หลักภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๓๙ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
ฝร่ังขี้นก เป็นคําเดยี ว ๔ พยางค์
๑.๓ คําในตําราฉันทลักษณ์ มีความหมายหลาย
อย่าง เช่น หมายถึง จํานวนคํากลอน ๒ วรรค เรียกว่า ๑ คํา
(กลอน) นอกจากน้ียังหมายถึงคําครุ คําลหุ คําเป็น คําตาย คํา
นํา คําสร้อย ฯลฯ ไดอ้ กี มากมาย
๒ ความหมายของคําในภาษาศาสตร์ มีผู้ให้
ความหมายและกลา่ วถึงลักษณะของคาํ ดงั ตอ่ ไปนี้
คํา คือ กลุ่มเสียงท่ีมีขนาดเล็กที่สุดซ่ึงสามารถ
ปรากฏไดโ้ ดยอิสระ มีลกั ษณะ ๓ ประการ ดงั น้ี
๑ เป็นหน่วยคําอิสระสามารถปรากฏได้ตาม
ลาํ พงั
๒ ประกอบด้วยเสียงขนาดต่าง ๆ
๓ มคี วามหมาย๕๒
ดิเรกชัย มหัทธนะสิน๕๓ ได้แบ่งลักษณะคํา
ออกเปน็ ๒ ชนิด คือ
๑ คําเล็ก หมายถึง หน่วยท่ีมี ๑ ความหมาย
เสมอ แบ่งออกเป็น ๓ ลกั ษณะ คือ
๑.๑ เป็นกลุ่มหน่วยเสียง ได้แก่ กลุ่มหน่วย
เสยี ง ๑ กลมุ่ ที่มคี วามหมายเดียวเม่อื ปรากฏในประโยค เราถอื ว่า
เปน็ ๑ คํา เชน่
๕๒ วไิ ลวรรณ ขนษิ ฐานนั ท.์ ภาษาและภาษาศาสตร์. (กรุงเทพฯ :
สาํ นกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๒๗). หน้า ๑.
๕๓ ดเิ รกชัย มหัทธนะสิน. หน่วยคําภาษาไทย. (พิมพ์คร้งั ที่ ๑.
กรุงเทพฯ : ศลิ ปาบรรณาคาร, ๒๕๒๘). หนา้ ๒๐-๒๕.
หลักภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๔๐ พระครคู มั ภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.
นักบินร่อน คําว่า บิน เป็นกลุ่มหน่วย
เสยี ง ๑ กล่มุ ซ่งึ มี ๑ ความหมาย ถือเป็น ๑ คาํ
ใน ก รณี ท่ี ก ลุ่ ม เสี ย ง ๑ ก ลุ่ ม มี ๒
ความหมาย ตัวอย่างเช่น คําว่า ปราบ เกิดจาก /p/ ทําให้ รวม
กับ /ra:p/ ราบ เราถือว่ากลุ่มเสียง ๑ กลุ่มน้ี เป็น ๑ คํา แต่มี ๒
ความหมาย
๑.๒ เป็นพยางค์ ได้แก่พยางค์ ๑ พยางคซ์ ่ึง
มีความหมายเดียวเม่ือปรากฏในประโยค เราถือว่าเป็น ๑ คํา
ตัวอย่าง เช่น
อากาศเริ่มหนาว คําว่า หนาว เป็น ๑
พยางค์ ซ่ึงมี ๑ ความหมาย ถือเป็น ๑ คํา
สว่ นพยางค์ที่ไม่มีความหมาย ๑ พยางค์น้ัน
ไม่ถือว่าเป็นคํา เชน่
กระโดด กระ เป็น พ ยางค์ท่ี ไม่มี
ความหมายไม่ถือว่าเป็นคาํ
ใน ก รณี พ ย างค์ ๑ พ ย างค์ แ ต่ มี ๒
ความหมาย ก็ถอื ว่าเป็น ๒ หน่วยคํา เช่น ปราบ เกดิ จาก /p/ ซึ่ง
มี ๑ ความหมายรวมกับ /ra:p/ ซงึ่ มี ๑ ความหมาย กลายเปน็ ๑
พยางค์ (ปราบ และ ราบ)
๑.๓ เป็นหน่วยคํา ได้แก่หน่วยคํา ๑
หน่วยคํา ซ่ึงมีความหมายเดียวเม่ือปรากฏในประโยค เราถือว่า
เป็น ๑ คาํ ตวั อย่าง เชน่
นํ้าเร่ิมท่วมบ้าน ท่วม เป็น ๑ หน่วยคํา
ซ่ึงมี ๑ ความหมาย ถอื เปน็ ๑ คาํ
หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๑๔๑ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
ในกรณีคํา ๑ คําแต่มี ๒ ความหมาย เรา
ถือว่าเป็น ๒ หน่วยคํา ตัวอย่าง เช่น โปรย เป็น ๑ คํา เกิดจาก
๒ หนว่ ยคํา คือ/p/ ทาํ ให้ร่วง กับ /ro:y/ โรย (โปรย และ โรย)
๒ คําใหญ่ คือ หน่วยท่ีเกิดจากการประกอบ
คาํ ตั้งแต่ ๒ คําข้ึนไป ซึ่งเป็นลักษณะการประสมคํา เรามีชื่อเรียก
คาํ ใหญ่ตา่ ง ๆ กัน เป็นตน้ วา่ คาํ ผสม คาํ ซาํ้ คําซอ้ น เปน็ ตน้
ความหมายของคําในภาษาสามารถสรุปความหมายได้ว่า
คํา คือ หน่วยทางภาษาท่ีประกอบด้วยเสียงและความหมายท่ี
สามารถปรากฏตามลําพังได้๕๔ คําถือได้ว่าสําคัญมากสําหรับ
ภาษา คําแต่ละคําจะประกอบด้วยหน่วยเสียงซึ่งอาจจะเป็น
หน่วยเสยี งสระ หน่วยเสยี งพยัญชนะ หรือหน่วยเสียงวรรณยุกต์
ย่ิงในภาษาไทยนอกจากหน่วยเสียงสระและหน่วยเสยี งพยัญชนะ
แล้ว ยังจะต้องมีหน่วยเสียงวรรณยุกต์เพิ่มขึ้นอีกด้วย คําแต่ละ
คําต้องมีความหมาย และความหมายแต่ละความหมายนั้นไม่
สามารถจะคาดการณ์ล่วงหน้าว่าหมายถึงอะไร จนกว่าสังคมจะ
ยอมรับความหมายนั้น ๆ คนทุกคนจะมีพจนานุกรมบัญชีคํา
(lexicon) ที่เก็บคําและความหมายของคําน้ันเอาไว้ใช้เมื่อ
ต้องการ มีจํานวนมากน้อยแตกต่างกันไปของแต่ละคน ตาม
ความจําเป็นของแต่ละคนบ้าง ตามความประสงค์ของแต่ละคน
บ้าง ฉะนั้นคําเปรียบเสมือนบ้านหรือตึกแต่ละหลังประกอบ
๕๔ ประยุทธ กุยสาคร. ประยุทธ กุยสาคร. ภาษาไทยเชงิ
ภาษาศาสตร.์ (กรุงเทพฯ : เอกสารการนเิ ทศการศึกษาฉบับที่ ๒๕๘ ภาคพฒั นา
ตาํ ราและเอกสารวชิ าการ หนว่ ยการศึกษานเิ ทศก์ กรมการฝกึ หัดครู, ๒๕๒๗).
หนา้ ๑๐๒-๑๐๔.
หลักภาษาไทยเบอื้ งต้น ๑๔๒ พระครูคัมภีร์ธรรมานุวตั ร,ดร.
ข้ึนมาเป็นเมือง เราในฐานะเจ้าของภาษาไทยและเป็น
ภาษาคําโดด (isolating language) จะไม่มีความลําบากนักท่ีจะ
แยกคําแต่ละคําออกจากกัน เพราะอัชฌัตติกญาณทางภาษาของ
เราบอกเราว่าจุดแบ่งคําอยู่ที่ใด จริงอยู่คําบางคําเป็นคําประสม
หรือเป็นคําท่ีมาจากภาษาอื่นยอ่ มมีปัญหาอยู่บ้าง แม้ภาษาวิภัตติ
ปัจจัย (inflectional language) เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษา
สันสกฤต ก็ไม่สู้จะมีปัญหามากนัก แต่ถ้าเป็นภาษาควบคํามาก
พยางค์ (agglutinative language) เช่น ภาษาเอสกิโม ภาษา
อินเดียนแดง จะมีปัญหาพอสมควรเพราะหน่ึงคําอาจจะยาวหนึ่ง
หน้ากระดาษก็เป็นได้ นักภาษาศาสตร์จะนิยามคําว่า คํา เป็น
หน่วยเอกเทศที่เกดิ เป็นอสิ ระไดใ้ นภาษา๕๕
การให้นิยามความหมายของ คํา ยังได้พบข้อมูลท่ีกล่าวไว้
ในพจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถานว่า คํา คือ
เสียงพูด เสียงท่ีเปล่งออกมาครั้งหน่ึง ๆ เสียงพูดหรือลายลักษณ์
อักษรท่เี ขียนหรือพมิ พข์ ึ้นเพ่ือแสดงความคดิ โดยปรกตถิ ือว่าเป็น
หน่วยที่เล็กท่ีสุดซึ่งมีความหมายในตัว ใช้ประกอบหน้าคําอ่ืนมี
ความหมายเช่นน้ัน เช่น คํานาม คํากริยา คําบุรพบท พยางค์ซ่ึง
เป็นส่วนย่อยของวรรคหรือบาทในฉันท์ แต่ละพยางค์ถือว่าเป็น
คําหน่ึง ๒ วรรคของคํากลอน ลักษณนามของเสียงพูด เช่น พูด
คําหนึ่ง ลักษณนามบอกจําพวกของเคี้ยวของกิน เช่น ข้าวคํา
๕๕ อดุ ม วโรตมส์ กิ ขดติ ถ.์ ภาษาศาสตรเ์ บื้องตน้ . พิมพ์ครงั้ ที่ ๑๘.
(กรงุ เทพฯ : สํานักพมิ พม์ หาวิทยาลยั รามคําแหง, ๒๕๔๗). หน้า ๑๓๐-๑๓๑.
หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๔๓ พระครูคัมภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
หน่ึง ลักษณนามเรียก ๒ วรรคของคํากลอนว่า คําหน่ึง๕๖ คําใน
ภาษาไทยจึงมุ่งให้การตคี วามสมบูรณด์ ้วยความหมาย
ลักษณะวธิ ีการสรา้ งคําในภาษาไทย
ลักษณะวิธีการสร้างคําในภาษาไทย จากข้อมูลท่ีศึกษา
สามารถนาํ มากลา่ วอ้างและอธิบายไดด้ ังต่อไปน้ี
การสร้างคําในภาษาไทย๕๗ คําท่ีใช้ในภาษาไทยดั้งเดิม
ส่วนมากจะเป็นคําพยางค์เดียว เช่น พี่ น้อง เดือน ดาว จอบ ไถ
หมู หมา กิน นอน ดี ชั่ว สอง สาม เป็นต้น เมอ่ื โลกวิวัฒนาการมี
ส่ิงแปลกใหม่เพิ่มข้ึน ภาษาไทยก็จะต้องพัฒนาท้ังรูปคําและการ
เพิ่มจํานวนคํา เพ่ือให้มีคําใช้ในการสื่อสารให้เพียงพอ กับการ
เปล่ียนแปลงของวัตถุสิ่งของและเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยการสร้าง
คํา คําไทยท่ีใช้อยู่ปัจจุบันมีทั้งคําท่ีเป็นคําไทยดั้งเดิม คําท่ีมา
จากภาษาต่างประเทศ คําศัพท์เฉพาะทางวิชาการ คําที่ใช้เฉพาะ
ในภาษาพูด คําชนิดต่าง ๆ เหล่านี้มีช่ือเรียกตามลักษณะและ
แบบสร้างของคํา
๕๖ พจนานกุ รมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑติ ยสถาน. (เว็บไซต์ :
https://dictionary.sanook.com/
search/dict-th-th-royal-institute), เขา้ ถงึ ขอ้ มลู เมอื่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๒.
๕๗ การสรา้ งคาํ ในภาษาไทย. (เวบ็ ไซต์ : http://netdao
๒๔๑๕.blogspot.com/), เขา้ ถงึ ข้อมลู เมื่อ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๒.
หลักภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๔๔ พระครูคัมภีรธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
คํามูล
คํามูล คือ คํา ๆ เดียวท่ีมิได้ประสมกับคําอื่น อาจมี ๑
พยางค์ หรือหลายพยางค์ก็ได้ แต่เมื่อแยกพยางค์แล้วแต่ละ
พยางค์ไมม่ ีความหมาย คําภาษาไทยท่ีใช้มาแต่เดิมส่วนใหญ่ เป็น
คํามูลท่มี พี ยางคเ์ ดียวโดด ๆ เชน่ พ่อ แม่ กิน เดิน
ตัวอย่างแบบสรา้ งของคํามูล
คน มี ๑ พยางค์ คอื คน
สิงโต มี ๒ พยางค์ คือ สงิ + โต
นาฬกิ า มี ๓ พยางค์ คือ นา + ฬิ + กา
ทะมัดทะแมง มี ๔ พยางค์ คือ ทะ + มัด + ทะ +
แมง
กระเหยี้ นกระหอื รอื มี ๕ พยางค์ คือ กระ +
เห้ียน + กระ + หือ + รือ
จากตัวอย่างลักษณะแบบสร้างของคํามูล จะเห็นว่าเมื่อ
แยกพยางค์จากคําแล้ว แต่ละพยางค์ไม่มีความหมายในตัวหรือ
อาจมีความหมายไม่ครบทุกพยางค์ คําเหล่าน้ีจะมีความหมายก็
ต่อเมื่อนําทุกพยางค์มารวมเป็นคํา ลักษณะเช่นน้ี ถือว่าเป็นคํา
เดียวโดด ๆ
คําประสม
คําประสม คือ คําที่สร้างข้ึนใหม่โดยนําคํามูลต้ังแต่ ๒ คํา
ข้ึนไปมาประสมกัน เกิดเป็นคําใหม่ข้ึนอีกคําหน่ึง คําประสมมี
ลักษณะ ดังน้ี
๑ เกดิ ความหมายใหม่
หลกั ภาษาไทยเบอื้ งต้น ๑๔๕ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
๒ ความหมายคงเดมิ
๓ ความหมายให้กระชบั ข้นึ
ตัวอย่างแบบสร้างคําประสม
แม่ยาย เกิดจากคํามลู ๒ คาํ คอื แม่ + ยาย
ลกู นาํ้ เกิดจากคาํ มูล ๒ คาํ คือ ลูก + นํ้า
ภาพยนตร์จีน เกิ ด จ า ก คํ า มู ล ๒ คํ า คื อ
ภาพยนตร์ + จนี
จากตัวอย่างแบบสร้างคําประสม จะเห็นว่าเม่ือแยกคํา
ประสมออกจากกัน จะได้คาํ มลู ซึ่งแต่ละคาํ มีความหมายในตวั เอง
การนาํ คาํ มูลมาประสมกนั เพื่อให้เกิดคําใหม่ขน้ึ เรียกวา่ คําประสม
นน้ั มีวิธีสรา้ งคาํ ตามแบบสรา้ งอยู่ ๕ วธิ ดี ว้ ยกัน คอื
๑ คําประสมที่ เกิดจากคํามูลที่มีรูป เสียง และ
ความหมายต่างกัน เมื่อประสมกันเกิดเป็นความหมายใหม่ ไม่
ตรงกับความหมายเดิม เช่น
แม่ หมายถงึ หญิงที่ให้กาํ เนดิ ลกู
ยาย หมายถึง แมข่ องแม่
แม่ + ยาย ได้คําใหม่ คือ แม่ยาย หมายถึง แม่ของ
เมีย คําประสมชนิดน้ีมีมากมาย เช่น แม่ครัว ลูกเรือ มือลิง
ลูกน้าํ ลูกน้อง ปากกา เปน็ ตน้
๒ คําประสมที่ เกิดจากคํามูลท่ีมีรูป เสียง และ
ความหมายต่างกัน เมื่อประสมกันแล้วเกิดความหมายใหม่ แต่
ยงั คงรกั ษาความหมายของคําเดิมแต่ละคาํ ได้ เชน่
หมอ หมายถงึ ผู้รู้ ผูช้ าํ นาญ ผูร้ ักษาโรค
ดู หมายถึง ใช้สายตาเพือ่ ใหเ้ หน็
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๔๖ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
หมอ + ดู ได้คําใหม่ คือ หมอดู หมายถึง ผู้ทํานาย
โชคชะตาราศี คําประสมชนิดนี้ เช่น หมอความ นักเรียน ชาวนา
ของกิน ช่างแท่น ร้อนใจ เปน็ ต้น
๓ คําประสมท่ีเกิดจากคํามูลท่ีมีรูป เสียง ความหมาย
เหมือนกัน เม่ือประสมแล้ว เกิดความหมายต่างจากความหมาย
เดิมเล็กน้อย อาจมีความหมายทางเพ่ิมข้ึนหรือลดลงก็ได้ การ
เขยี นคาํ ประสมแบบนจี้ ะใชไ้ มย้ มก (ๆ) เติมข้างหลัง เช่น
เรว็ หมายถงึ รีบ ดว่ น
เรว็ ๆ หมายถึง รีบ ด่วนย่ิงข้ึน เป็นความหมายท่ี
เพ่ิมขน้ึ
ดํา หมายถงึ สดี ํา
ดํา ๆ หมายถึง ดําไม่สนิท เป็นความหมายในทาง
ลดลง คําประสมชนิดน้ี เช่น ช้า ๆ ซ้ํา ๆ ดี ๆ น้อย ๆ ไป ๆ
มา ๆ เป็นต้น
๔ คําประสมที่เกิดจากคํามูลท่ีมีรูปและเสียงต่างกัน แต่
มีความหมายเหมือนกัน เม่ือนํามาประสมกันแล้วความหมายไม่
เปลยี่ นไปจากเดมิ เช่น
ยมิ้ หมายถึง แสดงให้ปรากฏวา่ ชอบใจ
แย้ม หมายถึง คลี่ เผยอปากแสดงความพอใจ
ยิ้ม + แย้ม ได้คําใหม่ คือ ย้ิมแย้ม หมายถึง ยิ้มอย่าง
ชื่นบาน คําประสมชนิดนี้มีมากมาย เช่น โกรธเคือง รวดเร็ว
แจ่มใส เสื่อสาด บา้ นเรือน วัดวาอาราม ถนนหนทาง เปน็ ต้น
๕ คําประสมที่ เกิดจากคํามูลที่มีรูป เสียง และ
ความหมายต่างกัน เม่ือนํามาประสมจะตัดพยางค์หรือย่นพยางค์
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๔๗ พระครูคมั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
ให้ส้ันเข้า เช่น คําว่า ชันษา มาจากคําว่า ชนม+พรรษา ชนม
หมายถึง การเกดิ พรรษา หมายถงึ ปี ชนม + พรรษา ได้คํา
ใหม่ คือ ชันษา หมายถึง อายุ คําประสมประเภทน้ี ไดแ้ ก่
เดียงสา มาจาก เดียง+ภาษา
สถาผล มาจาก สถาพร+ผล
เปรมปรดี ิ์ มาจาก เปรม+ปรีดา
คําสมาส
คําสมาสเป็นวิธีสร้างคําในภาษาบาลีและสันสกฤต โดยนํา
คําต้ังแต่ ๒ คําข้ึนไปมาประกอบกันคล้ายคําประสม แต่คําที่
นํามาประกอบแบบคําสมาสน้ัน นํามาประกอบหน้าศัพท์ การ
แปลคําสมาสจึงแปลจากขา้ งหลังมาขา้ งหน้า เชน่
บรม (ยิ่งใหญ่) + ครู = บรมครู (ครผู ยู้ ง่ิ ใหญ)่
สุนทร (ไพเราะ) + พจน์ (คําพูด) = สุนทรพจน์ (คําพูด
ท่ไี พเราะ)
การนําคํามาสมาสกัน อาจเป็นคําบาลีสมาสกับบาลี
สันสกฤตสมาสกับสันสกฤต หรือบาลีสมาสกับสันสกฤตก็ได้ ใน
บางครั้ง คําประสมท่ีเกิดจากคําไทยประสมกับคําบาลีหรือคํา
สันสกฤต บางคํามีลักษณะคล้ายคําสมาสเพราะแปลจากข้างหลัง
มาข้างหน้า เช่น ราชวัง แปลว่า วังของพระราชา อาจจัดว่าเป็น
คําสมาสได้ ส่วนคําประสมที่มีความหมายจากข้างหน้าไปข้าง
หลังและมิได้ทําให้ความหมายผิดแผกแม้คําน้ันประสมกับคําบาลี
หรือสันสกฤตกถ็ อื วา่ เปน็ คาํ ประสม เช่น มูลค่า ทรพั ยส์ ิน เป็นต้น
การเรยี งคําตามแบบสร้างของคาํ สมาส ดังนี้
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๑๔๘ พระครูคัมภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.
๑ ถ้าเป็นคําที่มาจากบาลีและสันสกฤต ให้เรียงบท
ขยายไวข้ ้างหน้า เช่น
อุทกภยั หมายถึง ภยั จากนา้ํ
อายุขยั หมายถึง สิน้ อายุ
๒ ถ้าพยางค์ท้ายของคําหน้าประวิสรรชนีย์ ให้ตัด
วิสรรชนยี ์ออก เชน่
ธุระ สมาสกบั กิจ เป็น ธรุ กจิ
พละ สมาสกับ ศึกษา เปน็ พลศกึ ษา
๓ ถ้าพยางค์ท้ายของคําหน้ามีตัวการันต์ให้ตัดการัตน์
ออกเมื่อเข้าสมาส เช่น
ทัศน์ สมาสกับ ศกึ ษา เปน็ ทัศนศกึ ษา
แพทย์ สมาสกับ สมาคม เปน็ แพทยสมาคม
๔ ถ้าคําซ้ําความ โดยคําหนึ่งไขความอีกคําหน่ึง ไม่มีวิธี
เรียงคาํ ทีแ่ น่นอน เชน่
นร (คน) สมาสกบั ชน (คน) เป็น นรชน (คน)
วิถี (ทาง) สมาสกับ ทาง (ทาง) เป็น วิถีทาง (ทาง)
คช (ชา้ ง) สมาสกบั สาร (ชา้ ง) เปน็ คชสาร (ชา้ ง)
การอ่านคําสมาสมีหลักอยู่ว่า ถ้าพยางค์ท้ายของคําลงท้าย
ด้วย สระอะ, อิ, อุ เวลาเข้าสมาสให้อ่านออกเสียง อะ อิ อุ น้ัน
เพยี งครึ่งเสียง เชน่
เกษตร สมาสกับ ศาสตร์ เป็น เกษตรศาสตร์อ่านว่า
กะ-เสด-ตระ-สาด
อุทก สมาสกับ ภัย เปน็ อุทกภยั อา่ นวา่ อุ-ทก-กะ-ไพ
หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๔๙ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
ประวัติ สมาสกับ ศาสตร์ เป็น ประวัติศาสตร์ อ่านว่า
ประ-หวัด-ต-ิ สาด
ภมู ิ สมาสกบั ภาค เป็น ภูมิภาค อ่านว่า พู-มิ-พาก
เมรุ สมาสกับ มาศ เปน็ เมรุมาศ อ่านวา่ เม-รุ-มาด
เชตุ สมาสกับ พน เปน็ เชตพุ น อ่านวา่ เช-ต-ุ พน
ข้อสังเกต
๑ มีคําไทยบางคํา ที่คําแรกมาจากภาษาบาลีสันสกฤต
ส่วนคําหลังเป็นคําไทย คําเหล่านี้ ได้แปลความหมายตาม
กฎเกณฑ์ของคําสมาส แต่อ่านเหมือนกับว่าเป็นคําสมาส ท้ังนี้
เป็นการอา่ นตามความนยิ ม เช่น
เทพเจา้ อ่านวา่ เทพ-พะ-เจ้า
พลเรอื น อ่านว่า พล-ละ-เรือน
กรมวงั อา่ นว่า กรม-มะ-วงั
๒ โดยปกติการอ่านคําไทยที่มีมากกว่า ๑ พยางค์ มัก
อ่านตรงตัว เช่น
บากบ่ัน อ่านวา่ บาก-บน่ั
ลกุ ลนอ่านว่า ลุก-ลน
แตม่ คี ําไทยบางคาํ ท่ีอ่านออกเสียงตวั สะกดด้วย ทัง้ ที่
เปน็ คําไทยมใิ ช่คําสมาส เชน่
ต๊กุ ตา อา่ นวา่ ตุ๊ก-กะ-ตา
จกั จัน่ อา่ นวา่ จัก-กะ-จัน่
จกั๊ จ้ี อ่านวา่ จัก๊ -กะ-จี้
ชกั เยอ่ อา่ นว่า ชกั -กะ-เยอ่
สัปหงก อ่านวา่ สับ-ปะ-หงก
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๕๐ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
คําสนธิ
คําสนธิ คือ การเชื่อมเสียงให้กลมกลืนกันตามหลัก
ไวยากรณ์บาลีสันสกฤต เป็นการเช่ือมอักษรให้ต่อเนื่องกันเพ่ือ
ตัดอักษรให้น้อยลง ทําให้คําพูดสละสลวยนําไปใช้ประโยชน์ใน
ด้านงานคําประพันธ์ คําสนธิเกิดจากการเช่ือมคําในภาษาบาลี
และสันสกฤตเท่าน้ัน ถ้าคําที่นํามาเชื่อมกันไม่ใช่ภาษาบาลี
สันสกฤตไม่ถือว่าเป็นสนธิ เช่น กระยาหาร มาจากคํา กระยา +
อาหาร ไม่ใช่สนธิ เพราะ กระยาเป็นคําไทยและถึงแม้ว่าคําที่
นํามารวมกันแต่ไม่ได้เชื่อมกัน เป็นเพียงประสมคําเท่านั้น ก็ไม่
ถือว่าสนธิ เชน่
ทิชาชาติ มาจาก ทชี า + ชาติ
ทัศนาจร มาจาก ทัศนา + จร
วิทยาศาสตร์ มาจาก วิทยา + ศาสตร์
แบบสร้างของคําสนธิที่ใช้ในภาษาบาลีและสันสกฤต มีอยู่
๓ ประเภท คือ
๑ สระสนธิ
๒ พยญั ชนะสนธิ
๓ นิคหิตสนธิ
สําหรับการสนธิในภาษาไทย ส่วนมากจะใช้แบบสร้างของ
สระสนธิ แบบสร้างของคําสนธทิ ใ่ี ชใ้ นภาษาไทย ดังนี้
๑ สระสนธิ ทาํ ได้ ๓ วธิ ี คอื
๑.๑ ตดั สระพยางคท์ ้าย แลว้ ใชส้ ระพยางค์หน้าของ
คําหลังแทน เช่น
มหา สนธกิ บั อรรณพ เปน็ มหรรณพ
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๕๑ พระครคู มั ภรี ธ์ รรมานวุ ัตร,ดร.
นร สนธกิ บั อนิ ทร์ เปน็ นรนิ ทร์
ปรมะ สนธกิ บั อินทร์ เปน็ ปรมนิ ทร์
รตั นะ สนธิกบั อาภรณ์ เป็น รตั นาภรณ์
วชริ สนธกิ บั อาวธุ เป็น วชริ าวธุ
ฤทธิ สนธกิ บั อานุภาพ เปน็ ฤทธานุภาพ
มกร สนธิกบั อาคม เปน็ มกราคม
๑.๒ ตัดสระพยางค์ท้ายของคําหน้า แล้วใช้สระ
พยางค์หน้าของคําหลังแต่เปลี่ยนรูป อะ เป็น อา อิ เป็น เอ อุ
เป็น อู หรือ โอ ตัวอย่าง เช่น
เปลี่ยนรูป อะ เป็น อา
เทศ สนธกิ ับ อภิบาล เปน็ เทศาภบิ าล
ราช สนธิกบั อธริ าช เป็น ราชาธริ าช
ประชา สนธิกบั อธิปไตย เปน็ ประชาธปิ ไตย
จุฬา สนธิกับ อลงกรณ์ เปน็ จฬุ าลงกรณ์
เปลยี่ นรปู อิ เป็น เอ
นร สนธกิ ับ อิศวร เป็น นเรศวร
ปรม สนธกิ ับ อนิ ทร์ เป็น ปรเมนทร์
คช สนธิกบั อนิ ทร์ เปน็ คเชนทร์
เปลย่ี นรูป อุ เป็น อู หรือ โอ
ราช สนธกิ ับ อุปถัมภ์ เป็น ราชปู ถมั ภ์
สาธารณะ สนธกิ บั อปุ โภค เป็นสาธารณูปโภค
วิเทศ สนธกิ บั อบุ าย เป็น วเิ ทโศบาย
สขุ สนธิกับ อุทยั เป็น สโุ ขทัย
นย สนธกิ บั อบุ าย เป็น นโยบาย
หลักภาษาไทยเบื้องต้น ๑๕๒ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
๑.๓ เปล่ียนสระพยางค์ท้ายของคําหน้า อิ อี เป็น ย
อุ อู เปน็ ว แล้วใช้สระพยางคห์ น้าของคาํ หลงั แทน เชน่
เปลย่ี น อิ อี เปน็ ย
มติ สนธกิ บั อธิบาย เปน็ มตั ยาธิบาย
รงั สี สนธิกับ โอภาส เป็น รังสโยภาส, รังสิโย
ภาส
สามคั คี สนธกิ ับ อาจารย์ เป็น สามัคยาจารย์
เปลย่ี น อุ อู เป็น ว
สินธุ สนธิกบั อานนท์ เป็น สินธวานนท์
จักษุ สนธิกับ อาพาธ เปน็ จกั ษวาพาธ
ธนู สนธิกับ อาคม เป็น ธนั วาคม
๒ พยัญชนะสนธิ ในภาษาไทยมีน้อย คือเมื่อนําคํา ๒
คํามาสนธิกัน ถ้าหากว่าพยัญชนะตัวสุดท้ายของคําหน้ากับ
พยัญชนะตัวหน้าของคําหลังเหมือนกัน ให้ตัดพยัญชนะท่ี
เหมือนกนั ออกเสยี ตัวหนึ่ง เช่น
เทพ สนธิกับ พนม เป็น เทพนม
นิวาส สนธกิ ับ สถาน เปน็ นวิ าสถาน
๓ นิคหิตสนธิ ในภาษาไทยใช้วิธีเดียวกับวิธีสนธิใน
ภาษาบาลีและสันสกฤต คือ ให้สังเกตพยัญชนะตัวแรกของคํา
หลังว่าอยู่ในวรรคใด แล้วแปลงนิคหิตเป็นพยัญชนะตัวสุดท้าย
ของวรรคนั้น เชน่
สํ สนธิกบั กรานต เป็น สงกรานต์
(ก เป็นพยัญชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุดท้าย
ของวรรคกะ คือ ง)
หลักภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๕๓ พระครคู ัมภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
สํ สนธิกบั คม เปน็ สังคม
(ค เป็นพยัญชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุดท้าย
ของวรรคกะ คอื ง)
สํ สนธิกับ ฐาน เป็น สัณฐาน
(ฐ เป็นพยัญชนะวรรค ตะ พยัญชนะตัวสุดท้าย
ของวรรคกะ คอื ณ)
สํ สนธกิ ับ ปทาน เปน็ สมั ปทาน
(ป เป็นพยัญชนะวรรค ปะ พยัญชนะตัวสุดท้าย
ของวรรคกะ คือ ม)
ถ้าพยัญชนะตัวแรกของคําหลังเป็นเศษวรรค ให้คง
นิคหติ ( _ํ ) ตามรปู เดิม อา่ นออกเสียง อัง หรอื อัน เชน่
สํ สนธกิ ับ วร เป็น สงั วร
สํ สนธกิ บั หรณ์ เป็น สังหรณ์
สํ สนธกิ ับ โยค เป็น สงั โยค
ถ้า สํ สนธิกับคําที่ข้ึนต้นด้วยสระ จะเปลี่ยนนิคหิต
เปน็ ม เสมอ เชน่
สํ สนธกิ บั อทิ ธิ เปน็ สมทิ ธิ
สํ สนธิกบั อาคม เป็น สมาคม
สํ สนธิกบั อาส เป็น สมาส
สํ สนธกิ บั อุทัย เปน็ สมุทยั
คําแผลง
คําแผลง คือ คําที่สร้างข้ึนใช้ในภาษาไทยอีกวิธีหนึ่ง โดย
เปล่ียนแปลงอักษรท่ีประสมอยู่ในคําไทยหรือคําท่ีมาจากภาษา
หลกั ภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๑๕๔ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
อ่ืนให้ผิดไปจากเดิม ด้วยวิธีตัด เติม หรือเปลี่ยนรูป แต่ยังคง
รักษาความหมายเดิมหรือเค้าความเดิมอยู่ แบบสร้างของการ
แผลงคําทาํ ได้ ๓ วิธี คือ
๑ การแผลงสระ เป็นการเปล่ียนรูปสระของคําน้ัน ๆ
ใหเ้ ป็นสระรูปอน่ื ตัวอย่าง
คาํ เดมิ คําแผลง
ชยะ ชยั
สายดอื สะดือ
วชิระ วิเชียร
ดิรจั ฉาน เดรัจฉาน
พัชร เพชร
พจิ ติ ร ไพจติ ร
คะนึง คํานงึ
พีช พืช
ครหะ เคราะห์
กีรติ เกียรติ
ชวนะ เชาวน์
สุคนธ์ สวุ คนธ์
สรเสริญ สรรเสรญิ
ยวุ ชน เยาวชน
ทรู เลข โทรเลข
สุภา สุวภา
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๕๕ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
๒ การแผลงพยัญชนะ ก็เช่นเดียวกับการแผลงสระ คือ
ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเกิดจากความเจริญของภาษา การแผลง
พยัญชนะเป็นการเปล่ียนรูปพยัญชนะตัวหนึ่งให้เป็นอีกตัวหน่ึง
หรือเพิ่มพยัญชนะลงไปให้เสียงผิดจากเดิม หรือมีพยางค์มาก
กว่าเดิม หรือตัดรูปพยัญชนะ การศึกษาท่ีมาของถ้อยคําเหล่าน้ี
จะช่วยให้เข้าใจความหมายของคําไดถ้ ูกต้อง ตัวอย่าง
คําเดมิ คาํ แผลง
กราบ กําราบ
บวช ผนวช
เกดิ กําเนิด
ผทม ประทม, บรรเทา
ขจาย กาํ จาย
เรยี บ ระเบยี บ
แข็ง กาํ แหง, คาํ แหง
แสดง สาํ แดง
คูณ ควณ, คาํ นวณ, คํานูณ
พรัง่ สะพรงั่
เจียร จาํ เนียร
รวยรวย ระรวย
เจาะ จําเพาะ, เฉพาะ
เชิญ อญั เชญิ
เฉียง เฉลียง, เฉวยี ง
เพญ็ บําเพ็ญ
หลักภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๕๖ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
ชว่ ย ชํารว่ ย
ดาล บันดาล
ตรยั ตํารับ
อัญชลี ชลี, ชุลี
ถก ถลก
อบุ าสิกา สีกา
๓ การแผลงวรรณยุกต์ เป็นการเปลี่ยนแปลงรูป หรือ
เปล่ียนเสียงวรรณยุกต์ เพ่ือให้เสียงหรือรูปวรรณยุกต์ผิดไปจาก
เดิม ตัวอย่าง
คาํ เดิม คาํ แผลง
เพียง เพ้ยี ง
พุทโธ พุทโธ่
เสนหะ เสนห่ ์
บ บ่
คาํ ซา้ํ
คําซํ้า คือ การสร้างคําด้วยการนําคําที่มีเสียงและ
ความหมายเหมือนกันมาซ้ํากัน เพ่ือเปล่ียนแปลงความหมาย
ของคาํ นน้ั ให้แตกตา่ งไปหลายลกั ษณะ ดังน้ี
๑ ความหมายคงเดิม คือ คําท่ีซํ้ากันจะมีความหมายคง
เดิม แต่อาจจะให้ความหมายอ่อนลง หรือไม่แน่ใจจะมี
ความหมายเท่ากับความหมายเดิม เช่น ตอนเย็น ๆ ค่อยมาใหม่
นะ รู้สึกว่าจะอยู่แถว ๆ น้ีละ คําว่า เย็น ๆ และ แถว ๆ ดูจะมี
ความหมาย ออ่ นลง
หลักภาษาไทยเบื้องตน้ ๑๕๗ พระครูคัมภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
๒ ความหมายเด่นขึ้น เฉพาะเจาะจงขึ้นกว่าความหมาย
เดิม เช่น สอนเทา่ ไหร่ ๆ กไ็ ม่จํา พระเอกคนนี้ ล้อหล่อ เปน็ ตน้
๓ ความหมายแยกเป็นส่วน ๆ แยกจํานวน เช่น กรุณา
แจกเปน็ คน ๆ ไปนะ จา่ ยเปน็ งวด ๆ (ทีละงวด) เปน็ ต้น
๔ ความหมายบอกจํานวนเพิ่มขึ้นเป็น เช่น เด็ก ๆ ชอบ
ว่ิง เธอทําอะไร ๆ กด็ ดู หี มด เป็นตน้
๕ ความหมายผิดไปจากเดิม เช่น เรื่องหมู ๆ แบบนี้
สบายมาก (เร่ืองง่าย) รู้เพียงงู ๆ ปลา ๆ เท่านั้น (รู้ไม่จริง) เป็น
ตน้
คําซอ้ น
คําซ้อน คือ คําประสมชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนําเอาคํา
ต้ังแต่สองคําขึ้นไปซ่ึงมีเสียงต่างกัน แต่มีความหมายเหมือนกัน
หรือคล้ายคลึงกันหรือเป็นไปในทํานองเดียวกันมาซ้อนคู่กัน เช่น
เล็กน้อย ใหญ่โต เป็นต้น ปกติคําท่ีนํามาซ้อนกันน้ัน นอกจากจะ
มีความหมายเหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันแล้ว มักจะมีเสียง
ใกล้เคียงกันด้วย เพื่อให้ออกเสียงง่ายสะดวกปาก คําท่ีนํามา
ซอ้ นแล้วทําใหเ้ กดิ ความหมายนัน้ แบง่ เปน็ ๒ ลักษณะ คอื
๑ ซ้อนคําแล้วมีความหมายคงเดิม คําซ้อนลักษณะนี้จะ
นําคําที่มีความหมายเหมือนกันมาซ้อนกัน เพ่ือขยายความซึ่งกัน
และกัน เช่น ขา้ ทาส รูปร่าง ว่างเปลา่ โง่เขลา เป็นต้น
๒ ซอ้ นคาํ แลว้ มีความหมายเปล่ียนแปลงไปจากเดิม
๒.๑ ความหมายเชิงอุปมา คําซ้อนลักษณะน้ีจะเป็น
คําซ้อนท่ีคําเดิมมีความหมาย เป็นรูปแบบเมื่อนํามาซ้อนกับ
หลักภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๕๘ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
ความหมายของคําซ้อนนั้นจะเปล่ียนไปเป็นนามธรรม เช่น
อ่อนหวาน อ่อน มีความหมายว่า ไม่แข็ง เช่น ไม้อ่อน หวาน มี
ความหมายว่า รสหวาน เช่น ขนมหวาน อ่อนหวาน มี
ความหมายว่า เรียบร้อย น่ารัก เช่น เธอช่างอ่อนหวานเหลือเกิน
หมายถงึ กิรยิ าอาการทีแ่ สดงออกถึงความเรียบร้อยน่ารกั คาํ อ่ืน
ๆ เชน่ คํา้ จุน เด็ดขาด ยงุ่ ยาก เป็นต้น
๒ .๒ ความหมายกว้างออก คําซ้อนบางคํามี
ความหมายกว้างออกไม่จํากัดเฉพาะ ความหมายเดิมของคําสอง
คาํ ท่ีมาซ้อนกัน เช่น เจ็บไข้ หมายถึง อาการเจ็บป่วยของโรคต่าง
ๆ และคาํ ว่า พนี่ อ้ ง ถว้ ยชาม ทุบตี ฆา่ ฟนั เป็นต้น
๒ .๓ ความห มายแคบ เข้า คําซ้อน บ างคํามี
ความหมายเด่นอยู่คําใดคําหน่ึง ซ่ึงอาจจะเป็นคําหน้าหรือคํา
หลังก็ได้ เช่น ความหมายเด่นอยู่คําหน้า ใจดํา หัวหู ปากคอ บ้า
บอคอแตก ความหมายเด่นอยู่คําหลัง หยิบยืม เอร็ดอร่อย
นํ้าพักนํา้ แรง วา่ นอนสอนง่าย เป็นต้น
ตวั อย่างคําซ้อน ๒ คํา เชน่ บา้ นเรือน สวยงาม ข้าวของ
เงินทอง มืดคํ่า อดทน เก่ียวข้อง เย็บเจี๊ยบ ทรัพย์สิน รูปภาพ
ควบคุม ป้องกนั ลีล้ ับ ซบั ซอ้ น เปน็ ตน้
ตัวอย่างคําซ้อนมากกว่า ๒ คํา เช่น ยากดีมีจน เจ็บไข้
ได้ป่วย ข้าวยากหมากแพง เวียนว่ายตายเกิด ถูกอกถูกใจ จับ
ไมไ่ ด้ไล่ไม่ทัน ฉกชิงวิง่ ราว เป็นตน้
หลกั ภาษาไทยเบื้องต้น ๑๕๙ พระครูคมั ภีร์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
คําทบั ศพั ท์
คําทับศัพท์ คือ คําในภาษาไทยท่ีมีรากศัพท์มาจากภาษา
อ่ืนโดยเอามาใช้ท้ังคํา ซ่ึงการออกเสียงอาจเพ้ียนไปจากเดิม
เล็กน้อย แต่การเขียนเป็นการเขียนด้วยภาษาไทย ซ่ึงการ
เขียนทับศัพท์ในปัจจุบันคือการเขียนคําภาษาไทยท่ีเป็นทับศัพท์
มาจากภาษาอังกฤษแต่ก็ยังเขียนผิดบ่อย ๆ ซ่ึงบางคําท่ีเราคิดว่า
เขียนถูกอ่านแล้วได้เสียงแบบภาษาอังกฤษ แต่บางคําน้ันอาจยัง
ไม่ใช่วิธีเขียนท่ีถูกต้อง มีตัวอย่างคําท่ีถูกต้องให้สังเกตและ
นาํ ไปใช้ เช่น
Carrot การเขียนทับศัพท์ในภาษาไทยท่ีถูกต้อง คือ
แครร์ อต
Cherry การเขียนทับศัพท์ในภาษาไทยท่ีถูกต้อง คือ
เชอร์รี
Locker การเขียนทับศัพท์ในภาษาไทยที่ถูกต้อง คือ
ล็อกเกอร์
Strawberry การเขียนทับศัพท์ในภาษาไทยที่
ถกู ตอ้ ง คือ สตรอว์เบอรร์ ี
Apartment การเขียนทับศัพ ท์ในภาษาไทยท่ี
ถกู ตอ้ ง คือ อะพารต์ เมนต์
Application การเขียนทับศัพท์ในภาษาไทยท่ี
ถูกต้อง คอื แอปพลเิ คชัน
Digital การเขียนทับศัพท์ในภาษาไทยที่ถูกต้อง คือ
ดิจิทัล
หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๖๐ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
Upload การเขียนทับศัพท์ในภาษาไทยที่ถูกต้อง
คอื อัปโหลด
ศัพท์บัญญัติ
ศัพท์บัญญัติ คือ คําศัพท์ท่ีกําหนดข้ึนเพื่อใช้เป็นมาตรฐาน
ในการเขียนเอกสารของทางราชการและการเรียนการสอน ผู้
ออกศัพท์บัญญัติในปัจจุบันคือราชบัณฑิตยสถาน ศัพท์บัญญัติ
จะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แพทย์ศาสตร์
รัฐศาสตร์ การเช่ือม พลังงาน ประชากรศาสตร์ พฤกษศาสตร์
ปรัชญา ประกันภัย วรรณกรรม ปรับอากาศ สัทศาสตร์
นิติศาสตร์ ศิลปะ เทคโนโลยีสารสนเทศ ยานยนต์ ทันต
แพทยศาสตร์ ธรณีวิทยา คณิตศาสตร์ เป็นต้น ตัวอย่างศัพท์
บญั ญตั ิ เช่น
แฟลต , อพาร์ตเม้นต์ = หอ้ งชุด
คอมพวิ เตอร์ = คณติ กรณ์
ดีวีดี = แผน่ วีดที ัศน์ระบบดจิ ติ อล
ปริน้ เตอร์ = เครือ่ งพิมพ์
อนิ ฟีนีต้ี = อนันต์
ซิมการ์ด = บตั รระบุผู้เช่า
ซมิ = มอดูลระบุผ้เู ชา่
จอยสตก๊ิ = ก้านควบคุม
ซพี ียู = หนว่ ยประมวลผลกลาง
คยี บ์ อร์ด= แผงแป้นอักขระ
วทิ ยุ จากคาํ Radio
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๖๑ พระครคู มั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
คมนาคม จากคํา Communication
ไปรษณยี บตั ร จากคาํ Post card
บรรณาธกิ าร จากคาํ Editor
ตาํ รวจ จากคาํ Police
โทรเลข จากคํา Telegram
โทรศัพท์ จากคาํ Telephone๕๘
คําในภาษาทุกภาษามีลักษณ ะเหมือนสิ่งมีชีวิต คือ
สามารถเกิดได้ เจ็บป่วยได้และตายได้ เป็นปกติ ท้ังน้ีเพราะคําใน
ภาษานั้นไม่อยู่คงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จาก
คําบางคํามีในพจนานุกรมแต่ไม่ได้นํามาพูดในชีวิตประจําวัน คํา
บางคํามีในพจนานุกรมแต่นํามาใช้ในชีวิตประจําวันน้อยมาก
และบางคําไม่มีในพจนานุกรมแต่ก็มีใช้พูดในชีวิตประจําวัน
ดังนั้นคําในภาษาจึงเกิดได้ เจ็บป่วยได้ ตายได้เหมือนกับ
ส่ิงมีชีวิต การเกิดของภาษาได้แก่การเกิดคําใหม่ ซ่ึงส่วนหนึ่ง
ได้แก่การสร้างคํา การสร้างคําในแต่ละภาษาย่อมแตกต่างกัน
บางภาษาสร้างคําด้วยการลงวิภัตติปัจจัย เช่น ภาษาบาลี
สันสกฤต บางภาษาสร้างคําด้วยการนําเอาคํามาเรียงติดต่อกัน
เช่น ภาษาญ่ีปุ่น บางภาษาสร้างด้วยการนําเอาคําที่มีอยู่มาผสม
กัน เช่น ภาษาไทย ในที่นี้จะกล่าวถึงการสร้างคําในภาษาไทย
ดังต่อไปนี้
๕๘ คาํ ทบั ศพั ท์และศพั ท์บัญญตั .ิ (เว็บไซต์ :
https://namtanclassicbear.wordpress.com/), เขา้ ถงึ ข้อมูลเม่ือ ๒๗ กันยายน
๒๕๖๒.
หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๖๒ พระครูคัมภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
๑ การสร้างคําแบบคําประสม (compound words)
หมายถึงการสร้างคําท่ีเกิดจากนําเอาหน่วยอิสระต้ังแต่ ๒
หน่วยคําขึ้นไปมาประสมกันให้เกิดเป็นคําใหม่ขึ้นใช้ในภาษาไทย
บางตําราเรียกว่าคําผสม ประยุทธ กุยสาคร๕๙ ได้แบ่งคําประสม
ออกเปน็ ๒ ชนดิ ตามแนวของ Marry A. Haas ดังนี้
๑.๑ คําประสมท่ียึดเอาคํากริยาเป็นหลัก (verb
centered) คือ ความหมายจะหนักท่ีคํากริยา ส่วนคําอื่น ๆ เป็น
คาํ เสริม ดงั ตัวอย่าง เชน่
กริยา+นาม เช่น ตายใจ ต้ังใจ แสบตา
เดินตลาด
นาม+กริยา เช่น ใจดี ปากจัด ปากกล้า
ปากหวาน
กริยา+กริยา เช่น หุงต้ม ขนส่ง เดินเหิน หอบ
หว้ิ
กรณี ท่ี กริยา+กริยา มั กเอาคํากริยาท่ี มี
ความหมายใกล้เคียงกันมาประสมกัน เรียกคําประสมชนิดน้ีว่า
Co-ordinata compounds
๑.๒ คําประสมท่ียึดเอาคํานามเป็นหลัก (Noun
centered) คือ ความหมายจะหนักท่ีคํานาม ส่วนคําอ่ืน ๆ เป็น
คาํ เสรมิ ดังตัวอย่าง เช่น
๕๙ ประยุทธ กยุ สาคร. ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร.์ (กรงุ เทพฯ :
เอกสารการนเิ ทศการศึกษาฉบับท่ี
๒๕๘ ภาคพัฒนาตาํ ราและเอกสารวิชาการ หน่วยการศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัด
ครู, ๒๕๒๗). หนา้ ๑๐๖-๑๐๘.
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๖๓ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
นาม+กริยา เช่น ของกิน ของแข็ง ของหวาน ยา
ถ่าย
นาม+นาม เช่น ไฟฟ้า พัดลม รถยนต์ รถไฟ
กรณีท่ีนําคํานามที่มีความหมายใกล้เคียงกันมา
ประสมกัน เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ผัวเมีย ลูกหลาน แขนขา
เรียกวา่ Co-ordinate compounds
๒ ก ารส ร้างคํ าแ บ บ ผ ส าน (Complex words)
หมายถึง การสร้างคําท่ีเกิดจากการเอาหน่วยคําไม่อิสระมา
รวมกัน หรือเกิดจากการนําหน่วยคําไม่อิสระมารวมกับหน่วยคํา
อิสระ เพื่อให้เกิดเป็นคําใหม่ การสร้างคําแบบคําผสาน แบ่ง
ออกเป็น ๒ ชนิด คอื
๒.๑ คําผสานแท้ หมายถึง การสร้างคําท่ีเกิดจาก
หน่วยคําไม่อิสระรวมกับหน่วยคําไม่อิสระ ซ่ึงหน่วยคําไม่อิสระ
แต่ละหน่วยคําไม่สามารถปรากฏตามลําพังได้ ต้องเกิดร่วมกันจึง
จะมคี วามหมายเปน็ ท่เี ข้าใจได้ เช่น
ชดช้อย ชดเชย
รืน่ เรงิ ววู่ าม
โลเล โยเย
จอแจ จกุ จิก
มะลิ มะนาว
กะทิ กะทบ
๒.๒ คําผสานเทียม หมายถึง การสร้างคําที่เกิดจาก
การนําเอาหน่วยคําไม่อิสระรวมกับหน่วยคําอิสระ โดยมี
หลกั ภาษาไทยเบื้องตน้ ๑๖๔ พระครคู ัมภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
หน่วยคําอิสระเป็นหลัก หน่วยคําไม่อิสระเป็นหน่วยประกอบ
เช่น
ชาวไร่ ชานนา
ชา่ งทอง ชา่ งไฟนกั ร้อง
นกั รอ้ ง นกั เรียน
ความคิด ความตาย
จอมโจร จอมแกน่
การสร้างคําขึ้นใช้ในภาษากระทําได้หลายวิธี คําประสม
คําประสาน ที่กล่าวแลว้ ก็เป็นการสร้างคําอย่างหนงึ่ การใชน้ าม
เป็นกริยา เช่น คราด, ไถ วิเศษณ์กริยาเป็นกริยา เช่น ตี(กัน)
แข็ง(ขอ้ ) แต่ยังมีวิธกี ารสรา้ งคําดว้ ยวธิ ีการอน่ื อกี ดงั นี้
๑ การผสานคํา (blends) คือ การผสานคําด้วยการเอา
คํามารวมเป็นคําเดียว เช่น กระเปรง มาจากกระโปรง+กางเกง
เขว้ียง มาจาก ขว้าง+เหวี่ยง ใคร มาจาร คน+ไร เน่ีย มาจาก
น่ี+น่ะ แม่ง มาจาก แม่+มึง ไหน มาจาก หน+ไร อะไรมาจาก
อัน+ไร
๒ การตัดคํา (clipping) คือ มนุษย์ท่ัว ๆ ไปพยายามที่
จะพูดให้สั้น เพ่ือออมกําลังและประยัดแรงงานของตนเอง หรือ
เพื่อจะสื่อสารกับคนอื่นได้รวดเร็ว จึงมักจะตัดคํายาวให้ส้ันลง
ดังปรากฏการตัดคําในช่ือเต็มให้สั้นลง เช่น รัชนี ตัดให้เหลือ
พยางค์สุดท้ายเป็น นี หรือตัดให้เหลือพยางค์แรกเป็น รัช เป็น
ต้น
๓ การบัญญัติศัพท์ (word coinage) คือ การที่มนุษย์
ต้องเก่ียวข้องกัน หรือต้องรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เสมอ
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๖๕ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
คําที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอหรือครอบคลุมส่ิงท่ีเกิดขึ้นใหม่ ๆ จึง
จําเป็นต้องสร้างคําใหม่ หรือบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้ บางคร้ังก็
กระทําอย่างเป็นทางการ ซึ่งมักจะเรียกว่าบัญญัติศัพท์ บางทีก็
ไม่ได้ทําอย่างเป็นทางการ หนังสือพิมพ์สร้างคําใหม่ข้ึนมาใช้เอง
บ้าง วัยรุ่นใช้กันในกลุ่มตนเองบ้าง ก็แพร่ขยายออกไป คําใดที่
ติดหูติดใจมวลชนก็คงอยู่ คําใดไม่ติดหูติดใจก็หายไป ซึ่งเป็น
ลกั ษณะทัว่ ไปของทุกภาษา
๔ การย้อนถอย (back formation) คือ การสร้างคําท่ี
เป็นลักษณะนาม บางกรณีก็ยึดเอาภาชนะที่ใส่เป็นลักษณะนาม
เช่น นํ้าปลา ๒ ขวด, นํ้า ๓ แก้ว, นม ๑ กล่อง ทั้ง ๆ ก็บรรจุใน
ขวดเหมือนกัน กลับไม่ใช้ลักษณะนามว่าขวดเหมือนกัน แต่
กลับไปใช้รูปลักษณ์ว่า แก้ว กล่อง เป็นลักษณะนามแทน ถือว่า
เป็นการย้อนถอยไปอีกอยา่ งหนึง่
๕ ช่ือย่อ (acronyms) คือ การสร้างคําย่อขึ้นใช้แทนคํา
เต็ม เช่น มท. เป็นชื่อย่อ กระทรวงมหาดไทย แต่พอบอกว่า มท.
๑ กลับระบุถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะเป็น
หมายเลข ๑ ของกระทรวงมหาดไทย แต่นายกรัฐมนตรีกับ
กระทรวงอื่นกลับไม่นิยมใช้ย่อ ส่วน รบ เป็นระเบียนท่ีแสดงผล
การเรยี นนั้นเป็นท่รี จู้ กั กนั ดใี นบรรดานกั เรียนและผู้ปกครอง
๖ การเลียนเสียงธรรมชาติ (onomatopoeia) คือ ใน
ทุ ก ภ า ษ า จ ะ มี คํ า ที่ ส ร้ า ง ม า จ า ก ก า ร เลี ย น เสี ย ง ธ ร ร ม ช า ติ
หลักภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๑๖๖ พระครูคัมภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
ภาษาไทยมีคําว่า กา เพราะได้ยินเสียงร้องจากกาว่า กา ๆ
เพราะมนั ร้องเสยี งเหมอื นเช่นนน้ั ๖๐
ชนิดของคาํ ในภาษาไทย
คาํ ในภาษาไทยจาํ แนกได้ ๗ ชนดิ คอื
๑ คาํ นาม
คํานาม คือ คําที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ ส่ิงของ สถานท่ี
รวมทั้งสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ท้ังที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม
เช่น เด็ก พ่อ แม่ นก ช้าง บ้าน โรงเรียน ความดี ความรัก ฯลฯ
คํานามแบง่ เปน็ ๕ ชนดิ ดังนี้
๑ สามานยนาม คือ คํานามท่ีใช้เรียกช่ือทั่วไปไม่
ช้ีเฉพาะเจาะจง เช่น พ่อ แม่ นก รถ ขนม ทหาร ตํารวจ ครู คน
ประเทศ รฐั บาล ฯลฯ
ตวั อย่าง
- นกั เรยี นอา่ นหนงั สือ
- แมซ่ อื้ ผลไมใ้ นตลาด
๒ วิสามานยนาม คือ นามที่เป็นช่ือเฉพาะของคน
สัตว์ สิ่งของ สถานท่ี เช่น ครูสมศรี ประเทศไทย วันจันทร์
จงั หวัดปตั ตานี โรงเรยี นเดชะปตั ตนยานุกลู ฯลฯ
๖๐ อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์. ภาษาศาสตร์เบื้องตน้ . พิมพค์ ร้ังที่ ๑๘.
(กรงุ เทพฯ : สาํ นักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๗). หนา้ ๑๕๐-๑๕๓.
หลักภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๖๗ พระครูคมั ภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
ตวั อย่าง
- โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูลตั้งอยู่ใน
จงั หวดั ปัตตานี
- เด็กชายวฒุ ชิ ยั ได้รบั รางวลั เรียนดเี ยยี่ ม
๓ ลักษณะนาม คือ คํานามที่ใช้บอกลักษณะของ
นามหรือกริยา เพ่ือบอกขนาด รูปร่างสัณฐาน ปริมาณ เช่น ตัว
ดา้ ม เมด็ หลัง ฯลฯ
ตวั อย่าง
- บา้ นหลงั นีท้ าสีสวยมาก
- ฟันน้ํานมนอ้ งหกั ๒ ซี่
๔ สมุหนาม คือ คํานามที่บอกหมวดหมู่ของนาม
ทั่วไปและนามเฉพาะ เพ่ือบอกถึงลักษณะที่รวมกันเป็นหมู่ เป็น
พวก เช่น ฝูง โขลง กอง กลุ่ม คณะ ฯลฯ
ตวั อยา่ ง
- กองทหารรักษาการณ์อย่ตู ลอดเวลา
- ฝูงนกบนิ ออกหาอาหารในเวลาเชา้ ตรู่
๕ อาการนาม คือ คํานามท่ีบอกกิริยาอาการหรือ
ความปรากฏเปน็ ตา่ ง ซึง่ มีคาํ "การ" "ความ"นําหนา้
ตัวอยา่ ง
- การเดินทางในคร้ังน้ีปลอดภัยเป็นอย่าง
ย่ิง
- ความรกั ทาํ ให้คนตาบอด
- การ ใช้นาํ หนา้ คํากริยา เช่น การเดนิ การ
วิ่ง การพูด การเจรจา การอา่ น การทาํ งาน การกิน ฯลฯ
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๖๘ พระครคู ัมภรี ธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
- ความ ใช้นําหน้าคําวิเศษณ์และคํากริยา
เกี่ยวกับจิตใจ เช่น ความดี ความรัก ความสวย ความเจริญ
ความสุข ความคดิ ความฝนั ความเขา้ ใจ ฯลฯ
๒ คาํ สรรพนาม
คําสรรพนาม คือ คําท่ีใช้แทนคํานามที่ผู้พูดหรือ
ผู้เขียนได้กล่าวแล้ว หรือเป็นที่เข้าใจกันระหว่างผู้ฟังและผู้พูด
เพือ่ ไมต่ อ้ งกลา่ วคาํ นามซาํ้ คําสรรพนามแบง่ เป็น ๖ ชนิด ดงั น้ี
๑ บุรุษสรรพนาม คือ คําสรรพนามท่ีใช้แทนใน
การพูดจา แบ่งเปน็ ๓ พวก คือ
- สรรพนามบุรุษที่ ๑ หมายถึง คําสรรพนามที่
ใช้แทนตัวผู้พูด เช่น ฉัน ผม กระผม ข้าพเจ้า กู เราอาตมา
ข้าพระพทุ ธเจ้า ฯลฯ
- สรรพนามบุรุษที่ ๒ หมายถึง คําสรรพนามท่ี
ใช้แทนชื่อผู้ฟัง เช่น เธอ ท่าน คุณ มึง เอ็ง ลื้อ แกใต้เท้า
พระองค์
- สรรพนามบุรุษท่ี ๓ หมายถึง คําสรรพนามท่ี
ใช้แทนชื่อผู้ท่ีพูดถึง หรือส่ิงท่ีกล่าวถึง เช่น เขา มัน แกท่าน
หลอ่ น พระองค์ ฯลฯ
๒. ประพันธสรรพนาม คอื คําสรรพนามทใี่ ช้แทน
คํานามหรือคําสรรพนามท่ีอยู่ข้างหน้า และประโยค ทําหน้าท่ี
เช่ือมประโยค ๒ ประโยคให้มีความสัมพันธ์กัน ได้แก่ คํา ที่ ซ่ึง
อนั ผู้ เชน่
ตัวอย่าง
- ฉันชอบคนทม่ี ีมารยาทดี
หลกั ภาษาไทยเบือ้ งตน้ ๑๖๙ พระครคู มั ภีร์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
- นกั เรียนซ่ึงนง่ั อยูใ่ นหอ้ งพกั ครูมีมารยาทดี
- บทเพลงอันไพเราะย่อมเป็นท่ีประทับใจ
ผู้ฟัง
- ครผู ูเ้ สยี สละเพอื่ นักเรยี นสมควรไดร้ ับการ
ยกยอ่ ง
๓ วิภาคสรรพนาม คือ คําสรรพนามท่ีใช้แทน
คาํ นามเพือ่ แบง่ พวก หรอื รวมพวก ได้แก่ คํา บา้ ง ตา่ ง กัน
ตัวอย่าง
- นกั เรียนบ้างกเ็ ลน่ บา้ งก็คยุ ในชน้ั เรยี น
- ชาวบ้านตา่ งช่วยกนั เกบ็ ขยะในบรเิ วณวดั
- ญาติพน่ี ้องนั่งคุยกนั
๔ นิยมสรรพนาม คือ คําสรรพนามที่ใช้แทน
คํานามท่ีแสดงความชเ้ี ฉพาะเจาะจง ไดแ้ กค่ ํา น่ี นน่ั โนน่ เชน่
ตวั อยา่ ง
- นคี่ ือโรงเรยี นของฉนั
- นั่นเขากําลงั เดนิ มา
- โนน่ คอื บ้านของเขา
๕ อนิยมสรรพนาม คือ คําสรรพนามท่ีใช้แทน
คํานามท่ีบอกความไม่เจาะจง ได้แก่คํา ใคร อะไร ไหน อย่างไร
อะไร ๆ ผ้ใู ด ๆ ใด ๆ ซ่ึงไม่ใชค่ ําถาม
ตวั อย่าง
- เขาชอบพูดโกหกจนไม่มีใครเชื่อเขาอีก
แล้ว
- อะไรก็ไม่สาํ คัญเท่ากบั การได้พกั ผอ่ น
หลักภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๑๗๐ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
- ผ้ใู ดไม่ตอ้ งการกไ็ ม่เปน็ ไร
๖ ปฤจฉาสรรพนาม คือ คําสรรพนามท่ีใช้แทน
คํานามที่มีความหมายเป็นคําถาม ได้แก่ คํา อะไร ใคร อย่างไร
ทาํ ไม ผ้ใู ด
ตัวอยา่ ง
- เธอชอบเรียนอะไรมากทีส่ ุด
- ใครนัง่ อยู่ในห้องเรยี นตอนพกั กลางวนั
- ทาํ ไมไม่เข้าห้องเรียน
๓ คําอุทาน
คําอุทาน คือคําที่เปล่งออกมาเพ่ือแสดงอารมณ์
ความรู้สึกของผู้พูด ซึ่งอาจเปล่งออกมาในขณะที่ตกใจ ดีใจ
เสียใจ ประหลาดใจ คําอุทานส่วนมากไม่มีความหมายตรงตาม
ถ้อยคํา แต่จะมีความหมายเน้นความรู้สึก และอารมณ์ของผู้พูด
เปน็ สําคัญ คําอทุ านแบ่งออกเปน็ ๒ จําพวก ดงั น้ี
๑ อทุ านบอกอาการ เช่น โอ๊ย อ้าว ว๊าย โอย โอ๊ย
ตายจริง คุณพระชว่ ย โอโ้ ฮ ฯลฯ
ตวั อย่าง
- โอย๊ ! เจ็บเหลือเกิน
- ตายจรงิ ! ฉนั ไมน่ ่าลืมเลย
๒ อุทานเสริมบท เช่น อาบน้ํา อาบท่า, ไปวัด ไป
วา, ผ้าผอ่ น, เสอ้ื แสง ฯลฯ
ตวั อยา่ ง
- เด็ก ๆ สกปรกมอมแมม รีบไปอาบนํ้า
อาบท่าให้เรยี บร้อย
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๑๗๑ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานุวัตร,ดร.
๔ คําวเิ ศษณ์
คําวิเศษณ์ คือ คําที่ใช้ขยายคํานาม คําสรรพนาม
คํากริยา และคําวิเศษณ์ เพ่ือให้ได้ความชัดเจนยิ่งข้ึน คําวิเศษณ์
แบง่ เป็น ๑๐ ชนิด ดงั น้ี
๑ ลักษณะวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์บอกลักษณะ
ชนิด สี ขนาด สัณฐาน รส กลิ่น เสียง ความรู้สึก ได้แก่ คํา ใหญ่
เล็ก เร็ว ชา้ หอม เหม็น เปรี้ยว หวาน ดี ชวั่ รอ้ น เย็น ฯลฯ
ตวั อย่าง
- บา้ นเล็กในปา่ ใหญ่
- ผกั สดมีประโยชน์ตอ่ ร่างกาย
- นอ้ งสูงพเ่ี ตยี้
๒ กาลวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ท่ีบอกเวลาในอดีต
ปจั จุบัน และอนาคต เช่น เช้า สาย บ่าย เยน็
ตัวอย่าง
- เขาไปทาํ งานเช้า
- เยน็ นีฝ้ นคงจะตก
- เราจากกนั มานานมาก
๓ สถานวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ท่ีบอกสถานที่
ระยะทาง ได้แก่ คํา ใกล้ ไกล บน ล่าง เหนือ ใต้ ซ้าย ขวา หน้า
หลงั ฯลฯ
ตัวอย่าง
- พีเ่ ดินหนา้ นอ้ งเดินหลงั
- โรงเรียนอยูใ่ กลต้ ลาด
- แจกันอยบู่ นโตะ๊
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๗๒ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.
๔ ประมาณวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ที่บอกจํานวน
หรือปริมาณ ไดแ้ กค่ าํ มาก น้อย หนึ่ง สอง หลาย ทั้งหมด ฯลฯ
ตวั อย่าง
- เขาไปเทีย่ วหลายวัน
- ฉนั เล้ยี งสนุ ขั สองตวั
- คนอว้ นกนิ จุ
๕ นิยมวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ที่บอกความช้ี
เฉพาะ บอกกําหนดแน่นอน ได้แก่ คํา น่ี น่ัน โน่น นั้น โน้น
เหลา่ น้ี เฉพาะ แน่นอน จริง ฯลฯ
ตวั อยา่ ง
-บา้ นนั้นไมม่ ีใครอยู่
-เขาเป็นคนขยันจรงิ
๖ อนิยมวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ที่แสดงความไม่ช้ี
เฉพาะ ไม่แน่นอน ได้แก่ คํา อะไร ทําไม อย่างไร ไย เช่นไร ฉัน
ใด ก่ี ฯลฯ
ตวั อย่าง
- เขาจะไปไหนก็ชา่ งเขาเถอะ
- แมซ่ ื้ออะไรมาเรากท็ านไดท้ ง้ั นน้ั
- เธอมาทาํ ไมไม่มใี ครสนใจ
๗ ปฤจฉาวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ที่บอกเนื้อความ
เป็นคาํ ถามหรอื ความสงสยั ไดแ้ ก่
คํา อะไร ไหน ทําไม อย่างไร ฯลฯ
ตัวอยา่ ง
- น้องทาํ อะไร
หลักภาษาไทยเบื้องต้น ๑๗๓ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
- สิ่งใดอยบู่ นโตะ๊
- เธอจะทาํ อยา่ งไร
๘ ประติชญาวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ท่ีใช้ในการ
เรียกขานและโต้ตอบกัน ได้แก่ คํา คะ ขา ครับ ขอรับ จ๋า จ๊ะ
พระพุทธเจ้าขา้ ฯลฯ
ตวั อย่าง
- หนูจา๋ มาหาครหู น่อยซิจ๊ะ
- คุณพ่อครับผมขออนุญาตไปดูหนังนะ
ครบั
- หนกู ลบั มาแล้วคะ่
๙ ประติเษธวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ท่ีบอกความ
ปฏเิ สธ ไดแ้ ก่ คาํ ไม่ ไมใ่ ช่ ไมไ่ ด้ หามิได้ บ่ ฯลฯ
ตัวอยา่ ง
- เขาไมท่ ําการบ้านส่งครู
- คนพดู โกหกจริงไม่มีใครเชอ่ื ถอื
- หนังสือนี้ไม่ใช่ของฉัน ฉันไม่สามารถรับ
ได้
๑๐ ประพันธวิเศษ คือ คําวิเศษณ์ที่ประกอบ
คํากริยาหรือคําวิเศษณ์ เพ่ือทําหน้าท่ีเช่ือมประโยค ให้มีความ
เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ คําที่ ซึ่ง อัน อย่างท่ี ชนิดที่ ท่ีว่า ว่า เพราะ
เหตวุ ่า ฯลฯ
ตัวอยา่ ง
- เขาฉลาดอยา่ งทไี่ ม่เคยเหน็ มาก่อน
- แมท่ าํ งานหนักเพอื่ หาเงินมาเล้ยี งลกู
หลักภาษาไทยเบ้อื งต้น ๑๗๔ พระครคู มั ภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
- เขาบอกว่า เขากินจมุ าก
๕ คําบพุ บท
คําบุพบท คือ คําท่ีทําหน้าท่ีเชื่อมโยงคําหนึ่งหรือ
กลุ่มคําหน่ึงให้สัมพันธ์กับคําอ่ืน หรือกลุ่มคําอ่ืน เพ่ือแสดง
ความหมายต่าง ๆ เช่น ความเป็นเจ้าของ ลักษณะ เหตุผล เวลา
สถานที่ ประมาณ ความต้องการ เปรียบเทียบ ฯลฯ ได้แก่ คํา ใน
แก่ แต่ ต่อ สําหรับ โดย ด้วย ของ แห่ง ใกล้ ไกล ฯลฯ คําบุพ
บทแบ่งเปน็ ๒ พวก คอื
๑ คาํ บพุ บทท่เี ชือ่ มโยงกบั บทอืน่ ดงั น้ี
๑.๑ บุพบทนาํ หนา้ กรรม ได้แก่ คํา แก่ ซึง่
ตัวอยา่ ง
- อย่าเหน็ แก่ตัว
- เราต้องอาศัยซ่งึ กันและกัน
๑.๒ บุพบทนําหน้าคําท่ีเป็นเจ้าของ ได้แก่ คํา
แห่ง ของ
ตวั อยา่ ง
- สถานีวทิ ยุกระจายเสียงแหง่ ประเทศไทย
- หนังสือของนักเรยี น
๑.๓ บุพบทนําหน้าคําบอกลักษณะ ได้แก่ คํา
ดว้ ย กบั แก่ ต่อ
ตัวอย่าง
- ยายกินข้าวดว้ ยมอื
- ครูให้รางวลั แกน่ กั เรยี นเรียนดี
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๑๗๕ พระครูคมั ภรี ์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
๑.๔ บุพบทนาํ หน้าคาํ บอกเวลา ได้แก่ คํา เม่ือ
ตัง้ แต่ กระท่งั จน
ตวั อยา่ ง
- เขามาถงึ บา้ นเมือ่ เช้านี้
- พ่อทาํ งานจนเทย่ี งคืน
๑.๕ บุพบทนําหน้าคําบอกสถานที่ ได้แก่ คํา
ที่ ใน เหนือ ใกล้ จาก แต่
ตวั อย่าง
- เขามาแตบ่ า้ น
- นํา้ อย่ใู นตเู้ ยน็
๑.๖ บุพบทนําหน้าคําบอกประมาณ ได้แก่ คํา
ตลอด เกอื บ ทง้ั ราว
ตวั อยา่ ง
- ฝนตกหนักตลอดปี
- นอ้ งไปโรงเรียนเกอื บสาย
๒ คําบุพบทท่ีไม่เชื่อมโยงกับบทอ่ืน ส่วนมากจะ
อยู่ตน้ ประโยค ใชเ้ ป็นการทกั ทาย มักใชใ้ นคําประพนั ธ์
ตวั อยา่ ง
- ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การปฏิบัติธรรมเป็น
หลกั สําคญั ทางศาสนา
- ข้าแต่ พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าความเมตตา
จากทา่ น
- ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ความเมตตาต่อสรรพ
สัตวเ์ ปน็ สงิ่ พงึ กระทํา
หลักภาษาไทยเบ้ืองตน้ ๑๗๖ พระครูคมั ภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
๖ คาํ สนั ธาน
คําสันธาน คือ คําท่ีทําหน้าที่เช่ือมคํากับคํา ประโยค
กับประโยคข้อความกับข้อความ หรือ ความให้สละสลวย ได้แก่
คํา และ หรือ แต่ เพราะ ฯลฯ คําสันธานทําหน้าท่ีได้ ๔
ลักษณะ ดงั นี้
๑ ใช้เช่ือมคํากับคํา เช่น ฉันและเธอชอบเรียน
วชิ าภาษาไทย, เธอชอบมะลิหรอื กหุ ลาบ
๒ ใช้เชื่อมข้อความ เช่น คนเราต้องการอาหาร
เสื้อผ้า เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย และยารักษาโรคด้วยเหตุน้ี เรา
จึงจําเป็นต้องประกอบอาชีพเพื่อให้ได้เงนิ มาซื้อส่งิ จาํ เปน็ เหลา่ นี้
๓ ใช้เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น แม่ชอบปลูก
ไม้ดอกแต่พ่อชอบปลูกไม้ประดับ, น้องไปโรงเรียนไม่ได้เพราะไม่
สบาย
๔ เช่ือมความให้สละสลวย เช่น เขาก็เป็นคนจริง
คนหน่ึงเหมือนกนั , คนเรากต็ ้องมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา
นอกจากคําสันธานทําหน้าท่ีใน ๔ ลักษณะแล้ว ยัง
สามารถจาํ แนกออกเป็น ๔ ชนดิ ไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี
๑ คําสันธานเช่ือมใจความท่ีคล้อยตามกัน ได้แก่
คาํ กบั , และ, ท้ัง...และ, ทัง้ ...ก็, ครัน้ ...ก,็ ครั้น...จึง, พอ...ก็
ตัวอยา่ ง
- พ่อและแม่รกั ฉันมาก
- ฉนั อา่ นทง้ั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- พอมาถงึ บ้านฝนกต็ ก
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๗๗ พระครูคมั ภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
๒ คําสันธานเชื่อมใจความท่ีขัดแย้งกัน ได้แก่ คํา
แต,่ แต่ทว่า, ถึง...ก็, กว่า...ก็
ตวั อย่าง
- น้องอ่านหนงั สือแตพ่ ่ีฟงั เพลง
- ถงึ เขาจะปากรา้ ยแต่เขากใ็ จดี
- กวา่ ถ่วั จะสุกงาก็ไหมเ้ สียแล้ว
๓ คําสันธานเช่ือมใจความที่ให้เลือกเอาอย่างใด
อยา่ งหนึง่ ได้แก่ คํา หรือ, หรือไม่ก็, มิฉะนน้ั , ไม่เช่นนัน้ , ไม่...ก็
ตวั อย่าง
- เธอจะอ่านหนังสอื หรือฟังเพลง
- เราต้องขยนั เรยี นมฉิ ะนัน้ จะสอบตก
- นักเรียนต้องช่วยกันทําความสะอาด
ห้องเรยี นหรอื ไมก่ พ็ ฒั นาเขตรบั ผิดชอบ
๔ คําสันธานเชื่อมใจความท่ีเป็นเหตุเป็นผลกัน
ไดแ้ ก่ จึง, เพราะ, เพราะว่า, เพราะ.....จึง, ฉะน้นั ...จงึ
ตวั อยา่ ง
- นกั เรียนไมต่ ้งั ใจเรียนจึงสอบไมผ่ ่าน
- เพราะเขาเป็นคนดจี งึ ได้รับการยกย่อง
- สุพิศมีความรับผิดชอบดังน้ันจึงได้รับ
คดั เลือกเป็นประธานนักเรยี น
ข้อสังเกต
๑ คําสันธานบางคําใช้เข้าคู่กัน เช่น เพราะ
......จึง, กว่า......ก็ ฯลฯ
หลักภาษาไทยเบ้ืองต้น ๑๗๘ พระครคู ัมภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
๒ คําสันธานอาจอยู่ในตําแหน่งต่าง ๆ ของ
ประโยค เชน่
- อยู่ระหว่างคํา ฉันซื้อดอกกุหลาบและ
ดอกบวั
- อยู่หน้าประโยค เมื่อทําผิดก็ต้องถูก
ลงโทษ
- อยู่ระหว่างประโยค เธอจะเล่นหรือจะ
เรียน
๓ ประโยคที่มีคําสันธานเชื่อมจะแยกได้
เป็นประโยคยอ่ ยตง้ั แต่ ๒ ประโยคข้นึ ไป
๔ คําบางคําเป็นได้ท้ังคําสันธานและคําบุพ
บท โดยการพจิ ารณาการแยกประโยคเปน็ สําคญั เช่น
- เราทาํ งานเพ่อื ชาติ (เป็นบุพบท)
- เราทํางานเพ่ือเราจะได้สนองคุณชาติ
(เป็นสนั ธาน)
๕ คาํ สันธานอาจเปน็ กลมุ่ คาํ ก็ได
๖ ประพันธสรรพนาม หรือสรรพนามเชื่อม
ประโยค ท่ี, ซึ่ง, อนั จัดเป็นคําสนั ธานด้วย เชน่
- สตรีผู้มีความงามย่อมเป็นท่ีสนใจของ
คนท่วั ไป
- เขาทํางานอยู่ในท้องถ่ินซ่ึงห่างไกล
ความเจรญิ
หลกั ภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๗๙ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานวุ ตั ร,ดร.
- ชายทีย่ ืนอยนู่ ้ันเปน็ ทหาร๖๑
๗ คาํ อุทาน
คําอุทาน คือ คําท่ีเปล่งออกมาบอกอาการ หรือ
ความรูส้ ึกของผ้พู ดู แบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ
๑ อุทานบอกอาการ หรือบอกความรู้สึก จะใช้
เคร่ืองหมาย อศั เจรยี ์ ( ! ) กํากับข้างหลงั เชน่
-อุ๊ย ! พุทโธ่ ! วา๊ ย! โอโ้ ฮ! อนิจจา!
๒ อุทานเสริมบท เป็นคําพูดเสริมเพ่ือให้เกิดเป็น
คาํ ทีส่ ละสลวยขน้ึ เชน่
- รถรา
- กระดูกกระเด้ยี ว
- วดั วาอาราม
- หนงั สือหนงั หา
- อาบน้ําอาบทา่
- กบั ข้าวกับปลา๖๒
คําในภาษาไทยแบ่งออกได้หลายชนิด และแบ่งได้หลาย
วิธี แล้วแต่จดุ มงุ่ หมายในการแบ่ง มดี ังต่อไปน้ี
๑ แบ่งชนิดของคําโดยยึดคําจํากัดความเป็นหลัก
วิธีนี้เป็นการแบง่ ชนิดของคํามาต้ังแต่โบราณ โดยแบ่งคําออกเป็น
๖๑ ชนิดของคาํ . (เวบ็ ไซต์ :
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/๕๕๑), เข้าถงึ ข้อมลู เมอ่ื
๒๓ กันยายน ๒๕๖๒.
๖๒ คาํ ในภาษาไทย. (เวบ็ ไซต์ : https://www.gotoknow.org/posts/
๒๐๘๗๖๙), เข้าถึงขอ้ มลู เมอ่ื ๒๖ กันยายน ๒๕๖๒.
หลกั ภาษาไทยเบ้อื งตน้ ๑๘๐ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
๗-๙ ชนิด คือ คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําคุณศัพท์ คํา
วิเศษณ์ คําบุพบท คําอุทาน คําสันธาน และคํานําหน้านาม ถ้า
เร า ต้ อ ง ก า ร รู้ ว่ า เป็ น คํ า ช นิ ด ใ ด ก็ ใ ช้ คํ า จํ า กั ด ค ว า ม อ ธิ บ า ย
ความหมายของคาํ น้นั เช่น
คํานาม คือ คําที่บอกช่ือคน สัตว์ ส่งิ ของ
คําสรรพนาม คือ คําทท่ี าํ หนา้ ท่แี ทนคํานาม
คํากรยิ า คือ คําท่ีแสดงอาการของคน สัตว์
ส่งิ ของ
คําวิเศษณ์ คือ คําที่ใช้ประกอบคําอ่ืนให้มี
ความตา่ งกันออกไป
ปัจจุบันการแบ่งชนิดของคําโดยยึดหลักคําจํากัด
ความเป็นหลักนีพ้ บว่าไม่รัดกุมพอ เน่ืองจากไม่สามรถใช้คําจํากัด
ความเปน็ เครือ่ งแบ่งชนิดของคาํ ได้โดยเด็ดขาด เช่น ประโยควา่
ฉันชอบหวีอันน้ี กับ ฉนั หวีผม
คําว่า หวี ในประโยคข้างต้นเป็นท้ังคํานามและ
คํากริยา แต่ถ้าถือคําจํากัดความเป็นหลักแล้ว หวี ควรจะเป็น
คาํ นามทง้ั ๒ ประโยค
๒ แบ่งชนิดของคําโดยยึดรูปคําเป็นหลัก วิธีน้ีเหมาะ
สําหรับลักษณะภาษาท่ีมีวิภัตติปัจจัย เช่น บาลี สันสกฤต และ
อังกฤษ มีการประกอบรูปคําด้วยการเติมคําซึ่งมีท้ังเติมเข้า
ข้างหนา้ เรียกว่าอุปสรรค เตมิ ตรงกลาง เรียกวา่ อาคม เติมข้าง
หลัง เรียกว่า ปัจจัย โดยมีหลักว่า ถ้าคําใดเติมอุปสรรค-ปัจจัย
แล้วแสดงพจน์เป็นคําชนิดหนึ่ง แสดงกาลก็เป็นคําอีกชนิดหน่ึง
แสดงเพศก็เป็นคําอกี ชนดิ หน่ึง เชน่
หลกั ภาษาไทยเบอื้ งตน้ ๑๘๑ พระครคู ัมภรี ์ธรรมานุวัตร,ดร.
คําภาษาอังกฤษที่เติม –s, -tion หรือ –ness เข้า
ไปแล้วแสดงพหพู จน์ได้ เรยี กว่า คํานาม เชน่
Boy - boys
act - action
good - goodness
Pencil - pencils
direction - direction
fine - finess
Year - years
translate - translation
high - highness
ถ้าเป็นคําเติม –ing หรือ – ed เข้าไปแล้วแสดง
กาลได้ ถอื วา่ เปน็ คํากรยิ า เช่น
Work - working
play - played
Teach - teaching
voice - voiced
Stand - standing
plant - planted
ฯลฯ
๓ แบ่งชนิดของคําโดยอาศัยตําแหน่งของคําใน
ป ระโยคเป็ นห ลัก วิธีนี้ เห มาะสําห รับ การแบ่ งคําของ
ภาษาคําโดด เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน วิธีการคือพิจารณา
ความสัมพันธ์ของคําในประโยค ถ้าคําใดใช้แทนท่ีในตําแหน่ง
หลักภาษาไทยเบอื้ งต้น ๑๘๒ พระครคู มั ภรี ์ธรรมานวุ ตั ร,ดร.
เดียวกันได้ถือว่าเป็นชนิดเดียวกัน ผู้ท่ีจําแนกคําในภาษาไทย
โดยวิธีน้คี ือ วจิ ินตน์ ภาณุพงศ๖์ ๓
วเิ คราะหค์ าํ
การวิเคราะห์คําในภาษาไทยหมายถึง การนําเอาคําท่ีใช้
พูดในชีวิตประจําวันมาพิจารณาดูว่าเป็นคําชนิดใด หลักการ
วิเคราะหค์ ําในภาษไทยมี ๓ ประการ
๑ การวเิ คราะห์คาํ โดยยดึ ความหมายของคาํ เป็นหลัก
การวิเคราะห์คําตามหลักน้ี เป็นการวิเคราะห์คําของ
นักไวยากรณ์รุ่นเก่า วิธีการก็คือ อาศัยความหมายเป็นหลัก
พจิ ารณา ดังตวั อย่าง เชน่
คาํ นาม คือ คาํ ทใ่ี ช้เรยี กชื่อ คน สัตว์ ส่ิงของ หรือ
กล่าวอกี นัยหนง่ึ ว่า คําเรยี กชอื่ คน สัตว์ สงิ่ ของ เป็นคํานาม
คํากริยา คือ คําท่ีแสดงว่าอาการคน สัตว์ ส่ิงของ
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าคําแสดงอาการของคน สัตว์ ส่ิงของ
เรยี กว่าคํากรยิ า
การวิเคราะห์คําตามหลักนี้ นักไวยากรณ์รุ่นเก่าได้
แบ่งคําออกเป็น ๗-๙ ชนิด คือ คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา
คําวิเศษณ์ คําคุณศัพท์ คําบุพบท คําอุทาน คําสันธาน คํา
นําหน้านาม ในแต่ละชนิดยังแบ่งย่อยออกไปอีก โดยยึด
ความหมายของคาํ เปน็ หลัก เช่นกัน ดังตัวอยา่ ง
๖๓ ประยุทธ กุยสาคร. ภาษาไทยเชิงภาษาศาสตร์. (กรุงเทพฯ :
เอกสารการนิเทศการศกึ ษาฉบับท่ี ๒๕๘ ภาคพฒั นาตาํ ราและเอกสารวชิ าการ
หน่วยการศึกษานเิ ทศก์ กรมการฝึกหัดคร,ู ๒๕๒๗). หนา้ ๑๐๔-๑๐๖.
หลักภาษาไทยเบื้องต้น ๑๘๓ พระครูคัมภรี ธ์ รรมานุวัตร,ดร.
คํานาม แบ่งย่อยเป็น สามานยนาม วิสามา
นยนาม ลักษณนาม อาการนาม สมหุ นาม
คําสรรพนาม แบ่งย่อยเป็น บุรุษสรรพนาม
วิภาคสรรพนาม นิยมสรรพนาม อนิยมสรรนาม ปฤจฉาสรรพ
นาม ประพนั ธสรรพนาม
คํ า ก ริ ย า แ บ่ ง ย่ อ ย เป็ น อ ก ร ร ม ก ริ ย า
สกรรมกรยิ า วิกตรรถกริยา กริยานเุ คราะห์
คําวิเศษณ์ แบ่งย่อยเป็น ลักษณะวิเศษณ์ นิยม
วเิ ศษณ์ อนิยมวิเศษณ์ ปฤจฉาวิเศษณ์ ประติชญา
วิเศษณ์ ประติเษธวิเศษณ์ กาลวิเศษณ์ สถานวิเศษณ์
ประมาณวเิ ศษณ์ ประพนั ธว์ ิเศษณ์
ปัจจุบันพบว่า การแบ่งชนิดของคําตามหลักน้ีมี
ข้อบกพร่อง และมีข้อลักลั่นอยู่มาก เนื่องจากไม่สามารถใช้
ความหมายของคําเป็นหลักแบ่งชนิดของคําได้แน่นอน ตัวอย่าง
เชน่
คําว่า ความดี ความช่ัว การกิน การงาน ไม่ใช่
คําเรียกชื่อ คน สัตว์ ส่ิงของ แต่ถือว่าเป็นคํานาม จึงไม่ตรงกับ
ความหมายของคํานาม ประโยค หล่อสวย แมวดี ผมงาม คํา
ว่า สวย ดี งาม ไมสามรถ แสดงอาการของคน สัตว์ ส่ิงของ แต่
ถอื ว่าเปน็ คํากริยา และมีผคู้ ้านวา่ ไม่ใชค่ ํากรยิ า แต่เป็นคาํ วเิ ศษณ์
คํ า ว่ า ส มุ ด ห นั งสื อ มี ด เข็ ม เก วี ย น มี
ลักษณะนามเหมือนกัน คือ เล่มซ่ึงน่าจะต้องมีรูปร่างลักษณะ
เหมือนกัน แต่ข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน จึงไม่ตรงกับความหมาย
หลกั ภาษาไทยเบือ้ งต้น ๑๘๔ พระครูคัมภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.
ของคําลักษณะนามที่ว่าคําที่ใช้บอกลักษณะของนามเพื่อให้รู้
ลักษณะหรือรปู ร่างของนามนน้ั ๆ
๒ การวเิ คราะหค์ ําโดยยดึ หน้าท่ีของคาํ เปน็ หลกั
ภาษาไทยได้ช่ือว่าเป็นภาษาคําโดด หมายความว่า
เป็นภาษาท่ีสามารถนําเอาคํามาประกอบเข้ารูปประโยคได้ทันที
โดยไม่ต้องมีการเปล่ียนแปลงรูปคํา เพื่อแสดงหน้าท่ีหรือ
ความสัมพันธ์ของคําเหมือนอย่างคําในภาษามีวิภัตติปัจจัย
ตามปกติคําในภาษาไทยจะรู้ว่าทําหน้าที่อย่างใดอย่างหน่ึงใน
ประโยคกต็ อ่ เมอื่ คํานน้ั มาประกอบเข้ารปู ประโยค
คําในภาษาไทยถ้ายึดหน้าท่ีของคําเป็นหลัก จะมี
หน้าทอ่ี ยา่ งใดอย่างหน่ึงในประโยคดังต่อไปนี้
(๑) ทําหน้าทีเ่ ปน็ บทประธาน เชน่
ฝนตก ฝน เป็นประธาน
(๒) ทาํ หน้าที่เปน็ บทขยายประธาน เช่น
แมวดาํ กัดหนู ดาํ เป็นบทขยายประธาน
(๓) ทาํ หนา้ ท่เี ปน็ บทกริยา แบง่ เปน็
บทอกรรมกริยา เช่น ลมพัด พัด เป็นบท
อกรรมกรยิ า
บทสกรรมกริยา เช่น เขากินผลไม้ กิน เป็น
บทสกรรมกริยา
บทวิกตรรถกริยา เช่น หลอ่ นเป็นครู เป็นบท
วิกตรรถกรยิ า
บทกริยานุเคราะห์ เช่น เขาคงมาแน่ คง
เป็นบทกริยานุเคราะห์
หลักภาษาไทยเบอื้ งต้น ๑๘๕ พระครคู มั ภีร์ธรรมานุวัตร,ดร.
(๔) ทาํ หน้าท่เี ปน็ บทขยายกริยา เชน่
เขากินจุ จุ เป็นบทขยายกรยิ า กิน
แดงอ่านหนังสือเร็ว เร็ว เป็นบทขยายกริยา
อา่ น
(๕) ทาํ หน้าที่เป็นบทกรรม เชน่
แมวกดั หนู หนู เป็นบทกรรม
(๖) ทําหนา้ ทเ่ี ป็นบทขยายกรรม เช่น
มาลีเลีย้ งแมวดาํ ดาํ เปน็ ทบขยายกรรม
(๗) ทําหน้าที่บทเชื่อม เช่น
พีแ่ ละน้องไปโรงเรยี น และ เปน็ บทเชอ่ื ม
ถ้าไมร่ วยกห็ มดตวั ถา้ ....ก็ เป็นบทเช่อื ม
เราไม่ได้ไปงานนั้นเพราะติดธุระ เพราะ
เป็นบทเชือ่ ม
ข้อสังเกตประการหนึ่งในการวิเคราะห์คําโดยยึด
หน้าท่ีของคําเป็นหลักก็คือคําภาษาไทยคําเดียวทําหน้าที่ใน
ประโยคไดห้ ลายหน้าที่ และมหี ลายความหมาย ดงั ตวั อยา่ ง เชน่
ฉนั ตอกตาปู ตอก เปน็ บทกริยา
ฉันเหลาตอก ตอก เปน็ บทกรรม
เขาสวมเส้อื แดง แดง เป็นบทขยายประธาน
แดงเปน็ สีสีหนึ่ง แดง เป็นบทประธาน
รมิ ฝีปากเขาแดง แดง เป็นบทกริยา
สรุปได้ว่า การศึกษาเรื่องของคําในภาษาไทยท่ีได้อธิบาย
พร้อมยกตัวอย่างเป็นข้อมูลอ้างอิงในเบื้องต้นแล้วน้ัน หาก
ต้องการวิเคราะห์ในบริบทของคํา ต้องศึกษาระบบพยางค์ คํา
หลักภาษาไทยเบอ้ื งต้น ๑๘๖ พระครคู มั ภีร์ธรรมานวุ ัตร,ดร.
และหน่วยคําในภาษาไทยด้วย เพราะเก่ียวเนื่องเชื่อมโยงถึง
การศึกษาภาษาให้เห็นถึงรูปและการเปล่งเสียงออกมาแต่ละคร้ัง
ว่ามีองค์ประกอบท่ีสามารถจําแนกได้อย่าง รูปและการเปล่ง
เสียงออกมาแต่ละครั้งกําหนดจากจํานวนครั้งและความหมาย
ประกอบด้วย ในรูปและเสียงหนึ่ง ๆ ของมนุษย์ทุกภาษาจะต้อง
มีองค์ประกอบที่สามารถจําแนกได้ เริ่มต้ังแต่ในรูปและเสียงหนึ่ง
ๆ ประกอบด้วยเสียงที่เล็กท่ีสุดเรียกว่าหน่วยเสียง หน่วยเสียง
รวมกันเป็นเสียง และในแต่ละเสียงสามารถจําแนกเป็นพยางค์
หรือคําก็ได้ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบด้านความหมาย หากเสียง
หน่ึง ๆ เปล่งออกมา ๑ คร้ัง แต่ไม่มีความหมาย ก็เรียกว่า ๑
พยางค์ เปล่งออกมา ๒ คร้ัง ๓ คร้ัง หรือมากกว่า ๓ ครั้ง แต่ไม่มี
ความหมาย ก็เรียกว่า ๒ พยางค์ ๓ พยางค์ หรือมากกว่า ๓
พยางค์ แต่ถ้าหากว่าเสียงหน่ึง ๆ เปล่งออกมา ๑ คร้ัง และมี
ความหมาย จะไม่นิยมเรยี กว่า ๑ พยางค์ ถึงแม้จะเรียกพยางค์ก็
คงไม่ผิด แต่นิยมเรียกและให้เรียกว่า ๑ คํา ในหนึ่งคําอาจมี
หน่ึงพยางค์หรือหลายพยางค์ก็ได้ กําหนดจากหน่ึงความหมาย
เปน็ หน่งึ คํา หรือหนึง่ คําหนง่ึ ความหมาย
นอกจากน้ัน ในหนึ่งความหมายท่ีมีในหนึ่งคําที่เป็นพยางค์
เดียวคงเข้าใจได้ แต่ถ้าหากว่าในหน่ึงความหมายในหน่ึงคําที่มี
มากพยางค์จะต้องทําความเข้าใจอย่างไร นักภาษาจึงได้ศึกษา
และวิเคราะห์จําแนกเสียงท่ีปรากฏในคําหลายพยางค์ว่า หาก
หน่ึงคําท่ีมีหลายพยางค์ใดที่มีหน่ึงความหมาย และแยกหน่ึงคํา
หลายพยางค์ออกเป็นส่วน ๆ และแต่ละส่วนท่ีแยกยังคงให้
ความหมายได้ เรียกว่า หน่วยคํา เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็น
หลักภาษาไทยเบื้องต้น ๑๘๗ พระครูคมั ภีรธ์ รรมานุวตั ร,ดร.
หนึ่งคําท่ีประกอบด้วยหลายพยางค์แต่มีหนึ่งความหมายเท่าน้ัน
เรียกว่า คํา แต่ถ้าหากเอาคําว่า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า มาแยก
ออกเป็น หม้อ+หุง+ข้าว+ไฟ+ฟ้า จะได้ ๕ คํา และ ๕
ความหมาย สว่ นที่แยกออกจากคํามากพยางค์ และเมอ่ื แยกแล้ว
ส่วนท่ีแยกนั้นส่ือความหมายได้ เรียกว่า หน่วยคํา แต่ถ้าแยก
แล้วไม่มีความหมายจะเป็นหน่วยคําไม่ได้ เช่น โรงพยาบาล
กรุงเทพฯ จะแยกว่า โรง+พะ+ยา+บาล+กรุง+เทพฯ ไม่ได้
เพราะว่า พะ ไม่มีความหมาย หากแยกคําเป็น โรง+พยา+
บาล+กรุง+เทพฯ จะได้ ๖ พยางค์ ๕ หน่วยคํา ดังน้ันคําจึงมี
สว่ นประกอบด้วยหนว่ ยคําและมีความหมายกํากับ
คําพอ้ ง
คําพ้อง คือ คําท่ีมีการเขียนเหมือนกันหรืออ่านออกเสียง
เหมือนกัน ในภาษาไทยแบ่งคําพ้องออกเป็น ๒ ชนิด คือ
คําพอ้ งรูป และคาํ พ้องเสยี ง ดังน้ี
๑ คาํ พอ้ งรปู
คําพ้องรูป คือ คําท่ีเขียนเหมือนกัน แต่เวลาใช้ใน
การออกเสียงจะแตกต่างกัน และยังมีความหมายท่ีแตกต่างกัน
ด้วย ในการอ่านจึงต้องระวังและอ่านคําพ้องรูปให้ถูกต้องและสื่อ
ความหมายได้ตรงตามเจตนาของสารตอ้ งอาศัยบริบท
คําพอ้ งรูป มี ๓ ลกั ษณะ คือ
๑ เขียนเหมือนกัน
๒ ออกเสียงตา่ งกัน
๓ ความหมายตา่ งกนั
หลักภาษาไทยเบอ้ื งตน้ ๑๘๘ พระครคู ัมภรี ์ธรรมานุวตั ร,ดร.
ตัวอย่างคําพ้องรูป คําอ่าน และความหมาย มีดัง
ตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้
กรี กฺรี กระดูกแหลมทหี่ วั กุ้ง
กะ-รี ชา้ ง
กรอด กรอด เซียวลง ผอม, อาการของเสยี ง
กะ-หฺรอด ชือ่ นกขนาดเลก็
เขมา เข-มา เกษม สบายใจ ความพ้นภัย
ขะ-เหฺมา ชอื่ โกฐชนิดหน่ึงใช้เป็นเครื่องยาไทย;
ดาํ
แขม แขมฺ ช่อื พรรณไม้ชนิดหนึง่
ขะ-แม คนเขมร
ครุ คฺรุ ภาชนะสานชนิดหน่ึง ใช้ตักนํ้า รูป
กลมๆ; ยาชัน
คะ-รุ ครู; หนัก
ตนุ ตะ-นุ ตวั ตน; ฉนั ขา้ พเจ้า
ตะ-หนุ ชอ่ื เต่าทะเลชนิดหนึ่ง
ตรุ ตฺรุ ที่ขังคน ตะราง เรอื นจํานกั โทษ คุก
ตะ-รุ ต้นไม้
ทิว ทิว แถวหรือแนวแห่งส่ิงที่ติดเน่ืองกันไป
ยาวยืด; ธงรูปกระบอก
ท-ิ วะ วนั สวรรค์ ชั้นฟ้า เทวโลก
เทว เท-วะ เทวดา
ทะ-เว สอง
ปถวี ปะ-ถะ-วี ดนิ