไปสู่ความสุขุมรอบรู้
เร่ืองชาดกจึงเป็นประโยชน์ในหลักการศึกษาและแนวทางของพระพุทธศาสนาอย่างดีย่ิง ๓๗
นทิ านเกา่ แก่โบราณซึ่งมีมาแต่กอ่ นพุทธกาลน้นั มีแหล่งกาเนิดมาจากนิทานพ้ืนบ้านของอินเดีย
ของกรกี หรอื ของเปอรเ์ ซีย นิทานพืน้ บา้ นเหล่าน้ีเล่าสืบกันมาด้วยมขุ ปาฐะ คือเล่ากนั ด้วยปาก
เปลา่ สืบ ๆ กนั มา อนั เปน็ การยากท่ีจะบอกว่าใครยมื เรื่องของใครมาก่อน หรือวา่ ไดร้ บั อิทธิพล
มาจากใคร แตเ่ ป็นไปไดท้ ี่มีแหลง่ กาเนดิ รว่ มกนั กล่าวคือ ชาดกมีทีม่ าจาก ๓ แหลง่ คอื
(๑) ชาดกมาจากนทิ านเกา่ แกข่ องอินเดีย
(๒) ชาดกมาจากนิทานอสี ปของกรกี
(๓) ชาดกมาจากนทิ านเกา่ แก่ของเปอรเ์ ซีย
(๑) นทิ านเกา่ แกข่ องอนิ เดีย
อินเดียเป็นประเทศเก่าแก่ประเทศหนึ่งในโลกท่ีได้สะสมอารยธรรมไว้นาน ก่อนท่ี
ชาตอิ ารยันจะเข้ามาอินเดยิ ก็มีชนชาติเดิมของอินเดยี อยกู่ ่อนแล้ว เม่อื ชาวอารยนั อพยพเข้ามา
ภายหลังก็ได้นาเอาอารยธรรมและวัฒนธรรมของตนเข้ามาด้วย ศาสนาท่ีมีมาเก่าแก่ก่อน
ศาสนาพุทธ ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ ได้เป็นแหล่งรวมวรรณกรรมพื้นบ้านและวรรณกรรมทาง
ศาสนาไว้มากมาย ดังนี้
๑. คัมภีร์มหาภารตะ รามายณะ ปุราณะ อุปนิษัท และ อิติหาสะ เป็นคัมภีร์
เก่าแก่ของศาสนาพราหมณ์ มีนิทานพื้นบ้านเก่าแก่คล้ายคลึงกับนิทานชาดกใน
๓๖เฉลิม มากนวล, การวิเคราะห์และเปรียบเทียบนิทานชาดกกับนิทานอีสป ,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ครุ สุ ภา, ๒๕๑๘), หนา้ ๑๘.
๓๗กิ่งแก้ว อัตถากร, วรรณกรรมจากบ้านใน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพรา้ ว, ๒๕๑๔), หน้า ๑๖.
๒๒
พระพุทธศาสนา ได้มีการค้นคว้าและวิจัยถึงจานวนเร่ือง และคาถาของชาดก และของคัมภีร์
มหาภารตะพบว่า ถ้าไมเ่ ป็นชาดกก็มหาภารตะคงต้องยืมกันและกันมา ดงั น้ัน ชาดกและมหาภา
รตะจงึ เก่ยี วข้องกันโดยมีแหล่งกาเนดิ รว่ มกนั ๓๘
๒. คัมภีร์ปัญจตันตระ เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมนิทานพ้ืนบ้านอินเดียไว้มากมาย
เป็นท่ีรู้จักกันแพร่หลายในประเทศตะวันตก คัมภีร์ปัญจตันตระเป็นวรรณกรรมของศาสนา
พราหมณ์ ไม่ใช่พระพุทธศาสนาอย่างท่ีบางคนเข้าใจ กล่าวคือ มีบางคนเข้าใจว่า คัมภีร์ปัญจ
ตันตระ เป็นวรรณกรรมพระพุทธศาสนาที่พวกพราหมณ์ปรับปรุงขึ้นใหม่ นิทานในคัมภีร์
ปัญจตันตระกับนิทานชาดกมีลักษณะคล้ายคลึงกัน และมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับคัมภีร์
เวตาลปัญจวีสติกา (นิทาน ๒๕ เร่ืองของเวตาล) นิทานเวตาลกบั นิทานชาดกที่เหมือนกนั หรอื
คล้ายคลึงกัน เช่น นิทานชาดกเร่ืองท่ี ๑๔๕ กับนิทานเวตาลเร่ืองที่ ๒๑ นิทานชาดกเร่ืองท่ี
๕๒๗ กบั นทิ านเวตาลเร่ืองท่ี ๑๖ นิทานชาดกเรอื่ งที่ ๒๐๐ กับนิทานเวตาลเรอ่ื งที่ ๒ เปน็ ต้น๓๙
อยา่ งไรกต็ ามยงั มีความเช่ือว่า วรรณกรรมโลกท่ีมเี รอื่ งเทวดานั้น มีแหล่งกาเนิดรว่ มกัน
ในคัมภีร์ตันตราขยายิกของศาสนาพราหมณ์ก็มีความสัมพันธ์กับชาดกเหมือนกัน คือ
นิทานเร่ืองสิงโตและวัวเป็นเพื่อนกนั ถูกหมาป่าแยกออกจากกันแล้วฆ่ากินท้ังสองตัว ในชาดก
เรือ่ งที่ ๓๔๙ มีเคา้ โครงเร่ืองเหมือนกับในคัมภรี ์ตันตราขยายิกเลม่ ๑ นทิ านชาดกเรอ่ื งลงิ ฉลาด
กวา่ จระเข้ มกี ล่าวไวใ้ นคัมภีร์ตันตราขยายกิ เล่ม ๔
นทิ านชาดกเร่อื ง วธิ ุรบณั ฑติ อามาตย์ของพระเจ้ากรุ ุ ในคัมภีรม์ หาภารตะเขียนเป็น
วิทูร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าธฤตราษฏร์ จะเห็นว่า
เหมือนกันโดยเนื้อหา แตแ่ ตกต่างกนั เพียงดา้ นภาษาเท่านนั้
นิทานชาดกท่ีเกี่ยวกับการพลัดพรากจากเมอื ง เช่น เร่ืองทศรถชาดก ชาดกท่ี ๔๖๑
ว่าด้วยพระเจ้าทศรถ๔๐ อาจจะไดม้ าจากเรอื่ งรามายณะของพราหมณ์
๓๘ร.ศ. พัฒน์ เพ็งผลา, ชาดกกับวรรณกรรมไทย, พิมพ์คร้ังที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
สานกั พมิ พม์ หาวิทยาลัยรามคาแหง, ๒๕๓๕), หนา้ ๑๑.
๓๙ เร่ืองเดียวกัน.
๔๐ขุ.ชา.เอกาทสก. (ไทย) ๒๗/๘๔-๙๖/๓๖๘-๓๖๙.
๒๓
เรื่องพระเวสสันดรชาดก ตอนท่ีพระเวสสันดรถูกเนรเทศออกจากพระนคร ตอน
พรรณนาชมปา่ เขาลาเนาไพร มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกบั เรอ่ื งพระรามเดินป่า ในคัมภีร์ รา
มายณะของพราหมณ์
บทสนทนาของตัวละครในชาดกก็เหมือนหรือคล้ายคลึงกับบทสนทนาในคัมภีร์
อุปนิษัท โดยเฉพาะอย่างย่ิงบทสนทนาในอิติหาสะของคัมภีร์มหาภารตะในศาสนาพราหมณ์
นิทานชาดกเรื่องที่ ๕๓๐ เหมือนกับคาสนทนาในคัมภีร์อิติหาสะซึ่งเป็นบทคัดมาจากคัมภีร์
ปรุ าณะเกา่ ของพราหมณ์
นิทานชาดกนอกจากจะมีแหล่งกาเนิดมาจากนิทานเก่าแก่ในศาสนาพราหมณ์แล้ว
ยงั ได้มาจากคัมภรี ข์ องศาสนาเชน๔๑ดว้ ย
(๒) นทิ านเก่าแก่ของกรีก
ประเทศกรกี เป็นประเทศเก่าแก่ประเทศหนงึ่ เช่นเดยี วกับอินเดียเปน็ แหล่งหรอื เป็นอู่
อารยธรรมของโลกแห่งหน่ึง ได้สะสมและรวบรวมอารยธรรมไว้เป็นเวลานาน อารยธรรมของ
กรีกนั้น ได้แพร่หลายไปยังส่วนต่างๆ ของโลกรวมทั้งอินเดียด้วย ในขณะเดียวกันอารยธรรมของ
อนิ เดียก็ยังไดแ้ พรห่ ลายไปยงั ประเทศอนื่ ๆ รวมทงั้ กรีกดว้ ยเชน่ เดียวกนั
กรีก กับอินเดียมีความสัมพันธ์กันทางด้านการค้ามาเป็นเวลาช้านาน ก่อนท่ี พระ
เจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก ยกทัพบุกอินเดียในปี พ.ศ. ๒๑๖๔๒ พระเจ้า อเล็กเล็ก
ซานเดอร์มหาราชได้สวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๐ ท่ีกรุงบาบิโลนแห่งลุ่มแม่นา้ ไทกริสและยูเฟร
ตสิ
ด้วยความสัมพันธ์กันน้ี จึงเป็นสาเหตุหน่ึงที่ทาให้นิทานกรีกแพร่เข้ามาปรากฏใน
อนิ เดยี และนทิ านของอินเดยี ก็ได้แพร่เข้าไปปรากฏในนิทานกรีกดว้ ยเช่นกนั นิทานของกรีกท่ีมี
๔๑ศาสนาเชน เป็นศาสนาหนึ่งในอินเดีย ศาสดาชื่อมหาวีระ มี ๒ นิกายคือ นิกายทิคัมพรหรือ
พวกชีเปลือย และนิกายเศวตัมพร หรือเศวตามพร หรือพวกนุ่งผ้าขาว ใช้ภาษาปรากฤตเป็นภาษาทาง
ศาสนา ถือมั่นในหลักอหิงสาและมังสวิรัติ ชินหรือไชนะก็ว่า, ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับ
ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, หนา้ ๓๘๗.
๔๒เสถียร โพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา, (พระนคร : โพธิสามต้น, ๒๕๑๓), หน้า
๒๐๖.
๒๔
ปรากฏในนิทานชาดก ได้แก่ นิทานอีสป เพราะฉะนั้น ขอกล่าวถึงอีสป นิทานอีสป และ
ความสมั พนั ธ์ระหว่างนทิ านอสี ปกับนทิ านชาดก มปี ระวตั ขิ องอสี ปผู้แตง่ นิทานอีสปโดยยอ่ ว่า
อสี ป (Aesop) เกิดทีต่ าบลฟรีเจีย ในเกาะซามอส (Samos) ซ่งึ เปน็ เกาะเล็ก ๆ ในหมู่
เกาะกรชี (Greece) มีชวี ิตอย่ใู นราวศตวรรษที่ ๖ ก่อนครสิ ตกาล อสี ปมีชีวิตอาภพั มาตัง้ แต่เกิด
โดยเกิดเป็นทาส มีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่มีสติปัญญาดี ต่อมาอีสปเข้าไปอยู่ในราชสานักของ
กษัตริย์ครีซัส (Court of Croesus) แห่งอาณาจักรลิเดีย (Lydia) แห่งเอเชียไมเนอร์ (Asia
minor) มีหน้าที่เล่านิทานถวายจนได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระแก่ตนเอง อีสปมีความฉลาด
มากจนได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญประจาราชสานกั ของกษัตริย์ครีซัส ต่อมา
อีสปยังได้เป็นหนึ่งในเจ็ดนกั ปราชญก์ รีช ตาแหน่งสดุ ท้ายของอสี ป คือ ราชทูตประจาเทวสถาน
แห่งเมืองเดลฟี (Delphi, Greece) และถึงแก่กรรม ณ ที่น่ีเอง นิทานอีสปแรกเริ่มนั้น เล่ากัน
แบบมขุ ปาฐะ คือ เล่ากนั ดว้ ยปากเปล่า ตอ่ มามีผรู้ วบรวมเป็นตวั อักษร พมิ พ์เป็นหนังสือ และมี
การแปลนิทานอีสปเป็นภาษาของชาตติ ่าง ๆ ไปทว่ั โลก
นทิ านอีสปไดแ้ พร่เข้ามาในประเทศไทยสมยั อยุธยา ในรชั สมยั สมเด็จพระนารายณ์
มหาราช เพราะในสมัยนั้นมีชาวกรีซคนหนึ่งชื่อ คอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine
phaulkon) หรือ เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ได้เข้ามามีบทบาทสาคัญในราชสานักอยุธยาสมัยน้ัน
ต่อมามีผู้แปลนิทานอีสปเป็นภาษาไทย เช่น นิทานอีสป ซึ่งแปลโดย ยศ วัชรเสถียร๔๓ หนังสือ
ส่งเสริมการอ่านระดับมัธยมศึกษาข้ึนไป เรื่องนิทานอีสป แปลโดยสิทธา พินิจภูวดล, วิริยา
วัฒนวรางกูร ๔๔ เป็นต้น
นิทานชาดกกับนิทานอีสป มีความสัมพันธก์ ัน ๒ ประการ คือ ๑. ด้านโครงเรื่อง ๒.
ดา้ นความสัมพันธท์ างแนวความคิด
๑. ด้านโครงเรื่อง นิทานชาดกและนิทานอีสป มีโครงเรื่องสั้น ยาว และ
สลับซับซ้อน สาหรับโครงเร่ืองซับช้อนนั้นมีในนิทานชาดก ไม่มีในนิทานอีสป นิทานท้ังสอง
๔๓ยศ วัชรเสถียร, นิทานอีสป จากภาษาอังกฤษฉบับประยุกต์โดย Joseph Jacobs, (พระ
นคร : แพร่พิทยา, ๒๕๐๕).
๔๔สิทธา พนิ ิจภวู ดล, วิริยา วัฒนวรางกูร, หนังสือส่งเสริมการอา่ นระดับมธั ยมศึกษาขึ้นไปเรือ่ ง
นิทานอีสปของ S. A. Handford, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๓๗).
๒๕
ประเภทมีความแตกต่างกันในรายละเอียด ดังน้ัน นิทานท้ังสองจึงมีโครงเรื่องเหมือนกัน แต่มี
รายละเอียดแตกตา่ งกนั เช่น ในชาดกเรื่องที่ ๓๐๘ “ชวสกุณชาดก” ว่าด้วยราชสีห์ไม่รคู้ ุณนก
หัวขวาน๔๕ เหมือนกับเรื่อง “หมาจ้ิงจอกกับนกกระสา” ในนิทานอีสป เร่ืองโดยย่อว่า หมา
จิ้งจอกตัวหน่งึ ก้างปลาติดคอ ไปว่าจ้างให้นกกระสาเอาก้างปลาออกจากคอ เม่ือนกกระสาเอา
ก้างปลาออกจากคอแล้วจึงทวงค่าจ้าง หมาจ้ิงจอกไม่ยอมจ่ายให้ แต่ในเรื่องนิทานชาดก ตัว
ละครเป็นราชสีห์กับนกหวั ขวาน นกไม่ไว้ใจราชสีห์เอาไม้ค้าปากไว้ แล้วจึงสอดจะงอยปากเขา้
ไปเขี่ยปลายกระดูกทีข่ วางคอให้ตกไปแล้วจึงเจาะไมท้ ่ีค้าปากออก วันหน่ึงราชสีห์กาลงั กนิ เนอื้
นกหัวขวานอยากจะลองใจวา่ ราชสหี ์จะคดิ ถงึ บุญคณุ หรอื ไม่ จึงกลา่ วอา้ งอุปการคุณของตนแล้ว
ขอกินเน้ือ ราชสีห์ตอบว่า เมื่อเจ้าเคาะกระดูกที่ติดคอข้า เจ้าก็ได้กินเนื้อตามซอกฟันของ
ข้าพเจ้าอยู่แล้ว เจ้านกหัวขวานเอ๋ย ในวันนั้น ขณะที่เจ้าอยู่ในปากของเรา เจ้าเอาชีวิตรอด
ออกมาได้กน็ ับวา่ เปน็ บุญของเจ้าแลว้ ละ เจ้าจะเอาอะไรอีก นกหวั ขวานได้ฟงั เชน่ นนั้ แลว้ กล่าว
เปน็ คาถาว่า
ผู้ไม่ร้อู ุปการคุณที่ผู้อนื่ ทาแล้ว ผู้ท่ีไม่เคยทาความดีอยา่ งใดอย่างหนึ่งแก่ใครท่ี
ไม่ตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อ่ืนทาให้แล้ว น่าตาหนิ ความกตัญญูไม่มีในผู้ใดการคบหา ผู้นั้นก็ไร้
ประโยชน์ แมอ้ ุปการคณุ ที่กระทาตอ่ หน้ามติ รธรรมยังหาไมไ่ ด้ในบุคคลใด บณั ฑิตไมร่ ิษยา ไมด่ ่า
บคุ คลนนั้ พึงคอ่ ยๆ หลกี หา่ งออกจากบุคคลน้นั ไปเสีย
แม้นิทานชาดกเร่ืองอ่ืนๆ เช่น ชาดกเรื่องท่ี ๑๘๙ “สีหจัมมชาดก” ว่าด้วยลา
ปลอมตัวเป็นราชสีห์เหมือนกับนิทานอีสปเรื่อง “ลาในหนังราชสีห์” ชาดกเร่ืองที่ ๑๓๖ “สุ
วัณณ หังสชาดก” ว่าด้วยพญาหงส์ทองถูกถอนขนเหมือนกับนิทานอีสปเรื่อง “ห่านไข่เป็น
ทอง” ชาดกเรื่องท่ี ๑๔๓ “วิโรจนชาดก” ว่าด้วยคนถูกเยาะเย้ยว่ารุ่งเรือง เหมือนกับนิทาน
อีสปเรื่อง “หมาจิ้งจอกกับราชสีห์” ชาดกเรื่องที่ ๔๒๖ “ทีปิชาดก” ว่าด้วยเสือเหลือง
เหมือนกับนิทานอีสปเร่ือง “หมาป่ากับลูกแกะ” และชาดกเร่ืองท่ี ๔๓ ว่าด้วยงูเวฬุกะ
เหมอื นกบั นทิ านอีสปเรื่อง “ชาวนากับงเู ห่า”๔๖
๔๕ ข.ุ ชา.จตุกฺก. (ไทย) ๒๗/๒๙-๓๒/๑๖๒.
๔๖ เฉลิม มากนวล, การวเิ คราะห์และเปรยี บเทยี บนิทานชาดก กบั นทิ านอสี ป, หน้า ๑๖๓.
๒๖
๒. ดา้ นความสัมพนั ธท์ างแนวความคิด แบง่ เป็น ๒ ชนิด คือ ๑) แนวความคิด
ตรงกนั และ ๒) แนวความคิดแตกตา่ งกนั ดงั นี้
๑) แนวความคิดตรงกัน
นิทานชาดกและนทิ านอีสปมีแนวความคิดหลายเร่อื งท่ีตรงกัน แต่ตัวละครและการ
ดาเนนิ เร่อื งแตกต่างกัน เช่น
(๑) การช่วยเหลือสัตวร์ ้าย เป็นเหตุนามาซึ่งความหายนะหรือความตาย สัตว์
ร้ายในนิทานอิสป เช่น เรื่อง “ชาวนากับงูเห่า” ชาวนาเมตตางูเห่าซ่งึ นอนตัวแข็งอยู่ดว้ ยความ
หนาว เมื่อมีความอบอุ่นและมีกาลัง ก็กัดชาวนาตาย๔๗ นอกจากนี้ ยังมีเร่ือง “ชาวนากับงู
พษิ ” “คนตดั ต้นไมก้ บั งูพษิ ” นทิ านชาดกทม่ี ีแนวความคิดเช่นเดียวกนั น้ี เช่น ชาดกเร่ืองท่ี ๔๓
“เวฬุกชาดก” ว่าด้วยงูเวฬุกะ๔๘ ฤษีเลี้ยงงูไว้ จนในท่ีสุดถูกงูกัดตาย และชาดกเร่ืองท่ี ๑๖๑
“อนิ ทสมานโคตชาดก” วา่ ด้วยอนิ ทสมานโคตรดาบส ดาบสรูปหนึง่ เลย้ี งชา้ งกาพรา้ แม่ไว้จนช้าง
นั้นตกมัน เมอ่ื ดาบสนาอาหารไปให้ ชา้ งกเ็ หยียบดาบสตาย
(๒) ความรักทาให้เกิดความเส่ือมหรือหลงในนิทานอีสป เช่น เรื่อง “ราชสีห์
กับความรกั ” ราชสหี ์หลงรกั หญงิ สาวทเ่ี ป็นนางมนุษย์ จึงไปหาพอ่ แม่ขอแต่งงานกับนาง แตพ่ ่อ
แม่ของนางไมป่ รารถนาจะยกลกู สาวให้ จงึ ออกอบุ าย ใหร้ าชสหี ์ถอนฟนั และเขี้ยวเล็บออก เพ่ือ
ไม่ให้ลูกสาวตนเป็นอันตราย ราชสีห์กาลังหลงรักจึงยอมทาตาม พอราชสีห์ถอนเข้ียวเล็บออก
พ่อแม่เจา้ สาวจงึ ไลร่ าชสีห์ไป
นิทานชาดกที่มีแนวคิดลักษณะน้ี เช่น ชาดกเรื่องที่ ๙๓ “วิสสาสโภชนชาดก”
ว่าด้วยภัยเกิดจากคนผู้คุ้นเคยกัน พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีคิดจะฆ่าราชสีห์
ที่มาหลงรักนางเน้ือจึงได้เอายาพิษทากายนางเน้ือ ราชสีห์ไม่พิจารณาเลียขนนางเนื้อที่ตน
รัก ต้องถึงแก่ความตาย แม้ในชาดกเร่ืองที่ ๑๓ “กัณฑิชาดก” ว่าด้วยเรื่องที่น่าตาหนิคนมี
๔๗ เรือ่ งเดียวกัน, หน้า ๑๖๖.
๔๘ คาว่า เวฬกุ เป็นชื่อของไม้ไผ่ งชู อื่ วา่ เวฬกุ ะเพราะนอนอย่ใู นปล้องไมไ้ ผ่, ขุ.ชา.เอกก. (ไทย)
๒๗/๔๓/๑๘.
๒๗
ลูกศรเป็นอาวุธ เป็นต้น๔๙ เร่ืองท่ี ๑๕๙ “โมรชาดก” ว่าด้วยนกยูง และ เรื่องท่ี ๓๔ “มัจฉ
ชาดก” ว่าด้วยพญาปลา (ว่าด้วยความหึงหวง) เป็นต้น
๒) แนวความคิดแตกตา่ งกัน
นิทานชาดกและนิทานอสี ปมีจุดมุ่งหมายท่ีจะสอนต่างกัน แต่มีโครงเรอ่ื งเหมอื นกนั
หรือคล้ายคลึงกัน เช่น ในนิทานอีสปเร่ืองสุนขั จ้ิงจอกกับกา สุนัขจิ้งจอกอยากกินเนยแข็งที่กา
คาบมา จึงกล่าวชมกาว่ามันสวยงามมีเสียงไพเราะ กาหลงเชื่อจึงร้องออกมา เนยแข็งก็ตกมา
จากปาก สุนัขจึงได้กินเนยแข็ง ในนิทานชาดกเรื่องท่ี ๒๙๔ “ชัมพุขาทกชาดก” ว่าด้วยสุนัข
จง้ิ จอกอยากกินลูกหวา้ ๕๐ พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาตเิ ปน็ รุกขเทวดา ตเิ ตียนกากับสนุ ัขจิ้งจอกที่
กลา่ วยกย่องคุณอันไม่มีในตนแก่กนั และกัน สุนัขจ้ิงจอกตัวหนึง่ ต้องการจะลวงกากินลูกหว้าจึง
แสร้งสรรเสรญิ กาว่า
ใครน่ัน มีเสียงหยดย้อยยอดเยี่ยมกว่าสัตว์ที่มีเสียงไพเราะท้ังหลาย จับอยู่ที่ก่ิงต้น
หว้า เจรจาด้วยสาเนียงอันน่าพอใจ คล้ายลูกนกยูง กาสรรเสริญตอบสุนัขจิ้งจอกว่า กุลบุตร
รู้จักสรรเสริญกุลบุตรด้วยกัน นี่ท่านผู้มีผิวพรรณเช่นกับลูกเสือโคร่ง เชิญท่านบริโภคเถิด
เราจะให้ลกู หวา้ สุกแก่ท่าน๕๑
นทิ านอสี ปสอนว่า “อยา่ เชื่อคายอทไ่ี มม่ ีมูลความจริง” สว่ นนทิ านชาดกสอนวา่ “ไม่
ควรกลา่ วยกยอคณุ ซ่งึ ไม่มีในตนและผู้อนื่ ”
(๓) นิทานเกา่ แก่ของเปอร์เซีย
จักรวรรดิเปอร์เซีย (Conquest of Persia) หรืออิหร่าน เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่
และเก่าแก่มาต้ังแต่สมัยพระเจ้าไซรัส (Cyrus) และสมัยพระเจ้าดาเรียสท่ี ๑ (King Darius I)
(ดารอิ สุ ) ได้ยึดเทือกเขาอนิ ดัส (Indus Mountain range) ประมาณปี ๕๑๘ ก่อนครสิ ตศักราช
๔๙ (มมร. วา่ ดว้ ยผูต้ กอยใู่ นอานาจหญิง), มหามกุฎราชวิทยาลยั , พระสตู รและอรรถกถาแปล ขุ
ททกนกิ าย ชาดก เลม่ ท่ี ๓ ภาคที่ ๑, หน้า ๒๔๖-๒๔๙.
๕๐ ข.ุ ชา.ติก. (ไทย) ๒๗/๑๓๐-๑๓๒/๑๔๙-๑๕๐.
๕๑ ขุ.ชา.ตกิ . (ไทย) ๒๗/๑๓๐-๑๓๑/๑๕๐.
๒๘
เปอร์เซียและอินเดียเป็นประเทศเพ่ือนบ้านท่ีใกล้ชิดกันในสมัยน้ัน และชาวเปอร์เซียก็มี อารย
ธรรมสูงกว่าชาวอินเดยี ๕๒
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) เป็นศาสนาเก่าแก่โบราณของเปอร์เซียเกิด
ข้ึนมาก่อนพระพุทธศาสนาประมาณ ๔๐๐-๑๐๐ ปี มีคัมภีร์อเวสตา หรือเซ็นต์อเวสตา นับถือ
อาหุรามัสดาเปน็ พระเจ้าผู้สงู สุด เป็นพระเจ้าแห่งแสงสว่าง ต่อสู้กับมารร้ายคือ อหริมัน (เจ้า
แห่งความมดื )๕๓
ชาวเปอร์เชียนับถือพระอาทิตย์ นับถือไฟเป็นตัวแทนแห่งพระอาทิตย์และให้
ความสาคัญแก่ไฟตลอดมา เมื่อโซโรอสั เตอรต์ ัง้ ศาสนาข้ึนใหม่ กย็ งั คงนบั ถือไฟอยนู่ ่นั เอง
ศาสนาโชโรอสั เตอร์ มีอิทธิพลต่อพระพุทธศาสนาด้วย เช่น การบูชาพระอาทิตยช์ ่ึง
มี กลา่ วในพระสูตรคมั ภรี ์ฑฆี นกิ าย “อาทิตตสตู ร” ว่าดว้ ยสงิ่ ทีเ่ ป็นของร้อน๕๔ “อาทิตตปริยาย
สูตร” วา่ ดว้ ยอาทิตตบรรยาย๕๕ และในชาดกเรอื่ งท่ี ๑๗๕ “อาทจิ จปุ ฏั ฐานชาดก” ว่าด้วยลิง
ไหว้พระอาทิตย์๕๖ แม้ในพระพุทธศาสนามหายานก็มีชื่อพระโพธิสัตว์ ชึ่งมีความหมายถึง
พระอาทติ ย์ เชน่ พระอมิตาภะ พระไวโรจนะ พระทปี งั กร พระโคดมพุทธเจ้าทรงมพี ระนามว่า
อาทิตยพุทธะ และมีผู้สันนิษฐานว่า ลัทธิบูชาพระอาทิตย์ อาจมาจากศาสนาโซโรอัสเตอร์ มี
พิธีกรรมพื้นบ้านของอินเดียที่เกี่ยวกับพระอาทิตย์ เทพนิยายเก่ียวกับพระอาทิตย์ แม้
จนกระท่ังพระนามของ พระโพธิสัตว์ท่ีมีชื่อเก่ียวกับพระอาทิตย์ดังกล่าวแล้ว หลักธรรม ๖
ประการในศาสนาโซโรอัสเตอร์ อาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งคาสอนในพระพุทธศาสนาเพราะมี
ลักษณะคล้ายกัน การบูชาไฟซึ่งเป็นตัวแทนพระอาทิตย์มีอิทธิพลต่อแนวความคิดเรื่องไฟใน
พระพุทธศาสนา รวมทั้งพิธีกรรมในพระพุทธศาสนาในอินเดียอาจจะมีแหล่งกาเนิดมาจาก
ศาสนาโชโรอัสเตอร์
๕๒ร.ศ. พัฒน์ เพ็งผลา, ชาดกกบั วรรณกรรมไทย, หน้า ๑๕.
๕๓หลวงวิจิตรวาทการ, ศาสนาสากล, (กรุงเทพมหานคร : ส.ธรรมภักดี, ๒๔๙๓), หน้า ๓๕๒-
๓๕๔.
๕๔ส.ส. (ไทย) ๑๕/๔๑/๕๗-๕๘.
๕๕ส.สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๓๕/๒๓๐-๒๓๓.
๕๖ข.ุ ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๔๙/๗๖.
๒๙
นิทานชาดก นอกจากจะมีกาเนิดมาจากนิทานเก่าแก่ของที่ต่าง ๆ กันแล้ว นิทาน
ชาดกยังเป็นแหล่งกาเนิด เป็นท่ีมาของนิทานชาติต่าง ๆ เช่น กรีก เปอร์เซีย ฯลฯ ด้วย เมื่อ
อนิ เดยี กบั กรกี ได้ตดิ ต่อกนั มากอ่ นที่พระเจา้ อเล็กซานเดอรม์ หาราชจะรกุ รานอนิ เดียเสยี อกี ชาติ
ต่าง ๆ ท่ีเปน็ ทางผ่านจากอินเดยี ไปยังกรีกก็ยังได้รับเอานิทานอินเดีย โดยเฉพาะนทิ านชาดกไป
ด้วย นิทานชาดกได้แพร่หลายจากอินเดียไปถึงเปอร์เซีย จากเปอร์เซียไปถึงเอเชีย ไมเนอร์และ
บริเวณแถบแม่น้ายูเฟรติส ชนชาติเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กับอินเดียในศตวรรษท่ี ๖ ก่อนคริสต์
ศาสนา
มหี ลกั ฐานปรากฏในศิลาจารกึ ของพระเจ้าดาเรียส (ดาริอุส) มหาราช (King Darius
the Great) ในปีค.ศ. ๕๒๑-๔๘๕ ก่อนคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลาจารึกหลักหน่ึง ที่
เปอรซ์ โิ ปลสิ (Persipolis) กล่าวถงึ ชาวฮินดแู ละชาวคนั ธาระไดน้ าบรรณาการมาถวายพระองค์
และมีหลักฐานอีกอย่างหนึ่งว่า อักษรเก่าแก่ของอินเดียได้มาจากพวกเซมิติก (Semitiese) ใน
นิทานชาดกเร่ืองท่ี ๓๓๙ “พาเวรุชาดก” ว่าด้วยความเส่ือมลาภของกาในแคว้นพาเวรุ๕๗
กล่าวถึงการเดินทางเรือจากอินเดียถึงบาเวรุ (Baveru) ชื่อนี้อาจจะเป็นช่ือ กรุงบาบิโลน
(Babylon)๕๘ และนิทานเปอร์เซียของเฮอร์โรโดทัส (Herodotus) ก็ได้อ้างถึงนิทานชาดกดว้ ย
แสดงให้เห็นว่านิทานชาดกได้เข้ามามีอิทธิพลแพร่หลายไปในประเทศเปอร์เซียและกลุ่ม
ประเทศอาหรับอ่ืน ๆ ด้วย
๑.๓ สรุปความรเู้ บื้องต้นเก่ยี วกับชาดก
ความหมาย
คาว่า “ชาดก” หมายถึง เร่ืองเล่าถึงพระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด
เสวยพระชาติ เป็นเทวดา เปน็ ฤษี เป็นพราหมณ์ เป็นคนวรรณะตา่ ง ๆ หรอื เปน็ สัตว์หลายชนิด
ไดผ้ จญกับเหตกุ ารณ์ดีบ้างชั่วบ้าง ทรงเพยี รพยายามทาความดีติดตอ่ กนั มาจนเป็นพระพุทธเจ้า
ในพระชาติสดุ ทา้ ย
๕๗ข.ุ ชา.จตกุ ก. (ไทย) ๒๗/๑๕๓-๑๕๖/๑๘๘.
๕๘พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก,
กรุงเทพมหานคร :บริษทั ด่านสทุ ธาการพมิ พ์ จากดั , ๒๕๕๒), หนา้ ๑๐.
๓๐
เรื่องชาดกเป็นวิวฒั นาการแห่งการบาเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าต้ังแตย่ ัง
เป็นพระโพธิสัตว์ ในอรรถกถาประชุมชาดกว่า ผู้ใดในชาดกเร่ืองน้ันกลับชาติมาเกดิ เป็นใครใน
สมัยพระพทุ ธเจ้า มีสาระสาคัญอยู่ท่ีคุณงามความดีและคติธรรมในนิทานชาดกเรื่องนั้น ๆ เม่ือ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ผู้ใดจะทรงยกชาดก ซึ่งเป็นนิทานอิงธรรมะมาเล่าเป็นวิธีการ
สอนแบบยกเอาเร่ืองราวนทิ านมาประกอบเพ่ือใหผ้ ฟู้ ังเขา้ ใจงา่ ย แทนท่จี ะสอนธรรมะโดยตรง
ชาดกในความหมายทางพระพทุ ธศาสนา มวี ิเคราะหร์ ูปศพั ท์ คาวา่ ชาดก แปลวา่ ผู้
เกดิ อ่านออกเสียงตามบาลีสนั สกฤตว่า “ชา-ตะ-กะ” (Jà-ta-ka) แปลว่า ผู้เกิดแล้ว เมอ่ื นาคาน้ี
มาใช้ในภาษาไทยจะออกเสียงเป็น ชา-ดก
ในพระไตรปิฎก ชาดกเป็นคัมภีร์หนึ่งใน ๑๕ คัมภีร์ขุททกนิกาย ได้แก่
๑) ขุททกปาฐะ ๒) ธรรมบท ๓) อุทาน ๔) อิติวุตตกะ ๕) สุตตนิบาต ๖) วิมานวัตถุ ๗) เปต
วัตถุ ๘) เถรคาถา ๙) เถรีคาถา ๑๐) ชาตกะ ๑๑) นิทเทส ๑๒) ปฏิสัมภิทามรรค ๑๓) อปทาน
๑๔) พุทธวงศ์ ๑๕) จรยิ าปฎิ ก
คัมภีร์ชาดก แบ่งออกเป็น ๒ ภาค มี ปฐมภาค คือพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ และ
ทตุ ิยภาค คือพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘
ชาดก เป็นหนึ่งในนวังคสัตถุศาสน์ คือ คาสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ได้แก่ (๑)
สุตตะ (๒) เคยยะ (๓) เวยยากรณะ (๔) คาถา (๕) อุทาน (๖) อิติวตุ ตกะ (๗) ชาตกะ (๘) อัพภูต
ธรรม (๙) เวทัลละ
ชาดกในความหมายของนักวิชาการ มีความหมายแบ่งเป็น ๓ อย่าง คือ ๑) ชาดก
คือเร่ืองราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ๕๕๐ ชาติ
กอ่ นท่ชี าตสิ ดุ ทา้ ยได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ๒) ชาดก คือคาสอนของพระพุทธเจ้าทาง
พระพุทธศาสนาอย่างหนึ่งใน ๙ อย่างเรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ และ ๓) ชาดก เป็นคัมภีร์หนึ่ง
ใน ๑๕ คมั ภรี พ์ ระสุตตันตปฎิ ก ขทุ ทกนกิ ายชาดก ในพระไตรปฎิ ก ๔๕ เลม่ ชาดกแบ่งเป็นเล่ม
ท่ี ๒๗ ชาดกภาคที่ ๑ และเล่มที่ ๒๘ ชาดกภาคที่ ๒
ความเปน็ มาของชาดก
ชาดกเป็นเรื่องเก่า มีมาก่อนพุทธกาลประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ลงมาถึง ๑๐๐ ปี ท่ี
ปรากฏในพระสุตตนั ตปิฎกและในพระวินยั ปิฎก ในบาลีพระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ขุททก
๓๑
นิกาย ชาดก ภาค ๑ เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ และพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดกภาค
๒ เปน็ พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๒๘ คาถาในชาดกนี้แบง่ เป็น ๓ ประเภท คอื
ประเภทที่ ๑ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารสมัยก่อน
พุทธกาล
ประเภทท่ี ๒ เป็นนิทานพ้ืนบ้าน ซึ่งมีอยู่ในถ่ินต่าง ๆ ของชมพูทวีปตลอดไปจนถึง
แถบอาหรับเปอร์เซีย
ประเภทท่ี ๓ เป็นนทิ านเทียบสภุ าษิต เช่น เร่ืองคนพดู กบั สตั ว์ สตั ว์พดู กบั สัตว์ หรือ
เทวดาแสดงธรรม
ความเปน็ มาของอรรถกถาชาดก
อรรถกถา เป็นชื่อคัมภีร์หรือหนังสือที่แต่งอธิบายคาหรือความที่ยากใน
พระไตรปิฎกให้เข้าใจง่ายข้ึน ขยายความให้เห็นชัดเจนขนึ้ แสดงทัศนะและข้อวนิ ิจฉัยของผู้แต่ง
สอดแทรกเขา้ ไว้ เปน็ คมั ภรี ์ไขความพระไตรปิฎกเรยี กว่า คมั ภรี ์อรรถกถา ปกรณ์อรรถกถา หรือ
อรรถกถา
ชาดกมแี หลง่ ทม่ี าจาก ๓ แหล่ง คอื
๑) นิทานเก่าแกข่ องอินเดยี
๒) นิทานอสี ปของกรกี
๓) นทิ านเกา่ แกข่ องเปอรเ์ ซีย
นิทานชาดกกับนิทานอีสป มีความสัมพันธก์ ัน ๒ ประการ คือ ๑. ด้านโครงเร่ือง ๒.
ด้านความสัมพันธ์ทางแนวความคดิ คือ แนวความคดิ ตรงกนั และแนวความคิดแตกตา่ งกัน
นอกจากจะมีกาเนิดมาจากนิทานเก่าแก่ของท่ีต่างๆ กันแล้ว นิทานชาดกยังเป็น
แหลง่ กาเนิด เปน็ ทม่ี าของนิทานชาตติ ่างๆ เช่น กรกี เปอร์เซยี ฯ ดว้ ย และนทิ านชาดกไดเ้ ข้ามา
มีอทิ ธิพลแพร่หลายไปในประเทศเปอรเ์ ซียและกล่มุ ประเทศอาหรับอ่นื ๆ ดว้ ย
๓๒
บทที่ ๒
ความมงุ่ หมาย และมูลเหตุแห่งการเล่าชาดก
วตั ถุประสงค์การเรยี นประจาบท
เมอ่ื ได้ศกึ ษาเนือ้ หาในบทนแี้ ล้ว ผศู้ กึ ษาสามารถ
๑. อธบิ ายความม่งุ หมายของการแตง่ ชาดกได้
๒. อธบิ ายมลู เหตกุ ารเล่าขาดกได้
๓. อธบิ ายบ่อเกดิ นทิ านชาดกได้
๔. อธิบายองคป์ ระกอบของชาดกได้
๕. อธิบายโครงสร้างของอรรถกถาชาดกได้
๖. อธบิ ายการกาหนดโครงสรา้ งนทิ านชาดกได้
ขอบข่ายเนอ้ื หา
ความนา
ความม่งุ หมายของการแตง่ ชาดก
มูลเหตกุ ารณ์เล่านิทานชาดก
บ่อเกดิ นทิ านชาดก
องคป์ ระกอบของชาดก
โครงสรา้ งของอรรถกถาชาดกได้
การกาหนดโครงสร้างนิทานชาดกได้
๓๓
บทที่ ๒
ความมงุ่ หมาย และมลู เหตแุ ห่งการเลา่ ชาดก
๒.๑ ความม่งุ หมายของชาดก
ชาดกที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก ขุทททกนิกาย คือชาดกในพระไตรปิฎกเล่มที่
๒๗ ปฐมภาค หรือ ชาดกภาค ๑ และพระไตรปฎิ กเลม่ ท่ี ๒๘ ทุตยิ ภาค หรอื ชาดกภาค ๒ และ
อรรถกถาชาดก ไม่ไดก้ ลา่ วถงึ ความมุ่งหมายของชาดกไวโ้ ดยตรง เม่อื อ่านชาดกด้วยความพินิจ
พิจารณาก็จะเข้าใจความมุ่งหมายการแต่งชาดก ๓ ประการ คือ
๑. เพื่อใช้สอนธรรมะ
๒. เพื่อศึกษาธรรมะด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน
๓. เพื่อแก้ความสงสยั ของพระพุทธสาวก ดังน้ี
๒.๑.๑ เพือ่ ใชส้ อนธรรมะ
พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงอุปนสิ ัยของสรรพสัตว์ท้ังหลายในโลกว่า แต่ละคนมีกิเลส
มากน้อยแตกต่างกัน พระพุทธองค์จึงทรงคิดหาวิธีการสอนธรรมะเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย วิธีการ
สอนอย่างหน่ึง คือ การเล่านิทานพร้อมกับยกอุทาหรณ์อุปมาอุปไมย จึงทรงใช้นิทานชาดก
มาเป็นตัวนา เป็นสื่อกลาง เป็นอุปกรณ์ และเป็นอุทาหรณ์ จึงทรงแสดงธรรมะด้วยชาดก
เพอื่ ทาให้พทุ ธศาสนิกชนเขา้ ใจในธรรมได้แจ่มแจง้ ขน้ึ
ธรรมะ คอื คาส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ทีพ่ ระองค์ทรงตรัสรหู้ ลงั จากท่ีพระองคท์ รงใช้
ความเพยี รนานถงึ ๖ ปี เม่อื พระพุทธเจา้ ได้ตรสั รู้ใหมๆ่ และหลงั จากพระองค์เสวยวมิ ุตตสิ ุขแล้ว
พระองค์ทรงพิจารณาถึงธรรมะท่ีพระองคไ์ ด้ตรัสรู้วา่ เป็นธรรมะอันลกึ ซึ้ง สขุ มุ คมั ภีรภ์ าพยากที่
สัตว์ผู้ยินดีในกามคุณ ๕ ท่ียังพัวพัน ยินดีเพลิดเพลินอยู่ ไม่สามารถจะตรัสรู้ตามได้ “ถ้าเราจะ
พึงแสดงธรรม ผู้อ่ืนจะไม่เข้าใจธรรมอันลึกซ้ึงของเรา ข้อน้ันก็จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย
เปล่า ลาบากเปล่าแก่เรา” พระองค์ทรงท้อพระทัยจะตรัสสั่งสอน สหัมบดีพรหมจากพรหม
โลกได้ทูลอาราธนาขอให้พระองค์ได้โปรดแสดงธรรม เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีราคะ โทสะ
โมหะเล็กน้อยปิดบังดวงตา คือ ปัญญามีอยู่ สัตว์เหล่านน้ั จะเสื่อมถอยเพราะไม่ได้สดับธรรม
๓๔
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในหมู่สัตว์ทั้งหลายว่า บุคคลมีกิเลสน้อยเบาบางก็มี มีกิเลสหนาก็มี
สามารถรู้ธรรมะได้ง่ายก็มี รู้ธรรมะโดยยากก็มี ทรงเปรียบเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย
เหมือนกับดอกบัว ๓ เหล่าคือ ดอกบัวพ้นน้า ดอกบัวที่อยู่เสมอน้า ดอกบัวจมอยู่ใต้น้า ส่วน
อรรถกถาได้กล่าวถึงดอกบัวเหล่าที่ ๔ คือ ดอกบัวที่มีโรคยังไม่พ้นน้า เป็นอาหารของปลาและ
เต่าซึ่งมิได้ยกขึน้ สบู่ าลี ได้แก่ (๑) อคุ ฆฏติ ัญญู (๒) วปิ จิตัญญู (๓) เนยยะ (๔) ปทปรมะ
แลว้ เปรยี บอุคฆฏติ ญั ญู เป็นเหมอื นดอกบวั พ้นน้า ที่พอตอ้ งแสงอาทิตย์แล้วกบ็ านใน
วันนี้ เปรียบวิปจิตัญญู เป็นเหมือนดอกบัวอยู่เสมอน้าท่ีจะบานในวันรุง่ ข้ึน เปรียบเนยยะ เป็น
เหมือนดอกบัวจมอยู่ในนา้ ที่จะข้ึนมาบานในวันที่ ๓ ส่วนปทปรมะ เปรียบเหมือนดอกบัวที่มี
โรค ยังไม่พ้นน้า ไม่มีโอกาสขึ้นมาบาน เป็นอาหารของปลาและเต่า แล้วแบ่งบุคคลเป็น ๔
เหลา่ คอื
พวกท่ี ๑ อุคฆฏิตัญญู คือ บุคคลผู้มีบารมีแก่กล้า ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาโดยยอ่
ก็สามารถตรสั รูม้ รรคผลไดโ้ ดยทนั ที
พวกที่ ๒ วิปจิตัญญู คือ บุคคลผู้ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาโดยย่อ แล้วไม่
สามารถบรรลธุ รรมได้ ต่อเมือ่ มกี ารจาแนกอรรถาธบิ ายธรรมะออกไปโดยพิสดารจงึ ตรัสรู้มรรค
ผลได้
พวกที่ ๓ เนยยะ คือ บุคคลผู้ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาโดยยอ่ และพิสดารแล้ว ก็ยัง
ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ต่อเมื่อกระทามนสิการด้วยอุบายปัญญา คบหากัลยาณมิตร บาเพ็ญ
กิจพากเพียรในสมถะ วปิ สั สนากรรมฐานสืบไปจงึ จะสาเร็จมรรคผล
พวกท่ี ๔ ปทปรมะ คือ บุคคลผู้มีอุปนิสัยไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถจะบรรลุธรรมใดๆ
ไดแ้ มจ้ ะได้ฟังพระสทั ธรรมเทศนาโดยย่อและพิสดารแล้วก็ตาม๕๙
การสอนธรรมโดยพระโพธิสัตวม์ ใี นชาดกเรอื่ งกฬายมุฏฐิชาดก วา่ ด้วยลงิ ซัดลกู เดือย
ทิ้งทัง้ กามอื ในชาดกเรอื่ ง ธมั มทั ธชชาดก วา่ ด้วยการมธี รรมเป็นธงชัย และสงั กิจจชาดก ดังนี้
๕๙สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมาชิตชิโนรส, ปฐมสมโพธิกถา, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พ์การศาสนา, ๒๕๐๕), หน้า ๒๒๒-๒๒๓.
๓๕
๑) กฬายมฏุ ฐิชาดก วา่ ดว้ ยลงิ ซัดลกู เดือยท้งิ ทัง้ กามอื
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอามาตย์ทาหน้าที่ธรรมานุสาสกผู้สอนธรรมให้
พระราชาพระนามว่าพรหมทัต เมืองพาราณสี ต่อมาในฤดูฝนมีกบฏเกิดขึ้นที่ชายแดน
พระราชาจะยกทัพไปปราบปรามจึงต้ังค่ายไว้ที่สวนหลวง พระโพธิสัตว์ได้เข้าเฝ้าเพื่อคัดค้าน
แต่ยังหาโอกาสไม่ได้ ขณะนั้นพวกทหารได้นาถั่วดามาเพื่อเป็นอาหารม้ามาใส่ไว้ในราง มีลิงตัว
หน่ึงลงมาจากต้นไม้ฉวยเอาถ่ัวดาจากรางน้ันใส่จนเต็มปาก แล้วยังคว้าติดมือมาอีกกาหน่ึง
กระโดดข้นึ ตน้ ไม้ไปหวังจะนงั่ กิน บังเอิญมถี ั่วดาเม็ดหน่งึ หลุดจากมือล่วงลงบนพน้ื ดิน มนั ไดท้ ้ิง
ถ่ัวดาทั้งหมดทั้งท่ีในปากและที่มือแล้วลงจากต้นไม้มาหาถั่วดาเม็ดน้นั เมื่อไม่เห็นก็กระโดดขึ้น
ต้นไม้น่ังซึมเศร้าเสียใจอยู่บนก่ิงไม้นั้น พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมของลิงนั้น
ทั้งหมดจึงได้ตรัสถาม พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า “ขอเดชะ มหาราชเจา้ ลงิ โง่ตวั นหี้ ากินตาม
ก่งิ ไม้ ปัญญาของมันไม่มี จงึ สาดถ่วั ดาทงั้ หมดทง้ิ เพ่อื ถั่วดาเม็ดเดียว เปรยี บผู้โง่เขลาไรป้ ญั ญาไม่
มองเห็นประโยชน์ส่วนมาก มองเห็นประโยชน์ส่วนน้อยจึงเป็นเช่นน้ี” พระโพธิสัตว์จึง
เปรียบเทียบการท่ีลิงทิ้งลูกเดือยทั้งหมดแล้วลงจากต้นไม้มองหาลูกเดือยเมล็ดเดียวบนพ้ืนดิน
อุปมากบั พระราชายกพลในฤดูฝนอนั ยอ่ มเส่ือมจากประโยชน์มากเพราะเหตุประโยชน์เล็กน้อย
แล้วกราบทลู วา่
พวกเรากด็ ี ชนเหล่าอน่ื ก็ดี ที่มคี วามโลภจดั
จะเส่อื มจากประโยชน์สว่ นมาก
เพราะประโยชน์สว่ นนอ้ ยเหมือนลงิ เสื่อมจากลูกเดอื ย๖๐
พระราชาสดบั ถอ้ ยคานัน้ แลว้ กลับได้สติ จึงรบั ส่ังให้เลิกขบวนทพั เสด็จกลับเข้าเมือง
พาราณสี ฝ่ายพวกโจรเขา้ ใจวา่ พระราชาเสด็จออกจากเมืองมาปราบปรามก็ได้พากันหนไี ป
๒) ธัมมทั ธชชาดก ว่าดว้ ยการมีธรรมเป็นธงชัย
พระโพธสิ ตั ว์เสวยพระชาตเิ ปน็ พญานกมฝี ูงบรวิ ารท่ีเกาะกลางมหาสมุทร พอ่ ค้าชาว
กาสิกรัฐกลุ่มหนึ่งพากนั แล่นเรอื ไปยังมหาสมุทร โดยนาเอากาบอกทิศทางไปด้วย เรือเกิดแตก
ในกลางมหาสมุทร กาบอกทิศนั้นจึงบินไปถึงเกาะน้ันแล้วคิดวา่ จะหลอกกินไข่และลูกอ่อนของ
นกฝูงน้ี จึงบินไปยืนขาเดียวอ้าปากกินลมท่ามกลางฝูงนก กล่าวลวงแสดงตนเป็นผู้ประพฤติ
๖๐ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) ๒๗/๕๒/๗๗.
๓๖
ธรรมแสดงตนเป็นผู้วิเศษกล่าวว่า ถ้าเหยียบพื้นดิน ๒ ขาแล้วแผ่นดินก็ไม่สามารถจะทนทาน
ได้ และอ้าปากกินแต่ลมเท่านั้นไม่กินอาหารอื่น แล้วให้โอวาทนกทั้งหลายว่า “ดูก่อนญาติ
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงประพฤติธรรม ท่านท้ังหลายจงประพฤติธรรมอยู่เสมอ ๆ เถิด ความ
เจริญจะมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขท้ังโลกนีแ้ ละโลกหน้า” นกท้ังหลาย
ไม่รู้ว่า กาตัวน้ีพูดอย่างน้ีเพื่อจะโกหกกินไข่นกจึงได้กล่าวชมเชยว่า “กาตัวนี้เจริญดีจริงหนอ
ประพฤติธรรมอย่างสูง ยืนอยู่ด้วยเท้าข้างเดียวย่อมพร่าสอนแต่ธรรมแก่พวกเราเท่าน้ัน” นก
ท้ังหลายเชื่อฟังกาตัวทุศีลนั้นพากันบอกว่า “ท่านครับ เมื่อท่านไม่หาเหย่ืออย่างอื่น กินแต่ลม
เป็นอาหารเท่านั้น ถ้ากระน้ันขอท่านคอยดูแลไข่และลูกอ่อนของพวกเราด้วย” แล้วพากัน
ออกไปหาเหย่อื กนั กาทศุ ลี ไดโ้ อกาสจึงจิกกนิ ไข่และลูกอ่อนนกเหลา่ นน้ั จนเต็มทอ้ ง และพอนก
เหล่าน้ันมาก็ทาสงบเสง่ียมยืนขาเดียวอ้าปากอยู่เหมือนเดิม นกทั้งหลายมาแล้วไมเ่ ห็นลูกน้อย
ของตนจึงร้องว่า “ใครหนอกินลกู เรา” แตก่ ไ็ มส่ งสยั เพราะคดิ วา่ กาทุศลี นน้ั ประพฤตธิ รรม
ต่อมาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์คิดว่า เม่ือก่อนท่ีนี่ไม่มีอันตรายอะไรนับแต่กาตัวน้ี
มาแล้วอันตรายจึงเกิดขึ้น เราควรซุ่มจับกาตัวน้ี พระมหาสัตว์น้ันทาเหมือนไปหาเหยื่อกับนก
ท้ังหลาย แลว้ กลับมาซ่อนตัวอยใู่ นทีก่ าบงั ฝ่ายกาเหน็ วา่ นกท้ังหลายไปแลว้ จึงเลกิ ยนื ขาเดียวไป
หากนิ ไข่นกและลูกออ่ นแล้วกลับมายนื ขาเดียวอ้าปากดังเดมิ เมอ่ื นกทงั้ หลายกลับมาแล้ว พญา
นกเรยี กประชุมฝงู นกวา่ วนั น้ฉี นั ซมุ่ จับดูอนั ตรายของลกู เจ้าท้ังหลาย ได้เหน็ กาทุศีลตวั น้ี กินลูก
ของพวกเจา้ มาเถดิ เจา้ ท้ังหลายพวกเราจงล้อมจบั กาตวั นี้ เม่อื จับแล้วไดแ้ ลว้ กลา่ ววา่
กาตัวนี้พูดด้วยวาจาเป็นอย่างหนึ่ง แต่กระทาด้วยกายเป็นอย่างหน่ึง ประพฤติ
ธรรมแต่ปาก แต่กายไม่ประพฤติธรรม เพราะฉะนั้น ชื่อว่าไม่ทรงธรรม แสร้งทาตัวว่ามีธรรม
เป็นธงชัย ให้เขายกย่อง มันไม่ได้ต้ังอยู่ในธรรมเลย กาน้ีเป็นสัตว์มีถ้อยคาอ่อนหวาน มีใจรู้ได้
ยาก เปรยี บเหมอื นงูเหา่ หรือเปรยี บเหมือนคนผู้เอาธรรมบงั หน้า คนทุศลี ประเภทนี้คนโง่ รู้ได้
ยาก ท่านทั้งหลาย จงช่วยกันประหารกาตัวลามกด้วยจะงอยปาก ด้วยปีก และด้วยเท้าให้
มันพนิ าศไป กาตัวน้ไี มค่ วรอยูร่ ว่ มกับพวกเรา๖๑
มหาสัตว์พูดอย่างนแี้ ล้วตนเองกโ็ ดดข้ึน ใช้จะงอยปากจิกหัวของกานน้ั นกที่เหลือก็
พากันใช้จะงอยปากบา้ ง เลบ็ บา้ ง แขง้ บา้ ง ปกี บ้าง จิกตมี ันก็ถึงความสิ้นชีวติ ณ ที่นัน้ น่นั เอง
๖๑ขุ.ชา.ทกุ . (ไทย) ๒๗/๖๗-๖๘/๒๔๐
๓๗
๓) สงั กิจจชาดก ว่าด้วยสงั กจิ จฤๅษี
พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในเมืองพาราณสี มีพรหมทัตตกุมารเป็นพระโอรส
พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิเป็นบุตรปุโรหิตนามว่า สังกิจจกุมาร ทั้งสองเป็นสหายกันเจริญเติบโต
มาด้วยกันในราชนิเวศน์ ต่อมาพระราชาทรงโปรดให้พรหมทัตตกุมารเป็นอุปราชแล้วบังเกิด
ความโลภทรงดาริวางแผนจะปลงพระชนม์พระบิดายึดเอาราชสมบัติ จึงบอกความน้ันแกพ่ ระ
โพธสิ ัตว์
พระโพธิสัตว์จึงตรัสห้ามว่า ข้ึนช่ือว่า ปิตุฆาตกรรมเป็นกรรมหนักเป็นทางแหง่ นรก
ใคร ๆ ไม่อาจจะทากรรมอันนี้ได้ เม่ืออุปราชตรัสอุบายวิธีก็ถูกพระโพธิสัตว์ทูลทัดทานถึง ๓
คร้ังจึงเปล่ียนไปปรึกษากับพวกคนรับใช้ใกล้ชิดหาอุบายลอบปลงพระชนม์พระราชา พระ
โพธิสัตว์ทรงทราบถงึ พฤตกิ รรมนั้นจงึ หนไี ปบวชเป็นฤาษบี าเพ็ญฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว
ในปา่ หิมวันต์
ฝ่ายพระราชาให้คนฆ่าพระบิดาแล้ว ก็เสวยความสุขสบายในราชสมบัติ
ตลอดเวลาเพียงไม่นานนัก ต่อแต่นั้นมาก็สะดุ้งหวาดกลัวไม่ได้มีความสบายพระทัย
เหมอื นกับได้รับกรรมในนรก
ท้าวเธอทรงดาริถึงพระโพธิสัตว์ตลอดเวลาว่า สหายของเราได้ห้ามปรามว่า ปิตุ
ฆาตกรรมเปน็ กรรมอันหนักมาก แตเ่ ราไมเ่ ชอ่ื จึงหลบหนีไปเสีย ถา้ เขาอยใู่ นทน่ี ไี้ ชร้ คงไม่ให้เรา
กระทาปติ ฆุ าตกรรมแน่นอน
ครน้ั เวลาล่วงไปนานแลว้ พระโพธสิ ตั วจ์ ึงคิดว่า พระราชาทรงระลึกถงึ เรา เราควรไป
ในราชสานักน้ัน แล้วแสดงธรรมแก่ท้าวเธอ ทาให้ท้าวเธอหายหวาดกลัว จึงพร้อมด้วยดาบส
๕๐๐ เป็นบริวาร พากนั เหาะมาลงในอุทยานช่อื ทายปัสสะ นงั่ อยู่ ณ แผ่นศลิ า
คนเฝ้าสวนเห็นหมู่ฤาษีจึงได้ไต่ถาม เมื่อทราบว่าศาสดานามว่า “สังกิจจบัณฑิต” ก็จา
ได้แลว้ อาสาไปตามพระราชามาพบ พระโพธสิ ตั ว์ไดถ้ วายโอวาทแด่พระเจ้าพรหมทัตวา่
มหาบพิตร อธรรมเป็นเช่นหนทางที่ผิด สุจริตธรรมเป็นเช่นกับหนทางอันเกษม
พระองค์เมือ่ กาลกอ่ นไดร้ ับสัง่ แกอ่ าตมภาพว่าจกั ปลงพระชนม์พระบดิ าแล้วเปน็ พระราชาถึงถูก
คัดค้านห้ามไว้ก็มิได้เชื่อถ้อยคา ฆ่าพระบิดาแล้วทรงเศรา้ โศกอย่ใู นบัดน้ี ธรรมดาบุคคลผู้ไมท่ า
ตามโอวาทของบัณฑิตทง้ั หลายก็เหมือนบุคคลผู้ดาเนินไปในหนทางทมี่ ีโจร ยอ่ มถงึ ความพินาศ
๓๘
อย่างใหญ่หลวง ธรรมเป็นทางท่ีถูกส่วนอธรรมย่อมนาไปสู่นรก ๘ ขุม คือ ๑) สัญชีวนรก ๒)
กาฬสุตตนรก ๓) สังฆาฏนรก ๔) โรรุวนรก ๕) มหาโรรุวนรก ๖) มหาอเวจีนรก ๗) ตาปน
นรก ๘) ปตาปนรก
แล้วสอนให้ทรงคลายความรุ่มร้อนน้ัน ทูลว่า ธรรมชื่อว่าเป็นทางท่ีปลอดภัย ส่วน
อธรรมช่ือว่าเป็นทางที่ไม่ปลอดภัย เพราะว่าอธรรมนาสัตว์ไปสู่นรก ส่วนธรรมยังสัตว์ให้ ถึง
สคุ ต๖ิ ๒
๒.๑.๒ เพอ่ื ศกึ ษาธรรมะดว้ ยความสนกุ สนานเพลิดเพลนิ
เน่ืองจากธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง สุขุมคัมภีร์ภาพและยากที่จะ
เข้าใจ การศึกษาธรรมะเพอ่ื เข้าใจความหมายอนั ลึกซง้ึ และถกู ต้อง ยอ่ มมีความยากด้วย ฉะนน้ั
ธรรมะถึงแมจ้ ะดีและมีประโยชน์ แตเ่ ม่ือทาความเข้าใจยาก คนกไ็ มอ่ ยากศึกษาเล่าเรยี น เพราะ
เรียนไปแล้วไม่เข้าใจก็ไร้ประโยชน์ บางครัง้ คนเรยี นพยายามอ่านแล้วอ่านอีกกไ็ ม่เข้าใจ ในท่ีสุดก็
เกิดความเบอื่ หน่าย ทอ้ ถอย และหยุดศกึ ษาเล่าเรยี นธรรมะ
พระพุทธเจ้าทรงทราบอุปนิสัยของสรรพสัตว์ดี จึงทรงแสดงชาดกใน
พระไตรปิฎก ซ่งึ มีลักษณะเปน็ คาถา ตอ่ มาพระพทุ ธโฆสาจารย์ นักปราชญ์พระอรรถกถาจารย์
ผ้มู ชี อ่ื เสียง ได้แตง่ อรรถกถาชาดก โดยนาคาถาชาดกในพระไตรปิฎก มาเปน็ บทต้ัง หรอื บทนา
แล้วยกนิทานมาเล่าเป็นอุทาหรณ์และเปรียบเทียบกับธรรมะ ซ่ึงผู้ประพันธ์ได้แทรกหัวข้อ
ธรรมะไว้ในนิทานเร่ืองน้ันๆ ใช้วิธีแต่งชาดกโดยมีนิทานประกอบ นับเป็นกลวิธีอย่างหน่ึงของ
การแต่งคัมภีร์พระพุทธศาสนา วิธีการแต่งเช่นนีส้ ามารถทาให้ผู้ศึกษาธรรมะในพุทธศาสนาไม่
เกิดความเบ่ือหน่าย หรือท้อแท้ในการศึกษาธรรมะ เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินและเข้าใจ
ความหมาย อันลึกซงึ้ และถูกต้องของธรรมะนน้ั ๆ ด้วย
การศึกษาธรรมะด้วยความสนุกสนานเพลดิ เพลินและการเข้าใจธรรมะถกู ตอ้ ง ยอ่ ม
ให้ประโยชน์แก่ผู้ศึกษาเล่าเรียน ผู้ศึกษาก็พอใจและยินดีในการศึกษาธรรมะ และ
พระพุทธศาสนามน่ั คงสถิตสถาพรตลอดไป ตัวอย่างเช่น ศึกษาธรรมะเรื่องความโลภมากอยู่ใน
๖๒กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ เว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ เว้นประพฤติผิดในกาม เว้นพูดเท็จ เว้นพูด
ส่อเสียด เว้นคาหยาบ เว้นพูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภอยากได้ ไม่คิดปองร้าย เห็นชอบตามทานองคลองธรรม, ขุ.
ชา.สฏฐฺ ิ (ไทย) ๒๘/ ๘๑/๔๖.
๓๙
นิทานชาดกเร่ือง “สุวรรณหังสชาดก” เร่ืองตายเพราะปากอยู่ในนิทานชาดกเรื่อง “ติตติร
ชาดก” เร่ืองชื่อไม่ใช่ของสาคัญ อยู่ในนิทานชาดกเรื่อง “นามสิทธิชาดก” เร่ืองพระโพธิสัตว์
แบง่ แท่งทอง อยู่ในนิทานชาดกเรื่อง “กาญจนกั ขนั ธชาดก” ดังนี้
๑) สุวัณณหังสชาดก วา่ ด้วยพญาหงสท์ องถูกถอนขน
พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชย์อยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
หงส์ทอง ระลึกชาติได้วา่ ในชาติก่อนเกดิ เปน็ พราหมณม์ ีธิดา ๓ คนชอื่ นนั ทา นันทวดีและสุนัน
ทา พราหมณีและธิดามีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้นจึงคิดว่าจะให้ขนทอง จึงบินไปสลัดขนให้คร้ัง
ละหน่ึงขน จึงทาใหพ้ ราหมณีและธิดามง่ั คง่ั ขึ้น ตอ่ มาพวกนางต้องการทองมาก ๆ จงึ ปรกึ ษากัน
ว่าจะจับหงส์ทองถอนขนเสียให้หมด ด้วยเหตุแห่งการจับหงส์ทองถอนขนโดยพลการพระ
โพธิสัตว์มิได้ให้ดว้ ยสมัครใจจึงเป็นขนนกธรรมดา พระโพธิสัตวก์ ็บินไปไม่ได้เมื่อขนงอกข้ึนใหม่
กลายเป็นขนสีขาวไปหมด พญาหงส์ทองครั้นขนขึ้นเต็มตัวแล้วก็บินหนีไปไม่ได้กลับมาอีก
พระพทุ ธเจ้าตรัสวา่
บุคคลได้สิ่งใด ควรยนิ ดีส่ิงนน้ั
เพราะความโลภเกนิ ไปเปน็ ความชว่ั แท้
นางพราหมณีจบั เอาพญาหงสท์ องถอนขนแลว้ จึงเสอื่ มจากทองคา๖๓
๒) ตติ ตริ ชาดก วา่ ดว้ ยนกกระทา
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอุทิจจพราหมณ์ออกบวชเป็นฤๅษี บรรลุอภิญญา ๕
สมาบัติ ๘ คณะฤๅษีต้ังท่านเป็นอาจารย์ มีดาบสผอมถือมีดพร้าไปผ่าฟืน ดาบสอีกรูปหน่ึงนั่ง
ใกล้กนั พูดใหฟ้ ันตรงนน้ั ตรงน้ี ทาให้ดาบสผอมโกรธจึงใช้มีดพรา้ ฟันดาบสปากกล้าเสียชีวิต และ
ท่ีเชิงจอมปลวกใกล้อาศรมมีนกกระทาตัวหนึ่งทุกเช้าเย็นมันจะขันเสียงดัง อยู่บนจอมปลวก
พรานได้ยินเสียงนกจึงเดินตามมาฆ่ามันแล้วจับตัวไป พระโพธิสัตว์ดาบสชี้เหตุ ๒ ประการที่ทา
ใหน้ กกระทาถกู ฆ่าว่า
คาพดู ทด่ี ังเกนิ ไป รนุ แรงเกนิ ไป และพดู เกินเวลา
ย่อมฆ่าคนมีปญั ญาทราม
๖๓ข.ุ ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๓๖/๕๖.
๔๐
เหมอื นเสียงฆา่ นกกระทาท่ีขนั ดังเกนิ ไป๖๔
๓) นามสทิ ธชิ าดก ว่าด้วยช่อื ไมเ่ ป็นของสาคัญ
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนศิษย์ในเมืองตักกสิลา
มาณพช่ือปาปกะ คิดว่าชื่อเขาอัปมงคล จึงขอให้อาจารย์ต้ังชื่อใหม่ อาจารย์ให้เดินทางไปตาม
ชนบทแล้วเลือกชื่อท่ีเป็นมงคลได้แล้วให้กลับมาบอก จะได้เปล่ียนช่ือให้ มาณพเดินทางไปพบ
บุรุษชื่อว่าชีวกะ (บุญรอด) ได้ตายไปแล้ว ไปพบนางทาสีช่ือธนปาลี (คนมีทรัพย์) แต่เป็นคน
เขญ็ ใจ จึงเดนิ ไปอีกเมืองหนึ่งพบคนหลงทางชอ่ื ปันถก (ผเู้ จนทาง) เม่อื หาชอื่ ทีเ่ ปน็ มงคลไม่ไดจ้ ึง
เปลยี่ นใจใช้ชอ่ื เดิม อาจารย์ทศิ าปาโมกข์โพธิสตั ว์จึงกลา่ วคาถาวา่
เพราะเห็นคนช่ือรอด ได้ตายไป เหน็ หญิงชอ่ื มที รัพย์ กลับตกยาก
และเห็นคนช่อื ว่านักเดนิ ทาง แต่กลับหลงทางอยใู่ นป่า
นายปาปกะจึงไดก้ ลับมา๖๕
๔) กาญจนักขันธชาดก วา่ ด้วยพระโพธสิ ัตว์แบ่งแท่งทอง
ภิกษรุ ปู หนึ่งบวชแลว้ เห็นวา่ ศลี มีมากมาย ไม่สามารถบาเพ็ญศลี ทัง้ หลายน้ันได้จงึ ไป
เฝ้าทูลขอลาสิกขาบท พระพุทธองค์ตรัสให้รักษาศีล ๓ ข้อ คืออย่ากระทากรรมช่ัวด้วยกาย
วาจา ใจ และอย่าสึกเลย ภิกษุนั้นก็ยินดีรักษาศีล ๓ ข้อ เจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุพระ
อรหตั ผล
พระพุทธเจา้ ปรารภเร่อื งนแี้ ก่ภิกษทุ ้งั หลายวา่ ศีลท้ังปวง แม้จะหนกั ย่ิงเราก็แบ่งโดย
ส่วนย่อยให้เป็นดุจของเบานาไปปฏิบัติได้ เหมือนทองแท่งใหญ่ก็แบ่งเป็นส่วนย่อยแล้วยกไปได้
ทรงนาเอาเร่ืองในอดตี มาตรัสเลา่ ว่า
พระโพธสิ ัตวเ์ สวยพระชาติเป็นชาวนา ไถนาไปพบแท่งทองใหญ่แต่ยกไมข่ น้ึ จึงแบ่ง
ทองออกเป็น ๔ ส่วน ส่วนหนึ่งไว้เพ่ือเลี้ยงปากท้อง ส่วนที่สองฝังเอาไว้ ส่วนท่ีสามนาไปลงทุน
สว่ นท่สี ่ีทาบุญให้ทาน แท่งทองกเ็ หมอื นของเบายกไปได้ ตรัสพระคาถาว่า
นรชนใดมีจิตรา่ เริง มใี จเบกิ บาน
บาเพ็ญกสุ ลเพอื่ บรรลุความเกษมจากโยคะ
๖๔ข.ุ ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๑๑๗/๔๘.
๖๕ข.ุ ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๙๗/๔๐.
๔๑
นรชนน้ันพึงบรรลคุ วามสิ้นไปแหง่ สังโยชน์ทั้งปวงได้โดยลาดบั ๖๖
๒.๑.๓ เพื่อแก้ความสงสัยของพระพุทธสาวก
นิทานชาดกส่วนใหญ่ เริ่มต้นด้วยพระพุทธสาวกมีความสงสัยหรือมีคาถาม ได้
กราบทูลถามขึ้นมาในธรรมสภา พระพทุ ธเจ้าแทนท่ีจะทรงแกป้ ญั หาโดยตรง พระพทุ ธองค์ทรง
แก้ความสงสัยโดยทรงเล่านิทานเปรียบเทียบให้พระพุทธสาวกทั้งหลายให้เห็นปัญหาน้ัน ๆ
ทาให้หมดความสงสัยในธรรมะ หรือเข้าใจในเรื่องราวนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น พระพุทธองค์ทรง
แก้ความสงสัยท่ีมีผู้ล้มเจ็บเป็นอันมากในเร่ืองลูกชายโง่ฆ่ายุงใน “มกสชาดก” สาเหตุท่ีพระ
เทวทัตหมกมุ่นในลาภสักการะ และผกู โกรธพระพทุ ธเจา้ ใน “สมุททวาณชิ ชาดก” สาเหตทุ ี่ภิกษุ
รูปหนึ่งกลัวความตายใน “ตุณฑิลชาดก” และสาเหตุที่ไม่มีต้นไม้ขึ้นในส่วนหน่ึงของอุทยาน
เรอ่ื งลิงทาลายสวน อย่ใู นนิทานชาดกเรอื่ ง “อารามทูสกชาดก” มีเรือ่ งโดยยอ่ ว่า
๑) มกสชาดก วา่ ด้วยลูกชายโงฆ่ ่ายุง
พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในแควน้ มคธถึงตาบลหน่งึ ทอดพระเนตรเห็นคนลม้ นอน
เจ็บจานวนมาก ตรัสถามอุบาสกนั้นก็กราบทูลว่า คนเหล่าน้ีจะกาจัดยุงแต่กลับบาดเจ็บไป
ตาม ๆ กัน ตรัสว่า มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในอดีตพวกเขาก็คิดอย่างนี้เช่นกัน พวกอุบาสกทูล
อาราธนาแลว้ ทรงตรัสเลา่ ดงั นี้
พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
พ่อค้าบัณฑิต มีช่างไม้หัวล้านคนหนึ่ง ขณะนั้นมียุงบินมากัดท่ีศีรษะจึงบอกลูกของตนให้ฆ่ายงุ
บนศีรษะ ลูกพูดว่า พ่อจงอยู่นิ่ง ๆ พลางเงื้อขวานฟันช่างไม้ถึงแก่ความตาย พระโพธิสัตว์เห็น
การกระทาของลูกช่างไม้แล้วคิดว่า มีศัตรูผู้มีความรู้ยังประเสริฐกว่า ส่วนมิตรผู้ไร้ปัญญาไม่
ประเสริฐเลย๖๗ อุบาสกทั้งหลาย ในคร้ังก่อนก็เคยมีผู้คิดว่าจะฆ่ายุง แต่กลับประหารคนถูกยุง
กัดมาแลว้ เหมอื นกนั พอ่ ค้าบณั ฑติ นัน้ ได้กลบั มาเกดิ เป็นพระพุทธเจา้
๒) สมุททวาณชิ ชาดก วา่ ดว้ ยพ่อค้าทางเรอื เดินทะเล
ภิกษุทั้งหลายยกเรื่องพระเทวทัตขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า เพราะหมกมุ่นในลาภ
สักการะ เป็นคนบาปผูกโกรธในพระพุทธเจ้า เป็นเหตุให้พระเทวทัตถูกธรณีสูบไปสู่อเวจีนรก
๖๖ ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๕/๒๔.
๖๗ ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๔๔/๑๙.
๔๒
พร้อมกับสกุลผทู้ ีอ่ ุปัฏฐากทั้ง ๕๐๐ พระพทุ ธเจ้าตรัสถามว่าสนทนาเร่ืองอะไรกัน ทรงทราบแล้ว
ตรสั วา่ มิใชแ่ ต่ในบัดนี้เท่านนั้ แมใ้ นกาลกอ่ นพระเทวทตั กห็ มกมุน่ ในลาภสักการะทาให้ถึงความ
พินาศใหญ่หลวงกบั พรรคพวกเพราะแสวงหาความสุขเฉพาะหน้า ตรัสเลา่ เร่อื งในอดตี ดังน้ี
พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัตอิ ยู่ในกรุงพาราณสี มหี ัวหน้าชา่ งไม้ ๒ คนมีบริวาร
คนละ ๕๐๐ ครอบครัว พระโพธสิ ตั วเ์ สวยพระชาติเปน็ หวั หน้าช่างไม้บัณฑติ ชักชวนกันต่อเรือใบ
ขนาดใหญ่แล่นไปในมหาสมุทรไปถึงเกาะท่ีอุดมสมบูรณ์ หัวหน้าช่างไม้อีกคนหน่ึงเป็นพาล
ชกั ชวนกันทาสุราจากออ้ ยมาด่ืมจนเมามายแล้วทาใหเ้ กาะสกปรกด้วยปฏกิ ลู ทาให้เทวดาประจา
เกาะโกรธว่า พวกน้ีกระทาเกาะให้สกปรก เราจะบันดาลให้น้าทะเลท่วมเกาะน้ี ฆ่าพวกน้ีให้
หมดเพอื่ ล้างเกาะใหส้ ะอาด
เทพบุตรองค์หนึ่งผู้ทรงธรรมมากล่าวเตอื นให้ย้ายไปทอี่ ่นื แตเ่ ทพบุตรอีกองค์หนึง่ ผู้
เห้ียมโหดบอกให้อยู่ท่ีเดิม หัวหน้าช่างไม้บัณฑิตกล่าวให้ทาตามคาของเทพบุตรท้ังสอง จึง
เตรยี มเรือไว้ ถ้าคาของเทพบุตรองค์แรกจรงิ ก็จะข้นึ เรือหนไี ปได้ ถา้ อกี องค์หนึง่ กล่าวจริงก็จอด
เรืออาศัยอย่ใู นเกาะน้สี ืบไป ชา่ งไม้บณั ฑติ ชวนพวกของตนเตรยี มเรอื แต่หัวหนา้ ช่างไมผ้ ู้พาลไม่
เชอ่ื เช่นนัน้
ถึงวนั เพ็ญคลื่นกซ็ ัดขึ้นจากทอ้ งทะเลท่วมทงั้ เกาะ ทาใหค้ รอบครวั พวกชา่ งไม้พาลทั้ง
๕๐๐ คนก็พากันจมน้าตายพร้อมกัน ช่างไม้ผู้พาลคือเทวทัตในปัจจุบัน เทพบุตรเหี้ยมโหดคือ
โกกาลิกะ เทพบุตรทรงธรรม คือพระสารีบุตร ส่วนช่างไม้บัณฑิตได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจา้
๓) ตณุ ฑลิ ชาดก วา่ ด้วยตณุ ฑลิ สุกรโพธสิ ตั ว์
ภิกษทุ ัง้ หลายยกเร่อื งภิกษใุ หมร่ ูปหน่ึงกลวั ความตายมาสนทนาในธรรมสภาว่า ภกิ ษุ
นั้นเม่ือได้ยินเสียงเล็กน้อย ก็ส่งเสียงร้องกลัวตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่เฉพาะในปัจจุบันนี้
เท่าน้นั แม้ในชาติก่อน ภิกษนุ ก้ี ็กลัวตายเหมอื นกัน ทรงตรัสเลา่ ดังนี้
พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
สกุ รตัวพชี่ ื่อว่า มหาตณุ ฑลิ ะ น้องสกุ รชื่อวา่ จุลตุณฑิละ หญงิ ชราเล้ียงสกุ รท้ังสองตวั เหมือนลูก
เมื่อสุกรท้ังสองเติบโตข้ึนมา มีนักเลงสุราไปขอซอื้ สุกรกบั หญิงชรา นางปฏิเสธว่ารักมันเหมอื น
ลูก แม้จะอ้อนวอนอย่างไรนางกไ็ ม่ขาย จงึ คดิ อบุ ายใหน้ างดื่มสุรา เม่อื นางเมาแล้วจงึ ให้เหรียญ
กระษาปณ์ซ้ือสุกร นางจึงให้จับสุกรจุลตุณฑิละไปได้ นางจึงร้องเรียกสุกรช่ือจุลตุณฑิละให้เขา้
๔๓
มาหา เมื่อสุกรมหาตุณทิละผู้พี่ ได้ยินเสียงนางเรียกสุกรจุลตุณฑิละเช่นน้ัน ก็รู้ว่าคงจักมีภัย
เกดิ ขึน้ เพราะเมอื่ มเี หตเุ กิดขน้ึ นางจะตอ้ งเรียกเราก่อน ไมเ่ คยเรยี กจุลตุณฑิละอย่างวันน้ี ส่วน
สุกรจุลตณุ ฑลิ ะออกไปเห็นวา่ มีคนรอจบั ตวั อยู่จงึ หันกลับตวั สั่นไปหาพ่ชี าย
มหาตุณฑิละ พระโพธิสัตว์พูดว่า พวกเราถกู เขาขุนเพ่ือต้องการเน้ือ เจ้าจงลงสู่หว้ ง
น้าที่ไม่มีโคลนตม ชาระล้างเหงื่อไคลท้ังหมดแล้วถือเอาเคร่ืองลูบไล้ใหม่ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มี
กลิ่นหอมไมข่ าดสาย
“ธรรมะคอื หว้ งนา้ ทไ่ี ม่มโี คลนตม บาปเรียกวา่ เหงอ่ื และมลทนิ อนง่ึ ศลี คือเครื่องลูบ
ไล้ชนิดใหม่ท่ีมีกล่ินหอมไม่จางหายไปในกาลไหน ๆ คนที่ฆ่าสัตว์ย่อมพอใจ สว่ นสตั วท์ ่ีถูกฆ่า
ย่อมไมพ่ อใจ ในคืนเดือนเพ็ญแหง่ วนั อโุ บสถ สัตวท์ ้ังหลายเช่นเรายนิ ดีสละชพี ”๖๘
เสียงของมหาตุณฑิละมหาสัตว์ดังไปทั่ว ทาให้ทุกคนในนครพาราณสีได้ฟังธรรม
นั้น พระเจ้าพาราณสีทรงรับสุกรทั้ง ๒ ตัวไปสถาปนาไว้ในตาแหน่งราชบุตร ทรง
ประคับประคองด้วยบริวารเป็นอันมาก พระโพธิสัตว์ได้ให้ศีล ๕ แก่ข้าราชบริพาร ชาวนคร
พาราณสีและชาว กาสิกรัฐทาให้ท้ังหมดพากันรักษาศีล ๕ ศีล ๑๐ กันทุกคน จบพระธรรม
เทศนา ภิกษุผู้กลัวตายได้บรรลุโสดาปัตติผล จุลตุณฑิละ คือ ภิกษุผู้กลัวตาย พระราชา คือ
พระอานนท์ ส่วน มหาตุณฑิละได้มาเกดิ เป็นพระพทุ ธเจ้า
๔) อารามทสู กชาดก ว่าด้วยลิงทาลายสวน
พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกแคว้นโกศล มีเศรษฐีในหมู่บ้านนิมนต์พระตถาคตเจ้าให้
ประทับในอุทยานของตน นายอุทยานบาล (คนเฝ้าสวน) พาภิกษุท้ังหลายชมอุทยานได้เห็นที่
โล่งเตียนไมม่ ีต้นไม้ นายอุทยานบาลตอบวา่ มีเด็กชาวบา้ นคนหนึ่งก่อนรดน้าต้นไม้จะถอนขึ้นดู
รากกอ่ นแลว้ จึงรดนา้ ตามความยาวราก ทาใหต้ น้ ไม้ปลกู ใหม่ก็เหยี่ วแห้งตายท้งั หมด
ภิกษุทั้งหลายไปเฝ้าพระพุทธองค์กราบทูลถาม ตรัสว่า แม้ในกาลอดีตเขาก็เคยเป็น
คนทาลายสวนเหมือนกัน แล้วตรัสเลา่ เรือ่ งในอดีตวา่
พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุรุษบัณฑิต ท่ีอุทยานของพระราชามีฝูงลิงอาศัยอยู่
เป็นอันมาก วันน้ันมีการเล่นนักขัตฤกษ์ คนเฝ้าสวนจะไปเที่ยวงานนักขัตฤกษจ์ ึงฝากให้ลิงช่วย
รดนา้ ตน้ ไม้แทน ดว้ ยความไม่ฉลาดของวานรจา่ ฝงู คิดวา่ จะประหยดั นา้ จึงใหน้ ้าตน้ ไมต้ ามความ
๖๘ข.ุ ชา.ฉกกฺ (ไทย) ๒๗/๙๒-๙๓/๒๔๕.
๔๔
ยาวของรากต้นไม้นั้น วานรจ่าฝูงจึงส่ังให้บริวารถอนต้นไม้ขึ้นดูราก ต้นท่ีรากหยั่งลึกให้รดน้า
มาก ท่ีหยั่งไมล่ ึกให้รดน้าน้อย บรุ ุษบณั ฑติ เหน็ ดงั นั้นจงึ กลา่ วคาถาวา่
ผูไ้ ม่ฉลาดในสง่ิ ทีเ่ ป็นประโยชน์ ถึงจะบาเพ็ญประโยชน์
กไ็ มส่ ามารถจะนาความสขุ มาได้เลย คนมีปญั ญาทราม
ทาประโยชน์ใหเ้ สยี หาย เหมอื นลิงเฝ้าสวน๖๙
๒.๒ มลู เหตกุ ารณเ์ ลา่ ชาดก
๒.๒.๑ เหตุเกดิ การเลา่ นิทานชาดก ๔ ลักษณะ
ในการที่พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธสาวกจะแสดงพระธรรมเทศนาหรือเล่านิทาน
ชาดกจะต้องมีสาเหตุ กล่าวคือ ทุกเรื่องท่ีเกิดข้ึนจะมีเหตุเป็นแดนอุบัติ คือ ต้องอุบัติแต่เหตุ
ไม่ได้เกิดขึ้นมาได้เอง อุบัติเหตุท่ีเป็นจุดเร่ิมต้นให้เกิดการเล่านิทานชาดกมี ๔ ลักษณะ คือ ๑)
อตั ตชั ฌาสยะ ๒) ปรัชญาสยะ ๓) อัตถุปตั ติกะ ๔) ปจุ ฉาวสกิ า๗๐ ดงั น้ี
๑) อัตตัชฌาสยะ คือ เกิดข้ึนแต่พระอัธยาศัยแห่งพระพุทธเจ้าเอง กล่าวคือ
พระพทุ ธองค์ทรงปรารภแสดงธรรมอย่างใดอย่างหนง่ึ แกพ่ ุทธบรษิ ัท
๒) ปรัชญาสยะ ทรงแสดงธรรมเพราะอัธยาศัยของผู้ฟัง กล่าวคือ เม่ือผู้ไดฟ้ ัง
ปรารถนาที่จะทราบเร่ือง จึงทูลขอร้องหรือทูลอาราธนาพระพุทธองค์ให้แสดงธรรมนั้น หรือ
เพ่อื อภิปรายข้อธรรมนน้ั ให้เข้าใจชัดเจนย่ิงข้นึ เช่น ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่ท่านปุราณ
ชฎลิ เปน็ ตน้
๓) อัตถปุ ัตตกิ ะ ทรงถอื เอาประโยชน์ที่เกิดขน้ึ เป็นเหตุ หรอื มเี รอื่ งใดเรือ่ งหน่ึง
เกดิ ข้นึ เชน่ ภิกษุถูกงกู ัดตาย พระพุทธองค์แสดง อหริ าชสูตร เป็นต้น
๔) ปุจฉาวสิกา เกิดจากคาถาม คือ มีปัญหาเกิดขึ้น ผู้ถามใคร่จะทราบ จึงไป
เฝ้าทูลถามเพื่อต้องการให้ทรงแก้ปัญหาหรือปลดเปลื้องความสงสัย เช่น เกิดปัญหาขึ้นในชมพู
๖๙ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) ๒๗/๔๖/๑๙.
๗๐เฉลิม มากนวล, การวิเคราะห์และเปรียบเทียบนิทา นชา ดกกับนิทา นอีส ป,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ครุ ุสภา, ๒๕๑๘), หนา้ ๑๙-๒๐.
๔๕
ทวปี วา่ อะไรเป็นมงคล จนเกดิ ถกเถยี งกนั เปน็ เวลานานถึง ๑๒ ปี ในท่สี ุดเทวดาทง้ั หลายจึงได้ไป
เฝ้าทลู ถามพระพุทธเจ้า พระองค์กท็ รงแสดงมงคล ๓๘ ประการ
สาหรบั มูลเหตุท่ีพระพทุ ธองคแ์ ละพระพุทธสาวกตรสั เล่านิทานชาดกอาจไมเ่ กิดจาก
เหตุใดเหตุหน่ึงแต่เพียงเหตุอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากเหตุข้อ ๒ กับข้อ ๔ หรือข้อ ๓ กับข้อ ๔
เป็นเช่นน้ีแทบทุกเรื่อง คือพอมีเร่ืองเกิดข้ึน พระพุทธองค์ก็จะทรงแสดงธรรม รับส่ังเป็นนัยว่า
เร่ืองน้ีเคยมีมาแล้วในอดีต ภิกษุหรือผู้ฟังก็ถามขึ้น หรืออาราธนาให้ทรงเล่า พระพุทธองค์ก็จะ
แสดงชาดกตามควรแก่เหตุที่เกิด แล้วสอดแทรกคติธรรมคาสอน เป็นเช่นนี้แทบทุกเร่ือง เช่น
ทรงปรารภฝนโบกขรพรรษตกท่ามกลางพระญาติ ในคราวเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์โปรดพระพุทธ
บิดาครั้งแรก เมื่อภิกษุสนทนากันว่า เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ พระพุทธองค์ทรงเล่าให้ภิกษุ
ทั้งหลายนั้นว่า ฝนนี้เคยตกในท่ามกลางพระญาติของพระองค์มาแล้วในอดีต เมื่อภิกษุใคร่จะ
ทราบเรอื่ ง พระพุทธองค์กท็ รงเลา่ เรอื่ ง พระมหาเวสสนั ดรชาดก
๒.๒.๒ เหตุเกดิ นทิ านชาดกมาจาก ๔ ทาง
นิทานชาดกมีทั้งหมด ๕๔๗ เร่ือง การที่เกิดชาดกข้ึนมามากมายเช่นน้ี ทาให้
พุทธศาสนิกชนได้รับรู้เรื่องชาดกหลากหลาย ท้ังชาดกเดิมท่ีมีอยู่ในพระไตรปิฎก และอรรถ
กถาชาดกทีม่ อี ย่จู านวนมากเหลา่ น้ี มีเหตุเกิดนทิ านชาดกได้ ๔ ทาง คือ
๑) พระพุทธเจา้ ทรงระลึกชาติได้
๒) พระพทุ ธเจา้ ทรงนานทิ านเกา่ มาดดั แปลงส่งั สอนพุทธศาสนิกชน
๓) ผู้รทู้ างพระพุทธศาสนานาเข้าเร่ืองเดิมจากแหลง่ ตา่ ง ๆ มาแต่งใหม่
๔) ผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาผูกเร่ืองแต่งชาดกข้ึนมาเอง โดยไม่อาศัยเค้าโครง
เรอ่ื งจากทอี่ น่ื ๗๑
วรรณกรรมชาดกในสว่ นท่พี ระพุทธเจ้าทรงระลึกชาตไิ ดน้ ้ัน คอื ชาดกในขุททกนิกาย
พระสุตตันตปิฎกน่ันเอง ชาดกส่วนน้ีบรรดาสาวกของพระพุทธองค์ได้จดจากันมาตามลาดับ
จนกระทง่ั ไดม้ ีการสงั คายนา และได้มีการบนั ทกึ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
๗๑รองศาสตราจารย์ ดร.สบื พงศ์ ธรรมชาติ, วรรณคดชี าดก, (กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส. พริ้นติง้
เฮาส,์ ๒๕๔๒), หน้า ๑.
๔๖
ชาดกทีพ่ ระพุทธเจ้าทรงนานิทานเก่ามาดัดแปลงสั่งสอนน้ัน กร็ วมอยู่ในขุททกนิกาย
พระสุตตันตปิฎกด้วย ดังนั้น การจะแยกแยะว่าชาดกเรื่องใดเป็นเรื่องที่ทรงระลึกชาติได้ หรือ
ทรงนานทิ านเก่ามาดัดแปลงน้ันจึงเปน็ เร่ืองยาก
ชาดกที่ผู้รู้ทางพระพุทธศาสนานาเค้าโครงเรื่องมาแต่งใหม่น้ันมีอยู่จานวนมาก ท้ัง
ชาดกของฝ่ายเถรวาทและมหายาน ท้ังที่เปน็ วรรณกรรมแบบฉบบั และวรรณกรรมทอ้ งถนิ่
ส่วนชาดกท่ีผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาแต่งขึ้นมาเองตามพื้นฐานของความรู้และภูมิ
ปญั ญาน้ันมอี ยู่บ้าง แต่ไมม่ ากเหมือนชาดกที่นาเคา้ เรอื่ งเดมิ มาแต่ง
เร่ืองเกี่ยวกับชาดกเดิมทีเดียวเกิด ณ ท่ีใดน้ันย่อมสรุปได้ยาก กล่าวคือ ชาดกใน ขุ
ททกนกิ าย พระสตุ ตันตปฎิ ก ซง่ึ เช่ือวา่ เปน็ พทุ ธวจนะ เป็นเรือ่ งของพระพทุ ธเจ้าทรงอุบัติขึ้นใน
ชมพูทวีปหรืออินเดีย ท้ังน้ีเพราะพระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดีย ทรงเจริญวัยขึ้นจากสังคม
วัฒนธรรมอินเดีย พระองค์ย่อมได้รับสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมอินเดียและทรงแสดงออกด้านสังคม
วัฒนธรรม ดว้ ยการสง่ั สอนธรรมชาดก
ชาดกเกิดจากนิทานหรอื เร่ืองเล่าต่าง ๆ น้นั เกิดได้ ๒ ลกั ษณะ คือ เกดิ ในท่ีหน่ึงแล้ว
แพร่กระจายไปยังอีกที่หน่ึง เพราะมนุษย์มีการติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา และเกิดในเวลา
เดียวกัน หรือระยะเวลาใกล้เคียงกันในหลาย ๆ ท่ี ท้ังน้ีเพราะมนุษย์ย่อมมีความรู้สึกนึกคดิ
ไมแ่ ตกต่างกันไปมากนกั แมจ้ ะอยูก่ ันคนละซีกโลกก็ตาม
อลัน ดันดิส (AIan Dundes) นักคติชนวิทยา ชาวอเมริกัน๗๒ ได้กล่าวถึงการเกิด
เรื่องเล่าหรือนิทาน สรุปได้ว่า ประการแรก การเกิดหลายแหล่ง (Multiplexistence) เพราะ
มนุษย์ย่อมมีความรู้สึกนึกคิดและความต้องการต่าง ๆ ท่ีเหมือน ๆ กัน ประการที่สอง การเกิด
ในทีใ่ ดทีห่ นึ่ง แล้วมกี ารแพรก่ ระจายออกไปโดยไม่รทู้ ่เี กดิ (Irrationality) ทงั้ นเ้ี พราะมนุษย์ย่อม
มีการตดิ ตอ่ กันอยู่เสมอ ดังนน้ั เรอื่ งหนึ่งย่อมไปสูอ่ กี ทีห่ น่งึ ได้
เมื่อกล่าวถึงนิทานเกิดขึ้นที่หนึ่งย่อมแพร่กระจายไปสู่ท่ีอ่ืน ๆ ได้น้ันเม่ือเราศึกษา
นิทานที่ปรากฏตามถ่ินต่าง ๆ ของโลกจะพบว่า นิทานท่ีกาเนิดในถ่ินหนึ่ง แต่ไปปรากฏในอีก
ถิ่นหนึ่งที่อยู่ห่างไกลกันได้ ทั้งนี้เพราะมนุษย์มีการติดต่อระหว่างกัน เช่น มีการไปมาหาสู่
๗๒ AIan Dundes, The Study of Folklore, (United State of America : Prentice Hall
Inc.,1965), p. 533-534.
๔๗
เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกัน นานวันเข้าก็สนิทสนมกันมากขึ้น การติดต่อกันมิได้เปน็
เพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้น แต่จะคุยกันถึงชีวิตความเป็นอยู่รวมท้ังแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์กันด้วย ด้วยเหตุนี้ นิทานซ่ึงเป็นเรื่องประจาใจของแต่ละฝ่ายก็ได้รับการ
แลกเปล่ียนและถ่ายทอดสู่กันไป จากหมู่บ้านหน่ึงไปสู่อีกหมู่บ้านหนึง่ จากประเทศหน่ึงไปสู่
อีกประเทศหนึ่ง นิทานที่กาเนิดจากที่หน่ึงจึงสามารถไปปรากฏอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ ได้อย่าง
กวา้ งขวาง๗๓
ชาดกจัดเป็นนิทานเช่นกัน แต่จะเน้นท่ีอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเรียกว่า พระ
โพธิสัตว์หรือมหาสัตว์ ตัวละครท่ีเป็นพระโพธิสัตว์หรือมหาสัตวใ์ นเรือ่ ง คือตัวเอกของเรื่อง ตัว
เอกของเรื่องบางเร่ืองเป็นสัตว์ บางเรื่องเป็นมนุษย์ที่ยากจนข้นแค้น บางเร่ืองเป็นมนุษย์ใน
ตระกูลสูงมียศถาบรรดาศักดิ์ แต่ไม่ว่าจะถือกาเนิดในสภาพใด พระโพธิสัตว์หรือมหาสัตว์จะ
เป็นผเู้ สียสละ คอยชว่ ยเหลอื สตั วห์ รือเพือ่ นมนุษยใ์ ห้รอดพ้นจากทกุ ขภ์ ัยเสมอ แมก้ ารชว่ ยเหลือ
น้ันจะทาให้ตนต้องถึงสิ้นชีวิตก็ตาม นิทานชาดกบางเร่ืองเดิมเป็นนิทานท้องถิ่นของถิ่นใดถิ่น
หนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่งก็ได้ ต่อมามีการแพร่หลายไปสู่ชุมชนที่นับถือ
พระพุทธศาสนา นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาจึงนาไปแต่งดัดแปลงเป็นนิทานชาดก เล่าสืบ
ต่อกนั มาด้วย มุขปาฐะ ตอ่ มาพระอรรถกถาจารยไ์ ดร้ จนาเป็นคมั ภีร์อรรถกถาชาดกทาให้เรื่อง
นิทานมีความสมบูรณ์และได้จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร เน้ือความในอรรถกถาชาดกจึงไม่
เปล่ียนแปลง แม้จะมีการแปลสืบเนื่องกันมา ผู้แปลนิทานชาดกก็ยังรักษาความเดิมไว้ มิได้
สอดแทรกสภาพสังคมในสมัยของตนลงไป ดังข้อความในพระบรมราชวนิ ิจฉัยตอนหนง่ึ ว่า
ถึงนิทานใดซึ่งเป็นเรื่องเล่ากันอยู่แต่เฉพาะในประเทศที่พระพุทธเจ้าได้บังเกิด
ขนึ้ น้ันกด็ ี ย่อมปรากฏว่าเป็นนิทานเก่า กอ่ นพระพุทธเจ้าขึ้นไปชา้ นาน เพราะท้องเร่ืองนิทาน
นั้น ความประพฤติและความเป็นอยู่ของมนุษย์ไม่เหมือนกันกับเวลาพุทธกาลเลย๗๔
๗๓ศิราพร ฐิตะฐาน, ทฤษฎีการแพร่กระจายของนิทาน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๒๓), หน้าความนา (ข).
๗๔พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “พระบรมราชาธิบายเร่ืองนิบาตชาดก” พระ
คมั ภีร์ชาดกแปลเลม่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ย้มิ ศรี, ๒๔๙๓), หนา้ ๒๙๑.
๔๘
ความเห็นทีว่ า่ นิทานชาดกเปน็ นิทานเก่าแก่มมี าก่อนพุทธกาลนนั้ ยวาหระลาล เนห์
รู (นายกรฐั มนตรีและรัฐบรุ ษุ อนิ เดียคนแรกของอนิ เดยี ) ก็มคี วามเห็นทานองเดียวกนั วา่
นิทานชาดกในรูปโฉมที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน เกิดข้ึนหลังจากพระพุทธองค์ได้
เสด็จ ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว เช่ือกันว่านิทานชาดกเป็นเรื่องพรรณนาถึงชีวิตของ
พระพุทธเจ้า ในชาติก่อน ๆ นิทานชาดกได้กลายเป็นส่วนหนึ่งท่ีมีความสาคัญในวรรณคดี
พระพุทธศาสนา แตเ่ ปน็ ทีป่ ระจกั ษ์แจ้งว่านิทานชาดกเปน็ เรอื่ งเก่าแกซ่ งึ่ เกดิ ข้ึนในอินเดียก่อน
พุทธกาล และด้วยเหตุน้ี จึงเป็นประโยชน์เเก่เรามากในการศึกษาหาความร้เู กีย่ วกบั ชวี ิตชาว
อนิ เดยี ในคร้ังกระโน้น๗๕
๒.๒.๓ บ่อเกดิ ของนิทานชาดก
สาหรับบ่อเกิดของนิทานชาดกนั้น เป็นการยากที่จะสืบสาวท่ีมาของนิทานแต่ละ
เรื่อง เนื่องจากนิทานชาดกมีมากถึง ๕๔๗ เรื่อง เท่าที่ท่านผู้รู้ได้ประมวลที่มาของนิทาน
ชาดกไว้ ดังน้ี
๑) นิทานชาดกมาจากคัมภีร์ที่เก่าแก่กว่าคัมภรี ์ชาดก ดังทพี่ ระบรมราชาธิบาย
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “นิทานนันทิวิศาลชาดกซ่ึงมาในโอมสวาท
สกิ ขาบท คัมภีร์มหาวภิ ังค์พระวินยั ซึ่งเปน็ คัมภรี เ์ กา่ กวา่ คมั ภีร์ชาดก
๒) นิทานชาดกมาจากนทิ านชาวบา้ น
พระอรรถกถาจารย์ยกมาเป็นตัวอย่างในการเทศนาสั่งสอนประชาชน นิทาน
ชาวบ้านบางเรื่องถ่ายเทมาจากประเทศอ่ืนเล่าสืบกันมา เช่น เร่ืองสุวัณณหังสชาดกในเอก
นิบาตกับเรื่องห่านไข่เป็นทองในนทิ านอีสปมเี ร่ืองตรงกนั แต่เป็นการยากท่ีจะระบุว่าใครไดร้ บั
อิทธพิ ลจากใคร
๓) นทิ านชาดกมาจากเร่ืองราวยคุ โบราณ
ในประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารของบ้านเมืองยุคโบราณก่อนพุทธกาล เช่น
เรื่อง ทีฆาวุกุมาร รวบรวมแคว้นกาสีและโกศลเข้าอยู่ในการปกครองเดียวกันและเป็นมาจนถงึ
สมยั พุทธกาล
๗๕ยวาหระลาล เนห์ร,ู พบถิ่นอินเดยี กรุณา กุศลาศยั แปล, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์ศูนย์
การพมิ พ์, ๒๕๑๕), หน้า ๓๙๕.
๔๙
๔) นทิ านเปรยี บเทยี บเชงิ สัง่ สอน
พระบรมศาสดาหรือสาวกได้ผูกเร่ืองนิทานชาดกขึ้นมา เพื่อสั่งสอนธรรม
โดยตรงถึงแม้ว่านิทานชาดกจะมีที่มาจากเร่ืองราวต่างๆ กัน แต่นิทานชาดกก็มีลักษณะ
เฉพาะตัว ที่ได้ผูกเรื่องขึ้นตามหลักความเชื่อทางพระพุทธศาสนา นอกจากน้ัน นิทานชาดกน้ัน
เปน็ เรือ่ งเก่า เพราะข้ึนต้นวา่ “อตเี ต” คอื เป็นเร่อื งมีมาแล้วในอดีตและเม่ือพระพุทธเจ้าจะแสดง
พระธรรมเทศนาโดยการกล่าวถึงนทิ านชาดก เพอ่ื ความกระจ่างแจง้ ก็ขึน้ ต้นวา่ “ภตู ปุพพ” คือ
เร่ืองเคยมมี าแลว้
อน่ึง เรื่องท่ีเคยมีมาแล้วนั้น คงเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาด้วยมุขปาฐะแบบนิทาน
ชาวบ้าน เพียงแต่นิทานชาดกได้ใช้นิทานในการแสดงธรรมสุภาษิตหรือคาสอน แล้วเติมคา
ปรารภไว้ในตอนต้น และประชุมชาดก คือการกลับชาติมาเกิดใหม่ในตอนท้าย เพ่ือให้นิทาน
ชาดกมลี ักษณะแตกต่างไปจากนทิ านชาวบ้านท่ัวๆ ไป
๒.๓ องคป์ ระกอบของชาดก
๒.๓.๑ องคป์ ระกอบชาดก ๓ ประการ
ชาดกทกุ เรอื่ งจะมีองคป์ ระกอบ ๓ ประการ คอื
(๑) ปรารภเร่ือง คือ บทนา จะกล่าวถึงมูลเหตุหรือท่ีมาของชาดก เช่น เร่ือง
เวสสันดรชาดก พระภิกษุจะทูลถามพระพุทธองค์เร่ือง ฝนโบกขรพรรษ พระพุทธองค์จึงตรัส
เล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก ตอนท่ีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดพุทธบิดาและทายมก
ปาฏหิ าริย์ จากน้ันพระญาติไดเ้ กดิ ความโศกเศรา้ เพราะการพลัดพราก พระอนิ ทรบ์ ันดาลให้เกิด
ฝนโบกขรพรรณตกลงมา พระสาวกเห็นฝนมหัศจรรย์ ไม่เคยเห็นมาก่อนจึงได้ทูลถามว่าเคยมี
ฝนเช่นนหี้ รือไม่ เป็นต้น
(๒) อดีตนิทาน หรอื ชาดก หมายถงึ เร่ืองท่พี ระพุทธเจ้าตรัสเล่า เม่ือพระสาวก
ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สมัยก่อนพุทธกาลเคยมีฝนโบกขรพรรษตกหรือไม่ พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่าในสมัยก่อนพุทธกาลเคยมีฝนชนิดน้ีตกมาแล้วครั้งหน่ึง จากนั้นพระ
สาวกก็ทูลอาราธนาให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเทศนามหา
เวสสันดรชาดกจานวน ๑๓ กณั ฑ์