หลกั ภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๘๙ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
ปะ-ถะ-หฺวี ท้ายเรือพธิ ี
ปรกั ปฺรัก เงนิ
ปะ-หรัก หกั
ปรามาส ปฺรา-มาด ดูถกู
ปะ-รา-มาด การจบั ตอ้ ง การลูบคลาํ
ปละ ปะ-ละ ช่ือมาตราน้ําหนักมคธ 100 ปละ
เปน็ 1 ตลุ า
ปลฺ ะ ปลอ่ ย ละทิง้ ละเลย
ปักเปา้ ปกั -กะ-เป้า ชอ่ื ปลาอย่างหน่งึ
ปกั -เปา้ ช่อื วา่ วชนิดหน่ึงมีหางยาว
ปาน ปานฺ ผิวเน้ือที่เป็นสีแดงหรือดําท่ีเกิดเป็น
เองตามรา่ งกายแตก่ ําเนิด
ปา-นะ เคร่อื งดม่ื น้าํ สําหรบั ดม่ื
ผวิ ผิ-วะ ถ้าวา่ หากวา่ แมน้ วา่
ผิว ส่วนที่มีลักษณะบางๆ เป็นพื้นหุ้มอยู่
ภายนอกสดุ ของหนงั และเปลอื ก
พยาธิ พะ-ยา-ทิ ความเจบ็ ไข้
พะ-ยาด ตัวเชื้อโรคจําพวกหนึ่งท่ีเกิดในกาย;
ชอื่ โรคอยา่ งหนึง่ เกดิ ทผ่ี วิ หนงั
พลี พะ-ลี การบวงสรวง เคร่ืองบวงสรวง ส่วย
การบชู า เสยี สละ; มีกําลงั
พลฺ ี บวงสรวงเชญิ เอามา
เพลา เพ-ลา กาล คราว
หลกั ภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๙๐ พระครคู ัมภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
เพฺลา แกนสําหรบั สอดในดุมรถหรอื ดุมเกวียน;
ไม้สําหรับขงึ ใบเรอื
มน มนฺ กลมๆ โค้งๆ ไมเ่ ปน็ เหล่ียม
มะ-นะ ใจ
วน วนฺ ไปโดยรอบเขา้ หาศูนย์กลาง
วะ-นะ ป่าไม้ ดง
สก สกฺ ผม; สะเด็ดนํ้า
สะ-กะ ของตน
สระ สะ แอ่งน้ําขนาดใหญ่ ซ่ึงเป็นเองหรือคน
ขุด; ชําระ ฟอก
สะ-หฺระ เสียง เสียงก้องซ่ึงออกเสียงได้นาน;
ตวั อักษรจําพวกหนง่ึ เปน็ คนละพวกกบั พยญั ชนะ
สาน สานฺ ทาํ สิ่ง เช่น เสือ่ ตะกร้า ด้วยมือ โดย
วธิ ีใชเ้ สน้ ตอกหรือสงิ่ อ่ืนขดั ไขว้กนั
สา-นะ หมา
สุก สุกฺ พ้นจากห่าม; ปลั่ง; นกแก้ว นกแขก
เตา้
สุก-กะ ขาว สวา่ ง สะอาด ดี
เสมา สะ-เหฺมา ชอื่ ตน้ ไม้ชนิดหนึ่ง
เส-มา รูปเคร่ืองหมายบอกเขตโบสถ์สําหรับ
ภิกษุทาํ สงั ฆกรรม
เหลา เห-ลา ความหม่ัน ความสนุก การเล่น
การกีฬา ความสะดวกสบาย
หลกั ภาษาไทยเบอื้ งต้น ๑๙๑ พระครูคัมภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
เหฺลา ทําให้เกลี้ยงเกลาหรือแหลมด้วย
เครือ่ งมือมดี
แหน แหนฺ ช่ือพืชชนดิ หนงึ่
แหนฺ หวง ล้อม รกั ษา เฝ้าระวัง
บทประพนั ธเ์ ก่ียวกับคาํ พ้องรปู เช่น
ปักเปา้ ว่าวลอยควา้ ง อยเู่ บ้อื งล่างปลาปักเปา้
ดมุ รถเรียกว่าเพลา ช่างเงียบเหงาเพลาเยน็
กรตี ามควาญไป กรกี ุ้งใหญ่แหลมแลเห็น
พลีชีพเกยี รตสิ ูงเด่น พลกี รรมนําสุขใจ
๒ คาํ พอ้ งเสียง
คําพ้องเสียง คือ คําท่ีมีเสียงเหมือนกัน แต่สะกด
แตกต่างกนั มคี วามหมายไมเ่ หมือนกัน
คําพ้องเสยี ง มี ๓ ลักษณะ คือ
๑. อ่านออกเสยี งเหมอื นกนั
๒. เขียนต่างกัน
๓. ความหมายตา่ งกัน
ตัวอยา่ งคาํ พ้องเสียง เช่น
กาน(ตัดให้เตียน) กาฬ (ดํา) กาล (เวลา) การ
(งาน) การณ์ (เหตุ) กานต์ (เป็นทรี่ กั ) กานท์ (บทกลอน)
สัน (ส่วนหนาของมีด,ขวาน) สรร (เลือก,คัด)
สรรพ์ (ทั้งหมด) สันต์ (สงบ) สันทน์ (พูดจา) ศัลย์ (ลูกศร)
สัณฑ์ (ทรี่ ก ทบึ ) สณั ห์ (สุภาพ)
ฆา่ (ทําใหส้ ้นิ ไป) คา่ (ราคา) ขา้ (ฉัน)
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๙๒ พระครูคัมภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
จัน (ดอกจัน) จันทร์ (พระจันทร์) จันทน์ (ไม้
จันทน์) จัณฑ์ (สุรา) จรรย์ (ความประพฤต)ิ
ทาร (เมีย) ทาน (บรจิ าค) ธาร (ลาํ ธาร)
กัน (ร่วมกันกระทํา) กรรณ (หู) กัณฑ์ (หมวด
เรอ่ื ง) กลั ย์ (งาม) กลั ป์ (ระยะหน่ึงในชว่ งเวลาท่ียาวนาน)
ขัน (ภาชนะใช้ตักน้ํา) ขัณฑ์ (เขต) ขันธ์ (กอง)
ขรรค์ (ดาบ)
ทัน (เสร็จตามที่กําหนด) ทัณฑ์ (โทษ) ทันต์
(ฟัน)
ดาน (แข็ง) ดาร (เสียงดงั ) ดาล (เกดิ ข้นึ )
พัด (เคร่ืองใช้ทําให้เกิดลม) พัฒน์ (เจริญ) พัทธ์
(ผูกติด) พัสตร์ (ผ้า) ภัตต์ (อาหาร) ภัสม์ (ฝุน่ ) พชั ร์ (แก้ว)
สาด (สาดน้ํา) สาต (ยินดี) สารท (เทศกาล
ทาํ บุญเดอื นสบิ ) ศาสน์ (คําสงั่ สอน) ศาสตร์ (วิชา)
สิน (ตัด) สิญจน์ (สายสิญจน)์ ศลิ ป์ (ฝีมือ)
พัน (ผูก) พันธ์ (สัมพันธ์) พันธุ์ (เผ่าพันธ์ุ)
พรรค์ (พวก) พรรณ (สี ) ภัณฑ์ (ส่ิงของ)
บาด (ทําให้เกิดแผล) บาต (ตก) บาท (เท้า)
บาศ (บ่วง) บาศก์ (ปริมาตร)
มาด (คาดหวัง) มาตร (เครื่องวัด) มาส (เดือน)
มาศ (ทอง)
รั ด (โอ บ ร อ บ ) รั ต (ยิ น ดี สี แ ด ง ) รั ฐ
(บา้ นเมอื ง) รชั (ฝนุ่ ธลุ )ี รัชต์ (เงิน) รัตน์ (แก้ว) รัถ (รถ) รถั ย์
(ทางเดิน) รัศมิ์ (แสงสวา่ ง) รัส (ส้นั )
หลกั ภาษาไทยเบ้ืองต้น ๑๙๓ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
ราด (เทของเหลว) ราช (พระเจ้าแผ่นดิน) ราต
(ให้มาแล้ว) ราตร (กลางคืน) ราชย์ (ความเป็นพระราชา)
ราษฎร์ (พลเมืองของประเทศ)
สัด (เคร่ืองตวง) สัต (เจ็ด) สัตว์ (สัตวท์ ี่ไม่ใช่คน)
สัตถ์ (คัมภรี )์ สตั ย์, สัจ (ความจริง) สชั ฌ์ (เงนิ )
บาน (ลักษณนามใช้เรียกของที่เป็นแผ่น ๆ) บาล
(รกั ษา)
ปัน (แบ่งให้) ปัญจ์ (ห้า) ปัญญ์ (ความรอบรู้ )
ปณั ณ์ (หนงั สือ) ปณั หิ์ (สน้ เทา้ )
พาณ (ลูกปืน) พาน (ภาชนะใส่ของ) พาล (ช่ัว
ร้าย) พาฬ (สัตวร์ ้าย)
พาด (พิง) พาต (ลม) พาท (ถ้อยคํา) พาทย์
(เคร่ืองประโคม) พาธ (ความทุกข์) พาส (อยู่) พาสน์
(เครื่องนงุ่ ห่ม) ภาษ (บอก) ภาษณ์ (การพูด)ภาส (แสงสว่าง)
เพท (มนตค์ าถา) เพศ (ลักษณะทบ่ี อกใหร้ ู้วา่ เป็น
ชายหรือหญิง) เพส (ย่ีสบิ ) เภท (ทําลาย)
รุด (รีบไป) รุจ (สว่าง) รุจน์ (พอใจ) รุต (เสียง
สัตว์) รุทธ์ (กดั ก้ัน) รทุ ร (นา่ กลัวมาก (รุษฏ์ (แค้นเคือง)
โรจน์ (สว่าง) โรท (ร้องไห้) โรธ (ขัดขวาง) โรษ
(แค้นเคอื ง)
อิฐ (ดินเผาใช้ก่อสร้าง) อิด (อ่อนใจ) อิศร (เป็น
ใหญ่) อษิ ฎ์ (การบูชา)
หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๙๔ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
พุด (ชื่อไม้ดอก) พุทธ (พระพุทธเจ้า) พุฒ
(เจริญ) พุธ (วันที่ส่ีของสัปดาห์) ภุช (กิน) ภุต (กินแล้ว) ภุส
(ข้าวลบี )
ควณ (คํานวณ) ควน (เนนิ ) ควร (ถูกต้อง)
ศักดิ์ (กําลัง,ฐานะ) ศักย์ (แรงเคล่ือนไฟฟ้า) สัก
(ไม้ชนดิ หนึง่ ,ที่มแทงดว้ ยของแหลม) สคั (สวรรค)์
ศทู ร (วรรณะท่ีสี่ในอินเดีย) สูด (หายใจเข้า) สูต
(สารถ)ี สตู ร (กฎ) สตู ิ (การเกิด) สทู (คนครวั )
จณุ (ผง) จุน (คํา้ ยันไว)้ จุล (เล็ก นอ้ ย)
โจทก์ (ผู้กล่าวหา) โจทย์ (ปัญหาเลข) โจษ (เล่า
ลอื )
ทัณฑ์ (โทษจากความผิด) ทันต์ (ฟัน) ทัน (เท่า
เทียม ) ธรรม์ (คณุ งามความด)ี ธัญ (ขา้ วเปลอื ก)
วัด (สถานที่ทางศาสนา) วัฒน์ (ความเจริญงอก
งาม) วัตร (กิจพึงกระทํา) วัสตร์ (ผ้า) วัสน์ (ท่ีอยู่) วรรษ
(นาํ้ ฝน)
จากเนื้อหาข้อมูลของพยางค์และคําในภาษาไทยที่อธิบาย
มาสรุปได้ว่า พยางค์กําหนดจากการเปล่งเสียงออกมาแต่ละคร้ัง
จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ เปล่งเสียงออกมา ๑
คร้ัง เรียกว่า ๑ พยางค์ ๒ คร้ัง เรียกว่า ๒ พยางค์ กําหนดนับ
พยางค์ตามจํานวนเสียงท่ีเปล่งออกมา ซ่ึงพยางค์ไม่ได้เก่ียวกับ
เร่ืองของความหมาย แต่ถ้าหากพยางค์ใดมีความหมายก็จัดเป็น
คํา ซงึ่ ในภาษาไทยมคี ําพยางค์เดียวเป็นส่วนมาก
หลกั ภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๙๕ พระครูคัมภีร์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
ส่วนคําในภาษาไทยกําหนดจากความหมายเป็นสําคัญ ใน
๑ คําอาจมีพยางค์เดียวหรือมากพยางค์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ
ความหมายที่ปรากฏกํากับในคํานั้น ๆ บางทีเรียกว่า คําศัพท์
เพราะว่าคําศัพท์สื่อถึงความหมาย และในภาษาไทยพบว่ามีคํา
มูลเป็นพ้ืนฐาน แต่ได้เพ่ิมคําเพิ่มความหมายด้วยวิธีการสร้างคํา
ประสม ซ่ึงนําคํามูลมาประสมกับคํามูลเป็นคําใหม่และ
ความหมายใหม่ ทําให้คําในภาษาไทยมีจํานวนมากขึ้น อีกท้ัง
ยังมีภาษาต่างประเทศเข้ามาปะปนในภาษาไทยอีกด้วย ทําให้
คาํ เพมิ่ จาํ นวนมากขนึ้ อีกเชน่ เดยี วกัน
นอกจากน้ัน การสมาสสนธิคําในภาษาไทยที่ได้รับอิทธิพล
จากภาษาบาลีสันสกฤตก็เป็นอีกส่วนหน่ึงที่ทําให้คําในภาษาไทย
มีมากขึ้น อย่างไรก็ตามคําในภาษาไทยยังได้จัดกลุ่มคําตาม
ประเภทของคํา เช่น กลุ่มคํานาม กลุ่มคําสรรพนาม กลุ่ม
คาํ กริยา กล่มุ คําวเิ ศษณ์ เป็นตน้
จากท่ีสรุปในเบื้องตน้ ยังพบได้อีกว่า ใน ๑ คํา ถ้าหากมีคํา
พยางค์เดียวก็เป็นอันเข้าใจ และถ้า ๑ คํา มีมากพยางค์ และมี
๑ ความหมายก็เป็นอันเข้าใจเช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากว่า ๑ คํา มี
มากกว่า ๑ พยางค์ ซึ่งสามารถแยกคํามากกว่า ๑ พยางค์ ออก
จากกัน แล้วส่วนท่ีแยกออกจากกันนั้นต่างก็มีความหมาย
เรียกว่า หน่วยคํา ซ่ึงส่วนนี้ก็มีความสําคัญในการวิเคราะห์คําใน
ภาษาไทยใหม้ ีความรคู้ วามเขา้ ใจมากยิ่งข้นึ
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๙๖ พระครคู ัมภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.
๖
วลีและประโยคในภาษาไทย
วลีและประโยคในภาษาไทย หากจะกล่าวเช่ือมโยงให้เห็น
ถึงความสําคัญทางภาษาแล้ว สามารถกล่าวได้ว่าเป็นหน่วยทาง
ภ าษ าที่ มี ขน าดให ญ่ และสื่อค วาม ห ม าย ได้ เพ ราะว่า
องค์ประกอบทางภาษาต้องเร่ิมตั้งแต่เสียง ภาษา และ
ความหมาย ถึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายของการ
ส่ือสารด้วยภาษาของมนุษย์ จากบทท่ีศึกษาผ่านมา หาก
ทบทวนเพ่ือเช่ือมโยงข้อมูลอ้างอิงบทจะเห็นว่า นักภาษา
พยายามอธิบายให้เข้าใจในเรื่องของภาษาว่า ภาษาเริ่มจาก
องค์ประกอบที่เล็กท่ีสุดมารวมกันจนถึงภาษามีองค์ประกอบท่ี
ใหญ่สุด น่ันหมายถึงว่า ภาษาเร่ิมจากองค์ประกอบที่เล็กที่สุด
เรียกวา่ หนว่ ยเสียง ในหน่วยเสยี งขยายใหญ่ขึ้นเป็นเสียง พยางค์
คํา วลี ประโยค และจนถึงความหมายที่มีองค์ประกอบใหญ่ที่สุด
ทางภาษา
อย่างไรก็ตาม วลีและประโยคในภาษาไทย นักภาษาส่วน
ใหญ่ ให้ความสําคัญ กับวลีและประโยคมากกว่าการให้
ความสําคัญกับความหมาย แต่เมื่อเป้าหมายสูงสุดของภาษาอยู่
ท่ีการสื่อความเข้าใจกัน จึงมีนักภาษาหันมาให้ความสนใจใน
เรื่องของความหมายมากย่ิงขึ้น การศึกษาในบทนี้จึงมุ่งอธิบาย
ข้อมูลท่ีสืบค้นเพ่ืออ้างอิงในการนิยามความหมายของวลี ชนิด
หลักภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๑๙๗ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.
ของวลีและโครงสร้างของวลีในภาษาไทย นิยามความหมายและ
ความสําคัญของประโยค ประเภท โครงสร้าง และการวิเคราะห์
ประโยคในภาษาไทย
ความหมายของวลี
นักภาษาได้ให้นิยามความหมายของวลไี ว้ดงั ต่อไปน้ี
วลี หมายถึง คําคําเดียว หรือ คํากับส่วนขยายซ่ึงทํา
หน้าที่เปน็ ส่วนของประโยคชนดิ ต่าง ๆ๖๔
วลี หมายถึง กลุ่มคําหมู่หน่ึง ๆ จํานวนต้ังแต่ ๒ คําขึ้น
ไป และไม่มีความครบท่ีจะเป็นประโยคได้ จะขึ้นต้นด้วยคําชนิด
ไรก่อนก็ได้ และมีคําพ่วงท้ายออกไปอีกคําหน่ึง หรือมากกว่าก็
ได้ ข้อสําคัญที่จะสังเกตก็คือไม่ใช่คําประสม คือ เป็นคําต่อคําท่ี
ใช้ติดตอ่ กัน และมเี นือ้ ความเกีย่ วเนอ่ื งกนั ดว้ ย๖๕
วลี คือ กลุ่มคําตั้งแต่ ๒ คําขึ้นไป ยังไม่มีความครบ
หรือ ขาดส่วนหน่ึงหรือหลายส่วน เช่น กินก่อน ขาดประธาน
ขาดกรรม๖๖
วลี ตามความหมายของไวยากรณ์สมัยใหม่ หมายถึง
คํา ๆ เดียวก็ได้ หลาย ๆ คําก็ได้ ซ่ึงประกอบเป็นส่วนหนึ่งของ
๖๔ ประยุทธ กุยสาคร. ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร.์ (กรุงเทพฯ :
เอกสารการนเิ ทศการศกึ ษาฉบบั ที่ ๒๕๘ ภาคพัฒนาตําราและเอกสารวิชาการ
หนว่ ยการศกึ ษานเิ ทศก์ กรมการฝกึ หดั คร,ู ๒๕๒๗). หน้า ๙๗.
๖๕ จนิ ดา เฮงสมบูรณ.์ ภาษาศาสตรเ์ บอ้ื งตน้ . (กรงุ เทพฯ : สวุ รี ิยา
สาส์น, ๒๕๔๒). หนา้ ๑๘๑.
๖๖ พระยาอปุ กติ ศลิ ปะสาร. หลักภาษาไทย. (กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนา
พานชิ , ๒๕๓๕). หนา้ ๑๙๙.
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๙๘ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
ประโยค เช่น เด็กเดิน นี่คือประโยคหนึ่งประโยค เด็ก เป็นวลี
คือ นามวลี เดิน เป็นวลี คือ กริยาวลี เพราะต่างก็เป็นส่วนหน่ึง
ของประโยค แต่ว่าเม่ือไรท่ีมีแต่คําว่า เด็ก จะบอกว่าเป็นวลี
ไม่ได้ เพราะเดก็ ไม่ได้อยใู่ นประโยคแลว้ ๖๗
วลี คือ กลุ่มคําต้ังแต่ ๒ คาํ ข้นึ ไป ซึ่งยังมีใจความไม่ครบ
ที่จะเป็นประโยคและมีลักษณะแตกต่างจากคําประสม ส่วน
ความหมายของวลีตามแนวภาษาศาสตร์ คือ จะเป็นกลุ่มคําหรือ
คาํ ๆ เดยี วกไ็ ด้๖๘
วลี นั้นได้แก่กลุ่มคําหมู่หน่ึงๆ มีจํานวนคําต้ังแต่ ๒ คํา
ขึ้นไป และไม่มีความครบท่ีจะเป็นประโยคได้ จะขึ้นต้นด้วยคํา
ชนิดไรก่อนก็ได้ และมีคําพ่วงท้ายออกไปอีกหนึ่ง หรือมากกว่าก็
ได้ เรียกว่า วลี ท้ังสิ้น ข้อสําคัญท่ีจะสังเกตก็คือ ไม่ใช่คําประสม
คือเป็นคําต่อคําท่ีใช้ติดต่อกัน และมีเนื้อความเกี่ยวเนื่องกันด้วย
เพื่อสะดวกแก่การจดจํา ท่านจึงตั้งช่ือตามชนิดของคําที่อยู่
ข้างหน้า๖๙
วลี หรือ กลุ่มคํา เป็นการนําคําตั้งแต่สองคําขึ้นไปมา
เรียงต่อกันทําให้เกิดความหมายเพ่ิมข้ึน มีความหมายมาจากคํา
เดมิ ท่ีนาํ มารวมกนั แตไ่ มส่ มบูรณเ์ หมอื นประโยค วลสี ่วนใหญม่ ีคํา
๖๗ เจอื สตะเวทนิ . หลกั ภาษาและการใชภ้ าษาประโยคมธั ยมตอน
ปลาย. กรุงเทพฯ : สทุ ธสิ ารการพมิ พ.์ ๒๕๑๗). หน้า ๑๑๘.
๖๘ วิจินตน์ ภาณพุ งศ์. โครงสร้างของภาษาไทย : ระบบไวยากรณ์.
(พิมพ์ครั้งท่ี ๑๕. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั รามคําแหง, ๒๕๔๓). หน้า ๒๔๕.
๖๙ ระเบียบภาษาไทยและประเภทวลี. (เวบ็ ไซต์ : http://www.
silpathai.net/ระเบียบภาษาไทย/), เข้าถงึ ขอ้ มูลเม่ือ ๒๘ กนั ยายน ๒๕๖๒.
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๙๙ พระครูคัมภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
กลางที่สําคัญหนึ่งคําท่ีเป็นตัวบ่งบอกถึงประเภทของวลี คําน้ัน
เรยี กว่าเป็น "คําหลกั " ของวลี ดังน้นั เราสามารถแบง่ ประเภทของ
วลตี ามคาํ หลกั ของวลี๗๐
วลี คอื หน่วยที่มีความยาวอยรู่ ะหวา่ งคําและประโยค๗๑
สรุปได้ว่า วลี คือ กลุ่มคํา หรือ คําต้ังแต่ ๒ คําข้ึนไป มา
รวมกัน แต่ใจความยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเราจะนับวลีว่าเป็นส่วนหนึ่ง
ของประโยค มคี วามยาวของข้อความอยรู่ ะหว่างคาํ และประโยค
มีกลุ่มคําประธาน กริยา และกรรม หรือภาคประธานและ
ภาคขยายประธานไม่ครบสมบูรณ์ให้เป็นประโยคได้ เช่น อ่าน
หนังสือ กินข้าว แผ่นฟ้าท้องนา เป็นต้น จะสังเกตได้ว่า คําว่า
อ่านหนังสือ เราจะไม่เข้าใจทันทีถ้ามีคนมาพูดคํานี้ เพราะเราจะ
สงสัยว่าแล้วใครหละอ่านหนังสือ หากเดิน ๆ มาแล้วพูดว่า อ่าน
หนังสือ น่ัน หมายความว่า ข้อความยังไม่สมบูรณ์ ดังน้ันเราก็จะ
ถอื ว่าเป็นวลนี น่ั เอง
ชนดิ ของวลี
ชนิดของวลี พบข้อมูลอ้างอิงของประยุทธ กุยสาคร๗๒
แบ่งออกเป็น ๒ แนว คือ ตามแนวหลกั ภาษาเดิม และตามแนว
ภาษาศาสตร์ ดังน้ี
๗๐ วิกพิ ีเดยี . วล.ี (เว็บไซต์ : https://th.wikipedia.org/wiki/),
เข้าถงึ ข้อมลู เม่ือ ๒๘ กนั ยายน ๒๕๖๒.
๗๑ อดุ ม วโรตม์สิกขดติ ถ์. ภาษาศาสตร์เบอ้ื งต้น. พิมพค์ รงั้ ที่ ๑๘.
(กรงุ เทพฯ : สํานักพมิ พ์มหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๔๗). หน้า ๑๘๖.
หลกั ภาษาไทยเบือ้ งต้น ๒๐๐ พระครูคัมภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
๑ ตามแนวหลกั ภาษาเดมิ มี ๗ ชนิด ดังน้ี
๑.๑ นามวลี หมายถึง วลีที่มคี ํานามนําหน้า เช่น
ถนนสายหนง่ึ พระรูปที่ ๕
จังหวัดนครพนม นาฬิกาขอ้ มอื เรอื นทอง
ชาวเมืองสกลนคร อาจารย์ศักดส์ิ ทิ ธ์ิ
๑.๒ สรรพนามวลี หมายถึง วลีที่มีคําสรรพนาม
นําหน้า หรอื วลที ่ีทาํ หน้าทเี่ ปน็ คําสรรพนาม เชน่
ขา้ พเจ้า ขา้ พระบาท ข้าพระพทุ ธเจา้
ใตเ้ ท้า ใต้ฝ่าพระบาท ใตฝ้ ่าละอองธุลพี ระบาท
พระองค์ ท้าวเธอ ทา้ วพระกรุณา
๑.๓ กริยาวลี หมายถึง วลีที่มีคํากริยานําหน้า โดยมี
ความหมายเปน็ เรอื่ งเดยี วกนั เชน่
นงั่ ร้องเพลง ทาํ งานหนกั
เปน็ หนงั หน้าไฟ หวงั แตป่ ระโยชน์ฝา่ ยเดียว
ถึงแก่กรรม เสด็จสรรคาลัยสุรโลก
๑.๔ วิเศษณ์วลี หมายถึง วลีท่ีมีคําวิเศษณ์นําหน้า
และทําหน้าที่ประกอบคําอ่ืนอย่างเดียวกับคําวิเศษณ์ อาจ
ประกอบนาม ขยายกรยิ า ขยายวิเศษณ์ดว้ ยกนั เองกไ็ ด้ เช่น
ช้างสามเชอื ก (ขยายนาม)
เราสามคน (ขยายสรรพนาม)
เรากินขา้ วจเุ หลือประมาณ (ขยายกรยิ า)
๗๒ ประยุทธ กุยสาคร. ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร์. (อ้างแล้ว). หน้า
๑๒๓-๑๒๗.
หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๒๐๑ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
เราคงงามเลิศเหลือประมาณ (ขยายวิเศษณ์ซ่ึงทํา
หน้าที่เป็นกรยิ า)
๑.๕ บุพบทวลี หมายถึง วลีที่มีคําบุพบทอยู่หน้า
คําอื่น อาจอยู่หน้าคํานาม สรรพนาม หรือกริยาสภาวมาลา
เชน่
ขา้ แตส่ มาชกิ ทั้งหลาย (นาํ หนา้ นาม)
ขา้ แตท่ า่ นท้งั หลาย (นาํ หน้าสรรพนาม)
เพือ่ ชมเล่น (นําหน้ากริยาสภาวมาลา)
๑ .๖ สันธานวลี หมายถึง วลีที่ทําหน้าที่เป็น
คาํ สนั ธาน คอื ทําหนา้ ทเ่ี ชอ่ื มคาํ เชอ่ื มความ เชื่อมประโยค เช่น
เขามีความรกั ในลูกและเมยี
ถงึ ฝนจะตกฉันก็จะไป
เพราะฉะนัน้ เขาจึงต้องไปหาหมอ
กรณีคําสันธานท่ีแยกออกจากกัน เพอื่ เชื่อมความ
ใหต้ ิดต่อกัน เรียกว่า สันธานคาบเก่ียว
๑.๗ อุทานวลี หมายถงึ วลีที่ใช้เป็นคําอุทาน จะมีคํา
อุทานนาํ หน้าหรือไมก่ ไ็ ด้ เช่น
โออ้ กเอ๋ย โอ้ยตายแล้ว โอพระเวสสนั ดร
เวรเอย๋ เวร อนจิ จาความรกั เอ๋ย
อุทานวลบี างลักษณะเป็นอุทานวลีเสริมบท เชน่
ไมล่ ืมหูลืมตา เขา้ อกเขา้ ใจ
๒ ตามแนวภาษาศาสตร์ แบ่งวลีออกเป็น ๕ ชนิด
ดังต่อไปน้ี
หลักภาษาไทยเบ้ืองต้น ๒๐๒ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานุวัตร,ดร.
๒.๑ นามวลี อาจเปน็
นามคําเดยี ว เช่น ฝน
สรรพนามคําเดียว เช่น เขา
นาม + ส่วนขยาย เช่น ปกหนังสือ ต๋ัวน้ี ถาด
ใบนัน้
สรรพนาม + ส่วนขยาย เช่น คุณคนน้ัน คุณน่ัน
เธอคนเดยี ว
นามวลี ทําหน้าท่ีเป็นหน่วยประโยคหน่วยใด
หน่วยหนึง่ ใน ๔ หนว่ ย ดงั น้ี
๑ ทําหนา้ ทเี่ ป็นหน่วยประธาน (ป) เชน่
รถใหญก่ ินน้าํ มนั (นาม + สว่ นขยาย)
รถคนั นสี้ วยมาก (นาม + สว่ ยขยาย)
๒ ทาํ หน้าทเ่ี ป็นหน่วยกรรมตรง (กต) เชน่
คุณไม่คอ่ ยซอื้ รถใหม่
เขาจะเชญิ เราท้งั สองคน
๓ ทาํ หนา้ ทเ่ี ป็นหน่วยกรรมรับรอง (กร) เช่น
ครูยงั ไมไ่ ด้บอกคะแนนนกั เรยี นคนหนง่ึ
เพ่อื นจะใหข้ องขวัญคณุ คนน้ัน
๔ ทาํ หน้าที่เป็นหน่วยนามเด่ยี ว (นด) เช่น
สบู่ก้อนเดยี วเท่านัน้ เอง
ทา่ นทเ่ี คารพทง้ั หลาย
๒.๒ กริยาวลี หมายถึง กริยาคําเดียว หรือคํากริยา
กับส่วนขยายซ่ึงทําหน้าท่ีเป็นหน่วยประโยคหน่วยใดหน่วยหน่ึง
ใน ๓ หนว่ ย ดงั ต่อไปน้ี
หลกั ภาษาไทยเบอื้ งต้น ๒๐๓ พระครคู ัมภีร์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
๑ ทาํ หนา้ ที่เปน็ กรยิ าอกรรม เช่น
ผ้าแห้งแลว้ ข้าวยงั ไมส่ ุก บา้ นเพ่ิงกวาด
๒ ทาํ หนา้ ทเ่ี ป็นหนว่ ยกรยิ าสกรรม เช่น
เขาท้งิ จดหมายไปแล้ว รั บ ป ร ะ ท า น
อาหารดว้ ยกนั ไหม
๓ ทําหน้าทเ่ี ป็นกรยิ าทวกิ รรม เช่น
ครู อยากสอน หนงั สอื เดก็ พวกน้ี
เรา ไมต่ อ้ งอบรม มารยาท เดก็ ดี
๒.๓ วิเศษณ์วลี หมายถึง คําวิเศษณ์คําเดียว หรือ
คําวิเศษณ์ท่ีมีคําบุพบทตามนําหน้า ซึ่งทําหน้าท่ีเป็นหน่วยเสริม
ประโยค
คาํ วเิ ศษณค์ ําเดยี ว เช่น นา่ กลวั ปกติ ธรรมดา
คําวิเศษณ์ที่มีตามนําหน้า เช่น ตามปกติ ตาม
ธรรมดา
๒.๔ สถานวลี หมายถึง นามวลีท่ีนําหน้าด้วยคําบุพ
บทคําเดียว สองคํา หรือสามคํา ซึ่งทําหน้าท่ีเป็นหน่วยเสริมใน
ประโยค หรือ คําบุพบท ๒ คําเรยี งกัน
สถานวลีทําหน้าท่ีเป็นหน่วยเสริม เช่น บนเตา
ขา้ งถนน ทีบ่ ้าน ฯลฯ
ที่เป็นบุพบท ๒ คําเรียงกัน เช่น ข้างหน้า ข้างใน
ข้างนอก ฯลฯ
๒.๕ กาลวลี หมายถึง คําบอกเวลากับส่วนขยาย ซ่ึง
ทําหน้าที่เป็นหน่วยเสริมในประโยค เช่น วันน้ี อาทิตย์เดียว
ตอนบา่ ย เมื่อตอนกลางวันวันนี้ เมื่อเดอื นท่ีแลว้
หลกั ภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๒๐๔ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
นยิ ามความหมายของประโยค
ความหมายและความสําคัญของประโยคในภาษาไทย มีผู้
ศึกษาทสี่ ามารถนาํ มาเป็นข้อมลู อา้ งอิงได้ดังต่อไปนี้
ประโยค คอื ถ้อยคาํ ทมี่ ีเน้ือหาความบริบูรณ๗์ ๓
ประโยค คือ หน่วยที่เราอาจวิเคราะห์ลักษณะทาง
ไวยากรณ์ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ประโยคอาจทําหน้าท่ีและ
ตามหลังด้วยการหยุด และในเวลาพูดจะมีลักษณะเฉพาะทาง
เสียง คือ มีทํานองเสียงบ่งบอกให้รู้ก่อนจะหยุด นอกจากนี้
ประโยคอาจมีความหมายบริบูรณ์ในตัวเอง หรือต้องอาศัยบริบท
ช่วยจึงมีความหมายบริบูรณ์ก็ได้ ประโยคอาจมีส่วนประกอบ
เพียงส่วนเดียวหรือหลายสว่ นกไ็ ด๗้ ๔
ความหมายของประโยคในทัศนะของนักไวยากรณ์รุ่น
เก่ากับนักไวยากรณ์รุ่นใหม่มีข้อแตกต่างกันที่สําคัญ คือ ประโยค
ในทัศนะของนักไวยากรณ์รุ่นเก่าเน้นในแง่กลุ่มคําที่มีเนื้อความ
สมบูรณ์ มีลักษณะเป็นประโยคไวยากรณ์มากกว่าประโยคภาษา
พูด เช่น พระยาอุปกิตศิลปสาร ให้ความหมายของประโยคว่า
ประโยค คือ ถ้อยคําที่มีเน้ือความครบบริบูรณ์ อธิบายเพิ่มเติมได้
ว่า ลักษณะของประโยคต้องประกอบด้วยภาคประธาน และภาค
แสดง คือ กริยาอาการจนรู้วา่ ใคร ทําอะไร ส่วนนักไวยากรณ์รุ่น
ใหม่ไม่เน้นในแง่กลุ่มคําท่ีมีเน้ือความสมบูรณ์ แต่เน้นในแง่ความ
๗๓ พระยาอปุ กิตศลิ ปะสาร. หลกั ภาษาไทย. (กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นา
พานชิ , ๒๕๓๕). หนา้ ๑๙๒.
๗๔ วิจินตน์ ภาณุพงศ.์ โครงสรา้ งของภาษาไทย : ระบบไวยากรณ์.
(พิมพค์ ร้ังท่ี ๑๕. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคําแหง, ๒๕๔๓). หนา้ ๑๓๓.
หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๒๐๕ พระครูคมั ภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.
เข้าใจระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังเป็นสําคัญ หรือเน้นลักษณะประโยค
ภาษาพูดมากกว่าประโยคไวยากรณ์ ดังนั้น ประโยคทัศนะของ
นักไวยากรณ์ รุ่นใหม่ไม่จําเป็นต้องเป็นกลุ่มคํา หรือต้อง
ประกอบด้วยภาคประธานและภาคแสดง จินดา งามสุทธ์ิ อ้าง
ถึง วิจินตน์ ภาณุพงศ์ ซึ่งให้ความหมายของประโยคในทัศนะ
นักไวยากรณ์รุ่นใหม่ สรุปได้ว่า คํานามตัวเดียวหรือกริยาคํา
เดียวก็มีลักษณะเป็นประโยคได้ เช่น ถามว่า ใครอยู่บ้าน ตอบ
ว่า แดง ก็สามารถเป็นประโยคได้ เพราะสามารถสื่อสารเขา้ ใจกัน
ได้ระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบ แต่อย่างไรก็ตาม ประโยคในทัศนะ
ของนักไวยากรณ์รุ่นใหม่รวมถึงรุ่นเก่ามีลักษณะท่ีตรงกันอย่าง
หน่ึง คือ เน้นความเข้าใจระหวา่ งผู้ฟัง หรอื ผู้อ่านเป็นสําคัญ คํา
ก็ดี ความก็ดี ถ้าผู้ฟังหรือผู้อ่านสามารถเข้าใจก็ถือว่าเป็น
ประโยค๗๕
อย่างไรก็ตาม การให้ความหมายและความสําคัญของ
ประโยค วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์๗๖ ได้อธิบายไว้ว่า คําที่
ประกอบข้ึนเป็นประโยค ต้องมีตําแหน่งคําท่ีเฉพาะจึงจะได้
ความหมาย มิใช่ว่าคําใดจะอยู่ตําแหน่งใดก็ได้ และสามารถส่ือ
ความหมายได้ การนําคํามาเรียงกันเข้าเป็นประโยคมีขอบเขต
จํากัด หรือมีกฎเกณฑ์ที่เราจะต้องทําตามเพื่อท่ีจะให้ได้ประโยค
ท่ีถูกต้องออกมา กฎเกณฑ์การสร้างประโยค (syntactic rules)
๗๕ ประยุทธ กยุ สาคร. ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร.์ (อ้างแล้ว). หน้า
๑๓๔-๑๓๕.
๗๖ วิไลวรรณ ขนษิ ฐานันท์. ภาษาและภาษาศาสตร.์ (กรงุ เทพฯ :
สาํ นกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗). หนา้ ๙๐-๙๗.
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๒๐๖ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
หรือการเรียงคํานี้นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเช่ือมระหว่าง
ภาษาระดับลึกกับภาษาระดับผิว ภาษาระดับลึกเป็นเร่ืองที่
ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมยุ่งยากซับซ้อน ยังไม่มีใครสามารถ
ศึกษาได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาหรือ
กล่าวถึงภาษาระดับผิว แล้วก็โยงไปถึงระดับลึก หรือเป็นการ
กลา่ วถึงสิ่งที่เห็นได้และโยงไปสู่สิ่งที่ไมม่ ีตวั ตน สาํ หรบั การศกึ ษา
เรื่องประโยค เราจะเร่ิมโดยการสังเกตรูปประโยคที่เราใช้อยู่ใน
ภาษา ตัวอย่าง เช่น ประโยคว่า หนังสือเล่มนี้แสดงความคิด
แนวใหม่ ประกอบขึ้นด้วยคําว่า หนังสือ + เล่ม + นี้ + แสดง +
ความ+ คิด + แนว + ใหม่ จากประโยคนี้เราสังเกตได้ว่า ส่ิง
สาํ คญั ในการประกอบคาํ ขน้ึ เปน็ รูปประโยคมี ๓ อย่าง คือ
๑ การเรียงลําดับ การเรียงลําดับเป็นส่ิงจําเป็นมาก
สําหรับประโยค เพราะลําดับของคําในประโยคทําให้เกิด
ความหมายต่าง ๆ เชน่ แตงเตะต๋อง แตง เป็นผู้กระทํา และต๋อง
เป็นผู้ถูกกระทํา แต่ในประโยค ต๋องเตะแตง สื่อความหมายที่
ตรงกันข้าม กล่าวคือ ต๋อง เป็นผู้กระทํา ใน ๒ ประโยคน้ีมี
คําศัพท์เหมือนกัน และมีจํานวนเท่ากัน แต่แตกต่างกันที่การ
ลําดับคําเท่านั้น ภาษาแต่ละภาษามีวิธีหรือกฎเกณฑ์ในการ
เรียงลําดับเฉพาะแบบต่าง ๆ กัน ถ้าจะสร้างประโยคทีมี
ความหมายก็ต้องเรียงคําตามกฎเกณฑ์ของภาษานั้น ๆ ถ้าคําใน
ประโยคไม่เป็นไปตามขอบข่ายของการเรียงลําดับคําความหมาย
กไ็ ม่เกดิ
๒ ความสัมพันธ์ของคํา ถ้าสังเกตคําในประโยคท่ัวไป
จะเห็นว่า คําบางคํามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากกว่าคําอื่น ๆ
หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๒๐๗ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
ในประโยค เช่น ในประโยค หนังสือเล่มนี้แสดงความคิดแนว
ใหม่ คําว่า น้ี มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคําว่า เล่ม มากกว่าคํา
ใด ๆ ในประโยค คําว่า เล่ม มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคําว่า
หนังสือ มากกว่า คําว่า แสดง หรือ แนว หรือ ใหม่ ในทํานอง
เดียวกัน คําว่า ใหม่ ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคําว่า แนว
มากกว่าคําอื่น ๆ คําใดที่ใกล้ชิดกันมากสามารถรวมตัวเข้า
ด้วยกันเป็นหน่วยได้ เรียกว่า หน่วยรวม (constituent)
ตัวอย่างเช่น เล่มนี้ หรือ แนวใหม่ เป็นหน่วยรวมของประโยค
หนังสือเล่มนี้แสดงความคิดแนวใหม่ แต่ เล่ม กับ คิด แสดง กับ
น้ี ไม่นับเป็นหน่วยร่วมของประโยค เพราะคําพวกนี้รวมตัวกัน
ไมไ่ ด้
๓ ประเภทของคาํ ถ้าสงั เกตหนว่ ยร่วมจะเหน็ ว่า คาํ บาง
คําเท่านั้นท่ีเกิดร่วมกันได้ คําบางคําเราจะจัดรวมเป็นหน่วยร่วม
ไม่ได้ เม่ือเป็นเช่นน้ีก็หมายความว่า คําทั่ว ๆ ไปไม่เหมือนกัน
หมด แต่มีการแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ มีคุณสมบัติต่างกัน
คําถามท่ีจะต้องยกขึ้นมา คือ คําแบ่งออกเป็นก่ีประเภท แต่ละ
ประเภทมีคุณสมบตั ิอะไรบ้าง
ผู้ศึกษาได้ให้ความสนใจแก่คําถามน้ีมานานแล้ว และ
พยายามคน้ คว้าให้คําตอบตา่ ง ๆ กนั นักไวยากรณโ์ บราณแบง่ คํา
ออกเป็น ๗-๘ ประเภท คือ นาม สรรพนาม กริยา คุณศัพท์
วิเศษณ์ บุพบท สันธาน อุทาน แต่มาตราในการแบ่งคําของนัก
ไวยากรณ์ท่ีใช้ในการแบ่งคําท้ัง ๘ ประเภทน้ีไม่เหมือนกัน บ้างก็
ใช้ความหมาย บ้างก็ใช้หน้าท่ี ยกตัวอย่าง เช่น คําท่ีจัดว่าเป็น
คํานาม คือ คําท่ีใช้เรียกช่ือคน สัตว์ ส่ิงของ ฯลฯ คํากริยา คือ
หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๒๐๘ พระครูคัมภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
คําท่ีแสดงกิริยาอาการ ฯลฯ จะเห็นว่ามาตราในการจัดแบ่งคํา
สรรพนาม และคําวิเศษณ์ คือ หน้าที่ ซ่ึงต่างไปจากมาตรการใน
การแบง่ คาํ นามและคํากริยา
นักภาษาศาสตร์รุ่นหลังมองเห็นความลักลั่นในการแบ่งคํา
ของนักไวยากรณ์โบราณ จึงคิดหาวิธีการแบ่งคําข้ึนมาใหม่ คือ
ใช้ตําแหน่งคําในประโยคและการเกิดร่วมกับคําอื่น หรือดูจาก
อุปสรรคและปัจจัยท่ีมาใช้เติม การหาว่าคําใดเป็นคําประเภท
เดียวกันหรือไม่ ดูได้จากคําน้ัน ๆ สามารถเกิดแทนที่กันใน
ประโยคไดห้ รือไม่
คําประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ จะมารวมตัวกันเข้าเป็นประโยค
โดยมีตําแหน่งการเรียงคําต่าง ๆ กันไปแต่ละภาษา บางภาษา
อาจจะขึ้นต้นประโยคด้วยประธาน แต่บางภาษาอาจจะขึ้นต้น
ประโยคด้วยกริยา เมื่อต้องการทราบว่าภาษาใดมีการเรียงคํา
อย่างไรก็ต้องทําการศึกษาโดยเฉพาะ เช่น ในภาษาไทยมีการ
เรียงคําท่ีเป็นประธานไว้ก่อน แล้วตามมาด้วยกริยาและกรรม ซึ่ง
อาจมกี ไ็ ด้ ไมม่ กี ็ได้
ประเภทของประโยค
ประเภทของประโยค จินดา เฮงสมบูรณ๗์ ๗ ได้อธิบายไวว้ ่า
ไวยากรณ์โครงสร้างจําแนกประโยคในภาษาไทยที่เป็นภาษาพูด
ได้ ๒ วธิ ี คอื
๗๗ จินดา เฮงสมบูรณ.์ ภาษาศาสตร์เบื้องต้น. (กรงุ เทพฯ : สุวีริยา
สาส์น, ๒๕๔๒). หนา้ ๑๗๓-๑๗๕.
หลักภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๒๐๙ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
วิธีที่ ๑ แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ ประโยคเร่ิม และประโยค
ไม่เร่ิม โดยพิจารณาว่า เป็นประโยคมีความหมายสมบูรณ์ใน
ตัวเองหรือไม่ หรือว่าต้องอาศัยบริบทช่วยจึงจะมีความหมาย
สมบูรณ์
ประโยคเริ่ม หมายถึง ประโยคซ่ึงเราใช้เร่ิมต้นบท
สนทนาได้ เพราะเม่ือพูดแลว้ ผู้ฟังจะเข้าใจความหมายไดท้ ันที ไม่
ต้องอาศัยคาํ พดู ที่มากอ่ น เชน่
เธอเคยไปเชียงใหมไ่ หม
เม่ือวานใครมาหาเธอ
เรื่องประโยคนี้ยากจัง
สนุ ัขกดั เพอ่ื นของมาลี
ทองคาํ กาํ ลงั ลดราคา
ประโยคไม่เร่ิม หมายถงึ ประโยคท่ีใชเ้ พียงลําพังแล้ว
ผู้ฟังจะไม่เข้าใจ ต้องใช้ตามหลังประโยคเริ่ม หรือใช้ร่วมกับ
สถานการณ์ เช่น
เคย (ตามหลังประโยค เธอเคยไปเชยี งใหมไ่ หม)
เพื่อนที่โรงเรียนเก่า (ตามหลังประโยค เมื่อวาน
ใครมาหาเธอ)
จริง ๆ ด้วย (ตามหลังประโยค เร่ืองประโยคน้ี
ยากจงั )
หอมจงั (ขณะทีค่ นหน่งึ กาํ ลังดมดอกไม)้
ในวันงานหวังว่าฝนคงไม่ตก (ผู้พูดและผู้ฟังรู้ว่า
พดู ถงึ วันงานอะไร)
หลกั ภาษาไทยเบือ้ งต้น ๒๑๐ พระครูคัมภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
ตกลงจะขายไหม (ผู้พูดและผู้ฟังเคยพูดถึงเรื่องท่ี
จะขายของอยา่ งหนึ่ง)
วิธีท่ี ๒ แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ ประโยคสามัญ ประโยค
ซับซ้อน ประโยคผสม และประโยคเชื่อม โดยพิจารณาลักษณะ
โครงสรา้ งของประโยคเปน็ เกณฑ์
๑ ประโยคสามัญ ได้แก่ ประโยคท่ีมีส่วนประกอบ
เพียงส่วนเดียวหรือหลายส่วนเรียงกัน โดยไม่มีส่วนใดเป็นอนุ
พากย์ ประโยคสามัญจะเป็นประโยคเร่ิม หรือประโยคไม่เริ่มก็
ได้ เชน่
เล็กไปไหนมา ประโยคเร่มิ
เปลา่ นี่ ประโยคไม่เรม่ิ
วนั นีแ้ ดดจัดจัง ประโยคเร่ิม
นักเรยี นกําลงั ทําแบบฝกึ หัด ประโยคเรมิ่
๒ ประโยคซับซอ้ น ได้แก่ ประโยคท่ปี ระกอบด้วยอนุ
พากย์ตา่ งชนดิ กนั ๒ อนพุ ากยข์ ้นึ ไป ดังตัวอยา่ ง เชน่
ครชู อบนกั เรยี น ท่ีเอาใจใส่การเรยี น
อนุพากย์หลัก อนุพากยค์ ณุ ศพั ท์
ใครเอาใจใสก่ ารเรยี น จะได้รางวัล
อนพุ ากย์นาม อนพุ ากย์หลัก
การที่เธอไม่พูดกับฉนั แสดงว่าเธอยงั โกรธฉันอยู่
อนพุ ากย์นาม อนพุ ากยห์ ลัก อนพุ ากยน์ าม
๓ ประโยคผสม ได้แก่ ประโยคท่ีประกอบด้วยอนุ
พากยห์ ลัก ต้งั แต่ ๒ อนพุ ากยข์ ้นึ ไป เชน่
โรงเรียนเปดิ แล้ว แต่เขายงั ไม่มาเรียนเลย
หลักภาษาไทยเบ้อื งต้น ๒๑๑ พระครูคัมภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
อนุพากย์หลกั อนพุ ากย์หลัก
ฉันจะไปบ้านน้า แล้วจะไปสระผม แล้วก็จะไป
จา่ ยกับขา้ ว
อนุพากย์หลัก อนุพากย์หลัก อนพุ ากย์หลัก
คําว่า แต่ แล้ว แล้วก็ เป็นคําเชือ่ มอนพุ ากย์
๔ ประโยคเช่ือม ได้แก่ ประโยคสามัญชนิดประโยค
ไม่เร่ิม ซงึ่ ข้นึ ตน้ ด้วยคําเชือ่ มอนุพากย์ ดงั ตวั อยา่ ง เชน่
๑ ถ้าเขาไมอ่ ยู่ละ่
๒ เพราะเธอไมม่ าทีเดียว
ก พรุ่งนี้จะไปเยี่ยมนิดที่บ้าน (พูดก่อนประโยค
๑)
ข เมอื่ วานเลก็ โกรธใหญ่เลย (พูดก่อนประโยค ๒)
นอกจากน้ัน ประยุทธ กุยสาคร๗๘ ได้อธิบายเรื่องของ
ประโยคในภาษาไทยไว้ว่า ประโยคสามารถแบ่งออกเป็น ๒
ประเภทใหญ่ ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑ ประเภทของประโยคตามแนวหลักภาษาเดิม
สามารถแบง่ ชนิดของประโยคได้หลายลกั ษณะ ดงั ต่อไปน้ี
๑.๑ แบ่งตามลักษณะการเรียงคําในประโยค
เรยี กวา่ รูปประโยค มี ๕ ชนดิ ดังนี้
๑ ประโยคกรรตุ คือ ประโยคที่มีประธานอยู่
ข้างหน้าแล้วจึงถึงกริยากรรม หรือ ส่วนขยายตามลําดับ บาง
๗๘ ประยุทธ กุยสาคร. ภาษาไทยเชงิ ภาษาศาสตร์. (อ้างแล้ว). หน้า
๑๓๗-๑๔๒.
หลักภาษาไทยเบ้อื งต้น ๒๑๒ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
กรณีอาจละประธานหรือกรรมก็ได้ เช่น พัดลม แมวกัดหนู เดิน
เรว็ ฯลฯ
๒ ประโยคกรรม คือ ประโยคท่ีเอากรรมหรือ
ผถู้ กู กระทํามาเป็นประธาน เชน่ เขาถูกด่า ตามีถูกเสือกิน ฯลฯ
๓ ประโยคกริยา คือ ประโยคท่ีเอากรรมหรือ
ผู้ถูกกระทํามาเป็นประธาน เช่น เกิดพายุใต้ฝุ่นทางภาคใต้ มี
โรคไขเ้ ลือดออกระบาดทีภ่ าคเหนอื
๔ ประโยคการิต คือ ประโยคท่ีมีผู้รับใช้เพ่ิม
ขึ้นมา เชน่ ครูใหน้ ักเรยี นท่องหนังสอื พอ่ ให้ลกู ดูแลสวน
๕ ประโยคกริยาสภาวมาลา คือ ประโยคท่ี
นาํ เอาคํากริยามาทาํ หน้าทีอ่ ย่างคํานาม โดยนาํ หนา้ ประโยค เช่น
เดินเล่นทุก ๆ เช้า เป็นการออกกําลังกายท่ีดี ออกไปเที่ยวคํ่า ๆ
มืด ๆ เสมอไม่ดี
๑.๒ แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของประโยค มี
๓ ชนิด ดงั น้ี
๑.๒.๑ เอกัตถประโยค คือ ประโยคที่มี
ขอ้ ความเพยี งขอ้ ความเดยี ว เช่น
โอโ้ ฮ ฝนตกหนักจงั
ฉนั ชอบอากาศชายทะเล
เขาเป็นบุตรชายคนโตของฉนั
๑.๒.๒ อเนกัตถประโยค คือ ประโยคท่ีรวม
เอาประโยคความเดยี วตั้งแต่ ๒ ประโยคข้นึ ไปเข้าไว้ด้วยกัน โดย
มีคําสันธานเช่ือมระหว่างประโยคความเดียวเหล่าน้ัน แบ่ง
ออกเป็น ๔ ชนดิ ดังนี้
หลักภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๒๑๓ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
ก) อันวยาเนกัตถประโยค คือ อเนกัตถ
ประโยคท่ีมีข้อความคล้อยตามกัน โดยใช้สันธาน และ กับ แล้ว
.......จงึ พอ.......ก็ ฯลฯ เชือ่ มประโยค เช่น
เขาไปทาํ งานแลว้ เขาจงึ กลับบ้าน
พอดนตรีบรรเลง ตัวละครก็เต้นระบํา
ออกมา
ข ) พ ย ติ เรก าเน กั ต ถ ป ระโย ค คื อ
อเนกัตถประโยคท่ีมีข้อความขัดแย้งกันโดยใช้สันธาน แต่ แต่
ทว่า ถึง.......ก็ กว่า.........ก็ แต่.....ก็ ฯลฯ เช่ือมประโยค
เช่น
น้าํ ขน้ึ แตล่ มลง
เขาเคยเหน็ แต่ทวา่ เขาไมร่ ู้จัก
ถึงผมจะจนทรัพย์ แต่ ก็รวยนํ้าใจ
ค) วิกัลปาเนกัตถประโยค คือ อเนกัตถ
ประโยคท่ีมีข้อความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้สันธาน
หรือ มิฉะน้ัน ไม่เช่นนั้น ไม่อย่างนั้น หรือไม่ก็ ฯลฯ เช่ือม
ประโยค เชน่
คณุ จะอยู่หรือจะไป
คุณต้องเลิกเที่ยวกลางคืน มิฉะนั้น คุณ
จะอายุสน้ั
นักเรียนทุกคนต้องทํางาน หรือไม่ก็นอน
เสยี
ง) เหตวาเนกัตถประโยค คือ อเนกัตถ
ประโยคท่ีมีข้อความเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน โดยมีสันธาน จึง
หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๒๑๔ พระครูคัมภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
ฉะนั้น ดังนั้น เพราะ....จึง เพราะฉะน้ัน.....จึง ฯลฯ เชื่อม
ประโยค เช่น
เขามวั คิดถึงแตค่ นรัก จึงสอบไลต่ ก
เขาเล่นกีฬาทกุ เช้า ดังนน้ั ร่างกายเขาจึง
แข็งแรง
เพราะเขาพดู เพราะ คนจึงรักเขา
๑.๒.๓ สังกรประโยค คือ ประโยคใหญ่ท่ีมี
ประโยคเล็กต้ังแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปรวมกัน แต่มีประโยคหลัก
หรือประโยคที่มีใจความสําคัญเพียงประโยคเดียว ส่วนประโยค
อื่นทําหน้าท่ีแต่งหรือประกอบประโยคหลัก ดังนั้น สังกร
ประโยคจะประกอบดว้ ยประโยค ๑ ชนดิ คอื
ก) มุขยประโยค หมายถึง ประโยคหลัก
หรือประโยคที่มีใจความสําคัญ ซ่ึงจะขาดไม่ได้และมีได้เพียง
ประโยคเดยี วตอ่ หนึ่งสังกรประโยคเทา่ นนั้ เช่น
เขามีหนงั สอื ซ่งึ ฉนั ไม่มี
เขาอ่อนเพลยี จนเขาตอ้ งพักผ่อน
คนท่ีปรารถนาความสุข จะต้องมี
หลักธรรมประจําใจ
ข) อนุประโยค หมายถึง ประโยคที่ทํา
หน้าทแ่ี ตง่ มขุ ยประโยคให้ความดีขึน้ แบง่ ออกเป็น ๓ ชนดิ คือ
๑) นามานุประโยค คือ อนุประโยค
ท่ีทําหน้าที่คล้ายคํานาม คือ อาจเป็นบทประธาน บทกรรม
หรือบทขยายก็ได้ เช่น
หลักภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๒๑๕ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
เขาพูดเช่นนี้ เป็นการส่อนิสัยชั่ว (บท
ประธาน)
ฉนั เหน็ เด็กเรยี นหนังสือ (บทกรรม)
อาหารสําหรับนักเรียนเล่นละคร มี
อยูใ่ นห้อง (บทขยาย)
๒) คุณานุประโยค คือ อนุประโยค
ที่ทําหน้าที่ประกอบนาม หรือสรรพนามโดยใช้ประพันธสรรพ
นาม ท่ี ซึง่ อัน เปน็ บทเชอื่ ม เชน่
ฉันรกั คนไทยที่รกั ชาตไิ ทย
คนโง่ซ่ึงรวมอยู่กับนักปราชญ์ย่อม
ฉลาดใหด้ จุ กนั
บทเพลงอันไพเราะเพราะพร้ิง เริ่ม
บรรเลงแล้ว
๓) วิเศษณ านุประโยค คือ อนุ
ประโยคท่ีทําหน้าที่ประกอบคํากริยาหรือคําวิเศษณ์ด้วยกันอัน
เป็นสว่ นหนงึ่ ของประโยคสําคญั เช่น
เขาดจี นฉันเกรงใจ
เขามีความรู้ เพราะเขาอ่านหนังสือ
มาก
ฉันมา เมอ่ื เธอหลับ
๑.๓ แบ่งตามลักษณ ะการใช้ของประโยค
หมายถึง ประโยคท่ีแบ่งตามลักษณะการใช้ของผู้พูด มีหลาย
ชนิด เช่น
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๒๑๖ พระครูคัมภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.
ก) ประโยคบอกเล่า คือ ประโยคที่ผู้พูด
ต้องการแจง้ เรื่องราวตา่ ง ๆ ใหผ้ ฟู้ ังทราบ เชน่
วัฒนธรรมไทย คือหัวใจของชาติ
ปีนี้ ฝนตกชุกมากในจงั หวัดสกลนคร
ส ก ล น ค ร เป็ น จั ง ห วั ด ห นึ่ ง ใ น ภ า ค
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื
ข) ประโยคคําถาม คือ ประโยคท่ีผู้พูดใช้
ถามผูฟ้ งั เพอ่ื ให้ผู้ฟังตอบให้ทราบในส่ิงท่ตี ้องการทราบ เชน่
ผมจะไปพบคณุ ไดท้ ี่ไหน
คณุ เคยไปจังหวัดเชียงใหมไ่ หม
คณุ วนั เพญ็ ไมน่ ่ังกอ่ นหรือครับ
ค) ประโยคปฏิเสธ คือ ประโยคที่ผู้พูดกล่าว
ปฏเิ สธหรอื ไมย่ อมรับ เม่ีอมีผ้ถู ามคําถาม เช่น
เปลา่ ผมไมไ่ ดพ้ บคุณวนั เพ็ญตั้งนานแลว้
ผมไมเ่ คยไมเ่ ทยี่ วจงั หวดั เชียงใหมเ่ ลย
ฉันไม่ยอมรบั ขอ้ เสนอของคุณหรอก
ง) ประโยคอ้อนวอนหรือขอร้อง คือ ประโยค
ที่ผู้พูดอ้อนวอนหรือขอร้องให้ผู้ฟังปฏิบัติตามอย่างหน่ึงอย่างใด
เช่น
ผมขอความกรุณาจากท่าน โปรดช่วยลูก
ชายผมดว้ ย
โปรดเดนิ บนทางเทา้
จากประโยคบอกเล่า ประโยคคําถาม ประโยค
ปฏิเสธ และประโยคอ้อนวอนหรือขอร้อง ดังกล่าวแล้ว ยังมี
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๒๑๗ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
ลักษณะการใช้ประโยคอีกหลายชนิด เช่น ประโยคคําสั่งหรือ
บังคับ ประโยครําพึงบ่นพร่ําเพ้อ ประโยคทักทาย ปราศรัย
ประโยคโฆษณาชวนเช่ือ ประโยคแนะนําสั่งสอน ประโยคตัด
พ้อต่อวา่ ประโยคประชดประชัน เปน็ ตน้
๒ ประเภทของประโยคตามแนวภาษาศาสตร์
หมายถึง ประโยคภาษาพูดท่ีมุ่งเอาความเข้าใจระหว่างผู้พูดกับ
ผู้ฟังเป็นสําคัญ บางคร้ังไม่จําเป็นต้องมีครบทั้งประธาน กริยา
และกรรมเหมือนอย่างประโยคไวยากรณ์ หรือประโยคภาษา
เขียน เช่น ถามว่า คุณกินข้าวมาหรือยัง ตอบว่า ยัง คําตอบ
ยัง ถือว่าเป็นประโยคแล้ว แต่เป็นประโยคภาษาพูด ถ้าหากจะ
เปล่ียนเป็นประโยคไวยากรณ์จะต้องตอบว่า ผมยังไม่ได้กินข้าว
ประโยคตามแนวภาษาศาสตร์ แบง่ ออกเป็น ๒ วธิ ี คอื
วิธีที่ ๑ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ประโยคเร่ิม
กบั ประโยคไม่เรม่ิ
วิธีท่ี ๒ แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ ประโยคสําคัญ
ประโยคซับซอ้ น ประโยคผสม และประโยคเชอ่ื ม
นอกจากน้ัน ลักษณะของประโยคยังสามารถแบ่งได้ ๓
ชนดิ ดังนี้
๑ ประโยคความเดียว คือ ประโยคท่ีมีข้อความเพียง
ข้อความเดยี ว
๒ ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาประโยค
ความเดียวต้ังแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีคําสันธาน
เชื่อมระหว่างประโยคความเดียวเหล่าน้ัน แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด
ดังนี้
หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๒๑๘ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
ก) ประโยคความรวมที่มีข้อความคล้อยตามกัน โดย
ใช้สนั ธาน และ,กบั , แล้ว…จึงพอ…ก็ ฯลฯ เชื่อมประโยค
ข) ประโยคความรวมที่มีข้อความขัดแย้งกันโดยใช้
สนั ธาน แต,่ แต่ทวา่ ,ถึง…ก,็ ถึง…แต.่ .ก็ ฯลฯ เชอ่ื มประโยค
ค) ประโยคความรวมทม่ี ขี ้อความใหเ้ ลอื กเอาอยา่ งใด
อย่างหนึ่ง โดยใช้สันธานหรือ ,มิฉะนั้น , ไม่เช่นน้ัน , ไม่อย่างน้ัน
, หรอื ไม่ก็ ฯลฯ เชอ่ื มประโยค
ง) ประโยคความงามท่ีมีข้อความเป็นเหตุเป็นผลต่อ
กั น โด ย มี สั น ธ า น จึ ง, ฉ ะ นั้ น , ดั งน้ั น , เพ ร า ะ … จึ ง ,
เพราะฉะนนั้ ….จงึ ฯลฯ เชอื่ มประโยค
๓ ประโยคความซ้อน คือ ประโยคใหญ่ที่มีประโยคเล็ก
ต้ังแต่ ๒ ประโยคข้ึนไปรวมกัน แต่มีประโยคหลักหรือประโยคที่
มีใจความสําคัญเพียงประโยคเดียว ส่วนประโยคอื่นทําหน้าท่ี
ประกอบประโยคหลัก ดังน้ันประโยคความซอ้ นจะประกอบด้วย
ประโยค ๒ ชนิด คอื
ก) มุขยประโยค หมายถึง ประโยคหลักหรือประโยค
ท่ีมีใจความสําคัญซ่ึงจะขยายไม่ได้และมีได้เพียงประโยคเดียวต่อ
หนงึ่ ประโยคความซ้อนเท่าน้ัน
ข) อนุประโยค หมายถึง ประโยคที่ทําหน้าท่ีแต่ง
มขุ ยประโยคให้ความดขี ึ้น แบง่ ออกเปน็ ๓ ชนิด คอื
๑) นามานุประโยค คือ อนุประโยคท่ีทําหน้าท่ี
คล้ายคํานาม คือ อาจเป็นบทประธาน บทกรรมหรือบทขยายก็
ได้
หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๒๑๙ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
๒) คุณานุประโยค คือ อนุประโยคท่ีทําหน้าท่ี
ประกอบนามหรือสรรพนามโดยใช้ประพันธสรรพนาม ท่ี ซึ่ง อัน
เป็นบทเชื่อม
๓) วิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทําหน้าท่ี
ประกอบคํากริยาหรือคําวิเศษณ์ด้วยกันอันเป็นส่วนหนึ่งของ
ประโยคสาํ คญั
หากจําแนกตามลักษณะการใช้สามารถแบ่งได้ ดงั ต่อไปน้ี
๑ ประโยคบอกเล่า หรือประโยคแจ้งให้ทราบ คือ
ประโยคทผ่ี ู้พูดตอ้ งการแจ้งเรอ่ื งราวใหผ้ ฟู้ ังไดร้ บั ทราบ
๒ ประโยคคําถาม หรือประโยคความโต้ตอบ คือ
ประโยคที่ผู้พูดใช้ถามผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังตอบให้ทราบในส่ิงท่ี
ต้องการทราบ
๓ ประโยคปฏิเสธ คือ ประโยคท่ีผู้พูดกล่าวปฏิเสธ
หรอื ไม่ยอมรบั เม่ือมีผู้ถามคาํ ถาม
๔ ประโยคอ้อนวอนหรือขอร้อง หรือประโยคบอกให้ทํา
คือ ประโยคที่ผู้พูดอ้อนวอนหรือขอร้องให้ผู้ฟังปฏิบัติอย่างหนึ่ง
อย่างใด๗๙
โครงสร้างของประโยค
โครงสร้างของประโยค จินดา เฮงสมบูรณ์๘๐ ได้อธิบายไว้
วา่ โครงสร้างของประโยคในภาษาไทย มดี งั ตอ่ ไปน้ี
๗๙ รักภาษาไทยกบั ครูมะลิวรรณ. (เวบ็ ไซต์ : https:// krupasathai
panmai๑๙๒๐.wordpress.com/). เข้าถงึ ข้อมูลเมื่อ ๓๐ กนั ยายน ๒๕๖๒.
หลกั ภาษาไทยเบื้องต้น ๒๒๐ พระครูคัมภรี ์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
๑ โครงสร้างของประโยคที่มีเฉพาะส่วนมูลฐาน จะ
ปรากฏได้ ๑๔ แบบ ดงั นี้
๑.๑ อ เหนอื่ ย
สายแล้ว
หนาวจงั นะ
ลกุ ขน้ึ เถาะ
๑.๒ ป อ ฝน ตก
นาํ้ เดือด
ผ้า แหง้ แล้ว
กับข้าว อรอ่ ยนะ
๑.๓ อ ป เหนื่อยมย้ั อร่อยนะ
ชนจงั เด็กพวกนี้
ขาดแล้วหละ หลอดไฟ
ยงั ไมส่ ุกเลย ขา้ ว
๑.๔ ส ต หวิ น้าํ
จะไปซ้อื กล้วยสกั หวหี นึ่ง
กาํ ลังจะกนิ ขา้ วกลางวัน
ไดย้ ิน เสียงเดก็ ร้อง
๑.๕ ป ส ต คน เคาะ ประตู
เพอื่ น จะขอยืม รถคนั น้ี
คุณ อยากด่ืม อะไร
ผชู้ าย ๒ คน มาหา พ่อ
๘๐ จนิ ดา เฮงสมบูรณ.์ ภาษาศาสตรเ์ บอื้ งต้น. (อ้างแลว้ ). หนา้
๑๗๘-๑๘๑.
หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๒๒๑ พระครูคัมภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
๑.๖ ส ต ป กําลงั ทาํ อะไรนะ เธอ
จะตรวจ คนไข้ (เหรอ) หมอ
เปดิ โทรทัศน์ (หนอ่ ย) ลูก
กิน ขา้ ว (เสียซิ) เธอ
๑.๗ ต ป ส ยา นอ้ ง เพง่ิ ทาน
ผกั นี้ แมค่ รัว ยงั ไม่ได้ล้าง
รถคนั น้ี เพอ่ื น จะขอยมื
ขนม คุณแม่ กาํ ลงั ไปเอา
๑.๘ ท ต ร กําลังจะสอน หนงั สอื เดก็
ยงั ไม่ไดใ้ ห้ยา คนไข้
ลมื ทอน สตางค์ ลกู คา้
อยากจะถาม คะแนน อาจารย์
๑.๙ ป ท ต ร แม่ จะแจก ขนม เดก็ ๆ
ฉัน จะปอ้ น ข้าว ลกู
เธอ น่าจะบอก ขา่ วดี ฉัน
กรรมการ ซัก อะไร เธอ
๑.๑๐ ท ต ร ป จ่าย เงนิ เขา (แล้วหรอ) เธอ
จะบ อก คะแน น นั กเรียน
(ไหม) คุณ
ไม่นา่ ถาม เร่อื งน้ี ฉนั (เลย) เธอ
น่าจะให้ เงนิ ลูก (เพมิ่ นะ) คุณ
๑.๑๑ ต ป ท ร คะแนน ครู ยังไม่ได้บอก เด็ก
กลุ่มน้ี
หลักภาษาไทยเบื้องตน้ ๒๒๒ พระครคู มั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
ความลับ ใครละ จะกล้าถาม
เธอ
ผลไม้ เรา จะเกบ็ ไวถ้ วาย พระ
แผน่ เสยี ง เพ่ือน เพิง่ ให้ ฉัน
๑.๑๒ ร ป ท ต เด็กกลุ่มนี้ ครู ยังไม่ได้บอก
คะแนน
เด็ก ๆ แม่ จะแจก เหรียญสิบ
บาท
รถคันน้ี คนรถ ยังไม่ได้เติม
นํา้ มัน
คนข้ีเกียจ คนรถ ยังไม่ได้เติม
นํ้ามัน
๑.๑๓ นด พี่
แม่จา๋
สุชาดา
๑.๑๔ นด นด น่ี ปากกาใคร
เล็กนะ หลานเธอหรอื
โนน่ ไง โรงเรียนลูก
ขนมนี่ ของใคร
๒ โครงสร้างของประโยคที่มีส่วนเสริม อาจมีส่วนเสริม
เรียงกันอยู่ไดค้ รบเป็น ๓๖ รูปแบบด้วยกนั ดงั น้ี
๒.๑ ทั้ง ๓ ชนิดปรากฏอยู่ต้นประโยค เรียงลําดับได้
๖ รปู แบบ คอื
หลักภาษาไทยเบื้องตน้ ๒๒๓ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
๑) พ ถ ว สว่ นมูลฐาน
๒) พ ว ถ ....................
๓) ถ พ ว ....................
๔) ถ ว พ ....................
๕) ว พ ถ ....................
๖) ว ถ พ ....................
ตัวอย่าง
ตามปกติ ที่พัทยา เดือนนี้ (มีนักท่องเท่ียว
มาก)
ตามปกติ เดอื นน้ี ที่พัทยา (มีนักท่องเท่ียว
มาก)
ท่ีพัทยา ตามปกติ เดือนน้ี (มีนักท่องเที่ยว
มาก) ฯลฯ
๒.๒ ท้ัง ๓ ชนิดปรากฏอยู่ท้ายประโยค เรียงลําดับ
ได้ ๖ รูปแบบเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้ว แต่นิยมใช้น้อยกว่าไว้ต้น
ประโยค
ตัวอย่าง
(มีนกั ท่องเทีย่ วมาก) ตามปกติ ทีพ่ ัทยา
เดือนน้ี
(มีนกั ทอ่ งเท่ียวมาก) ตามปกติ เดือนน้ี
ทพี่ ทั ยา
(มีนักท่องเที่ยวมาก) ท่ีพัทยา ตามปกติ
เดอื นน้ี ฯลฯ
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๒๒๔ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
๒.๓ มีส่วนเสริม ๒ ชนิด อยู่ต้นประโยคอีกชนิดอยู่
ท้ายประโยค หรือมีอยู่เฉพาะต้นประโยค ๒ ชนิด อาจปรากฏได้
อยา่ งละ ๖ รปู แบบ รวม ๑๒ รูปแบบ
ตัวอย่าง
ตามปกติ ที่พัทยา (มีนักท่องเท่ียวมาก) เดือน
น้ี
ตามปกติ เดือนน้ี (มีนักท่องเที่ยวมาก) ที่
พทั ยา
ตามปกติ ทพี่ ัทยา (มนี กั ทอ่ งเทยี่ วมาก)
ตามปกติ เดือนน้ี (มนี กั ท่องเทยี่ วมาก) ฯลฯ
๒.๔ มีส่วนเสริม ๑ ชนิด อยู่ต้นประโยคอีก ๒ ชนิด
อยู่ท้ายประโยคหรือมีเฉพาะท้ายประโยค ๒ ชนิด อาจปรากฏได้
อย่างละ ๖ รูปแบบ รวม ๑๒ รปู แบบ
ตวั อยา่ ง
ตามปกติ (มีนักท่องเท่ียวมาก) ท่ีพัทยา
เดือนน้ี
ตามปกติ (มีนักท่องเที่ยวมาก) เดือนน้ี ท่ี
พทั ยา
(มีนักทอ่ งเท่ียวมาก) ท่พี ทั ยา เดอื นน้ี
(มนี ักท่องเท่ียวมาก) เดือนนี้ ทพ่ี ทั ยา
ประยุทธ กุยสาคร๘๑ ได้อธิบายไว้ว่า นักไวยากรณ์รุ่นเก่า
หมายถึง กลุ่มผู้ศึกษาภาษาโดยไม่ได้อ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์
๘๑ ประยุทธ กยุ สาคร. ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร์. หนา้ ๑๓๕-๑๓๗.
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๒๒๕ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
ส่วนนกั ไวยากรณ์รุ่นใหม่หรือนักภาษาศาสตร์ ได้แก่ กลุ่มผู้ศึกษา
ภาษาโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ ซ่ึงนักไวยากรณ์รุ่นใหม่เพิ่งจะ
เกิดขึ้นในราวคริสตวรรษท่ี ๑๙ นักไวยากรณ์ท้ังสองกลุ่มน้ีได้
ศกึ ษาโครงสรา้ งของประโยคแตกต่างกัน พอสรุปไดด้ งั ตอ่ ไปนี้
๑ นักไวยากรณ์รุ่นเก่า แบ่งหมวดคํา หรือชนิดของคํา
โดยยึดเอาความหมายของคํานิยามเป็นหลัก และยึดตัวเองเป็น
หลักในการพิจารณาภาษา อย่างท่ีเรียกว่า Subjectivity ส่วนนัก
ไวยากรณ์รุ่นใหม่แบ่งหมวดคํา หรือชนิดของคําและหน่วยต่าง ๆ
ของประโยคโดยอาศัยโครงสร้างของภาษาเป็นหลัก หรือยึด
หน้าท่ีของคําเป็นหลัก และไม่ยึดความคิดของตนเองเป็นหลักใน
การพิจารณาอย่างท่ีเรียกว่า Subjectivity และพยายามแสดงให้
เห็นวา่ โครงสร้างแต่ละสว่ นมีความสัมพนั ธก์ ันในหนา้ ท่อี ยา่ งไร
๒ นั ก ไว ย าก รณ์ รุ่น เก่ า พ ย าย าม ห รือ อ ธิบ าย
ปรากฏการณ์ในภาษาว่าทําไมภาษาจึงเป็นอย่างนั้นอย่างน้ี และ
อธิบายลักษณะของภาษาว่าควรจะเป็นอย่างน้ันอย่างน้ีจึงจะ
ถูกตอ้ ง ถ้าผดิ จากกฎเกณฑ์ท่ีวางไว้ถือว่าผิดทันที เชน่ กําหนดให้
เรียกปลาช่อนว่า ปลาหาง ถ้าใครไม่เรียกถือว่าผิดทันที ส่วนนัก
ไวยากรณ์รุ่นใหม่จะพยายามสังเกตปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึ้นจริง ๆ
ในภาษาโดยไม่อธิบายว่าทําไมปรากฏการณ์ในภาษาจึงเป็นอย่าง
นั้น ไม่อธิบายว่าลักษณะของภาษาไทยเป็นอย่างไรจึงจะถูกต้อง
แต่จะพยายามแสดงลักษณะต่าง ๆ ของภาษาที่เกิดขึ้นจริง ๆ
โดยอาศัยหลกั และทฤษฎีทางภาษาศาสตร์มาวิเคราะห์
๓ นักไวยากรณ์รุ่นเก่า มักจะให้นิยามของการกําหนด
หน่วยต่าง ๆ ซึ่งปรากฏการณ์ในประโยคยังลักลั่นกันอยู่ และไม่
หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๒๒๖ พระครูคัมภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
รัดกุมพอ ทําให้ผิดพลาดได้ง่าย เนื่องจากไม่สามารถกําหนด
หน่วยต่าง ๆ ในประโยคได้แน่นอน เช่น ในภาษาไทย คําว่า แดง
ถ้ายึดคํานิยามเป็นหลักจะเป็นคําวิเศษณ์ แต่สามารถเป็น
คํากริยาและเป็นคํานามได้ เป็นต้น ส่วนนักไวยากรณ์รุ่นใหม่จะ
กําหนดหน่วยต่าง ๆ ท่ีปรากฏในประโยค โดยถือเอาตําแหน่งที่
หนว่ ยน้ัน ๆ ไปตกอยู่เป็นเกณฑ์ คาํ ใดก็ตามถา้ ตกอยใู่ นตําแหน่ง
เดียวกันได้กเ็ ป็นหน่วยหรือหมวดคาํ ชนิดเดยี วกนั
๔ นักไวยากรณ์รุ่นเก่า ศึกษาโดยอ้างอิงภาษาในเชิง
ป ร ะ วั ติ แ ล ะ ยึ ด ถื อ ห ลั ก เก ณ ฑ์ ที่ นั ก ป ร า ช ญ์ โบ ร า ณ ได้ ว า ง ไว้
หลักเกณฑ์ต้องแน่นอนตายตัว ไม่ยอมเปล่ียนแปลงได้ง่าย ส่วน
นักไวยากรณ์รุ่นใหม่ จะศึกษาภาษาและบรรยายภาษาตามท่ีได้
พบเห็นจริง ๆ โดยอาศัยศาสตร์หลายแขนงเข้าช่วย เช่น
จิตวิทยา มานุษยวทิ ยา เปน็ ต้น
๕ นักไวยากรณ์รุ่นเก่า ได้รับอิทธิพลการศึกษาตาม
ตําราไวยากรณ์ของภาษาโบราณบางชาติ เช่น กรีก ละติน ดังจะ
เห็นได้จากอังกฤษนํามาจากกรีก ไทยก็นํามาจากอังกฤษในบาง
ลกั ษณะที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การแบ่งคําชนดิ ต่าง ๆ ในตํารา
วจวี ิภาค นอกจากนี้ ไทยยงั นําเอาหลักเกณฑ์จากตําราภาษาบาลี
– สันสกฤต มาใช้มิใช่น้อยอีกด้วย ส่วนนักไวยากรณ์รุ่นใหม่ จะ
ศึกษาภาษาที่คนส่วนใหญ่ใช้พูดกันอยู่ในชีวิตประจําวัน โดยไม่
ต้องอา้ งองิ ตาํ ราเก่า ๆ ของผู้ใดมาพจิ ารณา
๖ นักไวยากรณ์รุ่นเก่า มักจะกําหนดและวางกฎเกณฑ์
ต่าง ๆ ไว้อย่างเคร่งครัดและตายตัวไม่มีการเปลี่ยนแปลง และ
เช่ือว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่าน้ัน จะต้องเกิดมาก่อนภาษาจริง ๆ
หลกั ภาษาไทยเบ้ืองต้น ๒๒๗ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
ที่ใช้กันอยู่ ภาษาจะต้องเดินตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้เสมอ ส่วนนัก
ไวยากรณ์รุ่นใหม่ จะสังเกตข้อมูลต่าง ๆ และจึงจะสรุปผลต่อ
ภายหลัง และข้อสรุปน้นั มิได้เป็นทแ่ี น่นอนตายตัวและยุติอย่างไร
อาจจะเปล่ียนแปลงได้เสมอ เมื่อค้นพบเหตุผลหรือกฎเกณฑ์ที่
ดีกว่า ถูกต้องกว่า น้ันคือ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางภาษาย่อมจะ
เปลย่ี นแปลงได้เสมอ
จากข้อมูลท่ีอธิบายถึงวลีและประโยคในภาษาไทยสรุปได้
ว่า วลีเป็นข้อความท่ีรวมกลุ่มคําท่ีมากกว่า ๒ กลุ่มคําขึ้นไป เพื่อ
สื่อความหมาย บางสถานการณ์ก็สามารถส่ือความหมายได้ แต่
ในบางสถานการณ์ก็ไม่สามารถส่ือความหมายได้ ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบของกลุ่มคําในวลีและบริบทของการสื่อความ ส่วน
ประโยคกําหนดจากกลุ่มคาํ ทีน่ าํ มาเรียบเรียงรวมกันครบสมบรู ณ์
มีท้ังภาคประธาน และภาคแสดง สามารถส่ือความหมายได้ตาม
หลกั ของวากยสมั พนั ธ์
ประโยคในภาษาไทยสามารถจําแนกความแตกต่างตาม
ลักษณะของรูปประโยค และตามสถานการณ์ของการใช้เพ่ือส่ือ
ความหมาย เร่ืองของประโยคเป็นองค์ความรู้ที่ต้องศึกษาเรียนรู้
ให้เข้าใจ เพราะว่าการสื่อความหมายเร่ิมต้นตั้งแต่ประโยคเพียง
๑ ประโยค และเชื่อมต่อรวบเรียงประโยคให้เป็นเรื่องส้ัน ๆ ก็ได้
หรือเช่ือมต่อรวบเรียงประโยคให้เป็นเร่ืองราวที่มีความยาวก็ได้
ดังน้ัน การศึกษาทําความเข้าใจในเรื่องของวลีและประโยคใน
ภาษาไทยจึงมตี ามท่อี ธบิ ายมาแล้วในเบื้องต้น
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๒๒๘ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
๗
ตัวเลขในภาษาไทย
การศึกษาตัวเลขในภาษาไทย เป็นการศึกษาสัญลักษณ์ท่ี
ใช้แทนจํานวนนับจริง หรือท่ีเรียกว่า ตัวเลขไทย๘๒ เป็นอักษรตัว
เลขท่ีใช้แสดงจํานวนนับในภาษาไทย ประดิษฐ์ขึ้นโดยพ่อขุน
รามคําแหงมหาราช โดยดัดแปลงมาจากตัวอักษร และมีต้นตอ
มาจากอักษรเทวนาครีของอินเดีย เช่นเดียวกับเลขอารบิก เป็น
หน่ึงในไม่กี่ภาษาที่ใช้ระบบจํานวนนับเป็นเลขฐานสิบ และมีการ
เปล่ยี นแปลงสัณฐาน จากอดีตส่ปู ัจจบุ นั น้อยมาก
จากการสืบค้นเร่ืองสัญลักษณ์ตัวเลขในภาษาไทยท่ีปรากฏ
ตามฐานข้อมูลต่าง ๆ พบว่า มีประวัติการเกิดและพัฒนาการ
จนถึงปัจจุบันที่น่าสนใจ ตัวเลขแต่ละตัวปรากฏรูปและมีค่า
ประจําฐานอย่างไร และที่สําคัญเมื่อปรากฏในภาษาไทยแล้วจะ
เขียนและอ่านอย่างไรให้ถูกต้องกับการใช้ จึงสามารถนําข้อมูล
มาเพ่ืออธิบายไดด้ ังต่อไปนี้
๘๒ วิกพิ ีเดีย สารานุกรมเสร.ี ตวั เลขไทย. (เวบ็ ไซต์ : https://th.
wikipedia.org/wiki/ตัวเลขไทย, เข้าถึงขอ้ มูลเมือ่ ๗ มกราคม ๒๕๖๓).
หลักภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๒๒๙ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
ตัวเลขพ้ืนฐาน
เบ้ืองต้น ให้ดูตัวเลขพื้นฐานจากสมัยสุโขทัย อยุธยา และมี
พัฒนาการจนถึงปัจจบุ ัน มีดงั ตอ่ ไปนี้
ท่ีมา : https://th.wikipedia.org/wiki/
นอกจากนั้น ข้อมูลเลขพื้นฐานในภาษาไทยท่ีใช้เป็น
สัญลักษณ์แทนจํานวนนับ ตัง้ แต่ ๐ ถึง ๑๐ สามารถแสดงให้เห็น
ไดต้ ามตารางต่อไปนี้
ตาราง ๒๙ เลขพน้ื ฐาน ๐ ถึง ๑๐
เลขไทย เลขอารบกิ ค่าตวั เลขและค่าแสดง คา่ แสดงลําดับใน
ลําดับ อดตี
๐ 0 ศนู ย์
๑ 1 หน่ึง อ้าย
๒ 2 สอง ยี่
๓ 3 สาม สาม
๔ 4 ส่ี ไส
หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๒๓๐ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
งัว่
ลก
๕ 5 ห้า เจ็ด
๖ 6 หก แปด
๗ 7 เจ็ด เจา
๘ 8 แปด จ๋ง
๙ 9 เก้า
๑๐ 10 สิบ
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/
จากตารางเลขพื้นฐานตั้งแต่ ๐ ถึง ๑๐ พบว่า หากใช้แทน
จํานวนนับ ๑ ถึง ๙ เป็นเลขพ้ืนฐานที่มีหลักเดียว และมีค่า
เท่ากับจํานวนท่ีถูกกํากับค่าไว้ ส่วนเลข ๐ ถ้าเป็นเลขพื้นฐาน
หลักเดียวจะไม่มีค่าใด ๆ แต่ถ้าหากมเี ลขตั้งแต่ ๑ ถึง ๙ อยู่หน้า
จะมีค่าจํานวนนับทันที และมีค่ามากข้ึนเรื่อย ๆ ถ้าหากตัวเลข
อยหู่ น้าเลข ๐ มีหลายหลัก ดังตารางต่อไปน้ี
ตาราง ๓๐ เลขประสมหลักพ้นื ฐานตงั้ แต่ ๑๐ ถึง
๑,๐๐๐,๐๐๐
เลขไทย เลขอารบกิ ค่าของตัวเลข
๑๐ 10 สบิ
๑๑ 11 สบิ เอด็
๒๐ 20 ย่ีสบิ
๑๐๐ 100 หนึง่ ร้อย
1,000 หน่งึ พนั
๑,๐๐๐
หลกั ภาษาไทยเบอื้ งต้น ๒๓๑ พระครูคัมภีร์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
๑๐,๐๐๐ 10,000 หนง่ึ หมืน่
๑๐๐,๐๐๐ 1000,000 หน่งึ แสน
๑,๐๐๐,๐๐๐ 1,000,000 หนึง่ ลา้ น
ท่ีมา : https://th.wikipedia.org/wiki/
จากตารางแสดงจาํ นวนของตัวเลขและการอ่าน พบว่า เลข
๐ มีเลข ๑ นําหน้าจึงมีค่าเป็น ๑๐ เลข ๒ นําหน้าจึงมีค่าเป็น
๒๐ และยิ่งมีเลขนําหน้าเลข ๐ หลายหลัก (ซึ่งไม่ใช่เลข ๐
นําหน้า) ขึน้ เรอื่ ย ๆ ค่าของเลข ๐ กม็ ีค่าขน้ึ เรือ่ ย ๆ เช่น กัน
ในการอ่านค่านับตัวเลขประจําแต่ละหลักในภาษาไทย จะ
อ่านค่าจากด้านหลังไปด้านหน้าของตัวเลขเสมอ เลข ๐ ไม่
สามารถเป็นเลขหลักนําหน้าหลักอ่ืน ๆ ได้ ค่าประจําหลักมีดัง
ตารางต่อไปนี้
ตาราง ๓๑ ค่าประจาํ หลกั เลขในภาษาไทย
เลขไทย เลขอารบกิ ค่าประจําหลัก
๑
๑๙ 1 หลกั หน่วย มคี ่า ๑
๑๒๓
19 หลักสบิ มีคา่ ๑๐+๙
๑,๕๖๗
123 หลกั รอ้ ย มคี า่ ๑๐๐+๒๐+๓
๑๔,๐๓๐
1,567 หลกั พนั มีค่า ๑,๐๐๐+
๕๐๐+๖๐+๗
14,030 หลักหมนื่ มีคา่ ๑๐,๐๐๐+
๔,๐๐๐+๓๐
หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๒๓๒ พระครูคัมภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
๑๙๕,๐๑๐ 195,010 หลักแสน มีค่า ๑๐๐,๐๐๐+
๙๐,๐๐๐+๕,๐๐๐+๑๐
๑,๐๖๐,๑๐๐ 1,060,100 หลกั ลา้ น มคี ่า
๑,๐๐๐,๐๐๐+๖๐,๐๐๐+
๑๐๐
จากตารางน้ีต้ังข้อสังเกตได้ว่า การเลียงลําดับค่าตัวเลข
และค่าตัวเลขประจําหลัก เร่ิมจากตัวหลังสุดไปด้านหน้า หรือ
ขวามือไปซ้ายมือ เริ่มต้ังแต่ หลักหน่วย หลักสิบ หลักร้อย หลัก
พัน หลักหมื่น หลักแสน และหลักล้าน นอกจากนั้น มีข้อสังเกต
ตัวเลขและค่าตัวเลขของ ๐ ซึ่งหลักหน่วยมีค่าเป็น ๐ และเล่ือน
ไปทางด้านหน้าตามตัวเลขที่ไม่ใช่ ๐ จะมีค่ามากข้ึนไปเร่ือย ๆ
แต่ถ้ามี ๐ อยู่ด้านหน้าตัวเลขมีค่าใด และด้านหน้าของ ๐ มี
ตัวเลขมีค่า ตัวเลขมีค่าหลัง ๐ จะมีค่าลดลง ๑ หลัก ถ้ามี ๐๐
ตัวเลขมีค่าหลังเลข ๐ จะมีค่าลดลงไป ๒ หลัก และลดลงตาม
จํานวนหลักของเลข ๐
นอกจากนั้น ตัวเลขไทยที่ต้องทําความเข้าใจเพ่ิมเติมอีก
คือ เลข ๑ ถา้ เลข ๑ ประจําทีห่ ลักหน่วย กม็ คี า่ ๑ และอา่ นหรือ
ออกเสียงว่า ๑ หลักสิบ หลักร้อย หลักพัน .... ก็มีค่าและอ่าน
หรือออกเสียงว่า สิบ (ไม่ใช่หนึ่งสิบ) หนึ่งร้อย หนึ่งพัน .... แต่ถ้า
เม่ือใดเลข ๑ มีเลขมีค่าใดอยู่หน้าต้อนอ่านหรือออกเสียงว่า เอ็ด
ดังตารางตอ่ ไปนี้
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๒๓๓ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
ตาราง ๓๒ การอ่านและออกเสยี งเลข ๑
เลขไทย เลขอารบกิ การอา่ นและออกเสยี ง
๑๐๑ 101 หนง่ึ รอ้ ยเอด็ หรอื ร้อยเอด็
๑๑๑ 111 หนง่ึ ร้อยสิบเอ็ด
๑,๕๐๑ 1,501 หนึ่งพนั หา้ รอ้ ยเอด็
๑๑,๐๐๑ 11,001 หน่ึงหมน่ื หนึ่งพันเอด็
๑๐๐,๐๐๑ 100,001 หนึ่งแสนเอด็
จากตารางนี้ พบว่า การอ่านและออกเสียงเลข ๑ กําหนด
ตามหลักเลขที่อยู่ประจําหลัก จะอ่านและออกเสียงว่า หน่ึง....
ตามด้วยจํานวนค่าตามหลัก แต่ ๑ ตัวสุดท้ายท่ีประจําหลัก
หน่วยจะอ่านและออกเสียงว่า ๑ เสมอ และในตารางที่ยก
ประกอบการอธิบายแถวสุดท้าย คือ ๑๐๐,๐๐๑ อ่านและออก
เสียงว่า หนึ่งแสนเอ็ด บางทีสบั สนระหว่างการอ่านและออกเสียง
๑๑๐,๐๐๐ เพราะว่าสับสนระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนท่ี
ต้องอ่านและออกเสียงว่า หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น หรือหนึ่งแสนเอ็ด
แต่เมื่อศึกษาการอ่านและการออกเสียงตัวเลขไทยแล้วจะเข้าใจ
การใช้มากขนึ้
นอกจากนั้น หากตัวเลขมีค่ามากกว่า ๑ ล้าน จะอ่าน
อยา่ งไร ขอยกตัวอย่างอธบิ ายตามตารางต่อไปนี้
หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๒๓๔ พระครคู ัมภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.
ตาราง ๓๓ ตัวเลขไทยตง้ั แต่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ขึ้นไป
เลขไทย เลขอารบกิ ค่าและการอ่าน
๑,๐๐๐,๐๐๐ 1,000,000 หนึง่ ลา้ น
๑๐,๐๐๐,๐๐๐ 10,000,000 สิบลา้ น
๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ 100,000,000 หน่งึ รอ้ ยล้าน
๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ 1,000,000,000 หนง่ึ พันลา้ น
----------- ------------ -----------
๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ 1,000,000,000,000 หนง่ึ ล้านล้าน
๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ 10,000,000,000,000 สิบลา้ นลา้ น
จากตารางอธิบายได้ว่า ตัวเลขและค่าตัวเลขมีตั้งแต่ ๑ ถึง
๑,๐๐๐,๐๐๐ ถ้ามากกว่าล้าน ก็วนมานับ หน่วย สิบ ร้อย พัน
หมื่น แสน ล้าน อีกรอบ เช่น สิบล้าน หน่ึงร้อยล้าน หนึ่งพันล้าน
...... ล้านล้าน และก็เร่ิมใหม่เป็น สิบล้านล้าน ร้อยล้านล้าน
พันลา้ นลา้ น..... ล้านล้านลา้ น ไปแบบน้เี ร่ือย ๆ ไม่มีสิน้ สุด
รปู ตวั เลขไทยกบั การออกเสียง
รูปตัวเลขไทยกับการออกเสียง เม่ือปรากฏ รูปใน
สถานการณ์หรือข้อความทางภาษา จําเป็นต้องออกเสียง หรือ
อา่ นใหต้ รงรูปตรงเสยี ง มดี งั ต่อไปน้ี
๑ รปู ตัวเลขไทยและการออกเสยี งกบั สัญลกั ษณ์
รูปตัวเลขไทยและออกเสียงกับสัญ ลักษณ์ มี
ดงั ตอ่ ไปน้ี
หลกั ภาษาไทยเบื้องต้น ๒๓๕ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานุวัตร,ดร.
๑.๑ สัญลักษณ์ที่มีจุดทศนิยม คือ การออกเสียง
ตวั เลขหน้าและหลังจุดทศนยิ มมีหลายประเภท ดงั น้ี
๑.๑.๑ แบบเต็มจํานวน คือ ส่วนหน้าจุด
ทศนิยมออกเสียงจํานวนเต็ม แต่ส่วนหลังจุดทศนิยมจะมีเลขก่ี
หลักกต็ าม ใหอ้ อกเสียงแบบหลกั หน่วยเรยี งตัว เช่น
๕.๒ ออกเสยี งว่า หา้ -จดุ -สอง
๑๐๑.๗๕ ออกเสียงว่า หน่ึง-ร้อย-เอ็ด- จุด-
เจด็ -ห้า
๑๒,๔๓๒.๐๒๑๕๔๓ ออกเสียงว่า หน่ึง-
หม่ืน-สอง-พัน-ส่ี-ร้อย-สาม-สิบ-สอง-จุด-ศูนย์-สอง-หนึ่ง-ห้า-สี่-
สาม
๑.๑.๒ แบบบอกหน่วยตัวเลขท่ีมีจุดทศนิยม
คือ หน้าจุดทศนิยมเป็นจํานวนเต็มหน่วย แต่หลังจุดทศนิยมจะ
บอกจํานวนไม่เต็มหน่วยของจํานวนเต็มด้านหน้า จึงมีหน่วยของ
ตวั เลขเป็น นาฬิกา (น.) บาท (บ.) กิโลกรมั (กก.) กโิ ลเมตร (กม.)
เป็นต้น แต่ที่สําคัญต้องจําหลักหน่วยของสิ่งนับ เช่น ๑ ช่ัวโมง มี
๖๐ นาที ๑ นาทีมี ๖๐ วินาที ๑ บาท มี ๑๐๐ สตางค์ ๑
กิโลกรัม มี ๑,๐๐๐ กรัม ๑ กรัม มี ๑,๐๐๐ มิลิกรัม ๑ กิโลเมตร
มี ๑,๐๐๐ เมตร เป็นต้น ดังนั้นหน้าจุดทศนิยมจึงเป็นจํานวน
เต็ม และหลงั จดุ ทศนิยมเป็นจํานวนไม่เตม็ เชน่
๐๘.๓๐ น. ออกเสียงว่า แปดนาฬิกา
สามสิบนาที ไม่ใช่ ศูนย์แปดจุดสามศูนย์นาที หรือไม่ใช่ แปด
นาฬกิ าจุดสามศนู ย์นอ หรือไมใ่ ช่ แปดนาฬิกาจดุ สามสิบนอ
หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๒๓๖ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
๐๘.๓๐.๓๙ น. ออกเสียงว่า แปดนาฬิกา
สามสบิ นาทีสามสบิ เกา้ วนิ าที แต่ก็ไมน่ ิยมในการใช้
๑๕.๐๕ น. อออกเสียงว่า สิบห้านาฬิกาห้า
นาที ไม่ใช่ บ่ายสามโมงห้านาที หรือไม่ใช่ สิบห้าจุดศูนย์ห้านาที
เปน็ ต้น
๒๐.๓๓ บาท ออกเสียงว่า ย่ีสิบบาท
สามสิบสามสตางค์ ไม่ใช่ ย่ีสิบจุดสามสามบาท หรือไม่ใช่ย่ีสิบจุด
สามสบิ สามบาท
๑.๕๐ ช่ัวโมง (ชม.) ออกเสียงว่า หนึ่ง
ช่ัวโมงห้าสิบนาที ไม่ใช่ หน่ึงจุดห้าสิบชั่วโมง หรือไม่ใช่ หนึ่ง
ชว่ั โมงจุดหา้ หา้ ศูนย์นาที
๐.๕๘ วินาที ออกเสียงว่า ศูนย์นาทีห้าสิบ
แปดวนิ าที ไม่ใช่ ศูนยจ์ ุดหา้ แปดวินาที
๓.๓ กิโลกรัม (กก.) ออกเสียงว่า สาม
กิโลกรัมสามร้อยกรรม ไม่ใช่ สามจุดสามกิโลกรรม หรือไม่ใช่
สามโลสามขดี
๔ .๕ กิโลเมตร (กม.) ออกเสียงว่า สี่
กิโลเมตรห้าร้อยเมตร ไม่ใช่ สี่จุดห้ากิโลเมตร หรือไม่ใช่ สามโล
คร่ึง
๑.๓.๙๐ ไร่ ออกเสียงว่า หน่ึงไร่สามงาน
เกา้ สิบตารางวา ไมใ่ ช่ หนึ่งจดุ สามจดุ เกา้ ศูนย์ไร่
๒๗-๓๐ ออกเสียงว่า ยี่สิบเจ็ดถึงสามสิบ
ไม่ใช่ ย่ีสิบเจ็ดขีดสามสิบ ถ้าพบรูปเช่นนี้ หมายถึงช่วงระหว่าง
ในที่นีไ้ ม่ได้หมายถึงเครอ่ื งหมายลบ (-) ทางคณิตศาสตร์
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๒๓๗ พระครคู มั ภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.
๕๕/๓๒ ออกเสียงว่า ห้าสิบห้าทับสาม
สอง หรือ ห้าหา้ ทับสามสอง
ในสํานักงานราชบัณฑิตยสภา๘๓ ได้ให้
ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงเลขที่บ้านว่า บ้านเลขที่ท่ีมี
เครื่องหมายทับ / และบ้านเลขที่ที่ไม่มีเคร่ืองหมายทับ / มี
หลักการอ่านเหมือนกัน คือ บ้านเลขที่ซึ่งมีตัวเลข ๒ หลัก ให้
อ่านแบบจํานวนเต็ม ถ้ามีตัวเลข ๓ หลักขึ้นไป ให้อ่านแบบเรียง
ตวั หรือแบบจํานวนเตม็ กไ็ ด้ สว่ นตัวเลขหลงั เคร่ืองหมายทบั / ให้
อา่ นเรียงตวั เชน่
บ้านเลขท่ี ๑๐ อ่านวา่ บา้ น-เลก-ท่ี สบิ
บ้านเลขท่ี ๔๑๔ อ่านว่า บ้าน-เลก-ท่ี ส่ี-
หนฺ ึ่ง-สี่ หรือ บา้ น-เลก-ที่ สี่-รอ้ ย-สิบ-ส่ี
บา้ นเลขที่ ๕๖/๓๔๒ อา่ นว่า บ้าน-เลก-ท่ี
ห้า-สบิ -หก ทบั สาม-สี่-สอง
บา้ นเลขที่ ๖๕๗/๒๑ อา่ นว่า บา้ น-เลก-ท่ี
หก-ห้า-เจ็ด ทับ สอง-หนึ่ง หรือ บ้าน-เลก-ที่ หก-ร้อย-ห้า-สิบ-
เจ็ด ทบั -สอง- หนึง่
จากที่อธิบายเก่ียวกับตัวเลขภาษาไทยที่ปรากฏใช้ใน
ภาษาไทย พบว่า มีการใช้ในอีกหลากหลาย โดยเฉพาะใน
สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ แต่ครั้งนี้ไม่ได้กล่าวถึง เพราะว่า
สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เป็นศาสตร์เฉพาะทางที่มีการใช้
๘๓ สํานกั งานราชบณั ฑติ ยสภา. การอ่านบ้านเลขท่.ี (เว็บไซต์ :
http://www.royin.go.th/, เข้าถึงข้อมูลเมอื่ ๗ มกราคม ๒๕๖๓).
หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๒๓๘ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
สัญลักษณ์อย่างหลากหลาย แต่ในส่วนของหลักภาษาไทยจะ
เพิ่มเติมเรอ่ื งของ หนงั สอื ราชการ เช่น
ท่ี วส.๐๐๑/๒๘๕ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๓ ออกเสียงว่า
ท่ี-วิด-ทะ-ยา-ลัย-สง-สูน-สูน-หน่ึง-ทับ-สอง-แปด-ห้า-ลง-วัน-ที่-
สาม-สิบ-เดือน-มก-กะ-รา-คม-พุด-ทะ-สัก-กะ-หราด-สอง-พัน-
หา้ -รอ้ ย-หก-สิบ-สาม
ร.ศ.๒๓๕ ออกเสียงว่า รัด-ตะ-นะ-โก-สิน-สก-สอง-
ร้อย-สาม-สบิ -หา้
พ.ศ.๒๕๖๓ ออกเสียงว่า พุด-ทะ-สัก-กะ-หราด-สอง-
พัน-ห้า-ร้อย-หก-สิบ-สาม
สรุปได้ว่า ตัวเลขในภาษาไทยสามารถออกเสียงได้อย่าง
หลากหลาย และสอดคล้องกับการใช้ในสถานการณ์ท่ีเหมาะสม
การใช้ในแตล่ ะสถานการณ์ต้องศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจอยา่ งถูกตอ้ ง
การใช้ในสถานการณ์ใดท่ีต้องมีรูปและออกเสียงให้ถูกต้องกับ
หลักภาษาอย่างแท้จริง แต่บางคร้ังในสถานการณ์ภาษาพูดกับ
ภาษาเขียนต้องแยกระดับภาษาให้ได้ สถานการณ์ใดที่ต้องใช้
ตัวเลขเป็นภาษาพูด หรือสถานการณ์ใดท่ีต้องใช้ภาษาเขียน ใน
เร่ืองน้ีเป็นส่วนท่ีต้องระวังการเขียนรูปและการออกเสียงเป็น
อย่างยิง่